ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 34 : งานเทศกาลที่เต็มไปด้วยอสุรกาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 45
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    19 ม.ค. 58

            “ไปเหอะ เร็ว !

            “ไปไหน ?”

            “ตามมาก่อน ไปอู้กันข้างล่าง ตรงนี้ถ้าคนฮู้กันแล้วจะชุลมุน”

            พูดจบ เด็กสาวหน้าจืดก็แทรกตัวผ่านเพื่อนนักเรียนลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว กล้ายตามไปติดๆ มนุษย์สองคนยืนเรียบเรียงเหตุการณ์อยู่อีกสองสามวินาที แต่ก็รีบกระโจนลงบันไดตามวิญญาณผู้พิทักษ์ทั้งสองไปแม้จะยังไม่เข้าใจอะไรมากนัก จนมาสมทบกับพวกเธอที่ใต้ตึกซึ่งมีนักเรียนมัธยมหกที่จะรอประชุมวงเป็นครั้งสุดท้ายนั่งรออยู่ก่อนแล้ว และดูจะยังไม่มีใครรู้ว่าอันตรายกำลังย่างกรายเข้ามาหาทีละก้าวด้วยระยะก้าวราวๆสิบเมตร

 

            “จ้าด ฟ้า” เด็กสาวหน้าจืดเรียกเพื่อนต่างเผ่าพันธุ์ทั้งสองทันทีที่พวกเขาวิ่งมาถึงตัว “ฮู้ก่อว่าห้องที่ควบคุมเสียงตามสายของที่นี่อยู่ที่ได๋”

            “รู้สิ” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ “แต่ถ้าประกาศเสียงตามสายมันจะไม่ชุลมุนจนอพยพไม่ทันเหรอ”

            “ก็คงวุ่นวายบ้างแหละ แต่บ่มีทางอื่นที่ดีกว่านี้แล้วนี่ หรือว่ามี”

            “ก็.... ไม่น่ามีหรอก” ฟ้าตอบบ้าง “แต่จุดอ่อนอีกจุดของระบบเสียงตามสายคือมันไม่ดังเข้าไปในหอประชุมนี่สิ งั้นเดี๋ยวเราวิ่งไปบอกในหอประชุมเองก็แล้วกัน”

            “ไม่ต้องๆ ไอ้ต๊อกกับไอ้ไร่อยู่ในหอประชุม เดี๋ยวเราโทรบอกมันเอง” เด็กหนุ่มหน้าดุรีบพูดก่อนที่เพื่อนสาวจะวิ่งออกไปจริงๆ “ถ้างั้นก็คือให้เราไปที่ห้องประชาสัมพันธ์แล้วประกาศให้ทั้งโรงเรียนใช่มั้ย แล้วกล้วยกับกล้ายล่ะ คือ.... เราไม่ได้จะดูถูกหรืออะไรหรอกนะ แต่ปืนไรเฟิลกระบอกแค่นั้นไม่น่ารับมือไหวมั้ง ถึงจะเป็นตัว TM107 ก็เหอะ”

            “หมู่เฮามีอาวุธสำรองอยู่ อยู่ในที่เก็บอาวุธที่อุ๊ยสายให้มา” ตานีสาวผู้ใช้ไรเฟิลจู่โจมอธิบาย “ของกล้วยเป็นปืนใหญ่ต่อต้านยานเกราะใช้เจาะเกราะเปรตได้ ส่วนของข้าเป็นปืนกลหนักน่าจะพอยิงกระสือกระหังได้บ้าง”

            “สรุปว่าไอ้ตัวโย่งๆนั่นเป็นเปรตสินะ” ฟ้าพยักหน้า “ว่าแต่เปรตน่าจะอ่อนแอไม่ใช่เหรอ ทำไมกล้วยกับกล้ายถึงดูท่าทางเป็นกังวลจัง”

            “ปัญญาน่ะอ่อนแอ แม่น แต่ขนาดตัวแล้วก็ความถึกบ่แม่นเล่นๆเน่อ แค่เหยียบลงไปก็พังทางด่วนได้เป็นแถบแล้ว” ราชินีตานีตอบเสียงหนัก “อ้อ แม่น จ้าด ต้องบอกด้วยเน่อว่าหื้ออพยพใช้ทางราบ ขึ้นไปทางทิศเหนือบ่อั้นก็ทิศใต้ อย่าใช้ทางด่วนเด็ดขาด เดี๋ยวเจอเปรตฟาดถล่มเอา ฟ้าไปกับจ้าดด้วยแล้วกันเผื่อบ่าจ้าดง่าวนี่อู้อะหยังตกหล่น”

            “แหมเจ๊ ไว้ใจผมบ้างสิ” เด็กหนุ่มหน้าดุตัดพ้อ ขณะเด็กสาวหน้าคมพยักหน้าพลางยิ้มเครียดๆ “แล้วจะโทรบอกยูคิด้วยมั้ย จะให้เขาทำอะไร”

            “เอ้อแม่น ลืมเปิ้นไปสนิทเลย” เด็กสาวผมหางม้าพูดเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ก็เพิ่งนึกขึ้นได้จริงๆนั่นแหละ “เอาเป็นว่าเดี๋ยวหื้อเปิ้นไปกับกล้วยละกันเพราะเปิ้นอาจจะต้องการคนช่วยโหลดกระสุน เดี่ยวหมู่เฮาโทรบอกเปิ้นเอง”

            “บ่ต้อง TMK-42 มีระบบโหลดกระสุนอัตโนมัติอยู่” ราชินีตานีตอบ “แต่ถ้าจะหื้อเปิ้นมาอยู่กับข้าเจ้าก็ได้ ข้าเจ้าจะได้ดูแล”

            “ได้” กล้ายตอบรับ “จะอั้นตอนนี้รีบแยกย้ายกันไปก่อน ดูจากความเร็วแล้วหมู่ผีร้ายน่าจะมาถึงที่นี่อย่างเร็วที่สุดในอีกสิบห้านาที ถ้ากระหังกับกระสือบ่ล่วงหน้ามาก่อนเน่อ พอประกาศเสร็จแล้วก็รอดูคนที่ตกค้าง พอคนส่วนใหญ่ออกจากโรงเรียนหมดแล้วก็มาเจอกันที่.... ที่ได๋ดีกล้วย”

            “ที่นี่แหละ มีที่กำบังแล้วก็ฐานรากมั่นคงดีด้วย ต่อหื้อเปรตเหยียบก็คงบ่พังถึงชั้นล่าง”

            “โอเค งั้นไว้เจอกัน ระวังตัวด้วยนะ !

 

            สี่สหายซึ่งกลายเป็นชุดปฏิบัติการอพยพเฉพาะกิจแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง มนุษย์ทั้งสองวิ่งไปตามทางเดินมุ่งหน้าสู่ตึกอุดอนรำลึกซึ่งอยู่กลางพื้นที่โรงเรียนและเป็นที่ตั้งของห้องประชาสัมพันธ์ กล้วยหยิบโทรศัพท์มากดหมายเลขของรุ่นน้องสาวชาวฮิมิตสึอย่างรวดเร็วก่อนจะเคลื่อนที่ในพริบตาขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกสาม เกือบจะพร้อมๆกับที่กล้ายเคลื่อนที่ในพริบตาขึ้นไปสู่ดาดฟ้าอาคารหอประชุมสูงสิบชั้น ดวงตาสีเขียวเรืองแสงวาบเมื่อเขม้นมองไปยังเงาตะคุ่มที่กำลังเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เมื่อดูให้ดีมันยิ่งมีมากกว่าเก่าอีกกว่าสามสิบตน งานนี้ดูท่าจะหนักเสียแล้ว

 

            ตานีสาวดึงวัตถุทรงกระบอกสีเงินออกมาจากถุงปืนไรเฟิล เธอนึกขอบคุณวิญญาณหญิงชราผู้ล่วงลับที่ให้มาสองอันเหมือนรู้ว่าเธอจะคืนดีกับกล้วย เด็กสาวเปิดฝาซึ่งเชื่อมกับผิวนอกของมันอย่างแนบเนียนออก กดปุ่มไล่จนเจออาวุธที่ต้องการภายในไม่ถึงสามวินาที ก่อนจะกดปุ่มสีแดงที่ท้ายกระบอก

 

            เกิดเสียงคำรามต่ำๆเหมือนเครื่องบินกำลังจะทะยานขึ้น อากาศโดยรอบหนาวเย็นลงอย่างฉับพลันเกือบสิบองศาเซลเซียส ก่อนที่ปืนกลกระบอกยักษ์ยาวเกือบห้าเมตรจะปรากฏขึ้นตั้งตระหง่านบนดาดฟ้าคอนกรีตที่ปกคลุมด้วยหิมะหนา มันมีหกลำกล้อง เชื่อมกันด้วยแผ่นวงกลม แต่ละลำกล้องมีเส้นผ่านศูนย์กลางสามเซนติเมตรและยาวกว่าตัวกล้ายเสียอีก ด้านหลังลำกล้อง สายกระสุนม้วนเป็นขดอยู่ในโครงปืนสูงท่วมหัว เชื่อมต่อไปยังกล่องกระสุนขนาดเท่าถังน้ำมันขนาดนับพันลิตร มันดูเหมาะจะเป็นอาวุธทำลายล้างสำหรับเครื่องบินรบมากกว่าจะเป็นอาวุธประจำกายของเด็กสาวอายุสิบเจ็ดปีเช่นนี้ ถึงเด็กสาวผู้นั้นจะเป็นตานีก็เถอะ

 

            “เอาล่ะ ขอดูระยะหน่อยซิ....”

