ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 30 : ความช่วยเหลือที่หลงทางอยู่ในเขาวงกต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 51
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    17 ม.ค. 58

            เบื้องหลังร่างที่ลอยอยู่ในลำแสงสีฟ้าและมีเชือกตรึงแขนขาอยู่ นางในชุดตะเบงมานคอมมานโดแบบพรางสู้รบในเมืองสีเทายืนนิ่ง แขนทั้งสองยกขึ้นกอดอก หรือที่ถูกน่าจะเป็นกอดใต้อกตู้มของเธอ ผมที่รวบม้วนเป็นเกลียวเหมือนก้นหอยเอาไว้ที่หลังหัวปลิวสะบัดเบาๆเหมือนต้องลม ปืนลูกซองคู่ใจสะพายพาดอยู่บนบ่า ใบหน้าหวานถูกแต้มด้วยรอยยิ้มบาง รอยยิ้มที่ฉายแววผสมปนเปกันระหว่างดีใจ ขบขัน เป็นกังวล และเยือกเย็นจนน่าขนลุก

 

            “นาง.....”

            “รุ่นพี่นาง.... ในที่สุดก็ทำจริงๆเหรอคะ.....”

            “นางพูดภาษาเวียงตาน !?

 

            หนึ่งตานีหนึ่งวิญญาณหิมะ รวมทั้งอีกสองตานีที่อยู่ห่างออกไปหันขวับมาจ้องเด็กหนุ่มผู้ถามคำถามงี่เง่าที่สุดเขม็ง ก่อนที่นางจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

 

            “บ่แม่นภาษาเวียงตานหรอก ข้าอู้ภาษาคำอู้ ภาษาเวียงตานโบราณ” เสียงของเด็กสาวแฝงความภูมิใจเอาไว้บางๆ “แต่นั่นบ่แม่นเรื่องสำคัญในตอนนี้หรอกแม่นก่อ กล้าย จ้าด ยูคิ.....”

 

            เด็กสาวผมหางม้ายกปืนขึ้นประทับบ่าเล็งทันที ทำให้อดีตเพื่อนร่วมงานคนสวยหลบวูบเข้าหลังกล้วยซึ่งร้องบอกเสียงหลง

 

            “กล้าย อย่ายะอะหยังเปิ้น !

            “จะบ่หื้อยะอะหยังเปิ้นได้จะไดกล้วย !?” ตานีสาวผู้ใช้ปืนไรเฟิลจู่โจมย้ำคำถามเดิมที่เคยพูดกับเพื่อนสาวผ่านโทรจิตก่อนหน้านี้ ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายไปยังนางซึ่งยังคงยืนหลบอยู่เบื้องหลัง “ออกมาเน่อนาง จะสู้กันก็สู้ซึ่งๆหน้า อย่าขี้ขลาดจะอั้น !

            “บ่เจอกันตั้งนาน ก็ยังเลือดร้อนแล้วก็เถรตรงเหมือนเดิมเน่อกล้าย สมกับเป็นหัวหน้าหน่วยจู่โจมแต๊ๆ ตรงคุณสมบัติอันพึงประสงค์เป๊ะ” นางตอบด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “แต่กล้ายก็น่าจะได้เรียนมาแล้วนี่ ว่าในสงครามบ่มีขี้ขลาดหรือกล้าหาญ มีแต่กลยุทธ์ที่ใช้ได้หรือใช้บ่ได้ และในตอนนี้ก็หันๆกันอยู่ว่ากลยุทธ์นี้ใช้ได้.....”

 

            คำตอบของอีกฝ่ายมีเพียงเสียงกรามขบกันแน่นด้วยความคับแค้นใจ

 

            “แต่เอาเถอะ ถ้าอยากจะสู้กันซึ่งๆหน้า ข้าก็จัดหื้อได้” เด็กสาวหน้าหวานพูดต่อ “และสัญญากันแบบยุติธรรมเลยด้วยว่าถ้าหมู่กล้ายชนะข้าได้ก่อนหกโมงเช้า วันนี้ข้าก็จะบ่ยะอะหยังกล้วยและปล่อยกล้วยไป จะเอาก่อล่ะ”

            “ถ้าจะสู้กันซึ่งๆหน้าแต๊อย่างที่นางว่า ก็เอาสิ !

 

            รอยยิ้มบนริมฝีปากอิ่มของนางเหยียดกว้างขึ้นขณะเธอขยับตัวถอยไปยังโต๊ะตัวเล็กๆที่ตั้งอยู่ด้านหลัง เด็กสาวคนสวยกดนิ้วลงบนคีย์บอร์ดสองสามครั้ง ก่อนจะยืดตัวกลับขึ้นยืนตรงและดึงปืนลูกซองออกมาถือเอาไว้ เธอหลับตาลงอึดใจหนึ่ง วินาทีต่อมา ร่างของตานีสาวทรงโตก็แยกออกเป็นสาม ทุกร่างเหมือนกันอย่างกับแกะ ตั้งแต่ใบหน้าหวาน อกโต และชุดตะเบงมานคอมมานโด แม้แต่รอยตำหนิบนลำกล้องของปืนลูกซองก็ยังเหมือนราวกับใช้ฟังก์ชั่นคัดลอกของคอมพิวเตอร์ หากไม่มีหนึ่งร่างที่ยิ้มอย่างสบายอารมณ์อยู่ตนเดียวขณะอีกสองร่างตีหน้ามึน หน่วยจู่โจมทั้งสามก็คงไม่มีทางบอกได้ว่าตนไหนเป็นร่างจริงแน่นอน

 

            กล้ายอุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นเด็กสาวคนสวยคนหนึ่งกระแทกปากกระบอกปืนลูกซองเข้ากลางหลังของเด็กสาวหน้าจืดจนเธอนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด แต่ก่อนที่เธอจะทันพูดอะไร นางตัวจริงก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน

 

            “บ่ต้องห่วง ข้ายังบ่ยิงตอนนี้หรอก ข้าก็บ่ได้ไร้ศักดิ์ศรีถึงขั้นผิดสัญญาจะอั้น” นางพูดเรียบๆ “แต่ถ้าหมู่กล้ายยังเอาชนะข้าบ่ได้ หรือชิงตัวกล้วยไปบ่ได้ก่อนเวลาหกโมงเช้า กล้วยถูกยิงแน่นอน”

            “งั้นก็แพ้ไปซะตอนนี้เลย !

 

            เด็กสาวผมหางม้าขยับนิ้วโป้งเปิดห้ามไกหมายจะยิงอดีตเพื่อนสาวที่โผล่พ้นกล้วยออกมาครึ่งตัว แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ทำเช่นนั้น กำแพงสีเทาก็เสียบทะลุพื้นดินขึ้นมาตั้งตระหง่านสูงท่วมหัว พร้อมๆกับเพดานสีเดียวกันที่โผล่ออกมาจากอากาศธาตุก่อนจะร่วงลงกระแทกกำแพงดังตึงหนักๆเหมือนก้อนเหล็ก จ้าดและยูคิหันรีหันขวางอย่างประหลาดใจระคนตระหนก กล้ายก็เช่นกัน แต่สาเหตุของความตื่นตระหนกของเธอออกจะต่างจากสหายร่วมรบทั้งสองเล็กน้อย เธอรู้ว่ามันคืออะไร เธอเคยเห็นมัน แต่เธอไม่คิดว่าฝ่ายตรงข้ามจะเอามาใช้ได้.....

 

            “เอาล่ะ อู้กติกากันหื้อชัดเจนอีกที” เสียงของนางดังก้องไปทั่วห้องโถงเหมือนใช้เครื่องขยายเสียง “ข้าแยกร่างออกเป็นสามร่าง นอกจากนั้นบ่มีปีศาจหรืออะหยังอย่างอื่นอยู่ในเขาวงกตนั่นอีกแล้ว ถ้ากล้าย จ้าด และยูคิ ทำลายร่างแยกของข้าได้หมด หรือยะหื้อข้าทิ้งอาวุธหนีไปได้ หรือฝ่าด่านอาคารนี่เข้าไปถึงตัวกล้วยแล้วชิงตัวเปิ้นออกไปได้ ก็ถือว่าหมู่กล้ายชนะ แต่ถ้าหมู่กล้ายหมดสภาพในการต่อสู้ จะสิ้นอายุ หมดสติหรือบาดเจ็บจนสู้ต่อบ่ได้ก็แล้วแต่ หรือนาฬิกาของข้าที่ตอนนี้ตีสี่ห้าสิบแปดนาทีบอกเวลาหกโมงเช้า ข้าจะยิงกล้วยทันที ตกลงตามนี้”

            “แต่อย่าหวังว่าจะฝ่ามาชิงตัวกล้วยไปได้เลย” ตานีคนสวยปิดท้ายด้วยเสียงกลั้วหัวเราะน้อยๆ “ข้าใช้โปรแกรมช่วยคำนวณความน่าจะเป็นแล้ว ต่อหื้อบุกเร็วเท่าได๋ก็ใช้เวลาเกินหนึ่งชั่วโมงอยู่ดี และอย่าคึดจะเคลื่อนที่ในพริบตาเชียวล่ะ ข้าวางอุปกรณ์ป้องกันเอาไว้แล้ว ขอหื้อโชคดีเน่อ”

            “เออ อยากยะอะหยังยะตามใจชอบเลย” เด็กสาวผมหางม้าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเบาๆ “จะไดข้าก็ยะอะหยังบ่ได้อยู่แล้วนี่....”

 

            “เอ่อ.... กล้าย นี่มันอะไรกันเนี่ย”

            อารมณ์โกรธเกรี้ยวของตานีสาวขาดห้วงเมื่อเสียงของเพื่อนหนุ่มเอ่ยถามมาจากด้านหลัง จ้าดกำลังเคาะผนังที่ดูเหมือนก่ออิฐฉาบปูนแน่นหนา แต่กลับส่งเสียงก๊องๆเหมือนพลาสติกกลวง ยูคิซึ่งยังคงยืนอยู่กับที่ก็มีสีหน้างงงวยไม่แพ้กัน อย่างไรก็ตาม สัญชาตญาณการต่อสู้ก็ทำให้เธอถือดาบลำแสงเตรียมพร้อมอยู่ในมือแล้ว ไม่เหมือนหลานชายหมอผีใหญ่ที่เดินท่อมๆแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้

 

            “นี่เป็นโปรแกรมจำลองสนามรบที่ฝ่ายพัฒนากลางของตานีเคยพัฒนาอยู่ช่วงนึง” กล้ายอธิบาย “ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ออกแบบสนามรบ แล้วใช้อุปกรณ์พิเศษเปลี่ยนพลังงานวิญญาณให้กลายเป็นสสารขึ้นมา แต่เพราะมันต้องพึ่งพลังงานวิญญาณปริมาณสูง โปรเจกต์ก็เลยถูกยกเลิกไป ได้ยินว่าหน่วยอาวุธระยะใกล้ลองเอาไปพัฒนาต่อเองอยู่เหมือนกัน แต่บ่คึดว่านางจะเอามาใช้ได้จะอี้.....”

            “แต่สิ่งสำคัญคือ ตอนนี้หมู่เฮาเสียเปรียบ” เสียงของเด็กสาวผมหางม้าเป็นงานเป็นการขึ้น ภาพสนามรบซ้อมที่เธอไม่ได้เห็นมานานหลายเดือนคงปลุกจิตวิญญาณทหารที่หลับอยู่ในตัวเธอขึ้นมา “ทางแคบวางระเบิดได้ง่าย ทางเลี้ยวเยอะ ระยะยิงปืนไรเฟิลจู่โจมบ่มีประโยชน์เพราะนางจะประชิดตัวหมู่เฮาได้ง่าย.... จ้าดกับยูคิระวังหื้อมากกว่าปกติหน่อยละกัน อย่าเดินสุ่มสี่สุ่มห้า.... ก็อย่างที่นายกำลังยะอยู่นั่นล่ะบ่าจ้าดง่าว โดนระเบิดปลิวขึ้นมาแม่จะขำหื้อฟันหัก !

