ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 114 : ทางกลับบ้านที่วกวนเวียนเข้าไปในวัด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 89
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    14 มี.ค. 60

กล้วยเกือบจะผล็อยหลับไปแล้วเมื่อประตูโบสถ์เปิดออกอีกครั้ง

 

แล้วร่างหนึ่งก็ก้าวเข้ามา ก่อนที่ประตูจะถูกปิดตามหลัง

 

ร่างนั้นไม่ใช่เงาเลือนรางดำมืดเหมือนผีร้ายแหกนรก ชุดที่ใส่ไม่ใช่ชุดทหารลายพรางหิมะ หรือชุดมั่วๆทั่วๆไปเหมือนที่เหล่าทหารผีสิงใส่กัน ไม่ใช่แม้แต่ตะเบงมานคอมมานโดเหมือนแหวนและเธอ หากเป็นชุดสูทกันหนาวสีดำอย่างดี เนคไทสีฟ้าอมม่วงขลิบทองตัดกับสีขาวของเสื้อเชิ้ตตัวใน ตานีสาวหน้าจืดกะพริบตาอย่างไม่มั่นใจว่าภาพที่เห็นเบื้องหน้าเป็นความจริงหรือความฝันยามสัปหงก เธอไม่ได้เห็นทั้งคนและผีใส่ชุดแบบนี้มาหลายเดือนแล้ว และเธอก็ไม่คิดว่าจะมีคนใส่ชุดแบบนี้อยู่ที่นี่ด้วย ใครมันจะใส่สูทกลางสนามรบกันเล่า

 

แต่ใบหน้าของร่างนั้นราชินีตานีรู้จักดี แม้จะยังไม่เคยเจอตัวจริงของเขาเลยสักครั้งก็ตาม

 

ประจิม บัญชรศิลป์ ประธานรัฐเวียงตาน

 

“ณัฐณิช ณ ตานนะคอน” นักการเมืองวัยกลางคนเอ่ยขึ้นก่อน เขาเดินลากเท้าอย่างสบายอารมณ์ตรงมาที่กรงของวิญญาณผู้พิทักษ์สาว “ราชินีตานี.....”

“ประจิม” กล้วยตอบเรียบๆ ดวงตาเรียวมองตรงเข้าไปในดวงตาของฝ่ายตรงข้ามที่อยู่ใกล้ในระยะที่เธอแทบจะเอื้อมถึง

“ผมเพิ่งเคยเห็นราชินีตานีตัวเป็นๆ ที่ไม่ใช่อยู่ในทีวีหรือในอินเตอร์เน็ตเป็นครั้งแรกนี่แหละ” เสียงของผู้นำสูงสุดแห่งรัฐเวียงตานกลั้วหัวเราะอยู่น้อยๆ “ไม่น่าเชื่อนะ ผู้หญิงอายุแค่นี้จะเป็นผู้นำกลุ่มคนต่อสู้กับภูตผีทั้งรัฐเวียงตานได้....”

 

ตานีสาวหน้าจืดไม่ตอบอะไร รอให้ฝ่ายตรงข้ามพูดต่อ

 

“ผมควรจะเรียกคุณว่าอะไรดี” ประจิมยังคงรักษาน้ำเสียงสบายๆแกมกลั้วหัวเราะเอาไว้ “ให้ผมเรียกราชินีตานี หรือให้ผมเรียกชื่อเล่นคุณเหมือนพวกคุณแหวน”

“แล้วแต่คุณ” ราชินีตานีตอบสั้นๆ

“งั้นผมเรียกคุณกล้วยละกัน” ประจิมสรุป “ที่ผมมาที่นี่ เพราะมีเรื่องอยากจะถามคุณสักหน่อย”

“ก็ดี ข้าเจ้าก็มีเรื่องอยากจะถามคุณเหมือนกัน”

 

“โอ้ ดีเลย งั้นมาแลกกัน ผมถามหนึ่งคำถาม ผมก็จะตอบคำถามคุณหนึ่งคำถาม โอเคมั้ย”

นักการเมืองเจ้าปัญหาดูเหมือนจะสนุกกับการสนทนานี้อยู่ไม่น้อย เขาลากเก้าอี้พลาสติกที่วางอยู่ข้างผนังหินอ่อนของโบสถ์มานั่งใกล้ๆกรง ขณะกล้วยทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิกับพื้น ดวงตาเรียวหรี่มองฝ่ายตรงข้าม จะมาไม้ไหนกันแน่

 

“อย่างแรก” ประจิมเริ่มทันทีที่ก้นแตะเก้าอี้ “ทำไมผมถึงใช้พลังของคุณเรียกปีศาจออกมาจากโลกหลังความตายไม่ได้แล้ว ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ผมก็ยังเรียกได้ปกติ”

“คุณได้พลังนั้นมาได้จะได” ตานีสาวหน้าจืดย้อนถาม ไม่มีความประหลาดใจหรือตกใจ เธอคาดไว้ตั้งแต่เห็นศพสุทัศน์ หมอผีผู้ควบคุมกองทัพผีร้ายเมื่อปีก่อนแล้วว่าพลังนี้คงตกอยู่ในมือของใครก็ตามที่ควบคุมเขาอยู่ ซึ่งก็ไม่พ้นประธานรัฐผู้นี้

“ก็ผมเป็นคนสั่งให้ลูกน้องยิงตาแก่นั่น แล้วผมก็วางยาลูกน้องคนนั้นเองกับมือ ทำไมผมถึงจะไม่ได้พลังนั้นล่ะ อย่าคิดว่าผมไม่รู้นะว่าพลังนั้นนอกจากราชินีตานีมอบให้แล้ว ยังส่งต่อให้ใครก็ตามที่ฆ่าคนที่ถือพลังนั้นอยู่ได้ด้วย”

“แล้วคุณฮู้ก่อ ว่าพลังนั้นยะการจะได”

“ตอบตามตรงว่าผมไม่รู้ และผมกำลังขอให้คุณอธิบาย”

“พลังนั้นคือการส่งคำขอไปหายมทูต หื้อหมู่เปิ้นส่งภูตผีปีศาจอะหยังก็ตามที่ขอจากโลกหลังความตายปิ๊กมาฟากนี้” กล้วยตอบ ดวงตาเรียวยังคงมองตรงเข้าไปในดวงตาทรงเดียวกันหากดูลึกไร้ก้นบึ้งของฝ่ายตรงข้าม “ปีศาจต่างๆ โดยเฉพาะที่คุณใช้ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นมาเองจากสัตว์หรือพลังงานวิญญาณที่กลายพันธุ์ แต่จำนวนก็มีจำกัด หื้ออู้กันแต๊ๆ หมู่มันเกิดในอัตราน้อยกว่ามนุษย์มากด้วยซ้ำ แต่คุณเรียกมาจำนวนมหาศาลจะอั้น ก็บ่แปลกหรอกที่จะหมดเกลี้ยงโลกหลังความตาย หลายชนิดอย่างปอบไห้จัดเป็นชนิดใกล้สูญพันธุ์อยู่แล้วด้วยซ้ำ ก็บ่แม่นว่าหมู่เฮาบ่อยากหื้อเป็นจะอั้นหรอกเน่อ”

“หมดเกลี้ยง ?” นักการเมืองเจ้าปัญหาเลิกคิ้ว “หมดเกลี้ยงโลกหลังความตายเนี่ยนะ ตลกน่า ทีตอนแรกผมยังสั่งให้ตาแก่หมอผีนั่นเรียกออกมาตั้งเยอะแยะจนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พวกคุณได้ แล้วจะมาหมดอะไรเอาตอนนี้”

 

“อ้อ สรุปคือคุณเองสิเน่อที่ยะเรื่องทั้งหมด”

ดวงตาของราชินีตานีหรี่ลง ตรงกันข้ามกับเพลิงโทสะที่ลุกพรึ่บขึ้นในอกแบน เอาจริงๆ ดูจากสถานการณ์และท่าทีของเหล่าตานีผู้ทรยศ เธอก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าประจิมคงต้องอยู่เบื้องหลังผีร้ายที่บุกเข้ามาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พวกเธอไม่มากก็น้อย แต่มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับการได้มาฟังจากปากของตัวการแบบนี้ และโดยที่อีกฝ่ายดูจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยกับการกระทำของตัวเองแบบนี้....

 

“ผมก็นึกว่าคุณรู้อยู่แล้ว” ประจิมเลิกคิ้ว “เอาเหอะ ช่างเรื่องนั้น เอาคำถามนี้ก่อน มันจะหมดเกลี้ยงโลกหลังความตายไปได้ยังไง”

“ก็อย่างที่ข้าเจ้าบอกไป” เด็กสาวหน้าจืดพยายามข่มอารมณ์ทำน้ำเสียงให้เรียบเฉย “ตอนแรกมันก็บ่ได้มีเยอะอยู่แล้ว แล้วคุณเรียกออกมาเป็นพันๆหมื่นๆตน ข้าเจ้ายังตกใจเลยด้วยซ้ำที่มีเยอะจะอั้น”

“แต่โลกตั้งกว้าง จะมีแค่นั้นเองน่ะเหรอ โลกทางนั้นกว้างกว่าทางนี้อีกไม่ใช่เหรอเท่าที่คุณแหวนบอกผม มันจะหมดได้ไง”

“ยมทูตของเวียงตานก็เรียกได้เฉพาะภูตผีปีศาจที่อยู่ในขอบเขตรัฐเวียงตานเท่านั้น”

“แต่วิญญาณล่ะ” ชายวัยกลางคนในชุดสูทถามต่อเสียงนุ่ม “ผมไม่คิดว่าวิญญาณทั่วๆไปจะหมดโลกหลังความตายหรอกนะ ต่อให้เรียกได้แค่ในเขตของรัฐเวียงตานก็เถอะ”

“คุณเรียกวิญญาณบ่ได้ตั้งแต่เมื่อได๋” เด็กสาวหน้าจืดย้อนถาม

“หลังนรกแตก”

“ก็ในเมื่อพลังนั่นคือการขอยมทูตหื้อส่งมาหื้อ แต่ยมทูตบ่อยู่โลกหลังความตายกันแล้ว ผู้ได๋จะส่งมาหื้อคุณ”

“อ้อ เข้าใจละ” ประจิมพยักหน้าช้าๆ “คำถามแรกของผมก็คงมีแค่นี้ ตาคุณแล้ว อยากรู้อะไร เชิญ”

“คุณต้องการอะหยังถึงได้ยะจะอี้” ราชินีตานีถามช้าๆ “ต้องการอะหยังถึงได้ยอมแลกชีวิตมนุษย์ในรัฐที่คุณเป็นผู้นำ ต้องการอะหยังถึงได้ปล่อยหื้อภูตผีปีศาจทำลายเมืองที่คุณควรจะต้องดูแลพัฒนาหื้อเจริญก้าวหน้า ต้องการอะหยังถึงต้องปลุกปั่นหื้อมนุษย์ทั้งรัฐเกลียดหมู่เฮา !?

