ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 2 : เด็กสาวผู้ถือปืนซุ่มยิงกระบอกยักษ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 299
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    8 เม.ย. 61

            ตีห้า นาฬิกาปลุกเรือนใหญ่บนโต๊ะหัวเตียงส่งเสียงเพลงร็อกดังแสบแก้วหู แต่เด็กหนุ่มในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นบนเตียงยังคงปิดตาแน่น ในใจภาวนาให้เรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาเมื่อสองสามชั่วโมงที่แล้วเป็นความฝัน.....

 

            แต่ถ้าเรื่องนั้นเป็นความฝันจริง เขาก็คงมีปัญหาที่ใหญ่กว่ามากรอให้จัดการอยู่แน่ เพราะเด็กหนุ่มได้ยินเสียงฉ่าเหมือนใครบางคนกำลังผัดหรือทอดอะไรบางอย่างมาจากครัวที่ชั้นล่าง

 

หลานชายหมอผีใหญ่ลุกพรวดก่อนจะกระโจนลงบันไดทีละสองขั้นลงไปยังต้นเสียง แล้วเขาก็ต้องอ้าปากค้าง

 

            "เจ๊ครับ นั่นเจ๊กำลังทำอะไรมิทราบ"

            จ้าดถามเสียงต่ำเมื่อเห็นเด็กสาวผู้มีผิวขาวราวหยวกกล้วย แถมใบหน้ายังจืดพอๆกับสีผิวใส่ผ้าคลุมกันเปื้อนทับชุดเสื้อยิดกางเกงขาสั้นเก่าๆของเขายืนอยู่หน้าเตาแก๊ส ของอะไรบางอย่างสีน้ำตาลอมเขียวกองอยู่ในกระทะบนเตา ส่งควันฉุยลอยตรงขึ้นไปยังเครื่องดูดควันด้านบน ตานีสาวเหลียวมองอีกฝ่ายทางหางตาเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปสะบัดกระทะเหล็กตามเดิม

 

            "ข้าเจ้ามาอยู่บ้านนายจะอี้ก็รบกวนมากพอแล้ว ข้าเจ้าเลยจะยะอาหารหื้อ" เด็กสาวตอบเสียงเรียบๆ

            "มันก็ใช่...." จ้าดลากเสียง "แต่ผมจำได้ว่าผมอนุญาตให้เจ๊อยู่ได้แค่คืนนี้คืนเดียว แล้วก็ไม่ได้อนุญาตให้เจ๊ใช้เตาแก๊สด้วยนะครับว้อย แถมตัวเจ๊ก็ไม่ใช่มนุษย์ด้วย รู้วิธีใช้เรอะ ไฟไหม้บ้านผมขึ้นมาเจ๊จ่ายให้มั้ยครับ !?"

            "อย่ามาดูถูก ตานีบ่ได้ล้าสมัยแบบที่นายคึดหรอกเน่อ ปืนยังยิงเป็น นับประสาอะหยังกับเตาแก๊สแค่นี้" กล้วยเอื้อมมือไปปิดวาล์วหัวถังแก๊ส บิดสวิตช์ปิดเตาแก๊ส ก่อนจะยกกระทะเทอาหารในนั้นลงจานอย่างชำนาญ "อีกอย่าง ข้าเจ้าทำเผื่อนายด้วย มาอยู่บ้านเปิ้นแล้วก็ต้องช่วยเปิ้นยะการ"

 

            กลิ่นหอมหวนของอาหารที่ถูกยกไปวางบนโต๊ะพร้อมข้าวสวยร้อนๆ เย้ายวนใจเกินกว่าที่เด็กหนุ่มจะโวยต่อได้ เขานึกขอบคุณอีกฝ่ายขึ้นมาครามครัน ปกติเขาแทบไม่เคยได้กินข้าวเช้า ไม่ต้องพูดถึงเรื่องทำกับข้าวเลย แค่จะทำแซนด์วิชก็ยังแทบไม่มีเวลาแล้ว และกว่าจะถึงโรงเรียนก็เกือบจะเข้าเรียนแล้วทุกครั้ง เขาจึงหิวจนต้องแวบออกจากห้องไปซื้ออาหารในคาบเรียนแรกเป็นประจำ ได้อาหารเช้าดีๆแบบนี้ราวกับเขาได้อาหารทิพย์ทีเดียว

 

            กล้วยนั่งลงที่โต๊ะอาหารนานแล้ว และขณะนี้ดวงตาเรียวซึ่งกำลังมองเขม็งมาที่เขาฉายแววหงุดหงิดน้อยๆด้วยความหิว จ้าดเดินไปนั่งลงที่โต๊ะตรงข้ามกับวิญญาณสาว ก่อนจะตักอะไรบางอย่างซึ่งดูเหมือนผัดเนื้อกับผักสีเขียวเข้าปากชิมทันที

 

            เพียงคำนั้นแตะลิ้น เด็กหนุ่มหน้าดุก็รู้สึกได้ถึงความนุ่มหยุ่นของเนื้อชั้นดีที่ถูกผัดอย่างชำนาญ ความสดกรอบของผักสีเขียวที่ให้ความรู้สึกสดชื่นราวกับน้ำค้างยามเช้า รสชาติและกลิ่นของเห็ดฟางดอกใหญ่ยิ่งประสานรสของผักและเนื้อเข้าด้วยกัน ยิ่งเคี้ยว ส่วนผสมทั้งหมดก็ยิ่งผสมผสานกันอย่างลงตัวกันในปาก จ้าดเคี้ยวจนละเอียด กลืนมันลงคอ ก่อนจะเอ่ยขึ้นกับแม่ครัวซึ่งนั่งจ้องเขาเขม็งอยู่เบื้องหน้า

 

            "แหวะ"

            "หมายความว่าจะไดยะ !?" กล้วยโวยทันที

            "ผัดก็ผัดได้ดีอยู่หรอก แต่เจ๊ปรุงรสยังไงของเจ๊มิทราบครับ !?"

 

            จ้าดเปิดตู้เย็นข้างตัว คว้าน้ำขวดลิตรมาเทลงแก้วก่อนจะเทอั้กๆลงคอหวังจะล้างรสชาติประหลาดของอาหารเบื้องหน้าออกจากปาก แม้ผักและเนื้อจะผัดได้ดีเข้าขั้นอาหารระดับภัตตาคาร แต่เขาไม่เคยลิ้มรสชาติแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต อันที่จริง มันก็เหมือนจะไม่ใช่รสชาติของอาหารมนุษย์เสียด้วยซ้ำ ทั้งที่ผัดแบบนี้ควรปรุงรสออกเค็ม แต่มันกลับเปรี้ยวอมหวานอย่างกับผัดเปรี้ยวหวาน ถ้าไม่นับรสขมระคนฝาดซึ่งแทบจะกลบรสอื่นๆทั้งหมด

 

            กล้วยตานี.... รสชาติแบบนี้เหมือนกินกล้วยตานีแบบเคี้ยวเมล็ดชัดๆ

 

            "อะหยังยะบ่าจ้าดง่าว" กล้วยแหว "รสชาติแบบนี้ตานีตนใด๋ได้กินก็บอกอร่อยทั้งนั้นแหละ !"

            "แต่ผมไม่ใช่ตานีนี่คร้าบเจ๊ !" เด็กหนุ่มสวน รสชาติไม่ชวนเจริญอาหารยังคงติดอยู่ในปากแน่นเหมือนปากกาเขียนไวต์บอร์ดชนิดกันน้ำ "เอาเถอะ เรื่องนั้นช่างมันก่อน วันนี้เราตื่นเช้ากว่าปกติอยู่แล้ว เดี๋ยวไปหาซื้ออะไรกินที่โรงเรียนก็ได้ เรามีเรื่องที่สำคัญกว่านั้นต้องคุยกัน"

            "เรื่องอะหยัง" ตานีสาวถามหน้าตาเฉย มือตักผัดเนื้อกับผักรสชาติประหลาดนั้นเข้าปากก่อนจะเคี้ยวตุ้ยๆ

            "ก็เรื่องที่จู่ๆ เจ๊ก็จะมาอยู่ในบ้านผมนี่ไง"

            "ก็ตอนแรกข้าเจ้าอุตส่าห์ย้ำตั้งหลายครั้งแล้วว่าบ่อยากหื้อช่วย ก็ยังคะยั้นคะยอจะขอช่วยอยู่ได้" กล้วยตอบห้วนๆ "แล้วตอนนี้มาบ่นยะหยัง ก็อย่างที่นายต้องการแล้วนี่"

            "เราก็ไม่ได้คิดว่ากล้วยจะขออะไรแบบนี้นี่...." เด็กหนุ่มพูดเบาๆ

            "ก็แล้วจะหื้อข้าเจ้าขออะหยัง สิ่งที่ข้าเจ้าต้องการตอนนี้ก็มีแค่นี้แหละ" วิญญาณสาวสวนกลับ แต่เสียงของเธอก็เบาลงและแฝงแววเศร้าในประโยคต่อมา "บ้านเมืองถูกทำลาย ทั้งเผ่าพันธุ์หายไปหมด ข้าเจ้าอยากได้แค่ที่คุ้มหัวนอน ข้าเจ้าก็บ่ได้อยากหื้อช่วยหรอก ฮู้ก็ฮู้ว่านี่เป็นการรบกวนนายมาก ถ้าเกิดนายบ่อยากหื้ออยู่ ข้าเจ้าไปก็ได้....."

            "คือ.... เราก็พอเข้าใจหรอกนะเรื่องความจำเป็นของกล้วย" จ้าดออกอาการอึกอักเมื่อเห็นท่าทีสิ้นหวังของอีกฝ่าย "แต่เด็กผู้หญิงอย่างกล้วย มาอยู่ร่วมชายคากับผู้ชายอย่างเรามันจะไม่เหมาะเอานา...."