            กล้ายก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นที่ติดอยู่ด้านหลังกล่องกระสุน ดึงหน้าจอที่พับเก็บอยู่เปิดออกก่อนจะเปิดสวิตช์ให้ระบบควบคุมปืนไฮเทคและเรดาร์หาระยะเริ่มทำงาน หน้าจอขนาดเก้านิ้วแสดงผลเป็นรูปสัญญาณเรดาร์นับร้อยๆจุดของผู้บุกรุกจากต่างโลกที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาหาอย่างช้าๆ ระยะของตนที่อยู่ใกล้ที่สุดยังห่างออกไปเกือบแปดกิโลเมตร ปืนกระบอกนี้มีระยะหวังผลอยู่ที่หนึ่งกิโลเมตรกว่าๆเท่านั้น ยิงออกไปตอนนี้ก็เหมือนยิงนกตกปลายิงทิ้งยิงขว้างพาลจะทำให้ลำกล้องร้อนเสียเปล่าๆ เด็กสาวผมหางม้าถอยหลังไปพิงพนังด้านหลัง มือยกขึ้นกอดอก ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวจ้องมองหน้าจอแทบไม่กะพริบ เมื่อไหร่ที่ฝ่ายตรงข้ามเข้ามาในระยะ เธอจะยิงไม่เลี้ยงแน่นอน.....

 

            บนดาดฟ้าตึกสามที่อีกด้านหนึ่งของโรงเรียน กล้วยและยูคิยืนอยู่ข้างปืนอีกกระบอก มันยาวกว่าของกล้ายเล็กน้อยและมีเพียงลำกล้องเดียว แต่ลำกล้องเดียวนั้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึงสิบสองเซนติเมตรครึ่ง ขาตั้งแบบสี่ขายันมันให้อยู่สูงจากพื้นดินเกือบสองเมตร เผื่อที่ให้ระบบป้อนกระสุนอัตโนมัติและกล่องเก็บกระสุนเจาะเกราะเกือบห้าสิบนัด วิญญาณหิมะสาวผู้เพิ่งจะเคลื่อนที่ในพริบตามาหมาดๆ มองอาวุธที่น่าจะไปอยู่ในรถถังชิ้นนี้อย่างอึ้งแกมทึ่ง แต่ดวงตาที่ส่องประกายสีเขียวของกล้วยจ้องมองนิ่งอยู่ในหน้าจอควบคุมปืน เธอเองก็รอเป้าหมายเข้ามาในระยะเหมือนกับเพื่อนสาวซึ่งอยู่สูงขึ้นไปเกือบสี่สิบเมตร หากโสตประสาทของเธอก็กำลังรอฟังบางสิ่งอยู่เช่นกัน

 

            “ประกาศ ประกาศ ประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน ขอให้ทุกท่านอยู่ในความสงบ และออกจากที่นี่โดยเร็วที่สุด นี่ไม่ใช่การล้อเล่นหรือฝึกซ้อม ขอให้ท่านออกจากที่นี่โดยเร็วที่สุด ย้ำอีกครั้ง สถานการณ์ฉุกเฉิน....”

            ใจของราชินีตานีมาเป็นกองเมื่อได้ยินเสียงเพื่อนหนุ่มประกาศก้องผ่านเสียงตามสายไปทั่วโรงเรียน แม้มันจะฟังวกวนและย้อนแย้งในตัวเองไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็แปลว่าเขาเข้าไปถึงห้องประชาสัมพันธ์แล้ว และได้รับอนุญาตให้ประกาศได้

 

            แต่เธอคิดผิดถนัด

 

            “นี่คุณ ทำบ้าอะไรของคุณน่ะ !?” อาจารย์หนุ่มผิวคล้ำรีบกระชากตัวจ้าดออกมาจากไมโครโฟน “มากุเรื่องหลอกคนแบบนี้ได้ยังไง ระวังให้ดีเถอะ จะถูกพักการเรียน !

            “กุเรื่องหลอกบ้านพ่ออาจารย์ซิ่ !” หลานชายหมอผีใหญ่โต้กลับอย่างแรงไม่แพ้กัน “แหกตาดูข้างนอกซะบ้างว่าอะไรกำลังมา ! แล้วอาจารย์นั่นแหละรีบออกไปเดี่ยวนี้เลยก่อนจะสายเกินไป !

            “อะไรกำลังมาอะไรของเธอ” ชายหนุ่มเขม้นมองออกไปนอกหน้าต่างกระจก แต่สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงท้องฟ้ายามพลบค่ำสีกำมะหยี่และแสงไฟจากอาคารต่างๆรอบโรงเรียนเท่านั้น “พอแล้ว มากับผมเดี๋ยวนี้เลย คุณผู้หญิงนี่ก็ด้วย ผมจะเรียกครูประจำชั้นมา อั้ก !?

 

            เสียงของอาจารย์หนุ่มขาดหายไปเสียเฉยๆเมื่อจู่ๆ เด็กสาวหน้าคมก็อัดหมัดเข้าเต็มปลายคางจนเขาหน้าหงายก่อนจะล้มพับลงไปม่อยกระรอกอยู่กับพื้นอย่างง่ายดาย จ้าดมองเพื่อนสาวอย่างอึ้งๆ แต่ฟ้ากลับก้าวฉับๆไปคว้าไมค์ขึ้นมาพูดเองเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

            “ประกาศ ขอย้ำอีกครั้ง สถานการณ์ฉุกเฉิน ขอให้ทุกคนตื่นตัวแต่อย่าตื่นตระหนก ออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ออกไปจากตานนะคอนให้เร็วที่สุด ย้ำ ออกจากตานนะคอนให้เร็วที่สุด ใช้เส้นทาง S3 ขึ้นเหนือไปเชียงพิงค์ หรือลงใต้ไปบ้านเขลางค์ ลงไปถึงเขลางค์ได้ยิ่งดี หรือใช้เส้นทาง L1204 เลี่ยงเมืองออกไปทางตะวันออก ห้ามใช้เส้นทาง S76 ไปหลวงน้ำทาเป็นอันขาด ขอย้ำ ห้ามใช้เส้นทาง S76 ไปหลวงน้ำทาเป็นอันขาด และทางที่ดีที่สุดห้ามใช้ทางยกระดับเด็ดขาด ขอย้ำ ห้ามใช้ทางยกระดับเด็ดขาด !

 

            “จ้าด แล้วโทรหาไอ้ต๊อกกับไอ้ไร่อีกทีรึยัง” เด็กสาวหันมาถามเพื่อนหนุ่มหลังจากพูดประกาศยาวเหยียดจบ

            “เอ้อ ยังเลย”

 

            จ้าดรีบควักโทรศัพท์ออกมาทันที เมื่อกี้พวกเขาพยายามโทรไปหาเพื่อนทั้งสองสี่ห้าครั้งแล้วแต่ไม่ติดสักครั้ง พวกนั้นอาจจะอยู่ในลิฟต์หรือจุดอับสัญญาณอื่น เด็กหนุ่มเลือกหมายเลขของไร่เพราะน่าจะคุยรู้เรื่องกว่าก่อนจะกดโทรออกทันที หัวใจของเขาโลดขึ้นในอกเมื่อคราวนี้เสียงที่ตอบกลับมาเป็นเสียงสัญญาณรอสาย

 

            “ว่าไงไอ้จ้าด” ไม่กี่ตู๊ดต่อมา ปลายสายก็รับ

            “ไร่ ฟังข้าให้ดีนะ ตอนนี้โรงเรียนกำลังจะถูกผีบุก”

            “ผีบุก ?” เด็กหนุ่มชาวใต้ทวนคำ “คล้ายๆดีบุกรึเปล่าวะ”

            “โอ๊ย ไอ้ไร่ของเอ็งหวา นี่สถานการณ์ฉุกเฉินนะโว้ย เดี๋ยวก็ได้ตายห่านกันหมดหรอก !

            “แน่ใจเหรอวะ อย่ามาอำข้าเล่นนะเว้ย”

            “ไม่เชื่อโทรไปถามกล้วยได้เลย” จ้าดตอบ “เอาไว้ก่อน ตอนนี้เอ้งอยู่กับไอ้ต๊อกรึเปล่า แล้วอยู่ที่ไหนกัน”

            “อยู่หอประชุม ต๊อกก็อยู่นี่ มีอะไรวะ”

            “แล้วหอประชุมมีคนอยู่เยอะมั้ย ตรงนั้นมีคนอยู่เยอะมั้ย”

            “พวกคนที่มาเตรียมคอนเสิร์ตก็มีประมาณเกือบร้อยมั้ง พวกน้องม.4 มากันเยอะ ส่วนผู้ชมก็.... ราวๆสามร้อยมั้ง” ไร่ตอบกลับมา “เอ็งจะบอกให้ข้าประกาศให้อพยพลงจากตึกเรอะ”

            “เดาเก่งนี่” หลานชายหมอผีใหญ่หัวเราะเครียดๆ “อาจจะลำบากหน่อย แต่ช่วยหน่อย ตอนนี้ฟ้ากับข้าอยู่ห้องประชาสัมพันธ์ กำลังประกาศอยู่เหมือนกัน เดี๋ยวคงลงไปดูสถานการณ์ข้างล่างด้วย โอเคนะ ช่วยหน่อยนะเว้ย ระวังตัวดีๆด้วย”

            “โอเคๆ เอ็งก็ระวังตัวล่ะ”

 

            “ใครวะไอ้ไร่” ต๊อกผู้เป็นผู้ประสานงานฝ่ายหลังเวทีเอ่ยถามเมื่อเห็นเพื่อนยกโทรศัพท์ออกจากหู

            “จ้าด มันมีข่าวร้ายมาบอก” เด็กหนุ่มชาวใต้ตอบช้าๆ “งานเข้าเราแล้วว่ะสหาย”

 

            เหนือขึ้นไปเก้าชั้นบนดาดฟ้าอาคารหอประชุม กล้ายผละจากแผงควบคุมปืนลงมาชะโงกดูความเป็นไปที่พื้นหิมะและทางเดินต่างๆเบื้องล่าง ผู้เข้าชมงานส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง หลายคนยังเดินมุ่งหน้าเข้ามาสู่หอประชุม บางคนยืนกอดอกมองดูลำโพงราวกับจะจับเท็จ แต่ก็มีบ้างแล้วที่รีบเร่งเดินออกไปจากพื้นที่ นอกรั้วโรงเรียน ไฟหน้าของรถยนต์เริ่มสว่างและเคลื่อนออกไปทีละคัน ดูจากอัตรานี้ไม่น่าจะอพยพทันแน่นอน แต่นั่นก็เป็นหน้าที่ของพวกเธอที่จะต้องปกป้องชาวเมืองเหล่านี้ให้หนีไปอย่างปลอดภัยที่สุด....

