ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 113 : ทางกลับบ้านที่ถูกปิดกั้นไว้ด้วยชีวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 88
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    6 ก.พ. 60

มีคำกล่าวให้ได้ยินกันบ่อยๆในตลาดรถมือสองอันเฟื่องฟูอยู่แถบชานเมืองทางใต้ของตานนะคอน ว่ารถสักคัน จะใหม่สักแค่ไหน จะสภาพดีสักเท่าไหร่ จะสวยสักเพียงใด จะมีอุปกรณ์มาตรฐานพร้อมอุปกรณ์เสริมจนหรูหราเพียบพร้อมสักปานใด ก็ไม่มีทางขายได้ราคาหากมันสกปรก

 

น่าเสียดาย ถ้านับตามคำกล่าวนี้แล้ว รถใหม่เอี่ยมเพิ่งออกจากโรงงานนับหมื่นคันที่จอดเรียงรายกันอยู่ในคลังสินค้ารอส่งมอบของบริษัทรถยนต์หรูอย่างตาน กลับอยู่ในสภาพที่คงจะขายไม่ได้ราคาเลยสักนิด ด้วยมีฝุ่นจับหนาเตอะจนแทบมองไม่ออกว่าไหนกระจกหน้าไหนที่ปัดน้ำฝน เห็นแล้วน่าเอานิ้วไปเขียนข้อความบอกให้ล้างรถหรือไม่ก็สูตรคูณบนกระจกให้รู้แล้วรู้รอดไป

 

แต่จะบอกว่ามันเพิ่งออกจากโรงงานก็ไม่ถูกนัก มันใหม่เอี่ยมยังไม่เคยผ่านมือลูกค้า และแม้แต่เบาะที่นั่งก็ยังถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยถุงพลาสติกก็จริง แต่ครั้งสุดท้ายที่เครื่องยนต์ของพวกมันทำงานก็กว่าห้าเดือนมาแล้ว หลังจากนั้น ทุกอย่างก็แน่นิ่งอยู่ที่เดิมเหมือนถูกแช่แข็ง

 

เวียงเชียงรุ้ง เมืองที่ห่างจากตานนะคอนไปทางเหนือเกือบหกสิบกิโลเมตรที่โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ใช่เมืองใหญ่อะไรนัก ทั้งประชากรและแหล่งบันเทิงก็ไม่มาก เหล่าวิญญาณแหกนรกจากโลกหลังความตายจึงไม่ได้เลือกมาสิงอยู่แถวนี้มากนัก และนั่นทำให้ยานยนต์เหล่านี้รอดจากการเอาไปโยนเล่นหรือขับกระโชกโฮกฮากระบายความเครียด ก่อนจะชนแหลกยับเยินเพื่อความสะใจของเหล่าผีร้าย ตรงข้ามกับนับแสนๆคันที่ยามนี้กลายเป็นเศษเหล็กไปแล้วในเมืองใหญ่อื่นๆทั่วรัฐเวียงตาน

 

แต่ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป

 

ลางบอกเหตุคือเสียงปืนใหญ่ที่ดังแว่วมาจากอีกฟากหนึ่งของเทือกเขาทางทิศเหนือเหมือนกลองศึก ก่อนจะตามมาในอีกอึดใจด้วยเสียงหวีดแหลมจากท้องฟ้ามัวหม่นเบื้องบน

 

แล้วกระสุนเส้นผ่านศูนย์กลางครึ่งฟุตหลายสิบนัดก็พุ่งลงมาด้วยความเร็วเหนือเสียง หัวรบระเบิดแรงสูงปะทุเปรี้ยง บดขยี้ทั้งรถและทั้งตัวอาคารสิบชั้นให้แหลกยับเยินกลางเป็นกองเศษวัสดุท่ามกลางฝุ่นควันคลุ้งตลบในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

 

 

“สุมาเน่อแก้ว”

ห่างออกไปทางเหนือ ข้างปืนใหญ่ที่เพิ่งจะยิงกระสุนทำลายล้างไปเมื่อครู่ ราชินีตานีวิทยุบอกเพื่อนสาวที่ศูนย์บัญชาการกลางเมืองเชียงพิงค์ด้วยเสียงที่แฝงแววรู้สึกผิด เธอเพิ่งจะทำลายทรัพย์สินของบริษัทที่บ้านสาวแว่นทวินเทลไปหลายหมื่นล้านเบี้ย ความเสียหายที่ถ่ายมาจากโดรนซึ่งลอยลำอยู่ใกล้ๆเวียงเชียงรุ้งมองเห็นได้ชัดเจนอยู่ในหน้าจอแลปทอปเบื้องหน้า

 

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร” เสียงกลั้วหัวเราะของอีกฝ่ายตอบกลับมาแม้จะมีแววเสียดายแฝงอยู่ไม่น้อย หลังจากนี้เธอคงต้องหางานพิเศษทำเยอะๆเสียแล้ว “หรือกล้วยอยากเจอแบบกล้ายที่เชียงม่วนอีกล่ะ”

“ถึงจะว่าจะอั้นก็เหอะ....”

