ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 31 : งานเทศกาลที่กำลังเริ่มต้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 49
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    19 ม.ค. 58

            สัจธรรมของชีวิตโดยจตุรัส ฉันทลักษณ์วิกรม มีอยู่ข้อหนึ่งที่บอกเอาไว้ว่าวันที่แย่ที่สุดรองจากวันรับเกรด ก็คือวันเปิดเทอม

 

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากผ่านศึกหนักกับสารพัดภูตผีปีศาจมาเพียงสองวัน และหลังจากช่วยขนของของตานีสาวผมหางม้าเข้าบ้านเพียงวันเดียว

 

            “โอย ง่วง ปวดเมื่อยไปทั้งตัวเลย....”

            เด็กหนุ่มหน้าดุครางแบบนี้มาตลอดตั้งแต่ออกจากบ้าน ขี่จักรยาน จอดจักรยาน ลงบันไดเลื่อนสถานีรถไฟใต้ดิน เอาบัตรโดยสารติ๊ดกับเครื่องอ่านของรถไฟใต้ดิน นั่งลงบนเบาะรถไฟใต้ดิน ลงจากรถไฟใต้ดิน และตลอดทางเดินจากสถานีรถไฟฟ้าทุ่งเมืองมายังประตูทางเข้าโรงเรียน

 

            “บ่นเป็นแม่หญิงไปได้บ่าจ้าดง่าว” ในที่สุด กล้วยก็พูดออกมาอย่างรำคาญปนหงุดหงิดเมื่อเพื่อนหนุ่มบ่นเป็นรอบที่เกือบๆร้อยขณะเลี้ยวเข้าประตูโรงเรียน “แต่ก่อนบางคืนข้าเจ้าต้องออกไปรบหนักกว่านี้อีกเน่อ กว่าจะปิ๊กมานอนได้ก็ตั้งตีสามตีสี่แล้ว นี่นายแค่ยกของนิดหน่อยกับรบบ่กี่ชั่วโมงจะมาโอดครวญแล้วก๋า”

            “ผมเป็นมนุษย์ธรรมดาตาดำๆนี่ครับ ไม่ได้เป็นตานีสวยถึกและบึกบึนแบบเจ๊” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบกลับ ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนประเด็นด้วยรู้ว่าพูดแบบเดิมไปเพื่อนสาวคงไม่สบอารมณ์นัก “ว่าแต่ กล้ายเคยเราว่าเขาเป็นคนดูแลต้นกล้วยแล้วก็สวนกล้วยที่เหลือไม่ใช่เหรอ แล้วย้ายเข้ามาแบบนี้จะดูแลยังไง”

            “เมื่อวานเปิ้นก็ว่าจะอั้นเหมือนกัน สงสัยเพิ่งนึกได้” เด็กสาวหน้าจืดตอบขณะเธอและจ้าดเดินไปตามทางเชื่อมระหว่างอาคารซึ่งมีฮีตเตอร์แทนที่จะเดินตัดสนามหญ้าที่ปกคลุมด้วยหิมะเหมือนปกติ อากาศวันนี้ลบสี่สิบองศาเซลเซียส ใครออกไปเดินข้างนอกก็บ้าแล้ว “ข้าเจ้าก็เลยช่วยเปิ้นวางอุปกรณ์แล้วก็ป้องกันใหม่รอบสวนกล้วย ก็ที่กล้ายกับข้าเจ้าหายไปทิ้งนายกับยูคิยกของอยู่สองคนนั่นแหละ ถ้ามีอะหยังผิดปกติสัญญาณจะดังเข้าโทรศัพท์มือถือของทั้งกล้ายทั้งข้าเจ้าทันที และถ้าเคลื่อนที่ในพริบตา กล้ายกับข้าเจ้าก็จะไปถึงที่เกิดเหตุได้อย่างช้าที่สุดก็ภายในสิบวินาที บ่น่าจะต้องห่วงอยู่แล้ว”

            “อ้าว แล้วถ้านางเจาะระบบนั้นเข้าไปได้ล่ะ” จ้าดย้อนถาม “อุปกรณ์ป้องกันนั่นก็ของเดิมๆของตานีไม่ใช่เหรอ นางน่าจะรู้จักอยู่นะ”

            “ที่นานส่วนนึงก็เพราะกล้ายนั่งเขียนโปรแกรมเข้ารหัสใหม่ทั้งชุด แล้วก็เขียนโปรแกรมสั่งการอุปกรณ์ใหม่หมดด้วย เสียเวลาไปเกือบสามชั่วโมง แต่ก็คุ้มล่ะ”

            “ฮะ !? สามชั่วโมง !?” เด็กหนุ่มหันขวับทันทีที่ได้ยินคำพูดของตานีสาว “เขียนโปรแกรมใหม่เองแค่สามชั่วโมงเนี่ยนะ !?

            “ยะหยังก๋า นี่ความเร็วปกติของกล้ายเลยเน่อ ถ้าเร็วที่สุด โปรแกรมจะอี้สองชั่วโมงก็เสร็จแล้ว”

            “นี่พวกเจ๊มีความรู้ขนาดไหนกันแน่เนี่ยครับ” หลานชายหมอผีใหญ่ถามเสียงต่ำๆ เขารู้ว่าตานีเก่งกว่ามนุษย์มาก แต่นี่มันจะเก่งเกินไปแล้ว
            “ความฮู้ของกล้ายก๋า..... นายน่าจะหันโปรแกรมติดตามวิญญาณและแผนการรบของเปิ้นแล้วนี่ ฮู้ก่อว่ากล้ายเขียนเองหมดเลยเน่อ ตอนเปิ้นอายุแค่ราวๆสิบสี่เองด้วย”

            “แต่กล้ายบอกเราว่าเขาแค่ช่วยเขียนส่วนหนึ่งเท่านั้นเองไม่ใช่เหรอ”

            “เปิ้นก็เป็นจะอั้นแหละ ถ่อมตัวตลอด” กล้วยตอบยิ้มๆ “ส่วนของข้าเจ้าก็.... น่าจะประมาณเขียนแบบรถคันที่นายนั่งเมื่อวานได้ทั้งคัน แล้วถอดประกอบได้สมบูรณ์แบบนั่นแหละ”

            “แล้วถ้าฉลาดขนาดนี้จะมาเรียนโรงเรียนมัธยมทำไมล่ะครับเจ๊ !? เข้ามหาลัยหรือไม่ก็ทำงานหาเงินไปเลยซิ่ !

            “นั่นมันแค่งานอดิเรก หมู่เฮาศึกษาเองมาตั้งแต่ละอ่อนมากๆแล้ว แต๊ๆแล้ว ตานีแต่ละตนก็มีเรื่องที่สนใจแล้วก็ศึกษามาตั้งแต่เด็กอยู่เกือบทุกตนแหละ แล้วพวกผู้ใหญ่ก็สนับสนุนด้วย” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “แต่ก็บ่แม่นว่ามีความฮู้หลักการของด้านนั้นๆโดยตรงและถูกต้อง และก็บ่แม่นว่าเก่งเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วจะเก่งวิชาอื่นด้วย ก็เลยต้องเรียนมัธยมปลายแล้วก็มหาวิทยาลัยตามปกติเหมือนมนุษย์นั่นแหละ”

            “สุดยอด.....” หลานชายหมอผีใหญ่ทำเสียงตื่นเต้น ก่อนจะถามขึ้นอีกครั้ง “แล้ววันนี้กล้ายไปไหนล่ะ เห็นออกจากบ้านไปก่อนพวกเราอีก ยูคิก็ไปด้วย”

            “เปิ้นมีธุระนิดหน่อย ยูคิตื่นเช้าพอดีเลยออกไปกับเปิ้นเลย” กล้วยตอบ รอยยิ้มแสนกลผุดขึ้นบนริมฝีปากบาง

            “เฮ้ย ยิ้มแบบนี้อย่าบอกนะว่า อั้ก.....!?

 

            ทันทีที่เด็กหนุ่มก้าวเท้าเข้าไปในห้องเรียน อะไรบางอย่างก็ผ่านวูบมาตรงหน้า ก่อนที่คอเสื้อเชิ้ตนักเรียนสีดำจะถูกกระชากอย่างไม่ปรานีปราศรัยจนหมอนรองกระดูกคอเขาแทบเคลื่อน อะไรก็ตามที่ยกเขาอยู่จะต้องมีแรงมหาศาลเพราะเท้าของเขาลอยขึ้นจากพื้น เด็กหนุ่มหน้าดุกระอักกระไอเมื่อคอถูกปกเสื้อแข็งๆบีบ เขาพยายามเหลือบมองลงต่ำว่าคู่กรณีคือใคร แต่เสียงของอีกฝ่ายก็ดังขึ้นเสียก่อน

 

            “จ้าด วันศุกร์ทำไมไม่รับโทรศัพท์เราวะ ! แล้วยังปิดโทรศัพท์หนีไปดื้อๆอีก ! เราคิดว่าจ้าดจะฆ่าตัวตายไปแล้วนะเว้ย !?

            “อะ.... ฟ้า....” จ้าดพูดเสียงแหบๆเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร “ฟ้า.... ปล่อยเราลงก่อน.....”

            “ไม่ปล่อยโว้ย !” เด็กสาวผมสั้นตอกกลับเสียงดังลั่นจนเพื่อนอีกสามสี่คนในห้องหันขวับมาดูด้วยความตกใจ “เราโทรเป็นสิบรอบ ! เป็นสิบรอบเลยนะเว้ยจ้าด ! แล้วจู่ๆจ้าดก็ปิดมือถือไปตอนตีหนึ่งตีสอง แล้วก็ไม่เปิดอีกเลยทั้งเสาร์ทั้งอาทิตย์ ! จะไม่ให้เราเป็นห่วงได้ยังไง หา !?