 

            กล้าย กล้าย ข้างบนเรียบร้อยก่อโทรจิตจากเด็กสาวหน้าจืดดังขึ้นขัดจังหวะการสังเกตการณ์ของเธอ

            เรียบร้อยดี ทางนั้นล่ะ

            ยังรอระยะอยู่ ตอนนี้อีกหกพันกว่าเมตร อีกสักสองนาทีน่าจะเข้ามาในระยะราชินีตานีชำเลืองดูตัวเลขบนหน้าจอเล็กน้อยขณะตอบ ปืนของเธอมีระยะยิงราวห้าพันเมตร ‘TMG8 ยิงได้สองพันเมตรแม่นก่อ

            ระยะหวังผลหนี่งพันแปดร้อยกล้ายแก้ แต่ระยะยิงไกลสุดก็เกือบสามพัน ถ้ากระสือหรือกระหังบินเข้ามาข้าก็จะยิงทันทีแหละ จะไดตอนนี้ลมพัดไป 250 อยู่แล้วน่าจะช่วยยืดระยะออกไปได้สักสองสามร้อยเมตรมั้ง

 

            เด็กสาวผมหางม้าหมายถึงลมที่พัดไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นทิศที่ผีร้ายกำลังย่างสามขุมเข้ามา*

 

            กล้ายว่าจะอพยพออกไปทันก่อกล้วยถามคำถามยากเสียแล้ว

            ข้าว่าบ่ทัน อย่างมากก็สักหกสิบถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ตานีสาวผู้ยามนี้ใช้ปืนกลหนักเป็นอาวุธตอบ แต่ถ้าหมู่เฮายิงดีๆ อาจจะพอถ่วงเวลาไว้ได้บ้าง

            แต่หลังจากนั้นคงบ่สวยเท่าได๋ราชินีตานีหัวเราะเครียดๆ เลิกกันแค่นี้ก่อนเน่อ ยูคิบอกว่าอีกร้อยเมตรถึงระยะแล้ว

            ได้ ระวังด้วยเน่อกล้วย

 

            โทรจิตขาดไปเพียงเท่านั้น สองสามวินาทีต่อมา เสียงปืนใหญ่รถถังก็ลั่นเปรี้ยง ดังก้องสะท้อนหมู่ตึกรอบโรงเรียนกลับไปกลับมาหลายรอบ เด็กสาวผมหางม้าทันมองเห็นแสงเรืองของชนวนกระสุนเจาะเกราะพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วสูง ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงตูมเบาๆเมื่อมันกระทบกับเป้าหมายในอีกเกือบยี่สิบวินาทีต่อมา

 

            กล้วยยกกล้องส่องทางไกลขึ้นแนบดวงตาเรียว กระสุนเข้าเป้ากลางอกของเปรตตนหนึ่งอย่างแม่นยำ มันยืนโงนเงนก่อนจะล้มลง แต่ก่อนที่ร่างใหญ่มหึมาของมันจะร่วงลงไปบดขยี้ตึกรามบ้านช่องที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมทางหลวงทางตะวันตกของเมือง ร่างของมันก็แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนจะถูกสายลมแรงพัดหายไปกับความมืดยามสนธยา

 

            แต่สงครามเพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้น

 

            ทันทีที่เปรตตนแรกโดนสอย กองบินร่วมกระสือกระหังที่บินคุ้มกันอสุรกายร่างโย่งอยู่ก็เปลี่ยนไปใช้แผนการรบแบบจู่โจมทันที จากระยะไกล ตานีทั้งสองและวิญญาณหิมะอีกหนึ่งมองเห็นได้ชัดเจนว่าแสงเรืองสีส้มแดงจากไส้ของกระสือแปรขบวนเป็นแถวยาว ก่อนจะถูกบดบังด้วยเงาดำฉวัดเฉวียนและแสงไฟจากท่อไอเสียเครื่องยนต์ไอพ่นของกระหังอัพเกรดที่กล้วยเคยเจอเมื่อครั้งผีบุกอุดมชัยพลาซ่าที่กำลังทะยานเข้ามาหาพวกเธอ กล้วยเล็งนัดต่อไปทันที ขณะกล้ายกลับเข้าประจำที่ นิ้วกดหน้าจอสัมผัสเลือกอัตราการยิงที่สามพันหกร้อยนัดต่อนาที งานนี้กองบินร่วมก็กองบินร่วมเถอะ ได้มีพรุนกันบ้างล่ะ.....

 

            ไม่กี่วินาทีต่อมา เรดาร์ก็แจ้งว่ากระหังชุดแรกเข้ามาในระยะ เด็กสาวผมหางม้ากดปุ่มที่คันบังคับยิงชุดแรกทันที ปืนกระบอกยักษ์สั่นกราวเหมือนมีเครื่องเจาะถนนมารุมเจาะสักสิบเครื่อง ประกายไฟแลบแปลบปลาบออกจากปากลำกล้องที่หมุนติ้ว ชุดแรกร้อยห้าสิบนัดยิงออกไปภายในเวลาไม่ถึงสองวินาที กระสุนแตกอากาศส่องแสงวิบวับบนท้องฟ้ามืดมิดยามเกือบหกโมง** แต่จำนวนกระหังที่ร่วงจากฟ้ากลับมีเพียงไม่ถึงห้าตน ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ทำให้กล้ายแปลกใจมากนัก เพราะกองบินร่วมกระสือกระหังนี้เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้สวนกล้วยแตก หากร่วงเอาง่ายๆก็คงเสียศักดิ์ศรีอยู่ไม่น้อย

 

            อีกด้านหนึ่ง กระสุนเจาะเกราะขนาดสิบสองเซนต์ครึ่งที่ถูกยิงออกจากปืนใหญ่รถถังเริ่มเรืองแสงเป็นสีแดงด้วยลำกล้องที่ร้อนระอุขึ้นทุกขณะ แต่ละนัดเข้าเป้าอย่างแม่นยำเหมือนจับวาง แต่ดูเหมือนฝ่ายกองกำลังผีร้ายจะขนเปรตออกมาจนหมดสต๊อก ยิ่งยิงก็เหมือนยิ่งมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กลับกับตัวเลขกระสุนในที่เก็บซึ่งลดน้อยลงเรื่อยๆ ตอนนี้ราชินีตานีและวิญญาณหิมะสาวเหลือกระสุนอยู่เพียงยี่สิบสองนัด ในขณะที่เปรตในจอเรดาร์ตอนนี้มีเหลืออยู่เกือบหกสิบตน แถมยังอยู่ห่างออกไปอีกเพียงไม่ถึงสี่กิโลเมตร ซึ่งหากคำนวณด้วยความเร็วในการเคลื่อนที่ของมันตอนนี้ อีกเพียงประมาณสิบนาทีพวกมันก็จะเข้าถึงตัวโรงเรียนแล้ว และที่แน่ๆ ตอนนี้เขตทางตะวันตกของตานนะคอนอย่างป่าผีและช้างคลานก็คงแหลกไปบ้างแล้ว พวกเธอจะยันอยู่จนคนอพยพออกไปหมดไหมหนอ.....

 

            ห้วงสมาธิของกล้วยต้องขาดสะบั้นลงอย่างฉับพลันเมื่อทั้งเธอและยูคิถูกแรงระเบิดในระยะประชิดอัดจนปลิวกระเด็นออกจากแท่นบังคับปืน โชคดีที่น้ำหนักของปืนใหญ่มากพอที่จะตั้งอยู่กับพื้นได้ แต่มันก็เลื่อนจากตำแหน่งเดิมไปเกือบเมตร ทิ้งรอยขูดลึกอยู่บนพื้นคอนกรีต

 

            กระหังบินเข้ามาถึงเขตโรงเรียนแล้ว และกำลังทิ้งระเบิดอะไรสักอย่างซึ่งกองกำลังผีร้ายน่าจะประกอบขึ้นเองลงใส่ฝูงชนที่เริ่มวิ่งกันอลหม่านเหมือนห่าฝน บางตนที่เปรี้ยวหน่อยก็บินฉวัดเฉวียนต่ำลงไปไล่กัดผู้คนเหมือนหมาบ้าบินได้ แม้เสียงคำรามยาวๆเป็นชุดเหมือนเครื่องดูดฝุ่นจากบนดาดฟ้าหอประชุมจะยังคงดังกึกก้องต่อเนื่อง กระหังที่ถูกยิงจังๆจนสลายหายไปก็มีเพียงราวๆสามสิบตน แต่จำนวนทั้งหมดดูจะเกินร้อย เด็กสาวหน้าจืดขบกรามกรอด ดึงแขนรุ่นน้องสาวขึ้นไปประจำที่อีกครั้งพลางภาวนาให้ทุกคนปลอดภัยโดยเฉพาะกล้าย ไม่ใช่แค่เพราะตานีสาวผมหางม้าเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเธออย่างเดียว หากเพราะถ้ากล้ายโดนเก็บล่ะก็ เธอก็จะไม่มีใครคุ้มกันอีกแล้ว.....