 

กล้วยพ่นลมหายใจออกจากจมูกเป็นไออย่างอึดอัด แม้เวียงเชียงรุ้งจะมีประชากรเพียงสองแสนคน ซึ่งนับว่าน้อยเมื่อเทียบกับสามล้านของตานนะคอนหรือล้านหกแสนของเชียงม่วน แต่มันเป็นฐานอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากบ้านเขลางค์ วัตถุดิบในการก่อกำแพงของเหล่ากองกำลังผีร้ายจึงหาได้ง่ายยิ่งกว่างมเข็มในกระป๋องอุปกรณ์เย็บผ้า และดูจากประสิทธิภาพการช่วยทำลายล้างของกำแพงแสวงเครื่องนี้ในกรรบที่เชียงม่วนแล้ว เด็กสาวหน้าจืดก็ไม่แปลกใจเลยหากผีร้ายจะใช้มันอีกหน และเธอยอมให้มันเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด

 

แต่ถ้าไม่ต้องทำให้บ้านเพื่อนสาวล้มละลายได้ก็คงดี

 

“อย่างน้อยก็ยิงของคู่แข่งให้บ้างละกัน”

“ก็ต้องยิงหมดนั่นแหละ”

ราชินีตานีตอบก่อนจะหันไปสั่งพลปืนให้ปรับเป้าไปยังคลังเก็บรถยนต์อีกหลายแห่งทั่วเมือง หลังจากนี้คงมีคำร้องเรียนจากบริษัทอื่นหรือไม่ก็องค์การการค้าโลกมาบ้าง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่พวกเธอจะต้องห่วงตอนนี้ ถ้าจัดการกองทัพผีร้ายและประจิมไม่ได้ ก็คงไม่เหลืออะไรให้ร้องเรียน

 

“คุณกล้วยครับ นี่ปืนใหญ่หมายเลขสิบสอง ปืนมีปัญหา ช่วยมาดูหน่อยครับ”

จู่ๆเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากวิทยุ เด็กสาวหน้าจืดขมวดคิ้วน้อยๆ เธอไม่เคยได้ยินวิญญาณตนไหนเรียกแบบนี้ วิญญาณจากกลุ่มเพื่อนสายที่มาช่วยเธอตั้งแต่ม่อนแป้งมักจะเรียกน้องกล้วยหรือไม่ก็กล้วยเฉยๆ ส่วนเหล่าวิญญาณอาสาจากรัฐข้างเคียงก็มักจะเรียกตามตำแหน่งว่าราชินีตานี แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรมากนัก กองกำลังของเธอมีเป็นหมื่นๆ จะให้ทุกตนเรียกเธอเหมือนกันหมดก็คงไม่ได้

 

“ปัญหาอะหยังเจ้า”

“ไม่ทราบครับ แต่มันยิงไม่ได้เลย ช่วยมาดูหน่อยได้มั้ยครับ”

“ทั้งสองกระบอกเลยกาเจ้า”

“ครับ ยิงไม่ได้ทั้งสองกระบอกเลย แต่ไม่รู้ว่าเสียที่จุดเดียวกันรึเปล่า”

 

คิ้วบางยิ่งขมวดเข้าหากันมากข้นอีก เสียทั้งสองกระบอกเลยงั้นหรือ จริงอยู่ที่ยุทโธปกรณ์ชุดใหม่ๆของพวกเธอจะเสียง่ายอยู่สักหน่อยเพราะสร้างมาหยาบกว่ามาตรฐานปกติของตานี แต่มันก็ไม่น่าจะเสียพร้อมๆกันที่จุดเดียวกันไม่ใช่หรือ

 

แต่กล้วยก็ไม่ได้สงสัยอะไรมากกว่านั้น บางทีกระบอกหนึ่งอาจจะเสียมาสักพักแล้วแต่พลประจำปืนยังไม่ได้แจ้งก็เป็นได้ และไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือความต่อเนื่องในการยิง ไปดูไปซ่อมให้สักหน่อยน่าจะดีกว่า

 

“ได้เจ้า เดี๋ยวข้าเจ้าไป”

เด็กสาวหน้าจืดวิทยุตอบก่อนจะหันมาคำนับลาพลปืนสองตนใกล้ตัว สาวเท้ายาวๆไปยังรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่จอดอยู่ใกล้ๆ แล้วขับออกจากหุบเขามุ่งหน้ากลับไปยังตัวเมืองเชียงพิงค์ ปืนใหญ่หมายเลขสิบสองอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของเมือง และมันเป็นปืนชุดเดียวที่สามารถยิงถล่มไปถึงชานเมืองด้านทิศใต้ของเวียงเชียงรุ้ง ถ้าขาดมันไป คลังเก็บรถอีกสามหรือสี่แห่งจะเหลือรอด และนั่นหมายถึงรถเกือบหมื่นคันจะพร้อมเป็นกำแพงให้หมู่ผีร้าย

 

เกือบสิบนาทีต่อมา กล้วยก็มาถึงเนินเตี้ยๆแต่ชันอันเป็นที่ตั้งของปืนใหญ่หมายเลขสิบสอง สองปืนใหญ่ติดล้อกระบอกยักษ์เงยลำกล้องสูงขึ้นไปในท้องฟ้ายามราตรี มองดูเป็นเงาดำทะมึนตัดกับเมฆสีเทาหม่นและเกล็ดหิมะเบาบางที่โปรยปราย แต่กลับไม่มีวี่แววของพลประจำปืนทั้งสองตนเลยสักนิด ในป่าใกล้ๆเท่าที่ระยะแสงไฟหน้าของเธอสาดไปถึงก็ไร้ร่องรอยเช่นกัน

 

“ปืนใหญ่หมายเลขสิบสองนี่กล้วย ได้ยินก่อเจ้า”

