ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 39 : วันหยุดที่มีรายการผีถ่ายทอดสด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 51
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    27 ม.ค. 58

            ห้าทุ่มครึ่ง กล้วยเหวี่ยงเสื้อตัวนอกของตะเบงมานคอมมานโดคลุมร่างก่อนจะออกมายืนท้าลมหนาวอยู่บนระเบียงห้องพักว่างของกาแลเรสซิเดนซ์ คอนโดมิเนียมสูงสิบชั้นในเขตกาดบัวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของย่านเมืองเก่า แต่อันที่จริง ตอนนี้มันก็ไม่เก่าเท่าไหร่นัก จำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้คอนโดมิเนียมและอพาร์ตเมนต์หรูแย่งกันพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ทำให้ย่านที่เคยเงียบสงบกลับคึกคักเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและสิ่งก่อสร้างทันสมัยที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟนีออน

 

            สิ่งเดียวที่ดูเก่าในสายตาเรียวๆของเด็กสาวหน้าจืดคงจะเป็นอพาร์ตเมนต์ร้างที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มันสูงพอๆกับกาแลเรสซิเดนซ์ แต่ดูเก่ากว่ามาก ป้ายไฟนีออนเขียนชื่อบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์ด้วยตัวอักษรหนาตันแบบที่ฮิตกันเมื่อราวสามสิบปีที่แล้วยึดกับตัวตึกด้วยโครงเหล็กที่จับเขรอะไปด้วยสนิม กระจกหน้าต่างแตกร้าวแทบทุกบานจนบางห้องมีหิมะเข้าไปกองอยู่เต็ม แต่บานที่ไม่แตกก็ขมุกขมัวและมีฝุ่นจับเขรอะจนแทบมองทะลุไม่ได้ ต่ำลงไปเบื้องล่าง หิมะรอบตัวตึกสูงกว่าที่อื่นเกือบสองเมตรด้วยไม่มีคนคอยดูแลหรือระบบละลายหิมะ

 

            ราชินีตานีสะบัดขาทรายออกจากสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกเขื่องก่อนจะวางมันลงที่โต๊ะริมระเบียง ดวงตามองกวาดไปทั่วตึก เธอเห็นวิญญาณเร่รอนเกือบสิบตนลอยผลุบๆโผล่ๆ เข้าๆออกๆอยู่ในตึก แต่เธอไม่สนใจด้วยรู้ว่าวิญญาณเหล่านี้ไม่มีพิษสงอะไรมากมาย อย่างมากก็แค่ปรากฏเป็นแสงเรืองๆในภาพถ่ายให้คนที่ไม่ใช่ชาวเมืองตานนะคอนได้ตกใจเล่นกันเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เด็กสาวก็ยังอดรำพึงกับตัวเองไม่ได้ว่าตึกเบื้องหน้าเหมาะกับการมาถ่ายทำรายการผีเสียจริงๆ

 

            “สวัสดีครับท่านผู้ชม มาพบกับเรารายการลองของ รายการที่นำเสนอความเชื่อ ความน่ากลัวและ.....”

            “ชู่ หมิง เบาๆหน่อยสิ เดี๋ยวข้างห้องเขาก็ด่าเอาหรอก”

            กล้วยจุ๊ปากดุเพื่อนสาวในห้องซึ่งรีบกดปุ่มลดเสียงที่โทรทัศน์อย่างรู้สึกผิด พวกเธอขอเจ้าของคอนโดซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างเปิดห้องว่างห้องหนึ่งพร้อมขอโควต้าเคเบิลทีวีหนึ่งคืนเพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของทีมงานและผู้เข้าร่วมแข่งขันในรายการ แต่ดูท่าโทรทัศน์จอแบนขนาดเกือบห้าสิบนิ้วจะกลายเป็นของเล่นของเด็กสาวหน้าเสือไปเสียแล้ว

 

            “ขอโทษ เฮากดผิด....” หมิงหัวเราะแหะๆ พลางยกมือขึ้นเกาเรือนผมสีดำสลับขาวแกรกๆ “แต่กล้วย เมื่อกี้เฮาเห็นว่าช่องสี่หกมีการ์ตูนด้วย ขอดูก่อนได้บ่”

            “ดูไปก่อนก็ได้ แต่ถึงเที่ยงคืนเปลี่ยนกลับมาช่องเดิมเลยเน่อ แล้วก็ปิดฮีตเตอร์เปิดประตูด้วย ข้าเจ้าจะได้ได้ยินเสียง”

            “จ้า....”

 

            เด็กสาวหน้าจืดถอนหายใจเฮือก เธอเริ่มเข้าใจหัวอกกล้ายบ้างแล้ว อยู่กับสมิงสาวเหมือนจับปูใส่กระด้งชัดๆ ถึงตอนต่อสู้จะพอไว้ใจได้บ้างก็เถอะ

 

            กล้วยเพิ่งจะนึกถึง เสียงของตานีสาวผมหางม้าซึ่งประจำอยู่บนคอมโดมิเนียมอีกแห่งซึ่งขนาบอีกข้างของบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์ก็ดังเข้าหูเธอมาพอดี ทางนั้นเรียบร้อยก่อ แล้วหมิงก่อเรื่องก่อ

            บ่ๆ บ่ก่อเรื่องอะหยังหรอก เปิ้นนั่งดูการ์ตูนอยู่เนี่ย ดวงตาเรียวของราชินีตานีชำเลืองมองสมิงสาวที่นั่งหัวเราะคิกคักกับสาวน้อยเวทมนตร์ในจอทีวีอยู่บนเตียง ทางโน้นล่ะเรียบร้อยก่อ คุ้นกับปืนรึยัง

            เรียบร้อยดีค่ะเสียงที่ตอบกลับมาเป็นเสียงของยูคิ แต่รุ่นพี่กล้ายคงยังไม่ค่อยคุ้นมั้งคะ เห็นขยับไปขยับมาไม่ลงตัวสักที

 

            ก็กล้วยของกล้วยยาวง่ะ

            เด็กสาวผมหางม้าโอด เธอจำเป็นต้องใช้สไนเปอร์ไรเฟิลอีกกระบอกของกล้วย เพราะบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์มีห้องพักสองฟาก แม้กระสุนหัวทำลายวิญญาณจะยิงทะลุได้ทั้งตึก แต่ก็อาจไม่มีประสิทธิภาพและกำลังมากพอ กล้วยจึงให้เธอมาซุ่มยิงอีกด้านหนึ่งของตึกแทน แต่สำหรับตานีผู้คุ้นเคยกับไรเฟิลจู่โจมขนาดกะทัดรัดมาตลอดชีวิตอย่างเธอ สไนเปอร์ไรเฟิลซึ่งยาวกว่ากันถึงฟุตกว่านั้นถือว่าใหญ่เกินไปมาก ไม่ว่าจะปรับพานท้ายหรือแผ่นรองแก้มยังไงมันก็ยังเก้งก้างเกินไปอยู่ดี โชคดีที่กล้วยไม่นึกครึ้มโยน TM107 ที่ยาวขึ้นไปอีกเกือบฟุตมาให้ ไม่งั้นเธอคงได้อกแตกตายด้วยความอึดอัดก่อนภารกิจจะเสร็จแน่ๆ

 

            เอาน่า ทนไปก่อนกล้วยโทรจิตตอบด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ แล้วยูคิ จ้าดขอหื้อยูคิอยู่ที่โรงเก็บรถถังกับเปิ้นบ่แม่นก๋า

            ฉันอยากแก้แค้นค่ะ อยากไม่บอกฉันดีนักว่าที่บ้านมีผีวิญญาณหิมะสาวอดหัวเราะคิกไม่ได้เมื่อนึกภาพหลานชายหมอผีใหญ่ที่ตอนนี้คงนั่งเหงาอยู่ที่โรงเก็บรถถังคนเดียว

            แหม น่าสงสาร....เด็กสาวหน้าจืดตอบกลั้วหัวเราะ แล้วผีนี่.... จะหื้อข้าเจ้าไปจัดการเลยก่อ

            ไม่เป็นไรค่ะ ตอนนี้เหมือนจะยังไม่มีอะไรวิญญาณหิมะสาวปฏิเสธ ก่อนที่ความสนใจของเธอจะหันเหไปยังถนนที่ปกคลุมด้วยหิมะบางๆหน้าอพาร์ตเมนต์ทั้งสาม อ๊ะ นั่นไงคะ มากันแล้วมั้ง

 

