ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 32 : งานเทศกาลที่เต็มไปด้วยสาวอกแบน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 57
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    19 ม.ค. 58

            “ที่บ้านเป็นไงบ้างยูคิ”

            ฟ้าเอ่ยถามรุ่นน้องสาวขณะนั่งตัดผ้าทำเครื่องแต่งกายผีอยู่กับกลุ่มเด็กสาวคนอื่นๆในช่วงเย็นหลังเลิกเรียนท่ามกลางเสียงตอกไม้และเลื่อยไม้โป๊กเป๊กครืดคราดที่ดังลั่นห้อง หนึ่งอาทิตย์กว่าแล้วหลังจากนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวฮิมิตสึย้ายไปอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ แต่เธอก็แวะเวียนมาหารุ่นพี่ทั้งสี่เกือบทุกวันในช่วงหลังเลิกเรียนก่อนจะกลับห้องไปช่วยเพื่อนๆทำงานต่อ ด้วยทั้งคิดถึงและไม่อยากพลาดหากมีภารกิจปราบผีร้าย แม้เธอจะกลัวผี แต่ประสบการณ์การรบกับตานีทั้งสองนั้นแทบหาไม่ได้เลยจากที่อื่น

 

            “ดีค่ะ” วิญญาณหิมะสาวตอบยิ้มๆ ยื่นถุงน้ำผลไม้ที่ซื้อมาฝากพี่ๆให้เด็กสาวหน้าคม “พ่อแม่ก็ใจดี ลูกสาวก็ดูแลฉันดีมากเลยค่ะ”

            “ได้ยินจะอั้นหมู่เฮาก็ดีใจล่ะเน่อ” ราชินีตานีพูด มือรับผ้าสีกรมท่าเข้มที่เพื่อนอีกคนส่งมาให้ก่อนจะเริ่มเย็บติดกันเป็นผ้าคลุมหน้า “บ่มีปัญหาอะหยังแม่นก่อ”

            “ยังไม่มีหรอกค่ะ” สาวแว่นส่ายหน้าน้อยๆ “แต่รุ่นพี่จ้าดก็บอกมาแล้วว่าปัญหาจะเกิดช่วงเดือนที่สี่เดือนที่ห้า ก็ยังวางใจอะไรไม่ได้หรอกค่ะ”

            “บ่ต้องไปเชื่อบ่าจ้าดง่าวนั่นมากก็ได้เน่อ”

            “แต่รุ่นพี่จ้าดก็บอกตรงกับที่ฉันเคยได้ยินคนที่ฮิมิตสึพูดกันนะคะ” ยูคิแย้ง “แต่ยังไงฉันก็จะทำให้ดีที่สุดค่ะ”

            “จะอั้นก็พยายามต่อไปเน่อ” ตานีสาวผมหางม้ายิ้มให้รุ่นน้องสาว “ว่าแต่.... ยูคิบ่หันอะหยังแปลกๆในบ้านหลังนั้นแม่นก่อ”

            “ไม่นี่คะ” คิ้วบางของยูคิขมวดเข้าหากันอย่างฉงน “ทำไมเหรอคะรุ่นพี่กล้าย หรือว่าในบ้านหลังนั้นมี.....”

            “อ๋อเปล่าๆ บ่มีอะหยัง ข้าแค่หันว่ายูคิกลัวผีเลยถามไปจะอั้นเอง เผื่อว่าจะมีการหื้อหมู่เฮายะ” เด็กสาวผู้มีดวงตาสีเขียวเรืองแสงรีบปฏิเสธพลางหลบสายตาดุๆของกล้วยและฟ้า ทั้งสองย้ำมาคลอดว่าเธอไม่ควรถามอะไรให้รุ่นน้องสาวผู้นี้ผิดสังเกต “แต่ถ้าหันอะหยังขึ้นมาบอกหมู่เฮาทันทีเลยเน่อ จะจัดการหื้อฟรีๆเลย”

            “ค่ะ” วิญญาณหิมะสาวพยักหน้าพลางยิ้ม “งั้นฉันกลับห้องไปช่วยงานเพื่อนก่อนนะคะ”

            “จ้า......”

            “พวกฟ้านี่สนิทกับยูคิจังนะ” พลอย เด็กสาวผิวคล้ำที่บ้านเกิดอยู่รัฐเดียวกับไร่ผู้เคยอยู่ในเหตุการณ์กระสือกระหังบุกเอ่ยขึ้น “พวกผู้ชายคงอิจฉาน่าดูเลย ได้ยินว่ามีคนชอบยูคิเยอะด้วยนี่”

            “ปล่อยมันอิจฉาไป ทำอะไรไม่ได้หรอกพวกนี้” ฟ้าหัวเราะเสียงต่ำๆ พลางส่งผ้าที่ตัดเสร็จแล้วให้เพื่อนอีกคนในกลุ่ม “อีกอย่าง เราว่าอย่างยูคิก็คงไม่ค่อยอยากมีเรื่องแบบนี้เท่าไหร่หรอกมั้ง ดูเขาไร้เดียงสาอยู่นะ”

            “ไม่เหมือนพวกเราที่กร้านโลกว่างั้นเหอะ” แก้ว เด็กสาวอีกคนซึ่งเปรี้ยวที่สุดในวงเย็บผ้าแทรกขึ้นด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

            “ใครจะไปกร้านโลกอย่างเธอยะแก้ว !?”

 

            ในวงเลื่อยไม้ที่อีกด้านหนึ่งของห้อง จ้าดกำลังโดนถล่มหนักพอๆกับพายุหิมะที่นอกหน้าต่าง

 

            “รุ่นพี่จ้าดคะ ไปถึงไหนกันแล้วคะกับสาวๆในคอลเล็กชั่น.....” แมนผู้หน้าทะเล้นแต่เรียนเก่งที่สุดดัดเสียงเพี้ยนวรรณยุกต์ของเด็กสาวชาวฮิมิตสึได้เหมือนอย่างน่าประทับใจหากไม่นับน้ำเสียงแหบๆแบบตุ๊ดดัดเสียง

            “พอสักทีเฮอะเรื่องนี้ จะให้ข้าบอกกี่ครั้งวะว่าในกลุ่มนั้นไม่ได้มีใครเป็นแฟนข้าเลยสักคน แค่ชายตามองก็ยังไม่มี” เด็กหนุ่มหน้าดุผู้พยายามตั้งสมาธิพล็อตแบบลงบนไม้อัดวางดินสอก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ “พวกเอ็งพูดแบบนี้ข้ายิ่งเจ็บนะเว้ย อุตส่าห์อยู่กลางกลุ่มผู้หญิงแล้วยังไม่มีแฟนแบบนี้ ถึงกลุ่มนั้นจะไม่มีใครที่ตรงสเป็กข้าก็เถอะ”

            “ก็เพราะเอ็งมันอ่อน กาก ไร้ฝีมือ !” ต๊อกยิงมาแต่ละคำเหมือนกระสุน .50BMG ที่เจาะทะลวงหน้าผากจนจ้าดแทบหงายเงิบลงไปกองกับพื้น “ถ้าเป็นข้าเรอะ จีบติดไปตั้งแต่อาทิตย์แรกแล้วมั้ง”

            “ปากดีแบบนี้พนันร้อยเบี้ยเอามั้ยล่ะแสด......”

            “เฮ้ยๆ ข้าว่าอย่าเลยว่ะจ้าด เดี๋ยวเอ็งก็เสียตังค์เอาง่ายๆ” ว่อง เด็กหนุ่มผู้ฝักใฝ่แต่สาวสองมิติซึ่งกำลังฉลุไม้ปรามสหายข้างตัว “ไอ้ต๊อกน่ะเห็นมันกวนตีนๆ แถมเรียนอ่อนๆแบบนั้นมันจีบผู้หญิงติดเป็นสิบคนแล้วนะเว้ย”

            “ก็เอาสิวะ ข้าว่าสี่คนนี้เอ็งจีบไม่ติดง่ายๆหรอก”

            “อ้าว พูดงี้ก็ได้เสียสิ” เด็กหนุ่มชาวหลวงน้ำทาแยกเขี้ยว แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเย็น “ข้าจะจีบคนไหนก่อนดีนะ เอาฟ้าดีกว่า ยังไงก็รู้จักกันมาตั้งนานแล้ว น่าจะจีบได้ง่ายกว่าคนอื่นอยู่มั้ง....”

            “เฮ้ย อย่านะเว้ย !

            “อย่าอะไรวะจ้าด ไหนว่าแห้วไปแล้วไง” รอยยิ้มของต๊อกยิ่งฉีกกว้างขึ้นไปถึงใบหูเมื่อได้แกล้งไอ้เพื่อนยากที่รู้จักกันมานานกว่าสองปีคนนี้ “แหม หรือว่าจะยังตัดใจไม่ได้.....”

            “พอเฮอะๆ สงสารไอ้จ้าดมัน” ไร่เห็นเด็กหนุ่มหน้าดุทำท่าอัดอั้นแทบจะร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือดอยู่แล้วจึงตัดสินใจยื่นมือเข้ามาช่วยก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “เออเฮ้ย ช่วงนี้พวกเอ็งได้ยินเขาลือกันรึเปล่า ที่ว่ามีผีถ้ำมองในห้องน้ำหญิงตึกหนึ่งน่ะ”

            “ผีถ้ำมอง ?” จ้าดและว่องเงยหน้าขึ้นจากงานมาทวนคำพร้อมๆกัน ก่อนที่เด็กหนุ่มใส่แว่นจะพูดต่อ “เป็นยังไงวะ ผีถ้ำมอง”

            “เท่าที่ได้ยินมาเห็นว่ามีพวกตึกเจ็ดสิบปีบางห้องไปใช้ตึกหนึ่งทำงานเพราะมันทิ้งร้างไม่มีใครใช้เรียน แล้วก็มีผู้หญิงคนนึงไปเข้าห้องน้ำ นั่งๆอยู่ก็เห็นมีเงาลางๆเหมือนหน้าคนมองลงมาจากช่องระบายอากาศ เขาเลยกรี๊ดแล้วเผ่นออกมาเลย ตอนนี้พวกตึกเจ็ดสิบปีไม่มีห้องไหนกล้าไปใช้ตึกหนึ่งแล้ว ลองไปถามดูได้เลย”

            “เฮ้ย ไม่น่าว่ะ คนโรคจิตมากกว่ามั้ง” หลานชายหมอผีใหญ่ตั้งข้อสังเกตพลางก้มลงตัดแผ่นไม้ต่อ “ถ้าเป็นผีจริงกล้วยกับกล้ายก็น่าจะรู้แล้วสิ”

            “ทำไมสองคนนั้นถึงจะรู้วะ ขนาดพวกเราที่รู้จักคนอยู่เจ็ดสิบปีตั้งเยอะยังไม่ค่อยรู้กันเลย แล้วเด็กใหม่สองคนนั้นจะไปรู้ได้ยังไงวะ” เด็กหนุ่มผู้เรียนเก่งที่สุดถามโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากงานในมือ

            “ก็เพราะสองคนนั้นน่ะเป็น....”

