ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 14 : ผีร้ายผู้สิงสู่ในเตาปฏิกรณ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 66
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    10 ม.ค. 58

            "อะไรนะ !?"

            ดวงตาตี่ของหลานชายหมอผีใหญ่เบิกกว้างจนน่ากลัวว่าหัวตาและหางตาจะฉีกออกจากกันเมื่อได้ยินเสียงกระหืดกระหอบของตานีสาว เขาเห็นไฟดับ ได้ยินเสียงทุบกระจกและเสียงหวีดร้องเช่นกัน แต่เด็กหนุ่มก็นึกว่าเป็นเสียงของพวกเพื่อนสาวที่ชอบกรี๊ดกร๊าดเสียมากกว่าจะเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้

 

            "แล้วคนอื่นๆล่ะ พลอย เงิน แล้วก็คนที่นอนห้องเดียวกับกล้วย"

            "ข้าเจ้าพาปิ๊กห้องหมดแล้ว แต่ก็กำชับไว้ก่อนว่าอย่าเพิ่งไปบอกอาจารย์ เปิ้นก็ดูเข้าใจกันดีอยู่" เด็กสาวหน้าจืดตอบ "รีบเตรียมตัวเถอะ หมู่เฮาต้องไปช่วยฟ้า"

            "เข้าไปในโลงหินเนี่ยนะ !?"

            "นายจะทิ้งหื้อฟ้าตายก๋า" กล้วยสวนกลับด้วยเสียงเฉียบขาด "นายก็ฮู้นี่ว่าตายเพราะรังสีมันทรมานเท่าได๋ นายจะปล่อยหื้อฟ้าเป็นจะอั้นก๋า !?"

            "กล้วย ใจเย็นๆก่อน" ไร่ซึ่งเดินออกมากินข้าวกับเพื่อนหนุ่มด้วยเบรกตานีสาวเอาไว้ "เราว่ามันแปลกๆอยู่นะครับ คนร้ายที่ไหนจะทิ้งเบาะแสเอาไว้ในที่เกิดเหตุ เราว่านี่เป็นกับดักมากกว่า"

            "ใช่ เราก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน"

            "มันก็.... แต๊อยู่" ท่าทีร้อนรนของเด็กสาวหน้าจืดลดลงบ้าง เด็กสาวแปลกใจตัวเองไม่น้อย ปกติหากมีเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่ปราบผีเช่นนี้เธอจะคิดแผนแต่ละขั้นตอนออกมาได้อย่างรวดเร็วและเยือกเย็น แต่วันนี้เธอกลับไม่มีสมาธิจะทำเช่นนั้นเลย "แต่ถ้าฟ้าเปิ้นอยู่ในโลงหินนั่นแต๊ๆขึ้นมาล่ะ"

            "โทรเข้ามือถือฟ้าสิ"

            "ปิด ข้าเจ้าโทรเรียบร้อยแล้ว"

            "มันต้องมีทางอื่นที่จะยืนยันตำแหน่งเขาได้บ้างสิน่า...." จ้าดขบกรามกรอด ยามนี้เพื่อนสาวตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต แต่เขากลับทำอะไรไม่ได้เลย "โธ่เว้ย บ้าชิบ !"

 

            "คาเซะ วะ อิตสึโมะ โซโคระจู นิ ฟุอิเตรุ.....”

            เสียงเพลงภาษาฮิมิตสึที่ดังมาจากในกระเป่ากางเกงของจ้าดทำเอาทุกคนสะดุ้ง แต่หัวใจของเด็กหนุ่มหน้าดุโลดขึ้นในอกทันที เสียงเพลงนี้เขาตั้งไว้เฉพาะสำหรับฟ้า จ้าดควักมันออกมากดรับทันที

 

            "ฟ้า อยู่ที่ไหน ปลอดภัยดีรึเปล่า !?"

            "ใจเย็นๆพ่อหนุ่ม เพื่อนของเธอปลอดภัยดี.... แต่อีกไม่กี่ชั่วโมง ถ้าพวกเธอไม่มาช่วยล่ะก็ เพื่อนของเธอได้อาบรังสีแน่...."

 

            เสียงที่ตอบกลับมาทำเอาไขสันหลังของเด็กหนุ่มเย็นยะเยียบ มันเป็นเสียงที่เขาได้ยินเมื่อคืนนั่นเอง เสียงชายชราที่นุ่มราวแพรไหมและน่าเชื่อถือเหมือนนักการเมืองมือฉมัง แต่กลับแฝงเอาไว้ด้วยเจตนาร้ายจนเขารู้สึกได้

 

            เสียงของสุทัศน์ เลิศดอยแลง หมอผีผู้โด่งดังที่สุดคนหนึ่งของตานนะคอน.....

 

            "คิดว่าข้าจะเชื่อที่เอ็งพูดรึไง" จ้าดพยายามทำเสียงให้ฟังดูกล้ากว่าที่เขารู้สึก "เอ็งไม่มีทางเข้าไปในนั้นได้ บอกมา เอ็งซ่อนเพื่อนข้าไว้ที่ไหน !?"

            "ไม่เชื่อก็ตามใจนะ" หมอผีชราตอบกลับด้วยเสียงนุ่มราวผ้าแพรเชียงหลวง "ก็รอดูตอนแม่หนูคนนั้นกลับออกไปพร้อมรอยไหม้จากกัมมันตภาพรังสีก็แล้วกัน...."

            "เอ็ง...." หลานชายหมอผีใหญ่ขบกรามกรอด "เอ็งต้องการอะไร"

            "ไม่ได้ต้องการอะไรนี่...." ปลายสายตอบอย่างยียวนกวนส้น "ถ้าพวกเธอมาช่วยเพื่อนได้ทันก็ดีไป ถ้าไม่ทันก็อย่างที่ว่า แต่มีอีกทางเลือกหนึ่ง ทางเลือกสบายๆ ที่เธอไม่ต้องเสียอะไรไปเลย จัตุรัส ฉันทลักษณ์วิกรม...."

            "ทางไหน ว่ามาสิ" เด็กหนุ่มหน้าดุถามกลับ เขาขนลุกเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยชื่อจริงนามสกุลจริงของเขา

            "ส่งตัวราชินีตานีให้กับฉัน แล้วฉันจะปล่อยเพื่อนของเธอออกไปจากที่นี่อย่างไร้รอยขีดข่วน" เสียงของหมอผีชราเบาลง แต่มันก็เยียบเย็นลงด้วยเช่นกัน "แค่บอกว่าต้องการจะส่งตัวราชินีตานีให้ฉันตอนนี้ พวกผีของฉันก็จะเข้าไปเอาตัวเขามาให้ฉันทันที และฉันก็จะปล่อยเพื่อนของเธอออกไปทันทีเหมือนกัน เป็นไงข้อเสนอนี้ สมเหตุสมผลดีมั้ย...."

 

            กล้วยสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินคำพูดในโทรศัพท์ เธอถอยกรูดไปก้าวหนึ่งอย่างลืมตัวเมื่อเด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กหนุ่มผิวคล้ำเหลียวมองเธอ ไร่อาจจะไม่เท่าไหร่ แต่เธอสำคัญกับจ้าดมากพอที่เขาจะไม่เอาไปแลกกับเพื่อนสมัยเด็กที่เขาชอบหรือเปล่า.....

 

            "ไม่มีวัน" วินาทีต่อมา ตานีสาวก็ตระหนักว่าเธอมองโลกในแง่ร้ายไปเองทั้งสิ้นเมื่อจ้าดตอบกลับคู่สนทนาด้วยเสียงเฉียบขาด "เตรียมใจไว้ได้เลยไอ้หมอผีโรคจิต ข้าจะบุกไปเอาอีโต้เฉพาะหัวเอ็งถึงที่เอง !"

            "ทำได้ก็ลองดู" สุทัศน์ตอบเสียงนุ่ม "แต่อย่าลืมนะ พวกเธอมีเวลาแค่ถึงรุ่งเช้าที่จะฝ่าด่านทั้งผีของฉันและรังสีเข้มข้นของบริษัทผลิตไฟฟ้าสารขัณฑ์เข้ามา และเช้าของฉันไม่ใช่เช้าพระอาทิตย์ขึ้น แต่คือเมื่อเข้าวันใหม่ พวกเธอคิดว่าจะช่วยได้ทันตอนนั้นรึเปล่าล่ะ...."

 

            สองเด็กหนุ่มหนึ่งเด็กสาวถึงกับตัวชาด้วยความหวาดกลัว นี่แปลว่าเส้นตายของหมอผีผู้นี้คือเที่ยงคืน ทั้งสามพลิกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ตอนนี้เกือบสองทุ่มแล้ว พวกเขามีเวลาเพียงสี่ชั่วโมง ซึ่งดูจะเป็นไปไม่ได้เลยในเมื่อไม่มีใครมีเสื้อกันรังสีหรืออุปกรณ์ต่างๆเลยสักคน และแม้จะมี รังสีในโลงหินก็มากเกินกว่าที่เสื้อกันรังสีแบบใดๆที่มีอยู่ในโลกขณะนี้จะกันได้ ซึ่งเท่ากับว่าเข้าไปตายสถานเดียว หรือถึงไม่ตายก็คงไม่สามารถพาฟ้ากลับออกมาได้อย่างแน่นอน พวกเขาเข้าตาจนแล้ว....

 

            ในที่สุดกล้วยก็เอ่ยขึ้น

 

            "จ้าด ต๊อก พวกนายอยู่ที่นี่คอยดูสถานการณ์ ข้าเจ้าจะไปเอง"

            "ไม่" จ้าดตอบทันควัน "เราจะไปด้วย"

            "เราก็ด้วย"

            "หมู่นายบ้าก๋าบ่าจ้าดง่าว รังสีทั้งนั้นเลยเน่อที่จะไปเจอน่ะ" เด็กสาวหน้าจืดสวนกลับ "ข้าเจ้าบ่ต้องกังวลเรื่องรังสี แต่หมู่นายน่ะเข้าไปตายชัดๆ คึดก๋าว่าฟ้าจะดีใจถ้ามีคนตายเพื่อเปิ้นน่ะ !?"

            "แต่กล้วยไปคนเดียวไม่มีทางไหวอยู่แล้ว นั่นผู้นำผีที่มีพลังของกล้วยอยู่ด้วยนะ มันเสกผีบ้าอะไรออกมาก็ได้ทุกเมื่อเลยนะกล้วย !"

            "แต่ข้าเจ้าเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ ข้าเจ้าต้องไป" กล้วยยืนกรานเสียงแข็ง "อีกอย่าง ข้าเจ้าเคลื่อนที่ในพริบตาไปได้ แต่พวกนายจะไปกันจะได !?"

            "ก็เรียกหมิงเมฆปลามาเหมือนเมื่อคืนสิ"

            "อู้ยังกะว่าข้าเจ้าเรียกได้..... ระวัง !"

