ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 33 : งานเทศกาลที่เต็มไปด้วยเกรียน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 49
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    19 ม.ค. 58

            “หมู่เฮาชาวตานนะคอนฮักมั่นมุ่ง พร้อมผดุงเกียรติศักดิ์การศึกษา.....”

            จังหวะขึงขังของเพลงมาร์ชตานนะคอนพิทยาคมดังแว่วฝ่าลมเย็นเฉียบมาเข้าหูกล้วย กล้าย ฟ้า ยูคิและจ้าดตั้งแต่ก้าวลงจากรถไฟฟ้าแม้ท้องฟ้ายามหกโมงสี่สิบห้าของยามเช้าฤดูหนาวจะยังคงมืดสนิท แสงไฟเป็นทางยาวประดับประดาต้นสนที่มีเกล็ดหิมะจับหนา มองดูราวกับมังกรเรืองแสงที่กำลังเหินหาวสู้ลมเคียงข้างพวกเขา นำทางไปยังประตูใหญ่ของโรงเรียนประจำจังหวัดซึ่งบัดนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นเทศกาลแห่งความสุขของเมืองหลวงที่มีประชากรกว่าห้าล้านคนแห่งนี้.....

 

            “มาถึงแล้วสินะ งานประจำปี................................แอ้ก !

            เสียงแหกปากของหลานชายหมอผีใหญ่มีอันต้องสะดุดหยุดลงทันใดเมื่อทั้งกล้วยและกล้ายฟาดฝ่ามือตบเกรียนเข้าให้เต็มๆ

            “มาตะโกนหาอะหยังตอนนี้บ่าจ้าดง่าว ไปเร็ว ภูมิเปิ้นนัดไว้บ่แม่นก๋า เดี๋ยวไปบ่ทันก็โดนด่าอีกหรอก !

            “คร้าบเจ๊....”

 

            วิญญาณหิมะสาวแยกตัวเดินไปทางตึกหกซึ่งอยู่อีกฟากของโรงเรียน ขณะรุ่นพี่ทั้งสี่เดินเลาะสนามซึ่งเปิดไฟสว่างไสวและมีวงเครื่องเป่ายืนวอร์มเสียงเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดงานที่จะมาถึงในอีกครึ่งชัวโมง มุ่งหน้าไปยังตึกสามซึ่งบัดนี้ถูกของตกแต่งและป้ายต่างๆติดอยู่เต็มจนแทบมองไม่เห็นผนังเดิม ทุกคนและทุกตนหาวหวอดอย่างง่วงงุน เมื่อวานกว่างานจะเสร็จและกลับบ้านกันได้ก็เกือบสี่ทุ่มครึ่ง แต่หัวหน้าห้องจอมเจ้ากี้เจ้าการกลับนัดทุกคนในห้องตอนเจ็ดโมงเช้าโดยไม่บอกสักคำเดียวว่าจะให้มาทำอะไร จ้าดแอบเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ ถ้าเกิดเจ้าหัวหน้าบ้านั่นให้เขาตื่นเช้ามาทำอะไรไม่เข้าท่าล่ะก็ได้มีเฮกันแน่....

 

            “อ้าว กล้าย กล้วย ฟ้า จ้าด มากันเร็วเหมือนกันนะ”

            ภูมิ เด็กหนุ่มร่างสูงผู้เป็นคนนัดเอ่ยทักขึ้นทันทีเมื่อเห็นทั้งสี่เลี้ยวพ้นมุมบันไดมา เบื้องหลังเขา เพื่อนร่วมห้องอีกสี่ห้าคนในชุดพละเสื้อเขียวกางเกงดำนั่งหาวหวอดๆอยู่หน้าห้องซึ่งบัดนี้ดูเหมือนบ้านผีสิงสมบูรณ์แบบ ทั้งซุ้มประตูไม้เก่าคร่ำคร่าที่ดูเหมือนพร้อมจะหักลงมาได้ทุกเมื่อ หน้าต่างที่มีเงาคนผ่านวูบวาบอยู่ตลอดเวลา และที่น่ากลัวที่สุดก็คือใบหน้าแสยะยิ้มโชว์เขี้ยวที่อาบไปด้วยเลือดสีแดงฉานของปีศาจร่างไหม้เกรียมแหลกเละซึ่งครั้งหนึ่งเคยบุกอุดมชัยพลาซ่าจนคนแตกตื่นกันทั้งเมือง มันซ่อนอยู่ด้านล่างของช่องทางเข้าและดีดตัวออกมาให้ตกใจเล่นทุกๆสิบวินาที

 

            “หวัดดีภูมิ....”

            “แล้วนี่เอ็งให้พวกข้ามาทำอะไรกัน” จ้าดถามเข้าประเด็นทันทีโดยไม่เสียเวลาทักทายเหมือนเพื่อนสาวทั้งสาม

            “ก็รอให้คนครบตอนเจ็ดโมงครึ่ง แล้วจะลองเทสต์รันบ้านผีแบบเหมือนจริงสักครั้งสองครั้ง” หัวหน้าห้องร่างสูงผมเกรียนตอบ “เมื่อวานเห็นกว่าจะเสร็จก็ดึกแล้วเลยไม่ได้เทสต์รันไง แต่จะไม่ให้ลองเล่นดูเลยก็ไม่ได้ เดี๋ยวเกิดปัญหาจะยุ่งยาก”

            “อ๋อ....” หลานชายหมอผีใหญ่พยักหน้าว่าเข้าใจ ถ้ามีเหตุจำเป็นแบบนี้ก็ว่าอะไรไม่ได้ แต่ก่อนที่เขาจะตอบอะไรออกไปอีก ฝ่ายตรงข้ามก็เอ่ยขึ้น

            “เอ๊ะ แต่เอ็งไม่มีหน้าที่อะไรในบ้านผีไม่ใช่เหรอ เพราะเอ็งดูแลรับผิดชอบงานคิดผีแล้วก็ทำผีไปเยอะแล้ว แล้วจะมาเช้าๆทำไมวะ”

            “แล้วทำไมไม่บอกข้าก่อนล่ะว้า.........................!

 

            แต่ในที่สุด ภูมิก็หางานให้เพื่อนทำจนได้ในตำแหน่งผู้ทดสอบบ้านผีสิง ซึ่งจ้าดก็ตอบรับอย่างไม่ลังเล อย่างน้อยก็ยังดีกว่านั่งสัปหงกพลางดูคนอื่นทำงานพลางอยู่คนเดียว และเขาเองก็รู้ข้อมูลทางเทคนิคของผีทุกตนอย่างทะลุปรุโปร่งเนื่องจากโดนยัดเยียดให้เป็นหัวหน้าส่วนงาน บางทีเขาอาจจะหาข้อบกพร่องและแก้มันทันก่อนจะเปิดให้คนทั่วไปเข้าก็ได้.....

 

            “เอ้า เข้ามาได้เลย !

