ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 16 : เรื่องเล่าจากกลางสวนกล้วย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 53
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    11 ม.ค. 58

            แม้การทัศนศึกษาจะผ่านไปแล้ว แต่ความเศร้าโศกก็ยังคงวนเวียนอยู่ในบรรยากาศรอบตัวกล้วย ฟ้าและจ้าด กดลงบนตัวพวกเขาเหมือนความกดอากาศสูงกำลังแรงที่กำลังแผ่ปกคลุมตอนบนของสารขัณฑ์อยู่ตอนนี้ ข้อมูลที่พวกเขาได้มาไม่คุ้มเลยจริงๆกับการสูญเสียสามสมิงไป แม้จะรู้จักกันเพียงไม่กี่วัน แต่พวกเธอก็ตายเพื่อพวกเขา และเพราะพวกเขา.....

 

            อย่างไรก็ตาม หลานชายหมอผีใหญ่ก็คิดว่าข้อมูลที่ได้มาแม้จะไม่คุ้ม แต่ก็ต้องนำไปใช้ประโยชน์

 

            "กล้วย กล้วย วันนี้เราไม่กลับบ้านกับกล้วยนะ"

            จ้าดบอกเพื่อนสาวขณะเธอกำลังเก็บกระเป๋าหลังจากหมดคาบสุดท้ายยามบ่ายสามโมงของวันศุกร์ เด็กสาวหน้าจืดขมวดคิ้วมองเขาอย่างประหลาดใจ

 

            "ยะหยัง จะไปที่ได๋"

            "ไปกินข้าวกับต๊อกกับไร่ กล้วยกลับบ้านไปก่อนเลย ไม่ต้องเป็นห่วงเรา"

            "บ่ดีมั้งจ้าด" กล้วยท้วง "นายก็ฮู้ว่าตอนนี้หมู่เฮาโดนหมายหัวอยู่ อยู่นอกบ้านดึกๆก็เหมือนเป้านิ่งหื้อหมู่เปิ้นโจมตีนั่นแหละ"

            "เอาน่า นานๆทีขอไปกินข้าวกับพวกมันบ้างเหอะ ไม่น่าจะเกิดอะไรขึ้นหรอกน่า" หลานชายหมอผีใหญ่พยายามกล่อมเพื่อนสาว "อีกอย่างเราก็พกมีดอีโต้มาเหมือนเคย ถ้าเกิดอะไรขึ้นเราพอเอาตัวรอดได้อยู่แล้วน่า หรือถ้าไม่ไหวเดี่ยวเราโทรไปเรียกกล้วยเองแหละ"

            เด็กสาวหน้าจืดลังเลอยู่อึดใจหนึ่ง แต่ในที่สุดเธอก็พยักหน้า "เอ้า ตามใจเน่อ ระวังตัวด้วยละกัน"

            "โอเค งั้นไว้เจอกันที่บ้าน"

            "อย่ากลับดึกมากเน่อ พรุ่งนี้มีการใหญ่เข้ามา เดี๋ยวจะไปง่วงตอนยะการเอา"

            "คร้าบเจ๊"

 

            จ้าดลากเสียงยาวก่อนจะแวบออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว แต่แทนที่จะเดินออกไปขึ้นรถไฟฟ้าสายที่มุ่งสู่ย่านการค้า หรือเดินตามเพื่อนทั้งสองซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังโรงอาหาร เด็กหนุ่มกลับเดินเลี่ยงออกไปทางหลังโรงเรียน ก่อนจะขึ้นรถไฟฟ้าอีกสายหนึ่งซึ่งมุ่งหน้าสู่ริมสวนกล้วยประวัติศาสตร์ตานนะคอน เขายกหมวกของเสื้อกันหนาวสีขาวขึ้นคลุมหัว ก่อนจะเดินงุดๆฝ่าหิมะมุ่งหน้าสู่สวนกล้วยซึ่งซ่อนอยู่ในเงาทะมึนของดงต้นสนหนาทึบ

 

            "จ้าด !"

            เด็กหนุ่มหน้าดุถึงกับสะดุ้งเมื่อเสียงเจือสำเนียงเชียงพิงค์ลอยมาเข้าหูเขาตั้งแต่ยังไม่พ้นดงต้นสนดี ก่อนที่เขาจะแทบล้มกลิ้งไปกับพื้นหิมะเมื่อตานีสาวผมหางม้าในชุดตะเบงมานคอมมานโดสีขาวประเขียวผู้สะพายปืนไรเฟิลจู่โจมรูปร่างพิลึกเอาไว้บนหลังพุ่งเข้ากอดเขาอย่างแรง กล้ายหัวเราะเต็มที่จนหลานชายหมอผีใหญ่ชักกังวลเสียเองว่าพวกผีร้ายจะได้ยิน เขายกมือขึ้นแตะหัวเพื่อนสาวอย่างเคอะเขิน ก่อนที่อีกฝ่ายจะแยกตัวออกไป ริมฝีปากยังคงยิ้มกว้าง

 

            "ขอบคุณมากเน่อ ขอบคุณแต๊ๆ" เธอละล่ำละลัก ""ข้าคึดว่านายจะบ่ปิ๊กมาแล้วซะอีก"

            "กล้ายหาเราเจอได้ไงเนี่ย"

            "ความเคลื่อนไหวในสวนกล้วยนี้ข้าฮู้ทั้งนั้นล่ะ" เด็กสาวผมหางม้าตอบยิ้มๆ "ไปเหอะ เข้าบ้านกัน"

 

            ยิ่งเห็นเธอมากขึ้นเท่าใด จ้าดก็ยิ่งตระหนักมากขึ้นเท่านั้นว่าเพื่อนสาวดีใจเพียงใดที่เขากลับมาหาอีกครั้ง ทันทีที่มาถึงบ้าน ตานีสาวก็กุลีกุจอหาน้ำให้ดื่ม เธอถึงกับเสนอตัวทำอาหารให้ด้วย ซึ่งเด็กหนุ่มก็ไม่ปฏิเสธ ส่วนหนึ่งเพราะเขาไว้ใจเพื่อนสาวคนนี้มากขึ้น อีกส่วนเพราะเขาเองก็ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้าเพราะต้องนั่งเผารายงานเรื่องเมืองเชียงผานส่งอาจารย์ผู้บ้าพลังสั่งงานเช้าส่งตอนเย็นให้ทัน อย่างไรก็ตาม หลานชายหมอผีใหญ่ก็ยังหวั่นๆอยู่ไม่น้อยว่าจะออกมารสชาติแหลกไม่ลงเหมือนที่กล้วยทำรึเปล่า

