ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 117 : ทางกลับบ้านที่อาบด้วยแสงสีฟ้าสว่าง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 159
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    4 ม.ค. 61

เกือบตีสามแล้ว แต่หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมยังนั่งอยู่ในห้องประชุมของโรงแรมกลางเมืองเชียงพิงค์

 

จะว่า “ยัง” ก็ไม่ถูกนัก เพราะเธอหลับเป็นสิ้นอายุมาตั้งแต่กลางวันด้วยความเหนื่อยอ่อนจากปฏิบัติการช่วยตัวประกัน เพิ่งจะตื่นแล้วเดินจากห้องนอนมานั่งตรงนี้เมื่อราวๆตีหนึ่งครึ่งนี่เอง

 

เสียงปืนใหญ่ยังคงดังเป็นระยะ แต่ไม่มีรายงานความเสียหายอะไรมากนัก กองกำลังของฝ่ายตานีถอยกลับมาอยู่ในเขตเชียงพิงค์กันหมดแล้ว และฝ่ายผีร้ายก็ดูจะไม่ได้โถมกำลังรุกคืบเข้ามามากนัก ซึ่งก็นับเป็นโชคดีของพวกเธอ ถ้าตีโต้กลับด้วยกำลังทั้งหมดที่อยู่ในเวียงเชียงรุ้ง ต่อให้กองกำลังที่เธอมีอยู่ไม่น่าจะถึงกับแพ้ แต่ก็คงหืดขึ้นคออยู่ไม่น้อย และที่สำคัญ เมื่อกลางวันเธอก็แทบไม่เหลือทั้งกำลังกายและกำลังสมองแล้ว ถ้าต้องบัญชาการรบต่อดีไม่ดีอาจจะร่วงเหมือนกล้วยเมื่อครั้งจะหนีออกจากตานนะคอนก็เป็นได้

 

แต่ตอนนี้ หลังจากได้นอนไปเกือบสิบสองชั่วโมง เธอก็พอมีแรงทำอะไรได้บ้าง เด็กสาวผมหางม้าจึงคว้าเสื้อกันหนาวและหิ้วแลปทอปมานั่งลองเขียนโปรแกรมจำลองการรบด้วยยุทโธปกรณ์ที่เธอเหลืออยู่ ผลที่ออกมาไม่ได้ดีนัก พวกเธอเสียรถถังไปเกือบสี่สิบคันจากทั้งหมดที่เอามาเจ็ดสิบ ยังไม่นับยุทโธปกรณ์อื่นๆอีก ในขณะที่กองกำลังผีร้าย ดูจากภาพถ่ายดาวเทียมแล้วก็มีกันเป็นร้อย ต่อให้คำนึงถึงเรื่องความไร้ระเบียบวินัยของกองกำลังผีร้ายก็ยังแทบไม่เห็นทางชนะอยู่ดี

 

กล้ายถอนหายใจเฮือก คิ้วขมวดจนหน้าผากยับย่น พรุ่งนี้เธอคงต้องเรียกกล้วยและฝ่ายวางแผนตนอื่นๆประชุมหน่อยเสียแล้ว

 

“กล้าย”

เสียงเรียกมาจากทางประตูห้อง องค์ประชุมตนแรกที่เธอคิดถึงนั่นเอง กล้วยอยู่ในชุดเดียวกับเธอ นั่นคือชุดนอนเสื้อยืดกางเกงขาสั้นทับด้วยเสื้อกันหนาวตัวหนา ด้วยส่วนอื่นๆของโรงแรมนอกจากห้องนอนรวมของเหล่าสาวๆ และที่พักของวิญญาณตนอื่นๆ ไม่ได้เปิดฮีตเตอร์ ราชินีตานีถือกระดาษเอสี่มาสองสามแผ่นด้วย

 

“ตื่นแล้วก๋ากล้วย บ่นอนต่ออีกสักหน่อยล่ะพลังงานวิญญาณจะได้ฟื้นเต็มที่”

“บ่ง่วงแล้ว แล้วข้าเจ้าก็บ่ได้เป็นอะหยังนี่” เด็กสาวหน้าจืดเดินเข้ามาหาเพื่อนสาว “ว่างก่อ ข้าเจ้าอยากอู้อะหยังด้วยหน่อย”

“อะหยังล่ะ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมพับแลปทอปปิด ในใจลุ้นว่าอีกฝ่ายจะพูดเรื่องอะไร จะใช่เรื่องที่เธอคิดอยู่หรือเปล่าหนอ

“ข้าเจ้าลองคึดแผนต่อจากนี้ดู กำลังที่หมู่เฮามีอยู่ตอนนี้แค่จะบุกเวียงเชียงรุ้งคงบ่ไหว ตานนะคอนก็คงยิ่งบ่ไหวเข้าไปใหญ่” ราชินีตานีไม่ทันเห็นแววผิดหวังน้อยๆบนใบหน้าของเพื่อนสาว “ข้าเจ้าเลยลองไล่ๆทฤษฎีระเบิดพลังงานวิญญาณดู แล้วก็ได้นี่มา”

 

กล้วยวางกระดาษลงเบื้องหน้าเพื่อนสาว ผู้มีเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่เป้งประทับเปรี้ยงลงบนใบหน้าทันทีที่กวาดตามองสมการและแผนภาพที่อัดกันอยู่จนเต็มกระดาษทั้งสามแผ่น

 

“อะหยังเนี่ยกล้วย”

“อธิบายหื้อเข้าใจง่ายๆละกัน” เด็กสาวหน้าจืดตอบ วาดแผนภาพลงบนกระดาษอีกหนึ่งแผ่นซึ่งว่างเปล่า “ระเบิดพลังงานวิญญาณแบบที่หมู่เฮามี หมู่ผีร้ายหาวิธีป้องกันได้แล้วด้วยการใช้อุปกรณ์ป้องกันพลังงานวิญญาณ แต่ถ้าหมู่เฮาวางระเบิดพลังงานวิญญาณหลายๆลูกเป็นรูปวงกลม หรือรูปอื่นที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ คลื่นกระแทกพลังงานวิญญาณจะเสริมกันจนทะลุม่านของอุปกรณ์ป้องกันนั่นได้”

“แต๊ก๋า” ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

“แล้วสมการนี้” กล้วยดึงกระดาษแผ่นที่มีสมการมาวงย่อหน้าหนึ่งไว้ “บ่ว่าจะเป็นระเบิดขนาดได๋ จะเล็กจะใหญ่บ่สำคัญ ความรุนแรงของคลื่นกระแทกนั่นบ่ได้เปลี่ยนมาก เอาระเบิดลูกเล็กๆ พอหื้อตนเดียวแบกได้ไปวางก็ยังทะลุได้เลย ที่จะเปลี่ยนมีแค่รัศมีของวงกลมที่ต้องวาง แล้วก็รัศมีของแรงระเบิดที่ได้เท่านั้นเอง”

“จะอี้เอาเครื่องบินไปทิ้งใส่ตานนะคอนก็จบสงครามได้แล้วสิ เยี่ยมเลยกล้วย”

“มันบ่ง่ายจะอั้นสิ” ราชินีตานีเบรกการมองโลกในแง่ดีของเพื่อนสาวจนหัวทิ่ม “คลื่นพลังงานวิญญาณมีลักษณะการสะท้อนบ่เหมือนคลื่นปกติ มุมเบตาสองของมันจะเท่ากับเบสเซลฟังก์ชั่นของ.....”

“เดี๋ยว หยุด บ่ต้องลงลึกถึงสมการเลยกล้วย” เด็กสาวผมหางม้ารีบยกมือเบรกเพื่อนสาว แค่ได้ยินชื่อมุมภาษาต่างประเทศก็มากพอจะทำให้เธอโหวงๆในท้องแล้ว “เอาง่ายๆได้ก่อ”

“ได้ๆ” ตานีสาวหน้าจืดหัวเราะเมื่อเห็นหน้าตาสยองขวัญของเพื่อนสาว “ตำแหน่งที่วางต้องแม่นยำสูงมาก คลาดเคลื่อนได้บ่เกินศูนย์จุดศูนย์ห้าเปอร์เซ็นต์ของเส้นผ่านศูนย์กลางวงกลม ถ้าใช้ระเบิดขนาดที่เครื่องบินบรรทุก เส้นผ่านศูนย์กลางวงกลมจะได้มากที่สุดหกกิโล ก็เท่ากับว่าคลาดเคลื่อนได้แค่บ่เกินสามเมตร”

“ระบบนำร่องจรวดหมู่เฮาน่าจะแม่นยำขนาดนั้นได้อยู่นี่” กล้ายแย้ง

“ปัญหาคือบ่แม่นแค่ตำแหน่งทางราบ แต่ตำแหน่งทางสูงก็ห้ามคลาดเคลื่อนเกินนั้นเหมือนกัน แล้วตานนะคอนก็มีแต่เนินสูงๆต่ำๆ เต็มไปหมด ตึกก็เยอะอีก ใช้เครื่องบินบ่ได้แน่”

“แล้วถ้าเอาจะอี้ล่ะ บ่ต้องทิ้งระเบิด หื้อเครื่องบินบินวนอยู่ที่ตำแหน่งที่เหมาะสม”

“หมู่ผีร้ายสอยตกก่อนพอดี” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “แล้วถ้าใช้วิญญาณหรือหมู่เฮาบินเอง ก็โดนแรงระเบิดนั่นแตกสลายไปด้วยเหมือนกัน”

“แล้วจะอี้จะไปวางจะไดได้ล่ะ ส่งกองกำลังทางบกเข้าไปเนี่ยก๋า”

“อาจจะต้องเป็นขนาดที่แบกตนเดียวไหวด้วยซ้ำ เพราะบ่ฮู้ว่าจะต้องขนขึ้นตึกหรืออะหยังก่อ” กล้วยตอบเน้นเสียง “ก็เท่ากับฝ่าเข้าไปกลางกองทัพหมู่ผีร้าย ติดตั้งไว้ แล้วรีบออกมาก่อนจะจุดระเบิด”

“อ๋าย จะอั้นจะไหวก๋า” ตานีสาวผมหางม้าเบ้หน้า “มันจะเสียมากกว่าได้เอาเน่อ แล้ววางทิ้งไว้จะอั้นหมู่ผีร้ายก็เข้าไปทุบทิ้งหรือย้ายที่ได้สิ”

“แม่น ก็เลยบอกว่าบ่ง่ายจะอั้น” ราชินีตานีตอบ “คงต้องคึดหาทางเอาไปใช้แต๊ต่ออีกสักพักแหละ และต่อหื้อใช้การได้แต๊ หมู่เฮาก็ยังต้องการกำลังเพื่อบุกฝ่าเข้าไปอยู่ดี”

“ลองใช้ระเบิดจะอี้กับเวียงเชียงรุ้งดูก่อล่ะ ตอนนี้รถถังหมู่มันจอดอยู่เป็นร้อยคัน ระเบิดหมู่ผีร้ายทิ้งซะหมู่เฮาก็ยึดได้สบาย”

“ก็ว่าจะอั้น จะได้ลองดูก่อนด้วยว่าตรงตามทฤษฎีก่อ” กล้วยพยักหน้า “แล้วก็มีอีกทาง คือประกอบรถถังเพิ่มที่เชียงผาน แล้วบุกขึ้นมาจากทางใต้ เปิดแนวรบสองด้าน หมู่มันจะได้ย้ายกำลังบางส่วนลงไปบ้าง ได้รถถังน้อยลงหน่อยแต่เสี่ยงน้อยลงเหมือนกัน”

“จะอั้นจะบ่เสียเวลามากไปก๋า” หัวหน้ากองกำลังรถถังแห่งตานีท้วง “แล้วนี่ก็จะเมษาแล้ว อีกบ่กี่อาทิตย์หิมะก็จะเริ่มละลาย ข้าว่ารถถังจะติดโคลนอยู่แถวๆเขลางค์เอาเน่อ”

“ข้าเจ้าก็ห่วงจะอั้นเหมือนกัน อาจจะประกอบบ่ต้องมาก ใช้เวลาสักอาทิตย์สองอาทิตย์ แล้วแทนที่จะบุกตรงๆ ก็แค่ทำเป็นเคลื่อนพลดึงความสนใจหมู่มัน”

