ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 13 : ผีร้ายผู้ปรากฏตัวในเมืองโบราณ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 57
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    10 ม.ค. 58

            "นักเรียนทุกคน วันนี้พวกเธอจะได้ทัศนศึกษาเมืองโบราณเชียงผาน พวกเธอไม่ใช่เด็กๆกันแล้ว ดังนั้นครูจะไม่พาพวกเธอเดินหรือเคี่ยวเข็ญให้พวกเธอจด แต่ที่แน่ๆ หลังจากกลับไปพวกเธอต้องทำรายงานซึ่งมีค่า 30% ของคะแนนวิชาประวัติศาสตร์ ก็แล้วแต่พวกเธอจะคิดว่าแค่ไหนถึงจะคุ้มล่ะนะ"

 

            อาจารย์สาวเหลือน้อยผู้เป็นหัวหน้าหมวดวิชาประวัติศาสตร์ประกาศเสียงดังฟังชัดหน้าหมู่นักเรียนกว่าเจ็ดร้อยคนซึ่งตั้งแถวอยู่ในลานจอดรถที่แทบจะว่างเปล่าของโรงแรม ท่ามกลางแสงสลัวของยามแปดโมงเช้า อาจารย์คนนี้คือคนแรกในโรงเรียนที่เห็นกล้วยยามกำบังกายอยู่นั่นเอง ตานีสาวซึ่งยืนอยู่แถวเกือบหน้าสุดก็เสียวๆอยู่เช่นกันว่าอีกฝ่ายจะจำหน้าเธอได้ แต่ดูเหมือนหญิงวัยกลางคนจะลืมไปแล้ว

 

            "เราจะกลับไปเจอกันที่โรงแรมตอนหนึ่งทุ่ม กินข้าวอาบน้ำแล้วก็เปลี่ยนเป็นชุดพละกันให้เรียบร้อย เจอกันอีกทีที่ลานนี้ตอนหนึ่งทุ่มครึ่ง เราจะได้ไปดูการแสดงแสงเสียงเรื่องประวัติเมืองเชียงผานกัน" แกพูดต่อ "ถ้ามีปัญหา บาดเจ็บหรือเรื่องฉุกเฉิน ติดต่อที่หมายเลข 09676 380945 ตลอดเวลา ไม่ต้องงกกลัวเสียตังค์ ครูทำเป็นเก็บเงินปลายทางมาแล้ว แต่ถ้าใครจะโทรมาแกล้งให้เสียเงินล่ะก็ กลับไปถึงโรงเรียนโดนมิใช่น้อยแน่ เข้าใจมั้ย !?"

            "คร้าบ"

            "ค่า"

 

            เชียงผานไม่ใช่เมืองใหญ่ อันที่จริง ตัวเมืองปัจจุบันแทบจะเรียกได้ว่าตำบลด้วยซ้ำ แม้จะมีซากวัดและพระราชวังสมัยอาณาจักรตานนะคอนเมื่อเกือบห้าร้อยปีก่อนตั้งตระหง่านอยู่รอบเมือง แต่ทั้งเมืองก็มีประชากรอยู่เพียงไม่ถึงสองหมื่นคน ส่วนใหญ่เปิดร้านอาหารหรือร้านของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยวที่แวะเวียนมาเยี่ยมชม โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนที่ผลัดกันมาทัศนศึกษาอยู่ไม่ขาด ก็พอจะทำให้เมืองนี้มีรายได้ทัดเทียมเมืองที่มีประชากรมากกว่าหลายเท่าอย่างเขลางค์หรือหลวงน้ำทาได้สบายๆ

 

            "เมืองเชียงผาน เป็นเมืองที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนตั้งเมืองกล้วยหรือเมืองตานนะคอนในปัจจุบันเสียอีก เคยเป็นศูนย์กลางอารยธรรมของชนเผ่าผานซึ่งถือเป็นบรรพบุรุษของคนส่วนใหญ่ในรัฐทางเหนือของสารขัณฑ์ในปัจจุบัน ในสมัยอาณาจักรตานนะคอน เชียงผานเป็นพระราชวังพักผ่อนของกษัตริย์ตานนะคอน เมื่อถึงยุคสารขัณฑ์ก็ยังคงความเป็นศูนย์กลางอารยธรรม แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แสนคำเมื่อปี 4120 ชาวเมืองส่วนใหญ่ก็อพยพออกไปเพราะเกรงผลจากกัมมันตภาพรังสี จนปัจจุบันเหลือเพียงราวสองหมื่นคน แต่ก็ยังคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของแถบสารขัณฑ์เหนือ"

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุอ่านคำอธิบายบนป้ายโลหะที่แปะอยู่บนซากกำแพงเมืองโบราณ ซึ่งบัดนี้เหลือเพียงกองอิฐดินเผาสีแดงสูงห้าเมตรซึ่งกั้นระหว่าง "เมืองใหม่" ที่เต็มไปด้วยร้านค้า กับ "เมืองเก่า" ที่อุดมด้วยวัดและโบราณสถาน

 

            "จ้าด จะมัวอ่านทำไมวะ ข้อมูลพวกนี้เราไปค้นเน็ตเอาก็ได้" ไร่ซึ่งเดินนำไปเกือบสิบเมตรตะโกนท้วง ต๊อก กล้วย ฟ้าและกลุ่มเพื่อนฟ้าอีกสองคนซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังเด็กหนุ่มชาวใต้ต่างมองหลานชายหมอผีใหญ่ด้วยสายตาที่มีความหมายเดียวกัน

            "ข้าติดนิสัยว่ะ เจออะไรยาวๆต้องอ่าน" เด็กหนุ่มหน้าดุหัวเราะแหะๆ

            "ถ้าทำแบบนี้กับหนังสือเรียนได้ ป่านนี้เอ็งเก่งพอกับข้าแล้วล่ะว่ะไอ้จ้าด ดีไม่ดีจะเก่งกว่าด้วยซ้ำ"

            "ก็อ่านหนังสือเรียนแล้วมันง่วงนี่หว่า....."

 

            สามเด็กหนุ่มสี่เด็กสาวเดินลุยหิมะขึ้นไปยังเนินเขาสูงชันซึ่งบนยอดเป็นที่ตั้งของพระราชวังสมัยอาณาจักรตานนะคอนเมื่อหกร้อยกว่าปีก่อน อาคารโบราณก่อด้วยอิฐเผาสีแดงตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นที่ขนาดเกือบเท่าสนามฟุตบอลสามสนามต่อกัน หลังคาเป็นจั่วแหลมเหมือนสถาปัตยกรรมพื้นเมืองของตานนะคอน แต่มีส่วนประกอบและเครื่องประดับตกแต่งซับซ้อนกว่ามาก หากหักพังและสูญหายไปตามกาลเวลา บางส่วนก็ดูเหมือนจะเพิ่งถูกบูรณะขึ้นใหม่โดยช่างซึ่งนั่งทำงานท้าลมหนาวอยู่บนนั่งร้านที่กระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณพระราชวัง

 

            "แล้วนี่เรามาเดินอยู่ด้วยกันกับคนทั่วไปแบบนี้จะดีเหรอ ผีร้ายพวกนั้นเล็งเราเป็นเป้าอยู่นะ"

            จ้าดกระซิบถามตานีสาว แต่อีกฝ่ายไม่ตอบ กล้วยไม่หันมามองเขาด้วยซ้ำ เธอเอาแต่ก้มมองพื้น สีหน้าเศร้าหมอง

 

            "กล้วย เป็นอะ...."