 

            "เอ้า มาแล้ว ผัดกะเพราไก่ไข่ดาวราดข้าวที่นายสั่ง" เด็กสาวผมหางม้าพูดขณะยกจานสีขาวใส่ข้าวจนพูนและมีควันกรุ่นออกมาจากห้องครัว กลิ่นหอมฉุนของกะเพราฟุ้งไปทั่วบ้าน "กินหื้อหมดเลยนะ ถ้าหิวข้ายะหื้อได้อีก บ่ต้องเกรงใจๆ"

            "กล้ายดูดีใจจังนะ" หลานชายหมอผีใหญ่เปรยขณะตานีสาววางจานอาหารสิ้นคิดลงเบื้องหน้าเขา "แค่เรามานี่ดีใจขนาดนั้นเลยเหรอ"

            "ข้าก็บ่ได้รับแขกบ่อยๆนี่ ยิ่งช่วงหลังๆด้วยแล้ว อู้หื้อถูก.... ข้าแทบบ่ได้อู้กับผู้ได๋มาตั้งแต่สองเดือนก่อนหน้าสวนกล้วยแตกแล้ว" กล้ายตอบยิ้มๆ "อีกอย่าง นี่ก็แปลว่านายเชื่อใจข้า อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง จะบ่หื้อข้าดีใจได้จะไดล่ะ"

 

            เด็กหนุ่มยิ้มเขินๆเมื่อเห็นท่าทีดีอกดีใจสุดขีดของอีกฝ่าย เขาเบือนหน้าไปตักข้าวในจานเบื้องหน้าเข้าปาก แล้วก็พบว่ารสชาติของมันใช้ได้ทีเดียว ไม่ถึงขั้นขึ้นภัตตาคาร แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าอาหารสวยแต่รูปจูบรสกล้วยตานีของกล้วยหลายขุม

 

            "อร่อยนี่" เด็กหนุ่มหน้าดุเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสาวอย่างประหลาดใจ "นึกว่าตานีจะทำอาหารไม่เอาไหนทุกตนซะอีก"

            "มีแต่กล้วยนั่นแหละที่ยะอาหารได้แต่รสชาติจะอั้น" เด็กสาวผมหางม้าตอบ "แต๊ๆกล้วยยะอาหารบ่เอาได๋ที่สุดในหมู่เฮาตานีแล้วแหละ ขนาดไข่เจียวเปิ้นยังยะหื้อเละได้เลย"

            "อื้อหือ พอจะเชื่อละ...."

 

            ด้วยความหิว จ้าดฟาดทั้งจานเรียบชนิดไม่เหลือข้าวเอาไว้สักเมล็ดภายในเวลาไม่ถึงห้านาที ตานีสาวยิ้มบางๆอย่างภูมิใจพลางฉวยจานขวับ เดินไปยัดใส่เครื่องล้างจานในครัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินกลับมานำเด็กหนุ่มขึ้นไปยังห้องของเธอเมื่อครั้งที่แล้ว

 

            บ้านยังคงเหมือนเดิม อันที่จริง มันพังมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะเสาไฟฟ้าที่เอียงกะเท่เร่เมื่อคราวเขามาครั้งที่แล้ว ยามนี้ล้มโครมลงมาทับส่วนหนึ่งของโถงบันไดจนพังไปอีกครึ่งแถบ แต่ตานีสาวก็ไม่ได้ซ่อมแซม คงเพราะไม่ต้องการให้ผีร้ายที่อาจเข้ามาลาดตระเวนที่นี่ผิดสังเกต สิ่งที่เปลี่ยนไปมีเพียงหิมะที่ตกลอดหลังคาที่แตกร้าวลงมากองเป็นหย่อมๆ จนสูงเกือบถึงเอว และน้ำแข็งบนพื้นที่หนาขึ้นเกือบสองนิ้ว เด็กหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่าว่างๆ กล้ายอาจจะงัดสเก็ตน้ำแข็งมาไถเล่นในบ้านก็เป็นได้

 

            อย่างไรก็ตาม ตานีสาวก็ดูจะไม่เดือดร้อน เพราะอย่างน้อย ในห้องของเธอก็ยังคงแห้งสนิท อบอุ่น และเต็มไปด้วยรูปกล้วยเหมือนเดิม เด็กสาวผมหางม้านั่งลงบนเตียงที่ปูด้วยผ้าแพรสีเขียวใบตอง ในขณะที่หลานชายหมอผีใหญ่นั่งลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานซึ่งมีคอมพิวเตอร์แลปท็อป แล้วกล้ายก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงเป็นงานเป็นการ

 

            "เอาล่ะ แล้วนายมาที่นี่มีข่าวอะหยังมาบอกข้าบ้าง นางเคลื่อนไหวก่อ แล้วกล้วยเป็นจะไดบ้าง"

            "นางยังไม่ได้ทำอะไรผิดสังเกตหรอก กล้วยก็สบายดี" หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ แววโล่งใจปรากฏบนใบหน้าของกล้ายแวบหนึ่ง "แต่เราได้ข้อมูลจากฝ่ายนั้นมาพอสมควรเลย"

            "ข้อมูลของฝ่ายนั้น ?" เด็กสาวผมหางม้าทวนคำ คิ้วบางขมวดเข้าหากัน "ไปได้มาได้จะได"

 

            จ้าดจำต้องร่ายยาวเรื่องที่เขา กล้วย ฟ้าและคนอื่นๆพบตลอดการทัศนศึกษา ตั้งแต่ผีบนหอหล่อเย็น เสือสมิงสาวทั้งสาม การชุมนุมผีในลานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หมอผีชรา และการบุกเข้าไปช่วยฟ้าในโลงหิน ตานีสาวไม่ได้ขัดจังหวะเขาเลย แต่คิ้วของเธอขมวดเข้าหากันเรื่อยๆ จนน่ากลัวว่ามันจะพันเข้าหากันเป็นเงื่อนขัดสมาธิจนได้ และทันทีที่เด็กหนุ่มเล่าจบ เธอก็ยิงความคิดเห็นแรกมาทันที

 

            "นายบ่น่าจะเชื่อใจสมิงตั้งแต่แรกแล้ว"

            "ทำไมล่ะ เขาก็ดูไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรนี่" เด็กหนุ่มหน้าดุถามกลับอย่างประหลาดใจ "แล้วอีกอย่าง เขาก็ตายเพื่อพวกเราไปแล้วด้วยนะ"

            "นั่นถือว่านายโชคดี" กล้ายตอบเสียงห้วน เป็นอีกครั้งที่เด็กหนุ่มเห็นเธอเหมือนกล้วยขึ้นมาแวบหนึ่ง "กล้วยก็คงจะบอกนายแล้วว่าปกติสมิงน่ะเป็นศัตรูกับหมู่เฮา แต๊ๆแล้วภูตผีปีศาจทุกอย่างที่บ่แม่นวิญญาณผู้พิทักษ์เป็นศัตรูกับตานีหมดแหละ เพราะจะอั้นทีหน้าทีหลังอย่าเชื่อใจผู้ได๋ง่ายๆเด็ดขาด เข้าใจก่อ"

 

            "ก็ไม่น่าจะต้องระแวงอะไรขนาดนั้นนี่....."