            เสียงของแพร เด็กสาวผู้ถูกเหล่าผู้ชายโหวตกันอย่างลับๆว่าสวยที่สุดในห้องดังอู้อี้ออกมาจากในห้อง หลานชายหมอผีใหญ่ลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจสองกร๊อบพร้อมหาวอีกหนึ่งหวอดก่อนจะเดินลอดซุ้มประตูไม้ผุพังเข้าไปอย่างเนือยสุดขีด โดยไม่ลืมก้าวข้ามหัวอสุรกายที่ดีดเข้าใส่ขาของเขาพอดี

 

            แต่ทันทีที่เขาก้าวพ้นธรณีประตู เด็กหนุ่มก็ตื่นเต็มตาเมื่อม่านถูกปิดลงอย่างฉับพลันก่อนจะตามมาด้วยเสียงประตูปิดไล่หลังดังโครมใหญ่ ทิ้งเอาไว้เพียงความมืดมิดชนิดหลับตากับลืมตาก็ไม่ต่างกัน อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับจ้าดเลยแม้แต่น้อย เขาดูแปลนบ้านผีสิงเฉพาะกิจนี้มาจะร้อยครั้งได้แล้ว ต่อให้หลับตาเดินก็ยัง.....

 

            “เฮ้ย !?

            เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัวเมื่อจู่ๆ มือของใครบางคนก็จับหมับเข้าที่ข้อเท้า ก่อนที่แรงมหาศาลจะฉุดเท้าเขาลอยพ้นพื้นอย่างฉับพลันจนหลานชายหมอผีใหญ่ล้มคะมำลงกระแทกพื้นอั้กใหญ่ โชคยังดีที่เขาล้มทับอะไรนิ่มๆ แต่เมื่อดวงตาตี่พอจะมองเห็นว่าสิ่งที่อยู่ใต้ตัวเขาคืออะไร มันก็ต้องเบิกกว้างจนลูกตาแทบจะหลุดออกมานอกเบ้า

 

            “ศพ !?

            สิ่งที่เป็นเบาะต้านแรงกระแทกให้เขาเมื่อครู่ แท้จริงแล้วคือร่างไร้ชีวิตของชายหนุ่มคนหนึ่งที่เขาไม่คุ้นหน้า เลือดสดๆอาบร่างนั้นราวกับมีใครเทราด มิหนำซ้ำยังทะลักออกมาทั้งจากปาก จมูก หู และท้องราวกับถูกควักไส้ออกมา กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั้งห้องจนหายใจแทบไม่ออก จ้าดถอยกรูด เด็กหนุ่มแน่ใจว่าในแคตตาล็อกผีทั้งหมดเกือบสามสิบตนที่เขาทั้งนั่งคิดทั้งนั่งทำมาตลอดเกือบเดือนไม่มีตนนี้อยู่แน่นอน แถมมันยังเหมือนจริงจนไม่น่าเชื่อว่าเพื่อนในห้องที่ทั้งเหนื่อยทั้งเพลียเมื่อวานจะมาแอบทำได้ทัน แล้วมันมาจากไหน.....

 

            หรือว่าผีจริงๆจะเข้ามาร่วมแจมเสียแล้ว

 

            “รีบออกไปเรียกกล้วยกับกล้ายดีกว่า....”

            ไวเท่าความคิด หลานชายหมอผีใหญ่ลุกพรวด แต่แล้วร่างของเขาก็ชะงักค้างเหมือนถูกสาปให้เป็นหินในฉับพลันเมื่อเห็นหญิงสาวคนหนึ่งคลานออกมาจากใต้โต๊ะ ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงของเธอสว่างเรืองรองท่ามกลางความมืด หญิงสาวบิดคอร้อยแปดสิบองศาราวจะยืนยันกับหลานชายหมอผีใหญ่ว่าเธอไม่ใช่เพื่อนในห้องที่แต่งตัวเป็นผี ก่อนที่ริมฝีปากจะฉีกยิ้มพรวดเดียวถึงใบหู เลือดสีแดงก่ำสาดกระจายเปรอะไปทั่วพื้น และก่อนที่เด็กหนุ่มหน้าดุจะขยับตัวได้ หญิงสาวปากฉีกก็ย่อตัวลง ก่อนจะกระโจนเข้าใส่เขาทันที

 

            “เหวอ......!

            จ้าดแหกปากร้องลั่น แต่ก็ยังมีสติพอจะทรุดตัวลงหลบฝ่ายตรงข้ามที่พุ่งเฉียดหัวไปในระยะไม่กี่มิลลิเมตร ผีร้ายที่พลาดเป้าหันขวับกลับมาหาคู่ต่อสู้ ส่งเสียงคำรามแหลมก่อนจะจู่โจมเข้าหาเด็กหนุ่มหน้าดุอีกครั้ง แต่คราวนี้หลานชายหมอผีใหญ่เริ่มตั้งตัวได้มากขึ้น เขาเบี่ยงตัวหลบออกไปด้านข้างก่อนจะอัดหมัดเข้าใส่หน้าท้องที่เปิดโล่งของหญิงสาวปากฉีกจนเธอกระเด็นไปชนผนังผ้าใบทำเอาสั่นกราวไปทั้งบ้าน

 

            ผีร้ายดูจะตระหนักว่าแรงกายของเธอคงสู้แรงควายของคู่ต่อสู้ไม่ได้จึงตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์ มันขยับตัวลุกขึ้นนั่ง มือทั้งสองยกขึ้นกุมหัว ก่อนจะออกแรงบิดจนข้อต่อคอลั่นกร๊อบ แล้วหัวทั้งหัวก็หลุดติดมือเธอออกมาอย่างง่ายดาย

 

            ลำพังแค่ผีมาถอดหัวให้ดูไม่สามารถทำให้จ้าดหรือชาวตานนะคอนคนอื่นๆกลัวได้มากนัก แต่สิ่งที่ทำให้เด็กหนุ่มหน้าดุแทบสาวแตกคือเลือดสดๆที่พุ่งออกจากลำคอของฝ่ายตรงข้ามราวสายน้ำกระเซ็นมาโดนตัวเขาจนชุ่มโชก เลือดไม่เลือดเปล่า หากมีหนอนสีขาวนับร้อยแถมมาให้ด้วยเป็นของสมนาคุณพิเศษ หลานชายหมอผีใหญ่พยายามปัดมันออก แต่ร่างไร้หัวของผีร้ายเข้าถึงตัวเขาแล้ว มือที่แข็งแรงเหมือนคีมเหล็กคว้าขากรรไกรเด็กหนุ่มหมับ ก่อนที่อีกมือที่เต็มไปด้วยหนอนสีขาวยั้วเยี้ยจะมาจ่อห่างจากปากของเขาเพียงไม่ถึงหนึ่งมิลลิเมตร.....

 

            “อ๊าก..................!!!

            ราวกับมีอะไรขาดผึงอยู่ในหัว หลานชายหมอผีใหญ่รวบรวมกำลังจากทั้งร่างสะบัดหญิงสาวไร้หัวทิ้งแล้วใสตีนหมาวิ่งกลับไปยังประตูทางเข้า ก่อนจะโถมโมเมนตัมทั้งหมดที่มีเข้าใส่จนบานประตูไฟเบอร์กลาสหลุดกระเด็น ทำเอาตัวเขาเองล้มกลิ้งหลุนๆไปชนผนังอีกด้านของทางเดินหน้าห้องดังอั้กก่อนจะนอนกองกับพื้นอยู่อย่างนั้น

 

            “จ้าด จ้าด เป็นอะไรน่ะ !?

