ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 3 : เด็กสาวผู้แอ๊บเนียนเป็นนักเรียนมัธยมปลาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 172
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    25 ต.ค. 60

            โบราณว่าขวาร้าย ซ้ายดี

 

            และหัวตาขวาตี่ๆของจ้าดก็กระตุกยิกๆจนเกือบจะกลายเป็นสะเทือนโครมๆมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วนับตั้งแต่ออกจากบ้าน

 

            คงเพราะคำพูดและรอยยิ้มมีเลศนัยของตานีสาวก่อนที่เขาจะออกมาจากบ้านนั่นเองที่ทำให้ผิวหนังใต้หัวตาปล่อยคลื่นแรงสั่นสะเทือนเกือบเจ็ดริกเตอร์ออกมาได้เช่นนี้ เด็กหนุ่มสังหรณ์ใจ สังหรณ์ใจว่าวันนี้จะมีอะไรสักอย่างที่คงไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเขาแน่เกิดขึ้น....

 

            ย้อนกลับไปเมื่อเกือบครึ่งชั่วโมงก่อน

 

            "ว่าแต่ กล้วยนี่ก็เก่งจริงๆนะ เมื่อคืนกว่าจะกินข้าวเสร็จกลับมาก็ง่วงแล้วเลยลืมชมไป" จ้าดเอ่ยขึ้นขณะโยนหนังสือการบ้านเคมีใส่กระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่วางเปิดอ้ารอเขาอยู่ใกล้ประตูบ้าน "แค่นัดเดียวก็เข้ากลางหน้าผากผีร้ายตนนั้นเลย สมกับที่เป็นราชินีตานีจริงๆ"

            "บ่เก่งอะหยังหรอก ผีตนนั้นแค่ผีธรรมดา ของแต๊ๆเก่งกว่าเยอะ ระยะห่างเมื่อคืนก็บ่ได้ไกลนักด้วย" แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่เด็กหนุ่มก็สังเกตเห็นปื้นสีชมพูปรากฏขึ้นบนแก้มขาวจนซีดของเพื่อนสาวซึ่งกำลังนั่งบรรจุกระสุนนัดเขื่องของเธอลงซอง "อีกอย่าง พลซุ่มยิงปกติก็ยิงจะอั้นอยู่แล้ว นัดเดียวต้องตาย ถ้าบ่ตายก็ถือว่าล้มเหลว"

            "ไม่หรอกน่า อย่าถ่อมตัวเลย"

            "บ่ได้ถ่อมตัวย่ะบ่าจ้าดง่าว" ดูเหมือนหลานชายหมอผีจะชมมากไป กล้วยจึงแถมคำด่ายอดนิยมไปด้วย "เอาเข้าจริง ข้าเจ้าก็ยะอะหยังบ่ได้มากหรอก พลซุ่มยิงเก่งระยะไกลก็จริง แต่ยิงได้ทีละนัด นัดแรกพลาดนัดต่อไปก็ลำบากแล้ว ความสามารถการรบประชิดตัวหรือแค่ระยะใกล้ๆก็แทบบ่มี ปกติก็ได้แต่ซุ่มระยะไกลๆยิงทิ้งแล้วก็ถอนตัวปิ๊กฐาน หรือบ่อั้นก็ต้องหื้อหน่วยอื่นคุ้มกัน ถ้าจะอู้กันจริงๆล่ะก็ หน่วยอาวุธระยะไกลอย่างข้าเจ้าเป็นหน่วยที่มีความคล่องตัวน้อยที่สุดและต้องการการคุ้มครองมากที่สุดในสามหน่วยของตานีเลย ข้าเจ้าคึดว่าของกองทัพมนุษย์ก็น่าจะเหมือนกัน"

            "ตานีมีแบ่งเป็นหน่วยด้วยเหรอ" จ้าดเริ่มสนใจ "เราไม่เคยคิดเลยแฮะ เห็นกล้วยก็นึกว่าตานีทุกตนจะแบกปืนใหญ่ๆแบบนี้ซะอีก"

            "จะอั้นรบระยะใกล้ขึ้นมาก็ตายหมู่สิบ่าจ้าดง่าว" ตานีสาวแขวะกลับ แต่อีกฝ่ายซึ่งเริ่มชินแล้วเพียงหัวเราะแหะๆ "ตานีแบ่งเป็นสามหน่วยใหญ่ๆ มีพลซุ่มยิงหรือหน่วยอาวุธระยะไกลแบบข้าเจ้า ใช้อาวุธระยะไกลและเรียกการยิงสนับสนุนจากอาวุธหนักเป็นหลัก หน่วยอาวุธจู่โจมและอาวุธกล ใช้พวกปืนไรเฟิลจู่โจมและปืนกลเป็นหลัก แล้วก็หน่วยอาวุธระยะใกล้ ใช้ปืนลูกซอง ระเบิดแล้วก็มีดเป็นหลัก สามเหล่านี้จัดแบ่งรวมกันเป็นทีมทีมละประมาณห้่าหกตน ไปปราบผีทีละทีม จะได้รบได้ทั้งระยะใกล้ระยะไกล"

            "ดีนะ รบได้ทั้งไกลทั้งใกล้อย่างมีประสิทธิภาพ"

            "เอาเข้าจริงหน่วยอาวุธระยะไกลก็รบในระยะใกล้บ่ได้เลย" กล้วยตอบ "ถ้าศัตรูเข้ามาใกล้ คนที่สู้ก็มีแค่หน่วยอาวุธจู่โจมกับหน่วยอาวุธระยะใกล้เท่านั้น หน่วยอาวุธระยะไกลไร้ประโยชน์ทันที"

            "แต่ถ้ากำจัดศัตรูตั้งแต่ระยะไกลๆได้แบบเมื่อวานก็จบแล้วไม่ใช่เหรอ"

            "ผีร้ายแต๊ๆมันบ่ง่ายจะอั้นดอก ยิ่งถ้ามากันหลายตน ยิงเปรี้ยงเดียวตายตนเดียว แต่ตนที่เหลือมันเข้าประชิดตัว หรือบ่อั้นก็ใช้พลังของมันได้ทันทีเลยเน่อ"

            "เอาน่า ยังไงสไนเปอร์ก็เก่งมากอยู่ดีแหละ ไม่ต้องถ่อมตัวหรอกน่า" เด็กหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ แต่แล้วคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันอีกครั้ง "อ้าว แต่ตอนนี้กล้วยไม่มีหน่วยรบระยะกลางกับระยะใกล้อยู่กับตัวนี่ แล้วกล้วยจะทำยังไง"

            "ยะจะไดบ่ได้" กล้วยตอบเสียงเรียบ "ถ้าจวนตัวขึ้นมาแต๊ๆข้าเจ้าก็คงใช้ปืนนี่แหละฟาดเอา ถึงจะบ่ได้ฝึกมา แต่ยะจะไดได้ ในเมื่อบ่มีผู้ได๋เหลืออีกแล้ว...."

 

            แม้มือจะยังคงยัดกระสุนเส้นผ่านศูนย์กลางครึ่งนิ้วใส่ลงซองกระสุนด้วยความเร็วเท่าเดิม แต่แววมืดมนเหมือนในคืนวันแรกปรากฏชัดท้ายประโยคของราชินีผู้ถูกโค่นบัลลังก์ จ้าดนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น

 

            "ถ้างั้น เราจะเป็นหน่วยรบระยะใกล้ให้กล้วยเอง"

 

            กล้วยเงยหน้าขึ้นจ้องเพื่อนหนุ่ม แววแปลกๆฉายอยู่ในดวงตาตี่สีดำประกายเขียวของเธอ มันเป็นประกายที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความตกใจ แปลกใจ ขบขัน และสนเท่ห์

 

            "นายรบได้ก็แต๊ แต่ถ้าผีหรือปีศาจระดับสูงกว่าที่เจอเมื่อสองวันก่อนนี่นายบ่มีทางรอดแน่" เสียงของเธอกลั้วหัวเราะ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่เคร่งเครียดมากกว่าจะขบขันหรือดูถูก "อีกอย่าง ข้าเจ้าก็บ่อยากหื้อผู้ได๋ช่วย นายก็น่าจะฮู้นี่"

            "แต่กล้วยก็บอกเองไม่ใช่เหรอว่าสไนเปอร์อย่างกล้วยสู้ระยะใกล้ไม่ได้ ถ้าเมื่อวานเกิดมีอะไรผิดพลาดหรือผีตนนั้นเกิดตีตลบหลังขึ้นมาจะทำไง" หลานชายหมอผีใหญ่ถามกลับ "อีกอย่าง ตอนนี้กล้วยก็ถือเป็นสมาชิกในบ้านเราแล้ว เราไม่ยอมอยู่นิ่งๆรอดูสมาชิกในบ้านไปเสี่ยงอันตรายหรอก"

            "ก็บอกแล้ว ข้าเจ้าบ่อยากหื้อผู้ได๋ช่วย" กล้วยย้ำคำเดิม "อีกอย่าง นายเองก็ต้องเรียน ปีนี้ก็ต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย แล้วปกติข้าเจ้าก็มีการหื้อยะเกือบทุกคืน บางทีกว่าจะเสร็จก็ถึงเช้า นายไปด้วยข้าเจ้าย่านจะเสียการเรียนเปล่าๆ"

            "กล้วยรู้ด้วยเหรอเรื่องสอบเข้ามหาวิทยาลัย" ดวงตาตี่ของเด็กหนุ่มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

            "ในฐานะวิญญาณผู้ปกป้องเมือง ตานีก็ต้องฮู้เรื่องสำคัญๆของชาวเมืองเน่อ" ตานีสาวยืดอกแบนๆของเธอขึ้นเล็กน้อยอย่างภูมิใจ แต่เสียงของเธอก็กลับเป็นเอาจริงเอาจังระคนเคร่งเครียดเช่นเดิมในประโยคถัดมา "จะไดก็ตาม ข้าเจ้าบ่อยากหื้อนายต้องมาเหนื่อยแล้วก็เสียการเรียน นี่เป็นการของข้าเจ้า ข้าเจ้าจัดการเอง"

            "แต่เราอยากช่วยกล้วยจริงๆนะ" จ้าดยืนยันหนักแน่น "เราไม่ยอมหรอกถ้ากล้วยเป็นอะไรขึ้นมา รู้จักกันแล้ว อยู่บ้านเดียวกันแล้ว และเราก็อุตส่าห์ช่วยไว้ครั้งนึงแล้ว เราไม่ยอมปล่อยให้คนที่เราอุตส่าห์ช่วยชีวิตไว้ต้องไปตายอีกครั้งหรอก"

            "เอ๊ะ ดื้อแต๊ !" กล้วยเริ่มออกอาการโวยวายเมื่อเห็นอีกฝ่ายชักพูดไม่รู้เรื่อง "บอกว่าบ่ได้ก็บ่ได้สิ เลิกอู้เรื่องนี้กันได้แล้ว !"

