ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 116 : ทางกลับบ้านที่ผ่ากลางปราการด่านสุดท้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 136
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    8 ต.ค. 60

ไม่มีใครพูดอะไร สถานการณ์เลวร้ายเกินกว่าจะบรรยายออกมาด้วยคำพูดได้ กระสุนพุ่งแหวกอากาศมานัดแล้วนัดเล่าด้วยความถี่เกือบสิบนัดต่อวินาที ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหรือแม้แต่เว้นช่วงให้ได้หายใจหายคอ ซึ่งราชินีตานีก็ไม่แปลกใจนัก เธอรู้จักปืนกลในมือของฝ่ายตรงข้ามดีแม้จะไม่ได้อยู่หน่วยที่เกี่ยวข้องโดยตรง มันถูกออกแบบมาเพื่อยิงกดผีร้ายหรือปีศาจที่มากันเป็นกองทัพ และสามารถยิงที่อัตราการยิงสูงสุดติดต่อกันนานหลายนาที ไม่นึกเลยว่าวันนี้พวกเธอจะกลายเป็นเป้าของมันเสียเอง

 

“กล้วย เอาไงดี”

เสียงหลานชายหมอผีใหญ่กระซิบถามมาจากด้านหลัง แวววิตกได้ยินชัดเจน กล้วยขบกรามกรอด ขณะสมองวิ่งจี๋พยายามคิดหาคำตอบให้เพื่อนหนุ่ม และหาทางออกให้ตัวเธอเอง....

 

เท่าที่เธอจำได้ อุปกรณ์นี้ป้องกันได้เพียงพลังงาน ไม่สามารถป้องกันส่วนที่เป็นสสารของกระสุนได้ ที่แหวนไม่เป็นอะไรเลยจากกระสุนของเธอเมื่อครู่น่าจะแปลว่าเธอเองก็เปลี่ยนร่างให้เป็นพลังงานเช่นเดียวกัน แล้วเธอจะเอาอะไรมาตอบโต้ได้เล่า

 

แต่แล้ว อะไรบางอย่างก็แวบขึ้นมาในส่วนลึกของความทรงจำ ถ้าเธอจำไม่ผิด หลักการทำงานของอุปกรณ์นี้ก็มีช่องโหว่อยู่....

 

“จ้าด ระเบิดแสงยังมีอยู่อีกก่อ” กล้วยกระซิบถามเพื่อนหนุ่ม แม้มือเธอจะกดไล่หาในอุปกรณ์เก็บอาวุธเองอยู่แล้วก็ตาม

“ถ้าจำไม่ผิดหมดแล้วนะ”

“แย่” ราชินีตานีพูดลอดไรฟัน แต่อีกความคิดหนึ่งก็แวบขึ้นมาในหัว ตานีสาวเรียกระเบิดมือธรรมดาออกมาแทนก่อนจะกระซิบกับเพื่อนหนุ่ม “จ้าดขอลูกซอง”

“กล้วยจะทำอะไร” จ้าดถาม แต่เขาก็ยื่นลูกซฮงข้ามไหล่ไปให้เพื่อนสาวแต่โดยดี

“ถ้าข้าเจ้าเข้าใจบ่ผิด อุปกรณ์นี้ป้องกันการโจมตีประชิดตัวบ่ได้” ราชินีตานีกระซิบอธิบายอย่างรวดเร็ว “ตอนแรกข้าเจ้าคึดว่าจะขว้างระเบิดแสงแล้วเข้าประชิดตัวเปิ้น แต่ระเบิดแสงบ่มีแล้วก็คงต้องยะจะอี้.... ระเบิดนี่น่าจะยะหื้อม่านพลังงานวิญญาณของอุปกรณ์นั่นส่องแสงสว่างจนใช้แทนระเบิดแสงได้หวังว่าเน่อ....”

“เอ้ย จะดีเรอะ”

“ก็บ่มีทางอื่นแล้ว หรือนายคึดออก”

“ไม่ๆ แต่แหวนอยู่ตั้งไกลขนาดนั้นจะขว้างถึงเรอะ แล้วต่อให้ขว้างถึงมีแสงออกมาจริงแหวนตาพร่าจริง กล้วยจะวิ่งเข้าประชิดตัวเขาทันเรอะ”

 

หลานชายหมอผีใหญ่ถามยาวเหยียด ตอนนี้แหวนยังอยู่ห่างออกไปเกือบร้อยเมตร ต่อให้เป็นนักกีฬาขว้างจักรทีมชาติ หรือแชมป์วิ่งร้อยเมตรอย่างยุทธเสน พรต* ก็คงทำสิ่งที่เพื่อนสาวของเขาวางแผนจะทำไม่ได้เลย ยังไม่นับว่าแสงจากอุปกรณ์ป้องกันนั่นจะสว่างพอทำให้ตานีสาวหัวหนามตาพร่าหรือเปล่าด้วย

 

“ต้องรอหื้อเปิ้นเข้ามาใกล้กว่านี้” กล้วยตอบเรียบๆ

“แล้วเราจะไม่พรุนกันก่อนเรอะ !?

“ก็ต้องลุ้นเอาแหละ”

“หวาย.....”

 

เด็กสาวหน้าจืดเม้มปาก เธอเองก็หวาดหวั่นพอๆกับหลานชายหมอผีใหญ่นั่นแหละ ยิ่งเดินเข้ามาใกล้มากเท่าไหร่ กระสุนของตานีสาวหัวหนามก็ยิ่งแม่นยำและเฉี่ยวเข้าใกล้พวกเธอมากขึ้น จากที่เคยปลิวเลยเหนือหัวพวกเธอไปเกือบเมตร ตอนนี้ลดลงมาเหลือเกือบๆฟุตแล้ว ยิ่งกว่านั้น แม้เธอจะค่อนข้างแน่ใจว่านิสัยอย่างอดีตเพื่อนสาวคงเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เพื่อความสะใจส่วนตัว แต่ถ้าแหวนเกิดรอบคอบผิดปกติขึ้นมาแล้วหยุดยืนยิงอยู่กับที่หรือหมอบยิงขึ้นมา หลานชายหมอผีใหญ่และเธอก็คงมีอันต้องกลายเป็นรังผึ้งอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ราชินีตานีกำระเบิดในมือแน่น หัวใจในอกแบนโยนตัวกระแทกซี่โครงขณะดวงตาสีดำประกายเขียวจับจ้องร่างของอดีตเพื่อนสาวในกล้องเล็ง เดินเข้ามา เดินเข้ามาอีกสิ.....

 

ในที่สุด แหวนก็เข้ามาในระยะยี่สิบเมตร กล้วยกัดฟันข่มความเจ็บปวดจากแผลบนแขนขวาขว้างระเบิดออกไปสุดแรงเกิด สองสามวินาทีต่อมา มันก็ปะทุเปรี้ยงพร้อมๆกับแสงสีขาวที่สว่างวาบ โดยไม่รอให้แน่ใจว่าฝ่ายตรงข้ามตาพร่าอย่างที่เธอต้องการหรือไม่ ตานีสาวหน้าจืดก็ยันตัวลุกขึ้นยืนสี่ขา กึ่งโผกึ่งคลานออกไปด้านข้าง ก่อนจะลุกขึ้นวิ่งสุดฝีเท้าเป็นเส้นโค้งอ้อมไปด้านหลังเด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มที่สาดปืนกลอย่างบ้าคลั่งแต่ไร้จุดหมายอยู่กลางป่า เธอล้มกลิ้งลงไปนอนหมอบอยู่หลังอดีตเพื่อนสาวในระยะประชิด ขอโทษเธออยู่ในใจก่อนจะเหนี่ยวไกลูกซองในมือหมายขาขวา

 

เสียงปืนลูกซองดังเปรี้ยงจนหูแทบดับ แต่แทนที่แหวนจะทรุดฮวบ แสงสีขาวกลับสว่างวาบขึ้นอีกครั้งจนเด็กสาวหน้าจืดตาพร่า และเมื่อดวงตาของเธอฟื้นสภาพพอจะมองเห็นได้อีกครั้ง ปืนกลก็กำลังหันมาหาเธอเสียแล้ว

 

โดยไม่ต้องคิด กล้วยทิ้งปืนก่อนจะโถมตัวเข้ารวบขาฝ่ายตรงข้ามจนล้มทั้งยืน ตานีสาวหัวหนามเหวี่ยงปืนกลกระบอกใหญ่ฟาดเปรี้ยงเข้าใส่อดีตผู้นำสูงสุดของเผ่าพันธุ์ดังพลั่กจนกล้วยพลิกหงายลงไปนอนแอ้งแม้งกับพื้นหิมะ เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มรีบประทับปืนเข้าเอวก่อนจะเหนี่ยวไก แต่พานท้ายปืนลูกซองที่ลอยมาปัดมันออกจากมือเธอก็ทำให้กระสุนพลาดเป้าไปอย่างน่าเสียดาย มิหนำซ้ำปืนที่เงยขึ้นเพราะแรงถีบและถูกจับอย่างหลวมๆ ก็ลอยขึ้นมาฟาดเข้าครึ่งจมูกครึ่งตาเธอจนแทบเห็นดาว

 

ตานีสาวหน้าจืดเหวี่ยงลูกซองในมือฟาดซ้ำเข้าปลายคางฝ่ายตรงข้ามจนล้มหงายหลังตึงก่อนจะลุกขึ้นนั่งคร่อม แหวนดิ้นพราดเหมือนปลาบึกถูกทุบหัว มือยกข้นปิดบังใบหน้าและคอด้วยคิดว่าอดีตเพื่อนสาวคงจะบีบคอหรือไม่ก็ทุบพานท้ายปืนซ้ำ แต่เป้าหมายของกล้วยไม่ใช่สองที่นั้น หาเป็นกางเกงของเธอ....

 

“บ่ากล้วย จะยะอะหยัง !?

เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มกรีดร้องเสียงแหลมอย่างไม่เหลือมาดสาวห้าวแห่งหน่วยอาวุธจู่โจมเมื่อมือของอดีตเพื่อนสาวทั้งตบทั้งล้วงกางเกงของเธอ แหวนงอเข่าหมายจะตีเข้าแสกหน้าฝ่ายตรงข้าม แต่กล้วยเอี้ยวตัวหลบได้ทันก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาล้วงต่ออย่างเอาเป็นเอาตาย ตานีสาวหัวหนามรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายดิ้นหวังให้อดีตเพื่อนสาวล้มออกจากตัวไป แต่ราชินีตานีได้สิ่งที่เธอต้องการแล้ว เธอตะครุบมันหมับ พร้อมๆกับที่ตานีสาวผู้ทรยศดิ้นอีกเฮือก แรงดิ้นส่งกล้วยล้มกลิ้ง พร้อมๆกับที่อะไรบางอย่างในมือเธอฉีกควากออกจากตัวเด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่ม

 

“บ่ากล้วยจ้าดวอก....”

แหวนลุกขึ้นนั่ง ยกมือขึ้นกอดอกลูบแขนตัวเอง รู้สึกได้ถึงขนที่ลุกจนเป็นหนังไก่ไปทั้งท่อนแขน เป็นเวลาเกือบห้าวินาทีกว่าเธอจะเรียกสติกลับคืนมาได้ เด็กสาวเอี้ยวตัวไปคว้าปืนกลที่ร่วงอยู่ข้างตัว แต่ก่อนที่เธอจะทันได้เหนี่ยวไกหรือแม้แต่สอดนิ้วเข้าไปในโกร่งไก ตานีสาวหัวหนามก็ต้องร้องเสียงหลงเมื่อกระสุนลูกซองเป่าเนื้อที่ต้นขาของเธอหายไปก้อนใหญ่ ทั้งด้วยความเจ็บปวดและความงุนงง ทำไมกล้วยถึงยิงเธอได้เล่า ทั้งๆที่เธอมีอุปกรณ์ป้องกันอยู่แท้ๆ

 

หรือว่า....

 

เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มหันขวับ พร้อมๆกับที่ปากกระบอกปืนลูกซองที่ยังคงมีควันกรุ่นถูกจ่อเข้ามาที่หน้าผาก ราชินีตานียืนตระหง่านง้ำค้ำหัวเธออยู่ ในมือซ้ายที่ไม่ได้ถือปืนมีอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนเศษซากอุปกรณ์ป้องกันพลังงานวิญญาณอยู่ อุปกรณ์ป้องกันวิญญาณที่เธอใส่มันไว้ในกระเป๋าลับของกางเกง....

 

“บ่ากล้วย....” แหวนพูดลอดไรฟันที่ขบกันแน่นจนเป็นสันนูน ทั้งแค้นทั้งเจ็บ

“แหวน สุมาเน่อ ข้าเจ้าบ่อยากยะจะอี้เลย” ตานีสาวหน้าจืดเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตาสีดำประกายเขียวมองลึกลงไปในดวงตาสีเดียวกันของอีกฝ่าย

“จะยิงก็ยิงเลย เดี๋ยวข้าก็เรียกปืนใหญ่มาถล่มอีกหรอก !

