ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 12 : ผีร้ายผู้ชุมนุมในลานกว้าง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 57
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    10 ม.ค. 58

            "กรี๊ด เสือ !!!"

            ก่อนที่กล้วยจะทันได้ชักกล้วยออกมาจากถุง เสียงกรีดร้องจากฝ้ายผู้เกิดปวดฉี่ลุกขึ้นมาตอนนั้นพอดีก็ปลุกคนทั้งห้อง และทันทีที่ทุกคนเห็นสิ่งที่อยู่นอกหน้าต่าง เสียงกรีดร้องก็ดังประสานแสบแก้วหูเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ตไม่มีผิด มีเพียงฟ้าเท่านั้นที่ยังคงคุมสติได้ แต่ก็คงอีกไม่นานนักหากเพื่อนทั้งแปดยังคงตั้งหน้าตั้งตากรีดร้องอยู่เช่นนี้

 

            "เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งร้อง ไม่เป็นไรๆ !"

            ขากรรไกรของเด็กสาวหน้าจืดและเด็กสาวหน้าคมมีอันต้องทิ้งตัวลงตามแรงโน้มถ่วงของโลกเมื่อจู่ๆหลานชายหมอผีใหญ่ในชุดพละสีดำคาดเขียวก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลังเสือโคร่งหิมะ เด็กหนุ่มโบกมือไปมาพยายามจะสื่อคำพูดด้วยไม่แน่ใจว่าเสียงของเขาจะทะลุกระจกประตูระเบียงเข้าไปได้หรือไม่ แต่ไม่ว่าจะได้หรือไม่ได้ การกระทำของเขาก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นสักเท่าไหร่

 

            "กรี๊ด ปู้จาย......!!!"

            เสียงกรีดร้องใหม่ทำเอากล้วยและฟ้ารีบหุบปากก่อนจะหันหลังกลับไปมองต้นเสียงจนคอลั่นกร๊อบ เงิน ฝ้าย และเพื่อนสาวอีกคนถอยกรูดไปจนติดผนังและกอดกันกลมราวกับเด็กหนุ่มนอกหน้าต่างพังประตูเข้ามายืนทำหน้าหื่นอยู่ในระยะประชิดแล้ว เด็กสาวหน้าคมรู้ว่าเพื่อนสาวทั้งสามมาจากโรงเรียนหญิงล้วนตอนมัธยมต้น แต่อยู่สหศึกษามาสามปีก็น่าจะชินได้แล้วไม่ใช่หรือ.....

 

            เสือตัวนั้นมองซ้ายมองขวาด้วยท่าทีตื่นตระหนก แต่วินาทีต่อมา ราชินีตานีและเด็กสาวผู้ใช้สนับมือเป็นอาวุธก็กลับต้องเป็นฝ่ายจ้องมองอย่างตื่นตระหนกบ้างเมื่อมันลุกขึ้นยืนสองขา ก่อนที่ขนจะหดสั้นลง ร่างกายหดเล็กลง ใบหน้าน่าเกรงขามหดเข้าและเปลี่ยนรูปอย่างรวดเร็ว ดูราวกับหุ่นยนต์กำลังเปลี่ยนรูปร่าง หากแต่ไม่มีกลไกเท่านั้น

 

            ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที เสือโคร่งหิมะตัวเขื่องก็กลายร่างเป็นเด็กสาวในชุดเสื้อคลุมกันหิมะสีเทา ที่คอมีผ้าพันคอลายพาดกลอนพันอยู่รอบ เธอดูอายุไม่ห่างจากเหล่าเด็กสาวในห้องพักมากนัก อาจจะเด็กกว่าสักสองสามปีด้วยซ้ำ ผมยาวถึงกลางหลังที่รวบเป็นหางม้าเป็นสีขาวสลับดำเหมือนลายเสือไม่มีผิด เด็กสาวไม่มีใบหูเหมือนมนุษย์ หากมีหูแหลมเหมือนเสือซึ่งซุกอยู่ในเรือนผม บนแก้มของเธอก็มีลายสีดำกับขาวอยู่สองขีด ทำให้ใบหน้าน่ารักแฝงแววเจ้าเล่ห์ของเธอดูราวกับมีแววเสือซ้อนทับอยู่ เด็กสาวผู้นั้นมองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวงอีกครั้ง ก่อนที่จะเคาะประตูกระจกเบาๆ

 

            "กรี๊ด เสือสมิง.....!!!"

            "กรี๊ด ปู้จายลามกโรคจิตจะมาปล้ำหนูแย้ว.....!!!"

            ภารกิจล้มเหลว เช่นเดียวกับจ้าด ความพยายามของเธอไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย กลับยิ่งวุ่นวายขึ้นไปอีก ดวงตาเรียวของกล้วยกลอกไปมาอยู่ในเบ้าตาอย่างวิตก ไหนจะเสือสมิงที่นอกหน้าต่าง ไหนจะฟ้าซึ่งดูใกล้สติแตกไปอีกคนเต็มทน และไหนจะอาจารย์ซึ่งคงได้ยินเสียงร้องกำลังขับนับหมื่นวัตต์นี้แน่นอนซึ่งอาจจะวิ่งมาเคาะประตูเหมือนไหร่ก็ได้ ยังไม่นับบ่าจ้าดง่าวที่กำลังโบกไม้โบกมือเหมือนตำรวจจราจรโดยไม่รู้ว่าตัวเองกลายเป็นไอ้หื่นไปแล้วนั่นอีก

 

            "เปิดซิ ในห้องนั้นน่ะมีอะไรกัน !?"

            ความกังวลของราชินีตานีเป็นจริงทันใจ ประตูห้องถูกทุบอย่างแรงพร้อมกับเสียงตะโกนถามของอาจารย์หญิง ไวเท่าความคิด กล้วยรีบเอามืออุดปากเพื่อนสาวสองคนไว้ ขณะฟ้าอุดอีกคนก่อนจะลากไปยังประตูกับเธอด้วย

 

            "ไม่มีอะไรค่ะ พอดีเล่าเรื่องผีกันแล้วมีของหล่นเลยตกใจกันน่ะค่ะ"

            "เปิดให้ครูเข้าไปซิ !" เสียงจากอีกฟากตอบกลับมา

            "เดี๋ยวก็จะนอนกันแล้วค่ะ อาจารย์อย่าเข้ามาเลย"

            "แน่ใจนะ”

            "ค่ะ”

            “ก็ได้ แต่พรุ่งนี้ครูจะเข้าไปดูห้องนะ ถ้ามีอะไรเสียหายมีคุยกันยาวแน่”

 

            ทั้งฟ้าทั้งกล้วยถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของอาจารย์ดังห่างออกไปเรื่อยๆ แม้เพื่อนที่โดนอุดปากอยู่ในอ้อมกอดจะยังพยายามดิ้นให้หลุด เด็กสาวหน้าจืดส่งสายตาที่บอกความหมายว่าหากไม่เงียบเรื่องจะยิ่งยุ่งกว่านี้ โชคดีที่พวกเธอยอมฟัง เด็กสาวหน้าจืดจึงหันมาประจันหน้ากับสมิงสาวนอกหน้าต่างอีกครั้ง

 

            "เจ้าเป็นผู้ใด๋ มายะหยัง !?"

            "เฮาเป็นเผ่าสมิง อาศัยอยู่ในป่านี้"

            เด็กสาวหน้าเสือตอบ สำเนียงของเธอเหมือนสำเนียงที่ชาวบ้านแถบนี้พูด ซึ่งค่อนไปทางภาษาของรัฐแถบตะวันออกเฉียงเหนือหรือที่เรียกกันว่าภาษาอีสาน แม้พื้นที่นี้จะอยู่ในรัฐเวียงตานซึ่งถือเป็นรัฐศูนย์กลางอารยธรรมภาคเหนือ แต่ก็อยู่ชายแดนติดกับรัฐเชียงหลวงและล้านม้าซึ่งพูดอีสาน จึงไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกมากนัก

 

            "เฮาได้ยินว่าราชินีตานีมาที่นี่ เฮามีข่าวมาบอก"

            ดวงตาเรียวของกล้วยหรี่ลงอย่างไม่ไว้ใจ เธอรู้จักเผ่าสมิงดีแม้จะไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นตัวมากนัก พวกเขาคือเผ่าพันธุ์สัตว์ภูตที่หลอมรวมร่างกับเสือ มีสติปัญญาและเทคโนโลยีใกล้เคียงมนุษย์ มักอยู่อย่างสงบในป่าโปร่งและทุ่งหญ้าในแถบนี้ แต่ก็มีบางครั้งบางคราวที่อาละวาดทำร้ายมนุษย์จนตานีต้องมาปราบเช่นกัน

 

            “เอ๋ ใครมาที่นี่นะ” ฝ้ายขมวดคิ้วถามอย่างงงๆ

            "บ่ฮู้สิฝ้าย ข้าเจ้าก็งงๆเหมือนกัน” กล้วยรีบแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ก่อนจะหันไปถามเด็กสาวหน้าเสือต่อ ”ได้ยินว่าราชินีตานีมาที่นี่ก๋า ได้ยินมาจากที่ได๋"

            "เพื่อนของมนุษย์คนนี้ คนที่ตัวขาวบ่แม่นตัวดำ"

 

            ตานีสาวหันขวับย้ายโฟกัสจิตสังหารไปยังหลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งยืนเก้ๆกังๆไม่มีอะไรทำอยู่บนสนามหญ้าทันที

 

            "จ้าด นี่มันหมายความว่าจะได ยะหยังต๊อกถึงได้อู้เรื่องนั้น !?"