            "หัวเก่าไปได้ นี่มันสมัยใด๋แล้ว แถมพ่อแม่นายก็บ่อยู่ด้วย" กล้วยตอบหน้าตาเฉย "อีกอย่าง ถ้าเกิดนายจะยะอะหยังข้าเจ้าขึ้นมาแต๊ๆ ข้าเจ้าแน่ใจว่าสู้ได้ เห็นฝีมือยิงปืนข้าเจ้าแล้วคึดก๋าว่านายจะยะอะหยังข้าเจ้าได้"

 

            เด็กหนุ่มไม่ตอบ ภาพเป้ากระดาษที่ขาดกลางเพียงรูเดียวยังคงติดตรึงในมโนภาพของเขา

 

            "แล้วอีกอย่าง ห้องนอนนายก็ว่างอยู่ห้องนึงพอดีด้วย" เด็กสาวเสริมก่อนจะตักข้าวและผัดเนื้อฝีมือตัวเองเข้าปากอีกคำหนึ่ง

            "แล้วทำไมกล้วยถึงเลือกมาอยู่กับเราล่ะ" จ้าดยังไม่ยอมแพ้ "ทำไมถึงไม่เลือกอยู่กับหมอผีหรืออะไรที่จะคุ้มครองกล้วยได้ดีกว่านี้ หมอผีในเมืองนี้มีเพียบ ในหมู่บ้านนี้ก็มีตั้งเกือบสิบเจ้า"

            "เมื่อคืนข้าเจ้าก็บอกไปแล้วบ่แม่นก๋าว่านายเองก็บ่ธรรมดา" วิญญาณสาวเน้นเสียง ดวงตาเรียวเล็กมองคู่สนทนาเขม็ง "นายคึดว่ามีผู้ได๋บ้างที่มองหันตานีได้ ถึงตอนนี้คงมองหันกันหมดแล้วก็เหอะ.... แต่นายบอกว่าหันตั้งแต่บ่ายตั้งแต่แลง แปลว่านายมองทะลุพลังของอุปกรณ์พรางตาได้บ้างเหมือนกัน อีกอย่าง นายยังเอาชนะผีสี่ตนนั่นได้สบายๆจะอั้น อู้ตรงๆ ฝีมือเยี่ยมกว่าหมอผีที่ข้าเจ้าเคยหันมาอีก”

            "แต่เราไม่มีวิชาอะไรเลยนะ ไม่เคยเรียนด้วย ถึงปู่กับตาจะเป็นหมอผีทั้งคู่ก็เถอะ" เด็กหนุ่มหน้าดุค้าน "อีกอย่าง เมื่อวานเราก็แค่เหวี่ยงมีดอีโต้ไปโดนพวกนั้นคนหนึ่งเท่านั้น เราเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมพวกนั้นถึงถอยหนีไป ทั้งๆที่ถ้าพวกมันเข้ามารุมยำตีนเรา ต่อให้ไม่ใช่ผีเราก็ตายหยังเขียดหามส่งโรงพยาบาลไม่ทันอยู่แล้ว"

            "ก็บ่แปลกที่หมู่มันจะตกใจ" กล้วยพยายามอธิบายอย่างใจเย็น "ผีสี่ตนนั้นนับเป็นผีระดับสูงมาก กระสุนบางขนาดของหมู่เฮายังอาจจะยิงบ่เข้าเลย แต่นายใช้แค่มีดฟันครั้งเดียวเป็นแผลยาวจะอั้น”

            "เอ้าๆ เรายอมกล้วยเรื่องนี้ก็แล้วกัน กล้วยน่าจะรู้ดีกว่าเรา" จ้าดตัดบท แต่เขาก็ถามขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก "แต่ถ้าเป็นแบบนี้ มันไม่แปลว่าภูตผีทั้งหลายจะดาหน้ามาบุกบ้านผมเหรอครับเจ๊"

            "บ่น่าจะเป็นแบบนั้นหรอก" จู่ๆเสียงของเด็กสาวก็เปลี่ยนเป็นหนักอึ้งอีกครั้ง "เพราะหมู่มันได้สิ่งที่ต้องการไปแล้ว"

            "หมายความว่าไง" คิ้วรกของเจ้าของบ้านขมวดเข้าหากันน้อยๆ "จะว่าไปเราก็ยังไม่ได้ถามกล้วยเลย ผีพวกนั้นต้องการอะไรกันแน่ถึงทำแบบนี้"

            "ตานีมีพลังพิเศษอยู่หลายอย่าง ถึงส่วนใหญ่จะหายไปแล้วเพราะเน้นใช้ปืนกันก็เหอะ" กล้วยอธิบาย ด้วยเสียงหนักอึ้งมืดมนเหมือนเดิม "หนึ่งในพลังที่ยังอยู่ก็คืออำนาจการควบคุมภูตผีปีศาจ ราชินีตานีสามารถเรียกภูตผีปีศาจตนใด๋ แบบใด๋ก็ได้มาจากโลกหลังความตาย และสั่งการภูตผีปีศาจที่เรียกออกมาได้ทุกอย่างโดยบ่มีเงื่อนไข เพราะจะอั้นก็เท่ากับมีกองทัพทรงพลังอยู่ในมือ จะยึดอำนาจจากมนุษย์ ใช้มนุษย์เป็นทาสหรือแม้กระทั่งกลายเป็นเผ่าพันธุ์ที่ทรงอำนาจที่สุดในโลกก็ยังได้"

 

            วิญญาณสาวหยุดเล็กน้อย จ้าดเงียบเช่นกัน รอฟังอีกฝ่ายเล่าต่อ

 

            "ตานีบ่เคยใช้อำนาจนั้นโดยพลการมานานแล้ว เพราะหมู่เฮาเคยทำสัญญากับมนุษย์แล้วก็โลกแห่งความตายเมื่อหลายร้อยปีก่อนว่าจะทำหน้าที่กำจัดผีร้ายเท่านั้น แลกกับการอยู่ในโลกมนุษย์ต่ออีกชั่วอายุ บ่จำเป็นต้องไปโลกหลังความตายทันทีที่ยมทูตเจอตัวแบบวิญญาณธรรมดา" กล้วยพูดต่อ "แต่ตนอื่น.... ทั้งภูตผีปีศาจอื่นๆ ทั้งหมอผี ทั้งมนุษย์ธรรมดา ทุกตนอยากได้อำนาจนี้ หลายครั้งก็กลายเป็นจะอี้ คือรวมตัวกันกำจัดเผ่าพันธุ์ตานี เพราะถ้าราชินีตานีถูกยะหื้อสิ้นอายุทั้งที่ยังบ่ได้มอบอำนาจหื้อตานีตนอื่น ผู้ที่ยะหื้อสิ้นอายุก็จะได้อำนาจนั้นไป หรืออีกกรณีนึง.... ถ้าราชินีตานียินยอมมอบอำนาจนั้นหื้อผู้ได๋ ผู้ที่ยะหื้อราชินีตานียอมมอบอำนาจก็จะได้อำนาจนั้นไปเหมือนกัน"

            "แล้วกล้วยมอบอำนาจสำคัญขนาดนั้นให้ผีน่าเกลียดน่ากลัวพวกนั้นไปเนี่ยนะ !?"

            "คึดว่าข้าเจ้ามีทางเลือกอื่นก๋า" แววขมขื่นแทรกอยู่ในน้ำเสียงกลางๆของเด็กสาว "ถ้าข้าเจ้าบ่ยอมสละอำนาจนั่น หมู่ผีร้ายก็คงบ่ยอมหยุดหรอก และแน่นอนหมู่มันจะตามมาถล่มบ้านนายด้วย ในฐานะผู้ปกป้องเมืองนี้ ข้าเจ้าจะบ่ยอมหื้อมีใครเดือดร้อนเพราะข้าเจ้าเด็ดขาด"

            "แต่แบบนี้ก็แปลว่าผีพวกนั้นสามารถใช้อำนาจนั่นทำอะไรก็ได้ไม่ใช่เรอะ" จ้าดถามกลับ "แล้วเมืองนี้มันจะไม่วุ่นวายกันยิ่งขึ้นไปใหญ่เรอะ แค่เมื่อวานก็มีคนบาดเจ็บล้มตายกันเพียบ เมืองกลายเป็นอัมพาตไปหลายชั่วโมงแล้ว"

            "ข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่งคือ พลังอำนาจหมู่นั้นจะใช้การได้ดีก็ต่อเมื่อผู้ใช้ได้รับความศรัทธา" กล้วยตอบทันควัน "นี่คือเหตุผลว่ายะหยังตานีถึงเปลี่ยนมาใช้อาวุธ เพราะบ่ต้องการหื้ออำนาจการรบของหมู่เฮาขึ้นอยู่กับสิ่งที่บ่แน่นอนจะอั้น และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ข้าเจ้ายอมสละอำนาจนั้นด้วย เพราะเดี๋ยวนี้ ดูเหมือนคนเมืองนี้จะบ่มีผู้ได๋เคารพหรือรู้เรื่องตานีกันแล้ว...."

 

            ประโยคสุดท้ายของกล้วยสั่นพร่า เด็กหนุ่มหน้าดุเอื้อมมือข้ามโต๊ะไปหวังจะปลอบ แต่ก็เช่นเดียวกับเมื่อคืน ยังไม่ทันแตะ วิญญาณสาวก็กระชากมือกลับก่อนจะแหวเสียงลั่น ท่าทางเศร้าสร้อยและขมขื่นหายวับไปกับตา

 

            "จะล่วงเกินข้าเจ้าอีกแล้วก๋าบ่าจ้าดง่าว นายนี่มันเลวแถมลามกแต๊ๆ !"

