ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 38 : วันหยุดที่เต็มไปด้วยงานบ้าน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 60
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    21 ม.ค. 58

            หิมะสูงท่วมเอวสาดกระจายเมื่อรถขับเคลื่อนสี่ล้อสีพรางหิมะดริฟต์สะบัดล้อหลังก่อนจะหยุดกึกที่หน้าบ้านเดี่ยวสองชั้นในเขตตาดผ้าห่มใต้ รถยังไม่ทันจอดสนิท จ้าดก็เปิดประตูผาง ถีบตัวออกจากรถและเขย่งก้าวกระโดดแกมกระโจนไปเปิดประตูบ้านก่อนจะพุ่งเข้าไปในตัวบ้านราวกับจรวดนำวิถีถูกยิงจากยอดหอปืนใหญ่ หนึ่งสมิงสองตานีลงจากรถอย่างรวดเร็วพอๆกัน พวกเธอเข้าใจสถานการณ์แบบนี้ดี โดยเฉพาะตานีทั้งสองซึ่งเคยถูกด่าเละมาแล้วเมื่อครั้งเล่นซนกันจนบ้านกล้วยรกรุงรังไปหมดตอนสมัยเด็ก

 

            “ไม่กวาด ไม้ถูพื้น เครื่องดูดฝุ่น โว้ย น้ำยาถูพื้นดันหมดอีก แล้วร้านปิดกันหมดแบบนี้จะไปซื้อที่ไหนวะเนี่ย !?” ดูเหมือนเด็กหนุ่มหน้าดุจะประสาทกินไปเสียแล้วขณะโยนเครื่องมือทำความสะอาดออกมาจากห้องเก็บของหลังบ้านทีละชิ้น “เอาเหอะ เอาแค่เก็บของให้ดูเป็นระเบียบก่อนละกัน”

            “หมู่เฮาช่วยอะหยังได้บ้างจ้าด” กล้วยถามเพื่อนหนุ่มซึ่งหันรีหันขวางเลือกไม่ถูกว่าจะค้นเครื่องมือทำความสะอาดออกมาต่อดีหรือจะกลับเข้าไปในตัวบ้านดี

            “กล้วยกับกล้ายรอกวาดถูพื้นข้างล่างละกัน หมิงก็รอดูดฝุ่นข้างบน” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบรัวเร็วจนแทบฟังไม่เป็นคำ “แต่ไม่ว่ายังไงก็ต้องเก็บของก่อนอยู่ดี จะทันมั้ยเนี่ย จะทันมั้ยเนี่ยว้อย.....!

 

            แม้จะย้ายของที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันออกไปยังโรงเก็บรถถังจนหมดแล้วตั้งแต่เมื่อเช้า แต่ในบ้านสองชั้นก็ยังระเกะระกะไปด้วยกองสมุดและหนังสือแบบฝึกหัดเก่าที่ถูกรื้อค้นกระจุยกระจายด้วยความเร่งรีบ เสื้อผ้าที่ไม่ได้ขนไปก็กองสุมๆกันเป็นเทือกเขาตานปันน้ำขนาดย่อมอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า จานชามที่นึกว่าจะกลับมาล้างเมื่อวานก็ยังทิ้งเอาไว้เต็มอ่าง มิหนำซ้ำขยะก็ยังเต็มจนล้นถัง ส่งกลิ่นเหม็นเอียนๆโชยไปทั่วบ้าน

 

            เด็กหนุ่มย่นจมูกพลางพลิกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา บ่ายสองจะครึ่งแล้ว กว่าเขาจะฝ่ารถที่ติดแหง็กทั้งจากถนนบางส่วนที่ถูกซากปรักหักพังขวางและจากชาวเมืองที่อยากจะออกไปจากเมืองมาถึงที่นี่ได้ก็กว่าครึ่งชั่วโมงเข้าไปแล้ว พวกเขามีเวลาเหลืออีกเพียงไม่ถึงชั่วโมง ซึ่งหลานชายหมอผีใหญ่พร้อมจะเอาแลปทอปของเขามาพนันได้เลยว่าต่อให้มีสิบหน้ายี่สิบมืออย่างยักษ์ในวรรณคดีสารขัณฑ์โบราณก็คงทำเสร็จไม่ทันเวลาแน่นอน

 

            “งั้นกล้ายช่วยล้างจานก่อนได้มั้ย กล้วยช่วยเก็บพวกสมุดหนังสือเข้าที่ที แล้วหมิงไปช่วยเราจัดสองห้องข้างบน” จ้าดตัดสินใจเปลี่ยนคำขอเมื่อประเมินปริมาณงานในบ้านอย่างละเอียดแล้ว

            “หนังสือเยอะขนาดนี้บ่มีที่เก็บเน่อจ้าด”

            “งั้นก็วางเรียงกันให้เป็นตั้งก็พอ เอาแค่มันไม่เละอยู่กับพื้นแบบนี้ก็พอแล้ว” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบอย่างร้อนรน “จานก็วางเรียงๆเอาไว้ตรงนั้นแหละไม่ต้องสนใจจัดใส่ตู้หรอก ไปเหอะ เราไม่มีเวลาแล้ว”

 

            สมิงสาวและหลานชายหมอผีใหญ่กระโจนขึ้นบันไดทีละสองขั้นไปจัดชั้นบน กล้ายเดินไปประจำที่ที่หน้าอ่างล้างจานพลางบ่นกระปอดกระแปด ส่วนกล้วยคุกเข่าลงข้างกองหนังสือนานาชนิดที่สูงเกือบท่วมหัวเธอก่อนจะเริ่มจัดมันวางเรียงให้เป็นกอง แม้เธอจะเคยทำงานน่าเบื่อและเยอะกว่านี้มานักต่อนัก แต่เด็กสาวหน้าจืดก็อดถอนหายใจไม่ได้ ถ้าเก็บมันซะตั้งแต่ตอนใช้เสร็จก็คงไม่ต้องมาเหนื่อยแบบนี้แล้ว.....