            ฟ้าในชุดผีกระสือสีส้มแดงเรืองแสงที่มีอวัยวะภายในห้อยระโยงระยางวิ่งไส้ปลิวออกมาจากบ้านผีสิงอย่างตกใจ ตามมาติดๆด้วยกล้วยและกล้ายในชุดพื้นเมืองตานนะคอนที่ตัดเลียนแบบ “ตานี” แม้มันจะไม่เหมือนตานีของจริงเลยก็ตาม นอกจากนั้นยังมีเด็กสาวคนอื่นๆอีกสองสามคนที่ได้ยินเสียงวิ่งตามออกมาด้วย เด็กหนุ่มหน้าดุเห็นมีคนมาช่วยก็รีบละล่ำละลักรายงานเหตุการณ์ทันที

 

            “ฟ้า กล้วย กล้าย มีผีอยู่ในนั้น ผีจริงๆนะ !

            “ผี ?” ฟ้าทวนคำ คิ้วบางขมวดเข้าหากัน ก่อนที่เธอจะหัวเราะคิก “ตลกน่าจ้าด ข้างในนั่นก็เพื่อนๆเราทั้งนั้น แล้วนายก็เป็นคนรับผิดชอบงานทำผีทั้งหมดไม่ใช่เหรอ มาตกใจกลัวแบบนี้ได้ยังไงวะ”

            “มันไม่ใช่ผีที่พวกเราสร้าง มันเป็นผีจริงๆ !” เสียงของหลานชายหมอผีใหญ่ยังคงรัวเร็วจนแทบฟังไม่เป็นคำ “ผีตนนึงเลือดโชก มีแผลลึกที่ท้อง แล้วมันก็ยังกระอักเลือดออกมาได้ อีกตนก็หมุนคอได้รอบแล้วยังสะบัดหนอนเป็นๆออกมาใส่เราอีก ผีแบบนั้นเราไม่ได้สร้าง หรือถึงสร้างก็ไม่มีมนุษย์คนไหนทำ..... เดี๋ยว กล้วย กล้าย ยิ้มอะไรกัน”

 

            จ้าดชะงักเมื่อสติกลับมามากพอจะพิจารณาใบหน้าของคนที่รุมล้อมอยู่รอบตัวเขา ใบหน้าเป็นห่วงระคนงุนงงของฟ้าและเพื่อนคนอื่นๆนั้นพอจะเข้าใจได้ แต่ทำไมกล้วยกับกล้ายถึงได้ยกมือปิดปากทำท่าเหมือนกลั้นหัวเราะอย่างยากลำบากสุดขีดแบบนั้น.....

 

            “หรือว่า.... นี่ฝีมือพวกเจ๊เหรอครับ !?

            “แหม ก็แค่ล้อเล่นนิดเดียวเอง....”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่อยากจะแทรกตัวผ่านพื้นอาคารหนีลงไปใต้ดินให้พ้นจากสายตาตำหนิและเสียงบ่นกระปอดกระแปดของเหล่าเพื่อนร่วมห้องที่รุมล้อมอยู่ซึ่งเข้าใจว่าเขาสติแตกจากผีปลอมที่นั่งทำเองกับมือ แต่สิ่งที่ทำให้หลานชายหมอผีใหญ่อยากเปลี่ยนจากแทรกแผ่นดินหนีเป็นวิ่งไปกระโดดลงจากชั้นสามให้รู้แล้วรู้รอดคือเสียงหัวเราะก๊ากของฟ้าผู้เริ่มเดาความจริงออก จ้าดยกมือขึ้นกุมขมับ แทบอยากจะบิดคอให้หลุดออกมาเหมือนผีปลอมฝีมือสองตานีเมื่อครู่ นี่มันวันอะไรของเขากันเนี่ย......

 

 

            “โอ๋ๆจ้าด อย่าซึมเลยน่า.....”

            เกือบสิบเอ็ดโมง สองตานีหนึ่งเด็กสาวหมัดเหล็กเปลี่ยนเวรกับผีชุดที่สองลงมาตามหาจ้าด ก่อนจะเจอเด็กหนุ่มหน้าดุนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ในโรงอาหารซึ่งแทบจะร้างผู้คน แม้ผู้เข้าชมงานจะมากมาย แต่ส่วนใหญ่ก็เลือกกินข้าวกลางวันตามร้านที่จัดในห้องเรียนซึ่งมีอาหารหลากหลายและถูกกว่า โรงอาหารความจุเกือบหกร้อยคนที่เวิ้งว้างว่างเปล่าจึงสมบูรณ์แบบสำหรับการนั่งสงบสติอารมณ์..... โดยเฉพาะอารมณ์อยากฆ่าตัวตายของหลานชายหมอผีใหญ่ในยามนี้

 

            “จะไม่ให้ซึมได้ไงล่ะครับเจ๊ !?” ผู้ถูกปลอบว้าก “ทั้งโดนด่าว่าสร้างเรื่องยุ่งไม่เข้าเรื่อง ทั้งทำประตูพัง ทั้งโดนมองว่าขี้ขลาด แล้วฟ้าก็ยังหัวเราะซะขนาดนั้นอีก เราไม่มีหน้าจะกลับไปหาเพื่อนๆแล้ว......”

            “อ๊ะ ขอโทษ.....” เด็กสาวหน้าคมตอบกลั้วหัวเราะ “แต่ไม่เป็นไรแล้วล่ะ กล้วยกับกล้ายก็ซ่อมประตูไปแล้วด้วย”

            “แล้วอธิบายกับคนอื่นรึยังล่ะว่าจริงๆเรื่องมันเป็นยังไง” จ้าดถามกลับเสียงขุ่น “ถ้าไม่อธิบาย จะซ่อมประตูหรือไม่ซ่อมทุกคนก็ด่าเราเหมือนเดิมนั่นแหละ”

            “จะหื้ออธิบายจะไดล่ะบ่าจ้าดง่าว” ตานีสาวผมหางม้าตอบพร้อมกัด “อธิบายไปหมู่เปิ้นก็ฮู้หมดสิว่าหมู่เฮาเป็นตานี”

            “แล้วจะเล่นทำไมตั้งแต่แรกล่ะคร้าบ ว้อย.....!

            “เอาน่าๆ ลืมๆไปเถอะ เรื่องแย่ๆน่ะอย่าเก็บเอามาใส่ใจเลย”

            “จะน่าเชื่อถือกว่านี้เยอะถ้ากล้วยไม่ได้เป็นคนพูดน่ะนะ”

            “จะอั้นก๋า....” ราชินีตานีชะงักเล็กน้อย แต่เธอก็เสนอขึ้นอีกครั้ง “เอาจะอี้ก่อ ไปเดินดูงานของห้องอื่นกัน อยากกินอะหยังอยากยะอะหยังเดี๋ยวหมู่เฮาเลี้ยงเอง”

            “ไม่เอ๊า !” หลานชายหมอผีใหญ่ปฏิเสธทันควัน “ผมมีไว้ให้แกล้งไม่ใช่เหรอครับ ไม่ต้องมาเอาอกเอาใจผมหรอกครับ อยากแกล้งอะไรแกล้งตามสบายเลย.....”

            “เป็นเอามากแฮะบ่าจ้าดวอกนี่” กล้ายพึมพำ แต่ก็ตัดสินใจช่วยเพื่อนสาวอีกแรง “อย่าขี้งอนนักเลยน่า เป็นป้อจายแต๊ๆ”

            “ป้อจายเจอแบบนี้เข้าไปก็เซ็งได้เหมือนกันนะครับเจ๊”

            “เอาน่า ไปเถอะๆ เมื่อเช้าข้าเจ้าหันห้อง 214 มีงานออกร้านน่าสนใจมากเลยล่ะ ไปดูกันเถอะๆ”

            “นี่สรุปจะเอาเราไปเป็นเพื่อนเดินเล่นเฉยๆใช่มั้ยเนี่ย !?