            "ผมจะปลอบเจ๊ครับ ฮ่วย !" จ้าดโวยบ้าง ก่อนจะลดเสียงลงในประโยคถัดมา "แหม อย่างกับตัวเองสวยนักแหละ หน้าจืดเป็นเต้าหู้ทอดแบบนี้ใครมันจะอยาก....."

            "อะหยัง !?"

            "เปล่าคร้าบเจ๊" เด็กหนุ่มรีบปฏิเสธ เขายังไม่อยากโดนอัดน่วมตอนนี้ ไม่งั้นคงขี่จักรยานฝ่าหิมะที่ยังคงตกหนักอยู่ด้านนอกไปขึ้นรถไฟฟ้าไม่ไหวแน่ "แต่ถ้างั้น เราก็ปล่อยทุกอย่างไว้แบบนี้ก็ได้นี่ กล้วยก็อยู่เงียบๆ ดำรงชีวิตเหมือนมนุษย์ปกติไปเรื่อยๆ ไม่ต้องทำหน้าที่ปกป้องเมือง ยังไงผีพวกนั้นก็ทำอะไรไม่ค่อยได้อยู่แล้ว กล้วยจะได้ไม่ต้องถูกจ้องทำร้ายด้วย"

            "แบบนั้นก็บ่ได้อยู่ดี" กล้วยส่ายหน้า "ถึงพลังนั้นจะใช้บ่ได้มาก แต่ผีส่วนใหญ่ก็มีพลังของตัวเองอยู่แล้ว ดูอย่างเมื่อวานนี้สิ แล้วยิ่งหมู่มันชนะหมู่มันก็ยิ่งฮึกเหิม ปล่อยไว้เฉยๆเมืองนี้ได้เละแน่ อีกอย่าง การกำจัดผีร้ายคืองานของหมู่เฮา คือสัญญาที่เคยหื้อไว้ คือเหตุผลที่หมู่ยังอยู่บนโลกนี้ต่อไปได้ ข้าเจ้าบ่มีทางผิดสัญญานั้นเด็ดขาด"

 

            จ้าดมองเด็กสาวเบื้องหน้าซึ่งตอนนี้กลับไปตักข้าวกับผัดผักรสกล้วยตานีเข้าปากอย่างทึ่งแกมชื่นชม ความเด็ดเดี่ยวและศักดิ์ศรีสมกับที่เป็นราชินีแห่งเหล่าภูต.... ถ้าเธอเป็นราชินีจริงอย่างที่อ้าง

 

            "เอาเหอะ เอาเป็นว่าเรายอมให้กล้วยอยู่บ้านนี้ต่อไปได้ก็แล้วกัน" เด็กหนุ่มถอนหายใจเฮือกก่อนจะลุกจากโต๊ะ "งั้นเราไปอาบน้ำก่อนละ วันนี้ต้องรีบไปโรงเรียน ต้องรีบไปลอกการบ้าน"

 

            จ้าดวิ่งผ่านน้ำและแต่งตัวอย่างรวดเร็ว สิบนาทีต่อมา เขาก็กลับลงมาที่ชั้นล่างอีกครั้งในชุดนักเรียนอันประกอบด้วยเสื้อเชิ้ตหนาแขนยาวสีดำและกางเกงขายาวสีดำ เป้หนังสือสีดำคาดแดงสะพายลวกๆไว้บนไหล เด็กหนุ่มใส่ถุงเท้าหนาและรองเท้าหุ้มข้ออย่างหนาเพื่อกันหิมะ คว้าเสื้อหนาวตัวหนาตัวเดียวกับที่ใส่เมื่อคืนซึ่งแขวนอยู่ข้างประตูมาสวมอย่างรีบร้อน แต่ก่อนที่จะออกไปจากบ้าน เขาหันมาพูดกับผู้อาศัยใหม่ของบ้านราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้

 

            "กล้วย เราไปโรงเรียนถึงเย็น อยู่บ้านดีๆ ถ้ามีอะไรก็โทรเข้ามือถือเรา เราจดเบอร์ติดไว้ที่ตู้เย็นแล้ว ใช้เป็นใช่มั้ยโทรศัพท์มือถือ"

            "เป็นย่ะบ่าจ้าดง่าว" เด็กสาวแถมคำด่าไปอีกคำอย่างเคย "ไปได้แล้ว ลอกการบ้านบ่เสร็จข้าเจ้าจะขำหื้อ"

            "คร้าบเจ๊"

 

            ท้องฟ้าด้านนอกยังแทบมืดสนิท หิมะหยุดตกแล้ว แต่ที่ทับถมอยู่บนถนนก็ท่วมสูงเกือบถึงเข่า โชคดีที่รถกวาดหิมะของเขตมากวาดมันออกไปกองไว้สองฝั่งถนนตั้งแต่เช้า อย่างไรก็ตาม มันก็ยังสร้างปัญหาให้กับจ้าดไม่น้อย ล้อยางแคบๆของจักรยานสำหรับขี่ทางไกลของเขาดริฟต์ท้ายปัดไปตามพื้นถนนซึ่งบัดนี้เปียกแฉะสลับกับมีน้ำแข็งเกาะ ต้องขอบคุณผู้บริหารเมืองนี้ที่สร้างระบบขนส่งมวลชนเอาไว้ครอบคลุมทั่วเมืองจนถนนแถบชานเมืองอย่างเขตตาดผ้าห่มที่เขาอยู่นี้แทบไม่มีรถส่วนตัววิ่งบนถนนสักคัน แฉลบไปแฉลบมาแบบนี้รถอาจคาบเขาไปกินเมื่อไรก็ได้

 

            เด็กหนุ่มดริฟต์สะบัดล้อหลังเป็นครั้งสุดท้ายบนลานจอดรถจักรยาน ก่อนจะเดินไปยังทางลงรถไฟใต้ดินสถานีตาดผ้าห่มใต้ ซึ่งมองเห็นเป็นเหมือนไส้เดือนโลหะกลมๆตัวยักษ์ที่โผล่พ้นพื้นดินขึ้นมาพร้อมกับอ้าปากกว้างคอยรอรับผู้โดยสารอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร ข้อมือซ้ายพลิกขึ้นดูนาฬิกา ตีห้าห้าสิบ.... เร็วกว่าปกติเกือบหนึ่งชั่วโมง ทันแน่นอน

 

            รถไฟฟ้าว่างแบบแทบจะตีตั๋วนอนได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานีตาดผ้าห่มใต้นี้แทบจะอยู่ต้นสาย อีกส่วนหนึ่งคือเวลานี้เช้าจนแทบยังไม่มีใครออกจากบ้าน แต่ก็นั่นแหละ คนปกติก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปลอกการบ้านสิบกว่าข้อเหมือนเขานี่

 

            แสงไฟจากสถานีต่างๆดูเป็นเพียงเงาเลือนรางในม่านสายตาอันสะลึมสะลือสะโหลสะเหลเต็มทีของจ้าดผู้ได้นอนเพียงสองชั่วโมงกว่าๆ ภาพแผนที่เครือข่ายรถไฟฟ้าไขว้กันเป็นร่างแหติดอยู่ที่ผนังด้านหนึ่งของตัวรถ หลายสถานีมีคำว่าตานีหรือตานประกอบ ทั้งตานรำลึก อ้อมตาน จอมตาน ไกลตาน หมายตาน ตานปันน้ำ และสวนกล้วยตานนะคอน บ่งบอกความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างตานีกับประวัติศาสตร์นับพันปีของมหานครแห่งนี้ แต่ก็อย่างที่กล้วยพูด นั่นเป็นเพียงอดีต ทุกวันนี้ ถามเด็ก วัยรุ่น หรือแม้แต่วัยทำงานส่วนใหญ่ก็แทบไม่มีใครรู้จักวิญญาณผู้พิทักษ์เมืองเหล่านี้อีกแล้ว....

 

            ขณะท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ รถไฟฟ้าสีขาวขบวนยาวก็ทะยานขึ้นจากใต้ดินขึ้นสู่สะพานแขวน แม่น้ำตานซึ่งอยู่ต่ำลงไปเกือบสามสิบเมตรเบื้องล่างมองเห็นเป็นสีขมุกขมัวอยู่ในแสงแรกแห่งวัน ทิวตึกระฟ้าของย่านธุรกิจใหม่เชียงแสนซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของสวนกล้วยกลางเมืองมองเห็นเป็นเงามืดตัดกับขอบฟ้าอยู่ลิบๆขณะรถไฟฟ้าแล่นเข้าจอดที่สถานีสวนกล้วยฟากใต้ ผู้โดยสารบางส่วนทยอยออกจากรถเพื่อเปลี่ยนเส้นทาง แต่เด็กหนุ่มยังคงนั่งนิ่ง เขาต้องนั่งต่อไปอีกสี่สถานี เปลี่ยนรถอีกครั้งหนึ่ง และนั่งต่อไปอีกสองสถานีจึงจะถึงโรงเรียน

 