            "งั้นถือเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับการที่กล้วยมาอยู่บ้านเราก็แล้วกัน ระดับราชินีตานีคงรู้จักเรื่องบุญคุณสินะ....."

 

            ตานีสาวแทบล้มหงายหลังเมื่อเพื่อนหนุ่มปล่อยไม้ตายเข้ากระแทกแสกหน้าอย่างจัง

 

            "ชอบจังเน่อเหตุผลจะอี้ ฮู้ก็ฮู้ว่าข้าเจ้าปฏิเสธบ่ได้ ปฏิเสธไปก็กลายเป็นบ่ฮู้จักบุญคุณ...."

            "เพราะรู้ไงถึงได้เล่นไม้นี้" เด็กหนุ่มแสยะยิ้ม "เอ้า ว่าไง จะยอมให้เราช่วยมั้ย"

            "ก็ได้ย่ะ ถ้าอยากช่วยขนาดนั้น" กล้วยถอนหายใจเฮือกเมื่อตระหนักว่าเธอคงไม่มีทางเถียงชนะได้ "แต่บอกเอาไว้ก่อนเน่อ ทุกครั้งที่จะตามไปช่วย นายต้องปฏิบัติตามคำสั่งข้าเจ้าทุกอย่าง และต้องอยู่จนเสร็จงาน ดึกเท่าได๋ย่านเท่าได๋ก็ห้ามหนีปิ๊กบ้านก่อน บ่อั้นผีอาจจะตามไป หมู่เฮาจะเป็นอันตรายทั้งคู่ เข้าใจก่อ"

            "คร้าบเจ๊" เด็กหนุ่มหน้าดุหัวเราะกับท่าทีเคร่งเครียดจริงจังของเพื่อนสาว ก่อนจะคว้าเป้หนังสือหนักอึ้งขึ้นสะพายหลัง "งั้นเราไปโรงเรียนก่อนนะ เดี๋ยวจะสาย"

            "อ้อ อีกอย่างหนึ่ง" ตานีสาวเอ่ยขึ้นอีกครั้งขณะเพื่อนหนุ่มกำลังจะเปิดประตูออกจากบ้าน "ข้าเจ้าฮู้สึกว่าวันนี้จะมีอะหยังดีๆรอเซอร์ไพรส์นายอยู่ที่โรงเรียนด้วยเน่อ"

            "อะไรล่ะ 'อะหยังดีๆ' ที่ว่านั่นน่ะ"

            "บอกมันก็บ่เซอร์ไพรส์สิ" เด็กสาวตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ หากริมฝีปากบางของเธอบิดเป็นรอยยิ้มที่ทำให้จ้าดเย็นวาบไปถึงสันหลัง "รอดูเอาก็แล้วกัน ข้าเจ้าว่านายต้องชอบแน่ๆ....."

 

            ประโยคสุดท้ายและรอยยิ้มหวานเย็นของกล้วยยังคงติดตรึงอยู่ในมโนภาพและโสตประสาทของหลานชายหมอผีใหญ่ขณะเขาก้าวลงจากรถไฟฟ้าที่สถานีตานนะคอนพิทยาคม เด็กหนุ่มพยายามเดามาตลอดทางว่าอะไรรอเขาอยู่ที่โรงเรียน หากกล้วยพูดเช่นนั้นก็น่าจะแปลว่าอะไรบางอย่างนั่นเป็นฝีมือของเธอ แต่อะไรล่ะ เขาก็เดาไม่ออก เขาไม่รู้ว่ากล้วยมีพลังพิเศษหรือเวทมนตร์อะไรบ้างนอกจากฝีมือยิงปืนซึ่งคงไม่ใช่ แต่เขามีลางสังหรณ์แปลกๆจากรอยยิ้มของตานีสาวว่ามันคงไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเขาแน่นอน ไม่งั้นตาขวาของเขาคงไม่กระตุกยิกๆแบบนี้แน่

 

            จ้าดเดินฝ่าลมแรงข้ามสนามฟุตบอลซึ่งยังคงเป็นสีขาวโพลนเหมือนทุ่งน้ำแข็งขั้วโลกไปยังอาคารเรียน วันนี้หิมะไม่ตกแล้ว ท้องฟ้ายามเช้าแจ่มใสมองเห็นเป็นสีฟ้าแซมทองอร่าม อากาศอุ่นขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังคงอยู่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่ปัญหาของเด็กหนุ่มผู้ชื่นชอบความหนาวเป็นชีวิตจิตใจอย่างเขา อากาศสดชื่นและบรรยากาศยามเช้าทำเอาเขาลืมเรื่องเซอร์ไพรส์ของกล้วยไปเสียสนิท จ้าดฮัมเพลงเบาๆขณะกระโดดขึ้นบันไดทีละสองขั้นขึ้นไปยังห้องเรียนอย่างสบายอารมณ์

 

            "อ้าว หวัดดีจ้าด"

            "หวัดดีเว้ยจ้าด"

            "หวัดดีจ้าด"

 

            เสียงฟ้าและต๊อกซึ่งชิงตำแหน่งมาเช้าที่สุดของห้องกันเองเป็นประจำเอ่ยทักเด็กหนุ่มเหมือนปกติ แต่คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันเมื่อได้ยินเสียงทักที่สาม เขาจำได้ว่าไม่มีเพื่อนคนไหนในห้องมีเสียงกลางๆค่อนไปทางห้าวเล็กน้อยแบบนี้

 

            จ้าดเหลียวมองไปทางต้นเสียง แล้วเขาก็มีอันต้องกระโดดถอยหลังเหมือนถูกถีบพร้อมกับแหกปากตะโกนลั่นห้องเหมือนควายถูกเชือดเมื่อเห็นกล้วยในชุดเสื้อเชิ้ตกระโปรงหนาสีดำของโรงเรียนนั่งอยู่ที่โต๊ะข้างเพื่อนสาวของเขา ทั้งสองหันหน้าเข้าหากันราวกับกำลังคุยกันอย่างสนุกสนานก่อนที่เขาจะเข้ามา

 

            "อะไรวะจ้าด ทำท่ายังกับเราเป็นผี" ฟ้าพูดกลั้วหัวเราะ

            "ไม่ใช่ฟ้า...." หลานชายหมอผีใหญ่พูดตะกุกตะกัก "คนข้างๆฟ้า.... คนข้างๆ...."

            "อ๋อ เนี่ยเหรอ" เด็กสาวหน้าคมเหลียวมองเพื่อนสาวข้างตัว "นี่ณัฐณิช ณ ตานนะคอน ชื่อเล่นว่ากล้วย เขาเพิ่งย้ายโรงเรียนมาจากเชียงพิงค์วันแรกน่ะ อาจารย์เพิ่งพามาส่งเมื่อกี้นี้เอง"

            "แต่.... แต่....."

            "อะไรวะ" คิ้วของฟ้าขมวดเข้าหากัน "จ้าดรู้จักกล้วยเหรอ"

            "ก็.... รู้จักๆ เคยเจอกันอยู่ เป็นญาติห่างๆกันน่ะ" จ้าดเริ่มคุมสติได้ในที่สุด "ระ.... เราขอตัวเขาไปแป๊บนึงนะ ได้มั้ย พอดีไม่ได้เจอกันนานน่ะ"

            "ได้" ฟ้าตอบยิ้มๆ "แต่ ว้า เสียดาย กำลังคุยกันสนุกเลย.... ยังไงก็อย่านานนักล่ะ เรายังอยากคุยกับเขาต่อ เรื่องผีนักเรียนหญิงที่เขาลือกันอยู่น่ะ"

            "อื้มๆ ไม่น่านานนักหรอก แค่ถามอะไรนิดหน่อย" เด็กหนุ่มหน้าดุตอบรัวเร็ว พลางดึงข้อมือกล้วยลุกขึ้น คว้าเสื้อหนาวที่แขวนอยู่กับราวข้างประตูห่มให้เธอ ก่อนจะกึ่งจูงกึ่งลากออกไปจากห้อง "เดี๋ยวเราพาเขามาส่งอีกทีนะ"

            "จ้า"

 

            ไม่มีใครพูดอะไรขณะตานีสาวถูกเพื่อนหนุ่มฉุดกระชากลงบันไดก่อนจะลากไปยังสนามเล็กๆหลังอาคารซึ่งติดกับกำแพงโรงเรียนอีกด้านหนึ่งและปลอดคน จ้าดยืนนิ่งจ้องกำแพงก่ออิฐซึ่งมีน้ำแข็งและหิมะเกาะทั่วอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมามองอีกฝ่าย

 

            "เอ่อ.... ขอถามคำถามเดียวกับเมื่อวานคงไม่ว่านะครับเจ๊ เจ๊จะตามผมมาโรงเรียนทำไมมิทราบครับ !?"

            ประโยคสุดท้ายของเด็กหนุ่มเร่งความเข้มจากเสียงกระซิบของประโยคแรกจนดังแหวกความเงียบสงบของยามเช้าก้องสะท้อนผนังอาคารกลับไปกลับมาหลายรอบ ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงด่าพ่อของเจ้าของร้านค้าในตลาดกลางเมืองที่อีกฟากของกำแพงซึ่งส่วนใหญ่ยังคงหลับสบายอยู่บนเตียงหรือไม่ก็กำลังกินอาหารเช้ากับลูกกับเมียอยู่

 

            "แหกปากหาอะหยังยะบ่าจ้าดง่าว" กล้วยตอบเสียงเขียว แต่เบา ในฐานะราชินีภูต เธอไม่อยากถูกด่าพ่อ อีกอย่าง ตานีก็ไม่มีพ่อจะให้ด่าอยู่แล้ว "จะปลุกคนทั้งตลาดมาฟังก๋า"

            "จะไม่ให้ผมแหกปากได้ยังไงครับเจ๊ เจ๊เล่นตามผมมาถึงโรงเรียน แล้วแถมยังเข้ามาเป็นนักเรียนหน้าตาเฉยแบบนี้ ไม่แหกปากก็บ้าแล้ว !"