            "หนูไม่รู้ !" เสียงตอบของจ้าดอู้อี้เมื่อดังผ่านประตูกระจก

            "บ่ต้องโทษเปิ้นดอก สมิงหูดีอยู่แล้ว ท่านเองก็น่าสิฮู้นี่" สมิงสาวพยายามช่วย แต่กล้วยยังไม่เย็นลง

            "แล้วยะหยังนายถึงพาเปิ้นมาหาข้าเจ้า" ราชินีตานีถามต่อด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด "นายฮู้ก๋าว่าเขาจะบ่ทำร้ายฟ้า ข้าเจ้า หรือตนอื่นๆ !?"

            "เอ่อ เรื่องนั้นก็...." เด็กหนุ่มหน้าดุเกาหัวแกรกๆ เขาลืมคิดเรื่องนี้ไปเสียสนิท สงสัยคงต้องดัดนิสัยช่วยคนอื่นโดยไม่ยั้งคิดของตัวเองสักหน่อยแล้ว

            "พอเถอะ อย่าไปว่าเปิ้นเลย" เด็กสาวแก้มลายรีบเบรกเมื่อเห็นราชินีแห่งภูตทำท่าจะใส่ต่อ "เฮามีข่าว ด่วนมากด้วย ฟังเฮาก่อนเถอะ ขอร้อง"

 

            กล้วยหันกลับมาหาสมิงสาวอีกครั้ง ดวงตาเรียวยังคงหรี่อย่างระแวงอยู่เช่นเดิม

 

"ว่ามาสิ"

            "เฮาได้ยินว่าพวกท่านเจอผีที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แม่นบ่" สมิงสาวเริ่มต้นด้วยคำถาม

            "แม่น" เด็กสาวหน้าจืดตอบ ยังคงรักษาปากกระบอกปืนให้ชี้ตรงไปยังหน้าผากของฝ่ายตรงข้าม

            "และท่านก็สัมผัสพลังวิญญาณเข้มข้นได้ด้วยแม่นบ่"

            "แม่น"

            "และท่านก็ถามนายหัวของศูนย์มาแล้วแม่นบ่ และนายหัวก็ตอบว่าตั้งแต่เฮ็ดงานที่นั่นมา ท่านยังบ่เคยเห็นผีสักตน"

            "แม่น" ดวงตาเรียวของเธอหรี่ลงอีกจนแทบปิด สมิงตนนี้รู้มากกว่าที่คิด แม้เธอจะรู้ดีว่าหูของสัตว์ภูตไม่ว่าเผ่าพันธุ์ไหนก็ดีกว่ามนุษย์และตานีหลายเท่าก็ตาม

            "ปกติผีพวกนั้นบ่มีพลังมากพอสิปรากฏตัวออกมาให้ไผเห็นหรอก" เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเสืออธิบาย "แต่ช่วงสองสามวันมานี่ เหมือนกับว่ามีอีหยังบางอย่างเพิ่มพลังให้พวกเปิ้น จนพลังวิญญาณเข้มแข็งขึ้นและปรากฏตัวออกมาได้อย่างที่ท่านเจอนั่นแหละ"

 

            "หมายความว่าจะได ที่ว่ามีอะหยังเพิ่มพลังหื้อหมู่เปิ้นอยู่" คิ้วบางของตานีสาวขมวดเข้าหากัน

            "เฮาก็บ่ฮู้คือกัน แต่ที่แน่ๆ เฮาบ่ได้เข้าใจผิดแน่นอน เพราะพวกเฮาชาวสมิงก็ได้รับผลคือกัน แต่บ่มาก เพราะพวกเฮาเป็นวิญญาณครึ่งสัตว์ บ่ได้เป็นวิญญาณเต็มตัว" เด็กสาวนอกหน้าต่างตอบ "เฮาเลยสงสัยว่าอาจสิมีไผวางแผนเฮ็ดอีหยังอยู่ก็ได้ เพราะผีพวกนั้นส่วนใหญ่เป็นผีคนงาน หลายตนมีความแค้นกับบริษัทผลิตไฟฟ้าที่ปล่อยให้พวกเปิ้นตาย บางตนถึงขั้นแค้นคนทั่วไปเลยด้วยซ้ำ ประมาณว่าคึดว่าที่พวกเปิ้นต้องมาตายก็เพราะความต้องการใช้ไฟฟ้าของชาวเมือง"

            "จะอั้นก่อ" กล้วยพยักหน้าช้าๆ "โอเค ขอบคุณมากที่มาเตือน ข้าเจ้าจะระวังตัวไว้ ปิ๊กป่าของเจ้าไปเถอะ ผู้ได๋มาหันจะโดนยิงเอาง่ายๆเน่อ"

 

            "ข่าวของเฮาบ่ได้หมดแค่นั้นเด๊"

            คิ้วของราชินีตานีขมวดเข้าหากันอีกเล็กน้อยด้วยขมวดเยอะอยู่แล้ว

 

            "อะหยังอีกล่ะ"

            "มีคนส่งคำเชิญมาถึงนายหัวของพวกเฮา เชิญไปชุมนุมผีที่ลานเอนกประสงค์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ บอกว่าสิมีผีต่างถิ่นมาเว้าให้ฟัง"

            "อู้เรื่องอะหยัง"

 

            แทนคำตอบ สมิงสาวยกใบปลิวยับๆแผ่นหนึ่งขึ้นให้ดู มันมีขนาดเอสี่ ดูเผินๆเหมือนใบปลิวหางานหรือโฆษณากิจกรรมทั่วๆไป หากรูปภาพที่พิมพ์เด่นเป็นสง่าอยู่กลางหน้ากระดาษเป็นรูปชายคนหนึ่งถูกเงาดำๆ ฟันจนคอขาดสะบั้น เลือดที่สาดออกมาจากเส้นเลือดแดงใหญ่ถูกละเลงทั่วแผ่นกระดาษมองดูน่าสยดสยองแม้จะเป็นเพียงหมึกพิมพ์ ด้านล่างของใบปลิวมีอักษรตัวเป้งเท่าหม้อข้าวหม้อแกงลิงเขียนเอาไว้ชัดเจน

 

            "ถึงเวลาหรือยังที่จะแก้แค้นมนุษย์ ผู้ทำให้เราต้องตกอยู่ในสภาพน่าสมเพชและทรมานเช่นนี้ สุนทรพจน์และการเรียกระดมพลโดยสุทัศน์ เลิศดอยแลง ลานเอนกประสงค์ ซากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แสนคำ 02.00 3 พฤศจิกายน 4154"

 

            ฟ้าขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิดเมื่อเห็นชื่อคนจัด จ้าดซึ่งเดินเข้ามายืนข้างๆและเห็นข้อความในใบปลิวก็ขมวดคิ้วด้วยเช่นกัน ทั้งสองเคยได้ยินชื่อสุทัศน์นี่ที่ไหนสักแห่ง เหมือนจะเห็นบ่อยมากเสียด้วย แต่ก็คิดไม่ออก

 

            "จะอี้มัน.... ถ้าเกิดเป็นเรื่องแต๊ขึ้นมาบ่ดีแน่" เด็กสาวหน้าจืดพึมพำเบาๆ ก่อนจะลดปืนลง "ขอบคุณมากที่มาแจ้งเน่อสมิงสาว ข้าเจ้าจะรีบไปตรวจสอบ"

            "เราไปด้วยสิกล้วย" ทั้งจ้าดและฟ้าเอ่ยขึ้นเกือบจะพร้อมกัน

            "บ่" ตานีสาวตอบทันควัน "อันตรายเกินไป ตอนกลางวันฟ้าก็หันแล้วนี่ว่าผีตนนั้นเป็นจะได นั่นแค่ตัวเดียวเน่อ ถ้าเกิดมีการชุมนุมผีแต๊ๆล่ะก็ กระสือกระหังที่ฟ้าเจอเมื่ออาทิตย์ที่แล้วน่ะอาจจะเด็กๆไปเลยก็ได้ อีกอย่าง งานนี้เริ่มตอนตีสอง นี่ก็เที่ยงคืนกว่าแล้ว โรงไฟฟ้าก็ห่างตั้งสามสิบกิโล ข้าเจ้าน่ะเคลื่อนย้ายในพริบตาไปได้เพราะเป็นกึ่งพลังงาน แต่ฟ้ากับจ้าดบ่มีทางไปได้แน่ อยู่ที่นี่เถอะ"

 

            "ไปได้สิ เป็นอีหยังถึงไปบ่ได้ล่ะ"

            เด็กสาวหน้าจืด เด็กสาวหน้าคมและเด็กหนุ่มหน้าดุหันมองสมิงสาวอย่างสงสัยระคนประหลาดใจ

 