            "ก็อาจจะแม่นว่าหมู่เฮาระแวงมากเกินไป แต่เหตุการณ์ในอดีตสอนหมู่เฮามาจะอั้น ตานีเจอมานักต่อนักแล้ว ที่ไว้ใจผู้ได๋แล้วโดนหักหลังน่ะ" เด็กสาวผมหางม้าดูมืดมนอย่างน่าประหลาดเมื่อเธอพูดถึงอดีตอันแสนรันทดของเผ่าพันธุ์ "เอาเถอะ ช่างเรื่องนั้นก่อน จะไดๆสมิงสามตนนั่นก็เอาข้อมูลที่ถูกต้องมาหื้อแล้วก็ยะหื้อนายปิ๊กมาอย่างปลอดภัยแล้ว กลับมาเข้าเรื่องนี้ดีกว่า.... ข้าว่า ถ้าหมอผีตนนั้นเป็นผู้นำการลุกฮือครั้งนี้ แล้วยังมีอำนาจของกล้วยอีก งานนี้คงบ่จบง่ายๆ"

 

            "ทำไมล่ะ" หลานชายหมอผีใหญ่ถามกลับ ก่อนจะรีบเสริมเมื่อเห็นสีหน้า 'ถามจริงรึเปล่า' ของอีกฝ่าย "ก็ เท่าที่เราเห็น ถึงหมอผีนั่นจะเรียกผีได้ แต่ก็เรียกมาได้ไม่กี่ตน แล้ววิญญาณที่เรียกมาก็ไม่ได้มีพลังอะไรมากด้วย คิดดูสิ เขาอยากฆ่าพวกเรานะ ถ้าเขาเรียกวิญญาณที่มีพลังมากกว่านี้มาได้ทำไมเขาไม่เรียกล่ะ"

            "เปิ้นอาจจะคิดว่ากัมมันตภาพรังสีก็ฆ่าหมู่นายได้แล้วก็ได้ บ่ได้แปลว่าเปิ้นจะเรียกวิญญาณที่มีพลังมากกว่านั้นมาบ่ได้" กล้ายให้เหตุผล "อีกอย่าง นายก็อู้บ่แม่นก๋าว่าตอนแรกเปิ้นเรียกเปรตออกมาด้วย แค่เรียกเปรตได้นี่ก็ถือว่าขั้นสูงพอสมควรแล้วเน่อ เปรตบางหมู่แม้แต่ปืนของกล้วยยังยิงบ่เข้าด้วยซ้ำ"

            "อ้าว ถ้ายิงไม่เข้าแล้วปกติตานีใช้อะไรปราบล่ะถ้างั้น"

            "หมู่เฮามีรถถัง มีเครื่องบิน มีเรือดำน้ำ มีปืนใหญ่ นายก็เคยฮู้แล้วนี่ว่าหมู่เฮามีรถถัง ครั้งที่แล้วที่นายมาข้าก็บอกไปแล้ว"

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุอ้าปากค้าง เขารู้ว่าตานีมีปืนใหญ่และรถถัง แต่ไม่คิดว่าจะมีเครื่องบินและเรือดำน้ำด้วย เผ่าพันธุ์นี้จะล้ำหน้าไปถึงไหนกัน แต่เมื่อคิดในมุมกลับ ถ้ามีอาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดนี้แล้วยังแพ้ ก็แปลว่าอีกฝ่ายคงเก่งเทียบเท่าขั้นเทพ หรือในที่นี้เทียบเท่าขั้นจ้าวนรกแล้วแน่นอน

 

            "แต่ก็อย่างที่นายน่าจะฮู้ ว่าของพวกนั้นน่าจะโดนทำลายหรือยึดไปหมดแล้ว" เด็กสาวผมหางม้าพูดต่อ "ซึ่งก็แปลว่าตอนนี้แม้แต่ผีเปรตหมู่เฮายังจะจัดการบ่ได้เอาเลย ยังคึดว่างานนี้ง่ายๆอยู่อีกก่อล่ะ"

            "ถ้างั้นพวกเราควรจะทำยังไง"

            "ยะอะหยังบ่ได้ ตอนนี้ก็คงยะได้เท่านี้แหละ" กล้ายตอบเสียงหนัก "ตราบใดที่หมู่เฮายังมีกำลังกันอยู่แค่นี้ ก็อย่างที่อู้ไป แม้แต่เปรตบางตนก็ยังปราบบ่ได้เลย ก็คงต้องยะจะอี้ต่อไปเรื่อยๆ ตัดกำลัง รอการติดต่อจากตานีที่อาจจะรอดชีวิต แล้วก็หวัง เท่านั้นแหละ"

            "ฟังดูสิ้นหวังดี" หลานชายหมอผีใหญ่ถอนหายใจเฮือก

            "แต่การที่หมู่เฮาฮู้ว่าผู้นำของหมู่เปิ้นเป็นผู้ได๋ก็ถือว่าเป็นข่าวดี หมู่เฮาจะได้ติดตามการเคลื่อนไหวได้อีกทาง" ตานีสาวผู้ถือไรเฟิลจู่โจมตอบ "จริงๆข้ามีอุปกรณ์ติดตามตัวอันน้อยอยู่ด้วย ถ้าแอบติดไว้กับหมอผีนั่นก็น่าจะติดตามการเคลื่อนไหวของเปิ้นได้ดีขึ้นอีก แต่ตอนนี้ข้าเจอหน้ากล้วยบ่ได้ ก็บ่ฮู้จะหื้อเปิ้นจะไดดี"

            "ก็ฝากไปกับเราก็ได้นี่"

            "แล้วนายจะบอกกล้วยว่าจะได" กล้ายถามกลับ "ปืนที่หื้อไปคราวที่แล้วยังพออ้างได้ว่าไปค้นบ้านแล้วเจอ แต่ของใช้อิเล็กทรอนิกส์จะอี้น่ะตอนนี้มีแต่ข้าตนเดียวแหละที่ยะได้ อย่าเลย ถ้ากล้วยผิดสังเกต..... หรือยิ่งกว่านั้น ถ้านางผิดสังเกตขึ้นมาแล้วจะยิ่งยุ่ง"