คำตอบคือความเงียบ ตานีสาวหน้าจืดขมวดคิ้ว พวกเขาไปไหนกัน จะบอกว่าปืนเสียก็เลยกลับไปเชียงพิงค์หรือก็ไม่น่าใช่ หรือว่าจะไปยิงกระต่ายกันในป่าสองคนก็ดูผิดหลักปฏิบัติการทหารไปสักหน่อย จะว่ากองกำลังผีร้ายลอบโจมตี พื้นที่ทั้งหมดภายใต้ความควบคุมของพวกเธอก็มีระบบป้องกันและเฝ้าระวัง แถมตรงนี้ก็ยังอยู่ในรัศมีของอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาด้วย หากเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นเธอก็ต้องรู้ทันที หรืออย่างน้อยที่สุด ฟ้า แพรและแก้วที่ศูนย์บัญชาการก็ต้องแจ้งเธอ แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น

 

“ปืนใหญ่หมายเลขสิบสองนี่กล้วย ตอบด้วย”

เด็กสาวตัดสินใจลองอีกครั้ง แต่ไม่มีสัญญาณตอบรับจากปลายสายที่เธอเรียกอีกเช่นเคย มีเพียงปืนใหญ่หมายเลขสองและหมายเลขสิบเอ็ดที่ถามสถานการณ์เธอมาเท่านั้น คิ้วบางยิ่งขมวดเข้าหากันมากขึ้นไปอีก จู่ๆวิญญาณสองตนจะหายไปเฉยๆแบบนี้ได้ยังไงกัน

 

กล้วยกดปุ่มสั่งให้เรดาร์ของรถสแกนพลังงานวิญญาณรอบบริเวณ แล้วเธอก็ยิ่งงงหนักขึ้นไปอีกเมื่อพบว่าแถวนี้มีเพียงสัญญาณพลังงานวิญญาณของเธอเท่านั้น สัญญาณที่อยู่ใกล้เธอมากที่สุดคือของพลปืนใหญ่หมายเลขสิบเอ็ดที่อยู่ห่างจากเธอไปเกือบสองกิโลเมตร กับของพลปืนใหญ่หมายเลขสิบสามที่อยู่ไกลกว่าเล็กน้อย ทั้งสองที่มีเพียงที่ละสองตน แปลว่าพลปืนของหมายเลขสิบสองไม่ได้อยู่ที่นั่น แล้วพวกเขาไปอยู่ที่ไหน

 

หลังจากชั่งใจอยู่สักพัก เธอก็ตัดสินใจลงจากรถไปดูสถานการณ์ให้แน่ใจ ตานีสาวเอี้ยวตัวไปหยิบสไนเปอร์ไรเฟิลบนเบาะหลัง ดึงคันรั้งส่งกระสุนเข้ารังเพลิงเตรียมพร้อมก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ ราชินีตานีเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวังขณะค่อยๆเดินลุยหิมะไปยังตัวปืนใหญ่ ดวงตาเรียวที่สะท้อนประกายสีเขียวมองสภาพรอบตัวสลับกับร่องรอยบนพื้นหิมะ มันยังคงเต็มไปด้วยรอยเท้าและรอยยางรถยนต์แม้หิมะจะโปรยปรายมากลบพวกมันไปบ้างแล้วก็ตาม ไม่มีร่องรอยอะไรที่น่าสงสัยเลยสักนิด

 

“ฝ่ายปืนใหญ่ มีผู้ได๋ว่างอยู่ก่อ ขอกำลังมาที่หมายเลขสิบสองด้วย บ่ฮู้พลปืนหายไปที่ได๋”

เด็กสาวหน้าจืดวิทยุขอพลปืนใหม่จากศูนย์บัญชาการก่อนจะคุกเข่าลงดูส่วนเครื่องลั่นไกของปืนใหญ่ มันดูปกติดี ราชินีตานีลองเปิดท้ายลำกล้อง ยกกระสุนนัดหนึ่งมายัดใส่ เล็งจนแน่ใจก่อนจะลองกดปุ่มยิงดู มันลั่นเปรี้ยงส่งกระสุนออกจากลำกล้องขึ้นฟ้าไปเหมือนที่ควรจะเป็น แต่นั่นยิ่งทำให้เธอผิดสังเกต แล้วสิ่งที่พลปืนวิทยุบอกเธอมาเมื่อครู่นี้หมายความว่ายังไง

 

ยังไม่ทันจะได้คำตอบ ใครบางคนก็ผลัก หรืออาจจะถีบหลังเธออย่างแรงจนหน้าคว่ำกลิ้งขลุกๆ จากยอดเนินลงไปยังป่าสนเบื้องล่าง เด็กสาวหน้าจืดพยายามเบรกตัวเอง มือไขว่คว้าหากิ่งไม้ โดนต้นไม้ หรือแม้แต่จิกหิมะ แต่เนินเขาชันและพื้นหิมะลื่นเกินไป และก่อนที่จะทำอะไรได้มากกว่านั้น ท้องของตานีสาวก็ชนอั้กเข้าใส่โคนต้นสนต้นหนึ่งจนเธอจุกแอ้ก แต่แทนที่มันจะช่วยเบรก ร่างของเธอกลับเร่งความเร็วขึ้นไปอีกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นช่วยผลัก ภาพสุดท้ายที่เด็กสาวหน้าจืดทันเห็นคือเหวลึกที่มีลำธารสายเล็กอยู่เบื้องล่าง

 

แล้วทุกอย่างก็กลายเป็นความมืดมิด

 

 

“เอ๊ะ”

สาวแว่นผู้น่ารักจากภาคยานยนต์ที่กำลังซดกาแฟแก้ง่วงหันขวับเมื่ออะไรบางอย่างในหน้าจอบนโต๊ะเบื้องหน้าเตะตาเธอเข้า เด็กสาวกำลังหันไปคุยกับเพื่อนร่วมงานทั้งสองอยู่จึงไม่ทันเห็นชัดว่ามันคืออะไร แต่มีบางอย่างที่เธอคุ้นเคยหายไปจากหน้าจอแน่นอน