“ข้าเจ้าบ่อยากยิง”

“บ่ยิงก็โดนยิง จะเลือกอันได๋ !?

“นั่นสิเน่อ ถ้าข้าเจ้าบ่ยิงแหวน หมู่เฮาก็คงออกจากที่นี่บ่ได้ เพราะแหวนก็คงกินยาสมานแผลแล้วตามหมู่เฮามาอยู่ดี” กล้วยพูดช้าๆ ปืนยังคงเล็งที่หน้าผากฝ่ายตรงข้าม เบื้องหลังเธอ จ้าดกะเผลกช้าๆ มายืนอยู่เคียงข้าง “เพราะจะอั้น ข้าเจ้าคงปล่อยแหวนไว้บ่ได้”

“เออ ฮู้ก็ดี ยิงซะที !

“จ้าด เอาพานท้ายปืนทุบหัวแหวน แรงๆเลยเน่อ เอาหื้อสลบ”

“หา ?” ทั้งผู้ถูกสั่งและผู้กำลังจะถูกทุบอุทานแทบจะพร้อมกัน

เด็กสาวหน้าจืดยืนยันคำเดิม ด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจมากกว่าเดิม “ทุบ”

 

แหวนทำท่าจะดิ้น แต่พานท้ายในมือจ้าดเร็วกว่า เพียงเปรี้ยงเดียว สติของตานีสาวหัวหนามก็หลุดลอย กล้วยก้าวออกจากตัวเธอก่อนจะคุกเข่าลงข้างๆ มือล้วงหาตามเสื้อและกางเกงของอดีตเพื่อนสาวอีกครั้ง

 

“ไม่เป็นไรแน่เหรอแบบนี้” หลานชายหมอผีใหญ่ถามเบาๆ เขาทรุดตัวลงนั่งข้างร่างอ่อนปวกเปียกของฝ่ายตรงข้ามเช่นกัน แต่เพราะเจ็บแผลที่ขา “ทุบหมดสติแบบนี้แปลว่าเลือดต้องออกในสมองเลยนะ ไหนว่าไม่อยากให้เขาเป็นอะไรไปไง”

“เมื่อกี้ยังอยากจะหื้อยิงเปิ้นอยู่เลยบ่แม่นก๋า” กล้วยย้อนถาม ขณะมือส่งยาสมานแผลขวดหนึ่งที่ล้วงออกมาจากกระเป๋าเสื้อตัวในของตานีสาวหัวหนามให้เพื่อนหนุ่ม “ยาสมานแผลรักษาได้หมดบ่มีอาการตกค้างอยู่แล้ว ถ้าเปิ้นยังบ่สิ้นอายุน่ะเน่อ เท่าที่เจอมียาอยู่สามขวด นายกินขวดนึง ข้าเจ้ากินขวดนึง แล้วอีกขวดข้าเจ้าจะป้อนหื้อแหวน บ่น่ามีปัญหา”

“กินแล้วจะไม่ฟื้นเลยเรอะ”

“อาการทางสมองรักษายาก น่าจะหมดสติไปสักชั่วโมงสองชั่วโมง จะไดๆ ถ้าหื้อเปิ้นอยู่ในนี้ก็บ่น่าจะมีผีร้ายหรือผู้ได๋เข้ามายะอะหยังเปิ้นได้”

 

ตานีสาวหน้าจืดจิบยาสมานแผลขวดของเธอ ก่อนจะบรรจงรินยาอีกขวดเข้าปากที่อ้าค้างน้อยๆ ของอดีตเพื่อนสาวจนหมด เธอลากร่างของแหวนไปเก็บไว้ในโกดัง แต่ยังไม่ทันจะจัดท่าทางเรียบร้อย ราชินีตานีก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงร้องเหมือนหมูถูกเชือดของเพื่อนหนุ่มมาจากข้างนอก

 

“จ้าด เป็นอะหยัง !?” เด็กสาวหน้าจืดวิ่งพรวดพราดออกจากโกดังมาทันที

“ขอโทษๆ ดึงเศษคอนกรีตออกมาแล้วมันลืมตัว” หลานชายหมอผีใหญ่ยกมือไหว้เพื่อนสาวปะหลก แท่งคอนกรีตที่เคยเสียบอยู่ในต้นขา ตอนนี้กองอยู่กับพื้นหิมะ เลือดสีแดงฉานหยดเป็นทาง

“บ่เป็นอะหยังๆ นั่งพักไปก่อน พอย่างได้เมื่อได๋บอกข้าเจ้า” กล้วยตอบ ก่อนจะพูดต่อเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้พร้อมกับส่งโทรศัพท์มือถือให้อีกฝ่าย “เอ้อ ติดต่อกล้ายที บอกเปิ้นว่าหมู่เฮายังปลอดภัย เดี๋ยวข้าเจ้าจะเตรียมอาวุธกับกระสุน”

“โอเค”

 

เด็กหนุ่มหน้าดุตั้งต้นกดมือถือ ขณะราชินีตานีวิ่งกลับเข้าไปในโกดังอีกรอบ เธอปลดสายกระสุนที่พันอยู่กับตัวเพื่อนสาวออกมา มันมีเป็นร้อยๆนัดยาวเหยียดหลายเมตร มองด้วยสายตาเธอก็รู้ทันทีว่ามันเป็นกระสุนขนาดเดียวกับสไนเปอร์ไรเฟิลที่เธอมีอยู่ อย่างน้อยเรื่องกระสุนและอาวุธประจำกายก็คงไม่ต้องเป็นห่วงไปอีกสักพักใหญ่

 

“กล้วย กล้ายอยากคุยด้วย” เสียงจ้าดเรียกมาจากนอกโกดังอีกครั้ง

“แป๊บนึง”

 

ตานีสาวหน้าจืดค้นตัวเพื่อนสาวเป็นครั้งสุดท้ายจนแน่ใจว่าคงไม่มีอะไรให้ลอกคราบอีกแล้วก็ถอดเสื้อลายพรางหิมะตัวนอกสุดของฝ่ายตรงข้ามออกมาสวมให้ตัวเอง ก่อนจะวิ่งกลับออกมาหาหลานชายหมอผีใหญ่ผู้ยื่นโทรศัพท์มือถือให้ มันแสดงหน้าจอการสนทนาของโทรศัพท์ กล้วยยกมันขึ้นแนบหูทันที

 

“กล้าย”

“กล้วย สุมานักๆเน่อ !” เสียงของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมปล่อยโฮมาตามสาย “สุมาเน่อที่เข้าไปช่วยกล้วยบ่ได้ สุมาเน่อที่บุกบ่สำเร็จ....”

“บ่เป็นอะหยัง ความผิดข้าเจ้าเองต่างหากที่วางแผนบ่ดี แล้วเรื่องช่วยข้าเจ้าก็อู้กันแล้วนี่ว่าบ่ต้องมาช่วยก็ได้” กล้วยรีบตอบก่อนที่เพื่อนสาวจะฟูมฟายไปมากกว่านั้น “เอาเรื่องหลังจากนี้ก่อน ปืนใหญ่หมู่เฮายังอยู่ดีก่อ มีโดนยิงเสียหายไปบ้างก่อ”

“ยังบ่โดนยิงเน่อ” เสียงของตานีสาวผมหางม้ายังมีแววสะอื้นปน “จะหื้อยิงสนับสนุนก๋า”

“อื้ม หมู่ผีร้ายบ่ฮู้ว่าหมู่เฮายังอยู่ ข้าเจ้าบ่อยากยิงหื้อหมู่มันผิดสังเกต เพราะจะอั้นช่วยยิงสนับสนุนหื้อหน่อยเน่อ”

“ได้ เดี๋ยวจะยิงหื้อ”

“ถ้าจะอั้น.... เจอกันที่เชียงพิงค์เน่อ”

“ระวังตัวด้วยเน่อกล้วย บ่าจ้าดง่าวนั่นด้วย หมู่เฮารออยู่เน่อ”

“อื้ม”

 

“กล้วย เราไปไหวแล้ว” จ้าดเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นเพื่อนสาวกดวางโทรศัพท์

“แน่ใจก๋า” ดวงตาเรียวหรี่ลงเล็กน้อย ราชินีตานีเดินมาคุกเข่าลงข้างอีกฝ่ายอย่างไม่ค่อยอยากเชื่อนัก “โผหื้อดูซิ”

 

จ้าดลุกขึ้น เซเล็กน้อยด้วยแผลยังไม่หายดี แต่เมื่อเห็นสายตาของเพื่อนสาวเขาก็กัดฟันข่มความเจ็บปวดยืนท่าปกติอย่างรวดเร็ว ก่อนจะวิ่งไปทิ้งตัวลงหมอบจนหิมะกระจายอยู่ห่างออกไปเกือบสิบเมตร

 

“พักต่ออีกห้านาทีแล้วไปกัน” เด็กสาวหน้าจืดตัดสินอาการเพื่อนหนุ่มอย่างรวดเร็ว ขณะมือแกะกระสุนจากสายออกมายัดใส่ซองกระสุนสไนเปอร์ไรเฟิลของเธอ “นายเอาปืนกลแหวนไปละกัน แต่ถ้าบ่มีอะหยังจำเป็นแต๊ๆ ก็เก็บไว้ในที่เก็บอาวุธดีกว่า หมู่เฮาต้องไปหื้อเงียบแล้วก็คล่องตัวที่สุด”

“แล้วจะไปไหน” จ้าดถามกลับ เขาเก็บปืนกลกระบอกใหญ่เข้าที่เก็บอาวุธตามที่เพื่อนสาวบอก “เดินฝ่าออกจากเมืองนี่ไม่น่าไหวนะ ตอนเราเข้ามายังตั้งสี่ชั่วโมงกว่า แถมโดนจับได้ด้วย ตอนนี้พวกมันยิ่งน่าจะเยอะกว่าเดิมอีกไม่ใช่เหรอ”

“ก็บ่ได้บอกว่าจะหื้อย่าง ยะจะอั้นข้าเจ้าเองก็บ่ไหวเหมือนกัน แล้วข้าเจ้าก็.... บ่อยากหื้อประวัติศาสตร์ซ้ำรอยด้วย” เสียงของราชินีตานีมืดมนลงในประโยคหลัง แต่ก็กลับเป็นเอาการเอางานเหมือนเดิมแทบจะในฉับพลัน “ข้าเจ้ากำลังคึดว่าหมู่เฮาน่าจะไปสนามบิน แล้วเอาเครื่องบินสักลำของหมู่มันบินกลับ บินบนฟ้าน่าจะปลอดภัยที่สุด”

“เอางั้นเรอะ....” หลานชายหมอผีใหญ่หัวเราะเครียดๆ “สนามบินห่างจากที่นี่กี่กิโล”

“ประมาณสิบ”

“อื้อหือ ลิบ....” เด็กหนุ่มหน้าดุถอนหายใจเฮือก แต่เขาก็รู้ว่าไม่มีทางอื่น “เอาไงก็เอา จะให้เราทำอะไรก็บอกละกัน”

“อย่าโดนหัน อย่าโดนยิง เท่านั้นก็พอ”

“ยากสุดๆเลยนะสองอย่างนั้น.....”