 

ก้อนแข็งๆ ขึ้นมาจุกอยู่ในลำคอของวิญญาณผู้พิทักษ์สาวเมื่อพูดมาถึงตรงนี้ แต่เธอก็พยายามรักษาน้ำเสียงให้เรียบ เธอต้องไม่แสดงความอ่อนแอให้อีกฝ่ายเห็น แต่ความอัดอั้นที่แผดเผาอยู่ในอกแบนๆของเธอนั้นร้อนแรงเหลือเกิน

 

“ต้องการอะหยังถึงได้ไล่ฆ่าหมู่เฮาเหมือนหมูเหมือนหมา คุณต้องการอะหยังกันแน่ มีผู้ได๋ไปยะอะหยังหื้อคุณก๋า หมู่เฮาไปยะอะหยังหื้อคุณก๋า !?

“โอ้ เดี๋ยว เดี๋ยว ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งโวยวาย” นักการเมืองวัยกลางคนยกสองมือขึ้นห้าม ขณะเด็กสาวหน้าจืดหอบหายใจเหมือนเพิ่งไปวิ่งมาราธอนมาสักสามรอบติดๆกัน “น่าเสียดายที่ผมยังตอบคำถามนี้ของคุณไม่ได้ เปลี่ยนคำถามใหม่นะ”

 

ราชินีตานีสูดหายใจลึก พยายามสงบสติอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบแต่ไม่วายสั่นเครือ

 

“คุณเป็นผู้ได๋ มาจากที่ได๋ เท่าที่ข้าเจ้าฟังสำเนียงการพูด คุณบ่แม่นคนเวียงตาน”

“โอ้ เก่งนี่” ริมฝีปากบางของประธานรัฐเวียงตานบิดเป็นรอยยิ้ม “ถูกต้อง ผมไม่ใช่คนรัฐนี้ ลองทายดูสิว่าผมมาจากรัฐไหน”

 

กล้วยพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างหงุดหงิด ฟันกรามขบกันกรอด แต่ช่วยไม่ได้ เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะตามน้ำไปกับบทสนทนาของฝ่ายตรงข้าม แม้ว่ามันจะฟังดูงี่เง่าเหลือประมาณ และเธอก็ยังอยากจะยื่นมือลอดลูกกรงออกไปเค้นคอถามเหตุผลที่เขาทำกับเผ่าพันธุ์ของเธออยู่ก็ตาม

 

“มีเหน่อนิดหน่อย สระอีมีสระเอปน ร เรือชัดมาก สระไอลากเสียงยาวนิดหน่อย น่าจะเป็นคนรัฐท่าฉลอม”

“โอ้ เก่งอีกแล้ว ผมว่าผมพูดสารขัณฑ์กลางเนียนแล้วนะ ยังฟังออกอีก” ประจิมหัวเราะ เขากระเถิบตัวและเก้าอี้เข้ามาใกล้ขึ้นเล็กน้อย “ทำไมถึงรู้จักสำเนียงท่าฉลอมได้ล่ะ ห่างกันตั้งสองพันกว่ากิโล”

“ข้าเจ้าฮู้จักละกัน” ราชินีตานีตอบห้วนๆ

“ก็คงติดต่อกับวิญญาณผู้พิทักษ์ของรัฐทางนั้นสินะ” นักการเมืองเจ้าปัญหาเดาเอง แต่ก็ถูก “ท่าฉลอมนี่วิญญาณผู้พิทักษ์เป็นอะไรนะ เหมือนจะเป็นวิญญาณชาวประมงหรืออะไรนี่แหละ....”

 

ตานีสาวหน้าจืดเงียบ ดวงตาที่สะท้อนประกายสีเขียวมองอีกฝ่ายที่ทำท่าเหมือนกำลังฮัมเพลงกับตัวเองอย่างสบายใจ

 

“เอ้า สรุปคำถามแรกมีแค่นี้เหรอ” ในที่สุด ชายวัยกลางคนก็เอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังจากลอยหน้าลอยตาอยู่อึดใจใหญ่

“คุณมาที่นี่ยะหยัง ยะหยังถึงได้มาเป็นประธานรัฐนี้”

“นี่ถือเป็นอีกคำถามแล้ว รอหลังจากผมถามคำถามต่อไปละกัน” ประจิมตัดบทฉับด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม ทำเอาราชินีตานีที่หงุดหงิดอยู่แล้วแทบว้ากออกมาแรงๆ

“ก็ได้” เด็กสาวหน้าจืดเบรกตัวเองไว้ได้ทัน “คำถามต่อไปของคุณว่าจะไดล่ะ”

 

รอยยิ้มหายไปจากทั้งใบหน้าและดวงตาของประธานรัฐเวียงตาน เสียงที่เคยสบายอารมณ์เหมือนกำลังนั่งผึ่งพุงอยู่กลางแดดวันอาทิตย์ฤดูใบไม้ผลิกลับกลายเป็นเสียงกระซิบเย็นเยือก

 

“เมื่อห้าสิบสองปีก่อน ทำไมพวกคุณถึงไม่มาช่วยพ่อแม่ผม”

“หา” กล้วยขมวดคิ้ว “พ่อแม่คุณ ?”

“ใช่ แม่ของผม” ประจิมยังคงกระซิบ เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้กรงอย่างไม่กลัวระยะเอื้อมของฝ่ายตรงข้าม “ห้าสิบสองปีที่แล้ว ผมมาเที่ยวช้างลอยกับครอบครัว แล้วก็ถูกผีร้ายหลอกหลอน แม่ผมตกจากระเบียงโรงแรม จากชั้นยี่สิบห้า ลงมาโดนรั้วเหล็กเสียบอกทะลุสะโพก คุณคิดว่าในสายตาเด็กอายุเจ็ดขวบ ภาพนั้นจะติดตาขนาดไหนล่ะ”

 

อีกครั้งที่ตานีสาวหน้าจืดนิ่งเงียบ แต่สมองวิ่งจี๋ขณะนึกย้อนกลับไปถึงบันทึกปฏิบัติการเก่าๆที่เคยอ่าน เธอจำได้ว่ามีเหตุการณ์คล้ายๆแบบนี้ ผีร้ายระดับสูงอาละวาดที่ช้างลอย แทบจะเหมือนกับที่พวกเธอเจอเมื่อครั้งทริปภาค กว่าตานีจะปราบมันได้ก็มีผู้เสียชีวิตไปสี่คน ไม่นึกเลยว่าคนหนึ่งในนั้นจะเป็นแม่ของประจิม

 

“ไม่ใช่แค่แม่ผม พ่อผมก็กลายเป็นคนเสียสติ จำไม่ได้แม้แต่ลูกของตัวเอง” ชายวัยกลางคนพูดต่อ “ทรัพย์สินที่มี ลุงกับน้าผมก็ยักยอกเอาไปจนหมด ผมไม่มีแม้กระทั่งตั๋วจะกลับท่าฉลอม เด็กอายุเจ็ดขวบต้องสู้ชีวิตอยู่ในโลกที่ไม่รู้จักคนเดียว ผมต้องไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า อดมื้อกินมื้อ ต้องโดนพ่อแม่บุญธรรมบังคับใช้แรงงาน โดนทรมานต่างๆนานา โชคดีแค่ไหนแล้วที่ผมรอดมาได้.....”

 

“แล้ววันนึง ผมก็ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับพวกคุณ.....”

แววแปลกๆสะท้อนอยู่ในดวงตาเรียวของผู้นำสูงสุดแห่งรัฐเวียงตาน มันอยู่ระหว่างความเจ็บปวด ความอาฆาต และความดีใจ

 

“บอกตามตรง ผมตกใจมากนะตอนที่ได้รู้ว่ามีพวกคุณอยู่ ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้ด้วย วิญญาณที่ทำหน้าที่ปกป้องมนุษย์จากภูตผี แถมยังเหมือนผีตานีในตำนานพื้นบ้านสารขัณฑ์อีก สิงอยู่ในต้นกล้วยที่ทนหนาวได้ ใช้ปืนเป็นอาวุธ มันจะแฟนตาซีเกินไปรึเปล่า”

“คุณฮู้เรื่องหมู่เฮามาจากไหน” ราชินีตานีขัดขึ้น

“ไม่รู้สิแปลก ต่อให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่จะไม่เชื่อและไม่รู้เรื่องของพวกคุณ แต่พวกผีทั้งหลายรู้เรื่องของพวกคุณกันหมด ผมยังงงอยู่เลยว่าทำไมถึงไม่มีใครรู้เรื่องตานีกันเลยทั้งๆที่มองเห็นผีกันทุกคน แต่ก็นะ คนธรรมดาที่ไหนจะไปคุยกับผี แล้วผีดีๆส่วนใหญ่ก็ไปโลกหลังความตายกันหมดอยู่แล้วด้วย ชาวเมืองเองก็มองไม่เห็นพวกคุณ ต่อให้คุยกับผีแล้วผีเล่าให้ฟังก็เลยไม่เชื่อกัน อาจจะเป็นเพราะแบบนี้ก็ได้มั้ง..... แต่พอดีผมเชื่อน่ะนะ”

 

กล้วยเม้มปาก จริงของอีกฝ่าย ต่อให้มนุษย์ทั่วไปมองไม่เห็นและไม่รู้เรื่องของพวกเธอ แต่วิญญาณทั้งหลายรู้และมองเห็นพวกเธอได้ ไม่ช้าก็เร็วมนุษย์ก็ต้องรู้อยู่ดี ถ้าหลังจากนี้พวกเธอจะกลับไปปกปิดตัวเองอีกครั้งคงต้องหาทางซ่อนตัวเองจากวิญญาณด้วยเสียแล้ว ถึงมันจะยากยิ่งกว่าซ่อนจากมนุษย์อีกก็เถอะ

 

“แต่พอแน่ใจว่าพวกคุณมีอยู่จริง ผมก็เริ่มสงสัย” ประจิมเริ่มพูดต่อ “ทำไมพวกคุณถึงไม่ช่วยแม่ผม ทำไมพวกคุณถึงไม่ช่วยพ่อผม ทำไมพวกคุณ พวกคุณที่มีหน้าที่ปราบผีร้าย มีอยู่เพื่อปราบผีร้าย มีชีวิตอยู่อีกรอบเพราะต้องปราบผีร้าย แล้วทำไมถึงไม่มาช่วยผม ทำไมถึงปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนั้นได้”

“หลังจากนั้น ผมก็ทุ่มเททุกอย่างที่มี พลังกาย พลังใจ พลังสมอง เพื่อจุดมุ่งหมายเดียว ต้องแก้แค้นพวกคุณให้แม่ผมให้ได้ และในที่สุด ผมก็มายืนอยู่ที่จุดนี้ จุดที่สามารถกำจัดพวกคุณได้ และวันนี้ ผมก็จะได้กำจัดคุณ....”