 

            ได้ยินคำว่าระเบิด จ้าดก็ล่าถอยมายืนอยู่ข้างเพื่อนสาวทันที ตานีสาวถอนหายใจเฮือกอย่างเหนื่อยใจก่อนจะออกเดิน แต่นักเรียนแลกเปลี่ยนจากฮิมิตสึมีไอเดียดีกว่านั้น

 

            “รุ่นพี่กล้ายคะ ถ้าฉันใช้ดาบฟันกำแพงนี่ล่ะคะ”

            “เอาจะอั้นก๋า” กล้ายหันกลับมามองรุ่นน้องสาว คิ้วบางขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “อืม.... ข้าบ่คึดว่าจะยะได้เน่อ เพราะนางฮู้จักอาวุธของยูคิมาก่อน บ่น่าจะเปิดช่องว่างหื้อหมู่เฮาได้เน่อ”

            “เอาน่า ไม่ลองก็ไม่รู้”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ปรามเพื่อนสาวก่อนจะหันไปพยักหน้าให้วิญญาณหิมะซึ่งยืดดาบของเธอออกจนยาวเกือบสองเมตรก่อนจะเหวี่ยงฟันกำแพงที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที แต่แทนที่ใบดาบสีฟ้าเรืองแสงจะเฉือนเปิดเนื้อคอนกรีต มันกลับปะทะและหยุดนิ่งอยู่กับที่ราวกับเป็นเหล็ก ยูคิเงื้อฟันอีกครั้ง อีกครั้งและอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็เหมือนเดิมทุกครั้ง ผนังที่มีพื้นผิวเสมือนคอนกรีตสีเทานั้นไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนสักมิลลิเมตรเดียว จะมีก็แต่แขนของสาวแว่นที่เริ่มเจ็บระบมด้วยไม่เคยรับแรงกระแทกจากวัตถุที่ฟันเลยสักครั้ง ในที่สุด เด็กสาวชาวฮิมิตสึก็หดใบดาบจนเหลือความยาวเพียงฟุตกว่าๆ ก่อนจะหันไปส่ายหน้าให้รุ่นพี่ทั้งสอง

 

            “ข้าก็คึดจะอั้นอยู่แล้วล่ะ ไปเถอะ”

            “เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๊ยว” จ้าดดึงหลังเสื้อตะเบงมานคอมมานโดของเพื่อนสาวเอาไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะก้าวฉับๆออกไป “เจ๊กล้ายครับ จะไม่วางแผนอะไรกันเลยเหรอครับ !?

            “วางแผนยะหยัง หมู่เฮาบ่มีเวลาแล้วเน่อ !

            “ถ้าบุกไปมั่วๆ เรากลัวจะยิ่งเสียเวลามากกว่าเดิมน่ะสิ !” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบก่อนจะเสริมด้วยเสียงเบาลง “แปลก เป็นตานีเหมือนกันแท้ๆ แต่กล้วยจะบุกทีไรวางแผนเป็นสิบๆแผนทั้งแผนจริงแผนสำรอง แล้วไหงกล้ายถึงดุ่มๆลุยถั่วเข้าไปแบบนี้นะ”

            “ก็ข้าอยู่หน่วยอาวุธจู่โจมนี่” กล้ายตอบอย่างรำคาญ “หน่วยอาวุธจู่โจมน่ะบ่ได้เก่งวางแผนเหมือนหมู่หน่วยอาวุธระยะไกล แล้วก็บ่ได้ลูกเล่นเยอะแพรวพราวเหมือนหมู่หน่วยอาวุธระยะใกล้ หมู่เฮาเน้นอาวุธ เน้นใช้กำลังกดฝ่ายตรงข้าม เน้นบุกเร็วยึดพื้นที่เร็ว เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตามภูมิประเทศสนามรบ แผนน่ะเอาไว้วางแค่ตอนจำเป็น ซึ่งตอนนี้ข้าบ่คึดว่าจำเป็น !

            “ทำไมจะไม่จำเป็นล่ะ ว้อย..... หัวดื้อจริงๆ !” หลานชายหมอผีใหญ่เริ่มหมดความอดทนบ้าง “แล้วกล้ายจะทำยังไง บุกไปเรื่อยๆ หวังว่าจะหลุดเขาวงกตนี่ได้ หรือไม่ก็หวังว่าจะเจอนางหรือไม่ก็ร่างแปลงของเขาอยู่ตามทางแล้วเอาชนะให้ได้งั้นสิ คิดมั่งรึเปล่าว่าโอกาสที่จะเป็นแบบนั้นน่ะเป็นเท่าไหร่ !?

            “ในสถานการณ์จะอี้ก็ต้องยะจะอี้อยู่แล้วบ่แม่นก๋า !? เจออะหยังขวางหน้าก็จัดการอันนั้น เด็กสาวผมหางม้าสวนกลับ เธอมองไม่เห็นวิญญาณหิมะที่พยายามห้ามปรามด้วยเสียงอ่อยๆอยู่เบื้องหลัง “ในเวลาจะอี้สิ่งสำคัญคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้วไปถึงจุดหมายหื้อเร็วที่สุด บ่แม่นการวางแผนจ้าดง่าวอะหยังนั่นสักหน่อย !

            “ก็ถึงได้ถามไงว่าจุดหมายของกล้ายน่ะคืออะไร !? ถ้าเดินสุ่มๆไปแบบนี้มันจะถึงจุดหมายมั้ย เลือกเอาสักอย่าง จะหานางกับร่างแยกของเขา หรือจะหาทางออกจากเขาวงกตนี่ไปสู้กับร่างแยกที่เฝ้ากล้วยอยู่ พอเลือกแล้วเราจะได้ปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์ได้ดีขึ้นไง แล้วกล้ายก็มีโปรแกรมอะไรตั้งมากมายอยู่ในแลปท็อป ถ้าเรากำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนกล้ายก็จะรู้ว่าต้องใช้โปรแกรมอะไรบ้างนะ !

 

            ตานีสาวอึ้งไปเล็กน้อย เธอรู้ว่าเพื่อนหนุ่มพูดถูก แต่ให้ตายสิ เธอไม่ถนัดวางแผนเอาซะเลยไม่ว่าจะแผนระยะสั้นหรือระยะยาว แม้แต่แผนงบประมาณรายจ่ายก็ยังไม่ไหว แผนเดียวที่เธอพอจะคุยด้วยได้ก็มีแต่แผนที่เท่านั้น กล้ายคิดสะระตะอยู่อีกอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตอบเพื่อนหนุ่มห้วนๆ

 

            “งะ.... งั้นก็แล้วแต่นาย จะยะอะหยังก็ยะ ข้าบ่ฮู้ด้วยเน่อ !

 

            “โอเค ดี....” เด็กหนุ่มพยักหน้า อมยิ้มน้อยๆ “ถ้างั้น ถามความเห็นทั้งนางทั้งยูคิก่อน ระหว่างเราเดินตามหานาง กับหาทางมุ่งหน้าไปช่วยกล้วยเลย อะไรจะดีกว่า แล้วก็ถามกล้ายโดยเฉพาะด้วยว่ามีโปรแกรมไหนสนับสนุนทางเลือกไหนบ้างด้วย”

            “นางเป็นประเภทเสือซุ่ม เปิ้นบ่ตามล่าหมู่เฮาแน่ ถ้าหมู่เฮาจะเดินตามหานางข้าว่าน่าจะเสียเวลามากกว่าหาทางเดินไปหากล้วย อีกอย่าง เงื่อนไขของเปิ้นคือต้องยะหื้อเปิ้นทิ้งอาวุธหนีไปหื้อได้ หรือทำลายร่างแยกของเปิ้นหื้อหมด แต่ร่างหนึ่งของเปิ้นอยู่กับกล้วย แปลว่าถ้าจะเล่นแผนทำลายร่างแยก จะไดๆหมู่เฮาก็ต้องไปหากล้วยอยู่ดี” เสียงของตานีสาวกลับมาเป็นการเป็นงานอีกครั้งท่ามกลางความโล่งใจของยูคิ เธอคุกเข่าลง วางปืนไว้ข้างตัวแล้วดึงแลปท็อปสีเขียวดำออกมาจากช่องเก็บบนหลังก่อนจะกดเปิด “ส่วนเรื่องโปรแกรม.... ข้าขอดูก่อนละกัน ดูลาดเลาหื้อด้วยเน่อ”

            “แล้วยูคิล่ะว่าไง” จ้าดหันมาหาวิญญาณหิมะสาว “ตอนทำงานให้กองกำลังผีร้ายพอจะรู้จักนิสัยนางบ้างมั้ย”

            “ก็คงอย่างที่รุ่นพี่กล้ายบอกไปนั่นแหละค่ะ รุ่นพี่นางเป็นพวกใจเย็น คงจะซุ่มอยู่กับที่มากกว่าจะตามหาเรา” สาวแว่นตอบ “อีกอย่าง ถ้าดูจากเหตุการณ์ตอนนี้ ฉันว่ารุ่นพี่นางกับอีกร่างของเขาน่าจะรออยู่คนละทางกับทางที่จะไปช่วยรุ่นพี่กล้วยได้ แปลว่าถ้าเราหาทางเดินตรงไปหารุ่นพี่กล้วยเลยก็น่าจะเจออะไรน้อยกว่า แต่ไม่นับระเบิดนะคะ อันนั้นฉันไม่รู้ แต่ฉันกล้าพูดเลยว่ารุ่นพี่นางคงวางระเบิดเอาไว้เยอะแน่ๆค่ะ”

            “สรุปว่าเราควรจะหาทางบุกตรงเข้าไปชิงตัวกล้วยเลยสินะ เราก็คิดอย่างงั้นเหมือนกัน” จ้าดพยักหน้าก่อนจะหันไปถามเด็กสาวผมหางม้าซึ่งยังคงง่วนอยู่กับคอมพิวเตอร์วางตักของเธอ “ว่าไงกล้าย มีโปรแกรมอะไรพอใช้ได้มั้ย”

            “อู้ยังกะมีหลายโปรแกรม ที่ข้าใช้หื้อนายหันก็มีอยู่โปรแกรมเดียว แค่มีหลายฟังก์ชั่น” กล้ายตอบอย่างกระวนกระวาย “สแกนด้วยพลังงานวิญญาณ..... บ่ได้ ภาพจางมาก สแกนด้วยคลื่นเสียง..... มองหันแค่กำแพงชั้นแรก สแกนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.... ภาพจางเหมือนกัน แต๊ๆข้าเคยลองเขียนโปรแกรมถอดรหัสสนามรบจำลองนี้ไว้ด้วยเน่อ แต่ยังบ่สำเร็จเพราะโปรเจกต์ถูกยกเลิกข้าก็เลยบ่ได้เขียนต่อ.....”

            “งั้นก็แปลว่าเราต้องเดินมั่วๆไปเนี่ยนะ”

            “เงียบก่อนได้ก่อบ่าจ้าดง่าว ข้ากำลังหาอยู่ !” ตานีสาวว้ากอย่างเหลืออด “ก็เหลือแค่ทางสุดท้าย หื้อโปรแกรมลองสแกนเท่าที่ทำได้แล้วลองวิเคราะห์จากโค้ดโปรแกรมเท่าที่ข้ามีดู เขาวงกตจะอี้นางบ่น่าออกแบบเองหรอก คงหื้อโปรแกรมสุ่มหื้ออยู่แล้ว ถ้าเป็นจะอั้นโปรแกรมน่าจะคำนวณหาแผนที่ออกมาได้”

            “จะเชื่อได้เรอะ”

            “ก็มีทางนี้อยู่ทางเดียว จะเอาบ่เอา” เด็กสาวผมหางม้าหันขวับไปจ้องหลานชายหมอผีใหญ่เขม็ง ทำเอาอีกฝ่ายหดลงไปนั่งจ๋องกรอดอยู่ห่างๆ “แต่กินเวลาพอสมควรเหมือนกัน.... ประมาณสิบนาที ยูคิ ตอนนี้กี่โมงแล้ว”

            “ตีห้าเจ็ดนาทีค่ะ”

            “เฉียดฉิว” กล้ายเม้มปาก “แต่ถ้ามีแผนที่หมู่เฮาก็คงบ่ช้ามาก ครึ่งชั่วโมงก็น่าจะพอ.... จะอั้นข้าจะสั่งคำนวณล่ะนะ หันด้วยกับแผนนี้ทุกคนแม่นก่อ”

            “ค่ะ”

            “โอเค”

            “แล้วพอเข้าถึงตัวกล้วยแล้ว พวกเราจะทำยังไงกันต่อ” หลานชายหมอผีใหญ่ถามต่อขณะตานีสาวรัวพรมนิ้วลงบนแป้นคีย์บอร์ดแล้วปิดท้ายด้วยปุ่มสั่งเริ่มการทำงาน “จะสู้กับร่างแยกของนางเอาชัวร์ หรือว่าจะชิงตัวกล้วยหนีกลับมาเลย”