            "จ้าด อย่าเพิ่งไปกวนกล้วยเลยน่า" ฟ้าดึงเขาออกห่างจากตัวเด็กสาวหน้าจืดก่อนจะลดเสียงลง "เขาคงกำลังเครียดอยู่ เรื่องเมื่อคืนไม่ใช่เบาๆเลยนะ"

            "เออ ก็จริง...."

 

            หลานชายหมอผีใหญ่พยักหน้าช้าๆ การพลาดโอกาสที่จะกำจัดผู้นำของเหล่าผีร้าย ซึ่งเท่ากับพลาดโอกาสที่จะได้พลังกลับคืนมา เพียงเพราะตัวงี่เง่าตัวหนึ่งลืมปิดเสียงมือถือ ก็นับว่าเกินพอที่จะทำให้เพื่อนสาวของเขาตกอยู่ในสภาพเครียดจัดเช่นนี้ หากเป็นเขาล่ะก็อาจจะยกสไนเปอร์ไรเฟิลยักษ์ขึ้นมาเป่าหัวตัวการเสียให้รู้แล้วรู้รอดไปด้วยซ้ำ

 

            "แต่ถ้าหมู่เปิ้นทำร้ายมนุษย์ทั่วไปเพื่อล่อหมู่เฮาล่ะ จะอั้นความสูญเสียน่าจะมากกว่า ข้าเจ้าเลยตัดสินใจบ่แยกตัวออกไปไง เกิดอะหยังขึ้นจะได้จัดการได้ทัน"

 

            เด็กสาวหน้าคมและเด็กหนุ่มหน้าดุหันมองราชินีตานีอย่างงุนงงระคนดีใจ

 

            "กล้วย ดีขึ้นแล้วเหรอ"

            "ฟ้าคึดว่าเรื่องแค่นั้นจะยะหื้อข้าเจ้าเครียดได้ก๋า" กล้วยถามกลับยิ้มๆ "ขอบคุณเน่อที่เป็นห่วง แต่ที่ข้าเจ้าเงียบไปเมื่อกี้ข้าเจ้าหลับในน่ะ คงเพราะนอนน้อยมั้ง"

            "ตานีหลับในได้ด้วยเรอะ" หลานชายหมอผีใหญ่เบ้หน้า

            "ได้สิยะบ่าจ้าดง่าว" ตานีสาวสวน "ข้าเจ้าว่าตั้งใจดูโบราณสถานดีกว่าเน่อ บ่ต้องเป็นห่วงอะหยังข้าเจ้ามากนักหรอก เดี๋ยวต้องยะรายงานอีก"

            "กล้วยก็ต้องทำเหมือนกันแหละน่า"

            "ข้าเจ้าเคยมาหลายครั้งแล้ว บางทีตานีก็ต้องมาปราบผีถึงนี่เหมือนกัน" เด็กสาวหน้าจืดตอบ "ไปเหอะ เดี๋ยวได้ดูน้อยจะบ่มีอะหยังเขียนเน่อ"

 

            ฟ้าและจ้าดหันหลังกลับก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินตามคนอื่นๆซึ่งยามนี้นำอยู่เกือบสิบเมตรให้ทัน แวบหนึ่ง เด็กหนุ่มหน้าดุแอบเหลียวมองตานีซึ่งเดินตามมาเบื้องหลัง แล้วก็เห็นเธอกลับไปก้มมองพื้นด้วยสีหน้าเศร้าหมองอีกครั้ง หลานชายหมอผีใหญ่ขยับปากจะทัก แต่เขาก็เปลี่ยนมันเป็นการถอนหายใจหนักๆด้วยรู้ดีว่าเพื่อนสาวไม่ต้องการให้ใครมาเป็นห่วงหรือปลอบใจ อย่างไรก็ตาม เด็กหนุ่มก็อดสงสารเธอไม่ได้ ภาระที่อยู่บนบ่าของกล้วยช่างดูหนักอึ้งเหลือเกิน.....

 

 

            "โอ้โห นี่เหรอท้องพระโรงสมัยโบราณ โคตรกว้างเลย !"

            เสียงตะโกนของเด็กหนุ่มชาวหลวงน้ำทาดังก้องไปทั่วบริเวณปราสาทหลังจากทั้งกลุ่มเดินเข้ามาในส่วนท้องพระโรงซึ่งกินเนื้อที่เกือบเท่าสนามเทนนิสสามสนามต่อกัน แม้เพดานและหลังคาจะหักพังไปตามกาลเวลา ปล่อยให้หิมะตกลงมาปกคลุมจนกองสูงเกือบท่วมแท่นบัลลังก์ แต่พวกเขาก็ยังพอมองเห็นร่องรอยแห่งความยิ่งใหญ่เมื่อกว่าหกร้อยปีก่อนได้อย่างไม่ยากเย็นนัก หากท้องพระโรงแห่งนี้ยังคงประดับประดาด้วยทองและแก้วหลากสีเหมือนเมื่อในอดีต มันคงดูไม่ต่างจากสรวงสวรรค์ไปเท่าใดนัก....

 

            "ตะโกนซะดัง ระวังพระวิญญาณกษัตริย์มากินตับเอานะไอ้ต๊อก" พลอยพูดกลั้วหัวเราะ เธอยกกล้องขึ้นมารัวถ่ายรูปท้องพระโรงจนรอบตัว

            "โอ้ย ตั้งหกร้อยปีแล้ว จะมีวิญญาณกษัตริย์องค์ไหนเหลียอีกล่ะ ป่านนี้ไปกันหมดแล้ว"

            "ระวังปากไว้หน่อยก็ดีนะเว้ยไอ้ต๊อก เคารพสถานที่หน่อย" หลานชายหมอผีใหญ่ปรามเพื่อนหนุ่มเบาๆ "เอ็งทำเสียเรื่องไปเมื่อคืนแล้ว จะมาหาเรื่องซวยอีกเรอะ"

            "คนละเรี่ยงเดียวกันแล้วเว้ย" ต๊อกย้อน "เมื่อคืนนี่ผีอยู่ต่อหน้าจังๆ แต่นี่ไม่เห็นมีผีหรือวิญญาณสักตน ข้าพูดไปก็ เฮ้ย !?"

 

            ยังไม่ทันจบประโยค เด็กหนุ่มจากหลวงน้ำทาก็สะดุ้งโหยงก่อนจะถอยหลังกรูดไปจนเกือบชนกลุ่มเพื่อนฟ้าซึ่งชะงักด้วยตกใจเสียงอุทานลั่นท้องพระโรงของเขา ใบหน้าดุกว่าจ้าดซีดเผือด ดวงตาจ้องเป๋งไปยังมุมหนึ่งของท้องพระโรงด้านหลังแท่นบัลลังก์หิน

 

            "ไอ้ไร่ของเอ็งหวาไอ้ต๊อก โวยวายหาบิดาเอ็งเรอะ" ไร่ซึ่งตั้งใจจดบันทึกมาตลอดทางขมวดคิ้วถามเพื่อนหนุ่ม

            "เมี่ยกี้.... เมี่ยกี้.... ที่มุมนั่น...." เด็กหนุ่มยกมือสั่นเทาขึ้นชี้ไปยังเป้าสายตาของเขา "ข้าเห็นผีตัวดำๆ เหมือนที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์คลานอยู่ !"