            รถตู้สีขาวคันหนึ่งวิ่งมาจอดที่หน้าบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์ ไฟหน้าดับลงขณะประตูเลื่อนเปิด แล้ววัยรุ่นสี่คนกับผู้ใหญ่อีกหกก็ก้าวลงจากรถ วัยรุ่นทั้งสี่ ชายสองหญิงสอง อยู่ในชุดกันหนาวตัวหนาเตอะแบบคนที่ไม่คุ้นกับอากาศหนาวจัดของตานนะคอนมักจะใส่กัน แต่กล้วยก็ยังพอมองเห็นว่าภายใต้เสื้อกันหนาวที่สวมเอาไว้หลวมๆ มีเพียงเสื้อสายเดี่ยวและกางเกงขาสั้นเสมอข้อต่อขากับกระดูกเชิงกราน ไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไมถึงมีคนตั้งชื่อสร้อยให้รายการนี้ว่าลองของมองนม

 

            สี่ในหกของกลุ่มผู้ใหญ่ดูจะเป็นช่างเทคนิค พวกเขาสวมเสื้อกันหนาวที่มีโลโก้ของช่องที่สังกัด ทั้งสองขนกล้องและอุปกรณ์ต่างๆ ลงมากองบนพื้นหิมะก่อนจะเริ่มเช็กความเรียบร้อยอย่างขะมักเขม้น ขณะผู้ใหญ่อีกสามซึ่งสวมเสื้อกันหนาวที่ดูดีกว่าช่างเทคนิคทั้งสองอย่างเห็นได้ชัดหันไปคุยกับวัยรุ่นทั้งสี่

 

            “หมิง หมิง เปลี่ยนช่องแล้วออกมานี่ หมู่เปิ้นมาแล้ว”

            เด็กสาวหน้าเสือไม่วายอิดออดเล็กน้อย แต่เธอก็กดรีโมตเปลี่ยนช่องกลับไปยังทีวีล้านม้าแต่โดยดี สมิงสาวเดินไปสับสวิตช์ปิดฮีตเตอร์ก่อนจะเดินออกมาสมทบกับเพื่อนสาวซึ่งหันมาถามเธอ

 

            “หมิง พอจะได้ยินที่หมู่เปิ้นอู้กันก่อ”

 

            สัตว์ภูตสาวนิ่งเงียบเงี่ยหูฟังอยู่อึดใจหนึ่ง แต่เธอก็ส่ายหน้า

 

            “บ่ เสียงลมกลบหมดเลย” หมิงตอบ “เฮาบ่มักเวียงตานเพราะจังซี่แหละ ประสาทสัมผัสพวกเฮาโดนทั้งลมทั้งหิมะกลบหมดเลย”

            “อืม ก็แม่น อากาศที่แสนคำนิ่งกว่านี้เยอะ” เด็กสาวหน้าจืดพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะหันไปมองจอโทรทัศน์เมื่อได้ยินเสียงเพลงไตเติ้ลขึ้นรายการ “อ้าว มาแล้วนี่ หมู่เฮาฟังจากโทรทัศน์เอาก็ได้”

 

            ไตเติ้ลสีดำมีรูปหัวกะโหลกของรายการหมุนวนอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนที่ภาพบนจอแอลซีดีจะเปลี่ยนเป็นชายร่างท้วมหัวล้านในชุดเสื้อกันหนาวสีแดงเข้ม เบื้องล่าง ชายคนเดียวกันกำลังยืนหันหน้าเข้าหากล้องที่ถ่ายเข้าตัวอาคารเก่าคร่ำคร่าและมืดมิด โดยมีวัยรุ่นทั้งสี่ยืนรออยู่นอกกรอบการมองของกล้อง

 

            “สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม ซัลไฟด์ แป๋ง ในช่วงยอดนิยมของเรา ท้าพิสูจน์ผีที่จะไปตามสถานที่ต่างๆ ที่ลือกันวาผีดุ ผีเฮี้ยน แล้วลองเข้าไปพิสูจน์ดูกันว่ามีผีจริงๆหรือเปล่านะครับ” ชายร่างท้วมมีหนวดเคราหรอมแหรมพูดพร้อมรอยยิ้มแบบนักแสดง ก่อนที่กล้องจะซูมออกและเลื่อนให้จับภาพทั้งเขาและผู้เข้าร่วมพิสูจน์ผีทั้งสี่ “วันนี้เรามีแขกรับเชิญสี่คน ได้แก่น้องก้อง น้องตาล น้องเสอ แล้วก็น้องดาวนะครับ เอ้า แนะนำตัวกันหน่อยครับ”

            “ชื่อก้องครับ” ผู้เข้าแข่งขันคนแรกซึ่งร่างสูงใหญ่และเต็มไปด้วยกล้ามเหมือนนักกีฬาพูดกับกล้อง “เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเวียงแก่น สำนักวิชาพละศึกษาครับ”

            “ทำไมถึงอยากมาท้าพิสูจน์ผีกับเราล่ะครับ” แป๋งถาม

            “อ๋อ ผมคิดว่าผีไม่มีจริงครับ ผมเกิดมาผมยังไม่เคยเห็นเลยสักครั้ง ที่ไหนเฮี้ยนๆ ผมเลยอยากจะมาพิสูจน์ว่าที่จริงไม่มีอะไรเลย หลอนกันไปเองทั้งนั้น แล้วผมก็จะได้เงินรางวัลสองหมื่นเบี้ยกลับไปบ้านด้วย”

            “แหม พกความมั่นใจมาเต็มร้อยเลยนะครับ” ชายร่างท้วมหัวเราะก่อนจะหันไปหาเด็กสาวคนถัดไป “เอ้า คนต่อไปเลยครับ”

            “สวัสดีค่ะ ชื่อตาลนะคะ อยู่คณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยล้านม้าค่ะ” เด็กสาวหน้าตาหวานจ๋อยผู้อยู่ในเสื้อกันหนาวสีชมพูแจ๊ดยิ้มเอียงคอให้กล้อง “ที่อยากมาเพราะอยากลองทดสอบความกล้าของตัวเองดูค่ะ”

            “แล้วเชื่อมั้ยครับว่าผีมีจริง”

            “ไม่เชื่อค่ะ” ตาลตอบ “ฉันคิดคล้ายๆกับก้องค่ะว่าทุกอย่างเป็นเพราะคนหลอนไปเอง ฉันเลยอยากจะทดสอบความกล้าของฉันว่าจะเอาชนะอาการหลอนที่ฉันสร้างขึ้นมาเองได้รึเปล่า”

            “งั้นก็ขอให้เอาชนะความกลัวได้นะครับ เอ้า คนต่อไปครับ”

            “สวัสดีครับ ผมชื่อเสอ วิศวะเวียงเชียงหลวงครับ” เด็กหนุ่มร่างสันทัดคล้ายๆจ้าดตอบ “ที่อยากมาก็.... พอดีเพื่อนมันท้าน่ะครับ เลยลองมาให้มันเห็น”

            “หวังว่าตอนนี้เพื่อนคงดูอยู่นะครับ ไม่งั้นมาเสียเที่ยวแย่” แป๋งหัวเราะเสียงดังอีกครั้ง “แล้วเชื่อมั้ยครับว่าผีมีจริง”

            “เชื่อครับ เพราะผมเคยเจอ”

            “เฮ้ย !?” วัยรุ่นอีกสามคน รวมทั้งแป๋งอุทานขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่เจ้าของรายการจะถามต่อ “เจอนี่เป็นยังไง”

            “ก็.... เหมือนกับว่าผมมีสัมผัสด้านนี้มากกว่าคนอื่นอยู่แล้วน่ะครับ บางครั้งก็ได้ยินเสียงหรือเห็นอะไรแว้บๆบ้าง”

            “แล้วกลัวมั้ย”

            “ก็มีบ้างที่กลัว แต่ก็เริ่มชินๆกับมันบ้างแล้วครับ”

            “ต้องมาลุ้นกันแล้วครับว่า วันนี้คุณเสอจะสัมผัสสิ่งลี้ลับในที่นี้ได้หรือไม่” ผู้ดำเนินรายการที่สถานีพากย์ด้วยเสียงต่ำๆชวนตื่นเต้นอยู่ในฉากหลังพร้อมดนตรีระทึกขวัญ ก่อนที่เสียงจะตัดกลับมายังหน้าบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์อีกครั้ง

            “ค่ะ ชื่อดาวค่ะ อยู่คณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยลำม่านพัฒนาค่ะ” เด็กสาวคนที่ใส่เสื้อสายเดี่ยวอยู่ข้างในเสื้อกันหนาวพูดเสียงแจ๋นใส่กล้อง “บอกผีไว้ก่อนเลยนะคะ โผล่ออกมาได้เลยค่ะ ฉันไม่กลัวพวกแกหรอก !

