ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 28 : ความช่วยเหลือที่ติดอยู่ในป่าดงดิบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 42
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ม.ค. 58

            เวลาดูเหมือนจะหยุดลงชั่วขณะเมื่อคู่สงครามทั้งสองมองกันไปมองกันมาราวจะประเมินกำลังของกันและกัน แต่ด้วยอารมณ์ต่างกันโดยสิ้นเชิง ฝ่ายหนึ่งแสยะยิ้มกว้างราวปีศาจที่เห็นเหยื่อตัวน้อยนั่งตัวสั่นงันงกอยู่เบื้องหน้า ในขณะที่อีกฝ่ายจ้องมองกลับไปด้วยสายตาตื่นตระหนกระคนสยดสยอง และแล้ว ปอบไห้ก็ส่งเสียงคำรามแหลมสูง ก่อนจะคลานตะเกียกตะกายด้วยความเร็วสูงตรงมาหาหน่วยช่วยเหลือทั้งสามทันที

 

            “หมอบ !

            กล้ายร้องสั่งเพื่อนทั้งสอง มือซ้ายกดหัวจ้าดซึ่งอยู่ข้างตัวลงจนเด็กหนุ่มหน้าคะมำหัวทิ่มลงกับพื้นขณะมือขวาเหนี่ยวไกสาดกระสุนอย่างเดาสุ่มไปยังอสุรกายในคราบยายแก่ที่เปลี่ยนจากการตะเกียกตะกายเหมือนจระเข้เป็นการกระโจนซ้ายทีขวาทีเหมือนเสือเตรียมตะครุบเหยื่อใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ประกายไฟจากปากกระบอกปืนส่องให้เห็นว่ากระสุนนัดหนึ่งเจาะเข้ากลางหน้าผากของผีร้ายอย่างจัง แต่ก็ไม่ได้ทำให้มันลดความเร็วลงเลยแม้แต่น้อย

 

            กล้ายกราดยิงเป็นชุดสั้นๆติดๆกันหมายสกัดไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าถึงตัว แต่เพียงไม่กี่ชุด ซองกระสุนที่มีความจุเพียงสามสิบนัดก็หมดเกลี้ยง ไวเท่าความคิด เด็กสาวผมหางม้าถอดมันเขวี้ยงทิ้งก่อนจะเสียบซองใหม่เข้าไปภายในเวลาไม่ถึงวินาที แต่ก็ยังช้ากว่าปอบไห้ที่ลงส้นเท้าเบรกห่างออกไปสองสามเมตรเบื้องหน้า ก่อนจะถีบเท้าดีดตัวเข้าใส่แหล่งอาหารใหม่เบื้องหน้าทันที

 

            หน่วยช่วยเหลือทั้งสามแตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทางทันทีเมื่อผีร้ายพุ่งเข้าใส่ ด้วยสัญชาตญาณ ยูคิยืดดาบเรืองแสงของเธอออกมาทันทีหมายจะช่วยรุ่นพี่สาวสู้ด้วยอีกทาง แต่นั่นกลับทำให้สถานการณ์แย่ลงเมื่อมันกลายเป็นเป้าสายตาชั้นดีให้อสุรกายในคราบยายแก่

 

            ผีร้ายคลานเป็นเส้นโค้งอ้อมไปด้านหลังนักเรียนแลกเปลี่ยนสาว และทันทีที่ยูคิหันไปอีกทางมันก็กระโจนเข้าใส่ทันที ปากอ้ากว้างปล่อยน้ำลายเหนียวไหลยืดออกมาเป็นทางเมื่อรู้ว่ามันกำลังจะได้เหยื่อใหม่ที่สดกว่าและมีไส้เหลือให้กินมากกว่า แต่มันกลับต้องหน้าทิ่มลงกับพื้นเมื่อเหยื่อที่มันคิดว่าหมูๆเคลื่อนที่ในพริบตาหลบฉากออกไปได้อย่างเฉียดฉิว ยูคิเห็นฝ่ายตรงข้ามเสียจังหวะก็สืบเท้าเดินหน้าก่อนจะเหวี่ยงดาบฟันเฉียงสะพายแล่ง แต่เป้าหมายหายไปจากระยะโจมตีเสียแล้ว เสี้ยววินาทีต่อมา เลือดในกายของสาวแว่นก็จับตัวเป็นน้ำแข็งอย่างฉับพลันเมื่อเสียงคำรามแหลมสูงดังขึ้นที่ข้างหู ก่อนจะตามมาด้วยเสียงขากรรไกรอ้ากว้าง.....

 

            “ฝันไปเถอะ !

            ก่อนที่เขี้ยวสีเหลืองอ๋อยที่เกราะกรังไปด้วยคราบสีแดงคล้ำจะชำแรกลงไปในเนื้อขาว อสุรกายในคราบยายแก่ก็มีอันต้องกระเด็นลอยเมื่อพานท้ายวัสดุสังเคราะห์แข็งเป๊กของปืนไรเฟิลจู่โจมฟาดเปรี้ยงเข้าเต็มโหนกแก้ม กล้ายขยับนิ้วบิดปุ่มบังคับการยิงไปยังโหมดอัตโนมัติก่อนจะสาดกระสุนเข้าใส่จุดตกของปอบไห้อย่างไร้ปรานี แต่เห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อยเมื่อมันพุ่งสวนวิถีกระสุนโถมตัวเข้าใส่เธอจนล้มทั้งยืน

 

            ไวเท่าความคิด เด็กสาวผมหางม้าบิดตัวยันส้นเท้าถีบฝ่ายตรงข้ามออกไปก่อนจะยันตัวลุกขึ้น แต่ผีร้ายไม่ยอมแพ้ง่ายๆ มันกลิ้งอ้อมไปด้านหลังตานีสาวก่อนจะโถมตัวกระแทกเธอจนล้มลงกับพื้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ในท่านอนคว่ำ กล้ายพยายามพลิกตัวกลับ แต่อสุรกายในคราบยายแก่ปีนขึ้นนั่งคร่อมตัวเธอเอาไว้เสียแล้ว มือเหี่ยวย่นข้างหนึ่งกดท้ายทอยของเด็กสาวผมหางม้าเอาไว้ อีกข้างกระชากปืนไรเฟิลจู่โจมก่อนจะเหวี่ยงมันกระเด็นหายไปในความมืด ก่อนที่ริมฝีปากสีดำที่เกรอะกรังไปด้วยของเหลวเหนียวๆสีแดงจะอ้ากว้างเตรียมฝังคมเขี้ยวและถ่ายวิญญาณสู่ร่างใหม่เบื้องหน้า......

 

            “ขอบคุณที่โยนปืนให้นะเว้ย”

            ปอบไห้ชะงักกึกเมื่อได้ยินเสียงพึมพำดังขึ้นจากด้านขวา เสี้ยววินาทีต่อมา กระสุนขนาดห้าจุดห้าหกมิลลิเมตรก็เจาะทะลวงผ่านขมับของมันไปทะลุออกอีกด้านหนึ่ง ก่อนจะตามมาคิดๆด้วยอีกสามนัดจนหัวที่เหลือผมสีขาวขึ้นหรอมแหรมแตกโพละเหมือนแตงโมถูกทุบ เลือดสีคล้ำและมันสมองที่หมดสภาพไปแล้วนับสิบปีสาดกระจายส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งจนแทบหายใจไม่ออก ร่างเหี่ยวย่นที่เหลือหัวอยู่เพียงครึ่งหน้าโงนเงนอยู่สองสามวินาที ก่อนจะล้มพับลงไปข้างตัวตานีสาว

 

            “กล้าย โดนกัดรึเปล่า” เด็กหนุ่มหน้าดุปรี่เข้าหาเพื่อนสาวทันทีที่เห็นศัตรูสิ้นฤทธิ์ แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีรอยแผลอะไรก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนที่ดวงตาตี่จะเหลียวมองร่างเหี่ยวย่นที่นอนจมกองเลือดอยู่ข้างๆ “เฮ้อ ไอ้ปอบนี่ คิดว่าจะแน่ โดนเข้าไปไม่กี่นัดก็จอดซะแล้ว”

            “จ้าด ถอยไป ปอบยังบ่ตายเน่อ!

            “หา ว่าไง.....”

 

            ยังไม่ทันขาดคำ จ้าดก็ต้องทิ้งตัวลงหมอบกับพื้นเมื่อร่างโชกเลือดของหญิงชราลุกพรวดก่อนจะโผผ่านเหนือหัวเขาไปเหมือนซอมบี้ที่เด็กหนุ่มเคยเห็นในหนังไม่มีผิด อันที่จริง สภาพของปอบไห้ยามนี้ก็คือซอมบี้ดีๆนี่เอง แต่เป็นซอมบี้ที่ยังคงอาละวาดได้แม้จะเหลือหัวอยู่เพียงครึ่งเดียว ดวงตาของมันเปลี่ยนจากสีเขียวเรืองแสงเป็นสีน้ำเงินเข้มในฉับพลันขณะมันเข้าจู่โจมหลานชายหมอผีใหญ่อีกครั้ง จ้าดหมอบหลบอีกครั้งก่อนจะสาดกระสุนซ้ำเข้าใส่หัวของมันไม่ยั้งจนซีกหน้าผากแตกออกเป็นชิ้นๆ แต่ก็ไร้ผล อสุรกายในร่างหญิงชรายังคงจิกเท้ากลับตัวพุ่งเข้าหาเขาได้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เด็กหนุ่มหน้าดุต้องลุกพรวดก่อนจะถีบเท้าหลบเมื่อฟันแหลมของผีร้ายงับดังกั้บ เฉียดน่องของเขาไปเพียงนิดเดียว

 

            “ทำไมยิงหัวแล้วมันยังไม่ตายล่ะกล้าย !?” หลานชายหมอผีใหญ่โวยวาย

            “แกนวิญญาณของปอบบ่ได้อยู่ที่หัว บ่ได้อยู่ที่อกด้วย !” กล้ายตอบด้วยเสียงร้อนรนพอๆกัน “วิญญาณปอบอัดกันอยู่แถวๆท้อง ต้องยิงท้องให้แหลกถึงจะตาย !