 

            คราวนี้ไม่ได้มีเพียงเสียงด่าพ่อ แต่มีกระป๋องเบียร์เหวี่ยงข้ามกำแพงมากระแทกท้ายทอยจ้าดดังพลั่ก โชคร้ายที่ในกระป๋องยังมีเบียร์เหลืออยู่ครึ่งกระป๋อง เด็กหนุ่มหน้าดุจึงได้แจ็กพอตสองต่อ ทั้งร่วงลงไปกองกับพื้นจนหิมะกระจายว่อน และทั้งเสื้อเปียกโชกชุ่มไปด้วยเบียร์กลิ่นเอียนๆสีเหลืองทอง

 

            "เป็นอะหยังก่อ" กล้วยคุกเข่าลงข้างร่างแน่นิ่งของเพื่อนหนุ่ม นิ้วชี้จิ้มๆแผ่นหลังตรวจดูว่าอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

            "เป็นอะหยังก็ช่างมันก่อนเหอะครับเจ๊ !" จ้าดสวนพลางลุกพรวดขึ้นมาพื้นหิมะ แต่ด้วยเสียงเบาลง เขาไม่อยากเจอเบียร์อีกกระป๋อง "เอางี้เจ๊ตอบผมมาก่อน เจ๊จะปลอมตัวมาเป็นนักเรียนทำไมมิทราบครับ !?"

            "ก็มาปกป้องนายจะไดบ่าจ้าดง่าว เมื่อวานก็บอกไปแล้ว" เด็กสาวหน้าจืดตอบเรียบๆ

            "แล้วยะหยังเจ๊ต้องปลอมเป็นนักเรียนล่ะครับ !?" หลานชายหมอผีใหญ่พูดเพี้ยนเป็นภาษาพื้นเมืองตานนะคอนตามผีสาวไปเสียแล้ว "อยู่ในโหมดหายตัวแบบเมื่อวานก็ใช้ได้แล้วแท้ๆ"

            "แล้วถ้ามีอาจารย์หรือเพื่อนนายหันอีกล่ะจะอธิบายกับเขาว่าจะได เดี๋ยวหมู่เปิ้นก็ได้แตกตื่นกันอีกหรอก แล้วข้าเจ้าก็บ่อยากหลบๆซ่อนๆยามกระโดดไปกระโดดมาตามตึกด้วย" กล้วยตอบ "ข้าเจ้าก็เลยคิดว่าเป็นนักเรียนจะอี้ดีที่สุดแล้ว และยิ่งได้เจอคนเยอะๆ ดีบ่ดีอาจจะได้เบาะแสเผื่อว่าจะมีตานีตนได๋รอดชีวิต บ่อั้นก็เบาะแสเกี่ยวกับแผนแล้วก็สิ่งที่พวกผีร้ายทำก็ได้ ได้สองเด้งเลยเน่อ"

            "มันก็จริงแหละ แต่...." จ้าดอึกอัก "แต่ถ้าเข้าเรียนแล้วกล้วยอยู่กับเราตลอดเวลา คนอื่นอาจจะเข้าใจผิดก็ได้นา...."

            "เข้าใจผิดว่าอะหยัง"

            "ก็.... อาจจะว่าเราเป็นคู่รักกันประมาณนั้นมั้ง ยิ่งถ้ามีคนรู้ว่าอยู่บ้านเดียวกันยิ่งแย่เลย"

            "ผู้ได๋จะเข้าใจผิด" เด็กสาวหน้าจืดแย้ง "ถึงจะบ่มีผู้ได๋ฮู้ว่าข้าเจ้าเป็นตานี แต่งามๆอย่างข้าเจ้าบ่มีทางคู่กับหน้าโจรอย่างนายหรอก"

 

            เส้นเลือดบนหน้าผากหลานชายหมอผีใหญ่เต้นหนึ่งตุบแรงๆ

 

            "ช่างกล้า หน้ายังกะเต้าหู้ทอดไม่ใส่น้ำจิ้ม"

            "อู้อะหยัง" ตานีสาวเลิกคิ้ว

            "เปล่าครับเจ๊" เด็กหนุ่มหน้าดุรีบหัวเราะกลบเกลื่อน เสื้อเปียกๆเช่นนี้เขาไม่อยากถูกฝ่ามือพิฆาตของเพื่อนสาวตบลงไปกองกับหิมะอีกครั้ง "แต่ก็.... เวลาอยู่ที่โรงเรียนกล้วยก็อย่าอยู่กับเรามากละกัน โดยเฉพาะต่อหน้าฟ้า"

            "ยะหยัง" คิ้วของกล้วยเลิกขึ้นสูงอีกครั้ง "อ๋อ.... นายชอบเปิ้นก๋า"

            "ไม่ใช่ !" จ้าดปฏิเสธเสียงลั่น แต่ริมฝีปากของเด็กสาวหน้าจืดบิดเป็นรอยยิ้มหวานชนขนลุกเสียแล้ว

            "อะหยัง ลนลานจะอี้ผู้ได๋จะบ่ฮู้" ตานีสาวแสยะยิ้ม "ฮักเขาแต่บ่ยอมรับ จะอี้จะสมหวังได้จะได"

            "ช่างผมเถอะครับเจ๊ !" เด็กหนุ่มรีบตัดบทก่อนจะชิงเปลี่ยนเรื่อง "แล้วกล้วยทำยังไงถึงเข้าเรียนได้ง่ายๆแบบนี้ ปกติเขาต้องสอบกันนะ"

            "บ่หันจะยาก แค่เอากล้วยจ่อหัว ผอ. เปิ้นก็รีบเซ็นหื้อแล้ว” กล้วยยิ้มเหี้ยมเกรียม

            “หา.......!?

            "จะแหกปากหาอะหยังบ่าจ้าดง่าว เดี๋ยวก็ได้กินเบียร์ลอยฟ้าอีกกระป๋องหรอก" ตานีสาวดุเสียงเขียว ดวงตาเรียวเหลือบมองกำแพงข้างตัวเผื่อถ้ามีกระป๋องเบียร์ปลิวมาจริงๆจะได้หลบทัน “ข้าเจ้าสอบตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ไปหาเปิ้นตอนเย็นก่อนจะปราบผีตนนั้นนั่นแหละ”

            “โรงเรียนเรานี่มันเข้าง่ายเข้าดายปานนั้นเลยเรอะ......”

            “ปกติก็คงบ่ง่ายหรอก แต่ถ้าทำข้อสอบเข้าได้คะแนนเต็มก็บ่แน่.....”

 

            ขากรรไกรจ้าดร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงโลกทันที

 

“เฮ้ย นี่กล้วยได้คะแนนเต็มเรอะ !?

            “แม่น” เด็กสาวหน้าจืดยืดอกแบนๆของเธอขึ้นเล็กน้อยอย่างภูมิใจ

            “ไม่ใช่ว่าใช้พลังอะไรของตานีโกงข้อสอบนะ......” ดวงตาตี่ของหลานชายหมอผีใหญ่หรี่ลง

            “อืม.... ก็อาจจะมีบ้างเน่อ ข้าเจ้าก็บ่ฮู้เหมือนกันว่าใช้พลังอะหยังไปบ้าง” กล้วยยิ้มยิงฟัน “ที่ใช้ไปเมื่อกี้ก็มีสะกดจิตผอ. หรืออ่านความคิดของเปิ้น อ่านความคิดของอาจารย์ทั้งโรงเรียน อะหยังจะอี้.....”

            “ขี้โกงชะมัด เนี่ยนะราชินีตานี”

            "จะบ้าก๋าบ่าจ้าดง่าว ข้าเจ้าใช้พลังจะอั้นได้ที่ได๋เล่า" กล้วยย้อน “ถึงจะมีตานีบางตนที่พอใช้พลังเหนือธรรมชาติจะอี้ได้ก็เถอะ แต่ส่วนใหญ่ที่หมู่เฮาใช้ได้ก็มีแค่สร้างแรงผลักแรงดึงนิดๆหน่อยๆเท่านั้น เหมือนที่ยกนายลอยข้ามประตูมาเมื่อวานนั่นแหละ”

            “งั้นก็สรุปว่ากล้วยทำสอบได้จริงๆสินะ....” จ้าดตอบอย่างอึ้งแกมทึ่ง “ไปเรียนมาจากไหนเนี่ย”

            “โรงเรียนของตานีจะได” ตานีสาวตอบ

            "โรงเรียน ?" เด็กหนุ่มหน้าดุทวนคำ "ตานีมีโรงเรียนด้วยเรอะ"

            "แน่สิ" ราชินีตานีขมวดคิ้วมองเพื่อนหนุ่ม "บ่อั้นหมู่เฮาก็กลายเป็นบ่าจ้าดง่าวกันหมดสิ"

            "ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น" จ้าดรีบแก้ "หมายถึง.... ตานีปกติมีหน้าที่ปราบผี ก็น่าจะเน้นการฝึกเหมือนทหารไม่ใช่เหรอ ไม่น่าจะต้องมาเรียนเนื้อหาวิชามัธยมปลายแบบนี้"

            "การฝึกมีอยู่แล้ว แต่ก็บ่ได้ฝึกกันตลอดเวลาทั้งวัน ก็ต้องมีเรียนด้วย" เด็กสาวหน้าจืดอธิบาย "เอาเหอะ อธิบายก็ยาว ไว้แลงนี้จะอธิบายหื้อฟังละกัน ตอนนี้หมู่เฮาปิ๊กห้องเรียนกันก่อนดีกว่า เดี๋ยวฟ้า.... จะสงสัย"

 

            กล้วยจงใจลากเสียงชื่อเพื่อนสาว แต่จ้าดทำหูทวนลม

 

            "คร้าบเจ๊"

 

            อาจารย์ที่ปรึกษาของห้องเข้ามาแนะนำตัวกล้วยอย่างเป็นทางการอีกครั้งก่อนที่คาบเรียนแรกจะเริ่มท่ามกลางเสียงปรบมือต้อนรับจากนักเรียนทั้งห้อง อาจจะยกเว้นจากจ้าดผู้นั่งเท้าคางเหลียวซ้ายแลขวามองรอบห้องอย่างเซ็งๆ ดูเหมือนว่าไม่มีใครสงสัยในตัวเด็กสาวหน้าจืดคนนี้ทั้งที่นามสกุลออกจะเด่นหราขนาดนั้น

 

            ทั้งห้องตื่นเต้นกับนักเรียนหญิงคนใหม่อยู่พอสมควรโดยเฉพาะผู้หญิงด้วยกัน โต๊ะของกล้วยซึ่งบัดนี้ยึดครองที่นั่งข้างจ้าดอย่างถาวรถูกรุมล้อมโดยนักเรียนหญิงเกือบสิบคนในช่วงพักกลางวัน ต่างคนต่างถามข้อมูลของเด็กสาวหน้าจืดราวกับสัมภาษณ์งานจนแม้แต่กล้วยเองก็ยังแปลกใจที่ได้รับความสนใจขนาดนี้ ตรงกันข้ามกับเพื่อนหนุ่มข้างตัวซึ่งกินข้าวกล่องที่ซื้อมาตั้งแต่เช้าเงียบๆพลางแอบมองเธออย่างอิจฉาระคนปวดร้าว ทำไมผู้หญิงถึงไม่เคยมารุมล้อมเขาแบบนี้บ้างหนอ....