 

เป็นอึดใจหนึ่งเต็มๆ ที่ทั้งโบสถ์มีเพียงความเงียบอันน่าอึดอัด

 

“เรื่องของคุณน่าเศร้ามาก และข้าเจ้าก็คงต้องขอสุมาแทนตานีทั้งหลายในยุคนั้นด้วย ถึงข้าเจ้าและตานีสวนใหญ่ที่สิ้นอายุไปเพราะคุณจะเกิดบ่ทันเหตุการณ์ครั้งนั้นก็เถอะ”

ในที่สุด ราชินีตานีก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบเฉย ตรงกันข้ามกับสีหน้าของอีกฝ่ายที่ดูเหมือนเขาแทบจะยัดหัวเข้ามากินเลือดกินเนื้อเธอถึงในกรง เด็กสาวหน้าจืดเน้นเสียงเล็กน้อยที่ประโยคหลังสุด

 

“แต่.... แค่เพราะเรื่องนี้ก๋า คุณถึงได้ยะทุกอย่างทั้งหมดนี่”

“แล้วคิดว่าจะมีเรื่องไหนอีกล่ะ” นักการเมืองเจ้าปัญหาย้อนถาม

“ถ้าเหตุผลมีแค่เพราะเรื่องนี้ ข้าเจ้าว่าคุณมีอะหยังผิดปกติในสมองแน่” กล้วยตอบ ดวงตาที่สะท้อนประกายสีเขียวจ้องมองเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว แม้เธอจะรู้ดีว่าสิ่งที่กำลังพูดชวนให้อีกฝ่ายเอาปืนมากราดยิงใส่เธอมากเพียงใดก็ตาม

 

“คุณจะมีความแค้นกับหมู่เฮา จะโกรธหมู่เฮาที่บ่ยอมช่วยคุณ เรื่องนี้ข้าเจ้าเข้าใจและข้าเจ้าก็บ่ว่าคุณ แต่แค่เพราะเรื่องนั้น ถึงกับจะต้องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หมู่เฮา มันก็เหมือนมีตำรวจคนนึงจับคนร้ายหื้อคุณบ่ได้ คุณเลยไปเผาทั้งโรงพักนั่นแหละ เท่านั้นบ่พอ คุณยังคึดจะทำลายไปถึงวิญญาณผู้พิทักษ์ของรัฐอื่นทั้งที่หมู่เปิ้นบ่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่คุณเจอเลยสักนิด แล้วที่สำคัญที่สุด คุณยังเอาชีวิตชาวรัฐเวียงตานทั้งรัฐมาตกอยู่ในอันตราย ทั้งหมดแค่เพราะเรื่องนี้เนี่ยก๋า มันผิดสามัญสำนึกมากเกินไปเน่อ”

 

ประจิมส่ายหน้า ริมฝีปากบางบิดเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ

 

“คุณไม่เข้าใจ” เสียงของเขากลับมาเป็นสบายๆแกมกลั้วหัวเราะอีกครั้ง “เรื่องพ่อแม่ผมเป็นแค่จุดเริ่มต้น และถ้าจะให้ว่ากันจริงๆ ตอนนี้ผมก็แทบไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องนั้นแล้วด้วยซ้ำ”

“แล้วอู้ออกมายะหยัง”

“ก็แค่อยากบอก”

 

เส้นเลือดบนหน้าผากที่เต้นตุบๆมานานแล้วของราชินีตานีเต้นแรงเป็นพิเศษหนึ่งตุบเนื่องจากคำตอบหน้าตาเฉยของอีกฝ่าย แต่เธอก็ยังคงพยายามสะกดอารมณ์เอาไว้ แม้มันจะยากลำบากพอๆกับเหนี่ยวรั้งเครื่องบินรบที่เร่งเครื่องจนสุดด้วยมือเปล่าก็ตาม

 

“ถ้าจะอั้น คุณยะจะอั้นทั้งหมดเพื่ออะหยังกัน”

“คุณยังไม่ตอบผมเลยนะ” นักการเมืองเจ้าปัญหายิ้ม “ตอบผมมาก่อน แล้วค่อยถึงคิวคุณ”

“ตอบว่าอะหยัง” กล้วยย้อนถามอย่างหงุดหงิดแม้เธอจะพยายามใจเย็นอย่างสุดชีวิตแล้วก็ตาม

“ทำไมถึงไม่ช่วยพ่อแม่ผม” ชายวัยกลางคนถามกลับเน้นเสียง

“อู้กันตามตรง ข้าเจ้าบ่ฮู้ ตอนนั้นข้าเจ้ายังบ่เกิดด้วยซ้ำ แม้แต่แม่ข้าเจ้า ราชินีองค์ก่อนที่สิ้นอายุไปแล้ว ก็อาจจะยังบ่ฮู้เลยด้วยซ้ำ” ตานีสาวหน้าจืดกระแทกเสียงเล็กน้อย “แต่เท่าที่ดูจากบันทึก หมู่เฮาไปช่วยแล้ว แต่กว่าจะไปถึงก็เกิดความเสียหายไปแล้ว”

“พวกคุณเคลื่อนที่ในพริบตากันได้ไม่ใช่รึไง ทำไมถึงไปไม่ทัน”

“หมู่เฮาก็ต้องเตรียมตัว ต้องเตรียมอุปกรณ์เน่อ”

“แต่สุดท้ายพวกคุณก็ช่วยพ่อแม่ผมไม่ทันอยู่ดีถูกมั้ยล่ะ”

“ถูก และข้าเจ้าเสียใจกับคุณด้วย” เสียงของราชินีตานีเริ่มสูงขึ้นพร้อมๆกับอุณหภูมิในอก “แต่ ก็คำถามเดิม แค่เพราะเรื่องนั้น แล้วยังเป็นเรื่องที่คุณอู้ว่าบ่ฮู้สึกอะหยังแล้ว แต่คุณมาทำร้ายทำลายหมู่เฮาจะอี้เนี่ยก๋า”

“สรุปว่าจะเอาคำถามนี้ให้ได้ใช่มั้ย” ประจิมหัวเราะในลำคออีกครั้ง “ก็ได้ ในเมื่อคุณตอบผมแล้ว ก็ถึงตาคุณ ผมจะตอบให้ก็ได้”

“ก็ตอบมาสิ”

“ใจเย็นๆ มีเวลาอีกเยอะน่า อย่างน้อยก็อีกสามสี่ชั่วโมงก่อนคุณแหวนจะมายิงคุณ หรือถ้ากองกำลังตานียอมถอยออกจากเชียงพิงค์ คุณก็อาจจะเหลือเวลาอีกเป็นเดือนๆเลยก็ได้”

 

ประจิมลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนจะเริ่มเดินไปรอบๆกรงอย่างสบายอารมณ์ ดวงตาเรียวมองกวาดไปอย่างไม่มีเป้าหมาย พระพุทธรูปบ้าง เพดานที่เขียนเป็นลายสวยงามแบบเวียงตานบ้าง ผนังที่มีจิตรกรรมอายุหลายร้อยปีบ้าง แต่ไม่มองมายังเด็กสาวหน้าจืดเลย

 

“ก็อย่างที่ผมบอกไปเมื่อกี้ เรื่องพ่อแม่ผมเป็นแค่จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้เดินมาทางสายนี้ ทางสายการเมือง.... และทำให้ผมได้รู้จักอะไรหลายๆอย่าง หนึ่งในนั้น จะเรียกว่าไงดี จะพูดว่าอำนาจก็ดูลิเกไปหน่อยมั้ง เอาเป็นว่าความสุขที่ได้ทำให้อะไรๆ เป็นไปอย่างที่ผมต้องการน่าจะดีกว่า”

 

คิ้วบางของกล้วยขมวดเข้าหากันน้อยๆ

 

“แต่การที่จะทำแบบนั้นได้ คุณก็ต้องอยู่ในตำแหน่งที่จะสามารถทำได้ ในเมืองตานนะคอนก็คงเป็นผู้ว่าการเมือง ซึ่งผมเคยเป็นมาแล้ว ไม่รู้ว่าคุณรู้เรื่องนี้รึเปล่านะ.... ใหญ่ขึ้นกว่านั้น รัฐเวียงตาน ก็คือจุดที่ผมอยู่ในตอนนี้ แต่เป้าหมายของผมไม่ใช่แค่นี้ เป้าหมายของผมคือทั้งสารขัณฑ์ ทั้งทวีปเยว่ และถ้าเป็นไปได้ ทั้งโลก ผมอยากให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ผมอยากให้มันเป็น ไม่มีใครมาแย้งหรือมาขัดผมได้”

 

ตานีสาวหน้าจืดยิ่งขมวดคิ้วเข้าหากันมากขึ้นไปอีกจนแทบจะผูกกันเป็นเงื่อนบ่วงสายธนู แต่แล้ว เธอก็ถอนหายใจเฮือกพลางส่ายหน้า

 

“อู้ง่ายๆก็คืออยากครองโลก ?”

“ครองโลกมันลิเกไปหน่อย” นักการเมืองเจ้าปัญหาหัวเราะหึๆ ยังคงไม่มองราชินีตานี “แต่..... จะว่างั้นก็ได้ ครองโลก ผมอยากให้ทุกอย่างในโลกเป็นไปอย่างที่ผมอยากให้เป็น อยากให้ทุกคนในโลกทำอย่างที่ผมอยากให้เขาทำ เป็นในสิ่งที่ผมอยากให้เขาเป็น อยากให้ใครอยู่ อยากให้ใครตาย ผมต้องควบคุมได้ทั้งหมด”

“แล้วจะยะจะอั้นไปเพื่ออะหยัง” กล้วยถามเสียงสูง ตรรกะของอีกฝ่ายเกินขอบเขตความเข้าใจของเธอไปมาก “ยะหยังถึงอยากยะเรื่องแบบนั้น ยะหยังถึงต้องอยากควบคุมทุกอย่าง มันมีความสุขนักก๋าที่ยะจะอั้นได้ ?”