 

            กล้วยกระชากกล้วยออกมาประทับบ่าพร้อมเปิดห้ามไกทันทีที่เธอเห็นเงาตะคุ่มสามเงาซึ่งกำลังเคลื่อนที่เข้ามาอย่างรวดเร็วข้างนอกหน้าต่าง จ้าดควักอีโต้ของเขาออกมาถือไว้มั่นเช่นกัน แต่เมื่อเงาเหล่านั้นลดความเร็วลงและยืดตัวขึ้นเป็นร่างมนุษย์ก่อนจะวิ่งเหยาะๆเข้ามาในแสงไฟสปอตไลท์ที่สาดส่องลงมาจากหลังคาโรงแรม ทั้งสองก็รีบลดอาวุธลงทันทีเมื่อเห็นว่านั่นคือสมิงสาวสามตนเมื่อคืน เสื้อกันหนาวลายพาดกลอนของพวกเธอมีหิมะเกาะพราว ตรงกันข้ามกับใบหน้าลายเสือที่แดงก่ำและพราวด้วยเหงื่อ พวกเธอคงจะวิ่งกันมาจนสุดฝีเท้า

 

            "กล้วย พวกนี้ใครน่ะครับ" เด็กหนุ่มชาวใต้ขมวดคิ้วมองเด็กสาวผู้มีหูเหมือนแมวทั้งสามอย่างงุนงงระคนไม่ไว้ใจ "เปิดให้เขาเข้ามาดื้อๆได้ยังไง"

            "หมู่เปิ้นเป็นสมิง เมื่อคืนหมู่เฮาออกปฏิบัติการร่วมกันน่ะ" กล้วยอธิบายสั้นๆก่อนจะหันไปทางสมิงสามสาวซึ่งต่างก็เหนื่อยหอบจนตัวโยน "หมิง เมฆ ปลา มีอะหยังก๋า"

            "พวกเฮาได้ยินพวกสมิงที่เข้ากับฝ่ายนั้นเว้ากัน ว่าผีร้ายของโรงไฟฟ้าลักพาตัวพวกของราชินีตานีคนหนึ่งมาขังเอาไว้ในโลงหิน" ปลาตอบ เสียงของเธอแหบแห้ง ผมทวินเทลฟูฟ่อง "พวกเฮาสิไปช่วยฟ้าด้วย พวกเฮามีชุดกันรังสีแล้วก็อาวุธ ไปกันเถอะ"

            "ข้าเจ้าบ่ต้องใช้ชุดกันรังสีหรอก แต่ก็ขอบใจมากเน่อหมิง เมฆ ปลา มาทีช่วยได้เยอะเลย" แวววิตกในใบหน้าของกล้วยหายวับไปทันที "ไปกันเถอะ จ้าด นายไปด้วยก็ได้ แต่ไร่ นายช่วยกลับไปดูสถานการณ์ที่ห้องได้ก่อ นายบ่มีประสบการณ์ต่อสู้ปราบผี เอาไปข้าเจ้าย่านจะเป็นอันตรายเปล่าๆ แล้วจะได้ช่วยดูแลบ่าจ้าดวอกนั่นด้วย"

            "ก็ได้" ไร่ตอบ มีความเสียดายน้อยๆเจืออยู่ในน้ำเสียง เขาเองก็อยากไปปราบผีเหมือนเพื่อนทั้งสองเมื่อคืนบ้าง "ถ้ามีอะไรให้ทางนี้ช่วยก็โทรเข้ามือถือเราเลยนะครับ"

            "ได้เลย" ตานีสาวพยักหน้า "งั้นไปกันเถอะ"

 

            "เดี๋ยวกล้วย กล้วยต้องทิ้งปืนเอาไว้ที่นี่เด๊"

            ดวงตาเรียวของเด็กสาวหน้าจืดหรี่ลงอย่างเคลือบแคลงทันทีที่ได้ยินคำพูดของสมิงสาวผมหางม้า อีกฝ่ายคงเห็นท่าไม่ดีจึงรีบพูดต่อทันที

 

            "พวกเฮาจะเข้าไปในโลงหิน มันมีกัมมันตรังสีเหลืออยู่หลาย จะเสี่ยงให้ปืนของกล้วยเป็นกัมมันตรังสีไปด้วยบ่ได้" หมิงอธิบาย "หรือว่ากล้วยอยากสิใช้ปืนนั่นแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวแล้วทิ่มเลย จังซั่นก็บ่เป็นหยัง"

 

            "แต่...."

            ตานีสาวลังเล แม้สมิงทั้งสามจะช่วยเธอมากมายเมื่อคืน แต่เธอก็ยังไม่ไว้ใจพอที่จะไปกับทั้งสามโดยไม่มีอาวุธติดมือ ยิ่งเมื่อคิดว่าปกติสมิงจะเป็นปฏิปักษ์กับตานี เนื่องจากมนุษย์รุกล้ำพื้นที่ของสมิงอยู่บ่อยๆ แต่เมื่อสมิงตอบโต้กลับบ้างบางครั้งก็ถูกตานียิง การที่ทั้งสามมาช่วยเธอก็นับว่าแปลกพออยู่แล้ว หากเธอไม่มีอาวุธ ไม่แน่ว่าสมิงทั้งสามจะลวงเธอไปฆ่าหรือส่งตัวให้กับสุทัศน์ก็เป็นได้....

 

            แต่ครั้นจะให้เธอทิ้งกล้วยสุดที่รักที่เคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมรบกับเธอมากว่าสองปี ที่สำคัญยังเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายจากแม่ผู้สิ้นอายุ เธอก็ไม่ยอมอยู่ดี ไม่ยอมเด็ดขาดด้วย.....

 

            "กล้วยไม่มีอาวุธอย่างอื่นเลยเหรอ" จ้าดถาม "นางยังมีมีดเลยนี่"

            "บ่มี" ตานีสาวส่ายหน้า "ข้าเจ้าใช้ปืนรบระยะประชิดด้วย บ่มีอาวุธอื่นเลย และปืนก็เอามากระบอกเดียว ถ้าเอาอีกกระบอกมาด้วยข้าเจ้าคงเอากระบอกนั้นไปได้"

            "บ่ต้องกังวลหรอกน่า พวกเฮามีอาวุธให้ เป็นอาวุธยิงเหมือนกันกับที่กล้วยมีนั่นแหละ แต่อาจจะแปลกไปบ้างจักหน่อย ที่พวกเฮาบ่ได้เอามาด้วยเพราะอยากเฮ็ดเวลาให้เร็วที่สุด" สมิงสาวทวินเทลตอบ "รีบไปกันเถอะ ยิ่งชักช้าเวลายิ่งบ่มีเด๊"

            "เอาจะอั้นก็ได้" กล้วยตอบอย่างไม่เต็มใจนัก "งั้นข้าเจ้าจะเอากล้วยไปเก็บที่ห้อง แล้วหมู่เฮาไปกันเลย จ้าดเตรียมตัวด้วยเน่อ แต่งตัวรัดกุมที่สุดเท่าที่จะยะได้ เพราะถึงชุดกันรังสีดีเท่าได๋มันก็กันบ่ได้หมดหรอก"

            "โอเค ได้"

            "จังซั่นพวกเฮารอนี่เด้อ"

 

            ไม่ถึงห้านาทีต่อมา หนึ่งมนุษย์ หนึ่งตานีและสามสมิงซึ่งกลับร่างเสือแล้วก็ออกมาโลดแล่นกลางหิมะที่ตกหนักขึ้นจนแทบจะเป็นพายุเหมือนกับเมื่อคืนเป๊ะ แตกต่างกันเพียงไม่มีต๊อกและฟ้ามาด้วย และไม่มีใครพูดอะไรกันเลยสักคน จิตใจของทุกคนพุ่งนำหน้ากายหยาบ หรือในกรณีของกล้วยคือกายกึ่งหยาบกึ่งละเอียดไปที่โลงหินเรียบร้อยแล้ว เด็กหนุ่มหน้าดุเฝ้าถามตัวเอง ฟ้าจะเป็นอย่างไรบ้าง ปลอดภัยดีหรือไม่ ถูกเหล่าผีร้ายหรือหมอผีโรคจิตนั่นทำร้ายหรือไม่ เขาจะได้เห็นหน้าเธออีกหรือเปล่าหนอ.....

 

            จิตใจที่จดจ่ออยู่กับชะตากรรมของเพื่อนสาวทำให้ทั้งราชินีตานีและหลานชายหมอผีใหญ่ไม่ทันสังเกตว่าสมิงทั้งสามไม่ได้ใช้เส้นทางเดิมที่ตัดผ่านทุ่งโล่งแทบจะตลอดสามสิบกิโลเมตร หากวิ่งผ่าเข้าไปในป่าใหญ่ที่มืดครึ้มด้วยต้นโอ๊กและต้นเมเปิ้ลไร้ใบ กว่าจะรู้ตัวอีกที สามสมิงก็หยุดก่อนจะย่อตัวปล่อยพวกเขาลงจากหลังเสียแล้ว

 

            "เดี๋ยวๆ หมิง เมฆ ปลา" เด็กสาวหน้าจืดเรียกสัตว์ภูตทั้งสามด้วยเสียงหวาดๆ ดวงตาเรียวมองซ้ายทีขวาทีอย่างระแวงภัย "ยะหยังถึงเข้ามาในนี้ เมื่อคืนบ่ได้มาทางนี้นี่ แล้วปล่อยหมู่เฮาลงยะหยัง"

            "พวกเฮาสิเข้าไปเอาอาวุธในหมู่บ้านสมิง" ปลาตอบเรียบๆ "แต่เราให้กล้วยกับจ้าดเข้าไปบ่ได้ เพราะตนอื่นโดยเฉพาะพวกที่เข้ากับฝ่ายนั้นสิผิดสังเกต"

            "รออยู่ตรงนี้เด้อ เดี๋ยวพวกเฮากลับมา"

            "ดะ.... เดี๋ยวสิ เฮ้ย !?"

 

            ไร้ผล สมิงทั้งสามตนหันกลับก่อนจะวิ่งอย่างแผ่วเบาหายไปในทิวไม้ ทิ้งเพื่อนต่างเผ่าพันธุ์ทั้งสองให้ยืนอยู่ตามลำพังท่ามกลางหนาวเหน็บและมืดทะมึนจากเงาต้นไม้ใหญ่ที่รายรอบ จ้าดควักอีโต้ของเขาออกมาถือไว้มั่นอีกครั้งเพื่อความอุ่นใจ แต่กล้วยซึ่งไม่มีอาวุธอะไรให้ควักรู้สึกกระสับกระส่ายคล้ายจะเป็นไข้หลี ตั้งแต่เริ่มฝึกอาวุธ ไม่มีตานีตนไหนเคยห่างจากอาวุธตัวเองในระยะสายตา แม้กระทั่งอาบน้ำบางตนยังเอาอาวุธเข้าไปในห้องน้ำด้วยซ้ำ การไม่มีอาวุธติดตัวเช่นนี้จึงไม่ต่างกำลังเปลือยกาย แถมเป็นการเปลือยกายกลางหิมะเสียด้วย

 

            "นั่นมันราชินีตานีบ่แม่นบ่...."

            "บ่มีอาวุธซะด้วย...."

            "อย่างที่สายของพวกเฮารายงานมาเลย...."