 

            “รุ่นพี่กล้วยคะ ฉันใช้ปืนนี่ช่วยยิงได้มั้ยคะ” เสียงวิญญาณหิมะสาวดังแหวกเสียงปืน เสียงกรีดร้อง และเสียงกลไกป้อนกระสุนของปืนใหญ่มาเข้าหูราชินีตานี ยูคิหยิบปืนไรเฟิลจู่โจมซึ่งกล้วยเอาไว้ใช้สำรองขึ้นมาจากถุงปืน

            “ยิงกระหังก๋า” กล้วยย้อนถาม “ข้าเจ้าบ่คึดว่าจะยิงถึงเน่อ”

            “แต่ก็น่าจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลยไม่ใช่เหรอคะ”

            “ก็ได้ ขอบคุณมากเน่อ”

 

            เด็กสาวชาวฮิมิตสึใส่ซองกระสุน ดึงคันรั้งและเหนี่ยวไกยิงขึ้นฟ้าทันทีที่ได้รับอนุญาตจากรุ่นพี่สาว ก็จริงอย่างที่เจ้าของปืนว่า มันแทบไม่ได้ผลอะไรเลย แต่อย่างน้อยก็พอจะปรามๆกระหังที่เริ่มรู้ว่ากล้วยเป็นเป้าหมายสำคัญให้ถอยออกไปห่างๆได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่เธอเปลี่ยนซองกระสุน พวกมันก็จะบินวนเวียนลงมาเหมือนแร้งเห็นเหยื่อ มิหนำซ้ำจำนวนยังมากขึ้นเรื่อยๆ จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นห้า จากห้าเป็นสิบ และตอนนี้ก็กลายเป็นเกือบยี่สิบตนแล้ว

 

            กล้ายเห็นสถานการณ์เหนือหัวเพื่อนและรุ่นน้องสาวอย่างชัดเจน เธอพยายามหันปืนไปยิง กระหังที่กระจุกตัวกันอย่างหนาแน่นจนไม่มีที่ทางให้บินหลบหลีกเหมือนเมื่อครู่ตกกันเป็นแถบๆเหมือนใบไม้ร่วง แต่ยิงได้เพียงครู่เดียว กระหังอีกสองสามตัวก็บินเฉี่ยวหัวเธอไปจนเด็กสาวผมหางม้าต้องควักไรเฟิลจู่โจมของเธอออกมายิงแบบวิญญาณหิมะชาวฮิมิตสึบ้าง

 

อย่างไรก็ตาม เธอก็ไม่คิดว่าจะอยู่ในสภาพนี้ไปได้อีกนานเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะเมื่อตัวเลขบอกจำนวนกระสุนของเธอก็ร่อยหรอลงเรื่อยๆเหมือนกับของปืนใหญ่รถถังที่อีกฟากของโรงเรียน จากเต็มความจุที่แปดพันนัด บัดนี้เหลือเพียงพันนัดเศษเท่านั้น ความหวังเดียวของพวกเธอยามนี้ดูจะอยู่ที่หน่วยประชาสัมพันธ์การอพยพภาคพื้นดิน กล้ายเกร็งแขนยิงกระหนำชุดเดียวยี่สิบนัด กราบขบกันแน่นจนเป็นสันนูน ในใจภาวนาซ้ำๆจนแทบจะหลุดออกมาเป็นคำพูด ขอให้ข้างล่างอพยพกันเสร็จเร็วๆด้วยเถิด.....

 

            แต่ดูเหมือนคำภาวนาของตานีสาวผมหางม้าจะเป็นจริงได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อหน่วยกล้าตายบุกห้องประชาสัมพันธ์ทั้งสองยังติดอยู่ในตึกอุดอนรำลึกท่ามกลางฝูงชนนับหมื่นที่วิ่งกันอลหม่านเหมือนมดแตกรัง ด้วยรู้ว่าออกไปตอนนี้ก็คงทำอะไรไม่ได้ มิหนำซ้ำยังจะโดนเหยียบตายเอาด้วยซ้ำ ทั้งสองจึงทำได้เพียงนั่งคู้ตัวอยู่ในมุมตึกที่ดูจะแข็งแรงที่สุด เฝ้ารอเวลาที่คนนอกอาคารจะหมดไป ซึ่งหมายความว่าพวกเขาสามารถอพยพออกไปจากที่นี่ได้แล้ว หรืออย่างน้อยก็ขอแค่อย่าให้ตึกสูงสามชั้นนี้ถูกเปรตเหยียบแบนก็พอ.....

 

            อย่างไรก็ตาม มุมอาคารที่หลานชายหมอผีใหญ่และเด็กสาวผู้ใช้สนับเหล็กเป็นอาวุธคิดว่าแข็งแรงที่สุดกลับกลายเป็นที่ที่อันตรายที่สุดเมื่อระเบิดกระหังลูกหนึ่งตกลงในระยะไม่ถึงเมตร แรงระเบิดอัดหน้าต่างกระจกแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เศษกระจกพุ่งมาเสียบตามร่างจ้าดและฟ้าอย่างไม่มีทางจะหลบได้ แม้ชิ้นจะเล็ก แต่จำนวนก็นับสิบจนเลือดไหลโซม เด็กหนุ่มหน้าดุกัดฟันข่มความเจ็บปวดลากเพื่อนสาวซึ่งถูกบาดมากกว่าเขาออกห่างจากหน้าต่างที่แตกละเอียดไปอยู่ตรงกลางอาคารแทน แต่เขาก็สังเกตเห็นอย่างรวดเร็วว่าแรงระเบิดอัดเสามุมตึกจนบิดงอ แม้จะไม่เก่งฟิสิกส์ขนาดนั้น แต่หลานชายหมอผีใหญ่ก็พอจะรู้ว่าตึกนี้ไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว.....

 

            กล้วย กล้าย ยูคิ มีใครได้ยินเราบ้างมั้ย !?’

จ้าดส่งโทรจิตเดาสุ่มอย่างสิ้นหวัง พยายามเดินลากขาที่มีเศษกระจกปักอยู่สามสี่ชิ้นออกมาจากอาคารสองชั้น

 

            ได้ยิน มีอะหยัง ปลอดภัยดีก่อ

            ได้ยิน เป็นอะหยังก่อ

            ได้ยินค่ะรุ่นพี่จ้าด

 

            สามเป้าหมายการโทรจิตตอบกลับมาแทบจะพร้อมกัน แต่เสียงของแต่ละตนก็ฟังดูไม่ดีเอาเสียเลย

 

            ฟ้าบาดเจ็บ โดนกระจกบาดหลายแผล พวกเราจะถอยกันรึยัง !?’

            แล้วคนข้างล่างออกไปได้มากก่อ

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุลังเลว่าจะโกหกเพื่อนสาวให้เธอตัดสินใจอพยพดี หรือว่าจะพูดไปตามความเป็นจริงดี แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเลือกอย่างหลัง ในสถานการณ์แบบนี้การบอกความจริงน่าจะดีกว่า

 

            ก็ยังเหลือเยอะอยู่เพราะชุลมุนกันมาก แต่เราว่าพวกเราก็ต้องออกไปแล้ว ยันไม่อยู่หรอก !’

            ข้าก็ว่าจะอั้นเน่อกล้วยเสียงของกล้ายสนับสนุนเพื่อนหนุ่มอีกแรง ไปเถอะ บ่อั้นหมู่เฮาก็จะแย่ด้วยเน่อ !’

            ตอนนี้อีกพันห้าร้อยเมตรเปรตตนแรกจะเข้าถึงโรงเรียน กล้วยตอบกลับมา ข้าเจ้ายังเหลือกระสุนอีกสี่นัด ขอยิงสกัดเปิ้นหื้อมากที่สุดก่อนได้ก่อ กล้ายกับจ้าดไปรอใต้ตึกสามเลย !’

            ถ้ากล้วยอยู่ข้าก็อยู่ ข้าเหลืออีกห้าร้อยกว่านัด

            เอางั้นเหรอ

            เอาจะอั้นแหละ จะไดหมู่เฮาเคลื่อนที่ในพริบตาได้อยู่แล้ว นายไปก่อนเถอะ ปฐมพยาบาลฟ้าด้วย

            โอเค แล้วรีบมาล่ะ ระวังด้วย !’