 

            กว่าครึ่งชั่วโมงต่อมา สมุดและหนังสือเกือบสองร้อยเล่มก็วางเรียงกันเป็นตั้งตามขนาดและหมวดหมู่อย่างสวยงาม เช่นเดียวกับจานที่เงาวับหอมฉุยและวางเรียงเป็นระเบียบอยู่ในที่พักจานด้วยประสิทธิภาพการทำงานอันสูงส่งของเด็กสาวจากเผ่าพันธุ์ทหารทั้งสอง แต่เด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวหน้าเสือยังไม่ลงมาสักที ทั้งที่งานจัดเสื้อผ้าและห้องเล็กๆแค่นั้นไม่น่าจะต้องใช้เวลามากเลย โดยเฉพาะเมื่อหนึ่งในสองห้องนั้นเก็บกวาดจนสะอาดเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วด้วย

 

            “บ่แม่นว่าบ่าสมิงนั่นเกิดหิวขึ้นมาแล้วกินบ่าจ้าดง่าวนั่นเน่อ” กล้ายหันมาสบตาเพื่อนสาวอย่างกังวล

            “แหม กล้ายก็อู้เกินไป หมิงบ่เป็นจะอั้นหรอกกล้ายก็น่าจะฮู้นี่” ตานีสาวหน้าจืดตอบกลั้วหัวเราะ “แต่ก็นานเกินไปแต๊ๆ หมู่เฮาขึ้นไปดูเถอะ”

 

            เด็กสาวผมหางม้าพยักหน้า สองตานียันตัวลุกขึ้นก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบน เสียงที่ดังมาจากห้องนอนของจ้าดบ่งบอกว่าอย่างน้อยไม่หลานชายหมอผีใหญ่ก็สมิงสาวยังไม่ประสบอุบัติเหตุในครัวเรือนตายไปเสียก่อน แต่เสียงที่ควรจะเป็นเสียงกุกกักของการจัดของ หรือเพียงพรึ่บพรั่บของการจัดเสื้อผ้า กลับเป็นเสียงเปรี้ยงปร้างของอาวุธและเสียงคำรามลั่นเหมือนผีร้าย กล้วยรีบกระโจนไปกระชากประตูเปิดทันที แล้วเธอก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า....

 

            ท่ามกลางห้องที่ยังระเกะระกะไปด้วยเสื้อผ้า หนังสือและแผ่นเกม จ้าดและหมิงยืนเคียงข้างกัน ปืนไรเฟิลสีเทาดำกระชับอยู่ในมือทั้งสอง ใบหน้าของทั้งสองเคร่งเครียดขณะนิ้วชี้เหนี่ยวไกอย่างบ้าคลั่ง ส่งกระสุนพุ่งตรงไปยังศัตรูเบื้องหน้า.....

 

            ในจอคอมพิวเตอร์

 

            “อ้าว กล้วย กล้าย สนใจจะมาเล่นด้วยกันมั้ย เอ๋ง”

            เด็กหนุ่มหน้าดุร้องเป็นหมาโดนเตะเมื่อถูกทั้งราชินีตานีและเพื่อนสนิทของเธอตบเกรียนดับเบิ้ลฮิตเข้าให้อย่างจัง

 

            “บ่าจ้าดง่าว ได๋ว่ารีบบ่แม่นก๋า !?

            “ก็หมิงเขาเห็นแผ่นแล้วอยากเล่นนี่....” จ้าดกุมหัวป้อยทำตาละห้อยน่าสงสารมองไปยังเพื่อนสาวชาวเผ่าพันธุ์กล้วยทั้งสอง แต่อีกฝ่ายไม่เล่นด้วย

            “หนอย ปล่อยหื้อหมู่เฮายะการงกๆเป็นแม่อุ๊ย ตัวเองหนีมาเล่นเกม ง่าวแต๊ๆ !” กล้ายใส่ชุดใหญ่อย่างโกรธจัด ก่อนจะหันมาฉะสมิงสาวที่ยืนทำหน้าสำนึกผิดอยู่ข้างๆ “หมิงก็เหมือนกัน แทนที่จะเตือนเปิ้น ดันมาพาเปิ้นเสียจะอี้อีก”

            “ก็เค้าอยากเล่นนี่....”

            “พอๆ บ่ฮู้บ่หันด้วยแล้ว” เด็กสาวผมหางม้าตัดบท “นายยะต่อเองละกันจ้าด หมู่เฮาบ่ช่วยแล้ว”

            “หา.........!?” หลานชายหมอผีใหญ่อุทานลากเสียงยาวลั่นบ้านเมื่ออีกฝ่ายโยนระเบิดลงกลางกบาล ก่อนจะคุกเข่าลงแทบเท้าเพื่อนสาว “เจ๊ครับ ผมผิดไปแล้ว อย่าทำแบบนี้เลย ถ้าเจ๊ไม่ช่วยแล้วผมจะทำเสร็จได้ยังไง.....”

            “เรื่องของนายสิ” กล้ายตอบอย่างไร้เยื่อใยก่อนจะหันไปหาเพื่อนสาวซึ่งยืนยิ้มแสยะอย่างสะใจอยู่เบื้องหลัง “ไปเหอะกล้วย ปิ๊กโรงเก็บรถถังกัน ปล่อยบ่าจ้าดง่าวนี่ยะไป”

            “อื้ม” เด็กสาวหน้าจืดพยักหน้า ชำเลืองมองหลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งดูราวกับกลายเป็นหินไปแล้วก่อนจะหันไปชวนสมิงสาวแห่งป่าแสนคำด้วย “ไปเหอะหมิง ปิ๊กหอปืนใหญ่กัน”

            “อื้มๆ ไปๆ”

            “เดี๋ยว ได้ข่าวว่าเจ๊เป็นคนทำผมสติแตกไม่ใช่เหรอครับเจ๊หมิง !?

 

            แต่จนแล้วจนรอด เด็กสาวทั้งสามก็ไม่ใจดำพอที่จะทิ้งเพื่อนหนุ่มให้ผจญชะตากรรมอยู่คนเดียวได้ และเมื่อทั้งสี่ร่วมมือกันอย่างแข็งขันโดยไม่มีใครหลบไปเล่นเกม ของที่รกระเกะระกะเต็มบ้านก็เรียบร้อยตอนบ่ายสามเกือบครึ่ง ทันเวลาอย่างฉิวเฉียด ส่วนเรื่องกวาดถูพื้นดูจะหายไปจากสมองของเด็กหนุ่มโดยสิ้นเชิงแล้ว

 

            หลานชายหมอผีใหญ่รีบบอกขอบคุณเพื่อนสาวต่างเผ่าพันธุ์ทั้งสามก่อนจะขอให้พวกเธอรีบกลับ คงไม่ดีแน่หากพ่อแม่ของเขากลับมาเจอเด็กสาวที่ไหนก็ไม่รู้ในชุดอยู่บ้านสามคนเดินกันขวักไขว่อยู่ในบ้าน มิหนำซ้ำคนหนึ่งยังมีหูเหมือนเสือแถมยังหน้ามีลายเสือแบบนั้น....