            "อะ อืม มันก็จริงนะ...." เด็กหนุ่มหน้าดุจนด้วยเหตุผลของอีกฝ่าย "แต่ก็ ไม่รู้สิ รู้สึกว่ามันสิ้นหวังยังไงก็ไม่รู้ ได้แต่รอไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปแบบนี้"

            "สิ้นหวังมาตั้งแต่แรกแล้วล่ะ บ่ต้องคึดมากหรอก"

 

            เงียบกันไปอึดใจหนึ่ง มีเพียงเสียงนกฤดูหนาวที่บินกลับรังอยู่บนท้องฟ้าสีเทาหม่นด้านนอกเท่านั้น

 

            "เอ่อ กล้าย" ในที่สุด เด็กหนุ่มก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ "ขอถามเรื่องส่วนตัวนิดได้มั้ย"

            "ถามอะหยังล่ะ"

            "เรื่องที่กล้วยไม่พูดกับกล้าย.... กล้วยเล่าให้เราฟังเหมือนกัน แต่กล้วยบอกว่าเพราะกล้ายไปตามเขา พยายามตื๊อเขา เรื่องมันเป็นยังไงกันแน่"

 

            เหมือนตอนที่เขาถามกล้วย ตานีสาวผมหางม้านิ่งเงียบอยู่นานจนหลานชายหมอผีใหญ่เกือบจะขอโทษ แต่เธอก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน

 

            "จ้าด นายเคยฮักแม่หญิงสักคนก่อ"

 

            จ้าดขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอถามคำถามเดียวกับเพื่อนสาวผู้ถือสไนเปอร์ไรเฟิลเป๊ะ เด็กหนุ่มชักสงสัยแล้วว่าตานีสองตนนี้เคยเป็นฝาแฝดกันมาก่อนหรือเปล่า

 

            "ก็.... เคย"

            "เคยสนิทถึงขนาดไปไหนไปด้วยกัน เหมือนตัวติดกัน มีอะหยังก็อู้กันได้ทุกเรื่อง ถึงขนาดกินด้วยกัน นอนด้วยกันได้เลยบ้างก่อ"

            "เอ่อ.... ขนาดนั้นยังไม่เคยนะ" เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ เขาสนิทกับฟ้ามากก็จริง แต่ก็ไม่ถึงขนาดตัวติดกันหรือกินนอนด้วยกันแบบนั้น

            "เอาเถอะ เอาเป็นว่าสนิทกันมากแบบแทบจะแยกจากกันบ่ได้ละกัน" กล้ายถอนหายใจ "แล้วลองจินตนาการดูเน่อ ถ้าจู่ๆแม่หญิงคนนั้นก็บ่อู้กับนาย พยายามทำตัวเหินห่างนาย นายจะฮู้สึกจะได นายจะยะจะได"

            "ไม่รู้สิ...." หลานชายหมอผีใหญ่ลังเล "ก็คง.... เศร้าล่ะมั้ง แต่เราก็คงพยายามไปคุยกับเขาตรงๆแหละ ว่าทำไมเขาถึงไม่พูดกับเรา"

            "จะอั้นแหละที่ข้ายะ" เด็กสาวผมหางม้าเน้นเสียง

            "แต่กล้วยบอกว่า...."

            "แต๊ๆแล้วน่ะกล้วยเป็นจะอี้อยู่แล้ว ถ้าเปิ้นฮู้ว่ามีผู้ได๋ชอบเปิ้น เปิ้นก็จะบ่พูดด้วยจะอี้แหละ แต่ตอนนั้นข้าบ่ฮู้ ข้าเพิ่งจะมาฮู้ตอนที่ไปร้องไห้กับคนสนิทในหน่วยข้าเจ้าที่เปิ้นเคยชอบกล้วยนั่นแหละ" ตานีสาวอธิบาย "ตอนแรกๆ พอข้าหันว่าเปิ้นอู้กับข้าน้อยลง ข้าก็พยายามอู้กับเปิ้นมากขึ้น พยายามหาโอกาสอู้หื้อได้ ถามอะหยังนิดหน่อยได้ก็ถาม นี่แม่นก่อที่เปิ้นบอกนาย ว่าข้าพยายามตื๊อ"

 

            กล้ายมองเพื่อนหนุ่มเบื้องหน้าเป็นเชิงถาม เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้า เธอจึงพูดต่อ

 

            "แล้วในที่สุด จากที่อู้น้อยลงก็กลายเป็นบ่อู้เลย" เสียงของตานีสาวยามนี้เต็มไปด้วยความขมขื่นและความเศร้า "ข้าพยายามถาม.... ว่ายะหยังเปิ้นถึงบ่อู้กับข้า ก็เหมือนเดิม เปิ้นยิ่งหนีหน้าข้า ถึงขั้นเมินหน้า บ่มอง ยะเป็นบ่หัน บ่รับฮู้ว่าข้าอยู่ที่นั่นด้วย ข้าบ่มีตัวตนในสายตาเปิ้นโดยสมบูรณ์"

            "คือ.... เราพอเข้าใจความรู้สึกกล้ายนะ ถ้าเราเจอแบบนั้นเราก็คงเหิดเหมือนกัน" จ้าดเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง "แต่...."

            "เหิดคืออะหยัง" เด็กสาวขัดขึ้นเสียก่อน

            "เหิดคือ.... เอ้อ เฮิร์ตน่ะ แต่เพื่อนๆเราพูดกันว่าเหิด"

            "จะแปลงเสียงมันยะหยัง"

            "เออๆช่างมันเหอะ" หลานชายหมอผีใหญ่รีบตัดบท "คือถ้าเราเจอแบบนั้นเราก็คงเจ็บเหมือนกัน แต่.... ในเมื่อพูดกับเขาแล้วเขารำคาญ แล้วเขาไม่อยากพูดด้วย ไม่อยากเจอหน้า ทำไมกล้ายไม่ลองห่างๆกันสักพักล่ะ สถานการณ์อาจจะดีขึ้นก็ได้นะ"

            "ข้าเจ้าก็เคยคึดจะอั้น แต่มันบ่แม่น" ตานีสาวตอบกลับเสียงขื่น "ข้าเคยตัดสินใจบ่อู้กับเปิ้น พยายามรักษาระยะห่าง พยายามบ่หื้อเปิ้นเห็นหน้าไปช่วงนึง นานเป็นเดือนด้วยซ้ำ แต่ก็บ่มีอะหยังดีขึ้น เปิ้นก็ยังเหมือนเดิม.... บ่อู้ บ่รับฮู้ บ่หันข้าอยู่ในสายตา...."