            “แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกเล่า!?

            “ก็นายบ่ถามนี่ แล้วเอาปืนข้าคืนมาได้แล้ว !

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุโยนปืนคืนให้เพื่อนสาวก่อนจะควักอีโต้คู่ใจออกมาถือเตรียมพร้อม เงาตะคุ่มที่เคลื่อนไปมาเบื้องหน้าบอกว่าปอบกำลังหาจังหวะกลับเข้าจู่โจม จ้าดตัดสินใจชิงลงมือก่อนบ้าง เด็กหนุ่มพุ่งไปดักหน้าฝ่ายตรงข้าม อีโต้เงื้อเหนือไหล่ก่อนจะวาดขวางลำ ผีร้ายเห็นศัตรูรุกกลับก็ถอยกรูดหมายจะใช้ความมืดเป็นเครื่องกำบังอีกครั้ง แต่ถอยไปได้เพียงไม่กี่ก้าว มันก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงเหมือนไฟฟ้าช็อตดังขึ้น ก่อนที่ดาบเรืองแสงสีฟ้าจะสับลงในแนวตั้งฉาก เฉียดไหล่ของมันไปเพียงนิดเดียว

 

            อสุรกายผู้เป็นฝ่ายจู่โจมมาตลอดถึงกับตั้งตัวไม่ติดเมื่อถูกโต้กลับอย่างฉับพลัน มันดีดตัวถอยห่าง ยูคิสืบเท้าตามติดก่อนจะเงื้อดาบสับรัวเหมือนสับหมูจนปอบไห้ต้องดิ้นหลบหยองแหยงเหมือนปลาดุกถูกโยนขึ้นบก แต่ดาบหนึ่งก็เฉือนแขนขวาขาวซีดที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นขาดกระเด็นจนได้

 

            ผีร้ายร้องเสียงแหบแห้งด้วยความเจ็บปวดก่อนจะถอยกรูดเข้าไปในหมู่กองเศษวัสดุ แต่ยังไม่ทันได้ไปไหนไกลกว่านั้น ลำแสงจากไฟฉายที่ติดอยู่กับปืนไรเฟิลจู่โจมของตานีสาวก็ส่องกราดลงบนตัวของมัน ก่อนจะตามมาด้วยลำแสงสีฟ้าของกระสุนหัวทำลายวิญญาณที่พุ่งแหวกอากาศเฉี่ยวหลังหัวของมันไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตรจนปอบไห้ต้องหมอบลงกับพื้นอย่างหวาดกลัว แม้ร่างของมันจะทนกระสุนหัวเจาะเกราะได้จนเละเทะตราบใดที่ยังมีพื้นที่พอให้มันสิงสู่ แต่หากเจอกระสุนหัวทำลายวิญญาณเข้าไปล่ะก็อาจจบเห่ได้ในนัดเดียว

 

            “โดนรุมแบบนี้ถึงกับไปไม่เป็นเลยเชียวนะ อ่อนว่ะ!” จ้าดแค่นหัวเราะอย่างสะใจพลางสืบเท้าย่างสามขุมเข้าหาฝ่ายตรงข้ามซึ่งยามนี้ถอยกรูดไปจนชิดผนังอีกด้านหนึ่งของห้องใต้ดิน “เอาล่ะ ต้องเสียบท้องสินะ งั้นก็ตายซะเถอะ !

            “จ้าด ข้าอู้แล้วไงว่าอย่าประมาท !

 

            คำเตือนของกล้ายเป็นจริงราวกับมีวาจาสิทธิ์ ทันทีที่เด็กหนุ่มเงื้ออีโต้ ปอบไห้ที่ตกอยู่ในสภาพหมาจนตรอกก็คำรามลั่นก่อนจะดีดตัวพุ่งลอดวงสวิงมีดเล่มหนาเข้าหาเอวที่เปิดโล่งของหลานชายหมอผีใหญ่ จ้าดเบี่ยงตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว แต่เสี้ยววินาทีต่อมาเขาก็รู้ว่านั่นเป็นการกระทำที่ผิดมหันต์เมื่อสะดุดอะไรบางอย่างจนล้มคว่ำ ความเจ็บปวดพุ่งจีีดจากหลังขึ้นไปตามก้านสมองเมื่อเหลี่ยมของอะไรบางอย่างนั้นกระแทกกระดูกซี่โครงด้านหลังของเขาเต็มๆ

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุกัดฟันข่มความเจ็บปวดพยายามยันตัวลุกขึ้นอีกครั้ง แต่อสุรกายในร่างยายแก่เข้าถึงตัวเขาเสียแล้ว กล้ายเห็นท่าไม่ดีรีบยิงกราดหมายสกัดฝ่ายตรงข้าม แต่ก็ยังช้ากว่าผีปอบที่กระชากร่างเหยื่อลากถูลู่ถูกังไปหลบอยู่หลังตู้เหล็กสูงเกือบสามเมตร มือซ้ายที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวคว้าหัวหลานชายหมอผีใหญ่ก่อนจะกระแทกลงกับพื้นดังปึ้กจนสติดับวูบ ปอบไห้อ้าปากแยกเขี้ยว ก่อนจะขย้ำลงไปที่แผ่นหลังกว้างของเด็กหนุ่มหน้าดุทันที

 

            เขี้ยวแหลมแทงทะลุเสื้อตัวหนาลงไปเจาะผิวหนังเบื้องล่างอย่างง่ายดาย เลือดสีแดงฉานไหลพรั่งพรูเหมือนน้ำผุดออกจากรอยถูกกัดทั้งแปดรอยที่เรียงกันเป็นแนวเส้นโค้ง ร่างของหญิงชราผู้ไม่เหลือวิญญาณร้ายอยู่ภายในอีกแล้วค่อยๆถอนเขี้ยวออกอย่างช้าๆ ก่อนจะล้มพับลงไปดื้อๆราวกับหุ่นเชิดที่ถูกตัดเชือก ขณะเสียงร้องโหยหวนของผู้ถูกกัดกรีดผ่านอากาศก้องสะท้อนไปมาอยู่ในชั้นใต้ดินอย่างน่าสยดสยองเมื่ออาการปวดแสบปวดร้อนค่อยๆแผ่กระจายออกจากแผลเหมือนพิษร้าย.....

 

            คนที่ถูกกัดไม่ใช่จ้าด

            หากเป็นยูคิ

 

            ไขสันหลังของตานีสาวผมหางม้าเย็นวาบราวกับถูกราดด้วยไฮโดรเจนเหลวเมื่อเห็นรุ่นน้องสาวในแสงไฟฉายเบื้องหน้ากุมแขนที่อยู่ภายในเสื้อสีขาวตัวหนาซึ่งบัดนี้ถูกเลือดที่ไหลพรั่งพรูจากแผลถูกกัดทั้งแปดอาบจนกลายเป็นสีแดงฉาน เลือดสดๆไหลหยดลงจากแขนเสื้อขาดวิ่นเป็นทางบนพื้นที่เขรอะไปด้วยฝุ่น ยูคิงอตัวลง กดแขนลงกับขาแน่น แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดคลายลงเลยแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม อาการปวดแสบปวดร้อนแสนสาหัสที่กำลังแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆจนแทบจะกลืนแขนของเธอไปทั่งแขนนี้ก็เทียบไม่ได้เลยกับความกลัวที่ลบทุกสิ่งออกไปจากหัวเธอจนขาวโพลน เธอถูกกัดแล้ว เธอกำลังจะกลายเป็นอสุรกายน่าเกลียดน่ากลัวตนนี้.....

 

            กล้ายเองก็หวาดกลัวไม่แพ้กัน เธอรู้ดีว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น เมื่ออาการปวดแสบปวดร้อนนี้ลามไปจนทั่วร่าง ก็แปลว่าวิญญาณของปอบกลืนกินวิญญาณของเด็กสาวเรียบร้อยแล้ว และไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ร่างทั้งร่างของเธอก็จะแปรเปลี่ยนเป็นอสุรกายกระหายเลือดอย่างไม่มีวันจะกลับมาเป็นคนเดิมได้อีก ซึ่งนั่นก็หมายความว่ารุ่นน้องสาวจะต้องถูกเธอยิงทิ้ง อย่างศพไม่สวยเสียด้วย แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว

 

            ตานีสาวยกปืนขึ้นเล็งตรงไปยังกลางขมับของยูคิ นิ้วชี้แตะอยู่ที่ไกพร้อมจะเหนี่ยวทันทีที่รุ่นน้องสาวคำรามด้วยเสียงแหลมสูงซึ่งบ่งบอกว่าเธอเปลี่ยนจากมนุษย์เป็นปอบโดยสมบูรณ์ ริมฝีปากบางเม้มแน่นขณะเธอขอโทษรุ่นน้องสาวอยู่ในใจ.....