            "ขี่หลังเฮาไปก็ได้ เฮาก็วิ่งเร็วอยู่นา อีกอย่างพวกเฮาบ่ได้เข้าไปข้างในอยู่แล้วเพราะระดับกัมมันตภาพรังสียังบ่ปลอดภัยเท่าไหร่ ซุ่มอยู่ข้างนอกห่างๆสักกิโลสองกิโลก็น่าจะพอแล้ว แถวนั้นก็มีที่ซุ่มดีๆหลายอยู่เด๊"

            "แล้วจะได้ยินยังไงล่ะ ห่างตั้งสองกิโล" จ้าดถาม

            "เฮาได้ยินอยู่แล้ว ตานีก็น่าสิได้ยืนเหมือนกันนี่" เด็กสาวแก้มลายหันไปถามราชินีตานีซึ่งพยักหน้าช้าๆ อย่างไม่อยากให้เพื่อนสาวอีกสามคนที่ยังนั้งกันตาแป๋วอย่างไม่รู้เรื่องอยู่เบื้องหลังสังเกตเห็น "อีกอย่าง กลางคืนเงียบๆจังซี่ ต่อให้เป็นมนุษย์ก็ยังน่าจะได้ยิน ถ้าพวกเปิ้นใช้เสียงจริงๆพูด บ่แม่นใช้จิตสื่อสารกันนะ"

            "แล้วฟ้ากับจ้าดล่ะ จะยะจะไดถ้าเกิดอาจารย์มาเช็ก"

            "กล้วยก็เหมือนกันนั่นแหละ” สาวหมัดเหล็กพูดกลั้วหัวเราะ ก่อนจะหันไปหาเพื่อนสาวทั้งสามคนที่ยังนั่งกอดหมอนกอดผ้าห่มกันอยู่ข้างหลัง “แล้วยังสามคนนี่อีก”

            “คิดว่าเราจะขี้ฟ้องขนาดนั้นเลยเหรอฟ้า” เงินพูดด้วยเสียงตัดพ้ออยู่น้อยๆ “แต่กล้วยกับฟ้าจะไปจริงๆเหรอ มันดูไม่ค่อยปลอดภัยนะ”

            “นั่นสิกล้วย” ฝ้ายช่วยเสริมอีกแรง

            “บ่ต้องเป็นกห่วงข้าเจ้าหรอก ข้าเจ้าดูแลตัวเองกับฟ้าได้อยู่แล้ว จะไดก็อยู่กันดีๆละกันเน่อ ถ้าอาจารย์เข้ามาหรือมาถามอะหยังก็บอกว่าข้าเจ้ากับฟ้าท้องเสียหนักมากละกัน”

            “ได้”

 

            กล้วยก้มลงหยิบถุงปืน รับเสื้อกันหนาวตัวหนาจากฟ้ามาสวมก่อนจะเปิดประตูก้าวออกไปด้านนอก มือพร้อมจะควักสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยักษ์ในถุงออกมาใช้แทงกระบองฟาดสมิงสาวได้ทุกเมื่อหากเธอกระโจนเข้าใส่ แต่อีกฝ่ายยังคงยืนนิ่ง อันที่จริงเธอยิ้มด้วยซ้ำ และเด็กสาวหน้าจืดก็พอจะมองออกว่านั่นไม่ใช่การยิ้มอย่างมีเลศนัย หากแต่เป็นการยิ้มจริงใจแบบชาวชนบทจะพึงยิ้ม

 

            "แต่เธอจะไหวก๋า ตั้งสองคนขี่หลังเธอไปจะอี้" ราชินีตานีตัดสินใจเปลี่ยนสรรพนามเรียกอีกฝ่าย ก่อนจะสะบัดสายตาไปหาเพื่อนหนุ่มซึ่งยืนเก้ๆกังๆอยู่ข้างๆ "แล้วบ่าจ้าดง่าวนั่นก็บ่ได้เบาด้วยเน่อ"

            "เฮาพาหมู่มาอีกสองตน"

            ทั้งห้องสะดุ้งกันเฮือกอีกครั้ง และกล้วยก็เกือบจะหยิบปืนออกมาแล้วเมื่อเสือโคร่งหิมะอีกสองตัวเดินออกมาจากป่าใกล้ๆตัวอาคาร แต่ทั้งสองตัวก็กลายร่างเป็นเด็กสาวในชุดกันหนาวลายพาดกลอนแทบจะทันที ตนหนึ่งตัวเล็กกว่าเด็กสาวบนระเบียงเล็กน้อย ใบหน้าของเธอดูเด็กกว่า อาจเป็นเพราะผมสีดำสลับขาวที่ผูกเอาไว้เป็นหางม้าคู่ ส่วนอีกตนสูงเกือบร้อยแปดสิบเซนติเมตรและดูหน้าตาเป็นผู้ใหญ่กว่า ผมยาวเกือบกลางหลังรวบเอาไว้เป็นมวยดูคล้ายนาง

 

            "บ่ต้องยะจะอั้นก็ได้ หมู่เฮาก็เผ่าพันธุ์วิญญาณเหมือนๆกัน แล้วก็บ่ต้องอู้กับข้าเจ้าว่าท่านก็ได้เน่อ เรียกกล้วยก็พอ" เด็กสาวหน้าจืดพูดอย่างเคอะเขินเมื่อสมิงสาวทั้งสองตนเดินมาคำนับให้เธออย่างงดงาม "แต่.... ขอเวลาสักนิดได้ก่อ ข้าเจ้าอยากหื้ออีกตนหนึ่งไปด้วย"

            "ไม่น่าเชื่อว่ากล้วยจะชวนคนอื่นไปด้วย" จ้าดเอ่ยอย่างแปลกใจ "ใครล่ะ"

 

            ริมฝีปากของตานีสาวบิดเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม

 

 

            อากาศยามเกือบตีหนึ่งของต้นฤดูหนาวเย็นเฉียบจับใจ มิหนำซ้ำหิมะที่ครึ้มมาตั้งแต่กลางวันก็ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาจนแทบจะกลายเป็นพายุหิมะ แต่มันก็ช่วยบดบังผู้เดินทางยามราตรีจากสายตาบุคคลภายนอกได้เป็นอย่างดี สามเสือโคร่งหิมะวิ่งตัดผ่านทุ่งหญ้าโล่งกว้างไปด้วยความเร็วสูงหากเงียบกริบ มีเพียงเสียงเดียวเท่านั้นที่ดังโหวกเหวกอยู่ในความเงียบ

 

            "แล้วนี่จะพาผมมาด้วยทำไมคร้าบ......!?"

            ต๊อกนั่งตัวสั่นงันงกด้วยความหนาวอยู่บนหลังเสือตัวใหญ่ที่สุด มือขวาขยุ้มขนยาวๆเอาไว้แน่น ส่วนมือซ้ายก็พยายาบรวบชายเสื้อหนาวซึ่งปลิวไสวเมื่อต้องลมที่มีความเร็วเกือบร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะปากก็ร้องโวยวายลั่น

 

            "เงียบน่า ไผใช้หื้อนายอู้เรื่องข้าเจ้ายะ" กล้วยส่งเสียงปรามมาจากเสือโคร่งตัวหน้าสุดซึ่งก็คือสมิงสาวผู้ปรากฏตัวขึ้นตนแรกนั่นเอง "นี่ดีแล้วเน่อว่าคนที่ได้ยินบ่ได้คิดร้ายกับหมู่เฮา บ่อั้นล่ะก็ซวยกันทั้งโรงเรียนเอาง่ายๆเลยเน่อ"

            "คร้าบ....."

            "แล้วนี่เธอชื่ออะไรล่ะ" ฟ้าซึ่งนั่งซ้อนอยู่หลังกล้วยเอ่ยถามเสือโคร่งซึ่งกำลังวิ่งสุดฝีเท้าเบื้องล่าง "อุตส่าห์เอาข่าวมาบอกแถมยังพาพวกเราไปอีกแบบนี่จะไม่ถามชื่อก็เสียมารยาทไป เราชื่อฟ้านะ"

            "เฮาชื่อหมิง" สมิงสาวตอบด้วยเสียงเด็กสาว ขัดกับร่างเสือโคร่งอย่างแรง "หมู่เฮาทางซ้ายชื่อลายเมฆ ส่วนทางขวาชื่อปลา"

            "เรียกว่าเมฆเฉยๆก็ได้" เสือโคร่งตัวที่จ้าดนั่งอยู่ตอบ เสียงของเธอหวานและแหลมกว่าหมิงเล็กน้อย ยิ่งขัดกับร่างของเธอมากขึ้นไปอีก

 

            "ตั้งง่ายๆเป็นพันธุ์เสือแบบนี้เลยเรอะ" หลานชายหมอผีใหญ่เอ่ยเสียงต่ำๆ "นี่เผ่าพันธุ์วิญญาณตั้งชื่อง่ายๆกันแบบนี้ทุกเผ่าเลยเหรอ ตานีก็มีกล้วยแล้วก็เล็บมือนางไปแล้ว นี่สมิงก็มีเสือสมิง เสือลายเมฆแล้วก็เสือปลาอีก"

            "หนักหัวนายก๋าบ่าจ้าดง่าว !?"

