ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 20 : เรื่องเล่าจากหลังลานโบว์ลิ่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 61
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ม.ค. 58

            “วันนี้ทีมวิศวกรโยธาได้เข้าสำรวจความเสียหายของทางยกระดับเวียงมาด-เวียงคุ้มทางตอนเหนือของเมืองตานนะคอน อันเนื่องมาจากเหตุวิญญาณอาละวาดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสิบสามคนและรถยนต์พังเสียหายหลายสิบคันรวมทั้งรถบรรทุกน้ำมันทั้งสี่คันที่ถูกปาเข้าใส่ตึกกระทรวงพลังงาน รวมมูลค่าความเสียหายนับร้อยล้านเบี้ย เบื้องต้นคาดว่าหากโครงสร้างหลักไม่เสียหายจะสามารถเปิดใช้ทางยกระดับได้ภายในวันจันทร์ที่จะถึงนี้”

 

            กล้วยนั่งหน้ามุ่ยอยู่หน้าจอโทรทัศน์ ดวงตาเรียวที่สะท้อนประกายสีเขียวจับจ้องอยู่ที่ภาพซากปรักหักพังซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นตึกและอาคารสำนักงานอันทันสมัยและรถยนต์ราคาแพง แม้เหตุการณ์จะผ่านมาหนึ่งอาทิตย์แล้ว เมืองตานนะคอนก็ยังคงตกอยู่ในห้วงแห่งความหวาดผวา สังเกตได้จากแถบบอกราคาหุ้นเบื้องล่างของจอที่มีแต่สีแดงเถือกเต็มไปหมดโดยเฉพาะหุ้นของบริษัทที่มีฐานอยู่ในเมืองตานนะคอน และยังมีข่าวว่าสัปดาห์ที่ผ่านมามีสถิติการลางานสูงที่สุดในรอบสิบห้าปีอีกด้วย

 

            เด็กสาวหน้าจืดเม้มปากแน่น ในอกอัดแน่นด้วยความโกรธที่พุ่งเป้ามายังตัวเธอเอง ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเธอทั้งนั้น ถ้าเธอตัดสินใจยิงผีตนนั้นทิ้งไปตั้งแต่แรก.... ถ้าเธอไม่รอให้กลุ่มหมอผีนั่นทำพิธีไร้ประโยชน์แบบนั้น.... ถ้าเธอไม่ไร้ความสามารถแบบนี้ เรื่องนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น.....

 

            “กล้วย” เสียงเนือยๆของหลานชายหมอผีใหญ่ลากตานีสาวออกจากภวังค์ความโกรธตัวเอง

            “อะหยัง”

            “กล้วยสังเกตมั้ยว่าช่วงนี้ฟ้าคุยกับเราน้อยลง หรือเราคิดไปเองคนเดียว”

 

            คำถามนี้ทำเอากล้วยสะดุ้ง แน่นอนเธอสังเกต เธอรู้ด้วยซ้ำว่าเพราะอะไร แต่เด็กสาวหน้าจืดก็ตัดสินใจทำเป็นไม่รู้เรื่อง

 

            “หมายความว่าจะได” ตานีสาวพยายามทำเสียงให้ฟังประหลาดใจ “ฟ้าบ่อู้กับนายก๋า”

            “ก็ไม่เชิงไม่พูดนะ” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบอย่างลังเล “คือ.... จะอธิบายยังไงดี เขาก็พูดเหมือนเดิมนะ แต่พูดน้อยลง เหมือนพยายามห่างๆเรายังไงก็ไม่รู้ แล้วถ้าพูดทีเสียงก็เย็นชาสะบัดๆ เหมือนรีบๆพูดรีบๆจบยังไงก็ไม่รู้ กล้วยสังเกตบ้างมั้ย”

            “บ่นี่” คิ้วบางขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “เปิ้นอาจจะเครียดก็ได้มั้ง อีกอาทิตย์เดียวจะสอบแล้วนี่”

            “แต่กับคนอื่นเขาก็ยังพูดด้วยเหมือนปกติเลยนะ” จ้าดแย้ง “มีแต่เรานี่แหละที่เขาทำตัวเย็นชา”

            “เปิ้นเคยเป็นจะอี้มาก่อนก่อ” ตานีสาวถามบ้าง

            “ไม่เคยเลย” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบเสียงหนัก “เราสองคนเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่เด็กเลยนะ แทบจะไม่เคยโกรธกันด้วยซ้ำ หรือถึงโกรธฟ้าก็ยังไม่เคยเป็นแบบนี้เลย”

            “แล้วบ่ถามเปิ้นไปตรงๆล่ะ”

            “ถามแล้ว” เด็กหนุ่มตอบ “แต่เขาก็บอกไม่มีอะไร เหมือนพูดปัดๆยังไงก็ไม่รู้”

            “จะอั้นก๋า” คิ้วของกล้วยขมวดเข้าหากันอีก “จะอั้นข้าเจ้าก็บ่ฮู้แล้วล่ะว่าเพราะอะหยัง หรือนางกับยูคิว่าจะได”

            ประโยคหลังเธอหันไปถามเพื่อนร่วมชายคาทั้งสองซึ่งต่างก็อ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะอุ่นขาด้านหลัง

            “ไม่ทราบสิเพคะ” นางตอบเสียงเรียบ “หม่อมฉันไม่ค่อยถนัดเรื่องแบบนี้ด้วย”

 

            “แล้วยูคิล่ะ”

            เด็กสาวชาวฮิมิตสึส่ายหน้าแทนคำตอบก่อนจะก้มหน้ากลับลงไปยังหนังสือเรียนภาษาสารขัณฑ์อีกครั้ง เธอเองก็เหมือนรุ่นพี่สาวหน้าหวาน คือไม่ถนัดเรื่องแบบนี้มากนัก ขนาดตอนอยู่ที่ฮิมิตสึมีใครมาจีบสักคนยังต้องโทรปรึกษาเพื่อนตั้งสี่ห้าคนคนละสี่ห้ารอบด้วยซ้ำ

 