            “โอ้ๆ ใจเย็นๆครับ เดี๋ยวเข้าไปได้เจอแน่” แป๋งตบไหล่ผู้เข้าแข่งขันสาวเบาๆ ก่อนจะหันกลับมาหากล้องอีกครั้ง “งั้นตอนนี้ให้ท่านผู้ชมทำความรู้จักกับสถานที่นี้ระหว่างผู้เข้าแข่งขันทั้งสี่เตรียมตัวนะครับ”

            “บ่สบอารมณ์เลย” หมิงพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด ขณะเสียงผู้ดำเนินรายการจากโทรทัศน์ด้านหลังเริ่มบรรยายประวัติของบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์ “ท้าทายจังซั่น คิดว่าผีเป็นอีหยัง เดี๋ยวก็โดนเล่นงานเอาหรอก”

            “นั่นสิ มารบกวนจะอี้แล้วยังจะมาท้าทาย พอผีออกมาทำร้ายก็โวยวายเรียกหมอผีมา ทั้งที่ผีบ่ได้ยะผิดอะหยังเลยสักนิด แล้วตามหน้าที่ข้าเจ้าก็ต้องยิงด้วย บางทีก็ลำบากใจเหมือนกัน” ราชินีตานีถอนหายใจเฮือก ดวงตาเรียวมองผ่านกล้องเล็งไปยังคณะท้าพิสูจน์ผีซึ่งเริ่มติดตั้งอุปกรณ์กับตัวผู้เข้าร่วมรายการ

 

            บนตึก วิญญาณเร่ร่อนซึ่งมักไม่ค่อยชอบสุงสิงหรืออยู่ใกล้มนุษย์หายตัวกันไปหมดตั้งแต่รถตู้เข้ามาจอด ทีมปราบผีทั้งสี่จึงสามารถระบุตัววิญญาณที่พวกเขาต้องจับตามองได้อย่างง่ายดาย ด้วยมันเป็นร่างเรืองแสงเพียงร่างเดียวที่อยู่บนตึกในยามนี้

 

            กล้วยซึ่งอยู่ด้านที่สามารถมองเห็นเป้าหมายได้บิดปุ่มปรับกล้องเล็งให้ซูมเข้าไปยังร่างเรืองแสงบนระเบียงชั้นสาม ขณะหมิงเขม้นสายตาที่ดีกว่ามนุษย์ของเธอมองไปยังเป้าหมายเดียวกัน วิญญาณตนนี้เป็นหญิงสาวอายุราวยี่สิบต้นๆ ชุดนอนผ้าเนื้อบางสีขาวปลิวไสวตามลมแรงของหน้าหนาว ใบหน้าของเธอสวยหยาดเยิ้มราวกับนางแบบ หากดวงตากลมเหมือนเนื้อทรายกลับเศร้าสร้อยและรื้นไปด้วยน้ำตา ต่ำลงไปที่คอ รอยเชือกเส้นใหญ่ปรากฏเป็นปื้นสีแดงก่ำ บอกชัดว่าเธอคงจะผูกคอตายที่นี่ หรือไม่งั้นก็คงจะถูกฆ่ารัดคอ.....

 

            ผีสาวตั้งต้นสะอึกสะอื้น แต่เมื่อมองเห็นผู้มาเยือน สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นสงสัย หญิงสาวลอยออกจากระเบียงไปยังหน้าตึกซึ่งผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งสี่กำลังดื่มน้ำและเตรียมใจเป็นครั้งสุดท้าย แม้จะอยู่ห่างออกไปเกือบห้าสิบเมตร แต่เด็กสาวทั้งสองทั้งหน้าเสือและหน้าจืดก็มองเห็นได้ว่าผีสาวขมวดคิ้วมองผู้มาใหม่อย่างงุนงง เธอคงไม่ได้เจอเรื่องแบบนี้บ่อยนัก

 

            กล้าย หันเป้าหมายก่อ ราชินีตานีโทรจิตไปหาเพื่อนสาว

            ยืนยันเป้าหมาย แต่หันด้วยกล้องสแกนพลังงานวิญญาณ ตึกบังอยู่กล้ายตอบกลับมา ข้างตัวเธอ ยูคิใช้กล้องส่องทางไกลที่ติดอุปกรณ์ตรวจจับพลังงานวิญญาณส่องดูผีสาวอยู่อย่างขะมักเขม้น

            อย่ายิงจนกว่าข้าเจ้าจะสั่งเน่อ

            รับทราบ

 

            “งั้นให้น้องเสอกับน้องดาวไปพักกันก่อน ส่วนน้องก้องกับน้องตาลอยู่ตรงนี้ เตรียมตัวเข้าไปทำภารกิจด้านในเลยครับ”

 

            เด็กหนุ่มร่างสันทัดและเด็กสาวผู้สวมสายเดี่ยวอยู่ในเสื้อกันหนาวเดินกลับไปนั่งรอในรถตู้ ชายร่างท้วมมองตามพวกเขาไปจนกระทั่งประตูรถตู้ปิดลง ก่อนจะหันกลับมาหาหน่วยกล้าตายชุดแรกทั้งสอง

 

            “เอาล่ะ ขอให้โชคดีนะครับ” เสียงของเขาต่ำลงราวจะขู่อีกฝ่ายกลายๆ “ ทั้งหมดจะมีสามภารกิจ พี่จะคอยบอกผ่านวิทยุ ถ้าเกิดไม่ไหวแล้วหรือเห็นอะไรแปลกๆ ห้ามวิ่ง ห้ามทำอะไรทั้งนั้น ยืนรออยู่กับที่ เดี๋ยวพี่ส่งทีมงานเข้าไปรับ โอเคมั้ยครับ”

            “ครับ”

            “ค่ะ”

            “งั้นถ้าพร้อมแล้ว เชิญเข้าไปด้านในได้เลยครับ”

 

            ภาพในจอโทรทัศน์เปลี่ยนจากกล้องของทีมงานไปเป็นกล้องที่ติดอยู่บนหัวของก้องขณะเขาและเพื่อนร่วมทางสาวเดินจ้ำอ้าวเข้าไปในตึกอย่างไม่กลัวเกรง ด้านในของอพาร์ตเมนต์นั้นแทบจะว่างเปล่า เฟอร์นิเจอร์น่าจะถูกขนย้ายออกไปหมดตั้งนานแล้ว เหลือเพียงชิ้นส่วนที่สร้างติดกับตัวอาคารเช่นเคาน์เตอร์ซึ่งทอดเงาอยู่ในแสงสลัว เก้าอี้สำนักงานบางตัวที่ถูกทิ้งเอาไว้หันหน้าเข้าหาโต๊ะราวกับยังมีคนทำงานอยู่ หมิงดูภาพในจอไปก็ขนลุกไป แม้เธอจะเคยเจอผีของโรงไฟฟ้าแสนคำมาแล้ว แต่พอมานั่งดูผ่านจอโทรทัศน์แบบนี้บรรยากาศกดดันกว่ากันเยอะ

 

            “ขอเชิญภูตผีปีศาจ สัมภเวสีทั้งหลาย จงออกมาให้ข้าเห็น จงออกมาให้ข้าเห็นเดี๋ยวนี้ !

            เสียงทำพิธีกรรมที่ทางรายการเรียกว่าพิธีเบิกเนตรดังก้องไปทั่วชั้นสองของตึก ผู้เข้าร่วมรายการทั้งสองเอาขี้เถ้าละลายน้ำแล้วป้ายเหนือหว่างคิ้วด้วยเชื่อวาจะทำให้พวกเขาเห็นวิญญาณได้ ไม่มีใครรู้เลยว่าวิญญาณที่พวกเขาอยากเห็นกำลังยืนตระหง่านอยู่ห่างจากพวกเขาไปไม่ถึงสองเมตร ดงหน้าสวยหวานเอียงเล็กน้อย คิ้วบางขมวดเข้าหากัน วัยรุ่นพวกนี้มาทำอะไรกันดึกๆดื่นๆ ไม่ง่วงกันบ้างหรือไง

 

            “ภารกิจที่หนึ่งเสร็จแล้ว น้องสองคนขึ้นไปชั้นสามทำภารกิจที่สองต่อเลยครับ”

 

            ดวงตากลมของผีสาวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงที่ดังลอดหูฟังของตาล ชั้นสามเป็นที่สิงสถิตของเธอ เด็กพวกนี้จะขึ้นไปทำอะไรกันแน่ ไวเท่าความคิด หญิงสาวรีบลอยตามขึ้นไปทันที

 

            “พี่แป๋งครับ มันอึดอัดน่ะครับ เหมือนอากาศไม่ค่อยพอหายใจ” ก้องพูดผ่านวิทยุ ความมืดทำให้เขามองแทบไม่เห็นบันไดจนต้องใช้มือคลำราวบันไดที่มีฝุ่นจับหนาและเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง

            “รู้สึกยังไงบ้างตอนนี้” ชายร่างท้วมซึ่งนั่งเฝ้าดูสถานการณ์อยู่ในรถตู้ถามกลับมา

            “ก็.... ขนลุกอะค่ะ” ตาลตอบบ้าง แม้เธอจะไม่เชื่อว่าผีมีจริง แต่เธอไม่เคยเจอบรรยากาศเย็นยะเยือกแบบนี้มาก่อนในชีวิต “มันเย็นๆ แล้วก็รู้สึกเหมือนมีคนจ้องมอง รู้สึกเหมือนมีใครเดินตามด้วยค่ะ”

            “หรือว่าคุณตาล อาจจะรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง ไม่แน่ว่าในตึกนี้ อาจมีพลังงานหรือวิญญาณอยู่ก็เป็นได้.....”