 

ในที่สุด เวลาห้านาทีก็ผ่านไป เด็กสาวหน้าจืดลุกพรวด ดวงตาเรียวจ้องมองเพื่อนหนุ่มที่ลุกตามขึ้นมาอยู่อึดใจหนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าเขาไม่มีอาการบาดเจ็บเหลืออยู่แล้วก็ก้าวฉับๆ ตัดสวนป่าของวัด มุ่งหน้าออกไปยังตัวเมืองภายนอก

 

ควันไฟสีดำลอยขึ้นจากทางเหนือของเมืองเป็นสาย ตัดกับท้องฟ้าสีม่วงครามของยามเช้า แต่นอกนั้นดูเหมือนตัวเมืองจะไม่ได้เสียหายอะไรมากนัก เห็นได้จากอาคารอพาร์ตเมนต์และสำนักงานไกลๆ ที่ยังคงสมประกอบ เสียงปืนเล็กและเสียงระเบิดเงียบไปแล้ว มีเพียงเสียงปืนใหญ่ที่ดังก้องเป็นระยะ และเสียงเครื่องยนต์ดีเซลที่วิ่งผ่านไปผ่านมาเท่านั้น

 

มาถึงเนินดินที่ล้อมรอบวัด กล้วยทิ้งตัวลงหมอบกับเกล็ดหิมะขาวทันที ก่อนจะค่อยๆคลานขึ้นไปดูที่ยอดเนิน ภาพที่เห็นแทบจะทำให้ไขสันหลังของราชินีตานีกลายเป็นน้ำแข็ง รถถังและยานเกราะชนิดอื่นนับร้อยๆคันจอดเรียงรายกันเป็นแถวอยู่ในจัตุรัสกว้างหน้าวัด อีกหลายคันที่กำลังมุ่งหน้าเข้ามาจากถนนแต่ละเส้นที่แยกออกจากจัตุรัสแห่งนี้เหมือนใยแมงมุม ยังไม่นับทหารผีร้ายอิสระที่เดินกันยุ่บยั่บอย่างกับหนอน กำลังเสริมจากตานนะคอนคงมาถึงแล้วอย่างที่เธอคาดไว้จริงๆ

 

“เอารถถังไปสักคันดีมั้ยกล้วย เยอะขนาดนี้หายไปสักคันพวกมันไม่น่าจะรู้หรอกมั้ง” จ้าดผู้คลานมานอนหมอบอยู่ข้างเธอเสนอ

“ข้าเจ้าก็ว่าจะอั้น แต่ก่อนอื่นต้องหาทางไปหื้อถึงรถถังโดยหมู่มันบ่หันก่อน”

 

ขาดคำ กล้วยก็ตั้งต้นคลานไปตามแนวเนินดินด้วยความเร็วที่จ้าดแทบตามไม่ทัน ดวงตาเรียวมองหารถถังคันที่มีทหารผีสิงเฝ้าอยู่น้อยที่สุด แต่ดูจะไม่มีเลย แม้แต่คันที่อยู่ริมลานจอดก็ยังมีคนยืนเฝ้า มิหนำซ้ำยังมีรถตรวจการและกลุ่มทหารผีสิงอาวุธครบมือเดินไปเดินมาอีก ดูท่าแผนนี้จะลำบากเสียแล้ว

 

“จ้าด ข้าเจ้ามีสามแผนหื้อนายเลือก หนึ่ง บ่ต้องเอารถถัง ย่างไปสนามบินเหมือนตอนแรก สอง หื้อกล้ายยิงปืนใหญ่ดึงหื้อหมู่ผีร้ายกระจายออกจากจัตุรัสนี่ แล้วหมู่เฮาไปชิงรถถังที่เหลือ กับสาม หมู่เฮาหาทางเอารถถังทั้งๆจะอี้เลย”

“ทางที่สองดูดีสุด แต่มีอะไรเสี่ยงบ้าง”

“หมู่มันอาจจะเอารถถังออกไปหมดเลย และหมู่เฮาอาจจะโดนลูกหลง”

“ไม่น่าจะเป็นไรมั้ง ให้ยิงขอบๆจัตุรัสฝั่งโน้นคงไม่โดนพวกเราหรอก”

“กระสุนบ่โดนหรอก แต่ชิ้นส่วนรถถังที่ระเบิดกระเด็นมานี่ข้าเจ้าบ่ฮู้” กล้วยตอบเสียงเครียดๆ “แต่นายคึดว่าแผนสองดีที่สุดแม่นก่อ”

“อื้ม”

“โอเค ข้าเจ้าก็ว่าจะอั้น”

 

กล้วยควักโทรศัพท์มือถือขึ้นมาส่งพิกัดจุดที่เธอต้องการยิงให้กล้าย เสียงปืนใหญ่ดังแว่วมาแต่ไกลทันที แล้วไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงหวีดหวิวก็ดังแหวกอากาศมาจากเบื้องบน ตามมาด้วยเสียงระเบิดดังก้องสะท้านเมืองมรดกโลกเมื่อกระสุนหัวระเบิดแรงสูงทิ่มหน้าลงใส่กองยานเกราะจนกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง แล้วจ้าดก็เข้าใจทันทีว่าลูกหลงของเพื่อนสาวหมายความว่ายังไง ทั้งเชื้อเพลิงและกระสุนที่ถูกจุดระเบิดในพริบตาปลิวลอยไปคนละทิศคนละทางก่อนจะร่วงกลับลงเบื้องล่างเหมือนห่าฝนที่ร้อนระอุ บางชิ้นก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเหมือนจรวด หลายชิ้นพุ่งข้ามหัวพวกเขาไป แต่โชคดีที่ไม่มีชิ้นไหนตกใกล้พอให้เป็นกังวล

 

ปฏิกิริยาของเหล่าทหารผีร้ายเป็นไปอย่างที่กล้วยคาด แทบทุกตนที่ยังอยู่ในร่างมนุษย์กระโจนขึ้นรถเกราะในความรับผิดชอบของตัวเองก่อนจะขับออกไปจากจัตุรัสหน้าวัดทันที ส่วนพวกที่ร่างมนุษย์แหลกเป็นเสี่ยงๆ หรือโดนชิ้นส่วนปลิวมาปลิดชีวิตไปแล้วก็ลอยขึ้นฟ้าไปรวมกับพวกผีร้ายอิสระนับร้อยๆตนที่ลอยวนเวียนเหมือนแร้งรอเหยื่อ เด็กสาวหน้าจืดเหลือบมองขึ้นไปเบื้องบนเล็กน้อย แต่ดูเหมือนจะยังไม่มีตนไหนสังเกตเห็นเธอหรือจ้าด ส่วนหนึ่งคงเพราะตรงที่เธอซุ่มอยู่ยังพอมีต้นไม้บดบังสายตาได้บ้าง

 

“กล้วย คันนั้นดีมั้ย”

จ้าดพยักเพยิดไปยังรถถังคันหนึ่งที่จอดอยู่แถวรอบนอกของจัตุรัส มันอยู่ห่างออกไปเกือบร้อยเมตร และห่างจากรถถังคันที่อยู่ใกล้ที่สุดไปเกือบยี่สิบเมตร พลประจำรถสามคนแม้จะดูตื่นตัวแกมตื่นตระหนก แต่ก็ยังไม่ปีนขึ้นรถ หากยังนั่งเปิบข้าวกล่องกันอยู่ข้างตีนตะขาบที่เต็มไปด้วยโคลนปนหิมะ

 

“ได้ ตามมา”

กล้วยตั้งต้นคลานอย่างรวดเร็วไปบนหิมะอีกครั้ง จ้าดพยายามคลานตามเธอไปอย่างสุดความสามารถ แต่ก็อดเสียวสันหลังไม่ได้ว่าผีร้ายบนฟ้าอาจโฉบลงมาหาเขาหรือไม่ก็เรียกปืนใหญ่ยิงลงมาได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนชะตาของหลานชายหมอผีใหญ่และราชินีตานีจะยังไม่ขาด สองสายร่มรบมาถึงคันดินจุดที่ใกล้รถถังคันนั้นมากที่สุดได้โดยสวัสดิภาพ กล้วยตั้งสไนเปอร์ไรเฟิลของเธอก่อนจะมองผ่านกล้องเล็ง และเมื่อแน่ใจแล้ว เด็กสาวหน้าจืดก็เหนี่ยวไก

 

กระสุนหัวทำลายทั้งสสารและวิญญาณพุ่งตรงเข้าเจาะแขนทะลุลำตัวไปออกที่แขนอีกข้างหนึ่งของทหารผีสิงตนที่อยู่ใกล้ที่สุดด้วยความเร็วเหนือเสียงเกือบสามเท่า ร่างของชายหนุ่มเคราะห์ร้ายฟุบหน้าจมกองข้าวกะเพราเนื้อกวางเบื้องหน้าทันที เพื่อนร่วมทีมรถถังอีกสองคนอ้าปากค้างอย่างหวาดผวา แต่ก่อนที่พวกมันจะทำอะไรได้มากกว่านั้น กระสุนอีกสองนัดก็พุ่งเข้าทะลุทะลวงแกนวิญญาณของพวกมันเสียแล้ว

 

“ดีเน่อที่หมู่มันบ่ได้พกอุปกรณ์ป้องกันพลังงานวิญญาณ”

กล้วยถอนหายใจสั้นๆ เธอยกกล้องส่องทางไกลขึ้นมองกวาดไปทั่วจัตุรัส ดูเหมือนพลประจำรถถังและทหารผีสิงคนอื่นจะยังไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติ รถตรวจการณ์คันที่อยู่ใกล้ที่สุดก็อยู่ห่างออกไปเกือบห้าสิบเมตรและกำลังวิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ ทางสะดวกแล้ว

 

“เอาลูกซองออกมา” ตานีสาวหน้าจืดบอกเพื่อนหนุ่มพลางลุกขึ้นนั่งคุกเข่า “ข้าเจ้าหื้อสัญญาณแล้ววิ่งไปแอบข้างรถถังเลยเน่อ”

“อื้ม”

“จะอั้นก็ ไป !

 

ขาดคำ ราชินีตานีก็กระโจนพรวดข้ามคันดินออกไป จ้าดพุ่งหลาวตามไปติดๆ หิมะและน้ำแข็งทำเอาเขาเกือบล้มกลิ้ง เด็กหนุ่มพยายามทรงตัว เร่งฝีเท้าก่อนจะไปทิ้งตัวลงข้างตีนตะขาบของรถถังจนหิมะกระจาย หลานชายหมอผีใหญ่ประทับลูกซองเข้าร่องไหล่ทันทีก่อนจะกวาดสายตามองซ้ายมองขวา แต่ไม่มีอะไรเคลื่อนไหว ผีร้ายบนฟ้าก็ยังลอยวนไปวนมาอยู่เหมือนเดิม

 

“ขึ้นรถถังไป เดี๋ยวข้าเจ้ายิงคุ้มกันหื้อ”

“กล้วยขึ้นไปก่อนไม่ดีกว่าเหรอ” เด็กหนุ่มหน้าดุท้วง

“นายยิงระยะไกลได้บ่ดีเท่าข้าเจ้า เชื่อเหอะ ขึ้นไป”

“โอเค”

 

จ้าดปีนขึ้นตัวถังเหล็กกล้าเย็นเฉียบของรถถังอย่างเก้ๆกังๆ สันหลังของเขาเย็นวาบๆอีกแล้วด้วยไม่รู้จะมีกระสุนปลิวมาหรือไม่ แต่ในที่สุด เด็กหนุ่มก็หกคะเมนเข้าไปในตัวรถถังจนได้

 

“กล้วยขึ้นมา !

เด็กสาวหน้าจืดเก็บปืนเข้าอุปกรณ์เก็บอาวุธก่อนจะปีนตามเพื่อนหนุ่มขึ้นมาบ้าง แต่ยังมั่นที่เธอจะก้าวขาลงไปในช่องทางเข้า เสียงปืนก็ดังระรัว ประสานกับเสียงกระสุนที่ปะทะกับเกราะเหล็กกล้าและพุ่งแหวกอากาศเหนือหัวตานีสาวไป กล้วยก้มหัวลงต่ำก่อนจะหันไปมองทิศที่มาของกระสุน แล้วหัวใจในอกแบนก็ร่วงวูบเมื่อเห็นปืนของรถถังคันหนึ่งกำลังหันมาช้าๆ พวกมันรู้ตัวแล้ว....

 

“จ้าดสตาร์ตเครื่องแล้วขับไปเลย !

“เดี๋ยว กล้วยยังเข้ามาไม่หมดทั้งตัวไม่ใช่เรอะ !

“ขับไปเลย เร็ว !

