ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 29 : ความช่วยเหลือที่ถูกเขี้ยวเสือสมิงบดขยี้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 49
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ม.ค. 58

            ยังไม่ทันจะพูดคำว่าสมิงในใจได้จบ สัตว์ภูตตัวเขื่องเบื้องหน้าก็โถมตัวเข้าใส่หลานชายหมอผีใหญ่อย่างแรงจนเด็กหนุ่มกระเด็นลอยเหมือนถูกรถไฟความเร็วสูงหัวจรวดชน กล้ายประทับปืนเข้าร่องไหล่ก่อนจะเหนี่ยวไกใส่สมิงสาวที่ตั้งท่าจะกระโจนใส่วิญญาณหิมะสาวทันทีโดยไม่ลังเล แต่แทนที่กระสุนจะพุ่งตรงเข้าเป้าหมาย มันกลับพุ่งขึ้นฟ้าเฉกระจายไปทั่วป่าเมื่อเด็กหนุ่มหน้าดุซึ่งแข็งใจข่มความจุกรวบรวมกำลังทั้งหมดกระชากปืนของเธอให้หันเหออกจากเป้าหมายอย่างไม่กลัวตายแม้กระสุนนัดหนึ่งจะเฉียดใบหูเขาไปเพียงนิดเดียว

 

            “ยะอะหยังน่ะจ้าด !?” ดวงตาเรียวที่เรืองแสงสีเขียวเบิกกว้างอย่างตกใจ เบื้องหน้าเธอ หมิงผู้รู้ตัวว่ามีคน (หรือตานี) จ้องจะสังหารเธออยู่เปลี่ยนเป้าหมายมาเล็งลัคนาตานีสาวด้วยดวงตาสีเหลืองที่ส่องประกายวาบ

            “อย่ายิงเขา !” จ้าดพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะยื้อแย่งปืนออกจากมือของเพื่อนสาว “เขาเป็นเพื่อนเรา เขาเคยช่วยชีวิตเราไว้ อย่ายิง !

            “เคยช่วยชีวิต แล้วตอนนี้เปิ้นยะอะหยังบ่หันก๋า !?” เด็กสาวผมหางม้าสวนกลับ เธอต้องทิ้งตัวจากนั่งเป็นหมอบเมื่อเสือหิมะเชียงหลวงหนักกว่าสามร้อยกิโลกรัมพุ่งผ่านหัวไป “ถ้าบ่ยิงเปิ้น แล้วจะหื้อหมู่เฮายะจะได !?

            “ก็วิ่งผ่านไปเฉยๆก็ได้ กล้ายกับยูคิเคลื่อนที่ในพริบตาไปก่อนเลยก็ได้ หมิงคงไม่ทำร้ายเราหรอก !

            “ขอหื้อแต๊เถอะ ยูคิไปเร็ว !

 

            แต่ก่อนที่วิญญาณผู้พิทักษ์ทั้งสองจะทันได้เคลื่อนที่ในพริบตา สมิงสาวในร่างเสือโคร่งตัวยักษ์ก็กลับเป็นฝ่ายหายตัวไปในพริบตาเสียดื้อๆ เสียงดังแกรกกรากจากต้นไม้รอบๆบอกให้รู้ว่าเธอไม่ได้ไปไหนไกล กล้ายเงี่ยหูฟังพลางพยายามคำนวณตำแหน่งของฝ่ายตรงข้ามอีกครั้ง แต่เด็กสาวชาวฮิมิตสึมีไอเดียที่ดีกว่านั้น

 

            เกิดเสียงวูบเหมือนไฟฟ้าช็อตผสมกับเสียงแม่เหล็กถูกกวาดผ่านไมโครโฟนเมื่อดาบฮิมิตสึยาวเมตรนิดๆยืดออกกลายเป็นง้าวเล่มเขื่องก่อนจะถูกฟาดผ่านต้นไม้ใหญ่รอบๆแทบจะเต็มวงสวิงจนไลเคนส์กระจาย พื้นดินชื้นแฉะสั่นสะเทือนราวแผ่นดินไหวเมื่อลำต้นไม้เนื้อแข็งขนาดหลายคนโอบล้มตึงลงเหมือนคนล้มทั้งยืนพร้อมๆกับเสียงซุ่เหมือนฝนตกจากกิ่งไม้และใบไม้ที่หักโค่น ยูคิเงื้อดาบขึ้นอีกครั้งทันทีหมายจะซ้ำหากสมิงสาวกระโจนพรวดออกมาจากกองไม้ล้ม แต่สิ่งที่ตามมากลับมีเพียงความเงียบ หรือฝ่ายตรงข้ามจะถูกดาบลำแสงตัดขาดสองท่อนไปแล้ว.....

 

            คิดยังไม่ทันขาดคำ เสือร้ายก็เข้าจู่โจมเธอจากด้านหลัง สาวแว่นไหวตัวทันเคลื่อนที่ในพริบตาหลบก่อนจะเหวี่ยงดาบฟันขวางลำ แต่ดาบลำแสงสีฟ้าสว่างก็หลุดมือกระเด็นไปไกลเมื่อจ้าดผู้ไม่ต้องการให้สมิงสาวบาดเจ็บโถมตัวเข้าใส่เธอจนล้มกลิ้งไปทั้งคู่ หมิงเห็นจังหวะเหมาะก็ลงเท้าหน้าเบรกก่อนจะกลับตัวถีบขาหลังอันทรงพลังกระโจนกลับเข้าจู่โจม เด็กสาวชาวฮิมิตสึเหวี่ยงร่างรุ่นพี่หนุ่มซึ่งนอนทับอยู่บนตัวเธอออกไปได้ทันท่วงที แต่นั่นก็ทำให้เธออยู่ในเส้นทางของเขี้ยวขาวที่เรียงกันเป็นตับอยู่ในปากสมิงสาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

            เสียงกร๊อบดังลั่นประสานกับเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสของวิญญาณหิมะเมื่อเสือร้ายงับขากรรไกรขบไหปลาร้าซ้ายของเธอจนแตกเป็นเสี่ยงๆอย่างง่ายดายเหมือนเคี้ยวขนมปังกรอบ หมิงขบกรามแน่นจนแน่ใจว่ากระดูกของอีกฝ่ายแหลกได้ที่ก็ถอนเขี้ยวก่อนจะอ้าปากกว้างอีกครั้ง ดวงตาสีเหลืองเล็งตรงไปยังไหล่อีกข้างของเหยื่อที่ดิ้นพราดด้วยความเจ็บปวดอยู่ใต้ตัวเธอ.....

 

            แต่ก่อนที่เสือหิมะเชียงหลวงตัวยักษ์จะทันได้ฝังเขี้ยวลงไปยังเป้าหมาย มันก็ต้องเป็นฝ่ายครางด้วยความเจ็บปวดเสียเองเมื่อสันเหล็กกล้าของฟังตอเล่มหนาหนักฟาดเปรี้ยงเข้าครึ่งขมับครึ่งหน้าผาก สมิงสาวล้มกลิ้งหลุนๆ ก่อนจะกลายร่างกลับเป็นมนุษย์นั่งกึ่งยองกึ่งพับเพียบอยู่ห่างออกไปเกือบห้าเมตร มือทั้งสองกุมป้อยอยู่ที่ขมับซึ่งมีรอยแตกเป็นทางยาว เลือดสีแดงก่ำไหลโชกจากบาดแผลลงมาอาบใบหน้า ดวงตาที่มีขีดเรียวยาวมีน้ำใสเอ่อคลอ

 

            “จ้าด เฮ็ดจังซี่กับเฮาได้จังไส....” สมิงสาวเอ่ยถามเสียงเครือ “เฮาเจ็บ.....”

            “เอ่อ ขะ.... ขอโทษ....” น้ำตาของเพื่อนสาวทำเอาหลานชายหมอผีใหญ่สะอึก ดวงตาตี่กวาดมองวิญญาณหิมะสาวซึ่งยังคงนอนขดบิดไปมาด้วยความเจ็บปวดอยู่ใกล้ๆก่อนจะตวัดกลับไปมองสัตว์ภูตในร่างมนุษย์อีกครั้ง “ก็หมิงทำร้ายเพื่อนเรา.... ทำไมล่ะหมิง ทำไมต้อง....”

            “จ้าดถอยไป !” พูดยังไม่ทันจบประโยค เด็กหนุ่มก็มีอันต้องเซแซ่ดๆเมื่อกล้ายคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนแล้วกระชากเขาถอยก่อนจะก้าวขึ้นมายืนแทนที่ แสงไฟฉายที่ติดอยู่กับปืนไรเฟิลจู่โจมสาดตรงไปยังใบหน้าโชกเลือดฝ่ายตรงข้าม “พายูคิถอยไปก่อนแล้วเอายาหื้อเปิ้น ข้าจะจัดการปีศาจนี่เอง !

            “กล้าย อย่า !” จ้าดรีบดึงปืนของเพื่อนสาวให้ชี้ขึ้นฟ้า “เราบอกแล้วไงว่าอย่าทำอะไรเขา เขาเคยช่วยเรา.... ช่วยกล้วยเอาไว้นะ เขาต้องมีเหตุผลแน่ๆที่ต้องทำแบบนี้ ลองพูดกับเขาดีๆก่อนไม่ได้รึไง !?