            เสียงผู้ชายสองคนที่ฟังดูเหมือนไอ้โรคจิตกำลังจะจู่โจมสาวน้อยผู้ไร้เดียงสากระชากเด็กสาวหน้าจืดให้หันขวับไปทางต้นเสียง แล้วเธอก็ต้องหนาวเยือกไปถึงสันหลังเมื่อเห็นเสือลายพาดกลอนสีขาวตัวใหญ่ยักษ์สามตนกำลังย่างเท้านุ่มๆของพวกมันเข้ามาหาเธออย่างช้าๆ ดวงตาสีเหลืองส่องแสงวาววับในแสงจันทร์ครึ่งดวงที่ส่องลอดเรือนยอดต้นไม้ลงมา

 

            กล้วยเพิ่งจะตระหนักเดี่ยวนี้เองว่าสมิงทั้งสามตนที่เธอคิดว่าตัวใหญ่แล้วนั้นยังถือเป็นไซส์ปานกลางถึงเล็กของสมิงทั่วไป สมิงสองตนนี้ยาวเกือบสี่เมตร และคะเนด้วยสายตาคร่าวๆแล้วน่าจะหนักไม่น้อยกว่าสามร้อยห้าสิบกิโลกรัม กรามของพวกมันใหญ่จนน่าจะขบกะโหลกหนาๆของจ้าดแตกได้สบายๆ และนั่นหมายความว่าคงขบแกนวิญญาณของเธอแตกสลายได้ในพริบตาเช่นเดียวกัน เด็กสาวขบกรามกรอด สมิงสาวสามตนนั่นลวงเธอมาฆ่าจริงๆด้วย....

 

            "จับไปให้ท่านสุทัศน์เลยดีบ่...." ตนที่อยู่หน้าสุดหันไปขอความเห็นเพื่อน

            "เอ๋ แต่เฮาอยากสิกินเปิ้นก่อนเด๊ ขาวน่ากินออกจังซี่...." ตนแรกที่ตัวใหญ่ที่สุดจ้องมองร่างขาวจนแทบเรืองแสงซึ่งยามนี้ยิ่งขาวซีดลงไปอีก "จังไสๆหมอผีนั่นก็อยากให้มันตายอยู่แล้ว กินไปเลยก็บ่แตกต่าง...."

            "เอาจังซั่นพวกข้าก็กินด้วยคือกันเด๊...."

 

            "หยุดเลยไอ้พวกเสือโรคจิต !"

            กล้วยอ้าปากค้างเมื่อเด็กหนุ่มหน้าดุเข้ามาขวางหน้าเธอไว้ มีดอีโต้เงื้อขึ้นสูงพร้อมสับลงทันทีที่อีกฝ่ายจู่โจมเข้ามา แม้จะไม่รู้ว่าจะสับเข้าหรือเปล่าก็ตาม

 

            "โอ้ มนุษย์" ดวงตาของสมิงตนที่ใหญ่ที่สุดเบิกกว้างขึ้นราวกับเห็นเหยื่อชิ้นใหม่ที่ตัวโตกว่าชิ้นเก่า ปากแสยะยิ้มเห็นได้ชัดแม้จะยังอยู่ในรูปเสือ "มีแค่มีดเล่มเดียวคึดว่าสิเฮ็ดอีหยังพวกเฮาได้บ่ ตลกหลาย ฮ่าฮ่าฮ่า...."

 

            สมิงตนอื่นๆหัวเราะตามเหมือนลูกน้องกระจอกหัวเราะตามหัวหน้าแก๊งอันธพาลไม่มีผิด

 

            "รู้ได้ยังไงว่าเฮ็ดอีหยังบ่ได้" จ้าดเลียนสำเนียงอีสานของฝ่ายตรงข้ามได้ชัดไม่มีผิดเพี้ยนด้วยพ่อของเขาเกิดในแถบอีสาน แม้ปู่จะมาจากตานนะคอนก็ตาม "เข้ามาสิ สามตนไม่ตึงมือข้านักหรอกโว้ย !"

            "แล้วไผว่าพวกเฮามีกันสามตัว"

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ถึงกับหน้าซีดเมื่อสมิงนับสิบตนทยอยกันโผล่ออกมาจากทิวต้นไม้ใหญ่ แต่ละตนยาวไม่ต่ำกว่าสามเมตรครึ่งทั้งนั้น เหงื่อกาฬเม็ดเบ้งเริ่มผุดขึ้นมาตามไรผมยุ่งเหยิงขณะดวงตาตี่มองซ้ายมองขวาหาทางหนีทีไล่ แต่ไม่ว่าจะไปทางไหนเขาก็คงไม่มีทางรอดเขี้ยวเล็บของสมิงที่วิ่งเร็วกว่าแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ ดูท่างานนี้จะศพไม่สวยเสียแล้ว......

 

            "เป็นจังไสไอ้หนุ่ม" สมิงตัวหัวหน้าแสยะยิ้มแยกเขี้ยวขาว "ยอมแพ้ตอนนี้ยังได้เด๊...."

            "ยอมหรือไม่ยอมผลก็เหมือนกันแหละ งั้นก็เข้ามาเลย !"

            "บ่าจ้าดง่าว สึ่งตึงก๋า !?"

            "เว้าเองเด๊ !"

 

            ตามคำขอ สมิงห้าตัวที่อยู่ใกล้เด็กหนุ่มที่สุดย่อขาก่อนจะสปริงตัวกระโจนเข้าตะปบเหยื่อเบื้องหน้าทันที จ้าดเหวี่ยงตัวเพื่อนสาวออกไปด้านข้างก่อนจะม้วนตัวลงต่ำพร้อมกับเสยมีดขึ้น คมเหล็กกล้าปะทะกับคางของตัวหัวหน้าซึ่งลอยข้ามหัวเขาไปพอดี มันเซเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีอะไรมากกว่านั้น สมิงตัวยักษ์ยันเท้ากลับตัวอย่างรวดเร็วก่อนจะกระโจนเจ้าจู่โจมอีกครั้ง จ้าดเบี่ยงตัวหลบ แต่เขาไม่ทันเห็นสมิงอีกสองตนที่โจมตีจากด้านหลัง ผลคือถูกเล็บแหลมคมเกี่ยวไหล่จนเป็นแผลลึกยาว

 

            เด็กหนุ่มชะงักด้วยความเจ็บปวด เหล่าสมิงฉวยโอกาสนี้ดาหน้าเข้าจู่โจมเขาพร้อมกัน แต่ก่อนที่ทั้งเล็บและเขี้ยวจะเข้าถึงตัวเด็กหนุ่ม พวกมันก็ต้องกระเด็นกลับไปเมื่อกำปั้นลุ่นๆของกล้วยอัดเข้าใส่ปลายจมูกอย่างจัง พวกมันถอยกลับไปตั้งหลักห่างจากมนุษย์หนุ่มและตานีสาวเกือบห้าเมตร ขาทั้งสองย่อเตรียมตัวจู่โจม ดวงตาสีเหลืองจ้องมองหาช่องโหว่เขม็ง

 

            "ราชินีตานี...." ตนหนึ่งพูดเสียงกระด้าง "บ่ฮู้ว่าสู้มือเปล่าเป็นด้วย....."

            "บ่ฮู้ก็ดีแล้ว บ่ฮู้ต่อไปละกัน"

            "แต่สิสู้ไปได้นานเท่าได๋ล่ะน้อ...."

 

            ต่างฝ่ายต่างจ้องราวกับจะให้อีกฝ่ายรับความร้อนจากสายตาละลายหายไปให้รู้แล้วรู้รอด และแล้ว สมิงตนหนึ่งก็ตัดสินใจกระโจนเข้าเล่นงานสองสหายต่างเผ่าพันธุ์อีกรอบจากด้านข้าง เด็กสาวหน้าจืดรีบเอาตัวเข้าบังเพื่อนหนุ่ม แต่เธอก็ต้องเซแซ่ดๆเมื่อหลานชายหมอผีใหญ่กระชากเสื้อยืดของเธอก่อนจะเหวี่ยงเธอไปอยู่เบื้องหลังเขา แต่วินาทีต่อมา ความเจ็บปวดที่แล่นปลาบจากแผลเข้าสู่สมองก็ทำให้เด็กหนุ่มทรุดลงเสียเอง และกว่าเขาจะตั้งหลักได้อีกครั้ง กรงเล็บของสมิงก็อยู่ห่างจากเขาเพียงไม่ถึงครึ่งเมตร จ้าดหลับตาลง เตรียมพร้อมที่จะถูกฉีกใบหน้าเป็นชิ้นๆ.....

 

            "ฝันไปเถอะ !"

            เสียงคำรามปนครางอย่างเจ็บปวดทำให้จ้าดลืมตาขึ้นอีกครั้ง แล้วดวงตาตี่ก็เบิกกว้างขึ้นอย่างตื่นตระหนกระคนประหลาดใจที่เสือตัวใหญ่ซึ่งพุ่งเข้าตะครุบเขาเมื่อวินาทีที่แล้ว ยามนี้กลับลงไปนอนชักดิ้นชักงออยู่แทบเท้าเขา อะไรบางอย่างที่ดูเหมือนลูกธนูปักเข้าไปในดวงตา เลือดไหลซึมลงมาตามใบหน้ามองดูราวกับร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด

 

            "หยุดเดี๋ยวนี้ บ่หยุดพวกเฮาจะยิง !"

            ทั้งตานีสาวและหลานชายหมอผีหนุ่มต่างก็อ้าปากค้างอย่างไม่อยากเชื่อเมื่อเห็นต้นเสียง หมิง เมฆและปลานั่นเอง ตรงกันข้ามกับเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ตนอื่นๆ ทั้งสามอยู่ในร่างมนุษย์ ในมือถือปืนรูปร่างประหลาดที่ดูเหมือนปืนพกบวกกับปืนกลลำกล้องหมุน* ปากกระบอกเล็งตรงไปยังสมิงฝ่ายร้ายซึ่งพองขนขู่อย่างโกรธจัด

 

            "ทำร้ายพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ ทรยศไปร่วมกับตานีแล้วก็มนุษย์ พวกเอ็งบ่สมควรเป็นสมิงต่อไป !" สมิงตนที่ใหญ่ที่สุดคำรามเสียงดังก้องป่า

            "ลดตัวเป็นลูกน้องมนุษย์ เฮ็ดความชั่วเพื่อแลกกับเศษพลังจากมนุษย์เลวๆ พวกแกต่างหากที่บ่สมควรเป็นสมิงต่อไป !" หมิงสวนกลับเสียงดังไม่แพ้กัน ฟังดูเหมือนเสียงคำรามขึ้นกว่าเสียงปกติของเธอมาก "กลับไปซะ กลับไปเลียแข้งเลียขานายใหญ่ของพวกแกซะ อย่ามาเฮ็ดอีหยังหมู่ของเฮา !"

            "คึดว่าเฮาสิย่านพวกเอ็งบ้อ" สมิงอีกตนแค่นหัวเราะ "กะแค่ปืนลูกดอกสามกระบอก ยิงได้สามดอกก็ต้องขึ้นสายใหม่ ป่านนั้นพวกเอ็งโดนขย้ำเละไปแล้ว !"

            "ก็ลองเข้ามาเบิ่ง !"

            "เว้าจังซี่ก็เสร็จสิอีหนู.....!"