            “สองคนนั้นรับจ๊อบทำงานปราบผีน่ะ” จ้าดรีบพูดก่อนที่เด็กหนุ่มจากหลวงน้ำทาจะทันหลุดความลับของเพื่อนสาวทั้งสองออกมา ขาเตะอีกฝ่ายใต้โต๊ะอย่างแรงจนเลื่อยแทบหลุดจากมือต๊อก “แล้วเขาก็เคยแจกใบปลิวในโรงเรียนมาแล้วด้วย ถ้าเกิดเห็นผีจริงๆสองคนนั้นก็น่าจะรู้นะเว้ย อีกอย่าง แค่ปีนไปดูที่ช่องระบายอากาศ คนธรรมดาก็ทำได้เหมือนกันนี่หว่า”

            “ไอ้ทำได้น่ะทำได้แน่ถ้าเป็นห้องน้ำชั้นหนึ่ง แต่นี่มันชั้นสี่ว่ะ” เด็กหนุ่มชาวใต้ตอบพลางโยนไม้ที่ฉลุเป็นรูปหลังคาหน้าจั่วแบบเวียงตานไปข้างๆก่อนจะหยิบแผ่นใหม่มาพล็อตแบบต่อ “แล้วเอ็งก็รู้ว่าตึกหนึ่งมันเป็นยังไง ไม่มีที่ปีนหรือแม้กระทั่งระเบียงสักกะนิด ต้นไม้แถวนั้นก็ไม่มี ถ้าคนธรรมดาจะทำก็ต้องเอาบันไดพาด แต่ถนนหน้าโรงเรียนก็พลุกพล่านทั้งวันทั้งคืน ถ้าทำแบบนั้นจริงก็ต้องเห็นแน่นอน ใครมันจะกล้าเสี่ยงขนาดนั้นวะ”

            “แต่บางทีอาจจะเป็นแค่ข่าวลือ หรือไม่ผู้หญิงคนนั้นก็อาจจะแต่งเรื่องขึ้นมาให้คนอื่นกลัวก็ได้นี่หว่า” หนุ่มแว่นคนเดียวในกลุ่มท้วงขึ้นบ้าง “มีคนเห็นแค่คนเดียวเองนี่ ใช่รึเปล่า เชื่อถืออะไรไม่ได้หรอกว่ะ”

            “ใครบอกเอ็งว่าคนเดียว คนแรกออกมาเพื่อนๆก็ยังไม่เชื่อกันเท่าไหร่หรอก แต่มันมีหลายครั้งนี่สิ” ไร่เน้นเสียง “ครั้งต่อๆมาก็มีคนโดนมองพร้อมกับดึงเสื้อ สองวันต่อมาก็เปลี่ยนกลายเป็นกระชากผมจนแทบหน้าคว่ำตกส้วม แล้วครั้งที่แรงที่สุดก็คือผู้หญิงเข้าไปกันทั้งกลุ่มสี่ห้าคนแล้วมันมาเป็นตัวๆเลย วิ่งไล่เหมื่อนจะปล้ำจนแตกกระเจิงหนีกลับบ้านกันหมด ถ้านับรวมๆกันก็มีคนเจอเกือบยี่สิบคนนั่นแหละ”

            “เอ็งรู้ดีจังวะ”

            “ก็น้องสาวข้าอยู่ห้องที่มีคนโดนหลอกนี่หว่า”

            “แล้วผู้ชายไม่มีใครโดนหลอกบ้างเหรอวะ” หนุ่มแว่นเพียงคนเดียวในกลุ่มเอ่ยถามขึ้นบ้าง

            “ไม่มีว่ะเท่าที่รู้มานะ”

            “แสดงว่าเป็นผีโรคจิตจริงๆ” ว่องพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างหงุดหงิด “มาถ้ำมองสาวๆแบบนี้อภัยให้ไม่ได้ เราต้องไปกำจัดมัน !

            “แล้วน้องเอ็งบอกรึเปล่าวะว่าตอนที่เจอๆกันน่ะกี่โมง” หลานชายหมอผีใหญ่ถามต่อโดยไม่สนใจเพื่อนผู้ติดจะเพี้ยนๆเนื่องจากอยู่ในโลกสองมิติมากเกินไปเลยสักนิด

            “ไม่ได้บอกว่ะ.... แต่คงไม่ดึกมากนักหรอก เขาไม่ให้นักเรียนอยู่ทำงานเกินสองทุ่มไม่ใช่เหรอ แล้วสองทุ่มหน้าหนาวแบบนี้ก็มืดยังกะสี่ทุ่มอยู่แล้ว”

            “งั้นก็โอเค เดี๋ยวเย็นนี้ตอนกลับบ้านข้าจะลองคุยกับกล้วยกับกล้ายดูอีกที”

            “แหมๆ กลับบ้านด้วยกัน.....”

            “โว้ย เลิกซะทีเหอะ !

 

            กว่าท่านหัวหน้าห้องจะพอใจกับงานและบอกให้เพื่อนๆกลับบ้านกันได้ ตัวเลขสีฟ้าเรืองแสงบนนาฬิกาข้อมือของเด็กสาวหน้าคมก็บอกเวลาเกือบสองทุ่มแล้ว ทั้งห้อง 342 ต่างสะโหลสะเหลลงบันไดพลางสวมเสื้อกันหนาวก่อนจะเดินออกไปจากตึกอันอบอุ่นสู่พายุหิมะหนาวเยือกเข้ากระดูกดำด้านนอก เหมือนอย่างเคย เด็กสาวหน้าจืด หน้าคม ผมหางม้าและเด็กหนุ่มหน้าดุเดินเลี่ยงออกไปทางถนนด้านหลังโรงเรียนซึ่งมีคนน้อยกว่าและสามารถต่อรถไฟฟ้าสายรอบเมืองกลับบ้านได้โดยไม่ต้องไปเบียดเสียดยัดเยียดที่ชุมทางอ้อมตานริมสวนกล้วย

 

            วิญญาณหิมะสาวกลับบ้านไปนานแล้ว เช่นเดียวกับนักเรียนห้องอื่นๆเกือบทุกห้อง เมื่อไม่มีแสงไฟ โรงเรียนตานนะคอนพิทยาคมยามค่ำคืนก็ดูวังเวงมากกว่าปกติ โดยเฉพาะตึกหนึ่งซึ่งมีอายุเท่ากับโรงเรียน แต่ปัจจุบันกลับถูกทิ้งร้างรอการปรับปรุง และยัดนี้ทอดเงาตะคุ่มเป็นสีเทาทะมึนอยู่ในม่านหิมะ

 

            จ้าดมองข้ามรั้วไปยังบานหน้าต่างแตกร้าวบนชั้นสี่ของอาคารอย่างสงสัยระคนหวาด แม้จะชินกับการเจอผีเหมือนชาวตานนะคอนปกติ แต่ก็ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ตึกเก่าแห่งนี้นัก โดยเฉพาะเมื่อเรื่องลี้ลับแปดในสิบของโรงเรียนมีต้นกำเนิดมาจากที่นี่ และยามนี้ เมื่อหลานชายหมอผีใหญ่ได้ฟังเรื่องผีโรคจิตมาจากไร่แล้ว เขาก็ยิ่งหวาดๆตึกนี้มากขึ้นไปอีก ถึงจะรู้ว่าผีตนนั้นไม่ออกมาหลอกผู้ชายก็เถอะ แต่วันดีคืนดีมันอาจจะพุ่งทะลุขีดจำกัดของรสนิยมกลับตาลปัตรมาแอบมองผู้ชายก็ได้ใครจะไปรู้....

 

            “เอ้อนี่ กล้วย ฟ้า กล้าย”

 

            เด็กสาวทั้งสามซึ่งเดินอยู่หน้าจ้าดหันกลับมามองเขาอย่างพร้อมเพรียงกัน

 

            “เคยได้ยินเรื่อง.... ผีโรคจิตถ้ำมองในห้องน้ำหญิงตึกหนึ่งบ้างมั้ย”

            “ก็นายบ่แม่นก๋า” กล้ายยิงเพื่อนหนุ่มทันทีด้วยความเร็วพอๆกับไรเฟิลจู่โจมของเธอ

            “อะไรของเจ๊ครับเนี่ย....”

            “เหมือนจะได้ยินแว่วๆอยู่นะ” ฟ้าตอบตรงประเด็นเป็นคนแรก “เห็นพวกตึกเจ็ดสิบปีทำท่าแหยงๆตึกหนึ่งอยู่เหมือนกัน แต่เราก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร จ้าดไปได้ยินมาจากไหนวะ”

            “ไร่” เด็กหนุ่มหน้าดุพูดสั้นๆ “กล้วยกับกล้ายล่ะ มีรู้สึกถึงพลังงานวิญญาณหรืออะไรเทือกๆนั้นบ้างมั้ย”

            “ผีตนนั้นก็ย่างอยู่ตรงนี้บ่แม่นก๋า”

            “จะหาเรื่องกันใช่มั้ยครับเจ๊กล้าย !?

            “เอาปืนมายิงกันเลยไป” ราชินีตานีตัดบทอย่างรำคาญก่อนจะวกกลับมาเข้าเรื่อง “ถ้าจะถามว่าฮู้สึกก่อ ข้าเจ้าก็ฮู้สึกมานานแล้วล่ะว่ามีอะหยังอยู่ในตึกนั่น แล้วในโปรแกรมเรดาร์ตรวจวิญญาณก็มีสัญญาณอยู่นานแล้วด้วย แต่สัญญาณนั่นยังเป็นสัญญาณวิญญาณปกติ แล้วข้าเจ้าก็หันว่ายังบ่มีผู้ได๋เดือดร้อนข้าเจ้าก็เลยปล่อยไป บ่คึดว่าจะเหิมเกริมถึงขนาดมาถ้ำมองแม่หญิงจะอี้”

            “จะอั้นก็ไปเอาปืนที่บ้านแล้วกลับมาจัดการมันเลยดีก่อ” เด็กสาวผมหางม้าพูดทันที “ยิ่งปล่อยเอาไว้นานจะยิ่งแย่เน่อกล้วย ยิ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวแม่หญิงจะอี้ด้วยแล้ว”

            “อย่าใจร้อนกล้าย ข้าเจ้าบอกกี่ครั้งแล้ว” กล้วยปรามเพื่อนสาว “หมู่เฮายังบ่ฮู้อะหยังเกี่ยวกับผีตนนี้เลยเน่อ ฮู้แค่ว่าโผล่ออกมาในห้องน้ำตึกหนึ่งเท่านั้นเอง”

            “แล้วไร่เล่าอะไรให้ฟังอีกบ้างรึเปล่าวะจ้าด” เด็กสาวหน้าคมหันกลับมาถามข้อมูลเพิ่มเติม “เล่ามาให้ละเอียดเลยก็ได้ จะได้วางแผนได้ง่ายๆขึ้นด้วย”

