ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 118 : ท่ามกลางเศษซากที่กำลังจะกลายร่าง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 221
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    16 ต.ค. 61

เอื้อยเดือน นอนละยังเจ้า นางอยากอู้ด้วย

เสียงอ่อนๆของเอื้องเรียกมาจากอีกฟากหนึ่งของประตูห้องนอนในยามเกือบเที่ยงคืน ผีสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้ายันตัวลุกขึ้นจากเตียงก่อนจะคว้าเสื้อกันหนาวมาสวมทันทีโดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายพูดมากกว่านั้น เรียกกลางดึกแบบนี้ทีไรเป็นเรื่องสำคัญทุกที

 

นางได้บอกรึเปล่าว่าเรื่องอะไรเดือนถามทันทีที่เปิดประตูห้องออกมาหาตานีสาวรุ่นน้อง

ไปอู้กันทีเดียวเลยดีกว่าเจ้า

 

เด็กสาวผมเปียตอบก่อนจะก้าวฉับๆนำเธอลงไปยังชั้นล่างด้วยความเร็วมากกว่าปกติจนเดือนผิดสังเกต ปกติถ้าไม่ได้อยู่ในสถานการณ์รบหรือระหว่างทำงาน เอื้องมักจะเดินเนิบๆอย่างที่แม่หญิงตานนะคอนจะพึงเป็น เรื่องอะไรก็ตามที่นางอยากจะพูดด้วยคงเร่งด่วนไม่น้อย

 

ตานีสาวคนสวยนั่งรอพวกเธออยู่ที่โต๊ะแล้วเหมือนเช่นเคย ผีสาวแห่งบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์เดินนำเข้าไปนั่งก่อนขณะเอื้องล็อกประตูอย่างแน่นหนา และเมื่อตานีสาวหน้าอ่อนนั่งประจำที่เรียบร้อย หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบๆ

 

เอื้อยเดือน ปิ๊กไปหาหมู่กล้วยเถอะเจ้า

อีกแล้ว พูดเรื่องนี้อีกแล้วผีสาวแห่งบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์พ่นลมหายใจออกทางจมูกพลางขมวดคิ้ว พี่เคยบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่ายังไงก็จะอยู่ช่วยนางกับเอื้อง แล้วทั้งสองคนก็ยอมแล้วนี่

ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วเจ้านางตอบกลับเสียงเรียบๆเช่นเดิม แต่ดวงตาที่จ้องมองกลับทำให้เดือนขนลุก หมู่ผีร้ายวางกำลังป้องกันแม่น้ำตานมาสักพักแล้ว แหวนน่าจะฮู้แล้วว่าหมู่เฮาส่งเรือดำน้ำไปหื้อกล้วย และถ้าแหวนฮู้ ข้าว่าประจิมก็ต้องฮู้ด้วยเหมือนกัน ชีวิตของหมู่เฮากำลังอยู่ในอันตราย และถ้าเอื้อยเดือนอยู่ด้วย ชีวิตของเอื้อยเดือนก็เหมือนกัน

แล้วนางกับเอื้องจะทำยังไงกันเดือนถามเสียงสูง นั่งอยู่เฉยๆ รอให้แหวนหรือประจิมมาเชือดแบบนี้เนี่ยนะ แล้วจะให้พี่ทิ้งทั้งสองคนไว้แบบนี้เนี่ยนะ !?”

หมู่เฮาสู้เปิ้นได้เจ้าตานีสาวคนสวยตอบเน้นเสียง แต่จะไดหมู่เอาก็คงบ่นั่งอยู่ที่นี่เฉยๆหรอกเจ้า เรื่องได๋ยะได้ก็จะยะ

เช่นอะไร

ฆ่าประจิม

 

เป็นอึดใจหนึ่งเต็มๆที่ทั้งห้องทำงานเงียบกริบไม่มีแม้แต่เสียงหายใจ เพราะทั้งสามตนก็ไม่จำเป็นต้องหายใจอยู่แล้ว

 

หา ?” เดือนขมวดคิ้วเบ้หน้า ฆ่าประจิม ?”

นั่นคือเป้าหมายสูงสุด ถ้ายะได้ก็ดี แต่ต่อหื้อยะบ่ได้ หมู่เฮาก็มีแผนอื่นๆ ที่น่าจะช่วยป่วนกองกำลังผีร้ายได้บ้างอยู่เจ้า

แต่ไม่ว่าจะแผนไหนนางกับเอื้องก็อยู่ในวงล้อมศัตรูอยู่ดีนะ

ก็บอกแล้วจะไดเจ้าว่าหมู่เฮาสู้ไหว

พี่ไม่เชื่อผีสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าสวนกลับเสียงแข็ง กับแหวนหรือประจิมแค่คนหรือสองคนอาจจะสู้ได้ แต่ผีร้ายยังเหลืออยู่เป็นหมื่นเป็นแสนจะสู้ได้ยังไง แล้วยังอาวุธสงครามของกองทัพอีก ต่อให้เก่งแค่ไหนพี่ไม่เชื่อหรอกว่าจะรอด

แล้วเอื้อยนางจะหื้อหมู่เฮายะจะไดล่ะเจ้านางย้อนถาม คิ้วขมวดด้วยชักจะหงุดหงิด

ไปด้วยกันสิแววอ้อนวอนเจือเข้ามาในน้ำเสียงของวิญญาณสาว ไปหากล้วยด้วยกัน ทุกคนยอมยกโทษให้นางกับเอื้องอยู่แล้วแหละ อุตส่าห์เสี่ยงตายเป็นสายลับให้แบบนี้ แล้วเรือดำน้ำก็ช่วยพวกกล้วยได้ตั้งเยอะ

หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ส่ายหน้า บ่หรอก สิ่งที่หมู่เฮา บ่สิ.... สิ่งที่ข้ายะมันใหญ่เกินจะยกโทษหื้อกันง่ายๆจะอั้น

แล้วกล้วยก็บอกเองด้วยซ้ำว่าถ้านางจะกลับไปอยู่ด้วยก็ได้ พี่จำได้นะตอนโทรคุยกันเรื่องเรือดำน้ำน่ะ

ต่อหื้อกล้วยหื้ออภัย กล้ายก็บ่หื้อตานีสาวคนสวยส่ายหน้าซ้ำสอง ข้าเคยเล่าหื้อเอื้อยเดือนฟังไปแล้วนี่เจ้าว่าข้ายะอะหยังกับกล้ายบ้าง เปิ้นเสียเพื่อนไปหมด เสียแม้กระทั่งกล้วยที่เปิ้นฮักที่สุด บ่มีผู้ได๋อยู่กับเปิ้นเลยสักตนเดียว เอื้อยเดือนคึดว่าเรื่องจะอั้นสามารถหื้ออภัยกันง่ายๆกาเจ้า

ถ้างั้นก็ไม่ต้องยุ่งกับกล้ายสิ แยกกันทำงานก็ได้นี่ ถ้าจะคืนดีก็ค่อยรอคุยกันหลังสงครามจบ ถ้าไม่คืนดีก็แยกกันไป ยังไงๆก็ยังดีกว่ามารอแตกสลายอยู่ตรงนี้นะ

ถ้าแยกกันแล้วบ่มีปัญหาก็ดีไป แต่เอื้อยเดือนคึดว่าจะบ่มีปัญหากาเจ้านางย้อนถาม ดวงตากลมโตที่สะท้อนประกายสีเขียวจ้องลึกลงในดวงตาที่ฉายแสงสีแดงของอีกฝ่าย กล้ายอาจจะคึดว่าข้าเป็นไส้ศึกก็ได้ หรืออาจจะคึดว่าข้าพยายามแยกกล้วยออกจากเปิ้นเหมือนที่เคยยะ ถ้ากล้วยเชื่อข้า เปิ้นก็ต้องขัดแย้งหรืออาจจะถึงขั้นโกรธกับกล้าย เรื่องจะยิ่งแย่กันเข้าไปใหญ่เน่อเจ้า

ก็ได้ๆ เข้าใจแล้วเดือนเกาหัวแกรกๆอย่างไม่สบอารมณ์จนผมที่เพิ่งสระกระเซิงขึ้นมาหย่อมหนึ่ง แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น เอื้องกับนางก็หนีไปได้นี่ เคลื่อนที่ในพริบตาก็ทำได้กันไม่ใช่เหรอ อาหารก็มี อาวุธก็มี ไปรัฐอื่น ไปประเทศอื่น ไปให้พ้นๆ จากประจิมจากพวกผีร้ายเลยสิ ทำไมจะต้องฆ่าตัวตายแบบนี้

เรื่องนี้คงต้องอู้ว่าเป็นศักดิ์ศรีของข้าล่ะมั้งเด็กสาวคนสวยถอนหายใจเฮือกใหญ่ ข้าอยากจะชดใช้สิ่งที่ข้ายะ ข้ายะหื้อตานีต้องถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สิ้นอายุไปกันเป็นพันๆตน ชดใช้ด้วยการสิ้นอายุข้ายังคึดว่าบ่พอเลย

เรื่องมันผ่านไปแล้วนะ จะไปจดจ่ออยู่กับมัน นั่งรอจะชดใช้มันทำไม ไม่เคยได้ยินเหรอว่าคนเราต้องก้าวไปข้างหน้า

หมู่เฮาบ่แม่นคนเน่อเจ้า....” เอื้องขัดเบาๆหลังจากเงียบมาเกือบตลอดการสนทนา

ตานีก็ด้วยผีสาวแห่งบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์ไม่รับมุกเด็กสาวหน้าอ่อน ถ้านางกับเอื้องยังอยู่ มีอีกตั้งหลายวิธีที่จะชดใช้ความผิดได้ ช่วยทุกคนสร้างตานีขึ้นมาใหม่สิ ช่วยกันป้องกันเมืองหรือกำจัดผีร้ายที่ยังเหลือให้หมดสิ ไม่ใช่ฆ่าตัวตายไปแบบนี้ !”

ข้าตัดสินใจแล้วนางตอบเสียงเฉียบขาด เสียงที่เดือนรู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะเถียงต่อ ดวงตากลมโตแข็งกร้าวขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็อ่อนลงในประโยคต่อมาเมื่อเธอหันไปพูดกับเอื้อง แต่เอื้องจะไปก็ได้เน่อ เอื้องตามข้ามาตลอด แต่ข้าบ่อยากหื้อ....”

บ่ ข้าจะไปกับนาง !” ตานีสาวผมเปียแทบจะตะโกนตอบตั้งแต่นางยังพูดไม่ทันจบ จะสิ้นอายุก็สิ้นอายุด้วยกัน จะรอดก็รอดด้วยกัน

แน่ใจกา

แน่สิเอื้องตอบหนักแน่น แก้มที่ขาวจนเกือบซีดมีสีชมพูจางๆ

ขอบคุณมากเน่อตานีสาวคนสวยค้อมหัวน้อยๆให้เพื่อนสาว ก่อนจะหันกลับมาหาเดือนที่นั่งแอบอมยิ้มกับความน่ารักของพวกเธออยู่ ก็จะอั้นแหละเจ้าเอื้อยเดือน สุมานักๆ แล้วก็ขอบคุณที่อยู่กับหมู่เฮามาจนถึงตอนนี้ แต่หมู่เฮาขอร้อง ปิ๊กไปหาหมู่กล้วยเถอะเจ้า

ก็ได้ ยังไงพี่ก็เถียงไม่ได้อยู่แล้วนี่เดือนถอนหายใจเฮือก แต่พี่ไม่อยากให้นางกับเอื้องตายนะ พี่ยังอยากเจอทั้งสองคนอีก สัญญากับพี่ได้มั้ยว่าจะไม่ตาย

สัญญาก็ได้เน่อเจ้าหัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้หัวเราะเบาๆ เพราะหมู่เฮาตายบ่ได้อยู่แล้ว หมู่เฮามีแต่สิ้นอายุ

พี่ไม่ขำด้วยนะนาง

หมู่เฮาสัญญาบ่ได้หรอกเจ้าเสียงของนางเปลี่ยนเป็นเอาจริงเอาจังจนเกือบจะเป็นมืดมน เอื้อยเดือนก็ฮู้ว่าในสงครามอะหยังก็เกิดขึ้นได้ แล้วก็อย่างที่อู้ หมู่เฮาอยู่ท่ามกลางข้าศึก จะรอดไปได้คงบ่แม่นเรื่องง่ายๆ

อย่างน้อยก็สัญญากับพี่ว่าจะพยายามเอาตัวรอดให้ได้มากที่สุดผีสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าย้ำเสียงแข็ง สัญญากับพี่ ทั้งสองคนเลย

ได้เจ้าเอื้องตอบก่อน

เจ้า หมู่เฮาจะพยายามหื้อดีที่สุดเด็กสาวคนสวยตอบตามมา หลังจากเงียบไปอึดใจเล็กๆ

ดีเดือนพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะลุกขึ้น ถ้างั้นเดี๋ยวพี่จะไปเก็บของ มาช่วยพี่มั้ย

