ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 15 : ผีร้ายผู้หายไปในโลงหิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 45
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    11 ม.ค. 58

            เด็กสาวหน้าคมนั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่ในตู้กระจกแก้วใสขนาดไม่ถึงสองเมตรคูณสองเมตรซึ่งตั้งอยู่ที่มุมห้องควบคุมเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ปุ่มและมาตรวัดต่างๆที่เคยสว่างไสว บัดนี้มืดมิดและเต็มไปด้วยหยากไย่ด้วยไม่มีมนุษย์คนใดสัมผัสมันมานับสิบปีแล้ว สิ่งที่ให้แสงสว่างในยามนี้มีเพียงหลอดไฟเล็กๆสีส้มที่ต่อสายไฟลวกๆเข้ากับเครื่องปั่นไฟชั่วคราว และดวงตาวาววับของผีร้ายร่างไหม้เกรียมที่เดินวนเวียนอยู่รอบกรงกระจก ซึ่งวาบแสงสีแดงฉานเท่านั้น.....

 

            ร่างของเด็กสาวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว แม้เธอจะเป็นสาวห้าวประจำห้อง แต่สถานการณ์ยามนี้มันเกินที่เธอจะรับไหวมากนัก ทั้งกัมมันตภาพรังสีที่สามารถฆ่าเธอได้ภายในเวลาไม่กี่วินาทีซึ่งอยู่ห่างจากตัวเธอเพียงระยะไม่กี่เมตร ทั้งผีร้ายร่างไหม้เกรียมสองตนนั้น และที่น่ากลัวที่สุดก็คือหมอผีชราผมหงอกขาวซึ่งยืนกอดอกพิงแผงควบคุมอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร.....

 

            สิ่งที่ทำให้สุทัศน์ เลิศดอยแลงน่ากลัวมากที่สุดสำหรับเด็กสาวหน้าคมไม่ใช่อำนาจที่สามารถเรียกภูตผีปีศาจทุกชนิดออกมาได้ของเขา หากเป็นดวงตาเล็กสีดำซึ่งยามนี้กำลังจ้องมองเธออยู่ มันฉายประกายประหลาด เป็นประกายที่ผสมปนเปกันระหว่างความหลงใหล ความกระหาย และความเหี้ยมเกรียมเหมือนผู้ก่อการร้ายชายแดนภาคใต้ของสารขัณฑ์ มันทำให้เด็กสาวขนลุกเกรียวไปทั่วทั้งตัวแม้จะมีแก้วหนาเกือบหนึ่งนิ้วขวางกั้นอยู่ก็ตาม

 

            "สี่ทุ่มครึ่งแล้วสินะ แม่หนูของฉัน...." สุทัศน์พลิกข้อมือดูนาฬิกา "อีกแค่ชั่วโมงครึ่ง เธอก็จะได้ออกไปเจออะไรสนุกๆข้างนอกแล้ว...."

            "คะ คุณ...." เด็กสาวหน้าคมพยายามทำใจกล้ากว่าที่ตัวเองรู้สึก "คุณทำแบบนี้ต้องการอะไรกัน ทำไมคุณต้องรวบรวมพวกผีร้ายแบบนี้ด้วย"

            "ทำไมฉันจะต้องบอกเธอล่ะ แม่หลานสาว...." หมอผีชราตอบเสียงนุ่ม มือหยิบปากกาซึ่งเสียบอยู่ที่กระเป๋าเสื้อขึ้นมาควงเล่นอีกครั้ง "บอกไปแล้วจะได้ประโยชน์อะไร อีกอย่าง ถ้าขืนเพื่อนเธอมาช่วยเธอได้ ความลับก็รั่วหมดสิ"

            "แต่คุณ.... คุณก็แน่ใจแล้วไม่ใช่เหรอว่าเพื่อนฉันไม่มีทางมาช่วยฉันได้"

            "ไม่มีอะไรแน่นอน ปลอดภัยไว้ก่อนเป็นดีที่สุด...."

            "งั้นอย่างน้อยก็บอกว่าทำไมต้องจับฉันมาด้วยก็พอ"

            "มันก็คล้ายๆคำถามแรกเลยไม่ใช่เหรอ" เสียงของชายผมขาวยังคงนุ่มนวลดุจผ้าไหมเชียงหลวงเช่นเดิม "แต่ถ้ายังอยากจะรู้ให้ได้ล่ะก็.... เพื่อกำจัดราชินีตานี สมิงหัวหมอ ไอ้หนุ่มที่ไม่ได้มีพลังพิเศษแต่ทำร้ายผีของฉันได้ยังไงก็ไม่รู้ และเธอที่ผีทำอะไรไม่ได้ไปในคราวเดียวกันไง"

            "แล้วทำไมคุณถึงต้องทำขนาดนี้ด้วย พวกเราไปทำอะไรให้คุณรึไงกัน"

            "อันนี้มันก็คือคำถามแรกของเธอน่ะนะ ซึ่งฉันบอกแล้วว่าฉันไม่ขอตอบ" หมอผีชรายิ้มเย็น "แต่รู้ไปแล้วจะได้อะไร อีกชั่วโมงกว่าๆเธอก็จะได้ออกไปอาบรังสีร้อนๆข้างนอก เธอคงรู้นะว่ารังสีข้างนอกมันแรงขนาดทำให้เธอตายได้ภายในไม่กี่นาที และอาบแค่ไม่ถึงนาทีก็จะไม่มีทางรักษาหายได้ และเธอคงรู้นะ ตายเพราะรังสีน่ะมันทรมานยังไง หึ หึ หึ...."

 

            เด็กสาวหน้าคมนิ่งเงียบ มีเพียงร่างกายเท่านั้นที่สั่นสะท้านแรงยิ่งขึ้นกว่าเก่า แน่นอนเธอรู้ดีว่าความตายจากรังสีทรมานเพียงใด โรงเรียนสอนเธอมาแล้วทั้งในคาบฟิสิกส์และสุขศึกษา พิพิธภัณฑ์แสนคำก็มีทั้งภาพและคำบรรยายมากมายเกี่ยวกับเหยื่อรังสีจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้น ร่างของเด็กสาวสั่นสะท้านเมื่อนึกภาพตัวเองอาเจียนเป็นเลือดและชักจนร่างหงิกงอ ก่อนจะสิ้นลมหายใจไปอย่างทรมาน.....

 

            'กล้วย จ้าดหมิง เมฆ ปลา ทุกคน มาช่วยเราสักทีเถอะนะ.....'

 

 

            มนุษย์ สมิง ตานี และผีร้ายทั้งหลายสิบตนจ้องกันและกันนิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนที่ผีร้ายผู้ตายด้วยกัมมันตภาพรังสีสามตนหน้าสุดจะแยกเขี้ยวและกระโจนเข้าใส่หมิงซึ่งยืนใกล้ที่สุดเหมือนเสือสมิงกระโจนตะครุบเหยื่อยิ่งกว่าเจ้าตัวเองเสียอีก หมิงเบี่ยงตัวหลบ ผีร้ายสามตนนั้นจึงเซแซ่ดๆไปชนระเบียงเหล็กที่โดนสนิมเคี้ยวจนพังทั้งแถบ พวกมันส่งเสียงร้องขณะร่างร่วงหล่นลงไปเบื้องล่าง ก่อนจะสิ้นสุดด้วยเสียงกระแทกหนักๆประสานกับเสียงเหมือนอะไรแตกดังโพละ

 

            แต่นั่นก็แค่สามตน ตนอื่นๆเห็นเพื่อนเสร็จฝ่ายตรงข้ามก็กลุ้มรุมเข้ามาเหมือนแร้งรุมทึ้งเหยื่อ ด้วยสัญชาตญาณ สมิงสามสาวย่อตัวลงก่อนจะใช้แรงขาเหนือมนุษย์กระโดดข้ามหัวไปลงพื้นเบื้องหลังเหล่าผีร้าย แต่นั่นเท่ากับปล่อยให้จ้าดต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามโดยตรง....