            “ก็ มันบอกว่าเจอที่ห้องน้ำหญิงชั้นสี่ ตอนแรกเห็นเป็นเงาหน้าคนลางๆมองลงมาจากช่องระบายอากาศเฉยๆ แต่หลังๆเริ่มหนักข้อขึ้นทุกที มีทั้งดึงผมดึงเสื้อ แล้วครั้งที่แรงที่สุดก็คือปรากฏตัวออกมาวิ่งไล่จะทำมิดีมิร้ายผู้หญิงเลย จริงๆเราก็เห็นด้วยกับกล้ายนะว่ายิ่งปล่อยไว้นานจะยิ่งแย่ ถ้าเกิดมันนึกครึ้มๆออกจากตึกมาวิ่งไล่ผู้หญิงคงไม่ดีแน่”

 

            ความกังวลเริ่มปรากฏขึ้นในสีหน้าราชินีตานี

 

            “ทั้งหมดนี่ภายในอาทิตย์เดียวก๋า”

            “ก็น่าจะใช่นะ โรงเรียนเพิ่งให้เริ่มเตรียมงานประจำปีตอนเปิดเทอมเองนี่” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบก่อนจะถามกลับ “ทำไมเหรอ”

            “ถ้าใช้เวลาแค่อาทิตย์เดียวจากแค่สร้างเงาร่างมาปรากฏตัวเป็นตัวเป็นตนจับต้องมนุษย์จะอี้ได้ ก็แปลว่าอัตราการพัฒนาความสามารถของผีตนนี้เร็วมากเกินไปแล้ว” กล้วยตอบเสียงหนัก เธอเงียบไปอึดใจหนึ่งเพื่อสอดบัตรรถไฟฟ้าเข้าไปในสถานีก่อนจะพูดต่อ “ถ้าพัฒนาในระดับนี้อยู่ต่อไป ก็บ่แน่ว่ามันอาจจะออกมาอาละวาดในโรงเรียนแต๊ๆก็ได้”

            “หันก่อ ข้าอู้แล้วว่าหื้อรีบจัดการซะคืนนี้เลย” ตานีสาวผมหางม้าได้ทีสำทับเพื่อนสาว “ถ้ากล้วยยังอยากวางแผนหรือเก็บข้อมูลมากกว่านี้ อย่างน้อยคืนนี้ออกมาซุ่มรอดูลาดเลาก่อนก็ได้ เผื่อมันโผล่ออกมาจะได้ยิงทิ้งเลย สิ้นเรื่อง”

            “เอาจะอั้นก็ได้” ราชินีตานีพยักหน้า เธอหยุดอยู่ที่ทางขึ้นชานชาลาเพราะฟ้าต้องต่อรถไปคนละทาง “แต่คืนนี้คงบ่หื้อจ้าดกับฟ้ามาด้วยเน่อ เพราะจะแค่มาดูลาดเลาเฉยๆ ต้องมีเคลื่อนที่ในพริบตาด้วย ถ้าจ้าดกับฟ้ามาด้วยคงจะบ่สะดวก”

            “อ้าว ไหงงั้นล่ะกล้วย” ทั้งเด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวหน้าคมโวยทันที “เราว่ามาดูลาดเลาน่ะน่าจะให้พวกเรามาด้วยมากกว่ารบจริงอีก นะกล้วย ขอไปด้วยนะ....”

            “บ่ได้หรอกฟ้า ปกติหมู่เฮาดูลาดเลาน่ะจะต้องเคลื่อนที่ในพริบตาหลายๆครั้งเพื่อดูสถานที่ ถ้าฟ้าเคลื่อนที่แบบนี้บ่ได้ก็ไปด้วยบ่ได้หรอก” กล้วยยกเหตุผลที่อีกฝ่ายเถียงไม่ได้ขึ้นมา “เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้มา น่าฟ้า แล้วก็จะได้ชวนยูคิมาด้วยจะได”

            “นี่จะไปปิกนิกหรือไปปราบผีกันมิทราบ” หลานชายหมอผีใหญ่พูดเสียงต่ำๆ

            “งั้นกล้วยกับกล้ายต้องสัญญานะว่าจะไม่ยิงผีตนนี้” ฟ้ายื่นคำขาด “เราอยากจัดการผีตนนี้ด้วยเหมือนกัน มาลวนลามผู้หญิงแบบนี้เราไม่ยอม !

 

            “ข้าเจ้าคงสัญญาบ่ได้หรอก คงต้องขึ้นกับสถานการณ์” ราชินีตานีตอบ

            “แต่จะไดหมู่เฮาก็จะพยายามยังบ่ยิงมันละกัน” กล้ายเสริมก่อนจะยิ้ม “เพราะข้าก็เข้าใจความฮู้สึกของแม่หญิงที่อยากปกป้องแม่หญิงด้วยกันเองเหมือนกัน”

            “ทำไมไม่พูดไปเลยล่ะครับเจ๊ว่าชอบผู้หญิงด้วย....”

 

            คำตอบของเด็กสาวผมหางม้าต่อคำถามของจ้าดคือฝ่ามือมรณะที่ฟาดเปรี้ยงลงกลางแผ่นหลังจนหลานชายหมอผีใหญ่ร้องจ๊าก ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นักที่เธอกับกล้วยจะเป็นเพื่อนสนิทกัน ในเมื่อมือหนักพอๆกันแบบนี้....

 

            “เอาเป็นว่าวันนี้ฟ้ากับ เอ่อ จ้าด....” กล้วยชำเลืองมองเพื่อนหนุ่มที่นอนชักแหงกๆอยู่กับพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบของสถานีรถไฟฟ้าอย่างสมเพชแวบหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “....กลับไปบ้านก่อนละกันเน่อ มีความคืบหน้าจะไดหมู่เฮาจะบอกพรุ่งนี้ละกัน”

            “โทรมาก็ได้กล้วย ไม่มีสอบแบบนี้เรานอนดึกอยู่แล้ว ปกติก็นอนตีหนึ่งตีสองโน่นแน่ะ” เด็กสาวหน้าคมตอบ “งั้นเราไปก่อนนะ ระวังตัวด้วยนะกล้วย กล้าย จ้าดก็ด้วยนะเว้ย อย่าโดนผีหลอกอยู่ในบ้านล่ะ”

            “ขอบคุณมากครับเจ๊สำหรับคำแช่ง เอ้ย คำอวยพร !

 

            ทันทีที่กลับถึงบ้าน กล้วยกับกล้ายก็ตรงเข้าเช็กอุปกรณ์อย่างรวดเร็วก่อนจะออกจากบ้านไปภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที ยังดีที่เด็กสาวผมหางม้ายังมีกะจิตกะใจเข้าครัวไปผัดกะเพราปลาหมึกชามใหญ่วางไว้ให้เจ้าของบ้านผู้กลายเป็นโดดเดี่ยวผู้น่ารักเป็นอาหารเย็น จ้าดถอนหายใจเฮือกอย่างเซ็งๆ แต่อย่างน้อยฝีมือการทำอาหารมนุษย์ของกล้ายนั้นใกล้จะเข้าขั้นภัตตาคาร ผิดกับเพื่อนสาวผู้ทั้งที่มาอยู่กับเขาได้สองเดือน ฝีมือการทำอาหารก็ยังได้รสกล้วยตานีไม่แกะเมล็ดอยู่เหมือนเดิม

 

            “เฮ้อ เบื่อจังเว้ย.....”

            จ้าดรำพึงขณะฟุบหน้าลงกับโต๊ะอุ่นขา หลังจากกล้วยมาอยู่บ้าน และนางรวมทั้งยูคิตามมาในเวลาไม่นานนัก เขาก็ไม่เคยอยู่บ้านคนเดียวเงียบๆแบบนี้มาสองเดือนแล้ว ยิ่งเมื่อกล้ายย้ายมาอยู่ด้วยและราชินีตานีดูอารมณ์ดีขึ้น บ้านก็ยิ่งเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยประสาเด็กสาวจนบางครั้งเขานึกรำคาญโดยเฉพาะเวลาเล่นเกม แต่บัดนี้เสียงทั้งหมดกลับหายไปเสียดื้อๆ แม้แต่วิญญาณหิมะสาวซึ่งมักจะอยู่บ้านกับเขาหากเหล่าตานีไม่อยู่ก็ไปเสียแล้ว

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ถอนหายใจยาวอีกเฮือก ทั้งที่เขาน่าจะดีใจที่บ้านเงียบเสียได้ แถมไม่ต้องออกไปช่วยเพื่อนสาวปราบผี เขาจะได้เล่นเกมอย่างมีความสุข แต่เด็กหนุ่มกลับรู้สึกทั้งเบื่อทั้งเหงาขึ้นมาตงิดๆ แวบหนึ่ง เขาคิดจะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ซึ่งวางอยู่ไม่ห่างจากหัวเขานักหวังจะโทรไปคุยกับฟ้าแก้เบื่อ แต่แล้วเขาก็ล้มเลิกความตั้งใจ ถ้าโทรไปโดยไม่มีเรื่องอะไรพิเศษแบบนี้ฟ้าอาจจะผิดสังเกตแล้วไม่พูดกับเขาขึ้นมาอีกก็ได้ และเขาก็ไม่อยากให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอีกแม้สักครั้งเดียว.....

 

            “โคโดคุ โตะ เซ็ตซึโบ นิ มุเนะ โวะ ชิเมตสึเคระเระ.....”

            เสียงเพลงภาษาฮิมิตสึซึ่งเขาตั้งเอาไว้เป็นเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือทำเอาจ้าดลุกพรวด มือรีบคว้าโทรศัพท์มาดูด้วยคิดว่าจะเป็นหนึ่งในสองตานีโทรมาขอความช่วยเหลือ หรือไม่ก็พ่อแม่ที่ทำงานอยู่เชียงหลวงมีเรื่องอะไรสำคัญ แต่หมายเลขที่แสดงอยู่ที่หน้าจอกลับเป็นหมายเลขที่เขาไม่คุ้นเลยสักนิด มิหนำซ้ำยังเป็นหมายเลขโทรศัพท์บ้านในเขตเมืองตานนะคอนเสียด้วย เด็กหนุ่มหน้าดุคุ้นตงิดๆว่ามันจะเป็นหมายเลขของโรงเรียน หรือว่าจะโทรมาทวงค่าเทอม.....