"เจ้า"

"ไปกันก่อนเลยเจ้า ข้าขอดูอะหยังอีกนิดนึงแล้วจะตามไป"

"อื้ม"

 

ผีสาวแห่งบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์ลุกขึ้น ก่อนจะคว้ามือเด็กสาวหน้าอ่อนที่ลุกตามจูงกันเดินออกไปจากห้อง นางมองตามหลังทั้งสองไป รอยยิ้มน้อยๆผุดขึ้นมาบนริมฝีปาก ก่อนที่มันจะกลายเป็นรอยยิ้มเศร้า

 

เธอรู้ดีว่าคืนนี้คงเป็นคืนสุดท้ายที่จะได้เจอรุ่นพี่สาวผู้นี้

 

แล้วข้อความหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่มุมหน้าจอ นางอ่านจบก็หลับตาลง ถอนหายใจยาว

 

“ประจิม บัญชรศิลป์ เรียกประชุมฉุกเฉิน นาง-เอื้อง 03:00 ห้องทำงานประธานรัฐเวียงตาน อาคาร 1 ชั้น 56 สภารัฐเวียงตาน”

 

ได้เวลาจบเรื่องนี้กันสักที

 

 

ท่ามกลางความหนาวเย็นของอากาศยามดึก ไอร้อนระอุจากเตาหลอมเหล็กที่กลางโรงประกอบรถถังเฉพาะกิจกลางเมืองเชียงม่วนยังพอช่วยให้ความอบอุ่นกับเด็กสาวหน้าจืดผู้นั่งอยู่ที่โต๊ะควบคุมเตาได้บ้าง กล้วยนั่งอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่เช้า เฝ้าหน้าจอบอกสถานะของเหล็กหลอมเหลวในเตาไปพร้อมๆกับจำลองแผนการรบแบบต่างๆในแลปทอปที่วางอยู่อีกฟากโต๊ะ บางครั้งก็ช่วยตอบคำถามหรือช่วยดูแบบแปลนให้ฝ่ายประกอบรถถังที่ทำงานอยู่ไม่ห่างออกไปนัก

 

"น้องกล้วย นี่หน่วยรบบก ฝ่ายต่อต้านอากาศยาน" เสียงเรียกดังจากวิทยุสื่อสารที่วางอยู่ใกล้ๆมือ เธอจำได้ว่าเป็นเสียงของผีหนุ่มวัยรุ่นรองหัวหน้าฝ่ายต่อต้านอากาศยาน

"นี่กล้วย ว่าจะไดเจ้า"

"มีเครื่องบินใบพัดลำนึงกำลังบินเข้ามาจากทางตานนะคอน ทิศ 194 ระยะ 35 ไมล์จากเวียงเชียงรุ้ง ความเร็วประมาณ 110 นอต เราพร้อมยิง แต่พี่ผิดสังเกตตรงที่ถ้าเจตนาโจมตีก็น่าจะเอาเครื่องรบมา ไม่ใช่เครื่องใบพัดบินช้าๆแบบนี้ เลยอยากถามน้องกล้วยก่อน"

"มีการติดต่ออะหยังจากเครื่องบินลำนั้นบ้างก่อเจ้า" ราชินีตานีถามกลับ

"เรายังไม่ได้ลองติดต่อ"

"ลองดูได้ก่อเจ้า ใช้คลื่นฉุกเฉินทางทหาร ถ้าแน่ใจว่ามาบ่ดีน่าจะยังพอมีเวลาเหลือหื้อยิงได้อยู่" กล้วยตอบหลังจากคำนวณคร่าวๆในหัว ด้วยความเร็วขนาดนั้นกว่าเครื่องจะบินมาใกล้พอที่จะทำอะไรเวียงเชียงรุ้งได้ก็น่าจะราวสิบห้านาทีเป็นอย่างต่ำ

"รับทราบ เดี๋ยวจะรายงานผลไปนะ"

"เจ้า"

 

ปลายสายตัดสัญญาณไป ขณะเด็กสาวหน้าจืดเรียกโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณขึ้นมาบนหน้าจอ เครื่องบินลำนั้นคงยังอยู่ในขอบเขตอุปกรณ์รบกวนของฝ่ายประจิมที่ติดตั้งไว้รอบเมืองตานนะคอน เธอจึงมองเห็นเพียงสัญญาณเรดาร์ของมันเท่านั้น ไม่อาจรู้ได้ว่าสิ่งที่กำลังควบคุมมันอยู่คือใครหรือแม้แต่ตัวอะไร คงต้องรอการติดต่อเท่านั้น

 

ไม่กี่อึดใจต่อมา เสียงของรองหัวหน้าฝ่ายต่อต้านอากาศยานก็ดังขึ้นอีกครั้ง

 

"ติดต่อได้แล้ว คนที่ขับเป็นผีจากกองกำลังผีร้าย บอกว่าประจิมต้องการติดต่อกับพวกเรา"

"กาเจ้า" กล้วยขมวดคิ้วน้อยๆ ตั้งแต่สงครามครั้งนี้เริ่มขึ้น ประจิม หรือหากจะพูดให้ถูกคือกองกำลังผีร้ายทั้งกองทัพยังไม่เคยติดต่อพวกเธอเลยทั้งทางตรงและทางอ้อม ยกเว้นจะเจอตัวกันตรงๆในสนามรบหรือถูกลักพาตัวไปเท่านั้น "ส่งเครื่องรบขึ้นประกบแล้วพาลงที่สนามบินเวียงเชียงรุ้งได้ก่อเจ้า แล้วจับผีตนนั้นสอบสวนที่สนามบินเลยด้วยเจ้า ถ้ามีอะหยังแจ้งข้าเจ้าได้เลย"

"รับทราบ"

 

ราชินีตานีมองสัญญาณเรดาร์ของเครื่องบินลำนั้น สัญญาณเรดาร์อีกสองจุดซึ่งน่าจะเป็นเครื่องบินรบของฝ่ายเธอกำลังบินโค้งอ้อมไปตีคู่กับมันแล้ว ทั้งสามลำค่อยๆลดระดับลง ก่อนที่สัญญาณจะหายไปเหนือสนามบินทางทิศใต้ของเวียงเชียงรุ้ง และเพียงไม่กี่นาทีต่อมา สนามบินเวียงเชียงรุ้งก็เรียกเธอกลับ คราวนี้ด้วยน้ำเสียงที่แฝงแววร้อนรนอย่างชัดเจน

 

"กล้วย ผีตนนี้มีวิดีโอจากประจิมติดมาด้วย เรื่องเร่งด่วนเลย"

"ส่งมาหื้อข้าเจ้าได้ก่อเจ้า"

 

อีกฝ่ายส่งไฟล์วิดีโอมาให้เธอแทบจะทันที และเพียงไม่ถึงสามสิบวินาทีแรกของวิดีโอ เด็กสาวหน้าจืดก็คว้าวิทยุสื่อสาร อีกมือพับแลปทอปปิดดังป้าบก่อนจะลุกพรวดขึ้นจากโต๊ะ

 

"ฝ่ายวางแผนทุกตน นี่กล้วย เจอกันที่โรงแรมด่วนที่สุด"

 

 

"สวัสดี คุณกล้วย และกองกำลังตานีทั้งหลาย ผมประจิม บัญชรศิลป์ แต่พวกคุณก็น่าจะรู้กันอยู่แล้วนะผมว่า"

ใบหน้าแฝงแววเจ้าเล่ห์ของนักการเมืองวัยกลางคนพูดเจื้อยแจ้วอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่กลางหน้าจอบนผนังห้องประชุม ในทางกลับกัน ฝ่ายที่กำลังได้เปรียบในสงครามครั้งนี้ซึ่งนั่งกันอยู่รอบโต๊ะประชุมต่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันกรอดๆ อย่างหงุดหงิดระคนเคืองแค้น สบายใจจริงนะ.....

 

"ผมรู้ว่าคุณกำลังจะบุกตานนะคอน แต่ก่อนที่คุณจะทำอะไร ผมอยากให้คุณดูนี่"

 

ภาพในจอเปลี่ยนเป็นกลางโรงยิมหรือไม่ก็หอประชุมอเนกประสงค์ขนาดมหึมา คนราวพันหรืออาจจะหลายพันกองอีเหละเขะขะกันอยู่บนพื้นไม้ มีตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงวัยชราผมหงอกขาว บ้างนั่ง บ้างนอน บ้างก็เดินช้าๆเหมือนซอมบี้สะลึมสะลือ แต่ที่ทุกคนมีเหมือนกันคือความซูบซีดราวกับเชลยศึก แม้จะไม่ได้ดูสกปรกหรือบาดเจ็บ แต่แทบทุกคนก็เหลือมากกว่าหนังหุ้มกระดูกเพียงไม่มาก

 

อีกสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือแววตา มันไม่ได้เรืองแสงสีน้ำเงิน ซึ่งแปลว่าพวกเขาไม่ได้ถูกเข้าสิง แต่มันฉายชัดถึงทั้งความอิดโรยและความสิ้นหวัง ความสิ้นหวังราวกับไม่อยากมีชีวิตต่อไปอีกแล้วบนโลกใบนี้....

 

"คุณอาจจะอยากถามผมว่าคนพวกนี้คือใคร อืม.... คุณอาจจะคุ้นหน้าบางคนอยู่นะ"

 

"อาจารย์อดิศักดิ์ !?"

กล้าย แก้ว แพรและจ้าดโพล่งออกมาพร้อมๆกันจนคนและตนอื่นสะดุ้งเฮือกเมื่อกล้องซูมเข้าไปยังคนหนึ่งที่นอนหมดแรงอยู่ท่ามกลางฝูงชน แม้ผมสีดอกเลาและหนวดเคราสีเดียวกันจะยาวรุงรัง แต่เหล่านักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยตานนะคอนก็จำใบหน้าของรองศาสตราจารย์แห่งภาคเครื่องกลผู้ใช้ชีวิตอยู่แต่ในอุโมงค์ลมได้

 

แต่ที่เลวร้ายกว่านั้น อดิศักดิ์ไม่ใช่คนเดียวที่พวกเขารู้จัก

 

"เหมย !?"

"หลิน !?"

"ไอ้นัสกับไอ้ตั้ง !?"

"ปั๊บชายก็ด้วย !"

 

และที่เลวร้ายที่สุด คือชายหญิงคู่หนึ่งที่เพิ่งจะถูกทหารผีร้ายกึ่งลากกึ่งพยุงเข้ามา

 

“พ่อ แม่ !?

น้ำเสียงขวัญเสียอย่างที่สุดเจือชัดอยู่ในเสียงกรีดร้องแหลมสูงของแก้ว ใบหน้าที่เคยสวยเปรียวยามนี้ซีดขาวเสียยิ่งกว่าเด็กสาวหน้าจืด ดวงตาหลังแว่นกรอบไม้เบิกโพลง สิ่งที่เธอหวาดกลัวที่สุดกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว ทั้งที่เธอยอมทรยศเหล่าสหายร่วมรบเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นแท้ๆ....

 

"ยังมีอีกหลายคนนะ แต่แค่นี้ผมว่าคงพอทำให้พวกคุณตื่นเต้นได้แล้ว" เสียงของประจิมเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ขณะกล้องถอยกลับมาถ่ายภาพรวมของที่พักตัวประกัน "สบายใจได้ ยังไม่มีใครทำอะไรเขา หรือตัวประกันคนอื่นๆก็ด้วย คนพวกนี้เป็นชนชั้น 'ปัญญาชน' ที่ผมจะเอาไว้ใช้งานในการพัฒนารัฐหลังจากจบสงครามแล้ว มีตั้งแต่นักศึกษาของมหาลัยในเมือง อาจารย์ แล้วก็พนักงานระดับมืออาชีพ จะปล่อยให้คนพวกนี้โดนผีโง่ๆสิงแล้วไปตายมันก็ไม่ใช่เรื่องถูกมั้ย"

 

"แต่ดูสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ผมก็ไม่น่าจะต้องใช้ตัวประกันพวกนี้แล้ว อย่างน้อยก็บางคน.... แถมเสบียงของผมก็ไม่ได้เหลือเยอะ เพราะฉะนั้นคงต้องกำจัดบ้าง"

 

กล้องหมุนไปยังประตูโรงยิม กรงขนาดใหญ่สองกรงถูกเข็นเข้ามาโดยหมู่ร่างในชุดป้องกันเชื้อโรค กรงหนึ่งมีอสุรกายหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวที่มีแต่หัวกับไส้อยู่เกือบสิบตน ส่วนอีกกรงร่างเหี่ยวย่นของหญิงชรานั่งคุดคู้ทำท่าเหมือนกำลังร้องไห้กระซิกๆ อยู่กลางกรง....

 

"เหี้ยม !?"