            “เวลาแบบนี้ยังจะมาอู้ดีๆกันอีกก๋า !?” ตานีสาวผมหางม้าสวนกลับอย่างไม่เชื่อหู มือพยายามยื้อยุดฉุดปืนกลับมาโดยไม่ลืมปิดห้ามไกก่อน “หมู่เฮาบ่มีเวลามากเน่อ !

            “มันก็ใช่ แต่เราไม่คิดว่าคนที่เคยช่วยกันมาจู่ๆจะมาทำแบบนี้ได้โดยไม่มีเหตุผลอะไรอันสมควรนะ” หลานชายหมอผีใหญ่โต้ ดวงตาตี่มองสลับไปมาระหว่างใบหน้าขึงขังของกล้ายกับหมิงผู้ตั้งต้นสะอึกสะอื้นพลางปาดเลือดออกจากใบหน้าพร้อมน้ำตา “บางทีเขาอาจจะถูกพวกผีร้ายหรือนางบังคับอยู่ก็ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงเขาก็น่าสงสารนะ !

            “จ้าด ข้าฮู้ว่านายใจดี แต่นี่มันแม่นเวลาก๋า !? แล้วที่นายอยากจะอู้ดีๆกับเปิ้น แต่เปิ้นอยากจะอู้ดีๆกับนายก๋า นายก็หันแล้วนี่” เด็กสาวผู้ถือปืนไรเฟิลจู่โจมสวนกลับ เธอกระชากปืนออกจากมือเพื่อนหนุ่มสำเร็จในที่สุดก่อนจะตัดบทพร้อมยกปืนขึ้นประทับบ่าเล็ง “พอ ถ้านายบ่กล้ายะอะหยังเปิ้นข้าจะยะเอง !

 

            “ก็เป็นซะแบบนี้กันหมด อุ๊ยสายถึงได้หายไปไง !

            เกิดความเงียบอย่างผิดปกติขึ้นทันทีที่ขาดคำของเด็กหนุ่มหน้าดุราวกับมีคนหมุนปุ่มปรับความดังลงจนสุดในเสี้ยววินาที แม้แต่เสียงขบกรามด้วยความเจ็บปวดของเด็กสาวชาวฮิมิตสึก็เงียบหาย กล้ายชะงักค้างอยู่ในท่าเตรียมยิงราวกับถูกสาปให้เป็นหิน นิ้วโป้งแตะค้างอยู่ที่สวิตช์บังคับการยิง แสงสีเขียวในดวงตาเรียวหม่นวูบเหมือนรูม่านตามนุษย์ที่หดเล็กลงยามตกใจ ก่อนที่เธอจะค่อยๆหันมาหาเพื่อนหนุ่มช้าๆ คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันแน่นจนหน้าผากย่นเป็นสันนูน

 

            “นายว่าจะไดนะ อุ๊ยสายหายไปไหน”

            “ใช่ อุ๊ยสายหายไปแล้ว ถูกกล้วยยิง !” จ้าดตอบเน้นเสียงจนแทบจะเป็นตะโกน “ก็เพราะกล้วยคิดแบบนี้แหละ คิดแต่ว่าอีกฝ่ายทำผิด คิดแต่ว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรู ไม่ได้คิดเลยว่าเขาเจออะไรมา เขามีเหตุผลอะไรถึงได้ทำแบบนั้น สุดท้ายอุ๊ยสายก็ถูกยิง !

            “ข้าบ่ฮู้หรอกว่าเรื่องเป็นจะไดมาจะได” เด็กสาวผมหางม้าหันขวับกลับไปหาสมิงเบื้องหน้าอีกครั้งทันทีที่นึกขึ้นได้ โชคยังดีที่หมิงยังคงนั่งกุมหัวอยู่ที่เดิม “แต่ถ้าผิดแต๊ ถึงจะเป็นอุ๊ยสายหรือผู้ได๋ก็ตาม ข้าก็ยิงทั้งนั้นแหละ !

            “กล้ายไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ !?” หลานชายหมอผีใหญ่ถามอย่างไม่เชื่อหู “ทั้งที่เป็นผู้มีพระคุณกับกล้ายขนาดนั้นเนี่ยนะ !?

            “มีพระคุณกับหน้าที่มันคนละอย่างกัน !” กล้ายสวนกลับ “ถึงจะมีพระคุณเท่าได๋ แต่ผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด นายจะบอกว่าเป็นผู้มีพระคุณแล้วจะยกเว้นโทษหื้อก๋า จะอั้นก็ยิ่งบ่ยุติธรรมเน่อ !

            “ก็เพราะแบบนี้ไง ไม่เคยคิดเลยว่าอีกฝ่ายมีเหตุผลอะไร จำเป็นอะไรรึเปล่า จะรู้สึกยังไงบ้าง ก็ไม่น่าแปลกใจหรอกที่ตานีจะถูกผีร้ายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แบบนี้น่ะ !

 

            เหมือนมีคนบิดปุ่มปรับระดับเสียงลงจนสุดอีกครั้ง ตานีสาวค่อยๆเหลียวมามองเพื่อนหนุ่มอย่างช้าๆ แต่แทนที่ดวงตาสีดำประกายเขียวจะหม่นแสงเหมือนเมื่อครู่ มันกลับฉายประกายสว่างวาบจนจ้าดต้องก้าวถอยหลังอย่างลืมตัว ก่อนที่เด็กสาวผมหางม้าจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงเย็นเยียบ

 

            “ก็ได้ นายอยากยะอะหยังก็ยะเลย อยากอู้ดีๆกับเปิ้นก็อู้เอง เกิดอะหยังขึ้นมาอย่าร้องหื้อข้าช่วยละกัน !

            พูดจบ กล้ายก็สะบัดหน้าขวับ เชิดคางขึ้นพร้อมส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างเคืองๆก่อนจะก้าวฉับๆเดินผ่านหน้าเพื่อนหนุ่มไปดูแลวิญญาณหิมะสาวแทน จ้าดมองตามเธอไปอย่างกึ่งขำกึ่งหงุดหงิด ก่อนจะค่อยๆเดินเข้าไปคุกเข่าลงข้างสมิงสาว มือแตะบ่าของเธออย่างอ่อนโยน

 

            “หมิง เราขอโทษนะ เจ็บมากรึเปล่า”

            “เจ็บสิ” เด็กสาวผู้มีลายเสือบนใบหน้าตอบห้วนๆ “เป็นอีหยังจ้าดถึงเฮ็ดจังซี่”

            “เราต่างหากที่ต้องถามหมิงว่าทำไมถึงทำแบบนี้” เสียงของหลานชายหมอผีใหญ่เข้มขึ้นเล็กน้อย “ทำไมถึงต้องทำร้ายพวกเราล่ะ หมิงเคยช่วยพวกเราไม่ใช่เหรอ”

            “สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว” หมิงตอบ “เฮาก็บ่อยากเฮ็ดจังซี่หรอก แต่พวกผีร้ายเปิ้นเข้าควบคุมเผ่าเฮาได้หมดแล้ว แล้วเปิ้นก็บังคับเฮาให้มาขัดขวางพวกจ้าดบ่ให้เข้าไปข้างในนั้นได้ ถ้าเฮาเฮ็ดบ่สำเร็จ เปิ้นสิฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หมู่เฮาทั้งหมดเลย !

 

            เสียงของสัตว์ภูตสาวมืดมนลงเรื่อยๆ จนกลับไปสะอึกสะอื้นอีกครั้งเมื่อจบประโยคสุดท้าย จ้าดเม้มปากอย่างลำบากใจ สงสารเพื่อนสาวก็สงสาร แต่เขาก็ยังมีเพื่อนสาวอีกคนที่ต้องเข้าไปช่วย

 

            “เพราะจังซั่น เฮา.... เฮาอยากสิขอ” เด็กสาวหน้าเสือพูดต่อ “พวกจ้าดออกไปจากที่นี่เถอะ แล้วเฮาสิบ่เฮ็ดอีหยังเลย นะ เฮาขอร้องล่ะ เฮาก็บ่อยากเฮ็ดอีหยังพวกจ้าดเหมือนกัน”

            “แต่กล้วยโดนจับอยู่ข้างในนะหมิง” จ้าดท้วง “หมิงน่าจะจำกล้วยได้นี่ ตานีที่เข้าไปในเตาปฏิกรณ์แสนคำกับหมิงไง เขาโดนจับอยู่ข้างในนะ แล้วถ้าพวกเราไม่ไปช่วย เขาจะถูกยิงตายนะ”

            “เฮาจำได้” หมิงพยักหน้าหงึกๆทั้งน้ำตา “แต่เฮาบ่มีทางเลือก ได้โปรดเถอะจ้าด ถอยออกไปเถอะ ทั้งสามคนเลย”

            “หมิงจะบอกให้เราทิ้งกล้วยให้ตายอยู่ที่นี่น่ะเหรอ !?” เด็กหนุ่มหน้าดุถามกลับอย่างไม่เชื่อหู “ทั้งๆที่หมิงเคยช่วยเขาไว้เนี่ยนะ !? ทั้งๆที่เขาร้องไห้แทบตายตอนหมิงหายไปในเตาปฏิกรณ์เนี่ยนะ !?