 

            จ้าดกัดฟันข่มความเจ็บปวดที่แขนซ้ายอุ้มเพื่อนสาวผู้แทบจะขยับตัวไม่ได้ขึ้นมาในอ้อมแขน ก่อนจะเดินออกจากตึกสวนกระแสฝูงชนที่ทั้งผลักทั้งดันกันมุ่งหน้าไปยังตึกสามซึ่งบัดนี้แทบว่างเปล่า กระจกชั้นล่างแตกไปหนึ่งแถบ แต่อย่างน้อยตึกเรียนห้าชั้นที่มีต้นไม้ปกคลุมข้างตึกทั้งสองด้านก็ยังน่าจะปลอดภัยกว่าตึกอุดอนรำลึกที่ตั้งอยู่โดดๆ หลานชายหมอผีใหญ่วางเด็กสาวหน้าคมลงบนพื้นกลางอาคาร ฉีกเสื้อพละสีเขียวออกมาพันขาที่เป็นแผลเหวอะหวะของเธอหวังว่ามันจะห้ามเลือดได้บ้าง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งรอเพื่อนและรุ่นน้องสาวทั้งสาม หวังว่าพวกเธอจะปลอดภัย.....

 

            ไม่ถึงนาทีต่อมา กล้ายก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเขา ตามมาติดๆด้วยยูคิ ก่อนจะปิดท้ายด้วยราชินีตานีผู้เว้นช่วงเกือบสิบนาที เสื้อกันหนาวของแต่ละคนขาดวิ่นและเปรอะเลือด เด็กสาวผมหางม้าตรงเข้ามากรอกยาสมานแผลสูตรตานีใส่ปากฟ้าและจ้าดโดยไม่รอคำขอจากเจ้าของแผล ก่อนที่วิญญาณผู้พิทักษ์ทั้งสามจะดึงอาวุธของตัวเองออกจากที่เก็บมาถือไว้เตรียมพร้อม

 

            “อพยพได้เกินครึ่งไปนิดเดียว..... แต่หมู่เฮาคงต้องไปแต๊ๆแล้วล่ะ” ตานีสาวหน้าจืดพึมพำเสียงหนัก “จ้าด พอจะวิ่งไหวก่อ”

            “ถ้าพักให้ยาสมานแผลออกฤทธิ์อีกสักแป๊บน่าจะได้” ผู้ถูกถามกัดฟันตอบ แผลซึ่งค่อยๆสมานแสบแปล๊บเมื่อกระจกที่ปักคาอยู่ขยับตัวหลุดออก “สถานการณ์ข้างบนเป็นไงบ้าง”

            “บ่ดี” ราชินีตานีตอบทันที “เปรตมาเรื่อยๆ เท่าที่หันครั้งสุดท้ายเหลืออีกห้าสิบกว่า กระหังตกไปบ้างแล้วจากฝีมือกล้าย แต่ยังเหลืออีกประมาณห้าสิบกว่าตน แล้วยังมีกระสืออีก....”

            “แล้วนี่เรา.... จะหนีไปไหนกัน” เด็กสาวหน้าคมเอ่ยถามเสียงแหบๆ

            “ออกไปทางเขตทุ่งเมือง ทุ่งยั้ง ช้างโรงสี แล้วก็อาจจะออกไปถึงหมายตาน”

            “เฮ้ย !?” หลานชายหมอผีใหญ่อุทานอย่างไม่เชื่อหู ชื่อเขตที่กล้ายไล่มานั้นเป็นเขตทางตะวันตกของตานนะคอนทั้งสิ้น ถ้าพวกเขาหนีออกไปทางนี้ก็เท่ากับพุ่งประสานงากับเหล่าผีร้ายเลยก็ว่าได้ “แบบนั้นจะดีแน่เรอะ ไม่เท่ากับว่าวิ่งเข้าไปให้พวกมันเชือดรึไง”

            “ข้าก็ย่านจะอั้น” เด็กสาวผมหางม้าพยักหน้า “แต่มีความเป็นไปได้สูงที่เป้าหมายของหมู่เปิ้นคือหมู่เฮา ถ้าหมู่เฮาหนีไปทางอื่น ตัวเมืองอาจจะเสียหายหนักกว่านี้ก็ได้ หรือถ้าหมู่เฮาหนีเข้าสวนกล้วย ถ้าโชคร้ายขึ้นมาเปิ้นเหยียบต้นกล้วยหมู่เฮาพอดีก็อาจจะสิ้นอายุทันทีได้เลย อีกอย่าง เท่าที่ดูในจอเรดาร์ตอนนี้หมู่ผีร้ายก็เข้ามาในตัวเมืองเกือบหมดแล้ว เขตช้างโรงสีกับหมายตานน่าจะปลอดภัย.... ถ้าเปิ้นไม่มีกำลังเสริมมาเน่อ”

            “ที่สำคัญ เขตพวกนั้นเป็นเขตเมืองตานีเก่า” กล้วยเสริม “สิ่งก่อสร้างของตานีแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ ถึงจะเหลือแค่ซากปรักหักพังก็เถอะ แต่หมู่เฮาน่าจะพอใช้เป็นที่กำบังได้ดีกว่าที่นี่ และถ้าโชคดี.... ถ้าโชคดีอาจจะยังหลงเหลืออะหยังที่พอใช้การได้อยู่ก็ได้ ถึงข้าเจ้าจะบ่คึดจะอั้นก็เถอะ....”

 

            หางเสียงของราชินีตานีเศร้าสร้อยลงอย่างชัดเจน แต่มันก็หายไปในประโยคต่อมาของเธอ

 

            “ที่แย่หน่อยก็คือ หมู่เฮาคงต้องย่างไป”

            “เดิน !?” จ้าดทวนคำ “เกือบสิบกิโลเนี่ยนะ !?

            “ถ้านับตามเส้นทางแต๊ๆน่าจะกว่านั้น” เด็กสาวหน้าจืดตอบเรียบๆ “แต่ย่างปลอดภัยกว่าใช้รถ อีกอย่าง หมู่เฮาก็บ่มีรถ แล้วถ้าจะลุยเข้าไปในซากเมืองเก่าจริงๆ ก็บ่น่าใช้รถด้วย”

            “แต่พวกผมบาดเจ็บอยู่นะคร้าบเจ๊ !?

            “ก็ถึงได้รอหื้อหายอยู่นี่ไงบ่าจ้าดง่าว” ราชินีตานีตอบอย่างหงุดหงิด

            “แล้วพอไปถึงหมายตานแล้วจะทำยังไงต่อล่ะกล้วย” เด็กสาวหน้าคมถามต่อ แผลของเธอเริ่มหายเจ็บขึ้นมากแล้ว

            “ถ้าบ่มีอะหยัง.... หมายถึงถ้าซากเมืองบ่มีอะหยังที่หมู่เฮาจะใช้ประโยชน์ได้ หมู่เฮาก็คงต้องเลาะออกไปทางสนามบินแล้วหาทางปิ๊กไปเอารถที่บ้าน จากนั้นก็คงต้องขับหนีเหมือนคราวนั้นที่เจอยูคิที่โรงแรมแถวเขลางค์”

            “โอ้โฮ้ นั่นมันยี่สิบกว่ากิโลเลยนะ !?” จ้าดท้วงเพื่อนสาว “กว่าจะวิ่งถึงบ้านคงหมดแรงนอนเป็นเป้านิ่งให้พวกมันพอดี”

            “ที่ต้องเลาะไปทางนั้นเพราะจะมีบ้านคนน้อยที่สุด ผู้บาดเจ็บหรือตายจะได้น้อยที่สุด ถึงจะไกลไปหน่อยก็เถอะ” ราชินีตานีให้เหตุผล “และถ้าหมู่เฮาหลุดออกไปถึงสนามบินได้ก็อาจจะหารถแถวนั้นขับหนีไปแทนก็ได้ ถึงข้าเจ้าจะบ่อยากขโมยรถอีกก็เถอะ”

 

            แววรู้สึกผิดปรากฏในน้ำเสียงของเธอเล็กน้อย รถคันที่ “ดอย” เพื่อนบ้านไปเมื่อครั้งกองบินร่วมฯ บุกอุดมชัยพลาซ่า บัดนี้ยังไม่รู้เลยว่าไปอยู่ที่ไหนแล้ว แต่คงยังจอดอยู่แถวๆเขลางค์นั่นแหละ

 

            “เอ้า จ้าด ฟ้า หายเจ็บแล้วก่อ อีกแค่บ่ถึงห้าร้อยเมตรเปรตก็จะเข้าถึงที่นี่แล้วเน่อ !” เด็กสาวผมหางม้าเตือนความทรงจำของทุกคนว่ายังอยู่ในภาวะสงคราม ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวฉายแววกังวลขณะจ้องมองจุดสีแดงที่กำลังเคลื่อนเข้ามาหาพวกเธอเรื่อยๆ ในหน้าจอโปรแกรมติดตามพลังงานวิญญาณ

            “หายแล้วๆ ไปเหอะ !