 

            จะไม่ให้รู้สึกเหมือนมีใครตามมาได้ยังไง ก็ผีสาวในชุดนอนสีขาวลอยตามเธอขึ้นมาติดๆ ชนิดแทบหายใจรดต้นคอ ความกังวลใจของเธอมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะในสมองคิดไปต่างๆนานา เด็กพวกนี้จะขึ้นมาทำอะไร ภารกิจที่ว่าคืออะไร แล้วจะกลับออกไปเมื่อไหร่ เธอจะได้นั่งร้องไห้ระบายความอัดอั้นในใจอย่างที่เคยทำสักที....

 

            “ถึงแล้วครับพี่แป๋ง” เด็กหนุ่มนักกล้ามเรียกเจ้าของรายการเมื่อขึ้นมาถึงชั้นสามซึ่งเป็นทางเดินแคบๆ ที่มีประตูห้องเรียงราย

            “เข้าไปในห้อง 3118 เลยครับ”

 

            หญิงสาวสะดุ้งเฮือก ห้องนั้นเป็นห้องที่เธอตายและสงสถิตมาเกือบยี่สิบปีแล้ว เธอรีบปรากฏตัวขึ้นก่อนจะตะโกนห้ามผู้เข้าแข่งขันทั้งสองทันที

 

            “อย่านะ อย่าเข้าไปนะ !

 

            ก้องและตาลหันขวับ ก่อนจะนิ่งค้างราวกับถูกแช่แข็งในฉับพลันเมื่อเห็นร่างหญิงสาวผิวขาวซีดลอยอยู่กลางอากาศ

 

            แล้วเด็กหนุ่มนักกีฬาก็สาวแตกในทันที

            “กรี๊ด ช่วยด้วย ช่วยด๊วย ผีหลอกค่า.......................!

 

            พูดได้แค่นั้น ก้องก็เผ่นแน่บไปลงบันไดอีกด้านหนึ่งของตึกอย่างไม่คิดชีวิต เขาลืมสิ่งที่แป๋งพูดไปเสียสิ้น ลืมแม้กระทั่งเพื่อนสาวในเสื้อกันหนาวสีชมพูที่ยืนอึ้งด้วยไม่คิดว่าเด็กหนุ่มผู้ดูน่าจะเป็นที่พึ่งได้แถมบอกว่าไม่กลัวผีจะใส่เกียร์หมาหนีเอาหน้าด้านๆแบบนั้น เธอชำเลืองมองผีสาวเบื้องหลังอย่างหวาดผวา ก่อนจะตัดสินใจวิ่งตึงๆ ตามเพื่อนหนุ่มออกไป ท่ามกลางความโล่งอกของผีสาวในชุดนอน

 

            ในรถตู้ ทั้งเจ้าของรายการ ทีมงาน และผู้เข้าแข่งขันอีกสองคนขมวดคิ้วอย่างงุนงง กล้องที่ติดอยู่บนหัวของเด็กหนุ่มถ่ายไม่ติดผี พวกเขาจึงเห็นเพียงภาระเบียงทางเดินมืดๆเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แป๋งก็รีบสั่งทีมงานให้วิ่งเข้าไปรับผู้เข้าแข่งขันทั้งสองในตึก หากปล่อยให้วิ่งสะดุดหรือชนอะไรกันหัวร้างข้างแตกล่ะก็เขาได้โดนตัดเงินเดือนแน่

 

            “เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้น” ชายร่างท้วมถามเด็กหนุ่มนักกล้ามซึ่งบัดนี้สาวแตกต่อหน้าผู้ชมนับล้านๆไปเรียบร้อยแล้ว “มีอะไร ทำไมถึงไม่ยืนรอเฉยๆล่ะ พี่สั่งเอาไว้แล้วไม่ใช่เหรอ”

            “จะให้ยืนรออยู่เฉยๆได้ยังไงยะพี่ป๋อง ผีโผล่ออกมาเป็นตัวเป็นตนขนาดนั้นน่ะ !” ก้องตอบเสียงกระหืดกระหอบ ไม่สนใจจะแอ๊บแมนอีกต่อไปแล้ว “มันออกมาร้องเสียงโหยหวนว่าอย่าเข้าไป ไม่งั้นจะฆ่าก้อง อ๊าย น่ากลัวจังเลย.....”

            “งั้นก็ไปพักก่อนก็แล้วกันเนาะน้องก้อง” แป๋งถอนหายใจเฮือกเมื่อพบว่ารายการของเขาได้เปลี่ยนเด็กหนุ่มให้กลายเป็นสาวน้อยไปเสียแล้ว “แล้วก็น้องตาลด้วย ไว้เดี่ยวอีกทีมทำภารกิจเสร็จแล้วค่อยจุดธูปขอขมาเขาอีกทีนะครับ”

 

            สูงขึ้นไปเกือบยี่สิบเมตร หมิงคำรามอย่างหัวเสียขณะภาพในจอโทรทัศน์ตัดเข้าโฆษณา เธอเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ทั้งหมดผ่านกล้องอินฟราเรด

 

            “อีหยังเนี่ย ผียังบ่ได้เฮ็ดอีหยังเลย ดันมาเว้าว่าผีจะฆ่า”

            “ไม่ใช่ชาวตานนะคอนก็จะอี้แหละ ลืมๆเปิ้นไปเหอะ”

            กล้วยตอบเสียงต่ำ ขณะความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ถ้าเกิดผู้เข้าแข่งขันอีกสองคนทำอะไรมากกว่านี้จนผีสาวต้องโต้ตอบรุนแรงกว่านี้ พวกเธอก็อาจจะต้องยิงผีสาวโดยหน้าที่ หรือถึงเธอจะไม่ยิง ผู้ชมก็อาจจะเรียกหมอผีมากำจัดเธอไปก็เป็นได้ โดเฉพาะในสถานการณ์ที่แม้แต่คนตานนะคอนก็หวาดๆกับผีเช่นนี้ ทั้งที่ผีสาวในชุดนอนเป็นเจ้าของสถานที่และไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรเลยแม้แต่น้อย

 

            กล้วย เมื่อกี้ข้าว่าเปิ้นจะเข้าข่ายผีร้ายแล้วเน่อเสียงของเด็กสาวผมหางม้าตอกย้ำความกังวลใจของราชินีตานี

            ยืนยันคำเดิม อย่าเพิ่งยิงจนกว่าข้าเจ้าจะสั่งกล้วยโทรจิตตอบเสียงเฉียบขาด รอดูสถานการณ์ไปก่อน

            รับทราบ

 

            เบื้องหลังเด็กสาวหน้าจืดและสมิงสาวแห่งป่าแสนคำ รายการลองของกลับมาที่หน้าจออีกครั้ง

 

            “เอาล่ะครับ คราวนี้ก็ถึงตาน้องเสอกับน้องดาวแล้ว” แป๋งยืนอยู่ข้างผู้เข้าร่วมรายการอีกสองคนที่เหลือ “หวังว่าคงจะทำภารกิจได้สำเร็จนะครับ และอย่าลืมที่พี่บอกด้วย ไม่วาจะเจออะไรอย่าวิ่ง อยู่กับที่แล้วทีมงานจะเข้าไปรับ ตกลงมั้ยครับ”

            “ได้ครับ”

            “ไม่วิ่งแน่อยู่แล้วค่ะ ก็หนูไม่กลัวผีนี่ !