 

            “สวัสดีครับ” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบปลายสายหลังจากกดรับ

            “โมชิ... เอ่อ สวัสดีค่ะ รุ่นพี่จ้าดใช่มั้ยคะ”

            “ยูคิเหรอ” จ้าดรู้ทันทีว่าปลายสายคือใคร มีคนเดียวที่เรียกเขาว่ารุ่นพี่จ้าดถ้าไม่นับเพื่อนล้อ

            “ค่ะ”

            “มีอะไรเหรอ หรือว่าที่บ้านมีปัญหา”

            “ไม่มีค่ะ ไม่มีๆ” เด็กสาวชาวฮิมิตสึรีบปฏิเสธ “ทุกคนดีกับฉันมาก พาไปเลี้ยงข้าวตามร้านอาหารเกือบทุกเย็นเลย แล้วก็ดูแลฉันทุกอย่าง แต่ฉันเองก็ทำตัวไม่ค่อยถูกน่ะค่ะ.... ฉันไม่เคยรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับนักเรียนแลกเปลี่ยนเลยว่าต้องทำตัวยังไง ควรจะคิดถึงเรื่องอะไรหรือว่าควรจะระวังเรื่องอะไรบ้าง”

            “เราว่ายูคิไม่น่าจะต้องถามคำถามพวกนี้เลยนะ” จ้าดบอกรุ่นน้องสาว “ยูคิปรับตัวเข้ากับโรงเรียนแล้วก็มีเพื่อนได้เร็วกว่าตอนเราไปอีก กว่าเราจะเริ่มคุยกับเพื่อนจริงๆจังๆก็เกือบห้าเดือนโน่นแหละ แล้วก็หลังจากที่โฮสแม่ว้ากใส่เรื่องนี้แล้วด้วย”

            “แต่ฉันยังไม่ค่อยมั่นใจนี่คะ” ปลายสายแย้ง แต่แล้วเธอก็เปลี่ยนคำถาม “คือฉัน.... ทำตัวไม่ค่อยถูก ไม่รู้ว่าจะอยู่บ้านเขาในฐานะอะไร”

            “อ๋อ ปัญหาปกติของนักเรียนแลกเปลี่ยนเลยนะนั่น” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ เขาเองก็เคยประสบปัญหานี้มาแล้วเช่นกัน “เขาว่าครอบครัวอุปถัมภ์อยู่ตรงกลางระหว่างพ่อแม่กับคนแปลกหน้า ไม่แปลกหรอกที่จะวางตัวไม่ถูกแบบนั้น”

            “แล้ว.... ฉันควรจะทำยังไงดีคะ”

            “ก็ไม่ต้องคิดมากหรอก แค่ทำตัวดีๆ แล้วก็ช่วยงานเขาบ้าน ร่วมกิจกรรมกับเขาให้มากๆ พูดคุยกันให้มากๆ เท่านี้ก็น่าจะพอแล้วล่ะ”

            “เหรอคะ....” เสียงของวิญญาณหิมะสาวยังฟังดูไม่แน่ใจนัก “แต่.... ฉันกลัวว่าจะมีปัญหา.... กลัวว่าจะไปได้ไม่ดี.....”

            “ปัญหาน่ะมีอยู่แล้ว” เด็กหนุ่มหน้าดุแทรกขึ้นก่อนที่รุ่นน้องสาวจะพูดจบ “คิดดูสิ ขนาดลูกกับพ่อแม่ยังมีปัญหากันได้เลย แล้วเราเป็นใครถึงจะไม่มีปัญหากับเขา แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดปัญหาก็ไม่เกิดอยู่แล้วล่ะ ยิ่งเป็นคนเรียบร้อยๆแบบยูคิด้วยแล้วเราว่าไม่น่ามีปัญหาหรอก”

            “จริงเหรอคะ.....” เสียงของเด็กสาวชาวฮิมิตสึก็ยังคงฟังดูไม่มั่นใจนักอยู่ดี “แล้ว.... รุ่นพี่จ้าดพอจะมีคำแนะนำหรือประสบการณ์อะไรที่พอจะเล่าให้ฉันฟังอีกบ้างมั้ยคะ ฉันอยากใช้ชีวิตตอนนี้ให้ดีที่สุดก่อนที่จะต้องกลับไปฮิมิตสึน่ะค่ะ”

            “เอาจริงๆก็มีเยอะอยู่แหละ ถ้าจะให้เล่าก็คงยาว” จ้าดตอบ “แต่ว่าจะดีเหรอ ไปทำกิจกรรมกับครอบครัวดีกว่าน่า ปกติครอบครัวจะไม่ค่อยชอบให้นักเรียนแลกเปลี่ยนคุยโทรศัพท์นานๆนะ”

            “ครอบครัวออกไปธุระกันค่ะ ทั้งบ้านเลย เหลือฉันอยู่คนเดียว”

            “อ้าวเหรอ งั้นก็ได้เลย หัวอกเดียวกัน.....” จ้าดหัวเราะ “กล้วยกับกล้ายก็ทิ้งเราออกไปปราบผีเหมือนกัน งั้นเอาเรื่องโฮสแม่สุดโหดของเราก่อนเลยดีกว่า....”

 

            เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วขณะเด็กหนุ่มหน้าดุตั้งต้นสาธยายประสบการณ์อันน่าจดจำแต่ไม่ได้สวยงามไปเสียทั้งหมดเมื่อครั้งเขาไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ยันละเมอเมื่อสองปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งเพราะเรื่องที่มีให้เล่านั้นเยอะมากจนแทบจะเขียนเป็นหนังสือสักเล่มได้ และอีกส่วนก็เพราะหลานชายหมอผีใหญ่ชอบเล่าเรื่องเหล่านี้อยู่ไม่น้อย รู้ตัวอีกที เขาก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อพบว่ากล้วยและกล้ายมานั่งยิ้มหวานเย็นอยู่เบื้องหลังเสียแล้ว

 

            “เอ้ย !? กล้วยกับกล้ายกลับมากันตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย !?

            “ก็นานพอจะได้ยินนายคุยกระหนุงกระหนิงกับยูคิเปิ้นแหละ” รอยยิ้มบานริมฝีปากบางของราชินีแผ่กว้างขึ้น ทำเอาอีกฝ่ายหนาวสันหลังมากขึ้นตามไปด้วย “แหม บ่กี่วันที่แล้วยังบอกตัดใจจากฟ้าบ่ได้ แล้วยะหยังวันนี้ถึงเป็นจะอี้ล่ะ.....”

            “อะไร ไม่ใช่....”

            “หน้าจะอี้ยังจะหลายใจอีก ชาตินี้คงบ่มีวันมีแฟนแน่บ่าจ้าด”

            “โอ๊ย ก็บอกว่าไม่ใช่ไง !” จ้าดว้ากอย่างเหลืออด เขาบอกลาอีกฟากของสายโทรศัพท์สั้นๆ ก่อนจะแก้ตัวกับเพื่อนสาวทั้งสองต่อ “ก็ยูคิเขาโทรมาปรึกษาเรื่องชีวิตนักเรียนแลกเปลี่ยนเราก็เลยให้คำปรึกษาไปแค่นั้นเอง ไม่ได้คิดอะไรเลยสักนิด”

            “แน่ใจก๋า ข้าเจ้าว่าน้ำเสียงนายออกจะแปลกๆอยู่เน่อ.....”

            “คิดไปเองทั้งนั้นแหละ แล้วกล้ายยังจะมาแช่งเราอีก.....”

            “ก็ถ้านายบ่คึดจะอั้นก็บ่หันต้องเดือดร้อนอะหยังนี่” ตานีสาวผมหางม้าพูดหน้าตาเฉย “แต่ถ้าจะถามข้า ข้าว่ายูคิเปิ้นก็อาจจะมีใจหื้อนายอยู่เน่อ จากที่ดูๆท่าทางเปิ้น”

            “ตลกละ” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบทันควัน “เขาไม่เห็นจะคุยอะไรกับเราเป็นพิเศษตรงไหนเลยนะ”

            “โทรมาหายามวิกาลแถมคุยกระหนุงกระหนิงกันนี่บ่เป็นพิเศษเลยเน่อ....”

            “กล้วยคิดงั้นเหรอ” เด็กหนุ่มย้อนถามอย่างลังเล “จะเป็นแบบนั้นจริงเร้อ....”

            “อ้าว อู้จะอี้แปลว่าลึกๆก็แอบหวังอยู่แม่นก่อ”

            “ก็บอกว่าไม่ใช่ไง ฟังกันบ้างเซ่ !?” จ้าดอดรนทนไม่ไหวว้ากออกมาอีกครั้งก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง “เลิกพูดเรื่องนี้เหอะ เอาเรื่องสำคัญดีกวา วันนี้ไปลาดตระเวนมาเป็นไงบ้าง”

            “บ่ค่อยดีเท่าได๋” เสียงของราชินีตานีตัดเข้าโหมดเอาการเอางานได้อย่างว่องไว “รายละเอียดของวิญญาณก็น่าตกใจอยู่ แต่ที่น่าจะหนักคือสถานที่ เพราะที่ตรงนั้นอับมุม บ่มีช่องเปิด แถมมีผนังกั้นหลายชั้น ซุ่มยิงบ่ได้แน่นอน แต่ที่แย่ที่สุดคือเปิ้นบ่ยอมปรากฏตัวออกมา สัญญาณวิญญาณก็จับแทบบ่ได้ ทั้งที่วิญญาณประจำที่ที่ปกติจะวนเวียนอยู่แถวๆที่สิงสู่ตลอดเวลา”

            “ถ้างั้นจะทำยังไงล่ะ จะปล่อยเอาไว้แบบนั้นก็ไม่ได้เหมือนกันนะ”

            “เรื่องแผนน่ะหมู่เฮาคึดไว้แล้ว แต่เดี๋ยวค่อยบอกทุกคนพรุ่งนี้ทีเดียวละกันจะได้บ่ต้องอู้ซ้ำหลายรอบ” กล้ายตอบบ้างก่อนจะเลิกแขนเสื้อตะเบงมานคอมมานโดสีขาวเพื่อดูนาฬิกา “จะตีหนึ่งแล้ว นายไปนอนเหอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้หลับในห้องบ่มีผู้ได๋ช่วยได้เน่อ”

            “โอเค เราก็ง่วงๆแล้วเหมือนกัน” เด็กหนุ่มหน้าดุคล้อยตามอย่างว่าง่าย “แล้วกล้วยกับกล้ายจะนอนเลยรึเปล่า”

            “เปลี่ยนชุดเสร็จก็คงมีเตรียมการเรื่องแผนพรุ่งนี้แหละ เสร็จแล้วก็นอน”

            “ให้เราช่วยมั้ย”

            “บ่ต้องๆ ขึ้นไปนอนเถอะ” กล้วยรีบพูดพลางผลักไสเพื่อนหนุ่มไปทางบันได โชคดีที่สติของจ้าดถูกความง่วงเข้าครอบงำมากเกินกว่าจะสังเกตพิรุธนี้ได้ “ไปนอน เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ฮู้เอง”

            “โอเค ก็ได้ งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะ”

            “อื้ม หลับหื้อสบายเน่อ”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ขึ้นบันไดจากไป เขามั่นเห็นตานีทั้งสองที่หันมองหน้ากันก่อนที่รอยยิ้มหวานเย็นจะคลี่ออกบนใบหน้าของพวกเธอ งานนี้มีสนุกกันแน่.....