 

            ก่อนจะมีใครช่วยได้ทัน มือไหม้เกรียมหากแข็งแรงเหมือนคีมเหล็กของผีร้ายสามตนก็กระชากคอเสื้อกันรังสีของเด็กหนุ่มหน้าดุก่อนจะลากถูลู่ถูกังไปยังริมฝาเตาปฏิกรณ์ จ้าดพยายามดิ้น นิ้วเหนี่ยวไกปืนลูกดอกสาดกระสุนไปทั่ว แต่ก็ไร้ผล อย่างที่เพื่อนสาวของเขาบอก ผีร้ายเหล่านี้อยู่ในรูปกึ่งพลังงาน คือสามารถเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาระหว่างสสารและพลังงานได้อย่างอิสระ และเท่าที่เขาเคยเจอมา ผีร้ายจะเปลี่ยนเป็นสสารก็ต่อเมื่อต้องการจะจับต้องสสารเท่านั้น และส่วนใหญ่ก็จะเปลี่ยนเฉพาะพื้นที่ผิวสัมผัส สรุปง่ายๆว่าปืนลูกดอกในมือ รวมถึงมีดและแม้แต่หมัดเข่าเท้าศอกก็ไร้ประโยชน์สิ้นดีต่อหน้าผีร้ายเหล่านี้ ยกเว้นจะยิงทะลุคอเสื้อออกไป ซึ่งเขาเอื้อมไม่ถึง

 

            "เหวอ !?"

            ดวงตาตี่ของเด็กหนุ่มเบิกกว้างอย่างหวาดหวั่นเมื่อผีร้ายลากเขามาถึงริมบ่อเตาปฏิกรณ์ เมื่อครู่มันยังมีแท่งเชื้อเพลิงและแท่งควบคุมเสียบอยู่จนเต็ม แต่บัดนี้อุปกรณ์พวกนั้นหายไปหมด บ่อเตาปฏิกรณ์กลายเป็นเหมือนหลุมขนาดยักษ์ ชุดกันรังสีของเขาส่งเสียงร้องเตือนหวีดแหลมแสบแก้วหูเมื่อสัมผัสกับรังสีเข้มข้นระดับอันตรายที่แผ่ออกมาจากเศษซากเชื้อเพลิงที่ร้อนจนหลอมละลายและแข็งตัวกลายเป็นก้อนใหญ่อยู่ที่ก้นเตาปฏิกรณ์ลึกลงไปเกือบสามสิบเมตร ไม่ต้องพูดถึงรังสีเลย ตกลงไปข้างล่างร่างเขาก็คงไม่เหลือชิ้นดีแล้ว

 

            "ออกไป !"

            เพียงไม่กี่มิลลิเมตรก่อนที่ร่างของหลานชายหมอผีใหญ่จะร่วงลงสู่นรกกัมมันตภาพรังสี ผีร้ายสามตนที่ยึดคอเสื้อของเขาอยู่ก็กระเด็นไปคนละทิศคนละทางเมื่อกล้วยเคลื่อนย้ายในพริบตาเข้าประชิดตัวก่อนจะบรรจงประเคนเข่าเข้าใส่ลิ้นปี่ของพวกมันทีละตนก่อนจะเป็นฝ่ายกระชากคอเสื้อจ้าดออกห่างจากเตาปฏิกรณ์ เด็กสาวหน้าจืดกลิ้งตัวหลบเหล่าผีร้ายที่ดาหน้ากันเข้ามาหาอีกครั้ง ก่อนจะตะโกนบอกเหล่าสมิงสามสาวซึ่งตั้งท่าจะเข้ามาช่วยสุดเสียง

 

            "หมิงเมฆปลาบ่ต้องห่วงข้าเจ้า ขึ้นไปช่วยฟ้าเลย !"

            "แต่กล้วย...."

            "ภารกิจหมู่เฮาคืออะไร !? ทำภารกิจหื้อเสร็จ บ่ต้องห่วงข้าเจ้า !"

            "ก็.... ก็ได้ !"

 

            สมิงทั้งสามหันหลังกลับก่อนจะวิ่งไปยังบันไดขึ้นชั้นห้องควบคุมซึ่งอยู่ที่ด้านตรงข้ามของโถงเตาปฏิกรณ์ทันที เหล่าผีร้ายหันขวับก่อนจะตั้งต้นคลานตามพวกเธอ แต่หลายตนก็มีอันต้องล้มกลิ้งเมื่อกล้วยพุ่งสไลด์ขัดขาพวกมันด้วยท่าทางเหมือนนักฟุตบอลมืออาชีพ มือซ้ายกระชากเพื่อนหนุ่มเข้ามาใกล้ตัวขณะมือขวายกปืนลูกดอกขึ้นเล็ง ตานีสาวแบ่งพลังงานวิญญาณจากร่างของเธออาบหัวลูกดอกในซองกระสุนเอาไว้ ก่อนจะเหนี่ยวไกกราดยิงทันที

 

            ประกายไฟสว่างวาบเมื่อลูกดอกเหล็กพุ่งเข้าปะทะพื้น ผนังและบันได ร่างไหม้เกรียมนับร้อยที่คลานเหมือนกิ้งก่าล้มฟุบลงกับพื้น บางตนเร็วพอที่จะหมุนตัวกลับก่อนจะพุ่งสวนพายุลูกดอกอาบพลังงาน แต่ก็ไปได้เพียงไม่กี่ฟุต ลูกดอกขาดช่วงไปเล็กน้อยเมื่อซองกระสุนซึ่งมีลูกดอกอยู่สามสิบลูกหมดลง ผีร้ายที่เหลืออยู่สี่ห้าตนอาศัยจังหวะนี้กระโจนเข้าหาราชินีตานี แต่ก็ยังช้ากว่ากล้วยซึ่งกระชากซองกระสุนจากปืนในมือจ้าดมาเสียบอย่างรวดเร็วก่อนจะเหนี่ยวไกโดยไม่ลังเล ทุกนัดพุ่งเข้ากลางหน้าผากของพวกมันอย่างแม่นยำ

 

            "น่าจะคึดวิธีนี้ออกตั้งแต่แรก"

            กล้วยพึมพำกับตัวเองขณะยันตัวลุกขึ้นก่อนจะเคลื่อนที่ในพริบตาขึ้นไปยังชานพักบันไดซึ่งสามสมิงหนึ่งมนุษย์ซุ่มรอดูสถานการณ์อยู่ ทั้งสี่สะดุ้งเฮือก แต่เมื่อเห็นว่าเป็นตานีสาวก็ลุกขึ้นก่อนจะกระโจนขึ้นบันไดทีละสองขั้นขึ้นไปยังชั้นหกซึ่งปิดไฟมืดสนิท

 

            แม้จะมืด แต่ก็เหมือนทุกคนรู้ทางดีแก่ใจ ห้าหน่วยจู่โจมวิ่งสุดฝีเท้าไปตามทางเดินแคบๆที่แทบจะมืดสนิทอย่างเร็วและเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่จะลงส้นเท้าเบรกและแนบตัวชิดผนังข้างประตูเหล็กบานใหญ่ซึ่งอยู่เกือบสุดทางเดินริมหน้าต่างซึ่งสว่างเรืองด้วยแสงจากก้อนสารกัมมันตรังสีที่ก้นเตาปฏิกรณ์เบื้องล่าง ใต้ประตูหนาหนักมีแสงไฟสีเหลืองส้มสว่างออกมารำไร ป้ายทองเหลืองที่เต็มไปด้วยสนิมสีเขียวซึ่งติดอยู่บนผนังเหนือกรอบประตูเขียนเอาไว้ชัดเจน

 

            "ห้องควบคุมเตาปฏิกรณ์ปรมาณู ไม่มีกิจห้ามเข้า"

 

            "ทีนี้เอาไง" เด็กหนุ่มหน้าดุชะโงกหน้าไปกระซิบถามสมิงสามสาวซึ่งกำลังเปลี่ยนซองกระสุนปืนลูกดอกของตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของประตู "เราเข้าไปแบบนี้ไม่ได้แน่ ชุดโดนอาบรังสีมาเต็มๆแบบนี้"

