ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 115 : ทางกลับบ้านที่มองเห็นอยู่เพียงเลือนราง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 88
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    10 ก.ค. 60

จ้าด !?’

เด็กสาวหน้าจืดอ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อสายตาเมื่อเห็นใบหน้าของเพื่อนหนุ่มโผล่ออกมาจากหลังพระพุทธรูปสีทององค์ใหญ่ แต่ก่อนที่เธอจะทำอะไรได้มากกว่านั้น ราชินีตานีก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อประตูที่ด้านตรงข้ามเปิดผาง ก่อนที่แหวนจะก้าวฉับๆเข้ามาในโบสถ์ ไรเฟิลจู่โจมประทับอยู่ที่บ่าพร้อมยิง

 

“มีผู้ได๋มาหาก๋ากล้วย” เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มถามเสียงนุ่ม ดวงตาแข็งกร้าวหรี่ลงขณะมองอีกฝ่ายที่ยืนเก้ๆกังๆอยู่ในกรง

“บ่นี่” กล้วยตอบเรียบๆ แม้เธอจะคิดว่าคงไม่รอดแล้วแน่นอน ไม่เธอก็จ้าด หรืออาจทั้งสอง

“แต๊ก๋า” ริมฝีปากบางของตานีสาวผู้ทรยศเหยียดเป็นรอยยิ้มบาง “แล้วเมื่อกี้ตกใจอะหยัง หันยะตาโตอ้าปากค้าง”

“เหมือนได้ยินเสียงระเบิดข้างนอก” เด็กสาวหน้าจืดตอบส่งๆ เธอคิดหาข้อแก้ตัวไม่ออกเหมือนกัน

“ข้าบ่หันได้ยิน” แหวนเอียงคอเล็กน้อย “เอาเหอะ บ่มีอะหยังก็แล้วไป”

 

แล้วตานีสาวหัวหนามก็หันหลังกลับเดินออกไปจากโบสถ์ ท่ามกลางความโล่งอกระคนประหลาดใจของตัวประกัน เชื่อกันง่ายๆแบบนี้เนี่ยนะ

 

ราชินีตานีค่อยๆนั่งลงอีกครั้ง ก่อนจะเบือนหน้าอย่างระมัดระวังไปทางพระพุทธรูป เธอเห็นจ้าดค่อยๆโผล่หน้าออกมาอีกครั้ง เด็กสาวหน้าจืดส่ายหน้าช้าๆ ยกนิ้วชี้ขวาขึ้นเล็กน้อยหวังจะบอกเพื่อนหนุ่มว่าอย่าเข้ามาและอย่าพูดอะไรทั้งสิ้น แต่ดูเหมือนหลานชายหมอผีใหญ่จะรู้สิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว

 

จ้าดเรียกปากกาเมจิกออกมาจากที่เก็บอาวุธ ก่อนจะค่อยๆนั่งลงหยิบกระดาษแผ่นไม่ใหญ่นักที่วางระเกะระกะอยู่บนพื้นแล้วตั้งต้นเขียน มีทั้งกล้องวงจรปิดและทั้งตัวแหวนเองเฝ้าอยู่แบบนี้เขาคงต้องใช้ภาษาใบ้และการเขียนสื่อสารเอาเท่านั้น หวังว่าสายตากล้วยคงดีพอจะอ่านข้อความบนกระดาษแผ่นเล็กๆนี่จากระยะห้าหกเมตรได้นะ

 

แต่ยังเขียนไม่ทันจบประโยคแรก เด็กหนุ่มหน้าดุก็ต้องทิ้งทั้งปากกาและกระดาษเมื่อประตูด้านหลังเขาถูกกระชากเปิดดังโครมใหญ่ ก่อนจะตามมาด้วยตานีสาวหัวหนามที่พรวดพราดเข้ามาพร้อมๆกับลมหนาวเย็นเฉียบจากด้านนอก ไรเฟิลจู่โจมประทับเตรียมพร้อม อาจจะเตรียมพร้อมมากกว่าเมื่อครู่นี้ด้วยซ้ำ เพราะนิ้วของเธอสอดอยู่ในโกร่งไกเตรียมยิง

 

เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มก้มลงมองกระดาษและปากกาเมจิกสีแดงที่หล่นอยู่บนพื้น มันเป็นกระดาษทำบุญบริจาคโลงศพขนาดเกือบๆเอสี่ หากจะว่ากันจริงๆมันก็ดูกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมจนเธอเกือบจะมองข้ามไป ด้วยพื้นตรงนี้ก็มีของต่างๆกองอีเหละเขะขะกันอยู่แล้ว ทั้งธูปเทียน เงินบริจาค และใบเซียมซียับยู่ยี่แถมเก่าจนเป็นเหลืองอ๋อย แต่สิ่งที่ทำให้มันสะดุดตาเธอคือข้อความเขียนด้วยตัวอักษรสีเดียวกับปากกาบนกระดาษแผ่นนั้น

 

“ไม่ต้องพูดอะไรน”

 

“หึ”

ตานีสาวหัวหนามแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะสืบเท้าลุยกองเศษวัสดุและเครื่องไทยธรรมทั้งหลายด้านหลังพระพุทธรูปไปตามแนวฐานพระที่ยาวเกือบสิบเมตร ดวงตาคมเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระแวงระไวขณะหูเงี่ยฟังเสียงฝีเท้า เล็ดลอดเข้ามาถึงที่นี่ได้นับว่าเก่ง แต่ผ่านเธอออกไปไม่ได้ง่ายๆหรอก....

 

อีกด้านหนึ่งของประตูหลังโบสถ์ จ้าดหอบหายใจถี่รัวแต่ไร้เสียงอยู่ข้างเชิงบันไดทางขึ้น เขาน่าจะรู้ว่าตานีสาวผู้ทรยศคงไม่โง่พอจะเชื่อคำตอบของเด็กสาวหน้าจืดง่ายๆ ขนาดเขาเองยังคิดเลยว่าไม่เนียนยิ่งกว่าใส่ชุดสีฉูดฉาดยืนกลางสนามรบ เผ่นออกมาได้ทันแบบนี้นับว่าเขาโชคดีเหลือหลายแล้ว แต่ต่อจากนี้เขาลำบากแน่ แหวนรู้แล้วว่าเขาอยู่ที่นี่ และถ้าเธอตัดสินใจเฝ้ากล้วยอยู่ในโบสถ์ล่ะก็ภารกิจช่วยตัวประกันครั้งนี้เป็นอันจบเห่

 

หรือเลวร้ายกว่านั้น ถ้าแหวนยิงกล้วยทิ้งทันทีเลยเล่า.....

 

หลานชายหมอผีใหญ่จำต้องหยุดความคิดฟุ้งซ่านเอาไว้เพียงเท่านั้นเมื่อประตูโบสถ์เยื้องเหนือหัวเขาเปิดผลัวะ ก่อนที่แหวนจะชะโงกหน้าออกมาดูด้านนอก เด็กหนุ่มหน้าดุเบียดตัวเข้ากับเชิงบันไดเย็นเยือกอย่างสุดชีวิต แม้จะรู้ว่าถึงจะเบียดไปเท่าไหร่ ถ้าอีกฝ่ายก้มมองลงมาก็ไม่มีทางพ้น จ้าดกลั้นหายใจ รอเวลาที่กระสุนจะพุ่งลงมาเจาะกลางหัวเขาจากเบื้องบน

 

แต่ตานีสาวหัวหนามไม่ได้ก้มลงมอง เธอเพียงกวาดสายตาออกไปยังสวนป่าด้านหลังแวบหนึ่ง ก่อนจะหดหน้ากลับเข้าไปในโบสถ์และปิดประตูตามหลัง

 

จ้าดยืนนิ่งเงียบเหมือนหนูอยู่อีกหลายนาที จนแน่ใจว่าอีกฝ่ายคงไม่โผล่ออกมาตอนเขาเผลออีกแล้วก็เริ่มคิดหาทางไปต่อ ตอนนี้เขายังไม่อาจกลับเข้าไปในโบสถ์ได้จนกว่าจะแน่ใจว่าแหวนไม่ได้อยู่ในนั้นด้วย และต่อให้แหวนไม่ได้เฝ้าอยู่ในนั้น เขาจะช่วยกล้วยอย่างไร ในเมื่อเธออยู่ในกรงแน่นหนาขนาดนั้น แถมตานีสาวหัวหนามยังเฝ้าดูเธอผ่านกล้องวงจรปิดตลอดเวลาเสียด้วย

 

แต่ตอนนี้เขาคงต้องออกไปจากจุดล่อแหลมตรงนี้ก่อน

 