            เกือบสิบนาทีต่อมา จ้าดก็ลงมาเดินอยู่บนทางเท้าที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ตอนนี้ยังคงมีนักเรียนบางตา แต่ทุกคนมุ่งหน้าไปยังที่เดียวกับเขา นั่นคือประตูเหล็กสีดำซึ่งเปิดเข้าสู่โรงเรียนตานนะคอนพิทยาคม โรงเรียนรัฐบาลประจำเมือง ประจำจังหวัด และประจำรัฐ ซึ่งมีนักเรียนเกือบห้าพันคนทั้งที่รับเฉพาะชั้นมัธยมปลายเท่านั้น ตึกเรียนสูงห้าชั้นเกือบสึบตึกเรียงกันเป็นแถวอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของกำแพงลูกกรงเหล็ก เด็กหนุ่มพลิกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูอีกครั้ง หกโมงครึ่ง มีเวลาอีกเกือบหนึ่งชั่วโมงครึ่งกว่าจะเข้าเรียน เขาลอกทันสบายๆอยู่แล้ว.... ถ้าต้นฉบับไม่มาสาย

 

            "อ้าว หวัดดีจ้าด"

            "มาเช้าผิดปกตินะเว้ยจ้าด"

            ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้าห้อง 342 บนชั้นสี่ของอาคารเรียนที่สาม เพื่อนทุกคนที่นั่งอยู่ก่อนก็ทักขึ้นทันที อันที่จริงในห้องก็มีคนมาแค่สองคนนั่นแหละ คนหนึ่งคือต๊อก เพื่อนสนิทของเขาเอง เด็กหนุ่มผู้เกิดที่เมืองหลวงน้ำทาซึ่งห่างจากตานนะคอนออกไปทางตะวันตกหกสิบกว่ากิโลเมตรมีดวงตาตี่คล้ายกับจ้าด ผิดกันที่ใบหน้าซึ่งจืดตามดวงตา ไม่ดุจนผียังกลัวแบบเพื่อนของเขา อย่างไรก็ตาม เรื่องจะใช้มันเป็นต้นแบบลอกการบ้านคงไม่ดีนัก ด้วยผลการเรียนขงมันเข้าขั้นคาบเส้น เด็กหนุ่มจึงหันไปหาอีกคนซึ่งมีผลการเรียนติดอันดับต้นๆของห้อง

 

            "ฟ้า การบ้านฟิสิกส์ส่งไปรึยัง ขอลอกหน่อย"

            เด็กสาวที่ชื่อฟ้ายิ้ม เธอเป็นเพื่อนจ้าดมาตั้งแต่สมัยเด็กเพราะพ่อของเธอทำงานที่เดียวกับแม่ของเขา เธอมีใบหน้าหมวยและผิวขาว แต่ไม่ใช่หมวยจืดชืดแบบกล้วย หากดูหวานระคนคม รับกับผมสั้นที่ระอยู่แถวต้นคอ หากไม่ติดที่ว่านิสัยออกทอมระคนห้าวไปหน่อย เธอคงเป็นขวัญใจผู้ชายในห้องไปแล้ว

 

            "อะไรๆก็ลอกเราทุกทีเลยเว้ย" ฟ้าแยกเขี้ยว "แบบนี้ตอนสอบจะไม่ตายเรอะ จ้าดก็อยากเข้าวิศวะด้วยไม่ใช่เหรอวะ"

            "เอาน่า ตอนสอบเราก็ทบทวนแหละ แต่ตอนนี้ทำไม่ได้จริงๆ" เด็กหนุ่มหน้าดุยกมือไหว้เพื่อนสาวปะหลกๆ "ขอลอกก่อนน่า ขี้เกียจฟังอาจารย์บ่น"

            “เออๆได้ๆ”

            “ขอบคุณฮับ.....”

 

            เด็กสาวหน้าคมก้มลงไปค้นกระเป๋าหนังของเธอ ก่อนจะโยนกระดาษสามแผ่นซึ่งเย็บติดกันให้เพื่อนหนุ่มซึ่งรับได้ก็นั่งลงที่โต๊ะข้างๆทันทีก่อนที่มือจะเริ่มทำงาน ทักษะการลอกที่ฝึกฝนมานานปีตั้งแต่อยู่มัธยมต้นทุกอย่างทำงานอย่างเต็มที่ ตัวเลข สัญลักษณ์และรูปวงจรถูกเขียนและวาดเหมือนต้นแบบเป๊ะทุกประการด้วยความเร็วพอๆกับเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ต เพียงสิบนาทีต่อมา การบ้านของเขาเองซึ่งไม่ได้ใช้ความสามารถทำเลยสักนิดเดียวก็เสร็จเรียบร้อย

 

            "ขอบคุณมากฟ้า" จ้าดเอ่ยกับเพื่อนสาวซึ่งกำลังนั่งคุยกับเพื่อนผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่เพิ่งมาถึงห้อง พลางส่งการบ้านคืนให้

            "คราวหน้าทำเองบ้างนะเว้ย"

            "คร้าบเจ๊"

            "เออ ไอ้จ้าด" ต๊อกเรียกมาจากที่นั่งของเขาด้านหลังห้อง "ข้าได้ยินเขาพูดกันว่ามีคนเจอผีที่โรงเรียนว่ะ"

            "มันแปลกตรงไหนวะเจอผี" เด็กหนุ่มหน้าดุตอบโดยไม่มองอีกฝ่าย ดวงตาตี่ไล่ตรวจทานความเรียบร้อยของการบ้าน "เออ แต่เอ็งมาจากหลวงน้ำทาอาจจะไม่เห็น"

            "เห็นเว้ย ญาติฝ่ายแม่ข้าก็ชาวเมืองนี้" อีกฝ่ายแก้ "แต่ที่ไม่ธรรมดาคือมีคนบอกว่าโดนหลอกไง"

            "โดนหลอก ?" จ้าดทวนคำ "หลอกยังไง"

            "เอ็งรู้ใช่มั้ยว่าตึกสองเคยมีคนโดดตึกตาย”

จ้าดพยักหน้า “รู้”

“เห็นว่ามีผู้หญิงเข้าไปใช้ห้องศิลปะที่ตึกนั้น ทำงานไปทำงานมาไฟดับ แถมออกจากห้องไม่ได้ แล้วจู่ๆนักเรียนที่โดดตึกตายก็ปรากฏตัวออกมาแบบเลียดท่วมตัวเดินเข้ามาบีบคอ" ต๊อกอธิบายต่อ เขาพูดสระเอือเป็นสะเอียตามสำเนียงหลวงน้ำทา "โชคดีลุงภารโรงแกเปิดประตูจากข้างนอกเลยรอดมาได้ แต่เห็นว่าอาทิตย์นึงแล้วยังขอลาป่วยอยู่เลย"

 

            จ้าดพยักหน้าว่าเข้าใจ สำหรับคนเมืองนี้ที่สามารถมองเห็นวิญญาณได้เป็นปกติจนถึงขั้นชินชา คำว่า “เห็นผี” กับ “ผีหลอก” ออกจะต่างกันอยู่มาก คำหลังถูกสงวนไว้ใช้สำหรับการที่ผีมารบกวนการใช้ชีวิตตามปกติ หรือเข้ามาทำร้ายเท่านั้น แม้ชาวสารขัณฑ์ทั่วไปจะบอกว่าคำไหนก็น่ากลัวทั้งนั้นก็ตาม

 

            "เอ็งเป็นหลานหมอผี ไม่คิดจะทำอะไรหน่อยเลยรึไงวะ" ต๊อกถามขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไป

            "หลานหมอผีไม่ได้แปลว่าปราบผีได้นี่หว่า"

 

            "เฮ้ยหวัดดี ไอ้จ้าดง่าว"

            ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจากหลวงน้ำทาจะตอบอะไร เสียงเพื่อนอีกคนที่เพิ่งจะมาถึงก็ทักขึ้น เขาคือไร่ เพื่อนสนิทของจ้าดอีกคนผู้มีพยัญชนะต้นของทั้งชื่อเล่น ชื่อจริงและนามสกุลเป็นร.เรือทั้งหมด เด็กหนุ่มมีใบหน้าคมคาย ตาคมและคิ้วเข้ม บ่งบอกว่าเขามาจากทางใต้ของสารขัณฑ์ จ้าดหันไปยิ้มโหดๆให้

 

            "เอ้อเฮ้ยพวกเอ็ง จะกินอะไรมั้ย เดี๋ยวข้าจะลงไปโรงอาหาร"

            "ไม่เอาว่ะ ยังไม่ค่อยหิว" อีกฝ่ายตอบ สมาธิยังคงจดจ่ออยู่กับการ์ตูนในมือ

            "เอ็งล่ะไอ้ไร่"

            "เอาขนมจีนแกงเขียวหวานมากล่องนึง" เสียงของเด็กหนุ่มผิวคล้ำเจือสำเนียงใต้พอฟังออก "เอ็งเลี้ยงด้วยก็แล้วกัน"

            "ตลกบริโภคนะเอ็ง" จ้าดแค่นหัวเราะ "แถวบ้านข้าเรียกตลก Dax"

            "ตลก Dax นี่คือตลกกำลังกินข้าวใช่มั้ย"

 

            จ้าดกับต๊อกหันไปมองหน้ากัน ก่อนที่ทั้งสองจะถอนหายใจเฮือก นิสัยเล่นมุกฝืดสนิทแบบนี้แก้ยังไงก็ไม่เคยหายสักที

 

            "ไอ้ไร่ค้องเอ็งหวา" เด็กหนุ่มจากหลวงน้ำทาเลียนสำเนียงบ้านเกิดเพื่อน เป็นการล้อทีเดียวได้สองต่อ ทั้งชื่อ ทั้งสำเนียง "เล่นมุกแบบนี้มันฝืดอย่างแรง...."