“ยะจะอั้นก็น่าจะได้อยู่เน่อ” กล้ายพยักหน้าช้าๆ “แต่ถ้าหมู่มันฮู้แกวแล้วบุกที่นี่เลยล่ะ”

“เรื่องนั้นข้าเจ้ากังวลที่สุดเลย” ราชินีตานีตอบเสียงหนัก “อู้กันแต๊ๆ ข้าเจ้ายังงงอยู่เลยว่ายะหยังหมู่มันถึงได้บ่บุกไล่ตามหมู่เฮามาทั้งๆที่กำลังเยอะกว่าจะอั้น ข้าเริ่มย่านๆแล้วว่าหมู่มันจะยังซ่อนอะหยังไว้อีก”

“บ่หรอกมั้งกล้วย” ตานีสาวผมหางม้าเบรกเพื่อนสาวก่อนที่อีกฝ่ายจะวิตกจริตไปมากกว่านี้ “ก็กล้วยไปยะจะอั้นกับแหวน แล้วหมู่มันจะเอาผู้ได๋นำทัพ”

“ข้าเจ้าบ่ค่อยอยากเชื่อว่าหมู่มันจะบ่มีผู้บังคับบัญชาตนอื่นเลย” เด็กสาวหน้าจืดขมวดคิ้ว “ถ้าเป็นอย่างที่กล้ายอู้แต๊ๆก็ดี แต่ถ้าบ่แม่นล่ะลำบากแน่”

 

เงียบกันไปพักหนึ่ง ก่อนที่กล้ายจะเสนอขึ้น

 

“เอาจะอี้สิ ติดตั้งระเบิดนั่นไว้แถวนี้ด้วย ถ้าหมู่มันบุกมาก็หนีลงเรือดำน้ำ ล่อหื้อหมู่มันเข้ามาในเมืองแล้วก็ระเบิดทิ้งซะเลย ยุทโธปกรณ์อะหยังบ่ต้องขน จะไดถ้าระเบิดยะการหมู่มันก็หายไปหมดอยู่แล้ว แล้วหมู่เฮาก็อาจจะยึดรถถังหมู่มันได้ด้วย”

“แต่ถ้ามันบ่ยะการอย่างที่ข้าเจ้าคึดไว้ล่ะ หมู่เฮาเสียทั้งยุทโธปกรณ์ทั้งฐานที่มั่นเลยเน่อ แล้วหมู่เฮาก็บ่มีที่ไปแล้วด้วย ข้าเจ้าบ่คึดว่าหมู่เฮาจะแอบผ่านตานนะคอนปิ๊กลงไปเชียงม่วนได้อีกรอบหรอกเน่อ”

“อ่า.... มันก็แม่นเน่อ....” ตานีสาวผมหางม้าเกาหัวแกรกๆ

“แต่ถ้าเกิดเอาไว้เป็นกรณีฉุกเฉินก็บ่น่าจะเสียหายอะหยัง” กล้วยเสริมเมื่อเห็นเพื่อนสาวหน้าเสียที่เสียหน้า “เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าเจ้าบอกฝ่ายยุทโธปกรณ์หื้อไปติดตั้งเลย ขอบคุณมากเน่อกล้าย”

“อื้ม บ่เป็นอะหยัง”

 

เงียบไปอีกเล็กน้อย แล้วหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็เป็นฝ่ายถามขึ้นอีก

 

“มีแค่นี้ก๋า เรื่องที่จะอู้กับข้า”

“บ่ๆ ยังมีอีก”

“อะหยัง” สีหน้าของเด็กสาวผมหางม้าดูมีความหวังขึ้นมาอีกรอบ

“กล้ายฮู้เรื่องแม่ของแหวนก่อ เรื่องแหวนโดยรวมๆก็ได้”

“หา ?” กล้ายอ้าปากค้างเล็กน้อย “เรื่องนี้ก๋า”

“อื้ม เรื่องนี้แหละ” ราชินีตานีพยักหน้า ก่อนที่คิ้วของเธอจะขมวดเขาหากันเมื่อหันไปเห็นหน้าอีกฝ่าย “ยะหยังยะหน้าจะอั้นล่ะ”

“บ่มีอะหยังๆ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมรีบปฏิเสธพร้อมกับลบแววผิดหวังซ้ำสองไปจากใบหน้าอย่างรวดเร็ว “แม่ของแหวน.... ป้าปุย อดีตหัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษที่สาม ถ้าข้าจำบ่ผิดน่าจะเป็นอันดับต้นๆของหน่วยอาวุธจู่โจมสมัยนั้นเลย อาจจะเก่งกว่าแม่ข้าด้วยซ้ำ แต่เปิ้นสิ้นอายุตอนหมู่เฮาสักสิบขวบได้มั้ง เพราะพลาดท่าโดนผีร้ายรุม กว่ากำลังเสริมจะไปถึงเปิ้นก็สลายหายไปแล้ว”

“เปิ้นถึงอู้จะอั้น....”

“เปิ้นอู้อะหยัง” กล้ายหันขวับทันที “กล้วยจะไปสงสารเปิ้นอีกแล้วก๋า อย่าเน่อ”

“เปิ้นอู้ว่าเปิ้นแค่อยากอยู่กับตนที่เปิ้นฮัก เปิ้นก็เลยอยากจะเป็นราชินีตานี และจะเปลี่ยนหื้อตานีบ่ต้องปราบผีร้าย อยู่กันแค่ในหมู่เฮาเท่านั้น” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “กล้ายฮู้ก่อว่าเปิ้นสนิทกับแม่เท่าได๋ แล้วก่อนหน้าแม่เปิ้นจะสิ้นอายุเปิ้นนิสัยจะได ต่างกันตอนนี้ก่อ”

“จะว่าต่างก็ต่างอยู่” ตานีสาวผมหางม้าเหลือบตามองบนเล็กน้อยขณะสมองพยายามนึกย้อนอดีต “เท่าที่จำได้ เปิ้นก็ห้าวๆจะอี้แหละ แต่บ่ถึงขั้นขี้โมโหใจฮ้อนมุทะลุแบบตอนนี้ ส่วนเรื่องสนิทกับแม่ก่อนี่ ข้าบ่ได้อยู่กลุ่มเปิ้นก็บ่ฮู้มาก แต่เท่าที่ได้ยินมาเปิ้นก็ฮักแม่มากแต๊ๆนั่นแหละ”

“ถ้าเป็นจะอั้นแต๊ก็พอเข้าใจละ”

“อย่าสงสารเปิ้นเด็ดขาดเน่อกล้วย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมย้ำคำเดิม “เปิ้นเป็นศัตรู เปิ้นคึดจะฆ่ากล้วย เปิ้นเป็นตนยะหื้ออุ๊ยสายสลายไปเน่อ”

“สงสารบ่ได้เสียหายตรงได๋นี่กล้าย จะไดถ้าเจอกันกลางสนามรบข้าเจ้าก็บ่ออมมืออยู่แล้ว”

“แน่ใจก๋า” ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวหรี่ลง “แล้วนางล่ะ เอื้องล่ะ”

“มันต่างกันเน่อ ตอนนี้หมู่เปิ้นช่วยหมู่เฮาแล้ว....”

“แต่ถ้าสงสาร ตอนรบกันมันก็ต้องมีผล ต่อหื้อบ่ฮู้ตัวก็เหอะ กล้วยก็เรียนจิตวิทยาการรบมากับข้าบ่แม่นก๋า เรื่องนี้เอื้อยพินเปิ้นย้ำหนักย้ำหนาบ่แม่นก๋า”

“มันก็แต๊แหละ” เด็กสาวหน้าจืดถอนหายใจ “แต่บ่ต้องห่วงหรอกกล้าย จะไดๆข้าเจ้าก็บ่ยอมหื้อตนอื่นต้องบาดเจ็บเพราะเปิ้นแน่นอน กล้ายก็ฮู้ว่าข้าเจ้ายึดหลักภารกิจมาก่อนอยู่แล้ว”

“ถึงเวลาแต๊ๆ ย่านจะบ่เป็นจะอั้นขึ้นมานี่สิ” กล้ายบ่นอุบอิบ “ขนาดแค่โดนผีร้ายล้อเรื่องแบนยังสติแตกเลย....”

“แล้วมันเกี่ยวอะหยังกับอกข้าเจ้าเนี่ยหา !?

“ก็เรื่องแค่นี้กล้วยยังขาดสมาธิในสนามรบ แล้วเรื่องซับซ้อนอย่างสงสารจะอี้จะไหวก๋า” ตานีสาวผมหางม้าถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางส่ายหน้ากับเพื่อนสาวที่ทั้งโกรธทั้งอายจนใบหน้าจืดๆแดงก่ำ “เอาเหอะ กล้วยจะสงสารเปิ้นก็แล้วแต่ แต่ฮู้ไว้ละกันว่าข้าบ่มีทางหื้ออภัยหมู่เปิ้น ทั้งแหวนทั้งนางนั่นแหละ”

“อื้ม ข้าเจ้าเข้าใจ”

 

เงียบกันไปอึกอึดใจใหญ่ ส่วนหนึ่งเพราะราชินีตานียังหงุดหงิดกับการโดนล้อปมด้อย แต่ในที่สุด กล้ายก็ถามขึ้นอีกด้วยคำถามเดิม

 

“แล้ว ? มีแค่นี้ก๋าที่จะอู้กับข้า ?”

“ก็.... เอ่อ....”

 

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมหรี่ตาลง แต่ปากยิ้มน้อยๆ อึกอักแบบนี้สงสัยจะเป็นเรื่องที่เธอคาดเอาไว้แน่ๆ

 

“เอ่อ.... เรื่องจ้าด.... ยะหยังยะหน้าจะอั้นล่ะ !?” ตานีสาวหน้าจืดเปลี่ยนจากแทบจะกระซิบเป็นว้ากเมื่อเห็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่มของอีกฝ่าย

“บ่มีอะหยัง” กล้ายตอบเสียงสูง แต่รอยยิ้มยังกว้างเต็มใบหน้า “ว่าจะไดล่ะ มีอะหยัง”

“ข้าเจ้า....” ราชินีตานีเปลี่ยนกลับไปเป็นเสียงเกือบกระซิบอีกรอบ “....บ่ฮู้ว่าจะยะจะไดต่อดี”

“ก็แล้วกล้วยฮู้สึกจะไดกับเปิ้นล่ะ”

“ก็.... เปิ้นอุตส่าห์มาช่วยข้าเจ้า..... จะหื้อข้าเจ้าเมินเปิ้นต่อ มันก็บ่แม่นถูกก่อล่ะ.... แล้วเปิ้นเสี่ยงชีวิตตั้งขนาดนั้น ข้าเจ้าก็คงต้องตอบแทน จะตอบแทนเปิ้นหื้อได้ดีที่สุดก็คงด้วยการเป็น.... เอ่อ.... ยอมคบกับเปิ้น....”

“ผิด !” ตานีสาวผมหางม้ายกแขนขึ้นไขว้กันเป็นกากบาท “ความรักมันบ่แม่นเรื่องของบุญคุณเน่อ ถ้าจะคบเปิ้นเพื่อตอบแทนบุญคุณ สักวันกล้วยก็จะฮู้สึกว่าตอบแทนมาพอแล้ว แล้วถึงวันนั้นจะยะจะได จะเลิกกับเปิ้นก๋า หรือจะทู่ซี้ทนอยู่ต่อทั้งๆที่ฮู้สึกจะอั้น มันจะไปบ่รอดเอาเน่อ”

“ข้าเจ้าบ่มีทางฮู้สึกจะอั้นหรอก” เด็กสาวหน้าจืดปฏิเสธเสียงแข็ง “เปิ้นยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อข้าเจ้า ข้าเจ้าก็ต้องมอบชีวิตหื้อเปิ้นเหมือนกัน”

“ตอนนี้ยังบ่ฮู้สึกหรอก เพราะเปิ้นเพิ่งจะช่วยกล้วยมาใหม่ๆ แต่จะคบกันมันนานเป็นปีๆเน่อ ถ้าเกิดขึ้นขั้นแต่งงานเป็นครอบครัวกันก็เป็นสิบๆปี กล้วยจะคึดจะอั้นได้ตลอดก๋า ข้าบ่เชื่อหรอก ต่อหื้อกล้วยใส่ใจกับเรื่องบุญคุณเท่าได๋ แต่ถ้าบ่ได้อยู่ด้วยกันด้วยความฮักแต๊ๆ สักวันก็ต้องมีวันที่เหนื่อยอยากเลิกอยู่ดีนั่นแหละ”

“ข้าเจ้า....”