            “รุ่นพี่นางใช้ปืนลูกซองสินะคะ” ยูคิเอ่ยเป็นเชิงถามให้แน่ใจ “ลูกซองยิงเป็นลูกปราย รัศมีการทำลายกว้าง ฉันว่าถ้าไปพาตัวรุ่นพี่กล้วยแล้วหนีไปเฉยๆ จะอันตรายเกินไปนะคะ”

            “งั้นเหรอ แปลว่ายูคิให้สู้สินะ” เด็กหนุ่มหน้าดุพยักหน้า “แล้วกล้ายล่ะ”

            “ข้าบ่หันด้วยกับยูคิเท่าได๋เน่อจุดนี้” ตานีสาวตอบ “ปืนลูกซองยิงเป็นลูกปรายอันนี้แต๊ แต่ระยะหวังผลของลูกซองปกติอย่างมากก็หกสิบเจ็ดสิบเมตร ระยะยิงไกลสุดก็บ่น่าเกินร้อยเมตร ระยะเท่านี้ข้าเคลื่อนที่ในพริบตาได้สบาย ต่อหื้อแบกกล้วยไปด้วยก็เถอะ หรือบ่อั้นก็หื้อยูคิเคลื่อนที่ในพริบตาพากล้วยไปแทนก็ได้ ข้าจะถ่วงเวลาหื้อจ้าดที่เคลื่อนที่ในพริบตาไม่ได้วิ่งหนีตามไป พอจ้าดวิ่งออกจากระยะยิงแล้วข้าจะเคลื่อนที่ในพริบตาตามไปอีกที”

            “แต่รุ่นพี่นางบอกว่าพวกเราเคลื่อนที่ในพริบตาไม่ได้นะคะ”

            “เออ แต๊....” กล้ายเพิ่งนึกได้ว่าอดีตเพื่อนร่วมงานสาววางระบบป้องกันเอาไว้แล้ว “ถ้าจะอั้นก็คงต้องวิ่งเอา ข้าจะสู้กับนางถ่วงเวลาเอาไว้เอง พอยูคิกับจ้าดแล้วก็กล้วยออกจากระยะยิงปืนลูกซองได้แล้วข้า”

            “แต่.... มันจะไม่เสี่ยงเกินไปเหรอคะ” ยูคิแย้งอีกครั้ง “อีกอย่างถ้าเราวิ่งกลับ ก็แปลว่าเราต้องวิ่งฝ่าเขาวงกตนะคะ ถึงจะมีแผนที่ แต่ถ้าคิดว่ารุ่นพี่นางวางระเบิดเอาไว้ ฉันว่าไม่น่าจะหนีพ้นค่ะ”

            “แต่ยูคิลองคึดดูสิ ถ้าหมู่เฮาสู้กับร่างแยกของนาง นางก็อาจจะตามมาสมทบ แล้วหมู่เฮาก็จะยิ่งเสียเปรียบเน่อ และถ้าเกิดหมู่เฮาสู้กับร่างแยกของนางจนหกโมง เปิ้นจะยิงกล้วยทันที หมู่เฮาก็อาจจะหยุดเปิ้นไว้บ่ได้ สู้เอากล้วยออกมาหื้อไกลจากเปิ้นที่สุดก่อนบ่ดีกว่าก๋า” เด็กสาวผมหางม้ายกเหตุผลมาโต้ ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวเหลียวไปมองหน้าจอคอมพิวเตอร์แวบหนึ่ง มันยังคงประมวลผลอยู่อย่างขะมักเขม้นและไม่มีทีท่าว่าจะเสร็จง่ายๆ “ส่วนเขาวงกตนี่สร้างขึ้นจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ถ้าหมู่เฮาทำลายคอมพิวเตอร์หรือบ่อั้นก็เครื่องมือแปลงพลังงาน หรืออย่างน้อยก็ตัดสายเชื่อมต่อระหว่างสองเครื่องนั้นได้ เขาวงกตนี่ก็จะหายไปทันทีเลยเน่อ ที่เหลือก็แค่ระวังกับระเบิดเท่านั้นเอง”

            “แต่ว่า.... ถ้ารุ่นพี่นางเคลื่อนที่ในพริบตาตามมาล่ะคะ”

            “เครื่องป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาเลือกเป้าหมายบ่ได้” กล้ายอธิบาย “ถ้านางจะเคลื่อนที่ในพริบตา เปิ้นก็ต้องปิดเครื่องนั่นก่อน ก็แปลว่าหมู่เฮาก็เคลื่อนที่ในพริบตาได้เหมือนกัน..... เอ่อ ยกเว้นจ้าดเน่อ....”

            “อ้าว แล้วจะทำยังไงล่ะคะ”

            “ถ้าจะอั้น ข้าก็จะเบี่ยงเบนความสนใจนางแล้วก็ขัดขวางเปิ้นจนกว่าจ้าดจะออกไปจากตึกได้ละกัน ข้าเองก็พอรบประชิดตัวได้” เด็กสาวผมหางม้าตอบ แต่ด้วยเสียงที่มั่นใจน้อยกว่าเดิม “แต่บ่ว่าจะไดก็ตาม หมู่เฮาต้องกันกล้วยหื้อห่างจากนางมากที่สุดเท่าที่จะยะได้แน่นอน”

            “อืม จะเอาแบบนั้นมันก็ได้อยู่นะคะ.....” วิญญาณหิมะสาวเริ่มคล้อยตาม “แต่กับระเบิดนี่มันก็.... น่ากลัวอยู่....”

            “แต่ข้าเจ้าว่าบ่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก ระหว่างทางไปหมู่เฮาก็คงเจอไปสักสามสี่ลูกแล้ว ตอนปิ๊กก็แค่เดินตามรอยเดิมก็พอ”

            “หวาย.....”

            “สรุปว่าพวกเราจะไปให้ถึงตัวกล้วย ชิงตัวเขาแล้วก็หนีออกมาใช่มั้ย” หลานชายหมอผีใหญ่สรุปผลการหารือ “เราก็คิดอย่างงั้นอยู่เหมือนกัน”

            “บ่าจ้าดง่าว จะเนียนเอาความคึดคนอื่นไปเป็นของตัวเองก็หื้อมันเนียนกว่านี้หน่อย ข้าฮู้ทันย่ะ” กล้ายแหว อีกฝ่ายหัวเราะแหะๆ “จะอั้นก็เป็นอันตกลงตามนี้เน่อ ทีนี้ก็เหลือแค่รอแผนที่”

 

            แต่ละนาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้าราวกับชั่วอายุดาวฤกษ์ ความเงียบแผ่เข้าปกคลุมขณะหนึ่งตานี หนึ่งวิญญาณหิมะและอีกหนึ่งมนุษย์รอคอยอย่างใจจดใจจ่อ มีเพียงเสียงพัดลมระบายอากาศของเครื่องที่ส่งเสียงดังวี้เบาๆ และเสียงลมหายใจเท่านั้นที่เหลือให้ได้ยินในยามนี้.....

 

            ในที่สุด หลังจากเกือบสิบนาทีอันทรมานใจผ่านพ้นไป สมองกลล้ำยุคก็ส่งเสียงคลิกเบาๆเป็นสัญญาณว่ามันเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว กล้ายมองซ้ายมองขวาให้แน่ใจว่าไม่น่าจะมีอะไรโผล่มาก่อนจะลดปืนแล้วยกแลปท็อปสีเขียวดำขึ้นมาดูหวังว่าจะเห็นแผนที่ที่สมบูรณ์ของเขาวงกตแห่งนี้ แต่ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอผลึกเหลว*กลับทำให้คิ้วของเธอขมวดเข้าหากันมากขึ้น

 

            “มีอะไรเหรอคะรุ่นพี่กล้าย” เด็กสาวชาวฮิมิตสึถามเมื่อเหลือบเห็นสีหน้ารุ่นพี่สาว

            “มันคำนวณออกมาได้แผนที่สามแบบ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบเสียงเครียด “แต่ละแบบมีความเป็นไปได้พอๆกัน ถ้าข้าเพิ่มความละเอียดการคำนวณหื้อมากกว่านี้ก็น่าจะเหลือแบบเดียวได้ แต่บ่น่าจะมีเวลาแล้ว หมู่เฮาคงต้องเดินไปแล้วดูสถานที่เอาล่ะว่าอันได๋แต๊”

            “ถ้างั้นก็ไปเหอะ เหลือเวลาแค่ครึ่งชั่วโมงแล้ว”

 

            กล้ายลากแผนที่ทั้งสามแบบใส่จอภาพขนาดจิ๋วที่แขนเสื้อก่อนจะพับคอมพิวเตอร์เก็บบนหลัง แล้วหน่วยช่วยเหลือซึ่งยามนี้กลายเป็นหน่วยคอมมานโดจู่โจมก็เคลื่อนที่ทันที อาวุธของแต่ละคนถือในท่าเตรียมพร้อมจะประเคนเข้าใส่อะไรก็ตามที่โผล่ออกมาเบื้องหน้าเต็มที่ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นนาง ร่างแยก หรือภูตผีปีศาจชนิดใดก็ตาม แต่ประเคนใส่แล้วจะรับมืออีกฝ่ายไหวหรือไม่นั่นก็อีกเรื่อง

 

            ทางเดินเบื้องหน้าเป็นทางตรงยาวก่อนจะหักศอกซ้าย ตรงกับที่แผนที่ทั้งสามอันบอก กล้ายจึงยังตัดตัวเลือกออกไม่ได้ สองวิญญาณผู้พิทักษ์หนึ่งหมอผีมองซ้ายมองขวาจนแน่ใจก่อนจะวิ่งข้ามทางเดินไปแนบหลังชิดกับคอนกรีตเสมือนอีกด้านหนึ่งของทางเดิน ห่างออกไปเกือบสิบเมตรเบื้องหน้า ผนังสีเทาแยกออกเป็นช่อง ด้านในแยกออกเป็นสองทางซ้ายขวา แผนที่ทั้งสามก็ยังคงบอกทางตรงกัน แต่หลังจากทางแยกนี้ไป แผนที่หนึ่งบอกทางผิดจากที่เหลือโดยสิ้นเชิง หากแผนที่นี้ถูกล่ะก็ พวกเขาก็จะได้แผนที่ที่ถูกต้องทันที

 

            “ยูคิไปทางซ้าย ข้ากับจ้าดจะไปทางขวา หรือยูคิจะเอาจ้าดไป” กล้ายกระซิบถามรุ่นน้องสาว

            “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไปคนเดียวดีกว่า รุ่นพี่กล้ายน่าจะดูแลรุ่นพี่จ้าดได้ดีกว่าฉัน”

            “จะอั้นก็ไป ถ้าเกิดเจอทางเดินยาวๆต่อก็โบกมือเรียกเน่อ แต่ถ้าบ่แม่นจะอั้น เป็นทางหักมุมสั้นๆ ก็เดินกลับมาหาหมู่เฮาละกัน เดินชิดกำแพงเอาไว้เน่อ ระวังกับระเบิด”

            “ค่ะ”

 

            ขาดคำของเด็กสาวชาวฮิมิตสึ เธอก็ผละจากกลุ่มออกไปทางซ้าย ขณะกล้ายเดินย่องนำจ้าดไปอีกทางหนึ่ง ตานีสาวควักอะไรบางอย่างซึ่งดูเหมือนโทรศัพท์มือถือออกมา ลากแผนที่ใส่แล้วส่งให้เพื่อนหนุ่มถือก่อนจะยกปืนขึ้นประทับบ่าเล็งตรงไปด้านหน้า เท้าในรองเท้าบู๊ตผ้าใบลายพรางก้าวย่างอย่างระมัดระวังชิดผนังตลอดเวลาอย่างเงียบเชียบ เด็กหนุ่มหน้าดุหายใจลึกก่อนจะค่อยๆย่องตามเพื่อนสาวไป เขาตกอยู่ในฐานะลำบากที่สุดในกลุ่มด้วยไม่เคยมีประสบการณ์ในสนามรบจริงที่อาจตายได้ทุกเมื่อแบบนี้มาก่อน แม้จะเคยออกปราบผีกับกล้วยและเล่นเกมยิงมานักต่อนัก แต่ประสบการณ์พวกนั้นก็แทบจะใช้ไม่ได้เลยกับปฏิบัติการแบบหน่วยคอมมานโดเต็มรูปแบบเช่นนี้

 

            “กล้าย กล้าย !