 

            ตานีทั้งสองหันหลังกลับจะเดินออกไปทันที แต่สมิงสาวขอเข้าห้องน้ำก่อน ซึ่งจ้าดก็อนุญาตด้วยใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ พ่อแม่ของเขาอาจโผล่มาวินาทีไหนก็ได้ เขาพร่ำภาวนาในใจให้ถนนเชียงม่วนซึ่งเชื่อมระหว่างบ้านนี้กับสถานีรถไฟหลักตานนะคอนรถติดมากๆ เผื่อจะช่วยถ่วงเวลาท่านผู้ปกครองที่เคารพรักเอาไว้ได้บ้าง แม้จะรู้ดีว่าถนนเส้นนั้นเป็นถนนที่รถโล่งที่สุดในเมืองไม่ว่าจะสถานการณ์ใดก็ตาม.....

 

            “จ้าด พ่อกับแม่มาแล้ว !

            ไขสันหลังของจ้าดเย็นวาบเหมือนถูกราดด้วยมีเทนเหลวเต็มแกลลอนเมื่อได้ยินเสียงประตูหน้าบ้านเปิด เด็กหนุ่มหันขวับไปหาตานีทั้งสองหวังจะบอกให้หาที่ซ่อน แต่ไม่ทันแล้ว วินาทีต่อมา ประตูบ้านก็เปิดออก แล้วชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งก็ก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน

 

            เกิดความเงียบขึ้นอึดใจหนึ่งเมื่อต่างคนต่างก็จ้องมอง หลานชายมองพ่อแม่ของเขา พ่อแม่ของเขามองเด็กสาวผู้มีดวงตาส่องประกายสีเขียวทั้งสอง ซึ่งฝ่ายหลังสุดมองกลับไปยังจ้าด เครื่องหมายคำถามตัวเป้งปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายหญิงวัยกลางคนผู้เป็นเจ้าของบ้าน เด็กสาวสองคนนี้เป็นใคร ทำไมถึงมาอยู่ในบ้านตามลำพังกับจ้าด แถมยังสวยไม่น้อยเลยเสียด้วย.... ไม่นับคนหนึ่งที่หน้าจืดเป็นเต้าหู้ทอดลืมราดน้ำจิ้ม

 

            เหมือนรู้คิว จู่ๆหมิงก็เดินออกมาจากห้องน้ำในสภาพเปียกปอน ใบหน้าละม้ายเสือมุ่ยหงิกงอ แต่ที่ทำให้ทุกคนช็อกที่สุดคือเธอไม่ได้สวมชุดอยู่บ้านตัวเก่าของจ้าดอีกต่อไปแล้ว หากมีเพียงผ้าขนหนูผืนเดียวนุ่งกระโจมอกเอาไว้เท่านั้น....

 

            “จ้าดผีบ้า แย่ที่สุด ทำเฮาเลอะเทอะไปหมดเลย !

 

            กระเป๋าลากหนักอึ้งหลุดจากมือชายวัยกลางคนล้มตึงลงพื้นกระเบื้อง พร้อมๆกับขากรรไกรของทั้งเขาและภรรยาที่ร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก

 

            ลูกชายอยู่ตามลำพังกับเด็กสาวในบ้าน....

            เด็กสาวคนหนึ่งเดินเปียกโชกออกมาจากห้องน้ำ....

            ใส่ผ้ากระโจมอกผืนเดียว....

            แถมยังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟบอกว่าลูกชายของพวกเขาทำเธอเลอะเทอะด้วย !?

 

            จ้าดยกมือขวาขึ้นตบหน้าผากก่อนจะเลื่อนลงมาปิดหน้าอย่างหมดอาลัยตายอยาก

            “ไม่ใช่นะครับพ่อแม่ ไม่ใช่อย่างนั้น.....”

 

 

            “อ้อแหม ลุงก็คิดว่าจ้าดมันทำอะไรพวกหนูซะอีก”

            พ่อของจ้าดหัวเราะลั่นบ้านเมื่อเหล่าเด็กสาวเล่าความจริงให้ฟัง เขาเป็นชายร่างสูง อายุราวห้าสิบต้นๆ ผมรองทรงเริ่มเป็นสีดอกเลาบ้างแล้ว ใบหน้าดุและดวงตาตี่บอกให้รู้ว่าจ้าดได้ยีนของเขามาไม่น้อย เขาอยู่ในชุดเสื้อช่างสีน้ำเงินเข้มและกางเกงสแล็กดำ ตราที่เสื้อบอกยี่ห้อบริษัทภูคำแก้วซึ่งเป็นบริษัทผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินชั้นนำที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมกุดโอใกล้เมืองเชียงหลวง ความยับยู่ยี่ของชุดทำให้เด็กสาวทั้งสามพอจะเดาได้ว่าเขาห่วงลูกชายจนไม่เป็นอันกินอันนอน ดีไม่ดีอาจจะตรงไปรอที่สถานีรถไฟตั้งแต่เลิกงานเมื่อวานเลยด้วยซ้ำ

 

            “แม่น ถ้าบ่าจ้าดยะจะอั้นแม่จะบ่หื้ออภัยเลย”

            หญิงวัยกลางคนผู้เป็นแม่ของจ้าดส่งเสียงแข่งกับเสียงสับหมูมาจากในห้องครัว เธอเองก็ร่างสูงโปร่งคล้ายกับสามี ใบหน้าขาวแบบชาวตานนะคอนจืดพอสมควร แม้จะไม่ถึงขนาดกล้วย แต่ก็ไม่ได้หวานหรือมีสีสันเท่ากล้ายผู้เป็นค่าเฉลี่ยของชาวรัฐเวียงตาน อย่างไรก็ตาม ความจืดและความขาว เมื่อรวมกับผมที่มัดรวบเป็นหางม้าสูงก็ทำให้เธอดูเด็กกว่าอายุไปเกือบสิบปี ตานีทั้งสองรู้จากสำเนียงพูดว่าเธอเป็นคนตานนะคอนแท้แต่โบราณ มิน่าเล่าจ้าดถึงไม่มีปัญหาเวลาฟังพวกเธอคุยกัน

 

            “หนูสามคนชอบกินอะหยังกัน ผัดกะเพราหมูได้ก่อ หรือจะเอากะเพราไก่ ตอนนี้ในบ้านมีแต่หมูกับไก่ แล้วก็มีแต่ใบกะเพรากับแครอต แล้วสถานการณ์จะอี้ออกไปซื้อคงบ่สะดวก”

            “ข้าเจ้าขอกะเพราหมูเจ้า” กล้ายตอบก่อนด้วยท้องของเธอเริ่มร้องขึ้นมาแล้ว “ขอบคุณมากเจ้า”

            “ข้าเจ้าก็กะเพราหมูด้วยเหมือนกันเจ้า ขอบพระคุณมากเจ้า” กล้วยตามเพื่อนสาวไป

            “เฮาขอเนื้อกวางดิบ !