 

“อะไรเหรอแพร” ฟ้าถาม

“เมื่อกี้....” เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบดำตอบอย่างไม่มั่นใจนัก “เหมือนมีอะไรสักอย่างเคลื่อนที่เร็วๆ แล้วก็หายไป”

“แถวไหน” สาวแว่นทวินเทลแห่งภาคอากาศยานถามบ้าง

“ไม่รู้ เมื่อกี้เราเห็นแค่ทางหางตา”

“ลองกดย้อนกลับดูสิ”

“เอ๊ะ ทำได้เหรอ”

“อ้าว แพรยังไม่เคยใช้เหรอ” นักศึกษาแพทย์แห่งเวียงเชียงหลวงลุกเดินมานั่งคุกเข่าข้างเพื่อนสาว “นี่ ปุ่มนี้”

 

ภาพสัญญาณพลังงานวิญญาณในหน้าจอเปลี่ยนจากเวลาปัจจุบันเป็นย้อนหลังแต่ละวินาทีตามการกดปุ่มของฟ้า แต่มันไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก สัญญาณพลังงานวิญญาณในเมืองมีกันเป็นหมื่น และหลายจุดก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วอย่างที่สาวแว่นแห่งภาคยานยนต์บอก

 

“ไม่ทันเห็นเลยเหรอว่าอยู่แถวๆไหน” แก้วมาร่วมด้วยช่วยมุงอีกคน

“ไม่รู้เลย” แพรส่ายหน้า “แค่มันสะดุดตานิดหน่อย อาจจะไม่มีอะไรก็ได้มั้ง”

“อืม ก็เป็นไปได้” สาวหมัดเหล็กตอบช้าๆ “แต่เพื่อความแน่ใจเราว่าลองเช็กของทุกคนดูดีกว่า”

 

ฟ้าเลื่อนเมาส์ไปกดปุ่มกรองสัญญาณให้เหลือแต่พวกเธอ หน้าจอโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณดูโล่งไปทันทีเมื่อจุดในหน้าจอเหลือเพียงไม่ถึงสิบจุด ทำให้ทั้งสามสาวมองเห็นว่าทุกคนและทุกตนกำลังทำอะไรอยู่ได้อย่างชัดเจน กล้ายกับหมิงอยู่ที่โกดังกลางเมืองซึ่งใช้เป็นโรงเก็บรถถังชั่วคราว จ้าดกับน้ำไทอยู่ที่สนามบินทางเหนือของเมือง ส่วนน้ำว้าสแตนด์บายอยู่ในฐานใกล้ๆพวกเธอ

 

แต่ไม่มีสัญญาณของกล้วย

 

“กล้วยหายไปไหน”

แพรถามออกมาเป็นคนแรก แต่สาวหมัดเหล็กเริ่มหาคำตอบแล้ว เธอดันตัวเบียดเพื่อนสาวบนเก้าอี้ขณะพรมนิ้วพิมพ์ชื่อกล้วยลงในช่องค้นหา ทันทีที่เธอกดส่งคำขอ จุดบนหน้าจอก็หายวับไปหมด ไม่มีสัญญาณของราชินีตานีจริงๆเสียด้วย

 

ไวเท่าความคิด เด็กสาวหน้าคมกระแทกนิ้วรัวปุ่มย้อนกลับ และหลังจากรัวไปหลายสิบครั้ง สัญญาณวิญญาณของตานีสาวหน้าจืดก็ปรากฏขึ้นทางทิศใต้ของตัวเมือง มันเคลื่อนที่ขึ้นเหนือด้วยความเร็วไม่มากนัก ลดความเร็วลงเป็นหยุดนิ่งไปอึดใจ ก่อนที่จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงกลับไปยังหุบเขาอีกฟากหนึ่งของเมือง

 

“นี่มัน....”

“กล้วย กล้วยได้ยินเรามั้ย !?” ฟ้าหยิบวิทยุขึ้นมาทันที ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโทรจิต กล้วย ได้....

 

เสียงของสาวหมัดเหล็กขาดหายไปในลำคอเมื่อเธอต้องนิ่วหน้าพร้อมกับยกมือขึ้นปิดหูอย่างลืมตัว แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เสียงซ่าดังสนั่นเหมือนโทรทัศน์จูนผิดช่องที่ก้องอยู่ในโสตประสาทดีขึ้น

 

“ฟ้า เกิดอะไรขึ้น” แก้วถามเมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดของเพื่อนสาว “กล้วยไปไหน”

 

ก่อนที่เด็กสาวหน้าคมจะทันได้ตอบ เสียงบอกว่ามีสัญญาณการติดต่อเข้ามาก็ดังขึ้นจากคอมพิวเตอร์ของเด็กสาวทั้งสามคน และเมื่อเห็นว่าการติดต่อนั้นคืออะไร ไขสันหลังของสามสาวก็เย็นเยียบราวกับมีใครเอาไนโตรเจนเหลวมาเทใส่ทั้งถัง

 

“ราชินีตานีอยู่กับเรา ถอนกำลังออกจากเชียงพิงค์ภายในหกชั่วโมง และถอนกำลังให้พ้นเชียงม่วนภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง ที่เดียวในรัฐเวียงตานที่จะอยู่ได้คือเชียงผาน ถ้าไม่ทำตามหรือเล่นอะไรตุกติก เราจะฆ่าราชินีตานีทิ้งทันที จากกองกำลังรัฐเวียงตาน”

 

 

“กล้วย ตื่น”

เสียงคุ้นหูเสียงหนึ่งที่ตานีสาวหน้าจืดจำไม่ได้ว่าเป็นของใครดังแว่วมาเข้าหู พร้อมๆกับที่ความเจ็บปวดจากร่างกายอันบอบช้ำจากการตกเขาแล่นผ่านไขสันหลังเข้ามายังสมอง กล้วยพยายามลืมตาขึ้น แต่เปลือกตาของเธอกลับหนักอึ้งเสียเหลือเกิน พอๆกับสติที่พร้อมจะทิ้งตัวกลับลงไปสู่ห้วงนิทราเหมือนทิ้งยูเรเนียมลงน้ำ

 

“เฮ้ย ตื่น !