 

            "แล้วหลังจากนั้นบ่นาน แม่ข้าก็สิ้นอายุ แล้วแม่นางกับนางก็เข้ามา...."

            เสียงของกล้ายแข็งขึ้นอย่างฉับพลันในประโยคสุดท้าย พร้อมๆกับที่ดวงตาสีเขียวสว่างวาบจนเธอดูราวกับปีศาจ เด็กหนุ่มหน้าดุสะดุ้งเมื่อรู้สึกถึงรังสีความอาฆาตแค้นที่แผ่พุ่งออกมารอบตัวตานีสาวเหมือนกัมมันตภาพรังสีแผ่ออกจากแกนเตาปฏิกรณ์ มันเข้มข้นและรุนแรงจนเขาเย็นวาบไปถึงสันหลัง

 

            "ก็อย่างที่ข้าเล่าไปเมื่อคราวที่แล้ว พอแม่ข้าตาย แม่นางก็ถือว่ามีอำนาจสูงสุดรองจากแม่กล้วยแล้ว แล้วเปิ้นก็พยายามตีสนิทกับแม่กล้วย นางก็ตีสนิทกับกล้วย และกลายเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของกล้วยแทนข้า...." เสียงที่แข็งกร้าวเมื่อครู่ของเด็กสาวผมหางม้าอ่อนลงเรื่อยๆ จนแทบจะกลายเป็นสั่นเครือ "แล้วทุกอย่างก็เลวร้ายลง.... บ่มีผู้ได๋เชื่อข้า บ่มีผู้ได๋ฮักข้า ในที่สุด ข้าก็ต้องอยู่ตัวคนเดียว....."

            "กล้ายมองนางในแง่ร้ายเกินไปรึเปล่า" จ้าดขัดขึ้น "เรายังไม่ได้เล่าเรื่องที่นักเรียนแลกเปลี่ยนที่โรงเรียนเรายกพวกมาทำร้ายใช่มั้ย ตอนนั้นน่ะพวกเราเกือบตาย แต่นางยอมโดนฝ่ายนั้นแทงเพื่อช่วยพวกเราเลยนะ เราว่านางไม่น่าจะเป็นคนเลวร้ายแบบนั้นได้หรอก กล้ายหึงไปเองรึเปล่า"

            "นั่นสิเน่อ ข้าอาจจะหึงไปเอง...." เด็กสาวผมหางม้าถอนหายใจยาว "ข้าอาจจะแค้นเปิ้น ที่สนิทกับกล้วยในขณะที่บ่หันข้าอยู่ในสายตา แล้วทุกเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องลักพาตัวหลังจากกล้วยรับตำแหน่งได้บ่นาน ทั้งเรื่องเหตุการณ์วันสวนกล้วยแตก คนที่ลงมือก็บ่แม่นนาง เป็นตานีระดับกลางๆหรือบ่อั้นก็ระดับปฏิบัติการปลายแถวทั้งนั้น อู้กันตรงๆข้าก็บ่ได้แน่ใจเต็มร้อยเปอร์เซนต์ว่านางเป็นคนยะหรือเปล่า มีแค่ความน่าจะเป็นแล้วก็หลักฐานบางอย่างที่ชี้ไปถึงตัวเปิ้นเท่านั้น นายอู้ถูก.... ข้าอาจจะหึงไปเองก็ได้....."

            "แต่ช่วยเข้าใจความฮู้สึกของข้าหน่อย" เสียงของตานีสาวยามนี้สั่นเครือจริงๆแล้ว "ข้าบ่ได้หวังร้ายกับกล้วย ข้าบ่ได้ต้องการจะยะหื้อเปิ้นบ่สบายใจหรืออะหยังเลย ข้าแค่สงสัย.... ข้าแค่อยากฮู้ ว่ายะหยัง.... ยะหยังทุกอย่างถึงต้องเป็นจะอี้ด้วย ทั้งที่หมู่เฮาเคยสนิทกันถึงขนาดนั้นแท้ๆ....."

 

            น้ำใสเริ่มรื้นขึ้นในดวงตาของเธอ สะท้อนและหักเหแสงเรืองสีเขียวเป็นประกายเหมือนมรกตน้ำงาม

 

            "กล้าย...."

            "ลองคึดดูสิ...." กล้ายสะอึกสะอื้น น้ำตาพรั่งพรูลงมาตามแก้มจนเปียกชุ่ม "ทุกที่ในสวนกล้วยข้ามีความหลังกับกล้วยทั้งนั้น คึดดูสิว่าข้าฮู้สึกจะได ต้องเดินตรวจตราทั่วสวนกล้วยทุกวัน แล้วภาพความสุขที่หมู่เฮาเคยมีด้วยกันก็ผุดขึ้นมาทีละภาพ ทุกที่ที่หมู่เฮาเคยนั่งคุยกัน เคยเล่นด้วยกัน เคยเดินอยู่ด้วยกัน ทุกภาพที่กล้วยเคยยิ้มหื้อข้าเจ้า ทุกคำที่กล้วยเคยอู้กับข้าเจ้า ทุกเวลาที่หมู่เฮามีความสุขด้วยกัน..... แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันคืออดีต มันบ่มีวันจะเป็นจะอั้นได้อีกแล้ว....."

 

            ตานีสาวยกมือขึ้นปิดหน้า จ้าดได้ยินเสียงร้องไห้อู้อี้ดังลอดออกมาเบาๆ เด็กหนุ่มหันรีหันขวางอย่างทำอะไรไม่ถูก แม้เขาจะพอปลอบกล้วยที่มักอัดอั้นเรื่องงานและตำแหน่งของเธอได้บ้าง แต่สำหรับกล้ายที่ร้องไห้ด้วยปัญหาหัวใจเช่นนี้สุดวิสัยที่เขาจะช่วยได้จริงๆ.....