            "เอาน่าๆอย่าทะเลาะกันเลย" สมิงสาวผมหางม้าพูดกลั้วหัวเราะ "ในความเห็นเฮาเฮาว่ามนุษย์นั่นแหละตั้งชื่อยุ่งยากอยู่เผ่าพันธุ์เดียว อีหยังก็บ่ฮู้"

            "แล้วเผ่าสมิงนี่เป็นยังไง" ฟ้าถามอีก "เหมือนตานีรึเปล่า ที่เป็นวิญญาณมาเกิดใหม่สิงในต้นกล้วย"

            "บ่" ปลาพูดขึ้นบ้างหลังจากเงียบมาตั้งแต่ออกจากโรงแรม เสียงของเธอแหบและห้าวกว่าเพื่อนสาวทั้งสอง "สมิงมีวิญญาณสองดวงหลอมรวมเข้าในร่างเดียวกัน ดวงหนึ่งเป็นของเสือ อีกดวงเคยเป็นมนุษย์ หลอมรวมกันก็ได้วิญญาณเสือที่มีความนึกคึดและสติปัญญาเหมือนมนุษย์ และแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ด้วย แต่ร่างมนุษย์ก็มีความเชื่อมโยงกับร่างเสือ ร่างเสือมีลักษณะจังไสร่างมนุษย์ก็เป็นจังซั่น"

            "แล้วอยู่กันยังไง มีบ้านเมืองเหมือนตานีรึเปล่า"

            "เว้าจังซั่นก็ได้อยู่ แต่ไม่ได้ทันสมัยเหมือนของตานีหรอก" หมิงอธิบาย "พวกเฮาอยู่กันเหมือนชาวบ้านทั่วไปในป่าแถบนี้ เลี้ยงสัตว์เอาไว้กิน หรือบางทีก็กลับร่างเป็นเสือไปนอนในป่าก็ได้เหมือนกัน"

            "แบบนี้ตอนช่วงที่เกิดอุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้าแสนคำ สมิงไม่โดนรังสีไปด้วยเหรอ" จ้าดเอ่ยขึ้นบ้าง

            "โดนเหมือนกัน" สมิงสาวทวินเทลตอบ "แต่เฮาว่านั่นแหละที่เป็นสาเหตุให้เกิดสมิงขึ้นมา ก่อนหน้านั้นพวกเฮาก็เป็นแค่เสือธรรมดา แต่พอโดนรังสี เซลล์สมองก็กลายพันธุ์จนรับความนึกคึดแบบมนุษย์ได้ เฮ็ดให้แปลงร่างแบบมนุษย์ได้ ประสาทหูยังกลายพันธุ์จนดีขึ้น และอายุก็ยืนขึ้นด้วย ถือว่าบังเอิญหลายที่รังสีบ่ได้มีผลร้ายกับพวกเฮาเลย"

            "แล้วนี่อายุเท่าไหร่กันเนี่ย จะได้เรียกถูก" ฟ้าถามอีก ก่อนจะเสริมด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ "ถ้าอายุเป็นแม่หรือเป็นยายแล้วนี่หนูคงต้องขอโทษด้วยนะคะ"

            "บ่ๆ" ปลาปฏิเสธ "อายุของพวกเฮาดูได้จากร่างมนุษย์ เท่าที่ดูก็น่าจะอายุพอๆกับพวกเธอนั่นแหละ อีกอย่าง จะเป็นยายได้จังไส อุบัติเหตุเพิ่งจะเกิดเมื่อสามสิบปีที่แล้วเอ...."

 

            "หยุด !"

            ยังไม่ทันจบประโยค สมิงสาวทั้งสองเบรกหิมะกระจายแทบไม่ทันเมื่อหมิงตะโกนลั่นทุ่ง โชคดีที่เสือใช้การย่อขาหลังลดความเร็ว ไม่เช่นนั้นผู้โดยสารทั้งสี่คงได้ปลิวเป็นเส้นโค้งพาราโบล่าไปลงพื้นเบื้องหน้าแล้ว

 

            "อีหยังล่ะหมิง" สมิงสาวทวินเทลมองเพื่อนสาวงงๆ ใบหน้าเสือดูแปลกประหลาดเมื่อเธอขมวดคิ้ว

            ผู้ถูกถามไม่ตอบ เธอกลายร่างเป็นมนุษย์อย่างไม่บอกไม่กล่าวจนกล้วยและฟ้าลงไปกลิ้งกับพื้น สมิงสาวหันหลังไปหัวเราะแหะๆ ก่อนจะล้วงเอาเครื่องวัดกัมมันตภาพรังสีออกมาจากกระเป๋าเสื้อหนาวมาโชว์ให้เพื่อนสาวทั้งสองซึ่งยังคงอยู่ในร่างเสือดู ตัวเลขดิจิตอลสีเขียวบอกเลขสิบสามมิลลิซีเวิร์ตต่อชั่วโมง เกินจากกำหนดสำหรับคนงานทั่วไปมาสามมิลลิซีเวิร์ต

 

            "พวกเฮาบ่ควรเข้าไปใกล้กว่านี้แล้ว บ่อั้นจะได้รับรังสีเกินกำหนด"

            "แต่พวกเฮาบ่ได้อยู่นานนี่" เมฆแย้ง "กำหนดนั่นสำหรับคนงานมนุษย์ที่เฮ็ดงานกับรังสีตลอดทั้งปีเด๊"

            "ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า"

            "แต่นี่อยู่ไกลจากลานนั่นตั้งสามกิโลเมตรเน่อ" สมิงสาวผมมวยท้วง ไฟสัญญาณสีแดงบนยอดหอหล่อเย็นยังคงเห็นอยู่ลิบๆที่ขอบฟ้า "ต่อให้เป็นพวกเฮาก็บ่ได้ยิน บ่ต้องพูดถึงตานีกับมนุษย์เลย"

 

            หมิงนิ่วใบหน้าลายของเธออย่างหนักใจ แต่ก็เอ่ยขึ้นในที่สุด

 

            "ก็ได้ แต่เฮายอมแค่ศูนย์จุดหนึ่งไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมงเด้อ ก็เท่ากับว่า...." เด็กสาวหูเสือควักเครื่องคิดเลขจากในกระเป๋าเสื้อกันหนาวขึ้นมากด "อีกสองกิโลเมตร"

            "โอเค งั้นไปกันต่อ"

            "สมิงนี่ดูจะเก่งเรื่องรังสีมากเลยเน่อ" ราชินีตานีเอ่ยขึ้นเมื่อปีนกลับขึ้นหลังหมิง และสมิงสาวทั้งสามตัวเริ่มเร่งความเร็วขึ้นอีกครั้ง

            "ก็พวกเฮาต้องอยู่กับมันทุกวันนี่"

 

            ไม่ถึงห้านาทีต่อมา สมิงทั้งสามก็เปลี่ยนเส้นทางเลี้ยวเข้าป่าละเมาะซึ่งขึ้นเป็นแถบข้างทุ่งหญ้ากว้าง ก่อนที่จะชะลอความเร็วลงจนหยุดที่ชายป่าอีกด้านและเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ เบื้องหน้าของทั้งเจ็ดเป็นลาดเขาที่เต็มไปด้วยหิมะ ปล่องหอหล่อเย็นของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แสนคำตั้งตระหง่านอยู่ในทุ่งหิมะสีขาวโพลน มีลำธารเล็กๆสายหนึ่งขวางกั้นเอาไว้

 

            "รังสีเท่าใด๋" เมฆถามเพื่อนสาวซึ่งกำลังควักเครื่องวัดรังสีออกมาจากเสื้อพอดี

            "จุดเก้าแปด ตรงนี้แหละ บ่ต้องเข้าไปใกล้กว่านี้แล้ว" เด็กสาวผมหางม้าตอบก่อนจะหันมาหาราชินีตานี "ราชินีกล้วย พอจะหาที่ซุ่มได้บ่"

            "เรียกว่ากล้วยเฉยๆก็พอน่า" อีกฝ่ายตอบก่อนจะเหลียวซ้ายแลขวามองรอบตัว "บนต้นไม้ก็ได้อยู่ แต่คนอื่นจะขึ้นด้วยบ่ได้นี่สิ งั้นซุ่มที่พื้นนี่แหละ มองหันเหมือนกัน"

            "เอ้ย จะเอาจริงเหรอกล้วย" เด็กหนุ่มชาวหลวงน้ำทาถามเสียงหวาดๆเมื่อเห็นเพื่อนสาวกางขาทรายปืน วางมันลงบนพื้นหิมะก่อนจะล้มตัวลงนอนตาม "วิทยากรเมี่ยกลางวันบอกว่าในหิมะมีรังสีสะสมนะ"

            "บ่ต้องกังวลน่า ย่านอีหยังขนาดนั้น" หมิงพูดกลั้วหัวเราะ ก่อนจะจิ้มเครื่องวัดลงไปในกองหิมะที่ใกล้ตัวที่สุด "นี่ไง อ่านได้ค่าเหมือนกันกับอากาศแถวนี้แหละ"

            "นอนลงซะบ่าจ้าดวอก" เด็กสาวหน้าจืดสั่งเสียงห้วน "แล้วเอากระดาษมาจดทุกอย่างที่หมู่เฮาหันหรือได้ยิน อย่าหื้อพลาดสักตัวเดียวล่ะ"

            "ทำไมต้องโหดร้ายกับเราแบบนี้ด้วยล่ะกล้วย...." ต๊อกโอด แต่เขาก็ยอมนอนคว่ำลงข้างๆตานีสาว

            "ก็ดันปากมากอู้เรื่องเกี่ยวกับข้าเจ้าเองนี่ ถ้าผีร้ายได้ยินเข้าจะเป็นจะไดก็บ่ฮู้ แล้วนี่หมู่ป้อจายจะฮู้อีหยังไปบ้างแล้วก็บ่ฮู้เหมือนกัน"

            "แต่ถ้าไม่มีเรา พวกสมิงก็จะไม่รู้ว่ากล้วยมาที่นี่ แล้วเขาก็จะไม่มาแจ้งข่าวนี้ให้กล้วยรู้นะ"

            "นายจะอู้หรือบ่อู้สมิงก็ฮู้อยู่แล้วย่ะว่าข้าเจ้ามาบ่าจ้าดวอก หูเปิ้นได้ยินไกลเป็นกิโล....."