 

            แต่จนแล้วจนรอด สี่สาวก็ฉุดลากเพื่อนหนุ่มถูลู่ถูกังตัดทุ่งหิมะกลางหมู่ตึกเรียนข้ามมายังตึกสองจนได้ ตึกสองเป็นตึกที่มีการตกแต่งโดดเด่นที่สุด เนื่องจากมีแต่นักเรียนชั้นมัธยมสี่และห้าซึ่งมีเวลาและกะจิตกะใจมากกว่านักเรียนมัธยมหกผู้ต้องกังวลกับการสอบเอนทรานซ์ ตัวอาคารคอนกรีตเสริมไม้ที่มีหิมะปกคลุมถูกประดับประดาไปด้วยริบบิ้นสีเขียวและครามอันเป็นสีประจำของทั้งโรงเรียนและเมืองตานนะคอน ป้ายชื่อร้านต่างๆวางเรียงรายกันอยู่ในลานโล่งใต้ถุนตึกอัดกันแน่นจนแทบจะไม่มีที่เดิน

 

            หลานชายหมอผีใหญ่หันมองราชินีตานีแวบหนึ่ง แล้วก็เห็นดวงตาเรียวที่สะท้อนแสงแดดเป็นประกายสีเขียวจ้องเขม็งไปยังป้ายโฆษณาของห้อง 214 ที่เธอพูดว่าอยากจะดู มันเป็นป้ายขนาดใหญ่สีสันเตะตาด้วยตัวอักษรสีแดงตัวเท่าหม้อแกงบนพื้นขาว

 

            The 214 FPS World พวกเรายกตู้เกมระดับสุดยอดมาไว้ที่นี่ ! เล่นแบบบุฟเฟต์ชั่วโมงละห้าสิบเบี้ยเท่านั้น ! เล่นสองชั่วโมงแถมหนึ่งชั่วโมง !

 

            จ้าดถอนหายใจเฮือกใหญ่ ราชินีตานีผู้เก่งกาจและเอาจริงเอาจังเสมอในสมรภูมิ จะมานั่งเล่นตู้เกมเนี่ยนะ

 

            ที่สำคัญ กิจกรรมดึงดูดเกรียนแถมมีโปรโมชั่นซะขนาดนี้ พวกเขาจะได้เล่นแน่เร้อ......

 

            แต่เอาเข้าจริง คิวกลับสั้นเกินคาด ส่วนหนึ่งน่าจะเพราะห้องนี้ประกาศหราเอาไว้หน้าประตูว่าจะเปิดยาวไปจนถึงค่ำ ตรงกันข้ามกับห้องอื่นๆ ซึ่งจะปิดกิจการตอนบ่ายโมงตรงเพื่อหลีกทางให้นิทรรศการชมรม และอีกส่วนน่าจะมาจากผู้เข้าชมงานแต่ละคนก็ไม่ได้อยากจะติดหนึบอยู่กับเกมพวกนี้นานนัก ด้วยยังมีของน่าสนใจให้ชมอยู่อีกนับร้อยๆอย่างทั่วโรงเรียน

 

            แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำหรับสี่สหายซึ่งต่างก็ได้เดินดูงานเวอร์ชั่นชิมลางมาตั้งแต่เมื่อคืนเรียบร้อยแล้ว ทุกคนจึงซื้อคูปองสามชั่วโมงจากนักเรียนชายหัวเกรียนหน้าห้อง ก่อนจะก้าวเข้าสู่โลกที่ดังก้องไปด้วยเสียงอาวุธปืนนานาชนิดราวกับอยู่ในสงคราม.....

 

            “จ้าดๆ เล่นบ่าอันนั้นกันเหอะ”

            กล้วยชี้ไปยังตู้เกมยิงต่อสู้เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดซึ่งมีโหมดสู้กันเองระหว่างผู้เล่นทั้งสองคนได้ เด็กหนุ่มหน้าดุนิ่วหน้าเล็กน้อย

 

            “เกมนี้มันยิงกันเองนากล้วย” เขาท้วงเพื่อนสาว “อย่างกล้วยนี่เล่นพวกเกมยิงผีทางโน้นน่าจะสนุกกว่านะ”

            “บ่หรอก ข้าเจ้าอยากสู้กับนาย” ราชินีตานีตอบพร้อมรอยยิ้มแยกเขี้ยว “ได้ยินนายอู้มาตั้งหลายครั้งแล้วว่ายิงปืนเก่งจะอั้นจะอี้ ลองดูกันสักตั้งดีกว่าว่าจะเก่งแต๊เก่งว่าอย่างที่อู้รึเปล่า”

            “เดี๋ยวๆ ถ้าแข่งกับเจ๊ผมมิแพ้ราบคาบเหรอครับ !? มนุษย์ที่ไหนจะยิงปืนเก่งเท่าตานีล่ะครับเจ๊ !?

            “จะแพ้ได้จะได เครื่องเล่นเกมนั่นเป็นปืนพกเน่อ จ้าดก็ฮู้นี่ว่าข้าเจ้ายิงปืนพกบ่เก่ง”

            “อย่ามาสตรอเบอรี่ คืนแรกที่กล้วยไปบ้านเรากล้วยเหนี่ยวซะสิบนัดเข้ารูเดียวกันหมดเลยไม่ใช่เรอะ !?

            “ก็แค่บังเอิญน่า..... ไปเถอะๆ ไปเล่นกับข้าเจ้าหน่อยเน่อ”

            “ไม่เอ๊า ! ก็บอกว่าไม่เอาไง !

 

            การชวนแกมบังคับจนแทบจะกลายเป็นถกเถียงแกมทะเลาะระหว่างตานีสาวผู้ต้องการขยี้มนุษย์ให้แพ้ราบคาบกับมนุษย์ตาขาวผู้ไม่ต้องการโดนขยี้ราบคาบดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยมีตานีสาวอีกตนกับมนุษย์อีกคนมองหน้ากันพลางกะพริบตาปริบๆอยู่เบื้องหลัง เวลาผ่านไปเกือบสิบนาทีแล้ว คิดเป็นมูลค่าเกือบสิบเบี้ยซึ่งซื้อหม่าม้าคัพกระป๋องหนึ่งได้สบายๆ แต่ที่แน่ๆ ดูเหมือนการถกเถียงนี้จะไม่จบลงง่ายๆแน่นอน

 

            “เอาไงดีกล้าย เถียงกันแบบนี้ก็ไม่ได้เล่นกันพอดี” เด็กสาวหน้าคมขอความเห็นเพื่อนข้างตัว

            “หมู่เฮาไปหาอะหยังเล่นกันเองก่อนดีก่อ” กล้ายถามกลับด้วยน้ำเสียงเซ็งพอกัน

            “แต่ทิ้งเอาไว้แบบนี้อายคนเขานา” ฟ้าชำเลืองมองราชินีตานีและหลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งบัดนี้เปลี่ยนจากพูดเฉยๆเป็นเริ่มยื้อยุดฉุดกระชากกันแล้ว “จ้าดนี่ล่ะก็ ทำตัวเป็นเด็กๆ”

            “กล้วยก็เหมือนกัน แต่ก่อนเปิ้นบ่หันจะเป็นจะอี้เลย ยิ่งช่วงหลังๆด้วยแล้ว.....” ตานีสาวผมหางม้าเงียบไปเล็กน้อยราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ แต่แล้วรอยยิ้มหวานเย็นก็ปรากฏขึ้นบนริมฝึปาก “เอาเหอะ ข้าจัดการเอง”

            “กล้ายจะ....”