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุนึกย้อนตามคำพูดของเพื่อนสาว ก็จริง วันศุกร์ที่แล้วหลังจากคะแนนออกเขาไม่ได้สนใจโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงเลยแม้แต่น้อย ความช็อกจากคะแนน ความโกรธที่ไร้เหตุผลต่อกล้วย และทั้งความตกใจและความร้อนรนหลังจากได้ข่าวการลักพาตัวจากกล้ายบดบังการสั่นที่เบาหวิวจนวัดด้วยมาตราริกเตอร์ไม่ได้จากมือถือเครื่องจ้อยไปเสียสนิท จนเมื่อเดินไปเจอปอบไห้นั่นแหละ โทรศัพท์เจ้ากรรมถึงส่งเสียงเฮือกสุดท้ายออกมาสร้างวิกฤตให้.....

 

            “เอ่อ ฟ้า.... เราขอโทษ.... พอดีมีเรื่อง.....”

            “ไม่รับคำขอโทษเหมือนกันโว้ย !” ฟ้าสวนกลับก่อนที่เพื่อนหนุ่มจะทันได้อธิบาย “โทรศัพท์บ้านก็โทรไม่ได้.... TMS ก็ไม่ออน*.... หนังสือหน้าก็ไม่เปิด**.... ติดต่ออะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ! รู้มั้ยเรากลัวแค่ไหนว่าจ้าดจะคิดสั้นฆ่าตัวตายไปน่ะ !? สามคืนที่ผ่านมาเรานอนไม่หลับเลยนะเว้นรู้ตัวบ้างมั้ย !?

            “เรา.... ไม่.....” เสียงของหลานชายหมอผีใหญ่หลุดออกจากลำคอที่แทบปิดสนิทอย่างยากลำบาก สีหน้าเริ่มเปลี่ยนจากขาวเหลืองเป็นแดงก่ำ “กล้วย.... ช่วยที......”

 

            เมื่อสถานการณ์เริ่มเกินจะรับมือ เด็กหนุ่มตัดสินใจหันไปขอความช่วยเหลือจากตานีสาว แต่ก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นกล้วยนั่งทำหน้าบ่ฮู้บ่หันกับชะตากรรมของเพื่อนหนุ่มอยู่บนที่นั่งข้างๆฟ้า แม้เธอจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ลึกๆแล้วตานีสาวก็อยากแก้แค้นจ้าดที่พูดแรงๆกับเธออยู่ไม่น้อย โดนแบบนี้ซะบ้างแหละดี.....

 

            “ฟ้า....” เมื่อการขอความช่วยเหลือล้มเหลว จ้าดก็จำเป็นหันกลับมายังเด็กสาวหน้าคมที่ยังคงดึงคอเสื้อจนเขาตัวลอยอีกครั้ง “ขอร้อง..... วางเราลงก่อน.... จะอธิบายให้ฟัง.....”

            “ก็ได้ !

 

            ฟ้าโยนเพื่อนหนุ่มลงพื้นดังโครม ก่อนจะก้าวฉับๆไปทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะตัวที่จนมันลั่นเอี๊ยด แขนทั้งสองกอดอกที่แบนน้อยกว่ากล้วยเพียงนิดเดียวแน่นจนน่ากลัวว่ามันจะแบนลงไปอีก ใบหน้าหมวยแต่สวยคมหันไปอีกทางแม้หลานชายหมอผีใหญ่จะเดินกระย่องกระแย่งอย่างกล้าๆกลัวๆตามมานั่งแล้ว

 

            “คือ.... ฟ้า.... วันศุกร์ที่แล้ว.... เรามีปัญหานิดหน่อยน่ะ”

            อีกฝ่ายนิ่งเงียบเหมือนรูปปั้นหิน ไม่แม้แต่จะขยับ จ้าดจึงตัดสินใจเล่าเหตุการณ์เมื่อสามวันก่อนฉบับย่นย่อแบบรวดเดียวจบอย่างรวดเร็ว และเมื่อเขาเล่าจบ สีหน้าเย็นชาและดุร้ายของเด็กสาวหน้าคมก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าไม่อยากเชื่อ

 

            “จริงเหรอกล้วย” เธอหันไปถามเด็กสาวหน้าจืดซึ่งนั่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตรเพื่อความแน่ใจ “จ้าดไม่ได้แต่งเรื่องมาแก้ตัวใช่มั้ย”

 

            กล้วยอยากแกล้งเพื่อนหนุ่มต่อ แต่ก็พอจะรู้ว่าหากเธอตอบว่าจ้าดแต่งเรื่องขึ้นมา เด็กหนุ่มคงโดนเพื่อนสาวฆ่าตายเอาได้ง่ายๆ เธอจึงพยักหน้าช้าๆ ฟ้าดูจะพอใจคำตอบ แต่เธอก็ถามต่อด้วยเสียงที่ยังไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก

 

            “แล้วทำไมไม่เรียกเราไปด้วยวะจ้าด อย่างน้อยโทรบอกกันก็ได้ กล้วยก็เพื่อนพวกเรานะ”

            “เหตุการณ์ตอนนั้นมันกะทันหัน.... ไม่ใช่สิ ไม่เชิงกะทันหัน แต่ว่าตอนแรกเราโกรธกล้วยมากจนเราไม่อยากทำอะไรเลย แล้วพอตานีอีกตนเอาข่าวมาบอกก็ต้องรีบออกไปเดี๋ยวนั้นเลย ก็เลยไม่ได้โทรบอก” เด็กหนุ่มหน้าดุรีบตอบ ก่อนจะเสริมขึ้นอีกครั้งเมื่อนึกขึ้นได้ “แล้วอีกอย่าง ฟ้าก็ไม่ถูกกับพวกผีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ คราวนี้ผีหน้าตาแหวะๆทั้งนั้นเลย ทั้งแบบที่พวกเราเจอในอุดมชัยพลาซ่า ทั้งปอบตัวเน่าๆ.....”

 

            ฟ้าชะงักเมื่อถูกจี้ใจดำ เธออึกอักอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยอมเสียท่า

            “โอเค เรื่องนั้นเรายอมให้จ้าดก็ได้ แต่มันเป็นคนละเรื่องกับที่ทำให้เราเป็นห่วงนะเว้ย เย็นนี้เลี้ยงมะจิบังราเมนเราเลย จะกินให้เป็นพันเบี้ยเลยคอยดู !

            “เดี๋ยว ฟ้า !?

 

            แต่เด็กสาวหน้าคมลุกพรวด กระชากประตูห้องเปิดก่อนจะก้าวฉับๆหายไปตามโถงทางเดิน คาดว่าน่าจะลงไปซื้อน้ำดับอารมณ์หงุดหงิด ทิ้งให้เพื่อนหนุ่มและเพื่อนสาวหน้าจืดอ้าปากค้างอย่างอึ้งปนขำ จ้าดหุบขากรรไกรเข้าหากัน ดวงตาตี่มองประตูไฟเบอร์กลาสที่ปิดเข้าหาวงกบอย่างชาๆคล้ายอาลัยคนที่เพิ่งจะเดินผ่านมันไป ดูเหมือนตานีสาวจะสังเกตเห็น เธอเดินมานั่งข้างเพื่อนหนุ่มก่อนจะกระซิบถามเบาๆ

 

            “จ้าด ยังตัดใจจากเปิ้นบ่ได้ก๋า”

            “ฮื่อ” หลานชายหมอผีใหญ่พยักหน้าช้าๆ ดวงตายังคงมองประตูอย่างเหม่อลอย

            “ยะหยัง” กล้วยขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ “นายก็ฮู้บ่แม่นก๋าว่าบ่มีหวังแล้ว จะฮักเปิ้นต่อไปหื้อเจ็บใจยะหยัง”

            “กล้วยไม่เคยมีคนที่ชอบ กล้วยไม่รู้หรอก” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ “การจะตัดใจจากใครสักคนน่ะไม่ใช่แค่ไม่กี่วันไม่กี่อาทิตย์จะตัดใจได้ เป็นปียังมีเลย ยิ่งเป็นคนที่เคยมีความทรงจำดีๆด้วยกันมาเยอะแยะแบบนี้ด้วยแล้ว.....”

 

            ตานีสาวเงียบไปเล็กน้อย เธอก็ไม่มีประสบการณ์เรื่องแบบนี้จริงๆนั่นแหละ ยกเว้นเรื่องเข้าใจผิดของเธอกับกล้าย ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้มากนัก

 

            “เอาน่า อย่าคึดมาก คึดมากไปก็บ่ได้อะหยังขึ้นมา” กล้วยตบหลังเพื่อนหนุ่มดังป้าบจนหน้าคว่ำ “นายอู้ว่าง่วงบ่แม่นก๋า ไปนอนสิ วันนี้คาบแรกฟิสิกส์ คาบสองสังคมด้วยเน่อ เดี๋ยวก็หลับอีกหรอก”

            “คร้าบ คร้าบ เจ๊.....”