มองซ้ายมองขวามองบนมองล่างจนแน่ใจว่าไม่มีผีหรือใครก็ตามอยู่แถวนั้นแล้ว เด็กหนุ่มหน้าดุก็ออกวิ่งสุดฝีเท้าไปยังแนวป่า ก่อนจะทิ้งตัวลงบนพื้นหิมะนุ่มๆ ลึกเข้าไปเกือบสิบเมตรในแนวต้นไม้ หลานชายหมอผีใหญ่หมอบรออีกสองสามนาทีให้แน่ใจว่าไม่มีใครทันเห็นเขาจริงๆ จึงค่อยๆกึ่งเดินกึ่งคลานอ้อมไปด้านหน้าของโบสถ์ จ้าดใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเห็นตานีสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มออกมานั่งอยู่ด้านหน้าโบสถ์อีกครั้ง งานนี้น่าจะง่ายขึ้นบ้าง

 

เมื่อมีที่กำบังแล้ว หลานชายหมอผีใหญ่ก็เริ่มคิดต่อ อุปสรรคแรกและใหญ่ที่สุดของเขาคือทำยังไงถึงจะเอากล้วยออกมาจากกรงนั่นได้ กุญแจกรงน่าจะอยู่ที่แหวนแน่ แต่เขาไม่อยากเข้าไปสู้กับแหวนตรงๆเลย ถึงเท่าที่ดูมาเธอจะเป็นเพียงตนเดียวที่อยู่แถวนี้ และเธอจะไม่ใช่มือโปรด้านการต่อสู้ประชิดตัวเหมือนหน่วยอาวุธระยะใกล้อย่างนาง เอื้องหรือน้ำไท แต่เขาก็ไม่คิดว่าแรงมนุษย์อย่างเขาจะสู้แรงเหนือมนุษย์และสัญชาตญาณการต่อสู้ของตานีได้

 

หรือถ้าจะซุ่มยิงตานีสาวจากระยะไกล เขาก็ไม่รู้ว่าแหวนแอบซุ่มผีร้ายลูกน้องของเธอไว้แถวนี้อีกหรือเปล่า หรือต่อให้แถวนี้ไม่มี ถ้าเกิดเขายิงพลาด เธอก็อาจเรียกพวกมันมาทันที เขาอาจจะไม่ต้องกังวลกับพวกมันในโบสถ์ที่มีพลังงานด้านดีอยู่เพียบก็จริง แต่อยู่ข้างนอกแบบนี้อาจจะโดนรุมทึ้งเหมือนในชั้นใต้ดินก่อนหน้านี้ก็เป็นได้

 

ทางเลือกของเขาก็เหลือพยายามสะเดาะกลอนหรือทำลายมัน เปิดมันโดยไม่ต้องใช้กุญแจ แต่จะทำได้อย่างไรในเมื่อมีกล้องวงจรปิดจับตามองอยู่ จะยิงทำลายล็อกหรือ เสียงปืนดังแน่นอน และเศษวัสดุก็อาจจะกระเด็นไปโดนกล้วยได้ด้วย หรือต่อให้ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี เด็กหนุ่มหน้าดุก็ไม่คิดว่าเขากับกล้วยจะเผ่นออกมาก่อนที่ตานีสาวจะบุกเข้ามากราดยิงได้แน่ และต่อให้ออกจากโบสถ์ได้ พื้นที่หลังโบสถ์ที่เขาวิ่งผ่านมาเมื่อกี้ก็โล่งและกว้างมากพอให้แหวนตามออกมากราดยิงได้สบายๆ

 

แล้วจะทำยังไงได้เล่า

 

ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในสมองของเด็กหนุ่มหน้าดุ มันเสี่ยงไม่น้อย มีเวลาปฏิบัติการไม่มาก และเขามีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ถ้าพลาด ราชินีตานีสิ้นอายุแน่ และเขาก็คงไปด้วย อย่างไรก็ตาม มันเป็นเพียงทางเลือกเดียวที่น่าจะเป็นไปได้ในตอนนี้ เขาก็คงต้องลองดู

 

จ้าดเฝ้ามองตานีสาวหัวหนามจนแน่ใจว่าเธอคงไม่ลุกเดินไปไหนในเร็วๆนี้ แล้วจึงค่อยๆกึ่งคลานกึ่งเดินอ้อมกลับไปยังหลังโบสถ์ หลานชายหมอผีใหญ่มองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวังขณะค่อยๆย่องกลับขึ้นไปยังชานโบสถ์ และเมื่อแน่ใจว่าทางสะดวก เขาก็กระโจนขึ้นบันไดทีละสองขั้นแต่อย่างเงียบเชียบแล้วเปิดประตูกลับเข้าไปในโบสถ์อีกครั้ง

 

ราชินีตานียังคงนั่งอยู่ในกรงกลางโบสถ์เหมือนเดิม เธอยังดูปลอดภัย แหวนคงไม่ได้ทำอะไรเธอ ดวงตาสีดำประกายเขียวของเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเหลือบมาเห็นเขาที่หลังพระพุทธรูป แต่คราวนี้เธอไม่ได้หันหรือแม้แต่จะขยับตัว เด็กหนุ่มหน้าดุพยักหน้าให้เธอ ก่อนจะหยิบกระดาษแถวๆนั้นมาเขียนลงไปอย่างรวดเร็ว

 

“กล้วย ไม่ต้องพูดอะไรนะ”

“แค่พยักหน้าถ้าโอเค”

“ส่ายหน้าถ้าไม่โอเค”

“ตกลงมั้ย”

 

เด็กสาวหน้าจืดดูหวาดๆอยู่บ้าง แต่เธอก็พยักหน้า อย่างเชื่องช้าจนดูเหมือนเธอผงกหัวเพราะสัปหงกมากกว่าจะตอบรับ

 

“เรามีแผนแต่เสี่ยงหน่อย”

“กุญแจน่าจะอยู่ที่แหวน”

“แต่เราสู้แหวนไม่ไหว”

“แล้วถ้าอยู่ข้างนอกอาจจะโดนผีรุม” จ้าดลดขนาดตัวอักษรลงบ้าง ด้วยกระดาษแผ่นขนาดพอให้เขาเขียนได้รอบตัวเริ่มเหลือน้อย

“เลยคิดว่าจะรอถึงหกโมง”

“แล้วเราจะยิงแหวนจากตรงนี้”

“โอเคมั้ย”

 

ราชินีตานีนิ่งไปอึดใจ เธอดูลังเล เห็นได้จากคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน และริมฝีปากบางที่เม้มน้อยๆ

 

“โอเคมั้ย”

เด็กหนุ่มหน้าดุโบกกระดาษแผ่นสุดท้ายไปมาเป็นการถามซ้ำ คราวนี้กล้วยพยักหน้า แต่ตามด้วยการส่ายหน้า หลานชายหมอผีใหญ่ขมวดคิ้ว หมายความว่ายังไง

 

“จะถามไปเรื่อยๆ ถ้าถูกพยักหน้า”

“คิดว่าแผนนี้ไม่ดีเหรอ”

 

ตานีสาวแสร้งทำเป็นมองซ้ายมองขวา แต่จ้าดมองออกว่านั่นคือการส่ายหน้า

 

“คิดว่าจะไม่สำเร็จเหรอ”

 

คำตอบคือการส่ายหน้าอีกครั้ง

 

“เจ็บเหรอ เป็นอะไรรึเปล่า”

 

ก็ยังคงส่ายหน้า

 

หลานชายหมอผีใหญ่ขมวดคิ้วแน่น แล้วเพื่อนสาวมีปัญหาอะไร หรือว่าเธอจะกุ้มใจ* เขาลองเดาใจเพื่อนสาวดู กล้วยน่าจะมีปัญหาอะไรกับแผนการนี้ของเขากันแน่

 

หรือว่า....

 

“ไม่อยากให้เรายิงแหวน ?”

 

คราวนี้กล้วยพยักหน้า แต่ครั้งเดียว ก่อนจะยกมือขึ้นเกาคอ แล้วปาดมือออกไปด้านข้างของลำคอ

 

“ไม่อยากให้ยิงตาย ?”

 

เด็กสาวหน้าจืดพยักหน้าอีกครั้ง ความรู้สึกแปลกๆ ผุดขึ้นมาในอกของจ้าด ความรู้สึกภูมิใจระคนดีใจ เขาเดาใจเพื่อนสาวถูก ก็แปลว่าเขารู้ใจเธอในระดับหนึ่งหรือเปล่านะ....

 

แต่หลานชายหมอผีใหญ่ก็สลัดความรู้สึกนั้นออกไปอย่างรวดเร็วด้วยรู้ว่าไม่ใช่เวลา และถ้าทำแบบนั้นจริงก็เท่ากับเพิ่มระดับความยากให้ภารกิจที่ยากระดับแทบเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วนี้ขึ้นไปอีก เขาพอจะเข้าใจความรู้สึกของกล้วย แต่ถ้าทำแบบนั้นแล้วทำให้พวกเขาต้องจบชีวิตอยู่ในนี้ล่ะก็ คงต้องมองข้ามความรู้สึกไปบ้าง

 

แต่ตอนนี้ทำให้กล้วยสบายใจไว้ก่อนน่าจะดีกว่า

 

“จะพยายามนะ”

 

กล้วยพยักหน้าช้าๆ ก่อนที่ริมฝีปากของเธอจะเปลี่ยนจากเม้มน้อยๆ เป็นรอยยิ้มบาง หลานชายหมอผีใหญ่ยิ้มกว้างตอบกลับไป เขาไม่ได้รับรอยยิ้มแบบนี้จากกล้วยมานานเท่าไหร่แล้วหนอ.....