 

            แต่แล้ว ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวของกล้ายก็ต้องเบิกกว้างขึ้นอย่างตกใจระคนประหลาดใจเมื่อจู่ๆลูกไฟสีดำเหลือบเขียวขนาดราวกำปั้นก็กระเด็นออกมาจากร่างของรุ่นน้องสาว ก่อนที่คิ้วบางจะขมวดเข้าหากันอย่างแรงจนหน้าผากของเธอย่นไปทั้งแผง จากประสบการณ์ปราบผีนับสิบปี เธอรู้ทันทีว่านั่นคือดวงวิญญาณของปอบ แต่เท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ ไม่เคยมีมนุษย์คนไหนขับปอบออกจากร่างกายได้แบบนี้เลยสักคน แม้แต่ต่อต้านการครอบงำของมันให้นานขึ้นเพียงสักนาทีสองนาทีก็ยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ

 

            ในฉับพลัน ความทรงจำของตานีสาวนึกย้อนไปถึงออร่าแปลกๆที่เธอรู้สึกจากตัวของรุ่นน้องสาวมาตลอด และสิ่งที่เธอหลุดปากออกมาในรถก่อนจะรีบกลบเกลื่อน หรือว่าเด็กสาวชาวต่างชาติผู้นี้จะไม่ใช่มนุษย์.....

 

            แต่ยามนี้มีเรื่องอื่นที่เร่งด่วนกว่านั้นมาก วิญญาณปอบซึ่งดูเหมือนเพิ่งจะรู้ตัวว่ามันหลุดออกมานอกร่างเจ้าบ้านลอยวนไปวนมามองหาเหยื่อใหม่ก่อนที่มันจะสลายไป แล้วร่างของจ้าดซึ่งยังคงนอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่หลังตู้เหล็กก็เตะดรอปคิกเข้าตามันอย่างจัง วิญญาณปอบไห้ลอยอย่างเร็วที่สุดเท่าที่มันจะทำได้มุ่งตรงไปยังร่างหลานชายหมอผีใหญ่ แต่ก็ยังช้ากว่ากระสุนหัวทำลายวิญญาณเพียงนัดเดียวจากไรเฟิลจู่โจมในมือกล้ายซึ่งพุ่งด้วยความเร็วเหนือเสียงเกือบสามเท่าเข้าเจาะกลางแกนวิญญาณของมันอย่างแม่นยำราวเล็งด้วยเลเซอร์

 

            เสียงกรีดร้องแหลมสูงผิดธรรมชาติดังเสียดแทงอากาศหนาวเหน็บในห้องใต้ดินด้วยอานุภาพทะลุทะลวงยิ่งกว่ากระสุนของกล้ายจนหน่วยช่วยเหลือที่ยังคงได้สติอยู่ทั้งสองต้องยกมือขึ้นปิดหู อสุรกายดวงกุดระเบิดออกเป็นลูกไฟสีเขียวเหลือบดำดวงใหญ่ที่สาดแสงทั่วชั้นใต้ดินราวกับหลอดไฟทั้งหมดบนเพดานถูกเปิดและเร่งกำลังขึ้นนับสิบเท่าพร้อมๆกัน มันดิ้นทุรนทุรายอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นสะเก็ดไฟนับพันๆชิ้น และในที่สุดก็ดับวูบหายไปในความมืดที่กลับมาปกคลุมชั้นใต้ดินอีกครั้ง

 

            ยูคิหอบหายใจหนักหน่วงราวกับเพิ่งวิ่งอุลตรามาราธอนรอบรัฐเวียงตานเสร็จมาหมาดๆ หัวใจเต้นโครมคราวราวจะดันปอดให้ยุบได้ แม้อาการปวดแสบปวดร้อนจะหายไปแล้ว แต่รอยเขี้ยวลึกทั้งแปดบนท่อนแขนก็ยังคงปวดตุบๆเหมือนมีชีวิต และแม้จะพอเดาได้ว่าสิ่งที่เธอเห็นและแตกสลายไปเรียบร้อยแล้วคือวิญญาณของปอบ แต่ความกลัวก็ยังคงเกาะกุมอยู่ในหัวใจ เธอรอดแล้วแน่หรือ หลังจากนี้เธอจะกลายเป็นปอบโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า.....

 

            เด็กสาวชาวฮิมิตสึเงยหน้าขึ้นอ้าปากหวังจะถามตานีรุ่นพี่ แต่กล้ายหายไปแล้ว วินาทีต่อมา สีเลือดที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดบนใบหน้าของเธอก็หายวับเมื่ออะไรเย็นๆกระแทกลงบนท้ายทอย นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวพยายามหันหน้าไปมอง แต่แรงกดที่มากขึ้นก็ทำให้เธอรู้ว่าไม่ควรเสี่ยง ยูคิค่อยๆหันหน้ากลับไปช้าๆ ร่างของเธอสั่นระริกอย่างหวาดกลัวขณะตานีสาวผู้พร้อมจะยิงหัวเธอกระจุยได้ทุกเมื่อเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเฉียบขาด

 

            “ยูคิ ตอบข้ามาตรงๆยูคิเป็นตัวอะหยังกันแน่”

            “อะ.... อะไรนะคะ....” สาวแว่นย้อนถามด้วยเสียงหวาดหวั่นระคนงุนงงอย่างที่สุด “รุ่นพี่กล้าย..... หมายความว่ายังไงคะ.....”

            “มนุษย์จะกลายเป็นปอบเมื่อถูกปอบชนิดได๋ก็ตามถ่ายวิญญาณใส่ บ่มีข้อยกเว้น แต่เผ่าพันธุ์วิญญาณหรือปีศาจชนิดอื่นๆจะบ่เป็นอะหยัง” กล้ายตอบเสียงเฉียบขาด “นี่ยูคิถึงกับไล่มันออกมาจากร่างได้ ก็แปลว่ายูคิบ่แม่นมนุษย์ ยูคิเป็นตัวอะหยังกันแน่ อู้มาเดี๋ยวนี้ บ่อั้นข้าจะยิง !

            “ฉันก็เป็นมนุษย์ธรรมดานี่คะ” นักเรียนแลกเปลี่ยนพูดเสียงสูง “ถามอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็เลิกเอาปืนมาติดหัวฉันสักที ฉันกลัวนะคะรุ่นพี่กล้าย !

            “บ่มีทาง ยูคิบ่แม่นมนุษย์ธรรมดาแน่ ข้าจับรูปแบบพลังงานวิญญาณแปลกๆจากตัวยูคิได้ แล้วยูคิก็อู้ถึงเผ่าพันธุ์อะหยังสักอย่างในรถด้วย !” กล้ายสวนกลับ “ยูคิเป็นตัวอะหยังกันแน่ ถ้าบ่ได้ประสงค์ร้ายจะปิดบังยะหยัง ตอบมา บ่อั้นข้าเจ้ายิงแต๊ๆเน่อ!

 

            เด็กสาวชาวฮิมิตสึเงียบไปอึดใจหนึ่ง ไหล่สะท้านขึ้นลงบอกให้รู้ว่าเธอกำลังหายใจลึกและเร็ว แต่จู่ๆมันก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงถอนหายใจ ก่อนที่นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา

 

            “ใช่ค่ะรุ่นพี่กล้าย ฉันไม่ใช่มนุษย์”

            “แล้วเป็นตัวอะหยัง” น้ำเสียงของตานีสาวยังคงข่มขวัญ

            “ถ้าพูดถึงวิญญาณหิมะ รุ่นพี่กล้ายจะรู้จักมั้ยคะ”

            “วิญญาณหิมะ ?” กล้ายทวนคำ คิ้วบางขมวดเข้าหากันทันทีที่ได้ยินคำตอบของรุ่นน้องสาว “แต่วิญญาณหิมะล่มสลายไปแล้วเมื่อสิบเอ็ดปีก่อนบ่แม่นก๋า รายงานบอกว่าบ่มีผู้ได๋รอดชีวิต ข้าจำได้ว่าหันจากในเครือข่ายเผ่าพันธุ์วิญญาณ”

            “ใช่ค่ะ เผ่าพันธุ์ของฉันล่มสลายไปแล้ว.... รุ่นพี่กล้ายก็ได้ยินที่ฉันหลุดปากพูดออกไปในรถนี่คะ” จู่ๆเสียงที่เคยใสของยูคิก็มืดมนลงอย่างฉับพลัน “แต่พวกฉันไม่ได้ตายหมดอย่างที่ข่าวรายงาน ยังมีพวกฉันเหลืออยู่ประมาณเกือบสิบ แต่ทุกตนก็แตกกระจัดกระจายไปทั่วฮิมิตสึ ต้องปกปิดตัวเอง ไม่มีใครกล้าต่อสู้เพื่อกอบกู้เผ่าพันธุ์เลยสักตน ฉันถึงบอกไงคะว่าถ้าได้วิญญาณหิมะที่เหมือนรุ่นพี่กล้วยสักตน เผ่าพันธุ์ของฉันก็คง.....”

 

            นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวเม้มปากก่อนจะก้มหน้าลง จึงไม่เห็นว่ารุ่นพี่สาวต่างเผ่าพันธุ์กำลังจ้องมองเธออยู่อย่างอึ้งแกมทึ่ง แน่นอนว่ากล้ายรู้จักวิญญาณหิมะ รู้จักดีเสียด้วย ส่วนหนึ่งด้วยเป็นเผ่าพันธุ์วิญญาณผู้พิทักษ์เหมือนกัน และอีกส่วนก็ด้วยวิญญาณหิมะมีชีวิตคล้ายกับตานีมาก กิตติศัพท์ความสามารถของวิญญาณหิมะในการกำราบภูตผีปีศาจด้วยเวทมนตร์สายควบคุมสภาพอากาศและควบคุมพลังงานก็เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่เผ่าพันธุ์วิญญาณผู้พิทักษ์เมืองแทบจะทั่วโลก มิหนำซ้ำยังเป็นหนึ่งในไม่กี่เผ่าที่เปิดเผยตัวเองและติดต่อกับมนุษย์ แต่นั่นก็นำมาซึ่งจุดจบเมื่อมนุษย์ที่หวังในพลังพิเศษของพวกเธอรวมตัวกันบุกเข้าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนล่มสลายอย่างน่าเศร้า เธอไม่คิดเลยว่ารุ่นน้องสาวผู้นี้จะเป็นหนึ่งในผู้เหลือรอดจากโศกนาฏกรรมที่สั่นสะเทือนสังคมวิญญาณผู้พิทักษ์ครั้งนั้น.....