 

 

            วันพฤหัสเป็นวันที่เวลาเดินช้าที่สุดสำหรับจ้าดและนักเรียนอีกหลายคนมาตลอด ด้วยตานนะคอนพิทยาคมจะชอบจัดวิชายากๆลงมาวันนี้เสมอเหมือนเป็นประเพณียังไงยังงั้น โดยเฉพาะเทอมนี้ซึ่งฟิสิกส์สองคาบ ชีววิทยาสองคาบและเลขอีกหนึ่งคาบถูกยัดลงมาติดๆกันตั้งแต่เช้าจรดบ่ายอ่อนๆ ทำเอานักเรียนเอียนโอษฐ์อ้วกไปตามๆกัน หากไม่อ้วกก็หลับเหมือนกินเหล้าทั้งที่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะกันสักคน

 

            อย่างไรก็ตาม วันนี้ของจ้าดผ่านไปอย่างรวดเร็วพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อเขานึกถึงภารกิจอันน่าตื่นเต้นที่รออยู่ในตอนค่ำ แผนการของตานีทั้งสองจะเป็นอะไรหนอ แล้วเขาล่ะ จะรับหน้าที่อะไรในแผนการนี้ อย่างน้อยผีโรคจิตพวกนี้ก็คงไม่ตึงมือเท่าไหร่หรอกมั้ง......

 

            หนึ่งทุ่มครึ่ง กล้วย กล้ายและจ้าดเดินมานั่งรอสมาชิกร่วมทีมอีกสองคนในโรงอาหารที่ยังคงเปิดไฟสว่างไสวและฮีตเตอร์อุ่นสบาย ทั้งสามยังคงอยู่ในชุดนักเรียน และอีกสองคนที่กำลังมุ่งหน้ามาก็คงยังอยู่ในชุดนักเรียนเช่นกันด้วยตานีทั้งสองบอกว่ามันจะเป็นประโยชน์กับปฏิบัติการครั้งนี้

 

            “รุ่นพี่กล้วย รุ่นพี่กล้าย รุ่นพี่จ้าด สวัสดีตอนค่ำค่ะ”

            จ้าดถึงกับสะดุ้งเมื่อเสียงเล็กๆดังขึ้นจากด้านหลัง ยูคินั่นเอง เธอก็อยู่ในชุดนักเรียน คลุมทับด้วยเสื้อกันหนาวสีขาวมีขนฟูๆที่ขอบ มันตัดกับผมและแว่นกรอบดำของเธออย่างเด่นชัด แต่กลับมองดูเหมาะจนเด็กหนุ่มหน้าดุเผลอมองตาม ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นเมื่อเห็นรุ่นน้องสาวผู้นี้ ทั้งที่แต่ก่อนไม่เห็นเคยเป็นแบบนี้เลยแท้ๆ

 

            “แหมๆจ้าด หน้าแดงเลยเน่อ”

            “หน้าแดงบ้าอะไร” จ้าดรู้สึกตัวก็สวนกลับอีกฝ่ายที่นั่งยิ้มยิงฟันอยู่ข้างๆทันที “ก็เพราะเมื่อคืนกล้วยกับกล้ายพูดนั่นแหละ เราเลยรู้สึกแปลกๆไปด้วยเลย”

            “อ้าวๆ ก็แปลว่าชอบน้องเปิ้นแล้วสิ แล้วฟ้าล่ะบ่ชอบแล้วก๋า....”

            “ชอบก็บอกมาเถอะน่า เดี๋ยวข้าช่วยเอง....”

            “พอซะทีเท้อ......! แล้วเจ๊กล้ายจะช่วยอะไรผมมิทราบ ตัวเจ๊เองยังจะเอาไม่รอดเลยไม่ใช่เรอะ !?

            “คุยอะไรกันอยู่เหรอคะ ท่าทางสนุก”

            “อ๋อเปล่าๆ ไม่ได้คุยอะไรกันทั้งนั้นแหละ !

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุรีบปฏิเสธพลางโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน คิ้วบางของวิญญาณหิมะสาวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ขณะตานีเพื่อนรักทั้งสองตนแสยะยิ้มหวานเย็นเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน แต่ดูยูคิจะไม่ติดใจอะไรนัก เธอหันไปถามรุ่นพี่สาวหน้าจืดด้วยเสียงเป็นงานเป็นการ

 

            “งั้นก็.... แผนการเป็นยังไงคะ”

            “เดี๋ยวรอฟ้าก่อนละกัน จะได้อธิบายทีเดียว”

           

            “เอาล่ะ มากันครบแล้วแม่นก่อ”

            กล้วยถามไปงั้นเองเมื่อฟ้าเดินเข้ามาในโรงอาหารเป็นคนสุดท้ายตอนทุ่มสี่สิบ อันที่จริงออกจะเกินครบด้วยซ้ำหากนับเบื้องหลังซึ่งมีผีเร่ร่อนและวิญญาณภารโรงสามสี่ตนเดินวนไปเวียนมาพลางชะเง้อชะแง้อย่างอยากรู้อยากเห็น และภารโรงที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งมองทั้งห้าอย่างเขม่นๆ

 

            เด็กสาวหน้าคมอยู่ในชุดนักเรียนเหมือนคนและตนอื่นๆ แต่ปกป้องอีกชั้นใต้กระโปรงด้วยกางเกงขาสั้นด้วยเธอคงต้องออกลิงออกค่างมากกว่า สนับมือและสนับเข่าสีเงินวาววับซึ่งใหญ่และเป็นก้อนเกินกว่าจะยัดลงกระเป๋าเสื้อกันหนาวมาได้สวมเอาไว้เรียบร้อย

 

            “ไม่ครบมั้ง” จ้าดตอบกวนส้น ทำเอาเด็กสาวทั้งสี่หันมามองหน้าเขาตาเขียว

            “เอาล่ะ ก่อนอื่นก็ขออธิบายข้อมูลผีตนนี้หื้อทุกคนฟังก่อนเป็นอันดับแรก” ราชินีตานีเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “จากที่สอบถามวิญญาณที่สิงอยู่ที่นี่เกือบสิบตนเมื่อวาน ทุกตนอู้ตรงกันว่าผีตนนั้นเป็นผีภารโรงที่เคยยะบ่ดีบ่ร้ายกับนักเรียนหญิงหลายคนเมื่อเกือบยี่สิบปีมาแล้ว พอถูกจับได้ก็เลยถูกรุมประชาทัณฑ์จนตาย”

            “สมควรแล้ว” เด็กสาวหน้าคมเอ่ยเสียงเย็น “ขอโทษที่ขัดจังหวะนะกล้วย แต่.... อดไม่ได้จริงๆ”

            “บ่เป็นอะหยัง” กล้วยตอบก่อนจะอธิบายต่อ “ตามข้อสันนิษฐาน.... ก็อย่างที่น่าจะเดากันได้ เปิ้นก็เลยแค้นแล้วมาสิงสู่อยู่ที่นี่ หรือบ่อั้นก็ยังมีความอยากอยู่เลยมาสิงอยู่ที่ห้องน้ำหญิง แต่บ่ว่าสาเหตุจะเป็นอย่างได๋ก็เป็นอันตรายด้วยกันทั้งนั้น ทุกคนหันด้วยแม่นก่อ”

            “เราคิดว่าเราน่าจะรู้ให้เร็วกว่านี้ด้วยซ้ำ” หลานชายหมอผีใหญ่พูดเสียงต่ำๆ “นี่ดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่มีใครโดนทำอะไร ไม่งั้นล่ะเรื่องใหญ่แน่”

            “ใช่ แล้วยิ่งเป็นเรื่องร้ายแรงของผู้หญิงด้วยแบบนี้” ฟ้าสนับสนุน “แค่อัดให้สลายยังไม่พอ เราว่ากล้วยกับกล้ายคงต้องทำให้แน่ใจว่าหมอนั่นจะไปทุกข์ทรมานในโลกหลังความตายต่อด้วยซ้ำ”

            “หมู่ข้ายะจะอั้นบ่ได้หรอก แต่จะไดจะพยายามยะหื้อเลวร้ายที่สุดละกัน” กล้ายแสยะยิ้ม

            “จะอั้นก็ อู้ต่อเรื่องแผนการเลยละกัน” ตานีสาวหน้าจืดเห็นไม่มีใครคัดค้านหรือถามอีกก็พูดต่อ “จากที่ข้าเจ้ากับกล้ายมาลาดตระเวนเมื่อคืน ค่อนข้างจะแน่ใจว่าผีตนนี้จะบ่ยอมออกมาเด็ดขาดถ้าบ่มีแม่หญิงเข้าห้องน้ำ เพราะจะอี้ข้าเจ้าก็เลยหื้อทุกคนยังใส่ชุดนักเรียนเพื่อความเนียน แต่ในขณะเดียวกัน ผีตนนี้ก็อันตรายสูงสำหรับแม่หญิง เพราะจะอั้น....”

            “เหยื่อล่อก็ต้องเป็นเราสินะ” จ้าดแทรกขึ้นเมื่อเดาสถานการณ์ออก “ได้เลย ยินดี อยากอัดมันอยู่แล้ว”

            “แต่เดี๋ยวก่อน” กล้ายท้วงเพื่อนหนุ่มด้วยน้ำเสียงละท้ายคล้ายโฆษณาสินค้าหลอกผู้ใหญ่ตอนดึกๆ “อย่าลืมว่าผีตนนี้เป็นภารโรงโรคจิตชอบเด็กสาว ถ้านายเข้าไปเปิ้นคงบ่ออกมาแน่”

            “แล้วจะให้ผู้หญิงเข้าไปเสี่ยงอันตรายเนี่ยนะ”

            “ต้องมีผู้หญิงเข้าไปแน่ แต่นายก็ต้องเข้าไปด้วย”

            “อ้าว แล้วสรุปจะเอายังไงแน่”

            “ผู้หญิงที่เข้าไปต้องรบระยะประชิดได้ดีและเอาตัวรอดได้” เด็กสาวผมหางม้าอธิบาย “เพราะจะอั้น กล้วยกับยูคิก็คงเข้าไปบ่ได้”

            “แต่ฉันอยากเข้าไปนะคะ !

            “ยูคิย่านผี” กล้วยให้เหตุผลแทนเพื่อนสาว ทำเอาวิญญาณหิมะสะอึก “แล้วในสถานการณ์จะอั้นถ้ามัวย่านก็เสร็จเปิ้น ยิ่งเป็นผีอันตรายๆจะอี้อยู่ด้วย ยูคิซุ่มรออยู่ข้างนอกกับข้าเจ้าดีกว่า พอล่อผีออกมาได้ยูคิก็ได้รบเหมือนกันล่ะ”

            “อะ.... เอาแบบนั้นก็ได้ค่ะ” เด็กสาวชาวฮิมิตสึยอมรับเสียงอ่อยๆ

            “เพราะฉะนั้น คนที่มีคุณสมบัติที่จะเข้าไปได้ก็มีฟ้า จ้าด แล้วก็ข้า” กล้ายสรุป “แต่อย่างที่อู้ไปแล้ว ผีตนนี้เป็นผีป้อจายโรคจิต เพราะจะอั้นหื้อป้อจายเข้าไปเปิ้นบ่น่าจะออกมา”

            “สรุปก็คือเราไม่ได้เข้าไปสินะ.....”

            “ผู้ได๋อู้จะอั้น” ยามนี้ รอยยิ้มหวานหากเย็นเยียบก่าเมื่อคืนหลายเท่าฉาบอยู่บนริมฝีปากของกล้ายแล้ว “นายได้เข้าไปแน่ แต่ต้องมีออพชั่นเสริมนิดหน่อย.....”