 

            แม้จะเป็นวันแรกของเทอมใหม่ แต่เนื้อหาฟิสิกส์นิวเคลียร์ในคาบแรก และความขัดแย้งระหว่างประเทศในคาบที่สองก็น่าเบื่ออย่างไม่น่าเชื่อ แม้เด็กหนุ่มหน้าดุจะนอนมาบ้างแล้วตอนเช้า แต่ดวงตาตี่ๆก็พยายามปิดลงมาหากันแทบจะทุกวินาทีราวกับมีตุ้มน้ำหนักสักสิบตันถ่วงมันอยู่ มิไยที่เขาจะขออาจารย์วัยใกล้เกษียณสุดเฮี้ยบไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาเอาน้ำเย็นสาดหัวแถมซื้อเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงด่างมาซดไปสองขวดรวดก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย

 

            หลานชายหมอผีใหญ่เกือบจะฟุบกลางอากาศเหมือนเครื่องบินถูกจรวดสอยไปแล้วในช่วงสิบนาทีสุดท้ายของคาบสังคม ถ้าจู่ๆ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิมพ์พร อาจารย์ที่ปรึกษาของห้องไม่ผลักประตูแล้วโผล่หน้าเข้ามา

 

            “อาจารย์คมขำคะ ขอเวลานิดนึงได้ไหมคะ พอดีมีนักเรียนใหม่เพิ่งเข้ามาวันนี้....” อาจารย์เคมีสาวสวยวัยเกือบสามสิบซึ่งทุกคนในห้องรู้จักดียกมือไหว้ข้างเดียวขอโทษเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่

            “อ้อ ได้สิๆ วันนี้พี่สอนจบพอดี”

            “ขอบคุณมากค่ะพี่” อาจารย์สาวใหญ่ยิ้มให้อีกฝ่าย ก่อนจะหันมาหานักเรียนทั้งห้อง “ทุกคน วันนี้มีเพื่อนใหม่เพิ่งย้ายเข้ามาจากเมืองเชียงพิงค์ เขาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเหมือนณัฐณิช จะมาอยู่กับพวกเราตลอดเทอมนี้”

 

            เสียงฮือฮาดังอื้ออึงขึ้นจากทั่วห้อง เหล่าผู้หญิงต่างพากันลุ้นให้เป็นเด็กผู้ชายหล่อๆ เหมือนริชาร์ด นักเรียนแลกเปลี่ยนจากทวีปยูหลบซึ่งอยู่ม.5 ตรงกันข้ามกับเหล่าผู้ชายซึ่งต่างก็ลุ้นกันตัวโก่งให้เป็นเด็กผู้หญิงน่ารักๆเหมือนยูคิ จ้าดเองก็ลุ้นตัวโก่งเช่นเดียวกับเพื่อนๆทั้งหลาย แต่เหตุผลการลุ้นของเขาออกจะแปลกออกไปสักหน่อย.....

 

            “อย่าบอกนะว่า..... อย่าบอกนะว่า.....”

            “เอ้า ขวัญหทัย เข้ามาได้แล้ว”

 

            หากสายตาแผ่รังสีความร้อนได้เหมือนแสงเลเซอร์ ประตูไฟเบอร์กลาสก็คงไหม้เป็นผุยผงไปแล้วเมื่อสายตาเกือบห้าสิบคู่จ้องมองขณะมันค่อยๆเปิดออก แต่แล้ว ใบหน้าดุของหลานชายหมอผีใหญ่ก็มีอันต้องหงายเงิบเหมือนโดนกล้วยของกล้วยเฮดช็อตเขาเต็มหน้าผาก เมื่อเห็นว่าผู้ที่ก้าวเข้ามาในห้องก็คือเด็กสาวผมหางม้าผู้มีดวงตาส่องประกายสีเขียวสว่าง คนเดียวกับที่เขาเพิ่งไปตะลุยฝูงผีร้ายมาเมื่อสามวันก่อน และคนเดียวกับที่เพื่อจะถือวิสาสะย้ายเข้าบ้านเข้ามาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วนี่เอง.....

 

            “เป็นห่านอะไรวะจ้าด ยกมือกุมขมับ” ต๊อกถามขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนหนุ่มข้างตัวฟุบลงกับโต๊ะพลางยกมือทั้งสองขึ้นกุมหัวแน่น ตรงกันข้ามกับผู้ชายทั้งห้องที่กำลังฮือฮากับเพื่อนสาวคนใหม่ “ไม่สบายปวดหัวก็ไปห้องพยาบาลซะไป๊”

            “ปวดหัวน่ะใช่ แต่ไม่ใช่เพราะไม่สบายเว้ย” หานชายหมอผีใหญ่ตอบเนือยๆ “ลองเอ็งมาเป็นข้าดูสิ รับรองได้ ปวดหัวเหมือนกันแหละว่ะ”

 

            “ทำไมวะ นักเรียนใหม่มีอะไรงั้นเหรอ”

            ไร่เอ่ยขึ้นบ้าง ก่อนที่ริมฝีปากหนาแบบชาวใต้ของเขาจะเหยียดเป็นรอยยิ้ม ทำเอาเด็กหนุ่มหน้าดุเขยิบตัวถอยอย่างหวาดระแวง เขาพอจะเดาได้ว่าคำถามต่อไปของเพื่อนหนุ่มจะเป็นอะไร.....

 

            “เขาเป็นเจ้าหนี้เก่าของเอ็งเหรอวะ”

 

            จ้าดฟุบโครมลงกับโต๊ะอีกครั้ง แต่คราวนี้ต๊อกก็ฟุบด้วย

 

            “โอ๊ย ไอ้ไร่ค้องเอ็งหวา !?” เด็กหนุ่มชาวหลวงน้ำทาโวย “เหตุการณ์ประมาณนี้มันต้องถามเรี่ยงความรักไม่ใช่เหรอวะ แฟนเก่ารึเปล่าอะไรแบบนี้เว้ย !

            “ก็ข้าไม่ได้สงสัยเรื่องนั้นนี่หว่า.....”

            “เอ็งนี่มัน.....”

 

            “เฮ้ยเงียบก่อน อาจารย์กำลังถามอะไรเขาอยู่แน่ะ ฟังสิ !

            จ้าดเบรกเพื่อนทั้งสองเมื่อเห็นความคืบหน้าที่หน้าห้อง น่าแปลกที่จู่ๆทั้งห้องก็เงียบลงอย่งฉับพลันพร้อมๆกับพวกเขา ทำให้ทุกคนได้ยินคำถามของอาจารย์ที่ปรึกษาประจำห้อง 342 อย่างชัดเจน

 

            “เอ้า ขวัญหทัย อยากนั่งตรงไหน ตอนนี้มีที่ว่างอยู่สี่ห้าที่.... ครูว่านั่งในกลุ่มผู้หญิงตรงนั้นดีมั้ย ศุสินีเขาเรียนเก่งด้วย เผื่อเรียนติดขัดตรงไหนยังไงจะได้พอช่วยได้ หรือว่าจะเอาตรงนั้น สกาวแสงทำกิจกรรมเยอะ เผื่อจะได้แนะนำอะไรเธอได้”

            “บ่เป็นอะหยังหรอกเจ้าอาจารย์ ขอบคุณมากเน่อเจ้า แต่ข้ามีที่ที่ข้าเล็งไว้แล้วล่ะเจ้า”

            “ตรงไหนล่ะ แต่นอกจากสองที่ที่ครูบอกก็อยู่ในกลุ่มผู้ชายหมดแล้วนะ”

 

            กล้ายไม่ตอบ แต่ดวงตาสีเขียวเป็นประกายของเธอค่อยๆกวาดมองมาทางจ้าดอย่างช้าๆ ราวกับราหูกำลังเลือกเหยื่อ หลานชายหมอผีใหญ่สะดุ้งเฮือกเมื่อเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ากล้วยซึ่งนั่งอยู่ข้างเขามาตลอดเทอมหนึ่งย้ายไปนั่งข้างฟ้าเสียแล้ว ดังนั้นที่ข้างตัวเขาจึงว่าง เด็กหนุ่มรีบกระชากโต๊ะไปไว้ข้างหลังเขาทำทีเป็นว่าข้างๆไม่มีที่นั่งว่าง แต่สายเกินไปเสียแล้ว.....

 

            “ตรงนั้นเจ้า ข้างๆจตุรัสเจ้า”

            “อ้าว นี่รู้จักกันมาก่อนด้วยเหรอ” พิมพ์พรถามอย่างประหลาดใจ

            “แม่นเจ้า ข้าเคยเรียนอยู่ห้องเดียวกับเปิ้นสมัยยังละอ่อนก่อนจะย้ายไปอยู่เชียงพิงค์ คึดถึงก็เลยอยากนั่งใกล้ๆน่ะเจ้า” กล้ายโกหกหน้าระรื่น แต่ก็เป็นการโกหกที่เนียนใช้ได้ โดยเฉพาะเมื่อเธอเองก็พูดสำเนียงแข็งๆแบบเชียงพิงค์อยู่แล้ว “เน่อเจ้าอาจารย์ ข้าขอนั่งตรงนั้นเน่อเจ้า”

 

            เสียงฮือฮาดังขึ้นจากทั้งห้องอีกครั้งเหมือนมีใครหมุนปุ่มปรับความดังเข้าที่เดิม แม้เสียงส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงที่อึ้งแกมทึ่งในความกล้าของกล้าย แต่เด็กหนุ่มหน้าดุก็ได้ยินเสียงสาปแช่งของเพื่อนผู้ชายบางคนดังคลอมาด้วย ข้างตัวเขา เพื่อนทั้งสองซึ่งพอจะเดาออกว่าตานีสาวผมหางม้าแกล้งพูดมุดลงใต้โต๊ะไปปล่อยก๊าก เด็กหนุ่มยกสองมือขึ้นกุมหน้าผาก แบบนี้เขาจะกล้ามีชีวิตอยู่ในห้องนี้ต่อไปได้ยังไงกัน....

 

            “ได้สิ ครูไม่ห้ามหรอก แต่ดูท่าจะคิดถึงจ้าดมากจริงๆนะ แหม ครูล่ะอยากมีคนให้คิดถึงแบบนี้บ้างจัง....” พิมพ์พรเอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังจากเสียงฮือฮาเงียบลงบ้างแล้ว ประโยคสุดท้ายของอาจารย์ที่ปรึกษาวัยเกือบสามสิบซึ่งยังคงโสดสนิทดูเหมือนรำพึงกับตัวเองมากกว่าพูดกับนักเรียน “เอ้า จ้าด ดูแลเพื่อนดีๆนะ ไม่แน่เธออาจจะบอกลาชีวิตโสดตลอดสิบเจ็ดปีของเธอก็ได้นะ....”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่แทบอยากหายตัวหนีไปจากตรงนั้นให้เร็วที่สุดเมื่อเพื่อนทั้งห้องพร้อมใจกันส่งเสียงล้อเขาเป็นที่สนุกสนาน ยกเว้นผู้ชายบางคนซึ่งยังคงสาปแช่ง ในขณะที่ไอ้เพื่อนตัวดีทั้งสองก็ยังมุดหน้าหัวเราะอยู่ใต้โต๊ะจนเขาอยากแช่งให้มันขาดอากาศหายใจตาย มือใหญ่ของเด็กหนุ่มเลื่อนจากหน้าผากขึ้นไปบนขมับขณะเขาฟุบลงกับโต๊ะ ปากครางอ่อยๆเป็นคำพูดที่คงไม่มีเพื่อนคนไหนได้ยิน

 

            “ม่าย.......”