            "แล้วสรุปเอ็งจะเอาอะไรมั้ยไอ้ไร่" จ้าดถามซ้ำ ท้องเขาเริ่มร้องแล้ว

            "ไม่เอาๆ" ผู้ถูกถามส่ายหน้า "แต่ถ้าเอ็งเลี้ยงข้าก็เอา"

            "ตลก Dax อีกแล้วเอ็ง"

 

            เด็กหนุ่มลงบันไดตึกเรียน ก่อนจะเดินข้ามสนามฟุตบอลซึ่งปกคลุมไปด้วยหิมะและน้ำแข็งไปยังโรงอาหารซึ่งเปิดไฟสว่างไสวอยู่อีกฟากหนึ่ง นักเรียนเริ่มทยอยมากันแล้ว และอีกสักพักโรงอาหารก็คงจะเริ่มแน่น จ้าดนึกสงสัยบ่อยๆว่าคนออกแบบโรงอาหารนี้คงได้รับข้อมูลจำนวนนักเรียนผิดพลาด หรือไม่ก็คงนับเลขไม่เป็น เพราะพื้นที่กินอาหารนั่งได้มากที่สุดเพียงสามพันกว่าที่นั่งรวมที่นังอาจารย์ แถมร้านอาหารก็ยังมีแค่ยี่สิบร้าน ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงพอกับนักเรียนห้าพันกว่าคนและอาจารย์อีกกว่าสองร้อย โรงอาหารยามพักกลางวันจึงแออัดเป็นปลากระป๋องจนบางครั้งนักเรียนต้องไปนั่งเปิบมือกันใต้ต้นไม้ หรือไม่ก็แอบยกขึ้นไปกินที่ห้องในฤดูหนาว ซึ่งแน่นอน หากอาจารย์จับได้ก็ไม่พ้นโดนด่าเละ เป็นกรรมของนักเรียน

 

            โรงอาหารแน่นอย่างที่คิด และกว่าจ้าดจะได้ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ หาที่นั่งและโซ้ยมันจนหมดก็เกือบเข้าเรียนแล้ว และกว่าเขาจะเดินข้ามสนามและไต่บันไดตึกเรียนที่สามขึ้นไปยังห้องเรียนบนชั้นสี่ได้ อาจารย์ฟิสิกส์ก็กำลังจะเข้าห้องแล้ว เด็กหนุ่มพุ่งแซงเข้าประตูห้องโดยไม่ลืมไหว้สวัสดี ก่อนจะถอดเสื้อหนาวแขวนไว้กับตะขอข้างประตูและกระโจนเข้าไปนั่งที่ข้างต๊อกและไร่ หางตาของเขาทันเห็นสายตาเชือดเฉือนของอาจารย์ฟิสิกส์แวบหนึ่ง ก่อนที่อีกฝ่ายจะเริ่มต้นคาบเรียน

 

            เนื้อหาบทเรียนในคาบนั้นน่าเบื่อเหลือแสนจนจ้าดแทบหลับมิหลับแหล่อยู่หลายรอบ แต่เด็กหนุ่มมาหลับเอาจริงๆในคาบสังคมซึ่งน่าเบื่อกว่าเป็นสองเท่า แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าอาจารย์สังคมผู้นี้ได้ชื่อว่าโหดที่สุดในโรงเรียน แต่เขาก็ไม่อาจห้ามเปลือกตาที่คอยแต่จะร่วงลงมาตามแรงโน้มถ่วงโลกและสมองส่วนกลางที่คอยแต่จะชัตดาวน์ตัวเองลงโดยเขาไม่ได้สั่งได้ ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ฟุบลงไปกับโต๊ะทั้งที่ยังไม่ถึงครึ่งคาบดี

 

            "จตุรัส"

            เสียงอาจารย์หญิงวัยใกล้เกษียณผู้ได้ชื่อว่าโหดที่สุดในโรงเรียนเรียกชื่อจริงของจ้าด เพื่อนทั้งห้องหันมามองเขาเป็นตาเดียว แต่ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเด็กหนุ่มผู้ส่งวิญญาณไปเฝ้าพระอินทร์เรียบร้อย

 

            "จตุรัส"

 

            ยังคงเงียบ

 

            "จตุรัส !"

            อาจารย์สาวเหลือน้อยตัดสินใจฟาดมือลงกับกระดานไวต์บอร์ดจนเสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งห้อง ได้ผล ลูกศิษย์ตัวดีสะดุ้งเฮือกขึ้นมาจากโต๊ะไม้ทันที

 

            "อ๊ะ อุ้ย ครับ ขอโทษที่หลับครับอาจารย์ !"

            "ครูไม่ได้เรียกเธอเพราะเธอหลับ" หญิงวัยกลางคนตอบ "แต่ครูจะถามอะไรเธอหน่อย"

 

            คำตอบนี้ทำเขาหนาวเยือกยิ่งกว่าคำด่าเรื่องหลับเสียอีก เขาแทบไม่มีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์สารขัณฑ์ยุคกลางซึ่งกำลังเรียนอยู่เลยแม้แต่น้อย หนังสือก็ไม่เคยอ่านมาก่อน แล้วเขาจะเอาที่ไหนไปตอบ....

 

            "เธอมีพี่น้องเป็นผู้หญิงบ้างรึเปล่า"

            “หา ?” จ้าดหน้าเหวอไปเล็กน้อย “ไม่มีนะครับ ผมลูกคนเดียว”

            “มีญาติหรือใครที่รู้จักกันมาที่โรงเรียนวันนี้บ้างรึเปล่า”

            “ไม่มีเลยครับ” หลานชายหมอผีใหญ่ส่ายหน้า “มีอะไรรึเปล่าครับอาจารย์”

            “ครูเห็นเด็กผู้หญิงคนนึงยืนอยู่บนดาดฟ้าตึกสองมองลงมาทางเธอ แต่มองไปบางทีก็อยู่ บางทีก็ไม่อยู่ แต่ทุกครั้งที่เห็นจะมองมาทางเธอตลอดเลย”

            “เดี๋ยวค่ะอาจารย์” เด็กสาวคนหนึ่งยกมือแล้วแทรกขึ้น “ดาดฟ้าทุกตึกปิดตายไม่ใช่เหรอคะตั้งแต่มีนักเรียนกระโดดตึก”

            “พี่คนนั้นก็เป็นผู้หญิงด้วย !

            “จริงเหรอ !?” ดวงตาของอาจารย์วัยสาวเหลือน้อยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย “แต่ทำไมเขาถึงจ้องเธอล่ะจตุรัส เธอไปทำอะไรให้เขารึเปล่า”

            “ไม่นะครับอาจารย์”

 

จ้าดส่ายหน้า แต่แล้วไขสันหลังของเขาก็เย็นวาบเมื่อคิดถึงเรื่องเมือคืน หรือว่าผีตนนั้นจะเป็นพวกเดียวกับผีร้ายที่บุกสวนกล้วยและตามล่าราชินีตานี หรือว่าพวกมันกำลังจ้องจะกำจัดเขาด้วย.....

 

            "อะ.... อาจารย์ครับ...." จ้าดเอ่ยถามอาจารย์เบื้องหน้าด้วยเสียงตะกุกตะกัก "เด็กผู้หญิงที่อาจารย์ว่านี่.... อายุประมาณเท่าไหร่ หน้าตาเป็นยังไงครับ...."

            "อายุก็น่าจะประมาณพวกเธอนี่แหละ" หญิงวัยกลางคนพูดช้าๆ "หน้าตาหมวยๆจืดๆ ตาเล็กๆ ใส่ชุดแปลกๆสีเขียวๆ......"

 

            เสียงซุบซิบดังระงมจากทั่วทั้งห้อง หน้าตาที่อาจารย์สังคมบรรยายนั้นตรงกับลักษณะของนักเรียนซึ่งเพิ่งจะกระโดดตึกตายไปเป๊ะ ต๊อกและไร่รวมทั้งเพื่อนคนอื่นๆรอบตัวต่างหน้าซีด แต่เด็กหนุ่มผู้ดูจะเป็นเป้าหมายกลับยกมือขึ้นกุมขมับพลางถอนหายใจเฮือกและส่ายหน้า ถึงจะไม่เห็นตัว แต่เขาก็รู้ดีว่าเด็กสาวผู้บนดาดฟ้าคือใคร

 

            "เจ๊จะตามผมมาโรงเรียนทำไมมิทราบครับ !?"

            จ้าดว้ากขึ้นทันทีหลังเดินมาอยู่ในลานโล่งร้างผู้คนข้างตึกสองในช่วงพักสิบนาทีหลังคาบสังคม วินาทีต่อมา เด็กสาวหน้าจืดก็ลอยจากเบื้องบนลงมาร่วงตุ้บจนหิมะกระจาย เธออยู่ในชุดเสื้อยืดและกางเกงยีนส์ของเขา สวมทับด้วยเสื้อกันหนาวตัวหนาสีเขียว ส่วนตะเบงมานสีเดียวกันกลายสภาพเป็นผ้าพันคอไปแล้ว ใบหน้าจืดสนิทบึ้งตึงที่ถูกจับได้

 

            "ยะหยังข้าเจ้าถึงตามนายมาโรงเรียนบ่ได้" วิญญาณสาวถามเสียงเขียว

            "ก็เพราะคนจะเห็นนี่ไง" เด็กหนุ่มตอบอย่างหงุดหงิด เท้าเตะเกล็ดหิมะบนพื้นฟุ้งกระจายไปทั่ว "แล้วนี่กล้วยออกจากบ้านมายังไง ล็อกบ้านเป็นรึไง แล้วแก๊สกับเครื่องไฟฟ้าทุกอย่างปิดรึยัง"

            "คิดว่าข้าเจ้าโง่ก๋าบ่าจ้าดง่าว" กล้วยสวนกลับ "ข้าเจ้าบอกแล้ว ตานีบ่ได้ล้าสมัยอย่างที่นายคึดเน่อ ของแค่นั้นหมู่เฮามีมาตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว"