 

            ทั้งกลุ่มหันขวับไปที่มุมนั้นโดยอัตโนมัติ แม้แต่กล้วยซึ่งยืนซึมมาตลอดเวลาก็ยังหัน มือซ้ายยกขึ้นเหนือไหล่ขวาเตรียมพร้อมที่จะดึงสไนเปอร์ไรเฟิลในถุงบนหลังออกมาได้ทุกเมื่อหากมีอะไรไม่ชอบมาพากล แต่สิ่งที่เธอเห็นก็มีเพียงผนังอิฐบล็อกฉาบปูนหลอดล่อนซึ่งมีแผ่นน้ำแข็งปกคลุมเท่านั้น

 

            "ตาฝาดรึเปล่า" เด็กสาวหน้าคมขมวดคิ้วราวกับการเขม้นมองจะทไให้ผีตนนั้นปรากฏตัวออกมาอีกครั้ง "ถึงผีบ้านั่นจะเก่งแค่ไหนก็ไม่น่าลงทุนเดินสามสิบกิโลมาถึงนี่นะ"

            "แต่เราเห็นจริงๆนะฟ้า" ต๊อกมองเพื่อนสาวอย่างขอความช่วยเหลือ "มันคลานออกมาจากตรงนั้น ตาสีแดงจ้องเราเขม็งเลย"

            "แบบนั้นมันก็...."

 

            เสียงของเด็กสาวหน้าคมขาดหายไปในลำคอเมื่อกล้วยกระตุกเสื้อเธอเบาๆจากด้านหลัง เธอหันปมองเพื่อนสาวอย่างงุนงง แล้วคิ้วบางก็ขมวดเข้าหากันแน่ขึ้นอีกเมื่อเห็นอีกฝ่ายส่ายหน้า

 

            "บ่าจ้าดวอกนั่นตาฝาดแน่ๆ" เด็กสาวหน้าจืดกระซิบ เธอไม่เรียกต๊อกด้วยชื่ออีกแล้ว "ข้าเจ้ารับสัมผัสวิญญาณบ่ได้เลยสักนิด แต่ตอนที่เปิ้นโผล่มาเมื่อวานน่ะพลังวิญญาณรุนแรงมากเลย"

            "มันอาจจะอำพรางพลังวิญญาณของตัวเองไว้ก็ได้นี่" หลานชายหมอผีใหญ่สันนิษฐาน

            ราชินีตานีส่ายหน้า "ต่อหน้าตานี วิชาแบบนั้นบ่มีประโยชน์หรอก"

            "แต่ดูต๊อกมันกลัวจริงๆนะ" ฟ้าเหลียวมองเพื่อนหนุ่มซึ่งบัดนี้พยายามจะหลบหลังไร่ซึ่งตัวเล็กกว่าเขาให้ได้ "เราว่าลงไปพักที่วัดผาแดงก่อนเลยดีกว่ามั้ย เพราะคนอื่นๆก็ชักจะกลัวตามต๊อกมันไปแล้ว แล้วเราก็ดูมาจนเกือบทั่วปราสาทแล้วนี่"

            "เอาจะอั้นก็ได้" เด็กสาวหน้าจืดพยักหน้า ก่อนจะพูดด้วยเสียงดังขึ้นให้ได้ยินกันทั้งกลุ่ม "พลอย เงิน ต๊อก ไร่ ข้าเจ้าว่าหมู่เฮาลงไปกันก่อนดีกว่า หื้อบ่าจ้าดวอกนี่ได้สงบสติอารมณ์ก่อน บ่อั้นหมู่เฮาบ่ได้ยะอะหยังกันแน่"

            "โอเค ไปก็ไป จะได้กินข้าวด้วยเลย"

 

            สองเด็กหนุ่มและสี่เด็กสาว รวมทั้งอีกหนึ่งเด็กหนุ่มซึ่งทำท่าปอดแหกสุดขีดอย่างกับเด็กสาวหันหลังกลับออกจากท้องพระโรงก่อนจะเดินตามทางเดินแคบๆที่ปกคลุมด้วยหิมะหนาเตอะซึ่งทอดไปตามสันเขาลงสู่บริเวณวัดขนาดใหญ่ที่ตีนเนิน เด็กสาวหน้าคมหัวเราะคิกเมื่อเห็นต๊อกผู้เดินรั้งท้ายกลุ่มมาตลอดตั้งแต่ออกจากโรงแรมย่ำเท้าจ้ำอ้าวจนหิมะกระจาย แต่อีกใจหนึ่งก็อดกังวลไม่ได้ เพื่อนหนุ่มกลัวขนาดนี้เขาคงไม่ได้ตาฝาดไปเองแน่ๆ

 

            วัดผาแดงมีผู้คนอยู่บางตา ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอากาศที่หนาวจัด และส่วนหนึ่งเพราะวัดนี้ไม่มีพระจำพรรษาอยู่มานานนับร้อยปีแล้ว วัดแห่งนี้เคยเป็นพระอารามหลวงคู่พระราชวังบนเขาเมื่อเกือบหกร้อยปีก่อน แต่ด้วยความที่อยู่ตีนเขาทำให้การบูรณะง่ายกว่ามาก ทั้งอุโบสถ วิหารขนาดใหญ่ซึ่งมีหลังคาซ้อนกันสามชั้น และหอระฆังสูงเกือบสามสิบเมตรจึงได้รับการซ่อมแซมและทาสีใหม่เป็นสีเขียวและแดงสะดุดตา รวมทั้งมีการสร้างโรงอาหารปรับอากาศขนาดใหญ่บนลานวัด ซึ่งบัดนี้มีนักเรียนในเครื่องแบบสีดำของตานนะคอนพิทยาคมไปนั่งหลบหนาวอยู่ไม่น้อย

 

            "เอ้า จะกินอะไรกัน" จ้าดเอ่ยถามทุกคนในกลุ่มหลังจากได้โต๊ะว่างติดกันยาวที่มุมหนึ่งของโรงอาหารแล้ว

            "ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าไปสั่งเอง" เด็กหนุ่มชาวใต้ตอบ

            "พวกเราก็จะสั่งเองเหมือนกัน" กลุ่มเพื่อนฟ้ารวมทั้งเด็กสาวหน้าคมตอบเกือบจะพร้อมกันก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะ "แต่คงสั่งน้ำก่อนแหละ จะฝากซื้ออะไรมั้ยจ้าด"

            "ไม่เป็นไรๆ ขอบคุณมาก" หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ ก่อนจะหันมายังเด็กหนุ่มชาวหลวงน้ำทาและเด็กสาวหน้าจืดซึ่งยั่งคงนั่งนิ่งอยู่คนละฟากโต๊ะ "แล้วกล้วยกับไอ้ต๊อก เอาอะไรรึเปล่าวะ"

            "ข้าเจ้าบ่กิน" ราชินีตานีส่ายหน้า

            "ข้าไม่กินว่ะ กินไม่ลง" ต๊อกส่ายหน้าด้วยเช่นกัน "ผีตนเมี่ยกี้ยังติดตาอยู่เลย

            "โอเค งั้นเฝ้าของด้วยนะเว้ย"

 

            "เฮ้ย เดี๋ยว ไปกันหมดเลยเรอะ !?" ใบหน้าดุกว่าของเด็กหนุ่มจากหลวงน้ำทาเหวอขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นหลานชายหมอผีใหญ่ทำท่าจะเดินไปสั่งอาหาร "ทิ้งข้าอยู่คนเดียวกับ.... เอ่อ.... ทิ้งข้าอยู่คนเดียวเนี่ยนะ !?"