 

            ถามยังไม่ทันจบ เด็กสาวผู้ใช้คำพูดและไรเฟิลจู่โจมเป็นอาวุธก็เดินเข้าไปประชิดหลานชายหมอผีใหญ่จากด้านหลัง ก่อนจะกระซิบด้วยเสียงดังพอที่ฟ้าจะได้ยินด้วย

 

            “ปฏิเสธเพราะกลัวแพ้แม่หญิงจะอี้ หมู่เฮาตานีเรียกว่าตุ๊ดเน่อ”

            ดูเหมือนสองประโยคของตานีสาวจะแทงใจดำอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อยเพราะเขาตอบตกลงทันที

            “ก็ได้ ! คอยดู จะยิงให้เกลี้ยงไม่ให้กล้วยฆ่าเราได้สักตัวเลย เอาสิ !

 

            “เฮดช็อต ! หนึ่งร้อยสี่สิบครั้งติดต่อกัน ! กล้วยเมพ เมพ เมพขิงๆ !

            เสียงตู้เกมประกาศดังลั่นห้อง ทำเอาเกรียนเกมทั้งหลายหันมามองกันเป็นตาเดียว เด็กสาวหน้าจืดกำมือชูขึ้นฟ้าราวจะประกาศชัยชนะให้ชาวเกรียนทั้งห้องได้รู้ โดยมีจ้าดนอนหงายหลังผึ่งกองกับพื้นอยู่แทบเท้า ทั้งเวียนหัวทั้งปวดตา แถมยังสิ้นหวัง จะไม่ให้สิ้นหวังได้อย่างไร บางตาแค่เริ่มเกมมายังไม่ทันกดซื้อกระสุนซื้อเกราะก็โดนกล้วยยิงเฮดช็อตมาจากระยะร้อยกว่าเมตรแล้ว

 

            “หันก่อ หันก่อ ข้าเจ้าเก่งก่อล่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า.....”

            “คร้าบๆ เก่งครับ เก่งมากๆเลยครับเจ๊” เด็กหนุ่มหน้าดุคำรามลอดไรฟันที่ขบกันแน่น ไม่ใช่เพราะแค้น แต่เพราะเวียนหัวจนคลื่นไส้ “ก็บอกแต่แรกแล้วว่าเราแพ้แน่ๆ ก็ยังจะลากมาแข่งอีก....”

            “ก็บ่นึกว่านายจะเล่นแย่ขนาดนี้นี่” กล้วยตอบกลั้วหัวเราะ “เอ้า ลุกๆ มาหื้อข้าเจ้ายิงต่อได้แล้ว”

            “พอแล้ว จะตายแล้ว.....” จ้าดบีบเสียงแหบแห้งก่อนจะหันมาหาเพื่อนสาวหน้าคมที่ยืนหัวเราะคิกๆ อยู่เบื้องหลัง “ฟ้า เสียบแทนทีเหอะ ไม่ไหวแย้ว.....”

            “ได้เลย กำลังอยากฝึกฝีมืออยู่พอดี”

 

            เด็กสาวผมสั้นผู้ใช้สนับเหล็กเป็นอาวุธก้าวฉับๆไปแทนที่เพื่อนหนุ่มก่อนจะคว้าปืนขึ้นมาถืออย่างไม่ลังเล ขณะทหารผ่านศึกผู้ไม่รู้จะเรียกว่าน่าสงสารหรือน่าสมเพชดีตะเกียกตะกายลุกขึ้น ก่อนจะเดินลากขากลับมายืนข้างตานีสาวผมหางม้าผู้แขวะเขาแทบจะทันที

 

            “หันก่อ ฟ้ายังบ่ย่านบ่อิดออดอะหยังเลย”

            “ก็ปล่อยเจ๊เขาไปสิครับ ผมไม่ได้อยากเล่นนี่” เด็กหนุ่มหน้าดุบ่นอุบอิบ

            “เอาน่า เล่นกับเปิ้นหน่อยเถอะ” รอยยิ้มฉาบอยู่บนริมฝีปากของกล้ายขณะดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวของเธอมองเพื่อนสาวผู้เริ่มกดไกกระหน่ำยิงอย่างเมามันอีกครั้ง “นานๆทีเปิ้นจะได้ผ่อนคลายจะอี้สักที หื้อเปิ้นได้สนุกเต็มที่บ้างเถอะ”

            “เออจริง ปกติเห็นกล้วยดูเศร้าซึมแล้วก็เจ็บแค้นตลอดเลย....” หลานชายหมอผีใหญ่พูดช้าๆ “แต่เขาก็ดูอารมณ์ดีขึ้นเยอะเหมือนกันนะพอกล้ายมา”

            “บ่” เด็กสาวผมหางม้าแย้ง “เปิ้นดูดีขึ้นตั้งแต่เจอกับนายแล้ว ข้าฮู้ ข้าเฝ้ามองเปิ้นอยู่ตลอด”

            “สรุปว่าเจ๊ก็เป็นสตอล์กเกอร์จริงๆสินะ....”

            “ก็บอกว่าบ่แม่น จะย้ำข้าเรื่องนี้ไปอีกกี่ทีหา !?” กล้ายแหวเสียงเขียวจนฝ่ายตรงข้ามตั้งการ์ดเตรียมพร้อมหากเธอออกงิ้วอะไรขึ้นมา แต่เสียงของตานีสาวก็อ่อนลงในประโยคต่อมา “แต่แต๊ๆเน่อ หลังจากองค์ราชินีซอตาย เปิ้นก็บ่เคยอู้กับผู้ได๋แบบสนิทสนมเหมือนที่อู้กับนายแล้วก็คนอื่นๆเลย โดยเฉพาะนายน่ะเปิ้นอู้ด้วยแบบสนิทที่สุดแล้ว ข้าว่านายนั่นแหละเป็นคนยะหื้อเปิ้นเปลี่ยนไป.... บ่สิ ยะหื้อเปิ้นกลับมาเป็นตนเดิมมากกว่า.....”

            “แต่อย่าคึดว่าเป็นจะอี้แล้วจะได้กล้วยไปเน่อ !” จู่ๆ เด็กสาวผมหางม้าก็เสียงเขียวขึ้นอีกครั้งอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย “ข้าบ่ยอมยกกล้วยหื้อบ่าจ้าดง่าวอย่างนายหรอก ฝันไปเถอะ !