 

หลานชายหมอผีใหญ่ยอมทำตามเพื่อนสาว เขากดปุ่มสตาร์ตเครื่องบนแผงควบคุมเบื้องหน้าพลางภาวนาในใจให้รถถังคันนี้ไม่ได้น้ำมันหมดหรือเครื่องเสีย ได้ผล เครื่องยนต์ดีเซลที่ด้านหลังครางกระหึ่มทันที เด็กหนุ่มเหลียวหลังมองเพื่อนสาว เธอยังคงคาอยู่กับช่องทางเข้า ขาข้างหนึ่งลงมาแล้ว แต่ขาอีกข้างกับลำตัวท่อนบนทั้งหมดยังคงอยู่นอกรถถัง แต่ไม่มีทางเลือก

 

จ้าดหมุนป้อมปืนไปเกือบเก้าสิบองศา แล้วเหยียบคันเร่งจมติดพื้นเพียงครั้งเดียว ยานเกราะหนักนับสิบๆตันก็พุ่งทะยานออกจากที่จอดจนหลังแทบติดเบาะ แรงกระชากดึงตัวกล้วยให้ร่วงลงมากองอยู่กับที่นั่งพลปืน เด็กสาวหน้าจืดทั้งมึนทั้งระบม แต่เธอก็มองหลานชายหมอผีใหญ่อย่างขอบคุณ ก่อนจะจัดท่าทางตัวเองให้ขึ้นไปนั่งอยู่บนเก้าอี้พลปืน

 

ยังไม่ทันจะไปไหนได้ไกล กระสุนปืนใหญ่นัดแรกก็ปะทะเข้ากับตัวรถเสียแล้ว โชคดีที่มันพุ่งเข้าใส่เกราะด้านหน้าของป้อมปืนซึ่งหนาที่สุดในรถถัง แต่แรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านตัวถังเข้ามาก็ทำเอาคอแทบเคล็ด เด็กหนุ่มหน้าดุแช่เท้าเหยียบคันเร่งจมพื้นหมายจะเร่งความเร็วขึ้นอีก แต่แล้วเขาก็ตระหนักว่านั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ เมื่อระบบควบคุมที่ไม่คุ้นเคยและทัศนวิสัยที่ไม่ได้ดีเยี่ยมเหมือนรถถังติดกล้องของตานีทำให้เขาไม่อาจเลี้ยวหลบตึกแถวข้างหน้าได้ทัน**

 

เท้ายังไม่ทันแตะเบรก คอของสองสหายร่วมรบก็แทบหักเมื่อรถถังชนโครมเข้ากับกำแพงคอนกรีต รถถังหมุนคว้างก่อนจะไปกองสงบนิ่งในถนนแคบๆ ข้างตึกแถวหลังนั้น โดยหันหน้ากลับไปทางจัตุรัส

 

ซึ่งก็คือทางที่รถถัง ยานเกราะ และทหารนับไม่ถ้วนกำลังกระหน่ำยิงอยู่

 

“จ้าดวิ่งถอยหลังไปเลย !” ราชินีตานีร้องบอกเสียงหลง เธอก้มลงยกกระสุนหนักนับสิบกิโลป้อนให้ปืนเบื้องหน้าก่อนจะยิงกลับไปบ้าง แต่ก็เทียบไม่ได้เลยกับกระสุนสารพัดชนิดที่กำลังดาหน้าแหวกอากาศกันเข้ามาด้วยความเร็วเหนือเสียง ยิงได้เพียงนัดเดียวกล้องเล็งของเธอก็บอดสนิทไปเสียแล้ว

“กล้องหลังเหมือนจะเสีย !” จ้าดตอบกลับมาด้วยเสียงผวาไม่แพ้กัน มือพยายามกดเรียกภาพจากกล้องด้านหลังรถถังให้ขึ้นมาบนจอเบื้องหน้า แต่สิ่งที่เขาเห็นก็มีเพียงภาพซ่าเหมือนโซดาจ๊างเท่านั้น

“เดี๋ยวข้าเจ้าบอกทางหื้อ ไปเร็ว ถอยหลังตรงไปเลย !

 

เอางั้นเรอะ....

หลานชายหมอผีใหญ่อดย้อนถามในใจไม่ได้ แต่เขาเองก็ไม่อยากวิ่งฝ่าห่ากระสุนเช่นกัน เด็กหนุ่มเลื่อนคันเกียร์ไปตำแหน่งถอยหลังก่อนจะเหยียบคันเร่งจมมิด ยานเกราะคันใหญ่ส่งเสียงกระอักกระไอออกมาเล็กน้อยก่อนจะเริ่มเร่งความเร็วถอยหลัง มันช้ากว่าเดินหน้ามาก แต่อย่างน้อยเขาก็ถอยลึกเข้ามาในซอกตึกแล้ว ตึกทั้งสองข้างจึงช่วยรับกระสุนทั้งน้อยใหญ่เอาไว้ได้บ้าง

 

“จ้าดค่อยๆเบี่ยงซ้าย มีถนนตัดขวาง เลี้ยวเข้าไปตรงนั้นแล้วขับออกถนนใหญ่ได้ !

“เราว่าอยู่แบบนี้ไปน่าจะดีกว่ามั้ย” จ้าดถาม “เราหันหน้าเข้าหากระสุนแปลว่าเอาเกราะหนาสุดรับ แล้วอยู่ในนี้พวกมันก็เล็งยิงยากกว่าด้วยนะ”

“ก็แต๊ แต่นายบ่คุ้นมือรถถังนี่ ข้าเจ้าย่านจะไปชนอะไรแล้วจอดตาย แล้วอีกอย่างข้าเจ้าอยากไปหื้อถึงสนามบินหื้อเร็วที่สุดด้วย” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “หรือนายคึดจะได”

“เส้นใหญ่ทางจะไปสนามบินมีตึกช่วยกำบังบ้างมั้ย”

“มีอยู่ เส้นใหญ่ของเมืองนี้ก็กว้างแค่สองเลน แล้วก็โค้งเยอะด้วย”

“โอเค ถ้างั้นออกเส้นใหญ่”

 

เด็กหนุ่มหน้าดุหมุนคันบังคับไปทางซ้าย รถถังค่อยๆเลี้ยวเข้าไปในถนนอีกเส้นที่ตัดกับเส้นแรก ข้างรถเบียดกับมุมตึกแถวส่งเสียงเสียดสีแสบแก้วหู แต่อย่างน้อยรถถังก็ไม่ได้จอดตาย จ้าดถอยจนเห็นว่าหน้ารถน่าจะพ้นตึกแถวข้างหน้าก็กระชากคันเกียร์กลับไปตำแหน่งเดินหน้าก่อนจะเหยียบคันเร่ง ยานเกราะหนักเกือบห้าสิบตันทะยานออกไปด้วยความเร็วที่น่าประทับใจกว่าถอยหลังมาก

 

แต่ยังไม่ทันจะข้ามถนนเส้นแรกพ้น กระสุนปืนใหญ่นัดหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่ข้างตัวรถจนไถไปหลายเมตร จ้าดไม่สนใจแช่คันเร่งค้าง แต่เสียงโลหะกระแทกและเสียดสีกันจากจุดที่โดนยิงบอกว่าตีนตะขาบน่าจะมีอะไรผิดปกติเสียแล้ว

 

“กล้วยเห็นความเสียหายรึเปล่า”

“มองบ่หัน” เด็กสาวหน้าจืดตอบมา “แต่ถ้ายังขับได้ก็บ่เป็นอะหยังหรอก เร่งไปเลย !

“โอเค !

 

หลานชายหมอผีใหญ่เร่งความเร็วไปตามถนนที่ระเกะระกะไปด้วยซากรถและกองคอนกรีต ขณะกล้วยส่งพิกัดขอการยิงสนับสนุนจากเชียงพิงค์พร้อมกับสำรวจเส้นทาง เรดาร์พลังงานวิญญาณยังคงถูกรบกวน เธอจึงไม่อาจรู้ได้ว่าจะมีข้าศึกดักรอเธออยู่ตรงไหนหรือเปล่า ขอให้ไม่มีเถอะ แค่นี้พวกเธอก็สะบักสะบอมพอแล้ว....

 

ยังไม่ทันจะคิดจบ รถถังสามคันก็โผล่ออกมาจากถนนเส้นเล็กเบื้องหน้า กล้วยเหนี่ยวไกยิงปืนใหญ่ของเธอทันทีขณะอีกมือกดปุ่มปล่อยม่านควัน แม้จะรู้ว่าคงช่วยอะไรไม่ได้มากนักบนถนนเส้นที่เกือบจะตรงยาวเหยียดแบบนี้ แต่กลับไม่มีเสียงปืนใหญ่จากฝ่ายตรงข้าม ไม่มีแม้กระทั่งรถถังหรืออะไรก็ตามที่อีกฝ่ายควรจะเอามาจอดขวางทางไม่ให้พวกเธอหนี เด็กสาวหน้าจืดขมวดคิ้วน้อยๆ อย่างฉงนระคนระแวง ปล่อยไปง่ายๆ แบบนี้เนี่ยนะ

 

แต่เอาเถอะ ไม่ขวางเธอก็ดี จะได้ไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อกันอีก

 

แต่ละกิโลเมตรผ่านไปท่ามกลางความกดดันและหัวใจที่โยนตัวกระแทกซี่โครงเหมือนลูกสูบของเครื่องยนต์ด้านหลัง แต่ในที่สุด หอบังคับการบินของท่าอากาศยานเวียงเชียงรุ้งก็ปรากฏอยู่เหนือแนวตึกแถวเบื้องหน้า อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนระยะทางที่เหลืออีกเพียงไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตรจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ควันไม่ทราบที่มาเริ่มอบอวลภายในรถถัง พร้อมๆกับอุณหภูมิที่เริ่มสูงขึ้นจนทั้งตานีสาวหน้าจืดและหลานชายหมอผีใหญ่เริ่มเหงื่อท่วม ฝ่ายหลังเริ่มกระอักกระไอแล้วเสียด้วย

 

“ควันอะไรเนี่ย”

“บ่มีไฟเตือนอะหยังเลยก๋า”

“ไม่มีเลย แค่ก....” จ้าดตอบ “กล้วยเห็นอะไรผิดปกติบ้างมั้ย”

“ข้าเจ้ามองอะหยังบ่หันเลย กล้องทุกตัวโดนยิงไปแล้ว” ตานีสาวหน้าจืดตอบ “แต่เดี๋ยวโผล่หัวออกไปดูหื้อ”

“อย่า อันตราย !” หลานชายหมอผีใหญ่รีบห้าม “คงไม่มีอะไรมั้ง เดี๋ยวก็จะถึงแล้วคงไม่เป็นไรหรอก”

 

แต่ควันกลับยิ่งหนาทึบขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงไม่ถึงนาทีต่อมาเด็กหนุ่มหน้าดุก็เริ่มแสบตาจนขับต่อไปแทบไม่ไหว กล้วยตัดสินใจเสี่ยงเปิดฝาครอบด้านบนป้อมปืนโผล่หน้าออกไปดู แล้วเธอก็ต้องอ้าปากค้างอย่างสยองขวัญ

 

“จ้าด ไฟไหม้ตีนตะขาบ !

“หา !?

“สละรถ !

“แต่ยังเหลืออีกตั้ง.....” หลานชายหมอผีใหญ่ท้วง ดวงตาเรียวมองกวาดบนแผงปุ่มเบื้องหน้าเผื่อจะมีปุ่มระบบดับเพลิง

“วิ่งเอา สละรถเดี๋ยวนี้เลยเร็ว !

 

จ้าดเหยียบเบรก ตีนตะขาบล็อกตายไถลเอี๊ยดจนหน้าทิ่ม เด็กหนุ่มโถมตัวกระแทกประตูช่องทางออกฉุกเฉินเหนือหัวจนหงายเปิดออก แล้วเขาก็รีบตะกายออกจากรถถังอย่างลนลาน กล้วยตามออกมาติดๆ ก่อนที่ทั้งสองจะกึ่งวิ่งกึ่งโผไปหมอบอยู่ในหมู่ต้นไม้ริมถนน ไฟลามเลียไปแทบทุกส่วนของรถถังแล้วตอนนี้ และเพียงไม่ถึงสิบวินาทีต่อมา รถถังทั้งคันก็ปะทุตูมเป็นกองเพลิงลูกใหญ่ ส่งเหล็กกล้าร้อนฉ่ากระเด็นไปทั่วบริเวณ ป้อมปืนทั้งป้อมกระเด็นลอยสูงขึ้นไปบนท้องฟ้านับสิบๆเมตร ก่อนจะร่วงโครมลงมาใส่กองเพลิง ส่งสะเก็ดไฟปลิวว่อนไปทุกทิศทุกทาง

 

“มิน่าหมู่มันถึงบ่ขวาง คงคึดว่าปล่อยไปหมู่เฮาก็สิ้นอายุอยู่ดี” เด็กสาวหน้าจืดพึมพำหลังจากเริ่มหายสยองกับสิ่งที่อาจจะเป็นชะตาชีวิตของพวกเธอแล้ว

“ก็เกือบไปอยู่นะ....” จ้าดตอบเสียงหอบๆ

“บาดเจ็บตรงได๋ก่อ”

“ไม่ กล้วยล่ะ”

“บ่เหมือนกัน” ราชินีตานีตอบ “จะอั้นเดินต่อ น่าจะง่ายขึ้นบ้างแล้วแหละ หมู่มันหันซากรถถังคงบ่ไล่ตามแล้ว”

 

สองสหายร่วมรบเดินเลาะแนวป่าที่ปลูกเลียบไปกับถนน ตอนนี้พวกเขาอยู่บนเนินเขาที่ทอดยาวในแนวเดียวกับรันเวย์และตัวสนามบินโดยรวม จึงมองเห็นลานจอดเครื่องบินได้ชัดเจน แล้วความกังวลใหม่ก็เริ่มก่อตัวขึ้นในสมองของกล้วย บนลานจอดมีแต่เครื่องบินขนส่งสินค้าทั้งนั้น แถมยังเป็นเครื่องบินใบพัดอีก เธอไม่คิดว่าเครื่องแบบนี้จะหนีจรวดต่อต้านอากาศยานได้ทัน แค่ถ้าพวกผีร้ายอิสระอยากจะระเบิดพลีชีพขึ้นมายังอาจจะไม่รอดเลยด้วยซ้ำ