            "เอาน่าๆ เลิกทะเลาะกันได้แล้ว" จ้าดเข้ามาห้ามทัพเมื่อเห็นว่าชักจะยาว ขณะสมิงสาวทั้งสามตนหันไปหัวเราะคิกคักกันเอง "ต๊อก เอ็งก็เงียบๆไว้บ้าง เอ็งไม่รู้อะเวลากล้วยโกรธแล้วน่ากลัวนะเว้ย"

            "ทำไมวะ น่ากลัวยังไง"

            "กล้วยโกรธแล้วอกจะแบนนะเว้ย"

            "ปกติก็แบนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอวะ อ้อก...."

 

            เด็กหนุ่มทั้งสองมีอันต้องกลิ้งหลุนๆไปกระแทกต้นไม้จนหิมะร่วงมากลบร่างเมื่อถูกตานีสาวฟาดเข้าให้ด้วยพานท้ายปืนโทษฐานล้อปมด้อย ฟ้าทำท่าจะซ้ำตามด้วยเพราะเธอก็ไม่ได้อาภัพด้านอุระทรัพย์น้อยกว่าเพื่อนสาวมากนัก แต่ตามสปีดและแรงกระแทกของกล้วยไม่ทันจริงๆ ส่วนสมิงสาวทั้งสามซึ่งต่างก็ร่ำรวยอุระทรัพย์ยิ่งหัวเราะดังขึ้นไปอีก

 

            กว่าจะติดตั้งอุปกรณ์อันประกอบด้วยกล้วย (ปืน) พร้อมเครื่องกระสุนและติดกล้องอินฟราเรด อุปกรณ์วัดความเร็วและทิศทางลม กล้องส่องทางไกล กล้องอินฟราเรดแบบพกพาอีกตัวที่กล้วยเพิ่งจะซื้อจากอุ๊ยสาย อุปกรณ์อัดเสียง และสมุดปากกาซึ่งต๊อกผู้ไม่เต็มใจเป็นคนดูแล นาฬิกาที่ข้อมือของกล้วย จ้าด ฟ้าและหมิงก็บอกเวลาเกือบตีสอง ยังดีที่หิมะซาลงจนเกือบหยุดตกแล้ว ลานกว้างเอนกประสงค์ของโรงไฟฟ้าจึงมองเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องใช้กล้องอินฟราเรดช่วย แต่มันยังคงว่างเปล่า เวทีที่สุดด้านหนึ่งก็ว่างเปล่าเช่นกัน ไม่มีวี่แววของทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งเคยมีชีวิตแม้แต่น้อย มีเพียงตัวอักษรโฟมที่สึกกร่อนไปตามกาลเวลาแปะอยู่ พออ่านได้ว่า "ขอแสดงความยินดีกับการทดสอบระบบหล่อเย็น 18 มกราคม 4121"

 

            "นะ.... แน่ใจเหรอกล้วยว่าจะมีผีออกมาจริงๆน่ะ" เด็กหนุ่มชาวหลวงน้ำทาเอ่ยเสียงสั่นๆ เขาไม่ค่อยถูกโรคกับผีนัก แต่ไม่ถูกโรคกับความหนาวยิ่งกว่า

            "ถ้าจะถามข้าเจ้าตอนนี้ ข้าเจ้าว่าแน่ยิ่งกว่าแน่" ราชินีตานีตอบ ดวงตาขวาจ้องมองผ่านกล้องลงไปยังลานกว้างเบื้องหน้า "อีกอย่าง มันก็มีอะหยังแปลกๆอยู่ด้วย ใบปลิวนั่นพิมพ์ด้วยฝีมือมนุษย์ และมนุษย์ที่รู้จักเผ่าสมิงกับวิญญาณอื่นๆถึงขั้นส่งใบปลิวได้ แล้วถึงขั้นเชิญมาฟังสุนทรพจน์ต้องบ่ธรรมดาแน่"

            "ใบปลิวนั่นเป็นฝีมือมนุษย์ ?"จ้าดซึ่งหมอบอยู่ถัดไปจากเด็กสาวหน้าคมที่นอนอยู่ข้างตัวเธอทวนคำพร้อมกับขมวดคิ้ว "กล้วยรู้ได้ยังไง"

            "นายตาบอดก่อบ่าจ้าดง่าว มันพิมพ์หราอยู่ข้างใต้แผ่น 'พิมพ์ที่โรงพิมพ์พ่อพันผ้าการพิมพ์ 217/2 ถนนชมม่วน เขตกาดบัว ตานนะคอน"

            "มีด้วยเรอะ ไม่...."

 

            "ทุกคน นั่น !"

            คำพูดของเด็กหนุ่มหน้าดุถูกขัดจังหวะเมื่อจู่ๆฟ้าก็โพล่งขึ้นพร้อมกับชี้มือไปทางหอหล่อเย็น ทั้งหมดหันขวับ แล้วมนุษย์ทั้งสามก็ต้องเย็นเยือกไปถึงไขสันหลังเมื่อเห็นร่างไหม้เกรียมเป็นสีดำสนิทแบบเมื่อกลางวันค่อยๆโผล่ออกมาจากปากปล่องอันกว้างใหญ่ของหอหล่อเย็นของเตาปฏิกรณ์หมายเลขสามและสี่ทีละตน มันไต่ลงจากหอด้วยความเร็วสูงมองดูเหมือนจิ้กจกหรือตุ๊กแก แต่การเคลื่อนไหวของมันดูไม่ต่อเนื่องนัก คล้ายกับมันไต่ไปหายตัวเคลื่อนที่ในพริบตาไป รวมแล้วก็เกินร้อยตนที่มุ่งหน้าไปยังจุดหมายเดียวกัน คือลานกว้างที่ทั้งกล้องส่องทางไกลและกล้องเล็งอินฟราเรดของกล้วยเล็งอยู่นั่นเอง

 

            ยังไม่ทันที่ผีร่างไหม้เกรียมจะเข้าไปในลานหมด หมิง เมฆและปลาก็เป็นฝ่ายสะดุ้งเฮือกบ้างเมื่อเสือขาวลายพาดกลอนตัวเขื่องหลายสิบตัวค่อยๆเดินออกมาจากป่าที่ปกคลุมด้วยหิมะข้างลานกว้าง พวกมันเปลี่ยนร่างกลายเป็นมนุษย์ มีทั้งผู้ชายและผู้หญิงในชุดกันหนาวลายเสือเหมือนสมิงสาวทั้งสามไม่มีผิด สามมนุษย์หนึ่งตานีหันขวับมามองสัตว์ภูตซึ่งนอนหมอบอยู่ข้างตัวเขม็ง ขณะฝ่ายถูกจ้องก้มหน้าลงเล็กน้อยเหมือนรู้สึกผิด

 

            "นี่หมายความว่าจะได หมิง เมฆ ปลา"

            "ก็.... กล้วยน่าสิฮู้นะว่าสมิงก็มีหลายตนที่เกลียดตานีเพราะบางครั้งก็มายิงพวกเฮา" สมิงสาวผมหางม้าตอบเสียงแผ่ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้น "แต่อย่าสงสัยพวกเฮาเลยเด๊ พวกเฮาอยากสิแจ้งข่าวให้กล้วยจริงๆ พวกเฮาบ่อยากเห็นพวกผีร้ายอาละวาดคือกันกับพวกกล้วยนั่นแหละ"

 

            "จะอั้นก่อ"

ราชินีตานีพยักหน้าช้าๆก่อนจะหันกลับไปมองกล้องเล็ง แต่ในใจก็ยังคงเคลือบแคลงเพื่อนต่างเผ่าพันธุ์สามตนซึ่งนอนหมอบอยู่ถัดออกไปจากจ้าดและต๊อก เธอจะไว้ใจสามตนนี้ได้แค่ไหนกัน

 

            "คนกล่าวสุนทรพจน์ขึ้นเวทีแล้วนี่"

            กล้วยเบนปืนเล็งไปยังเวที จ้าดผู้ถือกล้องส่องทางไกลหันตาม ขณะสามสมิงสาวโฟกัสดวงตาที่คมกว่ามนุษย์ของเธอไปยังเป้าหมายเดียวกัน แล้วทุกคนและทุกตนยกเว้นต๊อกผู้หลับตาปี๋ก็ต้องอุทานออกมาอย่างประหลาดใจ

 