            “อย่าลืมใส่สนับมือสนับเข่าด้วยเน่อ จ้าดก็เอาอีโต้ออกมาเลย เผื่อเจอตัวอะหยังกลางทาง”

 

            ฟ้าดึงสนับเหล็กขึ้นมาสวม พร้อมๆกับที่จ้าดดึงมีดเล่มเขื่องออกมาจากเสื้อกันหนาว ตานีทั้งสองกวาดตามองสหายร่วมรบสองคนหนึ่งตนจนแน่ใจว่าทุกคนพร้อม ก่อนที่ทั้งห้าจะออกวิ่งเต็มฝีเท้าไปตามทางเดินหุ้มกระจก มุ่งหน้าไปยังตึกสองซึ่งอยู่ใกล้ประตูหลังของโรงเรียนมากที่สุด แม้มันจะเป็นการวิ่งสวนทางเข้าหาศัตรู แต่ก็ยังดีกว่าต้องวิ่งข้ามถนนแปดเลนที่มีรถวิ่งขวักไขว่โดยไม่มีอะไรกำบัง

 

            ยามนี้ พวกเขามองเห็นเปรตได้ชัดเจนแล้วแม้จะมีเพียงแสงสลัวจากไฟถนนสีเหลืองส้ม พวกมันสูงเกือบเท่าตึกคอนโดมิเนียมแฝดที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างโรงเรียน ร่างโย่งหากผอมกะหร่องมีแต่หนังหุ้มกระดูก มือใหญ่เท่าใบตาลอย่างที่เขียนเอาไว้ในตำนานจริงๆ ใบหน้าของมันยาวและผอมแห้งพอๆกับร่างกาย ดวงตาโตขนาดใหญ่บานเหมือนกระด้งดูคล้ายมนุษย์ต่างดาวที่เห็นบ่อยๆในหนังสือเรื่องลึกลับ แต่ปากกลับเล็กเหมือนรูเข็มเจาะ ส่งเสียงหวีดหวิวเหมือนเครื่องยนต์ไอพ่นกำลังทำงาน แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือเท้าที่กว้างพอๆกับสนามเทนนิสที่กำลังบดขยี้ทุกสิ่งที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นตึกแถว บ้าน รถ หรือมนุษย์ที่ไร้หนทางจะหลบหนีจนแหลกเหลวติดพื้น.....

 

            และที่แย่กว่านั้น สถานีรถไฟฟ้าที่ห้าสหายร่วมรบคิดจะใช้เป็นที่กำบังนั้น บัดนี้โดนมือขนาดเท่าใบลานกวาดลงพื้นไปเรียบร้อยแล้ว

 

            “เปลี่ยนเป้าหมาย ไปออกประตูหน้า !

            กล้วยตะเบ็งเสียงร้องสั่งเมื่อเห็นสถานีคอนกรีตเสริมเหล็กถูกน็อกถล่มลงมาเสียงดังสนั่นหวั่นไหวต่อหน้าต่อตา ทั้งห้าลงส้นเท้าเบรกก่อนจะกลับตัวด้วยท่าทางเหมือนนักวิ่งทีมชาติ วิ่งฝ่านักเรียนและผู้ปกครองที่ยังคงหลงเหลืออยู่บ้างออกไปยังด้านหน้าโรงเรียน แต่เมื่อตึกอุดอนรำลึกปรากฏต่อสายตา ไขสันหลังของจ้าดก็เย็นเฉียบเมื่อเห็นอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ภายในตัวอาคารที่เต็มไปด้วยเศษกระจก

 

            “เด็ก !?” เด็กหนุ่มหน้าดุตะโกน “มีเด็กอยู่ในตึกอุดอนรำลึก !

            “ไหน !?

            ตานีทั้งสองตนเบรกกะทันหันจนไถลไปบนพื้นหิมะ กล้วยหรี่ตาเขม้นมอง ส่วนกล้ายที่ไม่ได้ฝึกสายตามาดีเท่าเพื่อนสาวถอดกล้องเล็งจากปืนไรเฟิลจู่โจมของเธอขึ้นมาแนบดวงตา จริงอย่างที่หลานชายหมอผีใหญ่พูด เด็กหญิงตัวเล็กๆ อายุไม่น่าจะเกินสิบขวบนั่งร้องไห้อยู่ท่ามกลางกองกระจก เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือด ข้างตัวเธอ ร่างของชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งนอนจมกองเลือดอยู่ ทั้งคู่ดูเหมือนจะไม่หายใจแล้ว

 

            “เราจะไปเอาเขาออกมา !

            “จ้าด อย่า !” เด็กสาวผมหางม้ารั้งเพื่อนหนุ่มเอาไว้ได้ทันท่วงที “ทิ้งเปิ้นไว้ตรงนั้น หมู่เฮาต้องไปแล้ว”

            “จะให้ทิ้งเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ เอาไว้ให้เปรตมันเหยียบเรอะ !?” จ้าดสวนกลับ “กล้ายเป็นตานีไม่ใช่รึไง หน้าที่ของตานีคือการปกป้องมนุษย์จากผีร้ายให้ดีที่สุดไม่ใช่เรอะ !?

            “มันก็แม่น แต่นี่หมู่เฮาอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินเน่อ ฮู้ตัวหน่อย !” ราชินีตานีค้านอีกแรง “หมู่เฮาพาเปิ้นไปด้วยไม่ได้ !

            “อย่างน้อยก็พาเขาไปไว้ในที่ปลอดภัยเถอะ !

            “แล้วที่ปลอดภัยของนายน่ะที่ได๋ล่ะ !?” กล้วยตะเบ็งเสียงสู้ ทั้งกับอารมณ์ของเพื่อนหนุ่มและเสียงคำรามจากสิ่งก่อสร้างที่พังถล่มเมื่อเปรตเคลื่อนที่ใกล้เข้ามา “ตอนนี้บ่มีที่ได๋ปลอดภัยหรอกยกเว้นห้องใต้ดินคอนกรีตเสริมเหล็ก อีกอย่าง นายลืมแล้วก๋าว่าหมู่เฮานี่แหละเป้าหมายของหมู่ผีร้าย พาเปิ้นไปกับหมู่เฮาก็เหมือนพาไปตายนั่นแหละ !

            “แต่ถ้าทิ้งไว้แบบนี้ใครจะช่วยเขาล่ะ !?

            “ก็ต้องทิ้งเปิ้นไว้ตรงนี้ ภาวนาหื้อเปิ้นปลอดภัย” กล้ายตอบ ก่อนจะเสริมด้วยเสียงเกรี้ยวกราดขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อนหนุ่ม “บ่แม่นว่าหมู่เฮาอยากยะจะอี้ แต่มันจำเป็น บางทีหมู่เฮาก็ต้องยอมเสียสละบางอย่างไปในสงครามเน่อ !

 

            “ยอมเสียสละชีวิตคนอื่นให้ตัวเองรอดน่ะไม่ใช่วิธีของเราหรอก !

            พูดเท่านั้น หลานชายหมอผีใหญ่ก็ออกวิ่งสุดฝีเท้าตัดสนามที่ปกคลุมไปด้วยหิมะตรงไปยังอาคารสามชั้น กล้ายและฟ้าขยับจะวิ่งตามไป แต่ระเบิดจากกระหังที่ร่วงลงกระแทกพื้นไม่ห่างออกไปนักทำให้ทั้งสี่ตัดสินใจล่าถอยเข้าไปในตึกสองซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด

 

            “บ่าจ้าดง่าวนั่น !” เด็กสาวผมหางม้าขบกรามกรอด “ถ้าเปิ้นตายขึ้นมาข้าจะสมน้ำหน้าเปิ้นหื้อดู !

            “รุ่นพี่คะ นั่น !

 

            เสียงกรีดร้องของวิญญาณหิมะสาวกระชากทั้งกล้าย กล้วยและฟ้าให้หันขวับไปมองตามมือเธอ แล้วเลือดในกายของเด็กสาวทั้งสามก็จับแข็งในเสี้ยววินาที เปรตมาถึงแล้ว ไม่ใช่แค่ตนเดียว แต่สามตน ตนหนึ่งลอดช่องระหว่างตึกหอประชุมที่สูงกว่ามันสองเท่ากับตึกแปดเข้ามาย่ำเท้าลงกลางสนามฟุตบอล ในขณะที่อีกสองตนก้าวข้ามรั้วฝั่งหลังโรงเรียนเข้ามายืนตระหง่านอยู่ข้างโรงอาหาร พวกมันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพร้อมใจกันก้าวเท้าช้าๆ มุ่งหน้าไปยังตึกอุดอนรำลึก

 

            “พวกมันรู้ว่าจ้าดอยู่ในนั้น !

            “หื้อตายสิ !

            ไวเท่าความคิด วิญญาณผู้พิทักษ์ตานนะคอนทั้งสองกระชากไรเฟิลจู่โจมออกมาเหนี่ยวไกกราดยิงใส่อสุรกายร่างโย่ง กระสุนขนาดห้าจุดห้าหกมิลลิเมตรแทบไม่ระคายผิวผอมแห้งแต่แข็งแกร่งเกินคาดของมันเลยแม้แต่น้อย แต่อย่างน้อยมันก็ยังให้ความรู้สึกเหมือนถูกยางดีดจนเปรตทั้งสามตนล่าถอยไปสองสามก้าว แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายกว่าเดิมเมื่อมันเปลี่ยนเป้าหมายจากตึกอุดอนรำลึกเป็นย่างสามขุมตรงเข้ามาหาพวกเธอแทน

 

            ยูคิเรียกลำแสงจากด้ามดาบให้กลายเป็นดาบยาวเกือบสองเมตรเผื่อได้สับขาเปรตทิ้งหากจวนตัวเข้าจริงๆ แต่เธอกลับถูกกล้วยกระชากข้อมือให้วิ่งหนีไปตามทางเดินในอาคารเรียนยาวเกือบห้าสิบเมตรจนเธอต้องรีบหุบดาบเก็บด้วยกลัวว่ามันจะไปหั่นเอาเสาเข็มเข้า เบื้องหลังเธอ ฟ้าผู้ถูกตานีสาวผมหางม้ากระชากข้อมือมาเหมือนกันวิ่งตามมาติดๆ ดวงตาคมมองไปยังตึกอุดอนรำลึกอย่างวิตก ในอกร้อนรุ่มด้วยความกังวลและหวาดกลัว เมื่อไหร่จ้าดจะออกมาสักที....