 

แต่มาจนถึงจุดนี้แล้วเธอก็คงไม่เหลือทางเลือกอื่น

 

“หยุดตรงนี้”

เมื่อมาถึงรั้วลวดที่กั้นบอกเขตสนามบิน เด็กสาวหน้าจืดก็ยกมือให้สัญญาณเพื่อนหนุ่มก่อนจะหมอบลงในกองหิมะริมรั้ว มือยกกล้องส่องทางไกลขึ้นแนบกับดวงตา เท่าที่เห็น ในลานจอดมีทหารผีสิงอยู่อย่างน้อยก็ยี่สิบคน ครึ่งหนึ่งดูจะมีหน้าที่ขนของและไม่ถืออาวุธ แต่อีกครึ่งหนึ่งถือไรเฟิลจู่โจม ยังไม่นับที่อาจจะอยู่บนหอบังคับการซึ่งน่าจะสามารถมองเห็นลานบินทั้งหมดได้อีก

 

ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือเครื่องบิน ต่อให้พวกเธอฝ่าหรือแม้แต่ยิงฝ่ายตรงข้ามจนหมดทั้งสนามบินแล้วยึดเครื่องบินมาได้สักลำ ถ้าลำนั้นยังไม่ได้เติมน้ำมันหรืออยู่ในสภาพไม่พร้อมบิน ก็เท่ากับเสียเวลาเปล่าไปอย่างน้อยก็ห้าถึงสิบนาที และนั่นแปลว่าฝ่ายตรงข้ามก็อาจติดตามหรือยิงพวกเธอได้เช่นเดียวกัน เธอต้องหาเครื่องบินลำที่น่าจะพร้อมออกเดินทางที่สุด แล้วยึดมันมาให้ได้เร็วที่สุด

 

ราชินีตานีเงยกล้องส่องทางไกลขึ้นมองยอดหอบังคับการบิน แสงสะท้อนจากรอบข้างทำให้เธอมองไม่เห็นอะไรภายในเลยแม้แต่น้อย กดสลับไปเป็นโหมดสแกนพลังงานวิญญาณ คลื่นรบกวนก็ทำให้ภาพที่มองเห็นขาวโพลนไปหมด คงทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ พวกเธอคงต้องหาทางเลี่ยงหอบังคับการให้มากที่สุด

 

แล้วดวงตาเรียวก็เหลือบไปเห็นเครื่องบินลำหนึ่งกำลังวิ่งช้าๆไปยังปลายรันเวย์ แปลว่าหลังจากนี้น่าจะมีอย่างน้อยคนหนึ่งในหอที่ต้องจับตามองรันเวย์และเครื่องบินลำนั้น เด็กสาวหน้าจืดตัดสินใจทันที

 

“จ้าด ปีนรั้วไหวก่อ”

“.....น่าจะไหวนะ” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบอย่างไม่แน่ใจหลังจากเงยหน้ามองความสูงของรั้ว ถึงจะฝึกและรบกับหมู่เพื่อนสาวมานาน แต่ทักษะด้านกีฬาและความคล่องตัวเขาก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากเดิมเท่าไหร่นัก น่าจะทุลักทุเลอยู่พอสมควร

“จะอั้นตามข้าเจ้ามา ไปที่มุมอับอาคารคลังสินค้าตรงปู้นแล้วปีนรั้วกัน”

“โอเค”

 

สองสหายร่วมรบคลานลุยหิมะไปยังจุดที่กล้วยว่า มีอาคารคลังสินค้าหลังใหญ่ขวางกั้นระหว่างทั้งสองและลานจอดเครื่องบิน ด้านนี้ไม่มีประตูใหญ่ มีเพียงประตูคนเข้าบนเดียวเท่านั้น และทั้งหิมะและน้ำแข็งที่จับหนาอยู่รอบวงกบก็บอกว่าไม่มีใครใช้ประตูนี้มาอย่างน้อยก็ตั้งแต่สองวันก่อน หวังว่าพวกทหารผีสิงคงไม่อยากเปลี่ยนบรรยากาศมาใช้ขึ้นมาตอนกำลังปีนกันอยู่หรอกนะ

 

“เดี๋ยวข้าเจ้าไปก่อน ดูลาดเลาหื้อด้วย หันท่าบ่ดียิงได้เลย”

“โอเค”

 

จ้าดเรียกสไนเปอร์ไรเฟิลออกมาจากที่เก็บอาวุธก่อนจะส่งคืนให้ราชินีตานี ผู้เหลียวซ้ายแลขวาให้แน่ใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะไต่รั้วลวดที่สานกันเป็นตาข่ายขึ้นไปอย่างว่องไหวราวกับลิง เธอโหนราวเหล็กด้านบนก่อนจะทิ้งตัวลงอย่างเงียบเชียบที่อีกด้านหนึ่ง เด็กสาวเรียกสไนเปอร์ไรเฟิลที่อีกฟากของรั้วเก็บเข้าอุปกรณ์ก่อนจะเรียกมันออกมาอีกทีในมือของเธอ แล้วพยักหน้าเรียกเพื่อนหนุ่ม

 

หลานชายหมอผีใหญ่กระโดดขึ้นเกาะรั้วทันที แต่น้ำหนักตัวที่มากกว่าและทักษะทางกีฬาที่น้อยกว่าทำให้แทนที่จะดูเหมือนลิงเหมือนเพื่อนสาว เขากลับดูเหมือนคางคกอ้วนเกินขนาดที่พยายามตะกายขึ้นพื้นต่างระดับให้ได้ อย่างไรก็ตาม เด็กหนุ่มหน้าดุก็ขึ้นไปถึงยอดรั้ว แต่ขณะที่เขากำลังเตรียมจะทิ้งตัวลงมานั่นเอง ประตูเล็กบานนั้นก็เปิดผลัวะจนน้ำแข็งกระจาย ทหารผีสิงนายหนึ่งยืนจังก้าอยู่ตรงนั้น....

 

ไวเท่าความคิด กล้วยปราดเข้าประชิดตัว หมัดเสยเข้าปลายคางทำเอาฝ่ายตรงข้ามล้มทั้งยืน ผีร้ายในร่างหลุดลอยออกมาทันที แต่ก่อนที่กล้วยผู้ลังเลด้วยไม่อยากทำเสียงดังจะทันได้เหนี่ยวไกสไนเปอร์ไรเฟิลในมือ มันก็หายวับไปเสียแล้ว

 

และวินาทีต่อมา เสียงไซเรนก็ดังก้องทั่วโกดังเก็บสินค้า

 

“มาซวยเอาตอนจบเนี่ยนะ.....!?

ไม่มีเวลาให้โวยวายอะไรมากกว่านั้น ทั้งทหารผีสิงและพนักงานโหลดของผีสิงกำลังกรูกันเข้ามา ราชินีตานีวิ่งสุดฝีเท้าไปแนบตัวเข้ากับหมู่คอนเทนเนอร์ที่ตั้งกันซับซ้อนกลางลานจอดเครื่องบิน จ้าดตามไปติดๆ หางตาเขาเห็นเหล่าทหารผีสิงกราดยิงออกมาจากประตูบานนั้น ก่อนที่สี่ห้านายจะกรูกันออกมา พวกมันมองซ้ายมองขวา แปลว่าคงไม่เห็นว่าเขาหนีไปไหน แต่สัญญาณมือของพวกมันบอกให้คนอื่นๆตามหา พวกเขาอยู่ที่นี่ตลอดไปไม่ได้แน่

 

“จ้าด ลำนั้น”

กล้วยหันมาเรียกเพื่อนหนุ่มก่อนจะชะโงกหน้าออกไปจากแนวคอนเทนเนอร์ เครื่องบินลำหนึ่งจอดอยู่ห่างออกไปราวห้าสิบเมตร ประตูหลังเปิดอ้าซ่า รถบรรทุกคันหนึ่งจอดอยู่บนทางลาด ทหารสามนายพร้อมอาวุธครบมือยืนเฝ้า นายหนึ่งอยู่ที่ทางลาดข้างรถบรรทุก อีกสองนายยืนอยู่ข้างประตูทางขึ้นข้างลำตัว

 

“รถบรรทุกจอดคาอยู่แบบนั้นเนี่ยนะ”

“หมู่เฮาวิ่งไปหาลำอื่นไม่ได้แล้ว คงต้องลำนี้แหละ ข้าเจ้าพอมีวิธีอยู่” กล้วยตอบ “ข้าเจ้าจะยิงตนที่ยืนตรงประตูเล็กนั่นละกัน ยิงแล้วถ้าอีกสองตนเดินมาทางนี้ก็วิ่งไปหลบฟากปู้นทันทีเลยเน่อ”

“เก็บทั้งสามเลยไม่ได้เหรอ”

“เสี่ยงเกิน แล้วหมู่มันก็อาจจะฮู้ที่ซุ่มของหมู่เฮาด้วย ลองยิงตนเดียวก่อน บางทีหมู่มันอาจจะคึดว่ายิงมาจากทางอื่นก็ได้”

“โอเค”

 

เด็กสาวหน้าจืดค่อยๆโผล่หัวออกไปจากมุมคอนเทนเนอร์อย่างระมัดระวัง ดวงตาเล็งผ่านกล้องไปยังเป้าหมายก่อนจะเหนี่ยวไก ร่างทหารผีสิงทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นทันที ผีร้ายในร่างแหลกเป็นเสี่ยงๆก่อนจะกระจายหายไปกับสายลม ทหารนายที่ยืนอยู่ข้างผู้เคราะห์ร้ายวิ่งหนีออกไปทันที อีกตนที่ข้างทางลาดหลบวูบเข้าในเครื่องบิน แต่กล้วยก็ยังพอจะมองเห็นเขาโผล่หัวออกมามองดูรอบๆอยู่ หวานเธอล่ะคราวนี้

 

เหนี่ยวไกอีกครั้ง ร่างนั้นก็กลายเป็นร่างไร้วิญญาณทั้งของร่างต้นและวิญญาณที่แอบสิงสู่ กล้วยพยักหน้าให้เพื่อนหนุ่ม ก่อนที่ทั้งสองจะออกวิ่งสุดฝีเท้าตัดลานบินไปยังอากาศยานที่น่าจะได้นั่งกลับบ้าน กล้วยยกกระจกขึ้นแอบมองตรงประตูก่อนจะโถมตัวพรวดเข้าไป แต่ไม่มีทั้งสิ่งมีชีวิตและเคยมีชีวิตอยู่ในนั้นอีกแล้ว มีแต่คอนเทนเนอร์และกล่องสินค้าเต็มระวางไปหมด

 

“จ้าด เดี๋ยวข้าเจ้าจะไปสตาร์ตเครื่อง ปลดล็อกของทุกอย่างในนี้หื้อหมด จากท้ายเครื่องมาหน้า ยะเป็นก่อ” เด็กสาวหน้าจืดหันมาถามเพื่อนหนุ่ม

“เป็น แต่ทำแบบนั้นถ้าของมันไหลไปกองกันอยู่ข้างหลังเครื่องก็ตกตายกันพอดีสิ***” หลานชายหมอผีใหญ่ท้วง ถ้าเครื่องบินหนักท้ายจนเงยหัวแบบกดไม่ลงเมื่อไหร่ล่ะก็ มันจะร่วงลงพื้นเหมือนก้อนเหล็กธรรมดาก้อนหนึ่งทันที

“ข้าเจ้ามีวิธี” ราชินีตานีตอบ “เสี่ยงหน่อย แต่น่าจะเสียเวลาน้อยกว่าขนของลงหรือบินขึ้นทั้งๆจะอี้”

“เอาก็เอา”

“เสร็จเมื่อได๋ก็รีบกลับมาเน่อ”

 

หลานชายหมอผีใหญ่แยกไปปลดล็อกและตะขอต่างๆที่ยึดก่องสินค้าไว้กับตัวเครื่อง ขณะตานีสาวหน้าจืดวิ่งเข้าไปนั่งในห้องนักบิน ตอนนี้ยังไม่มีเสียงปืนหรือเสียงกระสุนกระทบตัวเครื่อง แปลว่าพวกทหารผีสิงคงยังไม่น่าจะรู้ว่าพวกเธออยู่ในนี้ ซึ่งก็ดี เธอไม่รู้ว่าสตาร์ตเครื่องนี่ต้องใช้เวลาขนาดไหนเหมือนกัน และเธอก็ยังไม่อยากสตาร์ตจนกว่าเพื่อนหนุ่มจะปลดของเสร็จด้วย เพราะถ้าสตาร์ตเมื่อไหร่ ข้าศึกรู้ตัวแน่

 

“กล้วย มีพวกมันสองนายกำลังวิ่งเข้ามา !” จ้าดตะโกนบอกมาจากระวางสินค้า

“เข้ามาหลบในนี้ !