            “อะหยัง !?” ตานีสาวสะบัดเสียงกระซิบถามกลับ เธอเองก็เหมือนกล้วย หากมีใครรบกวนตอนที่กำลังใช้สมาธิหรืออยู่ภายใต้สถานการณ์กดดันจะหงุดหงิดทันที และหากเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องล่ะก็ได้ปรอทแตกเอาง่ายๆ

            “ยูคิเดินกลับมา”

            “ตัวจริงก๋า แน่ใจก๋า”

            “เท่าที่ดูก็ไม่มีซากเขานอนอยู่ตรงนั้นก็แล้วกัน”

            “จะอั้นก็แปลว่าแผนที่อันแรกผิด ตัดออกไปได้” กล้ายถอนหายใจอย่างไม่สบายใจนัก นี่แปลว่าเธอยังเหลือแผนที่อีกสอง ซ้ำร้ายสองแผนที่นี้ก็ยังคล้ายกันมากเสียด้วย “รอหื้อยูคิ....”

 

            เสียงของเด็กสาวผมหางม้าขาดหายไปเมื่อจู่ๆพื้นกลางทางเดินก็ยกตัวสูงขึ้นราวกับติดสปริง มันคงไม่กวนใจหน่วยช่วยเหลือทั้งสามมากนัก หากไม่มีปืนกลแกตลิงขนาดเขื่องสี่กระบอกติดอยู่รอบด้าน** พร้อมสายกระสุนสีทองที่พับทบไปมาอยู่ในกล่องกระสุนโปร่งแสง คะเนดูด้วยสายตาก็ราวๆพันกว่านัด....

 

            กล้ายมีเวลาเพียงเสี้ยววินาทีที่จะกดเพื่อนหนุ่มลง ก่อนที่ปืนกลหกลำกล้องจะกระหน่ำยิงด้วยอัตราเกือบสามพันนัดต่อนาที ควันสีเทาเหม็นฉุนแสบจมูกลอยคลุ้งทั่งทางเดินเมื่อกระสุนหัวเหล็กกล้าพุ่งสลับกับลำแสงสีเขียวของกระสุนหัววิญญาณพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่กำแพงสีเทาขณะป้อมปืนหมุนไปรอบๆอย่างช้าๆ แม้ตัวกำแพงจะไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนเหมือนตอนที่ยูคิฟัน แต่เด็กสาวผมหางม้าก็รู้ดีว่าหากเธอสะเออะไปยืนขวางทางปืนเข้าล่ะก็ กระสุนหัวทำลายวิญญาณจะฉีกร่างของเธอออกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้ในพริบตา

 

            ในที่สุด ปืนกลก็หยุดยิงเมื่อหมุนจนครบสองรอบ มันพับตัวเองเก็บก่อนที่ป้อมปืนจะฝังตัวเองลงกับพื้นอย่างไร้ร่องรอย แต่ตานีสาวและหลานชายหมอผีใหญ่ก็ยังคงหมอบติดพื้น ไม่มีใครรู้ว่าปืนกลมรณะนั่นจะดีดขึ้นมาอีกเมื่อไหร่

 

            “ยูคิล่ะ !?

            จ้าดเอ่ยขึ้นอย่างตกใจเมื่อเพิ่งนึกได้ว่ารุ่นน้องสาวยังคงถูกทิ้งอยู่เบื้องหลัง เด็กหนุ่มหน้าดุหันขวับ แล้วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นวิญญาณหิมะกำลังหมอบคลานมาด้วยท่าทางเหมือนทหารมืออาชีพ แต่ไปได้เพียงไม่กี่เมตร พื้นข้างตัวเธอก็ดีดตัวขึ้น ก่อนที่ปืนกลหกลำกล้องจะยิงกระหน่ำไปทั่งทางเดินอีกครั้งจนเขาต้องกดตัวเองลงกับพื้นให้ต่ำกว่าเดิมเมื่อหัวกระสุนพุ่งแหวกอากาศผ่านเหนือหัวไปด้วยความเร็วเหนือเสียงกว่าสามเท่า

 

            เบื้องหลังหลานชายหมอผีใหญ่ ความกังวลเริ่มก่อตัวในใจตานีสาว แม้การหมอบจะหลบกระสุนได้สบายๆ แต่ระยะทางไปจนถึงทางออกในทั้งสองแผนที่นั้นอย่างน้อยก็สามร้อยเมตร หากต้องหมอบคลานแบบนี้ไปตลอดล่ะก็ไม่มีทางทันเวลาแน่ กล้ายเม้มปากขณะสมองประมวลผลอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าแลปท็อปเมื่อครู่ ไม่มีทางอื่นเลยหรือที่เธอจะหลีกเลี่ยงป้อมปืนยิงไม่เลี้ยงพวกนี้ได้.....

 

            พลัน ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวก็เหลือบเห็นลำแสงอะไรบางอย่างพุ่งจากผนังด้านหนึ่งไปยังผนังอีกด้านหนึ่ง มันเล็กและจางจนแทบมองไม่เห็น แต่เมื่อเด็กสาวควักแว่นตาตัดแสงขึ้นมาสวม เธอก็มองเห็นมันได้อย่างชัดเจน ลำแสงมีทั้งหมดห้าเส้น ขึงพาดตั้งแต่ระดับข้อเท้าไปจนถึงระดับหัว จุดกำเนิดแสงถูกวางเอาไว้เป็นระยะๆ ตลอดแนวทางเดิน ห่างกันจุดละราวห้าเมตร ริมฝีปากบางเหยียดเป็นรอยยิ้มเครียด เครื่องตรวจจับผู้บุกรุกด้วยเลเซอร์ หรือที่ตานีเรียกว่าเครื่องตรวจจับผู้บุกรุกด้วยลำแสงแร่.... จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่าลำบากก็ลำบากไม่น้อยเลย

 

            “จ้าด ที่ผนังมีเครื่องตรวจจับผู้บุกรุกด้วยลำแสงอยู่ นายมองหันก่อ” ตานีสาวหันไปถามเพื่อนหนุ่มเบื้องหลัง

            “เหมือนๆจะเห็นนะ” เด็กหนุ่มหน้าดุหรี่ตาตี่ๆของเขาลง เขาพอจะเห็นลำแสงจางๆ แต่หากต้องคอยระวังลำแสงพวกนี้ตลอดเวลาเขาก็คงไม่ไหวเหมือนกัน “ว่าแต่ ไหนบอกว่านี่เป็นโปรแกรมฝึกรบของตานีไง ทำไมถึงมีของอันตรายพรรค์นี้โผล่มาด้วยล่ะ !?

            “เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเพราะข้าก็บ่ฮู้” กล้ายตอบหน้าตาเฉยก่อนจะส่งเสียงบอกยูคิซึ่งกำลังพยายามคืบคลานเข้ามาอย่างระมัดระวังที่สุด โดยหารู้ไม่ว่าหัวเธอกำลังจะตัดเลเซอร์อีกเส้น “ยูคิ มีเครื่องตรวจจับผู้บุกรุกด้วยลำแสง แต่บ่เป็นอะหยัง ถ้ายูคิก้มต่ำแบบนั้นก็คลานมาได้เลย !

            “อะ.... ได้ค่ะ”

 

            ไม่ทันขาดคำเด็กสาวชาวฮิมิตสึ ป้อมปืนในพื้นข้างตัวเธอก็เด้งขึ้นมาก่อนจะกระหน่ำยิงเหมือนเคย แต่ความสูงของมันก็สูงกว่าร่างของเธอแบบไม่เฉียดฉิวเลยแม้แต่น้อย ป้อมปืนอีกสามตัวที่อยู่ตามรายทางเด้งตัวขึ้นขณะวิญญาณหิมะสาวเร่งความเร็วการคลานขึ้น แต่ก็ไม่มีกระสุนนัดใดทำอันตรายหรือเฉียดใกล้เธอได้แม้แต่นัดเดียว ไม่นับหัวกระสุนที่ร่วงกราวลงบนหลังหลังจากชนกำแพง แม้มันจะไร้พลังงานและอันตราย แต่ความร้อนที่หลงเหลืออยู่ก็ทำเอาวิญญาณหิมะสาวสะดุ้งได้เหมือนกัน

 

            “ยูคิ หันแสงที่ยิงมาจากผนังก่อ” กล้ายเอ่ยถามขึ้นทันทีที่เด็กสาวชาวฮิมิตสึเข้ามาถึงตัวแล้ว

            “เอ่อ.... พอจะเห็นค่ะ แต่ไม่ชัดเลย” วิญญาณหิมะตอบ “รุ่นพี่กล้ายจะ....”

            “เอาล่ะ ฟังเน่อ” เด็กสาวผมหางม้าแทรกขึ้นเสียก่อน “ตอนนี้ข้าเป็นตนเดียวที่มองหันลำแสงนั่นได้ชัด ข้างหน้ามีลำแสงอีกห้าเส้นก่อนจะถึงทางเลี้ยว หมู่เฮาคงต้องคลานต่อไป พอถึงทางเลี้ยวแล้วค่อยดูสถานการณ์อีกที ถ้าบ่มีลำแสงหรือลำแสงเว้นช่วงห่างกันมากๆ ข้าว่าหมู่เฮาวิ่งน่าจะดีกว่า แล้วพอข้าหมอบลงกับพื้นก็แปลว่าใกล้จะถึงลำแสง หื้อทุกคนหมอบตามทันทีแล้วคลานไปจนกว่าข้าจะลุกขึ้นวิ่งอีกที เข้าใจก่อ”

            “เข้าใจ”

            “เข้าใจค่ะ”

 

            “คลานชิดผนังเอาไว้ ยะตัวหื้อต่ำที่สุด ตกลงเน่อ งั้นไป !

            ขาดคำ กล้ายก็ตั้งต้นคลานด้วยความเร็วอันไม่น่าประหลาดใจนักสำหรับผู้มาจากเผ่าพันธุ์ทหารเจนศึกเช่นเธอ แต่น่าประหลาดใจมากสำหรับจ้าดผู้เคยผ่านโลกของทหารมาเพียงแค่การฝึกวิชาทหารเมื่อสองปีที่แล้วเท่านั้น แถมยังเป็นการฝึกนิดๆหน่อยๆ ด้วยครูฝึกเกรงใจนักเรียนจากโรงเรียนใหญ่อย่างตานนะคอนพิทยาคมซึ่งมีทั้งคุณหนูและลูกหลานคนใหญ่คนโตอยู่เพียบ ไม่ทันไร เด็กสาวผมหางม้าจึงทิ้งห่างเขาไปเกือบห้าเมตร แรงกดดันจากด้านหลังทำให้เขารู้ว่ายูคิกำลังตามมาติดๆชนิดเท้าต่อหัว หากกลางทางเดินไม่มีป้อมปืนกลฝังอยู่ล่ะก็ เธอคงฉีกออกขวาแซงแล้วปาดซ้ายกลับเข้าเลนไปแล้ว

 

            เกือบสองนาทีและอีกห้าป้อมปืนต่อมา สามหน่วยช่วยเหลือก็มาถึงทางหักมุมอีกมุมหนึ่ง กล้ายโผล่หัวออกจากมุมไปดูอย่างระมัดระวัง เธอสบายใจขึ้นบ้างเมื่อเห็นว่าทางตรงยาวเบื้องหน้ามีเลเซอร์เพียงเส้นเดียวอยู่ที่กึ่งกลางห่างออกไปเกือบยี่สิบเมตร แต่เด็กสาวก็รู้ดีว่านอกจากป้อมปืนแล้ว นางผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดก็อาจฝังระเบิดหลากหลายชนิดพร้อมสลักแสวงเครื่องแบบแปลกๆเอาไว้ที่ไหนก็ได้

 

            กล้ายยกปืนขึ้นประทับบ่า ก่อนจะกราดยิงพื้นสีเทาเบื้องหน้าไม่เลี้ยงจนหมดซองกระสุนด้วยหวังว่ามันคงจะสะกิดสลักระเบิดให้ตูมขึ้นมาสักลูกสองลูกก่อนที่จะเป็นพวกเธอที่เดินไปเหยียบเข้าเสียเอง แต่สิ่งที่ตามมาคือความเงียบ ตานีสาวไม่รู้ว่านั่นแปลว่าไม่มีระเบิด หรือสลักระเบิดไม่ตอบสนองต่อกระสุนของเธอกันแน่ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เธอก็จำเป็นต้องผ่านทางนี้ไปอยู่ดี

 

            เด็กสาวผมหางม้าเปลี่ยนซองกระสุนก่อนจะลุกขึ้น ทำมือให้เพื่อนทั้งสองลุกตามก่อนจะเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ให้วิ่งเลียบผนังแล้วจึงออกตัวไป หลานชายหมอผีใหญ่และวิญญาณหิมะสาววิ่งตามไปอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ดวงตาทั้งสามคู่มองตรงไปยังลำแสงสีแดงซึ่งเป็นจุดที่พวกเขาต้องล้มตัวกลับลงไปกับพื้น

 

            แต่ไม่ถึงสิบเมตรก่อนจะถึงเครื่องตรวจจับผู้บุกรุกด้วยเลเซอร์ ผนังที่พวกเขาพิงอยู่ก็ระเบิดตูมเหมือนมีไดนาไมต์ฝังเอาไว้ แม้จะไม่มีสะเก็ดระเบิดหรือเปลวเพลิง แต่แรงระเบิดก็มากพอจะส่งร่างหน่วยช่วยเหลือทั้งสามลอยละลิ่วข้ามทางเดิน กล้ายและยูคิซึ่งอยู่ด้านหน้าและโดนแรงระเบิดแบบเฉียงๆ ลอยข้ามลำแสงเลเซอร์ไปกระแทกผนังอีกด้านดังอั้กก่อนจะนอนจุกอยู่ตรงนั้น แต่จ้าดไม่โชคดีเท่า ตำแหน่งการยืนและน้ำหนักที่มากกว่าฉุดให้เด็กหนุ่มพุ่งตัดลำแสงเลเซอร์ไปร่วงโครมลงในท่าหงายเงิบกลางทางเดิน และก่อนที่หลานชายหมอผีใหญ่จะขยับตัวได้อีกครั้ง พื้นเบื้องล่างก็ดีดตัวขึ้น แล้วปืนกลหกลำกล้องทั้งสี่กระบอกก็กระหน่ำยิงทันที

 

            เป็นม้าหมุนที่สุดยอดจริงๆ !’