 

            “จะใช่แน่เร้อ ถ้าเป็นวิญญาณหิมะจริง ทำไมตอนนั้นโดนผีเข้าได้ง่ายๆแบบนั้นล่ะ แถมยังกลัวผีซะอีก”

            ทั้งตานีสาวผมหางม้าและวิญญาณหิมะสะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ๆเสียงยานคางก็ดังขึ้น จ้าดฟื้นแล้ว เขาค่อยๆลุกขึ้นช้าๆเหมือนผีดิบลุกจากโลง มือกุมท้ายทอยตรงที่ถูกปอบจับโขกพื้นป้อย

 

            “นายน่ะหุบปากไปเลยบ่าจ้าดง่าว” กล้ายแหว “ที่ยูคิเป็นจะอี้ก็เพราะนายเน่อ ฮู้ตัวซะบ้าง !

            “ไหน ใครเป็นอะไร” เด็กหนุ่มหน้าดุถามกลับอย่างงุนงง แต่เมื่อดวงตาตี่เหลือบไปเห็นแขนที่ชุ่มโชกเลือดของรุ่นน้องสาวที่นั่งอยู่ข้างตัว หลานชายหมอผีใหญ่ก็อ้าปากค้างก่อนจะถามตะกุกตะกัก “ยะ ยูคิ..... ปะ ไปโดนอะไรมา..... อย่าบอกนะว่าโดนปอบกัด.....”

            “ก็โดนปอบกัดจะได !” ตานีสาวตอบแทน “เปิ้นเอาแขนรับเขี้ยวปอบหื้อนายจนเป็นจะอี้ บ่อั้นนายกลายเป็นปอบไปนานแล้ว แต๊ๆก็น่าปล่อยหื้อกลายเป็นปอบอยู่หรอก ทั้งประมาททั้งง่าวจะอี้ เป็นปอบแล้วตายๆไปซะก็ดีเหมือนกัน !

            “จะ.... จริงเหรอ” ดวงตาตี่เบิกกว้าง ก่อนที่จ้าดจะหันไปขอโทษขอโพยรุ่นน้องสาว “ขอโทษนะยูคิ ขอโทษจริงๆ เราผิดไปแล้ว เราไม่น่าทำแบบนั้นเลย ยูคิเลยต้องมาเจ็บตัวแบบนี้.....”

            “มะ.... ไม่เป็นไรหรอกค่ะรุ่นพี่จ้าด รุ่นพี่ก็เคยช่วยฉันเอาไว้ ก็ถือว่าหายกันไปก็แล้วกันค่ะ” นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวฝืนยิ้มทั้งๆที่แผลยังคงเจ็บแปลบราวกับถูกไฟเผา “ว่าแต่รุ่นพี่จ้าดมีพลาสเตอร์หรือยาใส่แผลอะไรติดตัวมาบ้างรึเปล่าคะ ขอฉันหน่อยเถอะ”

            “ไม่มีแฮะ....”

            “ข้ามียาสมานแผลของตานี แต่บ่ฮู้เน่อว่าจะใช้กับวิญญาณหิมะได้ก่อ แต่น่าจะใช้ได้แหละ ขนาดมนุษย์ยังใช้ได้เลย” กล้ายเดินมาคุกเข่าลงข้างรุ่นน้องสาวก่อนจะควักขวดเล็กๆจากในกล่องที่คาดอยู่กับเข็มขัดยื่นให้ “แต่เท่าที่ข้าจำได้ วิญญาณหิมะสมานตัวเองได้ด้วยการควบคุมพลังงานบ่แม่นก๋า”

            “ฉันทำไม่ได้ค่ะ” เสียงของยูคิกลับไปแฝงแววมืดมนอีกครั้งขณะเธอหยดยาน้ำสีเขียวอ่อนลงบนปากแผล เด็กสาวนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อแผลแสบจี๊ดขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะค่อยๆสมานตัวเข้าหากัน “ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ฉันเป็นวิญญาณหิมะที่อ่อนแอมาก แค่เวทมนตร์ธรรมดาๆ ก็ใช้ไม่ได้ แล้วก็ยังแทบไม่มีภูมิต้านทานการถูกวิญญาณสิงด้วย ที่ถูกผีสิงบนหลังคารถไฟฟ้าตอนนั้นก็เป็นเพราะเหตุผลนี้เหมือนกัน ที่จริงฉันประหลาดใจมากด้วยซ้ำว่าทำไมผีปอบถึงควบคุมร่างกายฉันไม่ได้ ทั้งที่เป็นวิญญาณแท้ๆ”      “ปอบเป็นวิญญาณชนิดพิเศษที่ใกล้เคียงกับปีศาจมากกว่าผี วิญญาณหมู่นี้ชอบมนุษย์ แต่ถ้าสิงร่างที่เป็นพลังงานจะถูกรบกวนจนต้องหนีออกมา บ่อั้นเปิ้นอาจจะแตกสลายได้” ตานีสาวตอบ ก่อนจะตบไหล่รุ่นน้องสาวเบาๆเมื่อเห็นว่าเธอยังคงตีหน้าอมทุกข์ “บ่ต้องเศร้าไปหรอก ยูคิบ่ได้บ่เก่ง แค่ดาบเรืองแสงนี่ก็แจ๋วจ้าดแล้วเน่อข้าว่า”

            “อ้าว พูดดีๆก็เป็นเหรอเจ๊ ไอ้ผมก็นึกว่าเจ๊พูดเป็นแต่กัดคน” หลานชายหมอผีใหญ่สอดขึ้นด้วยเสียงเนือยๆ “เอ หรือว่าจะพุดดีแต่กับผู้หญิง ระวังนะยูคิ ตานีตนนี้น่ะเป็น....”

            “เงียบไปเลยบ่าจ้าดง่าว” กล้ายกัดกลับก่อนที่จ้าดจะทันได้พูดจบประโยค ปื้นสีชมพูปรากฏบนใบหน้าขาวเล็กน้อยขณะเธอลุกขึ้นยืน “เอ้า ยูคิหายเจ็บแล้วแม่นก่อ งั้นหมู่เฮาไปกันต่อ.....”

 

            กล้าย ฟ้า จ้าด ยูคิ มีผู้ได๋ได้ยินข้าเจ้าบ้าง

            จู่ๆ เสียงคุ้นหูก็ดังขึ้นในโสตประสาทของหน่วยช่วยเหลือทั้งสาม หนึ่งมนุษย์สองวิญญาณผู้พิทักษ์มองหน้ากันไปมาด้วยนึกว่าตัวเองหูแว่ว แต่เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าครั้งแรก

 

            กล้าย ฟ้า จ้าด ยูคิ มีผู้ได๋ได้ยินข้าเจ้าบ้าง ช่วยข้าเจ้าด้วย !’

            ข้าได้ยิน !’ กล้ายส่งโทรจิตตอบกลับไปทันทีที่แน่ใจว่าเป็นเสียงของเพื่อนสาวผู้ถูกลักพาตัว เธอหลบวูบเข้าหลังกองเศษคอนกรีต จ้าดและยูคิตามเข้ามาติดๆ กล้วย ข้ากล้ายเอง กล้วยได้ยินข้าก่อ !?’

            กล้าย.....?ราชินีตานีทวนคำเบาๆอย่างไม่เชื่อหู ก่อนที่สัญญาณโทรจิตของเธอจะเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงดีใจสุดขีด กล้าย !? กล้ายแต๊ๆก๋า !? บ่ได้จุ๊ข้าเจ้าเล่นเน่อ !?’

            กล้ายแต๊ๆ !’ น้ำเสียงของตานีสาวผมหางม้าฟังดูดีใจไม่แพ้กันที่ได้กลับมาพูดคุยกับเพื่อนที่เธอรักที่สุดได้เหมือนเดิมอีกครั้ง กล้วย กล้วยอยู่ที่ได๋ ข้ามาช่วยกล้วย !’

            เดี๋ยว ข้าเจ้าบ่เชื่อง่ายๆหรอกว่าเป็นกล้ายแต๊ๆแววหวาดระแวงเจือเข้ามาในน้ำเสียงของกล้วย กล้าย ฮู้ก่อว่าข้าเจ้ามีตำหนิตรงได๋ บ่มีผู้ได๋ฮู้เรื่องนี้นอกจากกล้ายกับแม่ข้าเจ้าแล้ว

            รอยแผลไฟไหม้ยาวเกือบครึ่งฟุตที่กลางหลังเพราะตอนละอ่อนกล้วยไปนอนทับลำกล้องปืนกลที่ยังร้อนอยู่ ผู้ถูกถามตอบฉะฉานจนหลานชายหมอผีใหญ่และวิญญาณหิมะสาวมองเธออย่างอึ้งแกมทึ่ง แม่ของกล้วยเคยพยายามฮักษาด้วยยาทุกอย่าง แต่บ่สำเร็จ เลยต้องปล่อยเอาไว้ทั้งจะอั้น

 

            ปลายทางโทรจิตเงียบไปอึดใจใหญ่ และเมื่อตอบกลับมาอีกครั้ง เสียงของราชินีก็สั่นเครือจนแทบฟังไม่ออก

 

            กล้าย เป็นกล้ายแต๊ๆ.....

            กล้วย !?’ กล้ายเย็นสันหลังวูบเมื่อได้ยินเสียงเพื่อนสาวสะอึกสะอื้น กล้วย กล้วยเป็นอะหยัง....