            “ชีวิตของตานีตนเดียวกับของสมิงทั้งเผ่าสามร้อยกว่าตน จ้าดคึดว่าอย่างได๋คุ้มกว่า” เสียงของสมิงสาวแข็งขึ้นบ้าง “จ้าดสิเอาชีวิตเพื่อนของจ้าดรอดอยู่คนเดียว แต่ปล่อยให้อีกหลายร้อยชีวิตต้องตายบ่ !?

            “แต่ถ้าเราปล่อยให้กล้วยตาย กองทัพผีร้ายก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น แล้วคนที่จะต้องบาดเจ็บล้มตายก็จะมีเยอะกว่านี้อีกนะ !” จ้าดโต้ “ไม่ใช่แค่คนสิ ภูตผีปีศาจดีๆ แล้วก็อาจจะสมิงด้วยซ้ำ หมิงคิดว่าทำงานนี้สำเร็จแล้วสมิงจะอยู่รอดปลอดภัยงั้นเหรอ คิดเหรอว่าพวกผีร้ายจะไม่ตั้งเงื่อนไขอะไรมาอีก คิดให้ยาวๆหน่อยสิหมิง !

            “สมิงบ่คึดยาวกันหรอก” เด็กสาวส่ายใบหน้าที่มีลายเสือของเธอไปมา “ขอแค่รอดวันนี้ก็ดีถมแล้ว คึดยาวไปสิได้อีหยังถ้าวันนี้บ่มีชีวิตรอด ชีวิตในป่าสอนอีหยังพวกเฮาเยอะกว่าที่คิดเด๊จ้าด”

            “แต่.....”

 

            ขณะที่การโต้เถียงระหว่างมนุษย์และสัตว์ภูตแห่งป่าแสนคำดำเนินต่อไปด้วยภาษาสารขัณฑ์กลางสลับอีสาน ความผิดสังเกตก็ค่อยๆก่อตัวขึ้นในสมองของวิญญาณผู้พิทักษ์สาวผู้พูดภาษาเวียงตานที่กำลังคุกเข่าดูอาการของรุ่นน้องสาวจากแดนไกลอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตรเบื้องหลัง ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวเหลียวมองป่ารอบๆ ความรู้สึกขัดแย้งเล็กๆสะกิดใจเธอเบาๆ มีอะไรบางอย่างไม่เข้ากันเอามากๆ สมิง เสือสมิง เชียงหลวง ป่าดงดิบ.....

 

            “ไม่ว่าจะยังไงเราก็ต้องเข้าไปนะหมิง เชื่อเราเถอะ ถอยออกไป แล้วพวกเราจะคุ้มครองหมิงเอง !

            “แล้วเผ่าพันธุ์เฮาล่ะ !? แค่ตานีตนเดียวพวกจ้าดยังรักษาไว้บ่ไหว นับประสาอะไรกับสมิงทั้งเผ่า !? จังซี่แล้วสิให้เซื่อจ้าดได้จังไส !?

            “พูดแบบนั้นได้ยังไง ยังไงพวกเราก็.....”

 

            “จ้าด”

            เสียงโต้เถียงปานจะงัดระเบิดลูกเกลี้ยงมาโยนใส่กันให้รู้แล้วรู้รอดเงียบลงอย่างฉับพลันเมื่อตานีสาวเอ่ยเรียกเพื่อนหนุ่ม ทั้งดวงตาตี่และดวงตาสีเหลืองมีขีดเรียวแหลมตรงกลางเหมือนแมวหันมามองเธอเป็นตาเดียว ขณะดวงตาสีดำที่เรืองแสงสีเขียวสว่างจ้องกลับไปยังหลานชายหมอผีใหญ่พร้อมกับไฟฉาย ก่อนที่เด็กสาวผมหางม้าจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

 

            “จ้าด นายเจอสมิงตนนี้ที่ได๋”

            “ก็.... ป่าแสนคำ”

            “แปลว่าสมิงอาศัยอยู่ในป่าแสนคำแม่นก่อ”

            “ก็ใช่”

            “แล้วป่าแสนคำเป็นป่าอะหยัง”

 

            จ้าดเงียบไปอึดใจหนึ่ง แล้วความจริงก็กระแทกหน้าเขาหงายเงิบเมื่อเข้าใจคำพูดของเพื่อนสาว เสือหิมะเชียงหลวงซึ่งเป็นร่างต้นของสมิงเป็นสัตว์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเขตอบอุ่นถึงเขตหนาว ป่าแสนคำที่เหล่าสมิงอาศัยอยู่ก็เป็นป่าโปร่งเขตอบอุ่น ไม่ใช่ป่าดิบชื้นแบบทางใต้ของสารขัณฑ์ที่ทั้งชื้นและร้อนระอุด้วยอุณหภูมิเกือบสี่สิบองศาเซลเซียสแบบนี้ ทำไมเขาถึงไม่รู้สึกตัวเร็วกว่านี้หนอ.....

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุยันตัวลุกขึ้น ค่อยๆสืบเท้าถอยห่างจากหมิง หรือใครก็ตามที่จำแลงเป็นร่างหมิงซึ่งยามนี้นั่งก้มหน้างุด แต่หลานชายหมอผีใหญ่ก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ๆเด็กสาวเบื้องหน้าก็เงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน ดวงตาที่เคยเป็นสีเหลืองและมีขีดตรงกลางเหมือนแมว บัดนี้ลุกโพลงกลายเป็นสีแดงฉานราวกับถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงร้อนระอุสว่างไสวท่ามกลางความมืดมิด

 

            “ในเมื่อรู้ความจริงกันแหลวก็มายต้องมีชีวิตกันหลาว เมื่อยจะแล่งอีสานเต็มแก่แล้ว !

 

            สมิงสาวเปลี่ยนสำเนียงการพูดจากภาษาอีสานเป็นภาษาถิ่นใต้ของสารขัณฑ์ในฉับพลันก่อนจะดีดตัวกระโจนเข้าใส่จ้าดซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด ร่างเปลี่ยนจากเด็กสาวตัวบางเป็นเสือลายพาดกลอนสีส้มสลับดำตัวเขื่องในเสี้ยววินาทีก่อนจะตะปบหมับเข้าใส่อกของหลานชายหมอผีใหญ่จนเขาล้มทั้งยืน เสือสมิงยกเท้าหน้าขึ้นหมายตบกรงเล็บแหลมคมเข้าใส่ใบหน้าของเด็กหนุ่ม แต่มันก็ต้องผละจาดกเหยื่อแทบไม่ทันเมื่อกระสุนหัวแหลมจากปืนไรเฟิลจู่โจมของกล้ายพุ่งเข้าใส่กลางขมับที่มีแผลแตกเป็นรอยยาวของมัน กระสุนสามนัดเฉี่ยวหัวมันไปในระยะเผาขนจนไหม้เป็นรอยยาว

 

            เสือสมิงตัวยักษ์คำรามก้องป่าก่อนจะกระโจนเข้าตะปบจ้าดซึ่งยังคงจุกลุกไม่ขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันเกร็งกรงเล็บจิกลงไปในเนื้ออกจนหลานชายหมอผีใหญ่ร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวด น้ำหนักเกือบสามร้อยกิโลกรัมที่กดทับอยู่ตรึงเด็กหนุ่มเอาไว้กับพื้นเหมือนหมุดตัวใหญ่จนขยับตัวไม่ได้ เสือสมิงเขตร้อนหมอบหลบกระสุนที่สาดเข้าใส่อีกหนึ่งตับ ตวัดอุ้งมือพาร่างจ้าดกระเด็นลอยขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะกระโดดขึ้นงับเหมือนหมากระโจนงับกระดูก

 

            ดวงตาตี่เหลือกลานเมื่อคมเขี้ยวงับกร้วมเข้าที่ท้อง บดขยี้ตับรวมกับลำไส้ใหญ่ ความเจ็บปวดถาโถมเข้าใส่สมองส่วนกลางของหลานชายหมอผีใหญ่จนแทบสลบเหมือด แต่หารู้ไม่ว่านั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เสือสมิงออกแรงงับอีกครั้งให้เขี้ยวจมลึกในร่างเหยื่อก่อนจะเหวี่ยงเด็กหนุ่มหน้าดุไปตกตุ้บอยู่ข้างร่างวิญญาณหิมะสาว เลือดสีแดงคล้ำไหลพรั่งพรูออกจากรอยงับลึกที่เรียงกันเป็นตับจนนองพื้นหญ้า จ้าดกัดฟันข่มความเจ็บปวดพยายามลุกขึ้นอีกครั้ง แต่ก็ทรุดฮวบลงแน่นิ่งอยู่ตรงนั้นนั่นเอง

 

            “จ้าด !?