            "ทำไมวะ อยู่กับกล้วยแล้วกลัวห่านอะไร เขาไม่กัดอยู่แล้ว" จ้าดตอบกลั้วหัวเราะ แต่เขาก็ต้องเบี่ยงตัวหลบแทบไม่ทันเมื่อกำปั้นของเพื่อนสาวเหวี่ยงมาหาแผ่นหลังด้วยความเร็วสูง ก่อนจะเดินไปพูดกับเพื่อนเบาๆ "ไหนๆก็อยู่กันสองคนแล้ว เอ็งก็ขอโทษเจ๊เขาซะด้วยนะเว้ย กราบงามๆเลยยิ่งดี ที่เอ็งทำเสียเรื่องเมื่อคืนน่ะไม่ใช่เรื่องเล็กๆนะเว้ย"

            "เอ็งก็อยู่ด้วยสิเว้ย ข้าไม่กล้า เฮ้ย จะไปไหน เฮ้ย กลับมา !"

 

            ช้าไปแล้ว หลานชายหมอผีใหญ่จ้ำอ้าวไปที่ร้านข้าวเสียแล้ว ทิ้งให้เขานั่งตัวลีบอยู่กับตานีสาวผู้นั่งกอดอกแน่นราวกับจะส่งสัญญาณว่าอย่ามายุ่งกับเธอเด็ดขาด ร่างของต๊อกยิ่งหดเล็กลงไปอีกเมื่อเขาย้อนนึกถึงสิ่งที่เคยทำเอาไว้กับเพื่อนสาวผู้นี้ เดิมทีเธอก็ไม่ค่อยชอบขี้หน้าเขาอยู่แล้วตั้งแต่ตอนที่เขาไปพูดเล่นกับจ้าดว่าเธอทำงานกลางคืน เมื่อคืนก็ดันไปล้อเรื่องจอแบนเข้าอีก ถึงคนเริ่มจะเป็นจ้าดก็เถอะ แต่กล้วยก็ไม่ได้เหม็นขี้หน้าจ้าดมาก่อนนี่....

 

            "เอ่อ กล้วย" เด็กหนุ่มชาวหลวงน้ำทาเรียกอย่างหวาดๆ

            "อะหยัง" ราชินีตานีสะบัดเสียงตอบโดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย

            "คือ.... เรา.... เอ่อ....." ต๊อกอึกอัก เห็นปฏิกิริยาเพื่อนสาวแล้วการขอโทษครั้งนี้คงไม่ง่ายนัก "คือ.... เรื่องเมี่ยคืนน่ะ.... เราขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ....."

            "บ่ต้องมาขอโทษหรอกย่ะบ่าจ้าดวอก" เสียงของกล้วยอ่อนลงเล็กน้อย แต่ก็มืดมนลงด้วยเช่นกัน "บ่แม่นความผิดนาย มันเป็นความผิดข้าเจ้าเอง ถ้าข้าเจ้ายิงเร็วกว่านั้น.... ถ้าข้าเจ้าบ่มอบพลังหื้อหมอผีคนนั้นไป...."

            "ไม่ใช่ความผิดเรา แล้วทำไมกล้วยถึงต้องโกรธเราด้วยล่ะ"

            "ก็อยากโกรธ บ่มีเหตุผล มีอะหยังก่อ" เสียงของเด็กสาวหน้าจืดกลับมาเขียวปั้ดอีกครั้ง เธออดหงุดหงิดไม่ได้ที่อีกฝ่ายถามคำถามนี้ "บ่อยากหื้อข้าเจ้าโกรธก็ไปไกลๆซะ บ่อยากหันหน้า"

            "อ้าว พูดแบบนี้ได้ไงล่ะกล้วย ทำไมมาไล่กันดื้อๆแบบนี้ล่ะ...."

 

            "ฮึ"

            กล้วยสะบัดหน้าไปอีกทาง ปิดกั้นประสาทหูจากเสียงของเพื่อนหนุ่มที่เริ่มบ่นกระปอดกระแปดพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างเหนื่อยหน่าย แต่ไม่กี่วินาทีต่อมา คิ้วบางก็ต้องขมวดเข้าหากันเมื่อเสียงพูดคุยของนักเรียนหญิงสามคนในชุดเครื่องแบบสีดำซึ่งเพิ่งจะนั่งลงที่โต๊ะห่างออกไปเกือบสิบเมตรลอยมาเข้าหู

 

            "น่ากลัวจริงๆ โผล่มาให้เห็นกลางวันแสกๆเลย"

            "มิ้นว่าพวกเรากลับโรงแรมกันก่อนดีกว่ามั้ย มิ้นไม่อยากเดินแล้วอะ เดี๋ยวจะเจออีก"

            "เมื่อกี้แพรกับมิ้นเจออะไรมาเหรอ กรี๊ดซะลั่นเลย เราไม่เห็นจะเห็นอะไรเลย"

            "ก็ผีตัวดำๆตนที่พวกเราเห็นที่โรงไฟฟ้าเมื่อวานน่ะสิ เมื่อกี้ตอนที่อยู่ในโบสถ์วัดทองอินน่ะมันไต่อยู่บนเพดานโบสถ์เหมือนจิ้งจกเลย มันจ้องพวกเราเขม็งด้วย อึ๋ย พูดแล้วขนลุก...."

            "ตาฝาดรึเปล่า"

            "แต่ก็มีคนเห็นตั้งเยอะ จะมาตาฝาดเหมือนๆกันหมดได้ไงเล่า"

 

            ไวเท่าความคิด ราชินีตานีลุกขึ้นก่อนจะตรงดิ่งไปยังโต๊ะนั้นทันที เด็กสาวทั้งสามเงยหน้าขึ้นมองเธออย่างงุนงง

 

            "อ้าว เด็กใหม่ห้อง 342 ไม่ใช่เหรอ มีอะไรเหรอ" เด็กสาวคนที่ไม่เห็นผีเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก

            "ช่วยเล่าหื้อข้าเจ้าฟังหน่อยได้ก่อว่าพวกเธอไปหันอะหยังมา" กล้วยตรงเข้าประเด็นทันที "ขอรายละเอียดเลยเน่อ"

            "ทำไมถึงอยากรู้ล่ะ" เด็กสาวอีกคนถามกลับ "เราว่าน่ากลัวออกจะตาย"

            "ก็เผื่อข้าเจ้าเจอบ้างจะได้ระวังตัวได้ไง"

            "รู้ไปก็ไม่น่าจะใช้ป้องกันตัวอะไรได้นะมิ้นว่า" เด็กสาวผมสั้นผู้แทนตัวเองด้วยชื่อตอบ "แต่ถ้าอยากรู้จริงๆก็.... เมื่อกี้ตอนพวกเราไปดูโบสถ์วัดทองอิน ตอนเงยหน้าขึ้นไปดูหลังคาก็เจอไอ้ผีที่พวกเราเห็นเกาะปล่องหอหล่อเย็นโรงไฟฟ้าเมื่อวานน่ะเกาะอยู่บนเพดาน พวกเรากรีดร้องซะลั่นเลยแหละ แล้วก็พยายามวิ่งหนี แต่มันก็ไต่ตามมาเหมือนจิ้งจกเลย แล้วตอนสุดท้ายก็ทำท่าจะกระโดดลงมาใส่พวกเรา แต่มันก็หายตัวไปก่อน ซึ่งก็ดีแล้วแหละ ไม่งั้นมิ้นว่ามิ้นหัวใจวายตายก่อนแน่ๆ"