 

 

            “เจ๊กล้ายครับ จะทำยังงั้นไปเพื่ออะไรมิทราบครับ แล้วแบบนี้ผมจะกลับไปสู้หน้าทั้งห้องยังไง !?

            จ้าดเปิดฉากโวยใส่ตานีสาวผมหางม้าหลังจากอาจารย์ที่ปรึกษาสั่งปล่อยพักและเขาลากตานีสาวผมหางม้าออกมาจากห้องลงมายังสนามหลังอาคารเรียนได้สำเร็จ แต่คำตอบที่เขาได้รับจากเพื่อนสาวเบื้องหน้ามีเพียงรอยยิ้มขบขันแกมสะใจ กล้ายดูชั่วร้ายจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นมือขวาของราชินีตานีผู้คอยปกป้องเมืองตานนะคอนจากเหล่าภูตผีปีศาจ อันที่จริง ยามนี้เธอกลับดูเหมือนปีศาจเสียเอง ปีศาจที่กระหยิ่มยิ้มย่องหลังจากเชือดเหยื่อผู้น่าสงสารไปหนึ่งแผลใหญ่ๆ ต่อหน้าธารกำนัล

 

            “อ้าว ก็นายยะจะอั้นกับกล้วยไปเมื่อสามวันที่แล้ว ข้าก็ขอแก้แค้นหื้อเพื่อนสักหน่อยจะเป็นไรไป” ในที่สุดเด็กสาวผมหางม้าก็เอ่ยขึ้น ริมฝีปากยังคงแสยะยิ้ม “แล้วนายลากข้ามาจะอี้ บ่กลัวก๋าว่าเพื่อนๆจะคึดอะหยัง”

            “ไม่กลัวเฟ้ย ! ไม่มีอะไรจะเสียแล้วเฟ้ย !” หลานชายหมอผีใหญ่สวนกลับอย่างหัวเสีย “ว่าแต่เจ๊เถอะครับ ไม่กลัวเสียภาพลักษณ์มั่งเรอะ !?

            “บ่หันต้องกลัวนี่ ข้าก็ฮู้อยู่แก่ใจว่าข้าแกล้งยะ จะไดๆข้าก็มีกล้วยตนเดียวอยู่ในใจอยู่แล้ว” กล้ายยืดอกน้อยๆ “ห่วงตัวนายเองก่อนเถอะน่าว่าจะกลับไปสู้หน้าเพื่อนๆจะได”

            “ก็แล้วมันความผิดใครล่ะ....”

 

            “กล้าย จ้าด อยู่นี่เอง !

            เสียงของเด็กหนุ่มหน้าดุขาดหายไปในลำคอเมื่อได้ยินเสียงเรียกดังมาแต่ไกล กล้วยกำลังวิ่งเหยาะๆลุยหิมะตัดสนามตรงมาหาพวกเขา ฟ้าในเสื้อกันหนาวตัวเก่งสีเดียวกับชื่อตามมาติดๆ หลานชายหมอผีใหญ่รีบถอยออกห่างกล้ายทันที แม้จะพอรู้ว่าไม่มีหวังแล้ว แต่เขาก็ไม่ต้องการให้เพื่อนสาวหน้าคมเข้าใจผิด

 

            “ฟ้า เรากับกล้ายไม่ได้มีอะไรจริงๆนะ กล้ายเขาพูดเล่น !” จ้าดปฏิเสธรัวเร็วเหมือนปืนกลเมื่อเพื่อนสาวทั้งสองวิ่งมาถึงตัวแล้ว

            “แหม รีบร้อนปฏิเสธจะอี้แปลว่าต้องมีอะหยังแน่ๆ....”

            “กล้วย ไม่ช่วยกันเล้ย......!

            “ไม่ต้องปฏิเสธหรอกเว้ยจ้าด เรารู้น่า ขอโทษนะที่มาขัดจังหวะกำลังสวีท.....” เด็กสาวหน้าคมพูดกลั้วหัวเราะ ทำเอาหลานชายหมอผีใหญ่หน้าเหวอ

            “ฟ้า......!?

            “เอ้าๆ พอแล้ว เลิกโวยวายสักที” ฟ้ารีบพูดเมื่อเห็นเพื่อนหนุ่มจวนเจียนจะช็อกลงไปนอนชักอยู่รอมร่อ “กล้วยบอกเราแล้วเว้ยว่ากล้ายเป็นตานี เราแค่จะลงมาทักทายเท่านั้นเอง เพราะหมดคาบปั๊บจ้าดก็ลากเขาออกจากห้องไปเลย ยินดีที่ได้รู้จักนะกล้าย เราชื่อฟ้านะ”

            “อื้ม หวัดดี” ตานีสาวผู้มีดวงตาสีเขียวเรืองแสงค้อมหัวเล็กน้อยก่อนจะยิ้มให้อีกฝ่าย “กล้วยก็เล่าหื้อข้าฟังมาแล้วเหมือนกันว่าฟ้าเคยไปลุยกับเปิ้นมาหลายงานแล้ว แถมมีพลังป้องกันทางกายภาพอีก”

            “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เอาจริงๆก็ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่” เด็กสาวหน้าคมหัวเราแหะๆ ก่อนที่เสียงของเธอจะเป็นงานเป็นการขึ้นในประโยคถัดมา “เอ้อ แล้วก็ ตอนช่วงพักนี่มีประชุมเรื่องออกงานประจำปี ถ้าคุยธุระกันเสร็จก็รีบขึ้นไปด้วยนะ เดี๋ยวคนอื่นเขาจะหาว่าโดดงานเอา”

            “เสร็จแล้วๆ เดี๋ยวขึ้นไปเลย ลืมไปเลยแฮะว่าจะถึงช่วงงานประจำปีแล้ว” ประโยคสุดท้ายจ้าดพูดกับตัวเอง ก่อนจะหันมาหาตานีสาวผมหางม้าอีกครั้ง “แต่ก่อนอื่นกล้ายต้องขึ้นไปชี้แจงความจริงให้เราด้วยนะ ไม่งั้นเราคงไม่กล้าเข้าห้องแน่ๆ”

            “เรื่องอะหยังล่ะ ก็ไปแก้ข่าวเองซิ่ ข้าบ่ฮู้บ่หันอะหยังทั้งสิ้น”

            “กล้าย......!?

            “เอ้าพอๆ เลิกทะเลาะกันได้แล้ว เดี๋ยวก็ขึ้นไปประชุมกันบ่ทันพอดี !

 

            งานประจำปีของโรงเรียนตานนะคอนพิทยาคมเป็นงานใหญ่ที่สุดของโรงเรียนประจำจังหวัดแห่งนี้ และถือได้ว่าเป็นเทศกาลใหญ่เทศกาลหนึ่งของเมืองตานนะคอนเลยก็ว่าได้ แม้จะกินเวลาเพียงวันเดียว แต่กิจกรรมในงานนั้นมากมายจนแทบไม่มีทางเดินเที่ยวหมด ทั้งงานออกร้านของนักเรียนทุกห้องรวมแล้วกว่าร้อยห้องในตอนเช้า งานแสดงของชมรมในช่วงบ่าย และงานแสดงวงดนตรีบนเวทีใหญ่ในช่วงเย็นถึงค่ำ มันยังเป็นงานที่นักเรียนทุกระดับชั้นรอคอย แม้แต่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกซึ่งไม่ได้มีสวนร่วมในชมรมใดๆ และต้องคร่ำเคร่งกับการอ่านหนังสือเตรียมสอบ ด้วยงานนี้เป็นโอกาสอันดีและอันสุดท้ายที่พวกเขาจะได้ทิ้งชื่อเสียงเอาไว้ให้น้องรุ่นหลังๆได้กล่าวขวัญถึง ทุกคนจึงต่างตั้งใจและมีส่วนร่วมในงานนี้อย่างมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อทิ้งลายไว้ให้เขาลือก่อนจะจบออกไป

 

            อย่างไรก็ตาม ทั้งสี่ก็พลาดโอกาสทิ้งลายอย่างหนึ่งไปอย่างน่าเสียดาย ด้วยกว่าพวกเขาจะขึ้นมาถึงห้อง การประชุมเลือกรูปแบบงานออกร้านและเลือกเพลงที่จะแสดงบนเวทีใหญ่ตอนค่ำก็ออกมาเรียบร้อยแล้ว และรูปแบบงานออกร้านที่ถูกโหวตเลือกมาก็เป็นอะไรที่จ้าดไม่ชอบเอาเสียเลย.....

 

            “บ้านผีสิง !?

            เด็กหนุ่มอ่านสิ่งที่เขียนตัวเท่าหม้อแกงอยู่บนกระดานซึ่งมีขีดนับเกือบสามสิบขีดอยู่ด้านหลัง ทิ้งห่างจากร้านอาหารซึ่งได้คะแนนรองลงมาถึงยี่สิบคะแนน ซึ่งแปลว่าไม่ว่าเขาจะร่วมประชุมหรือไม่ผลก็ไม่เปลี่ยนแปลง

 

            “อื้ม ช่าย” ภูมิ หัวหน้าห้องร่างสูงตัดผมเกรียนซึ่งเพิ่งจะเข้ามาในห้องตามหลังพวกเขาติดๆ ตอบเสียงยานคางอย่างจงใจ เขาเป็นคนหนึ่งที่ร่วมสาปแช่งเมื่อรู้ว่าสาวคนใหม่ของห้องเลือกนั่งข้างหลานชายหมอผีใหญ่ ทั้งที่ข้างตัวเขาก็มีที่ว่างแท้ๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหน้าตากลางๆอย่างกล้ายถูกสเป็กเขาอย่างจัง “จะบ่นอะไร ก็เอ็งไม่เข้าร่วมประชุมเองนี่หว่า แล้วนี่ก็เป็นเสียงส่วนใหญ่ด้วย”

            “แต่ข้าทำบ้านผีสิงมาทั้งสามปีที่อยู่ที่นี่เลยนะเว้ย !?” เด็กหนุ่มหน้าดุโวยต่อ “แล้วก็ต้องมีห้องที่ทำบ้านผีสิงเพียบแน่ๆ มันต้องโหลเรือหายเลย !