            “คือ.... ข้าเจ้าก็บ่อยากอู้จะอี้หรอกเน่อ แต่ข้าเจ้าว่านายคึดมากเกินไปรึเปล่า” กล้วยหันกลับมาหาเพื่อนหนุ่มซึ่งยังคงนั่งหน้าอมทุกข์อยู่ข้างๆ “ข้าเจ้าว่าเน่อ นายเอาเวลาคึดเรื่องนี้ไปอ่านหนังสือดีกว่า อาทิตย์โน้นก็สอบแล้ว แล้วคะแนนกลางภาคนายก็บ่ได้ดีอะหยังนักบ่แม่นก๋า”

            “อึก....” เด็กหนุ่มชะงักเมื่อเพื่อนสาวแทงใจดำ “ทีกล้วยยังนั่งดูทีวีได้เลยนี่”

            “ข้าเจ้าอ่านจบทำโจทย์เสร็จไปหนึ่งบทแล้วตั้งแต่แลงตอนที่นายนั่งยะรายงานไปเล่นเกมไปนั่นแหละบ่าจ้าดง่าว” ตานีสาวกัดอีกฝ่ายก่อนจะกดรีโมตปิดโทรทัศน์ “เอ้า ไปอ่านหนังสือได้แล้ว ไป”

            “คร้าบแม่.....”

 

            อันที่จริง กล้วยก็มีส่วนถูกที่ว่าเขาจะมัวคิดเรื่องไร้สาระอยู่ไม่ได้แล้ว เหลืออีกเพียงหนึ่งอาทิตย์กับอีกสองวันจะเริ่มสอบปลายภาควันแรก แต่เขายังเข้าใจบทเรียนฟิสิกส์ เคมี ชีวะและเลขไปได้เพียงครึ่งเดียวซึ่งแปลว่าหากไม่อ่านหามรุ่งหามค่ำก็ไม่มีทางทันแน่นอน อย่างไรก็ตาม จ้าดก็พบว่าการสลัดเรื่องนี้ออกไปจากหัวเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าทำโจทย์ฟิสิกส์นิวเคลียร์เสียอีก โดยเฉพาะเมื่อได้ยินความเห็นของกล้ายตอนเขาไปเยี่ยมและรายงานสถานการณ์ในวันจันทร์ต่อมา

 

            “ข้าว่าเปิ้นฮู้แล้วว่านายชอบ”

            คำพูดหนักแน่นของตานีสาวผมหางม้าทำเอาเด็กหนุ่มหน้าดุสำลักข้าวผัดกะเพราปลาจนแสบไปทั้งคอทั้งจมูก

 

            “จู่ๆก็พูดม้าๆอะไรออกมาน่ะครับเจ๊ !? แค่ก แค่ก....”

            “อ้าว คึดดูสิ จะเป็นอะหยังไปได้อีก” กล้ายย้อนถาม “นายก็อู้เองว่าเปิ้นบ่เคยเป็นจะอี้มาก่อน บ่ว่านายจะยะเปิ้นโกรธจะไดก็บ่เคยเป็นจะอี้ ก็แปลว่าเปิ้นบ่ได้โกรธอะหยัง แล้วถ้าบ่ได้โกรธจะมีสาเหตุอะหยังอีกล่ะที่เปิ้นจะเป็นจะอี้ได้”

            “ก็อย่างที่บอกไปไงว่าเราถูกผีเข้าสิง ตอนนั้นเราอาจจะทำอะไรไม่ดีไม่งามกับเขาไปก็ได้”

            ตานีสาวผมหางม้าหรี่ตามองฝ่ายตรงข้ามก่อนจะถอนหายใจ “จ้าดง่าวอย่างนายเนี่ยนะจะยะจะอั้นได้ ต่อหื้อผีเข้าสิงก็เถอะ”

            “อ้าวเจ๊ ไหงพูดม้าๆอีกแล้วล่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่โวย “ผมก็เป็นผู้ชายนะครับ แล้วไอ้ผีตนนั้นก็เป็นผู้ชายด้วย ทำไมจะทำไม่ได้ !?

            “บ่ฮู้” ตานีสาวหัวเราะหึๆ “สัญชาตญาณมันบอกว่านายบ่กล้าหรอก”

            “พูดแบบนี้ไม่รู้ตัวเลยรึไงว่าอยู่ในห้องกับเราสองต่อสอง”

            “ถ้าคึดว่ายะได้ก็ลองดู”

            “กล้ายพูดเองนะ.....”

 

            ดวงตาตี่ของจ้าดหรี่ลงขณะแกล้งตีหน้าหื่นมองไปทั่วตัวฝ่ายตรงข้ามซึ่งนั่งอยู่บนเตียงห่างจากเขาไปแค่ไม่ถึงสองช่วงแขนหวังว่าอีกฝ่ายจะหลุดอาการอายหรือหวาดกลัวออกมาบ้าง แต่เด็กหนุ่มก็ต้องเป็นฝ่ายเลื่อนเก้าอี้ถอยกรูดเสียเองเมื่อตานีสาวเอื้อมมือไปคว้าไรเฟิลจู่โจมของเธอมาตบคันรั้งส่งกระสุนเข้ารังเพลิงก่อนจะเปิดห้ามไกดังแกร๊ก

 

            “หันก่อ บ่กล้า.....” เด็กสาวผู้เร้นกายในสวนกล้วยร้างแสยะยิ้มเยาะ

            “จะให้กล้าเข้าไปโดนยิงพรุนรึไงครับเจ๊ !? แล้วคิดว่าผู้ชายดีๆที่ไหนจะจ้องปล้ำผู้หญิงตลอดเวลาฟะ !?

            “เอาน่าๆ ล้อเล่น” กล้ายหัวเราะ “แล้วนายจะยะจะไดต่อ”

            “ไม่รู้” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบเสียงหนักก่อนจะถอนหายใจเฮือก “เราไม่รู้จะทำยังไงดี ถ้าเขารู้แล้วจริงๆเราก็คงไม่กล้าเข้าหน้าเขา แต่ถ้าปล่อยเอาไว้แบบนี้ความสัมพันธ์ก็คงแย่ลงเรื่อยๆ เราก็ไม่รู้จะทำยังไงดีแล้ว.....”