“แล้วคุณไม่มีความสุขเหรอ” ชายวัยกลางคนในชุดสูทย้อนถาม คราวนี้หันมาจ้องหน้าตานีสาวหน้าจืด “เวลาคุณปราบผีได้ เวลาคุณสั่งการแล้วทำงานสำเร็จ มันอยู่ในตัวทุกคนนั่นแหละ ความรู้สึกดีเวลาที่อะไรก็ตามเป็นไปอย่างที่เราอยากให้มันเป็น อย่าให้ผมยกเรื่องปรัชญาหรือจิตวิทยามนุษย์มาเลยมันจะยาว”

“มันก็แม่น” ราชินีตานีลากเสียงพยางค์สุดท้ายเล็กน้อย ดวงตาจ้องกลับไปยังอีกฝ่ายเช่นกัน “แต่ถ้ายะจะอั้นแล้วต้องมีตนอื่นที่เดือดร้อนหรือเสียใจ ข้าเจ้าก็บ่ยะ”

“เอ้า นี่ผมทำคนเสียใจเหรอ” ประจิมย้อนถามกลั้วหัวเราะ “ใครบ้างที่ผมทำให้เสียใจ ? ผมทำให้ทุกคนดีใจด้วยซ้ำ ชาวรัฐเวียงตานก็ดีใจที่ผมกำจัดพวกคุณออกไปได้ พวกผีจากโลกหลังความตายก็ดีใจที่ได้ออกมาอีก หุ้นส่วนในบริษัทผมที่รัฐอื่นๆก็ดีใจที่ผมคุมทรัพยากรของเวียงตานได้ นี่ยังไม่นับอีกตั้งหลายคนหลายกลุ่มนะ”

“แล้วตนที่ต้องสูญเสียเพราะคุณล่ะ บ่อยู่ในสายตาคุณบ้างเลยก๋า !?” ตานีสาวกรีดเสียงร้องอย่างสุดกลั้น

“จะทำให้ดีใจได้ประโยชน์กันทุกคนน่ะมันเป็นไปไม่ได้หรอกคุณกล้วย” นักการเมืองเจ้าปัญหาตอบเสียงนุ่ม “สุดท้ายคุณก็ต้องเลือกคนที่คุณคิดว่าสำคัญ สุดท้ายคุณก็ต้องเลือกคนที่มีประโยชน์กับคุณ หรืออย่างมากที่สุดก็คือคนที่คุณรัก และท้ายที่สุด คุณก็ต้องเลือกตัวคุณเอง หรือว่าไม่จริง”

“คุณมันบ้า”

“ก็อาจจะใช่นะ” ประธานรัฐเวียงตานยิ้มเย็น “แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ชาวรัฐเวียงตานก็เลือกผมนะ”

“ชาวรัฐเวียงตานบ่ได้เลือกคุณ สภารัฐโหวตคุณขึ้นมา”

“แต่สมาชิกสภารัฐทุกคนก็มาจากการเลือกตั้งของชาวรัฐเวียงตานนี่ หรือว่าไม่จริง” ประจิมย้อนถาม “สภารัฐโหวตผม ก็เท่ากับชาวเวียงตานเลือกผมมานั่นแหละ และถ้าชาวเวียงตานไม่เห็นด้วยจริงๆ เขาก็คงรวมตัวลงชื่อให้ผมออกแล้ว แต่นี่มีรึเปล่า ไม่มี หรือต่อให้มี รายชื่อก็คงไม่ถึงหรอกมั้ง....”

“ก็เพราะคุณยะจะอั้น ใส่ความหมู่เฮา ปลุกปั่นหื้อทุกตนเกลียดหมู่เฮา !

“เรื่องนั้นประชาชนเลือกจะเชื่อเอง” ชายวัยกลางคนในชุดสูทหัวเราะ “ก็ช่วยไม่ได้นะ.....”

 

กล้วยเงียบ พยายามดึงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านเหมือนเปลวเพลิงในห้องเผาไหม้เครื่องยนต์ไอพ่นให้กลับมาสงบอีกครั้ง

 

“ก็ได้ เข้าใจแล้ว” ในที่สุด เด็กสาวหน้าจืดก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “แต่ถ้าเป้าหมายคุณเป็นจะอั้น เป็นการควบคุมทุกอย่างในโลกแต๊ๆล่ะก็ ข้าเจ้าขอบอกว่าคุณคึดผิดนักๆที่ยะหื้อนรกแตก”

“หมายความว่าไง” รอยยิ้มที่ฉายอยู่บนใบหน้าของนักการเมืองเจ้าปัญหามาตั้งแต่เมื่อครู่ก่อนจางลงเล็กน้อย

“คุณบ่สังเกตก๋า ก่อนนรกแตก ก่อนเหตุการณ์ที่ม่อนแป้ง หมู่เฮาแพ้ยับเยินทุกครั้ง ต้องอยู่แต่ในพื้นที่ของหมู่เฮา ต้องหนีจากตานนะคอน สุดท้ายสวนกล้วยก็โดนเผา” กล้วยย้อนถาม “แต่หลังจากนั้น แม้แต่ฐานที่บ่ได้มีอะหยังมากมายอย่างดอยสูงคุณก็ตีบ่แตก พื้นที่ภายใต้การควบคุมของคุณก็เล็กลงเรื่อยๆ จนมาถึงตอนนี้”

“ก็เพราะคุณได้กำลังเสริมมาจากรัฐอื่นๆไง อย่าคิดว่าผมไม่รู้นะ ผมกำลังจะทำเรื่องฟ้องศาลสูงสารขัณฑ์อยู่.....”

“บ่เลยประจิม ต่อหื้อมีกำลังมากเท่าได๋ ถ้าต้องสู้กับกองทัพรัฐเวียงตานทั้งหมด หมู่เฮาก็สู้บ่ได้ อาจจะบ่แพ้ราบคาบ แต่ก็ยังสู้บ่ได้อยู่ดี” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “แต่เพราะคุณตัดสินใจยะหื้อนรกแตก ทุกอย่างเลยเปลี่ยนไปหมด”

“ยังไง”

“นรกแตกอาจจะเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับหมู่เฮาก็แต๊ แต่มันก็บ่แม่นวิธีที่จะเอาชนะหมู่เฮาได้ อย่าว่าแต่จะใช้ครองโลกเลย เพราะอะหยัง ? ส่วนหนึ่งเพราะหมู่เฮาเป็นมืออาชีพด้านการจัดการผีร้าย ที่หมู่เฮาพลาดตอนสวนกล้วยแตกก็เพราะส่วนใหญ่เป็นปีศาจ และหมู่เฮาก็มีความขัดแย้งกันภายใน การสั่งการเลยขาดๆหายๆจนต้องสิ้นอายุกันไปหมดจะอั้น แต่ถ้าเป็นสถานการณ์ตอนนี้ ข้าเจ้าบ่คึดว่าจะแพ้ยับเยินเหมือนตอนนั้นแน่”

 

ราชินีตานีสบตาฝ่ายตรงข้าม ริมฝีปากบางบิดเป็นรอยยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นแววขัดเคืองอยู่ภายในนั้น เธอเป็นฝ่ายคุมบทสนทนาเอาไว้ได้บ้างแล้ว

 

“และเหตุผลที่สำคัญที่สุด เพราะหมู่ผีร้ายบ่แม่นทหารที่คุณจะควบคุมได้ หมู่มันก็มีความต้องการของหมู่มันเอง หลายตนคึดด้วยซ้ำว่าหมู่มันจะฆ่าคุณเมื่อได๋ก็ได้ แล้วทำไมจะต้องฟังคุณ ส่วนอีกหลายตนที่บ่ได้มีพลังหรืออะหยังมากนักก็บ่ได้อยากจะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อคุณ หมู่มันแค่อยากปิ๊กมาอาละวาดที่โลกฝั่งนี้เท่านั้น ยังบ่นับความขัดแย้งภายในในหมู่มันอีก แล้วคุณคึดว่ากำลังพลจะอี้จะพาคุณไปครองโลกได้ก๋า ข้าเจ้าบ่คึดจะอั้นเลยสักนิด”

 

เป็นครั้งแรกในค่ำคืนนี้ที่ประจิมเงียบเหมือนไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี

 

“น่าสนใจนะ” ในที่สุด เขาก็เอ่ยขึ้น หลังจากเงียบไปนานเกือบหนึ่งนาที “ไม่เห็นจะมีใครบอกผมเรื่องนี้เลย”

“คุณหมายถึงหมู่นางก๋า หรือคุณหมายถึงแหวน” ตานีสาวหน้าจืดถามทันที “บ่แม่นความผิดของหมู่เปิ้นเลย หมู่เปิ้นโดยเฉพาะแหวนอาจจะบ่ฮู้ด้วยซ้ำว่านรกแตกบ่เป็นผลดีกับคุณ และที่สำคัญ ต่อหื้อหมู่เปิ้นเตือนคุณ คุณจะฟังก๋า”

“คุณกำลังช่วยปกป้องสามคนนั้นเหรอเนี่ย ทั้งๆที่ทุกคนหักหลังคุณเนี่ยนะ ใจดีจริงๆเลยน้อ.....”

“จะอะหยังก็ช่าง บ่แม่นความผิดของหมู่เปิ้น” วิญญาณผู้พิทักษ์สาวยืนยันเสียงแข็ง

“เอาเถอะ พูดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ยังไงตอนนี้พวกมันก็ออกมาแล้ว” ประจิมตัดบท “อีกอย่าง นี่ก็เป็นทางที่ดีที่สุดของผมด้วย คุณคิดว่าหลังจากคุณเปิดเผยความลับที่ม่อนแป้งแล้วผมจะยังมีกองทัพอยู่ในมืออีกเหรอ”

“ก็แม่น”

“ที่สำคัญ หลังจากนี้มันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรขนาดนั้นด้วย” ริมฝีปากบางของนักการเมืองเจ้าปัญหาเหยียดเป็นรอยยิ้มเยียบเย็นอีกครั้ง “หลังจากนี้ถ้าผมจะแพ้จริงๆ ผมก็แค่หนีไป แล้วหาวิธีทำลายผีร้ายให้หมดซะ อย่าคิดว่าผมไม่มีล่ะ.... แล้วจากนั้น ผมก็โชว์รูปศพคนที่ตายด้วยฝีมือพวกคุณในสงครามครั้งนี้ให้ชาวเมืองดู แล้วเราก็จะย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง และคราวนี้ผมจะไม่พลาดแบบนี้อีกแน่”

“ข้าเจ้าบ่คึดว่าจะง่ายจะอั้น” กล้วยตอบเสียงเรียบ แม้ไขสันหลังของเธอจะหนาวเยือกเมื่อได้ยินแผนการของอีกฝ่าย อย่างที่เธอเคยเดาเอาไว้ไม่มีผิด ประจิมคิดจะล่อให้พวกเธอทำร้ายชาวเมืองจริงๆด้วย “ต่อหื้อชาวเวียงตานจะจำบ่ได้ แต่ประธานรัฐตนอื่นจำได้แน่นอน คุณยะได้ก็ได้แค่เวียงตาน แต่จะไปครองสารขัณฑ์ ครองโลกน่ะเป็นไปบ่ได้หรอก”

“ถ้าเป็นงั้นจริง ผมยอมคุมแค่เวียงตานก็ได้” ชายวัยกลางคนหัวเราะในลำคอ “แต่อย่าลืม คนน่ะลืมกันง่าย โดยเฉพาะถ้าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง อีกสักสิบปี ประธานรัฐก็เปลี่ยนหมด คนในรัฐอื่นก็ลืมกันหมดแล้ว ถึงตอนนั้นทางก็สะดวกอีกรอบ แล้วเวลาแค่สิบปีหรือยี่สิบปี ผมรอได้ ผมไม่ตายวันตายพรุ่งขนาดนั้นหรอก ที่แน่ๆ พอไม่มีพวกคุณอยู่แล้ว ผมก็คงสบายขึ้นอีกด้วยซ้ำ.....”