 

            แต่ความตื่นเต้นกับนักเรียนหญิงคนใหม่ก็สะดุดหยุดลงอย่างกะทันหันเมื่อเด็กหนุ่มคนหนึ่งพรวดพราดเข้ามาในห้อง เขาชนกับโต๊ะไม้ที่ตั้งเรียงเป็นแถวดังโครมใหญ่ก่อนจะลงไปล้มกลิ้งอยู่กับพื้น หลายคนในห้องหัวเราะโดยเฉพาะเพื่อนสนิทของเด็กหนุ่มเคราะห์ร้าย แต่คำพูดที่เขาโพล่งออกมาหลังจากตะเกียกตะกายลุกขึ้นมายืนได้ทำเอาทุกคนขนลุกซู่

 

            "คาบชีวะอาจารย์นงเยาว์จะมีควิซ !"

 

            ความเครียดและความหวาดกลัวแผ่ปกคลุมทั่วห้อง ทุกคนแจ้นกลับไปนั่งที่ก่อนจะควักหนังสือชีววิทยาเล่มหนาออกมาเปิดอ่านอย่างลนลาน ตอนนี้พวกเขาเรียนถึงเรื่องลักษณะพันธุกรรมซึ่งเนื้อหาก็ยากโดยตัวมันเองอยู่แล้ว แต่ที่แย่กว่านั้นคืออาจารย์ชีววิทยาผู้นี้ชอบออกข้อสอบเน้นความจำล้วนๆ เขียนยาวเหยียดอย่างกับข้อสอบนักศึกษาแพทย์ และตัดคะแนนยุ่บยั่บอย่างกับตัดถนน และที่แย่ที่สุดคือ พวกเขาเหลือเวลาอ่านอีกเพียงไม่ถึงห้านาที....

 

            "เอ้า ทุกคน เก็บหนังสือลงกระเป๋า เราจะเริ่มควิซกันเดี่ยวนี้ !"

            เสียงแหลมๆไม่สมกับวัยกลางคนทำเอานักเรียนทั้งห้องสะดุ้งเฮือก หญิงวัยกลางคนหัวฟูหยิกหยอยร่างอ้วนเดินอุ้ยอ้ายส่ายสะโพกเข้ามาในห้อง เธอถอดเสื้อกันหนาวสีชมพูตัวใหญ่ที่มีขนปุกปุยออกแขวนที่ราวข้างประตูก่อนจะโยนตั้งกระดาษหนาเกือบหนึ่งนิ้วลงกับโต๊ะเรียนแถวหน้าสุดดังโครม ทำเอานักเรียนหญิงเจ้าของโต๊ะกระเถิบเก้าอี้ถอยหนีแทบไม่ทัน อาจารย์ร่างอ้วนมองเธอแวบหนึ่งด้วยสายตาเหยียดๆ ก่อนที่หัวหน้าห้องจะสั่งให้ทุกคนลุกขึ้นเอ่ยคำทักทาย

 

            ผู้ช่วยศาสตราจารย์นงเยาว์ผู้นี้ติดอันดับหนึ่งในสิบอาจารย์ที่นักเรียนไม่ชอบขี้หน้าที่สุดในโรงเรียนแห่งนี้ และติดอันดับสองของสิบอาจารย์ที่โหดที่สุดรองจากอาจารย์ผู้สอนสังคมเมื่อวานซึ่งนักเรียนต่างยอมรับว่าเข้มงวดแต่หวังดี ตรงกันข้าม นงเยาว์เป็นที่รู้กันดีในหมู่นักเรียนว่าอาจารย์ร่างอ้วนผู้นี้ชอบแกล้งเด็กด้วยการสอบอย่างไม่บอกไม่กล่าว แถมยังสอบบ่อย ออกข้อสอบก็ยาก บางครั้งก็ออกเกินเนื้อหาที่สอนไป บางครั้งก็เอาเนื้อหาอีกบทมาผสม หากได้คะแนนแย่ก็จะว่ากล่าวอย่างรุนแรง หลายครั้งทำเอานักเรียนหญิงถึงกับวิ่งออกไปร้องไห้นอกห้อง นักเรียนหญิงของห้องม.6/342 เองก็เคยโดนมาแล้วถึงสามคนในการสอบสองครั้งที่ผ่านมา

 

            ที่แย่ที่สุดคือ ทุกครั้งที่สอบย่อย เธอจะเข้ามายืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จ้องนักเรียนที่ทำข้อสอบไปกุมขมับไปอย่างมีความสุข วันนี้ก็เช่นเดียวกัน เธอถอยไปตั้งหลักอยู่ที่มุมห้อง มือทั้งสองยกขึ้นกอดใต้อกที่ใหญ่มหึมาเพราะความอ้วน ริมฝีปากหนาบิดเป็นรอยยิ้มเย็นขณะนักเรียนส่งกระดาษข้อสอบต่อๆกันไปทางหลังห้อง พร้อมๆกับที่เสียงครางดังระงม

 

            "เรือหายตายห่านแล้วตู....."

            จ้าดพึมพำเมื่อเห็นคำถามที่พิมพ์อยู่ในพื้นที่เพียงสี่บรรทัดบนของกระดาษข้อสอบ นอกนั้นเป็นพื้นที่ให้เขียนล้วนๆ แม้จะดูน้อย แต่เนื้อหาคำถามนั้นระดับด็อกเตอร์เลยทีเดียว มันต้องใช้ความรู้ทั้งเรื่องลักษณะพันธุกรรม รหัสพันธุกรรม อวัยวะภายใน ส่วนประกอบของเซลล์ การแบ่งเซลล์ ระบบสืบพันธุ์ การตั้งครรภ์ และพันธุวิศวกรรมรวมกัน เรื่องสุดท้ายเกินขอบเขตสิ่งที่นักเรียนมัธยมปลายต้องเรียนไปแล้ว

 

            "อาจารย์คะ เรื่องรหัสพันธุกรรมพวกหนูยังไม่ได้เรียนกันเลยนะคะ เรื่องพันธุวิศวกรรมก็ไม่อยู่ในหลักสูตรมัธยมปลายด้วยซ้ำไป"

 

            ราวกับเสียงจากสวรรค์ ทั้งห้องเหลียวมองฟ้าผู้ยกมือขึ้นท้วงอาจารย์ด้วยแววตามีความหวัง

 

            "แล้วทำไมพวกเธอไม่อ่านกันมาก่อนล่ะ" หญิงวัยกลางคนตอบกลับหน้าตาเฉย "จะเรียนหนังสือมันต้องรู้จักอ่านมาก่อนที่อาจารย์จะสอน ต้องรู้จักหาความรู้"

            "แต่อาจารย์คะ พวกหนูจะไปอ่านเนื้อหาของมหาวิทยาลัยได้ยังไงคะ" เด็กสาวหน้าคมแย้ง "แล้วพวกหนูก็เรียนสายวิทย์-วิศวะ ไม่มีที่ไหนใช้วิชาชีวะสอบวิศวะเลย อาจารย์จะคาดหวังให้หนูอ่านล่วงหน้าไกลขนาดนั้นไม่ได้หรอกค่ะ"

            "นี่เธอบอกว่าวิชาของฉันไม่สำคัญงั้นเหรอรัตน์เวหา" เสียงของนงเยาว์แข็งกร้าวขึ้นในฉับพลัน "เธอจะบอกว่าวิชาของฉันไม่จำเป็นต้องใช้ในการเรียนต่อเลยไม่ให้ความสำคัญ ไม่ใส่ใจกับมันสินะ !?"

            "หนูไม่ได้พูดแบบนั้นค่ะ" ฟ้ารีบแก้ ใบหน้าคมซีดเผือดด้วยไม่คิดว่าเหตุการณ์จะกลายเป็นแบบนี้ "หนูแค่จะบอกว่าข้อสอบนี่...."

            "นั่งลงเดี๋ยวนี้ ฉันไม่ฟังอะไรทั้งนั้น เป็นนักเรียนริอ่านจะมาแย้งอาจารย์งั้นเหรอ" อาจารย์ร่างอ้วนตัดบทเสียงลั่น "ข้อสอบนี้จะวัดว่าเธอมีความรู้อะไรบ้างในวิชานี้ ตรงตามจุดประสงค์ของวิชาอยู่แล้ว"

            "แต่...."

            "รัตน์เวหา" เสียงของนงเยาว์เบาลงอย่างน่ากลัว "ถ้าเธอยังไม่นั่ง ฉันจะให้เธอศูนย์ในควิซนี้ ตอนนี้ฉันจะแค่ตัดคะแนนเธอห้าคะแนนจากยี่สิบโทษฐานไม่มีสัมมาคารวะกับอาจารย์ เอ้า นั่งลงได้แล้ว !"

 

            ฟ้าคอตก เธอนั่งลงอย่างเงียบๆ มือกำแน่นด้วยความโกรธ แต่น้ำใสกลับเอ่อคลออยู่ในดวงตา จ้าดเหลียวมองเพื่อนสาวแวบหนึ่ง ความรู้สึกโกรธตัวเองพลุ่งพล่านอยู่ในใจ เขาช่วยอะไรเธอไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แม้แต่ความกล้าที่จะท้วงอาจารย์เหมือนเธอ เขาก็ยังไม่มีเลย....

 

            'เออ แล้วกล้วยล่ะ !?'