 

            เสือลายพาดกลอนตัวยักษ์ดาหน้ากระโจนอีกครั้ง แต่คราวนี้เปลี่ยนเป้าหมายไปยังเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ทั้งสาม แต่ยังไม่ทันจะถึงครึ่งทาง ทั้งหมดก็ต้องชะงักเมื่อลูกดอกที่คิดว่าจะมาแค่สามกลับสาดมาเป็นห่าฝน แม้จะไม่แรงพอที่จะทะลวงเข้าถึงจุดตาย แต่มันก็แรงพอจะเจาะทะลุม่านตาและจมูกได้อย่างสบายๆ ในไม่ช้า เสียงคำรามอย่างฮึกเหิมก็กลายเป็นเสียงครางอย่างเจ็บปวด แม้จะเป็นศัตรูกัน แต่กล้วยก็อดสงสารไม่ได้เมื่อเห็นสมิงแต่ละตนถูกลูกดอกปักจนเลือดอาบหน้า ดวงตาของบางตนมีลูกดอกเสียบอยู่เกือบสิบดอก เธอได้แต่คิดว่าสมิงก็คงมีเวทรักษาเช่นเดียวกับตานีและมนุษย์ และได้แต่บอกตัวเองว่าเธอไม่ใช่องค์กรพิทักษ์สัตว์โลก.....

 

            ในที่สุด เหล่าสมิงร้ายก็ยอมล่าถอยไปพร้อมกับเสียงคำรามโกรธเกรี้ยว ทิ้งเอาไว้เพียงรอยเลือดที่เปียกชุ่มพื้นหิมะเป็นสีแดงคล้ำ กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นสาบสางลอยคลุ้ง สมิงสาวทั้งสามลดปืนลงพลางถอนหายใจเฮือก ก่อนจะเดินเข้ามาหากล้วยและจ้าดซึ่งนั่งแปะอยู่กับพื้นหิมะห่างออกไปเกือบสองเมตร

 

            "เฮ้อ บ่อยากเลยแท้ๆ แต่ก็ต้องเฮ็ด" สมิงสาวทวินเทลเปรย

            "สุมาเถอะเน่อหมิง เมฆ ปลา" เด็กสาวหน้าจืดเอ่ยเบาๆอย่างรู้สึกผิด "เพราะหมู่ข้าเจ้าแต๊ๆ ถึงต้องมาทำร้ายเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์จะอี้"

 

            "บ่เป็นอีหยังหรอก เฮ็ดจังไสไว้ก็ต้องได้จังซั่น"

หมิงตอบ เธอสอดปืนเก็บเข้าในเข็มขัดก่อนจะหันมาทางเด็กหนุ่มหน้าดุ เธอทำท่าจะล้วงหยิบอะไรสักอย่างในเป้สะพายหลังใบใหญ่ แต่ก็สะดุดกับแผลยาวบนไหล่ของอีกฝ่ายเสียก่อน

 

            "นี่จ้าดบาดเจ็บบ่ !?"

            "ก็เห็นๆอยู่นี่" หลานชายหมอผีใหญ่ตอบอุบอิบ แผลเริ่มแสบขึ้นมาแล้ว "ช่างเถอะ แผลแค่นี้นิดเดียว เอาเรื่องงานก่อน"

            "บ่แม่นนิดเดียว ถ้าเกิดสารกัมมันตรังสีเข้าไปสิเฮ็ดจังไส" สมิงสาวผมหางม้าสวนกลับ "เฮารักษาให้เอง"

            "เดี๋ยว ไม่ต้อง...."

 

            ก่อนที่จ้าดจะทำอะไรได้ทัน เขาก็ต้องมองตาค้างเมื่อเด็กสาวผู้มีลายเสือบนใบหน้าแลบลิ้นเลียจนทั่วปากแผล แม้เขาจะรู้สึกได้ว่าความเจ็บปวดจากแผลค่อยๆจางหายไปและแผลตื้นขึ้นมาทีละน้อย แต่เด็กหนุ่มก็มองซ้ายมองขวาอย่างทำอะไรไม่ถูกที่จู่ๆก็มีเด็กสาวมาทำอะไรแปลกๆต่อหน้าต่อตา แล้วเขาก็เห็นกล้วยและแม้กระทั่งสมิงอีกสองตนจ้องมองเขาตาค้างเช่นกัน แปลว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่สมิงทำกันเป็นปกติ ใช่ไหม......

 

            "น้ำลายสมิงมีฤทธิ์รักษาแผล เพราะเซลล์ที่กลายพันธุ์จากการโดนรังสีพัฒนาการซ่อมแซมตัวเองให้เร็วขึ้น บ่ฮู้บ่" หมิงเอ่ยขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเลียริมฝีปากที่มีเลือดติดกรัง แต่เมื่อเห็นหน้าเหวอของหลานชายหมอผีใหญ่ เธอก็หัวเราะคิก "อีหยัง แค่เสือเลียแค่นี้ช็อกไปเลยบ่"

            "แล้วตอนนี้เจ๊เป็นเสือเหรอครั....."

            "หมิง.......!" เสียงของเด็กหนุ่มถูกกลบด้วยเสียงแหลมจากสมิงสาวทวินเทล "เฮ้ดจังซี่ได้จังไส ฮู้บ่ว่านั่นน่ะพวกเฮาเฮ็ดเฉพาะกับสมิงที่ถูกใจเท่านั้นเด๊ มาเฮ็ดพร่ำเพรื่อจังซี่ได้จังไส !?"

            "บ่ได้เฮ็ดพร่ำเพรื่อนี่" เด็กสาวผมหางม้ายิ้มเอียงอาย ปื้นสีชมพูปรากฏจางๆบนแก้มที่มีลายเสือ "ไผเว้าว่าข้าเจ้าบ่ได้ถูกใจเปิ้นล่ะ"

 

            "ม่าย...... น้า......... หมิงของเฮา.......!!!"

            เมฆยกมือกุมขมับลองไปดิ้นร้องครวญครางกับพื้นหิมะ ปลาเองก็กุมขมับเช่นกัน แต่ดูจะออกแนวเอือมระอากับเพื่อนสาว หมิงยังคงยิ้มเอียงอาย กล้วยยังคงอ้าปากค้าง ส่วนจ้าดนั้นดูจะกลายเป็นหินอัคนีแทรกซอนก้อนใหญ่ตั้งอยู่กลางหิมะไปแล้ว

 

            "เอ้าๆ พอก่อนๆ เวลาบ่มีแล้วเน่อ !" สมิงสาวผู้สูงที่สุดทั้งร่างกายและดูจะวัยวุฒิด้วยของกลุ่มเบรกเพื่อนทั้งสองที่ออกทะเลไปไกล เธอล้วงมือดึงอะไรบางอย่างที่เหมือนผ้าสีขาวออกมาจากเป้ใบใหญ่ที่สะพายอยู่บนหลัง "เอ้า นี่ ชุดกันรังสีของนาย สวมเลยเด้อ พวกเฮาจะวิ่งยาวไปถึงโรงไฟฟ้าเลย"

 

            จ้าดแทบทรุดเมื่อเด็กสาวปล่อยผ้านั่นใส่มือเขา มันหนักเหมือนก้อนเหล็ก หรืออาจจะยิ่งกว่าก้อนเหล็กเสียอีก มันดูเหมือนชุดช่างพร้อมหมวกคลุมทั้งหัวซึ่งตัดด้วยผ้าสีขาวเนื้อมันวาวเหมือนไข่มุก ทั้งตัวเสื้อและกางเกงดูเป็นปล้องๆเหมือนมีอะไรบุอยู่ภายใน ที่อกเสื้อมีตรารูปหน้าเสือปักเอาไว้ด้วยด้ายสีขาว ข้างใต้มีตัวอักษรที่เขาอ่านไม่ออก แต่ไม่ใช่ตัวอักษรแบบเดียวกับตานี แต่เด็กหนุ่มไม่มีสมาธิจะสนใจเรื่องนั้นแล้ว เพราะแค่คลี่เสื้อออกมาสวมก็ทำเอาเขาปวดแขนหนึบ

 

            "เสื้อนี่มัน.... อะไรกัน แอ้ก"

            หลานชายหมอผีใหญ่ส่งเสียงเหมือนคางคกโดนรถบดถนนทับออกมาเล็กน้อยเมื่อเขาขยับตัวกระชับเสื้อให้พอดี แม้จะรู้สึกเบาลงบ้างเนื่องจากน้ำหนักกระจายไปทั่วทั้งตัว แต่อะไรที่บุอยู่ภายในตัวทั้งเสื้อและกางเกงทำให้ใส่ไม่สบายตัวเอาเสียเลย ยิ่งมีหมวกด้วยก็ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ แถมยังมองดูคล้ายตู้เย็นชอบกล

 

            "ชุดกันรังสีแบบสมิง กันรังสีได้ดีกว่าของดีที่สุดของมนุษย์ห้าร้อยเท่าเป็นอย่างน้อย" เมฆซึ่งบัดนี้เลิกงอแงแล้วนำเสนอ ก่อนจะเสริมด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ "แต่หนักหน่อยเด้อ พอดีบุตะกั่วแล้วก็มีระบบฉีดล้างในตัวด้วย คงฮู้แล้วแม่นบ่ว่าเป็นหยังพวกเฮาถึงบ่พกไป"

            "รู้ซึ้งเลยคร้าบ...." เด็กหนุ่มตอบ เสียงของเขาเหลือเพียงลีบเล็ก "แล้วตัวเลขที่เราเห็นนี่คืออะไร"

 

            จ้าดหมายถึงตัวเลขสามชุดที่ฉายสะท้อนแว่นตาซึ่งติดเป็นชิ้นเดียวกับหมวก หน่วย mSv/h และ mSv ทำให้เด็กหนุ่มพอเดาได้ว่ามันคือปริมาณรังสี แต่ทั้งสามตัวบอกอะไรเขากัน

 

            "ซ้ายสุดคือปริมาณรังสีภายนอก ตรงกลางคือปริมาณรังสีที่ลอดชุดเข้ามา ส่วนตัวสุดท้ายที่หน่วยเป็น mSv คือรังสีสะสมที่นายได้รับไปแล้ว" ปลาอธิบาย "ชุดนี้รับรังสีภายนอกได้มากที่สุดประมาณ 500Sv/h ส่วนค่าสะสม.... นายคงฮู้นะว่าปริมาณรังสีเท่าได๋ถึงเริ่มเกิดอาการจากพิษรังสี"

            "1Sv..... ใช่มั้ย"

            "ดี ก็ระวังเอาไว้ละกัน ใกล้ถึงเลขนั้นเมื่อไหร่ก็หาทางหลบรังสีเอาไว้เลย"

            "แล้วของฟ้าล่ะ" กล้วยท้วงขึ้น "มีไผเตรียมไปหื้อเปิ้นก่อ"

            "เรียบร้อยแล้ว" เมฆตบเป้ของเธอดังตุ้บๆ

 

            "แล้วนี่ก็ ปืนของกล้วย" หมิงควักกระเป๋าบ้าง คราวนี้ของที่ออกมาดูเหมือนปืนไรเฟิลจู่โจม แต่รูปร่างแปลกและซองกระสุนยาวกว่าปกติมาก "จริงๆก็มีสไนเปอร์ไรเฟิลอยู่ แต่เฮาว่าสถานการณ์นี้ไรเฟิลจู่โจมน่าจะเหมาะกว่า กล้วยพอใช้ได้บ่"

            "ได้ๆ ข้าเจ้าเคยฝึกมาเหมือนกัน ขอบใจมากเน่อ" เด็กสาวหน้าจืดรับอาวุธใหม่ของเธอไปพิจารณา "ว่าแต่ มันคืออะหยัง ปืนยิงลูกดอกเหมือนเมื่อกี้ก๋า"