            กล้าย ข้าเจ้าขอสุมานักๆ..... ที่เคยเข้าใจกล้ายผิดไป.....เสียงของเด็กสาวหน้าจืดขาดเป็นห้วงๆ ที่ข้าเจ้าเคยเข้าใจว่ากล้ายทรยศข้าเจ้า.... ที่เคยเข้าใจว่ากล้ายฆ่าแม่ข้าเจ้า.... ที่เคยเข้าใจว่ากล้ายสะกดรอยตามข้าเจ้า.... ที่เคยเข้าใจวากล้ายคิดจะทำร้ายข้าเจ้า.... ที่บ่เคยเชื่อคำอู้ของกล้ายเลย....

            บ่เป็นอะหยังๆ ข้าบ่ได้ติดใจอะหยังหรอกกล้วยตานีสาวผมหางม้าละล่ำละลักตอบเพื่อนสาว อีกอย่าง บางอย่างที่กล้วยคึดก็แต๊เหมือนกัน....

            “อ้าว นี่แปลว่ากล้ายสะกดรอยตามกล้วยเขาจริงๆเรอะ”

            “เงียบเหอะน่าบ่าจ้าดง่าว !” เด็กสาวผู้มีดวงตาเรืองแสงสีเขียวหันมาแยกเขี้ยวก่อนจะโทรจิตกลับไปหาเพื่อนสาวอีกครั้ง ปื้นสีชมพูเข้มปรากฏบนแก้มขาวเห็นได้ชัด เรื่องนั้นไว้ก่อนเถอะ ตอนนี้กล้วยอยู่ที่ได๋ พอจะฮู้ก่อ แล้วบ่บาดเจ็บตรงได๋แม่นก่อ นางยะอะหยังกล้วยก่อ

            ข้าเจ้า.... ข้าเจ้าบ่บาดเจ็บตรงได๋หรอก นางยังบ่ได้ยะอะหยัง แค่ถูกมัดเอาไว้เฉยๆ กล้วยพยายามคุมคำพูดให้เป็นปกติ แม้จะเป็นโทรจิต แต่หากสะอื้นหรือร้องไห้อยู่ก็ขาดช่วงได้เช่นเดียวกับเสียงพูด แต่หกโมงเช้า.... นางจะฆ่าข้าเจ้า

 

            หา !?’

            หน่วยช่วยเหลือทั้งสามอุทานขึ้นพร้อมๆกัน ทั้งผ่านโทรจิตและด้วยเสียงจริงๆ จนกล้วยผู้คิดว่ากล้ายอยู่คนเดียวมาตลอดถึงกับสะดุ้งก่อนจะรีบถามเพื่อนสาว

 

            กล้ายบ่ได้อยู่คนเดียวก๋า !?’

            บ่ๆ ข้าอยู่กับจ้าดแล้วก็ยูคิ

 

            ราชินีตานีเงียบไปอีกอึดใจหนึ่ง ก่อนที่สัญญาณโทรจิตในโสตประสาทของจ้าดจะดับวูบ

 

            “เฮ้ย เกิดอะไรขึ้น !?

            “จะตะโกนหาพระแสงอะหยังยะบ่าจ้าดง่าว !?

            “ก็จู่ๆเสียงกล้วยก็เงียบไป.....”

            “ก็แน่สิยะ เปิ้นเงียบอยู่นี่”

            “ไม่ใช่” หลานชายหมอผีใหญ่แก้ “มันเหมือน.... จู่ๆสัญญาณก็ขาดหายไป เหมือนวิทยุถูกตัดคลื่นประมาณนั้นน่ะ”

            กล้วย กล้วย ยังอยู่ก่อ !?’ กล้ายรีบโทรจิตกลับไปหาเพื่อนสาวทันทีเมื่อได้ยินคำตอบของเด็กหนุ่มหน้าดุด้วยเกรงว่าเพื่อนสาวจะเป็นอันตราย

            ยังอยู่ ข้าเจ้ายังอยู่

 

            หัวใจของเด็กสาวผมหางม้ากลับขึ้นมาอยู่ที่เดิมของมันในอกเมื่อได้ยินเสียงตอบรับจากอีกฝ่ายหลังจากร่วมลงไปอยู่ตาตุ่มมาเมื่อครู่ แต่เธอก็ยังกังวลอยู่ไม่น้อยเมื่อจับหางเสียงหดหู่ของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน

 

            ยะหยังกล้วยยะเสียงจะอั้นล่ะ

            ข้าเจ้า.... ยังบ่อยากอู้กับจ้าด

            ยะหยังเสียงของกล้ายแข็งขึ้นทันที ดวงตาเรียวฉายแสงวาบเหมือนเลเซอร์กราดมองเพื่อนหนุ่มซึ่งเริ่มรู้สึกหนาววูบขึ้นมาตงิดๆทั้งที่ใส่เสื้อกันหนาวหนาเกือบสามเซนติเมตร จ้าดยะอะหยังกล้วยก๋า บอกมา ข้าจะยิงเปิ้นหื้อเละคา TMA44 เลย !’

            บ่ๆ จ้าดบ่ได้ยะอะหยังข้าเจ้า เด็กสาวหน้าจืดรีบปฏิเสธเมื่อรู้สึกถึงจิตสังหารของเพื่อนสาวได้ผ่านทางโทรจิต ข้าเจ้าแค่.... ยังบ่พร้อมจะอู้กับเปิ้น ข้าอู้แรงๆกับเปิ้นไปจะอั้น ข้ายังบ่กล้าขอสุมาเปิ้น....

            จะขอสุมาเปิ้นยะหยัง กล้วยบ่ได้ผิดสักหน่อย บ่าจ้าดง่าวนั่นต่างหากที่ผิดตานีสาวผมหางม้าตอบอย่างดุดันพร้อมกับกราดสายตามองจ้าดด้วยดวงตาเขียวปั้ดอีกครั้งจนเขาถอยกรูด

            “ทำไมมองผมอย่างงั้นล่ะครับเจ๊ !?

            “กล้วยเปิ้นบ่อยากอู้กับนาย” กล้ายพูดเรียบๆ

            “อะไรกัน เวลาแบบนี้ยังจะมาพูดแบบนี้อยู่อีก !?” หลานชายหมอผีใหญ่ฉุนกึ้กขึ้นมาทันควัน “ดี ไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด งั้นช่วยก็คงไม่ต้องช่วยสินะ เรากลับดีกว่า”

            “จ้าด สงบปากสงบคำเอาไว้ดีกว่า” เสียงของตานีสาวผู้ใช้ปืนไรเฟิลเป็นอาวุธลดอุณหภูมิลงในฉับพลัน “เปิ้นบ่ได้บ่อยากอู้กับนายเพราะถือทิฏฐิอะหยัง แต่เปิ้นบ่กล้าขอสุมานายเพราะเปิ้นฮู้สึกผิด ทั้งที่เปิ้นบ่ได้ยะผิดอะหยังสักนิด แล้วนายล่ะ ทั้งๆที่นายเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ ยังจะมาอู้จะอี้อีกก๋า”

 

            “เราก็....”

            เด็กหนุ่มหน้าดุอ้าปากจะเถียง แต่เมื่อเห็นดวงตาที่ลุกวาวจนแทบจะสว่างทั่วชั้นใต้ดินของเพื่อนสาวก็ตัดสนใจไม่เถียงต่อด้วยไม่อยากถูกกระสนห้าจุดห้าหกมิลลิเมตรเจาะพรุน หลานชายหมอผีใหญ่จึงเพียงฮึดฮัดเล็กน้อยก่อนจะเบือนหน้าไปอีกทาง กล้ายเห็นดังนั้นจึงโทรจิตกลับไปหากล้วยซึ่งกำลังระดมยิงคำถามใส่เธออย่างร้อนใจด้วยเห็นว่าเธอเงียบไปนาน

 

            บ่มีอะหยังหรอกกล้วย แค่ปรามบ่าจ้าดง่าวนี่นิดๆหน่อยๆเท่านั้นเอง ตานีสาวชำเลืองมองเพื่อนหนุ่มซึ่งยังคงนั่งกอดอกหันหน้าไปอีกทาง เอาเถอะ จะอั้นเรืองนั้นช่างก่อน กล้วยอู้ว่านางจะฆ่ากล้วยตอนหกโมงก๋า

            แม่นราชินีตานีตอบเน้นเสียง แต่อย่ายะอะหยังนางเลยเน่อ เปิ้นอู้เหตุผลของเปิ้นหื้อข้าฟังแล้ว เปิ้นก็มีเหตุผลของเปิ้นเหมือนกัน หมู่เฮาหวังดีกับตานีเหมือนกัน แค่แนวคิดต่างกันเท่านั้นเอง.....

            จะบ่ยะอะหยังได้จะไดล่ะกล้วย !?’ เด็กสาวผู้ใช้ไรเฟิลจู่โจมเป็นอาวุธสวนกลับเสียงแข็ง ถึงกล้วยจะอู้ว่าจะแค่แนวคึดต่าง แต่เปิ้นก็คึดจะฆ่ากล้วย คึดจะแย่งตำแหน่งราชินีตานี แล้วเปิ้นก็เป็นต้นเหตุหื้อเผ่าพันธุ์หมู่เฮาต้องล่มสลายด้วย....

            นั่นแม่ของนางยะตะหากกล้วยแก้ นางเปิ้นก็อู้ว่าเปิ้นบ่หันด้วยที่แม่ของนางยะจะอั้น แล้วก็คึดว่าแม่ของเปิ้นได้รับกรรมที่สาสมไปแล้ว....

            แล้วกล้วยก็ยังไปเชื่อเปิ้นอีกก๋า !?’ ตานีสาวผมหางม้าโต้กลับ กล้วย กล้วยก็ฮู้แล้วนี่ว่านางเปิ้นเชื่อใจบ่ได้ แล้วกล้วยยังจะไปเชื่อเปิ้นอีกก๋า !?’