            “แล้วเราไปบอกกล้ายว่าเราชอบกล้วยตั้งแต่เมื่อไหร่มิทราบ” จ้าดดักคอเพื่อนสาวทันควัน “พูดยังกับเราอยากจะได้เขามาเป็นแฟนนักหนางั้นแหละ”

            “บ่ฮู้ล่ะ บอกไว้ก่อน” ตานีสาวตอบก่อนจะถามกลับ “แล้วนายคึดจะไดกับเปิ้นล่ะถ้านายบ่ได้ชอบเปิ้นน่ะ”

            “ก็คิดเหมือนเป็นเพื่อนคนนึงแค่นั้นเอง จะให้คิดอะไรมากกว่านั้นได้ล่ะ”

            “แน่ใจก๋า” ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวหรี่ลงราวยังไม่เชื่อใจฝ่ายตรงข้าม “แล้วถ้าเกิดเปิ้นบอกว่าชอบนายขึ้นมาล่ะ นายจะว่าจะได”

            “ชอบเรา !?” หลานชายหมอผีใหญ่ทวนคำเสียงสูง “ตลกน่า ใครจะมาชอบคนอย่างเรา”

            “นั่นก็ถูก....” คำตอบของเด็กสาวผมหางม้าทำเอาจ้าดแทบหงายเงิบ

            “ไม่ช่วยแย้งหน่อยเรอะ....”

            “จะหื้อแย้งยะหยังล่ะบ่าจ้าดง่าว ก็นายเป็นคนอู้เอง แล้วก็แต๊ด้วย” กล้ายตอบห้วนๆ “แต่ข้าอยากรู้ ว่าถ้าเกิดวันหนึ่งเปิ้นมาอู้ว่าชอบนายขึ้นมาจริงๆ นายจะยะจะได”

            “เอางั้นจริงๆเหรอ” เด็กหนุ่มหน้าดุเกาหัวแกรกๆ “เราว่า.... เราคงตอบปฏิเสธไปแหละ”

            “เพราะอะหยัง” ตานีสาวผู้มีดวงตาเรืองแสงหันขวับมาจ้องเพื่อนหนุ่ม เสียงของเธอแข็งกร้าวขึ้นมาอีกครั้งเสียแล้ว “ตอบหื้อดีๆเน่อ ตอบบ่ดีมีเจ็บ”

            “เอ๊ะ สรุปว่าเจ๊จะอยากรึไม่อยากให้ผมคู่กับกล้วยกันแน่ครับเนี่ย !?

            “บ่อยากแน่นอนย่ะ” กล้ายตอบแบบไม่จำเป็นต้องคิด “แต่ข้าอยากฮู้ว่ายะหยังนายถึงปฏิเสธ กล้วยบ่ดีตรงได๋”

            “โอ๊ย เรื่องมากจริง” จ้าดยกมือขึ้นเการังแคแกรกๆอีกครั้งอย่างหงุดหงิด “ถ้าจะให้พูดล่ะก็.... กล้วยน่ะเป็นเพื่อนที่ดีนะ แต่ถ้าจะให้เป็นแฟน.... หน้าจืดเหมือนเต้าหู้ทอดไม่มีน้ำจิ้มขนาดนั้น แถมยังอกแบนเป็นกระดานทัชแพดขนาดนั้นอีก จะมีแฟนสักคนอย่างน้อยขอหน้าตาดีๆมีน้ำมีเนื้อสักหน่อยเหอะ”

 

            “ผู้ได๋กาเจ้าที่หน้าจืดเป็นเต้าหู้ทอดบ่มีน้ำจิ้ม แล้วก็แบนราบเหมือนกระดานทัชแพด.....”

            ราวกับถูกไนโตรเจนเหลวเต็มแกลลอนสาดใส่ไขสันหลัง เลือดในเส้นเลือดทุกเส้นของจ้าดแข็งตัวอย่างฉับพลันเมื่อเสียงสำเนียงตานนะคอนอันเย็นเยียบยิ่งกว่าอากาศข้างนอกดังขึ้นจากด้านหลังพร้อมไอวิญญาณแฝงจิตสังหารเข้มข้นที่แผ่รังสีออกมาเหมือนแกนเตาปฏิกรณ์โรงไฟฟ้าปรมาณูแสนคำ เด็กหนุ่มหน้าคุค่อยๆหันหลังกลับไปมองอย่างหวาดผวาแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร กล้วยยืนอยู่เบื้องหลังเขาในระยะประชิด มือทั้งสองกำแน่นสั่นระริกอยู่ข้างตัว กรามขบกันแน่นจนเป็นสันนูน ใบหน้าจืดยามนี้มีสีสันขึ้นมาบ้างด้วยเลือดที่สูบฉีดเป็นสีแดงก่ำทั้งจากความโกรธและความอาย ข้างตัวเธอ ฟ้ายืนยิ้มแบบทองไม่รู้ร้อน รอดูเพื่อนหนุ่มปากหมาโดนชำแหละเป็นชิ้นๆ....

 

            “เอ่อ กล้วย....” เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มใบหน้าแม้อุณหภูมิในห้องจะเย็นจนต้องใส่เสื้อไหมพรม “เราไม่ได้พูดถึงกล้วย.....”

            “บ่ต้องมาแถ !

            “อ๊าก.........................!!!

 

 

            “ฮือ.... หนูเจ็บง่า....”

            เด็กหนุ่มหน้าดุร้องไห้กระซิกๆเป็นเด็กอมมือ แผลถูกฟาดทั้งที่หลังและแขนทั้งสองข้างเมื่อเกือบครึ่งชั่วโมงที่แล้วยังคงเจ็บแปลบราวกับถูกไฟเผา กล้ายจงใจแค่นหัวเราะให้เพื่อนหนุ่มได้ยินสองสามฮ่าก่อนจะหันกลับไปจัดการเส้นเล็กต้มยำลูกชิ้นกวางของเธอต่อ ฟ้าเงยหน้าจากข้าวกะเพราเนื้อขึ้นมาหัวเราะเช่นกัน แต่อย่างจริงใจกว่าเด็กสาวผมหางม้าอยู่โข ในขณะที่ราชินีตานีผู้กำลังซดแกงอ่อมเสียงดังโฮกๆ ไม่แม้แต่จะหันมามอง ในอกแบนๆ ยังเจ็บพอๆกับหลังของหลานชายหมอผีใหญ่ ทำไมต้องมีคนมาล้อปมด้อยของเธอกันนักนะ ตั้งแต่ผีภารโรงโรคจิตนั่นแล้ว.....

 

            “ก็สมควรแล้วนี่คะรุ่นพี่จ้าด” วิญญาณหิมะสาวผู้เป็นคนเดียวที่ตีหน้าสงสารรุ่นพี่หนุ่มกลับลำมาซ้ำเติมเสียแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะเธอก็เข้าใจหัวอกเด็กสาวหน้าจืดไม่น้อย “ล้อเรื่องปมด้อยผู้หญิงแบบนี้ไม่ดีเลยนะคะ”

            “จ้าๆ รู้แล้วจ้า” จ้าดลากเสียงตอบรุ่นน้องผู้เพิ่งจะมาสมทบเมื่อสิบนาทีที่แล้ว “แล้วนี่ยูคิว่างเหรอ ที่ห้องงานเสร็จแล้วเหรอ”

            “เสร็จแล้วค่ะ นี่ก็เกือบสิบสองนาฬิกาครึ่งแล้วนี่คะ” การบอกเวลาของเด็กสาวชาวฮิมิตสึแปร่งๆเล็กน้อย “แล้วนี่ตอนบ่ายพวกพี่ๆจะทำอะไรกันคะ”

            “ก็.... คงกลับไปเตรียมพร้อมรอการแสดงตอนเย็นอยู่ที่ห้องมั้ง เพราะเมื่อวานดูงานชมรมหมดแล้ว” กล้วยตอบ “หรือยูคิมีอะหยังอยากหื้อหมู่เฮาไปดูก่อ”

            “ไม่มีหรอกค่ะ ฉันเองก็ไม่ได้อยู่ชมรมอะไรด้วย....” วิญญาณหิมะสาวลากเสียงเล็กน้อย ก่อนจะเสริมขึ้นเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “อ้อ อยู่ชมรมหนึ่งค่ะ ชมรมฟันดาบ ซ้อมหนักมากด้วย กลับดึกๆแทบทุกวัน....”