 

            คิ้วรกๆของหลานชายหมอผีใหญ่ขมวดเข้าหากันอย่างงุนงงกับคำตอบของตานีสาว แต่แล้ว สีเลือดบนใบหน้าดุก็ค่อยๆจางหายเมื่อเห็นเด็กสาวทั้งสี่ลุกพรวดก่อนจะย่างสามขุมตรงเข้ามาหาเขา ในอ้อมแขนของกล้วยมีอะไรบางอย่างที่คล้ายกับชุดนักเรียนหญิงสีดำพับอยู่.....

 

            “เดี๋ยว จะทำอะไรเราน่ะ อย่านะ ไม่.........!

 

 

            “ฮือ.... หนูโดนแกล้ง.....”

            จ้าดสะอึกสะอื้นกระซิกๆ ขณะเดินออกมาจากห้องน้ำหญิง เขาไม่ได้เข้าห้องน้ำผิด อันที่จริง รูปลักษณ์ภายนอกของเขาก็สามารถเดินเข้าห้องน้ำหญิงของห้างใดก็ได้ในเมืองตานนะคอนได้สบายๆโดยไม่มีใครจับได้ด้วยซ้ำหากไม่ปีนห้องน้ำดู ใบหน้าดุถูกแป้งผัดจนผ่องพร้อมเติมสีชมพูปัดแก้มเพื่อความขาวอย่างเป็นธรรมชาติ วิกผมนุ่มลื่นจัดทรงง่ายที่ครอบอยู่บนหัวถูกมัดเป็นทวินเทลด้วยริบบิ้นสีขาวพร้อมระบายฟูฟ่อง

 

            แต่ที่เด็ดที่สุดคงจะเป็นอกตู้มขนาดเกือบสี่สิบห้านิ้วกับสะโพกอึ๋มงอนงามที่ดันจนชุดนักเรียนสีดำตึงเปรี๊ยะแทบขาด นับว่าไม่เสียแรงที่ทั้งกล้วยและกล้ายอุตส่าห์นั่งหลังขดหลังแข็งหล่อแบบทั้งคืน เด็กหนุ่มหน้าดุไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตอนนี้เขาทั้งสวยและตู้มเกินหน้าเกินตาจนเด็กสาวผู้แต่งองค์ทรงเครื่องให้เขาทั้งสี่คนซึ่งสามในสี่อาภัพอุรทรัพย์เป็นหนักหนามองตามจนตาแทบลุกเป็นไฟด้วยความริษยา

 

            “หยุดร้องไห้ได้แล้วบ่าจ้าดง่าว เดี๋ยวแป้งเลอะหมด” กล้วยกัดเพื่อนหนุ่ม “แล้วก็อย่าบ่นหน่อยเลยย่ะ ข้าเจ้ายอมแลกอะไรก็ได้หื้อข้าเจ้าเป็นจะอี้”

            “เจ๊ก็เปลี่ยนรูปร่างซะสิครับ ! เปลี่ยนรูปร่างลักษณะได้ตามใจไม่ใช่เรอะ”

            “ก็ได้แค่เดี๋ยวเดียว รูปลักษณ์ปกติข้าเจ้าก็เป็นจะอี้อยู่วันยังค่ำ” แววน้อยใจระคนช้ำใจเจืออยู่ในน้ำเสียงของตานีสาวอย่างชัดเจน แม่เธอก็ไม่ได้แบน แล้วทำไมเธอถึงออกมาเป็นฝากระดานโดยสมบูรณ์แบบเช่นนี้เล่า “กล้าย ย่างไปรอที่ตึกก่อนเลยเน่อ เดี๋ยวข้าเจ้ากับยูคิจะตามไป”

            “ได้”

 

            ท้องฟ้ากลางเดือนมกราคมกระจ่างใสเป็นสีน้ำเงินกำมะหยี่ผิดกับช่วงต้นหน้าหนาวที่ครึ้มหม่นแทบจะทุกวัน แสงจันทร์เกือบเต็มดวงสีเงินยวงส่องอาบพื้นหิมะจนดูราวกับเรืองแสงได้ แต่ตึกเรียนที่หนึ่งซึ่งตั้งอยู่ริมรั้วด้านที่ติดกับทุ่งหญ้ารกร้างของโรงเรียนที่อีกฟากหนึ่งของสนามก็ยังคงมืดทะมึนราวกับมีเงาทาบทับอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในสายตาจ้าดผู้ถูกเด็กสาวทั้งสี่ทำมิดีมิร้ายความรู้สึกเข้าไปเต็มๆแบบนี้.....

 

            “เอาล่ะ ฟังแผนเน่อ” กล้ายเอ่ยขึ้นเมื่อหน่วยสาวน้อยล่อผีหื่นทั้งสามเดินมาเกือบจะถึงกลางสนามฟุตบอล “หน้าที่ของหมู่เฮาคราวนี้บ่แม่นโจมตี แต่เป็นเหยื่อล่อเท่านั้น เพราะจะอั้นหมู่เฮาต้องแสดงท่าทางตกใจหวาดกลัวหื้อมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เข้าใจเน่อ”

            “อื้ม” ฟ้าพยักหน้ารับ “แต่เราก็กังวลอยู่เหมือนกันนะ เราเองก็กลัวผีหน้าตาน่าเกลียดๆเหมือนกัน เกิดกลัวจริงๆทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาจะเสียแผน”

            “บ่ต้องห่วงหรอกน่า กล้วยอู้ตั้งหลายครั้งว่าฟ้าเข้มแข็งออก” เด็กสาวผมหางม้ายิ้มให้เพื่อนต่างเผ่าพันธุ์ “อีกอย่าง งานนี้ฟ้าก็บ่ได้เป็นตัวล่อหลักอยู่แล้วด้วย”

            “แน่สิ อุตส่าห์ลงทุนแปลงโฉมให้เราซะขนาดนี้แล้วนี่” เสียงอ่อยๆปนคับแค้นใจของหานชายหมอผีใหญ่ดังมาจากเบื้องหลัง “เอ้า จะให้ทำอะไรว่ามาเลย ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว !

            “ถ่ายรูปตัวเองอัพขึ้นสมุดหน้าแล้วแท็กเพื่อนทั้งห้องสิ” ฟ้าตอบกลั้วหัวเราะ

            “ฟ้า............!?

            “เอ๊.... ก็เข้าท่าดีเน่อ เดี๋ยวข้าไปช่วยแท็กด้วย”

            “แล้วเจ๊มีไอดีสมุดหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอครับ !?

            “เดี๋ยวกลับไปก็มีแล้ว” เด็กสาวสาวผู้ใช้ปืนไรเฟิลจู่โจมเป็นอาวุธแสยะยิ้ม ก่อนจะกลับเข้าสู่โหมดเป็นการเป็นงานเหมือนเดิม “หน้าที่ของนายก็คือเข้าไปในห้องน้ำ ถอดกระโปรงทำท่าเป็นปล่อยเบา....”

            “ว่าไงนะ !?” จ้าดว้ากขัดเพื่อนสาว “จะให้เราทำขนาดนั้นเลยเรอะ !?

            “ได๋ว่าบ่มีอะหยังจะเสียแล้วบ่แม่นก๋า” เด็กสาวผมหางม้าย้อนถาม ขณะฟ้ายกมือปิดปากหัวเราะอย่างกลั้นไม่อยู่ “หรือนายจะหื้อข้าหรือฟ้าเข้าไปแทน”

            “ไม่ๆ.... แต่....” หลานชายหมอผีใหญ่อึกอัก แต่เขาก็รู้ว่าคงไม่มีทางอื่น เอาเถอะ อย่างน้อยก็คงไม่มีใครรู้เห็นเรื่องนี้อยู่แล้ว อีกอย่าง ตูดเทียมที่เขาใส่อยู่ก็อยู่นอกกางเกงขาสั้นอยู่แล้วด้วย “ก็ได้ แล้วไงต่อ”

 

            “นายก็ยั่วผีอยู่จะอั้นจนเปิ้นออกมา จากนั้นหมู่เฮาก็จะยะเป็นย่านวิ่งออกมาจากห้องน้ำ จากตรงนั้นกล้วยกับยูคิจะซุ่มรออยู่แล้ว ก็ดูสถานการณ์กันอีกทีว่าจะรบจะไดดี จะไดวันนี้กล้วยเอา TM74D มาก็พอรบระยะกลางแล้วก็ยิงรัวได้อยู่แล้ว บ่ว่ากล้วยจะยิงหรือยูคิจะฟันผีตนนี้ก็เสร็จหมู่เฮาแน่นอน”

            “โอเค เข้าใจแล้ว”

            “แต่ถ้าเกิดพลาดท่าเสียทีอะหยังขึ้น ถูกผีตนนั้นจับ ลวนลามหรืออะหยังขึ้นมา ซัดเปิ้นได้เลยเน่อบ่ต้องคำนึงถึงแผน สวัสดิภาพลูกแม่หญิงสำคัญกว่าทุกอย่าง ยกเว้นว่านายจะโดน....” กล้ายหันมาหาเพื่อนหนู่มแต่งสาวอีกครั้ง “ถ้าโดนลวนลาม ก็ปล่อยไปจะอั้นแหละ เนียนเข้าไว้”

            “แล้วสวัสดิภาพเราไม่สำคัญรึไงฟะ !? ถ้าผีตนนั้นห้ามใจไม่อยู่ตุ๋ยตรูดเราขึ้นมาจะทำยังไงเล่า !?