            กล้ายร้องเรียกเพื่อนหนุ่มเสียงแหลมเมื่อเห็นอีกฝ่ายแน่นิ่ง แต่ศัตรูยังคงอยู่เบื้องหน้า เด็กสาวผมหางม้าดึงยาสมานแผลอีกขวดมาเปิดจุกกรอกปากเขาลวกๆก่อนจะยกปืนขึ้นเข้าร่องไหล่แล้วเหนี่ยวไกส่งกระสุนออกไปอีกสองตับ แต่เสือร้ายไม่ได้อยู่ตรงนั้นเสียแล้ว วินาทีต่อมา เสียงแกรกกรากของกิ่งไม้และใบไม้ก็ดังขึ้นจากเหนือหัว ตานีสาวกระชากซองกระสุนที่ใกล้หมดออกโยนทิ้ง เสียบซองกระสุนใหม่เข้าที่ก่อนจะเหนี่ยวไกไม่ยั้ง แต่สิ่งที่ร่วงลงมาก็มีเพียงกิ่งไม้และใบไม้ ไม่มีชิ้นส่วนร่างกายของเสือตัวยักษ์หรือแม้แต่ขนสักเส้น

 

            เด็กสาวผมหางม้าตั้งสมาธิใช้สัมผัสวิญญาณหมายจับตำแหน่งคู่ต่อสู้ แต่ก่อนที่เธอจะทันหาตำแหน่งได้ ร่างลายพาดกลอนก็กระโจนจากเรือนยอดสูงเสียดฟ้าของต้นไม้ใหญ่เบื้องบนลงมาหมายถลกหนังหัววิญญาณผู้พิทักษ์เมืองให้ถึงกะโหลก กล้ายเบี่ยงตัวหลบทันท่วงที มือเหวี่ยงพานท้ายไรเฟิลจู่โจมฟาดเปรี้ยงซ้ำเข้าที่แผลเก่าของฝ่ายตรงข้าม เสือสมิงครางด้วยความเจ็บปวด แต่มันก็หันขวับกลับมาอ้าปากหมายงับแขนของตานีสาวได้ กล้ายถีบเท้าถอยหลบก่อนจะเหนี่ยวไกหมายทำลายดวงตาคมวาวของสัตว์ภูต อีกฝ่ายกระโจนหลบไปข้างๆก่อนจะย่อขาหลังแล้วดีดตัวเข้าจู่โจมซ้ำ ด้วยความเร็วสูงจนตานีสาวต้องเคลื่อนที่ในพริบตาเพื่อหลบให้พ้น เด็กสาวตาเขียวเคลื่อนที่หลบฉากออกไปด้านข้าง มือเงื้อพานท้ายปืนขึ้นหมายกระแทกเสือร้ายออกไปหากมันจู่โจมเข้ามาอีกครั้ง

 

            แต่กล้ายคาดผิดถนัด เป้าหมายของเสือสมิงไม่ใช่เธอ หากเป็นวิญญาณหิมะสาวที่ยังคงนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นหญ้าเปียกแฉะห่างออกไปราวห้าเมตรเบื้องหลัง ไวเท่าความคิด เด็กสาวผมหางม้าเหวี่ยงปืนเข้าร่องไหล่แล้วเหนี่ยวไกยิงทันที เสือร้ายไหวตัวทันหมอบหลบก่อนจะอาศัยจังหวะที่กล้ายปล่อยไกโถมตัวเข้าใส่เธอ ตานีสาวเบี่ยงตัวหลบได้ทัน แต่พื้นที่ไม่เท่ากันของป่าก็ทำให้เธอเสียหลักล้มโครมลงไปในแอ่งน้ำขังที่ทอดตัวอยู่เบื้องหลังจนน้ำแตกกระจาย และก่อนที่เด็กสาวผมหางม้าจะทันตะเกียกตะกายพื้นลื่นๆที่เต็มไปด้วยตะไคร่และโคลนตมขึ้นมาได้ เสือสมิงแห่งป่าดงดิบก็ยืนตระหง่านง้ำเหนือร่างของยูคิอีกครั้งเสียแล้ว มันอ้าปากคำรามก้องอีกครั้ง ก่อนจะฉกกัดเด็กสาวชาวฮิมิตสึอย่างรวดเร็วเหมือนงูพิษ คราวนี้เล็งเส้นเลือดแดงใหญ่ที่เต้นตุบๆอยู่บนลำคอหมายปลิดชีวิตเธอในครั้งเดียว....

 

            เกิดเสียงดังเหมือนไฟฟ้าช็อตดังเปรี๊ยะ ดวงตาคมดุของเสือร้ายเบิกกว้างเมื่อเห็นริมฝีปากซีดเซียวของสาวแว่นเหยียดเป็นรอยยิ้มหวานแต่เย็นเยียบจนน่าขนลุกพร้อมๆกับที่ความเจ็บปวดพุ่งปรี๊ดจากหน้าท้องผ่านไขสันหลังเข้าสู่สมอง สัตว์ภูตตัวยักษ์ค่อยๆมองต่ำลงไปยังจุดที่มันเจ็บ แล้วมันก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อเห็นคมดาบสีฟ้าสว่างแทงลึกลงไปที่ท้องจนมิดด้าม....

 

            เสือสมิงถิ่นใต้เด้งตัวออกจากเหยื่อผู้พลิกสถานการณ์กลับมาเป็นนักล่า แต่ก็ยังช้ากว่ายูคิ ริมฝีปากของสาวแว่นแสยะยิ้มกว้างขึ้นอีกจนแทบฉีกไปถึงใบหูขณะเธอออกแรงคว้านดาบลำแสงฉีกอวัยวะภายในของฝ่ายตรงข้าม เสือสมิงร้องเสียงแหลมดังก้องป่า เลือดสดๆสาดกระเซ็นราวกับเชือดคอหมูขณะเศษซากกระเพาะและลำไส้กระเด็นออกจากท้องของมันร่วงตุ้บลงบนพื้นป่า

 

            แต่ดูเหมือนยิ่งร้อง วิญญาณหิมะสาวก็ยิ่งสะใจมากขึ้นเท่านั้น เธอเปลี่ยนดาบให้กลายเป็นหอกที่เต็มไปด้วยคมนับสิบๆคมก่อนจะฉีกทึ้งร่างคู่ต่อสู้ราวกับมันเป็นตุ๊กตาผ้า เลือดที่สาดกระเซ็นเปรอะใบหน้าจนแทงกลายเป็นสีแดงฉาน ดวงตาสีดำสนิทที่ยามนี้ส่องประกายแห่งความโกรธแค้นและสะใจสุดขีด เมื่อผนวกกับรอยยิ้มสยองขวัญที่ฉาบอยู่บนริมฝีปากก็ทำเอากล้ายที่เพิ่งจะตะกายขึ้นมาจากแอ่งน้ำได้ถึงกับยืนอึ้ง แม้เธอจะเพิ่งรู้จักรุ่นน้องสาวผู้นี้เพียงไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว แต่เธอก็ไม่คิดว่าเด็กสาวผู้พูดน้อยที่สุดจนแทบจะหลุดออกจากวงสนทนาอยู่เสมอๆจะโหดได้ขนาดนี้ ตานีสาวชักไม่แน่ใจแล้วว่าปีศาจตนไหนกันแน่ที่ควรถูกกำจัด เสือสมิง หรือว่าวิญญาณหิมะซาดิสต์ตนนี้.....

 

            แต่ในที่สุด เสือร้ายก็รวบรวมทั้งกำลังและความกล้าเฮือกสุดท้ายที่มีกระโจนสวนยูคิจนเธอต้องเคลื่อนที่ในพริบตาหลบและพาตัวเองออกจากพายุการทรมานได้สำเร็จ ร่างของมันเต็มไปด้วยบาดแผลลึกนับสิบ เลือดพุ่งออกจากแผลใหญ่ที่ท้องทุกย่างก้าวที่มันพยายามเดิน แต่เสือร้ายก็ยังไม่สิ้นฤทธิ์ เด็กสาวชาวฮิมิตสึเคลื่อนที่ในพริบตาเข้าประชิดตัวมันอีกครั้ง แต่เสือสมิงไม่ยอมถูกทรมานอีกแล้ว มันคำรามด้วยความเจ็บปวด รวบรวมกำลังขากระโดดข้ามหัวฝ่ายตรงข้ามก่อนจะหายตัวไปในพุ่มต้นไม้สูงท่วมหัวที่อยู่ใกล้ๆ

 

            “ยูคิ....” กล้ายเรียกรุ่นน้องสาวอย่างไม่มั่นใจนักเมื่อเห็นรุ่นน้องสาวหดดาบลำแสงเก็บ ส่วนหนึ่งเพราะเธอก็กลัวเหมือนกันว่ารุ่นน้องสาวจะหันขวับกลับมาหั่นพุงเธออีกคน “ยูคิ.... แผลหายดีแล้วก๋า”

            “ก็ยังไม่หายดีนักหรอกค่ะรุ่นพี่กล้าย แต่ก็พอสู้ไหว” สาวแว่นตอบแม้แผลบนไหล่จะยังคงเจ็บแปลบ ดวงตาหลังแว่นกรอบดำก็ยังคงสอดส่ายมองหาเสือร้ายซึ่งบัดนี้หายเงียบฉี่ “รุ่นพี่กล้ายอย่าเพิ่งวางใจค่ะ มันอาจจะออกมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้”

            “อะ.... อืม.... นั่นสินะ”

 

            แล้วเสือสมิงก็จู่โจมเข้ามาจริงๆ แต่คราวนี้ไม่มีการจู่โจมจากด้านบนหรือใช้ลูกไม้อื่นอีกแล้ว หากกระโจนออกมาจากพุ่มไม้ที่มันใช้เป็นที่ซ่อนตัวเมื่อครู่เข้าหากล้ายตรงๆ ราวกับจะทิ้งทวนเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งที่เห็นอยู่ว่าเด็กสาวผมหางม้ายกปืนขึ้นประทับบ่าเล็งตรงไปยังกลางหน้าผากของมัน ตานีสาวแอบถอนหายใจเฮือกเบาๆ อย่างเหนื่อยใจระคนสงสาร ก่อนที่นิ้วชี้จะส่งแรงกดไปยังไก