จ้าดหลุดคำสบถหยาบคายออกมาอย่างลืมตัว แต่ไม่มีใครว่าหรือแม้แต่สนใจเขา ด้วยเสียงร้องไห้โฮของเด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบลายไม้ดังกลบจนแทบจะมิด อย่างไรก็ตาม ทุกตนและทุกคนในห้องก็อยู่ในอาการไม่ต่างกันมากนัก แบบนี้มันเกินไปแล้วจริงๆ

 

"คุณคงไม่อยากเสียคนพวกนี้ไปใช่มั้ย" ชายวัยกลางคนพูดต่อเสียงนุ่ม หลังจากภาพในหน้าจอตัดจากโรงยิมที่เต็มไปด้วยเสียงหวีดร้องอย่างหวาดกลัวกลับมายังห้องทำงานของประจิมแล้ว "ก็เหมือนผม ผมก็ไม่อยากจะเสียตานนะคอนไปเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เรามาแลกกันมั้ย"

ประจิมเงียบไปอึดใจหนึ่ง ดวงตาเรียวเหลียวมองนอกหน้าต่าง ริมฝีปากบางเหยียดเป็นรอยยิ้มน้อยๆ ราชินีตานีขมวดคิ้วเม้มปากแน่น สมองประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ก่อนหน้านี้เธอได้ดูถึงแค่ตอนกระสือและปอบไห้ถูกเข็นเข้ามาเท่านั้น เด็กสาวหน้าจืดจึงยังไม่รู้ว่าข้อแลกเปลี่ยนของอีกฝ่ายคืออะไร แต่มาแบบนี้คงใช้ตัวประกันกดดันให้เธอถอยทัพ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คงขอหยุดแค่นี้แล้วแบ่งเขตแดนเท่าที่มีกันแน่ๆ

 

"บุกตานนะคอนภายในหกโมงเช้านี้ ถ้าไม่บุก ผมจะส่งตัวประกันเข้ากรงกระสือสลับกับปอบไห้ หนึ่งคนต่อครึ่งชั่วโมง"

 

"หา....!?"

ขากรรไกรล่างของทุกคนและทุกตนยกเว้นแก้วร่วงลงอ้าปากค้างราวกับแรงโน้มถ่วงทวีคูณขึ้นในฉับพลัน นักการเมืองคนนี้ไปโดนสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทตัวไหนมาหรือเปล่า

 

"ก่อนที่จะคิดว่าผมบ้าไปแล้ว ผมยังมีข้อแม้"

ประจิมดักทางท่านผู้ชมทั้งหลายไว้พอดิบพอดีกับที่เสียงอุทานเงียบลง

 

"ข้อหนึ่ง ให้บุกด้วยกองกำลังภาคพิ้นดินหรือทางอากาศเท่านั้น ห้ามเรือดำน้ำเข้าใกล้ตานนะคอนในรัศมีสิบกิโลเมตร และห้ามยิงปืนใหญ่หรือขีปนาวุธจากนอกรัศมีสิบกิโลเมตรนับจากใจกลางเมือง และใช้อาวุธอะไรที่ไม่มีคน หรือวิญญาณควบคุมอยู่ รถถังบังคับวิทยุก็ไม่ได้ ถ้าผมรู้ ทุกหนึ่งหน่วยอาวุธที่เอ่ยถึง จะทำให้เวลาระหว่างการให้อาหารกระสือกับปอบไห้ลดลงครึ่งหนึ่ง ยิงมาหนึ่งลูก จากครึ่งชั่วโมงก็จะกลายเป็นสิบห้านาที ถ้าสองลูกก็จากสิบห้านาทีกลายเป็นแปดนาที นี่ผมปัดเศษขึ้นให้ด้วยนะ จะหาใจดีขนาดนี้ได้ที่ไหนอีก...."

 

นักการเมืองเจ้าปัญหาหรี่ตายิ้มกวน ทำเอาเอ็นร้อยหวายของหลานชายหมอผีใหญ่กระตุกยิกๆ

 

"ข้อสอง ตานีทุกตนในกองกำลังของคุณ คุณกล้วย คุณกล้าย น้ำว้า และน้ำไท ต้องเข้าร่วมในปฏิบัติการครั้งนี้ ต้องเข้ามาในรัศมีสิบกิโลเมตรจากใจกลางเมืองหลังจากอะไรก็ตามของฝ่ายคุณเข้ามาแล้วไม่เกินสิบห้านาที และเพื่อให้ตรวจสอบได้ คุณต้องปิดระบบรบกวนสัญญาณพลังงานวิญญาณ ไม่ต้องห่วง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ผมก็ปิดของฝ่ายผมไปแล้วเหมือนกัน ไม่เชื่อคุณลองสแกนดูก็ได้"

 

กล้วยเรียกโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณขึ้นมาดู ประจิมไม่ได้โกหก ตอนนี้เธอเห็นสัญญาณพลังงานวิญญาณในตัวเมืองตานนะคอนได้ชัดเจน จากที่เคยมีฝ้าบางๆเหมือนม่านคลุมเอาไว้มาหลายเดือน

 

"ข้อสาม ห้ามส่งหน่วยปฏิบัติการลับอะไรเข้ามาเด็ดขาด กองกำลังที่บุกจะต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยถึงสองร้อยคน หรือตน หรืออะไรก็ช่างเถอะ ถ้าผมตรวจพบ ระยะเวลาการให้อาหารก็จะลดลง และลดลงเรื่อยๆ ตามระยะห่างระหว่างทีมนั้นกับใจกลางเมือง ตราบใดที่กองทัพใหญ่ยังไม่เข้ามา"

 

"และข้อสี่ ห้ามใช้ระเบิดพลังงานวิญญาณ ไม่ว่าจะแบบเดิมหรือแบบใหม่ที่คุณเพิ่งใช้ที่เวียงเชียงรุ้ง ถ้าผมตรวจพบว่ามีการใช้งาน หรือแม้แต่พยายามจะใช้หรือติดตั้ง ผมจะปล่อยทั้งกระสือและปอบไห้ออกจากกรง คงรู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้น และคุณก็คงรู้นะว่าระเบิดนั่นทำอะไรปีศาจสองประเภทนี้ไม่ได้ และทำอะไรผมก็ไม่ได้ด้วย"

ราชินีตานีเหลียวไปสบตาหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม แล้วก็เห็นแววตาที่บอกว่าอีกฝ่ายก็คงคิดเหมือนกัน นี่มันกับดักชัดๆ กับดักที่แทบจะไม่ใช่กับดักเพราะมันวางอยู่โต้งๆ เห็นได้ชัดๆ ตั้งแต่ระยะเป็นร้อยเมตรเสียด้วย

 

“ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าก่อนหน้าเวลาหกโมงมีการทำผิดเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง จะมีคนถูกส่งเข้ากรงกระสือและปอบไห้อย่างละหนึ่งคนทันที และเวลาก็จะเริ่มนับทันทีเหมือนกัน”

 

 

"ไม่ต้องกลัวว่าผมจะฆ่าตัวประกันหมดในเร็วๆนี้นะ ผมมีตัวประกันพวกนี้อยู่เกือบสองพันคน ผมยื้อได้ถึงมิถุนาโน่นแน่ะ ยกเว้นคุณจะใจร้อนยิงอะไรเข้ามา..... แต่ผมก็ไม่ได้หมดเงื่อนไขต่อรองง่ายๆ แค่นี้หรอก"

 

"เผื่อคุณอาจจะไม่เชื่อว่าผมจะเลือดเย็นขนาดเอาคนไปเป็นอาหารกระสือต่อหน้าต่อตาคุณได้จริงๆ งั้นเดี๋ยวผมลองดูสักคนละกัน"

ภาพวิดีโอตัดกลับมายังที่พักตัวประกัน แก้วแทบจะกรีดร้องสุดเสียงอีกครั้งเมื่อเห็นทหารผีสิงที่คุมตัวพ่อแม่ของเธออยู่ขยับ แต่โชคดีที่ทั้งสองดูจะไม่ใช่เหยื่อรายแรก

 

กล้องซูมลงไปยังร่างอีกสองร่างในชุดป้องกันเชื้อโรคที่กำลังลากเด็กสาวคนหนึ่งออกมาจากฝูงชน เด็กสาวผู้น่าสงสารดิ้นพราดเหมือนปลาดุกถูกทุบหัว แต่ก็ไม่อาจสู้แรงผู้ที่กำลังล็อกตัวเธออยู่ได้ เธอจึงทำได้เพียงหวีดร้องเหมือนคนเสียสติ ขณะถูกกึ่งหิ้วปีกกึ่งลากไปมัดไว้กับซี่ลูกกรง

 

และเมื่อกล้องซูมเข้าไปยังใบหน้าของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย เสียงอุทานก็ดังก้องห้องประชุมอีกครั้ง คราวนี้มาจากเฉพาะเหล่านักศึกษาวิศวะตานนะคอน

 

"ฟาง !?"

"ฟาง ?" ฟ้าผู้นั่งลูบหลังปลอบเพื่อนสาวอยู่ขมวดคิ้ว "คนที่แพรเคยบอกว่า....."

"ใช่ คนที่พยายามเปิดเผยเรื่องกล้วยกับกล้าย ก็คือคนเปิดเผยตัวตนของตานีคนแรกนั่นแหละ" สาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์ซึ่งนั่งลูบหลังอยู่อีกด้านหนึ่งของแก้วตอบ ก่อนที่เธอจะหันไปถามราชินีตานีที่หัวโต๊ะ “กล้วย เรารู้ว่าถ้าโดนกระสือกัดจะกลายเป็นกระสือ แต่ก่อนที่จะกลายเป็นกระสือเต็มตัวจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง จะเจ็บรึเปล่า จะทรมานรึเปล่า”

“บ่ถึงขนาดนั้น เจ็บอย่างมากก็ตรงที่กัด เท่าที่ข้าเจ้าฮู้มาตนที่โดนกัดจะหมดสติในเวลาบ่กี่วินาที บ่ได้ทรมานอะหยังมากนักหรอก” เด็กสาวหน้าจืดพยายามบอกตัวเองให้เชื่อแบบนั้นด้วย แม้จะรู้ดีว่านั่นตรงข้ามกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิงก็ตาม

“แล้วถ้าปอบไห้ล่ะ”

“ก็บ่ต่างกันมาก”

 

กล้วยพยายามคุมเสียงให้เรียบ ซึ่งยากลำบากเหลือเกินเมือเห็นเพื่อนสาว หรืออย่างน้อยก็อดีตเพื่อนสาวถูกลากไปเบื้องหน้าอสุรกายผู้มีแต่หัวกับไส้ในกรง มันลอยไปลอยมาอยู่ในกรงเล็กอีกกรงที่ซ้อนอยู่ภายใน ใบหน้าสีช้ำเลือดช้ำหนองฉายแววตื่นเต้นชัดเจน โดยเฉพาะลิ้นยาวๆที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำลาย มันกำลังจะได้ทายาทตนใหม่แล้ว

 

“พอแค่นี้ดีกว่า”

เด็กสาวหน้าจืดตัดสินใจกดหยุดเล่นวิดีโอ ภาพเหตุการณ์ตอนนี้มากเกินกว่าที่เธอจะรับได้แล้ว และที่สำคัญ ในเมื่อมีโอกาสสูงมากที่พ่อแม่ของแก้วจะต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกับฟาง การไม่ให้เพื่อนสาวผมทวินเทลเห็นภาพชะตากรรมอันโหดร้ายน่าจะเป็นเรื่องดีกว่า

 

แต่แล้ว หัวใจในอกแบนก็ร่วงวูบเมื่อพบว่าไม่ว่าจะกดอย่างไร วิดีโอก็ยังคงเล่นต่อไปเรื่อยๆ

 

“กล้าย มันบ่ยอมหยุด”

“ได้จะได !?

“หมู่มันต้องยะอะหยังกับไฟล์ไว้แน่เลย !

 

กล้ายกระโจนมาหาแลปทอปของเพื่อนสาว แต่แม้เธอจะถอดแบตเตอรี่ออก มันก็ยังคงเล่นต่อไปราวกับผีสิง ทุกคนและทุกตนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องเป็นพยานต่อชะตากรรมของเด็กสาวผู้เคราะห์ร้าย

 

ฟางยังคงดิ้นสุดชีวิต แต่ทหารผีสิงทั้งสองนายดูจะไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย พวกมันเปิดกรง โยนเด็กสาวผู้น่าสงสารเข้าไปด้านในก่อนจะกระแทกประตูปิดดังโครมพร้อมกับลงกลอนแน่นหนา ฟางลุกขึ้นได้ก็วิ่งมาเขย่ากรง ก่อนจะทรุดฮวบลงคุกเข่าอ้อนวอนฝ่ายตรงข้ามที่เป็นดั่งเพชฌฆาตผู้กำลังจะปลิดชีวิตเธอ น้ำใสไหลรินจากดวงตาอาบสองแก้มจนเปียกชุ่ม น้ำตาแห่งความหวาดกลัว ไม่ใช่เพียงหวาดกลัวอสุรกายซึ่งบัดนี้ห่างจากเธอเพียงระยะลูกกรงกั้น แต่หวาดกลัวในสิ่งที่เธอกำลังจะเป็นในอีกไม่ช้า....