            "บ่ต้องห่วง เฮาเคยบอกแล้วไง ชุดนี้มีระบบล้างฉุกเฉินอยู่" ปลาตอบ "กดปุ่มสีน้ำเงินที่เอวด้านขวาสิ"

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ขมวดคิ้ว เขาไม่ค่อยอยากเชื่อนักว่าชุดแบบนี้จะมีระบบชะล้างกัมมันตภาพรังสีซึ่งปกติต้องใช้น้ำนับสิบลิตรล้างหลายรอบถึงจะสะอาดติดตั้งอยู่ได้ อย่างไรก็ตาม เขาก็กดปุ่มที่เพื่อนสาวบอกโดยไม่ถามอะไรต่อ

 

            ทันทีที่กด ละอองน้ำก็พุ่งออกมาจากด้านบนสุดของหมวกเป็นฝอย อาบไปทั่วด้านนอกของชุดสีขาวจนเปียกชุ่ม ก่อนที่แขนกลผอมๆทำจากพลาสติกที่ติดก้อนผ้าเอาไว้ตรงปลายจะยืดออกมาจากด้านหลังและเช็ดมันจนแห้งภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที เด็กหนุ่มมองแขนกลสีดำอย่างอึ้งระคนทึ่ง แต่คิ้วรกๆก็ขมวดเข้าหากันเมื่อสิ่งที่ตามมาหลังจากแขนกลหดกลับเข้าไปในช่องเก็บคือความเงียบ

 

            "แค่นี้ ?" จ้าดถามเสียงสูง

            "อื้ม แค่นี้แหละ"

            "แล้วรังสีจะหมดจริงๆเรอะ ปกติแค่คนงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เข้าไปเช็กอุปกรณ์เขายังต้องอาบน้ำกันสองสามทีเลยนา"

            "ก็บ่หมดหรอก แต่ก็อยู่ในระดับที่พอจะปลอดภัยแหละถ้าบ่ได้สัมผัสมันนานๆ" หมิงตอบ "อีกอย่าง นั่นบ่แม่นน้ำธรรมดาเด๊ เป็นสารต้านรังสีที่พวกเฮาคึดขึ้นมาเอง ล้างรังสีได้ดีกว่าน้ำหกเจ็ดเท่าแน่ะ"

            'จะเก่งเกินไปแล้วเน่อ' เด็กสาวหน้าจืดโทรจิตตอบเพื่อนสาวด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ แม้เธอเองก็ได้ชื่อว่าเก่งเกินวัยเช่นกัน แต่ตานีสาวก็อดอึ้งกับความสามารถของเพื่อนต่างเผ่าพันธุ์ทั้งสามไม่ได้ 'แล้วชุดของฟ้าอยู่ที่ได๋ล่ะ'

            "อยู่ในเป้หลังเฮา" สมิงสาวทวินเทลกระซิบตอบพลางกดสวิตช์ระบบล้างชุดบ้าง สมิงไม่เชี่ยวชาญพอที่จะโทรจิตได้ "เข้าถึงตัวฟ้าปั๊บเฮาสิพยายามสวมชุดนี้ให้ฟ้าก่อน คนอื่นช่วยถ่วงเวลาไว้ พอสวมเสร็จแล้วเปิดแท่แล่ทันที เข้าใจบ่"

            "จะไม่ยิงไอ้หมอผีโรคจิตนั่นทิ้งก่อนเหรอ"

            'แล้วนายคึดว่าเปิ้นจะหื้อยิงง่ายๆก๋าบ่าจ้าดง่าว' กล้วยกัดเพื่อนหนุ่ม 'ข้าเจ้าว่าแค่จะถ่วงเวลายังน่าจะยากเลย ยิ่งเปิ้นมีพลังของตานีด้วยแบบนี้ จะเสกภูตผีปีศาจแบบได๋ออกมาก็ได้ทั้งนั้น'

            "แต่ถ้าเรายิงมันได้ ทุกอย่างก็จบนะ กล้วยก็อยากยิงมันทิ้งอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ"

            'ดูสถานการณ์ก่อนละกัน ถ้ามีโอกาสยิงได้ก็ยิง' ตานีสาวตอบ 'แต่ถ้าบ่มีโอกาสก็อย่าหาโอกาส ภารกิจของหมู่เฮาคือมาช่วยฟ้าเท่านั้น เข้าใจก่อ'

            "โอเค เข้าใจครับเจ๊"

            'แล้ว.... หมิง เมฆ ฟ้า พอจะพังประตูนี้ได้ก่อ พังทีเดียวหื้อหมู่เฮาเข้าไปได้เลยเน่อ'

            เด็กสาวหน้าจืดหันไปถามสมิงสาวทั้งสาม หมิงย่องออกจากกำแพงมายืนพิจารณาประตูเหล็กอยู่อึดใจหนึ่งก่อนจะพ่นลมหายใจออกทางจมูก

            "ถ้าเป็นร่างเสือน่ะพังได้อยู่แล้ว แต่ร่างมนุษย์แบบนี้เฮาบ่ฮู้เด๊ กลอนให้ปืนยิงก็บ่มี" เสียงกระซิบตอบของสมิงสาวผมหางม้ามีแววหนักใจ "แต่จังไสจะลองพังดูก็แล้วกัน พวกเฮาสามตนน่าจะรวมกำลังกันไหวอยู่"

            'ได้ ขอบคุณมากเน่อหมิง เมฆ ปลา' กล้วยพยักหน้าให้เพื่อนสาว 'ถ้าจะอั้น พร้อมเน่อ ข้าเจ้านับหนึ่งถึงสามก็พังเข้าไปเลยเน่อ หนึ่ง สอง สาม !'

 

            สิ้นเสียงของราชินีตานี สมิงสาวทั้งสามตนก็โถมตัวเข้าใส่ประตูเหล็กหนาหนักพร้อมๆกัน เสียงประตูเหล็กหลุดออกจากวงกบร่วงลงกระแทกพื้นดังแสบแก้วหูก้องสะท้อนทั่วตัวตึก แต่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับสามสมิงและหนึ่งมนุษย์ซึ่งอยู่ในชุดกันรังสี และหนึ่งตานีซึ่งรู้แกวยกมือขึ้นปิดหูเอาไว้แล้ว ทั้งห้ากระโจนข้ามประตูเหล็กซึ่งบัดนี้กลายเป็นแผ่นเหล็กหงิกงอเข้าไปในห้อง ปืนลูกดอกประทับเตรียมพร้อมอยู่ที่ไหล่ พร้อมจะยิงทุกสิ่งที่พุ่งเข้ามา.....

 

            "ทุกคน !?"

            ฟ้าลุกพรวด ใบหน้าคมที่เคยหมองดูสว่างขึ้นด้วยความดีใจอย่างที่สุด แต่เธอก็ต้องถอยกรูดอีกครั้งเมื่อผีร้ายสองตนที่เฝ้ากรงอยู่หันกลับไปแยกเขี้ยว ก่อนจะบิดคอกลับหลังดังกร๊อบ ตีลังกามาประจันหน้าฝ่ายตรงข้ามที่หน้าประตูและตั้งท่าเตรียมจู่โจมทันที แต่เจ้านายของพวกมันยกมือขึ้นห้ามช้าๆ ก่อนจะหันหลังกลับมาหาหน่วยจู่โจมทั้งห้า

 

            แม้จะมีปืนลูกดอกห้ากระบอกเล็งอยู่ที่ตำแหน่งหัวใจ แต่สุทัศน์ก็ไม่ได้มีท่าทีจะป้องกันตัวเลยแม้แต่น้อย หรือถ้าจะพูดให้ถูก ชายชรายืนกอดอกไขว้ขาด้วยท่าทีสบายๆเหมือนกำลังยืนรอรถไฟฟ้าอยู่ยังไงยังงั้น ริมฝีปากของชายชรายิ้มกว้างอย่างใจเย็น ราวกับกำลังมองหลานๆ วิ่งเล่นอยู่ในสนามหลังบ้านมากกว่าจะมองศัตรูที่เขาคิดเอาชีวิตเช่นนี้

 

            "ไอ้หมอผีโรคจิต ปล่อยเพื่อนข้าเดี่ยวนี้ ไม่งั้นข้ายิง !" จ้าดตะคอกเสียงแข็ง เขาเลื่อนปืนขึ้นไปเล็งที่กลางหน้าผากฝ่ายตรงข้าม

            "จะขอร้องผู้ใหญ่ ใช้คำพูดให้มันดีๆกว่านี้หน่อยดีกว่ามั้งไอ้หนุ่ม...." หมอผีชราตอบเสียงนุ่ม รอยยิ้มของเขากว้างขึ้นอีก

            "อย่ามาเว้าอีหยังหลาย" สมิงสาวผมหางม้าสวนกลับ "ปล่อยเพื่อนพวกเฮา หรือว่าอยากสิลองชิมลูกดอกนี่เบิ่ง !?"