 

            กระสุนพุ่งเข้าเจาะดวงตาข้างซ้ายของเสือสมิงอย่างแม่นยำ แรงปะทะส่งมันกระเด้งหงายหลังไปหล่นโครมลงในแอ่งน้ำที่กล้ายเพิ่งจะตกลงไปเมื่อครู่ วิญญาณผู้พิทักษ์ทั้งสองต้องประหลาดใจเมื่อมันเปลี่ยนร่างกลับเป็นชายร่างใหญ่ผิวคล้ำเหมือนคนจากทางใต้ของสารขัณฑ์แวบหนึ่ง และยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีกเมื่อชายคนนั้นยิ้มบางๆที่มุมปากให้พวกเธอก่อนที่จะค่อยๆเลือนหายไป ทิ้งเอาไว้เพียงน้ำใสที่กระเพื่อมเป็นระลอกเท่านั้น

 

            วินาทีต่อมา ภาพป่าดงดิบก็ค่อยๆหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นสีเทาอมเขียวเข้ม ก่อนที่มันจะหายวับไปในพริบตา กลายเป็นห้องกว้างที่มีเพียงแสงสลัวรางเหมือนทางเดินที่หน่วยช่วยเหลือทั้งสามเคยผ่านมา อากาศที่เคยร้อนตับแทบแตกกลับเป็นหนาวเย็นเยือกเหมือนเดิมในฉับพลันจนเด็กสาวทั้งสองต้องดึงเสื้อกันหนาวออกมาสวมแทบไม่ทัน พวกเธอมองหน้ากันอย่างงงๆ แต่ไม่มีใครพูดอะไรอีก แล้วนักเรียนแลกเปลี่ยนสาวชาวฮิมิตสึก็ร้องขึ้นราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้

 

            “ตายแล้ว รุ่นพี่จ้าดล่ะ !?

            ตานีสาวก็ตกใจไม่แพ้กัน การรบทำเอาเธอลืมหลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งดูจะบาดเจ็บหนักที่สุดไปเสียสนิท เด็กสาวทั้งสองปราดเข้าไปคุกเข่าลงข้างร่างจ้าดซึ่งยังคงนอนแน่นิ่งจมกองเลือดอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร อย่างไรก็ตาม พวกเธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าเลือดจากบาดแผลที่ท้องและอกของเด็กหนุ่มหน้าดุหยุดไหลจนแทบจะเป็นปกติและปากแผลเริ่มสมานเข้าหากันบ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม เขายังหมดสติและไม่มีทีท่าว่าจะฟื้น

 

            ยูคิดึงเสื้อกันหนาวของหลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งพันอยู่รอบเอวมาคลุมร่างของเขา ขณะกล้ายพลิกข้อมือดูนาฬิกาที่แขนเสื้อตะเบงมานคอมมานโด เมื่อเห็นว่ามันยังคงบอกเวลาตีสามกว่าๆเธอก็นั่งลงข้างตัวเพื่อนหนุ่ม แม้ใจจะเป็นห่วงกล้วย แต่การต้องแบกมนุษย์หมดสติหนักเกือบแปดสิบกิโลกรัมเดินท่อมๆในที่ที่ไม่รู้ว่าจะมีตัวประหลาดออกมาเมื่อไหร่ดูจะไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่นัก

 

            “รุ่นพี่กล้ายคะ”

            “ว่าจะไดยูคิ” กล้ายหันไปมองรุ่นน้องสาวซึ่งหย่อนก้นลงนั่งที่อีกด้านหนึ่งของหลานชายหมอผีใหญ่พลางยกด้านในของเสื้อกันหนาวสีขาวซึ่งยามนี้กลายเป็นสีแดงเถือกขึ้นเช็ดเลือดที่เปรอะทั่วใบหน้า

            “หยุดพักแบบนี้จะดีเหรอคะ”

            “หรือยูคิจะแบกบ่าจ้าดง่าวนี่ไป ?”

            “อ่า.... ไม่ล่ะค่ะ ฉันคงไม่ไหว” วิญญาณหิมะรีบปฏิเสธ “แต่.... เราจะพักกันอีกนานแค่ไหนคะ”

            “ก็รอจนกว่าจ้าดจะตื่นล่ะมั้ง แต่ถ้าครึ่งชั่วโมงยังบ่ตื่น หมู่เฮาก็คงต้องช่วยกันแบกไปแต๊ๆล่ะ” กล้ายตอบ “อีกอย่าง พักก่อนก็น่าจะดีกับยูคิด้วยบ่แม่นก๋า ข้าฮู้เน่อว่าแผลบนไหล่ยังบ่หายสนิท”

            “ก็.... จริงด้วยนะคะ” สาวแว่นยอมรับ เธอเอามือลูบแผลภายใต้เสื้อชุดปฏิบัติการสีขาวเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามอีกฝ่ายอีกครั้ง “เมื่อกี้..... เสือสมิงยิ้มให้พวกเราหรือเปล่าคะ”

            “ยูคิหันด้วยก๋า” ตานีสาวย้อนถาม

            “เห็นสิคะ” ผู้ถูกถามกลับพยักหน้า “รุ่นพี่กล้ายว่ามันยิ้มเพราะข้างหน้ามีอะไรรอเราอยู่รึเปล่าคะ”

            “ยูคิคึดจะอั้นเหรอ” กล้ายเอียงคอเล็กน้อย “บ่ฮู้สิ ข้ากลับหันว่าเปิ้นยิ้มแบบโล่งใจหรือบ่อั้นก็ขอบคุณมากกว่า อาจจะเพราะข้าช่วยเปิ้นหื้อพ้นเงื้อมมือยูคิก็ได้เน่อ.....”

 

            ประโยคสุดท้ายกล้ายลากเสียงยาวเป็นเชิงล้อเล่น แต่ความหมายเอาจริงอยู่ไม่น้อย

 

            “รุ่นพี่กล้ายอย่าพูดแบบนั้นสิคะ ฉันเสียภาพลักษณ์หมด” เด็กสาวชาวฮิมิตสึยิ้มอายๆ ขณะอีกฝ่ายประหลาดใจอยู่ครามครันว่าเธอไปรู้คำศัพท์ยากๆอย่างภาพลักษณ์มาจากไหน “ก็แค่โกรธ.... ที่รอยกัดนั่นอาจจะเหลือเป็นแผลเป็นเท่านั้นเอง”

            “ห่วงสวย ว่าจะอั้นเถอะ”

            “จะว่างั้นก็ได้ค่ะ” ยูคิตอบกลั้วหัวเราะ แต่เสียงของเธอก็จริงจังขึ้นในประโยคต่อมา “แต่ปกติแล้ว วิญญาณหิมะอย่างพวกฉันค่อนข้างถือเรื่องนี้ ถ้าร่างกายมีแผลจะถือว่าไม่เป็นมงคลแล้วก็เสียเกียรติมาก ปกติวิญญาณหิมะทั่วไปจะมีวิชารักษาอยู่ แต่ฉันอ่อนแอแบบนี้ก็เลยรักษาตัวเองไม่ได้ ก็เลยแค้นมากน่ะค่ะ”

            “จะอั้นต่อไปข้าจะระวังบ่ยะหื้อยูคิแค้นละกัน”

            “แหม ฉันก็ไม่ได้โหดขนาดนั้นสักหน่อยนี่คะ.....”

 

            ตานีสาวอ้าปากจะหยอกรุ่นน้องสาวฆ่าเวลาต่อ แต่การเคลื่อนไหวใกล้ตัวก็หันเหความสนใจของเธอไป จ้าดขยับตัวแล้ว และอึดใจต่อมา เด็กหนุ่มก็ลืมตาโพลง ก่อนจะลุกพรวดขึ้นท่ามกลางความประหลาดใจระคนตกใจของวิญญาณผู้พิทักษ์ทั้งสอง

 

            “กล้าย ยูคิ ปลอดภัยดีรึเปล่า เสือตัวนั้นอยู่ไหน อะ โอย....”

            “นอนลงไปเหมือนเดิมนั่นแหละ” กล้ายสั่ง อันที่จริงไม่ต้องสั่งหลานชายหมอผีใหญ่ก็ทรุดลงไปเองอยู่แล้วด้วยพิษบาดแผลที่ท้องซึ่งยังคงลึกจนเห็นชั้นกล้ามเนื้อ “ยูคิกับข้าปราบเสือสมิงเรียบร้อยแล้ว นายนอนไปก่อน อีกสักสิบห้านาทีรอแผลดีขึ้นค่อยไปกันต่อ”

            “ตะ แต่.... กล้วย.....”

            “ช่วยบ่ได้นี่ หรือนายอยากจะเดินไปทั้งจะอี้” เด็กสาวผมหางม้าย้อนถามเสียงห้วนก่อนจะกัดอีกฝ่ายซ้ำ “เพราะผู้ได๋ล่ะ ทั้งยูคิทั้งตัวเองถึงต้องบสาดเจ็บหนักจะอี้”

            “ขะ.... ขอโต้ด....” จ้าดตอบเสียงอ่อย “ก็เราไม่รู้นี่....”