 

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกินสำหรับจ้าด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความอ่อนเพลียทั้งที่หลงเหลือจากอาการบาดเจ็บก่อนหน้านี้และจากการไม่ได้นอนมาเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมงจู่โจมเขาอย่างต่อเนื่อง แต่เขาก็ห้ามตัวเองไม่ให้หลับ ตานีสาวหัวหนามอาจจะโผล่เข้ามาทางประตูหลังเมื่อไหร่ก็ได้ เด็กหนุ่มมองเพื่อนสาวเป็นระยะ เธอเอนหลังพิงกรงเหมือนกำลังหลับ แต่เขาก็เห็นหัวเธอก้มลงน้อยๆเป็นระยะเพื่อดูนาฬิกาข้อมือ เธอก็คงรออยู่เหมือนกับเขา

 

ในที่สุด ตีห้าห้าสิบห้าก็มาถึง หลานชายหมอผีใหญ่เรียกสไนเปอร์ไรเฟิลออกมาจากที่เก็บอาวุธก่อนจะประทับมันขึ้นบ่า แต่ไขสันหลังของเขาก็เย็นวาบเมื่อตระหนักถึงปัญหาใหญ่ ไรเฟิลยาวเกินกว่าที่เขาจะเล็งไปยังประตูโบสถ์ได้โดยที่พระพุทธรูปยังคงบังเขาอยู่ เขาต้องโผล่ออกไปยิงตอนแหวนเข้ามาแล้ว หรือไม่ก็ออกไปอยู่ข้างพระพุทธรูป ทางแรกเขาอาจพลาดเป้าได้ง่ายๆ ส่วนทางที่สอง เขาอาจเป็นเป้าได้ง่ายๆ

 

จ้าดเลือกทางหลัง เขาจะเป็นเป้าหรือเปล่าก็ไม่เป็นไร ขอให้ช่วยเพื่อนสาวได้ก็พอ

 

เด็กหนุ่มหน้าดุคุกเข่าลง ประทับปืนไว้กับบ่า หลับตาซ้ายเล็งตาขวาผ่านกล้องไปยังประตูโบสถ์ มันมีอยู่สามประตู จ้าดเล็งไปยังประตูกลางที่แหวนใช้เข้ามาก่อนหน้านี้ หวังว่าแหวนคงไม่เกิดอยากเปลี่ยนรสชาติของชีวิตเลยเปลี่ยนประตูเข้ากะทันหันหรอกนะ

 

ทันทีที่นาฬิกาข้อมือบอกเวลาหกโมง ตานีสาวหัวหนามก็ดึงประตูเปิดผลัวะแล้วก้าวเข้ามาเหมือนเธอยืนรออยู่แล้ว ไรเฟิลจู่โจมเล็งตรงมายังราชินีตานี กล้วยยืดตัวขึ้นตรง แต่ไม่มีแววหวาดกลัวใดๆอยู่ในดวงตาและสีหน้า ไม่ใช่เพราะเธอรู้ว่าหลานชายหมอผีใหญ่มาช่วยเธอ ต่อให้เขาช่วยไม่ได้และเธอต้องถูกยิงสิ้นอายุ เธอก็เตรียมใจเอาไว้ตั้งนานแล้ว....

 

แต่แหวนไม่มีโอกาสทำเช่นนั้น เธอชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นหลานชายหมอผีใหญ่ในท่าคุกเข่าเตรียมยิง และก่อนที่เธอจะเปลี่ยนเป้าของปืนได้ กระสุนหัวทำลายทั้งสสารและวิญญาณเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบแปดมิลลิเมตรก็พุ่งเข้าเจาะที่ไหล่ขวา มันเฉือนเอาเนื้อออกไปด้วยก้อนใหญ่พร้อมกับเลือดสีแดงฉานที่สาดกระเซ็น

 

ตานีสาวหัวหนามไม่สิ้นฤทธิ์ง่ายๆ เธอกัดฟันข่มความเจ็บปวดยกปืนขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ประทับเอวหมายจะกราดยิงฝ่ายตรงข้ามทั้งสองในครั้งเดียว แต่ความพยายามนี้ก็ล้มเหลวเมื่อกระสุนอีกนัดพุ่งเข้าใส่ตัวปืนตรงๆ ส่งเศษพลาสติกแหลมคมพุ่งเข้าใส่ใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่ม มันพลาดดวงตาของเธอไปเพียงไม่กิมิลลิเมตร แหวนกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด มือปล่อยปืนร่วงลงกับพื้น และก่อนที่เธอจะทำอะไรได้มากกว่านั้น พานท้ายปืนก็ฟาดเปรี้ยงเข้าที่ขมับจนเธอร่วงลงไปกองกับพื้น ก่อนที่อะไรเย็นๆจะจ่อเข้ากลางหน้าผาก

 

“เอากุญแจกรงมา” จ้าดสั่งเสียงเหี้ยมเกรียม

“แก” ตานีสาวผู้ทรยศคำรามลอดไรฟันที่ขบกันแน่น พยายามลืมตาที่มีเลือดอาบ “เก่งนักๆเน่อที่เข้ามาฮอดนี่ได้”

“ใช่ เก่ง เอากุญแจมา” หลานชายหมอผีใหญ่สั่งซ้ำ ไม่ยอมให้อีกฝ่ายชวนคุย

“จะเอาไปยะหยัง จะไดแกก็ออกจากที่นี่บ่ได้”

“ออกได้ไม่ได้ไม่รู้ แต่เอากุญแจมา” เด็กหนุ่มหน้าดุเน้นสี่พยางค์สุดท้าย มือกดปากกระบอกปืนแรงขึ้นอย่างข่มขวัญ

“ก็ได้”

 

แหวนนิ่วหน้าขณะเอื้อมแขนข้างที่บาดเจ็บไปล้วงหยิบกุญแจดอกหนึ่งออกมาจากกระเป๋าด้านหลังกางเกงตะเบงมานคอมมานโดของเธอ ก่อนจะยกมันไว้ในระดับอกให้หลานชายหมอผีใหญ่ดู

 

“ดอกนี้แม่นก่อ”

“ขอบคุณมาก จะได้ไม่ต้องยิงกัน”

 

เด็กหนุ่มหน้าดุคุกเข่าลงหยิบกุญแจจากมือฝ่ายตรงข้าม แต่ทันใดนั้น แหวนก็เอื้อมแขนอีกข้างรวบขาเขาก่อนจะเหวี่ยงร่างเด็กหนุ่มหน้าดุฟาดเปรี้ยงเข้าใส่ภาพเขียนบนผนังโบสถ์ จ้าดทรุดด้วยความทั้งเจ็บทั้งมึน ตานีสาวหัวหนามไม่ยอมให้คู่ต่อสู้ร่วงง่ายๆ เธอยกขาถีบเต็มๆท้องจนหลานชายหมอผีใหญ่ลอยขึ้นจากพื้นเกือบครึ่งนิ้วก่อนจะร่วงตุ้บลงแทบเท้าเธอ

 

เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มกระโจนไปคว้าไรเฟิลจู่โจมของเธอที่ตกอยู่ไม่ห่างออกไปนัก แต่เธอก็กลับต้องเป็นฝ่ายทรุดเองบ้างเมื่อฝ่ายตรงข้ามเหวี่ยงสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยาวมาฟาดเข้าเต็มๆหน้าแข้งทั้งสองข้าง แหวนกระเสือกกระสนไปคว้าไรเฟิลจู่โจมของเธอจนได้ แต่วินาทีต่อมา จ้าดก็โถมน้ำหนักตัวเกือบแปดสิบกิโลกรัมของเขาลงใส่ร่างของเธอจนตานีสาวแทบแบนเป็นคางคกโดนรถบดถนนทับ

 

เด็กหนุ่มหน้าดุตะแคงตัวทับเธอไว้เหมือนนักมวยปล้ำ มือทั้งสองข้างพยายามง้างมือที่กำกุญแจแน่นของอีกฝ่าย แต่ยังไม่ทันจะง้างออก หลานชายหมอผีใหญ่ก็มีอันต้องร่วงลงไปกองกับพื้นอีกครั้งเมื่อมืออีกข้างของเด็กสาวหัวหนามยกปืนของเธอขึ้นมาฟาดเปรี้ยงเข้าเต็มๆท้ายทอย แหวนกระชากคอเสื้อฝ่ายตรงข้ามเหวี่ยงออกจากตัวเธอก่อนจะยันตัวลุกขึ้นยืน ปืนยกขึ้นประทับเอวเล็งตรงไปยังอดีตผู้นำเผ่าพันธุ์ของเธอที่นั่งนิ่งอยู่ในกรงอย่างไร้ทางสู้