            “ถ้ากลัวว่าจะโหลก็ทำให้มันไม่โหลซะซิ่” อีกฝ่ายตอบหน้าตาเฉย “เอ้า ไปหางานทำได้แล้ว เถียงไปผลการประชุมก็ไม่เปลี่ยนหรอก”

            “หางานทำ ?” จ้าดทวนคำ “แล้วนี่เราจะไม่เรียนกันเรอะเฮีย”

            “คาบสามคาบสี่อาจารย์เว้นว่างไว้ให้ประชุมวางแผน ห้องเราประชุมกันเสร็จเร็วก็ใช้เวลาตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ซะเลย” เด็กหนุ่มผมเกรียนตอบ “เอ้า ไปทำงานได้แล้ว ไปช่วยพวกไอ้ต๊อกไอ้ไร่ออกแบบผีตรงนั้นก็ได้ คนไม่พอพอดี ขอผีแบบแปลกๆที่เอ็งคิดว่าน่ากลัวที่สุดนะโว้ย เดี๋ยวจะได้มาเลือกกันอีกที”

            “เออ ก็ได้วะ.....” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบอย่างเสียไม่ได้ก่อนจะหันไปหาเพื่อนสาวทั้งสาม “กล้วย กล้าย ฟ้า จะทำ.....”

 

            คำพูดของเขาชะงักกลางคันเมื่อเห็นว่าสองตานีหนึ่งมนุษย์ไม่อยู่แล้ว เมื่อเหลียวมองอีกทีเด็กหนุ่มก็เห็นทั้งสามลงไปนั่งช่วยพวกผู้หญิงออกแบบผีและเครื่องแต่งกายอย่างกลมกลืน

 

            “ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้เร็วดีจริงจริ๊งพวกนี้.....”

 

            “เฮ้ย ไอ้จ้าด ช่วงนี้รู้สึกเนี้ยหอมนะ”

            ต๊อกเอ่ยขึ้นเมื่อเพื่อนหนุ่มเข้ามาร่วมวง ตามด้วยเสียงสนับสนุนจากไร่และอีกสามคนที่กำลังนั่งวาดรูปผีลงกระดาษอย่างขะมักเขม้น จ้าดนั่งลงก่อนจะคว้ากระดาษเอสี่และควักปากกาขึ้นมาเริ่มวาดอย่างเงียบๆ

 

            “เงียบแปลว่ายอมรับใช่มั้ย....”

            “ยอมรับพ่อเอ็ง” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบเสียงต่ำๆ “ทำไมเอ็งคิดว่าข้าเนื้อหอมวะ”

            “อ้าว ก็เห็นควงกันหลายคนเหลือเกินนี่” แมน เด็กหนุ่มหน้าทะเล้นแต่เรียนเก่งที่สุดในหมู่ผู้ชายตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากภาพผี “กลับกับกล้วยทุกวัน บางวันก็ควงฟ้ากลับด้วย วันดีคืนดีมีน้องคนฮิมิตสึ.... ชื่ออะไรวะ คนนั้นกลับด้วยอีก บางวันข้าก็เห็นเอ็งเดินกับอีกคนที่สวยโคตรๆ แล้ววันนี้ยังจะมีขวัญหทัยมาอีกคน เอ็งใช้คาถาอะไรวะถึงได้เนื้อหอมแบบนี้ บอกพวกข้ามั่งสิ”

            “ลองมาเป็นข้าแล้วเอ็งจะเข้าใจ” จ้าดตอบเสียงละเหี่ย ขีดฆ่ารูปผีที่มองดูละม้ายปอบไห้ทิ้งก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นใหม่ “ทุกตน เอ้ย ทุกคนที่เอ็งเห็นน่ะไม่มีใครเป็นแฟนข้าสักคน ถึงให้เป็นแฟนข้าก็ไม่เอาโว้ย”

            “อะไรว้า แค่นี้ทำงก เพื่อนกันรึเปล่าวะ”

            “โว้ย ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้งก ถ้าเอ็งอยากจริงๆล่ะก็ข้าบอกยัยพวกนั้นให้กลับบ้านกับเอ็งฟรีๆเลยวันนึงเอามั้ย ฮ่วย” หลานชายหมอผีใหญ่เริ่มหมดความอดทน “ถ้าเอ็งกลับถึงบ้านได้แล้วไม่หาพาราแด๊กสักเม็ดล่ะก็ ข้าให้ไปเลยร้อยนึง”

            “อ้าว ฮาล่ะสิแบบนี้ ได้เลย เตรียมเงินร้อยนึงเอาไวให้ดีๆนะเอ็ง”

            “เฮ้ย ข้าเอาด้วย !

            “ข้าก็เอา !

            “เอาๆ !

            “เฮ้ยด้วยๆ !

            “ถามจริงๆเหอะ ยัยพวกนั้นมีอะไรดีนักหนาวะ” จ้าดรีบดักคอเมื่อเห็นแววว่าเขาจะเสียเงินห้าร้อยเบี้ยเอาง่ายๆ “คือฟ้านี่ข้าก็รู้ว่าเขาสวยดี ห้าวดีด้วย แต่ที่เหลืออีกสามคนนี่มีอะไรดีวะ กล้า.... ขวัญหทัยก็หน้าตาดาดๆออกปานนั้น ยิ่งกล้วยกับยูคินี่หน้าก็จืดอกก็แบน ทำไมพวกเอ็งถึงสนใจกันนักหนาวะ”

            “โห่ย เอ็งนี่ไม่รู้อะไร อกแบนๆนี่แหละน่ารักเรือหาย ยิ่งใส่แว่นหน้าตาใสๆ ไร้เดียงสาแบบนั้นข้ายิ่งชอบ” ว่อง เด็กหนุ่มใส่แว่นซึ่งสนใจการ์ตูนแนวสาวน้อยเตี้ยแบนซึนเป็นยิ่งนักพูดออกมาหน้าตาเฉย “ข้าไม่ชอบพวกตู้มๆ ยิ่งบางคนนี่เห็นแล้วไม่สมดุลกับตัว กลัวจะล้มหน้าคว่ำเอา”

            “เออ ถ้าจะมีรสนิยมแบบนั้นก็เรื่องของเอ็ง....”

            “กล้ายก็หน้าตาดีออก หน้าตาแบบตานนะคอนเดิมๆแบบนั้นดูมีเสน่ห์ดี” แมนออกความเห็นบ้าง “ยิ่งตาเขานะ เหมือนมีแสงอะไรเรืองๆออกมาเลยนะเว้ย ข้าว่าสวยลึกลับน่าค้นหาดีออก”

            “มันก็ใช่....” หลานชายหมอผีใหญ่ยั้งปากตัวเองไว้ทันก่อนจะหลุดเรื่องตาเรืองแสงของกล้ายออกไป

            “แล้วกล้วยก็บ่แม่นว่าจะบ่งามเน่อเฮ้ย” มูน หนึ่งในไม่กี่คนที่พูดภาษาเวียงตานในห้องเอ่ยขึ้นบ้าง “ข้าออกจะชอบเปิ้น ดูสง่ายังกับเป็นราชินีจะอั้นแหละ แล้วหน้าจืดๆจะอั้นก็ตรงสเป็กข้าเลยเหมือนกัน อกแบนๆบ่เป็นปัญหาหรอก เดี๋ยวข้า.....”

 

            “เดี๋ยวจะยะอะหยังกาเจ้า.....”

            เสียงหวานแต่แฝงเอาไว้ด้วยรังสีฆ่าฟันทำเอาทั้งกลุ่มแตกกระเจิง กล้วยยืนเท้าสะเอวอยู่ใกล้ๆโต๊ะที่เต็มไปด้วยรูปผี ใบหน้าจืดง้ำบอกแววไม่สบอารมณ์

            “เปล่าๆ บ่ได้จะยะอะหยังเลย” เด็กหนุ่มชาวเหนือรีบปฏิเสธเมื่อเห็นลางตายปรากฏเบื้องหน้า “กล้วยได้ยินผิดมั้ง แม่นๆ กล้วยคงฟังอะหยังผิดไปแหงๆ”

            “คิดวาข้าเจ้าบ่ได้ยินก๋าบ่าจ้าดง่าว” ราชินีตานีตอบกลับเสียงเย็น ทำเอาทุกคนหนาวไปถึงไขสันหลัง “ช่างเถอะ ป้อจายก็จะอี้แหละเน่อ จ้าดง่าวกันทุกตน.....”

            “แล้ว.... แล้วกล้วยมีอะไรเหรอ” ไร่รวบรวมกำลังใจถามเพื่อนสาวที่หันมาหาหลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งถอยไปไกลที่สุดด้วยรู้อานุภาพการรบของเพื่อนสาวดีที่สุด

            “จ้าด ยูคิเรียกหมู่เฮาออกไปคุยด้วย เปิ้นบอกว่ามีเรื่องสำคัญมาก”

            “อ้าวเหรอ โอเคๆไปเดี๋ยวนี้แหละ”

            “แหมๆ มีผู้หญิงเรียกออกไปอีกแล้วนะเว้ย....”

            “พวกเอ็งเงียบๆไปเหอะ ขอร้องล่ะ !