            “ช่างเถอะ นอนพักซะ ยิ่งพูดแผลยิ่งหายช้า”

 

            เกิดความเงียบขึ้นอึดใจหนึ่ง ก่อนที่ตานีสาวจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงอ่อนกว่าเดิม

 

            “นายนี่.... เหมือนกล้วยอยู่เหมือนกันเน่อ”

            “หมายความว่าไง”

            “ก็ที่นายคึดถึงอีกฝ่าย สงสารอีกฝ่าย เชื่อใจอีกฝ่ายจนวินาทีสุดท้าย”

            “ตลกน่า” จ้าดขมวดคิ้วเล็กน้อย “กล้วยเนี่ยนะเป็นแบบนั้น เห็นออกจะเถรตรงกับหน้าที่ของตานีออกจะตายไป”

            “บ่ แต่ก่อนเปิ้นเป็นอย่างที่ข้าอู้ไปนั่นแหละ” เด็กสาวผมหางม้าตอบ “อันที่จริง.... บ่แม่นแค่กล้วย แต่องค์ราชินีซอที่สี่หรือแม่ของกล้วยก็เหมือนกัน”

            “หมายความว่าแม่ของรุ่นพี่กล้วยใจดีกับภูตผีเหรอคะ” วิญญาณหิมะถามขึ้นบ้าง “ทั้งๆที่เป็นราชินีตานีน่ะเหรอคะ”

            “แม่น แต่ก็บ่ได้ใจดีพร่ำเพรื่อเน่อ แค่หื้อลองคึดถึงใจเปิ้นใจเฮาแล้วเลือกกำจัดเฉพาะภูตผีที่ร้ายแต๊ๆเท่านั้น” กล้ายอธิบาย “ตอนเปิ้นยังบ่สิ้นอายุ เปิ้นยังสอนทั้งข้าแล้วก็กล้วยอยู่บ่อยๆเลยว่าหื้อลองคึดถึงใจของภูตผีปีศาจบ้าง หื้อลองตรวจสอบดูบ้างว่าที่เปิ้นทำร้ายหรือสร้างความเดือดร้อนหื้อมนุษย์น่ะเพราะอะหยัง ถ้าเปิ้นยะเพราะมีความจำเป็นหรือถูกมนุษย์โจมตีก่อน หรือแค่อยากขอความช่วยเหลือเฉยๆแต่มนุษย์มองว่ามาหลอกหลอนก็บ่ต้องยะอะหยังเปิ้น หรือถ้าต้องส่งเปิ้นไปโลกหลังความตายจริงๆก็พยายามเลือกวิธีนุ่มนวล หรือช่วยเปิ้นได้ก็ช่วยตามสมควร องค์ราชินีซอถึงขั้นคิดแผนการปฏิรูปหน้าที่ของตานีเอาไว้แล้วด้วย แต่ก็มาถูกลอบสังหารไปก่อน.....”

            “หมายความว่าไง” คราวนี้จ้าดถามบ้าง

            “ก็แทนที่จะยิงลูกเดียว ก็กลายเป็นเหมือนตำรวจครบวงจร มีการสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นระบบว่าผีตนนั้นร้ายแต๊ก่อ หรือทำร้ายมนุษย์เพราะเป็นฝ่ายถูกก่อกวน แล้วก็จัดการตามความเหมาะสม” ตานีสาวตอบ “เท่าที่ข้าฟัง เป้าหมายของนางก็คือเรื่องนี้ เป็นไปได้ว่าที่กล้วยบ่อยากหื้อยะอะหยังนางก็เพราะเปิ้นก็คึดจะอี้เหมือนกัน ด้วยความรู้สึกเดียวกัน”

            “แล้วทำไมกล้วยถึงกลายเป็นเถรตรงแบบตอนนี้ได้ล่ะ”

            “เท่าที่ข้าจำได้ก็เริ่มจากตอนเปิ้นรับตำแหน่งนั่นแหละ” ดวงตาสีเขียวเรืองแสงกลอกไปมาเล็กน้อยขณะเจ้าของทบทวยนความจำ “หน้าที่ของราชินีตานีคงหนักเกินไปสำหรับตานีที่อายุแค่สิบห้า แล้วยังมีเรื่องความวุ่นวายในเผ่าอีก พอรวมกับที่กล้วยเปิ้นเป็นคนมีความรับผิดชอบสูงอยู่แล้วก็บ่น่าแปลกเท่าไหร่ที่เปิ้นจะกลายเป็นจะอี้”

            “แล้วกล้ายคิดยังไงกับความคิดแบบนี้ล่ะ” เด็กหนุ่มหน้าดุถามต่ออีก “เหมือนกล้ายจะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นะ”

            “จะบอกว่าบ่ชอบก็ได้อยู่ ข้าบ่ไว้ใจหมู่ภูตผีปีศาจบ่ว่าอะหยังทั้งนั้น เพื่อนสนิทของแม่ข้าที่ข้าเคารพมากตนหนึ่งต้องตายเพราะไว้ใจภูตผีปีศาจมากเกินไป ข้าเลยบ่อยากไว้ใจหมู่เปิ้นอีก เรื่องนี้ถามกล้วยดูก็ได้ เปิ้นก็ฮู้” กล้ายตอบ “แต่ถ้าจะถามว่าแนวคิดนี้ผิดก่อ.... ข้าก็อู้บ่ได้เต็มปากหรอกว่าผิด ก็อาจจะอย่างที่นายอู้ ถ้ายะตามแนวคิดนี้ บางทีตานีอาจจะบ่ถูกผีร้ายโค่นล้มก็ได้ แต่นายก็หันแล้วว่าไว้ใจมากเกินไป สงสารมากเกินไป หรือพยายามจะอู้ดีๆกับคนที่บ่ได้จะอู้ดีๆกับนายด้วยมันเป็นจะได.... สุดท้ายแล้ว ทั้งสองอย่างก็มีดีทั้งนั้นแหละ เพียงแต่ต้องเลือกใช้หื้อเหมาะกับสถานการณ์ บ่แม่นใช้อย่างใดอย่างหนึ่งตลอดเวลา”

            “นั่นสินะ....”

            “แต่อย่าเข้าใจผิดเน่อ !” จู่ๆเสียงของตานีสาวก็เขียวขึ้นทันที “ที่บอกว่านายเหมือนกล้วยน่ะก็แค่เรื่องนี้ เรื่องอื่นน่ะยังแย่กว่าเปิ้นหลายขุมย่ะ กล้วยทั้งงามทั้งเก่ง ส่วนนายแค่บ่าจ้าดง่าวตนนึงเท่านั้น !

            “จ้าๆ ก็ไม่ได้อยากเป็นเหมือนอาเจ๊นั่นเท่าไหร่หรอก” หลานชายหมอผีใหญ่ลากเสียง งงๆอยู่บ้างที่จู่ๆเพื่อนสาวก็เชิดใส่ “แล้วมองยังไงถึงคิดว่ากล้วยสวยล่ะน่ะ จืดซะขนาดนั้น”

            “จืดตรงไหน !?” กล้ายสวนกลับ “กล้วยออกจะสวย ออกจะน่ารัก”

            “เราว่าเสร็จงานนี้กล้ายไปหาหมอตาดีกว่ามั้ง” จ้าดตอบกลั้วหัวเราะ “น่ารักตรงไหน จืดก็จืด แบนก็แบน.... อั้ก”

 

            ขณะการโต้เถียงซึ่งเริ่มจะกลายเป็นการตบตีผู้ป่วยปากกล้าดำเนินต่อไป ไม่มีใครรับรู้ถึงเสียงเล็กๆของเด็กสาวชาวฮิมิตสึที่พยายามแทรกตัวเข้ามาในวงสนทนาเลยสักคน

 

            “เอ่อ รุ่นพี่กล้าย รุ่นพี่จ้าดคะ..... คือฉันว่า ไปกันได้แล้วมั้งคะ......”