 

หลานชายหมอผีใหญ่วิ่งหน้าตั้งเข้ามาในห้องนักบิน กล้วยหมอบรออยู่ที่ข้างประตูแล้ว เด็กหนุ่มหน้าดุทำอย่างเดียวกันที่อีกฟากหนึ่งของประตู มือเรียกกระจกออกมาจากที่เก็บอาวุธก่อนจะยื่นอย่างระมัดระวังออกไปส่องดู

 

“พวกมันคงยังไม่เห็นเรา” จ้าดสรุปเอาจากการที่ฝ่ายตรงข้ามทั้งสองนายเดินกวาดสายตามองช้าๆไปตามระวางสินค้า

“หวังว่าคงบ่เข้ามาในนี้เน่อ”

 

ความหวังของกล้วยไม่เป็นจริง ทหารผีสิงทั้งสองนายเดินก้าวอาดๆตรงมาทางประตูห้องนักบินที่เปิดทิ้งไว้ เด็กสาวหน้าจืดขบกรามกรอด เธอเรียกปืนลูกซองออกมาถือเตรียมพร้อมแม้ในใจจะไม่อยากยิง เสียงอาจจะไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้ายิงพลาดไปโดนชิ้นส่วนสำคัญของเครื่องบินเข้าล่ะก็ งานนี้ไม่ได้กลับเชียงพิงค์กันแน่

 

ในที่สุดก็ไม่มีทางเลือก ทั้งสองนายเดินเข้ามาถึงประตูห้องนักบินจนได้ กล้วยเหนี่ยวไกยิงคนแรกทันที กระสุนพุ่งเข้าใส่ครึ่งท้องครึ่งอกจนทหารเคราะห์ร้ายทรุดฮวบ เด็กสาวหน้าจืดลุกพรวดก่อนจะสืบเท้าออกไปยิงอีกตนที่ทำท่าจะยิงไรเฟิลจู่โจมในมือตอบโต้บ้าง นายนั้นก็ทรุดฮวบลงไปเช่นเดียวกัน พร้อมๆกับวิญญาณแหกนรกในร่างที่แตกเปรี้ยงออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

 

แต่เสียงโวยวายที่ดังแว่วมาก็บอกให้ตานีสาวรู้ว่าพวกเธออยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

 

“ปลดไปได้เท่าไหร่แล้ว” กล้วยหันไปถามเพื่อนหนุ่มทันที

“ประมาณครึ่งนึง”

“บ่เป็นอะหยัง นั่งประจำที่ หมู่เฮาต้องไปแล้ว”

 

ราชินีตานีนั่งลงบนที่นั่งนักบินก่อนจะสับสวิตช์สตาร์ตเครื่อง ดวงตาเรียวเหลียวมองใบพัดนอกหน้าต่างที่เริ่มหมุนอย่างอืดอาด เครื่องยนต์ของเครื่องบินใหญ่ๆแบบนี้สตาร์ตช้าอยู่แล้ว เธอจะออกบินได้ก่อนที่กระสุนจะลอยมาปลิดชีพเธอ จ้าด หรือเครื่องบินลำนี้หรือเปล่า

 

ยังไม่ทันจะกังวลจบ เสียงกระสุนปะทะลำตัวโลหะของเครื่องบินก็เริ่มดังขึ้น แต่ก็แทบจะพร้อมๆกับเครื่องยนต์กังหันแก๊สที่ส่งเสียงคำราม กล้วยดันคันเร่งขึ้นจนสุดทันที แรงขับดันที่ไม่สมมาตรกันระหว่างซ้ายขวาทำเอาเครื่องบินลำใหญ่หมุนคว้าง แรงเหวี่ยงซัดรถบรรทุกบนทางลาดท้ายเครื่องจนพลิกคว่ำคะมำหงายไปกับลานจอด กวาดทหารเคราะห์ร้ายที่ดันมาอยู่ในรัศมีทำลายล้างไปสองนาย แรงเหวี่ยงเดียวกันกระชากคอนเทนเนอร์ที่ไม่มีอะไรตรึงไว้กับที่ให้กระแทกเข้ากับข้างลำตัวเครื่องเสียงดังสนั่น แต่ไม่มีเวลาให้กังวลเรื่องนั้นแล้ว

 

“จับแน่นๆ ข้าเจ้าจะวิ่งลุยเข้าไปในรันเวย์”

“เดี๋ยวกล้วย ตัดพื้นหิมะไปเนี่ยนะ !?

 

ตานีสาวหน้าจืดไม่ฟังเสียง เธอหักคันบังคับล้อพาเครื่องลงจากทางวิ่งไปลุยหิมะ เครื่องกระดอนจนหัวสั่นหัวคลอนเมื่อมันกลับขึ้นมาวิ่งบนทางคอนกรีตของรันเวย์ และเมื่อตั้งลำได้ ราชินีตานีก็ดันคันเร่งของเครื่องยนต์ทุกตัวที่เธอมีขึ้นจนสุด เสียงใบพัดแหวกอากาศคำรามหวือขณะเครื่องเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุด มันก็ลอยขึ้นจากรันเวย์

 

แต่แทนที่นักบินสาวจะเงยหัวพามันไต่ระดับขึ้นสู่ท้องฟ้าเหมือนปกติ กล้วยกลับบินสูงจากรันเวย์ และไม่กี่วินาทีก็กลายเป็นยอดไม้เพียงไม่น่าจะถึงยี่สิบเมตร

 

“กล้วย ทำอะไร !?

“จับแน่นๆ”

เด็กหนุ่มหน้าดุกลั้นหายใจ อะไรก็ตามที่เพื่อนสาวกำลังจะทำต้องไม่ธรรมดาแน่ แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆเสียด้วย จู่ๆตานีสาวก็กระชากคันบังคับเข้าหาตัวจนเครื่องเงยหัวขึ้นเกือบจะตั้งฉากกับพื้นดิน จ้าดรู้สึกเหมือนจะหน้ามืด**** แต่เขาก็ยังเม้มปากเกร็งตัวอย่างหวาดเสียวเมื่อได้ยินเสียงคอนเทนเนอร์เบื้องหลังกระแทกดังโครมครามจนเครื่องสั่นไปทั้งลำ สีเลือดบนใบหน้าของหลานชายหมอผีใหญ่ยิ่งซีดลงไปอีกเมื่อเห็นมาตรวัดความเร็วที่กำลังลดลงเรื่อยๆ อีกไม่กี่วินาทีมันก็จะเกาะอากาศไว้ไม่อยู่แล้ว....

 

แต่ก่อนที่สองสหายร่วมรบจะตกตายกลายเป็นเศษเนื้ออยู่แถวนี้กันจริงๆ ราชินีตานีก็ดันคันบังคับกลับขึ้นไปด้านหน้า พาหัวเครื่องกลับสู่ระดับปกติอีกครั้ง มาตรวัดวามสูงบอกตัวเลขเกือบเก้าพันฟุตเหนือพื้นดิน เด็กหนุ่มหันมองหน้าเพื่อนสาว แล้วก็เห็นรอยยิ้มจางๆ เหมือนกำลังขำเขาอยู่บนริมฝีปากบางของเธอ

 

“ทำอะไรเนี่ยกล้วย นึกว่าจะตายแล้ว” จ้าดโวยลั่นห้องนักบิน

“บ่ฮู้จักการบินขึ้นแบบยุทธวิธีก๋า”

“ฮื่อ” หลานชายหมอผีใหญ่ส่ายหน้า

“บินเรี่ยพื้นจนความเร็วสูง แล้วกระชากหัวขึ้นเพื่อไต่ระดับหื้อเร็วที่สุด ใช้เวลามีข้าศึกล้อมสนามบินหรือมีปัญหาอย่างอื่น” กล้วยอธิบาย มือเอื้อมไปกดปุ่มปิดประตูท้ายที่เปิดอ้าซ่าค้างไว้ตั้งแต่อยู่บนลานจอด “อีกอย่าง ข้าเจ้าอยากสลัดน้ำหนักส่วนเกินด้วย แล้วก็อย่างที่นายว่า ถ้าเงยหัวช้าๆเหมือนปกติ ของก็จะไปกองกันหลังเครื่องจนร่วงเอา ข้าเจ้าเลยกระชากจะอี้”

“ขับเครื่องยังกะกล้ายขับรถ” หลานชายหมอผีใหญ่บ่นอุบอิบ “แต่เอาเหอะ ยังไงก็รอดแล้ว ใช่มั้ย”

“ยังบ่แน่” เสียงของเด็กสาวหน้าจืดกลับไปเอางานเอาการระคนเครียดอีกครั้ง “จรวดแบบพาดบ่าอาจจะยิงบ่ได้ก็แต๊ แต่จรวดต่อต้านอากาศยานจากฐานปล่อยหรือจรวดจากเครื่องบินยังยิงหมู่เฮาได้ ตราบใดที่ยังบ่เข้าเขตยึดครองของหมู่เฮาก็ยังบ่ปลอดภัยหรอก”

“อีกนานมั้ย”

“บ่แน่ใจ ตำแหน่งสุดท้ายที่ข้าเจ้าฮู้คือราวๆสิบกิโล แต่หมู่เฮาถอยลงไปแล้ว ข้าเจ้าว่าต้องรอจนใกล้ถึงเชียงพิงค์โน่นแหละกว่าจะวางใจได้ ก็ประมาณสิบนาที”

 

จ้าดแอบกลืนน้ำลายเล็กน้อย สิบนาที ดูเหมือนแป๊บเดียว แต่สถานการณ์ที่อะไรก็เกิดขึ้นได้เหมือนสโลแกนมันฝรั่งยี่ห้อหนึ่งแบบนี้แค่นาทีเดียวเขาก็ไม่อยากเสี่ยง

 

ยังไม่ทันจะกลืนน้ำลายหมดอึก สัญญาณเรดาร์สองจุดก็ปรากฏขึ้นที่ขอบหน้าจอนำร่อง มันอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ห่างออกไปเกือบห้าสิบกิโลเมตร แต่พวกมันกำลังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว และต่อให้พวกมันยังมาไม่ถึง เด็กหนุ่มหน้าดุก็รู้ดีว่าจรวดที่พวกมันคงจะพกมาเต็มพิกัดมาถึงแน่นอน ตั้งแต่ก่อนพวกมันจะเข้ามาในระยะเรดาร์เสียอีก

 

“กล้วย” หลานชายหมอผีใหญ่เรียกเพื่อนสาว แต่อีกฝ่ายเห็นแล้ว

“หาดูซิว่าเครื่องบินลำนี้มีพลุไฟหรือตัวล่อก่อ ข้าเจ้าจะลดระดับลงไปเรี่ยพื้น”

“เล่นงี้อีกแล้วเรอะ !?

 

เด็กสาวหน้าจืดไม่ตอบ มือกระแทกคันบังคับไปด้านหน้าจนสุด เครื่องบินทิ่มหัวลดระดับลงอย่างรวดเร็วจนจ้าดเสียววูบในท้อง แต่ที่น่าหวาดเสียวยิ่งกว่าคือเทือกเขาและต้นสนขาวโพลนที่โผล่ออกมาเต็มกระจกหน้า อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ทำให้พวกเขารอดพ้นจากการถูกล็อกเป้าหมายโดยข้าศึกทั้งสองลำเบื้องหลังได้ ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงสัญญาณเตือนถูกล็อกเป้าก็แผดก้องห้องนักบิน พร้อมๆกับที่จุดเล็กๆสี่จุดปรากฏขึ้นมาในหน้าจอนำร่อง ก่อนจะพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง แม้จะยังอยู่ห่างมาก แต่ด้วยความเร็วระดับจรวดนำวิถี ราชินีตานีและหลานชายหมอผีใหญ่ก็มีเวลาอีกเพียงไม่ถึงยี่สิบวินาที.....

 

“จ้าด !

“หาอยู่ !

 

เหงื่อกาฬแตกพลั่กอยู่เต็มหน้าผากขณะดวงตาตี่กวาดมองแผงไปทั่วแผงควบคุมอย่างร้อนรน ตัวเลขที่กำลังนับถอยหลังเรื่อยๆในหน้าจอนำร่องและเสียงเตือนที่ยิ่งเพิ่มความดังขึ้นไปอีกยิ่งทำให้สมาธิในการมองหาของเด็กหนุ่มหน้าดุแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่ถ้าเขาหาไม่เจอ สิ่งที่จะแตกเป็นเสี่ยงๆอย่างต่อไปก็คงเป็นเครื่องบินลำนี้ และชีวิตของเขากับเพื่อนสาวก็คงแหลกสลายตามไปด้วยเช่นกัน

 

“เจอแล้ว !