เสียงเดิมที่ดังขึ้นกว่าเดิมและฝ่ามือที่ฟาดเผียะเข้าใส่แก้มกระชากราชินีตานีออกมาจากความง่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดวงตาเรียวลืมโพลง แต่แสงจ้าที่สาดเข้ามาก็ทำให้เธอต้องกลับไปหลับตาปี๋อีกรอบ จนเมื่อม่านตาของเธอเริ่มปรับเข้ากับแสงได้ เด็กสาวหน้าจืดจึงลืมตาขึ้นเต็มที่อีกครั้ง แต่มันก็กลับกลายเป็นเบิกกว้างจนแทบจะฉีกไปถึงใบหูเมื่อเห็นว่าเจ้าของเสียงคือใคร

 

“แหวน !?

“ตกใจก๋า” ตานีสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มหัวเราะในลำคอ “ในที่สุดก็ได้เจอกันอีกเน่อกล้วย”

“ไปเอาตัวข้าเจ้ามาได้จะได”

“บ่บอก” แหวนยิ้มเย็น “เป็นกล้วย กล้วยจะบอกก๋า”

“ก็คงบ่”

 

ราชินีตานีแสร้งเออออตาม ขณะดวงตาเรียวมองตามอดีตเพื่อนสาวที่เริ่มเดินวนไปรอบๆ เด็กสาวหน้าจืดถือโอกาสสำรวจสภาพรอบตัวไปด้วย เธออยู่ในห้องหนึ่งที่มีแสงจ้า มีหน้าต่างบานสี่เหลี่ยมตั้งเรียงกันเป็นแนวติดต่อกันสี่บาน ที่สุดความยาวของห้อง พระพุทธรูปหินสีเทาหม่นองค์ใหญ่ตั้งตระหง่าน โดยมีกระถางธูป รางเทียน กล่องรับบริจาคและของอื่นๆ ที่น่าจะพบเห็นได้ในอุโบสถทั่วๆไปวางระเกะระกะอยู่

 

ขวางกั้นระหว่างเธอและห้องด้านนอกคือกรงขนาดพอให้นอนได้ซึ่งตั้งอยู่แทบจะกลางห้องพอดี ลูกกรงของมันไม่ได้ชิดกันมากนัก แค่พอให้เธอลอดออกไปไม่ได้ มิน่าเมื่อกี้แหวนจึงตบเธอได้

 

“แล้วต้องการอะหยังถึงจับข้าเจ้ามา”

“ข้าส่งข้อเรียกร้องไปแล้ว แต่กล้วยบ่จำเป็นต้องฮู้หรอก” ตานีสาวผู้ทรยศตอบ “ฮู้แค่ว่าถ้าหมู่เปิ้นบ่ยะตาม กล้วยก็สิ้นอายุ และถ้าช้าเกินหกชั่วโมง กล้วยก็สิ้นอายุ เท่านั้นก็พอ”

“ก็ดี” กล้วยตอบเสียงเรียบก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ยะหยังแหวนถึงมาเข้ากับฝั่งผีร้าย บ่พอใจข้าเจ้าเหมือนนางก๋า”

“บ่ ข้าบ่แม่นบ่าตานีเหลาะแหละเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจะอั้น” มีน้ำเสียงดูแคลนแฝงอยู่ในคำตอบของเด็กสาวหัวหนาม “และข้าก็บ่ได้ตามเปิ้นมาเพราะความฮักไร้สาระเหมือนเอื้องด้วย”

“แล้วเพราะอะหยัง”

“บ่หันยาก ข้าอยากเป็นราชินีตานี” แหวนเดินมาจ้องหน้าอดีตเพื่อนสาวใกล้ๆ “บ่ต้องถูกสั่งอะหยัง บ่ต้องยะตามตนอื่น ตัดสินใจทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ผู้ได๋จะบ่อยากเป็นล่ะ”

“หน้าที่ราชินีบ่ได้ง่ายจะอั้นเน่อ” ราชินีตานีองค์ปัจจุบันตอบเน้นเสียง “หลายเรื่องที่ต้องตัดสินใจ หลายเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ อู้ตามตรง ข้าเจ้าบ่ได้อยากเป็นนักหรอกตำแหน่งนี้น่ะ ถ้ายกหื้อได้ข้าเจ้าอยากหื้อแหวนตอนนี้เลยด้วยซ้ำ”

“ก็เอามาสิ !” เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มกระชากเสียง มือเขย่ากรงจนทั้งกรงเหล็กและผู้อยู่ภายในสั่นกราว “ยะหยังจะยกหื้อบ่ได้ ตำแหน่งราชินีตานีแค่บอกว่ายกหื้อก็ได้แล้วบ่แม่นก๋า !?

“ที่ข้าเจ้ายกหื้อบ่ได้ บ่แม่นเพราะตำแหน่งยกหื้อกันยากอะหยัง” กล้วยจ้องหน้าอดีตเพื่อนสาวกลับ “แต่เพราะแหวนบ่เหมาะจะรับตำแหน่งนี้”

“บ่เหมาะ !?” ตานีสาวหัวหนามทุบกรงเปรี้ยงจนราชินีตานีเผลอยกมือขึ้นปิดหู “บ่เหมาะจะได บอกมาซิ !