 

            ไม่นานเกินรอ เกือบสิบวินาทีต่อมาจ้าดก็วิ่งออกมาจากตึกสามชั้น มีเด็กหญิงที่บาดเจ็บอยู่ในอ้อมแขน เขาเห็นเพื่อนอีกสี่คนในตึกที่ห่างออกไปเกือบยี่สิบเมตรได้ไม่ยาก เขาวิ่งตรงไปหาพวกเธอทันที แต่แล้ว ปัญหาใหญ่เท่าสนามเทนนิสก็ย่ำตึงลงเบื้องหน้า

 

            “ใหญ่ไปม้าง.....”

            หลานชายหมอผีใหญ่เหวี่ยงเด็กหญิงที่ร้องไห้จ้าด้วยความกลัวขึ้นหลัง ดวงตาประสานงานกับสมองประมวลผลทำนายตำแหน่งก้าวต่อไปของเปรตร่างโย่งในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะส่งคำสั่งลงไปยังขาให้วิ่งหลบ รองเท้าบู๊ตแฉลบจนหิมะกระจายเมื่อเขาหลบเท้าแบนๆที่มีหนังตกสะเก็ดแห้งๆ สีเทาอมเขียวซึ่งเหินผ่านเหนือหัวเขาเพียงไม่กี่เมตรไปได้อย่างฉิวเฉียด แต่ดูเหมือนเปรตจะเห็นเขาแล้ว มันเงื้อเท้าขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะกระทืบลงหมายบดมนุษย์ทั้งสองให้บี้แบนเหมือนคางคกโดนรถทับ.....

 

            “บ่าจ้าดง่าว เร็วสิ !

            กว่าที่ฝ่าเท้าจะย่ำลงถึงหัวจ้าดเพียงไม่ถึงเมตร อสุรกายปากเท่ารูเข็มก็ต้องผงะถอยเมื่อโดนกระสุนไรเฟิลซุ่มยิงขนาดครึ่งนิ้วเจาะลูกตาที่บานเหมือนกระด้ง กล้วยช่วยชีวิตเพื่อนหนุ่มเอาไว้ได้อย่างฉิวเฉียด หลานชายหมอผีใหญ่เห็นศัตรูกำลังชะงักงันก็เร่งฝีเท้าวิ่งเข้าตึกสอง เขาถึงกับเข่าทรุดเมื่อเข้ามาในที่กำบังเรียบร้อย ลมหายใจหอบแฮ่กเหมือนเพิ่งวิ่งมาราธอนมาหมาดๆ เสียงวิ้งๆดังสนั่นอยู่ในทั้งสองแก้วหู ทั้งเหนื่อย ทั้งตื่นตระหนก และทั้งกลัว กล้วยรีบอุ้มเด็กหญิงซึ่งตัวสั่นงันงกเป็นลูกนกตกน้ำไปขี่คอตัวเอง ขณะเด็กหนุ่มหน้าดุอ้าปากพะงาบๆ พยายามพูดขอบคุณ

 

            “ขอบคุณมาก อั้ก แอ้ก อ๊อก เอ๋ง !?

            จ้าดร้องเป็นหมาโดนเตะเมื่อเด็กสาวทั้งสี่ประเคนฝ่ามือใส่แผ่นหลังเขาคนละพลั่ก หลานชายหมอผีใหญ่อ้าปากค้างเป็นเชิงถาม แม้จะพอรู้สาเหตุอยู่บ้าง

 

            “ไอ้จ้าดบ้า !

            “รุ่นพี่จ้าดบ้าที่สุด !

            “บ่าจ้าดง่าว !

            “บ่าจ้าดง่าว ง่าวนักๆ ! ถ้านายตายไปข้าเจ้าจะยะจะได !?

            “เอ่อ.... ขอโทษ..... อู้ย....” เด็กหนุ่มหน้าดุอดครางไม่ได้ ด้วยแผ่นหลังยังคงร้อนเหมือนมีเหล็กเผาไฟนาบอยู่

            “บ่ต้องมาขอโทษ บ่แม่นเวลา !” กล้ายตัดบท “วิ่งออกไปนอกโรงเรียน ข้ามถนนด้วยสถานีรถไฟฟ้าทุ่งเมืองใต้ ไปเร็ว ก่อนที่เปรตจะตามไปพังอีก !

 

            แต่เปรตทั้งสามในรั้วตานนะคอนพิทยาคมก็ยังคงตามมาติดๆ ขณะสามตนสองคนเผ่นจากตึกสองออกนอกประตูโรงเรียนวิ่งไปตามถนนซึ่งยามนี้แทบจะร้างผู้คนแล้ว กล้ายและกล้วยยิงสะเปะสะปะไปด้านหลังเป็นระยะๆ เพื่อขู่ฝ่ายตรงข้าม แต่อสุรกายร่างโย่งก็ยังคงก้าวตามมาด้วยความเร็วพอๆกับพวกเขา มิหนำซ้ำกระหังบนท้องฟ้าที่เริ่มเห็นเป้าหมายสำคัญก็เริ่มลดระดับลงมาหมายจะจู่โจมด้วยเช่นกัน มนุษย์วัยรุ่นสองคนหอบแฮ่ก มนุษย์เด็กอีกคนสะอึกสะอื้นฮั่กๆ ในขณะที่วิญญาณผู้พิทักษ์ทั้งสามขบกรามกรอด แบบนี้พวกเขาจะขึ้นสถานีรถไฟฟ้าข้ามถนนเชียงคานไปยังฝั่งทุ่งเมืองได้ก่อนที่เหล่าเปรตจะพังมันหรือเปล่าหนอ.....

 

            “ทุกคน แล้วถ้าเรา.... ถ้าเราวิ่งข้ามถนนไปเลยล่ะ !?” เด็กสาวหน้าคมเสนอด้วยเสียงเหนื่อยหอบ

            “แต่รถวิ่งกันร้อยกว่าทั้งนั้นเลยเน่อ !?” ราชินีตานีท้วง หันกลับไปสาดกระสุนใส่เปรตตนที่อยู่ใกล้ที่สุดเกือบสิบนัดก่อนจะพูดต่อ “แล้วก็บ่มีอะหยังกำบังเลยด้วย !

            “เราว่าก็ยังดีกว่า.... ดีกว่าเสี่ยงขึ้นไปสถานีทุ่งเมือง.... แล้วโดนเปรตมันกวาดเอานะ !” ฟ้าตอบมีเหตุผล “อีกอย่าง.... ตอนนี้ตานนะคอนก็น่าจะประกาศ.... ภาวะฉุกเฉินแล้ว.... ไม่น่ามีใคร.... ขับรถมาทางนี้หรอก.....”

            “จะอั้นก็ลองดูละกัน !

 

            ห้าสหายร่วมรบบวกกับเด็กหญิงอีกคนวิ่งมาถึงถนนเชียงคาน ถนนแปดเลนข้างโรงเรียนซึ่งเป็นเส้นกั้นระหว่างพวกเขากับเขตทุ่งเมืองอันมีแต่ทุ่งหิมะรกร้างพอดี มันว่างเปล่าจริงๆเสียด้วย มีเพียงขอบคอนกรีตสูงครึ่งเมตรที่กั้นตรงกลางถนนเท่านั้น แต่นั่นก็ถือเป็นปัญหาใหญ่พอสมควรเพราะจะทำให้พวกเขาที่ไม่มีอะไรกำบังอยู่ด้านบนอยู่แล้วยิ่งเคลื่อนที่ช้าลงไปอีก แต่วินาทีต่อมา มันก็กลายเป็นทางเลือกทางเดียวของพวกเขา เมื่อสถานีรถไฟฟ้าทุ่งเมืองถล่มครืนลงมาหลังจากเปรตร่างโย่งฟาดสันมือลงไปอย่างแรง จ้าดอดคิดไม่ได้ว่าชาติที่แล้วมันต้องเป็นนักคาราเต้แน่นอน

 

            “กล้าย ฟ้า จ้าด ยูคิ วิ่งไปเกาะกลางถนน ข้าเจ้าจะยิงคุ้มกันหื้อ !” เด็กสาวหน้าจืดสั่งเสียงเฉียบขาด ส่งเด็กหญิงตัวเล็กไปขี่คอจ้าดแทน “แล้วผู้ได๋เอามาก็ดูแลเองเน่อ !

            “ก็กล้วยเอาไปเอง....”

            “บ่ต้องอู้มาก ไปเร็ว !