 

            "กล้าย ทำใจให้สบายดีกว่าน่า" หลานชายหมอผีใหญ่ตัดสินใจเดินไปนั่งลงที่เตียงข้างตัวเพื่อนสาวซึ่งยังคงซบหน้าร้องไห้อยู่กับฝ่ามือของตัวเอง ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหลังปลอบเธออย่างอ่อนโยน "กล้ายก็ไม่ได้หน้าตาไม่ดีอะไร ตัดใจจากกล้วยแล้วไปชอบคนอื่นก็ได้นี่"

            "แล้วนายคึดว่ามันง่ายก๋า การตัดใจจากคนที่เคยสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก.... คนที่่เคยสนิทกันมาทั้งชีวิตจะอี้" กล้ายพูดด้วยเสียงสะอื้น ใบหน้าของเธอยังคงซุกอยู่ในฝ่ามือ "และถึงข้าจะตัดใจได้ แต่ข้าก็ยังเสียใจอยู่ดี ทั้งเสียใจทั้งเสียดาย.... อุตส่าห์เคยสนิทกันจะอั้น แล้วต้องมากลายเป็นคนบ่ฮู้จักกัน ยะหยัง..... ยะหยังถึงต้องเกิดเรื่องจะอี้ขึ้นด้วย....."

 

            เสียงร้องไห้ของตานีสาวดังขึ้นแม้ฝ่ามือของเธอจะกดแน่นขึ้นบนใบหน้าก็ตาม ไหล่ของเธอสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น จ้าดรู้สึกสงสารเพื่อนสาวผู้อาภัพทั้งรักและโชคชะตาผู้นี้ขึ้นมาจับใจ เขาตัดสินใจโอบไหล่เธอเอาไว้ เด็กหนุ่มยั้งตัวไว้เล็กน้อยด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายจะอัดเขาพลั่กเหมือนตานีสาวผู้ถือสไนเปอร์ไรเฟิล ในยามปกติกล้ายก็คงจะทำแบบเพื่อนสาว แต่ยามนี้หัวใจของเธออัดแน่นด้วยความเศร้าโศกเกินกว่าที่เธอจะทำเช่นนั้นได้ เธอเอนหัวซบไหล่เพื่อนหนุ่ม ร้องไห้ต่อไปเงียบๆ.....

 

            กว่าลมหายใจที่ขาดเป็นห้วงของตานีสาวจะกลับเป็นปกติ นาฬิกาที่ข้อมือของจ้าดก็บอกเวลาเกือบทุ่มครึ่งแล้ว หลานชายหมอผีใหญ่คิดว่าเพื่อนสาวจะหลับไปในอ้อมแขนของเขาแล้วด้วยซ้ำ แต่กล้ายเพียงยกมือขึ้นป้ายตาก่อนจะลุกขึ้น ดวงตาเรียวที่เรืองแสงสีเขียวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างตกใจเมื่อเห็นท้องฟ้านอกหน้าต่างกลายเป็นสีหมึก เธอรีบเดินไปคว้าปืนไรเฟิลจู่โจมของเธอขึ้นสะพายหลังก่อนจะก้าวฉับๆไปยังประตูห้อง

 

            "มืดมากแล้วจ้าด นายควรไปได้แล้ว บ่อั้นจะอันตราย" ตานีสาวพูดเสียงเป็นการเป็นงาน "ไปเถอะ ข้าจะไปส่งที่ชายป่าสน"

            "แล้ว.... กล้ายสบายใจขึ้นรึยัง" จ้าดถามเพื่อนสาว ยังนั่งอยู่บนเตียง "ถ้ายังไม่สบายใจ เราอยู่ต่ออีกหน่อยก็ได้ เราต้องขอโทษด้วยที่ถามเรื่องแบบนั้น...."

            "บ่เป็นอะหยังหรอก ข้าซะอีกที่ต้องขอสุมา ยะหื้อนายกลับดึกจะอี้ แล้วยังแสดงความอ่อนแอหื้อนายหันอีก...."

 

            เด็กสาวผมหางม้าตอบเสียงเรียบ ในขณะที่คิ้วรกๆของหลานชายหมอผีใหญ่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยอย่างประหลาดใจระคนสงสารเพื่อนสาว ตานีถูกปลูกฝังมาให้เก็บกดความรู้สึกเอาไว้แบบนี้ทุกตนเลยงั้นหรือ แต่คิดอีกทีมันก็ไม่แปลก สำหรับเผ่าพันธุ์นักรบเช่นนี้ หากไปแสดงความรู้สึกอยู่กลางสนามรบก็คงไม่แคล้วถูกผีร้ายงับกบาลเอาแน่ๆ

 

            "เอ้า ไปเถอะ ยิ่งช้าก็ยิ่งอันตราย แล้วกล้วยเปิ้นจะยิ่งสงสัยด้วย ไปเถอะ"

            "แต่กล้ายไม่ต้องไปส่งเราก็ได้มั้ง" จ้าดพูดอย่างเกรงใจ "อยู่บ้านเฝ้าต้นกล้วยดีกว่า ยิ่งดึกๆแบบนี้ผีร้ายจะยิ่งลงมือง่ายนะ"

            "บ่ต้องเป็นห่วงหรอกน่า ข้าอยู่ที่นี่มานานเท่าได๋แล้ว ห่วงตัวเองก่อนเถอะ ยิ่งตกเป็นเป้าจะอี้ด้วยแล้ว เอ้า ไป ไปกันได้แล้ว"

            "คร้าบเจ๊...."

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุยกเป้นักเรียนขึ้นสะพายหลัง ก่อนจะเดินตามเพื่อนสาวลงมายังชั้นล่างของบ้าน กล้ายเปลี่ยนชุดเป็นชุดตะเบงมานคอมมานโดอย่างรวดเร็วขณะเพื่อนหนุ่มคว้าเสื้อหันหนาวจากราวมาสวมทับชุดนักเรียน เธอตรวจเช็กทุกอย่างในบ้านอย่างรอบคอบ ปิดไฟจนหมดทุกดวง กดรหัสล็อกประตูที่เครื่องอ่านม่านตาหน้าบ้าน ก่อนจะหลับตาลงแล้วพึมพำอะไรบางอย่างซึ่งน่าจะเป็นคาถาพรางตาซ้ำอีกชั้น เด็กหนุ่มเหลียวหลังกลับไปมองบ้านสองชั้นที่มีเสาไฟต้นใหญ่ล้มพาดอยู่อีกครั้งขณะเดินตามเพื่อนสาวไปตามถนนที่ปกคลุมด้วยหิมะสูงเกือบถึงเข่า มันค่อยๆเลือนหายไปในความมืดมิดของยามราตรีและเกล็ดหิมะที่เริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง

 

            "กล้าย" หลานชายหมอผีใหญ่เอ่ยเรียกตานีสาวเบาๆขณะทั้งสองเดินออกจากป่ากล้วยเข้าสู่ป่าสนที่มีหิมะเกาะอยู่ตามลำต้นเป็นแถบเหมือนน้ำตาลไอซิ่ง "ขอถามอะไรอีกสักนิดได้รึเปล่า"

            "ว่าจะได"

            "ที่กล้วยทำกับกล้ายแบบนี้.... กล้ายเคยโกรธกล้วยบ้างรึเปล่า"

            "โกรธก๋า" เสียงของกล้ายสูงขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงถาม "บ่เคยหรอก ข้าจะไปโกรธกล้วยเปิ้นยะหยัง ข้าแค่.... บ่ฮู้สิ อาจจะเรียกว่าน้อยใจมั้ง หรือบ่อั้นก็เสียใจ.... บางทีก็มีท้อใจบ้างเหมือนกัน ที่ข้าพยายามยะดีกับเปิ้นแล้วเปิ้นตีความเจตนาข้าผิด ก็มีหลายครั้งเหมือนกันที่ข้าคิดจะตัดใจจากเปิ้นอย่างที่นายอู้เมื่อกี้"

            "แล้วทำไม...."