“ดูตัวเองตอนนี้ก็น่าจะฮู้อยู่เน่อ” เด็กสาวหน้าจืดยังคงรักษาเสียงเรียบเฉยเอาไว้ได้อย่างน่าประทับใจ “แล้วอีกอย่างเน่อแหวน หมู่เฮาตอนนี้เหลือกันอยู่สักกี่ตนเชียว แล้วข้าเจ้าก็บ่ได้มีพลังเรียกปีศาจมาจากโลกหลังความตายแล้วแหวนก็น่าจะฮู้นี่ แล้วจะอยากได้ตำแหน่งที่มีแต่หัวนี่ไปยะหยัง”

“ตำแหน่งราชินีตานีสามารถเลือกวิญญาณให้มาเกิดเป็นตานีได้” แหวนตอบ “ข้าจะสร้างตานีขึ้นมาใหม่ หื้อเป็นอย่างที่ข้าต้องการ”

“เลือกมาเกิดได้ แต่ก็เกิดมาเป็นทารกเน่อ คิดว่าสถานการณ์จะอี้เปิ้นจะบ่โดนฆ่ากันหมดก๋า”

“ข้าบ่ได้จะยะตอนนี้ ข้าจะยะหลังจากสงครามนี้จบ”

“แล้วตานีอย่างที่แหวนอยากหื้อเป็นนี่เป็นจะไดกัน”

“บ่ต้องมีการปราบผีร้าย อยู่กันแต่หมู่เฮา” เสียงของเด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มลดความรุนแรงลงบ้าง “ยะหยังหมู่เฮาต้องไปช่วยมนุษย์ ต้องออกไปยิงผีหื้อหมู่มัน ต้องเสี่ยงอันตรายเพื่อหมู่มัน แต่ต้องปกปิดตัวเองแทบตาย แล้วหันก่อ พอหมู่มันฮู้ว่าหมู่เฮาเป็นผู้ได๋ หมู่มันยะอะหยังกับหมู่เฮา !?

“ถ้าอู้จะอั้น แล้วแหวนยะการหื้อประจิมยะหยัง” ราชินีตานีย้อนถาม “ประจิมทำร้ายหมู่เฮามากที่สุดแล้วเน่อ ถ้าบ่มีประจิม มนุษย์ก็บ่ยะจะอี้กับหมู่เฮาหรอก”

“แน่ใจก๋ากล้วย” แหวนย้อนกลับเสียงเย็น “แล้วที่หมู่มันบุกมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หมู่เฮาเมื่อสี่ร้อยปีก่อนนี้ล่ะ แล้วยังอีกหลายครั้งก่อนหน้านั้นล่ะ ราชินีแสนมิงจะหื้อหมู่เฮาปกปิดตัวเองยะหยังถ้ามนุษย์บ่ได้จ้องจะทำร้ายหมู่เฮาอยู่แล้วน่ะ !?

“ทุกครั้งเกิดเพราะมีตนยุ มีตนที่ปลุกปั่นหื้อเกิดความเข้าใจผิดความเกลียดชังกันขึ้นมา” กล้วยตอบเรียบๆ “และครั้งนี้ ตนที่ยะจะอั้นก็ประจิมนั่นแหละ แล้วแหวนก็ยังจะไปช่วยเปิ้น”

“ตอนแรกประจิมบ่ได้ยะจะอี้” เสียงของตานีสาวหัวหนามอ่อยลงเล็กน้อย แต่มันก็กลับแข็งกร้าวเหมือนเดิมในประโยคต่อมา “แต่จะไดก็ตาม ในเมื่อข้าเลือกเดินทางนี้แล้ว ข้าก็จะไปหื้อสุด ข้าบ่ยอมแพ้เลิกกลางคันง่ายๆเหมือนนางกับเอื้องหรอก !

 

ราชินีตานีรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างในน้ำเสียงของอีกฝ่ายขณะกำลังพูดถึงตานีผู้ทรยศอีกสองตน มันไม่ได้มีแค่ความเกลียดชัง แต่มีความคับแค้นและเสียใจแฝงอยู่ในนั้นด้วย ความคับแค้นเหมือนทหารที่ถูกผู้บังคับบัญชาหักหลังแล้วทิ้งเอาไว้ให้ตายอยู่กลางสมรภูมิเพียงเดียวดาย

 

“อีกอย่าง จะไดหลังจากจบสงครามครั้งนี้ ข้าก็จะบ่ยุ่งกับมนุษย์อยู่แล้ว ข้าจะไปที่ไกลๆ ที่บ่มีมนุษย์อยู่ แล้วข้าจะสร้างตานีขึ้นมาใหม่ บ่ต้องยุ่งกับมนุษย์ และมนุษย์ก็จะยุ่งกับข้าบ่ได้ด้วย หมู่เปิ้นจะคึดอะหยัง จะเกลียดตานีก่อก็บ่สำคัญนี่แต๊ก่อ”

 

กล้วยถอนหายใจเฮือก ก่อนจะเลือกทิ้งไพ่ใบสุดท้ายของเธอ

 

“จะไดก็ตาม มันเป็นหน้าที่ของหมู่เฮา”

“หน้าที่ !” ตานีสาวหัวหนามทุบกำปั้นลงกับกรงอีกครั้ง “ข้าเกลียดคำนี้ที่สุด หน้าที่ !? ยะหยังหมู่เฮาต้องยะ !? ยะหยังมันถึงเป็นหน้าที่ของหมู่เฮา !?