            “ดีครับ มีความมั่นใจดี.... ถ้าพร้อมแล้วก็เชิญได้เลยครับ”

 

            ภารกิจที่หนึ่งของทีมสองผ่านไปอย่างเงียบๆ ด้วยผีสาวไม่ได้ลงมาดู เธอภาวนาให้เด็กวัยรุ่นทั้งสองไม่มายุ่งกับเธอ แต่คำภาวนานั้นก็ดูจะเป็นหมันเมื่อทั้งเสอและดาวเดินตรงขึ้นบันไดมายังชั้นสามก่อนจะตรงมายังห้องของเธอเหมือนสองคนที่แล้วเปี๊ยบ อย่างไรก็ตาม หญิงสาวในชุดนอนก็ตัดสินใจไม่ออกไปห้าม เธออยากรู้ว่าทั้งสองจะทำอะไร แม้จะยังกังวลใจไม่น้อยก็ตาม

 

            “เอาล่ะครับ ภารกิจที่สอง” เสียงของแป๋งดังลอดออกจากเฮดโฟนของเด็กสาวในชุดเกาะอกมาเข้าหูผีสาว “ห้องนี้เป็นห้องที่เคยมีหญิงสาวผูกคอตายเมื่อยี่สิบปีก่อน เนื่องจากผิดหวังในความรักเพราะแฟนหนุ่มของเธอไปมีแฟนใหม่ แถมยังโกงเงินเธอไปด้วยเกือบล้านเบี้ย”

 

            หญิงสาวในชุดนอนสะดุ้งเฮือก น้ำใสเริ่มเอ่อท้นขึ้นปริ่มขอบตา โทสะและความเศร้าผุดขึ้นมาในใจพร้อมๆกัน ทำไมผู้ดำเนินรายการคนนี้ถึงต้องมาตอกย้ำเรื่องนี้กับเธอด้วย ทั้งที่เธอต้องร้องไห้เพราะเรื่องนี้อยู่ทุกคืนแท้ๆ.....

 

            “น้องทั้งสองคนเห็นเชือกที่แขวนอยู่บนเพดานแล้วก็ตุ๊กตายัดนุ่นที่วางอยู่บนพื้นไหมครับ เอาตุ๊กตาขึ้นไปแขวนบนห่วงเชือกเลยครับ เราจะทำการเลียนแบบเหตุการณ์ตายของหญิงสาวเมื่อยี่สิบปีก่อน แล้วจะเชิญวิญญาณของเขามาเข้าหุ่นนี้เพื่อไปปฏิบัติภารกิจที่สามต่อครับ”

 

            เสอชะงัก การกระทำแบบนี้ดูจะเกินไปสำหรับเขาผู้พอจะมีความรู้เรื่องภูตผีมาบ้าง แต่เพื่อนสาวข้างกายกลับก้าวฉับๆไปกระชากหุ่นผ้ารูปคนขึ้นมาแขวนบนห่วงอย่างไม่ลังเล มือกระตุกขาหุ่นเหยงๆ ขณะปากก็พูดไปด้วย

 

            “ออกมาสิ แน่จริงออกมา เข้ามาอยู่ในหุ่นนี้ ฉันไม่กลัวแกหรอก ออกมาเดี๋ยวนี้ !

            “ดาว อย่าน่า” เด็กหนุ่มร่างสันทัดปรามเพื่อนสาว “เราเข้ามารบกวนเขาแล้ว ให้เกียรติเขาหน่อย”

            “จะให้เกียรติทำไมล่ะเสอ นี่มันแค่ผีนะ แล้วก็เป็นผีที่ฆ่าตัวตายเพราะโดนผู้ชายหลอกด้วย โง่แท้ๆ” ดาวแค่นหัวเราะก่อนจะร้องท้าทายต่อ “ออกมาสิ ออกมา แน่จริงก็ออกมาให้เห็นหน่อย ไอ้ผีโง่ โดนผู้ชายหลอกแล้วมาฆ่าตัวตาย โง่จริงๆ !

 

            “ทำไม..... ทำไม..... ทำไมต้องมาตอกย้ำกันแบบนี้..... ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย.....”

            วัยรุ่นทั้งสองหยุดชะงักเมื่อจู่ๆเสียงเย็นเยือกก็ดังก้องไปทั่วห้อง ประกายท้าทายในดวงตาของเด็กสาวผู้ใส่เกาะอกหายวับไปทันที เธอค่อยๆหันกลับไปยังต้นเสียงด้านหลัง แต่เธอก็ต้องก้มหัวหลบแทบไม่ทันเมื่อแก้วน้ำพลาสติกลอยหวือข้ามห้องมาเฉียดใบหน้าของเธอไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร

 

            “ออกไป ออกไป๊ ออกไปให้พ้นเดี๋ยวนี้ !

            เสียงเย็นเยือกเปลี่ยนเป็นแหลมสูงในฉับพลัน มันกรีดก้องเข้าไปในแก้วหูของผู้เข้าร่วมรายการทั้งสอง ขณะของทุกอย่างในห้องยกตัวลอยขึ้นเหนือพื้นราวกับเป็นเครื่องบินขึ้นลงแนวดิ่ง แต่ทั้งเสอและดาวกับก้าวขาไม่ออก ใบหน้าของทั้งสองซีดเผือดเหมือนหิมะที่กองอยู่ด้านนอก ดวงตาพร่าพรายเหมือนมีดาวระยิบระยับด้วยความช็อก แต่ผีสาวกลับนึกว่าพวกเขายืนท้าทาย เธอเหวี่ยงหนังสือที่มีหยากไย่เกาะเกือบสิบเล่มขึ้นจากชั้น ดวงตากลมฉายประกายโกรธแค้น

 

            “บอกว่าให้ไปให้พ้นไง !

            ขาดคำ หนังสือหนาหนักก็ถูกขว้างออกไปราวกับลูกเปตองจนเด็กหนุ่มและเด็กสาวต้องรีบหลบกันจ้าละหวั่น ต่ำลงไปสามชั้นเบื้องล่าง ทีมงานกำลังชุลมุนวุ่นวายไม่แพ้กัน แม้ร่างของผีสาวจะไม่ปรากฏบนจอ แต่ทุกคนก็เห็นของต่างๆในห้องลอยขึ้นมาอย่างชัดเจน ไม่มีใครอยากเข้าไปผจญกับความโกรธเกรี้ยวของผี อันที่จริง ไม่มีใครในหมู่ทีมงานเลยที่เคยเจอเหตุการณ์ผีหลอกวิญญาณหลอนอย่างจังเช่นนี้แม้แต่เจ้าของรายการเอง ไม่มีใครรู้ว่าต้องทำเช่นไร และไม่มีใครอยากทำ.....

 

            “ไป ไปซะ ก่อนที่ฉันจะฆ่าพวกแก !

            ผีสาวระดมโยนทุกอย่างที่เธอพอยกได้เข้าใส่วัยรุ่นทั้งสองจนพวกเขาต้องเผ่นหนีออกาจากห้องแทบไม่ทัน แต่หญิงสาวไม่หยุดเพียงเท่านั้น การกระทำของพวกเขาทำร้ายจิตใจของเธอเกินกว่าที่จะรับได้มากนัก ผีสาวในชุดนอนลอยออกมานอกห้องก่อนจะพุ่งตามฝ่ายตรงข้ามทั้งสองไปติดๆ เบื้องหลังเธอ ประตูไม้ของทุกห้องถูกแรงดึงมหาศาลจนฉีกจากบานพับลอยตามเธอมา พร้อมจะใช้เหวี่ยงเข้าใส่เสอและดาวได้ทันที

 

            กล้วย กล้วย เปิ้นกลายเป็นผีร้ายเต็มขั้นแล้วเน่อ ยังบ่สั่งยิงอีกก๋า !?’ เด็กสาวผมหางม้าโทรจิตหาเพื่อนสาวย่างร้อนรนเมื่อเห็นเหตุการณ์ในตึกผ่านกล้องสแกนวิญญาณ

            อย่าเพิ่งยิงอีกฝ่ายยืนยันเสียงเฉียบขาด

            กล้วย อย่าบอกเน่อว่าจะใจดีกับเปิ้นแล้วปล่อยเปิ้นไปน่ะ !?’ กล้ายเริ่มเดาใจเพื่อนสาวออก ลืมหน้าที่ของหมู่เฮาไปแล้วก๋า หมู่เฮาต้องปกป้องมนุษย์จากผีร้ายเน่อ !’