            ที่นางต้องการก็แค่อยากปฏิวัติตานี บ่ต้องการหื้อหมู่ภูตผีปีศาจมองว่าหมู่เฮาโหดร้ายหรือยิงมั่วทั้งที่หมู่เปิ้นบ่ผิดราชินีตานีเถียงสู้ ข้าเจ้าฮู้ว่าเปิ้นบ่เหลือความน่าเชื่อถืออีกต่อไปแล้ว แต่ข้าเจ้าก็ฮู้สึกถึงความปรารถนาอันแรงกล้าของเปิ้นเหมือนกัน ข้าเจ้าบ่คึดว่าเปิ้นจะหลอกข้าเจ้าอีก และแนวคึดของเปิ้น ถึงจะยังมีช่องโหว่อีกมากก็ถือว่าเป็นแนวคึดที่มีหลักการ สิ่งได๋ที่ยะหื้อตานีดีขึ้นข้าเจ้าก็ควรจะยะบ่แม่นก๋า

 

            กล้ายอ้าปากจะเถียงต่อ แต่เธอก็กลืนข้อโต้แย้งกลับลงคอไปด้วยรู้ดีว่าเพื่อนสาวผู้รั้งตำแหน่งราชินีตนนี้หัวแข็งยิ่งกว่าทังสเตนคาร์ไบด์ โดยเฉพาะช่วงหลังจากที่แม่ของเธอสิ้นอายุ เถียงไปก็คงเปลืองแรงและเปลืองเวลาเปล่าๆ และเวลาก็ยิ่งงวดเข้ามาเรื่อยๆแล้วเสียด้วย

 

            เด็กสาวผมหางม้าตัดสินใจตามน้ำไปกับเพื่อนสาว แต่เธอก็สัญญากับตัวเองว่าเมื่อไหร่ที่เจอหน้าตานีผู้ทรยศล่ะก็ เธอจะเหนี่ยวไกค้างจนกระสุนหมดซองแน่นอน

 

            เอาเถอะ เรื่องนั้นเอาเป็นว่าข้าจะลองเชื่อกล้วยดูสักครั้งก็แล้วกันกล้ายโทรจิตกลับไปหาเพื่อนสาวก่อนจะวกกลับเข้าเรื่องการช่วยเหลืออีกครั้ง เอาเรื่องจำเป็นก่อน กล้วย ตอนนี้กล้วยอยู่ที่ได๋ ฮู้ก่อ

            บ่ฮู้เลยราชินีตานีตอบกับมาเสียงอ่อย ข้าเจ้ามองเห็นแค่ห้องสีขาวสว่าง มีแสงล้อมรอบตัวอยู่เท่านั้นเอง

            แล้วตอนนี้นางอยู่ที่ได๋

            เปิ้นออกจากห้องไป ข้าเลยรีบส่งโทรจิตออกไปนี่จะได

            แล้วจะอี้นางจะบ่ได้ยินหมดเลยก๋า !?’ กล้ายถามอย่างตกใจ การโทรจิตก็คล้ายๆกับการใช้วิทยุสื่อสาร หากจูนคลื่นให้ตรง ไม่ว่าผู้ส่งจะยินยอมหรือไม่ก็สามารถได้ยินเสียงสนทนาได้ทั้งนั้น

            ข้าเจ้าป้องกันเอาไว้แล้ว บ่หื้อนางได้ยินเด็กสาวหน้าจืดตอบ อย่างมากที่เปิ้นจะฮู้สึกได้ก็คงเป็นกระแสจิตอ่อนๆเท่านั้นเอง บ่ต้องห่วง

            รุ่นพี่กล้วยได้ยินเสียงกระแทกหรือเสียงอะไรหนักๆพังลงมาหรือเปล่าคะ ประมาณสักครึ่งชั่วโมงที่แล้วมั้งวิญญาณหิมะสาวโทรจิตไปบ้างหลังจากเงียบมาตั้งแต่ได้รับการติดต่อ

            ได้ยิน ข้าเจ้าได้ยิน เสียงหนักๆเหมือนตึกถล่มแม่นก่อ ดังมาจากบนหัวจนห้องสะเทือนเลยราชินีตานีตอบ ยูคิ ขอสุมานักๆเน่อ ข้าเจ้ายะหื้อยูคิต้องมาลำบากไปด้วย....

            ไม่เป็นไรค่ะสาวแว่นพูดรัวเร็วก่อนจะหันหน้ามองรุ่นพี่สาวซึ่งมองกลับมาด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าคิดเหมือนกับเธอทุกอย่าง ก่อนจะโทรจิตไปหารุ่นพี่สาวอีกครั้ง พวกฉันกำลังจะไปช่วยค่ะ แข็งใจไว้นะคะรุ่นพี่กล้วย

            ขอบคุณมากๆเน่อยูคิ กล้าย แล้วก็ฝากขอบคุณจ้าดเปิ้นด้วยเสียงของกล้วยมีแววโล่ใจขึ้นมาก จะไดข้าเจ้าจะ..... นางมา !’

 

            เสียงของเด็กสาวหน้าจืดขาดหายไปเพียงแค่นั้น มิไยที่ทั้งกล้าย ยูคิและแม้แต่จ้าดผู้สงเกตเห็นความผิดปกติจะช่วยกันยิงโทรจิตกลับไปหาเธอ แต่สิ่งที่ตอบกลับมาก็มีเพียงความเงียบ หน่วยช่วยเหลือทั้งสามมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ความกลัวค่อยๆแผ่ปกคลุมจิตใจเหมือนเมฆคิวมูโลนิมบัสเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมตานนะคอนก่อนพายุหิมะจะมา หรือว่านางจะยิงราชินีตานีไปแล้ว.....

 

            “รีบไปกันเถอะ เร็ว !

 

 

            “แหม แหม กล้วย.... คึดว่าข้าเจ้าบ่ฮู้กาว่ากล้วยโทรจิต.....”

            นางเอ่ยเสียงหวานด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เด็กสาวหน้าจืดไม่ตอบ ดวงตาเรียวจ้องมองอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งกำลังนวยนาดย่างเท้าเข้าหาเธออย่างแช่มช้าอย่างที่ชาวพื้นเมืองตานนะคอนจะพึงเป็น ยกเว้นก็แต่เพียงปืนลูกซองที่เด็กสาวทรงโตรักษาเอาไว้ให้ชี้ตรงมายังกลางอกที่มีสภาพตรงกันข้ามของเธอ

 

            “ข้าเจ้าบ่คึดว่านางบ่ฮู้” ราชินีตานีตอบเสียงเรียบ “และข้าเจ้าก็บ่คึดว่านางจะฝ่าการป้องกันเข้าไปบ่ได้ด้วยเหมือนกัน แต่ถึงจะป้องกันไปก็บ่มีประโยชน์อะหยังบ่แม่นก๋า ข้ารู้ว่าผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดและการติดตามเป้าหมายอย่างนางต้องฮู้อยู่แล้วว่าหมู่เปิ้นอยู่ที่ได๋”

            “น่าเสียดายที่ข้าฝ่าการป้องกันของกล้วยเข้าไปบ่ได้” นางพูดด้วยเสียงเรียบเฉยพอกัน “แต่ก็ถูกที่ข้าฮู้ว่าหมู่เปิ้นอยู่ที่ได๋ ข้าฮู้ว่าหมู่เปิ้นฝ่าสองด่านที่ข้าวางเอาไว้เข้ามาได้แล้ว แต่จะไดข้าก็ยังมีอีกหนึ่งด่านที่วางเอาไว้ และข้าก็คึดว่าหมู่เปิ้นคงฝ่าด่านนั้นมาบ่ได้ และถึงฝ่ามาได้ ก็คงบ่รอดข้าไปได้หรอก”

            “นาง ข้าเจ้าขอถามหน่อยเถอะ” เด็กสาวหน้าจืดถามขึ้นเมื่อเห็นตานีคนสวยนั่งลงบนเก้าอี้ที่หันหลังให้เธอห่างออกไปไม่กี่เมตรเบื้องหน้า “ยะหยังนางต้องทำร้ายทุกคนด้วย บ่มีประโยชน์อะหยังเลยที่จะทำร้ายกล้าย จ้าด ฟ้า ยูคิ แล้วก็คนอื่นๆ ถ้านางคึดว่าแนวคึดของนางดี ยะหยังถึงบ่ลองพยายามอู้หื้อหมู่เปิ้นเข้าใจล่ะ จะยะจะอี้ไปยะหยัง”

            “กล้วยคึดว่าระหว่างโน้มน้าวหื้อกล้วยช่วยคนเดียวแล้วจัดการกับคนอื่น บ่อั้นก็จัดการหื้อหมดทุกคน กับการโน้มน้าวหื้อทุกคนเชื่อแบบข้า อย่างได๋ง่ายกว่ากันกา” เด็กสาวทรงโตตอบ มือดึงกระสุนลูกซองในตัวปืนออกมาแล้วใสกลับเข้าไปอย่างใจลอย “ถึงอาจจะเกลี้ยกล่อมบางตนได้ แต่อย่างน้อยที่สุดกล้ายที่แค้นข้าอยู่บ่มีทางยอม และในที่สุดก็ต้องรบกันอยู่ดี สู้กำจัดไปตั้งแต่เนิ่นๆ บ่ดีกวากา กล้วยก็เคยเรียนหลักการทหารมานี่ ว่าการเจรจาที่บ่มีวันสำเร็จและจะนำไปสู่การรบ ก็สู้รบไปเลยดีกว่า”

            “แต่นี่หมู่เปิ้นอยู่ฝ่ายเดียวกับหมู่เฮาเน่อ !” เสียงของราชินีตานีแข็งขึ้นบ้าง “หลักวิชาทหารที่หมู่เอาเรียนมามันเอาไว้ใช้กับศัตรู แต่นี่หมู่เปิ้นก็คือหมู่เฮา มีจุดประสงค์เดียวกัน มีเป้าหมายเหมือนกัน แค่วิธีการบ่เหมือนกันเท่านั้นเองเน่อ !