            จ้าดขบกรามกรอดขณะพยายามรักษาสมดุลร่างกายให้ทรงตัวอยู่บนป้อมปืนที่ค่อยๆหมุนรอบตัวเอง แม้มันจะไม่ได้กระชากหรือกระเด้งกระดอนอะไร แต่พื้นที่รองรับน้ำหนักตัวเขาอยู่ก็ไม่ใช่ว่าจะพอดีตัวมากนัก อันที่จริง พื้นสีเทาก็รองรับเพียงแผ่นหลังและสะโพกนิดหน่อยเท่านั้น นอกนั้นเป็นภาระของกล้ามเนื้อหลานชายหมอผีใหญ่ทั้งหมด เด็กหนุ่มพยายามเกร็งแขนเกร็งขาราวกับนักยิมนาสติกลีลาแม้กล้ามเนื้อจะเริ่มส่งเสียงร้องอุทธรณ์ต่อสมอง ด้วยรู้ดีว่าหากเผลอปล่อยอวัยวะไหนห้อยลงไปล่ะก็ มันอาจถูกตัดขาดได้ในพริบตา

 

            แต่ดูเหมือนกรรมของจ้าดจะยังไม่หมดเพียงเท่านั้น การที่นอนแหมะอยู่บนป้อมปืนซึ่งตั้งเอาไว้ตรงกับตำแหน่งเลเซอร์เป๊ะทำให้เมื่อป้อมปืนหดตัวลงเก็บ ร่างของเขาก็ตัดลำแสงเลเซอร์ยังผลให้ต้องเด้งขึ้นมาอีกครั้ง อีกครั้งและอีกครั้ง เด็กหนุ่มหน้าดุเปลี่ยนท่าจากกางแขนกางขามาเป็นกอดอกงอเข่าคู้ตัวด้วยคิดว่าน่าจะเมื่อยน้อยกว่า แต่กลับกลายเป็นว่ามันเกือบทำให้เขากลิ้งตกป้อมปืนลงไปยังพายุกระสุนเหล็กกล้าเบื้องล่าง หลานชายหมอผีใหญ่ต้องรีบกางแขนที่ปวดเมื่อยอย่างแสนสาหัสออกไปรักษาสมดุลร่างกายเอาไว้แทบไม่ทัน

 

            “จ้าด จับจังหวะไว้ พอปืนหดลงไปก็กระโดดลงมา !

            “พูดง่ายแต่ทำยากนะกล้าย !

            เด็กหนุ่มโต้กลับคำแนะนำที่ดังฝ่าควันปืนมาอยู่ในใจ ก็จริงอย่างที่กล้ายพูด วิธีเดียวที่จะออกจากแท่นปืนนี้ไปได้คือรอจังหวะที่มันหยุดยิงและหดกลับเข้าไปในพื้นกระโดดออกไปก่อนที่ตัวเขาจะตัดแสงเลเซอร์อีกครั้ง แต่ในเมื่อทั้งขาและแขนของเขาลอยอยู่เช่นนี้ก็ไม่มีทางใดที่จ้าดจะผลักตัวเองออกไปได้เลยยกเว้นกลิ้งลง ซึ่งก็คงเชื่องช้าเกินกว่าจะลอดแสงเลเซอร์ไปได้ ทางรอดเดียวที่เหลือของเขาคงเป็นรอให้ปืนยิงจนกระสุนหมด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ๆ ยิงไปนับหมื่นนัดแล้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดเลย

 

            ในที่สุด หลานชายหมอผีใหญ่ก็ตัดสินใจกลิ้ง เด็กหนุ่มรอจังหวะที่ปืนกระบอกสุดท้ายหยุดยิงก่อนจะออกแรงหมุนตัว น้ำหนักเกือบแปดสิบกิโลกรัมฉุดร่างเขาร่วงจากความสูงเกือบเมตรครึ่งลงไปเอาพุงกระแทกพื้นดังอั้ก ทั้งเจ็บทั้งจุก แต่อย่างน้อยเขาก็รอดจากอาวุธสังหารของตานีคนสวยแล้ว ปืนกลแกตลิงทั้งสี่หดเก็บลงใต้พื้นและไม่โผล่ขึ้นมาอีก ทิ้งเอาไว้เพียงแสงเลเซอร์ที่มองเห็นเป็นลำจางๆอยู่กลางหมอกควันดินปืนกลิ่นฉุนกึก จ้าดกระเสือกกระสนคลานฝ่าม่านควันไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียงเพื่อนสาว แล้วก็พบวิญญาณผู้พิทักษ์เมืองทั้งสองหมอบทับกันอยู่ไม่ไกลออกไปนัก

 

            “กว่าจะลงมาได้ เสียเวลาไปตั้งห้านาที” กล้ายบ่นก่อนจะยันตัวลุกขึ้น “ช่างเหอะ รีบไปเร็ว”

 

            เวลาที่งวดเข้ามาทุกทีทำให้ทุกคนเร่งฝีเท้าขึ้น แต่ก็ระมัดระวังมากขึ้นด้วยเช่นกัน ไม่มีใครรู้ว่ากับดักต่อไปจะเป็นอะไร แต่ก็คงไม่น่าเบากว่ากับดักระทึกขวัญเมื่อครู่นี้แน่ อย่างไรก็ตาม เขาวงกตหลังจากนั้นกลับโล่งจนทั้งสามเริ่มใจคอไม่ดีด้วยรู้ว่านี่อาจเป็นช่วงลมสงบก่อนพายุใหญ่ อย่างไรก็ตาม พายุนั้นก็ไม่มาสักที จนกระทั่งปัญหาสำคัญอีกอย่างโผล่เข้ามาแทนที่

 

            กล้ายพลิกข้อมือตรวจสอบแผนที่อีกครั้ง แล้วเธอก็ชะลอความเร็วลงเมื่อตระหนักว่ากำลังจะเข้าสู่ทางแยกสำคัญอีกครั้ง แผนที่สองฉบับที่เหลือ อันหนึ่งบอกให้พวกเธอเลี้ยวขวา หากตรงไปจะเจอทางตัน แต่อีกอันกลับบอกให้ตรงไป หากเลี้ยวขวาจะเจอทางตัน ที่แย่ที่สุดก็คือ ทางหลังจากทางแยกนี้ในสองแผนที่แทบจะเหมือนกันทุกอย่าง เท่ากับว่าพวกเธอไม่สามารถตรวจสอบเส้นทางกับแผนที่ว่าฉบับไหนถูก มิหนำซ้ำ ทางที่ผิดทั้งสองยังยาวเหยียดกว่าจะเจอทางตัน ซึ่งแปลว่ากว่าจะรู้ว่าผิดทางเวลาคงผ่านไปนานมากแล้ว แถมทั้งทางที่ถูกและผิดของทั้งสองแผนที่ยังวกวนจนน่าเวียนหัวเสียด้วย เด็กสาวผมหางม้ากัดริมฝีปาก คิ้วบางขมวดเข้าหากันจนหน้าผากยับย่น หากเลือกผิด เธอก็บอกลาเพื่อนสนิทที่สุดของเธอได้เลย.....

 

            “แยกกันไปดีมั้ยกล้าย” จ้าดเอ่ยขึ้นเมื่อดูออกว่าเพื่อนสาวกำลังกังวลเรื่องอะไร

            “ข้าก็อยากยะจะอั้น” ตานีสาวตอบเสียงหนัก “แต่ถ้าแยกกันไป กำลังรบหมู่เฮาก็จะลดลงอีก ถ้าเจอนางหรือต้องรบกับร่างแยก หรือต้องมีผู้ได๋ถ่วงเวลาจะยะบ่ได้เอา”

            “อืม เรื่องนั้นก็น่าห่วงอยู่....” หลานชายหมอผีใหญ่เห็นด้วย “ว่าแต่ นี่กี่โมงแล้ว”

            “ตีห้าสามสิบสองค่ะ” วิญญาณหิมะตอบหลังจากดูนาฬิกาสีขาวที่ข้อมือ

            “แล้วไกลแค่ไหนกว่าเราจะรู้ว่าเป็นทางตัน” เด็กหนุ่มหน้าดุหันกลับมาถามกล้าย

            “ราวๆร้อยเมตรทั้งสองแผนที่” ผู้ถูกถามตอบทันที เธอดูระยะทางเอาไว้เรียบร้อยตั้งแต่แรก “ถ้าวิ่งด้วยความเร็วปกติ บ่มีกับดักเลยก็ใช้เวลาสักห้านาที ไปกลับก็สิบนาที แต่ถ้ามีกับดักหรือเจอนางเข้าข้าว่าบ่ทันแน่”

            “แล้วถ้าไปทางที่ถูกล่ะ ไกลแค่ไหนกว่าจะถึงตัวกล้วย”

            “ร้อยเมตรเหมือนกัน” กล้ายตอบก่อนจะหันมองหน้าเพื่อนหนุ่มและรุ่นน้องสาว “จ้าดกับยูคิ คึดว่าเสี่ยงไปกันทั้งสามคนดีก่อ”

            “ถ้าเป็นฉัน ฉันคงเสี่ยงค่ะ” สาวแว่นตอบ “ถ้าไปถึงตัวรุ่นพี่กล้วย รุ่นพี่นางอาจจะมารุมเราก็ได้ อีกอย่าง ถ้าเป็นอย่างที่รุ่นพี่กล้ายว่าจริง เราไปทางผิด รีบกลับมาแล้วไปทางที่ถูกก็น่าจะใช้เวลาประมาณสิบห้านาที มองในแง่ร้ายสุดๆก็สักยี่สิบนาที เราก็น่าจะมีเวลาเหลือราวๆห้าถึงสิบนาทีให้ไปชิงตัวรุ่นพี่กล้วยออกมา แล้วก็ยังมีตัวถ่วงเวลาและเบี่ยงความสนใจรุ่นพี่นางได้ด้วย น่าจะคุ้มกว่าค่ะ”

            “จ้าดล่ะ”

            “เราก็คิดแบบเดียวกับยูคิแหละ” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบก่อนจะเสริมเมื่อเห็นสายตาเขียวของเพื่อนสาว “เพราะถ้าแยกกันไป คนไหนที่เอาเราไปด้วยก็แย่สิ”

            “บ่ถึงจะอั้นหรอก” เด็กสาวผมหางม้าตอบกลั้วหัวเราะ แต่เสียงของเธอก็กลับเป็นเคร่งเครียดเหมือนเดิมในประโยคต่อมา “จะอั้นต้องเคลื่อนที่หื้อเร็วที่สุดและระมัดระวังที่สุด หมู่เฮาจะเสียเวลาบ่ได้อีกแล้ว ตกลงก่อ”

            “อื้ม”

            “ค่ะ”

            “ถ้างั้น หมู่เฮาไปทางขวาก่อนละกัน ไป !