 

อีกเพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่จรวดจะมาถึง หลานชายหมอผีใหญ่ก็สับสวิตช์บนแผงเหนือหัว แสงสีแดงฉานสว่างวาบมาจากเบื้องหลังเมื่อพลุไฟและเศษอลูมิเนียมของระบบตัวล่อถูกปล่อยออกไป ก่อนจะตามมาด้วยแสงสีส้มจากลูกไฟเมื่อจรวดที่หลงกลเข้าอย่างจังระเบิดตูมเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พร้อมๆกับที่สี่จุดเล็กบนหน้าจอหายวับไปทันที

 

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสองสหายร่วมรบจะปลอดภัย เครื่องบินรบทั่วไปบรรทุกจรวดได้เป็นสิบลูก และเด็กหนุ่มหน้าดุก็แน่ใจว่าข้าศึกที่กำลังไล่กวดเข้ามาหาบั้นท้ายของเขาอยู่ตอนนี้ก็คงไม่ได้เอามาแค่ลำละสองลูกเมื่อครู่นี้แน่

 

ยังไม่ทันจะคิดจบ สัญญาณเตือนก็หวีดแหลมขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มีเวลาให้ไหวตัวเพียงไม่ถึงสิบห้าวินาที จ้าดรีบสับสวิตช์ตัวเดิมซ้ำ แต่ไขสันหลังของหลานชายหมอผีใหญ่ก็ต้องเย็นวาบเมื่อพบว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีแสงสีแดงแสบตา ไม่มีเสียงพลุถูกยิงออกจากตัวปล่อย ไม่มีแม้แต่คำเตือนหรือสัญญาณใดๆในหน้าจอเบื้องหน้า มีเพียงสัญญาณเรดาร์ของจรวดอีกสี่ลูกที่กำลังพุ่งเข้ามาหาด้วยความเร็วสูง....

 

“พลุยิงไม่ได้ !

“จับแน่นๆ ข้าเจ้าจะลงไปต่ำกว่านี้ !

 

เลือดที่เย็นเฉียบอยู่แล้วของหลานชายหมอผีใหญ่ยิ่งลดอุณหภูมิลงไปอีกเมื่อเพื่อนสาวกดหัวเครื่องบินซึ่งตอนนี้บินต่ำกว่าไหล่เขาอยู่แล้วให้ลดระดับลงไปอีก ทิวต้นสนที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะและน้ำแข็งอยู่ใกล้เสียจนแทบจะเปิดกระจกแล้วเอื้อมมือลงไปแตะถึง คงดูสวยดีหากกำลังนั่งอยู่ในรถบัสหรือรถไฟนำเที่ยว แต่ไม่ใช่ในเครื่องบินขนส่งที่ปีกกว้างเกือบสี่สิบเมตรแบบนี้

 

แสงสีส้มสว่างวาบติดๆกันมาจากเบื้องหลัง พร้อมๆกับที่สัญญาณเรดาร์ของจรวดทั้งสี่ลูกดับหายไปในเวลาไล่เลี่ยกัน พวกมันคงสอยยอดต้นสนไปแล้ว นั่นแปลว่าพวกเขาปลอดภัย.....

 

หากไม่นับสันเขาสูงลิบที่เพิ่งจะโผล่ออกจากม่านหมอกมาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า

 

“กล้วย !?

“เก้าอี้นายมีชุดดีดตัวสละเครื่องแม่นก่อ ถ้าหันว่าข้าเจ้าพลาดแน่ๆก็ดีดตัวออกไปเลยเน่อบ่ต้องรอ !

 

ไขสันหลังของจ้าดเย็นวาบอีกรอบเมื่อได้ยินระดับความเครียดในน้ำเสียงของเพื่อนสาว แต่เขาไม่มีโอกาสได้ตอบ ราชินีตานีกระชากคันบังคับเข้าหาตัวจนเครื่องลอยหวือ มันแรงกว่าตอนที่เงยหัวขึ้นครั้งแรกเสียอีก สายตาของหลานชายหมอผีใหญ่แทบจะดับมืดลงไปชั่วขณะ แต่มันก็ยังเหลือสมรรถภาพพอให้เขาเห็นหิมะและหินผาขนาดยักษ์ที่เฉียดผ่านกระจกหน้าและใต้ท้องเครื่องไปอย่างหวุดหวิด ก่อนที่เครื่องบินจะข้ามสันเขาออกมาสู่หุบเขาอีกแห่งเบื้องหลัง

 

“เป็นอะหยังก่อจ้าด” เด็กสาวหน้าจืดเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเหนื่อยหอบ เธอเพิ่งจะรู้สึกว่ามือชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแทบจับคันบังคับไม่อยู่

“ไม่.... ไม่เป็นไร” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบตะกุกตะกัก อาการหน้ามืดจากแรงเหวี่ยงหายไปแล้ว แต่อาการสั่นจากประสบการณ์เฉียดตายระดับเซนติเมตรยังอยู่ เมื่อครู่นี้เขาน่าจะใกล้ความตายยิ่งกว่าตอนที่คิดจะกามิกาเซ่ช่วยเพื่อนสาวเมื่อครั้งดอยสูงเสียอีก “เรา.... รอดรึยังเนี่ย”

“สองลำนั้นเหมือนจะบินปิ๊กไปแล้ว ก็น่าจะรอดแล้วแหละ” กล้วยตอบก่อนจะถอนหายใจเฮือก “แล้วตอนนี้หมู่เฮาก็ใกล้เชียงพิงค์มากแล้วด้วย น่าจะอีกบ่ถึงห้า....”

 

เสียงของเด็กสาวหน้าจืดขาดหายไปในลำคอเมื่อสัญญาณเรดาร์ปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอนำร่อง คราวนี้ในระยะห่างออกไปเพียงไม่น่าจะถึงสิบกิโลเมตร สองลำนั้นซุ่มรอพวกเธออยู่งั้นหรือ

 

ใบหน้าที่ขาวอยู่แล้วของราชินีตานียิ่งซีดขาวลงไปอีกเมื่อนึกอะไรบางอย่างออก เธอไม่ได้ติดต่อกับกล้ายหรือใครก็ตามทางเชียงพิงค์เลยตั้งแต่ออกมาจากเวียงเชียงรุ้ง ตอนนี้พวกเธอก็เหมือนเครื่องบินข้าศึกที่กำลังบินดุ่ยๆเข้ามาอย่างใจกล้าหน้าด้าน อุตส่าห์รอดตายผ่านอุปสรรคทั้งหลายมาได้เพื่อจะมาโดยยิงตายในบ้านตัวเองเนี่ยนะ....

 

แต่ก่อนที่กล้วยจะทำอะไรได้มากกว่านั้น เสียงของกล้ายก็ดังขึ้นในโสตประสาท

 

กล้วย บ่ต้องตกใจ สองลำนั้นของหมู่เฮา เปิ้นจะบินคุ้มกันหื้อ

รับทราบ ขอบคุณมากเน่อ ตานีสาวหน้าจืดถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอกอีกครั้ง มือละจากคันเร่งมาปาดเหงื่อที่เริ่มไหลย้อยลงมาจากหน้าผาก

หมู่เฮารออยู่ที่สนามบินเน่อ

อื้ม ขอบคุณมากเน่อ

“นึกว่าจะตายตอนจบซะแล้ว” จ้าดเอ่ยเนือยๆ ใบหน้าดุก็เหงื่อชุ่มพอๆกับเพื่อนสาว

“สุมาเน่อ ข้าจ้าก็ลืม เกือบไปแล้ว”

“ขอโทษทำไม ถ้าไม่ใช่กล้วย ป่านนี้พวกเราตายกันอยู่แถวๆสนามบินเวียงเชียงรุ้งแล้วมั้ง แค่นี้ก็สุดยอดแล้ว”

“มันก็.....” ราชินีตานีจะเถียง แต่สุดท้ายก็พยักหน้าน้อยๆ “....อื้ม ขอบคุณเน่อ”

 

เงียบกันไปพักใหญ่ มีเพียงเสียงคำรามหึ่งของใบพัดเท่านั้น

 

“เหมือนวันที่หมู่เฮาบินจากตานนะคอนไปดอยสูงเลยเน่อ” จู่ๆกล้วยก็เอ่ยขึ้น

“เราว่าไม่เหมือนนะ ตอนนั้นเราบินออกมาจากบ้าน แต่ตอนนี้เหมือนเรากำลังจะกลับบ้านมากกว่า” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ แต่เขาก็เพิ่งจะคิดขึ้นได้ว่าไม่น่าขัดเพื่อนสาวเลยก็ตอนพูดจบประโยคแล้ว

“ก็แต๊เน่อ แต่ที่เหมือนคือนายกับข้าเจ้าบินด้วยกัน”

 

ตานีสาวหน้าจืดตอบเบาๆ เธอเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่จะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ด้วยเสียงที่สั่นเครือน้อยๆ แต่ก็ชัดพอที่หลานชายหมอผีใหญ่จะจับได้

 

“สุมาเน่อจ้าดที่ข้าเจ้ายะจะอั้นกับจ้าดไป ข้าเจ้าบ่น่ายะจะอั้นไปเลย”

“เอ้ย จะขอโทษเราทำไมล่ะกล้วย กล้วยไม่ได้ทำผิดอะไรสักหน่อย” จ้าดตกใจไม่น้อยที่จู่ๆเพื่อนสาวก็ทำเสียงเหมือนจะร้องไห้แบบนั้น “เราต่างหากที่ต้องขอโทษ เราพูดแบบนั้นออกไปทั้งๆที่ไม่ได้สนใจความรู้สึกกล้วยเลย กล้วยจะเกลียดเราก็ไม่ผิดตรงไหนนี่ แล้วเราลองมาคิดๆดูแล้วกล้วยจะระแวงจะกลัวว่าเราคิดจะทำอะไรมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยด้วยซ้ำ ถ้ามีคนมาทำแบบนี้กับเรา เราเองก็อาจจะกลัวหรือไม่ก็ไม่พูดด้วยแบบกล้วยก็ได้”

“จะบ่หื้อขอสุมาได้จะได ข้าเจ้ามองเจตนานายผิดไปทุกอย่าง ข้าเจ้ามองความใจดีของนายว่าเป็นการเสแสร้ง ว่านายใจดีหวังผล” เสียงของราชินีตานีเริ่มเปลี่ยนเป็นสะอื้น “ข้าเจ้าน่าจะเชื่อกล้าย บ่.... ข้าเจ้าน่าจะคึดได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าถ้านายหวังจะอั้นแต๊ๆ นายคงบ่ทุ่มเทถึงขนาดยอมมาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อหมู่เฮา เพื่อข้าเจ้าจะอี้ มันเหมือนข้าเจ้าเนรคุณนายเลยด้วยซ้ำ เรื่องจะอี้ข้าเจ้าปล่อยหื้อผ่านไปเฉยๆบ่ได้หรอก”

“ไม่เป็นไรกล้วย เราไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลย ไม่เป็นไรหรอก”

“สุมาเน่อจ้าด สุมานักๆ.....” เด็กสาวหน้าจืดยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้มขาว

“ไม่เป็นไรกล้วย ไม่เป็นไรจริงๆ” หลานชายหมอผีใหญ่พยายามปลอบเพื่อนสาวบนที่นั่งนักบินข้างตัวอย่างสุดชีวิต “เราว่าเตรียมเอาเครื่องลงก่อนดีมั้ย สนามบินเชียงพิงค์อยู่ข้างหน้าแล้วนะ”

 

ได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย กล้วยก็กลับเข้าสู่โหมดเป็นงานเป็นการในฉับพลันทั้งๆที่น้ำตายังนองหน้าจนเด็กหนุ่มหน้าดุอดขำไม่ได้ แต่วินาทีต่อมาหลานชายหมอผีใหญ่ก็ขำไม่ออกเมื่อเพื่อนสาวกระชากคันบังคับเบรกอากาศก่อนจะกดหัวเครื่องจนป่าเขาลำเนาไพรที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะปรากฏข้นมาเต็มกระจกหน้า ด้วยเธอเผลอร้องไห้นานจนสนามบินเชียงพิงค์เข้ามาใกล้มากแล้ว และน้ำมันที่ไม่ได้เติมมาของเครื่องก็เริ่มดูน่าเป็นห่วง เด็กสาวหน้าจืดจึงใช้วิธีบินควงสว่านลงหาสนามบินแทนที่จะค่อยๆลดระดับและไปบินอ้อมมาลงตามปกติ วันนี้เสี่ยงตายมาหลายครั้งเกินไปแล้ว เธอไม่อยากจะเสี่ยงเพิ่มอีกรอบ

 

ไม่ถึงสองนาทีต่อมา รันเวย์ยาวสามกิโลเมตรของท่าอากาศยานเชียงพิงค์ก็ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า และในที่สุด หลังจากถูกลักพาตัวไปกว่าสิบสองชั่วโมง ราชินีตานีก็กลับมาถึงถิ่นอันเป็นมิตรกับเธออีกครั้ง

 

กล้าย และคนและตนอื่นๆ ยืนรออยู่ที่ลานจอดเครื่องบินแล้ว และทันทีที่เด็กสาวหน้าจืดเปิดประตูเครื่อง หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็พุ่งเข้าจู่โจมเธอทันทีจนแทบล้มกลิ้ง

 

“สุมาเน่อกล้วย สุมานักๆ”

“ก็บอกแล้วจะไดว่าบ่เป็นอะหยัง”

 

กล้วยลูบผมเพื่อนสาวอย่างปลอบโยน ขณะอีกฝ่ายซบหน้าลงร้องไห้โฮกับไหล่ของเธอ น้ำว้าน้ำไทก็วิ่งเข้ามากอดรุ่นพี่สาวของพวกเธอเช่นเดียวกัน เบื้องหลังวิญญาณผู้พิทักษ์ทั้งสี่ตน จ้าดยืนยิ้มมองอยู่ห่างๆ โดยไม่รู้เลยว่าภัยกำลังจะมาถึงตัว

 

“บ่าจ้าดง่าว !