            สิ่งที่เดินขึ้นมาบนเวทีที่สุดขอบลานกว้างไม่ใช่ผี ไม่ใช่ปีศาจ ไม่ใช่สัตว์ภูต หากแต่เป็นมนุษย์วัยค่อนไปทางชราในชุดห่มขาวคล้ายฤๅษี เครายาวสีขาวและผมเผ้ายาวรุงรังยิ่งทำให้เขาดูคล้ายฤๅษีมากยิ่งขึ้นไปอีก หรือมองอีกทีก็เหมือนคนบ้า ที่คอมีสร้อยลูกประคำคล้องอยู่หลายเส้น ในมือถือไม้เท้ายาวๆมาด้วยอันหนึ่ง เป้สะพายข้างคล้องอยู่กับไหล่

 

            "จำได้แล้ว !" จ้าดกับฟ้ากระซิบพร้อมๆกัน ทั้งสองหันมองหน้ากัน แต่เด็กหนุ่มก็พยักหน้าให้เพื่อนสาวพูดต่อ

            "คนนั้นเป็นหมอผีนี่" เด็กสาวหน้าคมบอกราชินีตานีข้างตัวเธอเร็วปรื๋อ "ช่วงเดือนสองเดือนนี้ดังมาก โฆษณารับปราบผีออกทีวีบ่อยๆด้วย มีคนนับหน้าถือตากันเยอะมากเลย"

            "มิน่า ถึงว่าคุ้นชื่อสุทัศน์ เลิศดอยแลงนี่ชอบกล" กล้วยพึมพำตอบ "แต่จะอี้ก็ยิ่งน่าสงสัยเข้าไปใหญ่"

            "น่าสงสัยยังไง" หลานชายหมอผีใหญ่ถาม แต่กล้วยจุ๊ปาก

            "เงียบก่อนน่า"

 

            "พี่น้องผีๆของผมทั้งหลาย เงียบก่อนครับ !" หมอผีชราเอ่ยขึ้นกลบเสียงเซ็งแซ่ของเหล่าผีร้ายและสมิง เสียงของเขาดังก้องไปทั่วบริเวณทั้งที่ไม่มีไมโครโฟน แม้แต่มนุษย์ทั้งสามก็ยังได้ยินชัด "พี่น้องครับ เงียบก่อนครับ !"

 

            "อีหยังวะ แกเป็นหมอผีของตานนะคอนนี่หว่า !" สมิงชายตนหนึ่งตะโกน

            "หมอผีมาที่นี่คึดสิเฮ็ดอีหยัง" ผีร่างไหม้เกรียมอีกตนพูดด้วยเสียงต่ำแหบแห้งแทบไม่เป็นคำ "สิมาปราบพวกเฮาแล้วเว้าว่ามากล่าวสุนทรพจน์จังซั่นบ่ !?"

            "แต่โง่จริงๆ ตัวคนเดียวคิดจะมาสู้กับพวกเราเป็นร้อย เตรียมตัวตายได้เลยแก !"

            "เดี๋ยวก่อน ใจเย็นๆพ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย !" สุทัศน์พยายามตะเบ็งเสียง ก่อนจะคว้าเป้ข้างตัวมาเทลงพื้น "นี่ ผมไม่มีอาวุธ ไม่มีอุปกรณ์ปราบผี ไม่มีอะไรทั้งนั้น ผมไม่ได้จะมาทำอะไรพี่น้อง ผมจะมาช่วยพี่น้อง !"

            "ช่วยบ่ ช่วยอีหยัง แกช่วยผีเป็นด้วยบ่ มีแต่ปราบผีเอาเงินไปวันๆ"

            "แม่น ถึงพวกเฮาจะเป็นผี แต่ก็บ่โง่นะเว้ย ผีบ่ใช่ควาย !"

            "เว้าอีหยังบ่ฮู้เรื่อง คึดว่าสิรอดจากที่นี่ไปได้บ่ อย่าหวังเลย !"

            "ผมจะมาช่วยพี่น้องจริงๆ !" ชายชราตะเบ็งเสียงดังยิ่งกว่าเดิม "ผมทนเห็นเหล่าภูตผีปีศาจทรมานต่อไปไม่ได้ ผมสำนึกผิด ผมเลยคิดจะทำอะไรสักอย่างเพื่อพวกคุณ เพื่อชดใช้ความผิดที่ผมเคยทำ !"

            "แกมีอะไรมาทำให้พวกเราเชื่อล่ะ !?"

            "แม่น มาเว้าซื่อๆแบบนี้ไผก็เว้าได้ !"

 

            "ผมเป็นคนสร้างสนามพลังเพิ่มพลังงานวิญญาณให้พ่อแม่พี่น้อง พ่อแม่พี่น้องน่าจะรู้สึกได้แล้วว่าสองสามวันนี้พลังงานของพี่น้องสูงขึ้น !"

            "ที่ไหนกันล่ะ มันเป็นเพราะพลังของพวกเราเองต่างหาก !"

            "ใช่ มาแอบอ้างกันยังงี้ได้ยังไง !?"

            "บ่ต้องเว้ามาก เตรียมตัวตายได้ !"

 

            "งั้นจงดู !"

            สุทัศน์หลับตาลง วินาทีต่อมา เปรตตัวสูงเกือบห้าสิบเมตรก็ปรากฎตัวขึ้นหน้าเวทีจนเหล่าผีร้ายร่างเกรียมถอยกันกรูด อสุรกายร่างโย่งมองซ้ายมองขวาช้าๆ ก่อนที่จะสูดอากาศผ่านทางปากที่เล็กเท่ารูเข็มของมัน เกิดเสียงหวัดหวิวแสบแก้วหูจนเหล่าผีร้ายและสมิงรวมทั้งสมิงสามสาวบนเนินเขาต้องยกมือขึ้นปิดหู แต่เพียงหมอผีชรายกมือขึ้นแล้วกดลงด้วยท่าทีเหมือนปรามลูก ผีเปรตทั้งสามตัวก็สงบลงก่อนจะเดินอ้อมไปนั่งด้านหลังเวที ก่อนที่มันจะสลายกลายเป็นอากาศธาตุอีกครั้ง

 

            "นั่นมันอีหยังน่ะเจ้าหมอผี !?"

            "นี่คือพลังที่ผมจะใช้เพื่อช่วยพ่อแม่พี่น้อง !" ชายชราพูดช้าๆ แต่เสียงดังฟังชัดทุกคำ "เป็นพลังสุดยอดที่สามารถสร้างและควบคุมภูตผีปีศาจได้ทุกชนิด พลังสุดยอดของอดีตผู้ปกครองแห่งภูต"

            "ท่านหมอผี...." สรรพนามที่เหล่าผีร้ายเรียกบุคคลบนเวทีเริ่มเปลี่ยนไป "อย่าบอกนะว่านี่คือ...."

            "ใช่แล้ว...."

 

            "นี่คือพลังแห่งตานี !"

            เสียงอื้ออึงอย่างตื่นเต้นดังขึ้นจากทั่วลานกว้าง ห่างออกไปกว่าหนึ่งกิโลเมตรบนเนินเขา สามมนุษย์สามสมิงหันขวับมองราชินีตานีเขม็ง ในขณะที่เด็กสาวหน้าจืดจ้องตรงเข้าไปในลำกล้องอินฟราเรด ดวงตาเรียวเบิกกว้างฉายแววตื่นตระหนกสุดขีด หากชายคนนี้มีพลังของตานี แสดงว่าชายคนนี้คือผู้นำของเหล่าผีร้ายที่บุกเข้าไปฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตานีถึงในสวนกล้วย....

 

            ที่แย่ไปกว่านั้น พลังของตานีต้องการศรัทธาอย่างแรงกล้าจากชาวตานนะคอนจึงจะใช้ได้ ศรัทธาที่แม้แต่เธอก็ยังไม่ได้รับ เป็นไปได้หรือที่หมอผีคนนี้จะได้รับศรัทธาจากชาวเมืองมากกว่าเธอ หรือที่ฟ้าพูดว่าเดือนสองเดือนนี้ชายชรากลายเป็นที่โด่งดังก็เพื่อการนี้....

 

            และที่แย่ที่สุด ก็เท่ากับว่าฝ่ายผีร้ายมีกองกำลังที่ไม่มีที่สิ้นสุดอยู่ในมือแล้ว....

 

            "กล้วย ไหนว่าพวกผีร้ายใช้พลังนี้ไม่ได้ไง !?" จ้าดกระซิบอย่างร้อนใจ

            "บ่ฮู้ ข้าเจ้าบ่ฮู้ !" ราชินีตานีละล่ำละลัก ใบหน้าที่ขาวอยู่แล้วซีดขาวยิ่งขึ้นอีกจนดูราวกับกระดาษ เธอยกมือขึ้นกุมหัว "ยะหยังหมู่เปิ้นถึงใช้พลังนั่นได้ ข้าเจ้ายะอะหยังลงไป ยื่นอาวุธหื้อหมู่มัน !"

 

            "ใจเย็นๆกล้วย ใจเย็นๆก่อน เราขอโทษ !" เด็กหนุ่มรีบลุกขึ้นมาลูบหลังปลอบเพื่อนสาว เขาไม่เคยเห็นกล้วยออกอาการช็อกเช่นนี้มาก่อน "ไม่เป็นไรนะกล้วย ก็กล้วยไม่รู้ ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้ ใจเย็นๆก่อนน่า"

            "แต่มันเป็นความผิดของข้าเจ้า ! ข้าเจ้าหื้อพลังนั่นไป !"