 

แต่ก่อนที่นิ้วชี้จะเหนี่ยวไกลงไปลึกพอที่มันจะส่งกระสุนออกไปปลิดชีวิตเป้าหมาย ตานีสาวผู้ทรยศก็ต้องทรุดฮวบลงกับพื้นเมื่อกระสุนอีกนัดหนึ่งพุ่งเข้าเจาะต้นขาทั้งสองข้างในนัดเดียว หลานชายหมอผีใหญ่เตะปืนที่ร่วงหลุดจากมือเธอกระเด็นไปไกล ก่อนจะเล็งปืนที่กลางหน้าผากเธออีกครั้ง คราวนี้รักษาระยะห่างที่เกือบสองเมตร

 

“โยนกุญแจไปให้กล้วย” จ้าดสั่ง พยายามทำเสียงเหี้ยมเกรียม แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรด้วยยังเหลือทั้งอาการมึนและอาการจุกอยู่ “ไม่งั้นเรายิงแน่”

“จะยิงก็ยิงเลย” เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มแสยะยิ้มแม้ใบหน้าจะซีดขาวราวหิมะจากความเจ็บปวด “ข้าบ่ย่านสิ้นอายุอยู่แล้ว”

“แต่ข้าเจ้าบ่อยากหันแหวนสิ้นอายุเน่อ !” ราชินีตานีตอบเสียงสูง เธอลุกขึ้นมายืนเกาะลูกกรง ดวงตาสีดำประกายเขียวจ้องตาสีเดียวกันของเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ “จะไดแหวนก็เป็นตานี หมู่เฮาเหลือกันอยู่แค่นี้ ข้าเจ้าบ่อยากเสียแหวนไปเน่อ !

“ต่อหื้อบ่ยิงข้า ข้าก็บ่มีทางปิ๊กไปอยู่กับกล้วยหรอก ข้าจะอาฆาตกล้วยอยู่เหมือนเดิมจะอี้แหละ บ่มีทางหยุดจนกว่าข้าจะได้เป็นราชินีตานี ! ว่าจะได ยังบ่อยากหันข้าสิ้นอายุอยู่อีกก่อล่ะ !?

“บ่อยาก !” ตานีสาวหน้าจืดตอกกลับ “หมู่เฮาอู้กันดีๆได้เน่อ ตกลงกันดีๆ ปรับความเข้าใจกันดีๆ บ่ต้องยะจะอี้”

“ข้าบอกสิ่งที่ข้าอยากได้ไปแล้ว แล้วกล้วยยะหื้อข้าได้ก๋า !? ตำแหน่งราชินีตานีก็หื้อบ่ได้ หื้อเลิกปราบผีร้ายก็หื้อบ่ได้ แล้วยังจะเหลืออะหยังหื้ออู้กันดีๆอีก !?

“เหตุผลที่แหวนยะจะอี้จะได” กล้วยตอบ “จากที่แหวนอู้ก่อนหน้านี้แหวนคงเคยเจอเรื่องเศร้าอะหยังมาก่อนแม่นก่อถึงได้ยะจะอี้ บอกข้าเจ้ามาสิ ข้าเจ้าพร้อมรับฟัง มีปัญหาอะหยังก็จะได้ค่อยๆแก้กันไปจะได !

“บ่มีอะหยังทั้งนั้น !” ตานีสาวหัวหนามตะโกน แต่ทั้งราชินีตานีและหลานชายหมอผีใหญ่เห็นได้ชัดเจนว่าใบหน้าซีดขาวของเธอมีสีเลือดขึ้นมาเล็กน้อย “ยิงข้าทิ้งซะ หรือบ่อั้นก็โดนยิงทิ้ง จะเอาจะได !?

“แหวน คิดให้ดีๆนะ” หลานชายหมอผีใหญ่ลองเกลี้ยกล่อมดูบ้าง “ถ้ายอมโดนยิงตอนนี้แหวนก็ไม่มีทางได้เป็นราชินีตานีอีกเลย แต่ถ้าโยนกุญแจให้กล้วยไป แหวนยังมีชีวิตรอดไปรบครั้งต่อๆไปนะ”

“นายก็แค่อู้หื้อข้าปล่อยกล้วยเท่านั้นแหละ คึดว่าข้าง่าวก๋า !?

“แต่ถ้าแหวนไม่ให้กุญแจ เรายิงจริงนะ”

“ก็ได้ !

 

ไม่รู้ว่าด้วยการเกลี้ยกล่อมของจ้าด หรือเพราะแหวนหมดความอดทนด้วยตัวเองกันแน่ หรืออาจจะเพราะทนเจ็บแผลถูกยิงทั้งสามที่ไม่ไหวก็เป็นได้ แต่เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มก็ยอมโยนกุญแจในมือเธอเข้าไปให้อดีตผู้นำเผ่าพันธุ์ในกรง กล้วยเก็บมันขึ้นมาไขอย่างว่องไวขณะจ้าดยังคงรักษาปืนให้เล็งตรงไปยังหน้าผากของฝ่ายตรงข้ามด้วยเกรงว่าเธอจะซ่อนลูกไม้อะไรไว้อีก แต่ล็อกคลายออกทันทีที่เด็กสาวหน้าจืดไขกุญแจ ในที่สุดหลังจากอยู่ในกรงมากว่าห้าชั่วโมง ราชินีตานีก็เป็นอิสระอีกครั้ง

 

“ขอบคุณเน่อแหวน”

เด็กสาวหน้าจืดค้อมหัวให้อดีตเพื่อนสาวน้อยๆ แต่ความใจดีก็หมดลงแค่นั้น เธอคุกเข่าลงล้วงเอาวิทยุ ระเบิดมือและอุปกรณ์ป้องกันพลังงานวิญญาณที่คาดอยู่กับเข็มขัดของตานีสาวหัวหนามมาเสียบเอาไว้ที่เข็มขัดของเธอ เมื่อเช็กจนแน่ใจว่าคงไม่มีอะไรที่จะเป็นอันตรายต่อเธอและหลานชายหมอผีใหญ่แล้ว กล้วยจึงหันมาหาเพื่อนหนุ่มซึ่งยังคงยืนจ่อปืนใส่หน้าผากข้าศึกอยู่ข้างตัว

 

“จากนี้เอาจะไดต่อ”

“ออกไปกันก่อนดีกว่ากล้วย”

“บอกข้าเจ้ามาก่อนว่าจะเอาจะไดต่อ” ตานีสาวหน้าจืดย้ำเสียงเรียบแต่เด็ดขาด

“บอกไปแหวนก็รู้หมดสิ” จ้าดย้อนถาม “หรือจะให้โทรจิต”

“อย่า หมู่เปิ้นก็อาจจะดักฟังอยู่เหมือนกัน” ราชินีตานีรีบห้าม “เดี๋ยวข้าเจ้าจะกระซิบเดาไปทีละอย่างละกัน ถ้าแม่นก็พยักหน้า บ่แม่นก็ส่ายหน้า หรือบ่อั้นก็ตอบแค่ว่าแม่นบ่แม่น เข้าใจเน่อ”

“โอเค”

 

กล้วยยื่นหน้าเข้ามาใกล้เพื่อนหนุ่มซึ่งอดขัดเขินไม่ได้แม้เขาจะรู้ว่าไม่ใช่เวลา

 

“หมู่เฮาต้องฝ่าออกจากเมืองไปกันเองตลอดทางแม่นก่อ”

“ไม่” เด็กหนุ่มหน้าดุส่ายหน้า

“ทางเชียงพิงค์จะส่งทีมขนาดเล็กเข้ามาช่วยหมู่เฮาแม่นก่อ”

“ไม่”

“แปลว่าจะบุกที่นี่เดี๋ยวนี้ด้วยทั้งกองทัพ”

 

คราวนี้จ้าดพยักหน้า

 

“ถ้าจะอั้น ข้าเจ้าคึดว่าหมู่เฮาอยู่ในนี้ต่อน่าจะดีกว่า”

“เอ้ย ทำไมล่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่หันขวับมามองเพื่อนสาวจนจมูกแทบจะชนจมูก กล้วยผงะเล็กน้อย แต่เธอก็เพียงพยักพเยิดให้เพื่อนหนุ่มหันกลับไปเฝ้าตานีสาวผู้ทรยศ ก่อนจะยื่นหน้ามากระซิบต่อ

“ตอนนี้หมู่เฮาอยู่ในวัด ถ้าข้าเจ้าเข้าใจบ่ผิดน่าจะเป็นวัดเชียงรุ้ง แม่นก่อ”