            "แม่น ปืนยิงลูกดอกอัตโนมัติ ฝีมือการคึดค้นของพวกเฮาเอง" สมิงสาวผมหางม้าตอบด้วยน้ำเสียงภูมิใจ "แต่แรงกว่าแล้วก็ยิงได้ไกลกว่า ระยะยิงหวังผลประมาณร้อยเมตรได้มั้ง อัตราการยิงก็ราวๆสามร้อยดอกต่อนาที คงเทียบกับปืนของตานีบ่ได้ดอก"

            "บ่แม่นหรอก นี่ยิ่งกว่าน่าทึ่งอีก" กล้วยพูดอย่างตื่นเต้น "บ่ต้องใช้ดินปืนสักนิดแต่ยิงได้ขนาดนั้น ไว้จบเรื่องนี้ข้าเจ้าขอถามเรื่องกลไกข้างในหน่อยได้ก่อ"

            "ได้สิ พวกเฮาบ่หวงหรอก" เด็กสาวหน้าเสือหัวเราะ ก่อนจะหันกลับมาหาจ้าดอีกครั้ง "แล้วจ้าด นายสิเอาอาวุธบ่ เฮาเพิ่งนึกออกว่ามีดอีโต้นั่นก็อาจจะกลายเป็นกัมมันตรังสีได้คือกัน เฮาเอาไรเฟิลจู่โจมมาอีกกระบอก สิเอาบ่ หรือสิใช้อีโต้นั่นแล้วทิ่มเลย"

            "ขอปืนบ้างดีกว่า อีโต้ค่อยใช้เวลาจวนตัวจริงๆ" หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ เมฆส่งปืนแบบเดียวกันที่ล้วงมาจากเป้ของเธอมาให้ "งั้นไปกันเถอะ นี่ก็สองทุ่มครึ่งแล้ว เหลือเวลาอีกสามชั่วโมงครึ่งเอง"

            "เอ้อ ก่อนจะไป มีผู้ได๋มีแผนที่เตาปฏิกรณ์บ้างก่อ" ตานีสาวเอ่ยขึ้นขณะสมิงสาวทั้งสามตนตั้งท่าจะกลับร่างเสืออีกครั้ง "ขอข้าเจ้าหน่อยได้ก่อ จะได้วางแผน"

            "มีมันก็มีแหละเด้อ" เมฆตอบอย่างงงๆเล็กน้อย คำว่าวางแผนไม่ค่อยจะอยู่ในหัวสมิงเท่าไหร่นัก ยังไงๆพื้นฐานของพวกเธอก็เป็นสัตว์ภูต ไม่ได้ฉลาดหรือวิเคราะห์อะไรได้มากแบบตานีที่เข้าขั้นอัจฉริยะ "แต่ตอนเกิดอุบัติเหตุ ตัวอาคารมันระเบิดเละเลยเด๊ เฮาว่าวางแผนไปก็คงใช้อีหยังบ่ได้หลายหรอก"

 

            "จะอั้นก๋า อืม..... บ่ชินเลย"

เด็กสาวหน้าจืดนิ่วหน้า กลับกันกับสมิง ด้วยสัญชาตญาณของเผ่านักการทหารและสติปัญญาที่พัฒนาจนเหนือกว่ามนุษย์ ตานีมักวางแผนการเอาไว้ล่วงหน้าเสมอ โดยเฉพาะหน่วยอาวุธระยะไกลที่ต้องใช้การคำนวณและวิเคราะห์เป็นอย่างมากแบบเธอนั้นบางครั้งถึงกับมีสี่ห้าแผนในคราวเดียวกันด้วยซ้ำ แถมยังมีแผนเล็กแผนน้อยยิบย่อยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาอีกนับสิบ

 

"แต่ก็บ่เป็นหยัง งั้นไปกันเถอะ เอาเป้มาก็ได้ ข้าเจ้าถือเอง ข้าเจ้าเคลื่อนที่ในพริบตาไปได้"

            "สิดีบ่ มันหนักเด๊"

            "บ่เป็นอะหยัง ข้าเจ้าถือได้น่า หมิงเมฆปลาจะได้เบาๆวิ่งกันได้เร็วๆ" กล้วยเคลื่อนที่ในพริบตาไปฉวยเป้ของสมิงทั้งสามมาสะพายเองโดยไม่รอคำตอบของอีกฝ่าย "เอ้า ไปกันเถอะ"

            "โอเค ขอบคุณมากเด้อกล้วย"

 

            ปล่องหอหล่อเย็นทั้งหกปล่องซึ่งมองเห็นลิบๆผ่านม่านหิมะขาวโพลนค่อยๆใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และเมื่ออยู่ห่างจากตัวโรงไฟฟ้าพอๆกับเมื่อคืน สัตว์ภูตทั้งสามก็ย่อตัวปล่อยผู้โดยสารซึ่งเหลือหนึ่งคนลง กลับร่างเป็นคนก่อนจะขอเป้คืนจากกล้วยซึ่งปรากฏตัวขึ้นข้างๆ สมิงสามสาวถอดเสื้อกันหนาวลายเสือออกก่อนจะสวมชุดกันรังสีทับเสื้อกางเกงผ้าฝ้ายลายพรางที่อยู่ข้างในอย่างรวดเร็ว แล้วสามสมิง หนึ่งมนุษย์และหนึ่งตานีก็ค่อยๆย่องเข้าไปในเขตโรงไฟฟ้าเหมือนทหารลาดตระเวน ปืนยิงลูกดอกในมือเตรียมพร้อม

 

            หิมะเริ่มหยุดตกแล้ว แต่มันก็ทำให้บรรยากาศของสถานที่แห่งความตายนี้วังเวงขึ้นเป็นสองเท่า ยิ่งเมื่อเข้าใกล้โลงหินซึ่งทำจากซีเมนต์เกรดต่ำที่รีบร้อนเทรีบร้อนก่อจนผิวแตกร้าวและหยาบกระด้างราวกับมีรอยแผลเป็นนับร้อยจารเอาไว้ก็ยิ่งดูน่าสะพรึงกลัว และเมื่อผนวกกับตัวเลขรังสีภายนอกซึ่งเริ่มไต่ระดับขึ้นอย่างรวดเร็วจนกระทั่งถึงสามซีเวิร์ตต่อชั่วโมงที่ประตูทางเข้าบานใหญ่ทำด้วยเหล็กกล้าตะกั่วซึ่งถูกปิดตายของโลงหิน ห้าสหายต่างเผ่าพันธุ์ก็เห็นพ้องต้องกันว่านี่คือนรกชัดๆ.....

 

            หมิงยกปืนลูกดอกขึ้นเล็งก่อนจะเหนี่ยวไก ยิงเพียงสามนัด โซ่เส้นหนาที่คล้องประตูเอาไว้ก็แตกออกเป็นเสี่ยง ทั้งห้าช่วยกันลากประตูเปิดออก มันหนักมาก แถมยังขาดการหล่อลื่นมานานปีจนแม้แต่สมิงและตานีซึ่งต่างก็มีพลังกายมากกว่ามนุษย์ยังเหนื่อยหอบ

 

            ยังมีประตูแบบเดียวกันอยู่อีกชั้นเพื่อกันรังสี แต่บานนี้ไม่ได้ถูกล็อกแน่นหนาเหมือนภายนอก เมฆเดินเข้าไปกระชากแม่กุญแจจนขาดสะบั้นขณะอีกสี่คนช่วยกันดึงประตูปิด ก่อนที่จะช่วยกันดันประตูบานในเปิดออกสู่เตาปฏิกรณ์มรณะ.....

 

            ตัวเลขบอกรังสีพุ่งพรวดทันทีที่ประตูเปิดออก ก่อนที่จะคงที่อยู่ที่ร้อยห้าสิบซีเวิร์ตต่อชั่วโมงทั้งที่อาคารเตาปฏิกรณ์ยังคงเป็นเงาตะคุ่มอยู่เบื้องหน้าห่างออกไปเกือบยี่สิบเมตร ดวงตาตี่ของจ้าดเบิกกว้างอย่างหวาดหวั่น ตัวเลขนี้แปลเป็นลายลักษณ์อักษรได้ว่าหากเขาไม่มีชุดกันรังสีระดับสุดยอดนี่คุ้มกะลาหัวและกะลาตัวอยู่ล่ะก็ เพียงสิบนาทีเขาจะหมดสติ และหากยังทะลึ่งอาบต่อถึงยี่สิบนาทีล่ะก็ ได้ตายกลายเป็นผีเฝ้าโลงหินทันที แต่ถึงไม่อยู่ แค่รับไปสิบนาทีเขาก็กลับไปตายรังแบบไม่มีทางรอดแล้ว

 

            "แล้วพวกเปิ้นอยู่เตาได๋"

            เด็กสาวหน้าจืดและเด็กหนุ่มหน้าดุมองหน้าเหวอๆของกันและกันเมื่อได้ยินคำถามจากปลา ไม่มีใครทันคิดจะถามสุทัศน์ว่าเขาอยู่ส่วนใดของโลงหินเลยสักคน แต่ก็นั่นแหละ ถามไปโจรลักพาตัวที่ไหนจะยอมตอบกัน

 

            "ให้เฮาเดา เฮาว่าบ่น่าสิอยู่ในเตาเด๊" สมิงสาวทวินเทลออกความเห็น "ในเตาน่าสิมีรังสีแรงเกินไป ต่อให้เป็นหมอผีมือฉมังนั่นก็เข้าบ่ได้หรอก เฮาว่าน่าสิอยู่ในอาคารแปลงไฟฟ้ามากกว่า"

            "แต่ข้าเจ้าว่าหมอผีนั่นน่าจะมีวิชาอะหยังที่พอป้องกันได้อยู่เน่อ" เด็กสาวหน้าจืดซึ่งยังคงอยู่ในชุดธรรมดาอยู่ตนเดียวท้วง "อีกอย่าง เมื่อวานที่ข้าเจ้าหันมาจากพิพิธภัณฑ์ อาคารแปลงไฟฟ้านั่นก็โดนระเบิดจากเตาปฏิกรณ์เละเหมือนกันบ่แม่นก๋า ดีบ่ดีระดับรังสีอาจจะมากกว่าในตัวอาคารเตาปฏิกรณ์ด้วยซ้ำ"

 

            "เออ ก็แม่น....." หมิงพยักหน้าช้าๆอยู่ในชุดกันรังสี "จังซั่นพวกเฮาก็บ่มีทางเลือก นอกจากสิ กรี๊ด.....!!!"

            เด็กสาวหน้าเสือกรีดร้องดังก้องอยู่ในชุดกันรังสีเมื่อเงาดำๆพุ่งเข้าจู่โจมเธอด้วยความเร็วที่ทั้งดวงตาสมิง ตานีและมนุษย์มองแทบไม่ทัน เงาดำนั้นดูราวกับสัตว์ร้าย มันทั้งตะกุย กัด และพยายามทุกวิถีทางที่จะฉีกชุดกันรังสีออกเป็นชิ้นๆ โชคดีที่ผ้าของชุดลื่นพอสมควร แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่ามันจะทนได้อีกนานสักเท่าไหร่ หมิงพยายามยกปืนขึ้นยิง แต่กลับถูกฝ่ายตรงข้ามปัดจนกระเด็นลอยไปไกล

 

            "เอามันออกไปที เอามันออกไป !"