            "แล้วกล้วยมาทำไม" จ้าดตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง ด้วยรู้ว่าเถียงไปยังไงก็ไม่ชนะ "สถานการณ์แบบนี้เก็บตัวอยู่บ้านไม่ดีกว่ารึไง ออกมาถ้าเจอพวกผีร้ายเข้าเดี๋ยวก็ซวยหรอก"

 

            "ข้าเจ้ามาคุ้มครองนายต่างหาก"

            คำตอบของเด็กสาวหน้าจืดทำเอาเด็กหนุ่มหน้าดุอ้าปากค้าง กล้วยเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายก็แหวเสียงเขียว

 

            "อะหยังยะบ่าจ้าดง่าว"

            "กล้วยเนี่ยนะจะคุ้มครองเรา" จ้าดยังคงเลิกคิ้วอย่างขบขันระคนสนเท่ห์ "ถ้าคุ้มครองเราได้ ทำไมเมื่อวานไม่คุ้มครองตัวเองก่อนล่ะ"

            "เมื่อวานสถานการณ์มันรุนแรงเกินไป แต่วันนี้ข้าเจ้าว่าข้าเจ้ารับมือได้ ถ้าหมู่มันจะยะอะหยังนายแต๊ๆล่ะก็เน่อ"

            "แล้วพวกมันจะทำอะไรเรา ไหนว่าพวกมันได้พลังของกล้วยไปแล้วก็จะไม่ตามต่อไง”

            “ข้าเจ้าคึดว่าจะอั้นก็แต๊ แต่ก็มีโอกาสที่หมู่มันอาจจะยังบ่เลิกรา อีกอย่าง อย่างที่ข้าเจ้าอู้ไปว่าความสามารถของนายบ่แม่นธรรมดา แล้วนายก็ไปแสดงหื้อหมู่มันหันแล้วเมื่อคืน หมู่มันอาจจะต้องการตัวนายไปเป็นพวกหรือคึดจะเอาพลังการมองหันวิญญาณจากนายก็ได้ บ่ว่าจะได ป้องกันไว้ก่อนดีกว่าไปแก้ทีหลัง”

            “ถ้าเป็นงั้นก็ขอบคุณมาก”

 

            ปื้นสีชมพูปรากฏบนแก้มขาวจนเกือบซีด แต่ตานีสาวจะยกมือขึ้นกอดอกสะบัดหน้าหนีหวังซ่อนมันเอาไว้จากเพื่อนหนุ่ม

 

            "ข้าเจ้าบ่ได้อยากช่วยนายหรอกเน่อบ่าจ้าดง่าว แค่จะทดแทนบุญคุณที่ต้องอาศัยอยู่กับนายแค่นั้นเอง"

            "แหม....." จ้าดลากเสียงเมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่าย "เห็นปกติแข็งกระด้าง แต่พออายก็น่ารักดีนี่...."

            "เจือกแน่ะ !"

            "แอ้ก...."

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุแทบร่วงลงไปกองกับพื้นเมื่อกำปั้นลุ่นๆของกล้วยอัดพลั่กเข้าใส่ลิ้นปี่ จ้าดถอยหลังไปชนผนังอาคารเรียนข้างๆ ตัวงอเป็นกุ้งหลังหักด้วยความจุกเสียด ดวงตาตี่จ้องมองเด็กสาวเบื้องหน้าซึ่งกลับไปกอดอกเชิดหน้าอีกครั้งอย่างแค้นเคือง ผู้หญิงอะไรไม่น่ารักเอาเสียเลย.....

 

            "เออ แต่เราก็ยังสงสัย" เด็กหนุ่มเอ่ยถามวิญญาณสาวอีกครั้งขณะทั้งสองเดินฝ่าหิมะที่เริ่มตกลงมาอีกครั้งกลับไปยังอาคารเรียนหลังจากหายจุกแล้ว "ถ้ากล้วยยังมีปืนอยู่ ทำไมเมื่อวานถึงไม่ใช้ล่ะ"

            "ปืนข้าเจ้า.... ข้าเจ้าก็เคยบอกนายไปแล้วบ่แม่นก๋าว่าข้าเจ้าฝึกอาวุธปืนซุ่มยิงมา” กล้วยตอบ เธอสะบัดตะเบงมานสีเขียวขึ้นคลุมผมดำขลับที่ปลิวไสวตามลมแรง “แล้วก็อย่างที่นายน่าจะฮู้ ปืนซุ่มยิงใช้บ่ได้ในการรบระยะประชิดจะอั้น”

            "พูดแบบนี้ชักอยากเห็นแล้วสิว่ากล้วยฝึกอาวุธอะไรมา" จ้าดพูดกลั้วหัวเราะ "โชว์ให้เราดูหน่อยได้มั้ย"

            "ตอนนี้บ่ได้หรอก" เด็กสาวตอบ "แต่.... ได้ยินว่าที่นี่กำลังมีผีอาละวาดนี่ ข้าเจ้าเองก็จับพลังงานวิญญาณร้ายได้ ถ้านายอยากดู คืนนี้ออกมากับข้าเจ้า ได้ดูแน่"

            "หา เอาจริงเรอะ"

            "แน่สิ หน้าที่ของข้าเจ้าเน่อ" กล้วยตอบ "แต่ข้าเจ้าว่าตอนนี้นายรีบกลับไปที่ห้องเรียนก่อนดีกว่า เริ่มคาบเรียนมาตั้งสิบกว่านาทีแล้วนี่"

            "อ๋อ เออ จริงด้..... หา !?"

 

            หากไม่นับที่เขาถูกอาจารย์วิชาเลขด่าเช็ดที่เข้าห้องสายไปยี่สิบนาทีแล้ว ชั่วโมงเรียนทั้งวันนั้นก็นับว่าผ่านไปได้อย่างราบรื่นพอสมควร ในที่สุดเมื่อออดเลิกเรียนมาถึง จ้าดก็บอกลาเพื่อนสนิททั้งสองซึ่งแยกย้ายกันกลับบ้าน เขาเดินลงบันไดที่อีกด้านหนึ่งของตึกมุ่งหน้าไปยังห้องสมุดเพื่อทำการบ้าน ตามปกติหากไม่มีกิจกรรมอะไร เขาก็มักจะกลับบ้านทันทีเหมือนเพื่อนทั้งสอง แต่วันนี้มีเรื่องตื่นเต้นรอเขาอยู่ และเขาไม่อยากเสียเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงและเสียเงินเกือบร้อยเบี้ยเพื่อนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้านและออกมาอีกรอบในยามดึก

 

            กล้วยหายตัวไปตั้งแต่ยังไม่เลิกเรียน วิญญาณสาวบอกว่าเธอต้องดูลาดเลาสถานที่ รวมทั้งกลับไปเตรียมอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆ ก่อนจะกลับมาที่นี่อีกครั้งเมื่อจะปฏิบัติการจริง เด็กหนุ่มจึงนั่งทำการบ้านอยู่เพียงคนเดียว จนกระทั่งห้องสมุดปิดจึงเดินออกมาหาข้าวที่ร้านอาหารตามสั่งใกล้ๆโรงเรียนกินจนอิ่มก่อนจะนั่งอ่านการ์ตูนที่เพิ่งซื้อมาฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ หิมะเริ่มตกอีกครั้งแล้วหลังจากหยุดไปเมื่อช่วงบ่าย บรรยากาศอึมครึมและขมุกขมัว จ้าดอดคิดไม่ได้ว่าช่างเหมาะกับการปราบผีครั้งแรกของเขาเสียจริงๆ

 

            "มาแล้ว"

            เสียงกลางๆ ดังขึ้นเมื่อนาฬิกาข้อมือของจ้าดส่งเสียงบอกเวลาสี่ทุ่มตรงพอดี เด็กหนุ่มหันขวับ กล้วยในชุดตะเบงมานคอมมานโดเหมือนเมื่อคืนเดินเข้ามาหาเขา บนหลังมีถุงผ้าใบสีดำยาวเกือบจะเท่าส่วนสูงของเธอสะพายอยู่ เด็กหนุ่มหน้าดุอ้าปากจะถาม แต่กล้วยกลับเดินออกจากร้านไปสู่อากาศหนาวเย็นด้านนอกทันทีโดยไม่สนใจอีกฝ่ายซึ่งต้องเก็บทั้งกล่องเครื่องเขียน เครื่องคิดเลขและกองหนังสืออ่านฆ่าเวลาของเขาลงเป้เลยแม้แต่น้อย

 

            กว่าเด็กหนุ่มจะวิ่งไล่ตามวิญญาณสาวทัน ทั้งสองก็มาถึงประตูหน้าโรงเรียนตานนะคอนพิทยาคมแล้ว ประตูลูกกรงเหล็กสีดำปิดสนิทแถมคล้องกุญแจล็อกแน่นหนา แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นปัญหาสำหรับกล้วย.... เด็กสาวเคลื่อนที่ในพริบตาผ่านประตูลูกกรงเหล็กเข้าไปด้านในได้อย่างง่ายดายก่อนจะเดินจ้ำอ้าวต่อ ทิ้งเด็กหนุ่มให้ยืนเซ่ออ้าปากค้างอยู่นอกโรงเรียน

 

            "เอ่อ เจ๊ครับ" จ้าดป้องปากร้องเรียกเพื่อนสาวฝ่าเสียงลมแรง "แล้วผมจะเข้ายังไงมิทราบครับ"

            "ปีนสิยะบ่าจ้าดง่าว" อีกฝ่ายตอบโดยไม่หันมามอง "เร็ว บ่อั้นเป้าหมายอาจจะรู้ตัวก่อนก็ได้"

            "แต่ข้างบนมันมีเหล็กแหลมอยู่นะว้อย !?"