 

การอ้อนวอนของเธอไร้ผล เพียงกดรีโมต ประตูกรงกระสือก็เลื่อนเปิด แล้วอสุรกายผู้มีแต่หัวกับไส้ก็พุ่งออกมาด้วยความเร็วสูงอย่างที่เหล่าตานีไม่เคยเห็นมาก่อน ฟางลุกพรวด พยายามวิ่งหนีอย่างสิ้นหวังในกรงแคบๆ แต่เปล่าประโยชน์ เพียงไม่กี่ก้าวกระสือก็ไล่เธอทัน ก่อนจะฝังเขี้ยวแหลมลงบนแขนที่ไร้การป้องกันของเหยื่อสาวผู้น่าสงสาร

 

ดวงตาที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาเบิกโพลงด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว แต่ไม่กี่วินาทีต่อมามันก็เหลือกลานขึ้นเบื้องบนจนมองเห็นแต่ตาขาว ฟางชักกระตุกไปทั้งร่างอยู่นาน ก่อนที่จะค่อยๆอ่อนแรงลง และนิ่งสนิทในที่สุด

 

แล้วอึดใจต่อมา รอยแดงก็ปรากฏขึ้นบนลำคอ มันขยายไปจนครบรอบและเปลี่ยนสีเข้มขึ้นจนเป็นสีม่วงคล้ำอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เนื้อทั้งแถบจะฉีกขาดออกจากกัน แล้วหัวของอสุรกายผู้เคยเป็นฟางก็ค่อยๆดึงตัวเองออกจากร่างไร้ชีวิต ตามมาด้วยอวัยวะภายใน

 

แล้วในกรงก็มีกระสือเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตน

 

เป็นเวลาเกือบหนึ่งนาทีเต็มๆ ที่ทั้งห้องประชุมตกอยู่ในอาการช็อก ไม่มีใครพูดอะไรออก ไม่มีใครเชื่อสายตาตัวเอง ไม่มีใครอยากเชื่อว่าสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นจะเป็นเรื่องจริง แม้แต่ตานีสาวทั้งสองตน พวกเธอเคยเห็นคนกลายเป็นกระสือก็จริง แต่ก็ไม่ได้ใกล้ชิดขนาดนี้ และไม่ใช่คนที่เธอรู้จักแบบนี้....

 

“นี่คือคนแรก แต่ไม่ใช่คนสุดท้ายแน่นอน ยกเว้นคุณจะยอมทำตามข้อเรียกร้องของผม” ภาพตัดไปเป็นนักการเมืองวัยกลางคนในห้องทำงานอีกครั้ง “ไม่ต้องห่วง พวกคุณไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ทันสถานการณ์ปัจจุบันของตัวประกัน ดูถ่ายทอดสดได้ตามลิ้งค์ที่ผมให้ไว้ด้านล่างได้เลย หวังว่าพวกคุณจะไม่ทำให้ผมผิดหวัง”

 

“ว่าแต่คนต่อไปจะเป็นใครดี เจ้าของบริษัทตานดีมั้ย ได้ข่าวว่าลูกสาวเคยทำเพจสนับสนุนตานี แถมตอนนี้ยังอยู่ฝ่ายนั้นอีก คงต้องทำโทษอะไรสักอย่างแล้วล่ะ....”

 

ประจิมยิ้มเย็นเยียบเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ภาพจะถูกตัดไป

 

เสียงโครมดังขึ้นจากหลังห้องจนทุกคนและทุกตนหันขวับ แล้วก็เห็นแก้วฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะ แว่นบิดเบี้ยวบอกชัดว่าเธอคงร่วงลงไปโดยไม่ทันรู้ตัว ทุกอย่างคงมากเกินไปจนรับไม่ไหวแล้ว

 

“แพรพยุงแก้วไปนอนตรงเก้าอี้แถวนั้นก่อน” เด็กสาวหน้าจืดบอกเพื่อนสาว ขณะมือพรมนิ้วเรียกข้อมูลสัญญาณพลังงานวิญญาณจากดาวเทียมขึ้นมาดู แต่ไม่ว่าเธอจะค้นหาด้วยขอบเขตกว้างเพียงใดก็ไม่มีสัญญาณของฟางเลย

 

อดีตเพื่อนของเธอกลายร่างเป็นอสุรกายไปแล้วจริงๆ

 

“กล้วย ไม่จริงใช่มั้ย ฟางไม่ได้กลายเป็นกระสือใช่มั้ย” สาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์ผู้กำลังปฐมพยาบาลเพื่อนสาวอยู่ถามเสียงเครือ ราวกับจะย้ำสิ่งที่ราชินีตานีเพิ่งจะยืนยัน

“แต๊” กล้วยตอบเสียงหนักพอๆกับอะไรบางอย่างที่ถ่วงอยู่ในอก “เท่าที่มีข้อมูลพอหื้อยืนยันได้ ฟางกลายเป็นกระสือไปแล้วแต๊ๆ”

 

สาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์ทรุดฮวบลงกับพื้น มือทั้งสองยกขึ้นปิดหน้า โหดร้ายเกินไปแล้ว เธอไม่อยากจะรับรู้อะไรอีกต่อไปแล้ว....

 

“กล้วย ประจิมอาจสิหลอกพวกเฮาก็ได้เด๊” หมิงพยายามหาข้ออ้าง “อาจสิตัดต่อวิดีโอ หรือบ่ซั่นก็เอาคนอื่นมาใส่หน้ากากปลอมตัวให้เหมือนฟางก็ได้”

“แต่บ่มีสัญญาณพลังงานวิญญาณของฟางเลย ข้าเจ้าพยายามหาแล้ว”

“หมู่ผีร้ายอาจจะลักพาตัวเปิ้นออกไปนอกเวียงตานหรือนอกสารขัณฑ์ก็ได้เน่อเจ้าเอื้อยกล้วย” ตานีน้อยผมเปียพยายามด้วยอีกตน

“เอื้อยหาทั่วโลกแล้วเน่อ เพราะตอนแรกเอื้อยก็คึดจะอั้นเหมือนกัน”

“อ้าว....”

“หรือพวกมันอาจจะใช้อุปกรณ์รบกวนพลังงานวิญญาณกับแค่เฉพาะฟางก็ได้นะ”

“ถ้าจะอั้น โปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณก็จะฮู้ มันจะขึ้นเป็นวงสีเทาๆ แต่นี่บ่มีเลย” ราชินีตานีตอบก่อนจะตัดบท “ทุกตน ข้าเจ้าก็บ่อยากจะเชื่อว่าฟางเปิ้นกลายเป็นกระสือเหมือนกัน แต่ข้อมูลที่เชื่อถือได้บอกจะอั้น หมู่เฮาก็ต้องยอมรับความแต๊ด้วย”

“แล้วจะยะจะไดต่อดีล่ะเจ้าเอื้อยกล้วย” น้ำไทถามเสียงกังวล “ถ้าปล่อยเอาไว้จะอี้หมู่เปิ้นก็กลายเป็นกระสือหรือปอบไห้กับหมดเลยสิ บ่เอาเน่อเรื่องจะอั้น”

“จะไปสงสารเปิ้นยะหยังล่ะน้ำว้า” ตานีน้อยผมสั้นท้วงน้องสาวฝาแฝดอย่างดุเดือด “ลืมไปแล้วก๋าว่าหมู่เฮาต้องมาเป็นจะอี้เพราะผู้ได๋ บ่แม่นพวกมนุษย์เองก๋า !? จะอี้รับกรรมไปก็เหมาะแล้ว !

“แล้วมนุษย์ก็ช่วยหมู่เฮาด้วย” กล้วยเน้นเสียงปรามรุ่นน้องสาว “เอื้อยฟ้า เอื้อยแก้ว เอื้อยแพร อ้ายจ้าด หมู่เปิ้นบ่แม่นมนุษย์ก๋า”

“แต่หมู่เปิ้นอยู่กับหมู่เฮานี่ บ่แม่นหมู่มนุษย์ในห้องนั่น” น้ำว้ายังคงพยายามเถียง

“ในนั้นก็มีตนที่เคยพยายามช่วยหมู่เอื้อยเหมือนกัน” ราชินีตานีตอบ ดวงตาเรียวจ้องมองดวงตากลมของรุ่นน้องสาวจนอีกฝ่ายไม่กล้าสู้ “บ่แม่นมนุษย์ทุกตนจะโหดร้ายหวังร้ายกับหมู่เฮา และต่อหื้อเปิ้นหวังร้ายกับหมู่เฮา ก็บ่แม่นเหตุผลที่หมู่เฮาจะหวังร้ายกับหมู่เปิ้น บ่อั้นหมู่เฮาก็บ่ต่างจากหมู่เปิ้นหรอก เข้าใจก่อน้ำว้า”

“ก็ได้....”

“แต่ถ้าจะอั้น กล้วยจะบุกเข้าไปอย่างที่ประจิมต้องการก๋า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถามเสียงเข้ม “ข้าบ่คึดว่าจะดีเน่อ”

“ข้าเจ้าก็บ่ได้คึดว่าดี เงื่อนไขจะอั้นเปิ้นมีอะหยังรอหมู่เฮาอยู่แน่”

“เดี๋ยวสิ” จ้าดท้วงขึ้น “ในเมื่อมันปิดอุปกรณ์รบกวนการสแกนแล้ว เราก็รู้นี่ว่าประจิมอยู่ที่ไหน ฆ่ามันทิ้งซะก็น่าจะจบเรื่องแล้วนี่ !

"หา ?" แทบจะทุกคนและทุกตนในห้องพร้อมใจกันอ้าปากค้างอีกรอบ

“เอาง่ายๆ จังซั่นเลยบ่”

“จะทำได้ไง”

“แล้วจะทำไม่ได้ได้ไง” เด็กหนุ่มหน้าดุย้อนสาวหมัดเหล็กพร้อมส่งสายตากวนส้นจนอีกฝ่ายแทบจะลุกมาตบเกรียนเอาให้ได้ “ในเมื่อตอนนี้เรารู้ตำแหน่งมันแล้ว ก็ยิงจรวดเข้าไปถล่มมันเลยก็ได้นี่ มีเวลาพอให้มันส่งคนเข้ากรงกระสือหรอก”

“นั่นหมายถึงถ้าประจิมรักษาคำพูดแบบเป๊ะๆเน่อ ซึ่งข้าเจ้าบ่โลกสวยพอจะเชื่อว่าเปิ้นจะยะจะอั้น” กล้วยตอบเสียงเย็น “อีกอย่าง ลองดูนี่”

 

เด็กสาวหน้าจืดเรียกภาพจากโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณขึ้นบนจอ หลานชายหมอผีใหญ่รู้ทันทีว่าปัญหาคืออะไร ชื่อของประจิมทับซ้อนอยู่กับชื่อของคนอีกนับร้อยที่สภารัฐกลางเมืองตานนะคอน

 

รวมทั้งชื่อของอดิศักดิ์ เหล่านักศึกษาวิศวะตานนะคอน และพ่อแม่แก้วด้ว

 

"ก็นึกอยู่แล้วแหละว่ามันไม่น่าจะง่ายขนาดนั้น" หลานชายหมอผีใหญ่เกาหัวแกรกๆ "หรือว่าจะจัดทีมเข้าไปลอบยิงมันดี"

“อยู่กลางเมืองจะอี้เสี่ยงเกิน แล้วก็เสี่ยงมากที่หมู่มันจะเจอตัวก่อน ถ้าเจอตัวก่อนแล้วประจิมลดเวลาลงก็จบกัน” กล้วยส่ายหน้า “อีกอย่าง แค่การฆ่าประจิมอย่างเดียวก็เสี่ยงแล้ว”

“หมายความว่าไง”

“ตอนนี้ ประจิมเป็นตนที่ควบคุมหมู่ผีร้ายอยู่ จะด้วยพลังของราชินีตานีหรือว่าด้วยอย่างอื่นข้าเจ้าก็บ่ฮู้หรอก แต่ถ้าเปิ้นตาย หมู่ผีร้ายก็จะไร้การควบคุมทันที ก็จะเหมือนเหตุการณ์ตอนนรกเพิ่งจะแตกใหม่ๆ ทุกอย่างจะถูกทำลายเรียบ ดีบ่ดีอาจจะเละเทะกว่าด้วย เพราะหมู่ผีร้ายอาจจะคึดว่าตัวเองกำลังจะแพ้แล้ว อย่าว่าแต่ตัวประกันเลย ข้าเจ้าว่าตานนะคอนมีโอกาสราบทั้งเมืองด้วยซ้ำ”

“เอ้า แล้วที่ผ่านๆมานี่กล้วยวางแผนจะทำอะไรกับประจิมเนี่ย” ฟ้าขมวดคิ้วอย่างงุนงง “นี่เรานึกว่าเป้าหมายสุดท้ายคือการฆ่าประจิมมาตลอดเลยนะ”

“นั่นคือหลังจากหมู่เฮาบุกเข้าตานนะคอน กำจัดหมู่ผีร้ายแล้วก็ควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ไว้ได้แล้ว ถ้าเป็นจะอั้น หมู่ผีร้ายที่เหลือนิดหน่อยจะอาละวาดจะไดหมู่เฮาก็เอาอยู่ แต่บ่แม่นภูตผีปีศาจเหลือกันอยู่ทั้งกองทัพจะอี้” ตานีสาวหน้าจืดอธิบาย “แล้วตอนแรกข้าเจ้าก็มองในแง่ร้ายสุดๆ ไปแล้วว่าคงบ่มีมนษย์ดีๆ เหลืออยู่ในตัวเมืองแล้ว ทุกตนคงตายหรือบ่อั้นก็โดนสิงโดนเปลี่ยนเป็นกระสือกันหมดแล้ว เลยบ่จำเป็นต้องสนใจอะหยังมาก แต่พอมาฮู้แล้วแบบนี้มันก็....”