“แต่ถ้าบ่ยะ หมู่เฮาก็บ่มีสิทธิ์อยู่บนโลกนี้อีกรอบ”

“อ้อก๋า” แหวนแค่นหัวเราะ “ผู้ได๋จะยะอะหยังหมู่เฮาก๋า ยมทูตก๋า หมู่มันหายไปหมดแล้ว ! หรือต่อหื้อหมู่มันยังอยู่ แล้วจะได หมู่มันกล้ายะอะหยังหมู่เฮาก๋า ถึงกล้า หมู่มันยะอะหยังหมู่เฮาได้ก๋า บ่ ! สนธิสัญญาโลกหลังความตายอะหยังนั่นก็เพราะหมู่เฮายอมไปเซ็นกับหมู่มันทั้งนั้น ถ้าหมู่เฮาบ่ยอม หมู่มันแพ้แน่นอน จะเอาอะหยังมาสู้ !?

“แต่ถ้าหมู่เฮาบ่ปราบผีร้าย ท้ายที่สุดหมู่มันก็จะปิ๊กมาทำร้ายหมู่เฮาอยู่ดีเน่อ”

“แล้วถ้าหมู่เฮาบ่ไปยะอะหยังมัน บ่เปิดเผยตัวตนหื้อหมู่มันฮู้ หมู่มันจะยะอะหยังหมู่เฮา ?”

 

เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มย้อนถามเสียงสูง ก่อนที่เสียงของเธอจะเบาลงอย่างฉับพลันในประโยคต่อมา ฟังดูเหมือนเธอกำลังพูดกับตัวเองพอๆกับพูดกับราชินีตานี

 

“ข้าแค่อยากอยู่อย่างสงบกับคนที่ข้าฮักก็แค่นั้น มันผิดอะหยังนักหนาก๋า”

 

“ว่าอะหยังนะแหวน” ตานีสาวหน้าจืดขมวดคิ้ว

“บ่ได้ว่าอะหยังทั้งนั้น” แหวนปฏิเสธเสียงแข็ง ก่อนหันหลังขวับเดินไปยังประตูบานคู่บานใหญ่ตรงข้ามกับพระพุทธรูป “พอแล้ว ข้าขี้เกียจอู้ต่อ อยู่ในห้องนี้ไปตนเดียวเหอะ อ้อ แล้วก็อีกสักพักประจิมจะมาหา เตรียมตัวไว้ด้วยล่ะ”

“เดี๋ยว แหวน !

 

แต่ตานีสาวผู้ทรยศปิดประตูโครมตามหลังเธอไปเสียแล้ว

 

 

“เกิดอะไรขึ้น !?

จ้าดโพล่งทันทีที่พรวดพราดเข้ามาถึงห้องประชุม ตามมาติดๆด้วยน้ำไท เหล่าสหายร่วมรบตนและคนอื่นๆ บวกกับสองวิญญาณชั้นผู้ใหญ่แห่งกองกำลังผสมตานีนั่งกันอยู่ในห้องนั้นกันหมดแล้ว เด็กหนุ่มหน้าดุและตานีน้อยผมเปียอยู่ที่สนามบินซึ่งไกลจากโรงแรมแห่งนี้มากที่สุดจึงมาช้าไปบ้าง แม้หลานชายหมอผีใหญ่จะเหยียบมิดจนรถแทบดริฟต์ออกไปทิ่มหน้าใส่ร้านอาหารเหนือข้างทางแล้วก็ตาม

 

“อธิบายไปแล้วบ่แม่นก๋า กล้วยโดนจับเป็นตัวประกันอยู่” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบ น้ำเสียงของเธอทำให้จ้าดเข้าใจถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ได้ดีที่สุด ถ้าเขาจำไม่ผิดเพื่อนสาวไม่ได้ใช้เสียงแบบนี้มาตั้งแต่นรกแตกแล้ว

“แล้วจะทำไง !? แล้วตอนนี้กล้วยอยู่ที่ไหน !? แล้ว.....”

 

“จ้าด หยุดก่อน แล้วฟังหื้อดีๆเน่อ”

เด็กสาวผมหางม้าขัด ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวจ้องมองเพื่อนหนุ่มสะท้อนแววที่จ้าดไม่เคยเห็นมาก่อน ก่อนที่เธอจะเอ่ยขึ้น ด้วยเสียงที่หนักอึ้งแต่ชัดเจนทุกคำ

 

“ข้าปรึกษากับลุงหวังกับอ้ายแอ๊ดแล้ว และคึดว่าบ่ไปช่วยเปิ้นคงจะดีกว่า”

 

“หา !?

ไม่ใช่เพียงหลานชายหมอผีใหญ่ ฟ้า แก้ว แพร น้ำว้าและน้ำไทก็อ้าปากค้างเช่นกัน มีเพียงหมิงที่มาถึงที่นี่พร้อมกับหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมและอ้าปากค้างไปแล้วรอบหนึ่งเท่านั้นที่ไม่ร่วมวงด้วย แต่ใบหน้าที่มีเค้าเสือของสมิงสาวก็มีทั้งแววเครียดเขม็งและแววเจ็บปวดแฝงอยู่

 

“ทำไมล่ะกล้าย ทำไมถึงไม่ไป !?