 

            สามมนุษย์และสองตานีหันมามองสมิงสาวผู้เลียริมฝีปากเหมือนเด็กกำลังจะได้กินของโปรดเป็นตาเดียว ก่อนที่แม่ของจ้าดจะหัวเราะขึ้น

 

            “แหม เนื้อกวางเลยก๋า” เธอพูดพลางสับหมูต่อไป “เหมือนสมิงเลยเน่อ ชอบกินเนื้อกวางจะอี้”

 

            หมิงสำลักน้ำลายดังแค้ก กล้วย กล้ายและจ้าดหันขวับไปมองหญิงวัยกลางคนซึ่งกำลังเปิดตู่เย็นอยู่ในครัวแทบจะพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ทั้งประหลาดใจทั้งตกใจ

 

            “แม่รู้จักสมิงด้วยเหรอครับ”

            “ฮู้จักสิ พ่อก็ฮู้จัก แหม ทั้งตาทั้งปู่ลูกเป็นหมอผีเน่อ ถ้าบ่ฮู้จักก็เสียชื่อแย่สิ”

 

            ผู้ถูกถามตอบเสียงเรียบราวกับเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่สมิงนั้นแทบจะไม่มีใครรู้จักเลยแม้แต่นักวิชาการป่าไม้ของป่าแสนคำ ชาวเมืองเชียงผานที่อยู่ใกล้ที่สุดส่วนใหญ่ก็ยังแทบไม่เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์นี้เลยด้วยซ้ำ

 

            “แต่แม่ก็ได้แต่อ่านจากบันทึกของตา บ่เคยหันตัวแต๊หรอกเน่อ” หญิงวัยกลางคนพูดต่อ “อยากหันสักครั้งอยู่เหมือนกัน”

            เด็กสาวหน้าเสือรู้สึกหนาวๆร้อนๆขึ้นมาทันที แม่ของเพื่อนหนุ่มไม่รู้ว่าสมิงตัวจริงเสียงจริงแถมชอบกินเนื้อกวางดิบเสียจริงๆนั่งอยู่ในบ้านของเธอนี่เอง….

 

            อย่างไรก็ตาม คำพูดของหญิงวัยกลางคนยังทำให้สัตว์ภูตสาวขนลุกได้ไม่เท่ากับสามีของเธอ

 

            “เอ ไม่แน่นะแม่ เราอาจจะเห็นอยู่ก็ได้”

            พ่อของจ้าดเปรย ดวงตาตี่มองหมิงซึ่งพยายามก้มหน้าหวังจะซ่อนดวงตาสีเหลืองที่มีขีดตรงกลางและปื้นสีขาวดำที่แก้มจากสายตาฝ่ายตรงข้าม แต่เธอก็ไม่อาจซ่อนหูแหลมปุกปุยไปด้วยขนซึ่งตั้งเด่นอยู่บนหัวได้ ทำได้เพียงลู่มันลงมาแนบเรือนผมสีขาวสลับดำเท่านั้น

 

            “แหม ไม่เห็นต้องหลบต้องซ่อนเลยนี่” ชายวัยกลางคนหัวเราะเมื่อเห็นท่าทางหวาดวิตกของเด็กสาวหน้าเสือเบื้องหน้า “ถึงมนุษย์ส่วนใหญ่จะกลัวสมิงก็เถอะ แต่อยู่บ้านนี้ไม่ต้องกลัวหรอก ทั้งอาทั้งภรรยาเป็นลูกหมอผีกันทั้งนั้น คุ้นกับเรื่องพวกนี้ดีอยู่แล้วล่ะ”

            “เอ่อ.... ค่ะ ขอบคุณมากเด้อค่ะ”

 

            จ้าดอดขำไม่ได้ที่หมิงผู้ปกติทั้งซนทั้งวุ่นวายจะเชื่องเป็นลูกแมวได้ขนาดนี้ แต่แล้วเด็กหนุ่มก็ต้องเย็นวาบอีกครั้งเมื่อสายตาของพ่อเขาเลื่อนจากเพื่อนสาวหน้าเสือมายังวิญญาณผู้พิทักษ์เมืองทั้งสอง

 

            “ส่วนสองสาวนี่.... ผมเขียวตาเขียว ตานีใช่มั้ย”

            กล้วยและกล้ายนิ่งเงียบ แต่สมองประมวลผลด้วยความเร็วหลายล้านเทระเฮิตซ์ว่าควรจะเปิดเผยตัวตนให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ดีหรือไม่ ในสถานการณ์แบบนี้ การเปิดเผยตัวตนดูจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีทั้งต่อชีวิตและต่อเกียรติยศของพวกเธอ แต่ชายวัยกลางคนเบื้องหน้าก็ดูมีความรู้และมั่นใจจนพวกเธอไม่คิดว่าจะโกหกรอด อีกอย่าง เขาก็เป็นพ่อของจ้าด ไม่ช้าก็เร็วเขาก็ต้องรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว ในที่สุด เด็กสาวหน้าจืดจึงตัดสินใจยอมรับ

 

            “แม่นเจ้า หมู่เฮาเป็นตานี” เธอตอบเสียงเบา “แต่ข้าเจ้าขอร้องว่าอย่าบอกคนอื่นได้ก่อเจ้า”

            “ไม่บอกอยู่แล้ว จะบอกทำไมล่ะ” พ่อของจ้าดตอบกลั้วหัวเราะ แต่เสียงของเขาก็เป็นงานเป็นการขึ้นในประโยคต่อมา “แต่เท่าที่จำได้ ตานีจะปกป้องมนุษย์ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงเกิดเรื่องคราวนี้ขึ้นมาได้ล่ะ”

            “พ่อ ผมว่าอย่าถามคำถามนี้ดีกว่า....”

            “ตานีล่มแล้วเจ้า” ราชินีแห่งเผ่าพันธุ์วิญญาณผู้พิทักษ์ตานนะคอนตอบก่อนที่เพื่อนหนุ่มจะทันพูดจบ “ผีร้ายรวมกำลังกัน....”

 

            “ว่าไงนะ ตานีล่ม !?