            "เอ้าเอ้า ใจเย็นก่อนน่า...." สุทัศน์พูดกลั้วหัวเราะพลางยกมือขึ้นปรามผู้อายุน้อยกว่าทั้งห้า "ในเมื่อพวกเธอมาก่อนเที่ยงคืน ฉันก็จะปล่อยเพื่อนของพวกเธอไปอย่างปลอดภัยอย่างที่พูด เอ้า พิชิต วีระ เปิดกรงซิ"

 

            จ้าดอ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อสายตาเมื่อผีร้ายทั้งสองทำหน้าเซ็งอย่างเห็นได้ชัดพร้อมๆกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนที่ตนที่อยู่ใกล้กรงกระจกมากกว่าจะยืดตัวขึ้นยืนและกดรหัสบนแผงควบคุมสองสามครั้ง ประตูตู้กระจกเปิดออกทันที ก่อนที่อสุรกายทั้งสองตนจะหายวับไป

 

            "ฟ้า !"

            หลานชายหมอผีใหญ่และสมิงสาวทวินเทลวิ่งเข้าประชิดตัวฟ้าทันที ขณะกล้วย หมิงและปลายังคงรักษาปากกระบอกปืนให้ชี้ตรงไปยังกลางหน้าผากหมอผีชรา เด็กหนุ่มหน้าดุสวมรอยตั้งท่าจะกอดเพื่อนสาว แต่เมฆยกแขนขึ้นกั้นไว้ด้วยไม่ต้องการให้เด็กสาวหน้าคมสัมผัสรังสีที่อาจตกค้างอยู่ที่เสื้อ เธอรีบกระชากชุดกันรังสีหนาหนักออกมาส่งให้อีกฝ่ายซึ่งรับไปสวมอย่างรวดเร็วโดยไม่ถาม

 

            "เอาล่ะ หันว่าเพื่อนหมู่เฮาปลอดภัย ครั้งนี้หมู่เฮาจะปล่อยแกไป" เด็กสาวหน้าจืดเอ่ยเสียงต่ำๆ เมื่อฟ้าสวมชุดกันรังสีเรียบร้อยและวิ่งกลับมาสมทบกับพวกเธอแล้ว "แต่เจอกันอีกทีเมื่อได๋ ข้าเจ้าจะยิงแกทิ้งทันที ฮู้เอาไว้ด้วย !"

            "ปากกล้าดี สมควรแล้วที่เป็นราชินีตานี" สุทัศน์ตอบยิ้มๆ "ฉันดีใจนะที่มีศัตรูเก่งๆแบบนี้ แต่น่าเสียดาย.... ที่ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้สู้กัน"

 

            คิ้วทั้งหกคู่ขมวดเข้าหากันพร้อมๆกันโดยมิได้นัดหมาย แต่ก่อนที่จะมีใครพูดอะไรออกมาได้ทัน คานเหล็กขนาดยักษ์ก็ร่วงทะลุเพดานลงมากระแทกพื้นห้องระหว่างห้าหน่วยจู่โจมและหมอผีชราจนเศษคอนกรีตกระจายว่อน แรงสั่นสะเทือนเทียบได้กับแผ่นดินไหวขนาดย่อมเขย่าทุกคนให้ร่วงลงไปกองกับพื้น นอกหน้าต่างต่ำลงไปเกือบสี่สิบเมตรเบื้องล่าง เชื้อเพลิงหลอมละลายที่แข็งตัวเป็นก้อนเริ่มหลอมตัวอีกครั้ง มันเปล่งแสงสว่างขึ้นเรื่อยๆเมื่ออุณหภูมิไต่ระดับขึ้นไปวินาทีละเกือบร้อยองศาเซลเซียส ผิวหน้าเริ่มเดือดปุดๆ ก่อนที่จะเริ่มปะทุเป็นพวยสูงขึ้นเรื่อยๆ.....

 

            "อูย.... อะไรกันน่ะ !?"

            ฟ้าครางด้วยความเจ็บปวดพลางยันตัวลุกขึ้น หัวเธอฟาดเข้ากับแง่งคอนกรีตเต็มๆตอนล้มจนมึนตึ้บ แต่ทั้งความมึนและความเจ็บปวดก็หายวับไปทันทีเมื่อเธอมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาคมเบิกกว้างเมื่อของเหลวสีเหลืองอมส้มพวยพุ่งขึ้นเป็นลำสูงเท่าหน้าต่าง ไอร้อนแผ่่ซ่านจนรู้สึกได้ ขณะตัวเลขรังสีที่สะท้อนอยู่บนแว่นตาพุ่งพรวดขึ้นไปถึงเกือบสี่ร้อยซีเวิร์ตต่อชั่วโมง ฟ้าหันขวับกลับมาหาหมอผีชรา แล้วเธอก็ต้องขนลุกเมื่อเห็นริมฝีปากเหี่ยวๆนั้นบิดเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ....

 

            "ยิงเปิ้น ! ยิงเปิ้นทิ้งซะ !"

            กล้วยกรีดเสียง นิ้วชี้เหนี่ยวไกสาดลูกดอกเข้าใส่หมอผีชราที่ถูกคานเหล็กบังเอาไว้บางส่วนอย่างไม่ยั้ง แต่ร่างของสุทัศน์กลับหายวับ ทิ้งเอาไว้เพียงซากปรักหักพังของห้องควบคุม และวัตถุกัมมันตภาพรังสีนอกหน้าต่างที่ยังคงร้อนขึ้นเรื่อยๆจนใกล้จะถึงจุดเดือดภายในอีกไม่กี่วินาที มันก่อตัวขึ้นเป็นพวยสูงลิบ ก่อนที่จะค่อยๆโอนเอนทำท่าจะโถมตัวลงมาใส่ห้องควบคุม....

 

            "วิ่ง !"

            หกสหายต่างเผ่าพันธุ์ใส่เกียร์หมาเปิดอาฟเตอร์เบิร์นเนอร์ออกจากห้องได้ทันท่วงที ไม่กี่วินาทีต่อมา โลหะหลอมเหลวที่ร้อนจัดและเข้มข้นด้วยกัมมันตภาพรังสีปริมาณพอที่จะฆ่ามนุษย์ทั้งสองและสมิงทั้งสามได้ภายในเวลาไม่กี่วินาทีก็โถมตัวเข้าใส่หน้าต่างจนแตกเปรี้ยงเป็นชิ้นๆก่อนจะทะลักเข้าท่วมห้องควบคุมและไหลเอ่อออกมาตามทางเดินภายในเวลาอันรวดเร็ว มันไล่ตามหน่วยจู่โจมทั้งห้าและอีกหนึ่งผู้ถูกช่วยเหลือราวกับมีชีวิตแม้จะพยายามเลี้ยวหักมุมไปตามทางเดินบ่อยเพียงใดก็ตาม ตัวเลขรังสีสะสมของหมิง เมฆ ปลาและจ้าดพุ่งทะลุแปดสิบมิลลิซีเวิร์ตไปแล้ว

 

            "ขึ้นไปข้างบน ขึ้นไปข้างบน !" ตานีสาวร้องเมื่อบันไดทางขึ้นชั้นดาดฟ้าอาคารเตาปฏิกรณ์ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า

            "ขึ้นไปแล้วสิลงจังไส !?" หมิงถามกลับด้วยเสียงตื่นตระหนก แม้จะรู้ว่าลงไปข้างล่างก็คงไม่รอดเช่นกันด้วยของเหลวกัมมันตรังสีร้องฉ่าคงท่วมชั้นล่างหมดแล้ว

            "เมื่อกี้ข้าเจ้าหันข้างนอกมีบันไดหนีไฟฉุกเฉินอยู่ ไปเถอะ เร็ว วิ่ง !"