 

ราชินีตานีไม่พูดอะไรต่อ ขณะประจิมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู

 

“โอ้ จะตีสามแล้วเหรอเนี่ย เร็วจังนะ ยังอยากอยู่คุยกับคุณต่อแท้ๆ” ประธานรัฐเวียงตานแสร้งถอนหายใจเฮือก “พอดีผมมีธุระต่อ คงต้องไปก่อน หวังว่าคงจะได้เจอกันอีกนะ ถ้าคุณแหวนไม่ยิงคุณทิ้งไปซะก่อน.....”

 

แล้วนักการเมืองเจ้าปัญหาก็หันหลังเดินหายออกไปจากประตูโบสถ์ ทิ้งให้ตานีสาวหน้าจืดอยู่เพียงลำพังอีกครั้ง

 

 

จ้าดเริ่มคิดว่าเขาไม่น่าลอกคราบลุงทหารผีสิงคนนั้นมาเลย

 

ถ้าไม่ทำแบบนั้น เขาก็คงไม่ต้องมาติดแหงกอยู่หลังกระสอบทรายกับหมู่ทหารผีสิงอีกสามสี่นายเหมือนตอนนี้

 

“เอ้า ไอ้ห่านนี่ เหม่อ !

ยังไม่ทันจะคิดหาทางหนีจากสถานการณ์ตอนนี้ออก ใบหน้าของหลานชายหมอผีใหญ่ก็มีอันต้องคะมำไปกระแทกศูนย์เล็งของไรเฟิลจู่โจมที่เขาประทับร่องไหล่อยู่ เมื่อผู้หมวดประจำแนวกระสอบทรายตบเกรียนเข้าให้ดังป้าบ ท่ามกลางเสียงหัวเราะของทหารผีสิงคนอื่นๆรอบตัว โชคดีที่มีแว่นป้องกันเอาไว้ ไม่งั้นเบ้าตาเขาคงได้มีเขียวช้ำบ้างแน่ๆ ศูนย์เล็งทำจากเหล็กเป็นก้อนขนาดนั้น

 

ชุดทหารที่เด็กหนุ่มหน้าดุดอยมาได้ผลเกินคาด เหล่าทหารผีสิงคิดว่าเขาเป็นพวกเดียวกันอย่างสนิทใจ แต่เขาลืมคิดไปเสียสนิทว่าตอนนี้กองกำลังผีร้ายทั้งเมืองอยู่ในภาวะสงครามแถมสถานการณ์ตึงเครียด ทหารทุกคนควรจะต้องประจำการอยู่ที่ตำแหน่งของตัวเอง ไม่ใช่เดินเร่ร่อนมุ่งหน้าเข้าไปใจกลางเมือง สุดท้ายเขาเลยโดนผู้หมวดประจำแนวกระสอบทรายแห่งนี้ลากมาประจำการอย่างที่เห็น

 

ครั้นจะใช้กลยุทธ์เดิม นั่นคือเก็บทหารใกล้ตัวทั้งหมดในระยะใกล้ให้เร็วที่สุด เขาก็ทำไม่ได้ แนวกระสอบทรายแนวนี้มีทหารวางตัวอยู่กันถี่มาก ไม่เหมือนรอบนอกที่ตั้งกันเป็นจุดๆ แยกละหย่อมกระสอบทราย ถ้ายิงตนหนึ่งหรือแม้แต่สามตน อีกอย่างน้อยห้าตนรู้ตัวแน่นอน

 

จ้าดเม้มปาก ดวงตาหลังกรอบแว่นสอดส่ายซ้ายขวาอย่างหวาดกลัวระคนหวาดระแวง ถ้ายังอยู่ตรงนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วพวกผีร้ายต้องรู้แน่นอนว่าเขาไม่ใช่พวกเดียวกัน ทหารผีสิงก็เหมือนคนธรรมดาที่ถูกผีสิง นั่นคือมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปจากคนปกติ ที่ชัดเจนที่สุดคือดวงตาที่เรืองแสงสีน้ำเงินเจิดจ้า ซึ่งดวงตาตี่ๆของเขาไม่ได้เป็นแบบนั้น โชคดีที่มีแว่นกันฝุ่นสีมืดปิดบังเอาไว้ แต่ถ้าเกิดแว่นหลุดหรือเขาเกิดต้องถอดเพราะอะไรขึ้นมาล่ะก็จบเห่ทันที เขาต้องหาทางออกจากตรงนี้ อย่างเร็วที่สุดด้วย

 

สงสัยคงต้องลองเสี่ยงดูสักหน่อย

 

“หมวดครับ เอ่อ..... จริงๆที่ผมเดินมาจากแนวหน้าไม่ใช่เพราะผมจะหนีทัพนะครับ จริงๆผมมีอะไรจะบอกท่านแหวน” จ้าดเอ่ยขึ้นเมื่อผู้หมวดในชุดลายพรางแต่สีเขียวขี้ม้าตัดกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเดินกลับเข้ามาใกล้อีกรอบ เขารู้ว่าคำถามนี้ดูล่อแหลมต่อการถูกผิดสังเกตอยู่พอสมควรจึงไม่ได้ถามไปตั้งแต่แรก แต่ตอนนี้เขาคิดหาทางอื่นไม่ออกจริงๆ “หมวดพอจะรู้มั้ยครับว่าเขาอยู่ไหน”

“จะรู้ไปทำไมว่าอยู่ไหน บอกผ่านวิทยุไปซิ่” ผู้หมวดตอบกลับมาเสียงห้วน

“มัน.... ยาวครับ อธิบายยากด้วย ถ้าเจอหน้ากันน่าจะคุยกันได้เห็นภาพมากกว่า”

“ลองบอกข้ามาก่อนซิว่าเรื่องอะไร”

“เอ่อ..... ไม่ได้ครับหมวด มันเป็น เอ่อ.... มันสำคัญมาก ต้องรีบไปบอกท่านแหวนด่วนเลยครับ” จ้าดเถียง แต่แม้แต่เขายังรู้สึกเลยว่ามันข้างๆคูๆเสียเหลือเกิน “หมวดแค่บอกผมมาก็ได้ครับว่าท่านแหวนอยู่ไหนเดี๋ยวผมเดินไปหาเอง”

“ก็แล้วทำไมไม่ใช้วิทยุก่อนล่ะวะ” หมวดดูเริ่มจะมีน้ำโหขึ้นมาแล้ว “กว่าจะไปกว่าจะหาตัวท่านแหวนเจอ สู้ใช้วิทยุไปเลย หรือถ้ากลัวจะเข้าใจยากก็บอกข้าก่อน แล้วถ้าข้าเข้าใจเดี๋ยวข้าก็วิทยุไปบอกท่านแหวนให้ แบบนี้ไม่ดีกว่าเรอะ !?

“เอ่อ.... ก็อย่างที่ผมบอกไป มันอธิบายยาก บางทีอาจจะต้องมีภาษากายไม่ก็ยกตัวอย่างให้ดู แล้วมันก็จะยาว รบกวนข่ายวิทยุคนอื่นเขาอีก ไปพูดกันซึ่งหน้าผมว่าน่าจะ.....”

“โว้ย เรื่องมาก !” ทหารผีสิงวัยไม่ค่อยจะหนุ่มนักทะลุกลางปล้องขึ้นมาอย่างอดรนทนไม่ได้ “ก็ได้วะ งั้นถอดร่าง เดี๋ยวข้าพาแว้บไป”

“แว้บ ?” หลานชายหมอผีใหญ่ทวนคำ

“เคลื่อนที่ในพริบตาไง โอ๊ยไอ้นี่ ต้องใช้ศัพท์วิชาการถึงจะรู้เรื่องรึไง” หมวดเงื้อมือทำท่าจะตบเกรียนอีกรอบ ทำเอาเด็กหนุ่มหน้าดุต้องรีบเอี้ยวตัวหลบ โชคดีที่เขาไม่ได้หวดจริง “เอ้า เร็ว ถอดร่าง จะได้รีบไปกัน”

“เอ้อ ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้มั้งครับ แค่บอกผมมาก็พอเดี๋ยวผมไปเอง” จ้าดรีบปฏิเสธ ขืนไปทางนี้ต่อความได้แตกแน่นอนว่าเขาไม่ใช่ทหารผีสิง

“แล้วเอ็งจะรู้ได้ไงว่าจุดที่เคลื่อนที่ในพริบตาไปได้อยู่ตรงไหน เอ็งไม่ใช่ทหารชั้นสัญญาบัตรเอ็งไม่มีแผนที่นะว้อย”

“เดี๋ยวผมวิ่งไปเองหรือขับรถไปก็ได้ครับ”

“เฮ้ย อะไรของเอ็งวะ จะเอาไงกันแน่ ไหนบอกเรื่องด่วน แล้วทำไมไม่เคลื่อนที่ในพริบตาไปวะ เอ็งมีเรื่องจะบอกจริงๆหรือแค่หาข้ออ้างจะโดดงานหา !? หรือจะเอาแบบนี้ ให้ข้าเรียกท่านแหวนมาที่นี่ แล้วข้าจะได้ฟ้องเรื่องเอ็งคิดจะโดดงานไปด้วยเลย !?