            ชายวัยกลางคนผู้หัวเราะมาแทบจะตลอดการสนทนาทะลุกลางปล้องขึ้นมาลั่นบ้านจนภรรยาของเขาซึ่งกำลังจะโยนใบกะเพราลงกระทะหันขวับมามองอย่างงุนงงระคนตกใจ เขาดูตื่นตระหนกเป็นครั้งแรก ในฐานะลูกชายหมอผี เขารู้รายละเอียดเกี่ยวกับตานีมาไม่น้อย ที่สำคัญ เขารู้ดีว่าสำหรับเมืองที่มีวิญญาณอยู่ร่วมกับคนอย่างตานนะคอน หากขาดตานีไปอาจเกิดจลาจลขึ้นมาได้ง่ายๆ

 

            “เป็นไปได้ยังไง ล้อเล่นรึเปล่า เผ่าพันธุ์ที่ดูแลเมืองมาเจ็ดร้อยกว่าปีเนี่ยนะ !?

            “เป็นไปแล้วเจ้า” กล้ายตอบเสียงเรียบ “ตอนนี้เหลือกันอยู่แค่ประมาณสิบตน และเท่าที่ข้าฮู้ อย่างน้อยสามก็ไปเข้าพวกกับกองกำลังผีร้ายแล้วด้วย”

            “ข้าเจ้าก็เลยต้องมาขอความช่วยเหลือจากจ้าด” เด็กสาวหน้าจืดพูดต่อ “แต่ก็ยะหื้อจ้าดตกอยู่ในอันตรายไปด้วย อย่างเหตุการณ์เมื่อวานก็เพราะหมู่ผีร้ายต้องการชีวิตหมู่เฮา จ้าดแล้วก็คนอื่นๆก็บาดเจ็บ ข้าเจ้าต้องขอสุมาแต๊ๆเจ้า”

            “เรื่องนั้นไม่เป็นไรหรอกถ้าจำเป็นจริงๆ แล้วพวกหนูก็คุ้มครองจ้าดจนปลอดภัยกลับมาได้แค่นี้อาก็ทึ่งแล้ว เหตุการณ์เมื่อคืนขนาดกองทัพยังจะตายเอาเลยไม่ใช่เหรอ อีกอย่าง ให้จ้าดมันเสี่ยงตายซะบ้างก็ดีเหมือนกัน ปกติวันๆเห็นแต่เล่นเกม” ลูกชายหมอผีใหญ่ปิดท้ายด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ แต่เสียงของเขาก็เคร่งเครียดขึ้นอีกครั้งในประโยคต่อมา “แต่.... ถ้าไม่เป็นการรบกวนหรือทำร้ายจิตใจกันเกินไป ช่วยเล่าว่าทำไมตานีถึงล่มสลายให้ฟังแบบละเอียดได้มั้ย ในฐานะลูกชายหมอผีอาอยากจะรู้ไว้ บางทีอาจจะช่วยอะไรได้บ้าง”

 

            กล้วยและกล้ายมองหน้ากันแวบหนึ่งราวจะปรึกษา แต่ทั้งสองก็พยักหน้าให้กัน แล้วพวกเธอก็ตั้งต้นเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พ่อและแม่ของจ้าดซึ่งฝ่ายหลังยกข้าวราดกะเพรามาวางก่อนจะนั่งลงฟังข้างสามี ตั้งแต่ความแค้นที่สั่งสมมานานของเหล่าภูตผีปีศาจ ความขัดแย้งภายในของตานี การตายของแม่ของกล้าย เหตุการณ์ลอบสังหารราชินีซอที่สี่หรือแม่ของกล้วย การตีสนิทของนางและแม่ของเธอ วันสวนกล้วยแตก การมาขอความช่วยเหลือจากจ้าด กระสือกระหังบุกเมือง ยูคิ สมิงและผีร้ายที่แสนคำ การลักพาตัวกล้วย จนกระทั่งถึงเหตุการณ์ผีบุกเมืองเมื่อวาน โดยมีสมิงสาวและหลานชายหมอผีใหญ่เสริมเป็นระยะๆ

 

            สายเลือดหมอผีวัยกลางคนทั้งสองนั่งฟังอย่างสงบ จนเมื่อกล้วยเล่าจบลงที่ย้ายเข้าไปอยู่ในโรงเก็บรถถัง พ่อของจ้าดจึงเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง

 

            “แล้วตอนนี้คิดว่าจะทำยังไงต่อไป”

            “เมื่อวานหมู่เฮาประชุมกันแล้ว แล้วก็สรุปว่าจะรอดูสถานการณ์ต่ออีกหน่อยเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “เพราะกำลังของหมู่เฮายังมีบ่มาก แล้วจ้าดกับฟ้าก็มีสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วย”

            “เอ้อ แม่น แม่ลืมถามลูกเรื่องนี้เลย” จ้าดสะดุ้งเมื่อแม่ของเขาเอ่ยขึ้น “สอบพื้นฐานวิศวะเป็นจะไดบ้าง บ่หันโทรมาบอกแม่เลย”

            “เอ้อ...... ช่างเถอะครับแม่ ผมไม่ค่อยอยากพูดถึงเรื่องนั้นเท่าไหร่”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่หลบสายตาผู้เป็นมารดา แต่กลยุทธ์นี้ดูจะไม่สำเร็จเพราะเสียงของอีกฝ่ายกลับเข้มขึ้น

 

            “ได้เท่าได๋จ้าด บอกแม่มาเดี๋ยวนี้”

            “อ่า..... อู้ย ท้องเสีย ผมไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึงนะแม่”

            “บ่ต้องหนี ตอบมาเดี่ยวนี้เน่อ !

            “ก็สรุปว่าตอนนี้พวกหนูก็ไปโรงเรียนเดียวกับจ้าด แล้วก็รับจ้างปราบผีไปด้วยเป็นรายได้พิเศษสินะ” พ่อของจ้าดทำเป็นไม่เห็นสองแม่ลูกซึ่งแทบจะงับหัวกันอยู่แล้วที่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะ

            “เจ้า”

            “แต่เฮาบ่ได้ไปเด้อค่ะ เพิ่งมาเมื่อวานนี้เอง”

            “แล้วอยากไปมั้ยล่ะ”

            “อืม.... บ่ค่อยอยากเท่าได๋ค่ะ” หมิงตอบเสียงอ่อยๆ “กลัวไปแล้วคนสิฮู้ว่าเป็นสมิง พวกเฮาบ่ได้ดูคล้ายคนอย่างตานีด้วย”

            “เอาน่า ถ้าอยากไปใส่คอนแทกเลนส์ก็ได้แล้ว” ชายวัยกลางคนตอบกลั้วหัวเราะ “ส่วนหูนี่ก็.... บอกเพื่อนว่าเป็นเครื่องประดับละกัน”

            “ข้าว่าผิดระเบียบเน่อเจ้า”

            “แหม บางทีมันก็ต้องมีบ้าง ไอ้เรื่องผิดระเบียบเนี่ย ชีวิตวัยเรียนจะได้มีรสชาติ”