“กล้วยฮู้สึกจะไดกับเปิ้น ตอบข้ามาตรงๆ” กล้ายถามเสียงเข้ม ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวจ้องตรงเข้าไปในดวงตาเรียวของฝ่ายตรงข้าม “ถ้ากล้วยฮู้สึกแค่อยากตอบแทน ข้าจะไปบอกหื้อเปิ้นตัดใจเอง บังคับเลยด้วยถ้าต้องยะ แต่ถ้ากล้วยฮักเปิ้น กล้วยมีความฮู้สึกดีๆหื้อเปิ้น ผูกพันกับเปิ้น อยากใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเปิ้น อยากหันหน้าเปิ้นอยากอู้กับเปิ้นทุกวัน อยากหื้อเปิ้นดูแลอยากหื้อเปิ้นเอาใจใส่ กล้วยฮู้สึกจะอั้นก่อ”

“ข้าเจ้า....”

 

เด็กสาวหน้าจืดเงียบ ภาพแต่ละภาพหมุนย้อนเข้ามาในสมอง ตั้งแต่วันแรกที่เธอถูกผีร้ายไล่ตามมาจากสวนกล้วยจนล้มลงกลางหิมะและได้พบกับจ้าด วันที่ไปทัศนศึกษาด้วยกัน วันที่นางลักพาตัวเธอไปแล้วหลานชายหมอผีใหญ่มาช่วย วันที่สนุกด้วยกันในงานประจำปี วันที่อยู่ด้วยกันที่โรงเก็บรถถัง ทุกวันที่จ้าดปลอบเธอที่กำลังเสียใจจากหลายๆอย่าง ทุกวันที่รบด้วยกัน วันที่ดีใจที่ได้รู้ว่าเรียนที่เดียวกัน วันที่ไปทริปภาค วันที่ต้องทนกับสายตาและการรบกวนจากเหล่าผู้อ้างตัวว่าเป็นแฟนคลับ วันที่ต้องเผชิญกับความกดดันจากเหล่ามนุษย์รอบข้าง วันที่จ้าดดูแลเธอตอนที่ล้มลงไปขณะขนของขึ้นเครื่อง วันที่จ้าดบอกความรู้สึกของเขากับเธอ.... และวันนี้

 

เธอไม่อยากจากเขาไป

 

เธออยากอยู่กับเขา

 

“ข้าเจ้า.... ก็คงฮักเปิ้นแต๊ๆแหละ” กล้วยพูดช้าๆ “อยากสนุกกับเปิ้น อยากอยู่ด้วยกัน อยากหื้อเปิ้นดูแลข้าเจ้า....”

“ก็ดีที่อู้ความฮู้สึกตัวเองออกมาเน่อ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบ เธอยกมือขึ้นแตะไหล่เพื่อนสาว “ฮู้แล้วแม่นก่อว่าควรจะยะจะไดต่อ”

“ข้าเจ้ายังมีเรื่องที่อยากอู้อีกเรื่อง” ราชินีตานีสวนกลับทันที

 

เด็กสาวผมหางม้าขมวดคิ้วเมื่อเห็นใบหน้าที่ฉายแววหนักใจอย่างที่สุดของอีกฝ่าย

 

“เรื่องอะหยังล่ะ”

 

 

ท่าอากาศยานเชียงพิงค์ยามตีสี่กว่ามืดมิดไม่มีแม้กระทั่งแสงไฟรันเวย์ ลมแรงปลายหน้าหนาวพัดโกรกผ่านกระจกที่แตกร้าวเข้าไปจนภายในเย็นเฉียบ แต่ก็ดูจะไม่เป็นปัญหาสำหรับหลานชายหมอผีใหญ่ ผู้นอนเอนหลังพิงผนังกรนครอกฟี้มาตั้งแต่บ่ายจนถึงตอนนี้ ความง่วงจากการไม่ได้นอนมาเกินหนึ่งวันและจากการบาดเจ็บถ่วงหนังตาและสติของเขาได้มากกว่าที่ความหนาวจะต้านได้มากนัก และชุดกันหนาวของเขาก็ไม่ได้บางขนาดนั้น

 

แต่ในที่สุด ห้วงนิทราของเด็กหนุ่มหน้าดุก็มีอันต้องขาดสะบั้น เมื่อมือหนึ่งเขย่าปลุกเขาอย่างแรงพร้อมกับเสียงเรียก

 

“จ้าด ตื่นเดี๋ยวนี้ !

“หา !? อะไร ผีร้ายบุกเหรอ !?” หลานชายหมอผีใหญ่โวยวายลั่น ก่อนที่จะหันมาเจอใบหน้าของเพื่อนสาวอยู่ข้างตัว “อ้าว กล้าย....”

“ละเมออะหยัง แล้วมานอนอะหยังตรงนี้ บ่ย่านหนาวตายก๋า”

“ก็.... มันง่วง.....”

“บ่าจ้าดง่าว” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมสะบัดเสียง “ข้าตามหาทั้งโรงแรมบ่เจอ นึกว่าจะโดนผีร้ายจับไปอีกรอบแล้ว”

“สุมานักๆกั๊บ” จ้าดยกมือไหว้ปะหลกท่วมหัว “แล้วมีอะไรถึงได้ตามหาเราตั้งแต่ดึกๆแบบนี้”

“ตามมา ข้ามีเรื่องสำคัญจะอู้ด้วย”

 

หลานชายหมอผีใหญ่ขมวดคิ้วอ้าปากจะถาม แต่กล้ายก้าวฉับๆออกไปแล้ว เด็กหนุ่มรีบลุกขึ้นก่อนจะวิ่งเหยาะๆตามไป ในหัววิ่งด้วยความเร็วพอๆกับเท้า เรื่องสำคัญของกล้ายจะเป็นเรื่องอะไรกัน ยิ่งเมื่อเห็นเครื่องแต่งกายของอีกฝ่ายเป็นชุดนอนตัวไม่หนานักคลุมทับลวกๆด้วยเสื้อกันหนาวเขาก็ยิ่งสงสัย ทำไมกล้ายถึงต้องถ่อมาหาตัวเขาอย่างเร่งด่วนแบบนี้

 

หรือว่ากล้วยจะเป็นอะไรไป

 

ก่อนที่จ้าดจะคิดอะไรฟุ้งซ่านไปได้มากกว่านั้น ตานีสาวผมหางม้าก็ผลักประตูทางออกไปยังระเบียงดูเครื่องบินเปิดออก ลมหนาวกรรโชกเข้ามาทันทีพร้อมกับเกล็ดหิมะเย็นเฉียบจนเด็กหนุ่มหน้าดุต้องรีบดึงฮู้ดเสื้อกันหนาวมาสวม แต่กล้ายดูจะไม่สะทกสะท้าน เธอก้าวฉับๆ ออกไปยังริมระเบียง ก่อนจะเอ่ยขึ้นเมื่อเพื่อนหนุ่มมายืนอยู่ข้างตัว

 

“นายยังฮักกล้วยอยู่ก่อ”

“รักสิ” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด “ทำไมถึงถามเราแบบนี้ กล้วยพูดอะไรกับกล้ายมาเหรอ”

“ดี” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมไม่ตอบคำถามของอีกฝ่าย “เพราะมีเรื่องที่นายต้องฮู้ไว้”

“เรื่องอะไร”

 

ตานีสาวผมหางม้าหันหน้ามามองเพื่อนหนุ่ม ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวจ้องนิ่ง ที่แฝงเอาไว้ด้วยพลังอะไรบางอย่างที่ทำให้จ้าดเกือบก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว

 

“ถ้านายยะอะหยังเปิ้น เปิ้นจะลืมเรื่องตานีไปทั้งหมด”

 

 

“ท่านแหวน ท่านแหวนครับ !

เสียงเรียกดังอยู่ข้างตัว แต่มันฟังดูเหมือนห่างไกลเหลือเกินสำหรับแหวน ตานีสาวหัวหนามค่อยๆปรือตาขึ้น ร่างมัวๆสองร่างยืนอยู่เบื้องหน้า

 

“ท่านแหวน เป็นอะไรรึเปล่าครับ !?

“อือ.... ไม่.....”

 

เด็กสาวพยายามยันตัวลุกขึ้น แต่หัวที่ปวดจี๊ดเหมือนถูกคีมบีบก็ทำให้เธอทรุดกลับลงไปนั่งเหมือนเดิม แถมยิ่งเจ็บมากขึ้นเสียอีกเมื่อท้ายทอยกระแทกอะไรแข็งๆเบื้องหลังดังโป๊กจนน้ำตาแทบเล็ด แหวนยกมือขึ้นกุมหัวป้อยขณะกวาดตามองไปรอบๆ เธออยู่ในโกดังมืดๆ ที่เต็มไปด้วยโต๊ะและเก้าอี้ซึ่งมีฝุ่นและหยากไย่จับหนาเตอะ ตัวอักษรสีขาวที่ถูกพ่นติดอยู่กับเครื่องเรือนเหล่านั้นบอกให้รู้ว่ามันเป็นของวัดเชียงรุ้ง แต่เธอเข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง เธอหมดสติไปเพราะอะไร เกิดอะไรขึ้น....

 

แต่เมื่อเหตุการณ์สุดท้ายก่อนที่สติจะดับลงแวบกลับเข้ามาในสมอง ตานีสาวหัวหนามก็ลุกพรวดทันที

 

“ตัวประกันสองตนนั้นอยู่ที่ได๋ !?

“สองตนไหนครับ !?” ทหารผีสิงทั้งสองนายถอยกรูดไปสองสามก้าว

“ราชินีตานีกับบ่ามนุษย์ที่เข้ามาช่วยเปิ้น ! หมู่มันอยู่ที่ได๋ !?

“อะ.... เอ่อ.... พวกมัน....” ทหารนายหนึ่งอึกอัก ขณะอีกนายดูกลัวเอามากๆจนพูดไม่ออก “พวกมัน.... หนีไปแล้วครับ”

“หนีไปได้จะได หมู่เฮาอยู่กันเต็มเมืองจะอี้ !?

“พวกผม.... พวกผมก็ไม่รู้ครับ รู้แค่ว่าพวกมันขโมยรถถังไปคันนึง แล้วหลุดไปถึงสนามบิน เอาเครื่องบินบินกลับเชียงพิงค์ไปแล้วครับ ท่านแหวนก็ติดต่อไม่ได้ พวกผมเลยได้รับมอบหมายให้มาหาตัวท่านแหวนนี่แหละครับ”

 

เด็กสาวขบกรามกรอด ใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มแดงเป็นจ้ำๆ ความโกรธแค้นแผดเผาอยู่ในอกจนแทบจะพ่นเป็นเปลวเพลิงออกมาแผดเผาสองทหารผีสิงเบื้องหน้า แต่เธอก็ยั้งอารมณ์เอาไว้ได้ ด้วยรู้ว่าลงกับพวกเขาไปก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมา และพวกเขาก็อุตส่าห์มาตามหาเธอถึงในนี้ ไม่งั้นเธออาจจะได้หนาวสิ้นอายุไปโดยไม่มีใครรู้เลยก็ได้

 

“ขอวิทยุ มือถือก็ได้”

แหวนยื่นมือไปหาทหารผีสิงเบื้องหน้า เขายื่นโทรศัพท์มือถือที่คาดเอวอยู่ให้ทันที

 

“แดง นี่แหวน”

“รหัสยืนยัน” เสียงแหลมๆของอีกฝ่ายตอบกลับมา

“ห้าสามสองเจ็ดสี่หกตานปันน้ำ”

“เจ้านาย !” แววระแวงภัยในน้ำเสียงของปลายสายเปลี่ยนเป็นแววดีใจระคนตื่นเต้นทันที “นึกว่าจะตายไปแล้ว ไปอยู่ที่ไหนมาคะ !?