            ความกังวลอีกอย่างพุ่งเข้าเกาะกุมหัวใจของเด็กหนุ่มหน้าดุทันทีที่เขานึกมันออก ความรู้ของเขาว่าแย่แล้ว แต่ตานีสาวคงจะแย่กว่าเขาเสียอีก ถึงแม้กล้วยจะบอกเขาว่าเธอเองก็เรียนหนังสือ แต่สิ่งที่ตานีต้องรู้ก็ไม่น่าจะครอบคลุมเรื่องพวกนี้ มิหนำซ้ำ กล้วยก็ไม่มีหนังสือเรียนเสียด้วย

 

            จ้าดหันไปมองเพื่อนสาว เขาประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นเด็กสาวหน้าจืดจับปากกาเขียนยิกๆได้เกือบครึ่งหน้าแล้ว แต่เขาก็คิดว่ามันคงเป็นการเขียนมั่วถั่วแกมโม้เพื่อเอาคะแนนน้ำหมึกอย่างที่เขาและอีกหลายคนในห้องทำบ่อยๆในวิชานี้ แม้จะรู้ว่ามันแทบไม่เคยได้ผลเลยก็ตาม

 

            "เอ้า หมดเวลา ส่งข้อสอบ !"

            สิ้นเสียงแหลมที่พูดกร้าวจนแทบเป็นตวาด เสียงครางอย่างหมดหวังและหมดแรงก็ดังขึ้นทั่วห้องอีกครั้งขณะนักเรียนส่งกระดาษข้อสอบอย่างจากด้านหลังมายังด้านหน้าห้อง และจากริมห้องมายังนงเยาว์ผู้ยืนอยู่กลางห้องอย่างเนือยๆ กระดาษคำตอบส่วนใหญ่เขียนไม่ถึงครึ่งหน้า บางแผ่นมีเพียงสองสามบรรทัด มีเพียงสามแผ่นเท่านั้นที่เขียนเต็มหน้ากระดาษ แผ่นหนึ่งเป็นของฟ้า อีกแผ่นเป็นของมำ เทพอีกคนหนึ่งของห้อง ส่วนอีกแผ่นหนึ่งเป็นของ....

 

            "ณัฐณิช ณ ตานนะคอน...."

            ดวงตาโตโปนของอาจารย์วัยกลางคนหลังกรอบแว่นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยขณะเธอมองมายังตานีสาวซึ่งลุกขึ้นยืน นักเรียนทั้งห้องเหลียวมองตามอาจารย์ชีววิทยา แต่ด้วยแววตาหวาดหวั่นโดยเฉพาะเด็กหนุ่มหน้าดุซึ่งอยู่ใกล้ตัวเพื่อนสาวมากที่สุด คราวนี้นักเรียนใหม่จะโดนอะไรบ้างหนอ

 

            "เจ้า อาจารย์" กล้วยตอบด้วยเสียงกลางๆของเธอ ใบหน้าจืดเรียบเฉย

            "นักเรียนใหม่สินะเนี่ย ยินดีต้อนรับ...." นงเยาว์ลากเสียง น้ำเสียงของเธอสวนทางกับคำพูดอย่างสิ้นเชิง "ย้ายมาจากเมืองเล็กๆอย่างเชียงพิงค์ แต่เขียนมาซะเยอะเลยนะ.... งั้นครูจะตรวจเลยก็แล้วกัน ดูซิว่าจะเก่งแค่ไหน"

            "ได้เจ้า"

 

            อาจารย์วัยกลางคนหรี่ตามองลูกศิษย์สาวอย่างไม่สบอารมณ์นัก มีบางสิ่งบางอย่างในแววตาสีดำประกายเขียวของอีกฝ่ายต่อต้านเธออยู่ แต่เธอก็ก้มลงไล่สายตาไปตามข้อสอบโดยไม่พูดอะไร

 

            แต่ดวงตาโตโปนก็มีอันต้องเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะถลนออกมานอกเบ้าเมื่ออ่านข้อสอบจนจบ นงเยาว์หันขวับกลับไปจ้องมองเด็กสาวหน้าจืด

 

            "อะหยังกาเจ้า"

            "เธอทุจริตรึเปล่า ณัฐณิช เปิดเน็ตดูอะไรรึเปล่า"

            "บ่เจ้า" คิ้วบางของกล้วยขมวดเข้าหากัน ใบหน้าที่ขาวอยู่แล้วของเธอซีดลงอีกเล็กน้อย "ยะหยังถามจะอั้นล่ะเจ้าอาจารย์"

            "เธอได้คะแนนเต็ม"

 

            เสียงอุทานดังพร้อมกันจากรอบห้อง ดวงตาเกือบห้าสิบคู่ยิ่งจ้องกล้วยเป๋ง

 

            "ข้าเจ้าเรียนมาจากโรงเรียนเก่าแล้วเจ้า"

            "โกหก" นงเยาว์สวนกลับ "ไม่มีโรงเรียนไหนในหลวงน้ำทาสอนถึงตรงนี้และละเอียดขนาดนี้แน่ๆ เธอทำอะไรกันแน่ถึงเขียนได้ถูกหมดแถมยังละเอียดยิบแบบนี้ บอกมา !"

            "ข้าเจ้าอ่านหนังสืออย่างอื่นมาด้วยเจ้า"

            "แต่เธอเขียนศัพท์เทคนิคมาเพียบแล้วยังถูกหมดแบบนี้ ไม่มีเด็กมัธยมปลายคนไหนรู้หรือจำได้แน่ !" อาจารย์ร่างอ้วนตะเบ็งเสียง "เธอแอบเปิดหนังสืออ่านสินะ บอกมาซะดีๆ !"

            "อาจารย์ มีเหตุผลหน่อยเจ้า" เสียงของกล้วยเบาลง แต่มันแฝงเอาไว้ด้วยแววอันตราย "ยะหยังข้าเจ้าถึงจะฮู้ข้อมูลพวกนี้บ่ได้ ถึงมันจะเป็นข้อมูลของระดับมหาวิทยาลัยก็เถอะ อีกอย่าง นี่ข้อสอบระดับมัธยมปลาย ยะหยังอาจารย์ถึงได้เอาความฮู้ที่เรียนกันในมหาวิทยาลัยมาออก มันอยู่นอกหลักสูตรเน่อเจ้า"

            "ฉันก็บอกไปเมื่อกี้แล้วว่าเป็นหน้าที่ของพวกเธอที่จะต้องไปหาความรู้...."

            "แต่พอข้าเจ้าหาความฮู้มาแล้ว อาจารย์ก็อู้ว่าข้าเจ้าทุจริตจะอี้ หมายความว่าจะได" ตานีสาวสวนกลับ "สรุปว่าอาจารย์ต้องการอะหยังกันแน่ อยากหื้อหาความฮู้เพิ่ม หรือว่าอยากจะออกข้อสอบมาแกล้งกดคะแนนหมู่เฮา หรือว่ามีความสุขที่หันหมู่เฮาได้คะแนนกันน้อยๆ"

            "หยุดนะณัฐณิช !" นงเยาว์ตวาดลั่นห้อง แม้เธอจะรู้ว่าเหตุผลข้อหลังสุดที่ลูกศิษย์สาวพูดมาตรงกับความเป็นจริงจนเธอตกใจ "กล้าดียังไงมาพูดแบบนี้กับอาจารย์ อย่าคิดว่าเป็นนักเรียนใหม่แล้วจะทำแบบนี้ได้นะ นั่งลงเดี๋ยวนี้ ฉันจะให้ศูนย์เธอในการสอบครั้งนี้ และถ้ายังกล้าดีมาทำตัวไม่มีสัมมาคารวะกับครูอาจารย์อีก ฉันจะให้เธอตกวิชานี้ ไม่ต้องเข้ามหาวิทยาลัยกันแล้ว !"

            "ข้าเจ้าสอบตรงเอาก็ได้เจ้า” กล้วยตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน “แต่จะไดก็ตาม ถ้าอาจารย์ยะจะอั้น ข้าเจ้าก็จะเขียนคำร้องเรียนยื่นผู้อำนวยการ"

            "คิดว่าทำได้เชิญทำเลย" ริมฝีปากหนาบิดเป็นรอยยิ้ม "คิดว่าทำไมฉันถึงทำแบบนี้อยู่ได้ล่ะ ก็เพราะฉันเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ คอยคัดจดหมายและคำร้องต่างๆที่จะส่งขึ้นไปหาผู้อำนวยการ แม้แต่ผู้ปกครองมาพบยังต้องผ่านฉันก่อนเลย ตราบใดที่ฉันยังอยู่ในตำแหน่งนั้น นักเรียนร้องเรียนสักกี่คนก็ไม่เป็นปัญหาหรอก !"

 

            กล้วยนิ่งอึ้ง เธอไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมาไม้นี้ อันที่จริง ด้วยตำแหน่งเจ้าหญิงและราชินีซึ่งเป็นระดับสูงสุดของเผ่าพันธุ์ เธอจึงไม่เคยประสบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน เด็กสาวขบกรามกรอด เข้ามาโรงเรียนวันแรกเธอก็ต้องเจอเรื่องแบบนี้เสียแล้วหรือ.....

 

            ตานีสาวขบกรามกรอดขณะสมองวิ่งจี๋หาทางเอาชนะฝ่ายตรงข้าม แต่ก่อนที่เธอจะคิดแผนอะไรออก เพื่อนหนุ่มข้างตัวเธอก็ลุกขึ้นยืน

 

            "อาจารย์ครับ ถ้าผมเป็นอาจารย์ผมคงไม่ทำแบบนั้นหรอกครับ" เสียงของจ้าดนุ่มนวลราวผ้าไหมแพรวา "เห็นแบบนี้ แต่ณัฐณิชเป็นเชื้อเจ้าผู้ครองนครเวียงตานนะครับ"

 

            "หา !?"