 

            สิ้นเสียงของกล้าย สามหน่วยช่วยเหลือก็ออกวิ่ง ดวงตาสอดส่ายมองหาสัญญาณของเลเซอร์ ขาพร้อมจะทรุดตัวลงหมอบทุกเมื่อหากมีเสียงระเบิดดังขึ้น แต่ดูเหมือนศัตรูตัวร้ายที่สุดของทางเดินช่วงนี้คือตัวเขาวงกตเอง มันทั้งวกวนและซับซ้อนจนน่าเวียนหัว แม้แต่กล้ายผู้ชำนาญด้านดูแผนที่ที่สุดในกลุ่มก็ยังต้องกดปุ่มให้แผนที่หมุนตามทิศทางการหันหน้าแทนที่จะให้มันอยู่นิ่งๆตามปกติ ไม่เช่นนั้นอย่างว่าแต่เธอเลย ต่อให้เอาตานีที่ดูแผนที่เก่งที่สุดในเผ่ามาก็หลงได้สบายๆ

 

            “ตัน !

            หลังจากวิ่งสุดฝีเท้าสลับกับหยุดแนบตัวชิดกำแพงเพื่อดูลาดเลามาเกือบสี่นาที กล้ายก็ลงส้นเท้าเบรกก่อนจะร้องบอกสหายร่วมรบทั้งสองเมื่อเห็นกำแพงสีเทาตั้งตระหง่านปิดทางเดินอยู่เบื้องหน้า วิญญาณหิมะและหลานชายหมอผีใหญ่เบรกตาม วิญญาณหิมะสาวยังดูไม่เหนื่อยมากนัก ส่วนหนึ่งเพราะเธอเป็นกึ่งพลังงาน แต่สภาพของจ้าดนั้นเกือบๆจะเรียกว่าดูไม่ได้ เหงื่อไหลเป็นทางบนใบหน้าดุแม้อากาศจะเย็นเฉียบจนเกือบต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง เขาอ้าปากหอบแฮ่กๆเหมือนหมาหอบแดด

 

            “ปิ๊กไปทางเก่า ไปเหอะ !

            “เดี๋ยวๆ กล้าย..... ขอพักก่อน !

            เด็กหนุ่มหน้าดุขอร้องเสียงแหบ ลำพังแค่วิ่งเต็มสปีดตลอดสี่นาทีเขาพอจะไหวอยู่ เขาเองก็เคยเป็นนักกีฬาวิ่งในกีฬาสีของโรงเรียน แต่การออกวิ่งเต็มฝีเท้า หยุดทันที แล้วออกวิ่งอีกครั้งสลับกันไปมานั้นเหนื่อยไส้แทบปลิ้นจริงๆ

 

            “อู้ตลกก๋า หมู่เฮาบ่มีเวลาแล้วเน่อ !” กล้ายสวนกลับ “แล้วออกกำลังน่ะยิ่งพักก็ยิ่งเหนื่อย ไป วิ่งกลับ คราวนี้วิ่งตลอดบ่ต้องมีหยุดแล้ว”

            “นะกล้าย.... ขอร้อง.... สักครึ่งนาทีก็พอ....”

            “เอ้า ก็ได้” ในที่สุด ตานีสาวก็ตอบอย่างเสียไม่ได้ ด้วยเห็นสภาพของอีกฝ่ายแล้วดูใกล้ตายจริงๆ “แค่ครึ่งนา.... หมอบ !

 

            ขาดคำ อะไรบางอย่างก็กระทบผนังสีเทาดังกราวก่อนจะร่วงลงใส่หัวของสามหน่วยช่วยเหลือราวกับเม็ดฝน หลานชายหมอผีใหญ่เงยหน้าขึ้นอย่างงุนงงระคนสงสัย แต่ก็ต้องรีบหดหัวกลับแทบไม่ทันเมื่อเห็นว่าอะไรบางอย่างที่เหมือนเม็ดฝนนั้น แท้ที่จริงคือเม็ดเหล็กกล้ากระสุนลูกปรายจากปืนลูกซองในมือตานีคนสวย หรือไม่ก็ร่างแยกของเธอซึ่งยืนขวางหน้าทางกลับของพวกเขา เด็กสาวหน้าหวานดึงคันชักคัดปลอกกระสุนพลาสติกทิ้งก่อนจะเหนี่ยวไกอีกครั้ง สามหน่วยช่วยเหลือเผ่นกันไปคนละทิศคนละทางได้ทันชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด กลุ่มกระสุนที่เข้าเป้าเผงบอกชัดว่าที่นัดแรกไม่โดนพวกเขาเป็นเพราะนางเจตนายิงเตือน

 

            ไวเท่าความคิด กล้ายเหนี่ยวไกปืนไรเฟิลจู่โจมของเธอทันที นางถอยร่นไปยังมุมกำแพง ก่อนจะอาศัยจังหวะที่กล้ายปล่อยไกยิงซ้ำสามนัดซ้อน กระสุนลูกปรายชนิดทำลายทั้งวิญญาณและสสารขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียวสามนัดเจาะเข้าที่ไหลซ้ายของกล้าย ขณะอีกสองนัดทะลวงผ่านแขนหลานชายหมอผีใหญ่ แม้แผลไม่ลึก แต่ก็เจ็บเอาเรื่อง

 

            กล้ายขบกรามแน่น พยายามข่มความเจ็บปวดบนไหล่ พวกเธอกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบอย่างรุนแรง ไม่มีที่กำบังในขณะที่ศัตรูมีที่กำบังพร้อม แถมยังเป็นทางเดินแคบๆและตันทำให้หลบไปไหนก็ไม่สะดวก มีทางเดียวคือต้องอาศัยจังหวะบุกสวนนางออกไปยังทางเดินเบื้องหลัง แต่นั่นก็เท่ากับพุ่งสวนพายุกระสุนลูกปรายนับร้อยๆนัด ใครที่ทำแบบนั้นหากไม่โง่ก็บ้าชัดๆ

 

            กระสุนลูกปรายพุ่งมาอีกชุด คราวนี้โดนเข้าไปทุกคนคนละนิดคนละหน่อย แต่ไม่มีนัดใดถูกจุดสำคัญ แล้วเด็กสาวผมหางม้าก็ได้ยินเสียงที่ทำให้เธอใจชื้นขึ้นบ้าง เสียงฝ่ายตรงข้ามกำลังบรรจุกระสุน.... เธอเคยเรียนมาในวิชาอาวุธศึกษาเมื่อนานมาแล้วว่าปืนลูกซองที่นางกำลังถืออยู่นั้นใส่กระสุนด้วยอุปกรณ์พิเศษซึ่งทำให้ใส่กระสุนได้ครั้งเดียวแปดนัดรวด แต่กินเวลาไม่ต่ำกว่าห้าวินาที ยังไม่รวมเวลาที่ต้องดึงคันชักป้อนกระสุนเข้ารังเพลิงอีกราวๆหนึ่งวินาที

 

            ตานีสาวให้สัญญาณสหายร่วมรบทั้งสองซึ่งเข้าใจและปฏิบัติตามทันที ยูคิพุ่งออกไปก่อน ดาบสีฟ้าเรืองแสงพุ่งออกมาพร้อมกับเสียงเปรี๊ยะเหมือนไฟฟ้าช็อตก่อนจะเงื้อฟันหมายลำคอของเด็กสาวหน้าหวาน อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบได้ทันท่วงที แต่นั่นก็ทำให้การบรรจุกระสุนของเธอขาดช่วง หลานชายหมอผีใหญ่อาศัยจังหวะนี้วิ่งตามออกไปทันที นางพลิกพานท้ายปืนก่อนจะเหวี่ยงวูบหวังกระแทกเด็กหนุ่มให้กระเด็นก่อนจะยิงซ้ำ แต่จ้าดก็มุดหลบได้อย่างเฉียดฉิวก่อนจะเผ่นแน่บตามวิญญาณหิมะสาวกลับไปตามทางเก่า เด็กสาวหน้าหวานรีบบรรจุกระสุนหนึ่งนัดก่อนจะยกขึ้นหมายยิงไล่หลัง แต่เธอก็ต้องเป็นฝ่ายหมอบลงกับพื้นบ้างเมื่อกระสุนปืนไรเฟิลพุ่งเฉี่ยวเรือนผมของเธอไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร

 

            “ขอสุมาเน่อนาง !

            รู้ตัวอีกที ตานีสาวผมหางม้าก็ยืนตระหง่านอยู่เหนือตัวเธอเสียแล้ว และก่อนที่เด็กสาวหน้าหวานจะทันทำอะไรได้ กล้ายก็เหนี่ยวไกยิงกระสุนเพียงนัดเดียวเข้าเต็มๆกลางอก ตานีคนสวยชะงัก ดวงตากลมโตเบิกค้าง ก่อนที่ร่างของเธอจะจางหายไปในพริบตา

 

            “หึ.... ร่างแยกก๋า” กล้ายเปรยเสียงเย็น “ก็ดี อย่างน้อยก็เหลือแค่สอง”

 

            จ้าดและยูคิรอเด็กสาวผมหางม้าอยู่ที่ทางเลี้ยวหักมุมไม่ไกลออกไปนัก ตานีสาวยื่นยาสมานแผลที่เหลืออยู่ขวดสุดท้ายให้ทั้งสองแบ่งกันดื่ม ก่อนจะซดส่วนที่เหลือติดก้นขวดจนหมดเกลี้ยง แม้มันจะไม่พอทำให้แผลสมานกันสนิท แต่ก็ลดความเจ็บปวดลงไปได้บ้าง เด็กสาวชาวฮิมิตสึพลิกข้อมือดูนาฬิกาอีกครั้ง ตอนนี้ตีห้าสี่สิบห้า หากโชคดีทางที่ถูกต้องไม่มีกับดักหรืออุปสรรคใดๆเลยก็ทันอย่างไม่ลำบากนัก แต่สองตนหนึ่งคนรู้ดีว่าโอกาสที่จะเป็นเช่นนั้นยากยิ่งกว่าปอกกล้วยตานีแล้วคว้านเมล็ดออกทั้งผลเสียอีก

 

            “หมอบ !

            เสียงของกล้ายดังราวกับฟ้าผ่า ก่อนที่ตานีสาวจะล้มตัวลงหมอบจนคนอื่นแทบเบรกไม่ทัน เด็กสาวผมหางม้าหายใจหนักหน่วงพอๆกับใจที่หนักอึ้งขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นเครื่องตรวจจับผู้บุกรุกด้วยเลเซอร์เรียงรายกันเป็นแถวทุกๆห้าเมตร ระยะทางยังเหลืออีกเกือบร้อยเมตร หากคลานไปตลอดทางก็ทันอย่างเฉียดฉิว ทั้งนี้ทั้งนั้นหากไม่มีอะไรมาขัดขวางมากกว่านี้.....

 

            “เอาเหอะ บ่มีทางอื่นแล้ว !

            ปืนกลแกตลิงเด้งขึ้นจากพื้นตลอดทางที่สามหน่วยช่วยเหลือคลานไป ป้อมปืนช่วงแรกมีสี่กระบอก แต่ยามนี้เพิ่มเป็นแปดกระบอก แม้ความสูงของมันจะเลยแผ่นหลังและหัวของสามสหายซึ่งคลานเกือบติดพื้นไปเกือบเมตร แต่หัวกระสุนร้อนๆ และควันหนาทึบก็หน่วงความเร็วของทั้งสามลงได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะจ้าดผู้เป็นคนเดียวที่ต้องหายใจ เด็กหนุ่มยกเสื้อวอร์มขึ้นปิดจมูก พยายามคลานตามกล้ายซึ่งเป็นเป็นเงาดำตะคุ่มอยู่ในม่านหมอกควัน จิตใจจดจ่ออยู่กับกล้วยซึ่งเป็นแรงเดียวที่ช่วยให้เขาขยับร่างกายได้ในเวลานี้ อีกนิดเดียว.... อีกนิดเดียวเขาก็จะช่วยเพื่อนสาวได้แล้ว.....

 

            .ในที่สุด ทางออกจากเขาวงกตก็ปรากฏต่อสายตาเมื่อนาฬิกาของเด็กสาวชาวฮิมิตสึบอกเวลาตีห้าห้าสิบห้านาทีพอดี กล้ายทำสัญญาณมือบอกให้ทุกคนหลบเข้าในมุมหักเลี้ยวก่อนจะค่อยๆโผล่หัวออกไปดูสภาพการณ์ ร่างแยก.... หรือไม่ก็ร่างจริงของนางยังคงถือปืนลูกซองจ่ออยู่ที่เด็กสาวหน้าจืดซึ่งเริ่มดิ้นอย่างสิ้นหวัง ตานีสาวผมหางม้าหายใจลึกตั้งสมาธิมั่น มือยกปืนขึ้นประทับบ่า ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวสว่างมองผ่านเลนส์กล้องตรงไปยังกกหูของเด็กสาวหน้าหวาน

 

            เสียงปืนลั่นเปรี้ยง แรงปะทะของกระสุนถีบร่างนางกระเด็นก่อนจะเลือนหาย กล้ายพ่นลมออกทางจมูกอย่างขัดใจเมื่อรู้ว่านั่นเป็นร่างแยก แต่ตอนนี้เป้าหมายภารกิจสำคัญกว่าความแค้นส่วนตัว หนึ่งมนุษย์สองวิญญาณผู้พิทักษ์ดูลาดเลาจนถี่ถ้วนก่อนจะวิ่งออกจากเขาวงกต ตรงไปยังกล้วยซึ่งดูจะรู้ตัวแล้วว่าความช่วยเหลือมาถึง

 

            “กล้าย จ้าด ยูคิ !