“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ตอนนี้สถานการณ์เป็นจะไดบ้าง กองทัพของหมู่มันอยู่ที่ได๋แล้ว”

“ถอยกลับเชียงพิงค์ไปแล้วค่ะเจ้านาย”

“ได้ไล่ตีโต้กลับตามไปก่อ”

“ก็มีตามไปอยู่ค่ะเจ้านาย แต่ไม่ค่อยคืบหน้าเท่าไหร่ พวกมันยังพอตรึงแนวรบไว้ได้อยู่ อีกอย่าง พอไม่มีเจ้านายอยู่ก็ไม่มีใครสั่งการเลย หนูก็ไม่รู้เรื่องการรบอะไรเท่าไหร่เลยไม่รู้จะสั่งการยังไงเหมือนกัน ก็เลยบุกได้ไม่ค่อยเต็มที่เท่าไหร่ค่ะ”

 

แหวนพ่นลมหายใจออกทางจมูกแรงๆเฮือกใหญ่ ปากเม้มแน่น คิ้วขมวดจนแทบจะชนกัน ใบหน้าที่ละม้ายคล้ายเด็กหนุ่มบิดเบี้ยวด้วยความโกรธและเจ็บใจ ไม่ใช่ต่อฝ่ายตานีหรือต่อลูกน้องของเธอ หากต่อตัวเอง อุตส่าห์ได้ตัวผู้นำของฝ่ายตรงข้ามมาอยู่ในระยะเพียงเหนี่ยวไกก็ปลิดชีพได้ อุตส่าห์ทำลายกองกำลังฝ่ายตรงข้ามไปได้ตั้งมากมาย แต่แค่เพราะความประมาทของเธอเองแท้ๆ ทั้งสองอย่างจึงหลุดมือไปง่ายๆแบบนี้

 

และที่ทิ่มแทงจิตใจตานีสาวหัวหนามมากที่สุด คือการที่กล้วยไว้ชีวิตเธอ....

 

“โอเค บ่เป็นอะหยัง” แหวนตอบ พยายามข่มความเกลียดตัวเองที่แผดเผาอยู่ในอก “ตอนนี้จักโมงแล้ว”

“ตีสี่ครึ่งค่ะ”

“ตีสี่ครึ่ง ?” ตานีสาวทวนคำพลางขมวดคิ้ว “ของวันได๋”

“ยี่สิบสองมีนาค่ะ”

“ยี่สิบสองก๋า” เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มเย็นสันหลังเล็กน้อย เธอสลบไปเกือบหนึ่งวันเต็มๆเลยหรือนี่

“เอายังไงต่อคะเจ้านาย”

“หมู่เฮาเสียหายไปมากก่อ” แหวนถามกลับ

“แป๊บนึงนะคะ” ตานีสาวได้ยินเสียงผีสาวผู้เป็นมือขวาของเธอพรมนิ้วลงบนคีย์บอร์ด “รถถังเสียไปยี่สิบกว่าคัน ยานเกราะอื่นๆ ประมาณสามสิบ เครื่องบินรบสี่ลำ ร่างทหารผีสิงเสียไปประมาณหกสิบนาย วิญญาณอิสระเสียไปประมาณแปดสิบค่ะ”

“ก็บ่มากเท่าได๋” แหวนใจชื้นขึ้นบ้าง จำนวนที่เสียไปแทบเปรียบได้เพียงเศษขี้เล็บด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับยุทโธปกรณ์และกำลังพลที่เธอมีอยู่ในมือตอนนี้ “แล้วของหมู่มัน ของฝ่ายตานีล่ะ เสียไปประมาณเท่าได๋พอจะฮู้ก่อ”

“เหมือนจะมีข้อมูลอยู่นะคะ” แดงพรมนิ้วลงบนคีย์บอร์ดอีกรอบ “มีค่ะ รถถังน่าจะเสียไปไม่ต่ำกว่าสามสิบ ยานเกราะอื่นๆ ไม่ต่ำกว่ายี่สิบ ปืนใหญ่โดนยิงไปสอง เครื่องบินรบตกไปสี่ลำ ส่วนความเสียหายกับกำลังพลไม่ทราบค่ะ แต่น่าจะพอสมควร”

 

เงียบไปอึดใจใหญ่จนผีสาวถามขึ้นอย่างงุนงงระคนเป็นห่วง

“เจ้านาย ยังอยู่มั้ยคะ”

“ยังอยู่” แหวนตอบ รอยยิ้มเย็นผุดขึ้นมาบนริมฝีปากบางของตานีสาวหัวหนามเป็นครั้งแรกตั้งแต่เธอฟื้นคืนสติ “บอกทุกหน่วยหื้อตรึงกำลังไว้ เดี๋ยวข้าจะปิ๊กไปสั่งการที่ศูนย์บัญชาการเองอีกที”

 

“แล้วก็ บอกหมู่เปิ้นหื้อเตรียมพร้อม คืนนี้เชียงพิงค์จะเป็นของหมู่เฮา”

 

 

“ลืมเรื่องตานีไปทั้งหมด ?”

จ้าดทวนคำอย่างงุนงง ดวงตาตี่จ้องมองเพื่อนสาวผู้ทอดสายตาลงไปยังลานจอดเครื่องบินอันกว้างใหญ่นอกแนวระเบียง

 

“แม่น ถ้านายยะอะหยังเปิ้น เปิ้นจะลืมเรื่องตานีไปทั้งหมด” ตานีสาวผมหางม้าตอบแทบจะทวนประโยคเดิม ซึ่งไม่ได้ทำให้หลานชายหมอผีใหญ่เข้าใจอะไรมากขึ้นเลย

“ยะอะหยังนี่คือทำอะไร”

“ยะอะหยังแบบที่ป้อจายกับแม่หญิงยะกัน” ปื้นสีชมพูจางๆปรากฏบนแก้มของกล้าย แต่เธอยังคงรักษาน้ำเสียงเรียบนิ่งเอาไว้ได้เหมือนเดิม “มันเป็นพลัง.... เรียกว่าคำสาปก็อาจจะได้ ราชินีตานีเมื่อสมัยสี่ร้อยกว่าปีก่อนสาปเอาไว้ตอนที่มนุษย์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หมู่เฮาครั้งก่อน พร้อมๆกับที่ตานีเริ่มใช้พลังปกปิดตัวเองจากสายตามนุษย์นั่นแหละ เพื่อบ่หื้อข้อมูลรั่วไหลแล้วก็เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย”

“เคยมีตานีกับมนุษย์รักกันด้วยเรอะ !?

“คึดว่าบ่เคยมีผู้ได๋เป็นอย่างนายก๋า” กล้ายตวัดสายตามามองเด็กหนุ่มหน้าดุน้อยๆ ก่อนจะหันกลับลงไปมองลานบินเหมือนเดิม “สมัยก่อนที่หมู่เฮายังติดต่อกับมนุษย์ก็พอมีบ้าง บ่มาก แต่ก็พอมี ประมาณปีละคู่หรือสองปีคู่”

“เยอะขนาดนั้นเลย”

“สมัยนั้นหมู่เฮารบเคียงบ่าเคียงไหล่กับมนุษย์ในสงครามกับบาหม่อนแล้วก็เยว่ จะสนิทกันจนฮักกันขึ้นมาก็บ่แปลกหรอก”

“แล้วที่มนุษย์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งที่แล้วเพราะเรื่องนี้เหรอ”

“บ่ เหตุผลอื่น” ตานีสาวผมหางม้าตอบ “แต่เพื่อบ่หื้อข้อมูลรั่วไหล และอีกอย่าง หมู่ตานีสมัยนั้นก็คงแค้นมาก จนบ่อยากหื้อลูกหลานไปยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์อีกเลย ก็เลยมีคำสาปนี่ขึ้นมา”

“แล้วลืมไปหมดนี่หมายความว่าไง” จ้าดถามต่อ รู้สึกโหวงๆอยู่ในอก “กล้วยจะเสียความทรงจำไปทั้งหมด เหมือนกลับไปเป็นทารกเลยน่ะเหรอ”

“บ่แน่ใจ กล้วยก็บ่แน่ใจเหมือนกัน เปิ้นว่าเปิ้นเพิ่งจะอ่านเจอในบันทึกลับที่แม่เปิ้นส่งต่อมาหื้อ แต่เท่าที่ข้าลองอ่านในบันทึกนั่นดู ก็คงบ่ถึงขนาดนั้น ความฮู้ ทักษะต่างๆของเปิ้นจะยังอยู่ ที่ลืม มีแค่ทุกเรื่องเกี่ยวกับตานี ทุกความทรงจำเกี่ยวกับตานีเท่านั้น”

“อ้าว แต่แบบนั้นมันก็ไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนเท่าไหร่สิ ต่อให้ลืมไป แต่ยังเจอหน้ากันได้ทุกวัน หรือต่อให้มองไม่เห็นหรือยังไง ก็แค่บอกแค่เล่าเรื่องตานีให้ฟังใหม่ก็น่าจะได้แล้วนี่”

“บ่แม่นแค่ลืม เปิ้นจะรับข้อมูลใหม่เข้ามาบ่ได้ด้วยเหมือนกัน” กล้ายตอบด้วยเสียงเข้มขึ้น “ข้าก็บ่ฮู้เหมือนกันว่าจะเกิดอะหยังขึ้นหรือจะเป็นจะได แต่เท่าที่หัน นอกจากเปิ้นจะมองบ่หันหมู่เฮาบ่ว่าจะยะจะไดแล้ว สมองเปิ้นจะบ่รับรู้เรื่องเกี่ยวกับตานีเลย มีผู้ได๋อู้หื้อฟังก็จะเหมือนคำอู้ขาดหายไปเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับตานี จะดูหนังสือ ภาพ หรืออะหยัง ก็จะบ่รับรู้ แค่เฉพาะเรื่องเกี่ยวกับตานีเท่านั้น เปิ้นจะตัดขาดกับหมู่เฮาไปตลอดกาล”

“เฮ้ย ขนาดนั้นเลยเหรอ” หลานชายหมอผีใหญ่อ้าปากค้าง “ไม่มีทางแก้หรือป้องกันคำสาปนี่เลยเหรอ”

“บ่มีทางป้องกัน เท่าที่ฮู้เน่อ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบ “ส่วนทางแก้ มีแค่ทางเดียว.... ตานีตนนั้นต้องตั้งท้องลูกสาว และเมื่อลูกของตานีตนนั้นอายุครบสองขวบ ถ้าเปิ้นสามารถมองหันตานีได้ คำสาปก็จะคลาย เพราะถือว่าทายาทเป็นพวกเดียวกัน”

“หมายความว่าถ้าเรามีลูกกับกล้วย แล้วลูกเรามองเห็นกล้ายได้ตอนอายุสองขวบ กล้วยก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ?”

“ต้องเป็นลูกสาวด้วย” กล้ายย้ำ ก่อนจะตอบ “น่าจะเป็นจะอั้น”

“ถ้างั้นก็ไม่น่าจะเป็นไรนะ”

“นายคึดจะอั้นก๋า” กล้ายหันมาอีกครั้ง ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวสว่างฉายประกายกล้าขณะจ้องลึกลงไปในดวงตาตี่ของอีกฝ่าย “อย่างน้อยสองปี บ่สิ สามปีรวมเวลาตั้งท้อง เปิ้นจะลืมทุกเรื่องเกี่ยวกับตานี แต่ทุกตนรอบตัวยังฮู้จักเปิ้นในฐานะราชินีตานี เปิ้นต้องมีชีวิตอยู่ในสังคมมนุษย์ทั้งๆที่แบกฐานะนั่น ผู้ได๋จะยะอะหยังเปิ้นบ้าง หรือต่อหื้อมองโลกในแง่ดีสุดๆว่ามนุษย์จะเป็นมิตรกับหมู่เฮาหลังจากจบสงครามนี่ เปิ้นก็คงยังเป็นจุดสนใจอยู่ดี จุดสนใจในเรื่องที่เปิ้นลืมไปหมดแล้ว อู้อะหยังตอบอะหยังบ่ได้แล้ว.... เปิ้นจะหลบซ่อนตัวกับหมู่เฮาก็บ่ได้อีกแล้ว เปิ้นพึ่งได้แค่นาย นายคึดว่าจะรับผิดชอบเปิ้นตลอดสามปีไหวก่อ”

“แต่.... แต่กล้วยไม่ได้ลืมคนอื่นไม่ใช่เหรอ” เด็กหนุ่มหน้าดุตะกุกตะกักเล็กน้อยขณะถามกลับ “ฟ้า หมิง แก้ว แพร.... หรือจะบอกว่ากล้วยจะลืมด้วย”

“ถึงบ่ลืม แต่นายคึดว่าจะคุยกันได้เหมือนเดิมก๋า” ตานีสาวผมหางม้าย้อนถาม “แล้วหมู่เฮาก็จะมาเจอกัน มารวมตัวกันจะอี้บ่ได้แล้วเหมือนกัน เพราะถ้ารวมกัน เปิ้นก็ต้องสับสนแน่ว่าหมู่ฟ้าอู้กับผู้ได๋ อู้เรื่องอะหยัง เปิ้นอาจจะย่านไปเลย หรืออาจจะคึดว่าตัวเองเสียสติหรือผิดปกติก็ได้ นายคึดว่าจะยะจะไดถ้าเปิ้นกลายเป็นจะอั้น”

“แต่.....”