            "แล้วที่บอกว่ามีคนหันตั้งเยอะนี่ฮู้ได้จะไดก๋า"

            "เพื่อนมิ้นที่อยู่อีกห้องหนึ่งโทรมาเล่าให้ฟังน่ะ"

            "เพื่อนเราก็เหมือนกัน" เด็กสาวผู้เห็นผีอีกคนซึ่งดูเหมือนจะชื่อแพรเสริม "แต่ทั้งสองคนที่โทรมาอยู่คนละฟากเมืองกันเลย แล้วก็อยู่คนละฟากเมืองกับพวกเราด้วย แปลว่าอาจจะมีผีพวกนี้หลายตนก็ได้นะ"

            "หลายตนเหรอ หวาย....."

            "พวกเธอหันผีตนนั้นตอนกี่โมงกันก๋า" กล้วยถามต่อ ไม่สนใจมิ้นซึ่งกอดอกทำท่าขนหัวลุก

            "เอ ไม่รู้สินะ ไม่ได้คิดจะมองนาฬิกาด้วยสิ" แพรเบ้ปาก แต่เธอก็เอ่ยขึ้นอีกครั้งเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ "แตน ตอนนั้นเธอกำลังถ่ายรูปพระพุทธรูปอยู่ไม่ใช่เหรอเลยไม่ได้มองขึ้นไปบนเพดานกับพวกเราน่ะ ดูเวลาในกล้องให้หน่อยได้มั้ย"

            "อะ อืม ได้สิ" แตนคว้ากล้องในกระเป๋าข้างตัวขึ้นมากดไล่ดูรูปอย่างรวดเร็ว "นี่ไง เวลาก็.... สิบโมงสิบนาที ถ่ายรูปนี้เสร็จปั๊บแพรกับมิ้นก็กรี๊ดเลยล่ะ"

            "แล้วเพื่อนๆของพวกเธอที่เห็นผีโทรมาบอกก่อนหน้านั้นนานมั้ย"

            "ก็ไม่นานเท่าไหร่นะ ประมาณห้านาทีได้มั้ง" แพรตอบ "แต่ก็ได้ยินว่ามีคนเห็นอีกเยอะนะ อย่างน้อยก็สามสี่กลุ่มล่ะมั้งมีอะไรเหรอ ทำไมถึงถามละเอียดแบบนี้ หรือว่าเธอรู้อะไรเกี่ยวกับผีตนนี้"

 

            "บ่ๆ แค่อยากฮู้เหตุการณ์เท่านั้นเอง ขอบคุณมากเน่อ"

            เด็กสาวหน้าจืดรีบปฏิเสธก่อนจะบอกลาสามสาวและเดินกลับมายังโต๊ะตัวเอง แต่ในหัวประมวลผลอย่างรวดเร็ว ตอนที่ต๊อกโวยวายขึ้นมาว่าเห็นผีก็เวลาประมาณสิบโมงสิบนาทีเช่นกัน และจากที่เธอเห็นเมื่อวาน ผีร่างไหม้เกรียมจากกัมมันตภาพรังสีพวกนี้เคลื่อนที่ได้เร็วที่สุดก็ประมาณหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ในช่วงเวลาสั้นๆไม่มีทางที่ผีตนเดียวกันจะวิ่งระหว่างพระราชวังโบราณและวัดทองอินซึ่งห่างกันเกือบสามกิโลเมตรได้แน่นอน แปลว่าผีจะต้องมีอย่างน้อยสองตนอย่างนั้นหรือ....

 

            แต่ที่แน่ๆ เห็นได้ชัดแล้วว่าเหล่าผีร้ายเล็งนักเรียนของตานนะคอนเป็นเป้า

 

            "รู้จักสามคนนั้นเหรอ" จ้าดเอ่ยถามขึ้นทันทีที่เด็กสาวหน้าจืดนั่งลงที่เก้าอี้ของเธอข้างตัวฟ้า

            "บ่ฮู้จักหรอก"

            "อ้าว แล้วไปคุยอะไรกับเขาซะยาว"

            "ข้าเจ้าได้ยินหมู่เปิ้นอู้กันเรื่องผี" ตานีสาวลดเสียงลงเพื่อไม่ให้กลุ่มเพื่อนฟ้าซึ่งนั่งอยู่อีกฟากโต๊ะและกำลังโซ้ยข้าวผัดกะเพรากุ้งอย่างเมามันได้ยิน "ข้าเจ้าว่า บ่าจ้าดวอกนั่นคงบ่ได้ตาฝาดแล้วล่ะ"

            "หมายความว่าไง" ฟ้าซึ่งชะงักค้างในท่ากำลังจะพุ้ยบะหมี่หมูตุ๋นเข้าปากถาม "อย่าบอกนะว่าสามคนนั้นก็เห็นผีมาเหมือนกัน"

            "นั่นล่ะแม่นเลย" เด็กสาวหน้าจืดตอบทันควัน "หมู่เปิ้นหันเวลาใกล้ๆกับหมู่เฮาด้วย แต่ว่าหันที่วัดทองอิน หมู่เปิ้นยังอู้ด้วยนะว่ามีคนหันอีกหลายคนเลย"

            "เห็นที่วัดทองอินเวลาไล่เลี่ยกับเรางั้นเหรอ" หลานชายหมอผีใหญ่ขมวดคิ้ว "งั้นก็แปลว่าต้องมีผีสองตนน่ะสิ ผีพวกนั้นไม่น่าวิ่งมาพระราชวังทันอยู่แล้ว"

            "ข้าเจ้าก็ว่าอย่างนั้น" กล้วยตอบ "แต่จะกี่ตนก็ช่าง ตอนนี้หันได้ชัดๆแล้วว่าหมู่เปิ้นกำลังหมายหัวนักเรียนของตานนะคอนพิทยาคม หลังจากนี้ข้าเจ้าคงต้องลองลาดตระเวนดูทั่วเมืองแล้วล่ะ"

            "อ้าว แล้วจะไม่ทัศนศึกษาแล้วเรอะ กลับไปมีรายงานนา"

            "ก็บอกแล้วไงว่าข้าเจ้าเคยมาปราบผีที่นี่ตั้งหลายครั้งแล้วน่ะบ่าจ้าดง่าว"

            "แล้วจะไปคนเดียวน่ะเหรอ" เด็กสาวหน้าคมถามบ้าง "ถ้าพวกมันรุมกล้วยขึ้นมาจะสู้ไม่ไหวเอานา"

            "ถ้ามีอะหยังขึ้นมาข้าเจ้าจะโทรหาละกัน”

            “กล้วยยังไม่มีมือถือไม่ใช่เรอะ”

            เออก็แต๊” ตานีสาวเพิ่งจะนึกขึ้นได้ “แต่จะไดข้าเจ้าก็เคลื่อนที่ในพริบตาได้อยู่แล้ว ถ้าเจออะหยังหนักเกินข้าเจ้าก็หนีมาก่อนได้"

            "แน่นา" หลานชายหมอผีใหญ่หรี่ตาลง "ไม่ใช่ว่าจู่ๆก็เกิดอาร์ตไม่อยากให้ใครช่วยแล้วดันทุรังลุยเดี่ยวเองอีกนะกล้วย"

            "ข้าเจ้าบ่ยะอะหยังเกินตัวหรอกน่าบ่าจ้าดง่าว"

            "ก็เคยเห็นทำบ่อยๆไงถึงได้พูดน่ะ...."