“ไม่เอาครับๆ” เด็กหนุ่มปฏิเสธทันควันอีกรอบ ไปทางนี้ยิ่งตายกว่าเดิมอีก

“ก็รีบๆถอดร่างออกมาสิ เร็ว !” ทหารผีสิงในชุดลายพรางเริ่มเปลี่ยนจากพูดธรรมดาเป็นตะคอกแล้ว

“เอ่อ..... แต่ผมเสียดายร่างนี้ เดี๋ยวมีผีตน.... มีคนอื่นมาแย่งไป” จ้าดเปลี่ยนคำเรียกฝ่ายตรงข้ามได้ทันท่วงที เขาไม่คิดว่าการเรียกสิ่งที่น่าจะเป็นสหายร่วมรบของเขาในยามนี้ว่าผีตนอื่นจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นสักไหร่

“จะหวงทำไมวะ หน้าตาก็ไม่ได้หล่อ ดูโง่ๆด้วยซ้ำ ตัวก็ไม่ได้มีกล้ามหรือดีเด่นอะไรตรงไหน”

“แต่.... ร่างมนุษย์ทั่วไปที่ไม่มีผี.... ทั่วไปเริ่มหายากแล้วหมวดก็รู้.....” หลานชายหมอผีใหญ่พยายามต่อรองแม้ในใจอยากสวนกลับไปแรงๆสักคำสองคำ

“เดี๋ยวไอ้สองตัวนี่เฝ้าให้” หมวดพยักเพยิดไปหาทหารผีสิงสองนายที่ขนาบตัวเขาอยู่ พวกมันเงยหน้าขึ้นมายิ้มเย็นๆให้

“แต่.....”

“เฮ้ย เร็ว นับถึงสาม ไม่งั้นข้าเรียกท่านแหวนจริงๆแล้วนะ”

“เดี๋ยว.....”

“หนึ่ง !” ไม่พูดเปล่า มือควักวิทยุออกมาแนบปากรอแล้วด้วย

 

หลานชายหมอผีใหญ่กวาดสายตามองรอบข้างอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เขาอยู่บนถนนสองเลนแคบๆ ในระหว่างบล็อกของย่านใจกลางเมือง มีอาคารพาณิชย์สูงสี่ห้าชั้นเรียงกันเป็นตับขนาบทั้งสองด้าน ถนนเส้นนี้ไม่ได้ตรง และกระจกหน้าต่างของร้านรวงชั้นล่างในหลายตึกก็แตกร้าวเป็นรูใหญ่ เขาอาจจะรอดก็ได้ แต่น่าจะยากรากเลือด.....

 

“สอง !

“หมวด อย่าเพิ่ง.....”

“สาม !

 

หมวดไม่มีโอกาสได้ติดต่อวิทยุอย่างที่เขาตั้งใจไว้ ขาดเสียงนับ ระเบิดแสงก็ปะทุเปรี้ยง ดับทั้งประสาทหูและประสาทตาของเหล่าทหารผีสิงในรัศมีเกือบสิบเมตรในทันที เสียงปืนดังเป็นตับเมื่อทุกตนต่างกราดยิงสะเปะสะปะออกไปเบื้องหน้าด้วยคิดว่าข้าศึกบุกอีกรอบ แต่เมื่อดวงตาที่มืดบอดไปชั่วขณะเริ่มดีขึ้น ผู้หมวดในชุดลายพรางก็ตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้น

 

“ไอ้บ้านั่นโยนระเบิด ! มันหนีไปแล้ว !

 

 

หลานชายหมอผีใหญ่กระโดดลงบันไดนับสิบขั้นในครั้งเดียวลงไปยังชั้นใต้ดินของตึกริมถนนหลังหนึ่ง

 

เขาไม่รู้ว่ามันเป็นตึกอะไรหรือชั้นใต้ดินมีอะไร ไม่ว่าจะเป็นอะไร เขาก็รู้ว่ามันคงช่วยอะไรจากผีร้ายอิสระที่ลอยไปลอยมาได้แถมยังมีอยู่นับร้อยๆพันๆตนไม่ได้มากนัก แต่ยามนี้ เด็กหนุ่มหน้าดุรู้เพียงว่าเขาต้องซ่อน อย่างอื่นไว้ค่อยคิดกันอีกที

 

อากาศเย็นวูบจนรู้สึกได้ขณะจ้าดดริฟต์เท้าไถลเข้าไปในห้องห้องหนึ่งของชั้นใต้ดิน เขาพอจะเดาได้ว่ามันหมายถึงอะไร อุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาของบริเวณนี้คงถูกปิด เปิดทางให้เหล่าผีร้ายอิสระที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าเคลื่อนที่ในพริบตาเข้ามาที่นี่แบบปูพรมเพื่อหาเขาให้เจอ และนั่นดึงพลังงานออกจากอากาศรอบๆจนมันลดอุณหภูมิลง ที่แย่ที่สุด อยู่ในนี้เขาไม่มีทางหนีรอดได้เลย.....

 

เงาดำสองสามร่างโผล่ขึ้นมาบนทางเดินชั้นล่างที่หางตาของหลานชายหมอผีใหญ่ ไวเท่าความคิด เด็กหนุ่มพุ่งเข้าไปซ่อนด้านหลังเปียโนตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่ชิดมุมอับด้านหนึ่งของห้อง มุมนั้นมีกระดานไวท์บอร์ดขนาดใหญ่และดับเบิ้ลเบส*วางเรียงกันเป็นแถว น่าจะพอช่วยพรางตัวเขาจากใครก็ตามที่จะเข้ามาในห้องได้บ้าง แต่ถ้าผีร้ายเกิดอยากหาอย่างละเอียดแล้วเดินเข้ามาใกล้ ยังไงๆมันก็ต้องเห็นเขา อย่างชัดเจนเสียด้วย หาที่ซ่อนอื่นจะดีกว่าหรือเปล่า

 

แต่เงาดำอีกสองร่างที่ปรากฏตัวขึ้นในห้องอย่างฉับพลันก็ทำให้เด็กหนุ่มหน้าดุจำเป็นต้องปักหลักอยู่ในที่ซ่อนอันแสนจะไม่มิดชิดของเขา จ้าดกลั้นหายใจ แต่หัวใจในอกกลับโยนตัวกระแทกซี่โครงราวกับอยากให้ข้าศึกหาตัวเจอ เหงื่อกาฬแตกพลั่กจากไรผมขณะดวงตาตี่จ้องมองสองร่างนั้นเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ไปรอบห้องที่ระเกะระกะไปด้วยเครื่องดนตรีหลากหลายชนิด ไขสันหลังของหลานชายหมอผีใหญ่เย็นเยือกเหมือนมีใครเอาน้ำแข็งแห้งมาลูบ พวกมันกะจะหาอย่างละเอียด เขาหนีไม่พ้นแน่

 

สมองของเด็กหนุ่มหน้าดุวิ่งจี๋จนควันแทบขึ้นขณะเขาประเมินทางเลือกต่างๆอย่างรวดเร็ว ปาระเบิดแสงหรือ เสียงดังสนั่นและแสงสว่างวาบดึงความสนใจของผีร้ายตนอื่นในบริเวณนี้แน่นอน ยิงปืนก็เช่นกัน หรือจะเข้าประชิดตัว แต่ถ้าเก็บทั้งสองตนไม่ทันเขาก็ตายหยังเขียดอยู่ดี จะแอบเล็ดลอดออกไปหรือ แค่ตอนนี้เขายังแทบขยับออกจากที่ซ่อนโดยไม่ให้พวกมันเห็นได้เลย ก็เหลือแต่ซ่อนอยู่ตรงนี้ แล้วลุ้นให้ผีร้ายมองไม่เห็น แต่เขาจะโชคดีขนาดนั้นจริงๆหรือ.....

 

คำตอบคือไม่

 

“อ้อ อยู่นี่เอง.....”

จ้าดรู้สึกคุ้นกับคำพูดและสถานการณ์แบบนี้อย่างประหลาด แต่ก่อนที่เขาจะนึกออกว่าเคยประสบมาจากที่ไหน มือและเท้าของเขาก็ไปก่อนสมอง มีดอีโต้ปลุกเสกพิเศษของตาผู้ล่วงลับที่ไม่ได้ใช้มานานนับปีจนแทบขึ้นสนิมถูกเรียกออกจากที่เก็บอาวุธ ก่อนที่มันจะเหวี่ยงเต็มวงสวิงตัดลำคอของร่างดำทะมึนนั้นจนขาดสะบั้น หลานชายหมอผีใหญ่ถีบเท้ากระโจนออกจากที่ซ่อนหมายจะรีบเก็บอีกตน แต่ร่างของมันหายวับไปแล้ว

 

มันปรากฏตัวกลับขึ้นมาอีกครั้งในวินาทีต่อมา

 

พร้อมกับเงาเลือนรางดำทะมึนอีกนับสิบร่าง

 

เด็กหนุ่มรู้สึกว่าใบหน้าดุของเขาชาวูบ นี่คือสิ่งที่เขากลัวที่สุดในการลุยเดี่ยวครั้งนี้.....

 

แทบทุกร่างกลุ้มรุมเข้าหาเขา แต่พวกมันก็มีอันต้องกระเด้งออกเมื่อชนเข้ากับม่านพลังงานของอุปกรณ์ป้องกันพลังงานวิญญาณของหลานชายหมอผีใหญ่เอง พวกมันเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นยกขาตั้งโน้ตเพลงเหล็กที่เสียบอยู่บนชั้นออกมาหมายจะใช้มันแทงฝ่ายตรงข้าม แต่จ้าดไม่ยืนรอรับความตายง่ายๆ เด็กหนุ่มเรียกระเบิดพลังงานวิญญาณออกจากที่เก็บอาวุธก่อนจะปาลงกลางวง ดวงแสงสีฟ้าปะทุตูมปลดปล่อยพลังงานวิญญาณเข้มข้นให้แผ่กระจายออกไปทุกทิศทุกทาง

 

แต่แล้ว หลานชายหมอผีใหญ่ก็ต้องเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจเมื่อเห็นวงแสงสีขาวเหมือนคลื่นกระแทกปรากฏขึ้นหน้าเงาดำทะมึนทุกร่าง พวกมันมีอุปกรณ์ป้องกันพลังงานวิญญาณเหมือนเขา.....