            กล้วยยกปืนขึ้นเล็งบ้าง เด็กสาวเล็งอย่างประณีตที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยกลัวลูกดอกจะไปโดนเพื่อนสาว แต่นั่นก็เปิดช่องให้เงาดำอีกร่างพุ่งเข้าจู่โจมเธอได้อย่างง่ายดาย มันปัดปืนลูกดอกทิ้งทันทีอย่างรู้งานก่อนจะอ้าปากกว้างหมายงับคอตานีสาวให้จมเขี้ยว แต่กล้วยสะบัดมันหลุดก่อนจะกระโจนไปตะครุบปืน เธอยกมันขึ้นเล็งกลางหน้าผากเงาดำซึ่งคลานกวดตามเธอมาเหมือนจิ้งจก แต่ก่อนที่จะทันได้เหนี่ยวไก เงาร่างนั้นก็ทรุดฮวบไถลไปกับพื้นก่อนจะหยุดแทบเท้าตานีสาว ลูกดอกยาวเกือบยี่สิบเซนติเมตรสี่ดอกปักลึกลงไปในท้ายทอย

 

            "ให้ตายสิ สไนเปอร์ก็เหมาะจะใช้สไนเปอร์จริงๆนั่นแหละ" จ้าดซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ยิงเอ่ยขึ้นอย่างเซ็งๆ

            "อะหยังยะบ่าจ้าดง่าว !?" เด็กสาวหน้าจืดสวนกลับ ใบหน้าแดงก่ำ เธอทนไม่ได้ที่จะมีใครมาดูถูกฝีมือการยิงปืน

            "อย่าโกรธเลยเด้อกล้วย แต่เฮาก็ว่าจังซั่นแหละ" หมิงซึ่งลุกขึ้นมาได้แล้วสนับสนุนเพื่อนหนุ่ม ชุดกันรังสีของเธอยังคงอยู่ดี ยกเว้นมีคราบสกปรกเล็กน้อยบนผิวหน้าเท่านั้น "สไนเปอร์ก็ฝึกทักษะสไนเปอร์มา ใช้กับการจู่โจมบ่ได้มากหรอก กล้วยเป็นแนวหลังไปดีกว่า พวกเฮาสิได้คุ้มกันสะดวกๆด้วย"

            "เอ่อ ก็ได้" ตานีสาวตอบอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ก็รู้ดีว่าบทบาทของสไนเปอร์อย่างเธอคืออะไร "มีผู้ได๋บาดเจ็บหรืออะหยังอีกก่อ"

            "ไม่มี" หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ "ไปกันต่อเถอะ ชักช้าเดี๋ยวเงาดำๆนั่นจะมาอีก"

 

            ทั้งห้าเดินหน้าต่อ แต่ไปได้เพียงไม่กี่ก้าว หนึ่งคนสี่ตนก็ต้องชะงักอีกครั้งเมื่อร่างหนึ่งโผล่ขึ้นใกล้ๆกับตัวอาคารเตาปกิกรณ์หมายเลขสามห่างออกไปเกือบสิบเมตร ปืนยิงลูกดอกทั้งห้ากระบอกถูกยกขึ้นประทับบ่าทันทีเมื่อดวงตาทั้งห้าคู่มองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้ชัดถนัดตา หมอผีผู้ก่อเรื่องทั้งหมดนี้ขึ้นมานั่นเอง เขาอยู่ในชุดขาวที่ดูเหมือนชุดทำพิธีของพราหมณ์ และทั้งร่างก็ดูจะเปล่งแสงเรืองๆเสียด้วย

 

            "ดูรีบร้อนกันจังเลยนะ" ริมฝีปากบางเฉียบของสุทัศน์บิดเป็นรอยยิ้ม "แต่ก็ไม่น่าแปลก เหลือเวลาสองชั่วโมงสี่สิบห้าเองนี่...."

            "เอ็ง....!" จ้าดทำท่าจะเหนี่ยวไก แต่ตานีสาวดึงแขนเขาเอาไว้

            "เปลืองกระสุนเปล่าๆ นั่นมันแค่ร่างพลังงาน"

            "อะไรกัน อุตส่าห์บุกมาถึงที่ เจอแค่ตัวกากๆสองตัวก็ย่ำแย่แล้วเรอะ" ร่างเรืองแสงของหมอผีชราหัวเราะในลำคอ "ที่รอพวกเธออยู่น่ะเยอะกว่าเมื่อกี้ หนักกว่าเมื่อกี้หลายเท่า ว่าไง ยอมส่งตัวราชินีตานีตอนนี้ยังทันนะ...."

            "ก็บอกแล้วไงว่าไม่มีวัน !" เด็กหนุ่มหน้าดุสวนกลับ แต่เสียงแข็งกร้าวของเขาก็ดังเพียงอู้อี้เมื่อถูกปิดกั้นด้วยชุดกันรังสี "อย่าหวังเลยว่าพวกเราจะกลัวไอ้ผีกระจอกๆของเอ็งไอ้หมอผีโรคจิต !"

            "การกระทำสำคัญกว่าคำพูด" สุทัศน์ตอบช้าๆ "เอาเถอะ เห็นว่ามากันน้อยจะใบ้ให้หน่อยก็แล้วกัน ฉันรอพวกเธออยู่ในตึกเตาปฏิกรณ์สี่ อยู่ที่ไหนไปหาเอาเองก็แล้วกัน"

 

            ราชินีตานีอ้าปากจะตอบโต้ แต่ร่างนั้นก็ดับวูบหายไปทันทีราวกับแลปท็อปแบตหมด

            "ไปเหอะ" จ้าดเอ่ยเสียงต่ำ "ก่อนจะมีตัวห่านอะไรโผล่มาอีก"

 

            "เตาสี่บ่ น่าเป็นห่วงอยู่เด๊" จู่ๆสมิงสาวผมหางม้าก็พูดขึ้นขณะห้าพลจู่โจมออกเดินมุ่งหน้าไปยังเตาปฏิกรณ์หมายเลขสี่ซึ่งอยู่ไกลออกไปเบื้องหลัง

            "ยะหยังก๋าหมิง"

            "ก็เตาสี่น่ะเป็นเตาที่เกิดปัญหาร้ายแรงที่สุด เกิดระเบิดร้ายแรงที่สุด เสียหายมากที่สุด แล้วก็มีระดับรังสีร้ายแรงที่สุดน่ะสิ" หมิงร่ายยาว "ซึ่งก็แปลว่าแผนที่แทบสิไร้ประโยชน์ทันที"

            "บ่ลองก็บ่ฮู้" เด็กสาวหน้าจืดเม้มปาก "ประเด็นสำคัญคือต้องลองเดาว่าหมอผีคนนั้นอยู่ที่ได๋ จะได้บ่ต้องหาวนไปเวียนมา บ่อั้นพวกหมิงรับรังสีเกินก่อนพอดี"

            "แล้วคึดว่าน่าสิอยู่ไสล่ะ"

            "โถงเทอร์ไบน์รึเปล่า" หลานชายหมอผีใหญ่ออกความเห็น เขาหมายถึงที่อยู่ของกังหันไอน้ำหรือเทอร์ไบน์ที่ใช้ในการปั่นไฟ ซึ่งมักจะอยู่ใกล้ๆกับเตาปฏิกรณ์อันเป็นที่ผลิตไอน้ำ "ที่ตรงนั้นกว้าง น่าจะพอให้สร้างเขตกันรังสีได้อยู่นะ"

            "บ่าจ้าดง่าว เมื่อวานก็ไปพิพิธภัณฑ์กันมาบ่แม่นก๋า บ่ได้อ่านก๋าว่าโถงเทอร์ไบน์แทบจะติดกับเตาปฏิกรณ์ ระดับรังสีสูงมากเป็นอันดับต้นๆเลย บ่ไหวหรอก"

            "ถ้าคึดตามความเป็นไปได้ ก็น่าจะอยู่สูงๆไว้ก่อน" เมฆสันนิษฐานบ้าง "เพราะโอกาสที่จะมีน้ำกัมมันตรังสีหรือสารกัมมันตรังสีอื่นๆอยู่ที่สูงก็น้อยกว่า"

            "แล้วจะที่ไหนล่ะ" เด็กหนุ่มหน้าดุถามอย่างหงุดหงิด "ห้องกว้างๆที่อยู่สูงๆ ก็มีที่เดียวคือโถงเหนือเตาที่ก็เละไม่เหลือชิ้นดีไปแล้ว มันมีที่อื่นอีกเหรอที่จะกันรังสีได้แล้วก็อยู่บนๆน่ะ"

 

            สามสมิง หนึ่งมนุษย์และหนึ่งตานีเงียบกันไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่สมิงสาวผมทวินเทลจะเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

 

            "ฮู้แล้ว ห้องควบคุม !"

            "หา ห้องควบคุม ?"

            "ห้องที่เป็นศูนย์กลางการควบคุมเตาปฏิกรณ์ไง" เด็กสาวอธิบาย "ที่นั่นอยู่สูงเพราะต้องมองเห็นฝาเตาตลอด มีการป้องกันรังสีแน่นหนา แล้วก็มีที่กว้างพอด้วย"

             "แต่ถ้าเป็นจังซั่น พวกเฮาก็ลำบากแน่" ปลาตอบเสียงหนัก "ทางเข้าไปห้องควบคุมบ่แม่นเข้ากันง่ายๆเด๊ ลึกลับซับซ้อน กว่าพวกเฮาสิเข้าไปถึงคงโดนทั้งรังสีทั้งผีร้ายเล่นงานตายไปแล้วแน่"

            "เอาเถอะ อย่างน้อยพวกเฮาก็พอมีเป้าหมายบ้าง ดีกว่ามะงุมมะงาหราวนหาให้รังสีสะสมเล่น"

 

            ไม่มีตัวอะไรโผล่ออกมาอีกตลอดทางที่ทั้งห้าเดินมายังอาคารเตาปฏิกรณ์หมายเลขสี่ มีเพียงตัวเลขรังสีที่แกว่งขึ้นลงอย่างกว้างเหลือเชื่อ ตั้งแต่ศูนย์จุดหนึ่งไปจนถึงสองร้อยห้าสิบซีเวิร์ตต่อชั่วโมง รังสีที่สะสมเริ่มไต่ขึ้นมาที่หลักสิบมิลลิซีเวิร์ตแล้ว ข้อจำกัดปกติของพนักงานที่ทำงานในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คือหนึ่งร้อยมิลลิซีเวิร์ตต่อปี แปลว่าพวกเขามีเวลาอีกไม่มากนัก

 

            "นี่ล่ะ เตาหมายเลขสี่"

            สามสมิงหนึ่งมนุษย์หนึ่งตานีเงยหน้าขึ้นมองซากอาคารคอนกรีตร้างซึ่งดูเหมือนเงาตะคุ่มสูงเสียดฟ้าอยู่ในความมืดของโลงหิน แม้จะมีเพียงแสงไฟฉายแรงสูงแต่อันเล็กซึ่งหมิงนำติดตัวมาด้วย แต่ทุกคนก็พอจะมองเห็นความเสียหายของเตาปฏิกรณ์เคราะห์ร้ายนี้ได้ ส่วนหนึ่งของอาคารระเบิดออกไปทั้งแถบตั้งแต่ดาดฟ้าจรดพื้นดิน เผยให้เห็นช่องยาวเหยียดซึ่งเคยมีแท่งเชื้อเพลิงและแท่งควบคุม**เสียบเอาไว้เมื่อครั้งมันยังเดินเครื่อง เศษวัสดุกระจายเกลื่อนกลาดราวกับซากโบราณสถาน หากเป็นซากโบราณสถานที่แผ่รังสีในอัตราที่ทำให้คนตายได้ภายในเวลาไม่กี่นาที.....