            "แต่เวลาที่ผ่านไปก็ยะหื้อข้าแน่ใจว่าข้าเลือกถูกแล้ว ข้าเลือกถูกแล้วที่เลือกสนิทกับเปิ้น เลือกชอบเปิ้น และเลือกที่จะช่วยเปิ้นจะอี้...." เด็กสาวถอนหายใจ แต่ริมฝีปากของเธอมีรอยยิ้มทาบอยู่บางๆ "จะบอกว่าตัดใจบ่ได้ นั่นก็แค่ส่วนหนึ่ง.... แต่กล้วยน่ะยังมีสิ่งดีๆอีกหลายอย่างที่ซ่อนอยู่ บางสิ่งที่ถ้าบ่สนิทกับเปิ้นจริงๆก็จะบ่เข้าใจ บ่ฮู้สึก.... สิ่งนี้แหละที่ยะหื้อข้าโกรธเปิ้นบ่ลง และยะหื้อข้าตัดใจจากเปิ้นบ่ลงเหมือนกัน....."

            "แล้วสิ่งที่ว่านั่นคืออะไรเหรอ"

            "ข้าเองก็อธิบายบ่ถูกเหมือนกัน มีหลายอย่าง....." กล้ายตอบเบาๆ ดวงตาสีเขียวเรืองแสงเหลียวกลับมามองดูเพื่อนหนุ่มเล็กน้อย "นายเองก็สนิทกับเปิ้น สักพักนายก็จะฮู้เอง หรือบางที นายก็อาจจะได้หันไปบ้างแล้วก็ได้....."

 

            หลานชายหมอผีใหญ่พยักหน้าช้าๆ ในขณะที่สมองพยายามทบทวนความทรงจำพลางเดาว่า "สิ่งดีๆ" ที่เพื่อนสาวพูดถึงคืออะไร แต่ก่อนที่จะทันนึกออก เขาและตานีสาวผมหางม้าก็หลุดออกจากป่าสนมายืนอยู่กลางสนามหญ้าของเขตสวนสาธารณะแล้ว

 

            "ขอบคุณมากเน่อจ้าดสำหรับวันนี้ ทุกอย่างเลย ขอบคุณจริงๆ" เด็กสาวผมหางม้าค้อมหัวลงคำนับเพื่อนหนุ่ม "ขอบคุณมากที่ไว้ใจข้า ขอบคุณมากที่ยอมรับฟังข้า แล้วก็ขอบคุณมาก.... ที่อุตส่าห์อยู่เป็นเพื่อนข้า"

            "ไม่ต้องขอบคุณก็ได้น่า เรายินดีอยู่แล้ว เรื่องแค่นี้เอง เราต้องขอบคุณกล้ายด้วยซ้ำที่อุตส่าห์รับเราอย่างดีแถมทำอาหารให้ด้วย ไม่งั้นเราคงหิวตายไปแล้ว" จ้าดตอบกลั้วหัวเราะ "ไว้ถ้าเรามีข่าวอะไรใหม่ๆจะรีบมาบอกกล้ายก็แล้วกัน"

            "อื้ม ขอบคุณมากเน่อ ขอบคุณแต๊ๆ" ตานีสาวยิ้มกว้าง "ไว้วันหลังจะมาก็บอกกันก่อน จะได้เตรียมข้าวเอาไว้หื้อด้วย"

            "แล้วเราจะบอกกล้ายยังไงนั่น เบอร์โทรศัพท์ก็ไม่มี อีเมลหรืออะไรก็ไม่มี ว่าแต่ตานีใช้อีเมลกันบ้างรึเปล่าเนี่ย"

            "ก็มีแหละ แต่บ่ได้ใช้ระบบเดียวกับของมนุษย์ แล้วตอนนี้ระบบก็ถูกทำลายไปเยอะแล้วด้วย ข้ายังบ่มีโอกาสจะซ่อมสักที" กล้ายตอบ "ส่วนโทรศัพท์.... ปกติตานีบ่ใช้โทรศัพท์กันอยู่แล้วเพราะใช้โทรจิตกันได้ทุกตน เอาเป็นว่าถ้านายจะติดต่อข้า นายส่งเมลระบุชื่อข้าเข้าเมลตัวเองก็ได้ แล้วข้าจะเปิดดูเอง"

            "อ้าว แบบนี้ก็เท่ากับกล้ายแฮ็กเมลเราได้สิ"

            เด็กสาวผมหางม้าแสยะยิ้ม "แหม จะย่านอะหยัง มีอะหยังที่บ่อยากหื้อข้าเห็นก๋า...."

            "เป็นกล้ายกล้ายอยากให้ใครเห็นกล่องจดหมายส่วนตัวมั้ยล่ะ"

            "แหมๆ ล้อเล่นน่า ข้าล้อเล่น" ตานีสาวพูดกลั้วหัวเราะ ในขณะที่หลานชายหมอผีใหญ่ถอนหายใจเฮือก "แต่ข้าแฮ็กเมลได้จริงๆเน่อ คึดว่าฝีมืออย่างกล้ายตนนี้จะยะบ่ได้ก๋า"

            "ครับๆ รู้แล้วครับว่าเจ๊เก่ง แต่อย่าแฮ็กเมลผมก็แล้วกัน"

            "ฮู้แล้วน่า ข้าบ่ยะหรอก ข้าเองก็มีคุณธรรมพออยู่หรอกน่า" กล้ายตอบยิ้มๆ "เอาเป็นว่ามาอีกก็แล้วกัน ข้าดีใจมากเลยเน่อที่นายมา"

            "ไม่ต้องบอกเราก็พอรู้อยู่แหละ" เด็กหนุ่มยิ้มตอบอีกฝ่าย "งั้นไว้เจอกัน รักษาตัวดีๆนะ"