 

 

            กว่าหน่วยช่วยเหลือทั้งสามจะเคลื่อนไหวกันอีกครั้ง ตัวเลขสีเขียวบนแขนเสื้อของกล้ายก็บอกเวลาเกือบตีสี่แล้ว บาดแผลของวิญญาณหิมะสาวสมานกันจนแทบมองไม่เห็นรอยแล้ว แต่แผลของหลานชายหมอผีใหญ่ยังไม่หายดีนัก รอยเขี้ยวที่เรียวกันเป็นตับยังมีเลือดไหลซิบๆอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม เด็กสาวผมหางม้าก็ตัดสินใจไม่รออีกต่อไปแล้ว เธอแปะพลาสเตอร์แผ่นใหญ่ที่มียาชาฉาบอยู่ให้เพื่อนหนุ่มแก้ขัด ก่อนจะเปลี่ยนซองกระสุนและเช็คอุปกรณ์ของเธออีกครั้ง แล้วสามหน่วยช่วยเหลือก็ออกเดินไปสู่อีกฟากหนึ่งของห้องโถงที่มืดสลัว

 

            ห้องโถงใหญ่ที่เคยเป็นป่าดิบชื้นนี้กว้างมาก กว้างจนหน่วยช่วยเหลือทั้งสามอดประหลาดใจไมได้ว่ามันสร้างอยู่ใต้อาคารขนาดไม่ถึงห้าสิบคุณห้าสิบเมตรได้อย่างไร เด็กสาวผมหางม้าไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความมืดหรือเปล่า แต่หากดูจากแผนที่วัดพิกัดด้วยดาวเทียมที่แสดงผลอยู่บนหน้าจอขนาดจิ๋วที่แขนเสื้อ พวกเธอก็เดินกันมาเป็นเส้นตรงได้ระยะทางเกือบร้อยห้าสิบเมตรเข้าไปแล้ว

 

            แม้ตานีสาวจะเคยได้ยินว่าที่นี่เคยมีการขุดอุโมงค์หลบภัยสมัยสงครามโลกยาวเหยียดไปถึงตัวเมืองแม่ลาดซึ่งอยู่ระหว่างหุบเขาห่างออกไปเกือบสิบกิโลเมตร แต่เธอก็หวาดระแวงอยู่ไม่น้อยว่าพวกเธอจะโดนพลังพรางตาหรือพลังหลงทิศหลอก แต่เธอก็ไม่คิดว่าพลังเหนือธรรมชาติทั้งสองจะหลอกสิ่งประดิษฐ์ล้ำยุคที่ลอยอยู่ในอวกาศได้ ที่สำคัญ เธอยังเป็นคนเขียนโปรแกรมส่วนหนึ่งโดยเฉพาะส่วนป้องกันพลังงานวิญญาณแปลกปลอมเองเสียด้วย หากมันโดนเวทมนตร์พื้นๆทั้งสองบทนั้นหลอกเอาล่ะก็ รู้ถึงไหนคงได้อายถึงนั่นแน่นอน ถึงจะไม่มีเผ่าตานีอยู่ให้เธอขายหน้าแล้วก็เถอะ

 

            แต่ไม่กี่สิบเมตรต่อมา แสงสลัวก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า และเมื่อหนึ่งมนุษย์สองวิญญาณผู้พิทักษ์เคลื่อนที่ใกล้เข้าไปก็พบว่ามันเป็นบันไดยาวที่ทอดตัวลงไปสู่ชั้นที่ลึกกว่า แสงสีขาวซีดๆจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ส่องลอดราวบันไดเป็นเงาทาบผนังคอนกรีตมองดูเหมือนลูกกรงเหล็ก สามหน่วยช่วยเหลือมองหน้ากัน ก่อนที่กล้ายจะทำสัญญาณมือให้อีกสองคนคุกเข่าหลบขณะล้วงเอาแลปท็อปออกมาจากช่องเก็บของด้านหลังเสื้อและสั่งมันรันโปรแกรมอย่างรวดเร็ว อึดใจต่อมา เด็กสาวผมหางม้าก็ยิ้มเครียดๆ ขณะเธอลากนิ้วจากแลปท็อปมาใส่หน้าจอที่ข้อมือ ก่อนจะพับแลปท็อปปิดแล้วยัดมันกลับลงช่องเก็บตามเดิม

 

            “ว่ายังไงบ้างคะรุ่นพี่กล้าย” ยูคิกระซิบถามทันที

            “อยู่ต่ำลงไปจากหมู่เฮาประมาณห้าเมตร ระยะประมาณห้าสิบเมตรทางนั้น” ตานีสาวชี้มือไปด้านหลังของยูคิเฉียงซ้ายมือของเธอเล็กน้อย “เท่าที่กะดู ชั้นล่างก็ต่ำลงจากหมู่เฮาไปห้าเมตร แปลว่ากล้วยน่าจะอยู่ที่ชั่นนี้แน่นอนแล้ว”

            “ไหนกล้ายว่าโปรแกรมนั้นมันอาจจะมีคลาดเคลื่อนได้สองสามเมตรไม่ใช่เหรอ” หลานชายหมอผีใหญ่ท้วง

            “ข้าใช้อีกฟังก์ชั่นนึง” กล้ายอธิบาย “ฟังก์ชั่นนี้จะอ้างอิงตำแหน่งของเป้าหมายจากที่อยู่ปัจจุบันของหมู่เฮา บ่ได้หาตำแหน่งแบบกว้างๆเหมือนฟังก์ชั่นนั้น”

            “แล้วทำไมไม่ใช้ตั้งแต่แรกล่ะ”

            “ยังบ่ถึงระยะ ฟังก์ชั่นนี้ต้องใช้ในระยะใกล้ๆเป้าหมาย บ่อั้นพลังงานวิญญาณจะแรงบ่พอที่จะจับได้” เด็กสาวผมหางม้าผู้เป็นคนเขียนโปรแกรมนี้ขึ้นมาเองกับมือตอบ ก่อนจะลุกขึ้นและยกปืนเข้าร่องไหล่อีกครั้ง “เอ้า ไปเหอะ”

 

            ชั้นล่างเป็นทางเดินยาวคล้ายกับที่ทั้งสามผ่านมาจนเบื่อแล้ว สิ่งที่แตกต่างเพียงอย่างเดียวคือหลอดฟลูออเรสเซนต์บนเพดานที่ติดสว่างอยู่ทุกดวง ประตูไฟเบอร์กลาสเก่ากึ้กจนหยากไย่เกาะเรียงรายอยู่ตลอดแนวผนังมองดูเหมือนทางเดินตามโรงพยาบาล กลิ่นยาจางๆและเสียงหึ่งๆเหมือนเครื่องจักรหนักกำลังทำงานก็ชวนให้นึกถึงโรงพยาบาลยิ่งขึ้นไปอีก วิญญาณหิมะสาวผู้มาจากประเทศที่ทำหนังผีในโรงพยาบาลเยอะที่สุดในโลกอดจินตนาการไม่ได้ว่าผีร้ายตนต่อไปที่พวกเธอต้องเผชิญจะเป็นตัวอะไร หมอโรคจิต พยาบาลในชุดโชกเลือด ศพเดินได้ มนุษย์กลายพันธุ์จากการทดลองยา หรือว่าผีตายทั้งกมที่มีเด็กทารกคว้านท้องควักไส้แม่ออกมาเล่น*.....

 

            แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีอะไรโผล่ออกมาอย่างที่เด็กสาวชาวฮิมิตสึกลัว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมาแทนก็คือไม่มีใครรู้ว่ากล้วยอยู่ที่ไหนหรือในห้องไหน แต่ละห้องก็ดูเหมือนๆกันไปหมด ซ้ำร้ายประตูห้องทุกห้องก็มีหยากไย่เกาะอยู่เต็มแถมยังไม่มีร่องรอยขาด ซึ่งแปลว่าไม่มีใครเปิดมันมานานมากแล้ว ซ้ำร้าย ยิ่งเดินไป พิกัดของเด็กสาวหน้าจืดในหน้าจอขนาดจิ๋วที่ข้อมือกล้ายก็ยิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ

 

            “ข้าว่าหมู่เฮามาผิดทางแล้ว” ในที่สุดตานีสาวผมหางม้าก็เอ่ยขึ้นเมื่อจุดสีแดงที่แสดงตำแหน่งของเพื่อนสาวอยู่ห่างออกไปเกือบห้าสิบเมตร “เดินกลับกันถอะ บางทีอาจจะมีทางลงอื่นก็ได้”

            “แล้วระยะห่างตอนนี้เท่าไหร่” จ้าดถาม

            “ประมาณห้าสิบเมตร”

            “ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้นา” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ “บางทีทางเดินนี้อาจจะหักศอกที่ไหนสักที่ก็ได้ หรือห้องที่กล้วยอยู่อาจจะเป็นห้องประชุมหรืออะไรสักอย่างก็ได้เหมือนกันนี่ ห้าสิบเมตรนี่ห้องประชุมขนาดมาตรฐานเลยนะ”

            “ข้าว่าบ่น่ามีผู้ได๋สร้างห้องประชุมกันใต้ดินลึกขนาดนี้เน่อ เกิดไฟไหม้ขึ้นมาจะหนีจะได” กล้ายท้วง “อีกอย่าง อาวุธที่นางถนัดคือปืนลูกซองกับระเบิด นางก็น่าจะเลือกสถานที่ที่อาวุธสองอย่างนี้จะได้เปรียบ”

 

            “ก็หมายความว่าห้องที่รุ่นพี่นางอยู่น่าจะเป็นห้องเล็กๆ แล้วก็มีที่กำบังมากพอที่จะทำให้รุ่นพี่นางเข้าใกล้พวกเราในระยะหวังผลของปืนลูกซองได้ แล้วก็อาจจะต้องมีทางเดินแคบๆที่วางระเบิดให้เราเหยียบได้สะดวก อย่างนั้นสินะคะ” วิญญาณหิมะสาวออกความเห็น “แต่.... ก็ไม่ได้แปลว่าห้องนั้นจะไม่ใช่ห้องใหญ่นี่คะรุ่นพี่กล้าย บางทีอาจจะเป็นห้องเก็บของ หรือห้องเก็บกระดาษ เอ่อ.... พวกหนังสือ หรือ อ่า.... จดหมาย ภาษาสารขัณฑ์ว่าอะไรน้า...”