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุพยายามทำหูทวนลมกับเสียงนกเสียงกา แต่เป็นกาตัวบักเอ้กห้าตัวที่ล้อเลียนเขาไม่ขาดปากเดินตามกล้วยออกไปจากห้อง วิญญาณหิมะสาวยืนรออยู่หน้าห้องแล้ว พร้อมด้วยกล้ายและฟ้า หลานชายหมอผีใหญ่อ้าปากจะถาม แต่ทันทีที่เขามองเห็นสีหน้าเครียดจัดของรุ่นน้องสาว เขาก็พอรู้ว่าเรื่องสำคัญที่ว่าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน

 

            “มากันครบแล้วงั้นฉันพูดเลยนะคะ” ทันทีที่เห็นรุ่นพี่ทั้งสอง เด็กสาวชาวฮิมิตสึก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงเบาๆตามปกติของเธอ หากแต่ละคำหนักอึ้งไปด้วยความเครียดและกังวล “คือ.... รุ่นพี่ทุกคนพอจะรู้ใช่มั้ยคะ ว่าพาส.... เอ่อ ภาษาสารขัณฑ์ว่าอะไรนะ เอ่อ.... พาสปอร์ต แล้วก็ใบอนุญาตเข้าเมืองของฉันเป็นของปลอม และโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนที่อ้างชื่อก็ไม่มีจริง เพราะองค์กรนักฆ่าที่ฉันสังกัดส่งฉันมาทำงานเก็บรุ่นพี่กล้วยแล้วก็รุ่นพี่กล้าย”

            “อื้ม พอเข้าใจ” กล้วยพยักหน้า “แล้วจะได”

            “พอหน่วยงานที่ฉันทำงานให้ตรวจพบว่าฉันทรยศ ก็เลยยกเลิกพาสปอร์ตและบัตรผ่านเข้าเมืองของฉันแล้วก็แจ้งตำรวจ เมื่อเช้าตำรวจมาจับฉันถึงที่นี่เลยค่ะ”

            “เอ้ย !?” ทุกคนอุทานขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่ฟ้าจะถามขึ้น “แล้วยูคิจะทำยังไง มีโทษอะไรรึเปล่า”

            “ฉันพยายามอธิบายให้เขาฟังนะคะว่าถูกกลุ่มค้ามนุษย์ส่งมา อะไรประมาณนั้น ตำรวจก็คงเชื่อ เขาบอกฉันว่าให้เลือกว่าจะกลับฮิมิตสึ หรือจะอยู่ที่นี่ต่อ ถ้าจะอยู่ที่นี่ต่อก็ให้เข้าโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนที่มีอยู่จริง แล้วก็ไปอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์เหมือนนักเรียนแลกเปลี่ยนทั่วไป แต่ว่าฉันต้องไปภายในวันนี้เลยน่ะค่ะ พวกรุ่นพี่คิดว่ายังไงกันคะ ฉันควรจะกลับหรือว่าไปอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์”

            “แล้วยูคิอยากกลับรึเปล่าล่ะ” กล้ายถาม

            “ฉันน่ะไม่อยากกลับหรอกค่ะ เพราะถ้ากลับไป หน่วยงานมือสังหารนั่นก็คงตามล่าตัวฉัน อย่างน้อยขออยู่ที่นี่ไปจนหมดเทอมนี้ดีกว่า” ยูคิตอบ “แต่ฉันก็ไม่อยากไปอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ ฉันกลัว ฉันไม่ได้เตรียมตัวมาเพื่อแบบนี้เหมือนนักเรียนแลกเปลี่ยนปกติ อีกอย่าง พวกผีร้ายที่จ้างฉันมาก็คงมารังควานฉัน ถ้าฉันไปอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ก็คงทำให้เขาอันตรายไปด้วย ที่สำคัญ ฉันก็อยากช่วยพวกรุ่นพี่ปราบผีร้ายด้วย แต่ถ้าไปอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ จะออกจากบ้านมาดึกๆก็คงลำบาก ถึงฉันจะพอใช้วิชาพรางตัวได้ก็เถอะ....”

            “ไม่รู้สิยูคิ แต่ถ้าเป็นเรา เราจะเลือกไปอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์นะ” จ้าดผู้เคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนไปประเทศยันระเมอซึ่งอยู่อีกทวีปหนึ่งเมื่อปีที่แล้วตอบ “ประสบการณ์กับครอบครัวอุปถัมภ์น่ะเป็นอะไรที่หาที่อื่นไม่ได้เลยนะ แล้วก็ถ้ายูคิอยู่กับพวกเราต่อไปก็ไม่รู้ว่าตำรวจจะมาจับเมื่อไหร่ด้วย ถึงจะมีอาวุธหนัก แต่ถ้าต้องมาทำผิดกฎหมายก็คงไม่ไหว อย่างน้อยๆกล้วยคงไม่ยอมหรอกจริงมั้ย”

            ตานีสาวหน้าจืดพยักหน้ารับ ก่อนจะเสริมขึ้น “ส่วนเรื่องที่จะออกมาช่วยหมู่เฮาปราบผี ข้าเจ้าว่ายูคิบ่ต้องกังวลหรอก บ่ต้องออกมาก็ได้”

            “แต่ฉันอยากช่วยนี่คะ” สาวแว่นตอบ “และฉันก็กังวลว่าครอบครัวนั้นจะเป็นอันตรายไปด้วยเหมือนกันถ้าผีร้ายมาตามล่าฉัน....”

            “ถึงตอนนั้นก็เรียกหมู่เฮาก็ได้ หมู่เฮาไปช่วยอยู่แล้ว” กล้วยพูดยิ้มๆ “และถ้ายูคิอยากออกมาช่วยแต๊ๆล่ะก็.... แลงนี้ทุกคนก็ไปหาครอบครัวยูคิด้วยกันสิ จะได้อู้กับเปิ้น แล้วก็จะได้ช่วยขนของดีก่อ แล้วขากลับก็หื้อจ้าดเลี้ยงมะจิบังราเมนฟ้า....”

            “จะพูดขึ้นมาทำไมเล่า เบี้ยยิ่งไม่พออยู่ !

            “จะดีเหรอคะ ลำบากพวกรุ่นพี่เปล่าๆนะคะ”

            “ไม่ลำบากหรอก พวกพี่ยินดีไป” ฟ้ายิ้มให้รุ่นน้องสาว “โดยเฉพาะเมื่อขากลับจะได้กินราเมนแบบอิ่มจังเบี้ยอยู่ครบแบบนี้ด้วย.....”

            “ง่ะ....”

            “แล้วยูคิจะไปบ้านครอบครัวอุปถัมภ์ตอนได๋ ไปจะได ฮู้ที่อยู่เปิ้นก่อ” ตานีสาวผมหางม้าถามบ้าง

            “โครงการให้ที่อยู่มาแล้วน่ะค่ะ เดี๋ยวฉันเขียนแผนที่ให้ถ้าพวกรุ่นพี่จะไปกันจริงๆ แต่จะมีคนพาไปส่งตอนสี่โมงเย็น ส่วนของเห็นว่าให้มาเก็บอีกทีพรุ่งนี้”

            “จะอั้นวันนี้หมู่เฮาปิ๊กบ้านจ้าด ช่วยกันเก็บของแล้วเอาไปส่งบ้านเปิ้นเลยละกัน” กล้วยสรุป “น่าจะไปถึงโน่นสักห้าโมงแลงเน่อ ตอนนั้นคนจากโครงการคงปิ๊กไปแล้วแหละ”

            “ขอบคุณมากนะคะรุ่นพี่ทุกคน” ยูคิค้อมตัวลงคำนับ “ฉันอยากอยู่กับพวกรุ่นพี่ต่อจริงๆ....”

            “เดี๋ยวก็คงได้เจอกันอยู่แล้วล่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก” ฟ้าแตะไหล่รุ่นน้องสาว “งั้นตกลงตามนี้นะทุกคน แล้วใครบางคนก็อย่าลืมเตรียมเงินไว้เลี้ยงมะจิบังราเมนเราด้วยนะ”

            “ม่าย..... เงินหนู..........”

 

            คาบเรียนที่เหลือดูช่างยาวนานเหลิอเกินสำหรับจ้าด โดยเฉพาะเมื่อมีสายตาแฝงแววอาฆาตจากเพื่อนผู้ชายหลายคนในห้องเล็งลัคนามาเป็นช่วงๆตลอดทั้งวัน รังสีอาฆาตในสายตายิ่งเข้มข้นขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มรวมตัวกับเพื่อนสาวทั้งสามที่ใต้ตึกสามแม้เขาจะพยายามหลบเลี่ยงด้วยการลงมาไม่พร้อมกับพวกเธอ หลานชายหมอผีใหญ่ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอกเมื่อเดินฝ่าออกมาถึงถนนด้านหลังโรงเรียนซึ่งแทบไม่มีคนได้สำเร็จ ก่อนที่ทั้งสี่จะมุ่งตรงไปยังสถานีรถไฟฟ้าซึ่งเห็นเด่นเป็นสง่าอยู่ห่างออกไปเกือบร้อยเมตรเบื้องหน้า

 

            “แหม วันนี้เนื้อหอมแต๊ๆเน่อจ้าด.....” พอได้ที่นั่งในรถไฟฟ้าสายรอบเมือง กล้ายก็ยิงนัดแรกใส่เพื่อนหนุ่มทั่งตรงข้ามเธอทันที “ทั้งป้อจายทั้งแม่หญิงเลย”

            “เนื้อหอมจนแทบจะกินเลือดกินเนื้อสิไม่ว่า” จ้าดบ่นอุบอิบ ดวงตาตี่มองเหม่ออย่างหมดอาลัยตายอยากออกไปยังหมู่ตึกระฟ้าในเขตธุรกิจเชียงแสนที่ตัดกับฟ้าสีน้ำเงินหม่นยามเย็นฤดูหนาวที่ค่อยๆเคลื่อนห่างออกไป “กล้ายนะกล้าย ทำเราได้.....”

            “เอาน่า อย่าไปเครียดเว้ย อีกสักเดี๋ยวเขาก็รู้กันหมดแล้วว่าในหมู่ไม่มีใครเป็นแฟนจ้าดสักคน”

            “ขอบคุณมากเลยฟ้า” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบเสียงขุ่น ถ้ากล้วยหรือกล้ายพูดประโยคนี้ออกมาเขาคงไม่รู้สึกแย่ขนาดนี้ “เฮ้อ ช่างเรื่องนั้นก่อนเหอะ นี่ไอ้ภูมิมันสั่งงานออกแบบผีมาเพิ่มให้ส่งพรุ่งนี้อีก จะทำทันได้ยังไงวะ.....”