            ข้าเจ้าบ่ได้ลืม.... แต่มีอีกเหตุการณ์ที่ฝังใจข้าเจ้ามากกว่าเสียงของราชินีตานีที่ตอบกลับมาเรียบเฉยหากเยือกเย็น การแตกสลายของอุ๊ยสาย.... กล้ายก็ฮู้เรื่องนี่ ข้าเจ้าเล่าหื้อฟังไปแล้ว

            ข้าเข้าใจว่ากล้วยบ่อยากยะ ข้าฮู้ว่าผีตนนี้บ่ได้เป็นฝ่ายผิดข้าฮู้ว่ามนุษย์มารบกวนเปิ้นก่อน ข้าฮู้ว่ามันบ่ยุติธรรม แต่หน้าที่ของหมู่เฮาเป็นจะอี้ บางครั้งหมู่เฮาก็ต้องตัดใจยะหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเหมือนกันเน่อ !’

            อย่ายิง ข้าเจ้ายืนยันคำสั่งเดิม

            แต่ถึงหมู่เฮาบ่ยิง ก็ต้องมีคนตามหมอผีมากำจัดเปิ้นอยู่ดีเน่อ !’

            ข้าเจ้ามีวิธีของข้าเจ้าละกัน แค่อย่ายิงก็พอ !’

 

            เด็กสาวผมหางม้าขบกรามกรอด ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวจ้องมองคณะรายการลองของที่เผ่นแน่บขึ้นรถตู้แทบไม่ทัน ทั้งเสอและดาวมีแผลถลอกและฟกช้ำกันไปคนละห้าหกแผล ผีสาวสาดหิมะโครมใส่รถเหมือนคลื่นสึนามิโถมใส่ฝั่งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เธอจะหายวับกลับไปยังห้องของเธออีกครั้ง

 

            กล้าย ยูคิ ลงไปเจอกับข้าเจ้าหน้าบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์

            เดี๋ยวสิกล้วย จะยะอะหยัง....

 

            ไม่มีเสียงตอบจากราชินีตานี กล้ายเม้มปากก่อนจะเก็บปืนและอุปกรณ์รอบตัวใส่ถุง เด็กสาวผมหางม้าและวิญญาณหิมะชาวฮิมิตสึเคลื่อนที่ในพริบตาลงไปยังจุดนัดพบ เกือบห้านาทีต่อมา กล้วยและหมิงก็เดินมาสมทบ

 

            “กล้วย กล้วยจะยะอะหยัง” ตานีสาวผมหางม้าถามด้วยน้ำเสียงตกใจเมื่อเห็นเพื่อนสาวยกปืนขึ้นสะพายบ่าก่อนจะออกเดินมุ่งหน้าเข้าหาตึกร้าง

            “ข้าเจ้ามีเรื่องต้องอู้กับผีตนนั้น ตามมา เก็บปืนด้วยเน่อ”

            “แต่.....”

 

            ช้าเกินไป เด็กสาวหน้าจืดเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ร้างเสียแล้ว กล้ายหันมองหน้ายูคิทีหมิงทีราวจะขอคำปรึกษา แต่ทั้งสามก็ตัดสินใจตามกล้วยเข้าไป ตานีสาวผมหางม้าเม้มปาก เพื่อนของเธอคิดอะไรอนู่หนอ....

 

            “ฮึก.... ฮือ.... ฮือ.... ทำไมต้องหลอกฉันด้วย.... ผู้ชายเฮงซวย.....”

            ผีสาวนั่งฟุบอยู่กับโต๊ะในห้องที่รกเละเทะระเกะระกะไปด้วยของต่างๆที่เธอใช้ขับไล่มนุษย์ทั้งสองไปเมื่อครู่ ชุดสีขาวเปียกเปื้อนไปด้วยน้ำตาที่หลั่งไหลลงมาอาบแก้มขาว ดวงตาบวมช้ำจ้องมองภาพในกรอบรูปบนหัวเตียงที่ไร้ฟูก ภาพของเธอกับชายหนุ่มรูปหล่อคนหนึ่ง ชายหนุ่มรูปหล่อที่หลอกเอาความบริสุทธิ์ของเธอไป พร้อมกับเงินอีกล้านเบี้ยที่เธอเก็บหอมรอมริบหวังจะตั้งบริษัทของตัวเอง.....

 

            “เป็นอะหยังก๋า”

            เสียงภาษาเวียงตานที่เอ่ยทักขึ้นทำเอาหญิงสาวในชุดนอนผู้คิดว่าตัวเองอยู่คนเดียวสะดุ้งเฮือก เธอหันขวับไปทางต้นเสียง แล้วก็เห็นเด็กสาวหน้าจืดๆคนหนึ่งยืนอยู่ที่ประตูหน้าห้อง คิ้วบางของผีสาวขมวดเข้าหากัน ทำไมเธอถึงไม่รู้ตัวเลยว่าเด็กสาวคนนี้เข้ามาในที่ของเธอ ทั้งๆที่ปกติแค่ย่างเท้าแตะประตูหน้าเธอก็รู้แล้ว

 

            “ต้องการอะไรจากฉัน” หญิงสาวถามเสียงห้วน เธอรู้สึกตงิดๆว่าเคยเห็นฝ่ายตรงข้ามที่ไหนสักแห่ง

            “ข้าเจ้าเป็นตานี อยากจะขออู้ด้วยหน่อย”

 

            ได้ยินคำตอบของเด็กสาวหน้าจืด ผีสาวก็ถอยกรูด ชนทั้งโต๊ะทั้งกองหนังสือ แต่ดูเธอจะไม่รู้สึกอะไรอีกแล้วนอกจากความหวาดกลัวฝ่ายตรงข้าม หญิงสาวถอยไปจนชนผนังดังโครม ร่างของเธอสั่นระริก

 

            “ตานี..... จะมายิงฉันสินะ ฉันไม่ยอมหรอก !

            “บ่ๆ ข้าเจ้าบ่ได้มายิง ข้าเจ้าจะมาขอคุยด้วยสักหน่อย !” กล้วยรีบพูดเมื่อเห็นท่าทีหวาดกลัวของอีกฝ่าย

            “ไม่ ฉันไม่เชื่อ !” ผีสาวสวนกลับ ตั้งท่าจะขว้างหนังสือเล่มหนาใสฝ่ายตรงข้าม “ออกไปนะ ออกไปให้พ้น ฉันยังไม่อยากไปโลกหลังความตาย อย่ายิงนะ !

            “บ่ยิงอยู่แล้ว นี่ ข้าเจ้าวางปืนแล้วเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดปลดถุงปืนลงจากหลังวางไว้บนพื้นด้านหน้าห้อง “ทีนี้จะไว้ใจข้าเจ้าได้ก่อ”

 

            ผีสาวนิ่งไปอึดใจหนึ่ง เธอทำท่าจะคล้อยตาม แต่แล้วก็ต้องชะงักอีกครั้งเมื่อเด็กสาวผมหางม้าโผล่พรวดเข้ามาในห้อง เธอไม่รู้จักเด็กสาวคนนี้ แต่ปืนไรเฟิลรูปร่างประหลาดในมือฝ่ายตรงข้ามก็บอกทุกอย่าง หญิงสาวในชุดนอนสีขาวถอยกรูดไปติดผนังอีกครั้ง ทั้งหนังสือเล่มหนาและเก้าอี้ไม้ถูกยกลอยขึ้นสูงเตรียมขว้าง แม้มันคงจะไม่ช่วยให้เธอรอดพ้นจากคมกระสุนหัวทำลายวิญญาณก็ตาม

 

            “กล้าย อย่า !” เด็กสาวหน้าจืดรีบห้าม ยกมือขึ้นขวางเพื่อนสาวที่ทำท่าจะกรากเข้าไปประชิดตัวเป้าหมาย “เปิ้นบ่ได้ยะอะหยังข้าเจ้า ข้าเจ้าอยากจะอู้กับเปิ้นนิดเดียวแค่นั้นเอง !