“อื้ม” จ้าดพยักหน้า

“รอบนอกหมู่ผีร้ายล้อมวัดนี้อยู่แม่นก่อ” ตานีสาวหน้าจืดถามต่อ

“อื้ม” เด็กหนุ่มหน้าดุพยักหน้าอีกครั้ง

“ระยะห่างจากอาคารหลังนี้ประมาณเท่าได๋ ตอบเป็นเลขมาเลยก็ได้”

“สักร้อยกว่าหรือสองร้อยเมตรมั้ง ไกลอยู่”

“อย่างที่ข้าเจ้าคึดไว้” ราชินีตานีตอบ “วัดนี้เป็นวัดใหญ่ เคยเป็นวัดหลวงสมัยอาณาจักรเวียงตาน เคยมีพิธีสำคัญแล้วก็มีพระที่ปฏิบัติดีอยู่หลายรูป เพราะจะอั้นข้าเจ้าคึดว่าพลังงานด้านดีน่าจะมีมากจนหมู่ผีร้ายเข้ามาบ่ได้ เพราะจะอั้น ข้าเจ้าคึดว่าหมู่เฮารออยู่ในนี้ แล้วหื้อกล้ายแบ่งกำลังบุกมาช่วยหมู่เฮา หรือบ่อั้น จะหื้อปลอดภัยแน่นอนกว่านั้นก็ยึดเมืองหื้อได้ก่อน แล้วหมู่เฮาค่อยออกไปน่าจะดีกว่า”

“เอ้ย ทำแบบนั้นจะไม่ยิ่งสูญเสียเรอะ” หลานชายหมอผีใหญ่ย้อนถาม เขาห้ามตัวเองได้ทันก่อนจะหันไปหาเพื่อนสาวให้โดนมองแรงอีกรอบ

“หมู่เฮาจะยึดเมืองนี้อยู่แล้ว อีกอย่าง ถ้าหมู่เฮาคุมตัวแหวนอยู่ที่นี่ หมู่มันก็น่าจะขาดการบัญชาการไปอย่างน้อยก็บางส่วน การยึดเมืองน่าจะง่ายขึ้นด้วย อาจจะนานหน่อยถ้าเกิดการป้องกันของหมู่ผีร้ายแน่นหนา แต่จะไดก็คงดีกว่าหมู่เฮาฝ่าออกไปเองกันสองตนโดยที่บ่มีอาวุธหนักอะหยังเลย”

“แต่เรายังฝ่าเข้ามาได้เลยนะ” จ้าดท้วง “แล้วนี่เรายิ่งมีกองทัพช่วยดึงความสนใจ น่าจะฝ่าออกไปได้ง่ายกว่าเดิมอีกนะ”

“หมู่มันฮู้ตัวก่อล่ะว่านายเข้ามา”

“น่าจะรู้นะว่ามีคนจะมาช่วยกล้วย แต่ตอนแรกพวกมันไม่รู้ตำแหน่งเรา เพิ่งจะรู้ตอนหลัง”

“นั่นแหละประเด็น ตอนนี้ถ้าหมู่เฮาออกไป ก็เท่ากับต้องปล่อยแหวน เปิ้นบอกหมู่มันทันทีแน่ว่าหมู่เฮาอยู่ในนี้ แล้วหมู่มันก็จะปิดล้อมวัด ฝ่าออกไปลำบากแน่ แล้วยังอาจจะโดนแหวนตีตลบหลังอีก หมู่เฮาเฝ้าแหวนอยู่ในนี้น่าจะปลอดภัยที่สุด”

“เอางั้นเรอะ”

“อื้ม”

 

เด็กหนุ่มหน้าดุเงียบไปอึดใจหนึ่งขณะชั่งน้ำหนักระหว่างแผนการเก่าและแผนการใหม่ แต่ในที่สุดก็พยักหน้า

 

“กล้วยว่าไงเราว่างั้นละกัน” เด็กหนุ่มปล่อยมือซ้ายจากปลอกรองมือของสไนเปอร์ไรเฟิลไปล้วงเอาโทรศัพท์มือถือมาส่งให้เพื่อนสาว “กล้วยส่งเมสเสจไปบอกกล้ายทีว่าปลอดภัยแล้ว แล้วแผนการจะเปลี่ยนเป็นยังไง เดี๋ยวเราเฝ้าแหวนเอง”

“ได้”

 

“ยังบ่ออกไปกันอีกก๋า”

แหวนถามห้วนๆ เมื่อเห็นว่าหลานชายหมอผีใหญ่ยังคงจ่อปืนใส่เธออยู่เหมือนเดิม ขณะเด็กสาวหน้าจืดตั้งต้นกดมือถือ

 

“ก็อยากออกเหมือนกันแหละ แต่กล้วยบอกว่าอยู่ที่นี่ก่อนดีกว่า เราก็คงไม่ขัดเขา”

หลานชายหมอผีใหญ่ตอบเสียงสบายอารมณ์ แต่มันกลับทำให้สมองและเส้นประสาททั่วร่างของตานีสาวหัวหนามที่เครียดเขม็งอยู่แล้วด้วยความเจ็บปวดจากแผลทั่วร่างยิ่งตึงเปรี๊ยะขึ้นไปอีก เธอยอมให้กุญแจไปเพราะคิดว่าสองข้าศึกจะรีบเผ่นออกไปทันที และนั่นจะเปิดช่องทางให้เธอกินยาสมานแผลและบอกเหล่าทหารผีสิงให้ปิดเมืองจับตาย แต่ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็ ตัวเธอเองคงได้เสียเลือดเสียพลังงานวิญญาณจนหมดสติหรือแตกสลายไปก่อนด้วยซ้ำ

 

“กล้าดีนี่” แหวนแสยะริมฝีปากที่เปรอะไปด้วยเลือดเป็นรอยยิ้มเย็น แต่สมองร้อนจี๋ขณะคิดหาทางล่อฝ่ายตรงข้ามให้ทำอย่างที่เธอต้องการ “รออยู่กลางดงศัตรูกันแค่สองตนจะอี้ บ่ย่านจะโดนรุมก๋า”

“จะย่านยะหยัง จะไดหมู่มันก็เข้ามาบ่ได้” ตานีสาวหน้าจืดผู้ส่งข้อความเสร็จแล้วด้วยความรวดเร็วตอบแทนเพื่อนหนุ่ม ขณะมือยื่นโทรศัพท์คืนให้เจ้าของ “ยะหยังแหวนถึงอยากหื้อหมู่เฮาออกไปนักล่ะ”

 

แหวนขบกรามกรอด เธอนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง แต่แล้วริมฝีปากของตานีสาวหัวหนามก็แสยะยิ้ม

 

“บ่อยากออกก็บ่ต้องออก ข้าจะสงเคราะห์หื้อ”

 

ขาดคำ เสียงปืนใหญ่ก็ดังแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง เด็กหนุ่มหน้าดุกระชับปืนกดปากกระบอกลงกับหน้าผากของฝ่ายตรงข้ามให้แรงขึ้น แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะเหนี่ยวไก ถึงแหวนจะพูดแบบนั้น แต่ราชินีตานีลอกคราบอุปกรณ์ทั้งหมดที่ติดตัวเธอไปหมดแล้ว ไม่มีทางที่เธอจะติดต่อกับปืนใหญ่หรือหน่วยอื่นๆของหมู่ผีร้ายได้ ปืนใหญ่คงยิงตอบโต้การเคลื่อนพลของกองทัพจากเชียงพิงค์มากกว่า

 

ไม่กี่วินาทีต่อมา จ้าดก็ต้องตระหนักว่าเขาคิดผิด

 

กระสุนปืนใหญ่นับสิบๆนัดกระหน่ำลงมาใส่หลังคาที่ลดหลั่นกันเป็นชั้น เขย่าอาคารกึ่งหินกึ่งปูนกึ่งไม้สถาปัตยกรรมเวียงตานโบราณให้สะเทือนเลื่อนลั่นไปถึงฐานราก แรงสั่นสะเทือนและแรงระเบิดจากหัวกระสุนที่ส่งผ่านทั้งอากาศและโครงสร้างตึกเข้ามาทำเอาสองสหายร่วมรบแทบล้มทั้งยืน ผงปูน เศษหินและเศษไม้จากเพดานร่วงกราวลงมาเหมือนเกล็ดหิมะ กระถางธูป เชิงเทียนและอัฐบริขารอื่นๆที่กองระเกะระกะอยู่ทั่วพื้นโบสถ์บ้างล้มบ้างกลิ้งไปกลิ้งมาตีฝุ่นกระจายคลุ้ง

 