“แล้วถ้าเกิดบ่ได้เข้าไปฆ่าประจิม แต่เข้าไปซ่วยตัวประกันแทนล่ะ” สมิงสาวแห่งป่าแสนคำเปลี่ยนแผน

“คงรอดออกมาได้หรอกบ่าสมิงบ้าพลัง” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมกัดคู่รักคู่แค้นทันที

“เป็นหยังล่ะ ทีตอนม่อนแป้งพวกเฮายังเฮ็ดได้เลย หรือทีจ้าดตนเดียวยังเข้าไปซ่วยกล้วยได้เลย ระดับฝีมือหมู่เฮาน่าจะได้อยู่แล้ว” หมิงเถียง “อาจสิเข้าไปทางท่อระบายน้ำ พาตัวประกันมาขึ้นทิลต์โรเตอร์นอกเขตเมือง ถ้าตัวประกันหลายมากก็เอามาแค่บางคนก่อนก็ได้”

“มนุษย์หายไปเป็นพันตนหมู่มันคงบ่ผิดสังเกตเลยเน่อ” ตานีสาวผมหางม้าย้อนเสียงเย็น “แล้วเมื่อกี้หมิงบ่ได้ยินก๋าว่าถ้าหมู่มันจับได้ก็แย่เหมือนกัน อีกอย่าง จะไดๆ ถ้าประจิมจะใช้พ่อแม่แก้วเป็นเหยื่อรายต่อไปแต๊ๆล่ะก็ จะยะจะไดก็บ่ทันหรอก”

“สิบ่ทันได้จังไส ยังเหลือเวลาอีกตั้งสามสี่ซั่วโมงเด๊ แล้ววางแผนดีๆ มันก็อาจสิจับบ่ได้ก็ได้”

“ต่อหื้อจับบ่ได้ ฝ่ายตรงข้ามหมู่เฮาคือทั้งกองทัพสุดท้ายของหมู่มันเน่อ แค่เชียงผานหมู่เฮาก็จะบ่รอดแล้วเลย หรือหมิงคึดว่าหมิงจะรอด !?

“ก็ยังดีกว่านั่งรอเสยๆจังซี่บ่แม่นบ่ !?

“อย่าเพิ่งเถียงกัน” ตานีสาวหน้าจืดขัดขึ้นด้วยเสียงเหนื่อยใจ “จะยะอะหยังก็ตาม จะไดๆ ก็บ่ทันกรอบเวลาที่ประจิมหื้อมาหรอก แค่เคลื่อนทัพเข้าประชิดเขตตานนะคอนเตรียมพร้อมบุกก็คงกินเวลาไปเกือบสามสี่ชั่วโมงแล้ว แล้วข้าเจ้าก็บ่อยากหื้อผู้ได๋ต้องไปเสี่ยงกับอะหยังก็บ่ฮู้ที่รอหมู่เฮาอยู่ ข้าเจ้าบ่คึดว่าจะคุ้ม”ดจบา....ย์ก็ด้วย" แค่เชียงผานหมู่เฮาก็จะบ่รอดน่าจะมีใครอยู่ในกลุ่มตัวประกัน เ

“แปลว่ากล้วยจะปล่อยให้ตัวประกันพวกนั้นกลายเป็นกระสือเหรอ !?” สาวแว่นผู้น่ารักถามเสียงหลง “จะปล่อยให้พ่อแม่แก้วกลายเป็นเหมือนอย่างฟางเหรอ !?

 

“พ่อ.... แม่....!

จู่ๆ แก้วก็เด้งพรวดขึ้นมาจากแถวเก้าอี้ยาวริมห้องประชุม เธอหันขวับมองซ้ายมองขวาอย่างสับสน ก่อนจะตะเกียกตะกายกึ่งเดินกึ่งคลานมาเกาะแขนกล้วยทั้งที่ยังดูไม่ฟื้นดีนัก นำใสไหลพรากลงมาตามสองแก้ม

 

“กล้วย อย่าให้พ่อแม่เราต้องกลายเป็นแบบนั้นเลยนะ เราขอร้อง....”

 

เด็กสาวหน้าจืดเม้มปาก มือกำหมัดแน่น

 

“ข้าเจ้าก็บ่อยากหันหมู่เปิ้นต้องกลายเป็นจะอั้น บ่สิ ข้าเจ้าเคยบอกไปแล้วว่าบ่อยากสูญเสียผู้ได๋ไปอีกแล้ว” กล้วยเอ่ยช้าๆ “แต่ดูจากท่าทีของประจิมแล้ว ข้าเจ้าย่านว่าถ้าเกิดบุกเข้าไป หมู่เฮาจะยิ่งสูญเสียหนักกว่านี้อีก”

“สูญเสียอะไรน่ะกล้วย นอกจากพวกเราแล้วคนอื่นก็เป็นวิญญาณทั้งนั้นเลยนะ”

“แก้ว พูดเหมือนชีวิตเขาไม่มีค่างั้นแหละ” ฟ้าเตือน “แก้วก็รู้นี่ว่าถึงจะเป็นวิญญาณ แต่เขาก็เหมือนคนเรานะ”

“ก็เขาตายมาแล้วครั้งนึงไม่ใช่เหรอ จะเทียบกับชีวิตคนสองคนที่จะกลายเป็นตัวบ้าอะไรก็ไม่รู้นั่นได้ไง” เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบลายไม้สวนกลับ

“แก้ว พูดแบบนั้นได้ไง” แพรดูตกใจไม่น้อยกับคำพูดของเพื่อนสาว “แบบนี้ก็เหมือนแก้วบอกว่าชีวิตอุ๊ยสายไม่สำคัญนะ !

“อุ๊ยสายก็ส่วนอุ๊ยสาย วิญญาณตนอื่นไม่ใช่อุ๊ยสายนี่ !” แก้วสวนกลับ “เป็นแพรแพรยอมเหรอ นั่งดูพ่อแม่ตัวเองกลายเป็นกระสือไปแบบนั้นน่ะ !?

“แก้ว....”

“กล้วย” สาวแว่นแห่งภาคอากาศยานเขย่าแขนราชินีตานี ขอร้องล่ะ หน้าที่ของตานีคือช่วยปกป้องชาวเมืองไม่ใช่เหรอ ช่วยพ่อแม่เราหน่อยเถอะนะ....”

“แก้ว ข้าเจ้าเข้าใจแก้วเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดคุกเข่าลงจับไหล่ทั้งสองข้างของเพื่อนสาวไว้ “แต่ถ้ารีบเข้าไปตอนนี้ หมู่เฮาจะพากันสิ้นอายุด้วยกันหมดเน่อ แล้วหลังจากนั้นก็บ่ได้แปลว่าประจิมจะปล่อยพ่อแม่แก้วด้วย มันบ่คุ้มกันเลยเน่อ”

“บุกเข้าไปก็อาจจะชนะก็ได้นี่ หรืออย่างน้อยที่สุดถ้าแพ้ ไม่มีฝ่ายพวกเราแล้ว ประจิมก็ไม่ต้องตั้งเงื่อนไขนี้ ไม่ต้องมีตัวประกันอีกต่อไปนี่ถูกมั้ย”

“คึดง่ายเกินไปแล้วแก้ว” กล้ายท้วงเสียงเข้ม “ถ้าหมู่เฮาแพ้ ถ้าบ่มีกองกำลังตานีอีกต่อไป ถ้าประจิมได้มีอำนาจสูงสุดในรัฐ คึดก๋าว่าเปิ้นจะปล่อยพ่อแม่แก้ว คึดก๋าว่าพ่อแม่แก้วจะได้อยู่อย่างมีความสุข อย่างน้อยๆ ที่สุด เงินทั้งหมดที่พ่อแก้วมี บริษัทรถทั้งหมดเปิ้นก็ต้องยึดไปเป็นของเปิ้นแน่ และที่สำคัญที่สุด จะมีประโยชน์อะหยังถ้าเปิ้นต้องเสียแก้วไป คึดว่าเปิ้นอยากหื้อเป็นจะอั้นก๋า !?

“พ่อแม่เราอาจจะไม่ได้อยากให้เป็นแบบนั้น แต่เราอยากจะทำ !” สาวแว่นแห่งภาคอากาศยานสวนกลับเสียงแข็ง เธอลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม “เรายอมตายเพื่อพ่อแม่เราได้ เหมือนที่เราเคยยอมตายเพื่อตานีก่อนหน้านี้นั่นแหละ แล้วกล้วยกับกล้ายล่ะ ยอมตายเพื่อปกป้องชาวเมืองตานนะคอนรึเปล่า หรือว่าคำสัญญานั่นจะเป็นแค่ลมปาก !?

 

เสียงเผียะหนักแน่นจนแทบจะเป็นเสียงพลั่ก เมื่อฝ่ามือของฟ้าฟาดเปรี้ยงเข้าใส่แก้มของเด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบลายไม้จนหน้าหันแว่นหลุดกระเด็นไปไกล

 

“ฟ้า....”

“ขอโทษกล้วยกับกล้ายเดี๋ยวนี้ !” ฟ้าแผดเสียงก้องห้องประชุม “ขอโทษเดี๋ยวนี้ !

 

แก้วก้มหน้านิ่ง น้ำใสไหลหยดจากตาลงมาบนพื้นพรม

 

“เราบอกให้ขอโทษไง !

 

สาวแว่นแห่งภาคอากาศยานทรุดลงคุกเข่า ก่อนจะตั้งต้นร้องไห้

 

“ขอโทษนะ กล้วย กล้าย.... เราพูดแบบนั้นออกไปได้ยังไง.....” แก้วสะอึกสะอื้น “ขอโทษ..... แต่พ่อแม่เรา..... เราไม่รู้จะทำยังไงดี..... ขอโทษ.....”

 

ราชินีตานีคุกเข่าลง ก่อนจะกอดเพื่อนสาวไว้แน่น

 

“บ่เป็นอะหยัง ข้าเจ้าเข้าใจ.... ข้าเจ้าจะคึดหาวิธีหื้อได้”

“ขอร้องล่ะกล้วย ขอร้อง.....”