 

            กล้วยอยู่กับทั้งกลุ่มจนกระทั่งทุกคนกินข้าวกลางวันกันเสร็จจึงแยกตัวไป โดยอ้างกับคนอื่นๆว่าขอกลับโรงแรมก่อนเนื่องจากท้องเสียจึงไม่มีใครกล้าถามอะไรมาก ต๊อกดูสบายใจขึ้นเมื่อตานีสาวไป แต่ฟ้าและจ้าดรวมทั้งไร่กลับรู้สึกหนักใจมากขึ้น แม้พวกเขาจะไม่ได้กลัวผีอะไรมากมาย อาจจะยกเว้นฟ้าที่เกลียดผีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวบ้าง แต่การได้รู้ว่ามีผีอย่างน้อยก็สองตนวนเวียนอยู่รอบๆก็ทำให้ขนหัวลุกได้ไม่น้อย ยิ่งเมื่อคนที่เชี่ยวชาญการสู้กับผีมากที่สุดไม่อยู่แบบนี้ด้วยแล้ว

 

            ถึงแม้ทั้งเด็กสาวหน้าคมและเด็กหนุ่มหน้าดุจะเอาอาวุธติดตัวมาทั้งคู่ แต่กับผีที่มีความอาฆาตแค้นรุนแรงเช่นนี้อีโต้และสนับเหล็กคงทำอะไรไม่ได้มาก และถึงผีร้ายจะทำอะไรฟ้าแทบไม่ได้เลยก็ตาม แต่ถ้าพวกมันเกิดยอมแพ้แล้วหันกลับมากัดคนอื่นแทนล่ะ.....

 

            แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีผีตนใดโผล่เงาศีรษะดำๆมาให้เห็นเลยสักตน สามหนุ่มและสามสาวที่เหลือจึงเดินชมโบราณสถานที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมืองอย่างสบายใจแต่ไม่สบายขาที่เมื่อยจนแทบลาก อย่างไรก็ตาม ฟ้า จ้าดและไร่ก็อดเป็นห่วงกล้วยที่เงียบหายต๋อมไปไม่ได้ โทรศัพท์มือถือเธอก็ไม่มี อย่างไรก็ตาม เมื่อทุกคนกลับมาถึงโรงแรมตอนเกือบหนึ่งทุ่มก็พบเด็กสาวหน้าจืดนั่งสัปหงกรออยู่ที่ม้านั่งหวายในล็อบบี้แล้ว

 

            "กล้วย กล้วย" ฟ้าเดินเข้าไปเขย่าไหล่ปลุกเพื่อนสาวเบาๆ "ตื่นเถอะ เรากลับมาแล้ว"

            "อ้าว มากันแล้วก๋า" ตานีสาวบิดขี้เกียจก่อนจะลุกขึ้นยืน มือดึงถุงกล้วยซึ่งวางซ่อนไว้ใต้โต๊ะเบื้องหน้าขึ้นมาสะพายโดยอัตโนมัติ "เป็นจะไดบ้าง เจออะหยังอีกก่อ"

            "ไม่เจออะไรเลย" หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ "แล้วกล้วยล่ะ"

            "บ่เจออะหยังเลยเหมือนกัน" กล้วยส่ายหน้า "แม้แต่พลังวิญญาณก็จับบ่ได้ อาจจะดูเหมือนประมาทไปหน่อย แต่ข้าเจ้าว่าหมู่เปิ้นแค่มาหลอกหื้อย่านกันเฉยๆ แล้วก็คงปิ๊กโรงไฟฟ้าไปแล้วล่ะ คงบ่มีอะหยังหรอก ตราบใดที่หมู่เฮาบ่ได้ไปแถวนั้นอีก"

            "เฮ้อ ดีแล้วล่ะ" เด็กสาวหน้าคมถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้ผีร้ายร่างไหม้เกรียมพวกนี้จะไม่ได้หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวอะไรนัก แต่ลักษณะการเคลื่อนไหวของมันก็ทำให้เธอขนลุก "งั้นไปกันเถอะกล้วย ไปอาบน้ำกัน แล้วจะได้ออกมากินข้าวกัน พวกฝ้ายรออยู่ในห้องแล้ว"

            "อื้ม โอเค" ราชินีตานียิ้มให้เพื่อนสาว ก่อนจะหันกลับมาหาเด็กหนุ่มทั้งสามคนซึ่งตั้งท่าจะแยกตัวจากไป "จ้าด ไร่ แล้วก็บ่าจ้าดวอก ถึงจะดุเหมือนบ่มีอะหยังก็อย่าประมาทเด็ดขาดเน่อ มีอะหยังติดต่อข้าเจ้าทันทีเน่อ"

            "ติดต่อยังไงล่ะครับเจ๊ มือถือเจ๊ก็ไม่ยอมซื้อสักที"

            "โทรหาเราก็ได้" ฟ้าตอบ "ยังไงคืนนี้คงไม่มีใครแยกตัวออกไปไหนเดี่ยวๆแล้วแหละ เมื่อย"

            "โอเคงั้นไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ ไปถ่ายรูปที่ระลึกก่อนกลับกัน"

            "อื้ม"

 

            "เออนี่ กล้วย" พลอยเรียกเพื่อนสาวขณะเดินไปตามทางเดินยาวเหยียดที่ทอดไปตามความยาวปีกตึกด้านตะวันตกของโรงแรม "เมื่อกี้กล้วยพูดถึงเรื่องอะไรน่ะ ได้ยินพูดถึงพลังวิญญาณด้วย กล้วยเป็นหมอผีเหรอ"

            "อ๋อ เอ้อ ก็.... ทำนองนั้นล่ะ" เด็กสาวหน้าจืดอึกอักเล็กน้อย "ยะหยังก๋า"

            "ถ้ากล้วยเป็นหมอผี แล้วทำไมกล้วยถึงไม่ปราบพวกผีที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เมื่อวานเลยล่ะ หรือพวกกระสือกระหังที่มาโจมตีเมืองตานนะคอนเมื่ออาทิตย์ก่อนด้วย ปล่อยไว้ทำไม"

            "หมอผีก็มีสิ่งที่ยะได้กับยะบ่ได้เหมือนกันเน่อ" กล้วยตัดสินใจตอบเลี่ยง เธอยังคงจำคำพูดรุนแรงเกี่ยวกับผีของเด็กสาวชาวใต้ได้ "อีกอย่าง อายุแค่นี้พลอยคึดก๋าว่าข้าเจ้าจะเก่งน่ะ หมอผีเก่งๆเปิ้นต้องอายุสี่สิบขึ้นไปทั้งนั้นแหละ"

            "งั้นเหรอ...."