 

            เงียบกันไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่กล้ายจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

 

            “ข้าว่า นายบอกเปิ้นไปเลยดีกว่าว่านายชอบ”

            “จะบ้าเรอะ !?” เด็กหนุ่มหน้าดุว้ากทันควัน “จะให้เรา....”

            “ก็จะได้ฮู้กันไปเลยว่าเปิ้นจะเอาจะได จะผิดหวังหรือจะสมหวัง หรือว่านายอยากจะหื้อมันอึมครึมแล้วก็คึดไปเองคนเดียวอยู่จะอี้”

            “กล้ายคิดแบบนั้นเหรอ”

            “อื้ม” ตานีสาวพยักหน้ายืนยัน “หาโอกาสเหมาะๆแล้วบอกเปิ้นไปเลย”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่นิ่งไปอีกอึดใจหนึ่ง สิ่งที่กล้ายพูดก็ถูก เขาเองก็ไม่อยากให้มันอึมครึมแบบนี้ เด็กหนุ่มรู้ดีว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ความสัมพันธ์ก็คงมีแต่แย่ลง และสุดท้ายอย่าว่าแต่จะเป็นแฟนกันเลย แม้แต่เป็นเพื่อนก็คงเข้าหน้ากันไม่ติดด้วยซ้ำ

 

            แต่อีกใจหนึ่ง จ้าดก็นึกกลัว หากฟ้ายังไม่รู้ว่าเขาชอบล่ะ ? หากเหตุการณ์ครั้งนี้มีสาเหตุมาจากเรื่องอื่นล่ะ ? หากเป็นเช่นนั้น ถ้าเขาไปสารภาพรักกับเธอตรงๆก็ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก เขาอาจสูญเสียเพื่อนตั้งแต่สมัยเด็กคนนี้ไปเลยก็ได้

 

            “แต่ข้าว่าเน่อ กล้วยก็พูดถูก ตอนนี้นายน่าจะเอาใจใส่กับการสอบมากกว่า” กล้ายเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนหนุ่มเงียบไป “ไว้หลังสอบนายค่อยบอกเปิ้นก็ได้ ข้าว่าโอกาสเหมาะเลยด้วยซ้ำ ชวนเปิ้นไปฉลองปิดเทอมแล้วก็บอก ถ้านายบ่กล้าชวนก็หื้อคนอื่นชวนก็ได้ หื้อกล้วยชวนก็ได้ โอกาสมีตั้งเยอะตั้งแยะ”

            “อืม จริงด้วยสินะ” หลานชายหมอผีใหญ่พยักหน้าช้าๆ “ขอบคุณมากนะกล้าย”

            “อื้ม บ่เป็นอะหยัง” เด็กสาวผมหางม้าตอบยิ้มๆ ก่อนที่รอยยิ้มของเธอจะกลายเป็นยิ้มแสยะเหมือนผีตายโหงบนทางยกระดับ “ค่าหื้อคำปรึกษาร้อยเบี้ย จ่ายมา”

            “เฮ้ย !?

 

 

            มีคำกล่าวว่า เวลามักจะเดินผ่านไปอย่างเชื่องช้าหากเรากำลังรออะไรสักอย่าง

 

            และหากมีอะไรสักอย่างที่ไม่น่าอภิรมย์อยู่ในช่วงเวลาที่รอนั้น เวลาก็ยิ่งผ่านไปเชื่องช้ากว่าเดิม

 

            แต่สำหรับจ้าด ใช้คำว่าเวลาแทบจะถูกหยุดเอาไว้ในช่วงสอบน่าจะดีกว่า

 

            “เฮ่อ ในที่สุดก็หลุดจากขุมนรกมาได้.....”

            เด็กหนุ่มหน้าดุลากสังขารสะโหลสะเหลออกจากห้องสอบฟิสิกส์ซึ่งเป็นวิชาสุดท้ายมาทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะไม้ในลานโล่งใต้อาคารสามดังพลั่กหลังจากทนทรมานอยู่ในนรกแห่งฟิสิกส์อะตอมอยู่นานสองชั่วโมงครึ่ง เขาไม่รู้ว่าคณาจารย์หมวดวิชาวิทยาศาสตร์ของตานนะคอนพิทยาคมคิดอะไรกันอยู่ถึงได้จัดฟิสิกส์อยู่วิชาสุดท้ายทุกเทอมทั้งที่วิชานี้ทั้งกินแรงและต้องการพลังในการทำอย่างมากจนน่าจัดไปอยู่วิชาแรกด้วยซ้ำ แต่ที่แน่ๆ เขารู้ดีว่าคะแนนฟิสิกส์เทอมนี้คงไม่หนีเลขสองหรือเลขหนึ่งไปไหนแน่นอน....

 

            “เฮ้ย จ้าด เป็นไงบ้างวะ”

            ไร่ซึ่งออกจากห้องสอบมาตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงที่แล้วเดินมานั่งตรงข้ามกับเพื่อน ตามมาติดๆด้วยต๊อกซึ่งออกจากห้องสอบหลังหลานชายหมอผีใหญ่เพียงไม่ถึงนาที สภาพของทั้งสองต่างกันโดยสิ้นเชิง เด็กหนุ่มชาวใต้ยังดูสบายๆเหมือนไม่ได้สอบ ในขณะที่อีกคนดูพร้อมจะหาเชือกมาผูกคอตายได้ทุกเมื่อ ซึ่งจ้าดก็พอเข้าใจอารมณ์ของมันอยู่ เด็กหนุ่มชาวหลวงน้ำทาตกฟิสิกส์กลางภาค และหากคะแนนปลายภาคไม่ดีจนเขาไม่ผ่านล่ะก็ คณะแพทยศาสตร์ที่เขาอยากเข้าก็จะกลายเป็นฝันไปในทันที อย่างน้อยก็อีกปีหนึ่ง

 

            “ไม่ต้องมาถามข้า ไอ้ตัวเรียนเก่ง” จ้าดสวนกลับเสียงสูงก่อนจะถอนหายใจเฮือก “เฮ้อ ยังไงข้าก็พอทำได้บ้างแหละนะ ไม่น่าตก”

            “เออ เอ็งน่ะไม่น่าตก แต่ข้าน่ะตกแหงมๆ เฮ้อ.....” เด็กหนุ่มชาวหลวงน้ำทาถอนหายใจดังกว่าเพื่อนเสียอีก “ทำไงดีวะเนี่ย ถ้าตกขึ้นมาข้าก็ต้องเรียนซัมเมอร์อีก แล้วจะเอาคะแนนจากไหนไปสอบหมอวะ แบบนี้พ่อได้ฆ่าข้าแหง เฮ้อ.....”