 

            ไม่มีคำตอบ ด้วยทั้งสามเดินมาถึงที่หมายแล้ว ชั้นล่างของตึกหนึ่งที่ไม่ได้ใช้มานานกว่ายี่สิบปีเก่าคร่ำคร่าและเต็มไปด้วยหยากไย่ สีขาวบนฝาผนังแตกร้าวหลุดล่อนเผยให้เห็นชั้นปูนสีเทา ยิ่งเพิ่มความมืดทึมให้กับตัวอาคารมากขึ้นไปอีก กระจกหน้าต่างทุกบานต่างร้าวหรือไม่ก็แตก บางบานถึงขั้นเหลือแต่กรอบหน้าต่าง จ้าดนึกประหลาดใจขึ้นมาตงิดๆว่าทำไมถึงยังมีคนอยากมาใช้ตึกนี้ทำงาน ถึงไม่กลัวผีอย่างน้อยก็น่าจะกลัวหนาวกันบ้าง ยิ่งหน้าต่างแตกๆแบบนี้ถึงจะเป็นตอนกลางวันอุณหภูมิในตึกก็คงไม่หนีลบสิบองศาเซลเซียสไปเท่าไหร่นัก

 

            กล้ายเดินนำหน่วยล่อผีทั้งสามไปยังประตูกระจกซึ่งก็แตกเช่นกัน ฟ้าเหลียวมองเบื้องหลังแวบหนึ่ง กล้วยและยูคิมองเห็นเป็นร่างสีดำตัดกับสีขาวโพลนของสนามฟุตบอลห่างออกไปเกือบห้าสิบเมตร เธออดสงสัยไม่ได้ว่าในเมื่อทั้งสองสามารถเคลื่อนที่ในพริบตาได้ทั้งคู่ทำไมถึงมัวเดินเหมือนมนุษย์อยู่ได้ แต่เด็กสาวหน้าคมก็กลืนคำถามนั้นลงคอไปก่อนจะรีบตามตานีสาวและหลานชายหมอผีใหญ่เข้าไปในความมืดของตัวตึก

 

            ทั้งฟ้าและจ้าดไม่เคยเข้ามาในตึกนี้มาก่อน ทั้งสองจึงประหลาดใจไม่น้อยกับสภาพภายในที่เห็น มันเก่าและอับทึบยิ่งกว่าที่เห็นจากภายนอกเสียอีก แถมยังรกพอๆกับศูนย์วิจัยอะไรสักอย่างที่เด็กหนุ่มหน้าดุไปลุยมากับกล้ายเมื่อเกือบสองอาทิตย์ที่แล้วด้วย เสียงฝีเท้าของสองคนหนึ่งตนดังก้องสะท้อนผนังคอนกรีตไปทั่วอาคารจนฟ้านึกกลัวว่าผีร้ายจะรู้ตัว แต่อันที่จริง ถ้ามันฉลาดสักหน่อยก็น่าจะรู้ได้อยู่แล้ว นักเรียนที่ไหนจะมาเดินท่อมๆอยู่ในตึกเก่าตอนสองทุ่มกว่ากันเล่า

 

            อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางตั้งแต่ชั้นล่างถึงชั้นสี่ก็ยังไม่มีสิ่งผิดปกติโผล่หัวออกมาให้เห็น ไม่เว้นแม้แต่วิญญาณเร่ร่อนซึ่งปกติจะลอยไปลอยมาให้เห็นอย่างน้อยก็ตนสองตน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้กล้ายประหลาดใจเท่าใดนัก ผีทุกตนที่เธอสอบถามเมื่อคืนต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มีใครอยากเข้าใกล้อาคารผีสิงแห่งนี้แม้แต่ผู้เคยมีชีวิตอยู่ด้วยกันเองเพราะไม่ต้องการคลุกคลีกับผีโรคจิตผู้ทำความผิดร้ายแรงเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ แต่คิดอีกที บางทีผีพวกนั้นซึ่งเป็นผู้ชายล้วนอาจจะกลัวว่าผีร้ายในตึกนี้จะเกิดเปลี่ยนรสนิยมมาแอบแทงข้างหลังพวกเขาก็เป็นได้.....

 

            ราชินีตานีและวิญญาณหิมะสาวซุ่มอยู่ใกล้ห้องน้ำแล้วเมื่อพวกเขาไปถึง ปืนไรเฟิลซุ่มยิงแบบยิงเป็นชุดได้ที่เคยใช้สังหารอุ๊ยสายตั้งอยู่บนพื้น กล้วยเงยขึ้นพยักหน้าให้สามหน่วยล่อผีเล็กน้อย ก่อนที่ทั้งเธอ ทั้งปืน และทั้งรุ่นน้องสาวชาวฮิมิตสึจะถอยหลบเข้าไปในซอกมืดๆ

 

            “นี่ล่ะ ห้องน้ำหญิงชั้นสี่” เด็กสาวผมหางม้ากระซิบเมื่อทั้งสามเดินมาถึงห้าห้องน้ำซึ่งตั้งอยู่กลางตัวตึก “เพื่อความเนียน หมู่เฮาคุยอะหยังไปเรื่อยๆด้วยดีกว่า แต่จ้าดบ่ต้องเน่อ เสียงนายบ่แม่น”

            “ได้”

 

            มนุษย์ทั้งสองพยักหน้า ก่อนที่ฟ้าจะเริ่มจุดประเด็นเป็นคนแรก

 

            “กล้าย กล้ายคิดยังไงกับงานประจำปีคราวนี้เหรอ ในฐานะนักเรียนใหม่”

            “อืม.... ข้าว่าก็น่าสนุกดีเน่อ ปกติข้าก็บ่ค่อยจะเคยจัดงานเทศกาลแบบนี้มาก่อนด้วย” ตานีสาวตามน้ำขณะพยักเพยิดให้หลานชายหมอผีใหญ่เดินนำเข้าไปในห้องน้ำ “ในวันงานจะมีอะหยังบ้างก๋า”

            “ก็มีออกร้านของนักเรียนทั้งโรงเรียนเหมือนที่ห้องเราทำนั่นแหละ แล้วก็จะมีงานแสดงเวทีใหญ่ อะไรเยอะแยะมากมายเลยล่ะ....”

 

            ระหว่างหนึ่งตานีหนึ่งมนุษย์คุยกัน มนุษย์เพศผู้เพียงคนเดียวในกลุ่มก็หันไปสำรวจห้องน้ำ ห้องน้ำของตึกนี้ไม่เหมือนตึกอื่นๆเลย มันใหญ่และยาวมาก คะเนด้วยสายตาแล้วยาวเกือบสิบห้าเมตร ด้านหนึ่งมีห้องน้ำย่อยตั้งเรียงราย หลานชายหมอผีใหญ่ตัดสินใจเลือกห้องตรงกลาง

 

            เสียงคุยกระหนุงกระหนิงแบบเพื่อนสาวปกติพึงทำเบาลงไปถนัดใจเมื่อจ้าดปิดประตูห้องน้ำย่อย เด็กหนุ่มหายใจเข้าลึกราวจะรวบรวมกำลังใจ ก่อนจะถกกระโปรงและนั่งยองๆลงไปกับโถส้วม พลางภาวนาให้ผีเจ้าปัญหาออกมาเร็วๆ ก่อนที่เขาจะรู้สึกว่าตัวเองงี่เง่าไปมากกว่านี้.....

 

            เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าพอๆกับตัวสล็อธขยับ* แต่จนแล้วจนรอดเป้าหมายก็ไม่โผล่ออกมาสักที เสียงของหนึ่งคนหนึ่งตนข้างนอกก็เริ่มเนือยลงเรื่อยๆ นัยว่าคอจะเริ่มแห้ง ดวงตาคมและดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวต่างเหลียวมองบานประตูไม้ผุๆที่ปิดอยู่อย่างกระวนกระวาย หรือว่าแผนนี้จะเหลวเสียแล้ว.....

 

            ในที่สุด หลานชายหมอผีใหญ่ก็ตัดสินใจงัดไม้ตายออกมาใช้ เขาค่อยๆเอื้อมมือไปปลดกระดุมชุดนักเรียนออกทีละเม็ด พยายามแบะคอเสื้อออกให้เห็นร่องอกลึก (เทียม) พร้อมกัดริมฝีปากเชิดหน้าชายตาเย้ายวนด้วยท่าทางเหมือนนางแบบนิตยสารปลุกใจเสือป่าที่ขายๆกันอยู่ในซอกหลืบร้านหนังสือ ในใจนึกท้าฝ่ายตรงข้ามอยู่เหยงๆ เห็นผู้หญิงให้ท่าขนาดนี้ไม่โผล่ออกมาเอ็งก็เกย์แล้ว.....

 

            “ว่าไงจ๊ะน้องสาว ให้ลุงช่วยมั้ย”

            จ้าดสะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ๆเสียงแบนๆ แต่แฝงเอาไว้ด้วยความหื่นกระหายดังขึ้นจากเบื้องหลัง พร้อมๆกับที่อะไรบางอย่างส่งแรงสัมผัสผ่านก้นยางมายังตัวเขา เด็กหนุ่มหน้าดุหันขวับ แล้วเขาก็ต้องชะงักค้างอย่างตกตะลึง ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่เพราะไม่เชื่อสายตาว่าอีกฝ่ายจะโผล่ออกมาในสภาพน่าเกลียดขนาดนั้น.....

 

            ที่ฝาผนังหลังโถส้วมซึม เหนือปั๊มกดน้ำข้นไปไม่ถึงหนึ่งนิ้ว ใบหน้าของชายวัยกลางคนผมสีดอกเลาโผล่ออกมาจากผนังกระเบื้อง ผิวของมันขาวจนแทบจะกลายเป็นสีเทา ดวงตาลึกโหลแต่จ้องเขม็งมายังร่องอกที่ดันเสื้อนักเรียนสีดำตึงเปรี๊ยะเขม็งจนจ้าดขนลุก หนวดหรอมแหรมขึ้นรกๆอยู่เหนือริมฝีปากที่กำลังถูกลิ้นแลบเลียเมื่อเห็นเหยื่ออยู่ตรงหน้า ต่ำลงไปไม่ถึงครึ่งเมตร มือสีขาวเปียกชุ่มยืดยาวออกจากท่อระบายน้ำของส้วมซึมที่เต็มไปด้วยคราบสีน้ำตาลเข้มเกรอะกรัง.....

 

            แม้จะไม่ใช่ผู้หญิง แต่หลานชายหมอผีใหญ่ก็แทบอยากถีบประตูวิ่งออกจากห้องน้ำให้พ้นๆผีตาลุงหื่นนี่ให้รู้แล้วรู้รอด แต่เขาก็พยายามตั้งสติอย่างสุดชีวิต เด็กหนุ่มในคราบเด็กสาวก้าวถอยหลัง พยายามปั้นหน้าหวาดกลัวสุดขีด ก่อนจะแหกปากกรีดเสียงร้องแหลมที่สุดเท่าที่เคยทำในชีวิต

 

            “กรี๊ด ผีหลอก....................!!!

            ยังไม่ทันสิ้นเสียง ผีภารโรงก็ขยับตัวจากผนังคอนกรีตออกมายืนเต็มตัวก่อนจะพุ่งพรวดเข้าหาจ้าด เด็กหนุ่มหน้าดุคาดเอาไว้แล้วจึงเบี่ยงตัวหลบได้อย่างง่ายดาย ผีร้ายที่นึกว่าเหยื่อเบื้องหน้าจะเป็นนักเรียนหญิงอ่อนต่อโลกธรรมดาจึงพุ่งทะลุประตูออกไปด้านนอก เสียงกรี๊ดที่สมจริงกว่าและแสบแก้วหูกว่านับสิบเท่าดังก้องห้องน้ำแทบจะทันทีจนเขาต้องยกมือขึ้นปิดหู หลานชายหมอผีใหญ่กลั้นหายใจกระชากกลอนประตูเปิด

 

            “เด็กผู้หญิง..... เด็กผู้หญิงทั้งนั้นเลย.....!

            “อี๋.....”