 

อาศัยจังหวะชุลมุน จ้าดกระโดดถีบขาคู่ใสร่างหนึ่งที่ขวางระหว่างเขากับประตูห้องจนมันกระเด็นก่อนจะเผ่นพรวดออกไปจากห้อง แต่นั่นก็พาเขาไปเจอกับเงาร่างอีกนับสิบๆร่างที่ออกันอยู่ด้านนอก ที่น่ากลัวกว่านั้น ข้างนอกไม่ได้มีแค่ผีร้ายอิสระ หากมีทหารผีสิงมาด้วย พร้อมกับไรเฟิลจู่โจมในมือ

 

หลานชายหมอผีใหญ่ตัดสินใจในเสี้ยววินาที เท้ากระโจนกลับเข้าไปในห้อง มือดึงระเบิดมือออกจากเข็มขัด ดึงสลักแล้วปามันออกไปที่ทางเดินก่อนจะปิดประตูห้องดังโครม วินาทีต่อมา มันก็เปิดออกอีกครั้ง คราวนี้หลุดผลัวะออกมาทั้งบานด้วยแรงอัดอากาศที่ถูกทวีคูณขึ้นหลายเท่าจากพื้นที่ปิด จ้าดผู้กะเอาไว้แล้วหลบได้ทัน แต่นั่นก็เอาหัวของเขาเข้าไปอยู่ในแนวการเคลื่อนที่ของสันดับเบิ้ลเบสที่ลอยละลิ่วมาพอดี

 

แรงปะทะแทบไม่ส่งผลอะไรกับเนื้อไม้หนาของเครื่องดนตรีตัวยักษ์ แต่มันส่งผลต่อหลานชายหมอผีใหญ่อย่างแรง เลือดสาดกระเซ็นจากแผลแตกยาวหลายเซนติเมตรขณะเด็กหนุ่มหน้าดุทรุดฮวบทั้งด้วยความเจ็บและความมึน จ้าดกัดฟันข่มความเจ็บปวดยันตัวลุกขึ้น แต่ขาตั้งโน้ตที่พุ่งตามมาติดๆก็เสียบฉึกเข้าที่ไหล่ขวาและตรึงเขาเอาไว้กับผนัง เด็กหนุ่มร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อกระดูกสะบักและเอ็นหัวไหล่ถูกตัดขาดอย่างง่ายดาย

 

อย่างไรก็ตาม เขายังไม่ยอมรับชะตากรรมตัวเองง่ายๆ เด็กหนุ่มเรียกไรเฟิลจู่โจมออกมาก่อนจะกราดยิง แต่การถือเพียงมือเดียวแถมยังเป็นมือข้างที่ไม่ถนัดก็ทำให้กระสุนพุ่งสะเปะสะปะ ส่วนใหญ่ทะลุเพดานขึ้นไปชั้นบน บ้างก็ทะลุผนัง แต่ไม่มีนัดใดเลยที่เข้าเป้าร่างดำทะมึนที่ดาหน้ากันเข้ามาหาเขา

 

กระสุนยังไม่ทันจะหมดซอง หลานชายหมอผีใหญ่ก็ต้องร้องออกมาเหมือนสัตว์ป่าบาดเจ็บอีกครั้งเมื่อกระสุปืนสองนัดเจาะเข้าที่ท้องและต้นขา ผู้ยิงคือหนึ่งในทหารผีสิงชุดใหม่ซึ่งกรูกันเข้ามาจากกรอบประตูที่ไร้บาน พวกมันตรงเข้ามาหาหลานชายหมอผีใหญ่ ตนหนึ่งตบเขาผัวะด้วยพานท้ายปืนจนโหนกแก้มแตกเป็นแผลยาว ก่อนที่ทุกตนจะจ่อปืนมายังเขาในระยะประชิด

 

“หยุด อย่าขัดขืน !

ไม่ต้องสั่ง หลานชายหมอผีใหญ่ก็ไม่เหลือแรงจะขัดขืนอยู่ดี

 

“ไอ้ทหารหนีทัพ ก่อเรื่องขนาดนี้ เอ็งโดนท่านแหวนฆ่าแน่ !

“.....หา ?”

 

 

“กล้าย ไอ้บ้านั่นยังไม่ติดต่ออะไรกลับมาเลยเหรอ”

“ยัง”

กล้ายพ่นลมหายใจออกทางจมูก ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวมองหน้าจอโทรศัพท์มือถืออันเป็นการเชื่อมต่อเดียวที่เธอมีกับเพื่อนหนุ่มอย่างเป็นกังวล การติดต่อครั้งสุดท้ายจากจ้าดคือคำขอบคุณที่เธอส่งเครื่องบินพังๆลำนั้นไปให้ และนั่นก็ผ่านมาเกือบสองชั่วโมงแล้ว เท่าๆกับเวลาที่พวกเธอนั่งเตรียมพร้อมออกรบอยู่ในรถลำเลียงพลหุ้มเกราะคันนี้ ป่านนี้บ่าจ้าดง่าวนั่นจะเป็นตายร้ายดียังไงบ้างหนอ....

 

“กล้ายคิดว่าจ้าดจะช่วยกล้วยได้มั้ย” เสียงสาวแว่นผู้น่ารักจากภาคยานยนต์ถามมาจากเบาะข้างนักศึกษาแพทย์สาวแห่งเวียงเชียงหลวง

“ได้บ่ได้เดี๋ยวหมู่เฮาก็หันกันเองแหละ”

“เรา.... เข้าไปช่วยด้วยไม่ดีกว่าเหรอ”

“แพร หมู่เฮาอู้เรื่องนี้กันแล้วเน่อ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบด้วยเสียงสูงขึ้น “ถ้าหมู่เฮาบุกเข้าไปตอนนี้เลย หมู่มันอาจจะฆ่ากล้วยเลยก็ได้ แต่ถ้าเข้าไปกันแค่หมู่เฮาก็อาจจะโดนจับเป็นตัวประกันกันมากขึ้น แล้วก็บ่มีหลักประกันด้วยว่าหมู่มันจะบ่ฆ่ากล้วย มีแต่ต้องภาวนาหื้อบ่าจ้าดง่าวนั่นยะหื้อได้เท่านั้นแหละ”

“แล้วถ้าเกิดหกโมงแล้วยังไม่มีอะไรล่ะ” แก้วถามบ้าง

“ก็บุกทันที เพราะป่านนั้นคง.... บ่มีเงื่อนไขอะหยังที่หมู่เฮาจะบุกบ่ได้แล้ว”

 

กล้ายเม้มปาก พยายามบอกตัวเองว่าเรื่องแบบนั้นจะไม่เกิดขึ้น พยายามบอกตัวเองว่าหลานชายหมอผีใหญ่จะทำได้อย่างที่เขาบอกไว้ แต่มันก็ยากเหลือเกิน....

 

แล้วโทรศัพท์มือถือในมือก็สั่น ทำเอาตานีสาวสะดุ้งเฮือก

 

“บ่าจ้าดง่าวนั่นติดต่อมา !

“ว่าไง !?” ทุกคนและทุกตนลุกจากทั่งกรูกันเข้ามาหาเด็กสาวผมหางม้าบนที่นั่งคนขับทันที

“เปิ้นบอกว่าเจอที่อยู่กล้วยแล้ว !” เสียงของกล้ายสูงปรี๊ดด้วยความดีใจ “ขอเวลาอีกไม่เกินชั่วโมงน่าจะช่วยเปิ้นออกมาได้ !

 

หากมีวิญญาณที่เดินอยู่ในโกดังเก็บรถถังด้านนอกคงได้มีสะดุ้งกันบ้าง เมื่อจู่ๆเสียงเฮก็ดังทะลุเกราะเหล็กกล้าออกมาพร้อมๆกับที่รถลำเลียงพลคันใหญ่ขย่มราวกับมีมือที่มองไม่เห็นโยก แท้จริงแล้วคือเหล่าเด็กสาวและเด็กหญิงทั้งหลายที่โผเข้ากอดกันอย่างไม่กลัวหัวจะชนเพดานที่สูงเพียงไม่ถึงร้อยยี่สิบเซนติเมตรของรถ อย่างน้อยพวกเธอก็มีหวังขึ้นมาบ้างแล้ว.....

 

 

แต่หากพวกเธอได้เห็นหลานชายหมอผีใหญ่ตอนนี้ก็คงอยากเรียงตัวตบเกรียนเขาสักคนละป้าบสองป้าบ เพราะนั่นเป็นเพียงแค่เรื่องโกหก แม้จะเป็นเพียงบางส่วนก็ตาม

 

จ้าดกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ในกรงบนกระบะด้านหลังรถหุ้มเกราะที่วิ่งโขยกเขยกไปตามถนน แผลที่มีเพียงผ้าพันห้ามเลือดเอาไว้อย่างลวกๆ เจ็บแปลบทุกครั้งที่ล้อกระแทกลงหลุม ขึ้นมาจากหลุม หรือเอาจริงๆมันก็เจ็บตลอดเวลานั่นแหละ ในห้องโดยสารด้านหน้า ทหารผีสิงสองนายเหลียวมองมายังเขาเป็นระยะๆ แต่อย่างน้อยพวกมันก็ไม่ได้มานั่งประกบเขา นั่นทำให้เขาส่งข่าวไปหากล้ายได้ และที่สำคัญกว่านั้น ทำให้เขามองสภาพด้านนอกได้อย่างไม่ลำบากนัก และนั่นทำให้เขาพอจะอนุมานอะไรได้หลายๆอย่าง

 

รถกำลังแล่นคดเคี้ยวผ่านแนวกระสอบทรายแล้วกระสอบทรายเล่า แต่จ้าดก็พอมองออกว่ามันค่อยๆมุ่งหน้าเข้าไปหาวัดขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในย่านเมืองเก่า ด้วยเจดีย์สีทองที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสูงเด่นเป็นสง่าอยู่เหนือขอบฟ้าของเมืองที่แทบจะไม่มีตึกระฟ้าเลย

 

หลานชายหมอผีใหญ่รู้จักวัดนี้ มันเป็นอารามหลวงโบราณตั้งแต่สมัยแรกก่อตั้งเมืองกล้วย หรือก็คือตานนะคอนในปัจจุบัน เวียงเชียงรุ้งเคยเป็นที่ตั้งของพระราชวังฤดูร้อนของเจ้าผู้ครองตานนะคอน ด้วยวิวภูเขาและแม่น้ำแถวนี้สวยกว่าตานนะคอนอยู่ไม่น้อย พระราชวังซึ่งเป็นเพียงตึกไม้ธรรมดาถูกรื้อไปหลังจากตานนะคอนแพ้สงครามและถูกผนวกรวมกับสารขัณฑ์ได้ไม่นาน แต่วัดนี้ยังคงอยู่ และก่อนหน้านี้ก็ได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลก เขาเองก็เคยมาเที่ยวกับพ่อแม่ตอนยังเด็ก

 

หลานชายหมอผีใหญ่พยายามประมวลผลข้อมูลที่เขามีอยู่ในหัว แม้มันจะยากลำบากด้วยเขาทั้งอ่อนเพลียจากการเสียเลือดและความเจ็บปวดจากแผลทั้งที่ไหล่และแผลถูกยิงทั้งสองแห่ง รถคันนี้ควรจะกำลังมุ่งหน้าไปยังที่ที่แหวนอยู่ แหวนนั้น จากที่เคยฟังกล้ายเล่าและจากที่เขาเคยประสบด้วยตัวเอง เธอก็คงอยากสังหารเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ด้วยมือของตัวเอง ตานีสาวไม่น่าจะอยากปล่อยให้เป้าหมายหลุดรอดเงื้อมมือไปอีก ดังนั้นเธอน่าจะเป็นคนเฝ้ากล้วยด้วยตัวเอง