            “เฮ้ย แต่หมอของมหาลัยเวียงเชียงหลวงเปิดสอบตรงอยู่ไม่ใช่เรอะ ไม่ดูเกรดด้วย” ไร่แนะนำ “อีกอย่าง ข้าก็บอกเอ็งตั้งแต่เดือนที่แล้วว่าให้อ่านๆ เอ็งก็เล่นเกมอ่านการ์ตูนอยู่ได้ แล้วจะออกมาได้คะแนนดีได้ไงวะ”

            “พอๆ อย่ามาพูดแบบพ่อข้าอีกคน ขี้เกียจฟัง” อีกฝ่ายรีบตัดบทก่อนจะหันมาหาหลานชายหมอผีใหญ่ “เออ เย็นนี้ว่างมั้ยวะ เมื่อกี้เจอฟ้ากับกล้วยแล้วก็กลุ่มเพี่ยนฟ้า เขาชวนไปกินข้าวกับคาราโอเกะด้วยกันน่ะ ไปมั้ย”

            “ไป !” ดวงตาตี่ๆลุกวาวทันที โอกาสวิ่งมาชนเองแบบนี้ไม่คว้าเอาไว้ก็โง่ “แล้วจะไปกันกี่โมง”

            “เขาออกไปกันแล้ว” เด็กหนุ่มผิวคล้ำตอบ “ทำเสร็จเร็วกันทั้งทีมเอ็งไม่เห็นเรอะ ยิ่งกล้วยกับฟ้านี่ชั่วโมงเดียวออกแล้ว”

            “เอ็งก็ชั่วโมงสิบนาทีไม่ใช่เรอะ” จ้าดหัวเราะหึๆ “เอ้า ไปกันเถอะ เดี๋ยวเขาจะรอ”

            “แหม พอเป็นเรื่องฟ้านี่รีบเลยนะ”

            “เป็นเอ็งเอ็งไม่รีบรึไง เอ้า ไปได้แล้ว !

 

            สามสหายเดินลุยหิมะซึ่งบัดนี้กองสูงเกือบถึงเอวออกจากโรงเรียนไปยังสถานีรถไฟฟ้าเหมือนอย่างเคย แม้อากาศจะยังคงหนาวเย็นเข้าขั้นติดลบเกือบยี่สอบองศา แต่ท้องฟ้าวันนี้กลับสว่างสดใสไร้เมฆอย่างผิดวิสัยกลางฤดูหนาวที่มักจะเต็มไปด้วยเมฆครึ้ม ซึ่งจ้าดถือว่าเป็นลางดี ขอให้การสารภาพรักวันนี้สดใสเหมือนอย่างท้องฟ้าด้วยเถิด....

 

 

            “มาช้าจังนะพวกผู้ชาย หิวจะแย่อยู่แล้วนะ !

            เด็กสาวผิวคล้ำนามพลอยซึ่งเป็นแกนนำกลุ่มเพื่อนฟ้าและแกนนำกิจกรรมครั้งนี้ส่งเสียงเรียกทันทีที่ พวกผู้ชาย ทั้งสามคนเดินเข้ามาในระยะสายตา เธอยืนอยู่หน้าร้านอาหารฮิมิตสึกระทะร้อนซึ่งเป็นร้านโปรดของทุกคนในกลุ่ม เงิน เด็กสาวผู้มีราศีลูกคุณหนูจับที่สุดในกลุ่มยืนยิ้มอยู่ข้างเพื่อนสาว ส่วนฟ้ายืนหลบอยู่หลังเพื่อนสาวทั้งสอง เธอเพียงโบกมือทักเด็กหนุ่มทั้งสามเล็กน้อยก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่น

 

            “กล้วยไปไหนล่ะ” ไร่เอ่ยถามเพื่อนสาวทั้งสามเมื่อเดินมาถึงหน้าร้าน

            “ไปเข้าห้องน้ำ” เด็กสาวชาวใต้ตอบ “รอเขาก่อนแล้วค่อยเข้าไปกินนะ”

            “โอเค”

            “สอบเป็นไงกันบ้าง” จ้าดเอ่ยถามบ้าง

            “ก็ดีนะ พอทำได้อยู่ คงหวังได้สักสามแหละ”

            “เราก็พอทำได้นะ” เงินตอบเบาๆ “แต่เสียดายข้อทฤษฎีความไม่แน่นอนของไฮเดลแบร์ก จำนิยามไม่ได้ เลยเสียไปเลยฟรีๆสองคะแนน ทั้งๆที่นิยามแล้วก็คำนวณมันง่ายๆแท้ๆ”

            “โห ทำไม่ได้ข้อเดียวทำเป็นบ่น เรานี่ไม่ได้เพียบเลย” หลานชายหมอผีใหญ่โอดครวญ ก่อนจะหันมายังเด็กสาวหน้าคมซึ่งยืนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่เบื้องหลังเพื่อนสาวทั้งสอง “แล้ว.... แล้วฟ้าล่ะ เป็นไง”

 

            “อืม ก็ดีนะ”

            ฟ้าตอบเพียงเท่านั้นก่อนจะเงียบไปอีกครั้ง จ้าดหน้าเสีย เบื้องหลังเขา ต๊อกกับไร่มองหน้ากันอย่างสงสัย เกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนสนิทคู่นี้

 