            “หื้อข้าเจ้าช่วยออกแบบก่อล่ะ” กล้วยเสนอ

            “เราว่าถ้ากล้วยมีฐานข้อมูลผีหรืออะไรที่มันเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่แล้วกล้วยพิมพ์ออกมาให้เลยดีกว่า ยินดีให้พิมพ์สีเลยเอ้า” เด็กหนุ่มหน้าดุใจป้ำ ยังไงหมึกสีเขาก็ไม่ค่อยได้ใช้อยู่แล้ว “แล้วครอบครัวของยูคิจะเป็นยังไงก็ไม่รู้ จะคุยยากรึเปล่าก็ไม่รู้ เฮ้อ....”

            “กังวลไปบ่นไปก็บ่ได้อะหยังหรอกน่า รอเจอหมู่เปิ้นเหอะ”

            “ก็เราอยากบ่นนี่”

            “แต่ข้ารำคาญ”

 

            เกือบครึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งสี่ก็มาถึงบ้านหลานชายหมอผีใหญ่ เจ้าของบ้านถูกกันให้อยู่ข้างล่างขณะสามสาวเก็บข้าวของเครื่องใช้และเสื้อผ้าส่วนตัวของเด็กสาวชาวฮิมิตสึใส่ลงกระเป๋าอย่างเรียบร้อยผิดกับนิสัยภายนอก สิบนาทีต่อมาหลังจากเช็กเป็นรอบที่ห้าจนแน่ใจว่าไม่มีของชิ้นใดตกค้างแล้ว สี่สหายร่วมรบก็ออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟใต้ดินอีกครั้ง คราวนี้จุดหมายคือเขตนาจานทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง

 

 

            “อู้หู บ้านใหญ่ไม่ใช่เล่นนะเนี่ย”

            จ้าดอุทานออกมาเมื่อจุดหมายปลายทางปรากฏต่อสายตา อันที่จริงบ้านในหมู่บ้านแถบนี้ก็ใหญ่กว่าปกติอยู่แล้วเพราะเป็นแถบที่อยู่อาศัยของคนรวย แต่บ้านหลังที่สี่สหายกำลังมุ่งหน้าไปซึ่งยามนี้ทอดตัวขวางอยู่เบื้องหน้าใหญ่กว่าบ้านหลังใกล้เคียงเกือบสองเท่า ตัวบ้านสูงตระหง่านพ้นต้นไม้ใหญ่ที่เหลือแต่กิ่งที่มีหิมะเกาะหนาเตอะ เสาสูงที่รับหลังคาหน้าบ้านให้ความรู้สึกสง่าแบบคฤหาสน์ต่างประเทศ รับกับโคมไฟระย้าที่แขวนห้อยลงมายิ่งบอกฐานะของเจ้าของบ้านได้ดีขึ้นไปอีก เลขที่บ้านสีทองบนพื้นดำที่ตรงกับในแผนที่จากยูคิยืนยันว่าพวกเขามาถูกบ้านแล้ว

 

            ทั้งสี่หยุดดูลาดเลาอยู่ที่มุมกำแพงบ้านตรงข้าม มองหาวี่แววของคนจากโครงการแลกเปลี่ยน

 

            “คนของโครงการไปรึยังหว่า....” เด็กสาวหน้าคมเปรยเบาๆ “เราขี้เกียจมีปัญหากับพวกนี้ เคยไปกับเงินครั้งนึงตอนเขารับเด็กแลกเปลี่ยนมา พูดอะไรยุ่งยากเรือหาย”

            “ไม่รู้สิ....” จ้าดผู้สะพายเป้ใบใหญ่ที่ใส่ของทั้งหมดของเด็กสาวชาวฮิมิตสึเหลียวซ้ายแลขวา “ไม่มีรถ เราว่าเขาน่าจะไปแล้วนะ”

            “เปิ้นอาจจะนั่งรถไฟฟ้ามาก็ได้” ตานีสาวผมหางม้าออกความเห็น “กล้วย ตรวจพลังวิญญาณได้ก๋า”

            “บ่ได้” เด็กสาวหน้าจืดส่ายหน้า “สงสัยบ้านนี้จะมีระบบป้องกัน พลังงานวิญญาณที่ข้าเจ้าได้อ่อนมาก ข้าเจ้าว่าหมู่เฮายอมเสี่ยงไปกดกริ่งหน้าบ้านเปิ้นเลยดีกว่า ตอนนี้ก็เริ่มมืดแล้ว ยิ่งค่ำยิ่งช้าเปิ้นจะโกรธเอาได้”

            “จะเอาไงก็เอาเหอะ หนัก.....”

 

            ทั้งสี่เดินข้ามถนนที่ถูกกวาดหิมะไว้เรียบร้อยไปกดสวิตช์กริ่งที่ข้างประตูบ้าน พวกเขาได้ยินเสียงกริ่งลอยมาไกลๆ ก่อนที่ลำโพงซึ่งติดอยู่ใต้กริ่งจะดังขึ้น

 

            “บ้านกนกวณิชสกุลค่ะ ไม่ทราบว่าใครคะ”

            “เอ่อ.... พวกหนูเป็นเพื่อนของยูคิน่ะค่ะ” ฟ้าพยายามดัดเสียงนุ่มที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้ “พวกหนูเอาของของเขามาส่ง”

            “อ๋อ เพื่อนของยูคิเหรอ รอแป๊บนึงนะเดี๋ยวจะออกไปรับ”

            “ค่ะ”

            “นามสกุลหรูเว้ยเฮ้ย” หลานชายหมอผีใหญ่พูดเบาๆเมื่อลำโพงส่งเสียงเบาๆอันหมายความว่าปลายสายตัดสัญญาณไปแล้ว “ขอกินข้าวเย็นด้วยดีกว่า ดูท่าจะได้กินของแพง”

            “เงียบน่าบ่าจ้าดง่าว ถ้าเปิ้นได้ยินจะยะจะได” กล้วยปรามเพื่อนหนุ่ม

            “ไม่มีทางหรอกน่า ลำโพงก็ปิดแล้ว แล้วประตูบ้านก็อยู่ตั้งไกล กว่าจะเดินมาถึงนี่.....”

 

            พูดยังไม่ทันจบประโยค ประตูรั้วเหล็กกรุไม้สักก็เลื่อนเปิดออกอย่างนิ่มนวล หญิงวัยกลางคนร่างท้วมยืนยิ้มอยู่ด้านใน เธออยู่ในชุดผ้าซาตินสีดำเดินเส้นคริสตัลระยิบระยับ รับกับสร้อยคอไข่มุกเม็ดโต ทั้งหมดคลุมด้วยเสื้อกันหนาวขนมิงก์ตัวหนาสีขาวฟูฟ่อง เบื้องหลังเธอ หญิงสาวอีกสองคนในชุดกันหนาวเหมือนกันซึ่งน่าจะเป็นเครื่องแบบประจำบ้านยืนประสานมืออย่างนอบน้อม เห็นแบบนี้ก็คงไม่ต้องเดาฐานะของเจ้าของบ้านอีกแล้ว

 

            “เพื่อนๆของยูคิเหรอ มาสิ เข้ามาเลยๆ”

            หญิงวัยกลางคนซึ่งดูจะเป็นแม่อุปถัมภ์ของเด็กสาวชาวฮิมิตสึเชื้อเชิญสองมนุษย์สองตานีก่อนจะหันหลังเดินนำเข้าไปในตัวบ้าน สาวใช้คนหนึ่งดึงกระเป๋าออกจากหลังจ้าดอย่างนิ่มนวลก่อนจะรับไปสะพายเองและเดินตามผู้เป็นนายไป ทั้งสี่เดินตามเข้าไปอย่างว่าง่าย แต่กล้วยและกล้ายก็ไม่วายหันหลังกลับไปมองประตูเหล็กที่เลื่อนปิดเองก่อนจะลงกลอนอัตโนมัติเกือบสิบชั้น แม้พอจะเข้าใจว่าบ้านคนรวยต้องการการปกป้องมากกว่าบ้านคนปกติ แต่ตานีทั้งสองก็รู้สึกผิดสังเกตว่าทำไมต้องล็อกแน่นหนาขนาดนี้ เมื่อบวกกับผนังชนิดพิเศษที่ป้องกันการแทรกซึมของพลังงานวิญญาณก็ยิ่งทำให้เด็กสาวจากเผ่าพันธุ์นักรบทั้งสองรู้สึกแปลกๆ หรือว่าบ้านนี้จะมีอะไรไม่ชอบมาพากล.....

 

            ภายในบ้านโอ่โถงกว่าที่เห็นภายนอกเสียอีก เพดานสูง ห้องกว้างใหญ่เชื่อมกันด้วยทางเดินตรงกลางที่ปูลาดด้วยพรมแดง ห้องรับแขกซึ่งอยู่ส่วนหน้าสุดของบ้านมีโซฟาตัวใหญ่กว่าที่ทั้งสี่เคยเห็นมาทั้งชีวิตตั้งเรียงกันรอบโต๊ะรับแขกกระจกที่มีแจกันประดับช่อดอกไม้สีเหลืองส่งกลิ่นหอมหวานฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง โทรทัศน์จอยักษ์ที่ผนังด้านหนึ่งกินความกว้างของห้องรับแขกทั้งห้อง อีกด้านหนึ่ง โต๊ะตัวเล็กซึ่งมีกาแฟและชานานาชนิดวางเรียงรายพร้อมชงตั้งอยู่พร้อมผู้ชงอีกสองคน

 

            “นั่งก่อนๆ ยูคิเขาขึ้นไปดูห้องกับพ่อ สักพักก็คงลงมาแล้ว” หญิงเจ้าของบ้านเชิญพวกเขาให้นั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่ขณะเธอนั่งลงบนโซฟาที่อีกด้านหนึ่งของโต๊ะ เธอพูดด้วยสำเนียงสารขัณฑ์กลางแบบชนชั้นสูง “จะดื่มกาแฟไหม หรือชาดี”

            “อ่า..... บ่เป็นอะหยังเจ้า”

 

            กล้วยตอบอย่างประหม่า ก่อนที่ทั้งสี่จะนั่งลงบนโซฟา มันทั้งหนาและนุ่มสมกับขนาดจนจ้าดลืมไปสนิทว่าพวกเขามาทำอะไร ในสมองของเขาตอนนี้นึกอิจฉารุ่นน้องสาวพร้อมๆกับรันทดอดีตตัวเอง ทำไมตอนเขาไปยันระเมอถึงไม่เจอครอบครัวหรูๆแบบนี้บ้างน้อ.....