วิธีอะหยังกล้วย เสียงหนักใจของกล้ายดังขึ้นในโสตประสาท กล้วยก็ฮู้ว่ายะจะไดก็บ่ทัน ไปสัญญากับเปิ้นจะอั้นเปิ้นจะยิ่งฮู้สึกแย่เน่อ

ข้าเจ้าฮู้ราชินีตานียอมรับตรงๆ แต่เรื่องนั้นเดี๋ยวค่อยอู้กัน ตอนนี้ปลอบหื้อแก้วเปิ้นสงบลงก่อนดีกว่า

แล้วแต่เน่อ

 

แก้วร้องไห้จนหลับไปในเกือบสิบนาทีต่อมาทั้งๆที่ยังคงกอดเพื่อนสาวอยู่ หมิงอาสาพาเธอกลับไปนอนที่ห้อง ในขณะที่องค์ประชุมที่เหลือกลับมานั่งกุมขมับกันต่ออีกครั้ง

 

“อู้ออกไปจะอั้นมีแผนอะหยังอีกก๋ากล้วย” ตานีสาวผมหางม้าเอ่ยขึ้นทันทีที่แน่ใจว่าสมิงสาวพาแก้วออกไปนอกระยะการได้ยินแล้ว “ไปรับปากเปิ้นไว้จะอั้นแต่ยะบ่ได้เปิ้นจะยิ่งฮู้สึกแย่เอาเน่อ”

“ก็บ่มีนั่นแหละ และต่อหื้อมี ประจิมก็บ่แม่นว่าจะไว้ใจได้” กล้วยถอนหายใจเฮือก

“ก่อนอื่น คิดว่าประจิมมีแผนอะไร” หลานชายหมอผีใหญ่ถาม “มีอะไรที่คิดว่ามันจะใช้เป็นไม้ตายได้บ้าง ประจิมยังมีอะไรที่เราไม่รู้อยู่อีกบ้างมั้ย เช่นพวกปีศาจโหดๆอะไรงี้”

“บ่น่าเน่อ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบ “แค่เปรตกล้ามที่หมู่เฮาหันก่อนหน้านี้ก็ถือว่าหายากสุดๆแล้ว”

“ที่ฮู้แน่ๆ คือเปิ้นมีพลังของราชินีตานี ที่สามารถเรียกเผ่าพันธุ์วิญญาณอะหยังก็ได้ออกมาจากโลกหลังความตาย และควบคุมได้เบ็ดเสร็จถ้าเปิ้นต้องการ”

“ควบคุมได้เบ็ดเสร็จ นับรวมถึงภูตผีปีศาจที่อยู่บนโลกนี้อยู่แล้วด้วยรึเปล่า” จ้าดถามต่อ “เรากำลังคิดว่ามันกำลังล่อให้เราเอาวิญญาณเข้าไปเยอะๆ แล้วเปลี่ยนเป็นพวกมันทั้งหมดรึเปล่า”

“ข้าเจ้าบ่เคยได้ยินเน่อว่าพลังนั่นยะจะอั้นได้ อีกอย่าง ตามหลักการแล้วถ้าจะยะจะอั้นกับวิญญาณเยอะจะอั้นต้องใช้พลังงานวิญญาณมหาศาล ประจิมบ่น่าจะมีพอหรอก” เด็กสาวหน้าจืดตอบอย่างระมัดระวัง “แต่ที่จ้าดว่ามาก็เข้าเค้ากับเงื่อนไขของเปิ้น ที่จะต้องหื้อหมู่เฮาเข้าไปด้วยก็คงหวังจะเก็บหมู่เฮาทีเดียวทุกตนโดยใช้กองทัพที่ได้มาใหม่”

“แต่กล้วยแน่ใจใช่มั้ยว่าพลังของราชินีตานีทำแบบนั้นไม่ได้” ฟ้าถามย้ำ

“เก้าสิบเปอร์เซ็นต์”

“โห เหลืออีกตั้งสิบเปอร์เซ็นต์ ไม่น้อยนะ” เด็กสาวหน้าคมเบ้หน้า

“ต่อหื้อพลังนั่นยะบ่ได้ เปิ้นก็อาจจะใช้พลังอื่นที่ยืมจากผีร้ายหรือคึดค้นขึ้นมาใหม่ก็ได้เหมือนกัน ถึงโอกาสที่จะคึดพลังที่แรงขนาดนั้นจะน้อยมากก็เหอะ” ราชินีตานีถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง “และถ้าเปิ้นมีพลังที่จะยะจะอั้นได้แต๊ๆ หมู่เฮาก็รอดยาก”

“สรุปว่ายังไงๆ ก็ไม่มีทางใช่มั้ย” แพรถามเสียงอ่อนๆ “เราเข้าใจเหตุผลที่กล้วยไม่อยากจะบุกนะ เรายอมรับได้ แต่ก็อย่างว่า พ่อแม่เราไม่ได้อยู่ตานนะคอน ญาติสนิทเราก็ไม่น่าจะมีใครอยู่ในกลุ่มตัวประกัน เราเลยพูดแทนแก้วไม่ได้.....”

“สุมานักๆเน่อแพร” ราชีตานีหลับตา คิ้วบางขมวดมุ่น “ข้าเจ้าก็บ่อยากยะจะอี้....”

 

เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงเด็กสาวหน้าจืดดังขึ้น เธอควักขึ้นมากดรับทันทีด้วยรู้จากเสียงเรียกเข้าแล้วว่าปลายสายคือใคร

 

“เอื้อยเดือน ว่าจะไดเจ้า”

“กล้วย ตอนนี้อยู่ไหน !?” เสียงของวิญญาณสาวแห่งบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์ถูกกลบด้วยเสียงลมกรรโชกจนแทบฟังไม่ออก

“ที่เดิมเจ้า เอื้อยเดือนมีอะหยังเจ้า ยะหยังถึงเสียงเหมือนออกมาอยู่ข้างนอกจะอั้น”

“จุดเคลื่อนที่ในพริบตาอยู่ตรงไหน พี่ต้องกลับแล้ว !

“หมายความว่าจะไดเจ้า ปิ๊ก ?” ราชินีตานีขมวดคิ้ว “ปิ๊กไปที่ได๋ แล้วนางกับเอื้องล่ะเจ้า เกิดอะหยังขึ้น !?

“ขอพี่กลับไปคุยที่โน่นเถอะ แต่เร็วหน่อย มีเรื่องด่วนมากๆ !

“แพรช่วยหาตำแหน่งเอื้อยเดือนหื้อที ดูว่าใกล้ๆ มีผู้ได๋น่าสงสัยอยู่ก่อ” ราชินีตานีหันไปบอกเพื่อนสาว ก่อนจะตอบผีสาวรุ่นพี่เมื่อเห็นอีกฝ่ายโบกมือปฏิเสธ “จุดเคลื่อนที่ในพริบตาอยู่ที่เชิงสะพานข้ามแม่น้ำตานของทางหลวงสาย S3 ทางตะวันตกของเชียงพิงค์เจ้า เดี๋ยวข้าเจ้าออกไปรับ”

“ข้าไปด้วย เผื่อมีผู้ได๋ตามมา” กล้ายยกปืนขึ้นสะพาย

“ได้ เดี๋ยวมาเน่อทุกตน”

 

วิญญาณผู้พิทักษ์สาวทั้งสองหายวับไป แต่เพียงไม่ถึงนาทีต่อมาก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง โดยมีวิญญาณสาวคนสวยติดตามมาด้วย ชุดกันหนาวแบบนักปีนเขาเต็มยศของเดือนท่วมท้นไปด้วยเกล็ดหิมะ ผมที่ไม่ได้ถูกปกคลุมด้วยหมวกผ้าใบก็มีน้ำแข็งเกาะจนชี้แหลมทั้งที่อากาศปลายฤดูหนาวของเชียงพิงค์ก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ทำให้กล้วยพอเดาได้ว่าเธอคงเคลื่อนที่ในพริบตามาจากฐานลับของนางแถบเทือกเขาตานปันน้ำแน่ๆ

 

“น้าเดือน !

ทั้งห้องประชุมต่างกลุ้มรุมกันเข้ามาหาผีสาวผู้ไม่ได้เจอหน้ากันมาหลายเดือน แต่เดือนกลับดันทุกคนและทุกตนออก

 

“อย่าเพิ่ง พี่มีเรื่องด่วน” หญิงสาวปรามเสียงแข็ง “นางกับเอื้องโดนประจิมเรียกตัวด่วนตอนหกโมงเช้านี้ และพี่ไม่คิดว่าเขาจะรอด”

“หมายความว่าจะได !?” ตานีน้อยผมสั้นผู้ใกล้ชิดกับตานีสาวทั้งสองมากที่สุดถามทันที “ประจิมฮู้แล้วก่าว่าหมู่เปิ้นหักหลัง !?

“เรื่องนั้นประจิมน่าจะรู้ตั้งนานแล้ว แต่ประจิมยังไม่เคยเรียกสองคนนั้นไปพบเลยหลังจากส่งเรือดำน้ำไป มีแต่ติดต่อทางโทรศัพท์กันตลอด คราวนี้คงต้องมีอะไรสักอย่างจริงๆ” เดือนพูดรัวเร็วติดๆกันจนแทบไม่ได้หายใจ แม้เธอจะไม่จำเป็นต้องหายใจก็ตาม “ที่สำคัญกว่านั้น ตอนนี้นางกับเอื้องก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะฆ่าประจิม ถ้าสำเร็จก็ดีไป แต่ถ้าไม่สำเร็จ คิดว่าสองคนนั้นจะรอดเหรอ”

“บ่เอาเน่อ !” น้ำว้าหันหลังกลับมาดึงเสื้อผู้นำเผ่าพันธุ์ของเธอ “เอื้อยกล้วย ไปช่วยเอื้อยนางเถอะเน่อ อย่าปล่อยหื้อเปิ้นสิ้นอายุเลย”

“ใจเย็นๆน้ำว้า เอื้อยบ่คึดว่าประจิมจะสู้เอื้อยนางกับเอื้อยเอื้องได้หรอกเน่อ” ราชินีตานีลูบหัวปลอบรุ่นน้องสาว

“แต่ยังมีเอื้อยแหวนอีกเน่อ”

“เอื้อยก็ยังคึดว่าสองตนนั้นสู้ไหวเน่อน้ำว้า เชื่อมั่นในตัวเอื้อยนางเอื้อยเอื้องหน่อยสิ”

“แต่ข้าเจ้าเป็นห่วงนี่....”

“เดี๋ยว ถ้านางฆ่าประจิมสำเร็จ ผีร้ายจะไม่อาละวาดอย่างที่กล้วยพูดเมื่อกี้เหรอ” สาวแว่นผู้น่ารักถามขัดเสียงสูง

“นั่นแหละที่ข้าเจ้ากังวล” เด็กสาวหน้าจืดพ่นลมออกทางจมูกอย่างหนักใจ “และที่กังวลอีกอย่างคือ ประจิมจะเล่นแง่ว่านางเป็นหน่วยปฏิบัติการลับของหมู่เฮา แล้วนับว่าหมู่เฮายะผิดเงื่อนไข”

“ถ้าจะเอาขนาดนั้นก็ยอมมันเหอะ....”

“สั่งเคลื่อนพลประชิดตานนะคอนเลยดีก่อกล้วย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเสนอ “ถ้าสองตนนั้นยะสำเร็จก็บุกเร็วเข้าไปช่วยตัวประกันที่สภารัฐเท่าที่ทำได้ ถ้าบ่สำเร็จก็ถอยปิ๊กมา อยู่แค่รอบๆนอกคงบ่เป็นอะหยังมากหรอกมั้ง”

 

กล้วยเคาะนิ้วกับโต๊ะอย่างครุ่นคิดอยู่อึดใจใหญ่ ก่อนที่เธอจะเงยขึ้นมองทุกคนและทุกตนในห้องประชุม

 

“หมู่เฮาจะส่งกำลังพลเข้าประชิดตานนะคอนนรัศมีบ่ใกล้กว่าสิบกิโลเมตรจากใจกลางเมือง ถ้านางยะสำเร็จ ประจิมสิ้นอายุ จะบุกตามแผนช้างสี่ เข้าไปช่วยตัวประกันที่สภารัฐ และถอยปิ๊กมาหรือทำลายหมู่ผีร้ายต่อเท่าที่ยะได้ขึ้นกับสถานการณ์”

“แต่ถ้านางยะบ่สำเร็จ เวลาหกโมงเช้า หรือก่อนหน้านั้นถ้าประจิมร่นเวลาลงมา จะบุกตามแผนแลงสอง กองทัพส่วนใหญ่ดึงความสนใจอยู่รอบนอกและพยายามทอนกำลังของหมู่มัน และจะมีหน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าไปจัดการกับตัวประกัน ส่วนหมู่เฮาจะขึ้นเครื่องบินบินโฉบอยู่ที่รัศมีสิบกิโลเมตรเพื่อหื้อเป็นไปตามเงื่อนไขของประจิม ถ้าเกิดอะหยังขึ้นก็หลบออกมาได้ทันที ห้ามเข้าไปใกล้ใจกลางเมืองมากกว่านั้นเด็ดขาดถ้าบ่มีเหตุจำเป็น มีผู้ได๋มีคำถามหรือคัดค้านก่อ”

“หน่วยเคลื่อนที่เร็วนี่จะไม่นับเป็นหน่วยพิเศษเหรอ” จ้าดท้วง

“บ่ ขนาดหน่วยค่อนข้างใหญ่ แล้วหมู่เฮาก็ยะตามเงื่อนไขเบื้องต้นของประจิมแล้วด้วย บ่น่าจะมีปัญหา” เด็กสาวหน้าจืดตอบ ก่อนจะเสริม “นั่นหมายถึงถ้าเปิ้นรักษาคำพูดน่ะเน่อ..... มีคำถามอะหยังอีกก่อ”

 

คราวนี้ทุกคนและทุกตนเงียบ

 

“การแบ่งเครื่องบินแต่ละลำ น้ำไทไปกับเอื้อยกล้าย น้ำว้ามากับเอื้อย”

“อ้าว แล้วพวกเราล่ะ !?” หลานชายหมอผีใหญ่โวย ตามด้วยนักศึกษาแพทย์สาวแห่งเวียงเชียงหลวง

“แม่น สิทิ้งพวกเฮาจังซี่บ่ !?” สมิงสาวแห่งป่าแสนคำประสานเสียงด้วยอีกตน

“หมู่เฮาบ่ได้ตั้งใจจะเข้าไปรบเองอยู่แล้ว” กล้วยตอบ “อีกอย่าง ถ้าเกิดอะหยังขึ้นแต๊ๆ หมู่เฮาเคลื่อนที่ในพริบตาปิ๊กมากันได้”