            แต่ทั้งสองมีเวลาเดาอยู่เพียงไม่กี่วินาที ตานีสาวก็เดินกลับมาจากห้องน้ำ ก่อนที่ทั้งกลุ่มจะเดินเข้าไปในร้านซึ่งมีคนอยู่บางตา จ้าดได้นั่งตรงข้ามเพื่อนสาวหน้าคมพอดี แต่อีกฝ่ายก้มลงดูเมนูอย่างขะมักเขม้น ก่อนจะสั่งแล้วหันไปคุยกับกล้วย พลอยและเงินโดยไม่หันมามองเขาเลยแม้แต่น้อย

 

            “จ้าด เอ็งไปทำอะไรให้ฟ้าเขาโกรธรึเปล่าวะ” ต๊อกซึ่งก็สังเกตเห็นอาการของเพื่อนสาวเหมือนกันกระซิบ “ข้าเห็นเขาทำมึนๆกับเอ็งมาหลายวันแล้วนะ”

            “ไม่รู้โว้ย” หลานชายหมอผีใหญ่กระซิบตอบ “ถ้ารู้ข้าก็ขอโทษเขาไปแล้ว ไม่ปล่อยให้เขาเป็นแบบนี้หรอก เอ้อ.... ขอชุดหมูทอดซอสฮิมิตสึชุดนึงครับ”

            “ผมขอชุดสเต็กหมูบูตะสตามิน่า แล้วก็ขอข้าวเพิ่มชามนึงครับ” เด็กหนุ่มหน้าดุกว่าสั่งบ้างก่อนจะหันมาซักเพื่อนต่อ “แล้วเอ็งไม่ถามเขาวะ”

            “ถามเขาเขาก็บอกไม่มีอะไรๆ แล้วจะให้ข้าทำไงได้วะ”

            “เหรอวะ.... แต่เขาก็ไม่น่าจะเป็นอย่างงี้โดยไม่มีสาเหตุนา น่าจะโกรธอะไรอยู่จริงๆแหละ” ต๊อกสันนิษฐาน “แถมเท่าที่จำได้ เอ็งก็เคยทำเขาโกรธตั้งหลายครั้ง เขาไม่เห็นจะเคยเป็นแบบนี้เลยนะเว้ย แสดงว่างานนี้ต้องร้ายแรงมากแน่ๆ เอ็งไปทำอะไรไม่ดีไม่งามกับเขารึเปล่าวะ”

            “ไอ้ห่าน คิดไปได้นะเอ็ง” จ้าดแยกเขี้ยว “พอๆ ไม่ต้องซักข้าแล้ว ไม่ต้องทำอะไรด้วย ข้าจะจัดการเอง ให้เอ็งทำเดี๋ยวเสียเรื่อง”

            “แล้วนี่กินข้าวเสร็จจะไปทำอะไรกันต่อดีเนี่ย” พลอยเปิดประเด็นหลังจากทุกคนสั่งข้าวเสร็จ

            “ก็เห็นบอกจะไปคาราโอเกะกันไม่ใช่เหรอ” เด็กหนุ่มชาวใต้ย้อนถาม

            “ไม่เบื่อกันบ้างเหรอคาราโอเกะ” เด็กสาวผิวคล้ำท้วง “เราอยากโยนโบวล์อะ ไม่ได้โยนมานานแล้ว ไปโยนโบวล์กันเหอะเพื่อนๆ”

            “แพงกว่าเดิมอีก” ต๊อกประท้วง

            “โบวล์มันคืออะหยังก๋า” เด็กสาวหน้าจืดก็พาซื่อ

            “โบวล์หรือโบว์ลิ่งเป็นกีฬาชนิดหนึ่งน่ะ เดี๋ยวกล้วยไปเห็นก็รู้เอง” เงินพูดบ้างหลังจากเงียบมาพักใหญ่ “แล้วก็ไม่แพงหรอก ตอนนี้มีโปรโมชั่นอยู่ ไปกันเกินสี่คนได้เหมาชั่วโมงนึง สองร้อยเบี้ยเอง ก็ตกคนละสามสิบเบี้ย”

            “แต่เราล้างท่อประจำเลยนา” เด็กสาวหน้าคมโอด “ไปก็อายคนเขา”

            “น่า ไม่เป็นไรหรอก” หลานชายหมอผีหัวเราะ “เดี๋ยวเราล้างท่อเป็นเพื่อนเอง เราก็แทบไม่เคยโยนเหมือนกัน”

            “เราก็ยังไม่อยากไปอยู่ดี”

 

            ฟ้าตอบโดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย จ้าดหน้าเสียล่าถอยกลับมาอยู่กับตัวเองอีกครั้ง เด็กสาวหน้าจืดพยายามข่มสีหน้าให้ดูบ่ฮู้บ่หัน ส่วนสองสาวที่เหลือไม่ทันสังเกตก็พูดต่อ

 

            “งั้นทุกคนโอเคกับโบว์ลิ่งนะ”

            “ก็ขัดแม่งานไม่ได้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ อ้าว อาหารมาพอดี....”

 

            การสนทานถูกขัดจังหวะไปพักใหญ่เมื่อนักเรียนม.หกทั้งเจ็ดคนซึ่งต่างก็ถูกข้อสอบฟิสิกส์เมื่อตอนบ่ายและเลขเมื่อตอนเช้าดูดพลังงานไปจนแทบหมดร่างเขมือบอาหารที่เพิ่งจะมาตั้งเบื้องหน้าเหมือนแร้งลง แม้แต่กล้วยซี่งปกติกินมากกว่าแมวดมนิดเดียวก็ยังกินเยอะ โชคดีที่อาหารร้านนี้ค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับร้านอาหารอื่นๆในห้างสรรพสินค้าไหหินเวิลด์สุดไฮโซแห่งนี้ ไม่เช่นนั้นทุกคนคงกระเป๋าฉีกก่อนได้่ไปโยนโบว์ลิ่งแน่นอน

 

            “มีใครกินกิมจิมั้ย” เด็กสาวหน้าคมเอ่ยขึ้นหลังจากเธอจัดการชุดข้าวปั้นหน้าปลาดิบของเธอไปครึ่งถาดแล้ว “เราไม่ชอบกิมจิ”

            “เรากินๆ” จ้าดเอ่ยขึ้นทันที ปกติเขาก็ชอบกินผักดองชนิดนี้อยู่แล้ว “เอามาให้เราก็ได้”