“บ่ว่าจะยะจะไดก็ตาม เปิ้นก็จะเหมือนต้องตัดขาดกับหมู่เฮาโดยสิ้นเชิง อย่างน้อยสามปี นั่นคือถ้าเปิ้นตั้งท้องแทบจะทันทีหลังจากนายยะอะหยังกับเปิ้นครั้งแรก และเปิ้นตั้งท้องลูกสาว และลูกสาวตนนั้นต้องมองเห็นหมู่เฮาได้” กล้ายเน้นเสียงทุกเงื่อนไข ก่อนจะย้ำคำถามเดิม “นายคึดว่าจะรับผิดชอบเปิ้นไหวก่อ ตลอดช่วงเวลานั้น”

 

จ้าดนิ่งอึ้ง เขาไม่รู้เลยว่าความรู้สึกของเขาจะมีผลตามมาใหญ่หลวงขนาดนี้

 

“กล้วยให้กล้ายมาบอกเราเพราะจะให้เราตัดใจจากเขาใช่มั้ย” ในที่สุด หลานชายหมอผีใหญ่ก็เอ่ยขึ้นช้าๆ ดวงตาตี่มองลงพื้น “ก็ได้ เราเข้าใจ ถ้ากล้วยต้องเสียทุกอย่างแค่เพื่อความรู้สึกของเรา เรายอมตัดใจได้”

“บ่ ตรงข้ามกันเลย” กล้ายหันทั้งตัวมาประจันหน้ากับเพื่อนหนุ่มผู้เงยหน้าขึ้นมามองเธออย่างฉงน “เปิ้นอยากหื้อข้ามาถาม ว่านายยังเต็มใจจะอยู่กับเปิ้นที่เป็นจะอั้นก่อ”

 

เด็กหนุ่มหน้าดุอ้าปากค้าง

 

“หา”

“เปิ้นคึดว่าถ้าเป็นเป็นจะอั้น นายก็ต้องมาดูแลเปิ้น ต้องมาเป็นห่วงเปิ้น ต้องมาลำบากกับเปิ้น แทนที่จะมีความสุขเหมือนคู่แฟน คู่สามีภรรยาทั่วๆไปเขามีกัน” ตานีสาวผมหางม้าเน้นเสียงแทบจะทุกคำ “เปิ้นอยากหื้อข้ามาถามนาย ว่านายรับได้ก่อที่เปิ้นจะเป็นจะอั้น นายยังเต็มใจจะฮักเปิ้น จะอยู่กับเปิ้นทั้งๆที่เปิ้นเป็นจะอั้นก่อ”

 

หลานชายหมอผีใหญ่ยังคงอ้าปากค้างจนน่ากลัวว่าน้ำลายจะจับเป็นน้ำแข็ง

 

“เปิ้นไว้ใจนาย เปิ้นย่านนายจะลำบาก เปิ้นย่านนายจะบ่มีความสุข” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมพูดต่อด้วยเสียงเย็นลง “เปิ้นอู้มาขนาดนี้ ถ้านายตอบว่าบ่เต็มใจล่ะก็ ข้าจะ.....”

“เต็มใจสิ !” จ้าดแทบจะตะโกน “คิดได้ไงว่าเราจะไม่เต็มใจ เรารักเขาเราก็ต้องยอมลำบากกับเขาได้อยู่แล้วสิ ! ต่อให้แก้คำสาปไม่ได้ เราก็จะยอมดูแล ยอมลำบากกับเขาไปตลอดชีวิตนั่นแหละ !

“ดี ถ้านายหมายความจะอั้นแต๊ๆ” กล้ายตอบเรียบๆ “แต่คราวนี้ คำถามของข้า นายคึดว่าจะรับผิดชอบเปิ้นไหวก่อ ตลอดระยะเวลาที่เปิ้นบ่มีหมู่เฮา นายจะยะหื้อเปิ้นมีความสุขได้ก่อ”

 

คราวนี้เด็กหนุ่มหน้าดุนิ่งไปนานจนหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมต้องถามย้ำ

 

“ว่าจะได ไหว หรือบ่ไหว ได้ หรือบ่ได้”

“เราไม่กล้าพูดว่าเราจะทำได้รึเปล่า เราไม่รู้” จ้าดพูดช้าๆ ดวงตาหลบสายตาเพื่อนสาว เลี่ยงมองลงไปยังลานบินท่ามกลางหิมะเบื้องล่าง “เราเคยทำอะไรพลาดมาหลายอย่าง ทำให้กล้วยเสียใจ ทำให้เขารู้สึกไม่ดีก็หลายครั้ง ทั้งๆที่เราไม่ได้ตั้งใจ ทั้งๆที่เราไม่ได้อยากให้เป็นแบบนั้น เราก็เลยไม่รู้ ว่าเราจะทำให้เขามีความสุข เราจะทดแทนกล้าย ทดแทนน้ำว้าน้ำไท แล้วก็คนอื่นๆได้รึเปล่า”

“ถ้าจะอั้น....”

“แต่เราจะทำให้ดีที่สุด” หลานชายหมอผีใหญ่หันขวับกลับมาจ้องตาเพื่อนสาวผู้ทำท่าเหมือนกำลังจะงาบหัวเขา “เราสัญญาว่าจะทำให้ดีที่สุด เราจะทำทุกอย่างที่ทำได้ให้กล้วยมีความสุข เราไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วเราจะทำให้กล้วยมีความสุขได้รึเปล่า แต่เราจะพยายามให้ดีที่สุด”

 

ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวสว่างของกล้ายหรี่ลง แต่ในที่สุด เธอก็ถอนหายใจเฮือก

 

“ดี ถ้านายอู้จะอั้น ข้าก็จะไปบอกเปิ้นจะอั้นหื้อ” รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นมาที่มุมปากของตานีสาวผมหางม้า “จำที่นายอู้วันนี้ไว้ด้วยเน่อ ถึงเวลาขึ้นมาแต๊ๆ ก็ยะหื้อได้ละกัน”

“เดี๋ยว เราว่าเราควรจะเป็นคนบอกเองนะเรื่องนี้”

“บ่ ข้าบ่คึดว่ากล้วยเปิ้นกล้าพอจะอู้เรื่องนี้ต่อหน้านายได้ ดีบ่ดีเปิ้นจะเขินจนบ่มาเจอนายเลยด้วยซ้ำ” กล้ายหัวเราะหึๆ พลางส่ายหน้า “จะไดกล้วยก็ยังเป็นกล้วยน่ะเน่อ”

“ก็.... จริงนะ” เด็กหนุ่มหน้าดุหัวเราะไปด้วย “ว่าแต่.... แบบนี้กล้ายจะไม่ลำบากเหรอ”

“ลำบากอะหยัง”

“ก็คำสาปนี่มีผลถ้าตานีไปรักกับเผ่าพันธุ์อื่น แล้วกล้ายกับหมิ.....”

 

คำพูดของหลานชายหมอผีใหญ่ขาดหายไปกลางประโยคเมื่อหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมประเคนหมัดตรงเข้าครึ่งจมูกครึ่งปากจนหงายหลังล้มตึง โชคดีที่หิมะปกคลุมหนาจนหัวลงไม่ถึงพื้นกระเบื้องด้านล่าง ไม่เช่นนั้นอาจจะได้เลือดคั่งในสมองแถมไปด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคอแทบเคล็ดอยู่ดี

 

“บ่ต้องมาเป็นห่วงข้าหรอกย่ะบ่าจ้าดง่าว คำสาปนี่ครอบคลุมแค่ตานีกับมนุษย์ กับสมิงบ่เกี่ยว !

“รู้ได้ไง” เด็กหนุ่มหน้าดุยังอุตส่าห์กวนส้นเพื่อนสาวต่อแม้เลือดกำเดาจะไหลกบปากกบจมูก “ถ้าไม่อยากให้ข้อมูลรั่วไหลจริงๆก็น่าจะสาปไปถึงเผ่าพันธุ์อื่นด้วยสิไม่ใช่แค่มนุษย์”

“จะไดก็เถอะย่ะ มันบ่มีผล !

“รู้ได้ไงว่าไม่มีผล แปลว่าเคย แอ๊ก อ้อก เอ๋ง !?

 

ก่อนที่หลานชายหมอผีใหญ่จะโดนกระทืบตายคาทีนตานีสาวผมหางม้าผู้บัดนี้หน้าแดงก่ำไปถึงใบหู เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าของกล้ายก็ดังขึ้นช่วยชีวิตเขาเอาไว้

 

“ว่าจะไดกล้วย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมรับโทรศัพท์เสียงหอบด้วยออกแรงกระทืบไม่ยั้งไปเป็นสิบรอบ ใบหน้ายังคงแดงก่ำเป็นมะเขือเทศเขตร้อน

“อยู่ที่ได๋ เจอจ้าดแล้วแม่นก่อ”

“เอ้อ สุมาเน่อที่บ่ได้โทรบอก เจอแล้วๆ ตอนนี้อยู่สนามบิน” กล้ายตอบ ก่อนที่ริมฝีปากจะเหยียดเป็นรอยยิ้มหวานเย็นขณะเธอถามกลับเสียงปะเหลาะ “อะหยัง โทรมาอยากฮู้ก๋าว่าเปิ้นตอบว่าจะได ข้าบอกใบ้หื้อก็ได้เน่อวาเป็นข่าวด....”

“บ่” เสียงที่สอดขึ้นมาของกล้วยเครียดจนตานีสาวผมหางม้าหุบยิ้มทันที “ปิ๊กมาที่โรงแรมด่วนเลย พาจ้าดมาด้วย หมู่ผีร้ายเคลื่อนพล ข้าเจ้าดูแล้วคืนนี้หมู่มันบุกแน่”

 

 

“หน้าไปโดนอีหยังมาจ้าด”

“อ๋อ โดนผู้สาวขี้อายตบมานิดหน่อย ไม่ต้องห่วง”

จ้าดพึมพำตอบเพื่อนสาวหน้าเสือผู้กระเซ้าเขาทันทีที่เดินเข้ามาในห้องประชุม แม้กล้ายจะให้ยาสมานแผลเขากินไปเต็มๆขวดแล้วตอนขับรถมา แต่หลานชายหมอผีใหญ่ก็ยังดูไม่จืด ดวงตาตี่ยังคงมีรอยฟกช้ำ ปากก็ยังมีเลือดไหล ทั่วสรรพางค์กายก็ยังคงระบม นี่ถ้าหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมไม่ใจดีกับเขาล่ะก็คงมีช้ำในเสียชีวิตระหว่างส่งโรงพยาบาลไปแล้ว

 

หมิงดูจะเป็นตนเดียวที่ยังพอมีอารมณ์ล้อเล่น สีหน้าของตนอื่นและคนอื่นต่างเครียดเขม็ง ไม่เว้นแม้แต่สองตานีน้อยผู้ยังดูงัวเงียอยู่บ้าง ราชินีตานีนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ เคียงข้างด้วยหวังและแอ๊ดผู้ย้ายตำแหน่งจากมือขวาของสายมาขึ้นตรงกับเธอ ดวงตาเรียวชำเลืองมองปรามสมิงสาวกับหลานชายหมอผีใหญ่เล็กน้อย

 

“ขอดูตำแหน่งที่หมู่มันมาซุ่มอยู่หน่อยได้ก่อกล้วย”