 

และจากตรงนั้น หากขังตานีสาวหน้าจืดเอาไว้ที่อื่น ก็อาจจะมีปัญหาผีร้ายไปทำอะไรเธอ หรืออย่างน้อยก็รบกวนการสนทนา การทรมาน หรืออะไรก็ตามที่แหวนน่าจะอยากทำกับอดีตผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์ ดังนั้น เป็นไปได้ที่กล้วยน่าจะถูกขังอยู่ในโบสถ์หรือในวิหารของวัด ซึ่งใครสักคนเคยบอกเขาเมื่อนานมาแล้วว่าผีร้ายจะเจ็บปวดทรมานเมื่อเข้าไป

 

ก็เหลือแค่สองอย่าง หนึ่งคือข้อสันนิษฐานของเขาจะถูกหรือไม่

 

และสอง เขาจะออกจากกรงนี่ไปได้ยังไงโดยไม่โดนทหารนับร้อยๆรอบตัวยิงพรุนเสียก่อน โดยเฉพาะในสภาพเดี้ยงสุดๆแบบนี้

 

เด็กหนุ่มค่อยๆล้วงที่เก็บอาวุธออกมาจากกระเป๋ากางเกง เขาเหลือบมองทหารผีสิงทั้งสองที่เบาะหน้าเป็นระยะให้แน่ใจว่าพวกมันไม่เห็น ก่อนจะเอี้ยวคอลงไปลองกดไล่ดูอุปกรณ์ที่ยังเหลือในนั้น สิ่งที่เห็นไม่ทำให้เขาสบายใจขึ้นเลย ระเบิดแสงของเขาหมดแล้ว ระเบิดมือก็เหลีอเพียงลูกเดียว ที่เหลือก็มีแค่อุปกรณ์เบ็ดเตล็ด สไนเปอร์ไรเฟิลหนึ่งกระบอกกับกระสุนห้าสิบนัด ลูกซองหนึ่งกระบอกกับกระสุนยี่สิบนัด

 

และยาสมานแผลหนึ่งขวด

 

ของอย่างสุดท้ายทำให้จ้าดใจชื้นขึ้นมาบ้างเล็กน้อย ยาสมานแผลหนึ่งขวดน่าจะพอรักษาเขาได้สักสองสามครั้ง อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องไปต่อแบบเดี้ยงๆ เสี่ยงต่อการหมดสติเพราะเสียเลือดมากแบบนี้แล้ว แต่มันก็ยังแก้ปัญหาเรื่องกรงนี่ไม่ได้อยู่ดี เขาคงต้องรอจนพวกมันปล่อยเขาออกจากกรงเอง แล้วค่อยหาทางหนีทีไล่อีกที หวังว่าถึงตอนนั้นคงยังไม่สายไป.....

 

แต่ก่อนอื่น เขาควรจะรีบดื่มยาสมานแผลก่อน

 

คิดจบ รถก็เบรกจนหน้าทิ่ม เปิดโอกาสให้จ้าดกลิ้งจากที่นั่งลงไปยังหลุมตรงกลางกระบะ หน้าผากที่กระแทกเข้ากับพนังด้านหลังห้องคนขับอย่างจังเจ็บจี๊ดพอๆกับมึนตึ้บ แต่เด็กหนุ่มไม่ใส่ใจ เขารีบแกะฝายาสมานแผล เทใสปากไปราวครึ่งขวดก่อนจะรีบปิดฝาแล้วยัดใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง พอดีกับที่ประตูกรงเปิดผางออก

 

“เฮ้ย จะตายอยู่แล้วยังจะมานอนขี้เกียจแบบนี้อีกเหรอวะ !?” ทหารผีสิงคนแรกตะคอกใส่ทันทีที่เห็นสภาพนักโทษ

“ไม่ใช่มั้ง สงสัยมันล้มลงไปตอนเราเบรกเมื่อกี้มากกวา” ผีอีกตนเดา

 

ทั้งสองตนก้าวขึ้นมาหิ้วปีกเขาออกจากกรงก่อนจะกึ่งพยุงกึ่งลากเขาลุยหิมะเข้าไปหาวัดที่อยู่ห่างออกไปราวห้าสิบเมตร หลานชายหมอผีใหญ่แสร้งทำเป็นคอพับคออ่อน แต่ดวงตาตี่กวาดมองรอบตัวอย่างรวดเร็ว วัดนี้ไม่มีรั้ว หากมีเนินดินสูงเกือบเมตรวางตัวอยู่เป็นแนวขอบเขต เขาไม่เห็นวี่แววของทหารผีสิงหรือผีร้ายอิสระอยู่ในเขตวัดเลย ทำให้เนินดินนั่นน่าจะพอเป็นที่กำบังให้เขาได้บ้าง แต่นั่นก็แค่จากศัตรูรอบนอกวัด ไม่ใช่ศัตรูที่น่าจะอยู่ในวัดอย่างแหวน

 

แต่ในวัดเองก็ใช่ว่าจะมองออกมาได้สะดวก วัดแห่งนี้เป็นสวนสาธารณะของเมืองไปด้วยในตัว ในเขตของมันจึงมีต้นไม้ขึ้นรกครึ้มจนแทบจะเป็นป่า แล้วยังมีทางเดินคดเคี้ยวกว่าจะเข้าไปถึงด้านใน ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ระหว่างอาคารต่างๆภายในก็ยังเชื่อมด้วยทางเดินแบบเดียวกันและล้อมรอบด้วยป่าแบบเดียวกัน ถ้าแหวนอยู่ด้านในเธอไม่น่าจะมีทางยิงหรือแม้แต่มองเห็นเขาได้

 

แต่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปทันทีหากทั้งสองตนนี่เรียกเธอออกมา ซึ่งเด็กหนุ่มหน้าดุก็ไม่รู้ว่าพวกมันเรียกหรือยัง แต่ถ้าไม่ได้เรียก เขาก็น่าจะมีทางรอดแหละมั้ง....

 

ทหารผีสิงทั้งสองนายหยุดอยู่หน้าซุ้มประตูสูงใหญ่ของวัด ก่อนที่ตนหนึ่งจะควักวิทยุออกมาจากเข็มขัด เขาต้องลงมือตอนนี้แล้ว

 

“โอย.....”

หลานชายหมอผีใหญ่ทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลง แผลที่ไหล่ซึ่งยังไม่สมานสนิทเจ็บแปล๊บเมื่อแขนถูกบิดผิดมุมก่อนที่จะหลุดจากการหิ้วปีกของฝ่ายตรงข้ามทั้งสอง ปล่อยร่างให้ร่วงตุ้บลงไปกองกับพื้น

 

“เฮ้ย อะไร สำออยเหรอวะ !?

ทหารผีสิงอารมณ์ร้อนตนที่ตะคอกใส่เขาเมื่อตอนเปิดกรงเงื้อเท้าเตะจ้าดทันที อีกตนรีบรั้งเอาไว้เหมือนจะห้ามขณะเด็กหนุ่มหน้าดุพลิกตัวนอนหงายเหมือนกลิ้งตามแรงเตะ แต่เมื่อทหารผีสิงทั้งสองนายมองนักโทษของพวกมันอีกรอบ ดวงตาของพวกมันก็ต้องเบิกกว้างยิ่งกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางที่เก็บอาวุธของสายเมื่อเห็นปืนลูกซองเล็งตรงมา

 

“ขอบคุณที่พามาส่ง”

เหนี่ยวไกสองครั้งติดๆกัน กระสุนลูกปรายหัวทำลายทั้งสสารและวิญญาณก็ทะลวงทั้งอวัยวะภายในของร่างต้นและแกนวิญญาณของผีร้ายที่สิงอยู่ ร่างต้นทรุดฮวบลงจมกองเลือดกับพื้น ขณะผีร้ายทั้งสองตนแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

 

ทหารผีสิงที่อยู่รอบๆเขตวัดได้ยินเสียงดังสนั่นของลูกซองก็หันกลับมาทันที แต่สิ่งที่พวกมันเห็นก็มีเพียงหิมะหนาเตอะเท่านั้น เมื่อไม่เห็นอะไรมากกว่านั้น ทุกคนก็หันกลับไปทางนอกเมืองเช่นเดิม

 

ไม่มีใครรู้เลยว่านักโทษหนีทัพแปลกปลอมหายไปแล้ว

 

 

ตานีสาวหน้าจืดนั่งกอดเข่าอยู่ในกรง กลางอุโบสถกว้างขวางที่มีเพียงเธอตนเดียว

 

ดวงตาเรียวเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ อันเป็นอุปกรณ์ที่แหวนเหลือไว้ให้เธอเพียงอย่างเดียวเป็นระยะ ตีสี่กว่าแล้ว ชีวิตของเธอเหลืออีกเพียงชั่วโมงกว่าเท่านั้น

 

จะมีใครมาช่วยเธอไหมหนอ

 

เธอไม่รู้ว่าทุกคนและทุกตนจะตัดสินใจอย่างไร เธอเคยบอกกล้ายเอาไว้แล้วว่าหากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นห้ามมาช่วย แต่เธอก็ไม่รู้ว่ากล้ายจะสู้เหล่าสายร่วมรบตนและคนอื่นๆที่คงจะอยากมาช่วยเธอได้หรือเปล่า อันที่จริง เธอก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพื่อนสาวจะทำตามที่ตกลงกันไว้หรือเปล่า แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม เธอก็ไม่อยากให้ใครมาช่วย

 

คนอื่นต้องสูญเสียเพื่อเธอมาเยอะพอแล้ว ถ้าต้องเจอเรื่องแบบนั้นอีก เธอยอมสิ้นอายุไปเงียบๆตนเดียวดีกว่า

 

แต่อีกใจหนึ่งลึกลงไป เด็กสาวหน้าจืดก็อยากให้มีใครสักคนมาช่วยเธอเหลือเกิน เธออยากกลับไปหาทุกคน อยากเห็นหน้าทุกคนอีก อยากอยู่ต่อไปพร้อมๆกับทุกคน.....

 

มันคงเป็นไปไม่ได้.....

 

แล้วเสียงหนึ่งก็ดึงเธอออกมาจากห้วงความคิดอันมืดมน

 

“กล้วย เรามาช่วยแล้ว !

 

-------------------------------------------------------------------------------------------

*ดับเบิ้ลเบส (Double Bass บางครั้งเรียก Contrabass, String Bass, Upright Bass หรือ Acoustic Bass) – เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายขนาดใหญ่ รูปร่างเหมือนไวโอลินแต่ยาวเกือบสองเมตร เสียงต่ำที่สุดในวงออเคสตรา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น