 

            “อยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันนะ อีกสักสิบห้านาทีก็เสร็จแล้ว” หญิงวัยกลางคนออกปากชวนขึ้นอีก “ต้องอยู่นะ ไม่งั้นถือว่าปฏิเสธน้ำใจนา.....”

            “อ่า.... เอ่อ.... ถ้างั้นก็ขอบพระคุณมากค่ะ” ฟ้า กล้วยและกล้ายค้อมหัวลงพร้อมๆกัน จ้าดผู้ตกอยู่ในภวังค์แห่งความสบายก็พอจะลากตัวเองออกมาก้มหัวขอบคุณอีกฝ่ายได้ แต่ช้ากว่าเพื่อนสาวทั้งสามหน่อย

            “เอ่อ.... คุณ.... เอ่อ....” กล้วยลังเลว่าจะเรียกฝ่ายตรงข้ามอย่างไรดี

            “เรียกคุณน้าก็ได้” อีกฝ่ายยิ้มให้ “หรือเรียกชื่อฉันก็ได้ ฉันชื่อดา”

            “อ่า... เจ้า” ตานีสาวพยักหน้าก่อนจะพูดต่อ “คุณน้าเจ้า หมู่ข้าเจ้ามีเรื่องต้องบอกคุณน้านิดนึงเน่อเจ้า เกี่ยวกับกิจกรรมของยูคิที่โรงเรียน”

            “อ๋อ ว่ายังไงล่ะ”

            “คือ.... ข้าเจ้าเป็นประธานชมรมที่ยูคิเปิ้นอยู่ กิจกรรมชมรมนี้บางทีอาจจะต้องกลับบ้านดึกๆ หรือไปค้างที่โรงเรียนน่ะเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดแต่งเรื่องเอาสดๆ “ข้าเจ้าก็เลยอยากจะถามคุณน้าว่าจะเป็นอะหยังก่อถ้ายูคิอาจจะกลับดึกหรือบ่ได้กลับมาบ้านสักคืน”

            “ชมรมอะไรถึงได้ทำกิจกรรมกันทรหดขนาดนั้นล่ะ” ดาถามอย่างประหลาดใจ

            “ชมรมฟันดาบเจ้า งานแข่งค่อนข้างเยอะก็เลยต้องซ้อมดึกบ่อยๆ” กล้วยตอบ เธอพอจะรู้มาบ้างว่าชมรมฟันดาบสารขัณฑ์ของตานนะคอนพิทยาคมซึ่งได้อันดับต้นๆของประเทศซ้อมหนักขนาดไหน เงินผู้มีแฟนเป็นประธานชมรมเคยเล่าให้เธอฟังอยู่

            “อย่างงั้นเหรอ.... ไม่เห็นโครงการเขาจะบอกเลยนี่” เจ้าของบ้านดูลำบากใจ “แต่ยังไงถ้าเป็นกิจกรรมของโรงเรียนก็คงว่าอะไรไม่ได้ ยังไงก็ให้เขากลับมาบ้านบ้างนะ แล้วก็ถ้าจะกลับก็อย่ากลับดึกมาก เพราะแถวนี้ดึกๆแล้วเงียบ เปลี่ยวด้วย แล้วพวกเธอก็คงเข้าใจนะว่าบ้านนี้เป็นเป้าที่น่าสนใจพอสมควรของขโมย น้าเลยไม่อยากให้กลับดึกมาก”

            “ได้เจ้า” ตานีสาวยิ้ม “เอาเป็นว่าถ้าจะกลับดึกข้าเจ้าจะหื้อยูคิโทร.....”

 

            เงาดำผ่านวูบไปเบื้องหลังหญิงวัยกลางคน กล้วยชะงักทันที การเคลื่อนไหวเบาๆอย่างฉับพลันรอบตัวเธอบอกให้รู้ว่าคนอื่นก็เห็นด้วยเช่นกัน แต่ดาดูจะไม่รู้สึกอะไร คิ้วที่เริ่มเป็นสีดอกเลาขมวดน้อยๆเมื่อจู่ๆเด็กสาวหน้าจืดก็หยุดพูดไปเสียเฉยๆ

 

            “มีอะไรเหรอ”

            “เปล่าค่ะ” เด็กสาวหน้าจืดรีบตอบ แม้เธอจะแน่ใจว่าตาไม่ฝาด แต่หากเจ้าของบ้านไม่รู้ไม่เห็นก็ไม่มีประโยชน์ที่จะทำให้เธอตกใจกลัว “เอาเป็นว่าถ้าต้องกลับดึกข้าเจ้าจะหื้อยูคิโทรมา....”

 

            เงาดำปรากฏข้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่เพียงผ่านวูบเหมือนเมื่อไม่กี่วินาทีที่แล้ว หากยืนตระหง่านง้ำอยู่เหนือหัวหญิงร่างท้วม ดวงตาสีแดงก่ำจ้องมองสองมนุษย์สองตานีวาบแสงสว่างเรืองรอง ก่อนที่มันจะหายไปอย่างฉับพลันพอๆกับตอนที่มันปรากฏตัว

 

            “ทำไมชะงักไปอีกแล้วล่ะ มีอะไรเหรอ”

            “คุณน้าเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดตัดสินใจพูด “คุณน้าเคยหันอะหยังแปลกๆในบ้านหลังนี้ก่อเจ้า”

            “ไม่มีนี่ ไม่เคยๆ” ดารีบปฏิเสธ แต่ก็ส่อพิรุธชัดเจนจนทั้งสี่ดูออกได้อย่างง่ายดาย “ไม่เคยมีเลย ถามทำไม หรือว่าพวกเธอเห็นอะไร”

            “เปล่าเจ้า แค่ลองถามดูเจ้า” กล้วยยิ้มกลบเกลื่อน

            “ไม่มีหรอก ที่นี่ไม่มีอะไรเลย” หญิงร่างท้วมยิ้มเช่นกัน ก่อนที่เธอจะลุกขึ้นจากโซฟา “เดี๋ยวน้าขอไปดูอาหารหน่อยนะ ถ้าเสร็จแล้วน้าจะเรียกอีกที ถ้าหิวหรืออยากดื่มอะไรก็เชิญตามสบายเลยนะ”

            “โกหกไม่เนียนเล้ย” หลานชายหมอผีใหญ่กระซิบเมื่อดาเดินออกไปพ้นระยะการได้ยินแล้ว “ทุกคนเห็นอย่างที่เราเห็นใช่มั้ย”

            “ใช่”

            “แม่น”

            “จ้าด” ราชินีตานีตอบแปลกกว่าคนอื่น “นายเคยอู้กับข้าเจ้าว่ายูคิเปิ้นกลัวผีแม่นก่อ”

            “ใช่” จ้าดพยักหน้า

            “ข้าเจ้าว่าบ้านนี้บ่เหมาะกับเปิ้นแล้วล่ะ ข้าเจ้าว่าที่นี่แรงบ่แม่นน้อยเลย”

            “ขนาดนั้นเลยเหรอกล้วย” เด็กสาวหน้าคมถามอย่างกังวล “แต่เสียดายออกนะ ได้บ้านดีขนาดนี้แล้ว จะให้เขาย้ายออกเหรอ แล้วยิ่งเป็นนักเรียนที่มีปัญหาเรื่องเข้าเมืองด้วย ถ้าออกไปเราว่าจะโดนส่งกลับประเทศเอานา”

            “เอาเป็นว่าข้าเจ้าจะยังบ่บอกอะหยังเปิ้นละกัน ถ้าบ่มีอะหยังเกิดขึ้นก็ดีไป” กล้วยตอบ “บางทีผีตนนั้นอาจจะปรากฎตัวขึ้นมาเพราะหันว่ามีตานีแล้วก็ผู้มีความสามารถพิเศษเข้ามาเลยย่านว่าจะโดนรบกวนก็ได้”

 

            “แต่ถ้าบ่แม่นจะอั้นล่ะก็ สงสัยหมู่เฮาจะได้กลับมาที่นี่ในอีกบ่นานนี้แน่.....”

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*TMS (Taannakheon Messenger System) – โปรแกรมสนทนาผ่านเน็ตที่ใช้กันแพร่หลายในเมืองตานนะคอนและเมืองใกล้เคียง มีฟังก์ชั่น Quick Message โฟนอิน วิดีโอลิ้งค์และการส่งไฟล์ความเร็วสูงพร้อมสรรพ ขณะนี้กำลังรุกตลาดสารขัณฑ์โดยรวมซึ่ง WM (Wattanaanakheon Messenger) ครองตลาดอยู่

 

**สมุดหน้า – เว็บสังคมออนไลน์ที่เป็นที่นิยมมากในสารขัณฑ์ ซึ่งแปลชื่อมาจากเว็บใหญ่ของฮิมิตสึที่ชื่อว่าคาโอะฮอน (Kaohon) ซึ่งเป็นที่นิยมมากในซีกโลกตะวันออก มีผู้ใช้บริการกว่าห้าร้อยล้านคน แต่อัพเดตทีไรรกขึ้น ห่วยลงและช้าลงกว่าเดิมทุกทีจนคนเริ่มหนีไปใช้เว็บอื่นบ้างแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น