 

            ดวงตาตี่ของเด็กหนุ่มเหลือบมองเหล็กกล้าไร้สนิมสีดำสนิทซึ่งถูกปักเรียงกันเอาไว้บนประตูและรั้วเหล็กทั้งแถบของโรงเรียน ปลายแหลมราวกับมีใครเอาหินไปลับ เรื่องปีนป่ายเขาเองก็พอไหว แต่ถ้าพลาดแล้วต้องถูกแทงข้างหลังทะลุถึงลำไส้ใหญ่นี่เขาคงไม่เอาด้วย

 

            "โอ๊ย เสียเวลาจริง !"

            กล้วยวิ่งฝ่าหิมะกลับมายังประตูอีกครั้ง และก่อนที่จ้าดจะทันรู้ตัว เขาก็ถูกพลังที่มองไม่เห็นยกจนตัวลอยข้ามประตูไปร่วงแอ้กที่หิมะด้านในแล้ว

 

            "เบาหน่อยไม่ได้เรอะ !?" จ้าดกระซิบถามเคืองๆ

            "ช่วยแล้วยังจะบ่นอีกบ่าจ้าดง่าว" กล้วยแยกเขี้ยว "ไป"

 

            หนึ่งวิญญาณและหนึ่งหลานหมอผีวิ่งลัดเลาะไปตามทางเดินข้างสนามหญ้าเล็กของโรงเรียน มุ่งหน้าไปยังอาคารเรียนที่สองซึ่งเป็นที่ที่เด็กสาวผู้นั้นกระโดดตึกฆ่าตัวตายและมีเสียงร่ำลือว่ามีคนถูกผีของเธอหลอก แต่เพียงไม่ถึงสิบเมตรก่อนจะถึงตัวอาคาร กล้วยกลับหักเลี้ยวกะทันหันมุ่งหน้าไปยังอาคารสามซึ่งตั้งอยู่ข้างๆ ทำเอาเด็กหนุ่มแฉลบจนเกือบล้ม เกล็ดหิมะสีขาวกระจายเสียงดังซ่า วิญญาณสาวหันมาส่งสายตาเชือดเฉือนให้เขาแวบหนึ่ง ก่อนจะหลับตาลงสะเดาะกุญแจประตูตึกเรียนเข้าไปด้านใน

 

            "ทำไมเราถึงขึ้นมาตึกนี้ล่ะ" จ้าดกระซิบถามอีกครั้ง "ผีอยู่ตึกสองนะ"

            "แล้วปืนซุ่มยิง ผู้ได๋มันจะไปยิงระยะประชิดยะบ่าจ้าดง่าว" เด็กสาวหน้าจืดตอบพร้อมแถมคำด่ายอดนิยมของเธอ "ซุ่มในห้องเรียนนายนี่แหละเหมาะแล้ว มองหันห้องนั้นชัดดีด้วย"

 

            อาคารเรียนมืดสนิทดูแปลกตาราวกับเป็นคนละโลกกับตอนกลางวัน เหลี่ยมมุมและเงามืดต่างๆมองดูลึกลับและน่ากลัวมากขึ้นหลายเท่าทั้งๆที่เคยเห็นจนชินตา แม้เด็กหนุ่มจะเห็นผีมามากมายตั้งแต่เล็ก แต่ส่วนใหญ่ก็เห็นตามที่ต่างๆที่มีผู้คนพลุกพล่านและสว่างไสวในตัวเมืองตานนะคอน ไม่ใช่ที่เปลี่ยว เงียบสงัดและมืดมิดเช่นนี้ ยิ่งรู้ว่ามีผีร้ายอยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงห้าสิบเมตรก็ยิ่งทำให้ใจที่แป้วอยู่แล้วหดหนักขึ้นไปอีก เขาจะรอดกลับไปบ้านคืนนี้โดยไม่จับไข้หัวโกร๋นหรือเปล่าหนอ จิตใต้สำนึกของเขาเริ่มบอกว่าอาจจะไม่

 

            "เอ้า ถึงแล้ว" จ้าดเอ่ยขึ้นอีกครั้งเมื่อทั้งสองมาถึงห้อง 342 ซึ่งก็มืดสนิทพอๆกับอาคารเรียนส่วนอื่น มีเพียงแสงสลัวจากสปอตไลท์ของสนามฟุตบอลที่ส่องลอดเข้ามาทางหน้าต่างเท่านั้น "แล้วสรุปอาวุธของกล้วยคืออะไรล่ะ"

            "กล้วย"

 

            เด็กหนุ่มหันมองเพื่อนสาวอย่างฉงนเมื่อได้ยินคำตอบ แต่แล้วดวงตาตี่ก็เบิกกว้างเมื่อเห็นว่า "กล้วย" ที่วิญญาณสาวเรียก แท้จริงคือปืนไรเฟิลซุ่มยิงกระบอกยาวเกือบเท่าตัวเธอเองที่ติดตั้งอุปกรณ์มาครบชุด ช่องระบายแก๊สขนาดใหญ่ที่ปากลำกล้องมองดูเหมือนเงี่ยงฉมวก ขาทรายหรือขาตั้งแบบสองขาแขวนห้ออยู่ใต้กระบอกปืน กล้องเล็งแบบใช้เวลากลางคืนส่งแสงสีเขียวเรืองอยู่บนรางติดตั้งอุปกรณ์อเนกประสงค์

 

ขากรรไกรของจ้าดทิ้งตัวลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก แม้เขาจะคิดเอาไว้แล้วว่าระดับราชินีอย่างกล้วยคงใช้อาวุธที่ไม่ธรรมดาแน่นอน แต่ก็ไม่คิดว่าจะถึงขนาดนี้ ไรเฟิลกระบอกนี้ดูเหมือนจะยิงหมีเวียงตานหนักครึ่งตันตายได้สี่ห้าตัวในนัดเดียว

 

            "เป็นจะได สวยก่อ 'กล้วย' ของ ข้าเจ้า" ตานีสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจเมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อนหนุ่ม "TM107A3 ขนาดกระสุน .50 ยิงกึ่งอัตโนมัติ ระยะยิงหวังผลสองกิโลเมตร ยิงทะลุรถสองคันสบายๆ"

            "แล้วจะยิงทะลุกระจกเนี่ยนะ !?" จ้าดกระซิบถามเสียงสูงเมื่อเห็นอีกฝ่ายตั้งปืนเอาไว้บนตู้ริมหน้าต่าง "ผมไม่มีเงินจ่ายค่าเสียหายนะคร้าบเจ๊ !"

            "กระสุนเป็นกระสุนหัวทำลายวิญญาณวิญญาณ บ่ทำลายสสาร" กล้วยอธิบาย "ข้าเจ้าบ่ง่าวเหมือนนายหรอกเน่อบ่าจ้าดง่าว"

            "แล้วตั้งชื่อง่ายๆว่ากล้วยเนี่ยนะ...." จ้าดถามอุบอิบ เขาอึ้งกับอย่างอื่นของปืนจนไม่รู้จะถามอะไรอีกฝ่ายดี เขารู้สึกสงสารผีเด็กสาวขึ้นมาตงิดๆ สงสัยจะได้ไปโลกหน้าแบบวิญญาณไม่สวยแน่ๆ

            "หมู่เฮาทุกตนก็เรียกปืนของตัวเองวากล้วยทั้งนั้นแหละ" กล้วย (ตานี) ตอบง่ายๆขณะมือล้วงเอาซองกระสุนอันใหญ่เสียบเข้าไปในช่องใส่ของกล้วย (ปืน) เสียงดังแกร๊ก "ช่างมันเถอะ นายคอยดูลาดเลารอบๆเอาไว้หื้อดี ข้าเจ้าจะเล็งแล้ว อย่ากวนสมาธิข้าเจ้าหลังจากนี้เด็ดขาดล่ะ ถ้าพลาดเพราะนายขึ้นมาก็เตรียมตัวตายได้"

            "แล้วถ้าเกิดมีอะไรขึ้นมาจะให้ผมทำยังไงล่ะคร้าบเจ๊ !?"

 

            ไม่มีสัญญาณตอบรับจากวิญญาณสาวที่เขาเรียก สมาธิของกล้วยหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับปืนแล้ว ดวงตาเรียวปิดลงครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะลืมตาขวาขึ้นมองเข้าไปในกล้องเล็งซึ่งขยายหน้าต่างห้องศิลปะมืดๆห่างออกไปเกือบยี่สิบเมตรให้ใหญ่ขึ้นจนราวกับจะเอื้อมถึงได้ มือซ้ายประคองพานท้ายปืนเข้ากับไหล่ขณะนิ้วชี้ขวาแตะอยู่ที่ไก เตรียมพร้อมยิงทันทีที่เป้าหมายปรากฏตัว

 

            แต่ละวินาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้าราวกับหอยทากติดกาวดักหนู จ้าดเริ่มเบื่อระคนกระสับกระส่ายมากขึ้นเรื่อยๆ อากาศหนาวเย็นลงอย่างช้าๆจนเด็กหนุ่มสั่นสะท้านทั้งที่พวกเขาอยู่ในตัวอาคาร มิหนำซ้ำความวังเวงก็ยิ่งทวีขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อกล้วยนิ่งเงียบไป ความคิดแปลกๆเริ่มผุดขึ้นในสมองของเขา ถ้ากล้วยไม่ใช่ราชินีของตานีล่ะ.... ถ้ากล้วยเป็นผีที่เจตนาหลอกเขามาตั้งแต่แรกล่ะ.... ถ้าเกิดเขาหันมองกล้วยอีกที แล้วเห็นผีตากลวงโบ๋แถมมีหนอนไชยั้วเยี้ยจ้องตอบกลับมาด้วยแววตาโกรธแค้นล่ะ.....