            “แล้วปราบผีนี่รายได้ดีมั้ย” พ่อของจ้าดวกกลับมาเรื่องปราบผีอีกครั้ง “แล้วก็ไม่ได้แบ่งให้จ้าดใช่มั้ย หมอนี่ชอบเนียนขอเงินอยู่เรื่อย”

            “บางครั้งจ้าดก็ช่วยได้เยอะเน่อเจ้า โดยเฉพาะตอนที่ผีเข้าประชิดตัว” กล้วยแก้ต่างให้เพื่อนหนุ่มซึ่งยังคงโดนแม่ล็อกคอเค้นถามคะแนนอยู่ “ส่วนรายได้ก็.... ถ้ามีคนจ้าง ส่วนใหญ่ก็ประมาณสองพันเบี้ยเจ้า ถ้างานยากเปิ้นก็หื้อมากกว่านี้ ได้งานราวๆสามวันครั้ง เดือนหนึ่งก็ได้สักสองหมื่นเบี้ยเจ้า แต่ปกติก็ปราบผีร้ายทั่วไปทุกคืนอยู่แล้ว บ่จำเป็นว่าจะต้องมีคนจ้าง”

            “สองหมื่นเบี้ยเลยเหรอ” อีกฝ่ายผิวปากหวือ “อื้อหือ รายได้ดีจังแฮะ”

            “นี่หมู่เฮาตั้งฐานราคาเอาไว้ต่ำแล้วเจ้า” ตานีสาวผมหางม้าเสริม “ปกติในเมืองราคาแพงกว่านี้สองหรือสามเท่าแน่ะเจ้า”

            “แหม ชักอยากเป็นหมอผีขึ้นมาบ้างแล้วสิ” ชายวัยกลางคนถอนหายใจเฮือก “เสียดายตอนเด็กๆ ทิ้งเรื่องนี้ไปเลย รู้งี้น่าจะเชื่อพ่อ ป่านนี้รวยไปแล้ว”

            “แต่ก็เป็นงานที่อันตรายเน่อเจ้า” ราชินีตานีท้วงด้วยกลัวว่าพ่อของเพื่อนหนุ่มเบื้องหน้าจะไปหาทางเป็นหมอผีเข้าจริงๆ ยิ่งหมอผีสมัยนี้แค่มีวิชาหรืออาวุธที่มีพลังงานวิญญาณสักชิ้นสองชิ้นก็เป็นกันได้แล้วด้วย “พลาดนิดเดียวก็อาจจะ.... สุมาเน่อเจ้า โทรศัพท์ สักครู่เน่อเจ้า”

 

            ประโยคของเด็กสาวหน้าจืดขาดหายไปเมื่อโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าส่งแรงสั่นสะเทือนพร้อมเสียงหวานละห้อยของเพลงกล่อมละอ่อนตานีขึ้นมา เธอลุกออกจากโต๊ะ ควักโทรศัพท์สีเขียวฝีมือกล้ายขึ้นมากดรับ

 

            “สวัสดีเจ้า รับปราบผีเจ้า”

            “สวัสดีเจ้า เอ่อ.... ข้าเจ้าเป็นเจ้าของกาแลเรสซิเดนซ์ แถวๆกาดบัวเน่อเจ้า” เสียงที่ตอบกลับมาฟังดูเหมือนผู้หญิงมีอายุ เธออ้างถึงเขตทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง “คืออพาร์ตเมนต์ข้างๆเป็นอพาร์ตเมนต์ร้าง มีผีออกมากรีดร้องเสียงโหยหวนทุกวันเลยเจ้า”

            “อ๋อ ที่เขตกาดบัวแม่นก่อเจ้า” กล้วยพยักหน้า ตานีจับสัญญาณวิญญาณที่นั่นมาได้หลายปีแล้ว แต่เพราะเห็นว่ามันไม่ใช่วิญญาณร้าย ไม่ได้มีพลังงานวิญญาณมากมายอะไรนัก และไม่มีคนแจ้งมาว่าเดือดร้อน จึงยังไม่มีใครคิดจะทำอะไรกับมัน “จะหื้อหมู่เฮาไปปราบแม่นก่อเจ้า ช่วยบอกรายละเอี....”

            “บ่ได้จะหื้อมาปราบผีเจ้า ผีตนนี้หมู่เฮาชินกันทั้งอพาร์ตเมนต์แล้ว เปิ้นร้องไห้มาเป็นสิบๆปีจนหมู่เฮาคิดว่าเปิ้นเป็นเพื่อนไปแล้วล่ะ” ปลายสายเบรกราชินีตานี “แต่วันนี้ได้ยินว่ารายการลองของของช่องทีวีล้านม้าจะมาถ่ายช่วงพิสูจน์ผี หมู่เฮาเลยกลัวว่ากองถ่ายจะยะอะหยังจนเปิ้นอาละวาด ยิ่งสถานการณ์จะอี้ด้วยแล้ว เลยอยากจะหื้อมาช่วยรักษาความปลอดภัยหน่อยเจ้า ค่าจ้างเอาเท่าได๋ว่ามาเลย”

            “อ่า.... ข้าเจ้าว่าลองอู้กับกองถ่ายก่อนดีก่อเจ้าว่าบ่อยากหื้อถ่าย ข้าเจ้าว่าเปิ้นน่าจะเข้าใจอยู่เน่อ จะว่าไปสถานการณ์จะอี้ก็ยังจะมาลองของอยู่อีก คึดอะหยังของเปิ้นเนี่ย” สองประโยคสุดท้ายตานีสาวลดเสียงลงเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าลูกค้า

            “อู้แล้วตั้งแต่เปิ้นออกโฆษณามาครั้งแรก พอเกิดเรื่องเมื่อวานก็อู้อีก ส่งอีเมลไปที่สถานีก็แล้ว แต่เปิ้นก็อู้ว่าบ่เป็นอะหยังแน่นอน” น้ำเสียงของปลายสายเริ่มมีอารมณ์ “แน่สิ ก็ถ้าเกิดอะหยังขึ้นมาเปิ้นบ่ได้เดือดร้อนด้วยนี่ !