ตานีสาวผมหางม้าเข้าเรื่องทันทีตั้งแต่ก้นยังไม่ถึงเก้าอี้ กล้วยกดแป้นพิมพ์สองสามครั้ง แผนที่ของอาณาเขตห้าสิบกิโลเมตรรอบเมืองเชียงพิงค์ปรากฏขึ้นบนจอโปรเจกเตอร์เบื้องหลังเธอทันที สัญญาณพลังงานวิญญาณของกองกำลังผีร้ายกระจุกตัวอยู่แทบทุกช่องเขาที่อยู่ระหว่างเชียงพิงค์กับเวียงเชียงรุ้ง ดูจากกล่องข้อความที่กำกับอยู่ข้างๆ ก็นับพันหรืออาจจะหลายพันตน หนึ่งกองทัพดูเหมือนกำลังพยายามอ้อมไปดักด้านหลังเสียด้วย

 

กล้ายกลืนน้ำลายเอื๊อก จำนวนขนาดนี้น่าจะยกกันมาทั้งเวียงเชียงรุ้ง พวกมันคิดจะปิดเกมชัดๆ กองกำลังผีร้ายคงรู้ว่าถ้าเสียเมืองเชียงพิงค์ พวกเธอก็ไม่มีทางอื่นไปแล้วนอกจากจะฝ่าตานนะคอนกลับลงไปยังเชียงม่วน ซึ่งเธอพร้อมเอาปืนทุกกระบอกบวกรถถังทุกคันพนันได้เลยว่าพวกมันไม่ปล่อยให้ผ่านไปได้ง่ายๆเหมือนขามาแน่

 

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมส่งสายตาให้เพื่อนสาวหน้าจืด ก่อนจะทำสัญญาณมือพยายามจะถามเธอว่าควรจะพูดเรื่องระเบิดแบบใหม่หรือเปล่าท่ามกลางสายตางุนงงของทุกคนและทุกตนในห้อง โชคดีที่กล้วยดูจะเข้าใจ เธอพยักหน้าก่อนจะเอ่ยขึ้น

 

“อย่างที่ข้าเจ้าอู้ไปก่อนหน้านี้ หมู่เฮาเสียกองกำลังไปมากเมื่อวาน ที่เหลืออยู่บ่พอรับมือหมู่มันแน่ถ้าชนกันตรงๆ” ราชินีตานีกวาดสายตามองรอบห้องให้แน่ใจว่าทุกองค์ประชุมเข้าใจความหนักหน่วงของสถานการณ์ “ข้าเจ้ามีแผนการหนึ่งอยากจะเสนอ แผนการนี้เพิ่งจะคึดทฤษฎีได้เมื่อบ่กี่ชั่วโมงที่แล้ว จะยะการได้แต๊หรือก่อข้าเจ้าก็ยังบ่ฮู้ และในเมื่อเดิมพันของหมู่เฮาคราวนี้สูงมาก ข้าเจ้าก็อยากจะขอความคึดหันของทุกตนก่อน ได้ก่อเจ้า”

“ไม่ต้องอ้อมมากหรอกกล้วย มีอะไรก็ว่ามาเลย” วิญญาณหนวดเฟิ้มวัยกลางคนผู้หน้าเหมือนนักร้องเพลงเพื่อชีวิตตอบ

“เจ้าลุงหวัง” กล้วยค้อมหัวน้อยๆให้อีกฝ่ายก่อนจะเริ่มอธิบาย มือกดเรียกไฟล์นำเสนอที่เธอเพิ่งทำอย่างเร่งด่วนขึ้นมาบนหน้าจอ “ก่อนหน้านี้ตอนหมู่เฮาบุกเขลางค์ ระเบิดพลังงานวิญญาณของหมู่เฮาใช้บ่ได้ผลเพราะหมู่ผีร้ายมีอุปกรณ์ป้องกัน และเท่าที่หมู่เฮาได้ข้อมูลมา หมู่ผีร้ายก็ผลิตอุปกรณ์นี้ได้จำนวนมากแล้ว เพราะจะอั้น ตอนนี้ระเบิดพลังงานวิญญาณธรรมดาใช้กับหมู่มันบ่ได้แน่”

 

เด็กสาวหน้าจืดกดเปลี่ยนสไลด์ก่อนจะพูดต่อ

 

“แต่จากที่ข้าเจ้าลองคำนวณดู ถ้าจัดวางระเบิดพลังงานวิญญาณหื้อเป็นรูปวงกลม หรืออาจจะเป็นรูปอื่นขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ คลื่นกระแทกพลังงานวิญญาณของระเบิดแต่ละลูกจะเสริมกันจนน่าจะทะลุม่านพลังงานของอุปกรณ์ป้องกันได้”

“อ้าว จังซี่ก็สะดวกเลยสิ เอาเครื่องบินบินไปหย่อนกลางเวียงเชียงรุ้งก็จบเรื่องแล้วนี่” หมิงถามเหมือนกล้ายเมื่อหลายชั่วโมงที่แล้วไม่มีผิดเพี้ยน

“ถ้าง่ายจะอั้นก็ดีสิหมิง” กล้วยส่ายหน้า “ปัญหาคือตำแหน่งที่วางต้องแม่นยำสูงมาก คลาดเคลื่อนได้น้อยมาก ถ้าจะหื้อรัศมีระเบิดครอบคลุมศูนย์กลางของเมืองนี้ ก็จะคลาดเคลื่อนได้แค่บ่เกินสองถึงสามเมตร บ่แม่นแค่ทางราบ แต่ทางสูงก็ด้วย”

“แปลว่าใช้บุกแทบไม่ได้เลยสิ” นักศึกษาแพทย์สาวแห่งเวียงเชียงหลวงยกมือขึ้นจับคางอย่างครุ่นคิด

“แม่น อย่างน้อยก็จากทฤษฎีตอนนี้น่ะเน่อ” ราชินีตานีตอบ “แต่ถ้าใช้ในเชิงรับ ติดตั้งเอาไว้ก่อนก็น่าจะใช้ได้”

“จะเอามาใช้รับมือผีร้ายคราวนี้เหรอ” แพรถาม

“อื้ม” กล้วยพยักหน้า “ที่ข้าเจ้าคึดไว้คือหมู่เฮาขนรถถังกับยุทโธปกรณ์ที่ยังอยู่ในสภาพดีลงเรือดำน้ำหื้อเร็วที่สุด ที่เหลือจัดตำแหน่งหื้อดูเหมือนมีการป้องกันเมืองล่อหื้อหมู่ผีร้ายเข้ามา พอหมู่มันเข้ามาถึงกลางเมืองก็จุดระเบิด ถ้าระเบิดใช้การได้หมู่เฮาก็ปลอดภัย แล้วก็น่าจะได้รถถังกับยุทโธปกรณ์อื่นมาเพิ่มด้วย ตอนนี้ระเบิดในคลังของหมู่เฮามีเหลืออยู่เจ็ดลูก แต่ใช้แค่ห้าก็น่าจะพอครอบคลุมเขตเมืองทั้งหมด”

“แล้วถ้าใช้ไม่ได้ล่ะ” ฟ้าย้อนถาม “เราเข้าใจนะว่ากองกำลังเราตอนนี้ต่อให้ป้องกันเมืองได้ก็น่าจะสูญเสียเยอะ แต่ถ้าระเบิดไม่ทำงานแล้วจะเอาไงต่อล่ะ เราหลังชนฝาแล้วนะ จะกลับลงไปเชียงม่วนก็ไม่น่าจะได้ไม่ใช่เหรอ อีกอย่าง ต่อให้ระเบิดทำงานตามที่คิดไว้ก็อาจจะยังมีพวกมันหลงเหลือจนเรากลับไปยึดเมืองอีกรอบไม่ได้ก็ได้นี่”

“นั่นแหละที่ข้าเจ้าห่วง โดยเฉพาะเรื่องแรก” ตานีสาวหน้าจืดยอมรับเสียงหนัก “เรือดำน้ำล่องขึ้นเหนือไปมากกว่านี้ได้อีกแค่บ่กี่กิโลน้ำก็จะตื้นเกินแล้ว แล้วก็ยังบ่มีเมืองหรือที่ได๋ที่พอจะเป็นฐานได้ แต่ถ้าจะล่องปิ๊กไปเชียงม่วนก็ต้องผ่านตานนะคอน แล้วหมู่ผีร้ายก็คงดักรออยู่แล้ว ผู้ได๋มีไอเดียหรือแผนการอะหยังก่อเจ้าเรื่องนี้”

“ถ้าหนีออกไปเยว่ล่ะ” แอ๊ดเสนอ “หรือไม่ก็ ขอกำลังเสริมจากเยว่”

“มันจะกลายเป็นสงครามระหว่างประเทศไปนา” หวังท้วง

“หรือจะหื้อทางเชียงม่วนช่วยบุกดึงความสนใจไปด้วยดีล่ะเจ้า” ตานีน้อยผมเปียพูดบ้าง “ที่เชียงม่วนยังผลิตรถถังกับเครื่องบินเรื่อยๆบ่แม่นกาเจ้า ถ้าหื้อหมู่เปิ้นบุกขึ้นมาด้วย หมู่ผีร้ายก็อาจจะโยกกำลังไปทางปู้นบ้างก็ได้เน่อเจ้า”

“เป็นความคึดที่ดีเน่อน้ำไท” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมชมรุ่นน้องสาว ทำเอาเธอหน้าบานเป็นจานเรดาร์พลังงานวิญญาณ แต่ประโยคต่อมาก็เบรกเสียเธอเกือบหัวทิ่ม “แต่ปัญหาคือเสบียงของหมู่เฮาอาจจะบ่พอรอหื้อหมู่มันโยกกำลังลงไป แล้วอีกอย่าง ต่อหื้อหมู่มันโยกลงไปก็แต๊ แต่จะไดหมู่เฮาก็ต้องบุกยึดเชียงพิงค์อีกรอบอยู่ดี ซึ่งหมู่เฮาบ่มีกำลังมากพอจะยะจะอั้น”

“เอาจรวดของเรือดำน้ำยิงถล่มเลยสิเอื้อยกล้วย” น้ำว้าร่วมด้วยช่วยเสนออีกตน “เรือดำน้ำขีปนาวุธสี่ลำก็มีจรวดรวมกันเกือบสี่สิบลูก น่าจะพอถล่มหมู่มันแหลกทั้งเมืองได้อยู่เน่อ.... เจ้า”

“ก็ยังแก้ปัญหาบ่มีกำลังมากพอจะบุกยึดเชียงพิงค์อยู่ดีเน่อ” ราชินีตานีตอบ “แล้วพลังทำลายล้างของจรวดก็สูงมากด้วย เอื้อยเลยอยากเก็บไว้เป็นไพ่ตายสุดท้ายด้วย เผื่อมีตัวอะหยังโผล่มาตอนบุกตานนะคอน”

“แต่ถ้าระเบิดไม่ทำงาน ยังไงเราก็ไม่ได้บุกตานนะคอนเร็วๆนี้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” นักศึกษาแพทย์สาวแห่งเวียงเชียงหลวงแย้ง “ก็น่าจะถล่มตัดกำลังพวกมันไปเลยนะ อย่างน้อยก็น่าจะดีกว่าเก็บไว้เฉยๆ หรือยิ่งถ้าโชคไม่ดีอาจจะตกเป็นของพวกมันไปเลยก็ได้ ถ้าเป็นงั้นขึ้นมาจริงๆนี่เรือหายกันทั้งที่นี่ทั้งเชียงม่วนเลยนะ”

“หรือไม่ก็ยิงตานนะคอนไปเลยสิ” แก้วเสริม “ถ้าโดนยิงศูนย์บัญชาการ พวกมันก็น่าจะต้องถอยทัพนะ หรือถ้าโชคดีอาจจะโดนประจิมตายไปเลยก็ได้ จบๆกันไปเลย”

“ศูนย์บัญชาการของหมู่มันอาจจะบ่ได้อยู่ที่ตานนะคอนนี่สิ” กล้ายตอบ “ก็แต๊ว่าหมู่มันน่าจะซ่องสุมกำลังไว้ที่ตานนะคอนมากที่สุด แต่ศูนย์บัญชาการหมู่มัน อย่างเมื่อปีที่แล้วก็อยู่กลางเขาตานปันน้ำ แล้วหมู่เฮาก็ยังบ่มีข้อมูลด้วยว่าประจิมอยู่ที่ได๋แน่”

“เดี๋ยวข้าเจ้าลองถามนางดู” ราชินีตานีเปรยเบาๆ “ยังบ่เคยถามเหมือนกัน”

“กล้วย ข้าบอกแล้ว....”