            ทั้งห้องอุทานพร้อมกันอีกครั้ง แม้แต่กล้วยยังหันขวับไปจ้องเพื่อนหนุ่มอย่างไม่อยากเชื่อ ในขณะที่นงเยาว์อ้าปากค้าง

 

            "พูดบ้าอะไรจตุรัส"

            “บ้าหรือไม่บ้า อาจารย์ก็ลองดูนามสกุลณัฐณิชสิครับ”

 

            ใบหน้าของอาจารย์ร่างอ้วนถอดสีลงเล็กน้อยเมื่อเห็นนามสกุลของฝ่ายตรงข้ามในใบเช็กชื่อ ดูเหมือนนามสกุลเจ้าจริงๆด้วย แม้เธอจะไม่เคยได้ยินว่ามีคนนามสกุล ณ ตานนะคอนก็ตาม

 

            "จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจนะครับอาจารย์" จ้าดตอบยิ้มๆ "แต่ระวังจะเด้งไม่รู้ตัวล่ะครับ เชื้อเจ้าของเวียงตานมีแต่รวยๆ แล้วก็ตำแหน่งใหญ่ๆทั้งนั้นอาจารย์ก็รู้ อีกอย่าง อย่าลืมนะครับอาจารย์ว่านักเรียนแต่ละคนที่อาจารย์เคยสอนก็รู้เรื่องนี้ดีกันทุกคน โจทก์อาจารย์เต็มโรงเรียน ถ้าท่านผอ. เกิดผิดสังเกตสอบถามนักเรียนพวกนี้ขึ้นมาจะไม่สวยเอานา...."

            "นั่งลงเดี๋ยวนี้ ทั้งสองคน !" นงเยาว์ตวาดลั่นห้องอีกครั้ง ตอนนี้ใบหน้าของเธอแดงเป็นจ้ำๆจนมองดูเหมือนลูกพีช "ฉันจะให้พวกเธอศูนย์ทั้งสองคน และจะรายงานพฤติกรรมต่ออาจารย์ประจำชั้นว่าทำตัวไม่มีสัมมาคารวะ และให้เรียกผู้ปกครองของพวกเธอมาพบครูด้วย !"

            "แน่ใจแล้วเหรอครับอาจารย์ว่าจะทำอย่างนั้น ของผมน่ะไม่เท่าไหร่ แต่อาจารย์อยากจะเชิญพ่อณัฐณิชมาจริงๆเหรอครับ จะจบไม่สวยเอานะ...."

            "ก็ได้ ก็ได้ !" นงเยาว์ตอบหลังจากใช้เวลาคิดสะระตะถึงการกระทำที่อาจเปลี่ยนชะตาชีวิตของเธอได้เกือบครึ่งนาที "ฉันจะให้คะแนนพวกเธอทั้งสองคนเต็ม และจะไม่เอาเรื่องพวกเธอต่อ พอใจรึยัง !?"

            "แบบนั้นข้าเจ้าบ่อยากได้เจ้า" ตานีสาวตอบเสียงเรียบ "ข้าเจ้าบ่ได้อยากได้คะแนนหรืออะหยัง ข้าเจ้าอยากหื้ออาจารย์ออกข้อสอบตามสิ่งที่สอนและจำเป็นต้องใช้แต๊ๆ บ่ใช่ออกมากดคะแนนหรือเพราะอยากหันเด็กเครียดที่ได้คะแนนน้อย จะอั้นข้าเจ้าคึดว่าบ่ใช่สิ่งที่อาจารย์ควรทำเลยเจ้า"

            "และขอให้ไม่ตัดคะแนนของรัตน์เวหาด้วยครับ เขาไม่ได้ทำอะไรผิด เขาพูดความจริง ทุกคนก็เป็นพยานได้" จ้าดเสริมเสียงเย็นพร้อมรอยยิ้มหวาน "และอันที่จริง ผมว่ายกเลิกการสอบครั้งนี้ แล้วเอาข้อสอบดีๆ สมเหตุสมผลมาให้พวกผมทำกันใหม่น่าจะดีที่สุดนะครับ"

            "ได้คืบจะเอาศอกงั้นเรอะพวกเธอ !?" เสียงของหญิงวัยกลางคนกลับดังขึ้นอีกครั้งหลังจากอ่อนลงในประโยคที่แล้ว "ถ้าเรื่องมากกันนักก็ไม่ต้องเอาอะไรเลย ! พวกเธอจะได้ศูนย์ทั้งคู่เหมือนเดิม ไม่สิ เอาศูนย์กันไปทั้งห้องเลย โทษฐานไม่เคารพครูบาอาจารย์ !"

            "งั้นก็ได้ครับ" รอยยิ้มของเด็กหนุ่มหน้าดุกว้างขึ้น ก่อนที่เขาจะหันมาหาเพื่อนสาวข้างตัว "โทรบอกพ่อเลยกล้วย"

            "ข้าเจ้าบ่มีโทรศัพท์" กล้วยกระซิบตอบ เธอยังคงตกใจไม่หายกับคำพูดของเพื่อนหนุ่ม "แล้วนายยะอะหยังของน...."

            "เอ้า เอาโทรศัพท์ไป ไม่น่าลืมเอามาเลยนะ" หลานชายหมอผีใหญ่ควักโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงมาโยนให้อีกฝ่าย กระซิบบอกให้เธอกดมั่วๆไป ก่อนจะหันกลับมาหาอาจารย์ของเขาซึ่งยามนี้กลับหน้าซีดลงอีกครั้ง "สรุปว่าจะเอากันแบบนี้สินะครับอาจารย์ ก็รอดูก็แล้วกัน....."

 

            "เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่ง !"

            นงเยาว์กรีดร้องเสียงหลง เธอวิ่งอุ้ยอ้ายมาหาลูกศิษย์ทั้งสอง มือป่ายเปะปะหวังฉวยโทรศัพท์ออกจากมือเด็กสาวหน้าจืดให้ได้ แต่แน่นอนว่ากล้วยไวกว่า เธอเบี่ยงหลบได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะกระโจนข้ามโต๊ะเรียนแถวหลังออกไปยังที่ว่างหลังห้อง ก่อนจะเอ่ยสวัสดีทำทีว่าปลายสายรับโทรศัพท์แล้ว

 

            "ตาย...."

            เข่าของอาจารย์ร่างอ้วนหมดแรงลงดื้อๆ เมื่อได้ยินลูกศิษย์สาวฟ้องปลายสายฉอดๆ นักเรียนทั้งห้องมองเธออย่างสะใจ ไม่มีใครอยากช่วยอาจารย์ผู้นี้ และแน่ใจว่าหากเรื่องเลยเถิดถึงระดับโรงเรียนล่ะก็ พวกเขามีพยานนับร้อยคนที่พร้อมจะสนับสนุนแน่นอน....

 

            "สุมาเถอะเจ้าอาจารย์ ข้าเจ้าบ่ได้โทรแต๊หรอก"

 

            นงเยาว์เงยหน้าจ้องมองเด็กสาวหน้าจืดเขม็ง ใบหน้าที่ซีดราวหิมะเริ่มปรากฏสีแดงเป็นจ้ำๆอย่างรวดเร็วเมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอก

 

            "แก....."

            "สุมาเถอะเจ้าอาจารย์" กล้วยขอโทษอีกครั้ง แต่ก็ตามมาด้วยคำขู่สำทับ "แต่ถ้าข้าเจ้าฮู้ว่าอาจารย์ยังยะจะอี้อีก ข้าเจ้าโทรแน่เจ้า"

            "แก.... พวกแก...." นงเยาว์มองกล้วยที มองจ้าดที ก่อนจะเหลียวมองไปรอบห้อง แต่สิ่งเดียวที่เธอพบคือรอยยิ้มที่ฉายแววเย้ยหยันระคนสะใจ "ฝากไว้ก่อนเถอะ !"

 

            อาจารย์ร่างอ้วนลุกขึ้น ก้าวฉับๆไปคว้ากระเป๋าและเสื้อกันหนาวสีชมพูหวานแหววไม่สมตัวของเธอ ก่อนจะเปิดประตูและย่ำโครมๆออกจากห้องไป

 

            ฟ้าเป็นคนแรกที่ปรบมือ ก่อนที่เสียงเฮจะดังกระหึ่มจากทั่วทั้งห้อง เหล่าผู้หญิงต่างกลุ้มรุมเข้าไปกอดกล้วย ในขณะที่จ้าดเองก็ได้รับการตบหลัง หรืออันที่จริงน่าจะใช้คำว่าฟาดหลัง ทุบหลังและต่อยหลังจนจุกกันไปข้างจากเพื่อนผู้ชายทั้งห้อง ในที่สุด พวกเขาก็เอาชนะอาจารย์ผู้เป็นที่เกลียดชังของนักเรียนทั้งโรงเรียนได้....

 

            กล้วยอดคิดไม่ได้ว่านี่เป็นการต้อนรับเข้าห้องที่ดีไม่น้อยเลย

 

 

            "บ่าจ้าดง่าว จะเล่นอะหยังก็บอกกันก่อนบ้างสิยะ"

            กล้วยโวยเอากับเพื่อนหนุ่มขณะทั้งสองเดินลุยหิมะที่ทับถมสูงเกือบครึ่งแข้งออกจากโรงเรียนด้วยกันในอีกเกือบสามชั่วโมงต่อมา หลานชายหมอผีใหญ่หัวเราะหึๆ

 

            "แต่ก็ดีมั้ยล่ะ ทั้งห้องก็ดีใจ เห็นมั้ย" จ้าดถามกลับ "การทำให้ประชาชนของตานนะคอนมีความสุขก็น่าจะเป็นหน้าที่ของราชินีตานีเหมือนกันไม่ใช่เหรอ"

            "ก็ใช่ย่ะ" ตานีสาวตอบ "แต่ถ้าเกิดหลุดพิรุธหื้อเปิ้นจับได้ขึ้นมาจะยะจะไดล่ะ พังยิ่งกว่าเดิมอีกเน่อ"

            "เอาน่าๆ ยังไงก็เรียบร้อยแล้วน่า กลับบ้านกันเหอะ" เด็กหนุ่มหน้าดุดึงแขนเสื้อกันหนาวสีเขียวใบตองของเพื่อนสาวให้เปลี่ยนทางมุ่งหน้าไปยังทางออกจากโรงเรียนอีกทางซึ่งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าสายวนรอบนอกเมืองมากกว่า "ว่าแต่ เจ๊ช่วยเล่าเรื่องที่พูดกันเมื่อเช้าให้ผมฟังก่อนได้มั้ยครับ"

            "เรื่องอะหยัง"

            "ก็เรื่องที่เราถามไปว่าทำไมตานีต้องเรียน แล้วก็รายละเอียดอื่นๆของตานีด้วยก็ดี"

            "ว้า..... ต้องเล่าก๋า ข้าเจ้าขี้เกียจ ง่วง" กล้วยหาวประกอบคำพูด "แต่เอาเถอะ หันว่าข้าเจ้าคงต้องอยู่กับนายอีกนาน ข้าเจ้าจะเล่าหื้อฟังก็ได้"