 

            เสือสมิงทั้งสามกระโจนขึ้นบันไดไปทันที สองมนุษย์และหนึ่งตานีพุ่งตามไปติดๆ แต่มาได้เพียงชานพักบันได จู่ๆขาของเด็กสาวหน้าคมก็ล็อกตายอยู่กับพื้นจนล้มคว่ำหน้ากระแทกพื้นดังพลั่กเสียเฉยๆ เด็กสาวพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น แต่ขาของเธอก็ยังถูกตรึงเอาไว้ที่เดิมราวกับมีใครล็อกมันเอาไว้ด้วยคีมขนาดยักษ์ ต่ำลงไปที่ตีนบันได โลหะกัมมันตรังสีหลอมเหลวเริ่มเอ่อท้นขึ้นมาเรื่อยๆ ทีละขั้น ทีละขั้น......

 

            "ช่วยด้วย !"

            หลานชายหมอผีใหญ่พุ่งลงไปถึงตัวเพื่อนสาวในพริบตา ตามมาติดๆด้วยเด็กสาวหน้าจืด ทั้งสองพยายามดึงข้อมือฟ้าขึ้นสุดแรง แต่ไร้ผล ฟ้าครางด้วยความเจ็บปวดที่ถูกดึงแขน แต่ร่างของเธอยังคงไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่มิลลิเมตรเดียว กล้วยขบกรามกรอด ตอนนี้ของเหลวสีเหลืองส้มอยู่ต่ำลงไปเพียงหกขั้นบันไดแล้วและยังคงท่วมสูงขึ้นเรื่อยๆ หากฟ้ายังคงติดอยู่ตรงนี้ล่ะก็ อีกเพียงไม่ถึงนาทีเธอจะถูกของเหลวนั่นต้มสดๆแน่นอน

 

            "กล้วย นั่น !"

            จ้าดตะโกนเสียงลั่น ชี้ไปยังพื้นที่ว่างใกล้ขาขวาที่ถูกตรึงของฟ้า ตานีสาวหันขวับมองตาม แล้วดวงตาเรียวก็เบิกกว้างเมื่อมองเห็นเงาตะคุ่มเป็นร่างคล้ายผีร้ายร่างไหม้เกรียมกอดขาของฟ้าเอาไว้แน่นด้วยสองแขน กล้วยยกปืนขึ้นประทับไหล่ก่อนจะเหนี่ยวไกยิงมันทันทีโดยไม่ต้องเล็ง เงาตะคุ่มนั้นหายไปทันทีที่ลูกดอกเหล็กอาบพลังวิญญาณเจาะทะลุผ่านกลางหน้าผาก ฟ้ารีบดีดตัวลุกขึ้นทันทีก่อนที่ทั้งทีมจะหันหลังกลับ แต่ก่อนที่จะมีใครทันได้ไต่บันไดต่อ ทุกคนก็ต้องชะงักค้างเมื่อพบว่ามีบางอย่างขวางทางอยู่เบื้องหน้า.....

 

            ร่างโปร่งแสงร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ที่บันไดขั้นบนสุด มันเป็นเพียงเงาจางๆ ที่เปล่งแสงริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น มิหนำซ้ำยังตัวเล็กกว่าเมฆที่ตัวเตี้ยที่สุดในกลุ่มเสียอีก แต่สิ่งที่ทำให้มันดูน่ากลัวคือเหล็กเส้นนับสิบเส้นที่ดูเหมือนจะถูกดึงออกมาจากโครงสร้างปรักหักพังของตัวอาคารเตาปฏิกรณ์และยามนี้ลอยอยู่เงาร่างนั้น แต่ละเส้นเรืองแสงสีขาวจางๆ ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนว่าพวกมันถูกลับปลายจนแหลมคมราวกับเข็ม ที่สำคัญที่สุดคือ ยามนี้ทุกเส้นเล็งตรงมายังร่างของหน่วยจู่โจมทั้งห้า....

 

            สมิงทั้งสามยกปืนขึ้นกระหน่ำยิงเหล็กเส้นเหล่านั้นหวังจะเป่าพวกมันให้กระเด็น แต่ก่อนที่ลูกดอกนัดแรกจะเข้าปะทะเพียงไม่กี่มิลลิเมตร เหล็กเส้นมรณะก็ลอยเบี่ยงหลบอย่างว่องไวราวกับมีใครควบคุมมันอยู่ และทันทีที่ลูกดอกนัดสุดท้ายพลาดเป้า พวกมันก็พุ่งเข้าใส่หน่วยจู่โจมทั้งห้าและอีกหนึ่งผู้ถูกช่วยเหลือทันทีราวกับจรวดนำวิถีพุ่งออกจากฐานปล่อย

 

            หมิงซึ่งเปลี่ยนซองกระสุนไวกว่าเพื่อน และจ้าดซึ่งยังคงเหลือลูกดอกอยู่ในซองอีกหลายนัดเหนี่ยวไกยิงสกัดทันที แต่ตานีสาวซึ่งมากประสบการณ์กว่ามองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่มีทางพ้น เธอพุ่งตัวกระแทกเพื่อนหนุ่มและสมิงทั้งสามจนล้มกลิ้งลงกับพื้นได้ทันท่วงที เหล็กเส้นแหลมคมพุ่งแหวกอากาศเฉียดหัวของทั้งหกไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดก่อนจะพุ่งทะลุกระจกหน้าต่างบานหนาเบื้องหลังจนแตกกระจาย

 

            ราชินีตานีเห็นฝ่ายตรงข้ามหมดอาวุธก็ยกปืนขึ้นเล็งกลางหน้าผากทันทีหมายจะยิงลูกดอกอาบพลังเวทให้วิญญาณร้ายสิ้นซาก แต่เข็มเหล็กเส้นไม่ใช่อาวุธเพียงอย่างเดียวของเงาเลือนรางนั้น ก่อนที่นิ้วชี้ของเด็กสาวหน้าจืดจะเหนี่ยวไกปล่อยลูกดอกออกจากแล่ง เธอและอีกห้าหน่วยกล้าตายก็กระเด็นลอยราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นจับเหวี่ยงไปด้านหลัง ก่อนจะร่วงเป็นเส้นโค้งพาราโบลาลงสู่โลหะกัมมันตรังสีหลอมละลายซึ่งบัดนี้เอ่อท้นขึ้นมารอต้มเสือร้องไห้อยู่ที่ชานพักบันไดแล้ว.....

 

            ไวเท่าความคิด กล้วยสอดเชือกเส้นหนาที่เธอติดตัวมาเผื่อฉุกเฉินเข้าไปผูกกับท้ายลูกดอกที่บรรจุอยู่ในรังเพลิง เด็กสาวหน้าจืดใช้ความแม่นยำเหนือมนุษย์ของเผ่าตานียิงมันลอดห่วงเข็มขัดชุดกันรังสีของทุกคนไปตรึงแน่นอยู่กับผนังอีกฝั่งของโถงบันได ก่อนจะโยนปืนลูกดอกกระบอกใหญ่หนาหนักขึ้นไปพันอยู่กับกรอบหน้าต่างเหล็กกล้าอย่างรวดเร็ว เชือกถึงกับลั่นเปรี๊ยะพร้อมๆกับที่แท่งเหล็กกรอบหน้าต่างบิดงออย่างน่ากลัวเมื่อน้ำหนักของสมิงสามสาวและมนุษย์สองคนกระแทกเข้าใส่ แต่อย่างน้อยมันก็ยั้งร่างทั้งห้าไม่ให้ตกลงไปในโลหะหลอมเหลวที่อยู่ข้างล่างได้อย่างเฉียดฉิว

 

            "ออกทางหน้าต่าง เร็ว !"