            “เงียบก่อน หมู่เฮายังไว้ใจอะหยังบ่ได้เน่อ !” ตานีสาวผมหางม้ากระซิบบอกเพื่อนสาว เธอพยักหน้าให้ยูคิและจ้าดช่วยกันแกะเชือกที่มัดมือเท้ากล้วยออกขณะเธอยืนประทับปืนคอยดูลาดเลา “บาดเจ็บอะหยังก่อกล้วย”

            “บ่” เด็กสาวหน้าจืดตอบสั้นๆ แม้ในใจจะอยากขอโทษทั้งเพื่อนหนุ่มและเพื่อนสาวใจจะขาด แต่สัญชาตญาณทหารก็เตือนเธอว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา “แต่.... ทุกตนบาดเจ็บนี่ !?

            “เล็กน้อยค่ะรุ่นพี่กล้วย” ยูคิยิ้มให้รุ่นพี่สาว แผลถูกกระสุนเฉี่ยวที่แขนทั้งสองข้างของเธอไม่ลึกนัก แต่ก็แสบเอาการอยู่ อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่อุปสรรคสำหรับการแกะเชือกมากนัก โดยเฉพาะเมื่อเธอมีดาบที่สามารถตัดอะไรก็ได้อยู่ในมือ เพียงไม่กี่วินาทีเชือกเส้นใหญ่ก็ขาดออกอย่างง่ายดาย เด็กสาวชาวฮิมิตสึถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วก้มลงไปถามหลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งง่วนอยู่กับการแกะปมเชือกที่ข้อเท้าเพื่อนสาวอยู่เบื้องล่าง “รุ่นพี่จ้าดเสร็จรึยังคะ”

            “ใจเย็นๆสิ เราไม่ได้มีดาบลำแสงเหมือนยูคินี่ !” จ้าดตอบกลับมาอย่างหงุดหงิด พยายามลืมความเจ็บปวดจากแผลถูกยิงที่ต้นแขน สันหลังที่หันให้ทางออกเขาวงกตเสียววาบๆ ว่าตานีคนสวยจะยิงเอา “เอ้า เสร็จแล้ว !

 

            “จะอั้นก็ไปเหอะ”

            เด็กสาวผมหางม้าเดินไปคว้าถุงผ้าใบสีดำยาวเกือบสองเมตรที่วางพิงโต๊ะคอมพิวเตอร์อยู่ขึ้นมาสะพาย ไม่รู้ว่าทำไมนางถึงวางเอาไว้ตรงนี้ แต่เธอก็ไม่สนใจจะหาคำตอบ กล้ายถอยห่างออกมาจากคอมพิวเตอร์ก่อนจะกระหน่ำยิงจนมันแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เขาวงกตหายวับไปทันที ตานีสาวหันขวับมองหานางซึ่งน่าจะซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งในดงเขาวงกต แต่ไม่มีวี่แววของเด็กสาวหน้าหวานเลยแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นข่าวดีสำหรับพวกเธอ กล้ายส่งสัญญาณมือให้สหายร่วมรบทั้งสองและผู้ถูกช่วยเหลืออีกหนึ่งออกวิ่งขณะอีกมือเปลี่ยนซองกระสุนเพื่อระวังหลังให้ แต่ก่อนที่เธอจะทันดึงคันรั้งป้อนกระสุนนัดแรกเข้ารังเพลิง ร่างของเด็กสาวผมหางม้าก็ชะงักเมื่ออะไรบางอย่างที่แหลม ยาวและมีคมแทงลึกลงในแผ่นหลังของเธอจนทะลุออกหน้าท้อง

 

            “กล้าย !?

            กล้วยร้องอย่างเสียขวัญเมื่อเห็นเพื่อนสาวทรุดลงกับพื้น เบื้องหลังเธอ นางดึงคันชักส่งกระสุนลูกปรายเข้ารังเพลิงก่อนจะยกปืนขึ้นเล็งอีกครั้ง คราวนี้ตรงไปยังราชินีตานีที่ทำท่าจะวิ่งกลับมาดูอาการเด็กสาวผมหางม้าอีกครั้ง

 

            “ฝันไปเหอะ !

            ก่อนที่นิ้วชี้ของตานีคนสวยจะได้เหนี่ยวไก เธอก็ต้องรีบหมอบหลบเมื่อกระสุนขนาดห้าจุดห้าหกมิลลิเมตรกราดยิงปูพรม กล้ายเห็นอีกฝ่ายทิ้งตัวลงกับพื้นก็กัดฟันข่มความเจ็บปวดพลิกตัวฟาดพานท้ายปืนเปรี้ยงเข้าที่แสกหน้าฝ่ายตรงข้ามจนแตกเป็นรอยยาว ก่อนจะรวบรวมกำลังที่เหลือตะโกนบอกวิญญาณหิมะสาวและหลานชายหมอผีใหญ่

 

            “ยูคิ จ้าด หนีไป บ่ต้องสนใจข้า !

            “หนอย บ่ากล้าย !

            เลือดสีแดงก่ำค่อยๆไหลจากบาดแผลลงมาชโลมใบหน้าหวาน แต่บาดแผลนั้นก็ยังเบากว่าแผลถูกแทงชนิดเทียบกันไม่ได้ นางพลิกตัวหลบพานท้ายที่เหวี่ยงมาอีกครั้งก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายมายังเด็กสาวผมหางม้าที่ยังไม่สิ้นฤทธิ์ กล้ายพยายามจะกลิ้งหลบ แต่นั่นกลับทำให้มีดที่คาอยู่บนแผ่นหลังแทงลึกลงไปอีกจนเธอแทบหลุดเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เด็กสาวคนสวยเห็นฝ่ายตรงข้ามชะงักก็เหนี่ยวไกยิงทันที

 

            ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย ร่างของตานีสาวผู้ใช้ปืนไรเฟิลจู่โจมก็ถูกหลานชายหมอผีใหญ่กระชากหลบกระสุนปืนก่อนจะเหวี่ยงขึ้นหลัง กระสุนที่สะท้อนขึ้นมาจากยกพื้นเจาะเข้าที่ต้นขาของเด็กหนุ่มหน้าดุ แต่เขาไม่สนใจอีกแล้ว ลุกขึ้นยืนได้จ้าดก็ใส่เกียร์หมาเผ่นแน่บตามเด็กสาวชาวฮิมิตสึและราชินีตานีไปติดๆ มือพยายามปิดป้องแผ่นหลังที่บาดเจ็บของกล้ายจากกระสุนลูกปรายที่อาจพุ่งเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้ แม้จะรู้ว่ามันคงไม่ช่วยอะไรมากก็ตาม

 

            ห่างออกไปเบื้องหลัง นางปาดเลือดที่ไหลเข้าตาก่อนจะยกปืนลูกซองของเธอขึ้นอีกครั้ง ลมหายใจเข้าครึ่งปอดก่อนจะกลั้นเอาไว้ให้ปืนนิ่ง ตามองผ่านร่องที่ศูนย์หลังเล็งศูนย์หน้าให้ตรงกับเรือนผมสีดำประกายเขียวของกล้วยซึ่งเคลื่อนที่ห่างออกไปเรื่อยๆ นิ้วชี้แตะอยู่ที่ไก รอเพียงคำสั่งจากสมองให้ส่งแรงกดลงไปเท่านั้น.....

 

            จะยิงกล้วยแต๊ๆกา

            นิ้วชี้ที่แตะอยู่บนไกเกร็งค้างเมื่อเสียงของตัวเธอเองดังขึ้นในห้วงความคิด มันคัดง้างกับความคิดอีกฝ่ายที่ย้ำเตือนว่าหากปล่อยให้ราชินีตานีหนีไปได้ สิ่งที่เธอหวังเอาไว้ก็คงยิ่งห่างไกลออกไปอีก มิหนำซ้ำ กองกำลังผีร้ายก็อาจสูญเสียความไว้วางใจในตัวเธอ หรืออาจถึงขั้นหันกลับมาสังหารเธอเสียเองก็เป็นได้

 

            แต่อีกด้านหนึ่ง เธอเองก็ไม่อยากจะทำแบบนี้ หากเป็นไปได้ เธอก็อยากดึงเพื่อนสาว.... หรือคนอื่นๆ.... หรือแม้กระทั่งกล้ายเข้ามาร่วมอุดมการณ์กับเธอ ที่สำคัญ ระหว่างที่เธอตีสนิทกับกล้วย กล้วยก็ปฏิบัติกับเธออย่างดีมาตลอด อาจจะนับเธอเป็นเพื่อนที่รักที่สุด ไว้ใจที่สุดด้วยซ้ำ เธอทำลายความไว้ใจนี้อย่างเจ็บแสบไปครั้งหนึ่งแล้ว แล้วเธอจะทำซ้ำอีกงั้นหรือ.....

 

            ในที่สุด ความคิดฝ่ายหลังก็ชนะ เด็กสาวหน้าหวานลดปืนลง ดวงตากลมโตมองตามหลังสองตานี หนึ่งวิญญาณหิมะและอีกหนึ่งมนุษย์จนหายลับไปจากห้อง ตานีคนสวยบิดคันบังคับการยิงไปยังตำแหน่งห้ามไก สะพายมันขึ้นหลังก่อนจะหันหลังกลับ เสียงหวานเปรยเบาๆ จนแทบจะถูกกลืนหายไปกับเสียงเครื่องจักรที่ดังหึ่งๆอยู่ในชั้นใต้ดิน

 

            “คราวนี้ปล่อยไปก่อน เจอกันคราวหน้าข้าบ่หื้อรอดไปแน่.....”

 

 

            ไม่มีใครกล้าหยุดวิ่งจนกระทั่งออกจากตัวอากาศที่เหม็นอับและปิดทึบมาสู้อากาศสดชื่นแต่หนาวเย็นเฉียบชนิดแทบจะแช่แข็งเลือดที่เปียกชุ่มอยู่เต็มชุดตะเบงมานคอมมานโดของกล้ายได้ในพริบตา วิญญาณหิมะและราชินีตานีชะลอความเร็วลงให้เด็กหนุ่มคนเดียวในกลุ่มแซงขึ้นไป ก่อนที่จะวิ่งตามไปดูอาการของตานีสาวผมหางม้าบนหลังหลานชายหมอผีใหญ่

 

            “กล้าย กล้าย ได้ยินข้าเจ้าก่อ !?” เด็กสาวหน้าจืดร้องเรียกเพื่อนสาว

            “ได้ยิน” กล้ายยังคงรู้สึกตัว แต่เสียงที่ตอบกลับมาแผ่วโหยจนแทบไม่ได้ยิน

            “อดทนหน่อยเน่อกล้าย ใกล้จะถึงรถแล้ว”

            “แต่กว่าจะถึงบ้านก็อีกเป็นชั่วโมงเลยนะ” จ้าดท้วงเสียงหนัก อันที่จริง เวลาเกือบชั่วโมงนั่นก็ทำสถิติด้วยความเร็วนรกแตกแถมดริฟต์ยางไหม้โดยผู้ที่ยามนี้บาดเจ็บนอนหงิกอยู่บนหลังของเขาเอง หากให้เขาซึ่งยังไม่เคยขับรถขับล่ะก็ ดีไม่ดีกว่าจะถึงบ้านอาจจะสักแปดโมงก็เป็นได้

            “บ่ ในรถมียาสมานแผล.... ข้าลืมทิ้งไว้ชุดนึง.... อยู่ในช่องเก็บของระหว่างเบาะหน้า.... กุญแจอยู่ในกระเป๋าเดียวกับแลปท็อป....”