            “แหม อย่าอู้จะอั้นสิ ข้าเจ้าฮู้สึกผิดเน่อ” ราชินีตานีหัวเราะแหะๆ เมื่อนึกถึงสิ่งที่เธอโกหกกับโฮสแม่ของรุ่นน้องสาวเอาไว้ “แต่ถ้ายูคิจะหื้อหมู่เฮาอยู่เป็นเพื่อนก็ได้เน่อ”

            “ไม่เป็นไรค่ะ เพื่อนๆที่ห้องก็นัดฉันไว้เหมือนกัน เดี๋ยวกินข้าวเสร็จก็ต้องไปแล้วล่ะค่ะ” ยูคิตอบยิ้มๆ “แต่ถ้ามีอะไรก็โทรเรียกได้เลยนะคะ ถ้าเจอผีหรืออะไรทำนองนั้น.....”

            “ได้ ถ้ามีอะหยังจะโทรไปเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดพยักหน้า

            “เอ้อ กล้าย ถามอะไรหน่อยสิ” จ้าดเอ่ยขึ้นหลังจากทั้งวงข้าวเงียบกันไปอึดใจใหญ่ “ตานีกินอาหารมนุษย์ปกติได้ด้วยเหรอ”

            “แล้วหันกล้วยกับข้าเจ้ากินอะหยังอยู่ล่ะบ่าจ้าดง่าว”

            “เอ้อ.... ก็.... นั่นแหละ....” หลานชายหมอผีใหญ่แทบไปไม่เป็นเมื่อโดนอีกฝ่ายกัดกลับมาแรงๆหนึ่งกร้วมถ้วน “แต่กล้วยเคยทำอาหารให้เรากิน รสชาติเปรี้ยวๆฝาดๆ แล้วกล้วยก็บอกว่าตานีชอบรสแบบนั้น ถ้าชอบรสแบบนั้นจริงก็ไม่น่าจะชอบอาหารของมนุษย์ได้นะ”

 

            จ้าดไม่ทันเห็นว่าเพื่อนสาวหน้าจืดสะดุ้งสุดตัว แต่กล้ายเห็น เธอแสยะยิ้มแยกเขี้ยวก่อนจะแสร้งดัดเสียงนุ่มตอบเพื่อนหนุ่ม

 

            “อ๋อ บ่หรอก อย่าลืมสิ ตานีเคยเป็นมนุษย์เน่อ ก็ชอบรสเหมือนๆกับมนุษย์นั่นแหละ”

            “อ้าว แล้วทำไม.....”

            “กล้วยยะอาหารบ่เป็นน่ะสิ”

            “กล้าย ไปบอกเปิ้นยะหยัง !?

 

            กล้วยออกอาการโวยวายทันที ใบหน้าขาวกลายเป็นสีแดงก่ำพอๆกับเมื่อครั้งอยู่ในห้อง 214 เธอทำท่าจะเอามืออุดปากเพื่อนสาว แต่กล้ายไหวตัวทัน ตานีสาวผมหางม้าเอาฝ่ามือยันหน้าอีกฝ่ายไว้ก่อนจะพูดต่อ

 

            “นอกจากเรื่องอกแล้วก็มีเรื่องนี้แหละที่เป็นจุดอ่อนของเปิ้น ยะอาหารทีไรกินบ่ได้ทุกที ขนาดไข่เจียวหรือแม้กระทั่งบะหมี่สำเร็จรูปยังเละได้เลยเน่อ” เสียงของเธอเริ่มมีเสียงหัวเราะปนเข้ามาเรื่อยๆ “แต่เปิ้นก็ชอบยะเน่อ หมู่เฮาก็เลยสงสาร เลยฝืนๆชมไปย่านเปิ้นจะเสียกำลังใจ บ่นึกว่าเปิ้นจะไปยะหื้อนายกินด้วย.....”

            “กล้าย ข้าเจ้าอู้ว่าอย่าบอกเปิ้น !

            “ก็ดีนะ” จ้าดพูดกลั้วหัวเราะ “ทีหลังจะได้ระวังไว้ อุตส่าห์หลงเชื่อว่าตานีกินรสแบบนี้”

            “เงียบไปเหอะน่าบ่าจ้าดง่าว !

 

            กินข้าวกันเสร็จ ยูคิก็แยกตัวออกไปยังอาคารกิจกรรมรวมซึ่งมีนิทรรศการของชมรมต่างๆ ส่วนสี่สหายเดินตัดทุ่งหิมะกลางโรงเรียนที่มีผู้คนในเสื้อกันหนาวตัวหนาเดินกันขวักไขว่กลับไปยังตึกสามเพื่อสแตนด์บายรอหัวหน้าระดับเรียกประชุมวงทั้งสามวงเป็นครั้งสุดท้ายตอนห้าโมง การแสดงดนตรีซึ่งเป็นไฮไลต์ของงานจะเริ่มขึ้นตอนหกโมงเย็นในหอประชุมใหญ่ที่จุคนได้เกือบห้าพันคน แต่ด้วยการแสดงเรียงลำดับจากม.4 เป็นระดับแรก กว่าม.6 จะได้แสดงก็เกือบสองทุ่ม แต่ทุกคนก็ตั้งใจรอคอยอย่างไม่มีเบื่อ ด้วยนี่เป็นโอกาสครั้งสุดท้ายที่จะสำแดงชื่อเอาไว้ให้นักเรียนรุ่นหลังๆได้รับรู้....

 

            “ม.6 วงเราแสดงเพลงอะไรบ้างนะฟ้า” จ้าดถามขณะนั่งๆนอนๆอยู่ในห้อง 342 ซึ่งแทบจะไม่มีคนอยู่ ด้วยตอนนี้แค่บ่ายสามเศษๆ

            “ก็มีอย่าผิดของบอดี้สแครม ยะอะหยังสักอย่างของเปรี้ยงนครินทร์ ฤดูหนาวของแพรัลแล็กซ์ คึดฮอดของบอดี้สแครมอีก แล้วก็ช่วงที่ดีที่สุดของบอส-ปอยที่ทั้งระดับจะมาร้องด้วยกัน ทั้งหมดก็.... ยี่สิบห้านาที”

            “วงที่เราอยู่นี่ปิดท้ายเลยสินะ” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ ขยับตัวบนเก้าอี้ไม้อย่างไม่สบายนักก่อนจะเปรยขึ้น “เฮ้อ อยากเล่นดนตรีเป็นบ้างจังน้า....”