            สิ้นเสียงของกล้วย สมิงสาวทั้งสามก็ตีลังกาปลดตัวเองออกจากเชือกกระโดดไปเกาะกรอบหน้าต่างโดยไม่ลืมฉุดมนุษย์ทั้งสองไปด้วย แต่ทั้งสามก็ต้องยั้งเท้าเอาไว้เมื่อเห็นว่าพื้นคอนกรีตนอกหน้าต่างอยู่ต่ำลงไปเกือบสามสิบเมตร ต่อให้เป็นสมิงที่มีพละกำลังและความแข็งแกร่งของร่างกายในระดับเหนือมนุษย์เพียงใด แต่ตกจากความสูงระดับนี้ก็แบนติดพื้นตายหยังเขียดเอาง่ายๆ

 

            "กระโดดลงไปเลย ข้าเจ้าใช้พลังลดแรงกระแทกหื้อได้ !"

            หมิง เมฆและปลายังคงลังเลแม้เพื่อนสาวจะยืนยันหนักแน่น แต่เมื่อเห็นทางหางตาว่าเหล็กเส้นเริ่มลอยมารวมตัวกันรอบๆร่างเลือนรางเบื้องหลังอีกครั้ง พวกเธอก็เหวี่ยงร่างมนุษย์ทั้งสองขึ้นหลังก่อนจะถีบเท้ากระโดดออกไปทันที

 

            เกิดเสียงดังพลั่กหนักๆสามครั้งเมื่อสมิงทั้งสามลงพื้น แม้พลังของกล้วยจะช่วยลดแรงปะทะได้ระดับหนึ่ง แต่น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากมนุษย์ทั้งสองบนหลังก็พอจะทำให้เมฆและปลาเจ็บข้อเท้าอยู่ไม่น้อย แต่พวกเธอก็รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลามาโอดครวญ ตัวเลขรังสีสีเขียวในแว่นตาบอกค่าเก้าสิบมิลลิซีเวิร์ตซึ่งเกือบจะเป็นค่าสูงสุดที่มาตรฐานปกติยอมรับได้แล้ว* และที่สำคัญ ของเหลวร้อนระอุสีเหลืองล้มนั้นก็เริ่มเอ่อล้นออกมาตามรอยแตกและประตูของเตาปฏิกรณ์ ฟ้าถึงกับมองตาค้างเมื่อทั้งกรอบอลูมิเนียมและกระจกของประตูหลักถูกมันหลอมละลายหายไปในเวลาเพียงไม่กี่วินาที และยามนี้มันกำลังค่อยๆเคลื่อนตัวเข้าหาผู้บุกรุกทั้งหกอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง.....

 

            "ไปกันเถอะ เร็ว !"

            ไม่ต้องบอก ทั้งหกก็ออกตัวล้อฟรีก่อนจะวิ่งสุดฝีเท้าไปตามพื้นหญ้ามืดๆทันที ไม่มีใครสนใจแล้วว่าจะมีผีตนไหนโผล่มาขวาง ยามนี้ของเหลวมรณะนั่นน่ากลัวกว่าภูตผีปีศาจที่ไหนมากมายนัก

 

            แต่วิ่งมาได้เพียงไม่กี่สิบเมตร ทั้งกลุ่มก็ต้องแตกกระเขิงเหมือนแหนในบ่อถูกโยนหินใส่เมื่อคานเหล็กสานขนาดยักษ์ยาวเกือบสิบเมตรร่วงตึงลงกับพื้นเบื้องหน้าจนพื้นหญ้าสั่นสะเทือน หมิงเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ แล้วดวงตาที่ฉายแววเจ้าเล่ห์ของเธอก็ต้องเบิกกว้างจนแทบจะฉีกถึงรูหูเมื่อเห็นคานเหล็กอีกนับสิบอันร่วงลงมาจากความมืด

 

            "วิ่ง !"

            หากไม่ติดว่าต้องสวมชุดกันรังสี สมิงทั้งสามคงกลับร่างเสือแบกเพื่อนต่างเผ่าพันธุ์ขึ้นหลังแล้ววิ่งสุดฝีเท้าแล้ว แต่ในเมื่อทำไม่ได้ ยามนี้พวกเธอจึงได้แต่เพียงวิ่งสุดฝีเท้าไปกับสองมนุษย์และหนึ่งตานีแม้กล้ามเนื้อขาจะร้องอุทธรณ์ไปยังสมอง แขนทั้งสองยกขึ้นไขว้กันเอาไว้เหนือหัวแม้จะรู้ดีว่ามันคงช่วยอะไรมากหากคานเหล็กหนักหลายสิบตันร่วงลงมาทับเข้าจริงๆ ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้สูงมากเมื่อคานเหล็กและเศษคอนกรีตส่งเสียงหวีดหวิวเหมือนระเบิดมาจากบนฟ้าก่อนจะร่วงลงพื้นโครมๆเหมือนฝนลูกเห็บขนาดยักษ์

 

            อย่างไรก็ตาม จะเพราะโชคช่วยหรืออะไรก็ตามแต่ ทั้งหกก็มาถึงประตูทางเข้าโลงหินจนได้ หลานชายหมอผีใหญ่รีบกระชากประตูเหล็กหนาหนักเปิดก่อนจะวิ่งเข้าไปยืนรอในห้องพักกันรังสีซึ่งอยู่ระหว่างประตูชั้นในกับชั้นนอก กล้วยและฟ้าตามเข้าไปติดๆ แต่สมิงสาวทั้งสามกลับยืนนิ่ง พวกเธอก้มหน้าเล็กน้อย รอยยิ้มเศร้าๆฉาบอยู่บนริมฝีปาก

 

            "หมิง เมฆ ปลา เข้ามาเร็วสิ ออกไปจากที่นี่กันดีกว่า !" เด็กสาวหน้าคมร้องบอก

            "พวกเธอไปกันเถอะ พวกเฮาบ่ออกไปหรอก"

            "หมายความว่าจะได" กล้วยขมวดคิ้วอย่างงุนงง

            "พวกเฮาต้องอยู่ที่นี่" สมิงสาวทวินเทลตอบช้าๆ "พวกมันกำลังพังโลงหิน พวกเฮาต้องอยู่ต้านพวกมัน ไปเถอะ บ่ต้องห่วงพวกเฮา"

            "คิดจะฆ่าตัวตายรึไง !?" หลานชายหมอผีใหญ่ย้อนถามเสียงดังอย่างลืมตัว "แล้วถึงพวกเมฆอยู่ที่นี่ก็ทำอะไรไม่ได้ มีแค่สามคนจะขวางพวกมันได้ยังไง !?"

            "สมิงมีพลังขั้นสุดยอดอยู่" ปลาอธิบายด้วยเสียงราบเรียบ "พลังที่สามารถขยายร่างให้ใหญ่ขึ้นและให้พลังกายไร้ขีดจำกัดชั่วระยะเวลาหนึ่ง เรียกว่าเป็นอมตะเลยก็ได้ แต่ก็แลกด้วยการหมดสติไปสามวันหลังจากนั้น"

            "นั่นก็เท่ากับตายไม่ใช่รึไง !?" เด็กหนุ่มหน้าดุโต้กลับ "แล้วทำไมหมิงเมฆปลาถึงต้องอยู่ต้านพวกมันด้วย มันจำเป็นยิ่งกว่าการมีชีวิตอยู่อีกรึไง !?"