จ้าดแหงนหน้าขวับขึ้นมองเพดานที่มีรอยแตกร้าวยาวหลายเมตร แต่กล้วยก้มลงมองอดีตเพื่อนสาวของเธอ ราชินีตานีเย็นสันหลังวาบเมื่อเธอพอจะเดาอะไรบางอย่างออก ส่วนหนึ่งจากรอยยิ้มแสยะที่ยามนี้กว้างเต็มใบหน้าของตานีสาวผู้ทรยศ

 

“แหวนจะฆ่าตัวตายก๋า !?” เด็กสาวหน้าจืดกรีดเสียงร้องถาม เลือดในกายเธอเย็นเฉียบเมื่อได้ยินเสียงปืนใหญ่จากจุดเดิมกระหน่ำยิงอีกรอบ

“ข้าบ่ย่านสิ้นอายุอยู่แล้ว กล้วยล่ะ ย่านก่อ” แหวนย้อนถามก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะเย็นเยียบเหมือนคนเสียสติ “ว่าจะได จะออกไปหรือจะบ่ออก”

 

ขาดคำเด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่ม กระสุนชุดที่สองก็กระหน่ำลงมาใส่โบสถ์อีกรอบ สองสหายร่วมรบแตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทางเมื่อทั้งเศษกระเบื้อง คานคอนกรีตและเศษหินก้อนเท่าตู้เย็นจากกำแพงโบสถ์ร่วงกระหน่ำซัมเมอร์เซลลงมาใส่หัว ก่อนจะตามมาด้วยแรงระเบิดจากหัวกระสุนที่อัดกระแทกเศษวัสดุจนปลิวว่อนด้วยความเร็วสูงเป็นสะเก็ดระเบิดชั้นเยี่ยม ชิ้นหนึ่งพุ่งเข้าเจาะที่แขนของราชินีตานีจนเลือดอาบ ขณะอีกชิ้นพุ่งเสียบขาของหลานชายหมอผีใหญ่จนทรุดฮวบ โชคดีราวปาฏิหาริย์ที่เขายังไม่โดนอะไรทับ แต่ถ้าอยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่แน่

 

“กล้วย !?” เด็กหนุ่มหน้าดุกัดฟันข่มความเจ็บปวดร้องเรียกเพื่อนสาว “กล้วย ได้ยินมั้ย เป็นอะไรรึเปล่า !?

“เจ็บนิดหน่อยแต่บ่เป็นอะหยัง !” เสียงของตานีสาวหน้าจืดตอบกลับมาจากอีกฟากของคานคอนกรีตขนาดเกือบเท่าเตียงนอนที่ร่วงลงมากลางโบสถ์

“ไปเหอะ อยู่ไม่ได้แล้ว !

“อื้ม ไปเจอกันทางหลังโบสถ์ !

 

จ้าดกึ่งกะเผลกกึ่งกระเสือกกระสนจนแทบจะกลิ้งลงบันไดที่กลายเป็นซากปรักหักพัง ราชินีตานีซึ่งไม่ได้บาดเจ็บที่ขาหมอบรออยู่แล้ว สองสหายร่วมรบแทบจำกันไม่ได้ด้วยทั้งขาวโพลนด้วยเศษคอนกรีตและแดงฉานในบางส่วนของร่างกายด้วยเลือด หลานชายหมอผีใหญ่ควักยาสมานแผลในกระเป๋ามายื่นให้เพื่อนสาว เธอโบกมือให้เขาดื่มก่อน แต่เด็กหนุ่มหน้าดุก็ไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้น ด้วยเสียงหวีดหวิวของกระสุนปืนใหญ่ระลอกสามดังแหวกอากาศมาจากเหนือหัวเสียแล้ว

 

ไวเท่าความคิด กล้วยลุกพรวดก่อนจะลากตัวเพื่อนหนุ่มเข้าไปในป่า วินาทีต่อมา แรงระเบิดจากกระสุนก็อัดทั้งสองจนกลิ้งหลุนๆไปนอนแอ้งแม้งอยู่กลางป่า มีเศษอิฐเศษปูนจากโบสถ์ซึ่งยามนี้แทบไม่เหลือเค้าเดิมแล้วลอยตามมาสองสามชิ้นเป็นของแถม

 

“แค่ก แค่ก จ้าดเป็นอะหยังก่อ” ตานีสาวหน้าจืดถามพลางกระอักกระไอจากฝุ่น ทั่วสรรพางค์กายเจ็บแปลบด้วยแผลถลอก

“ไม่มากกว่าเดิมเท่าไหร่....” เสียงหลานชายหมอผีใหญ่อยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร “แต่ยาสมานแผลไปแล้ว....”

“หา !?

 

ราชินีตานียันตัวลุกพรวดขึ้นทันทีที่ได้ยินคำตอบของเพื่อนหนุ่ม ลืมไปชั่วครู่ว่าแขนที่เธอใช้ยันก็บาดเจ็บอยู่เช่นกันจนเธอเกือบล้มหน้าหงายลงไปอีกรอบ เด็กสาวยั้งตัวเอาไว้ทันด้วยแขนอีกข้างซึ่งมีเพียงแผลถลอกก่อนจะกรากเข้าหาเพื่อนหนุ่ม แม้เขาจะตอบเธอแบบนั้น และดูเหมือนเขาจะไม่ได้โดนกระสุนปืนใหญ่ แต่อาการของหลานชายหมอผีใหญ่นั้นแย่กว่าที่เธอเห็นจากการมองเผินๆเมื่อครู่นี้มาก เศษคอนกรีตยาวเกือบฟุตเสียบต้นขาของเด็กหนุ่มหน้าดุจนทะลุ เหล็กเส้นหงิกงอที่โผล่ออกมาเปียกชุ่มไปด้วยเลือดที่กำลังไหลรินจนโซมไปทั้งขา ยังไม่นับแผลน้อยใหญ่ที่อื่นอีกแม้จะไม่ฉกรรจ์เท่าก็ตาม ไม่น่าเชื่อว่าสภาพแบบนี้จะยังออกจากโบสถ์มาได้

 

“มียาสมานแผลอีกมั้ย” กล้วยถามรัวเร็ว

“ลองดูในที่เก็บอาวุธ แต่ไม่น่ามีแล้ว”

 

เด็กสาวหน้าจืดฉวยอุปกรณ์เก็บอาวุธจากมือที่สั่นเทาของเพื่อนหนุ่มมากดไล่ดูอย่างรวดเร็ว หัวใจในอกแบนร่วงวูบเมื่อตระหนักว่าจ้าดพูดถูก พวกเธอไม่เหลือยาสมานแผลเลยสักขวด

 

“แย่”

ตานีสาวขบกรามกรอด แม้แหวนคงสิ้นอายุไปแล้ว ซึ่งแปลว่าพวกเธออยู่ในนี้ได้จนกว่ากองทัพจะเข้ามาช่วย แต่ปล่อยแผลของหลานชายหมอผีใหญ่เอาไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ เธอไม่รู้ว่าแท่งคอนกรีตไปโดนเส้นเลือดใหญ่หรือเปล่า แต่ดูจากปริมาณเลือดที่ไหลออกมาแล้ว จะโดนหรือไม่โดนเด็กหนุ่มก็คงมีโอกาสเสียเลือดมากได้ทั้งนั้น

 

“แข็งใจไว้หน่อยเน่อจ้าด”

“เดี๋ยวกล้วย จะทำอะไร”

ดวงตาตี่เบิกกว้างขึ้นอย่างตกใจเมื่อเห็นตานีสาวฉีกชายเสื้อตัวในตะเบงมานคอมมานโดของเธอจนเผยให้เห็นหน้าท้อง อากาศตอนนี้อุณหภูมิเกือบลบยี่สิบองศาเซลเซียส ต่อให้เป็นตานีก็เถอะ จะไม่เป็นไรแน่หรือ แถมยังบาดเจ็บอยู่แบบนั้นด้วย และที่สำคัญ ต่อหน้าคนที่เธอเกลียดแบบเขาเนี่ยนะ....