“แต่ถ้าเกิดประจิมสิ้นอายุ ทุกตนมาร่วมด้วยก็ได้ เพราะถึงตอนนั้นคงบ่มีอะหยังแล้ว” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเสริม “เตรียมตัวไว้ก่อนเลยก็ดี”

“แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์อีกทีเน่อ” ตานีสาวหน้าจืดดักคอไว้แต่เนิ่นๆ “และถ้าเกิดอะหยังขึ้นมาแต๊ๆ แล้วหมู่เฮาออกมาบ่ได้ อย่าตามหมู่เฮาเข้ามาเด็ดขาด ทุกตนต้องเป็นผู้นำของกองกำลังตานีต่อไป เข้าใจก่อ”

“เฮ้ย ได้ไง” จ้าดย้อนถาม “ถ้าทุกคนไม่กลับมาก็ไม่เหลือตานีแล้วนะ มันก็ไม่ใช่กองกำลังตานีแล้วสิ”

“จุดมุ่งหมายของหมู่เฮา คือปลดปล่อยชาวเมืองจากผีร้าย จากประจิม” ราชินีตานีตอบเสียงเรียบ “เพราะจะอั้น ต่อหื้อหมู่เฮาบ่อยู่ จุดมุ่งหมายของหมู่เฮาก็ยังเหมือนเดิม จะมีตานีอยู่หรือบ่ รัฐเวียงตานก็ต้องบ่ตกอยู่ใต้อำนาจของนักการเมืองอย่างเปิ้น ถึงหมู่เฮาจะบ่อยู่ ก็ช่วยกันยะเรื่องนั้นหื้อสำเร็จด้วย”

“อย่าพูดเป็นลางแบบนี้สิกล้วย” แพรเดินมาจับแขนเพื่อนสาว “กล้วยต้องได้กลับมา ทุกคนต้องได้กลับมาแน่”

“หมู่เฮาก็จะพยายามหื้อเป็นจะอั้น” เด็กสาวหน้าจืดยิ้มบาง “บ่มีผู้ได๋สงสัยหรือมีข้อคัดค้านอะหยังแล้วแม่นก่อ”

 

ทุกคนและทุกตนส่ายหน้า

 

“จะอั้นก็ เตรียมพร้อมตามที่ซ็อมกันไว้ ข้าเจ้าจะสั่งเคลื่อนพลทันที”

“อื้ม”

 

สามตานี สามมนุษย์ หนึ่งสมิงและอีกหนึ่งวิญญาณสาวต่างหันหลังออกจากห้องทันที ขณะเด็กสาวหน้าจืดกลับลงไปนั่งที่หน้าแลปทอปของเธอ มือพรมนิ้วพิมพ์คำสั่งเคลื่อนพลส่งไปให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ดวงตาเรียวที่สะท้อนประกายสีเขียวมองกองกำลังของเธอที่ค่อยๆ เคลื่อนไหวมุ่งหน้าลงใต้ไปยังฐานที่มั่นสุดท้ายของศัตรู

 

แล้วตานีสาวก็หลับตาลง ส่งใจไปให้เพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเธอ

 

นาง เอื้อง ขอหื้อสำเร็จเน่อ

 

จะได้จบเรื่องนี้กันสักที

 

 

ทางเดินหน้าห้องทำงานของประจิมยังคงหนาวเย็นสำหรับตานีสาวทั้งสองเหมือนทุกครั้งที่พวกเธอมาที่นี่ ไม่ใช่หนาวเย็นด้วยอากาศ ฮีตเตอร์ทุกตัวถูกปรับเอาไว้อย่างพอดีตามคำสั่งของประธานรัฐเวียงตาน แต่เป็นหนาวเย็นทางความรู้สึก

 

และวันนี้มันยิ่งหนาวเย็นมากขึ้นหลายเท่า เมื่อสองตานีสาวรู้ว่าพวกเธอมาที่นี่ทำไม และพวกเธอถูกเรียกมาที่นี่ทำไม....

 

“ระวังหลังด้วยเน่อเอื้อง”

“อื้ม”

 

ที่เก็บอาวุธของสายถูกซ่อนไว้มิดชิดในกระเป๋าลับ แต่นางก็พร้อมจะเรียกลูกซอง หรือมีดคอมมานโด หรืออาวุธอื่นๆ ออกมาได้ทันทีที่เธอเห็นโอกาสเหมาะ

 

ถ้าเธอฆ่าไม่ได้ เธอก็จะเป็นฝ่ายถูกฆ่า

 

“เข้ามาสิ”

เสียงนุ่มของประจิมดังขึ้นทันทีเมื่อตานีสาวคนสวยกดกริ่งหน้าห้อง นางผลักประตูเข้าไปช้าๆ นักการเมืองเจ้าปัญหานั่งหันหลังให้เหมือนทุกครั้ง หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้กวาดสายตามองรอบห้อง ไม่มีอะไรน่าสงสัย ไม่มีทหารผีสิงมายืนคุมเชิง แหวนก็ไม่อยู่

 

แต่อย่างสุดท้ายนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็ได้

 

“มีอะหยังฉุกเฉินก๋า” ตานีสาวคนสวยเอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบ

“คุณก็น่าจะรู้ว่าผมเรียกคุณมาทำไม” ชายวัยกลางคนตอบเสียงเย็น

“ก็ดี จะได้หื้อมันจบๆไป”

 

นางรียกปืนลูกซองของเธอออกมาทันที แต่ยังไม่ทันที่นิ้วจะกำด้ามปืนได้แน่น แสงสีขาวอมฟ้าก็สว่างวาบ แล้วอะไรบางอย่างก็ทะลวงผ่านหลังไปทะลุออกที่หน้าท้องของเธอ

 

“อั้ก.....”

ตานีสาวคนสวยทรุดฮวบ มือปล่อยปืนลูกซองร่วงลงพื้นดังโครม ความเจ็บปวดเหมือนมีใครสักคนเอาตุ้มน้ำหนักฟาดเปรี้ยงเข้าใส่ทั้งท้องทั้งหลังพุ่งจี๊ดผ่านไขสันหลังเข้าสู่สมองจนเธอแทบหมดสติ ข้างตัวเธอ เอื้องก็ดูจะตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ตานีสาวผมเปียดูจะหนักกว่าด้วยซ้ำ เธอเอามือกุมท้องไว้ ก่อนจะค่อยๆฟุบลงไปนอนอยู่กับพื้น เบื้องหน้า ประจิมหมุนเก้าอี้มาหาเธออย่างช้าๆ ขณะอีกร่างหนึ่งก้าวออกจากหลังหน้าจอโปรเจกเตอร์ที่มีรูกระสุนอยู่สองรูมายืนข้างๆเขา

 

“คุณคงอยากถามสินะว่ากระสุนทะลวงเกราะพลังงานวิญญาณของคุณได้ยังไง เอ หรืออาจจะอยากถามว่าคุณแหวนซ่อนอยู่ที่ไหน ทำไมคุณถึงไม่เห็น ใช่มั้ย” ริมฝีปากบางบิดเป็นรอยยิ้มเยียบเย็น ขณะดวงตาหลังแว่นกรอบเหล็กจ้องมองตานีสาวคนสวยผู้นั่งกระอักกระไอจมกองเลือดอยู่ “กระสุนนี่เราเพิ่งพัฒนาใหม่ ต้องขอบคุณคุณแหวนเลยนะที่แอบเอาอุปกรณ์ป้องกันอันใหม่นี่มาจากพวกคุณได้ แต่เรื่องว่าคุณแหวนซ่อนอยู่ตรงไหนถึงไม่เห็น อันนี้คงต้องโทษพวกคุณที่ประมาทเองแหละนะ....”

“แหวน....” ตานีสาวคนสวยพูดลอดไรฟันที่เต็มไปด้วยเลือดสีแดงสด “ยะจนได้เน่อ....”

“ข้าบ่แม่นตนอ่อนแออย่างนาง อย่างเอื้อง” เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มแค่นหัวเราะ “ข้าเตือนนางแล้ว เตือนบ่ฮู้กี่รอบ แล้วนางยะอะหยัง ช่วยบ่ได้เน่อ....”

“ไม่ต้องพูดมากแล้วมั้งคุณแหวน ยิงๆไปจะได้จบๆสักที”

แหวนยิ้ม มือยกไรเฟิลจู่โจมขึ้นประทับบ่า “ได้ ข้าก็บ่ได้อยากอู้กับหมู่มันมากนักหรอก”

 

ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย เอื้องผู้นอนฟุบอยู่ข้างเพื่อนสาวถีบตัวพรวดจนร่างของเธอบังนางเอาไว้จนมิด พริบตาต่อมา เสียงไรเฟิลจู่โจมก็ดังก้องห้องทำงานเล็กๆ จนหูดับตับไหม้ แต่แม้จะมีตานีสาวหน้าอ่อนเป็นเกราะกำบัง คมกระสุนที่ยังคงเหลือพลังงานอยู่ก็ทะลุทะลวงผ่านมาได้อย่างง่ายดาย แหวนเหนี่ยวไกค้างจนกระสุนหมดยี่สิบนัดที่อยู่ในซอง ก่อนที่เธอและประจิมจะลุกออกไปจากห้อง ทิ้งสองตานีสาวให้นอนจมกองเลือดและพลังงานวิญญาณที่หลั่งไหลออกจากร่างกายเหมือนสายน้ำ....

 

“นาง....” เสียงกระซิบของเอื้องแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ราวกับเธอกำลังจะจากไปสู่ที่ไกลแสนไกล “นาง.... เป็น.... อะหยัง.... ก่อ.....”

“บ่เป็นอะหยังมาก.....” ตานีสาวคนสวยตัดสินใจไม่บอกความจริง เธอไม่อยากให้เพื่อนสาวคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปสูญเปล่า “เอื้อง ยะหยังถึงยะจะอี้ ถ้าเอื้องบ่เอาตัวเข้ามาบัง แผลจะอั้นรักษาได้อยู่แล้วเน่อ....”

“จะได.... แหวน..... ก็บ่ปล่อย.... ไว้อยู่แล้ว....” เด็กสาวผมเปียใช้แรงเฮือกสุดท้ายพยายามพลิกตัวมามองหน้าเพื่อนสาวของเธอ ใบหน้าของเธอโชกไปด้วยเลือด ทั้งจากที่ไหลนองพื้นและจากที่เธอกระอักออกมา  “แล้วข้า..... ข้า.... อยากปกป้องนางด้วย..... ข้า.... บอกแล้ว.... บ่แม่นก๋า.... ข้า.... ยอม.... ตายเพื่อนาง.... ได้.....”

“ยะหยังล่ะเอื้อง....” นางถามเสียงสูง น้ำใสเริ่มไหลรินลงมาจากดวงตากลม “ข้าบ่ได้มีค่ามากพอหื้อเอื้องยะจะอี้สักหน่อยเน่อ.....”

“มีสิ.....” เอื้องยิ้ม “เพราะข้า.... ฮักนาง.....”

“เอื้อง.....”

“สุมา.... เน่อ.... ข้า.... ควรจะ.... บอก..... เร็ว..... กว่านี้.......”

“ขอบคุณมากเน่อ.....”

“ไว้.... เจอกัน.... ที่ฝั่งปู้น.... เน่อ.....”

 

รอยยิ้มบนใบหน้าอ่อนกว้างขึ้นอีกเล็กน้อย ก่อนที่มันจะจางลงจนหายไป พร้อมกับดวงตาฉายแววขี้กลัวที่ปิดลง และพลังงานวิญญาณสุดท้ายที่ไหลออกจากร่าง

 

“เอื้อง.....”

นางหลับตาลง แต่แสงสีเขียวที่สว่างจ้าก็ยังคงลอดเข้ามาบังคับให้เธอรู้ว่าเพื่อนสาวไม่อยู่กับเธออีกต่อไปแล้ว แม้มันจะทำให้แผนทั่วร่างกายของเธอเจ็บมากขึ้นเป็นทวีคูณ แต่ตานีสาวก็ไม่ห้ามน้ำตาและเสียงสะอึกสะอื้นของตัวเอง คงจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เธอจะให้เพื่อนผู้ซื่อสัตย์กับเธอมาตลอดได้.....

 

แต่ในห้วงความคิดที่กำลังมืนมดลงทุกขณะ สิ่งหนึ่งก็แวบขึ้นมา

 

เธอยังเหลืออีกสิ่งหนึ่งที่ทำได้

 

ด้วยพลังงานวิญญาณที่เหลือน้อยเต็มที นางตั้งสมาธิ เรียกเอาพลังในแกนพลังงานวิญญาณที่อยู่ลึกที่สุดในร่างกายเธอ พลังที่ไม่มีตานีตนไหนเคยใช้มานานหลายร้อยปี.....