 

            "ห้องควบคุมอยู่นั่น"

            เมฆชี้ไปยังห้องห้องหนึ่งซึ่งดูเหมือนกล่องสี่เหลี่ยมที่ยึดอยู่กับเพดานเหนือเตาปฏิกรณ์ แสงไฟเรืองๆส่องออกมาจากหน้าต่างซึ่งมีฝุ่นจับหนาเตอะ ฟ้าคงอยู่ในห้องนั้นแน่นอนแล้ว

 

            "ปีนขึ้นจากตรงนี้ไปเลย" เด็กหนุ่มหน้าดุทำท่าจะเดินไปไต่ภูเขาซากวัสดุซึ่งกองสูงท่วมหัวอยู่เบื้องหน้า แต่กล้วยคว้าคอเสื้อกันรังสีของเขาเอาไว้ได้ทัน

            "อย่าคึดสั้น" ตานีสาวพูดเสียงเย็น ดวงตาเรียวของเธอจ้องเพื่อนหนุ่ม "นายคึดว่าเศษพวกนั้นแผ่รังสีออกมาเท่าได๋กัน"

            "ก็.... ไม่น่าจะเยอะนี่ มันแค่ซากคอนกรีตของอาคารไม่ใช่เหรอ แล้วชุดนี่ก็น่าจะป้องกันได้อยู่แล้ว"

            "สามร้อยแปดสิบซีเวิร์ตต่อชั่วโมง" หมิงตอบเสียงเข้ม "ถ้านายไต่ขึ้นไปถึงข้างบนล่ะก็ ปริมาณรังสีสะสมได้พุ่งแน่ พวกเฮาต้องหาทางเข้าอื่น.... คงต้องเข้าประตูใหญ่ของอาคารแหละ ถึงเข้าจากทางนั้นมันจะยาวก็เถอะ"

 

            ทั้งห้าเดินอ้อมมุมตึกไปยังประตูทางเข้าออกหลักที่อีกด้านหนึ่ง มันล็อกด้วยโซ่เส้นหนาเช่นเดียวกับประตูของโลงหิน แต่นั่นก็แปลว่าปืนลูกดอกสามารถเปิดมันออกได้ภายในสามสี่ดอกเช่นเดียวกัน หมิงยิงกุญแจทิ้งอย่างไม่ลังเล ทั้งกลุ่มเดินผ่านประตูซึ่งมีสองชั้นเข้าไปอย่างรวดเร็วโดยมีสมิงสาวผมหางม้าคอยระวังหลัง แล้วเธอก็ปิดประตู

 

            ภายในตัวอาคารมืดยิ่งกว่าตัวโลงหินเสียอีก แสงจากไฟฉายส่องให้เห็นแผงไฟและโครงสร้างเหล็กกล้า รวมทั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังดีเซลขนาดใหญ่สองเครื่องซึ่งทอดตัวตลอดความยาวของโถงทางเดิน เศษกระดาษและเศษซากวัสดุตกแต่งภายในทั้งที่เสียหายจากอุบัติเหตุและที่หลุดล่อนตามกาลเวลากระจายเกลื่อนพื้น ที่ด้านในสุดของโถงทางเดิน บันไดเหล็กแคบๆทอดตัวยาวขึ้นไปสู่เบื้องบน

 

            ไม่มีใครพูดอะไรกันขณะย่องแกมวิ่งอย่างเงียบกริบข้ามโถงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลไปยังบันได แต่ขึ้นไปถึงเพียงชานพักบันได หัวใจของทุกคนก็ต้องร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อจู่ๆหลอดไฟของโถงทางเดินกว้างใหญ่ก็สว่างขึ้นพร้อมกันพร้อมกับเสียงดังฉึบเหมือนใครสับสะพานไฟ ด้วยสัญชาตญาณ สมิงทั้งสามกระโจนเหมือนเสือไปหลบอยู่ที่มุมบันไดทันที ตามมาติดๆด้วยเด็กสาวหน้าจืด ก่อนที่ทั้งกลุ่มจะถูกอัดจนแทบบี้แบนเมื่อหลานชายหมอผีใหญ่โถมตัวเข้ามุมอย่างแรง

 

            "โอ๊ยบักผีบ้านี่ เบาๆหน่อยซี่ !"

            "เงียบก่อน ดูนั่น !"

 

            ชายหนุ่มสามคนเดินไปคุยไปออกมาจากซอกหนึ่งของโถง ทั้งหมดอยู่ในเครื่องแบบสีขาวคาดฟ้าของเจ้าหน้าที่ดูแลระบบหล่อเย็นของเตาปฏิกรณ์ พวกเขาเดินไปตรวจเช็กแผงมาตรวัดซึ่งติดอยู่กับท่อขนาดใหญ่ที่ฟากหนึ่งของโถงกว้างทีละท่อ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ.....

 

            "บ้าแล้ว" เด็กหนุ่นหน้าดุสบถ ดวงตาตี่จ้องเป๋งไปยังพนักงานทั้งสี่คนอย่างไม่เชื่อสายตา "ที่นี่ยังมีพนักงานอยู่อีกเรอะ !?"

            "มีก็บ้าแล้วคักๆนั่นแหละ เบิ่งบ่ออกบ่ว่านั่นน่ะผีทั้งทีมเลย" ปลาตอบเสียงห้าว ปืนลูกดอกเล็งตรงไปยังหัวของเจ้าหน้าที่คนที่เดินนำหน้าสุด "เอาไง เดินขึ้นไปเลยดีบ่"

            "อย่า หมู่เปิ้นจะตีตลบหลังเอาได้" ราชินีตานีหรี่ตามองฝ่ายตรงข้ามซึ่งบัดนี้อยู่ห่างออกไปเกือบห้าสิบเมตรและยังคงใกล้เข้ามาเรื่อยๆ "ข้าเจ้าว่ารอดูท่าทีไปก่อนดีกว่า"

            "โอเ..... นั่นมันอะไรน่ะ !?"

 

            จู่ๆร่างของชายหนุ่มทั้งสามก็ถูกแสงสีฟ้าเข้มแสบตาอาบ ทั้งสามบิดตัวเร่าๆอย่างทรมาน พยายามกระเสือกกระสนหาที่หลบ แต่ช้าเกินไปเสียแล้ว เพียงไม่กี่วินาที ผิวหนังของเจ้าหน้าที่เคราะห์ร้ายก็เริ่มพุพอง มันกลายเป็นสีแดงมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่จะไหม้เกรียมกลายเป็นสีดำ ชายหนุ่มชะตาขาดทั้งสามกระตุกสองสามครั้ง ก่อนที่จะล้มทั้งยืนลงกระแทกพื้นเสียงดังก้องไปทั่วโถงทางเดิน สองสามวินาทีต่อมา หลอดไฟบนเพดานก็พร้อมใจกันดับพรึ่บลงอีกครั้ง

 

            "อะหยังกันน่ะ...."

            "รังสีเชเรนคอฟ***" หมิงตอบรัวเร็ว "เกิดจากประจุกัมมันตรังสีผ่านเข้าไปในตัวกลาง...."

            "ข้าเจ้าหมายความว่า ผีหมู่นั้น.... ปรากฏตัวขึ้นมายะหยัง"

            "อาจจะอยากให้พวกเรารับรู้ถึงเหตุการณ์ตอนนั้นก็ได้มั้ง" จ้าดเดา "อาจจะเป็นไปได้ว่าผีพวกนั้นไม่ใช่ผีร้า...."

            "ระวัง !"

 

            สมิงสาวผมหางม้าเหนี่ยวไกปืนยิงลูกดอกของเธอทันทีเมื่อเห็นเงาตะคุ่มสามเงาซึ่งตามตัวเต็มไปด้วยสะเกิดแผลที่เรืองแสงเป็นวงๆเหมือนลาวาไต่ขึ้นมาตามบันไดด้วยความเร็วสูง สี่คนที่เหลือเหนี่ยวไกยิงตามทันที แต่ช้าเกินไป เงาตะคุ่มตัวแรกไต่ขึ้นมาถึงชานพักบันไดเสียแล้ว

 

            โดยไม่มีการลังเล มันกระโจนสวนพายุลูกดอกเข้าใส่ทันที หน่วยจู่โจมทั้งห้าแตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง แต่ก่อนที่จะหนีออกไปพ้นระยะจู่โจมของฝ่ายตรงข้ามได้ทัน เมฆและจ้าดก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อข้อเท้าของพวกเขาถูกยึดเอาไว้ด้วยมือแข็งแกร่งเหมือนคีม ก่อนที่ผีร่างไหม้เกรียมจะกระโจนขึ้นคร่อมร่าง มือซ้ายบีบคอเหยื่อกดเอาไว้กับพื้นขณะมือขวาควักมีดออกมาจากเสื้อขาดวิ่นสีขี้ริ้วที่มันสวมอยู่ก่อนจะเงื้อขึ้นสูงเหนือหัว หมายกรีดให้เสื้อกันรังสีขาดออกเป็นชิ้นๆ.....

 

            "เอาไอ้นี่ไปกินก่อนเหอะไอ้ผีนรก !"

            ก่อนที่มีดจะจ้วงลงได้ทัน จ้าดก็สะบัดตัวจนร่างไหม้เกรียมล้มกลิ้งลงจากตัวเขาก่อนจะตามอัดหมัดขวาตรงซ้ำเข้าใส่กระโหลก เพียงครั้งเดียวผีร้ายก็แน่นิ่ง เขาพลิกตัวกระโจนเข้าหาอสุรกายตนที่จับสมิงสาวทวินเทลเอาไว้ก่อนจะอัดหมัดเดียวกันเข้าไปเต็มๆขมับ เพียงครั้งเดียวก็แน่นิ่งเช่นกัน เด็กหนุ่มหน้าดุดึงแขนเพื่อนสาวให้ลุกขึ้นยืนก่อนจะแหกปากตะโกนลั่นอาคารเตาปฏิกรณ์

 

            "ทุกคน วิ่ง !"

            ทุกคนปฏิบัติตามคำสั่งของหลานชายหมอผีใหญ่ทันที เสียงพื้นรองเท้าแข็งๆของชุดกันรังสีกระทบบันไดเสียงดังโกร่งกร่างลั่นท่ามกลางความเงียบสงัดของตัวตึก เมฆมองทางหางตาเห็นผีร้ายผู้ถูกเผาด้วยรังสีสามตนนั้นคลานขึ้นบันไดตามมาติดๆ เธอหันหลังกลับไปเหนี่ยวไกรัวลูกดอกเข้าใส่ แต่ดวงตากลมของสมิงสาวก็เบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อเมื่อลูกดอกยาวเกือบฟุตพุ่งผ่านกลางหน้าผากของมันไปเฉยๆราวกับอากาศธาตุ

 

            "เมฆ หมู่เปิ้นเป็นร่างกึ่งพลังงาน ลูกดอกที่เป็นสสารใช้บ่ได้ !"