 

“เดี๋ยวข้าเจ้าห้ามเลือดหื้อ”

“แล้วทำไมต้องฉีกเสื้อ เอาผ้าจากชุดเราก็ได้”

“บ่ได้ เสื้อผ้านี่นายเอามาจากทหารผีร้ายแม่นก่อล่ะ จะสกปรกหรือมีอะหยังอยู่ก็บ่ฮู้ แล้วนายก็เสียเลือดไปมากแล้ว ต้องหื้อร่างกายอบอุ่นเข้าไว้เน่อ”

“กล้วยก็บาดเจ็บนะ”

“ข้าเจ้าบ่เป็นอะหยัง บ่ต้องเป็นห่วง”

ราชินีตานีฉีกเศษชายเสื้อออกเป็นริ้วยาว ก่อนจะพันยึดแท่งคอนกรีตและปิดปากแผลอย่างแน่นหนา แรงกดและการขยับจากการพันแผนทำให้หลานชายหมอผีใหญ่เจ็บอยู่ไม่น้อย แต่เขาก็กัดฟันอดทน ตานีสาวอุตส่าห์ทำเพื่อเขาถึงขนาดนี้แล้ว

 

“ขอบคุณมากนะกล้วย” จ้าดเอ่ยขึ้นเมื่อเพื่อนสาวพันแผลให้เขาเสร็จแล้ว

“ข้าเจ้าต่างหากต้องขอบคุณนาย” เด็กสาวหน้าจืดตอบ แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น

“แล้วแผลกล้วยล่ะ”

“บ่เป็นอะหยังหรอก บ่ได้ลึกมาก” กล้วยตอบเลี่ยงๆ จริงๆเธอก็เจ็บอยู่ไม่น้อย แต่ดูสภาพแผลแล้วก็คงไม่ต้องใส่ใจกับมันอย่างเร่งด่วนขนาดนั้น

“แล้วจะเอาไงต่อดี” หลานชายหมอผีใหญ่ถามต่อ “จะอยู่ในนี้ต่อเหรอ”

“สภาพจะอี้จะออกไปข้างนอกก๋า” ราชินีตานีย้อนถาม “แล้วหมู่เฮาก็บ่มีเหตุผลที่จะบ่อยู่ในนี้ต่อด้วย แหวนก็สิ้นอายุไปแล้ว....”

 

เด็กหนุ่มหน้าดุจับน้ำเสียงมืดมนในประโยคสุดท้ายของเพื่อนสาวได้ เขาเอื้อมมือไปแตะแขนเธอหวังจะปลอบโยน อย่างกล้าๆกลัวๆ ด้วยไม่รู้ว่าเพื่อนสาวจะมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่กล้วยเพียงก้มหน้าลง นิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังแว่วมาแต่ไกล

 

“มันจะยิงเราอีกเรอะ !?” จ้าดพยายามจะลุก แต่ก็ทำได้แค่กึ่งดิ้นกึ่งกลิ้งเหมือนซอมบี้ที่ถูกยิงสมองไปแล้วครึ่งหนึ่งเท่านั้น

“บ่น่า” เด็กสาวหน้าจืดตอบ มือข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บยกขึ้นปาดตาเร็วๆ ก่อนจะพูดต่อ “บ่มีผู้ได๋ชี้เป้า แล้วป่านนี้ทางเชียงพิงค์น่าจะเข้ามาใกล้มากแล้ว หมู่มันคงบ่ยิงมั่วๆหื้อเปลืองกระสุนหรอก”

“ก็จริง เหมือนได้ยินเสียงเครื่องบินแล้วก็เสียงพวกปืนเล็กแล้วด้วย” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบหลังจากเงี่ยหูฟัง “แปลว่าตอนนี้เราทำได้แค่รอสินะ”

“อื้ม นายก็แข็งใจไว้หน่อยละกัน”

“ไม่เป็นไร เริ่มหายเจ็บขึ้นบ้างละ” เด็กหนุ่มหน้าดุพยายามยิ้มให้เพื่อนสาว “ว่าแต่เราควรจะไปหาที่กำบังกันสักหน่อยมั้ย อยู่ในป่าแบบนี้ถึงไม่มีใครอยู่ในนี้หรือเข้ามาเราก็ว่าไม่น่าปลอดภัยนะ”

“นายลุกไหวก๋า”

“จะลองดู”

 

จ้าดพลิกตัวตั้งหลักก่อนจะพยายามยันตัวลุกขึ้นอีกรอบ แต่เขาก็ต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อความเคยชินทำให้เขาพับขาเข้าหาตัวจนแท่งคอนกรีตขยับ เด็กหนุ่มหน้าดุลองอีกรอบ คราวนี้นั่งกึ่งคุกเข่าได้ แต่สุดท้ายก็ล้มลงไปนอนแอ้งแม้งกับพื้นอยู่ดี

 

“เดี๋ยวข้าเจ้าแบกไปเอง”

“เดี๋ยวกล้วย !?

 

ยังไม่ทันขาดคำจะท้วง กล้วยก็ช้อนร่างเขาขึ้นอุ้มเหมือนเจ้าบ่าวอุ้มเจ้าสาว แต่เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เธอก็วางหลานชายหมอผีใหญ่ลงกับพื้นหิมะอีกรอบ ใบหน้าจืดบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด

 

“กล้วย ไหวมั้ย”

“เปลี่ยนเป็นขี่หลังได้ก่อ จะโดนแผลนายแหละ แต่ข้าเจ้ายกแบบเมื่อกี้บ่ไหวแต๊ๆ”

“ไม่ต้องย้ายที่ก็ได้มั้งแบบนี้....”

“ย้ายแหละดีแล้ว ข้าเจ้าก็บ่ฮู้วาจะมีอะหยังมาอีกก่อเหมือนกัน”

“ถ้ากล้วยว่างั้นก็ได้.... ว่าแต่ขี่หลังไหวแน่นะ ไม่ใช่ต้องวางอีกรอบนา จะเจ็บกว่าเดิมเอา”

“บ่เป็นอะหยัง ไหว”

 

ราชินีตานีย่อตัวลง จ้าดพยายามแถกตัวไปขึ้นหลังเพื่อนสาว พยายามกันอยู่เกือบนาทีเด็กสาวหน้าจืดก็ยืนขึ้นได้อีกครั้ง เด็กสาวก้าวช้าๆ เลาะแนวชายป่ามุ่งหน้าไปยังมุมมืดริมอาคารหลังเล็กที่ดูเหมือนจะเป็นโรงเก็บของของวัด ที่นั่นคงพอเป็นที่กำบังให้พวกเธอได้จนกว่าจะมีคนมาช่วยแหละนะ

 

เบื้องหลังสองสหายร่วมรบ ในกองเศษซากปรักหักพังของอดีตพระอุโบสถแห่งอารามหลวงอาณาจักรเวียงตาน มีอะไรบางอย่างกำลังขยับเขยื้อนอยู่ข้างใต้นั้น.....

 

 

“กล้วย”

หลานชายหมอผีใหญ่เอ่ยเรียกเพื่อนสาว เขากึ่งนั่งกึ่งนอนพิงผนังปูนของโรงเก็บของ ขาข้างที่บาดเจ็บยกขึ้นสูง ทั้งเพื่อช่วยห้ามเลือดและไม่ให้แท่งคอนกรีตสัมผัสกับพื้น ลูกซองถือเตรียมพร้อมอยู่ในมือ หูได้ยินเสียงปืน จรวด และเสียงคำรามของระเบิดอยู่ไม่ขาดสายมาจาทางทิศเหนือ สถานการณ์ข้างนอกคงเป็นการปะทะกันเต็มรูปแบบแล้ว

 

“อะหยัง” เด็กสาวหน้าจืดตอบ เธออยู่ในท่าถูกต้องตามยุทธวิธีมากกว่าเพื่อนหนุ่มมาก นั่นคือนอนราบกับพื้น สไนเปอร์ไรเฟิลตั้งพร้อมยิงอยู่บนขาทรายเบื้องหน้า

“คิดว่ากว่าฝ่ายเราจะมาช่วยเรานี่อีกนานมั้ย จะเป็นวัน หรือเป็นไปได้มั้ยถ้าจะนานเป็นอาทิตย์”

“บ่ฮู้สิ” กล้วยเอียงคอเล็กน้อย “กองทัพหมู่เฮาเน้นยานเกราะซะมาก เคลื่อนที่เร็ว จะมาถึงในหน่วยสามสี่ชั่วโมงก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ก็อย่างว่า ที่นี่เหมือนปราการด่านสุดท้ายของหมู่ผีร้าย หมู่มันมีอะไรก็คงงัดออกมาหมด บางทีก็อาจจะเป็นวันสองวัน แต่ข้าเจ้าบ่คึดว่าจะนานเป็นอาทิตย์หรอก ยกเว้นจะบุกเข้ามาบ่ไหว หรือสูญเสียเยอะเกินจนต้องถอยออกไปตั้งหลักอีกที”

“แล้วจะมีโอกาสเป็นแบบนั้นมั้ย”

“อู้กันตามตรง อาจจะมี” ตานีสาวตอบเสียงหนัก “กองกำลังผีร้ายในเมืองนี้กำลังที่หมู่เฮามีเอาชนะได้ก็แต๊ แต่ถ้ามีกำลังเสริมจากตานนะคอนมาหมู่เฮาสู้บ่ไหวแน่ เพราะจะอั้น ตามแผนเดิม หมู่เฮาต้องยิงถล่มไปจนถึงคืนนี้แล้วค่อยบุกตอนกลางคืน บ่ายๆวันนี้จะมีทีมปฏิบัติการพิเศษไปวางระเบิดทางรถไฟตัดกำลังเสริมจากตานนะคอน แล้วก็มีเครื่องบินรบไปบินเบี่ยงเบนความสนใจที่หลวงน้ำทากับตานนะคอนด้วย”