            "ใช่ จำเป็นยิ่งกว่าการมีชีวิตอยู่" สมิงสาวผมหางม้าตอบ เธอยังคงก้มหน้ามองพื้นนิ่ง "หรือถ้าสิเว้าให้ถูก พวกเฮาชาวสมิงมีชีวิตอยู่เพื่อปกป้องผืนป่าแถบนี้จากกัมมันตภาพรังสี ก็คือๆกันกับหน้าที่ของตานีนั่นแหละ.... พวกเฮามีพลังมีสติปัญญาแบบนี้ได้ก็เพราะรังสี พวกเฮาจึงต้องใช้สติปัญญานี้ปกป้องคนอื่นจากรังสีนี้ด้วย นี่คือหน้าที่ของเฮา ให้พวกเฮาได้เฮ็ดหน้าที่ของพวกเฮาเถอะ"

            "แต่นั่นก็เท่ากับว่าหมิงเมฆปลาต้องตายไม่ใช่รึไง !?" เสียงของฟ้าเริ่มดังแข่งกับเสียงจ้าดแล้ว "ไม่ เราไม่ยอม ทำไมจะต้องมาตายเพราะมาช่วยเราด้วย ถ้าจะเป็นแบบนั้น เราจะอยู่ช่วยด้วย !"

            "ฟ้าอยู่ก็ช่วยอีหยังบ่ได้หรอก" หมิงตอบ มีแววกลั้วหัวเราะเล็กน้อยในน้ำเสียงของเธอ "อีกอย่าง ถ้าฟ้าต้องมาตายกับพวกเฮา แล้วพวกเฮาสิถ่อมาช่วยฟ้าเฮ็ดหยัง แม่นบ่"

            "รีบไปเถอะ ฟ้า กล้วย จ้าด" สัตว์ภูตผู้ไว้ผมทรงทวินเทลเสริม "ถ้าอยากให้พวกเฮาตายอยางหมดห่วงก็รีบไปซะ กลับไปให้ถึงโรงแรมอย่างปลอดภัย นั่นแหละสิ่งที่สิช่วยพวกเฮาได้มากที่สุด"

            "จะอั้นข้าเจ้าจะอยู่เอง" ราชินีตานีพูดเสียงเฉียบขาด "ข้าเจ้ามีพลังพอจะต้านหมู่เปิ้นไหว และการปราบผีร้ายในเขตรัฐเวียงตานก็เป็นหน้าที่ของข้าเจ้า แล้วข้าเจ้าก็บ่ต้องย่านเรื่องรังสีด้วย พวกหมิงออกไปซะ ไปเร็วสิ พวกหมิงยังบ่สมควรมาตายตอนนี้ในที่จะอี้เน่อ !"

 

            รอยยิ้มบนริมฝีปากของสมิงสาวทั้งสามกว้างขึ้น พวกเธอยกมือขึ้นพร้อมกัน และก่อนที่จะมีมนุษย์หรือตานีพูดอะไรออกมาได้ทัน ประตูเหล็กหนาหนักก็เหวี่ยงปิด กระแทกเข้าครึ่งจมูกครึ่งปากของจ้าดผู้เคราะห์ร้ายนั่งอยู่ใกล้ประตูเต็มแรงจนเลือดกำเดาพุ่ง แต่ยามนี้ความตกใจและความร้อนใจบดบังความเจ็บปวดจนสิ้น เด็กหนุ่มลุกพรวดก่อนจะรัวกำปั้นทุบประตูเหล็กเสียงดังก้องไปทั้งห้อง ปากร้องเรียกชื่อสมิงสาวทั้งสามโดยไม่สนใจเลยแม้แต่น้อยว่าฟ้าซึ่งยืนอยู่ข้างๆเขาจะเข้าใจผิดอะไรหรือไม่ แต่เด็กสาวหน้าคมเองก็กำลังทำอย่างเดียวกัน ในขณะที่กล้วยพยายามเคลื่อนย้ายในพริบตาผ่านประตูเข้าไป แต่ไร้ผล เธอติดแหง็กอยู่ที่เดิมราวกับมีอะไรขวางกั้นเอาไว้

 

            "หมิง เมฆ ปลา อย่าทำแบบนี้เลย เปิดประตูสิ !"

            "ถ้าบ่เปิด ข้าเจ้าจะโกรธเน่อ ! ข้าเจ้าจะเอากล้วยมายิงหื้อหมดทุกตนเลยคอยดูสิ !"

            "เปิดประตูเดี๋ยวนี้ ! มันมีทางอื่นอีกนะ !"

            "ได้โปรดเถอะ เปิดประตูทีเถอะนะ...."

            "กล้วย กล้วยเป็นตานี กล้วยน่าสิฮู้เด๊ เรื่องหน้าที่ของแต่ละเผ่าพันธุ์วิญญาณ" เสียงแหลมๆของเมฆดังอู้อี้ลอดเหล็กหนาหลายนิ้วมา "นี่คือหน้าที่ของพวกเฮา พวกเฮามีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งนี้ ถึงสิต้องตายก็ถือว่าได้ตายเพราะเฮ็ดหน้าที่ ก็ถือว่าบ่เสียชาติเกิดแล้ว ไปเถอะ อย่าอยู่ที่นี่ต่อเลย สิเกิดอีหยังขึ้นอีกก็บ่ฮู้ แล้วสิ่งที่พวกเฮาพยายามกันมาอาจสิสูญเปล่าเด๊ !"

            "ไม่นะ...." เด็กสาวทั้งสองเริ่มสะอื้น "ไม่ เราไม่ยอม...."

            "กล้วย ฟ้า จ้าด พลังที่ทั้งสามคนมีจำเป็นต่อการหยุดพวกผีร้ายเด๊ ทั้งสามคนมีสิ่งที่ต้องเฮ็ดอีกเยอะ สิให้มาตายกับพวกเฮาที่นี่น่ะมันบ่ได้หรอก" เสียงของหมิงดังลอดมาบ้าง "กลับไปซะ มีชีวิตอยู่ต่อไปแทนพวกเฮา กำจัดพวกผีร้ายให้ได้ พวกเฮาสิคอยให้กำลังใจอยู่จากที่นี่แหละ"

            "พวกเฮาดีใจเด้อ ที่ได้ฮู้จักพวกเธอทุกคน" ปลาเสริมเป็นคนสุดท้าย "ลาก่อน"

            "ไม่นะ......!"

 

            สมิงสาวทั้งสามตนแสร้งทำหูทวนลมกับเสียงร่ำร้องของเพื่อนสาวทั้งสอง และเสียงตะโกนของเพื่อนหนุ่มจากอีกฟากหนึ่งของประตู เด็กสาวผู้ตัวสูงที่สุดในกลุ่มเงยหน้าขึ้นมองหลังคาของโลงหินที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดเบื้องบน รูม่านตาขยายออกในดวงตาสีดำสนิท คานเหล็กร่วงลงมาเกือบหมดแล้ว และแผ่นคอนกรีตบนหลังคาก็เริ่มบางลงเรื่อยๆ จนกระทั่งแสงจันทร์เริ่มส่องลอดรอยแตกของคอนกรีตลงมาได้ เบื้องล่าง สารกัมมันตภาพรังสีหลอมเหลวสีเหลืองส้มที่เดือดปุดๆ แผ่กว้างขึ้นทุกขณะ พ่นทั้งฝุ่นและไออนุภาคมรณะร้อนจัดขึ้นสู่รอยแตกบนเพดาน พวกเธอเหลือเวลาไม่มากแล้วที่จะหยุดยั้งหายนะนี้.....

 

            "เอาเลยบ่ งานสุดท้ายของพวกเฮา"

            "อื้ม"

            สมิงสามสาวยิ้มให้กันก่อนจะหลับตาลง วินาทีต่อมา ชุดกันรังสีก็เริ่มปริ ก่อนจะขาดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเมื่อร่างมนุษย์กลายร่างเป็นเสือลายพาดกลอนตัวยักษ์ เสือสมิงทั้งสามตนขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ จนสูงเกือบถึงเพดานโลงหิน ก่อนที่จะย่างสามขุมลุยโลหะหลอมเหลวร้อนจัดเข้าหาอาคารเตาปฏิกรณ์ที่เต็มไปด้วยวิญญาณร้าย อุ้งเท้ามหึมาบดขยี้เหล่าผีร่างไหม้เกรียมอดีตเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้าได้อย่างง่ายดาย เล็บแหลมคมยาวหลายเมตรกางออกจากอุ้งมือ ปากแสยะกว้างแยกเขี้ยวคม.....