            “เราก็กินนะ” เด็กหนุุ่มชาวหลวงน้ำทาก็ชอบเหมือนกัน

 

            “งั้นต๊อกเอาไป”

            หลานชายหมอผีใหญ่หน้าเสียอีกครั้งเมื่อฟ้าส่งจานผักดองให้เพื่อนหนุ่มข้างตัวอย่างไม่ลังเล เด็กหนุ่มวางตะเกียบก่อนจะถอยเก้าอี้ลุกทำทีว่าจะไปเข้าห้องน้ำ แต่ในใจโทรจิตขอให้กล้วยออกไปคุยกับเขานอกร้าน ใบหน้าจืดของตานีสาวซีดลงเล็กน้อย แต่เธอก็หันไปบอกเพื่อนสาวทั้งสามว่าจะไปเข้าห้องน้ำอีกครั้งแล้วลุกตามเด็กหนุ่มหน้าดุออกไปแต่โดยดี ไม่ว่าจะยังไง นี่ก็เป็นความผิดของเธอด้วย

 

            “กล้วย เห็นใช่มั้ยว่าฟ้าเขาเป็นยังไง”

            “หะ.... หันอยู่ ข้าเจ้าก็หันอยู่” เด็กสาวหน้าจืดตอบเสียงสูงกว่าปกติเล็กน้อย “แต่.... จะหื้อข้าเจ้ายะจะไดล่ะ”

            “เปล่า คือ.... เราไปปรึกษาเพื่อนคนนึงมา เขาบอกว่าที่ฟ้าเป็นแบบนี้เพราะเขารู้แล้วว่าเราชอบเขา กล้วยว่าใช่รึเปล่า”

 

            ใบหน้าจืดยิ่งซีดลงไปอีก แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายซึ่งใจยังคงอยู่กับเพื่อนสาวหน้าคมในร้านอาหารฮิมิตสึจะไม่ได้สังเกต

 

            “ข้าเจ้าบ่กล้าฟันธงเน่อ ข้าเจ้าก็บ่แน่ใจ” ตานีสาวพยายามคุมเสียงให้เป็นปกติ “แต่ถ้าเปิ้นฮู้แล้ว นายจะยะจะไดต่อ”

            “เพื่อนเราคนนั้นก็บอกให้เราบอกไปเลยว่าชอบ จะได้รู้กันไปเลยว่าจะผิดหวังหรือจะสมหวัง”

            “แล้วนายจะยะจะอั้นก่อ”

            “ก็อยากอยู่ แต่เรากลัว” จ้าดตอบเสียงเครียด “เราไม่รู้ว่าฟ้ารู้ว่าเราชอบรึยัง ถ้าเกิดเขาโกรธเรื่องอื่น แล้วเราไปบอกเขา เรื่องก็คงยิ่งเสียเข้าไปใหญ่ แต่ถึงเขาจะรู้แล้วก็เถอะ ดูปฏิกิริยาของเขาวันนี้สิ บอกไปก็คงไม่มีทางสมหวังแน่ เราไม่รู้จะทำยังไงดีแล้ว”

 

            เด็กสาวหน้าจืดมองเพื่อนหนุ่มซึ่งขมวดคิ้วมุ่นด้วความกลัดกลุ้ม ในอกแบนๆของเธอเจ็บแปลบ ทั้งที่จ้าดช่วยเธอเอาไว้มากมาย ทั้งที่จ้าดมีบุญคุณกับเธอหลายอย่าง และที่สำคัญที่สุด ทั้งที่เธอเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้แท้ๆ แต่เธอกลับไม่รู้ว่าจะช่วยเขายังไงดี แม้แต่จะยอมรับว่าเธอเป็นคนบอกฟ้าเองก็ยังไม่กล้าพอ อย่าว่าแต่จะเป็นราชินีตานีเลย แม้แต่ตานีทั่วไปเธอก็ยังไม่มีศักดิ์ศรีพอด้วยซ้ำ.....

 

            “ข้าเจ้า.... ก็บ่ฮู้ ข้าเจ้าก็บ่ถนัดเรื่องนี้” กล้วยตอบเสียงหนัก “แต่เอาเป็นว่า.... เอาเป็นว่าถ้านายบอกเปิ้น ก็ขอหื้อนายโชคดีละกัน ข้าเจ้าก็คงได้แต่หื้อกำลังใจแหละ”

            “ขอบคุณมากกล้วย” เด็กหนุ่มดูสบายใจขึ้นบ้างหลังจากได้ระบายความอัดอั้น “งั้นกลับกันเถอะ นานมากเดี๋ยวคนอื่นจะสงสัย”

 

            แม้จะออกไปเพียงห้านาทีนิดๆ แต่เมื่อทั้งสองกลับมาที่โต๊ะ อาหารทั้งหมดในถาดของคนอื่นก็หมดเกลี้ยงแล้ว ตานีสาวและหลานชายหมอผีใหญ่รีบจัดการอาหารในความรับผิดชอบซึ่งเหลืออยู่ไม่มากนักจนหมดภายในหนึ่งนาที ก่อนที่พลอยจะเรียกเก็บเงิน แล้วทั้งเจ็ดก็ขึ้นบันไดเลื่อนไปยังชั้นแปดซึ่งเป็นที่ตั้งของลานโบว์ลิ่ง

 

            “ว้า ลงไปข้างๆแหมแล้ว !