            เด็กสาวทั้งสองถึงกับร้องด้วยความขยะแขยงเมื่อภารโรงโรคจิตผู้ไม่ยอมไปสู่โลกหลังความตายตั้งต้นคลานเข้าใส่ พวกเธอเห็นจ้าดออกมาจากห้องน้ำย่อยมาสมทบก็หันหลังกลับหมายจะออกตัววิ่งหนี แต่แล้วเลือดในกายของสองคนหนึ่งตนก็ต้องจับตัวเป็นน้ำแข็งในฉับพลันเมื่อจู่ๆ ร่างมนุษย์อีกสามร่างก็ปรากฏตัวขึ้นขวางกั้นพวกเธอเอาไว้

 

            “หึ หึ หึ.... อย่าคิดว่าจะหนีรอดไปได้เลยสาวน้อย เด็กสาวสามคนกับพวกเราสี่คนคงไม่ไหล่ะมั้ง มาสนุกกันกับลุงดีกวาน่า.....”

 

            “กล้าย เอาไง” เด็กสาวหน้าคมกระซิบถามเพื่อนสาวเสียงสั่นๆ ขณะผีร้ายโรคจิตทั้งสี่ค่อยๆสืบเท้ากระชับวงล้อมเข้ามาอย่างช้าๆ “ฝ่าออกไปเลยดีมั้ย”

            “ไปพร้อมๆกัน ข้าบ่อยากเสี่ยงหื้อมีผู้ได๋โดนจับ” กล้ายเม้มปาก เธอประเมินสถานการณ์ผิดพลาดอย่างจัง เธอนึกถึงคำพูดของผีทุกตนที่เธอถามข้อมูลเมื่อคืน คลับคล้ายคลับคลาเหมือนว่าบางตนจะพูด่าคนร้ายมีหลายคน “นับถึงสามเน่อ หนึ่ง สอง สาม !

 

            ตานีสาวนับถึงสามภายในไม่ถึงครึ่งวินาที แถมยังเบาราวกระซิบจนหลานชายหมอผีใหญ่ไม่ได้ยิน รู้ตัวอีกที เพื่อนสาวทั้งสองก็เปิดแน่บทิ้งเขาให้อยู่เป็นโดดเดี่ยวผู้หน้ายักษ์กับฝูงภารโรงหื่น จ้าดเหลียวซ้ายแลขวาอย่างสิ้นหวังก่อนจะตัดสินใจถีบเท้าพุ่งตัวฝ่าวงล้อมที่กระชับเข้ามาทุกทีของฝ่ายตรงข้ามตามฟ้าและกล้ายออกไป

 

            โชคร้าย ภารโรงตัวหัวโจกที่โผล่ออกมาจากผนังรวบเอวเขาเอาไว้ได้พอดีจนเด็กหนุ่มล้มคะมำ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของเขาอีกเช่นกันที่สายรัดอกเทียมและสะโพกเทียมทานแรงกระแทกไม่ไหวจนหลุดเด้งออกมาจากชุดนักเรียนที่ถอดกระดุมไปแล้วสองเม็ด ภารโรงจอมหื่นทั้งหลายชะงักกึกทันทีเมื่อตระหนักว่าเหยื่อสุดบึ้มที่พวกมันแอบมองจนน้ำลายไหลยืดแล้วยืดอีกนั้นเป็น..... ผู้ชาย

 

            “หนอย ไอ้ห่านนี่ บังอาจมาหลอกพวกเรา ไอ้ตุ๊ดหน้าตัวเมีย !

            ตนหนึ่งอดรนทนไม่ไหวตรงเข้ากระทืบเปรี้ยงลงกลางหลังหลานชายหมอผีใหญ่จนข้าวกะเพราปลาหมึกแทบพุ่งออกมาวิ่งเล่นบนพื้นห้องน้ำ ซึ่งมันก็คงได้ออกมาจริงๆ หากผีตนอื่นไม่โดนเพื่อนห้ามเอาไว้เสียก่อน

 

            “อย่าไปสนใจมันเลย ตามเด็กสองคนนั้นไปดีกว่า พวกมันคงยังไม่ออกนอกตึกหรอก”

            “แต่พวกเราออกนอกห้องน้ำไม่ได้....”

            “ได้สิน่า ถึงจะออกไปแล้วพลังวิญญาณลดฮวบๆ แต่ถ้าได้แอ้มเด็กสาวๆแบบนั้นให้แตกสลายข้าก็ยอม !

            “ได้ งั้นไปเหอะ !

 

            เหล่าผีภารโรงโรคจิตเฮโลสาระพากันออกจากห้องน้ำด้วยความเร็วสูงสุดหมายกวดเหยื่อทั้งสอง แต่ผิดคาด เหยื่อสองหน่อนั้นยังคงยืนรออยู่หน้าห้องน้ำ แถมยังมีเพิ่มอีกสองในซอกหลืบตรงข้ามกับห้องน้ำอีกด้วย ภารโรงทั้งสี่ที่ไม่มีตนใดสังเกตอาวุธในมือฝ่ายตรงข้ามเลยแม้แต่น้อยแสยะยิ้มเกือบจะพร้อมกัน สี่คน ตนละคน.....

 

            แต่ก่อนที่จะมีใครทันใช้อาวุธในมือ ผีทั้งสี่ตนที่ทำท่าจะพุ่งเข้าจู่โจมก็หยุดกึก ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงจางๆกวาดมองเด็กสาวทั้งสี่ซึ่งก็ชะงักเพื่อรอดูท่าทีพวกมันเช่นกัน ก่อนที่ตนหนึ่งจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงดังพอที่จะได้ยินกันทุกคนและทุกตน

 

            “เฮ้ย แบนกันหมดทุกคนเลยว่ะ กลับเข้าห้องน้ำเหอะ ไม่คุ้ม”

            ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านในสมอง เส้นเลือดบนขมับของเด็กสาวทั้งหน้าจืด หน้าฮิมิตสึและหน้าคมเต้นหนึ่งตุบแรงๆ แม้แต่ตานีสาวชาวเชียงพิงค์ผู้ไม่ได้แบนอะไรมากนักก็ยังหงุดหงิดกับเขาไปด้วย อันที่จริงเธอน่าจะหงุดหงิดมากกว่าเพื่อนสาวผู้แบนจริงๆทั้งสามคนเสียอีก อย่างน้อยเธอก็พอมีกับเขาบ้างนะ

 

            “เออจริงว่ะ แบนๆอกกระดานทั้งนั้นเลย ยิ่งคนที่หมอบอยู่ในหลืบนั่นยิ่งแล้วใหญ่ ยังกับเด็กแปดขวบ ไปเว้ยกลับๆ หมดอารมณ์แล้ว”

            ราวกับมีใครปิดสวิตช์ความเยือกเย็นแบบทหารในหัวของกล้วย เด็กสาวลุกขึ้นช้าๆ นิ้วโป้งบิดคันบังคับการยิงไปยังตำแหน่งยิงเป็นชุด ก่อนที่เสียงเย็นเยียบราวกับมีเทนเหลวจะดังลอดออกมาจากริมฝีปากบางทีละคำ

 

            “ฟ้า กล้าย หมอบลง”

            เด็กสาวผมหางม้ากระชากตัวเพื่อนสาวลงหมอบติดพื้นได้ทันท่วงที วินาทีต่อมา กระสุนขนาดเจ็ดจุดหกสองมิลลิเมตรที่พุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วเหนือเสียงสามเท่าก็ปลิวว่อนในอากาศ ผีภารโรงปากพาซวยทั้งสี่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะเผ่นกลับเข้าห้องน้ำเมื่อคมกระสุนเจาะร่างของพวกมันจนพรุนในพริบตา เสียงกรีดร้องแหลมยาวโหยหวนราวกับสัตว์นรกเสียดแทงแก้วหู วินาทีต่อมา ร่างของมันก็แตกสลายกลายเป็นฝุ่นผง เหลือเอาไว้เพียงเสียงร้องที่ดังก้องอยู่ในโครงสร้างของตึก ก่อนจะค่อยๆเลือนหายไปในความเงียบของรัตติกาล.....

 

 

            “กล้วย ข้าอู้กี่ทีแล้วว่าอย่าหื้อเรื่องนี้เป็นปมด้อย ถ้าเกิดพวกผีร้ายเอาไปใช้เป็นเครื่องมือหื้อกล้วยเสียความเยือกเย็นในสนามรบล่ะจะยะจะได !?

            กล้ายกระฟัดกระเฟียดใส่เพื่อนสาวมาตลอดทางเดินจากตึกหนึ่งออกไปยังสถานีรถไฟฟ้า ขณะอีกฝ่ายขอโทษขอโพยด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

 

            “น่าๆ วันหลังบ่ยะจะอี้อีกแล้ว สุมาเถอะน่า....”

            “บ่เชื่อหรอก” เด็กสาวผมหางม้าสวนกลับ “ตราบใดที่กล้วยยังหันมันเป็นปมด้อย กล้วยก็จะน็อตหลุดจะอี้ไปตลอดนั่นล่ะ อย่ามองมันเป็นปมด้อยสิ”

            “ใช่ๆ เราเห็นด้วยกับกล้ายนะ” ฟ้าผู้อกแบนน้อยกว่ากล้วยและยูคิเพียงเล็กน้อยรีบสนับสนุน “แบนแล้วไง ถ้าผู้ชายคนไหนตัดสินเราแค่ที่อกล่ะก็ไม่มีค่าพอจะคบหาด้วยหรอก”

            “ใช่ค่ะๆ ฉันก็คิดเหมือนกัน” วิญญาณหิมะสาวเสริมเข้ามาอีกคน อย่างน้อยมันก็ทำให้เธอเองรู้สึกดีขึ้นเช่นกัน

            “แต่อย่างน้อยก็ขอหื้อมีเหมือนแม่หญิงทั่วไปสักนิดก็ยังดี.....”

            “เราก็คิดเหมือนกันนะว่าไม่ต้องไปกังวล” จ้าดผู้ล้างเครื่องสำอางทั้งหมดออกและกลับมาใส่ชุดนักเรียนชายเรียบร้อยเอ่ยขึ้นบ้าง “แบนๆก็น่ารักดีออก แบบว่าเหมือนเด็ก ไร้เดียงสา.... โอ๊ย !

            “บ่าโรคจิต !

 

            ไม่มีใครรู้ตัวเลยสักคนวากำลังถูกจ้องมอง บนดาดฟ้าตึกเก่ามึดทะมึน ตานีสาวผู้ไม่เคยต้องกังวลเรื่องอกยืนอยู่ริมระเบียง ผ้าพันคอของตะเบงมานคอมมานโดปลิวไสวอยู่ท่ามกลางสายลมแรง ดวงตาที่สะท้อนประกายสีเขียวมองตามหลังทั้งห้าไปจนความมืดกลืนพวกเขาหายไปจากสายตา….

 

            “ดูท่าจะไปกันได้ดีเน่อ กล้วย กล้าย.....”

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*สล็อธ – สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง อาศัยอยู่บนต้นไม้ กินใบไม้เป็นอาหาร เคลื่อนที่ได้ช้ามาก ความเร็วสูงสุด 4 เมตรต่อนาทีบนต้นไม้เมื่อพบอันตราย และ 2 เมตรต่อนาทีบนพื้นดิน หรือถ้าจะทอนลงเป็นวินาทีก็จะได้ระหว่าง 3-7 เซนติเมตรต่อวินาที ประมาณมดเดินนั่นแหละครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น