            “ใจเย็นๆก่อนเน่อเจ้า เดี๋ยวหมู่เฮาจะไปดูแลหื้อละกัน” เด็กสาวหน้าจืดตอบ อดขำกับเสียงหงุดหงิดของอีกฝ่ายไม่ได้ “ขอข้อมูลละเอียดด้วยเน่อเจ้า อพาร์ตเมนต์ได๋ รายการจะออกกี่โมง พอดีข้าเจ้าบ่ค่อยดูโทรทัศน์ด้วย”

            “ของข้าเจ้ากาแลเรสซิเดนซ์ ส่วนหลังข้างๆบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์ รายการออกตอนประมาณเที่ยงคืน แต่ตอนนี้ก็มีคนเข้าไปติดตั้งอุปกรณ์แล้วเจ้า ถ้าคืนนี้จะใช้พื้นที่อพาร์ตเมนต์ข้าเจ้าก็ไปติดต่อที่ชั้นล่างเลยเน่อ ยินดีหื้อใช้” เจ้าของอพาร์ตเมนต์ตอบยาวเหยียด ”จะไดก็ขอบคุณมากเน่อเจ้า ถ้างานเสร็จเรียบร้อยจะโอนเงินเข้าบัญชีพรุ่งนี้เน่อเจ้า สักสี่พันเบี้ยพอก่อ”

            “พอเจ้า มากเกินไปด้วยซ้ำ” กล้วยรีบท้วงอีกฝ่ายเมื่อได้ยินจำนวนเงิน แปดพันเบี้ยกับแค่การเฝ้าระวังเหตุร้ายเฉยๆถือว่าเยอะเกินไปมากสำหรับเธอ

            “บ่เป็นอะหยัง แค่ระวังเหตุร้ายหื้อหมู่เฮาได้ก็พอ ข้าเจ้ายินดีจ่าย”

            “ขอบคุณมากเน่อเจ้า หมู่เฮาจะพยายามหื้อดีที่สุดเจ้า”

 

            “ว่าไงบ้างกล้วย” เด็กหนุ่มหน้าดุผู้เพิ่งจะหลุดจากแม่ของเขาออกมาได้ถามขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนสาวกดวางโทรศัพท์

            “คืนนี้ที่อพาร์ตเมนต์ร้างแถวกาดบัวจะมีถ่ายพิสูจน์ผี เจ้าของอพาร์ตเมนต์ข้างๆเลยโทรมาขอหื้อหมู่เฮาไปเฝ้าระวังเหตุร้ายหื้อ” กล้วยตอบก่อนจะถามเพื่อนหนุ่มกลับ “จ้าด นายเคยดูรายการลองของอะหยังนี่ก่อ”

            “เคยสิ ออกจะดัง”

            “แล้วช่วงพิสูจน์ผีของเปิ้นเป็นจะได”

            “อ๋อ ช่วงท้าพิสูจน์ผีนั่น....” จ้าดพยักหน้า “เขาจะเชิญคนไปทดสอบความกล้าในที่ที่ลือกันว่าผีสิง ให้ทำภารกิจสามอย่าง แต่ละอย่างก็ท้าทายผีทั้งนั้น ทั้งเลียนแบบผีเอย พยายามเรียกผีมาพูดคุยเอย บางครั้งก็มีท้าทายบอกว่าให้ออกมาปรากฏตัวให้เห็นเดี๋ยวนี้ด้วย เราเลยไม่ค่อยชอบรายการนี้เท่าไหร่ เหมือนผีอยู่ดีๆก็ไปรบกวนเขา”

            “แล้วมีประวัติว่าเคยเกิดอันตรายกับผู้ร่วมรายการบ้างบ่” หมิงถามขึ้นบ้าง

            “ไม่มีนะ” เด็กหนุ่มส่ายหน้า “ส่วนใหญ่เข้าไปจะไม่เจอ อีกอย่างรายการนี้ไม่ใช่ของรัฐเวียงตานด้วย เป็นของเวียงแก่น เขาเพิ่งจะมาถ่ายทำที่นี่เป็นครั้งแรกนะเท่าที่ดูโฆษณามา”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่หมายถึงเมืองที่อยู่ในรัฐล้านม้า ห่างออกไปเกือบแปดร้อยกิโลเมตร นับว่ารายการนี้ขยันทำมาหากินดีจริงๆ แต่ขยันในทางที่ถูกหรือเปล่านั่นอีกเรื่อง

 

            “ในรัฐเวียงแก่นก็บ่ค่อยมีปัญหาเรื่องผีร้ายอยู่แล้วด้วยสิ กฎของที่นั่นบ่ยอมหื้อผีปรากฎออกมาหื้อมนุษย์ทั่วไปหัน แถมยังเป็นทางผ่านไปโลกหลังความตายที่สำคัญมียมทูตเข้าออกตลอดด้วย หมู่เปิ้นคงบ่มีประสบการณ์เจอผีแต๊ๆเท่าได๋” แววกังวลเจือชัดอยู่ในน้ำเสียงของกล้าย “แล้วยิ่งเพิ่งเกิดเรื่องเมื่อคืนไป ผีร้ายน่าจะเหิมเกริมมากขึ้น ข้าว่าคืนนี้ต้องมีเรื่องแน่”

            “ข้าเจ้าตอบรับไปเพราะจะอั้นแหละ” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “รายการจะออกตอนเที่ยงคืน หมู่เฮาออกจากนี่ไปเตรียมของที่โรงเก็บรถถังสักหกโมงเย็นแล้วออกไปโน่นตอนสักสี่ทุ่มก็ได้ ข้าเจ้าว่าคราวนี้ต้องเตรียมอาวุธหนักไปด้วย แล้วก็น่าจะมีผู้ได๋สักคนที่สแตนด์บายอยู่โรงเก็บรถถัง เผื่อผีร้ายบุกอีกจะได้บ่ฉุกละหุกเหมือนเมื่อคืน”

            “เดี๋ยวเราอยู่เอง” จ้าดเสนอตัว “เจอเต็มชุดแบบเมื่อคืนแล้วมาเจอผีกระจอกๆแบบนี้มันน่าเบื่อยังไงก็ไม่รู้”

            “ปากดีเน่อบ่าจ้าดง่าว” กล้ายหลุดปากกัดเพื่อนหนุ่ม ก่อนจะสะดุ้งเฮือกเมื่อเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพ่อแม่ของเขาอยู่ด้วย แต่โชคดีที่ทั้งสองต่างหัวเราะ คงรู้อยู่แล้วว่าลูกชายโดนล้อแบบนี้บ่อย

            “ไม่ดีมั้งจ้าด ปล่อยผู้หญิงลุยแล้วลูกนั่งรออยู่เฉยๆได้ไง”

            “พ่อเห็นสองตนนี้ลุยแล้วพ่อจะรู้ครับ” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบเสียงต่ำๆ “อีกอย่างเผื่อจะเรียกฟ้าหรือยูคิออกมาได้ด้วย”

            “เอ้อ ลืมถามถึงฟ้าเลย” แม่ของเขาเพิ่งจะนึกถึงลูกสาวของเพื่อนร่วมงานเมื่อนานมาแล้วขึ้นมา “เปิ้นปลอดภัยก่อ แล้วพ่อแม่เปิ้นล่ะ”