 

ร่างสูงระหงยิ่งยืดตัวสูงขึ้นอีก ผิวขาวราวกับหิมะค่อยๆเปลี่ยนแปรเป็นสีดำสนิท ถุงมือฉีกขาดออกเมื่อกรงเล็บคมกริบราวกับดาบยาวกว่าเมตรแทงทะลุ เช่นเดียวกับเสื้อกันหนาวและตะเบงมานคอมมานโดที่ขาดออกเมื่อทุกส่วนของร่างกายเปลี่ยนเป็นกล้ามเนื้อ ประกายสีเขียวริบหรี่ในดวงตา บัดนี้กลับลุกไหม้กลายเป็นสีแดงฉาน ปีกสีดำทมิฬเหมือนปีกกากางพรึ่บออกที่กลางหลัง ขณะสิ่งที่เคยเป็นตานีสาวคนสวยยันตัวลุกขึ้นยืน ก่อนจะส่งเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนทุกโมเลกุลของอากาศจนของทุกอย่างที่วางโชว์อยู่บนชั้นแตกเปรี้ยงออกพร้อมๆกัน

 

และด้วยการกระโจนเพียงครั้งเดียว ร่างทะมึนก็พุ่งทะลุหน้าต่างออกไปสู่ท้องฟ้าอันมืดมิดของเมืองตานนะคอน

 

 

“สัญญาณของเอื้องหายไป....”

เสียงของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมดังผ่านหูฟัง แต่กล้วยผู้จับตามองสัญญาณพลังงานวิญญาณของตานีฝ่ายตรงข้ามทั้งสองอยู่ก็เห็นแล้วเช่นกัน ราชินีตานีได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆ ดังมาจากที่นั่งด้านหลัง

 

“แต่ของนางยังอยู่ แปลว่าภารกิจยังบ่ล้มเหลว”

“แต่ประจิมกับแหวนออกจากห้องไปแล้วเน่อ !” ตานีสาวผมหางม้าแย้งกลับมา “เปิ้นบ่ตามไปก็แปลว่า....”

“อาจจะแค่บาดเจ็บแต่บ่ถึงสิ้นอายุ” กล้วยพยายามให้ความหวังตัวเอง แล้วหัวใจของเธอก็โลดขึ้นในอกแบนๆ เมื่อเห็นสัญญาณของนางเริ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วอีกครั้ง “นี่จะได ขยับแล้ว !

 

“น้องกล้วย มีการติดต่อมาจากประจิม !

เสียงจากผีสาวผู้อยู่หน่วยเฝ้าระวังสัญญาณวิทยุขัดขึ้น

 

“โอนมาหื้ออู้กับข้าเจ้าเลยเจ้า”

“ส่งมาเป็นไฟล์เสียง เดี๋ยวพี่เปิดให้ฟังเลย”

 

“กองกำลังตานี เมื่อเวลาตีสามยี่สิบนาที มีหน่วยปฏิบัติการลับของพวกคุณบุกเข้ามาจนถึงตัวผม ถือเป็นการทำผิดเงื่อนไขอย่างร้ายแรง เพราะฉะนั้น ตัวประกันหนึ่งคนจะถูกป้อนให้กระสือ และจะตามด้วยอีกหนึ่งคนทุกๆ แปดนาที”

 

“เฮ้ย !?” เสียงอุทานของกล้ายดังผ่านวิทยุจนหูราชินีตานีแทบดับ “ได้จะได !?

“ข้าเจ้านึกอยู่แล้ว ประจิมมั่วนับนางกับเอื้องเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษของหมู่เฮา” ราชินีตานีขบกรามกรอด “ข้าเจ้าจะสั่งเตรียมการบุกเลย กทันทีที่หมู่เฮาเข้าไปในรัศมีที่ประจิมกำหนด”

“กองกำลังทางบกยังไปถึงแค่บางกองเองบ่แม่นก๋า แล้วหน่วยเคลื่อนที่เร็วก็ยังไปบ่ถึงด้วย !

“อย่างน้อยหื้อเปิ้นหยุดฆ่าตัวประกันก่อน”

“เอาจะไดก็เอา”

“โอเค” กล้วยตอบก่อนจะเปลี่ยนช่องวิทยุไปหาศูนย์บัญชาการการรบ “นี่กล้วยเน่อเจ้า บุกเมื่อหมู่เฮาเข้าไปถึงตานนะคอน แผนแลงสอง”

“รับทราบ”

“น้ำว้า หมู่เฮาต้องไปแล้วเน่อ” ตานีสาวหน้าจืดหันไปหารุ่นน้องสาวที่ยังคงสะอึกสะอื้นเงียบๆ อยู่หลังเธอ “เอื้อยเอื้องเปิ้นสิ้นอายุอย่างมีเกียรติแล้ว ไปยะหื้อการสิ้นอายุของเปิ้นคุ้มค่าดีกว่าเน่อ”

“เจ้า....”

 

ราชินีตานีพาเครื่องบินของเธอทะยานขึ้นจากรันเวย์สู่ท้องฟ้าอันมืดมิดอย่างรวดเร็ว และเมื่อเห็นกล้ายกับน้ำไทตีคู่ขึ้นมาทางซ้ายมือก็เร่งความเร็วสูงสุดทันที ยิ่งเร็ว คนที่ต้องกลายเป็นกระสือและปอบไห้ก็จะยิ่งน้อยลง

 

แม้พ่อแม่ของแก้วอาจจะไม่มีหวังแล้วก็ตาม....

 

หมอกขาวปรากฏแวบๆ พร้อมกับเสียงคำรามครืนเมื่อเครื่องบินทั้งสองลำทะลุความเร็วเสียง ภูเขาหิมะวิ่งฉิวผ่านเบื้องล่างไปจนแทบมองไม่ทัน ไม่ถึงห้านาทีต่อมา แอ่งกระทะอันเป็นที่ตั้งของเมืองตานนะคอนก็ปรากฏอยู่ลิบๆเบื้องหน้า

 

“ลดระดับแล้วแยกกัน !

“อื้ม !

 

เครื่องบินรบสีดำสนิททั้งสองลำกดหัวลงจนแทบจะเรี่ยหมู่บ้านและตึกที่พื้นเพื่อหลบอาวุธต่อต้านอากาศยานของฝ่ายตรงข้าม กล้ายเอียงซ้าย กล้วยเอียงขวา ตีวงอ้อมใจกลางเมืองในรัศมีเก้ากิโลเมตรครึ่ง บนพื้นดิน ประกายไฟและเปลวเพลิงเริ่มปะทุขึ้นจากตรงนั้นตรงนี้เมื่อกองกำลังภาคพื้นดินเริ่มรุกคืบ ศึกสุดท้ายของสงครามระหว่างผีร้ายกับตานีเริ่มต้นขึ้นแล้ว

 

เด็กสาวหน้าจืดบังคับเครื่องให้เลี้ยวไปตามแนวเทือกเขาตานปันน้ำทางตะวันตกของเมือง เสียงเตือนถูกล็อกเป้าดังเตือนเป็นระยะ แต่ระบบป้องกันของเครื่องบินก็ทำหน้าที่ของมันได้เป็นอย่างดี เบื้องหลังเธอ ฝูงบินทิ้งระเบิดยิงจรวดโจมตีโรงไฟฟ้าและคลังน้ำมันจนพังยับเยิน ส่งลูกไฟสีเหลืองส้มปะทุสว่างไสวอยู่กลางท้องฟ้าอันมืดมิด

 

“หน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าเขตตานนะคอนแล้ว กำลังบุกเข้าไปหาสภารัฐ !

“ช่วยได้แล้วบอกข้าเจ้าด้วยเน่อเจ้า !

ไม่กี่นาทีต่อมา เธอก็สวนกับหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมด้วยความเร็วสูงที่อีกฟากหนึ่งของเมือง รายงานการสูญเสียของฝ่ายเธอยังไม่มากนัก และประจิมก็ดูจะยังเงียบ หรือศึกนี้พวกเธอจะชนะอย่างรวดเร็วกันหนอ แม้จะยังไม่ได้ชนะเบ็ดเสร็จยึดตานนะคอนได้ก็เถอะ....

 

อะไรบางอย่างวูบผ่านใบหน้าจืดๆไป ราชินีตานีหันขวับ ดวงตาเรียวมองซ้ายมองขวามองบนมองล่าง มองกวาดไปทั่วตัวเมืองนอกหน้าต่าง แต่ทุกอย่างดูไม่มีอะไรผิดปกติ

 

“น้ำว้า เมื่อกี้ฮู้สึกอะหยังก่อ” เธอถามรุ่นน้องสาวเบื้องหลัง

“ฮู้สึก” ตานีน้อยผมสั้นตอบ “เหมือนมีอะหยังผ่าน....”

 

เสียงของตานีน้อยผมสั้นถูกเสียงหวีดแหลมของสัญญาณเตือนถูกจรวดล็อกเป้ากลบจนมิด ไม่ใช่เพียงลูกเดียว แต่นับสิบลูก เด็กสาวหน้าจืดรีบกดปุ่มปล่อยตัวล่อ แต่ไม่ทันแล้ว

 

แสงสีฟ้าอมม่วงปะทุเปรี้ยง

 

แล้วทุกอย่างก็กลายเป็นความมืดมิด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #151 PANTHER. (จากตอนที่ 118)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2561 / 11:03
    มาแล้วววว สนุกเหมือนเดิมครับ ^^
    #151
    0
  2. #150 .천사. (จากตอนที่ 118)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 14:37
    เพิ่มเติม : แหวนยิงหมดแม็กด้วยอ่ะ! โกรธ ไม่อยากให้จุดจบแหวนคือแค่สิ้นอายุง่ายๆ ล่ามตรวนทรมานไปชั่วชีวิตเลยเถอะค่ะ -*-
    #150
    1
    • #150-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 118)
      17 ตุลาคม 2561 / 18:57
      เอ ทำไมตอบข้างล่างแล้วพอแก้ไขมันกลายเป็นไม่มีอะไรขึ้นเลยก็ไม่ทราบ ตอบใหม่ตรงนี้ละกันนะครับ

      นางกับเอื้องไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่าแม่ของกล้วยกับกล้ายเลยครับ อันนั้นแม่ของนางทำเองล้วนๆ ตอนนางรู้เธอก็โกรธมากอยู่ เพราะที่นางไม่พอใจคือนโยบายปราบผีไม่เลือกหน้าของกล้วย เลยไม่ได้ไม่ชอบแม่ของกล้วยที่มีนโยบายยืดหยุ่นกว่ามาก เอาจริงๆ ถ้าแม่ของกล้วยยังเป็นราชินีตานีอยู่ นางคงไม่ได้ไปอยู่ฝ่ายผีร้ายหรอกครับ และกล้วยก็จะไม่ใช้การปราบผีแบบแข็งกร้าวด้วยเหมือนกัน

      เอื้องคงดีใจครับถ้ารู้ว่ามีคนชอบ ผมก็ชอบเอื้อง อยากให้มีบทเยอะกว่านี้มากๆ แต่ด้วยบทบาทที่เป็นผู้ติดตามนางอยู่ตลอดเลยไม่ได้ออกหน้าเองเลย ช่วงท้ายๆ นางก็บทน้อยอยู่แล้วอีก แต่จริงๆ เอื้องรบเก่งพอสมควรเลยนะครับโดยเฉพาะการใช้มีด ดูท้ายๆ ภาคหนึ่งได้ แล้วยังความสามารถด้านคอมอีก

      มาคิดๆดู เอื้องเหมือนเป็นภาพเงาของกล้าย เก่งคอมเหมือนกัน เป็นคู่หู/ที่ปรึกษาของระดับหัวหน้าของแต่ละฝ่ายเหมือนกัน ชอบเพื่อนเหมือนกัน ส่วนนิสัยตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิง เสียดายเหมือนกันครับที่เธอต้องจากไป
      #150-1
  3. #149 .천사. (จากตอนที่ 118)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 14:12
    เสียดายค.สามารถเอื้องกะนาง แต่ก็นั่นแหละ ขายเผ่าพันธุ์ มีส่วนร่วมฆ่าแม่กล้วยกับกล้ายจะกลับมาเป็นปกติมันก็ยังไงอยู่

    เอื้องเป็นตัวละครที่เราชอบที่สุดในเรื่องเลยค่ะ จากทั้งชื่อและลักษณะ แต่ดันบทน้อยไปหน่อย

    หวังว่าตานีจะชนะศึกสุดท้ายนี้นะคะ ฮือ จะจบแล้ว อยากให้คนจากอีกโลกได้กลับมาเจอคนฝั่งนี้บ้างอ่ะค่ะ คงเศร้าน่าดู
    #149
    1
    • #149-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 118)
      16 ตุลาคม 2561 / 18:34


      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 16 ตุลาคม 2561 / 18:42
      #149-1
  4. #148 Takamiiz-aekiiz L'Inariiz Lol!iz (จากตอนที่ 118)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 00:15
    กลับมาเเล้ววว ดีใจมากเลยคนับ ;-;
    #148
    1
    • #148-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 118)
      16 ตุลาคม 2561 / 18:25
      ขอบคุณครับ ตอนต่อไปน่าจะอีกสักพัก แต่จะพยายามครับ
      #148-1