 

            "ถึงหมู่เฮาจะดูเหมือนมีการปกครองและการจัดระเบียบเป็นหมู่เหล่าแบบทหาร แต่ก็อย่างว่า หมู่เฮาบ่ได้รบกับผีกันทุกวันทุกตนตลอดเวลา"

กล้วยเริ่มอธิบายขณะทั้งคู่เดินย่ำหิมะที่เริ่มกลายเป็นน้ำแข็งไปตามถนนสองเลนด้านหลังโรงเรียน ซึ่งทอดยาวไปสู่สถานีรถไฟฟ้าสายรอบเมืองที่เห็นอยู่ไกลๆ

 

"หมู่เฮาก็เรียน ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องยะการเหมือนมนุษย์นั่นแหละ แต่ระบบงานของตานีออกจะเหมือนกับสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ คือทำงานไปก็บ่ได้เงินเดือนหรือค่าตอบแทน ทุกคนจะได้รับอาหารและเครื่องมือต่างๆเหมือนกัน"

            "แต่ระบบการทำงานแบบนี้มันเสียตรงที่แรงงานในระบบขาดกำลังใจไม่ใช่เหรอ" จ้าดขัดขึ้น "เพราะทำงานดีหรือทำงานหนักไปก็ได้ผลตอบแทนเท่ากับคนที่ขี้เกียจหรือคนที่ทำงานง่ายๆ"

            "ก็แม่น แต่ตานีบ่เป็นจะอั้น" เด็กสาวหน้าจืดตอบ "ส่วนหนึ่งเพราะตานีคือวิญญาณที่ถูกเลือกมาแล้ว และอีกส่วนคงเป็นเพราะหมู่เฮาปฏิญาณตนเอาไว้ตั้งแต่ยังละอ่อน ว่าจะใช้ชีวิตหื้อสมกับที่ได้รับอนุญาตหื้ออยู่ต่อไปได้อีกชั่วชีวิตหนึ่ง เพราะจะอั้น ทุกตนเลยขยันทำงานตามหน้าที่ของตัวเองหื้อดีที่สุด"

            "หมายความว่าไง ที่ว่า 'ได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อไปอีกชั่วชีวิตหนึ่ง'" หลานชายหมอผีใหญ่ขมวดคิ้ว

            "ได๋ว่านายพอฮู้เรื่องตานีบ่แม่นก๋า เรื่องแค่นี้ยะหยังบ่ฮู้ยะบ่าจ้าดง่าว" กล้วยหรี่ตามองเพื่อนหนุ่มข้างตัว "ตานีเคยมีชีวิตเป็นมนุษย์มาก่อน พอตาย หากวิญญาณดวงได๋ได้รับเลือกจากตานี วิญญาณดวงนั้นก็จะได้เกิดใหม่เป็นตานี แทนที่จะต้องไปโลกหลังความตายทันที แต่ก็มีพันธะสัญญาจากโลกหลังความตายติดตัวเน่อ ว่าต้องทำหน้าที่ปราบผีร้ายและปกป้องเมืองนี้"

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุอ้าปากจะถามต่อ แต่พวกเขาเดินมาถึงสถานีรถไฟฟ้าแล้ว ทั้งสองตะเกียกตะกายขึ้นบันได ซื้อตั๋วก่อนจะขึ้นไปยังชานชาลาซึ่งอยู่ที่ชั้นบนสุด เป็นสิ่งที่ไม่น่าอภิรมย์นัก เนื่องจากลมทั้งเย็นเฉียบจนคนที่ชอบความหนาวอย่างจ้าดยังสั่น และทั้งแรงจนแทบหอบตานีร่างบางๆแถมแบนๆอย่างกล้วยลงไปให้ไฟฟ้าช็อตแล้วต่อด้วยรถไฟฟ้าทับอยู่กลางรางกว้างเมตรกว่าได้ทีเดียว โชคดีที่รถไฟฟ้าขบวนยาวสีเขียวแล่นเข้าจอดเทียบชานชาลาในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีต่อมา ไม่เช่นนั้นคงได้มีคนแข็งตายอยู่บนชานชาลาและมีซากศพตานีถูกรถไฟทับตายอนาถอยู่บนรางเป็นแน่

 

            รถค่อนข้างว่างจนตานีสาวหน้าจืดและเด็กหนุ่มหน้าดุเลือกที่นั่งกันได้ตามสบาย อาจเพราะตอนนี้คนทำงานส่วนใหญ่ยังไม่เลิกงานกัน แต่อันที่จริง สายนี้ก็เป็นสายที่แทบจะว่างอยู่ตลอดเวลาจนน่าเป็นห่วงว่าจะขาดทุนหรือไม่ ส่วนหนึ่งเนื่องจากเป็นสายที่วิ่งวนรอบนอกของเขตใจกลางเมืองซึ่งรอบหนึ่งก็เกือบสี่สิบกิโลเมตร แต่กลับมีจำนวนรถค่อนข้างน้อย หากพลาดไปสักคันต้องรออีกเกือบครึ่งชั่วโมง คนปกติจึงมักจะขึ้นรถไฟสายในเมืองซึ่งแน่นกว่าแต่มาบ่อยกว่า แล้วจึงค่อยไปต่อรถที่จะออกนอกเมืองโดยตรงเอาอีกครั้ง

 

            "แล้ว.... คำถามเดิมของเรา กล้วยยังไม่ได้ตอบเลยนะ" จ้าดเอ่ยถามเพื่อนสาวขึ้นอีกครั้งหลังจากทั้งคู่นั่งลงที่เก้าอี้เกือบหน้าสุดของรถ

            "คำถามว่าอะหยัง"

            "ก็ที่ว่าตานีเรียนไปทำไมไง"

            "อ๋อ ก็เรียนไปยะการจะได บ่เรียนจะยะการจะไดล่ะบ่าจ้าดง่าว"

            "ก็แล้วงานที่ว่ามันงานอะไรล่ะ" หลานชายหมอผีหนุ่มถามต่อ "งานปราบผีไม่เห็นจำเป็นต้องใช้ความรู้ม.ปลายเลยนี่"

            "ก็บอกแล้วจะไดว่าหมู่เฮาบ่ได้ปราบผีกับทั้งวันทั้งคืน" กล้วยตอบ น้ำเสียงของเธอเจือความรำคาญเล็กน้อย "หมู่เฮาจะแบ่งเวรกันลาดตระเวนเมืองและปราบผีกันชุดละประมาณหนึ่งอาทิตย์ อาทิตย์ละประมาณสิบชุด ก็ประมาณสองเดือนไปหนึ่งอาทิตย์ แล้วก็จะผลัดเปลี่ยนเวียนกันไปดูแลต่างเมืองทั่วรัฐเวียงตานเป็นครั้งคราวด้วย ส่วนเวลาปกติก็ยะการเหมือนมนุษย์ งานของหมู่เฮาหลักๆก็มียะการเกษตรผลิตอาหาร กับพวกนักวิชาการที่วิจัยการผลิตอาวุธต่างๆ อาชีพอื่นพวกงานบริการก็มี แต่มีบ่เยอะ แล้วก็มีทหารประจำอยู่บ้างเหมือนกัน"

 

            "ทำการเกษตรกับผลิตอาวุธเหรอ" เด็กหนุ่มหน้าดุทวนคำ "ในสวนกล้วยเล็กแค่นั้นมีที่ให้ทำการเกษตรหรือผลิตปืนได้ด้วยเหรอ ถึงจะบังตาจากมนุษย์ก็เถอะ"

            "บ่แม่น สวนกล้วยเป็นแค่เขตที่อยู่อาศัยของตานีเท่านั้น" ตานีสาวอธิบาย "ส่วนพวกโรงงานหรือไร่นาเรือกสวน ส่วนใหญ่อยู่แถวๆนี้แหละ"

 

            เด็กสาวหน้าจืดชี้มือข้ามหัวไหล่ออกไปนอกหน้าต่าง เด็กหนุ่มเหลียวหลังมองตาม นอกหน้าต่างต่ำลงไปเกือบยี่สิบเมตรเบื้องล่างเป็นทุ่งรกร้างว่างเปล่าที่กินอาณาเขตตั้งแต่รางรถไฟฟ้าไปจรดสวนกล้วยที่เห็นอยู่ลิบๆ ไม่มีบ้านคน อาคารสำนักงานหรือสิ่งก่อสร้างใดๆตั้งอยู่เลยแม้เพียงแห่งเดียว มันดูราวกับทุ่งหิมะที่สะท้อนแสงจากท้องฟ้ายามเย็นของหน้าหนาวเป็นสีน้ำเงินหม่น แปลกแยกจากพื้นที่ที่แออัดไปด้วยตึกรามบ้านช่องที่ขนาบมันไว้ทั้งสองฟากโดยสิ้นเชิง

 

            "กล้วยจะบอกว่าโรงงานและอะไรต่างๆของตานีทั้งหมดตั้งอยู่ในทุ่งนี่เรอะ" จ้าดหันขวับไปหาเพื่อนสาว อีกฝ่ายพยักหน้า "ไอ้เราก็นึกมาตลอดว่าทำไมทุ่งนี้ถึงปล่อยให้โล่งไว้ทั้งๆที่ราคาที่ดินแถวนี้ก็ไม่ใช่ถูกๆ ที่แท้ตานียึดนี่เอง"

            "บ่แม่นแค่นี้ มีอีกบล็อกนึงที่อีกฟากของรถไฟฟ้าด้วย" เด็กสาวหน้าจืดยิ้ม "มีโรงงานผลิตทั้งปืนเล็กปืนใหญ่ แล้วก็ยังมีรถถังกับเครื่องบินด้วย กล้วยของข้าเจ้าก็ผลิตที่โรงงานนั้นเหมือนกัน"

            "ก็แปลกดีแฮะ นักปราบผีอย่างตานีกลับมาวิจัยพัฒนาอาวุธแบบนี้"

            "เคยบอกไปแล้วนี่ว่าที่หมู่เฮาใช้ปืนแทนพลังพิเศษ ก็เพราะบ่อยากเสี่ยงกับสิ่งที่ขึ้นๆลงๆตามกำลังศรัทธาของชาวเมือง สู้หาอาวุธที่ยิงได้ด้วยตัวเองตลอดเวลาดีกว่า" กล้วยอธิบาย "และอาวุธที่หมู่เฮาออกแบบและผลิตนี่บ่แม่นเล่นๆเน่อ ปืนไรเฟิลที่พวกมนุษย์ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากต้นแบบของตานีเมื่อหลายร้อยปีก่อนเหมือนกัน"

            "โม้น่า...."