“ไอ้บ้าจ้าด !

ยิ้มกับตัวเองยังไม่ทันจบ หลานชายหมอผีใหญ่ก็ต้องหน้าทิ่มเมื่อฝ่ามือพิฆาตของตานีสาวผมหางม้าลอยมาตบเกรียนดังเผียะ ก่อนจะตามมาด้วยหมัดตรงของนักศึกษาแพทย์สาวแห่งเวียงเชียงหลวงที่ซ้ำเข้าโหนกแก้มจนตัวเขาหมุนคว้างแทบร่วงไปกองกับพื้น

 

“เดี๋ยวๆ เจ็บ !

เด็กหนุ่มหน้าดุถอยกรูดเมื่อเห็นเพื่อนสาวทั้งสองย่างสามขุมตรงเข้าหาเขาด้วยท่าทางเอาเรื่อง หมัดขวาของฟ้าเงื้อเตรียมเอาไว้แล้วด้วย จ้าดยกสองแขนขึ้นป้องกันใบหน้า แต่ดูแล้วคงไม่อาจต้านเพลิงโทสะของสองนักรบประชิดตัวผู้มือหนักที่สุดในกองกำลังผสมตานีได้.....

 

แต่แล้ว ใบหน้าดุที่ฉายแววหวาดกลัวก็ต้องเปลี่ยนเป็นใบหน้าเหวอเหมือนเห็นแหวนมายืนยิ้มให้ต่อหน้า เมื่อแทนที่เพื่อนสาวทั้งสองจะประเคนอาวุธประจำกายใส่เขา พวกเธอกลับกอดเขาแน่นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย จ้าดยืนนิ่งอย่างทำอะไรไม่ถูก ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเหตุผลที่เด็กหนุ่มเดายังไงก็เดาไม่ออก แค่มีผู้หญิงมารุมกอดพร้อมกันสองคนเขาก็ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสแล้ว

 

“บ่าจ้าดง่าว ฮู้ก่อว่าหมู่เฮาเป็นห่วงเท่าได๋ หา !?” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตะคอกเสียงสูงจนแทบจะเป็นกรีดร้อง แต่เด็กหนุ่มหน้าดุจับหางเสียงเสียงสะอื้นได้ “ถ้านายเป็นอะหยังไปด้วยอีกคน หมู่เฮาจะฮู้สึกจะได บ่เคยคึดเลยก๋า !?

“คราวหลังอย่าทำบ้าๆแบบนี้อีกนะเว้ย ไม่งั้นเราตามไปต่อยถึงโลกหลังความตายแน่คอยดู !

“ขอโทษๆ” หลานชายหมอผีใหญ่แตะหลังเพื่อนสาวทั้งสองอย่างเขินๆ “ยังไงเราก็ปลอดภัยกลับมาแล้ว ช่วยกล้วยมาได้ด้วย ไม่เป็นไรแล้วล่ะ”

“ก็ถ้ามันเป็นอะไรขึ้นมาล่ะไอ้บ้าเอ๊ย !” สาวหมัดเหล็กสวนกลับ “พูดตอนนี้ก็พูดได้สิ !

“แล้วอู้ยังกับจะลาตายจะอั้น คึดว่าหมู่เฮาฮู้สึกจะไดบ้างหา !?

“โอเคๆ เราขอโทษ ปล่อยเราก่อนเหอะ แบบนี้มันไม่ค่อย.... แล้วกล้วยก็อยู่ด้วย เราเพิ่งคืนดีกับเขาได้เองนะ.....”

 

จ้าดเหลียวซ้ายแลขวาด้วยท่าทีเลิกลั่กมองหาเพื่อนสาวหน้าจืดด้วยไม่รู้ว่าเธอจะมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่ราชินีตานีเพียงยืนหัวเราะอยู่กับคนและตนอื่นๆอยู่ใกล้ๆเท่านั้น สองแขนโอบน้ำว้าน้ำไทที่ยังคงกอดเธอแน่นไว้ข้างละตน

 

“อ๋อ เปิ้นยอมคืนดีด้วยแล้วก๋า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมกระซิบถาม เด็กหนุ่มหน้าดุจับน้ำเสียงหมั่นไส้แกมประชดจางๆได้ “ยินดีด้วยเน่อ”

“ดีจังเนาะกล้าย” ฟ้าได้ทีเสียบซ้ำ “ทิ้งพวกเราให้เป็นห่วงแล้วได้ไปสวีทกับกล้วย.....”

“ก็บอกว่าขอโทษไงเอ๊.....” หลานชายหมอผีใหญ่ลากเสียง “ปล่อยซะทีเหอะ หายใจไม่ออก !

“ก็ได้ !” ในที่สุด ตานีสาวผมหางม้าและนักศึกษาแพทย์แห่งเวียงเชียงหลวงก็ยอมปล่อยบ่าจ้าดง่าวแห่งปฏิบัติการครั้งนี้ออกจากอ้อมกอด ก่อนที่หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมจะหันไปหาราชินีตานี “กล้วยขึ้นไปนอนพักก่อนดีกว่า บ่บาดเจ็บอะหยังหรือโดนยะอะหยังแม่นก่อ”

“บ่ๆ” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “แต่จะนอนได้จะได หมู่เฮาถอยลงมาจะอี้หมู่ผีร้ายต้องรุกคืบตามมาแน่ ข้าเจ้าต้อง....”

“ไปนอน” กล้ายสำทับเสียงเข้ม “ข้ามอบหมายงานหื้อหมู่ลุงๆป้าๆไว้แล้ว หมู่เปิ้นดูแลเอง ไป ไปนอนพัก หื้อพลังงานวิญญาณฟื้นตัวก่อนค่อยมาอู้กันพรุ่งนี้”

“แต่.... อย่างน้อยขอข้าเจ้าประเมินสถานการณ์....”

“จะนอนดีๆ หรือจะหื้อข้าจับนอน !?”

“สิจับนอนหรือจับเฮ็ดอีหยังหือบักตานีมักผู้สาว”

“อู้มากเดี๋ยวก็จับหมิงนอนแทนหรอก !

 

เหล่าสหายร่วมรบหัวเราะไปเดินไป จากลานจอดเครื่องบินเข้าไปยังอาคารผู้โดยสาร จ้าดเดินตามไปช้าๆ แต่เขาไม่ได้เดินตามคนและตนอื่นไปยังที่จอดรถด้านหลัง หากหยุดอยู่ในโถงผู้โดยสารขาเข้าที่มีทั้งฝุ่นและหยากไย่เกาะรกไปหมด ความอ่อนเพลียจากการไม่ได้นอนมาเกินยี่สิบสี่ชั่วโมงเริ่มทิ้งน้ำหนักลงใส่หนังตาและสติจนแทบจะร่วงกลางอากาศ เด็กหนุ่มเดินโซเซไปยังเก้าอี้ที่วางเรียงราย ทรุดฮวบลงนั่งบนตัวหนึ่ง ก่อนจะผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว แต่รอยยิ้มยังคงอยู่บนใบหน้า

 

เขาตัดสินใจถูกแล้วที่เสี่ยงชีวิตไปช่วยเพื่อนสาวในวันนี้.....

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*ยุทธเสน พรต – นักวิ่งระยะสั้นสถิติโลก สามารถวิ่งร้อยเมตรได้ในเวลา 9.58 วินาทีเท่านั้น

 

**รถถังของตานีมีคอมพิวเตอร์ช่วยบังคับเลี้ยว ทำให้ขับไม่ยาก ไม่ต่างจากรถยนต์ธรรมดามากนัก แถมยังมีหน้าจอขนาดใหญ่ให้เห็นนอกตัวรถได้สะดวก แต่รถถังที่กล้วยและจ้าดใช้หนีเป็นรถถังรุ่นเก่าของกองทัพเวียงตาน ช่องมองมีแค่ช่องเล็กๆ และระบบบังคับเลี้ยวก็เป็นคันบังคับแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้เกียร์ช่วยด้วย จ้าดพอจะคุมพื้นฐานได้ก็จริง แต่บังคับเลี้ยวในสถานการณ์คับขันแบบนั้นออกจะยากไปหน่อย เลยชนตูมเบ้อเร่อแบบนั้น

 

***เครื่องบินเห็นลำใหญ่ๆแบบนั้น แต่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อสมดุลน้ำหนักมาก สมดุลค่อนไปทางด้านหน้าไม่ค่อยเป็นอะไรมากนัก แต่สมดุลค่อนไปทางด้านหลังอาจจะมีปัญหาได้ เพราะถ้าหนักหลังเกินจนเครื่องเงยหัวแบบคุมไม่ได้ขึ้นมาก็อาจจะตกเอาง่ายๆ

 

สถานการณ์ที่กล้วยและจ้าดอยู่ยิ่งอันตรายกว่าสมดุลค่อนหลังธรรมดา เพราะของทั้งหมดในระวางสินค้าไม่ได้ถูกยึดไว้กับที่ ดังนั้นถ้าเงยหัวเมื่อไหร่ ของก็จะไหลไปกองรวมกันท้ายเครื่องทันที นั่นหมายความว่าตกแน่นอน หรือดีไม่ดีอาจจะไปกระแทกโดนระบบสำคัญอย่างท่อไฮดรอลิกหรือเคเบิลควบคุมหางเสือจนสถานการณ์เลวร้ายเข้าไปอีกก็ได้ กล้วยเลยหักดิบกระชากหัวขึ้นเกือบตั้งฉากกับพื้นดิน ให้คอนเทนเนอร์ไหลออกไปจากเครื่องทีเดียวเลย จะได้จบเรื่องไป

 

****เมื่อเครื่องบินเงยหัวและเริ่มไต่ระดับขึ้น จะเกิดแรงกระทำกับตัวผู้ที่อยู่ในเครื่องบิน ดึงให้เลือดลงไปอยู่ที่ส่วนล่างของร่างกาย ถ้าไต่ระดับอย่างเร็วมากๆ ก็มีโอกาสที่เลือดจะไปเลี้ยงสมองไม่พอจนทำให้หน้ามืดได้ เป็นปัญหาที่เจอบ่อยๆกับนักบินทหารโดยเฉพาะนักบินเครื่องบินรบ จึงมีการสร้างชุดนักบินที่จะบีบขาและส่วนล่างของร่างกาย บังคับให้เลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #140 นางฟ้า.천사 (จากตอนที่ 116)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2560 / 14:51
    ตั้งแต่แหวนไปฟ้องประจิม นางกับเอื้องหายไปเลยแฮะ

    (จ้าดนี่มีความออร่าพระเอกบื้อๆแผ่ออกมาแปลกๆ)

    กลับกันมาอย่างปลอดภัย พวกผีนี่ไม่ค่อยคิดอะไรกันสุดๆ

    นี่จู่ๆก็อยากให้ใครตายเฉย (โรคจิตขึ้นมา555555)
    #140
    2
    • #140-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 116)
      13 สิงหาคม 2560 / 16:46
      ตรงไหนที่ดูบื้อเป็นพิเศษหรือครับ อยากทราบ

      คือจริงๆก็วางมันมาบื้อตั้งแต่แรกแล้ว เลยอยากรู้ว่าทำยังไงมันถึงจะบื้อได้เป็นพิเศษ ฮา....

      จริงๆเอื้องกับนางไม่หายไปไหนหรอกครับ เดี๋ยวก็ออกแล้ว อีกไม่กี่ตอน....
      #140-1