“อีกอย่างที่ข้าเจ้ากังวล คือประจิมจ้องอยู่แล้วเรื่องจะเอาภาพความสูญเสียจากฝีมือหมู่เฮาไปปลุกปั่นประชาชนหลังจากนี้” กล้วยพูดโดยไม่ปล่อยให้เพื่อนสาวท้วง “ถ้ายิงอาวุธทำลายล้างสูงจะอั้นลงกลางตานนะคอนโดยบ่ได้มีเป้าหมายแน่ชัด ความสูญเสียรอบข้างก็จะมาก  ก็เท่ากับเข้าทางเปิ้น ข้าเจ้าเลยบ่ค่อยอยากเสี่ยงถ้าบ่ได้จำเป็นแต๊ๆ”

“จรวดนี่มันพลังทำลายล้างสูงขนาดนั้นเลยเหรอ” สาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์ถามเบาๆ

“ลูกนึงก็น่าจะราบทั้งคณะวิศวะมั้ง” ตานีสาวผู้อยู่ภาคเดียวกับอีกฝ่ายตอบ

“โห.....” แพรทำหน้าสยอง ทั้งคณะวิศวะก็เท่ากับรัศมีเกือบสองร้อยเมตร นี่มันแทบจะน้องๆระเบิดนิวเคลียร์แล้ว

“จะไดก็เอาไว้เป็นมาตรการท้ายสุดแต๊ๆละกัน ถ้าหมู่เฮาหลังชนฝาแต๊ๆ บ่มีทางรอดแต๊ๆ ก็คงต้องลองดู” ราชินีตานีสรุป “มีไอเดียอื่นอีกบ้างก่อ”

“ถ้าให้เครื่องบินบินมาทิ้งสัมภาระล่ะ” จ้าดร่วมวงอีกคน “บินจากเชียงม่วนเลียบชายแดนเยว่น่าจะได้อยู่นี่ พวกผีร้ายคงไม่ได้ไปวางกำลังไกลถึงโน่นหรอกมั้ง หรือถ้าจะเอาชัวร์จริงๆก็บินเข้าเยว่อ้อมมาทางเหนือเลยก็ได้ ตอนนี้เยว่ก็ตัดความสัมพันธ์กับรัฐบาลประจิมแล้วไม่น่าจะมีปัญหานะ”

“แพงแล้วก็เสี่ยงไปหน่อย” ราชินีตานีพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างหนักอกแม้อกจะไม่ค่อยมีให้หนัก “ทั้งเอทานอลแล้วก็เครื่องบิน เครื่องบินขนรถถังได้ทีละอย่างมากก็สามคัน แล้วตอนที่ทิ้งของลงมาก็เสี่ยงเป็นเป้าหื้อหมู่ผีร้ายยิงด้วย”

“แต่ถ้าไม่มีทางเลือกจริงๆ ก็อาจจะต้องทำแบบนั้นนะ” วิญญาณหนวดเฟิ้มพูดช้าๆ “หรืออย่างน้อย ถ้าสถานการณ์เลวร้ายที่สุดแบบไม่มีเสบียงเหลือแล้ว ก็อาจจะต้องเอาทิลต์โรเตอร์มารับคนกลับไปเชียงม่วน ทิ้งยุทโธปกรณ์ทุกอย่างไว้ก่อน”

“ข้าเจ้าว่าเอาอย่างหลังก่อนน่าจะดีกว่าเจ้า” กล้วยตอบ “ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดน่าจะเป็นชีวิตของหมู่เฮามากกว่า ถ้าปิ๊กลงไปเชียงม่วนได้ อาจจะนานหน่อยแต่หมู่เฮาก็อาจจะบุกได้อีกรอบ”

“ถ้ากล้วยว่างั้นลุงก็ว่างั้น” หวังพยักหน้า

“สรุปคือถ้าสำเร็จก็ดี ถ้าไม่สำเร็จก็เอาทิลต์โรเตอร์มารับกลับเชียงม่วน ใช่มั้ย” วิญญาณผู้อาวุโสลำดับสองของห้องรวบรัด

“เจ้า หรือผู้ได๋มีไอเดียอื่นอีก”

“ผมว่าถ้ามีไอเดียอื่นค่อยเสนอมาอีกรอบก็ได้ แต่ตอนนี้น่าจะรีบเริ่มขนของขึ้นเรือดำน้ำกับติดตั้งระเบิดมากกว่านะ เราเหลือเวลาไม่มากแล้วไม่ใช่เหรอ”

“ก็แต็เน่อเจ้า” ตานีสาวหน้าจืดเห็นด้วย “ถ้าจะอั้น ลุงหวัง น้าแอ๊ด ข้าเจ้าฝากดูแลเรื่องบัญชาการกองกำลังเฝ้าระวังระหว่างนี้ได้ก่อเจ้า แล้วก็เรื่องวางกำลังลวงหมู่ผีร้ายด้วย”

"ได้ เดี๋ยวจัดการให้” วิญญาณหนวดเฟิ้มรับคำ “แต่บอกมาอีกทีด้วยนะว่าอะไรจะเอาขึ้นเรืออะไรไม่เอาขึ้น จะได้วางกำลังถูก”

“กล้าย หมิง แล้วก็ฟ้า ช่วยดูแลเรื่องขนของหน่อยได้ก่อ”

“อื้ม”

“ได้เลย”

“น้ำว้าน้ำไทดูแลเรื่องเรือดำน้ำหื้อเอื้อยหน่อยเน่อ”

“เจ้า”

“แก้วกับแพร ช่วยฝ่ายเฝ้าระวังเหมือนเดิมเน่อ”

“ได้”

“จ้าด มาติดตั้งระเบิดกับข้าเจ้า”

“เอ๊ะ เรา ?” หลานชายหมอผีใหญ่ชี้หน้าตัวเองอย่างงงๆ

“นายนั่นแหละ”

“แหมกล้วย.....” กล้ายแยกเขี้ยว แต่ราชินีตานีเบรกเธอไว้ก่อน

“นายเหมาะจะยกของที่สุดแล้ว แล้วก็บ่เหมาะจะคุมอย่างอื่นเท่าตนอื่นที่ข้าเจ้ามอบหมายด้วย” เด็กสาวหน้าจืดพูดห้วนๆ แต่แก้มขาวเป็นสีชมพูจางๆ อย่างไรก็ตาม ปื้นสีชมพูก็หายไปอย่างรวดเร็วเมื่อเธอกลับเข้าสู่โหมดเป็นงานเป็นการอีกครั้ง “ถ้าระหว่างนี้ผู้ได๋มีไอเดียเกี่ยวกับหลังจากนี้ก็บอกข้าเจ้ามาเน่อ แล้วก็ ถ้าฝ่ายได๋เสร็จงานก็แจ้งมาหาข้าเจ้า พอทุกอย่างเรียบร้อยหื้อไปพร้อมกันที่ริมแม่น้ำ มีคำถามอะหยังก่อ”

 

คำตอบของทุกตนและทุกคนคือความเงียบ

 

“โอเค ถ้าบ่มี แยกย้าย ขอแรงด้วยเน่อ”

“ไม่ต้องขอก็ทำให้อยู่แล้วกล้วย”

 

 

เทือกเขาตานปันน้ำคืนนี้สะเทือนเลื่อนลั่นยิ่งกว่าคืนไหน ตีนตะขาบบดขยี้ทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นหิมะ ต้นไม้ ก้อนหิน หรือแม้แต่สัตว์เล็กสัตว์น้อย เสียงเครื่องยนต์ดีเซลครางกระหึ่มจนน่าจะได้ยินแม้ห่างออกไปเป็นร้อยกิโลเมตร แต่คน หรืออะไรก็ตามที่บังคับพวกมันอยู่ไม่สนใจ ข้าศึกจะรับรู้ถึงพวกมันหรือเปล่าไม่สำคัญแล้วในยามนี้ ยามที่กองกำลังของพวกมันมีมากกว่าถึงสิบต่อหนึ่ง หรืออาจจะมากกว่านั้น....

 

บนท้องฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยเมฆ เงาสีดำเลือนรางของหมู่ผีร้ายอิสระลอยล่องด้วยความเร็วพอๆกับเครื่องบินเล็ก แซมในฝูงด้วยเฮลิคอปเตอร์จู่โจม เป้าหมายของทุกตนและทุกลำก็เหมือนกับหมู่รถถังเบื้องล่าง นั่นคือเมืองใหญ่กลางที่ราบระหว่างหุบเขาที่มองเห็นอยู่เบื้องหน้า หมู่ผีร้ายเพิ่มระดับความสูงขึ้น ก่อนจะทิ้งตัวลงสู่ตัวเมืองที่แทบจะมืดมิดเบื้องล่างเหมือนนกเหยี่ยวที่มองเห็นกระต่ายผู้น่าสงสารอยู่กลางทุ่ง

 

แต่พวกมันก็ไม่อาจทำเช่นนั้นได้ง่ายนัก กระสุนต่อต้านอากาศยานทั้งหัวทำลายสสารและหัวทำลายวิญญาณปลิวว่อนในอากาศ พอๆกับกระสุนปืนกลที่กราดยิงรถถังคันไหนก็ตามที่โผล่ออกมาจากป่า ปืนใหญ่รถถังจากทั้งในตัวเมืองของฝ่ายตั้งรับและจากในป่าของฝ่ายจู่โจมดังก้องสะท้อนเทือกเขายาวเหยียดที่วางตัวเป็นแนวกำแพงอยู่รายรอบ ได้เวลาตัดสินกันแล้วว่าใครจะอยู่ใครจะไป

 

มีผีร้ายไม่กี่ตนที่ผิดสังเกตกับม่านกระสุนที่บางกว่าปกติ แต่แทบไม่มีใครสนใจ ทุกตนรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามสูญเสียกำลังพลไปมากเท่าใดในการรบเมื่อวาน ทุกตนรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังอ่อนแอ และทุกตนรู้ว่าพวกมันต้องใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด

 

รังปืนกลแห่งแล้วแห่งเล่าถูกกระสุนหัวระเบิดแรงสูงทำลายยับเยินไม่มีชิ้นดี บางแห่งก็ถูกผีร้ายอิสระโฉบลงมายึดเอาเป็นของตัวเอง รถถังที่จอดอยู่กลางเมืองระเบิดลุกเป็นไฟจากรอบนอกค่อยๆเข้าไปยังใจกลางเมือง ดูเหมือนจะไม่มีอะไรต้านทานกองกำลังผสมระหว่างคลื่นยานเกราะและวิญญาณเอาไว้ได้เลยสักอย่างเดียว

 

เพียงไม่ถึงสองชั่วโมง รถถังกลุ่มแรกก็ฝ่าเข้ามาถึงใจกลางเมือง สนามบินห่างออกไปเกือบแปดกิโลเมตรทางทิศเหนือถูกยึดได้ในอีกเพียงเกือบครึ่งชั่วโมงต่อมา เช่นเดียวกับสถานีวิทยุ สถานีเรดาร์ และโกดังสรรพาวุธที่กลางเมือง แต่ทุกที่แทบจะว่างเปล่า แทบไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกแล้วนอกจากกระสุนพังๆ เพียงไม่กี่ร้อยลูก เครื่องบินเก่าๆ และซากรถถังอีกเพียงไม่กี่สิบคัน

 

ที่สำคัญ ไม่มีวี่แววของเหล่าตานีและสหายร่วมรบเลย

 

“ท่านแหวน ทุกอย่างถูกยึดเรียบร้อยแล้วครับ ! ไม่มีร่องรอยขงพวกมันเลย น่าจะหนีออกไปจากเมืองก่อนหน้านี้แล้วครับ !