 

            กล้ายไม่ตอบ ปืนยังคงเล็งกลางหน้าผากของหญิงสาวเบื้องหน้า

 

            “กล้าย ข้าเจ้าขอร้อง ข้าเจ้าอยากอู้กับเปิ้น ขอร้องล่ะ วางปืนลงเถอะ”

 

            เด็กสาวผมหางม้ายังนิ่ง แต่อึดใจต่อมา เธอก็หันหลังขวับ กระชากปืนขึ้นสะพายหลังก่อนจะเดินกลับไปหาหมิงและยูคิที่ยืนดูสถานการณ์อยู่ห่างๆหน้าห้อง

            “แล้วอย่าหาว่าข้าบ่เตือนเน่อกล้วย”

 

            “คือ.... ข้าเจ้าก็บ่ได้จะอู้อะหยังมากหรอกเน่อ” ราชินีตานีเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าผีสาววางหนังสือและเก้าอี้ไม้ลงแล้ว “แต่เธอคงฮู้เน่อว่าสถานการณ์ในเมืองตานนะคอนตอนนี้เป็นจะได แล้วมนุษย์ที่มารบกวนเธอก็มาจากรายการโทรทัศน์ที่มีมนุษย์ดูเยอะมาก แล้วเมื่อกี้ก็เป็นรายการสดด้วย ข้าเจ้าแน่ใจว่าบ่ช้าก็เร็วคงต้องมีคนเรียกหมอผีมาปราบเธอแน่”

            “แล้วไง” หญิงสาวในชุดนอนสีขาวตอบเสียงห้วน

            “ข้าเจ้าแนะนำหื้อเธอเปลี่ยนที่สิงสถิตอย่างน้อยก็สักเดือนสองเดือน”

 

            ผีสาวนิ่ง เธอเบือนหน้ามองไปยังรูปถ่ายบนหัวเตียง ก่อนที่น้ำใสจะเอ่อท้นขึ้นมาอีกครั้งในดวงตาบวมช้ำ

 

            “ฉันไปจากที่นี่ไม่ได้.....” เสียงของเธอเปลี่ยนจากแข็งกร้าวเป็นสั่นเครือ “ฉันผูกพันกับที่นี่.... ฉันไม่อยากจากที่นี่ไป.....”

 

            “เอ่อ.... เกิด.... เกิดอะไรขึ้นที่นี่เหรอคะ”

            วิญญาณหิมะสาวถามอย่างลังเล เธอไม่แน่ใจว่าควรจะถามดีหรือไม่ แต่ที่แน่ๆพอพูดจบ ผีสาวก็เปลี่ยนจากน้ำตาคลอเป็นสะอึกสะอื้นจนตัวโยน

 

            “ฮือ.... ทำไม ทำไมเขาต้องหลอกฉัน.... ทำไมเขาต้องจากฉันไป.... ทั้งที่ฉันรักเขามากขนาดนั้นแท้ๆ.... ทั้งที่ฉันไว้ใจ ให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับเขา แต่เขาหลอกฉัน เขาทิ้งฉันไป.....”

            “ขะ.... ขอโทษนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายจิตใจคุณ....” เด็กสาวชาวฮิมิตสึถึงกับทำอะไรไม่ถูก เธอถอยกรูดกลับมาหากล้ายและหมิงทันที

            “ฮือ.... ฉันอุตส่าห์เก็บเงิน.... ฉันอุตส่าห์หวังว่าจะสร้างครอบครัวที่อบอุ่นกับเขา....” ผีสาวร้องไห้อย่างน่าสงสาร “แต่ทุกอย่างพังหมดแล้ว.... ทุกอย่างเลย.....!

            “เธออู้ว่าเธอผูกพันกับที่นี่” กล้วยเอ่ยขึ้นช้าๆ “ทั้งๆที่ที่นี่มีแต่ความทรงจำเลวร้าย เธอแน่ใจก๋าว่าเธอผูกพันกับที่นี่แต๊ๆ”

            “แต่ที่นี่ก็เป็นที่ที่มีความทรงจำดีๆกับเขาเหมือนกัน !” หญิงสาวในชุดนอนโต้ด้วยเสียงสะอื้น

            “ความทรงจำดีๆที่ยะหื้อเธอต้องมานั่งร้องไห้ทุกคืนก๋า” ราชินีตานีขัดขึ้น ทำเอาอีกฝ่ายชะงัก “นั่งร้องไห้เรื่องเดิมๆ ในห้องเดิมมายี่สิบปี บ่คึดบ้างก๋าว่ามันบ่แม่นความทรงจำดีๆเลยสักนิด”

 

            “แต่.... แต่....”

            ผีสาวพยายามคิดหาคำพูด แต่แล้วเธอก็ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น ภาพความทรงจำเมื่อกว่านี่สิบปีก่อนย้อนกลับมาในห้วงความคิดทีละภาพแม้เธอจะพยายามห้ามอย่างสุดกำลัง ภาพเธอกับชายคนรักในห้องนี้.... ภาพชายคนรักที่เดินไปกับหญิงสาวคนใหม่.... ภาพหน้าจอธนาคารที่แสดงตัวเลขศูนย์เบี้ยทั้งที่เคยมีเงินอยู่นับล้าน.... ภาพเธอกำลังปีนขึ้นไปบนเก้าอี้ ก่อนจะทิ้งตัวลงมาโดยแขวนคอเอาไว้กับเชือกเส้นหนา.... ภาพสายตาที่เลือนรางลงเรื่อยๆเมื่อสมองเริ่มขาดออกซิเจน จนกระทั่งสิ้นลมหายใจ.....

 

            “เฮาฮู้ว่าเจ้าฮักเปิ้นหลาย แต่ในเมื่อเปิ้นทำร้ายจิตใจเจ้าขนาดนี้ก็ลืมเปิ้นไปเถอะ อย่าลืมเด๊ว่าถึงเจ้าสิร้องไห้เท่าได๋เปิ้นก็บ่ได้มาฮู้มาเห็นด้วย เปิ้นลืมเจ้าได้ เฮ็ดหยังเจ้าถึงบ่ลืมเปิ้นบ้างล่ะ เอาให้หายกันสิ”

            หญิงสาวในชุดนอนเงยหน้าขึ้นเมื่อรู้สึกว่ามีมือมาแตะบนไหล่ เด็กสาวหน้าเสือนั่งลงข้างเธอ ก่อนจะเปลี่ยนจากแตะไหล่เป็นโอบร่างของเธอเอาไว้อย่างอ่อนโยน ผีสาวนิ่งอึ้ง แม้อากาศจะเหน็บหนาว แต่เธอก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและปรารถนาดีของอีกฝ่ายที่ถ่ายทอดผ่านเนื้ออุ่นๆมายังเธอ…..

 

            “หมิงอู้ถูก” กล้วยนั่งลงที่อีกด้านหนึ่งของผีสาว ยกมือขึ้นโอบไหล่เธอเอาไว้เช่นกัน “ข้าเจ้าก็บ่ฮู้เรื่องความฮักอะหยังนี่มากหรอกเน่อ แต่อะหยังที่คึดถึงแล้วบ่สบายใจ คึดไปแล้วก็บ่ได้มีอะหยังดีขึ้น แล้วจะคึดถึงมันยะหยัง”

            “ใช่ค่ะ ฉันก็เคยเจอเรื่องแบบนี้เหมือนกัน” วิญญาณหิมะสาวชาวฮิมิตสึช่วยเสริมอีกแรง “แต่เศร้าไปคนคนนั้นก็ไม่ได้จะกลับมาหาเราถูกไหมคะ ลืมเขาแล้วใช้ชีวิตของเราต่อดีกว่านะคะ”

            “แต่ถ้ายังมีอะหยังอัดอั้น อยากระบาย อยากปรับทุกข์ ก็อู้กับหมู่เฮาก็ได้” เด็กสาวหน้าจืดพูดเสียงนุ่ม “เธอบ่ได้อยู่คนเดียวในโลกนี้หรอกเน่อ”

 

            ผีสาวนิ่งอึ้ง ไม่มีใครทำแบบนี้กับเธอมาเกือบยี่สิบปีแล้ว เธอได้แต่ร้องไห้คนเดียวในห้อง เฝ้ามองผู้เช่าค่อยๆย้ายออกไปทีละคน เฝ้ามองอพาร์ตเมนต์ที่เก่าและทรุดโทรมลงตามกาลเวลา ไม่มีใครเคยมาปลอบโยน ไม่มีใครเคยมาถามไถ่ ไม่มีใครเคยมาพูดคุย ไม่เคยมีแม้แต่ใครมาสนใจผีสาวผู้ต้องระทมทุกข์อยู่ในห้องพักเล็กๆห้องนี้เลยสักคน แต่บัดนี้ กลุ่มคนที่เธอคิดว่าจะมาลากเธอลงไปโลกหลังความตาย กลับมาปลอบเธอ และเห็นอกเห็นใจเธอเสียเองแบบนี้.....

 

            หรือว่าสิ่งที่เธอต้องการจะไม่ใช่หวนนึกถึงความทรงจำครั้งอดีต

            หรือว่าสิ่งที่เธอต้องการจะไม่ใช่ให้ชายคนรักหวนกลับมา คืนเงินที่หลอกเธอไป หรือแม้แต่ขอโทษ.....

 

            หรือว่าสิ่งที่เธอต้องการ มีเพียงใครสักคนที่มาปลอบเธอ ทำให้เธอคลายทุกข์ใจเท่านั้น.....