 

            เด็กสาวหน้าคม วิญญาณหิมะจากฮิมิตสึ ตานีสาวผมหางม้า และหลานชายหมอผีใหญ่ใส่เกียร์หมาวิ่งข้ามถนนสี่เลนรวดขณะกล้วยกราดยิงขึ้นฟ้าสกัดเหล่ากระหังที่ทิ้งตัวลงมาเหมือนเครื่องบินโจมตีภาคพื้นดิน ก่อนที่กล้ายจะเป็นฝ่ายยิงคุ้มกันให้เพื่อนสาวบ้าง เหล่าปีศาจที่ใช้กระด้งเป็นปีกเริ่มล่าถอย แต่นั่นก็เพื่อเปิดทางให้เปรตซึ่งบัดนี้เพิ่มจำนวนเป็นห้าตนเดินดุ่มๆเข้าหาหน่วยกล้าตายทั้งห้า

 

            ทั้งกล้ายและกล้วยเปลี่ยนซองกระสุนก่อนจะกระหน่ำยิงอสุรกายสูงยี่สิบเมตรเป็นชุดสุดท้าย ก่อนที่ทั้งห้าจะวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตข้ามอีกสี่เลนตรงไปยังทุ่งหิมะกว้างใหญ่ที่อีกฟากหนึ่ง กล้วยควักอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนลูกบอลกลมๆ สีพรางเขียวขี้ม้าจากส่วนลึกของถุงปืนขึ้นมาก่อนจะกดปุ่มที่ด้านบน แล้วทั้งจ้าดและฟ้าก็ต้องอุทานออกมาอย่างอึ้งแกมทึ่งเมื่อทุ่งหิมะกว้างขวางสุดสายตากลับกลายเป็นตึกรามบ้านช่องที่ตั้งเรียงกันหนาแน่นไม่แพ้เขตเมืองชั้นในของตานนะคอน แม้ทั้งหมดจะมืดมิดและหักพังไปบางส่วน แต่ก็ยังพอมองออกว่าครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวาไม่น้อยเลย

 

            เปรตเห็นเมืองโผล่ขึ้นมาก็วาดมือตบทันทีหมายจะกวาดให้เรียบ แต่แทนที่ตึกห้าชั้นจะโค่นลงมาเหมือนสถานีรถไฟฟ้าและอาคารอื่นๆที่ผ่านมา มันกลับสั่นไหวเพียงเล็กน้อย กลับเป็นอสุรกายร่างโย่งเสียอีกที่ต้องชักมือกลับก่อนจะหวีดเสียงลั่นด้วยความเจ็บปวด

 

            “กล้วย กล้าย นั่นมัน....”

            “ขอต้อนรับ....” ตานีสาวผมหางม้าหันมายิ้มเครียดๆให้เด็กสาวหน้าคมทั้งที่ขายังคงวิ่งเต็มฝีเท้า “....สู่เขตสำนักงานของตานี”

 

            เปรตหกตนที่มาถึงริมเขตเมืองตานีพยายามอีกครั้งที่จะทำลายหมู่อาคารกรุกระจกสีเขียวให้ราบ แต่ไม่ว่าพวกมันจะทุบ ตบ กวาด เหยียบ กระทืบ หรือแม้กระทั่งกระโดดทับ สิ่งที่พวกมันทำได้มากที่สุดก็เพียงทำให้โครงสร้างของตึกบิดงอไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในที่สุด เมื่อพวกมันทนเจ็บทนระบมกันไม่ไหวแล้ว เปรตทั้งหกก็ลุกขึ้น ก่อนจะเดินจากไปหาเป้าหมายอื่นที่เคี้ยวง่ายกว่านี้

 

            “สุดยอดเลยกล้วย กล้าย” เด็กสาวหน้าคมเอ่ยชมตานีทั้งสองหลังจากทั้งหมดทรุดตัวลงนั่งพักเหนื่อยกันในมุมตึกมุมหนึ่ง “ตึกนั่นทำด้วยอะไรน่ะ ทำไมแข็งแรงอย่างนั้น”

            “เหล็กกล้าธรรมดานี่แหละ” กล้วยตอบยิ้มๆ อกแบนๆยืดขึ้นเล็กน้อยอย่างภูมิใจ “แต่ก็อย่างที่ข้าเจ้าอู้ไป ตานีฉลาดกว่ามนุษย์ ระบบโครงสร้างก็เลยรับแรงได้ดีกว่าจะอี้แหละ”

            ฟ้าพยักหน้าอย่างชื่นชมแกมทึ่ง แต่จ้าดกลับขนลุก ถ้าขนาดแรงอย่างเปรตตัวใหญ่แบบนั้นยังทำได้แค่นี้ แล้วเศษซากปรักหักพังที่เขาเห็นนี่ล่ะตัวอะไรทำ กองกำลังผีร้ายยังมีตัวอะไรที่บ้าพลังกว่านี้อีกหรือนี่.....

 

            “เอายังไงต่อดีคะ” วิญญาณหิมะสาวเอ่ยถามขึ้นมาหลังจากทุกคนเริ่มหายใจหายคอกันได้คล่องขึ้นบ้างแล้ว

            “ก่อนอื่นก็หาที่ปลอดภัยให้น้องคนนี้ก่อนดีกว่ามั้ง” ฟ้าลูบหัวปลอบเด็กหญิงตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างเธอ “น้องชื่ออะไรเหรอ บ้านอยู่ไหน”

            “ชื่อแก้วค่ะ บ้านอยู่สามเงา” เด็กหญิงหมายถึงเขตที่อยู่อาศัยทางตะวันออกของตานนะคอน “แต่พาหนูไปส่งบ้านก็ไม่มีความหมายหรอกค่ะ พ่อแม่หนู.... พ่อแม่หนูตายไปแล้ว.....”

 

            พูดจบ แก้วก็ร้องไห้อย่างน่าสงสารจนพี่ๆ ต้องเข้ามาลูบหัวลูบหลังปลอบกันใหญ่

 

            “จะอั้นก็.... แก้วอยู่กับหมู่เฮาไปก่อนละกัน” เด็กสาวหน้าจืดยิ้มให้เด็กหญิงตัวน้อย “อย่าร้องไห้เลยเน่อ จะไดๆแก้วก็รอดมาได้”

            “ค่ะ” แก้วสะอึกสะอื้น “แต่.... ข้างหลังพี่นั่นตัวอะไรคะ เห็นมันผุดขึ้นมาจากพื้น.....”

 

            ห้าสหายร่วมรบหันขวับ แล้วทุกคนก็ผงะเมื่อเห็นอะไรบางอย่างนับสิบๆตนกำลังแทรกตัวผ่านพื้นหิมะขึ้นมา อะไรบางอย่างที่ดูเหมือนสัตว์กีบที่ทางตอนใต้ของสารขัณฑ์ใช้ไถนา หากตัวโตกว่าเกือบสองเท่า มันยาวเกือบสี่เมตร สูงกว่าสองเมตร เขาสีดำยาวโง้งจนน่าจะเสียบทะลุจ้าดสักสี่คนต่อกันได้ ดวงตาสีแดงก่ำส่องสว่างท่ามกลางความมืด บนหน้าผากของมัน ลายยันต์สีขาวเรืองแสงชัด บ่งบอกชัดว่าพวกมันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตธรรมดา.....

 

            แต่ที่แย่ที่สุดก็คือ เด็กหญิงวัยสิบขวบที่เคยหน้าตาน่ารักแม้จะมีน้ำตาอาบแก้ม บัดนี้กลับกลายร่างเป็นสัตว์กีบไปด้วยอีกตัวแล้ว หากต่างจากตนอื่นๆ ด้วยยันต์บนหน้าผากส่งแสงสีน้ำเงินสว่าง ควายธนูแก้วอ้าปากฉีกกว้างคล้ายจะหัวเราะเยาะ กีบเคาะพื้นหิมะดังตุ้บๆอย่างข่มขวัญ เบื้องหลังร่างใหญ่เหมือนรถตู้ของมัน กระสือนับร้อยค่อยๆลดระดับต่ำลงมา หัวใจ ปอด เซี่ยงจี๊และเครื่องในอื่นๆที่ห้อยลงมาเป็นพวงส่งแสงสว่างจนดุราวกับเมืองร้างทั้งเมืองลุกเป็นไฟ…..

 

            กล้วยและกล้ายกระชับอาวุธเข้าร่องไหล่ ฟ้าตั้งการ์ดมวยสารขัณฑ์ ยูคิเรียกดาบลำแสงออกมาจากด้าม ขณะจ้าดเงื้ออีโต้แม้จะรู้ว่าคงไม่มีประโยชน์ ไม่มีใครพูดหรือโทรจิตอะไรกันแม้สักคำ แต่ความคิดในสมองของแต่ละคนและแต่ละตนตรงกันโดยมิได้นัดหมาย

 

            งานนี้สงสัยจะรอดยาก.....

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

*มุมที่กล้ายพูดเรียกว่ามุมอะซิมุท (Azimuth) ซึ่งจะนับศูนย์จากทิศเหนือ เก้าสิบที่ทิศตะวันออก ร้อยแปดสิบที่ทิศใต้ สองร้อยเจ็ดสิบที่ทิศตะวันตก จนครบสามร้อยหกสิบองศาเป็นวงกลม มุมนี้ใช้ในหลายหน่วยงาน ทั้งการบิน การเดินเรือ รวมไปถึงดาราศาสตร์ ตัวเลขแสดงทิศลมหรือทิศปืนในหน้าจออุปกรณ์ต่างๆของตานีก็บอกมุมด้วยระบบนี้

 

**กระสุนแตกอากาศ (Shrapnel Shell) – กระสุนที่เมื่อยิงออกไปแล้วจะแตกออกเป็นชิ้นเล็กๆหรือกระสุนย่อยๆกลางอากาศ สร้างความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง กระสุนที่แตกออกมาอาจจะเป็นแค่สะเก็ดโลหะหรือเป็นลูกระเบิดขนาดเล็กก็ได้ มักใช้สำหรับสังหารบุคคลเป็นหมู่หรือใช้ต่อต้านอากาศยานในระยะใกล้ ในปัจจุบันไม่นิยมใช้ต่อต้านอากาศยานกันแล้วเพราะทำลายเกราะของเครื่องบินรบได้ไม่ดีเท่าจรวดนำวิถี แต่ที่กล้ายเอามาใช้ในตอนนี้เพราะกระหังไม่มีเกราะ ดังนั้นจึงรับผลของกระสุนแตกอากาศเข้าไปเต็มๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น