            “ปลอดภัยครับ พ่อแม่เขาก็ปลอดภัย เมื่อเช้ากล้ายกับผมไปส่งเขาที่บ้านมาเอง”

            “จะอั้นก๋า โชคดีไป” หญิงวัยกลางคนถอนหายใจเฮือก “เดี๋ยวสักวันแม่หาเวลาไปหาพ่อแม่เขาหน่อยดีกว่า ไม่ได้เจอกันมาตั้งนานแล้ว อุตส่าห์กลับมาทั้งทีต้องไปเยี่ยมสักหน่อย”

            “เอาวันพรุ่งนี้ก็ได้มั้งถ้าสถานการณ์ไม่เลวร้ายกว่านี้ พ่อก็อยากไปเหมือนกัน” พ่อของจ้าดตอบรับภรรยา ก่อนจะหันมาหาเด็กสาวหน้าจืด “เอ่อ.... หนูชื่อกล้วยใช่มั้ย ถ้าไม่ลำบากเกินไป อาขอไปด้วยได้มั้ย อยากรื้อฟื้นความทรงจำสมัยเด็กๆสักหน่อย”

            “จะดีก๋าพ่อ” ภรรยาของเขาท้วงขึ้นทันที “ไปเกะกะเปิ้นเปล่าๆน่า”

            “อยากไปกาเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดเหลียวมองสบดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวของเพื่อนข้างตัว พวกเธอปรึกษากันด้วยโทรจิตอย่างรวดเร็วก่อนที่กล้วยจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ถ้าอยากไปหมู่เฮาก็บ่ได้ขัดข้องอะหยังหรอก แต่อาทั้งสองคงฮู้แม่นก่อเจ้าว่างานนี้อันตราย หมู่เฮาบ่ค่อยอยากหื้อไปเท่าได๋ เพราะถ้าเกิดอะหยังขึ้นมาหมู่เฮาอาจจะช่วยบ่ทันก็ได้”

            “แต่หมู่เฮาแนะนำหื้ออาทั้งสองคนไปพักที่โรงเก็บรถถังเน่อเจ้า” คำแนะนำของกล้ายทำเอาเพื่อนหนุ่มหันขวับ กะจิตกะใจเธอจะเอาพ่อแม่มาคุมเขาถึงโรงเก็บรถถังเลยเนี่ยนะ “เพราะถ้าผีร้ายฮู้ว่าอาทั้งสองเป็นพ่อแม่ของจ้าด เปิ้นอาจจะมาทำร้ายก็ได้”

            “หมู่เฮาก็ต้องขอสุมาแต๊ๆเน่อเจ้า ที่ดึงทั้งจ้าดทั้งอาทั้งสองมาเป็นอันตรายด้วยจะอี้”

            “บ่เป็นอะหยังๆ เมื่อกี้พ่อเปิ้นก็อู้แล้วเน่อว่าบ่ต้องขอสุมา” ลูกสาวหมอผีใหญ่รีบโบกไม้โบกมือเมื่อเห็นตานีทั้งสองค้อมหัวลงขอโทษ “แต่ที่จะหื้อไปอยู่โรงเก็บรถถังอะหยังนี่.... ก็ขอบใจเน่อที่เป็นห่วง แต่อาคงบ่ไปหรอก”

            “แต่ที่โน่นจะมีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนากว่าเน่อเจ้า”

            “ไม่เป็นไรหรอก พวกอาดูแลตัวเองได้อยู่แล้ว” พ่อของจ้าดยิ้มให้สองตานีซึ่งมีสีหน้าเป็นห่วง “อย่างน้อยเป็นลูกหมอผีก็พอมีทักษะอะไรบ้างแหละ หรือถ้าเลวร้ายสุดๆจริงๆ ยังไงพวกผีก็ชอบมาจากด้านตะวันตกอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ที่นี่อยู่ตะวันออกเฉียงใต้ น่าจะพอมีเวลาให้หนีอยู่”

            “แน่ใจเน่อเจ้า” ราชินีตานีถามย้ำ เด็กสาวรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของเธอที่จะต้องให้ความปลอดภัยกับชาวหญิงวัยกลางคนเบื้องหน้าอย่างดีที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเธอลากพวกเขารวมทั้งลูกชายเข้ามาอยู่ในอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตแบบนี้

            “แน่ใจสิ” ลูกชายหมอผีใหญ่ยืนยัน “ไม่ต้องเป็นห่วงผู้สูงอายุอย่างพวกอาหรอก ไปทำหน้าที่ให้ดีที่สุดดีกว่า”

            “ก็ได้เจ้า” เด็กสาวหน้าจืดตอบอย่างไม่เต็มใจนักหลังจากนึ่งไปอึดใจหนึ่ง “แต่ถ้ามีอะหยังผิดปกติขึ้นมาต้องโทรหาหมู่เฮาเน่อเจ้า โทรหาจ้าดก็ได้ จ้าดมีหมายเลขของหมู่เฮาอยู่แล้ว”

            “ได้ ถ้ามีอะไรจะโทรไปทันทีเลย” พ่อของจ้าดตอบ อดขำกับความเอาจริงเอาจังของเด็กสาวแห่งเผ่าพันธุ์วิญญาณผู้พิทักษ์ตานนะคอนไม่ได้ “แต่ก่อนจะออกไป มีใครอยากกินอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า เดี๋ยวอาพาทุกคนไปเลี้ยงข้าว”

            “พ่อ เปิ้นเพิ่งจะกินกะเพรากันไป....”

            “เอาเนื้อกวางดิบ !

            “บ่าหมิงบ้าพลังนี่กินเป็นแต่เนื้อกวางดิบก๋า !?

 

            แต่สุดท้าย ทุกคนก็ไม่ได้ออกไปกินข้าวนอกบ้านด้วยยังอิ่มกันอยู่ อาจจะยกเว้นหมิงซึ่งในที่สุดก็ได้เนื้อหมูดิบฉ่ำลายไขมันจากแม่ของจ้าดผู้ดูจะชอบเธอมากเป็นพิเศษไปเป็นอาหารรองท้อง ทุกคนและทุกตนนั่งๆนอนๆ คุยกับพ่อแม่จ้าดต่ออีกกว่าสองชั่วโมง

 

            และในที่สุดเมื่อนาฬิกาดิจิตอลบนผนังบอกเวลาหกโมง สองตานี หนึ่งสมิงและหนึ่งลูกชายก็บอกลาสามีภรรยากลับไปยังโรงเก็บรถถัง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจที่จะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า.....

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น