 

            “พวกเธอนี่ตลกดีนะ” หญิงสาวในชุดนอนหัวเราะคิกทั้งน้ำตา “ฉันเห็นว่าพวกเธอเป็นตานี ก็เลยคิดว่าจะมายิงฉัน แต่พวกเธอกลับมาปลอบฉันแบบนี้ ไม่เหมือนตานีที่ฉันเคยเจอเลย”

            “ที่ข้าเจ้ายะจะอี้ก็เพราะวิญญาณตนหนึ่งที่ข้าเจ้าเคารพมากบอกไว้” กล้วยตอบช้าๆ “เพราะเปิ้นทำร้ายมนุษย์ ข้าเจ้าเลยจำใจต้องยิงเปิ้นโดยที่บ่ฮู้เลยว่าเปิ้นมีเหตุผลที่ยะจะอั้น แล้วคำสั่งเสียสุดท้ายของวิญญาณตนนั้นก็คือหื้อลองเอาใจเปิ้นมาใส่ใจเฮา หื้อพิจารณาปัจจัยอื่นๆด้วย บ่แม่นหันว่าทำร้ายคนแล้วจะยิงทันที ถ้าเป็นข้าเจ้าก่อนหน้านี้ ข้าเจ้าคงยิงเธอไปตั้งนานแล้ว”

 

            “แต่อย่าได้ใจไปเน่อ” เสียงห้วนๆดังมาจากกล้ายผู้ยืนกอดอกพิงผนังอยู่ที่มุมห้อง “นี่เพราะข้าหันว่าเธอถูกรบกวนก่อน แล้วก็เพราะกล้วยขอเอาไว้ด้วย แต่ถ้าครั้งต่อไปเธอเกิดคึดจะทำร้ายมนุษย์ขึ้นมาแต๊ๆล่ะก็ อย่าหวังว่าจะรอดกระสุนข้าเลย !

            “ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันไม่ได้อยากทำร้ายมนุษย์อยู่แล้ว แต่ก็ขอบคุณมากนะที่เตือน” ผีสาวยิ้มให้ตานีสาวผมหางม้า ก่อนจะหันกลับมาหากล้วย “ยังไงก็ขอบคุณมากนะที่อุตส่าห์มาหาฉันถึงในนี้ ขอบคุณมากจริงๆ....”

            “บ่เป็นอะหยัง” เด็กสาวหน้าจืดพูดยิ้มๆ แต่เสียงของเธอก็มีแววจริงจังมากขึ้นในประโยคต่อมา “ข้าเจ้าว่าเธอรีบไปเถอะ อาจจะมีคนเรียกหมอผีมาเมื่อได๋ก็ได้ ถ้าเปิ้นมาแต๊เธอจะหนีลำบากเน่อ”

            “อื้ม ได้” หญิงสาวพยักหน้า ชุดนอนของเธอปลิวไสวในสายลมเย็นเฉียบขณะเธอค่อยๆลอยออกไปทางหน้าต่างที่เหลือเพียงกรอบ “หวังว่าเราคงจะได้เจอกันอีกนะ”

            “หวังว่าเจอกันครั้งหน้าคงบ่แม่นในฐานะศัตรูกันเน่อ”

            “ไม่มีทางหรอก แน่ใจได้เลย” ผีสาวยิ้ม “ขอบคุณมากนะ ขอบคุณจริงๆ”

 

            แล้วร่างของเธอก็หายวับไป

 

            “ยะจะอี้ดีแล้วแน่ก๋ากล้วย” กล้ายเดินมาหาเพื่อนสาว ดวงตาสีเขียวเรืองแสงจ้องตรงไปยังจุดที่ผีสาวเพิ่งจะหายตัวไป

            “กล้ายก็ลองคึดดูสิ ถ้าเกิดยิงไปจะเกิดอะหยังขึ้นบ้าง” ราชินีตานีเอ่ยช้าๆ ดวงตาเรียวของเธอก็ยังคงจ้องมองที่จุดเดียวกับเพื่อนสาว “ถึงเปิ้นจะบ่ค่อยมีผู้ได๋ฮู้จัก แต่ถ้าเรื่องนี้แพร่ไปถึงหูผีตนอื่นล่ะก็ ข้าเจ้าว่าศัตรูของหมู่เฮาได้มากขึ้นอีกแน่ ข้าเจ้าก็บอกแล้วบ่แม่นก๋าว่าเหตุการณ์คราวนี้ส่วนหนึ่งมาจากผีที่หันว่าหมู่เปิ้นบ่ได้รับความยุติธรรมก็เลยไปเข้าพวกกับกองกำลังผีร้าย”

            “แต่มันเป็นการทรยศต่อหน้าที่ของหมู่เฮาเน่อ” เด็กสาวผมหางม้าโต้

            “ข้าเจ้าก็อู้แล้วนี่ ว่าข้าเจ้าก็เคยคิดจะอั้นเหมือนกัน” กล้วยตอบ “แต่หลังจากเรื่องอุ๊ยสาย ข้าเจ้าก็เริ่มสงสัย.... สิ่งที่หมู่เฮายะอยู่มันถูกแน่ก๋า ทั้งที่บางครั้งผียังบ่ได้ยะอะหยัง เปิ้นอยู่ของเปิ้นดีๆ แต่มนุษย์ไปยุ่งกับเปิ้นเอง เหมือนคืนนี้ แล้วหมู่เฮาก็ยิงผี มันยุติธรรมแล้วแน่ก๋า หน้าที่ที่หมู่เฮาได้รับมามันถูกต้องก๋า.... บ่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้แล้วก๋า....”

            “แต่.... ถึงจะอู้จะอั้นก็เถอะ มันผิดสนธิสัญญาตานี-มนุษย์-โลกหลังความตายเน่อ” ตานีสาวผู้มีดวงตาเรืองแสงสีเขียวยังพยายามเถียง “ถ้าเกิดหมู่ยมทูตเกิดเอาเรื่องหมู่เฮา เอาวิญญาณหมู่เฮาลงไปโลกหลังความตายขึ้นมาจะยะจะได ตานีบ่ยิ่งต้องล่มสลายกว่าตอนนี้อีกก๋า !?

            “กล้าย” ผู้ถูกเรียกชะงักกึกเมื่ออีกฝ่ายหันมาจ้องเธอเขม็ง “แต่ก่อนนี้จะเป็นจะไดข้าเจ้าบ่ฮู้ แต่ตอนนี้ ข้าเจ้ายอมโดนลากลงไปโลกหลังความตาย ดีกว่าจะยอมหื้อวิญญาณที่บ่ได้ยะอะหยังผิดต้องแตกสลายไปโลกหลังความตายอย่างทรมาน”

 

            เด็กสาวหน้าจืดเน้นเสียงทุกคำพูด แต่เสียงของเธอก็อ่อนลงเมื่อเห็นท่าทางช็อกของฝ่ายตรงข้าม

 

            “เอาน่า ข้าเจ้าก็บ่ได้ว่ากล้ายเน่อ ข้าฮู้ว่ากล้ายก็บ่ได้อยากจะยิงเปิ้นอะหยังนักหรอก บ่อั้นกล้ายคงเหนี่ยวไกไปแล้ว” กล้วยยิ้มให้เพื่อนสาว ก่อนจะลดเสียงลง “อีกอย่าง ข้าเจ้าก็แอบหันอยู่เหมือนกันเน่อ ตอนเปิ้นบอกขอบคุณกล้าย กล้ายก็หน้าแดงเหมือนกันบ่แม่นก๋า เกิดถูกใจเปิ้นขึ้นมาล่ะสิท่า.....”

 

            “เฮ้ย อู้อะหยังน่ะกล้วย ข้าบ่ได้หน้าแดงเน่อ !

            ตานีสาวผมหางม้ารีบปฏิเสธ แต่นั่นก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้มากนักเมื่อปื้นสีแดงกลับปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเธอแทบจะพร้อมๆกับที่พูด กล้วยทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ยูคิหัวเราะคิก ขณะสมิงสาวยิ้มโชว์เขี้ยวแหลม เธอได้จุดอ่อนไว้แกล้งฝ่ายตรงข้ามอีกอย่างแล้ว.....

 

            “แหม ตอนแรกก็หันสนิทกับกล้วยผิดปกติ แต่บ่นึกเล้ยว่าสิฮักผู้สาวแท้ๆ.....”

            “บ่เน่อ ข้าบ่ได้ฮักแม่หญิง ข้าบ่ได้ฮักแม่หญิงแต๊ๆเน่อ !

            “บักกล้ายฮักผู้สาว บักกล้ายเป็นเลสเบี้ยน !

            “แล้วไปฮู้คำนั่นมาจากที่ได๋ยะ............!?

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น