“อ้าว งั้นแปลว่าการบุกนี่เสี่ยงมากเลยสิ”

“ฮื่อ” เด็กสาวหน้าจืดพ่นลมออกทางจมูกอย่างหนักใจ

“ถ้างั้นรีบบอกให้ถอยแล้วพวกเราฝ่าออกไปกันเองไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าฝ่ายเราเสียรถถังเสียอาวุธไปนี่แทบไม่มีโอกาสส่งมาจากเชียงม่วนได้แล้วไม่ใช่เหรอ”

“ข้าเจ้าฮู้ แต่ดูตัวเองก่อนเหอะบ่าจ้าดง่าว !” ราชินีตานีสวนกลับ แววหงุดหงิดเริ่มแฝงเข้ามาในน้ำเสียง “ก่อนหน้านี้หมู่เฮาก็บ่มีอาวุธบ่มีอะหยังจะฝ่าออกไปได้อยู่แล้ว ตอนนี้นายแค่ยืนยังจะบ่ไหวเลย ยังคึดจะฝ่าหมู่ผีร้ายเป็นหมื่นๆออกไปอีกก๋า”

“แต่ตอนนี้แหวนไม่อยู่แล้ว แล้วพวกมันก็คงนึกว่าพวกเราตายไปแล้วนะ บางทีอาจจะมีหวังก็ได้”

“....ก็แม่น” กล้วยยอมรับ “แต่นายจะยะจะไดกับขานายล่ะถ้าจะอั้น”

“บอกกล้ายให้ส่งเครื่องบินทิ้งยาสมานแผลลงมาให้เราไม่ได้เหรอ เรายังติดต่อกล้ายได้นี่”

“ทิ้งลงมาผีร้ายก็ฮู้สิว่าหมู่เฮายังอยู่ หรืออย่างน้อยๆหมู่มันก็ต้องผิดสังเกต แล้วถ้าจะเอาเครื่องบินขนส่งบินเข้ามานี่ยิ่งเสี่ยงหนักกว่าเดิมอีกเน่อ”

“.....งั้นก็ กลับไปค้นศพแหวน เราว่าแหวนน่าจะพกมาบ้างแหละ อาจจะยังพอมีเหลือก็ได้”

 

เด็กสาวหน้าจืดชะงักไปเล็กน้อย

 

“ก็ได้อยู่” ราชินีตานีตอบช้าๆ “แต่นายอยู่ที่นี่ตนเดียวไหวก่อล่ะ”

“ไหวอยู่แล้ว จะมีอะไรล่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ “แต่เราว่ารีบบอกทางเชียงพิงค์ก่อนดีกว่าว่าให้ถอยทัพกลับ”

“ข้าเจ้าว่าอย่าเพิ่ง ดูสถานการณ์ไปก่อน ถ้าน่าจะยึดเมืองได้หมู่เฮาก็บ่ต้องฝ่าออกไป ยาสมานแผลนี่จะไดๆก็ต้องใช้อยู่แล้ว”

“เอางั้นเหรอ” จ้าดขมวดคิ้วน้อยๆ แต่สุดท้ายก็พยักหน้า “กล้วยว่าไงเราว่างั้นละกัน”

“จะอั้นรออยู่นี่เน่อ เดี๋ยวข้าเจ้า....”

 

พูดยังไม่ทันขาดคำ เด็กสาวหน้าจืดผู้ทำท่ากำลังจะยันตัวลุกขึ้นก็ต้องรีบทิ้งตัวกลับลงไปหมอบติดพื้นอีกครั้ง เมื่อเสียงปืนดังขึ้นพร้อมๆกับกระสุนสองสามนัดที่พุ่งแหวกอากาศมาเฉี่ยวเหนือหัวเธอไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร ก่อนจะตามมาด้วยเสียงที่ที่ตานีสาวและหลานชายหมอผีใหญ่ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้ยินอีกแล้ว

 

“หนีข้าบ่พ้นหรอกกล้วย !

“แหวน !?

 

เด็กสาวหน้าจืดอ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อหู เธอแนบดวงตาเข้ากับกล้องเล็งมองลอดช่องในผนังปูนออกไป ตานีสาวหัวหนามจริงๆด้วย เนื้อตัวเธอมีผงปูนปกคลุมจนดูขาวโพลนไปหมด แต่เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มก็ดูจะไม่บาดเจ็บอะไรไปมากกว่านั้น แต่ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ในมือของเธอถือปืนกลอยู่ พร้อมสายกระสุนที่ยาวจนพันรอบตัวเธอได้นับสิบรอบ....

 

“ก็เหี้ยมแล้ว รอดได้ไง !?

เสียงของจ้าดถูกขัดจังหวะด้วยกระสุนปืนกลที่กราดยิงเข้าใส่โรงเก็บของ พร้อมกับเสียงหัวเราะดังลั่นราวกับเสียสติไปแล้วของตานีสาวผู้ทรยศ สองสหายร่วมรบพยายามกดตัวให้แนบกับพื้นปูนที่มีหิมะปกคลุมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขณะกระสุนปลิวว่อนอยู่รอบตัวเหมือนฝูงผึ้งที่โกรธจัด ยังไม่มีนัดไหนโดนหรือเฉี่ยวเข้าใกล้จนน่าหวาดเสียวก็จริง แต่เด็กสาวหัวหนามกำลังเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ....

 

แม้จะไม่เต็มใจนัก เด็กสาวหน้าจืดก็เหนี่ยวไกยิงสไนเปอร์ไรเฟิลของเธอกลับไปบ้าง แต่แทนที่กระสุนจะพุ่งเข้าเจาะขาและแขนของอดีตเพื่อนสาวเบื้องหน้า กลับมีแสงสว่างวาบพร้อมกับเสียงระเบิดเปรี้ยง เลือดในร่างราชินีตานีเย็นวาบยิ่งกว่าอากาศรอบตัว เธอเคยเห็นปรากฏการณ์แบบนี้มาก่อนตอนที่ไปกับสาย แหวนมีอุปกรณ์สร้างม่านพลังงานวิญญาณติดตัว อุปกรณ์ที่ป้องกันทุกอย่างที่มีพลังงานวิญญาณเป็นส่วนประกอบ

 

นั่นแปลว่ากระสุนที่เหลืออยู่สี่สิบแปดนัดของเธอซึ่งทั้งหมดเป็นหัวทำลายทั้งสสารและวิญญาณใช้การไม่ได้

 

เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสั่นอืด กล้วยรีบล้วงออกมาดู ข้อความหนึ่งสว่างอยู่กลางหน้าจอ

 

“หมู่มันเยอะเกินไป เสียรถถังไปสามสิบคันแล้ว ต้องถอยกลับ สุมาเน่อกล้วย สุมานักๆ !

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*กุ้มใจ – ไม่มี ล ลิง กุ้มใจจริงจริง ล ลิงไม่มี รักเธอเธอไม่ยินดี ว่าตัวเรานี้ไม่มี ล ลิง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #139 นางฟ้า.천사 (จากตอนที่ 115)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2560 / 23:34
    เย้ อัพแล้ววว

    ถึกกว่าใครก็แหวนนี่ล่ะ โห คิด
    ว่ากลายร่างไปแล้ว... กล้ายต้องถอยแล้วกล้วยจ้าดจะไปเจอกันโลกหน้ามั้ยเนี่ย -0-

    (โง้ย แอบเขินตอนจมูกจะชนกันเบาๆ...-///-)
    #139
    1
    • #139-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 115)
      10 กรกฎาคม 2560 / 10:51
      ขอโทษครับที่หายไปนาน พอดีตอนนี้เขียนให้สมจริงค่อนข้างยาก แล้วก็มีเปลี่ยนเหตุการณ์ไปเยอะด้วย เลยพักนานไปหน่อย (ติดเกมนิดนึงด้วยแหละ)

      ตอนแรกตอนนี้คิดจะให้จบแบบกล้วยกับจ้าดยืนเฝ้าอยู่ในโบสถ์แล้วกล้ายมาช่วย จบแบบสั้นๆ เพราะจะใส่เหตุการณ์หลังจากนั้นอีก แต่คิดไปคิดมา ง่ายไป ไม่เหมาะกับปราการด่านสุดท้ายของผีร้าย และไม่เหมาะกับฉากเท่ของบ่าจ้าดง่าวเลย แล้วเท่าที่ลองๆอ่านทวน เรื่องนี้ก็มีเหตุการณ์ที่ "ตกอยู่ในภาวะคับขัน แต่รอดมาได้เพราะมีคนมาช่วย" เยอะเกินไปแล้ว เลยตัดสินใจทรมานกล้วยกับจ้าดต่อสักหน่อยดีกว่า

      ฉากจมูกจะชนนี่เอาจริงๆ ตอนผมเขียนแทบไม่รู้สึกอะไรเลยครับ ความรู้สึกด้าน ฮา....
      #139-1