            “หมายถึงเอกสารแม่นก่อ” เด็กสาวผมหางม้าพยักหน้าว่าเข้าใจ “ก็เป็นไปได้เน่อ งั้นหากันต่อเถอะ แล้วก็เผื่อห้องกว้างๆแบบห้องประชุมอย่างที่จ้าดอู้เอาไว้ด้วย”

 

            สองวิญญาณหนึ่งมนุษย์ออกเดินอีกครั้ง แต่คราวนี้อย่างมีเป้าหมายมากกว่าเมื่อครู่ ดวงตาสามคู่สอดส่ายสายตาไปตามประตูบานต่างๆ ไม่มีประตูบานไหนมีป้ายชื่อหรือสัญลักษณ์ติดเอาไว้สักบาน อย่างไรก็ตาม ประตูที่เรียงรายอยู่ตามทางเดินนี้ก็เว้นระยะน้อยเกินกว่าจะเป็นห้องใหญ่ๆอย่างห้องเก็บเอกสาร ห้องเก็บของหรือห้องประชุมได้อยู่ดี

 

            ทางเดินทอดยาวออกไปราวไม่มีที่สิ้นสุด ในขณะที่ใจของสาวหน่วยช่วยเหลือก็ร้อนรุ่มขึ้นเรื่อยๆตามเวลาที่งวดลง ตอนนี้ตีสี่กว่าแล้ว และไม่มีใครรู้ว่าจะหาห้องที่ถูกต้องเจอเมื่อไหร่ และแม้จะหาห้องเจอแล้ว พวกเขาก็ยังต้องหาวิธีพากล้วยหนีออกมาให้ได้ หรือบางทีอาจจะถึงขั้นต้องสู้กับนางหรือผีร้ายลิ่วล้ออีก ซึ่งเวลาก็คงจะฉิวเฉียดเต็มที หรือหากโชคร้ายก็อาจไม่ทัน.....

 

            ในที่สุด ทางเดินก็เลี้ยวโค้งหักศอกสองครั้ง ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าหาพิกัดของกล้วยซึ่งยามนี้อยู่ห่างออกไปเกือบร้อยเมตร ทั้งสามใจชื้นขึ้นบ้าง โดยเฉพาะกล้ายซึ่งกำลังหวาดๆว่าโผล่ปลายอุโมงค์อีกทีจะหลุดมาอยู่ที่เมืองในหุบเขา แต่ตราบใดที่ยังหาห้องไม่เจอพวกเขาก็ยังไม่อาจวางใจได้ จนกว่าจะแน่ใจว่ากล้วยยังมีชีวิตอยู่และไม่บาดเจ็บ ก็ไม่มีใครวางใจอะไรได้.....

 

            “เอ่อ.... กล้าย บานนี้รึเปล่า”

            เด็กสาวผมหางม้าหันขวับทันทีที่ได้ยินเสียงกระซิบของเพื่อนหนุ่ม จ้าดชี้ไปยังประตูกระจกคู่บานหนึ่งซึ่งปิดม่านสีดำผืนหนาเอาไว้ แต่ก็ยังพอมองเห็นแสงสว่างเรืองๆส่องออกมาจากในห้อง มิหนำซ้ำ หยากไย่ที่ติดอยู่ตามขอบประตูก็ขาดเละ ตานีสาวขมวดคิ้ว มันจะง่ายเกินไปหรือเปล่า

 

            “จ้าด นายก็ฮู้นี่ว่าถ้าชัดเจนเกินไปจะอี้มีโอกาสสูงที่จะเป็นกับดัก” กล้ายเตือนเพื่อนหนุ่มเสียงต่ำๆ “อาจจะเป็นผีร้ายตนอื่นรอหมู่เฮาอยู่ก็ได้”

            “แต่ก็ไม่น่าผ่านไปเฉยๆนะคะ” เด็กสาวชาวฮิมิตสึเดินมาคุกเข่าลงใกล้ๆประตู มองวงกบที่เต็มไปด้วยหยากไย่ขาดๆอย่างพินิจพิเคราะห์ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองรุ่นพี่สาว “จะให้ฉันลอง.....”

 

            เสียงของยูคิขาดหายไปเมื่อจู่ๆประตูกระจกก็เปิดผางเข้าด้านใน ม่านดำหนาสะบัดพรึ่บ แต่ก่อนที่จะมีใครทันได้เห็นว่ามีอะไรอยู่ในห้อง ผนังด้านหลังก็ระเบิดตูม แรงอัดอากาศกระแทกหน่วยช่วยเหลือทั้งสามจนกระเด็นลอย กล้ายซึ่งอยู่ใกล้ประตูที่สุดลงพื้นก่อน เธอพยายามกัดฟันข่มความจุกยันตัวลุกขึ้น แต่ก็ต้องทรุดฮวบลงอีกครั้งเมื่อยูคิลอยละลิ่วลงมาร่วงตุ้บบนตัวเธอพอดิบพอดี ตานีสาวพยายามตะเกียกตะกายหลบด้วยรู้ว่าอะไรกำลังจะตามมา แต่นั่นกลับทำให้เธอตกเป็นเป้านิ่งของกระสุนหนักเกือบแปดสิบกิโลกรัมที่ชื่อจ้าดซึ่งทับอั้กซ้ำลงบนแผ่นหลังจนเธอแทบแบนติดพื้น

 

            “กล้าย !? จ้าด !? ยูคิ !?

            ความเจ็บปวดของเด็กสาวผมหางม้าหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อเสียงที่คุ้นเคยดังแว่วมาเข้าหู กล้ายสะบัดหลุดจากซากมนุษย์และวิญญาณหิมะที่ทับอยู่ด้านบนได้ภายในเสี้ยววินาทีก่อนจะลุกพรวดขึ้นยืน รอยยิ้มดีใจสุดขีดฉาบอยู่บนริมฝีปากบางเมื่อเห็นเพื่อนสาวที่ลอยอยู่ห่างออกไปเบื้องหน้ายังคงปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน

 

            แต่แล้ว รอยยิ้มก็แปรเปลี่ยนเป็นแววตกใจระคนโกรธแค้น พร้อมๆกับปืนไรเฟิลจู่โจมที่ยกขึ้นประทับบ่าทันทีที่เห็นร่างหนึ่งซึ่งยืนซ้อนอยู่เบื้องหลังเด็กสาวหน้าจืด ขณะริมฝีปากของอีกฝ่ายเผยอรอยยิ้มบาง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงหวานราวแซคคาริน**

 

            “แหม.... จะบุกทั้งที บุกหื้อท่าสวยๆหน่อยบ่ได้กา กล้าย จ้าด ยูคิ.....”

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*ผีตายทั้งกม – วิญญาณของผู้ที่ตายขณะตั้งครรภ์ เชื่อกันว่าเฮี้ยนมาก อาจเพราะมาเบิ้ลแพ็คคู่ช่วยกันหลอกช่วยกันทำมาหากินทั้งแม่ทั้งลูก “ทั้งกม” เป็นคำยืมจากภาษาเขมรซึ่งแปลว่า “ทั้งคู่” แต่คนไทยส่วนใหญ่มักเรียกผิดว่า “ตายทั้งกลม” หรือ “ตายท้องกลม” ด้วยคิดว่ามาจากลักษณะของคนท้อง

 

**แซคคาริน (Saccharin) – สารให้ความหวานแทนน้ำตาล คนไทยมักเรียกผิดเป็นขัณฑสกร (ดูคำแปลด้านล่าง) มีรสหวานกว่าน้ำตาลราว 300-700 เท่าและไม่ให้พลังงาน จึงมักใช้ในผลิตภัณฑ์ปลอดน้ำตาลหรือของหวานเพื่อสุขภาพต่างๆ แต่จะให้รสขมหรือรสเหมือนเหล็กติดลิ้นโดยเฉพาะที่ความเข้มข้นสูงๆ ในอดีตเชื่อว่ามีอันตรายต่อสุขภาพ แต่ปัจจุบันมีงานวิจัยยืนยันว่าแซคคารินปลอดภัย แซคคารินทำละลายได้ดีในน้ำ และมักใช้คู่กับแอสปาร์แตม ซึ่งเป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลอีกตัวหนึ่ง

 

ขัณฑสกร เป็นคำที่มักใช้เรียกแซคคารินอย่างผิดๆ จริงๆเป็นคำโบราณหมายถึงน้ำตาลกรวด เครื่องยาไทยชนิดหนึ่งคล้ายน้ำตาลกรวด หรือ “นํ้าตาลชนิดหนึ่งเชื่อกันว่าเกิดที่ใบบัว เช่น เมื่อเวลา พุ่มไม้มีดอกออกตระการบานเต็มที่พร้อมฤดู เสาวคนธรสเรณูโรยร่วง ลงบนใบอุบลซึ่งลอยลาดดาดาษอยู่บนหลังน้ำ เมื่อล่วงเวลากาลก็ก่อ เกิดโอชะวิเศษหวานเป็นมธุรส มีนามกำหนดเรียกว่า โบกขรมธุ?ผู้ เรียนรู้ลุในตำราแพทยศาสตร์ ย่อมสืบเสาะแสวงหามาประกอบใช้ใน การโอสถ มีนามปรากฏเรียกว่า ขัณฑสกร.” (ม. ร่ายยาว จุลพน) (จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน)

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น