 

            เด็กสาวหน้าจืดแอบถอนหายใจโล่งอกเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ติดใจถามต่อ ในขณะที่เด็กสาวหน้าคมพยายามปิดปากกลั้นหัวเราะ ถ้าหมอผีเก่งๆต้องอายุสี่สิบขึ้นไปล่ะก็ สงสัยกล้วยคงจะอายุเฉียดๆร้อยปีได้แล้วกระมัง

 

            "เอ้อ อีกอย่างหนึ่ง" ราชินีตานีสะดุ้งเมื่อพลอยเอ่ยขึ้นอีกครั้ง "กล้วยเป็นแฟนกับจ้าดเหรอ เห็นอยู่ด้วยกันตลอดเลย"

 

            คำถามนี้เล่นเอาเด็กสาวหน้าจืดสำลักน้ำลายจนตัวงอ

 

            "แค่ก.... แค่ก.... ยะหยังถึงคึดจะอั้นล่ะพลอย !?"

            "แน่ะๆ ลนลานเชียวนะ เป็นแฟนกันก็บอกมาเถอะน่า...."

            "บ่มีทาง กับบ่าจ้าดง่าวนั่นก๋า บ่มีทางเด็ดขาด"

            "แหมกล้วย ไม่เห็นต้องทำท่าทางแบบนั้นเลยก็ได้นี่นา" ฟ้าร่วมผสมโรงด้วยอีกคน "เอางี้ อยากรู้อะไรเกี่ยวกับจ้าดหรืออยากให้เราช่วยอะไรบอกมาได้เลย เราเป็นเพื่อนมันมาตั้งแต่เด็กนา....."

            "โอ๊ย ก็บอกว่าบ่แม่นไง !" ตานีสาวไม่ได้โวยวายเต็มที่แบบนี้มาเสียนาน แต่ตัวเธอก็ต้องลีบเล็กเหลือเพียงปลีกล้วยเมื่อเพื่อนนักเรียนในห้องพักตามทางเดินต่างเปิดประตูออกมาส่งสายตาเชือดเฉือนที่รบกวนเวลาพักผ่อน กล้วยรีบก้มหัวขอโทษ ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงเบาลง "อีกอย่าง บ่าจ้าดง่าวนั่นมีคนที่ชอบแล้ว เปิ้นบอกข้าเจ้าเอง"

            "ใครเหรอๆ" ทั้งฟ้าทั้งพลอยถามอย่างตื่นเต้น แม้แต่เงินก็ยังเอาด้วย แต่ทั้งสามก็ต้องทำตัวลีบก่อนจะลดเสียงลงเหมือนเพื่อนสาวเมื่อครู่เมื่อนักเรียนในห้องพักแถวๆนั้นเปิดประตูออกมาเขม่นอีกครั้ง "ใครเหรอกล้วย บอกหน่อยสิ"

 

            "บ่บอกเด็ดขาด ความลับของจ้าดเปิ้น" กล้วยอมยิ้มอย่างมีเลศนัย "อีกอย่าง บอกไปก็คงบ่ฮู้จักหรอก"

            "อ้าว ผู้หญิงโรงเรียนอื่นเหรอ ร้ายนะเนี่ยไอ้จ้าด" เด็กสาวหน้าคมแสยะยิ้ม "เจอกันพรุ่งนี้ต้องเค้นความจริงออกมาให้ได้ซะแล้ว...."

            "เอ่อ ฟ้า บ่แม่นจะอั้น...."

            "อ้าว แล้วใครล่ะ เด็กโรงเรียนเราแต่เราไม่รู้จักงั้นเหรอ"

            "ช่างเถอะน่า ลืมๆที่ข้าเจ้าอู้ไปเถอะ"

            "ไม่เอา มันคาใจนี่...."

 

            กล้วยโล่งอกอย่างแรงที่พวกเธอเดินมาถึงห้องก่อนที่ฟ้าและกลุ่มเพื่อนฟ้าจะได้เค้นความจริงอะไรจากเธอได้มากกว่านั้น และเมื่อเข้าไปในห้องก็ไม่มีโอกาสคุยกันอีกแล้ว เนื่องจากเพื่อนสาวอีกห้าคนนั่งรออยู่พร้อมกับท้องที่ร้องดังจนได้ยินกันถ้วนทั่วทุกตัวคนและอารมณ์ที่คุกรุ่นจากความโมโหหิว ในที่สุด หลังจากอาบน้ำกันอย่างรวดเร็วกว่าปกติ เด็กสาวทั้งเก้าคนก็ออกจากห้องมาเดินอยู่ในทางเดินตรงยาวเหยียดซึ่งทอดไปยังปีกหลักของโรงแรมอีกครั้ง

 

            "พวกพลอยทำอะไรกันอยู่น่ะ นานมากเลย" เด็กสาวผู้มัดผมเป็นหางม้าเอ่ยขึ้นด้วยเสียงหงุดหงิด "ตอนนั้นโทรมาบอกว่าเข้าโรงแรมมาแล้ว ทำไมกว่าจะเดินมาถึงห้องตั้งยี่สิบนาทีล่ะ หิวนา"

            "อ๋อ มัวแต่คุยเพลินไปหน่อยน่ะ" ผู้ถูกถามหัวเราะแหะๆ "อย่าโกรธเลยน่ากวาง เดี๋ยวเย็นนี้เราเลี้ยงข้าวก็ได้นะ"

            "ได้ข่าวว่าข้าวแลงของโรงแรมฟรีบ่แม่นก๋า"

            "อ้าว ความแตก...."

            "แล้ววันนี้พวกกวางได้ไปดูอะไรกันมาบ้างเหรอ" ฟ้าถามขึ้นบ้าง

            "ก็วัดผาแดง วัดทองอิน พระราชวังบนเขา...." ฝ้ายเป็นคนไล่แทนเพื่อนสาว "พูดๆไปก็ครบแหละ แต่ได้ดูที่ละนิดที่ละหน่อยเอง เพราะยัยกวางนี่แหละ ดันบอกว่าเห็นอะไรก็ไม่รู้แล้วกลัวเลยรบเร้าจะขอกลับก่อน"

            คิ้วบางของตานีสาวขมวดเข้าหากันทันที "กวางหันผีตัวดำๆนั่นด้วยก๋า"

            "เห็นสิ กล้วยก็เห็นด้วยเหรอ" เด็กสาวผมหางม้าตอบทันควัน ท่าทางเธอดีใจไม่น้อยที่มีเพื่อนร่วมชะตากรรม "เห็นมั้ยพวกเธอ เราไม่ได้ตาฝากสักหน่อย เขาเห็นกันทั่วบ้านทั่วเมือง"

            "จ้าๆ ขอโทษจ้า....."

            "แล้วเห็นที่ไหน เห็นยังไง ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ย" เด็กสาวหน้าคมช่วยกล้วยถามต่อ

            "ก็ ตอนนั้นพวกเราอยู่ที่วัดจินดา พอเข้าไปในโบสถ์ก็ ว้าย !?"