            "กล้วย ใจเย็นๆน่า อย่าโทษตัวเองเลย" ฟ้าปลอบเพื่อนสาวบ้าง เธอโอบใบหน้าของเพื่อนสาวเอาไว้แนบแก้ม "ยังไงตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ตั้งใจกับงานตรงหน้าก่อนเถอะนะกล้วย"

            "แต่ข้าเจ้า.....  แต่มัน....."

            "เงียบก่อนน่า !" หมิงเตือนข้ามไหล่ต๊อกมา "พวกมันเว้าต่อแล้วเด๊ !"

 

            "พี่น้องเชื่อแล้วใช่ไหมครับ ว่าผมจะมาช่วยพี่น้องจริงๆ และมีพลังมากพอที่จะช่วยพี่น้องได้จริงๆ !" หมอผีในชุดขาวพูดเสียงดังฟังชัด ขณะเหล่าภูตผีปีศาจนั่งนิ่งเงียบตั้งใจฟัง "และนอกจากพลังของตานีแล้ว เราก็ยังมีตานีอีกตน ที่คอยหนุนหลังช่วยเหลือเราอยู่ !"

 

            คิ้วของเด็กหนุ่มหน้าดุขมวดเข้าหากันอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย เขาหันมองกล้วย แต่ก็พบว่าใบหน้าจืดที่เคยซีดขาวและฉายแววช็อกสุดขีด บัดนี้แดงก่ำด้วยความโกรธ

            "ตานีที่คอยช่วยเหลือก๋า...." เด็กสาวคำราม "กล้ายทรยศข้าเจ้าแต๊ๆด้วย...."

            "กล้วย อย่าเพิ่งด่วนสรุป" จ้าดรีบพูด "เรายังไม่มีหลักฐาน...."

            "ก็หันกันอยู่ชัดๆแล้วบ่แม่นก๋า !?"

            "ชู่ เงียบก่อนสิ !"

 

            "แต่ก่อนที่เราจะแก้แค้นและยึดเมืองตานนะคอนจากมนุาย์ได้ เรายังมีปราการด่านสุดท้ายเหลืออยู่ ก็คือตานีที่เหลือ !"

            "ตานีถูกฆ่าตายไปเหมิดแล้วบ่แม่นบ่ท่านสุทัศน์" ผีร่างไหม้เกรียมตนที่อยู่แถวหน้าสุดส่งเสียงถาม "แล้วถึงพวกเปิ้นจะยังบ่ตายเหมิด พวกเปิ้นก็บ่มีพลังจะเฮ็ดอีหยังแล้วนี่"

            "แน่ใจเหรอครับ คุณผีผู้ตายเพราะถูกรังสีไหม้ทั้งตัว...." ชายชรายิ้มอย่างมีเลศนัย "สายของผมรายงานมาว่ายังเหลือราชินีตานีกับตานีอีกอย่างน้อยก็ห้าถึงหกตน และก็อย่างที่รู้ๆกัน ตานีน่ะถึงจะไม่มีพลังอำนาจเวทมนตร์ แต่พวกมันก็มีปืน สามารถส่งพ่อแม่พี่น้องไปโลกหลังความตายได้ทุกเมื่ออยู่ดี ! และอย่างที่พ่อแม่พี่น้องบางท่านน่าจะรู้กันมาบ้างแล้ว ขนาดฝ่ายเราใช้กองบินร่วมกระสือกระหังที่โด่งดังออกตามไล่ล่า พวกมันก็ยังหนีรอดไปได้"

            "แต่ผมมั่นใจ ถ้าพ่อแม่พี่น้องเลือกผมเป็นผู้นำของท่าน รับรองว่าตานีเสร็จพวกเราแน่ และหลังจากนั้น เราจะแก้แค้นมนุษย์ที่ทำให้พวกพ่อแม่พี่น้องต้องเป็นแบบนี้ด้วยกัน และในที่สุด ภูตผีปีศาจอย่างพ่อแม่พี่น้องก็จะเป็นสิ่งที่อยู่เหนือสุดในโลกใบนี้ !"

            "เฮ.......!!!"

            "สุทัศน์ ! สุทัศน์ ! สุทัศน์ !"

            "สุทัศน์ สู้สู้ สุทัศน์ สู้สู้ สุทัศน์ สู้สู้ !"

 

            "กล้วย ยิงมันทิ้งไปเลยดีกว่า" เด็กสาวหน้าคมกระซิบบอกเพื่อนสาว ขณะหมอผีผู้ปราศรัยหาเสียงกำลังค้อมตัวลงรับเสียงเชียร์จากเหล่าผีร้าย

            "บ่ได้ ขืนยิงพวกผีร้ายก็จะฮู้ตำแหน่งของหมู่เฮา ได้เฮโลสาระพากันมาแน่"

            "แต่ถ้าไม่ยิงตอนนี้เราว่ากล้วยไม่มีทางได้เล็งจังๆขนาดนี้อีกแล้วนะ" จ้าดสนับสนุน "แล้วถ้ายิงหมอนั่นตายไป พลังของกล้วยก็จะกลับมาด้วยไม่ใช่เหรอ"

            "แต่ตานียิงมนุษย์บ่ได้...."

            "เรื่องนั้นน่ะลืมไปก่อนเถอะน่า" หลานชายหมอผีใหญ่ขึ้นเสียงสูงอย่างรำคาญ "อีกอย่าง กล้วยปล่อยมนุษย์คนนี้ให้มีชีวิตน่ะ มนุษย์อีกหลายคนจะต้องตายเพราะมันนะ !"

            "ยิงเถอะกล้วย" หมิงและเมฆช่วยเพื่อนมนุษย์อีกแรง "ถือเป็นผลดีกับสมิงอย่างพวกเฮาด้วย พวกเฮาบ่อยากให้ไผในเผ่าโดนพวกเปิ้นหลอกใช้งาน"

            "งั้นก็ได้ จ้าดขอลม"

            "หา !?"

            "อ่านเลขในเครื่องวัดลมแล้วบอกข้าเจ้า"

            "เออ.... 197021/5 มันหมายความว่าไง...."

            "แค่นั้นแหละพอแล้ว !"

 

            เด็กสาวหน้าจืดบิดปรับกล้องอินฟราเรด นิ้วโป้งขวาบิดเปิดห้ามไกขณะมือซ้ายสอดเข้าประคองพานท้ายปืนเอาไว้กับไหล่ขวา ดวงตาซ้ายหลับสนิทขณะดวงตาขวาหรี่ลงจ้องมองเข้าไปในกล้องอินฟราเรดซึ่งบัดนี้แสดงภาพหมอผีชราในชุดขาวเป็นแสงเรือง ราชินีตานีค่อยๆเล็งปากกระบอกปืนไปที่กลางหน้าผากอย่างประณีตก่อนจะเบนขวาเล็กน้อยเพื่อทดแทนกับลม นิ้วชี้ขวาสอดเข้าในโกร่งไก สัญชาตญาณนักซุ่มยิงบอกเธอว่านัดเดียวต้องจอด ไม่เช่นนั้นจะไม่มีโอกาสอีก.....

 

            "โรงเรียนน่าเบื่อไม่มีสิ้นสุด สีของกระดานดำมันชวนง่วง..... มันยากเกินเข้าใจ....."

            เพลงร็อกยอดนิยมจากศิลปินชื่อดังแผดเสียงออกมาจากกระเป๋ากางเกงพละของเด็กหนุ่มชาวหลวงน้ำทาผู้ตั้งมันเป็นเสียงเตือนข้อความเข้าด้วยความเข้มเสียงมากกว่าเสียงดังที่สุดที่คุยกันเกือบสี่เท่า ความเงียบยามค่ำคืนยิ่งขยายให้เสียงดังกระจายไปไกลลิบ ต๊อกรีบควักมันออกมากดปิด แต่ช้าเกินไปเสียแล้ว....

 

            "กล้วย ยิงมัน !"

            "บ่ทันแล้ว ถอนตัว !"

            ในลานกว้างเบื้องล่าง เหล่าผีร้ายร่างไหม้เกรียมต่างหันขวับมาทางต้นเสียงก่อนจะคลานยุ่บยั่บเหมือนหนอนมุ่งหน้ามายังป่าบนยอดเนิน เหล่าสมิงที่นั่งกันอยู่แถวหลังไม่ยอมแพ้ที่จะสร้างความดีความชอบครั้งแรกให้หมอผีผู้มีพลังอำนาจ พวกมันกลายร่างเป็นเสือทันทีก่อนจะเร่งฝีเท้าวิ่งเข้าหาทั้งเจ็ด หมิงรู้ดีว่าสมิงวิ่งได้เร็วที่สุดเกือบร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง พวกเธอมีเวลาเหลืออีกเพียงไม่ถึงหนึ่งนาที.....