ทหารผีสิงในชุดลายพรางวันทยหัตถ์ให้ตานีสาวหัวหนามผู้ก้าวลงมาจากรถขับเคลื่อนสี่ล้อ แหวนทำความเคารพตอบก่อนจะถามกลับ

 

“ยึดอะหยังได้บ้าง”

“นอกจากสถานที่ก็แทบไม่เหลืออะไรที่พอจะใช้ได้เลยครับ”

“ความเสียหายของยุทโธปกรณ์หมู่มันล่ะ” แหวนถามต่อ “ทำลายรถถังหมู่มันไปกี่คัน”

“เท่าที่มีรายงานมา ราวๆสิบกว่าคันครับ”

คิ้วของตานีสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มขมวดเข้าหากันทันที “สิบกว่าคัน ? ข้อมูลถูกแน่ก๋า”

“ครับ”

“ของอย่างอื่นล่ะ”

“ปืนประจำกายประมาณห้าสิบกระบอก ปืนกลสิบห้า ปืนใหญ่สองครับ”

“น้อยไป น้อยไปเยอะเลย” เสียงของตานีสาวหัวหนามมีแววร้อนรนระคนวิตกเจือเข้ามา “ผู้พัน บอกทุกหน่วยเตรียมตัวถอยออกจากเมืองหื้อเร็วที่สุด ข้าว่าสถานการณ์บ่น่าไว้ใจ”

"ขนาดนั้นเลยเหรอครับ อุตส่าห์ยึดมาได้แบบนี้ ถ้าถอยออกไปพวกมันบุกกลับมายึดอีกรอบเราก็เสียแรงเปล่าๆสิครับ"

"บ่ต้องถอยออกไปไกล ถอยออกไปแค่ชานเมืองก็พอ แล้วหมู่มันก็มีกำลังบ่พอต้านหมู่เฮาอยู่แล้วด้วย ถ้าเกิดหมู่มันซ่อนอะหยังไว้แต๊ๆ หมู่เฮาอาจจะไปทั้งกองทัพก็ได้เน่อ"

"แต่ผมว่าไม่น่ามีอะไรนะครับ พวกมันอาจจะขนของขึ้นเรือดำน้ำหนีไปทันหรืออะไรแบบนี้....”

“ข้าบ่คึดจะอั้น” แหวนแย้งเสียงเข้ม "ต่อหื้อขนของขึ้นเรือหนีไปทัน จากตรงนี้ไปก็บ่มีที่หื้อใช้เป็นฐานที่มั่นแล้ว เสบียงก็บ่มี ยะจะอั้นบ่คุ้มด้วยประการทั้งปวง ยกเว้นหมู่มันจะมีแผนอะไรสักอย่าง เพราะจะอั้น รีบสั่งหื้อทุกหน่วยถอยออกไปตั้งหลักนอกเมือง อย่างน้อยเพื่อความปลอดภัย แล้วหลังจากนั้นค่อยส่งหน่วยพิเศษมาค้นเมืองหื้อละเอียดอีกที เข้าใจก่อผู้พัน”

“ดะ.... ได้ครับ”

 

ตานีสาวผู้ทรยศเม้มปากขณะคิดหาทางหนีทีไล่ต่อจากนั้น เธอก็คิดตั้งแต่ตอนสั่งการการบุกแล้วว่ามันดูง่ายเกินไป ยิ่งเมื่อได้รับรายงานแบบนี้แล้วเธอก็ยิ่งแน่ใจว่ามันเป็นกับดักแน่นอน แต่จะอะไรล่ะ ระเบิดพลังงานวิญญาณหรือ แต่พวกเธอก็มีอุปกรณ์ป้องกันกันหมดแล้ว ถึงขั้นทำให้ฝ่ายตานีเสียขุนพลสำคัญอย่างสายไปแล้วเสียด้วย พวกมันไม่น่าจะทำอะไรงี่เง่าอย่างใช้กลยุทธ์ที่ไม่ได้ผลซ้ำสองไม่ใช่หรือ....

 

แต่ก่อนที่เธอจะคิดอะไรได้มากกว่านั้น โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าก็ดังขึ้น แหวนหยิบขึ้นมาดู ประจิมนั่นเอง

 

“ว่าอะหยัง”

“ยินดีด้วยที่ยึดเชียงพิงค์ได้” เสียงปลายสายตอบกลับมา มีแววตื่นเต้นอย่างที่เธอไม่ได้ยินมานานแฝงอยู่ลึกๆ “กลับมาประชุมกับผมด่วนเลย”

“แต่ที่นี่ยังบ่ปลอดภัยเต็มร้อยเน่อ แล้วข้าก็สงสัยอะหยังบางอย่างด้วย”

“กลับมาตานนะคอนก่อน” นักการเมืองเจ้าปัญหาย้ำเสียงเข้ม “ยิ่งถ้ามีอะไรน่าสงสัยคุณยิ่งควรจะกลับมา ให้พวกผีทำกันไป ถ้าเกิดอะไรขึ้นคุณจะได้ไม่เป็นไร กลับมาด่วน ใช้เฮลิคอปเตอร์เลยยิ่งดี””

“ก็ได้” ดวงตาของเด็กสาวหัวหนามหรี่ลง ประจิมเป็นห่วงเธอหรือ ทำไมคืนนี้ถึงมีแต่เรื่องแปลกๆ “อีกประมาณครึ่งชั่วโมงน่าจะไปถึง”

“ผมจะรอ”

 

“ผู้พัน ขอฮ. ข้าลำนึง” แหวนหันไปเอ่ยกับทหารผีสิงผู้ยังยืนอยู่ข้างตัวเธอ

“ได้ครับ ลำนั้นก็ได้” ชายหนุ่มชี้ไปยังเฮลิคอปเตอร์จู่โจมสีดำที่จอดอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก

“น้ำมันพอก๋า”

“บินมาแค่นี้เองครับท่านแหวน”

“โอเค ขอบคุณมากผู้พัน”

 

ตานีสาวหัวหนามฉวยอาวุธประจำกายของเธอที่เบาะหลังรถ ก่อนจะวิ่งเหยาะๆไปยังเฮลิคอปเตอร์ลำนั้น นักบินทั้งสองดูงุนงงระคนหวาดหวั่นเล็กน้อยที่ได้รับผู้โดยสารวีไอพีโดยไม่ได้รับมอบหมาย แหวนเลื่อนประตูปิด ก่อนที่อากาศยานปีกหมุนลำใหญ่จะเร่งเครื่องยกตัวขึ้นจากพื้นดิน แล้วหันหัวบ่ายหน้าลงไปยังทิศใต้

 

แหวนมองผ่านหน้าต่างออกไปยังตัวเมืองที่ค่อยๆห่างออกไปเบื้องหลังและเบื้องล่าง อะไรบางอย่างในใจยังรบกวนสมอง ต้องมีอะไรซ่อนอยู่ในเมืองแน่ หวังว่าลูกน้องของเธอคงถอยออกไปได้ก่อนที่อะไรบางอย่างนั่นจะแสดงผลนะ.....

 

ความหวังของเธอไม่ได้ผล เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา วงแสงสีฟ้าสว่างไสวก็ปะทุเปรี้ยงจากรอบเมือง ก่อนจะหลอมรวมกันเป็นทรงกลมขนาดยักษ์ที่ขยายขนาดจนครอบตัวเมืองรัศมีเกือบสิบกิโลเมตรเอาไว้ทั้งหมด หัวใจของเด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มหล่นวูบ แต่อึดใจต่อมาเธอก็ฉุกคิดได้ แหวนส่ายหน้าพลางหัวเราะอย่างสมเพช พวกมันโง่กว่าที่เธอคิด

 

แต่เช็กให้แน่ใจหน่อยน่าจะดีกว่า

 

“ผู้พันลูน นี่แหวน ได้ยินก่อ”

 

ไม่มีสัญญาณตอบรับจากปลายทางที่เธอเรียก

 

“ผู้พันลูน” แหวนเรียกซ้ำ ความเย็นเริ่มคืบคลานเข้ามาเกาะกุมไขสันหลังเหมือนมวลอากาศจากขั้วโลก “ผู้พันลูน ได้ยินข้าก่อ”

“หัวหน้าณัฐ !? หัวหน้ากร !? หัวหน้านริศ !?

 

ทุกคำตอบคือความเงียบ

 

อะไรบางอย่างเหมือนจะแตกสลายอยู่ในอกเมื่อเธอนึกขึ้นได้ว่ายังมีใครอยู่ในตัวเมืองอีก....

 

“แดง” เด็กสาวหัวหนามเปลี่ยนเป้าหมายไปยังผีผู้เป็นมือขวาของเธอ “แดง ได้ยินข้าก่อ !?

 

“แดง ตอบข้าสิ !

ตานีสาวยกมือขึ้นปิดปาก น้ำใสเอ่อคลอดวงตาแข็งกร้าวอย่างรวดเร็วจนไหลนองลงมาอาบแก้ม อีกแล้ว ภารกิจของเธอล้มเหลวอีกแล้ว เธอเอาชีวิตลูกน้องของเธอมาทิ้งอีกแล้ว และคราวนี้มันมากเกินกว่าคราวก่อนๆหลายเท่านัก

 

ที่สำคัญ เธอเสียลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ไปเสียแล้ว

 

แม้ตอนแรกเธอจะไม่ได้ชอบขี้หน้าผีร้ายผู้แต่งกายเหมือนสก๊อยตนนี้มากนัก มิหนำซ้ำแต่ละครั้งที่คุยกันก็มีแต่เรื่อง แต่ตัวแดงเองก็ไม่ใช่ผู้สร้างเรื่อง และพวกเธอก็ร่วมงาน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอดหลายเดือน จนแทบจะเรียกได้ว่าเพื่อนไปแล้ว

 

เพื่อนเพียงตนเดียวของเธอในรอบหลายเดือนจากไปเสียแล้ว

 

“ท่านแหวน เอายังไงดีครับ” หนึ่งในนักบินหันมาถาม “จะกลับไปเชียงพิงค์รึเปล่า”

“ไปตานนะคอนเหมือนเดิม” แหวนกัดฟันข่มความเจ็บปวดในหัวใจตอบกลับไป

 

“ปิ๊กไปก็ยะอะหยังบ่ได้แล้ว”

 

 

เมื่อได้รถถังเกือบสามร้อยคันและเฮลิคอปเตอร์อีกนำสิบลำ เวียงเชียงรุ้งที่แทบไม่มีใครเหลืออยู่เลยก็ถูกกองกำลังตานียึดอย่างง่ายดาย และเมื่อดวงอาทิตย์โผล่พ้นเทือกเขาตานปันน้ำตะวันออกอีกครั้ง เขตยึดครองของกองกำลังตานีก็ขยายลงไปจนจรดเขตจังหวัดตานนะคอนแล้ว นั่นหมายถึงระยะทางเพียงไม่ถึงสามสิบกิโลเมตรจากใจกลางเมืองตานนะคอน

 

ราชินีตานมองผ่านกล้องส่องทางไกลจากบนยอดเขาเกือบสุดทางทิศใต้ของเขตยึดครอง หมู่ตึกระฟ้าของตานนะคอนมองเห็นตัดกับสีขาวโพลนของเทือกเขาเบื้องหลังอยู่ที่สุดสายตา

 

“อุ๊ยสาย หมู่เฮากำลังจะกลับถึงบ้านแล้วเน่อ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #143 นางฟ้า.천사 (จากตอนที่ 117)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2560 / 17:55
    ถ้ามีลูกผู้ชายก่อน หรือไม่มีลูกซักที จะไม่รอเจอหน้าเผ่าเป็นสิบปีเลยหรอคะ -0-

    หรือตานีมีลูกสาวได้อย่างเดียว (เสียสละขนาดนี้ ถ้าจ้าดมีชู้กล้ายคงวาร์ปเผาทั้งเป็น)

    เฮ้ยนั่นเรื่องอนาคต5555 ตอนนี้คือถ้ายึดกลับมาได้ เมืองจะเหลืออะไร อยากรู้ว่าประชาชนในช่วงสงครามไปอยู่ไหนกันแฮะ แถมมีผีสิงมาคุมเมืองอยู่อีก
    #143
    1
    • #143-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 117)
      5 พฤศจิกายน 2560 / 09:00
      ก็ต้องรอนั่นแหละครับ หรือต่อให้มีลูกสาว แต่ลูกสาวมองไม่เห็น ก็ไม่ได้อีก

      ถ้าไม่เห็นสักทีก็อาจจะต้องมีลูกเรื่อยๆ ลองไปเรื่อยๆ ? คงไม่ไหว ค่าครองชีพตานนะคอนก็ไม่ใช่ว่าจะถูก ถ้าสองสามคนแรกไม่สำเร็จจ้าดคงถอดใจแล้วล่ะครับ
      #143-1