 

            เด็กสาวผมหางม้าบอกด้วยเสียงกระซิบ แต่ก็ทำให้อีกสองตนหนึ่งคนใจชื้นขึ้นมาก ยูคิบอกขอโทษรุ่นพี่สาวก่อนจะล้วงหากุญแจรีโมตออกมากดปลดล็อกและระบบพรางตัวของรถขับเคลื่อนที่ล้อที่จอดอยู่ริมป่าห่างออกไปเกือบห้าสิบเมตร กล้วยเคลื่อนที่ในพริบตาเข้าไปกระชากประตูเปิดก่อนจะคว้ายาขวดเล็กๆที่ซุกอยู่ในช่องเก็บของคอนโซลกลางมา

 

            เด็กสาวผมหางม้าหลุดเสียงร้องออกมาสั้นๆเมื่อราชินีตานีดึงมีดเล่มยาวเกือบฟุตออกจากแผ่นหลังก่อนจะรินยาใส่ปากให้ เพียงไม่ถึงอึดใจ เลือดที่ไหลซึมออกมาเหมือนตาน้ำก็หยุดสนิท ก่อนที่เนื้อจะค่อยๆเติมเต็มแผลขึ้นมาด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และไม่ถึงสองนาทีต่อมา เด็กสาวผมหางม้าก็ลงพื้นยืนด้วยตัวเองได้ และจ้าดก็เดินมาถึงรถพอดี

 

            “ยูคิ ขอกุญแจ ข้าขับได้แล้วแหละ”

            “แต่รุ่นพี่....”

            “กล้าย ข้าเจ้าขับหื้อก็ได้เน่อ กล้ายพักก่อนเถอะ”

            “หื้อกล้วยขับก็ถึงบ้านเกือบๆแปดโมงนั่นล่ะ อูย.....” ตานีสาวผู้ใช้ปืนไรเฟิลจู่โจมครางออกมาเล็กน้อยเมื่อแผลเจ็บจี๊ดขณะชั้นเส้นประสาทสมานเข้าหากัน “เอามาเถอะยูคิ ข้าขอขับเอง ข้าเริ่มปฏิบัติการนี้เองก็ต้องจบปฏิบัติการนี้เองเหมือนกัน”

 

            วิญญาณหิมะสาวยื่นกุญแจให้รุ่นพี่สาวซึ่งเปิดท้ายเอาปืนทั้งของเธอและของกล้วย รวมทั้งแลปท็อปซึ่งเป็นพระเอกในปฏิบัติการครั้งนี้เก็บ ก่อนจะเดินอ้อมไปเปิดประตูขึ้นนั่งที่คนขับและกดปุ่มสตาร์ตเครื่อง จ้าดขึ้นนั่งข้างหน้าเหมือนขามา กล้วยขึ้นนั่งหลังเพื่อนสาวขณะยูคินั่งหลังจ้าด และเมื่อประตูทุกบานถูกปิดเรียบร้อยแล้ว รถคันงามก็เคลื่อนตัวออกไปยังถนนสองเลนก่อนจะแล่นหายลับไปในม่านหมอกของหิมะที่โปรยปรายลงมาเบาๆ ทิ้งอาคารเก่าคร่ำคร่าดำทะมึนเอาไว้ในความมืดเบื้องหลัง

 

            “กล้าย !

            จู่ๆกล้วยก็กอดเพื่อนสาวจากที่นั่งด้านหลังแน่น ทำเอาผู้ร่วมโดยสารที่เหลืออีกสามคนร้องด้วยความตกใจเมื่อรถคันโตแถขวาจนยางส่งเสียงกรีดร้อง ไฟหน้าโปรเจกเตอร์เฉียดกันชนรถสิบแปดล้อขนน้ำมันรอบเช้าที่วิ่งสวนมาด้วยความเร็วเกือบแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงไปเพียงนิดเดียว

 

            “กล้วย อย่า ข้าขับรถอยู่เน่อ !

            “อะ.... สะ.... สุมาเน่อ....” กล้วยอึกอัก ยอมคลายอ้อมกอดกลับไปนั่งที่แต่โดยดี “แต่ข้าเจ้าอยากขอสุมากล้าย.... ที่ข้าเจ้าเข้าใจกล้ายผิดมาตลอด.... ที่ข้าเจ้าเย็นชากับกล้ายมาตลอด.... ยกโทษหื้อข้าเจ้าได้ก่อกล้าย จะหื้อข้าเจ้ายะอะหยังหื้อ ข้าเจ้ายอมทุกอย่าง”

            “บ่เป็นอะหยังหรอกกล้วย แค่กล้วยกลับมาอู้กับข้าเหมือนเดิมข้าก็ดีใจที่สุดแล้ว” เด็กสาวผมหางม้าตอบ แต่เสียงของเธอก็มืดมนลงในประโยคต่อมา “แต่ข้าก็ผิดเหมือนกัน ที่ช่วยกล้วยบ่ได้.... ที่ช่วยรักษาตานีไว้บ่ได้ แล้วยังปล่อยหื้อกล้วยเกือบจะถูกฆ่าจะอี้.....”

            “เรื่องพวกนั้นก็บ่เป็นอะหยังเหมือนกันแหละกล้าย” ราชินีตานีปฏิเสธ “อีกอย่าง ถ้าข้าเจ้าฟังกล้าย บ่เย็นชากับกล้ายจะอั้นตั้งแต่ต้น นางก็คงบ่สนิทกับข้าเจ้าจนข้าเจ้าตกหลุมพรางจะอี้ และเหตุการณ์ทั้งหมดก็คงบ่เกิดขึ้น.....”

            “บ่แม่นความผิดของกล้วยหรอก อย่าโทษตัวเองจะอั้นเลยน่ากล้วย แค่กล้วยปลอดภัยจะอี้ก็ดีแล้ว”

 

            เด็กสาวหน้าจืดนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งช้าๆ น้ำใสเอ่อคลออยู่ในดวงตาเรียว

            “ขอบคุณมากเน่อกล้าย ข้าเจ้าบ่ฮู้จะขอบคุณกล้ายจะไดดี.....”

 

            “บ่ต้องคึดมากหรอก แต่ข้าว่ามีตนนึงเน่อที่ตัวเองผิดแล้วก็ทำบ่ฮู้บ่หันน่ะ”

            หลานชายหมอผีใหญ่บนที่นั่งข้างคนขับสะดุ้งเฮือก แต่ก่อนที่เขาหรือกล้ายจะทันเอ่ยอะไร กล้วยก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน

 

            “จ้าด ข้าเจ้าขอสุมาจ้าดเหมือนกันเน่อที่บ่เชื่อจ้าดเรื่องนาง....”

            “เดี๋ยวสิกล้วย” ตานีสาวผมหางม้าท้วงขึ้นมากลางประโยค “ไปขอสุมาเปิ้นยะหยัง เปิ้นต่างหากที่ต้องขอสุมากล้วยน่ะ !

            “บ่ได้หรอกกล้าย ข้าเจ้าก็ยะผิดไปจริงๆ” เด็กสาวหน้าจืดตอบ ก่อนจะหันไปพูดกับจ้าดซึ่งยังคงนั่งมองตรงไปยังถนนเบื้องหน้า “แล้วก็ที่รบกวนเวลาอ่านหนังสือสอบจนได้คะแนนแย่ด้วย ต่อไปข้าเจ้าจะบ่รบกวนจ้าดอีกแล้ว จะหื้อข้าเจ้าย้ายออกจากบ้านก็ได้ จะหื้อข้าเจ้าชดใช้หื้อจะไดอู้มาได้เลย ข้าเจ้ายินดียะทุกอย่าง”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่นิ่งเงียบ ทำเอากล้ายแทบไม่มีสมาธิขับรถด้วยต้องมองทางข้างหน้าสลับกันมองหน้าเด็กหนุ่มข้างตัว หากเขาไม่ขอโทษ ว่ากล้วย หรือสั่งกล้วยให้ทำอะไรจริงๆล่ะก็ เธอจะจอดรถแล้วไปคว้าปืนไรเฟิลมายิงให้พรุนทันที

 

            “กล้วยเคยเตือนเราแล้วเรื่องสอบ เตือนหลายครั้งแล้วด้วย” ในที่สุด จ้าดก็เอ่ยขึ้นช้าๆ “แล้วเราก็ไม่ฟัง คะแนนแย่ๆของเราน่ะไม่เกี่ยวกับกล้วยหรอก ถึงจะไม่มีกล้วยอยู่ เราว่าเราก็คงเล่นเกมจนไม่ได้อ่านหนังสือไม่ต่างอะไรกับไปปราบผีหรอก และเอาจริงๆนะ โจทย์แนวที่กล้วยสอนให้น่ะมีออกในข้อสอบทุกข้อ ถ้าเราไม่ได้กล้วยช่วย คะแนนเราก็คงต่ำเตี้ยติดดินกว่านี้อีก.... เราต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษ แล้วก็ขอบคุณกล้วยมากที่คอยเตือนเรา ที่คอยติวให้เรา.....”

 

            เด็กสาวหน้าจืดนิ่งไปอีกอึดใจ ก่อนที่เธอจะยิ้มออกมา

            “ขอบคุณมากเน่อจ้าด ข้าจะบ่ลืมสิ่งที่นายยะวันนี้เลย.....”

 

 

            ฟ้าเริ่มสางแล้วเมื่อรถขับเคลื่อนสี่ล้อแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านสองชั้นในเขตตาดผ้าห่มใต้ ดวงอาทิตย์ยังคงอยู่หลังเหลี่ยมเทือกเขาตานปันน้ำตะวันออกเบื้องหลังหลังคาบ้านพอดี กล้ายกดสวิตช์ดับเครื่องขณะที่เหลือลงจากรถและทยอยขนยุทโธปกรณ์ลง กล้วยหันมาถามเพื่อนสาวซึ่งยังคงนั่งอยู่บนที่นั่งคนขับ

 

            “กล้าย แล้วกล้ายนอนที่ได๋”

            “ข้าก็ยังอยู่ในสวนกล้วยแหละ” เด็กสาวผมหางม้าตอบ “ยะหยังก๋า”

            “มาอยู่ที่นี่กับข้าเจ้าก่อล่ะ นางบ่อยู่แล้วก็มีที่พอหื้ออีกตนหนึ่งพอดี”

            “จะดีก๋ากล้วย ข้า....”

            “มาเถอะน่า หมู่เฮาจะได้ติดต่อกันสะดวกๆ” กล้วยยิ้ม “อีกอย่าง แต่ก่อนข้าเจ้ากับกล้ายก็อยู่ด้วยกันตลอด ข้าเจ้าอยากหื้อเป็นจะอั้นอีก”

            “จะอั้นก็ได้.... ได้สิกล้วย ข้าอยากมาอยู่แล้ว” ตานีสาวผู้มีดวงตาสีเขียวเรืองแสงตอบ ริมฝีปากเผยรอยยิ้มดีใจที่สุดในชีวิต “ขอบคุณมากเน่อกล้วย ข้ารักกล้วยที่สุดเลย”

            “อื้ม”

 

            ลึกลงไปข้างในบ้านสองชั้น ไม่มีใครได้ยินเสียงเด็กหนุ่มเจ้าของบ้านร่ำร้องเมื่อได้ยินคำตอบของตานีสาวเลยสักคนเดียว

            “ไม่..... น้า.......................!!!

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*หน้าจอผลึกเหลว (Liquid Crystal Display – LCD)

 

** ปืนกลแกตลิง – ปืนกลแบบโบราณ คิดค้นขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 หลักการคือนำลำกล้องปืนหลายๆลำกล้องมารวมกันเป็นวงกลม แล้วใช้แรงจากภายนอกเช่นมือหมุนทำให้ลำกล้องหมุนและยิงทีละลำกล้องติดต่อกัน การที่มีหลายลำกล้องทำให้ลดปัญหาความร้อนของลำกล้องด้วยเพราะลำกล้องมีเวลาให้ระบายความร้อนมากขึ้น ซึ่งทำให้ยิงต่อเนื่องได้มากขึ้น

 

ในปัจจุบัน ปืนกลแกตลิง (หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือปืนกล “แบบแกตลิง”) ยังคงมีให้เห็น แต่มักเรียกว่าปืนใหญ่ลำกล้องหมุนหรือ Rotary Cannon ปืนเหล่านี้ใช้หลักการเดียวกับปืนกลแกตลิง แต่แทนที่จะใช้มือหมุนช้าๆ ก็ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าหรือไฮดรอลิกแทน ปืนใหญ่ลำกล้องหมุนที่รู้จักกันดีเช่น GAU-8 Avenger ของสหรัฐอเมริกาที่ยิงกระสุนขนาด 30mm (3cm) ได้ในอัตรามากกว่าสี่พันนัดต่อนาที ในตอนนี้ ปืนที่อยู่ระหว่างทางน่าจะหมุนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น