            “รายได้หลักที่หมู่เฮามีกินมีใช้อยู่ทุกวันก็มาจากการส่งออกอาวุธหื้อเผ่าพันธุ์วิญญาณผู้พิทักษ์เผ่าอื่นๆเหมือนกัน”

            “หา มีเผ่าที่เหมือนตานีเผ่าอื่นด้วยเรอะ”

            “มีสิ มีทุกรัฐแหละ บางรัฐมีสามสี่เผ่าด้วยซ้ำ”

            “โห....”

            "บ่หมดแค่นั้นเน่อ นายหันหอนั่นก่อ"

 

            กล้วยชี้มือไปยังหอคอนกรีตสูงเกือบสองร้อยเมตรที่มองเห็นเป็นเงาตะคุ่มตัดกับเมฆหนาที่ขอบฟ้าอยู่ตรงหัวมุมด้านไกลของทุุ่งหิมะขณะรถไฟฟ้าแล่นเข้าสู่เขตเมืองอีกครั้ง เด็กหนุ่มคุ้นเคยกับหอนั่นดีเพราะมันกระจายอยู่ทั่วเมืองรวมแล้วนับสิบหอ เขาเห็นมันมาตั้งแต่เด็ก และสงสัยมาตั้งแต่เด็กด้วยเช่นกันว่ามันคือหออะไร มันเป็นหอคอนกรีตเสริมเหล็กทรงกระบอกกลวงๆ ที่ฐานล้อมรอบด้วยรั้วเหล็กและมีป้ายเขตหวงห้าม แต่ถึงจะไม่มีรั้ว เขาก็ไม่คิดว่าจะมีใครกล้าขึ้นไปข้างบนอยู่แล้ว บรรยากาศของหอนี้เอื้อต่อการถูกผีหลอกเป็นอย่างยิ่ง ทั้งมืด เย็นและวังเวง แถมยังทึบตันจนแค่เข้าไปใกล้ๆก็แทบหายใจไม่ออกแล้ว

 

            "หอนั่นคือหอปืนใหญ่ป้องกันเมืองของหมู่เฮา ติดตั้งปืนใหญ่หอละหกกระบอก อัตรายิงสูงสุดก็นาทีละสามสิบหกนัดต่อหอ ถ้าเกิดอยู่ในรัศมีที่ทุกหอยิงได้ล่ะก็รวมๆกันก็นาทีละสามร้อยหกสิบนัด แล้วยังมีจรวดพื้นสู่พื้นอีก บ่ว่าผีที่ไหนมาก็เละ เป็นความภูมิใจของหมู่เฮาเลยล่ะ"

            "แต่ถ้ามียุทโธปกรณ์ที่ดีขนาดนั้น ทำไมตานีถึงแพ้ผีร้ายได้ล่ะ"

 

            ตานีสาวเงียบทันทีเมื่อได้ยินคำถามนี้ ดวงตาสีดำประกายเขียวเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง

 

            "เอ่อ ขอโทษนะ" ดูเหมือนจ้าดจะเพิ่งรู้สึกตัวว่าพูดอะไรออกไป "เราไม่น่าถาม...."

            "บ่เป็นอะหยังๆ" เด็กสาวหน้าจืดรีบโบกมือปฏิเสธ แต่แววมืดมนก็ยังคงเจืออยู่ในน้ำเสียงของเธอ "พูดตามตรง ข้าเจ้าก็บ่ฮู้.... แต่ผีร้ายคราวนี้เยอะมาก แล้วก็หมู่ผีร้ายมีปีศาจประเภทบินเยอะมาก แต่ตานีบ่ค่อยถนัดการรบทางอากาศ ก็เลยสู้บ่ค่อยได้ แล้วพอเข้ามาถึงสวนกล้วยหมู่เปิ้นก็โจมตีโรงงานก่อนจนบ่มีอาวุธจะใช้อีก น่าจะเพราะจะอี้แหละ แต่ข้าเจ้าก็บ่ฮู้อยู่ดีว่าก่อนหน้านั้นยะหยังหมู่เฮาถึงสู้หมู่มันบ่ได้ คงเพราะข้าเจ้าไร้ความสามารถในฐานะราชินีล่ะมั้ง...."

 

            "เอาน่า ไม่ใช่หรอก อีกอย่าง เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว อย่ายึดติดกับอดีตเลย หาทางแก้ไขกันดีกว่า"

            หลานชายหมอผีใหญ่เห็นเพื่อนสาวเศร้าก็แตะไหล่ปลอบ แต่ก็เช่นเดิม กล้วยสะบัดหนีอย่างรวดเร็วก่อนจะแหวกลับ

 

            "ล่วงเกินข้าเจ้าอีกแล้วบ่าจ้าดง่าว"

            "โอ๊ย ก็บอกว่าผมจะปลอบๆไงครับเจ๊ !"

 

            เกือบหนึ่งชั่วโมงต่อมา เด็กสาวหน้าจืดและเด็กหนุ่มหน้าดุก็ไต่บันไดขึ้นจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินตาดผ้าห่มใต้กลับมาเดินย่ำพื้นหิมะอีกครั้ง จ้าดเดินไปปลดล็อกจักรยานออกจากที่จอด กล้วยกระโดดขึ้นซ้อนท้าย ก่อนที่เด็กหนุ่มจะปั่นจักรยานออกไปตามถนนที่สว่างไสวด้วยแสงไฟสีเหลืองส้มจากเสาไฟริมทาง ท่ามกลางเกล็ดหิมะที่ตกลงมาเบาๆ

 

            "เฮ้อ" จ้าดถอนหายใจยาว "คืนนี้จะมีผีมาให้ปราบรึเปล่าน้อ...."

            "บ่อู้เหมือนกัน แต่ข้าเจ้าบ่หันตนได๋ระหว่างทางเลย ก็ถือว่าดีแหละ" ตานีสาวตอบเบาๆ "ขออย่าหื้อมีเลย บ่มีก็แปลว่าเมืองสงบ.... แม้จะในสถานการณ์จะอี้ก็เถอะ"

 

            แต่ทันทีที่จ้าดเอียงตัวทิ้งโค้งสุดท้ายก่อนถึงบ้าน เขาก็ต้องบีบเบรกเต็มแรง เบรกคุณภาพดีเยี่ยมแทบจะทำให้รถตีลังกาหกคะเมนหน้าทิ่ม สำหรับจ้าดนั้นไม่หนักอะไรมาก แต่กล้วยผู้ไม่ทันตั้งตัวถึงกับตกรถก่อนจะกลิ้งขลุกๆไปเกือบเมตรบนพื้นหิมะ เด็กสาวหน้าจืดลุกขึ้นได้ก็ขยับปากจะแหวใส่โชเฟอร์ แต่วินาทีต่อมา เธอก็เข้าใจได้ทันทีว่าอะไรคือเหตุผลที่จ้าดทำเช่นนั้น

 

            เงาตะคุ่มร่างหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูบ้านของพวกเขา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #102 2-CHAIR (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2559 / 23:54
    ชอบฉากนี้เป็นพิเศษ เป็นการเขียนที่เเฝงปัญหาในสังคมไว้ได่เนียนทีเดียว เห้อ
    #102
    0
  2. #43 wat_r (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 เมษายน 2558 / 13:39
    ชอบเหตุการณ์เหนือชั้นของการเฉือนกันด้วยเหตุผลในห้องเรียนมาก! ประทับใจในความกล้าของฟ้า ความฉะฉานของกล้วย และไหวพริบของจ้าดที่สมชื่อแจ๋วจ้าด หากแต่ในสายตากล้วยก็ยังเป็นจ้าด(ง่าว) คนเดิม
    ผู้เขียนหยิบประเด็นตลกร้ายของระบบการศึกษามาใช้ได้ดี รู้สึกประทับใจในมุมมองที่เปิดกว้างที่ให้เด็กๆ บอกกล่าวด้วยเหตุผล กระนั้นครูก็ยังดื้อรั้น จึงถูกตลบท้ายให้อับอาย อยากบอกว่ารู้สึกสะใจ! 555 อินมา่กนะฉากนี้ ชอบจริงๆ


    #43
    0
  3. #11 lllllllllllllllllllllllll '[27]' (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 มกราคม 2558 / 02:11
    อะไรกันเจ้าจ้าดชอบหนูฟ้า! ก็ไม่แปลกล่ะนะ เหอๆ // แล้วหญิงกล้วยฉันล่ะ!?



    อ่านท่อน 'จารย์นั้นแล้วขึ้นเลย มันใช่ อ่ะ มันใช่ เรื่องจริงล้วนๆ (สี)แสดเอ๊ย!!



    ให้มาได้ไง สอนก็ไม่สอน จรรยาบรรณของผู้ให้ความรู้ไม่มีเลย

    ปากก็บอกว่าตัวเองเป็นอาจารย์แต่การกระทำกลับตรงกันข้าม ไม่ว่าจะด่าเด็ก หรือเห็นเกลียดขี้หน้าเลยแกล้ง

    (อย่างเช่น ทำโทษเกินกว่าเหตุ(มากๆ) หรือแค่ทำอะไรไม่ดั้งใจก็ด่าพ่อล่อแม่ แม่มเอ๊ย!)



    แย่โคตรๆ แล้วแบบนี้การศึกษาไทยจะเจริญให้ไหม ทำไมไม่เคยเป็นเด็กมาก่อนรึไง หรือว่าเกิดมาแล้วแก่รอตายเลย?

    บอกตรงๆคนพวกนี้สมควรลาออกไปหางานอย่างอื่นทำที่เหมาะกับตัวเองนะ

    ส่วนอาจารย์ดีๆที่ค่อยช่วยเด็กนี่เราไม่ค่อยเจอ ดวงดีสุดๆ เหอๆ -*- (ขออภัยที่ระบายความในใจเล็กน้อย)



    _________________________________________________________________________________

    *บอกตรงๆอ่านตอนนี้แล้วตาสว่าง อยู่โต้รุ่งเลยดีกว่า ค่อยนอนทีเดียวตอนเย็น ฮาฮาฮา (อายุสั้นลงอีกสิฉัน)
    #11
    0