            กล้วยบ่นอุบด้วยสำเนียงตานนะคอนแท้เมื่อลูกเหล็กกลมๆหนักเกือบสิบกิโลกรัมกลิ้งลงรางด้านข้างเป็นครั้งที่สิบติดต่อกัน เด็กสาวผิวคล้ำซึ่งยืนดูอยู่ข้างๆหัวเราะคิก

            “แบบนี้เขาเรียกล้างท่อนะกล้วย สงสัยท่อคงสะอาดสุดๆแล้วมั้งนั่น”

            “อะไรกัน....” ต๊อกลากเสียง “ออกจะยิงปืนเก่งแท้ๆ แต่พอกีฬาที่ต้องเล็งแบบนี้กลับห่วยซะได้”

            “เอ๊ะ กล้วยยิงปืนด้วยเหรอ”

 

            เงินซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะหลังเลนโบว์ลิ่งเอ่ยถาม ตานีสาวสะดุ้งเฮือก เธอหันกลับมามองเด็กหนุ่มชาวหลวงน้ำทาด้วยแววตาจะกินเลือดกินเนื้อจนอีกฝ่ายถอยกรูด ก่อนจะปั้นหน้าปกติอย่างว่องไวแล้วหันไปตอบเพื่อนสาว

 

            “อ๋อ ก็เล่นกีฬายิงปืนมาบ้างน่ะ ตอนก่อนจะย้ายมาอยู่กับจ้าด”

            “จริงเหรอๆ” เด็กสาวผิวขาวตาลุกวาวอย่างดีใจ “เราก็ยิงปืนบ่อยๆเหมือนกัน ไปยิงที่สนามยิงปืนตรงแยกท่าดอนน่ะ วันหลังไปด้วยกันมั้ย”

            “ปืนอะหยัง ปืนยาวหรือปืนสั้น”

            “มีทั้งปืนยาวปืนสั้นเลย ปืนอัตโนมัติหรือปืนกลสงครามก็มีให้ยิงทดสอบได้ด้วยนะ แต่แพงหน่อย แล้วก็ต้องใช้เอกสารยุ่งยากสักหน่อยด้วย” เงินร่ายยาวจนทุกคนหันมามอง เด็กสาวท่าทางลูกคุณหนูผู้นี้ไม่ค่อยพูดอะไรยาวๆแบบนี้บ่อยนัก “กล้วยยิงปืนอะไรล่ะ ส่วนใหญ่เรายิงปืนยาว”

            “ข้าเจ้าก็ยิงปืนยาวเหมือนกัน”

            “แหม ดีเลย เจอคอเดียวกัน” เด็กสาวตอบยิ้มๆ “งั้นวันหลังถ้าเราไปเราจะโทรไปบอกนะ เราไปกับแม่บ่อยๆอยู่แล้ว”

            “จะบ่เป็นการรบกวนไปหน่อยก๋า เงินก็ไปกับครอบครัว หื้อข้าเจ้าไปด้วยจะดีก๋า”

            “ไม่เป็นไรหรอกน่า มาเถอะ แม่เราก็เคยพูดกับเราบ่อยๆให้ชวนเพื่อนไปด้วยอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยมีใครไปกับเราเลย”

            “จะอั้นก็ได้ ขอบคุณมากเน่อเงิน”

 

            จ้าดแอบฟังบทสนทนาอยู่ห่างๆ จิตใจของเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ได้เล่นทีก็โยนส่งๆอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เด็กหนุ่มรู้ดีว่าไม่ช้าก็เร็วเขาก็ต้องบอกความในใจกับเพื่อนสาวหน้าคมผู้นั่งอยู่ที่โต๊ะปลายเลนข้างๆเงิน และไม่ช้าก็เร็วหลังจากนั้น เขาก็ต้องฟังผลตัดสินชะตากรรมจากปากเธอ....

 

            “เอ้อ เดี๋ยวเราไปซื้อน้ำกินก่อนนะ มีใครจะเอาอะไรมั้ย”

            ในที่สุด หลานชายหมอผีใหญ่ก็ต้องหาทางระบายความกดดันลงบ้าง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครฝากสั่ง จ้าดก็ลุกขึ้นจากโต๊ะก่อนจะหันหลังกลับตั้งท่าจะเดินไปยังร้านค้าซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบสิบเมตร แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ก้าวขา ใบหน้าดุก็ชาวูบเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากเบื้องหลัง

 

            “จ้าด ขอคุยด้วยหน่อยได้มั้ย”

 

            เด็กหนุ่มพยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติเมื่อหันหลังกลับไปหาเพื่อนสาว

 

            “อะ.... ดะ.... ได้สิ มีอะไรเหรอ”

            “ไปคุยกันตรงโน้นดีกว่า”

 

            ฟ้าลุกขึ้นก่อนจะก้าวฉับๆเดินนำเพื่อนหนุ่มไปยังมุมเงียบๆมุมหนึ่งห่างจากเลนโบว์ลิ่ง หลานชายหมอผีใหญ่เดินตามไป หัวใจโยนตัวกระแทกซี่โครงราวจะหลุดออกมาข้างนอก เด็กสาวหน้าคมยืนนิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับมาประจันหน้ากับเพื่อนหนุ่ม แล้วเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบๆ

 

            “จ้าด จ้าดชอบเราใช่มั้ย”

 

            ดวงตาตี่เบิกกว้าง แต่จ้าดก็รีบหรี่มันกลับลงมาที่ขนาดเดิม แต่ก็ยังไม่รู้จะตอบอีกฝ่ายยังไงดี จะยอมรับ หรือจะปฏิเสธต่อไป

 

            “ใช่มั้ย” ฟ้าถามย้ำ

            “เอ่อ.... ใช่....” ในที่สุด เด็กหนุ่มก็ตอบตะกุกตะกัก เขารู้สึกว่าเลือดร้อนๆเอ่อท้นขึ้นมายังใบหน้าอย่างสุดที่จะห้ามได้ “ฟ้ารู้ได้ยังไง”

            “กล้วยบอกเราตอนที่ผีสิงจ้าดอยู่”

 

            ใบหน้าดุชาวูบอีกครั้ง เขานึกแล้วว่าต้องเกิดอะไรขึ้นสักอย่างระหว่างที่ผีตายโหงบนทางยกระดับเข้าสิงเขา แต่อีกใจหนึ่งเขาก็โกรธตานีสาว ทั้งที่เขาไว้ใจบอกความลับเธอแท้ๆ แต่ทำไมเธอถึงรักษามันเอาไว้ไม่ได้....