            กล้วยเคลื่อนย้ายในพริบตามาดึงเพื่อนสาวซึ่งอยู่ในอาการตกตะลึงขึ้นไปทันท่วงทีก่อนที่มีดเล่มยาวของผีร้ายจะจ้วงแทงถูกอกของชุดกันรังสีเพียงไม่กี่มิลลิเมตร หน่วยจู่โจมทั้งห้าพ้นจากบันไดมาได้ก็ใส่เกียร์หมาวิ่งผ่านชั้นสองซึ่งมีปั๊มน้ำขนาดมหึมาตั้งเรียงรายกันอยู่ไปยังบันไดขึ้นชั้นสามที่อีกฟากหนึ่งของชั้นซึ่งพับซ้อนหลายทบยาวขึ้นไปยังชั้นห้าซึ่งเป็นส่วนฝาของเตาปฏิกรณ์โดยตรง ผีร้ายร่างไหม้เกรียมสามตนจากชั้นล่างหายตัวไปแล้ว ทั้งห้าจึงผ่อนความเร็วลงบ้างเผื่อเก็บแรงไว้ในการต่อสู้ชิงตัวฟ้า แต่เมื่อขึ้นมาถึงโถงฝาเตาปฏิกรณ์ สามสมิงหนึ่งมนุษย์และหนึ่งตานีก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า.....

 

            โถงฝาเตาเปิดไฟสว่างไสวราวกับเมื่อโรงไฟฟ้ายังคงเดินเครื่อง ผู้คนในชุดขาวกว่าครึ่งร้อยคนเดินกันขวักไขว่ บ้างคุกเข่าอยู่บนฝาเตาซึ่งเต็มไปด้วยกล่องสี่เหลี่ยมที่มองดูเหมือนอิฐบล็อก บ้างอ่านมาตรวัดอยู่ที่ผนัง บ้างก็มองลงไปยังอ่างพักเชื้อเพลิงใช้แล้ว****ซึ่งอยู่ข้างๆตัวเตาปฏิกรณ์ แต่ส่วนใหญ่ยืนจับกลุ่มกันมองขึ้นไปยังห้องควบคุมซึ่งอยู่ด้านตรงข้ามกับบันได ท่าทางเหมือนกำลังรออะไรสักอย่างจากภายใน คิ้วรกๆของจ้าดขมวดเข้าหากัน เขาเคยเห็นภาพเบื้องหน้ามาก่อน แต่นึกไม่ออกว่าที่ไหน....

 

            "นี่มัน.... เหมือนรูปถ่ายตอนก่อนเตาระเบิดที่หมู่เฮาหันในพิพิธภัณฑ์เลยนี่ !?" ความจำของตานีสาวดีกว่าเพื่อนหนุ่ม "ตอนที่เจ้าหน้าที่มารอฟังผลการทดสอบระบบหล่อเย็นจากห้องควบคุม"

            "อีหยังก็ช่างมันก่อนเถอะ" หมิงตอบเสียงเครียด มือกระชับปืนยิงลูกดอก "พวกเฮารีบไปดีกว่า ก่อนที่พวกมันจะกลายร่างกันอีก"

            "แต่บันไดอยู่ฝั่งโน้นเลยเด๊"

            "วิ่งเอาสิ" สมิงสาวผมหางม้าตอบหน้าตาเฉย "นับถึงสามแล้วไปเลยเด้อ หนึ่ง สอง สาม !"

 

            แต่ก่อนที่ใครจะทันได้ออกตัว เสียงระเบิดก็ดังสนั่นพร้อมๆกับที่บล็อกสี่เหลี่ยมนับร้อยซึ่งเสียบอยู่ในฝาเตาปฏิกรณ์พุ่งขึ้นสู่อากาศราวกับจรวด เผยให้เห็นเม็ดเชื้อเพลิงนับร้อยที่เรืองแสงอยู่เต็มไปหมดมองดูเหมือนองุ่นสีน้ำเงินเข้ม ร่างของเจ้าหน้าที่ผู้เคราะห์ร้ายนับสิบคนซึ่งคุกเข่าตรวจสอบอยู่ร่วงลงมากระแทกพื้นดังพลั่กเหมือนเสียงลูกมะพร้าวตกแตก เลือดปนมันสมองสาดกระจายอย่างน่าสยดสยอง แต่เจ้าหน้าที่คนอื่นก็ไม่ได้โชคดีกว่ากันเท่าไหร่นัก พวกเขาบิดตัวเร่าๆเมื่อรังสีความเข้มข้นสูงแผดเผาไปทั่วร่างก่อนจะล้มลงกับพื้นทั้งยืน ก่อนที่หลอดไฟแรงสูงบนเพดานจะดับวูบ

 

            ห้าหน่วยจู่โจมยืนตัวแข็ง ดวงตาทั้งสิบข้างจ้องตรงไปยังความมืดมิดเบื้องหน้า หัวใจโยนตัวกระแทกซี่โครงจนแทบหลุดออกมานอกอกและคงจะหลุดออกมานอกเสื้อกันรังสีด้วย ทุกคนต่างลุ้นระทึก เหล่าเจ้าหน้าที่เคราะห์ร้ายจะกลายร่างเป็นอสุรกายร่างไหม้เกรียมเหมือนที่พวกเขาเจอข้างล่างหรือเปล่า.....

 

            ไม่กี่วินาทีต่อมา เลือดในกายทีมจู่โจมทั้งห้าก็เย็นวาบเหมือนอาบไนโตรเจนเหลวเมื่อร่างไหม้เกรียมเหล่านั้นโผล่ออกมาจากเงามืดในท่าคลาน ดวงตาฉายแสงสีน้ำเงินวาววับ ปากที่ไหม้เกรียมเป็นสีกระดำกระด่างแสยะยิ้มถึงใบหูราวกับเจอเหยื่อที่พวกมันโปรดปราน.....

 

            สองพยางค์ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของเด็กหนุ่มหน้าดุดูจะบรรยายสถานการณ์นี้ได้ดีที่สุด

 

            "ซวยแล้ว"

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

*ปืนกลลำกล้องหมุน หรือ Gatling Canon - ปืนแบบหนึ่งซึ่งมีหลายลำกล้อง ลำกล้องเหล่านี้จะหมุน โหลดกระสุน และยิงทีละลำกล้อง (นึกภาพไม่ออกลองนึกภาพปืนลูกโม่ แต่แทนที่จะหมุนแค่ลูกโม่ก็หมุนทั้งลำกล้องแทน) การยิงทีละลำกล้องนี้เองทำให้ปืนแกตลิงมีอัตราการยิงสูงและสามารถยิงได้ต่อเนื่องโดยไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องลำกล้องร้อนเกินไป ในปัจจุบันเรียกปืนชนิดนี้ว่า Rotary Cannon ซึ่งปืนที่รู้จักกันดีก็เช่น GAU-8 Avenger ซึ่งติดตั้งกับเครื่องบินโจมตีภาคพื้นดิน A-10 Thunderbolt II มีอัตราการยิง 4,200 นัดต่อนาที

 

**แท่งควบคุม (Control Rods) – แท่งยาวๆที่ใช้สอดเข้าไประหว่างแท่งเชื้อเพลิงในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อ “ขวาง” ระหว่างเชื้อเพลิง ทำให้การทำปฏิกิริยาลดลง การใช้แท่งนี้ทำให้สามารถควบคุมระดับพลังงานของเตาปฏิกรณ์ได้ แท่งนี้ยังใช้ในการปิดเตา โดยสอดเข้าไปเต็มความยาวของแท่งเชื้อเพลิง

 

***รังสีเชเรนคอฟ (Cherenkov Radiation) - รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปล่อยออกมาขณะอนุภาคที่มีประจุ (เช่นอิเล็กตรอนหรือโปรตอน) ผ่านตัวกลางเฉพาะด้วยความเร็วมากกว่าแสงในตัวกลางนั้น หรือถ้าจะพูดง่ายๆ ในกรณีนี้คือมีอนุภาคที่มาจากสารกัมมันตรังสีพุ่งผ่านอากาศด้วยความเร็วสูง ทำให้เกิดปฏิกิริยาจนมองเห็นเป็นสีน้ำเงินเข้ม

 

****อ่างพักเชื้อเพลิงใช้แล้ว (Spent Fuel Pool) - อ่างน้ำที่ใช้พักเชื้อเพลิงใช้แล้วจากเตาปฏิกรณ์ แม้จะหมดพลังในการเกิดปฏิกิริยาต่อเนื่องแล้ว เชื้อเพลิงใช้แล้วเหล่านี้ยังพอจะสร้างความร้อนและกัมมันตรังสีได้จนต้องแช่เอาไว้ในน้ำก่อนที่จะสามารถนำไปหมุนเวียนเพิ่มพลังใหม่ (Reprocess) หรือเก็บเอาไว้ในถังแห้ง (Dry Cask Storage) ได้ ระยะเวลาที่เชื้อเพลิงต้องอยู่ในอ่างพักเชื้อเพลิงใช้แล้วนั้นนานกว่าระยะเวลาที่เชื้อเพลิงอยู่ในเตาปฏิกรณ์มาก เชื้อเพลิงที่อยู่ในเตานาน 3-6 ปีจะต้องอยู่ในอ่างพักนานถึง 10-20 ปีกว่าจะนำเอาไปทำอย่างอื่นได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #107 2-CHAIR (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2559 / 00:59
    เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเเท้เหลา TOT
    #107
    0
  2. #53 wat_r (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 เมษายน 2558 / 10:49
    จ้าดนี่เสน่ห์เหลือร้าย! ดูครองสติได้ในสถานการณ์คับขัน แต่ทุกคนก็ผลัดกันโดดเด่นตามลักษณะของตนเอง เวลาฉากหนึ่งๆ ต้องเขียนตัวละครเด่นๆ หลายตัวนี้ ต้องเกลี่ยบท รู้สึกว่าทุกคนก็มีความสำคัญ ผู้เขียนไม่ลืมใครให้ดรํอปลงเลย ดีจัง ^^ ภาคโรงไฟฟ้านี่ข้อมูลคว่มรู้ทั้งนั้นเลย แถมตื่นเต้นด้วย
    #53
    0
  3. #26 lllllllllllllllllllllllll '[27]' (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 20 มกราคม 2558 / 03:16
    จะว่าไปเรื่องนี้ผู้หญิงเยอะดีจริงๆน้าาา (เพราะในนิยายเราไม่ค่อยเห็นผู้หญิงได้บู๊เยอะเท่าไร)



    ____________________________________________________________________________

    *ขอบคุณค่ะ (พอดีเป็นคนชอบอ่านสปอยล์) รับทราบ หนูกล้วยจะไม่ได้ปากร้ายที่สุดในเรื่องแต่ก็ยังปากร้ายอยู่สินะ



    อา...ค่ะ ด้วยความยินดี



    นักเขียนเป็นประเภทอ้ำอึ้งแต่เค้าน่ะพูดผิดไปเลยเพราะเหมือนคุมลิ้นไม่ค่อยได้



    เหะๆ เค้าลืมจริงๆนั้นแหละเรื่องสุทัศน์น่ะ(เค้าขอโทษน้าาา คุณลุงหมอผี)



    แต่ว่าท่านนี่ไม่ค่อยจะใจร้ายเลยนะ ให้ชายจ้าดอกหักเนี้ย ฮาฮาฮา(แต่ทำไมข้ารู้สึกขำ)



    **

    พรุ้งนี้เป็นต้นไปเค้าไม่ค่อยว่างเล่นคอมแล้วง่าาาา เสียดาย
    #26
    0