 

            "นั่น มาแล้ว"

            เสียงเบาแต่เฉียบขาดของวิญญาณสาวทำเอาจ้าดสะดุ้งเฮือก เด็กหนุ่มชะโงกหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างหวาดๆ ความรู้สึกเย็นยะเยือกแผ่ซ่านขึ้นมาตามไขสันหลังเมื่อเขาเห็นเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่นอกระเบียงห้องศิลปะของอาคารเบื้องหน้า เธออยู่ในชุดนักเรียนขาดวิ่น ใบหน้าซีดเซียวและเปียกเปื้อนด้วยคราบน้ำตาซึ่งจับเป็นเกล็ดแข็งมองเห็นได้ชัดแม้ผ่านม่านหิมะสีขาวโพลน ดวงตาลึกโหลมองต่ำลงไปยังพื้นซึ่งอยู่ต่ำลงไปกว่าสิบเมตรเบื้องล่าง เด็กสาวผู้นั้นหลับตาลง ก่อนจะก้าวเท้าออกจากระเบียง เตรียมทิ้งตัวลงไปสู่ความตาย.....

 

            แต่ในฉับพลัน ร่างของเธอก็กลายสภาพเป็นร่างแหลกเหลว แขนทั้งสองข้างหักห้อยทำมุมประหลาด ลำไส้ทะลักออกมาจากเสื้อนักเรียนที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด ดวงตาตี่หลุบลึกเข้าไปในกะโหลกที่ยุบไปข้างหนึ่งก่อนจะลืมโพลงขึ้นอีกครั้ง หากคราวนี้เป็นสีแดงฉานส่องประกายอยู่กลางความมืดมิด มันส่งประกายมุ่งร้ายอย่างชัดเจน

 

            และมันกำลังจ้องมาที่เขา

 

            "กล้วย กล้วย มันมองมาทางเรานะ !"

            เด็กหนุ่มหน้าดุซึ่งยามนี้กลายเป็นหน้าซีดพยายามกระซิบบอกเพื่อนสาว แต่สิ่งที่หลุดลอดออกจากริมฝีปากของเขาก็มีเพียงเสียงขลุกขลักในลำคอเหมือนคนหายใจไม่ออกเท่านั้น ขนและผมทั้งร่างกายลุกซู่ ดวงตาตี่เบิกกว้างเมื่อเห็นผีตนนั้นย่อตัวลง ตั้งท่าเหมือนกำลังจะพุ่งเข้ามาจู่โจมพวกเขา

 

            แต่ก่อนที่เด็กสาวจะทำเช่นนั้นได้ กล้วยก็เหนี่ยวไกส่งกระสุนเพียงนัดเดียวจากปืนกระบอกโตเสียงดังก้องไปทั่วทั้งตึก

 

            จ้าดทันเห็นหัวกระสุนสีเขียวอ่อนเพียงพริบตา ก่อนที่มันจะพุ่งเข้าเจาะกลางหน้าผากของเป้าหมาย แรงจากกระสุนส่งผีสาวให้ลอยหงายหลัง เสียงกรีดร้องโหยหวนน่าขนลุกดังก้องแทรกผ่านกระจกหน้าต่างที่ปิดสนิทมาเสียดแทงแก้วหูของเด็กหนุ่มหน้าดุราวกับใบมีดโกน ผีเด็กสาวดิ้นทุรนทุรายอยู่บนระเบียงอยู่สองสามวินาที ก่อนที่ร่างของเธอจะระเบิดเป็นผุยผงก่อนจะลอยหายไปในอากาศหนาวเหน็บของยามค่ำคืน ทิ้งไว้เพียงเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ก้องสะท้อนอยู่ท่ามกลางเกล็ดหิมะที่โปรยปราย

 

            "เอ้า ไปกันได้แล้ว"

            เด็กหนุ่มไม่รู้ตัวเลยว่านั่งตัวแข็งทื่อด้วยความช็อกอยู่นานเพียงใด จนกระทั่งกล้วยซึ่งเก็บกล้วยลงถุงผ้าใบเรียบร้อยแล้วหันมาสะกิด

 

            "อะหยังยะ นั่งตัวแข็งเชียว" ตานีสาวหัวเราะคิก "อย่าบอกเน่อว่าย่านผี"

            "กลัว.... เอ้ย ไม่ได้กลัว กลัวอะไร้" เด็กหนุ่มรีบปฏิเสธ เขายันตัวลุกขึ้นทันที "ถ้าเสร็จแล้วก็ไปกันเถอะ กลับบ้านกัน เราง่วงแล้ว"

            "ไปสิ ข้าเจ้าเองก็หิวแล้วเหมือนกัน"

            "ดึกป่านนี้แล้วยังจะกินอีกเรอะ เดี๋ยวพุงก็แซงอกหรอก ยิ่งกระดานๆอยู่....."

            "เจือก !"

            "อั้ก....."

 

            วิญญาณสาวและหลานหมอผีหนุ่มเดินคุยกันไปทะเลาะกันไปฝ่าหิมะออกไปจากโรงเรียน ไม่มีใครรู้สึกตัวเลยว่าแม้เด็กสาวคนหนึ่งจะถูกส่งไปสู่โลกหลังความตาย แต่ยังคงมีเด็กสาวอีกคนหนึ่งจ้องมองพวกเขามาจากบนดาดฟ้าอาคารสอง ดวงตาสีดำประกายเขียวที่ซ่อนอยู่ในเงามืดของผ้าคลุมหัวจ้องมองทั้งสองจนกระทั่งลับสายตา ก่อนที่ริมฝีปากจะเหยียดออกเป็นรอยยิ้ม

 

            "ยังรอดสิเน่อ กล้วย...."

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #85 คุณพีทคุง (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 กันยายน 2558 / 04:58
    สนุกดีครับ สำนวนดืจัง รื่นไหลไม่ติดขัดเลย ใช้ภาษาเหมาะกับอารมณ์เรื่ิอง เรียบง่ายแต่ได้ใจ อ่านแล้วพลอยหลอนไปกับบ่าจ้าดหน้าดุด้วย

    เห็นด้วยกับเมนต์เพื่อนข้างล่างเรื่องภาษาถิ่น ผมไม่รู้ภาษาเหนือเลยนะ แต่อ่านพอเข้าใจ แสดงว่าเลือกใช้คำได้ดีครับ
    #85
    1
    • #85-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 2)
      20 กันยายน 2558 / 05:30
      ขอบคุณครับ

      เรื่องนี้ผมตั้งใจว่าอยากทำให้ภาษาเป็นปกติที่สุด ใช้ภาษาที่เหมือนคนทั่วไปพูดกันมากที่สุดโดยเฉพาะบทสนทนา แต่บทบรรยายก็ด้วย เพราะแค่ศัพท์เทคนิคมันก็เยอะพอแล้วโดยเฉพาะช่วงหลังๆ ถ้ามาร่ายภาษาสวยอยู่คนอ่านน่าจะตายครับ

      แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าช่วงหลังๆ (ที่ผมมาอยู่ต่างประเทศแล้ว) จะยังลื่นไหลอยู่หรือเปล่านะครับ ส่วนตัวผมรู้สึกว่าฝืดขึ้นเยอะ โดยเฉพาะช่วงที่ทำงานแล้ว ยังไงถ้ามีเวลาช่วยติดตามต่อด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
      #85-1
  2. #42 wat_r (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 เมษายน 2558 / 11:20
    สนุกดีแฮะ :) 
    ชอบอ่านเรื่องผีๆ ไสยศาสตร์ ที่มีกลิ่นไอขำขันร่วมด้วย เหมื่อก่อนชอบอ่านบริษัทอัดผีที่เป็นการ์ตูนมากๆ แต่เสียดายที่แต่ละตอนดูจะสั้นเกินไป ไม่จุใจเท่าไหร่ เป็นการ์ตูนช่องที่ไม่มีบทอะไรมาก 
    ชอบอ่านนิยายที่บทบรรยายดีๆ อ่านง่าย ถึงมีภาษาถิ่นแต่ก็ไม่ยากเย็นที่จะเข้าใจ ตอนแรกรู้สึกตากระตุกเมื่อได้รู้จัก 'กล้วย' ราชินีสาว เพราะเธอช่างซึน(?) จริงๆ 555 ตะโกนขอร้องเสียงดังยังบอกว่าไม่ได้ขอให้ช่วยอีก อิอิ
    อ่านแล้วมีความสุข มันดูมีอะไรให้ค้นหา แต่ไม่ใช่เรื่องเครียดมากมาย 
    ชอบชื่อจ้าดง่าว 555 

    ภาษาถิ่นยิ่งอ่านยิ่งน่ารัก ชอบภาษาถิ่น ^^ อยากพูดได้บ้าง 
    #42
    0
  3. #10 lllllllllllllllllllllllll '[27]' (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 มกราคม 2558 / 01:23
    อ่านนิยาย มังงะ หลอนๆที่ไรทำพิษทุกที ไม่กล้าลงจากเตียงเลยฉัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังจะอ่าน เหอๆ



    ตอนอ่านชื่อเรื่องก็ว่าอยู่ ว่าจะใช้กล้วยเป็นอาวุธยังไงที่แท้ก็... ฮาฮาฮา ชอบๆ



    ______________________________________________________________________

    *เสียดายพรุ่งนี้ไม่ใช่วันหยุด เพราะงั้นข้าเจ้าอ่านอีกตอนแล้วไปนอนแล้วเน้อ ฝันดีท่านนักเขียน
    #10
    0