            "นายก็ด้วยล่ะ ฝากดูแลกล้วยแทนข้าด้วยเน่อ"

            "ได้เลย โชคดี"

 

            จ้าดโบกมือลาเพื่อนสาวในชุดตะเบงมานคอมมานโด และเมื่อเขาหันกลับมาอีกครั้ง กล้ายก็หายลับเข้าไปในเงาทะมึนของป่าสนแล้ว เด็กหนุ่มหน้าดุถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเดินลุยหิมะมุ่งหน้าออกไปยังเขตธุรกิจเชียงแสนอันคึกคักและสว่างเรืองรองด้วยแสงไฟหลากสีเบื้องหน้า คำบอกเล่าของตานีสาวผมหางม้ายังคงดังก้องอยู่ในห้วงความคิด หลานชายหมอผีใหญ่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าซึ่งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาด้วยเมฆและหิมะที่โปรยปรายลงมาพลางถอนหายใจเฮือกอีกครั้ง เขาเองก็ถามตัวเองด้วยคำถามเดียวกันกับกล้าย ทำไมคนดีๆจึงต้องเจ็บปวดเช่นนี้ และทำไมเผ่าพันธุ์ผู้ปกปักรักษาเมืองตลอดมาจึงต้องมาประสบชะตากรรมเลวร้ายเช่นนี้ด้วย......

 

            แต่ไม่กี่ก้าวต่อมา ห้วงความคิดของเด็กหนุ่มก็มีอันต้องขาดสะบั้นเมื่อหางตาตี่ๆของเขาเห็นแสงสีฟ้าสว่างวาบ วินาทีต่อมา หลานชายหมอผีใหญ่ก็ต้องทิ้งตัวลงกลิ้งกับพื้นหิมะเมื่ออะไรบางอย่างเหวี่ยงวูบเข้าหาคอของเขาพร้อมกับเสียงแหวกอากาศเหมือนไฟฟ้าช็อต จ้าดรู้สึกได้ชัดเจนว่าผมด้านหลังของเขาแหว่งหายไปหลายมิลลิเมตร

 

            ไวเท่าความคิด หลานชายหมอผีใหญ่ควักปังตอคู่ใจออกมาจากด้านในเสื้อนักเรียนสีดำทันทีก่อนจะยันตัวลุกขึ้น แต่ก่อนที่เขาจะทำอะไรได้ทัน ลำแสงสีฟ้าก็สะบัดวูบอีกครั้ง คราวนี้พุ่งเข้าหาเขาในระดับเอว จ้าดยกปังตอขึ้นรับ แต่ดวงตาตี่ของเด็กหนุ่มหน้าดุก็ต้องเบิกกว้างเมื่อลำแสงนั้นเฉือนผ่านเนื้อเหล็กกล้าไร้สนิมหนาปึ้กจนขาดออกราวกับเป็นดาบของวีรบุรุษในตำนานชาวเยว่ซึ่งกล่าวกันว่าฟันเหล็กเหมือนฟันหยวก จ้าดถีบเท้าถอยหลังหลบลำแสงนั้นก่อนที่มันจะเฉือนผ่านอวัยวะภายในของเขาได้เพียงเส้นยาแดงผ่าแปด แต่เสื้อกันหนาวตัวโปรดและเสื้อนักเรียนของเขาก็ขาดเป็นทางยาว กลิ่นเหม็นผ้าใยสังเคราะห์ไหม้คละคลุ้ง

 

            การพลาดเป้าทำให้ผู้ถือลำแสงสีฟ้าเซไปเล็กน้อย เด็กหนุ่มหน้าดุฉวยโอกาสนี้พุ่งเข้าประชิดตัวฝ่ายตรงข้ามก่อนจะเงื้อปังตอขึ้นหมายสับด้ามลงบนท้ายทอยให้ร่วง แต่แล้วเขาก็เป็นฝ่ายร่วงไปนอนจุกตัวงอเป็นกุ้งเผาอยู่กับพื้นเสียเองเมื่อศอกแหลมๆของอีกฝ่ายอัดพลั่กเข้าเต็มๆลิ้นปี่

 

            จ้าดกัดฟันข่มความจุกเสียดพยายามกลิ้งหนี แต่เขาก็ต้องเบรกตัวเองแทบไม่ทันเมื่อลำแสงมรณะเสียบฉึกลงบนพื้นหิมะดักหน้าเขาเอาไว้พอดิบพอดี หลานชายหมอผีใหญ่มองตาค้างเมื่อหิมะรอบๆละลายจนกลายเป็นหลุมน้ำแฉะๆก่อนจะระเหยเป็นไอในไม่กี่วินาที เด็กหนุ่มหันขวับกลับมามองคู่ต่อสู้ของเขาซึ่งยืนตระหง่านง้ำอยู่เหนือหัว แล้วดวงตาตี่ก็ต้องเบิกกว้างอีกครั้งเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคือใคร

 

            "ยูคิ !?"

            "มาตะอัตตะเน่....."

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #55 wat_r (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 22 เมษายน 2558 / 14:09
    มีแต่เรื่องวุ่นวายหลายวัน ได้แอบมาพักหากล้วยและเพื่อนพ้องบ้างก็รู้สึกดี...

    เหมือนแต่ละคนจะมีมุมและเหตุผลเป็นของตนเอง ในมุมของที่มองไม่เห็นหรือเข้าใจอีกฝ่าย เสียดายที่ไม่ได้จับเข่าคุยกันเสียที อึดอัดแฮะ 555 เป็นคนอ่านก็โชคดีกว่าตัวละครแบบนี้แหละ รู้เรื่องราวหลายอย่างเลยเข้าใจ แต่ก็ยังช้ากว่าผู้เขียนหลายก้าว 555

    อยากจะวิ่งเข้าไปกลางสมรภูมิรบแล้วตะโกนบอกให้คุยกันเซ่!!!

    ผลลัพธ์คงเดาไม่ยาก ถ้าเซ่อทะเล่อทะล่าเข้าไปได้จริงคงซี้แหงแก๋ แถมถ่วงพวกกล้วยอีก 555



    รู้สึกตานีทุกตนจะเป็นเจ้ของจ้าดหมดเลยแฮะ ส่วนยูคินี่เรียกป้าไปเลย โหดเกิน ;) ป้าโหดน่าแบ๊ว

    #55
    0
  2. #32 lllllllllllllllllllllllll '[27]' (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 มกราคม 2558 / 15:48
    คุณพระ! ดันมาเจอของโหดท้ายตอนซะงั้นน่ะ!!
    #32
    0