 

            กวางหลุดเสียงหวีดร้องสั้นๆออกมาเมื่อหลอดไฟทุกดวงบนเพดานทางเดินดับพรึ่บลงพร้อมกัน พร้อมๆกับที่เสียงระเบิดดังก้องมาจากที่ไกลๆ หม้อแปลงไฟฟ้าที่จ่ายไฟให้กับโรงแรมคงจะระเบิด ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนักเมื่อมีนักเรียนเข้าพักจนล้นความจุปกติของโรงแรมเช่นนี้

 

            "ว้า มามืดตอนกำลังเล่าเรื่องผีเลย" เด็กสาวผมหางม้าพูดเสียงอ่อยๆ เธอหลบอยู่ข้างหลังเพื่อนสาวอีกคนซึ่งตัวสูงกว่าโดยอัตโนมัติ "เอาไงดี จะไปกินข้าวหรือจะกลับไปห้อง"

            "กลับไปห้องก็ไม่ได้ ห้องต้องใช้คีย์การ์ดเปิด ใช้ไฟฟ้าเหมือนกัน" พลอยตอบ พยายามปรับสายตาให้ชินกับความมืด "เราว่าไปที่ห้องกินข้าวกันดีกว่า ยังไงก็น่าจะมีเพื่อ..... กรี๊ด...........!!!"

 

            เด็กสาวผิวคล้ำหวีดร้องขึ้นอย่างหวาดกลัวเมื่อจู่ๆ เงาดำนับสิบร่างก็ปรากฏตัวขึ้นบนกระจกหน้าต่าง ทุกคนถึงกับขนลุก โดยเฉพาะกวางที่เย็นเยือกไปถึงไขสันหลังเมื่อเห็นว่ามันคือเหล่าผีร้ายร่างไหม้เกรียมที่โผล่ออกมาให้เธอเห็นเมื่อตอนกลางวันนั่นเอง พวกมันขยับหัวส่องดูด้านในของกระจกเล็กน้อย ก่อนที่ทุกตนจะรัวกำปั้นทุบกระจกหน้าต่างจนลั่นกราวไปทั้งแถบ

 

            ไวเท่าความคิด เด็กสาวทั้งเก้าใส่เกียร์หมาเผ่นแน่บไปตามทางเดินทันที เหล่าผีร้ายละมือจากกระจกก่อนจะคลานเหมือนจิ้งจกตามมาติดๆด้วยความเร็วสูง กล้วยกระชากกล้วยออกจากถุงก่อนจะกระหน่ำยิงพวกมันจนหมดแม็ก แต่ก็ไร้ผล ดูเหมือนพวกมันจะเป็นสสาร กระสุนหัวทำลายวิญญาณซึ่งเธอเลือกใช้เพราะไม่ต้องการจ่ายค่ากระจกจึงไม่ระคายผิวพวกมันเลยแม้แต่น้อย เด็กสาวหน้าจืดถอดเปลี่ยนซองกระสุนทันทีก่อนจะยกปืนขึ้นประทับบ่าเล็งอีกครั้ง แต่ก่อนที่เธอจะทันได้เหนี่ยวไกยิง ร่างไหม้เกรียมเหล่านั้นก็หายวับ ก่อนที่หลอดไฟตลอดแนวทางเดินจะสว่างขึ้นพร้อมกันอีกครั้ง

 

            "มีผู้ได๋เป็นอะหยังก่อ !?" ราชินีตานีถามเสียงเฉียบขาด ปืนยังคงประทับอยู่ที่บ่าเตรียมพร้อมยิงหากมีตัวอะไรโผล่ออกมาอีก

            "ไม่.... ไม่เป็นไร" ฝ้ายตอบเสียงสั่น "คนอื่นเป็นอะไรรึเปล่า"

            "ไม่เป็น.... เดี๋ยว ฟ้าไปไหน"

 

            กล้วยหันขวับเมื่อได้ยินคำพูดของเด็กสาวชาวใต้ ดวงตาเรียวไล่ไปตามใบหน้าของเพื่อนสาวอย่างรวดเร็ว แล้วหัวใจของเธอก็ร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อตระหนักว่าคำพูดของเพื่อนสาวเป็นความจริง ฟ้าหายไปเสียแล้ว

 

            "แล้วนั่นกล้วยถืออะไรอยู่น่ะ !?" เด็กสาวอีกคนในกลุ่มของฝ้ายเบิกตากว้างเมื่อเห็นอาวุธหนักในมือทั้งสองของเด็กสาวหน้าจืด

            "ปืนอัดลม แต่ช่างมันก่อนเถอะ" ตานีสาวตัดบททันควันก่อนจะหันมาถามพลอยและเงิน "ฟ้าวิ่งปิ๊กห้องไปก่อ"

            "ไม่นะ เมื่อกี้ยังวิ่งนำหน้าพวกเราอยู่เลย แต่พอไฟมาก็หายไปแล้ว"

 

            กล้วยเม้มปาก คิ้วขมวดกันแน่นจนแทบจะกลายเป็นเงื่อนบ่วงสายธนู ทางเดินนี้เป็นทางตรงตลอดแนว และทางเดินที่เหลืออยู่เบื้องหน้าเธอก็ยาวเกือบห้าสิบเมตร เป็นไปไม่ได้ที่ฟ้าจะวิ่งไปจนสุดทางเดินแล้วเลี้ยวเข้าห้องโถงกลางของโรงแรมได้ หรือหากวิ่งกลับไปที่ห้อง เธอซึ่งอยู่รั้งท้ายเพื่อยิงผีก็ต้องเห็นแน่นอน แล้วนี่เด็กสาวหน้าคมหายไปไหนกันแน่....

 

            "นั่นมันอะไรน่ะ"

            เสียงสั่นๆของกวางกระชากให้ราชินีตานีหันขวับกลับมาอีกครั้ง เด็กสาวผมหางม้าชี้ไปยังกระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งตกอยู่บนพื้นพรมห่างออกไปเกือบสี่เมตร พลอยและฝ้ายตั้งท่าจะเดินไปหยิบ แต่เด็กสาวหน้าจืดไวกว่า เธอกระโจนนำหน้าเพื่อนสาวทั้งสองไปฉวยกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่แล้ว ดวงตาเรียวก็ต้องเบิกกว้างเมื่อเห็นข้อความที่เขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินอยู่กลางหน้ากระดาษ ไขสันหลังเย็นเยียบราวกับถูกฉีดด้วยไนโตรเจนเหลว

 

            "เพื่อนของเธออยู่ในโลงหินที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แสนคำ อยากได้ตัวคืนก็ตามมาช่วยนะ ไม่ต้องเป็นห่วง ตอนนี้เพื่อนของเธอยังอยู่ในเขตปลอดรังสี ตอนเอาตัวมาก็ใส่ชุดป้องกันอย่างดี แต่เร็วหน่อยล่ะ เช้าเมื่อไหร่เพื่อนของเธอได้ออกไปเดินเล่นนอกเขตปลอดรังสีแน่ และคราวนี้ไม่มีชุดป้องกันด้วย เธอคงรู้นะว่าผลจะเป็นยังไง

 

            สุทัศน์ เลิศดอยแลง"

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #52 wat_r (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 เมษายน 2558 / 10:10
    มาแล้วสารท้ารบ น้ำจิ้มก่อนชุดใหญ่แน่ๆ 555 ใครจะไปคิดว่าผีทุบกระจกจะเป็นแค่ตัวล่อ โอยๆ กล้วยเงิบอีกแล้ว
    #52
    0
  2. #24 lllllllllllllllllllllllll '[27]' (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 มกราคม 2558 / 03:04
    เอาจริงๆเรื่องนี้เราไม่หวังเรื่องความรักของใครนะ เพราะตอนสู้น่าลุ้นจนลืมเรื่องอื่นไปเลยมากกว่า โฮะๆๆๆๆ



    __________________________________________________________________________

    *ฝันดีเน้อ ท่านนักเขียน
    #24
    0