 

            “อย่าโกรธกล้วยเลย ตอนนั้นสถานการณ์มันคับขันจริงๆ เราเลยถามว่ามีวิธีอื่นมั้ยที่จะช่วยจ้าดได้ กล้วยเลยบอกว่าคนที่ถูกผีสิงจะยั้งมือกับคนที่ชอบ กล้วยเขาก็ไม่ได้อยากบอกเราหรอก แต่ตอนนั้นถ้าไม่บอกจ้าดต้องตายแน่ๆ อย่าโกรธกล้วยเลยนะ”

            “อะ.... อื้ม.... ไม่โกรธหรอก” หลานชายหมอผีใหญ่พยักหน้าช้าๆ “แล้ว.... แล้วเรื่องนั้น.... ฟ้าจะว่าไง”

 

            คราวนี้ เด็กสาวหน้าคมตกเป็นฝ่ายนิ่งเงียบบ้าง

 

            “จ้าด” ในที่สุดเธอก็เอ่ยขึ้น ด้วยเสียงเบาจนแทบกลายเป็นกระซิบ “พวกเราเป็นเพื่อนกันต่อไปเถอะนะ”

            “ทำไมล่ะ !?” หลานชายหมอผีใหญ่อ้าปากค้าง

            “พวกเรา.... เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ถ้าเกิดเราจะมาเปลี่ยนความสัมพันธ์เป็นอย่างอื่น.... เป็นแฟนกัน.... เรากลัวว่ามันจะทำให้สิ่งที่เราสั่งสมกันมาสิบกว่าปีพังลง....” เด็กสาวหน้าคมพูดช้าๆ “จ้าดพอเข้าใจใช่มั้ย เป็นแฟนกันมันก็ต้องมีทะเลาะ ต้องมีโกรธกัน แล้วถ้าเกิดอะไรจนเลิกกันขึ้นมา จ้าดกับเราก็คงมองหน้ากันไม่ติด เราเสียดายถ้าความเป็นเพื่อนของเราจะสลายหายไปเพราะแบบนั้น”

            “มันไม่เป็นแบบนั้นหรอก” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบหนักแน่น “เราจะไม่มีวันทำให้ฟ้าเสียใจแน่ แล้วถ้าไม่เสียใจก็ไม่ต้องทะเลาะกันหรือเลิกกันถูกมั้ย”

            “ใครจะไปรู้ล่ะจ้าด ไปตัดสินอนาคตแบบนั้นมันไม่ได้หรอก” ฟ้าตอบ “เราเป็นเพื่อนกันต่อไปเถอะนะจ้าด เราขอร้อง”

            “งั้นเราจะรอ” จ้าดพยายามกล้ำกลืนก้อนความผิดหวังที่จุกอยู่ในลำคอกลับลงไป “เราขอรอจนถึงวันที่ฟ้าจะพร้อม.... จะพร้อมมาชอบเรา....”

            “อย่ารอเลยจ้าด” เด็กสาวหน้าคมพูดเรียบๆโดยไม่มองหน้าเพื่อนหนุ่ม “อย่างที่จ้าดก็เห็น ถ้าจ้าดคิดแบบนี้กับเราต่อไป เราก็ตะขิดตะขวงใจ เราก็เข้าหน้าจ้าดไม่ติด สุดท้ายความสัมพันธ์ของเราก็จะแย่ลงอยู่ดี ขอร้องนะ คิดกับเราแค่เพื่อนเถอะ จ้าดเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเรานะ เราไม่อยากเสียจ้าดไป”

 

            หลานชายหมอผีใหญ่นิ่งเงียบ เขาไม่รู้จะตอบเพื่อนสาวว่าอย่างไรดี แม้ทางเลือกที่อีกฝ่ายยื่นมาให้จะมีเพียงแค่ทางเดียวเท่านั้นก็ตาม....

 

            “กะ.... ก็ได้ กลับไปเป็นเพื่อนกัน” จ้าดพยายามคุมเสียงให้เรียบ “แต่เราขออะไรอย่างนึงได้มั้ยฟ้า”

            “อะไรล่ะ”

            “ถ้าเราจะกลับไปเป็นเพื่อนกัน.... ฟ้าก็ต้องพูดกับเราเหมือนเมื่อก่อน ก่อนที่ฟ้าจะรู้ว่าเราชอบ.... ได้มั้ย”

            “ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” น้ำเสียงของเด็กสาวเปลี่ยนกลับไปเป็นเสียงปกติของเธอเมื่อเด็กสาวหันมาสบตาเพื่อนหนุ่มก่อนจะยิ้ม “โอเคนะ เอ้า กลับไปกันเถอะ ป่านนี้คงเลยตาพวกเรามาสามสี่รอบแล้วมั้ง”

            “อะ.... อื้ม....” หลานชายหมอผีใหญ่พยักหน้าช้าๆ แต่เขาก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เอ้อฟ้า งั้นเราขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ เดี๋ยวจะตามไป”

            “อย่าช้าล่ะ ไม่งั้นขาดทุนนะเว้ย”

 

            ฟ้ายิ้มให้เพื่อนหนุ่มอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปยังเลนโบว์ลิ่ง จ้าดยิ้มตอบ แต่เมื่อเด็กสาวหน้าคมเดินห่างออกไปแล้ว เขาก็เดินลากเท้าช้าๆไปยังห้องน้ำชายซึ่งอยู่ไกลออกไปไม่มากนัก

 

            เด็กหนุ่มยืนมองเงาตัวเองในกระจกอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะบิดก๊อกเปิดน้ำวักใส่หน้า เพื่อลบน้ำตาลูกผู้ชายที่กำลังเอ่อล้นขอบตาไหลลงมาอาบแก้ม....

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #59 wat_r (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 24 เมษายน 2558 / 13:13
    อย่างน้อยจ้าดก็ไม่ค้างคา อย่างน้อยฟ้าก็ยังกล้าเผชิญหน้ากลับมาเป็นเพื่อนเหมือนเดิม :)
    กล้วยกับกล้ายสิ! อึมครึมเรือหาย 555
    #59
    0
  2. #36 lllllllllllllllllllllllll '[27]' (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 30 มกราคม 2558 / 16:26
    อกหักสักแล้วสิชายจ้าด...เอาน่าประสบการณ์ชีวิตเนอะ! ฮิฮิ *o*



    #36
    0