            “จ้าดก็เล่นทรอมโบนเป็นไม่ใช่เหรอ” ฟ้าท้วง

            “หมายถึงดนตรีทีเล่นกับวงแบบนี้ได้น่ะ จะได้ไม่ต้องมาเป็นแค่นักร้องคนนึงในกลุ่มนักร้องเป็นร้อยๆคนแบบครั้งนี้”

            “แล้วยะหยังบ่ฝึกล่ะ” ราชินีตานีถามขึ้นบ้าง

            “ฝึกได้ที่ไหน เราอยู่วงเครื่องเป่ามาจนถึงม.4 พอปีที่แล้วก็ไปแลกเปลี่ยนที่ยันละเมอ แล้วปีนี้กลับมาก็ม.6 ต้องรีบอ่านหนังสือสอบแล้ว มีเวลาที่ไหนจะไปฝึกล่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ “กว่าจะรู้สึกตัวก็ช้าไปแล้ว เฮ้อ.....”

            “เอาน่า มหาวิทยาลัยยังมีโอกาสอีก” เด็กสาวหน้าคมปลอบ

            “แล้วจะได้มาเจอเพื่อนๆแบบนี้อีกเหรอ ไม่มีทางหรอก.....”

            “มันก็จริงนะ” ฟ้าพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะถอนหายใจยาว “เฮ้อ.... เผลอแป๊บเดียวก็จะจบแล้วแฮะ”

            “ถ้าจบไป ทุกคนก็คงแยกๆกันไปสินะ....” จ้าดรำพึง “ฟ้าก็จะไปไกลถึงเชียงหลวงเลย.... ไอ้ไร่ไอ้ต๊อก ไอ้แมนไอ้ว่องไอ้มูน แล้วก็คนอื่นๆอีก.... จะมีโอกาสได้เจอกันอีกมั้ยเนี่ย”

            “อย่าบ่นน่าจ้าด” เด็กสาวหน้าจืดขัดคอ “นายยังมีสมุดหน้ามีอะหยังหื้อคุยกัน แต่หมู่เฮาสิ.... หมู่เพื่อน หมู่ญาติที่จากไป บ่มีทางได๋จะติดต่อเปิ้นได้เลยเน่อ”

            “พูดซะเรื่องของเราดูเป็นเรื่องตลกเลยนะกล้วย” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบเสียงเซ็งๆ

            “เวลาจะปลอบคนก็ต้องยะจะอี้บ่แม่นก๋า เอาเรื่องที่แย่กว่ามาอู้หื้อรู้สึกดีขึ้น”

            “มันก็ถูก แต่ไม่ใช่แบบนี้ แบบนี้มันแย่งซีนซึ้งกันชัดๆ !

 

            ฟ้าฤดูหนาวเริ่มสลัวลงเรื่อยๆ ขณะบทสนทนาของสี่สหายดำเนินต่อไปเรื่อยๆ และกว่าหัวหน้าระดับจะส่งเสียงตามสายมาเรียกทุกห้องลงไปประชุมกันข้างล่าง ฟ้าก็มืดจนแทบจะกลายเป็นพลบค่ำแล้ว สองตนสองคนยันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งกันมาเกือบสามชั่วโมง บิดขี้เกียจเล็กน้อย เดินไปคว้าเสื้อกันหนาวมาพาดบ่า ก่อนจะย่ำโครมครามลงบันไดไปยังชั้นล่างพร้อมกระแสเพื่อนร่วมระดับอีกหลายสิบคน

 

            “เอ้อ กล้วย กล้าย ถามอะไรหน่อยสิ” เด็กสาวผมสั้นเอ่ยขึ้นขณะทั้งกลุ่มลงมาถึงชานพักบันไดชั้นสาม “ตานีเคยเป็นมนุษย์มาก่อนใช่มั้ย แล้วมีความทรงจำตอนเป็นมนุษย์เหลืออยู่บ้างรึเปล่า”

            “บ่หรอก” กล้ายตอบ “สิ่งที่หลงเหลืออยู่ก็มีแค่ลักษณะนิสัยพื้นฐานอย่างอาหารที่ชอบ ภาษาที่เคยอู้ หรืออะหยังทำนองนั้นเท่านั้นแหละ นอกนั้นเป็นสิ่งที่หมู่เฮาเรียนรู้ตอนเป็นตานีทั้งนั้น ความทรงจำตอนเป็นมนุษย์น่ะบ่เหลือหรอก”

            “กระทั่งรูปร่างหน้าตาก็ยังบ่มีส่วนมาจากมนุษย์เลย อันนี้เท่าที่แม่ข้าเจ้าบอกมาเน่อ แม่ข้าเจ้าเลือกวิญญาณข้าเจ้ามาเองเลย” ราชินีตานีเสริม

            “อ้อ ก็นึกว่ากล้วยแบนมาตั้งแต่เป็นมนุษย์....”

            “แล้วตานีมีความสัมพันธ์แม่-ลูกกันยังไงเหรอ” ฟ้าเปลี่ยนไปถามกล้ายโดยทำหูทวนลมใส่เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของเพื่อนหนุ่มผู้ยังปากหมาไม่เลิก “ที่เราเคยอ่านมา ตานีเกิดใหม่จะสิงในต้นกล้วยไม่ใช่เหรอ แล้วเป็นแม่เป็นลูกกันยังไง”

            “ต้นกล้วยที่ตานีเกิดใหม่เข้าสิงเป็นต้นหน่อที่แตกจากต้นกล้วยของแม่” ตานีสาวผมหางม้าอธิบาย “และตานีที่เป็นแม่ก็จะดูแล.... นั่นอะหยังที่ขอบฟ้า”

 

            กล้ายชะงักเท้ากึก ทำเอาคนที่อยู่ข้างหลังหยุดกะทันหันตามจนชนกันเป็นพรวน แต่ไม่กี่วินาทีต่อมา นักเรียนทุกคนที่กำลังลงบันไดก็พร้อมใจกันหยุด ดวงตาทุกคู่มองออกไปยังเงาตะคุ่มที่ทาทับสีเทาอมแดงของหิมะที่ปกคลุมเหลี่ยมเขาตานปันน้ำทางทิศตะวันตก คะเนด้วยสายตา เงานั้นมีจำนวนเกือบยี่สิบร่าง สูงท่วมตึกแถว และกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ตานนะคอนพิทยาคมอย่างช้าๆ เหนือร่างนั้นขึ้นไปเกือบร้อยเมตร อะไรบางอย่างที่ดูเหมือนนกบินวนฉวัดเฉวียน แต่ตอนนี้นกประจำถิ่นอพยพหนีหนาวลงใต้กันไปหมดแล้ว แล้วตัวอะไรล่ะที่จะมาบินว่อนตอนพลบค่ำท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บแบบนี้.....

 

            ไวเท่าความคิด ตานีทั้งสองล้วงมือไปปลดกล้องเล็งของพวกเธอออกมาจากถุงปืนก่อนจะยกขึ้นส่องแทบจะพร้อมกัน แล้วสีเลือดเพียงน้อยนิดบนใบหน้าก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว

 

            “จ้าด ฟ้า เตรียมตัวหื้อพร้อม หมู่เฮาต้องอพยพคนในโรงเรียนนี้หื้อเร็วที่สุด”

            “มีอะไรเหรอกล้วย ทำไม !?” ฟ้าถามเสียงตื่นตระหนกเมื่อเสียงของเพื่อนสาวเคร่งเครียดและแฝงด้วยความวิตกอย่างไม่เคยได้ยินมาก่อนตลอดกว่าสี่เดือนที่รู้จักกัน

 

            “หมู่ผีร้ายเล่นอาวุธหนักแล้ว.....”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น