 

 

            ชาเมืองเชียงผานนับหมื่นคนต้องผวาตื่นกลางดึกเมื่อไซเรนแผดเสียงทั่วพื้นที่เมืองเล็กๆ ก้องสะท้อนหุบเขาโหยหวนราวกับเสียงคนกรีดร้อง ก่อนที่ทั้งเมืองจะตกอยู่ในความโกลาหลเมื่อศูนย์ควบคุมและติดตามกัมมันตภาพรังสีของโรงไฟฟ้าแจ้งเหตุฉุกเฉินถึงโลงหินที่แตกร้าวทำท่าจะถล่ม และสามารถตรวจจับปริมาณสารกัมมันตรังสีในระดับที่เกินปกติ แม้รอยร้าวจะถูกอุดทันทีอย่างลึกลับ และปริมาณรังสีที่รั่วไหลจะไม่มากพอให้เป็นอันตรายเฉียบพลันต่อชีวิต แต่มันก็มากพอที่จะทำให้ชาวเมืองตื่นตระหนก และมากพอที่โรงเรียนตานนะคอนพิทยาคมจะตัดสินใจอพยพนักเรียนทั้งหมดกลับทันที....

 

            กล้วย ฟ้าและจ้าดกลับมาถึงสถานีรถไฟตอนที่รถไฟความเร็วสูงจากตานนะคอนแล่นเข้าจอดเทียบชานชาลา นับว่าโชคดีมากที่วันนี้รถไฟเก่าคร่ำคร่าของโรงไฟฟ้ามีกำหนดไปตรวจเช็กสภาพที่โรงซ่อมเชียงผาน ทั้งสามจึงแอบติดสอยห้อยตามกลับมาได้ ไม่เช่นนั้นคงยังติดแหง็กอยู่ที่แสนคำแน่นอนเมื่อสมิงสาวทั้งสามตายในหน้าที่อยู่ในโลงหิน ซึ่งยามนี้ดูจะทำหน้าที่ได้ตรงตามชื่อของมันแล้ว.....

 

            "จ้าด กล้วย ฟ้า ปลอดภัยมั้ย !?"

            เด็กหนุ่มชาวใต้ตะโกนเรียกทันทีที่เห็นหน้าเพื่อนทั้งสามในสถานีรถไฟ ตัวเขาพะรุงพะรังเพราะสะพายมาทั้งกระเป๋าเดินทางของตัวเอง กระเป๋าเดินทางของจ้าด และลากกระเป๋าเดินทางของฟ้ามาด้วย เบื้องหลังเขา ต๊อกสะพายเป้เดินทางใบยักษ์ของกล้วยตามมาติดๆ

 

            "ปลอดภัย" กล้วยตอบเบาๆ พลางรับเป้หนักอึ้งสีเขียวของเธอจากเด็กหนุ่มชาวหลวงน้ำทา "ขอบใจเน่อที่อุตส่าห์หิ้วกระเป๋ามาหื้อข้าเจ้า"

            "แล้วสมิงสามตนนั้น...."

 

            เสียงของไร่ขาดหายไปในลำคอเมื่อหลานชายหมอผีใหญ่กดไหล่เขาพลางส่ายหน้า เด็กหนุ่มชาวใต้รู้สึกราวกับหัวใจร่วงหล่นไปอยู่ที่ฝ่าเท้า ยิ่งเมื่อเห็นใบหน้าหมองแฝงแววเศร้าสลดของเด็กสาวทั้งสองเขาก็ยิ่งใจหาย แม้เขาจะเพิ่งเจอสัตว์ภูตทั้งสามเพียงไม่กี่นาที แต่การได้ยินข่าวการตายของใครสักคนก็เกินกว่าที่เขาจะทำเฉยได้

 

            "ไปเหอะ" ฟ้ากระซิบเมื่อประตูรถไฟความเร็วสูงเลื่อนเปิดออก "ไปให้พ้นๆจากที่นี่เหอะ...."

 

 

            รถไฟหัวจรวดขบวนยาวค่อยๆเร่งความเร็วออกจากสถานีซึ่งคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ตื่นตระหนก ในรถไฟเองก็วุ่นวายไม่แพ้กันทั้งนักเรียนและอาจารย์ บ้างนั่งซึมด้วยการทัศนศึกษาต้องหยุดลงกลางคัน บ้างก็จับกลุ่มวิจารณ์การทำงานของศูนย์ควบคุมกัมมันตภาพรังสี หลายคนร้องไห้คร่ำครวญอย่างหวาดกลัว แต่กล้วย ฟ้า และจ้าดกลับนั่งเงียบกริบ ใจของทั้งสามยังคงอยู่ในโลงหินอันมืดมิด บางอย่างได้หายไปแล้ว หายไปตลอดกาล.....

 

            ดวงตาเรียวสะท้อนประกายสีเขียวมองออกไปยังทุ่งกว้างที่สะท้อนแสงจันทร์เกือบเต็มดวงด้านนอก เธอหวังเหลือเกินว่าจะเห็นเสือขาวลายพาดกลอนสามตัววิ่งกวดตามรถไฟมาและกลายร่างเป็นคนโบกมืออำลา แต่สิ่งที่เธอเห็นมีเพียงหิมะสีขาวโพลนเท่านั้น ในใจของตานีสาวเฝ้าถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะต้องมีใครตายเพราะเธออีกกี่คนกันหนอ กว่าฝันร้ายที่กลายเป็นจริงเรื่องนี้จะจบลง.....

 

            น้ำใสหยดหนึ่งไหลรินจากดวงตาลงมาตามแก้มขาวหยดลงบนขอบหน้าต่าง ก่อนที่มันจะระเหยหายไปในอากาศเย็นเฉียบของรถไฟยามค่ำคืน

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*อัตรากัมมันตภาพรังสีสูงสุดที่คนงานปกติรับได้ ตามค่ามาตรฐานของ IAEA คือ 100mSv/ปี ซึ่งนี่เป็นปริมาณรังสีสะสม แต่ถ้าได้รับ 100mSvในครั้งเดียวก็อาจเกิดอาการพิษรังสีได้เหมือนกัน แม้ปกติแล้วปริมาณรังสีที่จะทำให้เกิดอาการพิษรังสีได้คือ 1000mSv (1Sv) ก็ตาม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #54 wat_r (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 เมษายน 2558 / 15:35
    อื้อหืม... สงสัยเสื้อกันรังสีจะใส่ง่ายแฮะ ฮา... มันน่าจะใช้เวลาประมาณเท่าไหร่จึงสวมเสร็จนะ?



    สามสมิงสาวผู้ช่วยตัวฉกาจในภาคนี้มีอันต้องลาจากแสนเศร้า เป็นดั่งผู้ร่วมเป็นร่วมตาย สหาย และผู้ช่วยชีวิต

    ช่างน่าเศร้า... ร่วมด้วยเวลาของยามค่ำคืนที่หนาวเหน็บและว่างเปล่า ภาพความทรงจำและความคิดยังคงกระหน่ำซัดสาดแด่ผู้สูญเสีย

    ฮีโร่ผู้สละตนช่วยชาวเมือง อีกหลายชีวิตนับไม่ถ้วนรอดตาย ทว่าไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังการเสียสละยิ่งใหญ่ แม้ชาวเมืองไม่รู้ แต่ผู้อ่านรู้ :)



    เหตุการณ์ครั้งนี้ผ่านไป คงทำให้พวกกล้วยเติบโตขึ้น หวังว่าคงไม่โทษตัวเองนานนะ กล้วย



    เฮ้อ... เพ้อพก รู้สึกเศร้าแทน

    #54
    0
  2. #31 lllllllllllllllllllllllll '[27]' (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 มกราคม 2558 / 15:23
    เศร้าตามเลย T-T
    #31
    0