 

            สมิงสาวทั้งสามตนกลายร่างเป็นเสืออย่างรวดเร็ว ต๊อกกระโดดขึ้นซ้อนปลาเป็นคนแรกพลางยัดสมุดและปากกาลงกระเป๋าเสื้อ ฟ้ากระโดดขึ้นซ้อนหมิง ตามติดๆด้วยจ้าดซึ่งกระโดดขึ้นซ้อนเมฆ และปิดท้ายด้วยกล้วยซึ่งยัดอุปกรณ์ทั้งหลายทั้งแหล่ใส่ถุงกล้วยอย่างลวกๆ หยิบเชือกยืดเส้นเหนียวออกมาก่อนจะสะพายมันขึ้นบ่า เธอใช้เชือกรัดตัวเองเข้ากับฟ้าทันทีที่กระโจนขึ้นหลังสมิงสาวผมม้าก่อนจะหมุนตัวนั่งหันหลัง ปืนกระบอกเขื่องประทับมั่นอยู่ที่บ่าขณะสามสมิงสาวออกตัวสุดฝีเท้า พร้อมจะยิงอะไรก็ตามที่โผล่พ้นยอดเนินขึ้นมา

 

            ไม่กี่วินาทีต่อมา สมิงตนแรกก็กระโจนขึ้นมาจากตีนเนิน ตามด้วยอีกตัว และอีกตัว พวกมันวิ่งไล่กวดสมิงสาวผู้วิ่งช้าลงเพราะต้องแบกของหนักเอาไว้บนหลังเข้ามาอย่างรวดเร็ว กล้วยหลับตาซ้ายเล็งด้วยตาขวา ปากตะโกนถามสมิงสาวทั้งสาม

 

            "หมิง เมฆ ปลา ข้าเจ้ายิงได้ก่อ !?"

            "ยิงไปเถอะ บ่ยิงมันก็ฆ่าพวกเฮาแน่" เมฆตอบเสียงกระหืดกระหอบ "อีกอย่าง พ่อแม่พวกเฮาก็บ่ได้มาที่นี่อยู่แล้ว กดหมดแม็กไปเลย !"

            "โอเค ถ้าจะอั้นก็...."

 

            ราชินีตานีเหนี่ยวไกยิงโดยไม่จำเป็นต้องเล็งด้วยจำนวนศัตรูที่ตามหลังพวกเธอมามีมากจนยิงตรงไหนก็โดน สมิงผงะหงายเมื่อกระสุนพุ่งเข้าเจาะกะโหลกอย่างจัง พวกมันร่วงไปเกือบยี่สิบตนด้วยกระสุนเพียงสิบนัด พร้อมกับร่างไหม้เกรียมอีกสองสามร่างที่เป็นแถวหลัง แต่สมิงยังคงเหลืออีกหลายสิบ ร่างไหม้เกรียมเหลืออีกนับร้อย และขณะเด็กสาวหน้าจืดกำลังเปลี่ยนซองกระสุนนั้นเอง สมิงตนหนึ่งก็กระโจนข้ามหัวมาดักหน้าเอาไว้

 

            "บักพวกทรยศต่อเผ่าพันธุ์ ไปเข้าข้างตานีกับพวกมนุษย์ !"

            หมิงไม่สนใจฟัง เธอย่อตัวลงก่อนจะออกแรงกระโดดผึงข้ามหัวสมิงตนนั้นก่อนจะใส่เกียร์เสือต่อ เบื้องหลังเธอ เมฆและปลากระโจนตามมาติดๆ

 

            "บ่แม่นเผ่าพันธุ์สมิงเด๊ที่อยู่ฝ่ายผีร้ายเกลียดตานี !" สมิงสาวทวินเทลตะเบ็งเสียงตอบ "มีแต่พวกคุณเท่านั้นแหละที่โง่ไปเข้าข้างไผก็บ่ฮู้ที่มาแอบอ้างว่าสิช่วย !"

            "แล้วเอาตานีมายิงพวกเฮาเองจนตายไปจังซี่จะเรียกว่าอีหยังถ้าบ่เรียกทรยศ !?"

            "คนเฮ็ดผิดก็ต้องได้รับการลงโทษ บ่แม่นว่าเผ่าพันธุ์เดียวกันแล้วสิต้องปกป้องตลอด !" หมิงตะโกนตอบบ้าง "พวกคุณกลับใจซะเถอะ อย่าหลงผิดจังซี่ต่อไปเลย หมอผีคนนั้นแค่สิหาผลประโยชน์จากพวกคุณเท่านั้น !"

            "เฮอะเว้าลอยๆไผสิเซื่อ !? อย่างน้อยๆเฮาก็บ่เซื่อคนนึงล่ะ" สมิงอีกตนซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสองเมตรแค่นหัวเราะ "พ่อหมอสุทัศน์มีพลังมาแสดงให้เบิ่งแล้ว เขาจะช่วยหมู่เฮายึดอำนาจจากมนุษย์ พวกเจ้านั่นแหละโง่ที่บ่เข้าร่วมกับเขา !"

            "บักผีบ้า !" ปลาถึงกับสบถ "อยากเอาชนะมนุษย์มากจนยอมไปเป็นลิ่วล้อของมนุษย์บ่ บ้าไปแล้ว !"

            "พ่อหมอสุทัศน์บ่แม่นมนุษย์ธรรมดา เป็นมนุษย์ที่มีพลังพิเศษ แล้วเปิ้นก็จะช่วยเฮา !"

            "ฮู้ได้จังไสว่า.....”

            "พอเถอะหมิง หมู่เปิ้นโดนล้างสมองไปเรียบร้อยแล้ว" กล้วยเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะยกปืนซึ่งบรรจุกระสุนเรียบร้อยแล้วขึ้นประทับบ่าอีกครั้ง "จะอั้นข้าเจ้าขอเป่าสมองที่โดนล้างนั่นอีกสักสองสามก้อนคงบ่ว่ากันเน่อ"

            "บ่ว่าดอก ยิงเร็ว !"

 

            กล้วยกดจนหมดแม็กภายในเวลาอันรวดเร็วเช่นเคย แต่รอบนี้เหล่าผีต่างพากันล่อถอยไม่ฉวยโอกาสที่ตานีสาวเปลี่ยนซองกระสุนเข้ามาโจมตีเหมือนเคย และเมื่อเด็กสาวหน้าจืดเปลี่ยนกระสุนซองใหม่เสร็จ เหล่าผีร้ายและสมิงที่เหลือก็หายกันไปหมดแล้ว ทิ้งเอาไว้เพียงป่าโปร่งที่เงียบสงัด แต่สามสมิงสาวก็ไม่ประมาท ยังคงรักษาฝีเท้าเอาไว้ที่ความเร็วเกือบแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงมุ่งหน้ากลับไปยังโรงแรม

 

            "บ่าจ้าดวอกต๊อก" กล้วยคำรามหลังจากทั้งทีมหลุดจากป่าออกมายังทุ่งหิมะกว้างใหญ่ "จำไว้เลยเน่อว่านายคือคนที่อาจจะยะหื้อมนุษย์และภูตผีปีศาจต้องล้มตายเป็นเบือในอนาคต"

            "ขะ ขอโทษ...." เด็กหนุ่มชาวหลวงน้ำทาห่อตัวอยู่ในเสื้อกันหนาวสีดำของเขา น้ำเสียงราวกับจะร้องไห้เต็มแก่ "ขอโทษจริงๆนะกล้วย เราไม่ได้ตั้งใจ เราลืมปิด...."

            "คึดผิดแต๊ๆ ข้าเจ้าบ่น่าพามาด้วยเลย....."

            "เอาน่าๆ อย่าไปคาดคั้นต๊อกมันเลยน่ากล้วย ก็น่าจะดูออกตั้งนานแล้วว่ามันเป็นคนแบบนี้" หลานชายหมอผีใหญ่ทำหน้าที่ห้ามทัพอีกแล้ว "อีกเดี๋ยวก็ถึงโรงแรมแล้ว อย่าคิดมาก เดี๋ยวนอนไม่หลับ พรุ่งนี้จะไปง่วงตอนทัศนศึกษาเอา"

 

            "นายยังมีกะจิตกะใจทัศนศึกษาอีกก๋าบ่าจ้าดง่าว 1?" เด็กสาวหน้าจืดสวนกลับ "คึดก๋าว่าพรุ่งนี้หมู่เฮาจะได้ทัศนศึกษากันแบบสงบสุข หมู่เปิ้นฮู้แล้วว่าหมู่เฮาคือผู้ได๋ แล้วก็คงฮู้ด้วยว่าหมู่เฮาอยู่ที่ได๋ ระวังตัวหื้อดีเถอะ พรุ่งนี้หนักแน่ !"

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #106 2-CHAIR (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2559 / 23:16
    ใครเเว้ -*-~
    #106
    0
  2. #95 คุณพีทคุง พิธันดร (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2558 / 04:20
    พรุ่งนี้หนักแน่ โอ้เครียดแทน

    ฮาสาวๆ ตาจ้าดกลายเป็นผู้ชายลามกโรคจิตไปซะแล้ว
    #95
    0
  3. #23 lllllllllllllllllllllllll '[27]' (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 มกราคม 2558 / 02:49
    XXX(เติมตามสบาย)เองเร๊อะ!! ที่ทำเรื่องชั่วๆแบบนี้ xxxx xxxx xxxx xxxx (คำด่าล้วนๆ)



    หญิงกล้วยอย่าเพิ่งไปโทษกล้ายเลย เพื่อตาแก่นี้จะกุเรื่องขึ้นเองนะ TT^TT

    #23
    0