            “แล้วผีกับหมู่เฮาต่างกันตรงไหน !?” นางสวนกลับพร้อมกับหันขวับมามองอีกฝ่าย “ผีน่ะเหมือนกับหมู่เฮา เหมือนกันยิ่งกว่ามนุษย์บ่ฮู้กี่เท่า แล้วยะหยังกล้วยถึงอู้ว่าหมู่เปิ้นเป็นศัตรู !?

            “ก็เพราะหน้าที่ของหมู่เฮาเป็นจะอั้น” เด็กสาวหน้าจืดพยายามตอบอย่างใจเย็น “แล้วอีกอย่าง ระหว่างนางตนเดียว กับมีหลายๆคนคอยช่วยคึดช่วยยะ ข้าเจ้าว่าอย่างหลังจะบ่ดีกว่าก๋า”

            “ที่กล้วยอู้มันก็แต๊” ตานีคนสวยยอมรับ เสียงของเธอเบาลงเช่นกัน “แต่ลองคึดดูสิ ระหว่างมีแค่ตนเดียวแฝงตัวอยู่ในหมู่ผีร้าย กับมีหลายๆตน อย่างได๋หมู่เปิ้นจะผิดสังเกตได้ง่ายกว่ากัน”

            “แล้วถ้างั้น นางคึดจะยะอะหยังต่อถ้าหมู่ผีร้ายยึดอำนาจได้แล้ว” กล้วยเปลี่ยนคำถาม

            “ข้าเจ้าก็จะหาวิญญาณมาเป็นตานีตนใหม่ ค่อยๆสร้างกองกำลังขึ้นมาอีกที” เด็กสาวหน้าหวานตอบ “ถ้ามีกำลังมากพอ ข้าเจ้าก็จะยึดอำนาจคืนจากหมู่ผีร้าย แล้วจัดการระบบปราบผีหื้อถูกต้องสักที”

            “แล้วนางบ่คึดก๋าว่าตอนที่นางกำลังซ่องสุมกองกำลังอยู่หมู่ผีร้ายจะบ่ผิดสังเกต” ราชินีตานีสบช่องเสียบกลับทันที “ระหว่างหมู่เฮามีกันอยู่แค่ไม่กี่ตน กับพยายามซ่องสุมกองกำลังตานีเด็กๆเป็นสิบๆร้อยๆตน นางคึดก๋าว่าจะปิดบังได้ง่ายกว่าน่ะ”

 

            นางนิ่งอึ้ง เธอเองก็ลืมคิดถึงจุดนี้ไปเสียสนิท

 

            “ที่สำคัญเน่อนาง บ่มีวิธีอื่นแล้วก๋าที่จะปฏิรูปนโยบายผีของตานี” เด็กสาวหน้าจืดย้ำหัวตะปูทันทีเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไป “มีแค่วิธีนี้เท่านั้นก๋า มีแต่ต้องเข้าข้างหมู่ผีร้าย ต้องฆ่ากัน ต้องยะหื้อหมู่มนุษย์ชาวเมืองตานนะคอนต้องสูญเสียเท่านั้นก๋า ข้าเจ้าบ่คึดจะอั้น”

            “ข้าคึดดูแล้ว และวิธีนี้ดีที่สุด” นางตอบเสียงเรียบ แต่ราชินีตานีรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเธอพยายามข่มอารมณ์เอาไว้อย่างสุดความสามารถ “ข่าว่ามันเป็นความแตกต่างของมุมมองแล้ว กล้วยมองอย่าง ข้ามองอีกอย่าง”

            “แล้วถ้าเป็นความแตกต่างของมุมมองจริง ยะหยังจะต้องฆ่าฟันกันด้วยล่ะ.....”

            “เงียบได้แล้ว !” ในที่สุด เด็กสาวหน้าหวานก็หมดความอดทนโพล่งออกมาดังก้องห้อง “ข้าจะใช้วิธีนี้ เข้าใจก่อ แล้วกล้วยก็บ่ได้อยู่ในสภาพที่จะห้ามข้าใช้วิธีนี้ด้วย เพราะจะอั้นเงียบได้แล้ว บ่อั้นข้าอาจจะยิงกล้วยทิ้งซะตอนนี้เลยก็ได้ !

 

            ราชินีตานีเงียบกริบทันทีแม้ในใจจะร่ำร้องอยากบอกเพื่อนสาวว่าเธอกำลังเดินไปในทางที่ผิดมหันต์ ไม่ใช่เพราะกลัวสิ้นอายุ แต่ด้วยตระหนักว่าหากแผนการที่มีช่องโหว่ใหญ่หลวงนี้ดำเนินต่อไป สิ่งที่จะเป็นอันตรายอาจไม่ใช่เพียงกล้าย จ้าด ฟ้า ยูคิ ชาวเมืองตานนะคอน หรือเผ่าพันธุ์ตานี แต่อาจเป็นตัวของเด็กสาวหน้าหวานหรือแม้แต่เหล่าภูตผีปีศาจดีๆที่นางอยากจะปกป้องเสียเอง เธอจำเป็นต้องมีชีวิตอยู่เพื่อหยุดนาง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป.....

 

            แต่ดูเหมือนยามนี้เธอคงต้องภาวนาให้ทีมช่วยเหลือมาช่วยเธอได้ก่อนหกโมงเช้าเสียก่อน

 

 

            เสียงฝีเท้าสามคู่ดังก้องโถงทางเดินบุคอนกรีตมืดมิดคดเคี้ยวหากยาวเหยียดราวไม่มีที่สิ้นสุดที่หมุนวนลึกลงไปในฐานรากของอาคารร้างด้วยความเข้มเสียงมากพอที่จะทำให้ภูตผีปีศาจหรืออะไรก็ตามที่อาจซุ่มอยู่จับตำแหน่งและเข้าโจมตีได้อย่างง่ายดาย แต่ยามนี้หน่วยช่วยเหลือทั้งสามไม่มีใครคำนึงถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว

 

            แม้ตัวเลขเรืองแสงบนปลายแขนเสื้อตะเบงมานคอมมานโดของตานีสาวผมหางม้าจะบอกว่าพวกเขายังคงมีเวลากว่าสามชั่วโมงก่อนที่กล้วยจะถูกฆ่า และแม้กล้ามเนื้อขาของหนึ่งมนุษย์จะร้องอุทธรณ์ต่อสมองอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่มีใครยอมลดฝีเท้าลง ไม่มีใครกล้ารับประกันว่านางจะทำตามที่พูด หรือจะไม่เกิดบ้าพลังยิงราชินีตานีทิ้งก่อนเวลา โดยเฉพาะเมื่อสัญญาณโทรจิตขาดหายไปดื้อๆอย่างเมื่อครู่นี้ หนึ่งมนุษย์สองวิญญาณผู้พิทักษ์ทำได้เพียงภาวนา ขอให้เพื่อนสาวยังคงมีชีวิตอยู่ตอนที่พวกเขาไปถึงด้วยเถิด.....

 

            แต่วิ่งต่อมาได้เพียงไม่ถึงห้านาที หน่วยช่วยเหลือทั้งสามก็ต้องชะลอฝีเท้าลง ก่อนจะกลายเป็นค่อยๆย่องอย่างระมัดระวังเมื่อทางเดินมืดสลัวขยายออกเป็นห้องอีกครั้ง ยูคิยืดอาวุธลำแสงของเธอให้กลายเป็นดาบยาวเกือบหนึ่งเมตรซึ่งเป็นลักษณะที่เธอใช้บ่อยที่สุด จ้าดควักอีโต้ออกมาถือเอาไว้เตรียมพร้อมเช่นกันขณะกล้ายหลับตาลงใช้พลังวิญญาณกราดตรวจรอบบริเวณอย่างละเอียด เมื่อไม่พบสิ่งใดผิดปกติ เด็กสาวผมหางม้าก็กดสวิตช์เปิดไฟฉายที่ติดอยู่กับไรเฟิลจู่โจมให้ส่องกราดตรงไปด้านหน้า แล้วหน่วยช่วยเหลือทั้งสามก็ต้องอ้าปากค้าง

 

            แม้ทั้งสามจะพอมองออกจากห้องที่ผ่านๆมาว่าตึกนี้ทรุดโทรมขาดการดูแล แต่ห้องนี้ดูจะวิวัฒนาการล้ำหน้าห้องอื่นๆไปโขอยู่ เถาวัลย์สีเขียวเข้มเต็มไปด้วยไลเคนส์เป็นปุยพาดพันคดเคี้ยวไปตามต้นไม้ที่ขึ้นหนารกชัฏมองดูเป็นเงาตะคุ่มอยู่ในแสงสลัว พื้นที่เคยเป็นคอนกรีตแข็งตัน บัดนี้กลายเป็นหญ้ายาวเกือบถึงเข่า เสียงน้ำไหลรินประสานกับเสียงหรีดหริ่งเรไรดังแว่วมาแต่ไกล อากาศที่เคยหนาวเย็นเฉียบต่ำกว่าศูนย์องศา บัดนี้กลับร้อนระอุแถมชื้นแฉะจนทุกคนต้องถอดเสื้อกันหนาวออก หากไม่ได้เดินออกมาจากทางเดินคอนกรีตล่ะก็ จ้าดคงนึกว่านางเล่นตลกจับเขามาปล่อยเอาไว้กลางป่าดิบชื้นภาคใต้ของสารขัณฑ์ไปแล้ว

 

            “นางเล่นอะไรของเขาเนี่ย.....”

            “แต่เป็นการเล่นที่บ่เลวเลย” กล้ายตอบเพื่อนหนุ่มเสียงหนัก “ป่าดงดิบ.... นางฮู้ว่าหมู่เฮาบ่ถนัดรบในป่าดงดิบจะอี้เพราะรัฐเวียงตานบ่มี ซุ่มโจมตีก็ง่าย หมู่เฮาก็เคลื่อนไหวลำบากโจมตีลำบาก ที่สำคัญถ้าเปิ้นเอาผีที่อยู่ในป่าอยู่แล้วมาล่ะก็หมู่เฮาได้ลำบากกันแน่ แล้วผีที่อยู่ในป่าก็ร้ายๆทั้งนั้น”

            “แล้วจะทำยังไงดีคะ” นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวเอ่ยถามเสียงเบา “จะฝ่าเข้าไปทั้งอย่างนี้เลยหรือว่าจะถอยกลับ หรือว่าจะให้ฉันลองถางป่าดู”

            “ยะได้ก๋า” ดวงตาเรียวของตานีสาวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินข้อเสนอของวิญญาณผู้พิทักษ์รุ่นน้อง “ยูคิยะจะอั้นได้แต๊ๆก๋า”

            “ก็ทำได้อยู่ค่ะ แต่เปลืองพลังงานอยู่เหมือนกัน”

            “ถ้าจะอั้นข้าเจ้าว่าอย่าเลย เก็บพลังเอาไว้ก่อนดีกว่า บ่ฮู้ว่าพอเข้าถึงตัวนางแล้วจะเจออะหยังอีกบ้าง” เด็กสาวผมหางม้าตอบ “ลุยเข้าไปทั้งจะอี้แหละ จะไดหมู่เฮามีคนโจมตีระยะใกล้อยู่ตั้งสองคน คงบ่เป็นอะหยังหรอก”

            “สาธุ....”

 

            กล้ายสาดไฟฉายกราดตรวจพื้นที่รอบๆตลอดเวลาขณะหน่วยช่วยเหลือทั้งสามย่ำไปตามพื้นดินเฉอะแฉะระหว่างต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขามาปกคลุมเพดานเบื้องบนเอาไว้ราวกับอุ้งมือยักษ์ แต่นอกจากจิ้งหรีดและจักจั่นที่ส่งเสียงระงมและน้ำที่ไหลรินอยู่ไกลๆแล้วก็ไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหวอีกเลยในป่าที่ดูจะเป็นป่าสังเคราะห์ผืนนี้ ต้นไม้ทุกต้นแข็งทื่อ เถาวัลย์ทุกเส้นนิ่งสนิทไร้ความเคลื่อนไหว ตานีสาวเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่าเสียงแมลงกลางคืนที่เธอได้ยินจะเป็นของจริง ดูเหมือนป่านี้จะถูกสร้างขึ้นมาเพียงเพื่อเป็นสิ่งกีดขวางพวกเธอเท่านั้น

 

            “เฮ้ย !?

            จู่ๆเด็กหนุ่มหน้าดุก็อุทานขึ้นมาเสียงดังจนวิญญาณผู้พิทักษ์ทั้งสองหันขวับ นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวยกดาบเรืองแสงในมือขึ้นในท่าเตรียมพร้อม ในขณะที่เด็กสาวผมหางม้ากราดไฟฉายส่องตรงไปยังทิศทางที่ดวงตาตี่ของจ้าดจ้องค้างอยู่ นิ้วชี้ค้างอยู่ในโกร่งไก

 

            “มีอะหยังจ้าด” เธอถามด้วยเสียงกระซิบ “นายหันอะหยัง”

            “เหมือนเห็นตาของตัวอะไรมองออกมาจากต้นไม้ตรงนั้น....”

 

            กล้ายใช้สัมผัสวิญญาณของเธอกราดตรวจบริเวณรอบๆโดยละเอียดอีกครั้งอย่างรวดเร็ว แต่ไม่มีอะไรผิดปกติ อันที่จริง นอกจากเธอและสหายร่วมรบทั้งสองแล้วก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตหรือเคยมีชีวิตใดๆเลยในรัศมีเกือบสิบเมตรรอบตัว

 

            เด็กสาวผมหางม้าหันไปส่ายหน้าให้หลานชายหมอผีใหญ่ก่อนจะหันกลับไปตามทางเดิม แต่เธอก็ต้องเป็นฝ่ายสะดุ้งเสียเองเมื่ออะไรบางอย่างวาบแสงสีน้ำเงินขึ้นบนทางเดินมืดๆเบื้องหน้า ตานีสาวยกปืนเข้าร่องไหล่ทันทีหายจะกราดยิง แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าอีกครั้ง มิหนำซ้ำสัมผัสวิญญาณของเธอก็ตรวจไม่พบอะไรอีกเช่นเคย กล้ายเหลียวซ้ายแลขวาอย่างหวาดระแวงอีกครั้งก่อนจะค่อยๆเดินต่อไปด้วยความเร็วน้อยกว่าเดิม ความรู้สึกและสัญชาตญาณที่สั่งสมมาจากปฏิบัติการตลอดสิบกว่าปีบอกเธอว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว.....

 

            ฉับพลัน เสียงแกรกกรากเหมือนสัตว์ย่ำพื้นหญ้าก็ดังขึ้นจากด้านขวา แต่ยังไม่ทันที่หน่วยจู่โจมทั้งสามจะหันไปมอง เสียงนั้นก็ย้ายไปอยู่ทางซ้าย แล้วด้านหลัง ขึ้นเหนือหัว ก่อนจะกลับมาที่ด้านซ้ายอีกครั้งภายในเวลาไม่กี่วินาที สามสหายร่วมรบบีบตัวเข้าหากัน ยูคิเงื้อดาบของเธอขึ้นสูงพร้อมจะสับอะไรก็ตามที่ออกมาจากทิวต้นไม้ได้ทุกเมื่อ อีโต้ในมือของหลานชายหมอผีใหญ่ก็เงื้อขึ้นสูงไม่แพ้กัน ขณะนิ้วชี้ของตานีสาวแตะอยู่ที่ไกปืนไรเฟิลจู่โจม หูฟังเสียงพร้อมๆกับที่สมองวิเคราะห์รูปแบบการเคลื่อนที่ของฝ่ายตรงข้ามราวกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์รุ่นล่าสุด

 

            แต่ทันทีที่เธอจับตำแหน่งได้และกำลังจะเหนี่ยวไก เสียงนั้นก็เงียบลงอย่างฉับพลันพอๆกับที่มันดังขึ้นตอนแรก แล้วร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาจากแนวต้นไม้เข้ามาในแสงไฟฉาย ไม่ใช่สัตว์ร้าย ไม่ใช่ปีศาจ หากเป็นร่างของเด็กสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอในชุดเดินป่าลายพาดกลอน ใบหูแหลมมีขนปุยโผล่ออกมาจากเรือนผมสีขาวสลับดำเหมือนลายเสือหิมะที่รวบเอาไวเป็นหางม้าสูง ใบหน้าที่มีลายเสือสีดำแต้มอยู่บนแก้มขาวดูคุ้นตาเหลือเกิน อย่างน้อยก็สำหรับจ้าดผู้เคยไปทัศนศึกษาโรงไฟฟ้าปรมาณูแสนคำ.....

 

            “หมิง !?

            จ้าดเรียกชื่อเด็กสาวเบื้องหน้าออกมาอย่างตกใจระคนดีใจ อีกฝ่ายเอียงคอพลางยิ้ม หูเสือกระดิกไปมาบอกให้รู้ว่าเธอเองก็ดีใจไม่แพ้กันที่ได้เจอเพื่อนเก่าอีกครั้ง

 

            “จ้าด อย่าเข้าไป !” ตานีสาวผมหางม้าเอาตัวเข้าขวางเมื่อเห็นเพื่อนหนุ่มทำท่าจะเดินเข้าไปหาเด็กสาวแปลกหน้า ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวหรี่มองเธออย่างหวาดระแวง แม้สัมผัสวิญญาณของเธอจะไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่เธอก็ไม่มีทางไว้ใจอะไรก็ตามที่โผล่ออกมาจากป่าที่นางสร้างขึ้นแน่นอน

            “เรารู้จักเขาน่ากล้าย เขาเป็นสมิงที่เคยช่วยกล้วยกับเราเอาไว้ตอนไปทัศนศึกษา ที่เราเคยเล่าให้ฟังไง”

            “สมิงก๋า !?” คำตอบของหลานชายหอผีใหญ่ดูจะทำให้กล้ายหวาดระแวงยิ่งขึ้นมากกว่าจะคลี่คลายสถานการณ์ “ถอยออกไปไกลๆเลยจ้าด นี่บ่แม่นปีศาจที่จ้าดจะรับมือได้เน่อ !

            “ก็บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไรน่ะกล้าย เขาเคยช่วยเรา เคยช่วยกล้วยด้วย ถึงขั้นยอมเสียสละชีวิตเลยด้วยซ้ำ !” เด็กหนุ่มหน้าดุดันตานีสาวออกไปข้างๆ ก่อนจะสิบเท้าเข้าหาสัตว์ภูตแห่งป่าแสนคำผู้ยังคงยิ้มกว้างโดยไม่ฟังเสียงทัดทาน “หมิง เป็นยังไงบ้าง เรานึกว่าหมิงจะตายไปแล้วซะอีก โชคดีจริงๆที่รอดมาได้”

 

            คำตอบของสมิงสาวยังคงมีเพียงรอยยิ้ม แต่แล้ว รอยยิ้มหวานนั้นก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มแยกเขี้ยวขาวเมื่อเธอกลายร่างเป็นเสือลายพาดกลอนตัวยักษ์ในชั่วพริบตา.....

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น