“ดูข้อเรียกร้องของหมู่มันเน่อ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมอธิบาย “ถอนกำลังออกจากที่นี่ภายในหกชั่วโมง ถอนกำลังออกจากเชียงม่วนลงไปเชียงผานภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง ห้ามเข้าไปบ่อั้นจะฆ่ากล้วยทันที คึดว่าหมู่เฮาจะยะอะหยังโดยที่หมู่มันบ่ฮู้ได้ก๋า แค่หมู่มันหันหมู่เฮามุ่งหน้าไปทางเวียงเชียงรุ้งก็อาจจะฆ่ากล้วยทิ้งไปแล้วก็ได้”

“แล้วกล้ายจะทำไง” สาวแว่นทวินเทลย้อนถามเสียงสูง “จะทำตามข้อเรียกร้องของพวกมันเหรอ”

“บ่” กล้ายส่ายหน้า “ยะจะอั้นหมู่เฮาอาจจะโดนหมู่มันดักตีที่ตานนะคอนหรือเมืองอื่นระหว่างทางก็ได้ แล้วดูกรอบเวลาที่หมู่มันหื้อสิ หกชั่วโมงขนรถถังได้แค่บ่กี่คันหรอก หมู่มันตั้งใจจะฆ่ากล้วยอยู่แล้วมากกว่า”

“แล้วจะทำยังไงล่ะ !?

ตานีสาวผมหางม้าหันมาจ้องหน้าจ้าด “หมู่เฮาจะบุกทันที”

“เฮ้ย !?” เด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวหน้าคมอุทานแทบจะพร้อมกัน “แบบนั้นพวกมันก็ฆ่ากล้วยทันทีเหมือนกันนะ !

“ก็แม่น” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบเสียงเรียบ ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวจ้องนิ่งอยู่ที่ดวงตาตี่ของหลานชายหมอผีใหญ่ “แต่นี่เป็นทางที่หมู่เฮาน่าจะเสียน้อยที่สุด”

“น้อยที่สุด !? น้อยที่สุดบ้าอะไร !?” จ้าดขึ้นเสียง จ้องเพื่อนสาวกลับด้วยแววตาดุดัน “นั่นกล้วยนะ ราชินีของกล้ายทั้งคน เพื่อนกล้ายทั้งคนนะ !

“คึดว่าข้าอยากยะจะอี้ก๋าบ่าจ้าดง่าว !?” เด็กสาวผมหางม้าตะเบ็งเสียงบ้าง เธอลุกพรวดขึ้นยืนประจันหน้ากับฝ่ายตรงข้าม น้ำใสเริ่มเอ่อขึ้นมาในดวงตาสีเขียวเรืองแสง “คึดว่าข้าอยากทิ้งหื้อกล้วยสิ้นอายุอยู่ตนเดียวก๋า นายก็ฮู้ว่าข้าคึดกับกล้วยจะได ยังจะอู้จะอี้อีกก๋า !? มีทางได๋ที่ดีกว่านี้บ้าง บอกข้ามาเลย !

“ใจเย็นๆก่อน ทั้งกล้ายทั้งจ้าดเลย” นักศึกษาแพทย์สาวเห็นท่าไม่ดีก็รีบแทรกแซงสถานการณ์ ก่อนจะหันไปถามฝั่งตานีสาวก่อน “กล้าย ทำไมถึงคิดว่าทางนี้จะสูญเสียน้อยที่สุดล่ะ”

“ทางอื่นของหมู่เฮามีอะหยังบ้างล่ะฟ้า !?” กล้ายย้อนถาม “แอบเข้าไปช่วยก๋า หมู่เฮายังบ่ฮู้เลยว่าเปิ้นอยู่ที่ได๋”

“ก็ลองหาดูสิ ลองหาดูรึยังล่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่ขัดขึ้นด้วยเสียงห้วนๆ

“หาแล้ว !” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมสวนกลับ “ตอนที่นายยังมาบ่ถึง หมู่เฮาอู้กันไปแล้วว่ากล้วยจะไปอยู่ที่ได๋ได้บ้าง แต่สแกนหาบ่เจอเลย !

“ไม่มีวิธีอื่นแล้วเหรอ”

“บ่มี !” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมกระแทกเสียง “ถ้ามีข้าก็ใช้ไปแล้ว !

“ไม่มีเลยเหรอ อย่างใช้คลื่นเสียงเหมือนตอนผีบุกเมืองปีที่แล้ว หรือใช้พลังงานวิญญาณ ใช้พลังจิต อะไรก็ได้ !?

“ก็บอกว่าบ่มีจะไดบ่า....” เสียงของตานีสาวผมหางม้าขาดหายไปที่กลางประโยคเมื่อเธอนึกอะไรบางอย่างออก “เออ จะว่ามีก็มีอยู่ แต่หวังผลบ่ค่อยได้มากนักหรอกเน่อ”

“ตอนนี้อะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ ลองดูเลยได้มั้ย อย่างน้อยให้รู้ว่ากล้วยอยู่ที่ไหนคร่าวๆก็พอ”

 

กล้ายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ใบหน้ามาตรฐานชาวเวียงตานเคร่งเครียดเหมือนในหัวกำลังครุ่นคิดอะไรอย่างหนัก แต่ในที่สุดเธอก็พยักหน้า

 

“จะลองดูก็ได้” เธอตอบ ก่อนจะหันไปหาสาวหมัดเหล็ก “ฟ้าบอกว่าลองโทรจิตไปหาเปิ้นแล้วแม่นก่อ”

“อื้ม”

“ได้ยินเสียงซ่าๆ หรือบ่ได้ยินอะหยังเลย”

“ได้ยินเสียงซ่าดังมากเลย”

“โอเค จะอั้นอาจจะพอใช้ได้” ตานีสาวผมหางม้าพยักหน้า “จ้าด ฟ้า น้ำว้า น้ำไท หมิง แล้วก็ ลุงหวังกับอ้ายแอ๊ด อาจจะหนวกหูหน่อย แต่ช่วยกันโทรจิตไปหากล้วยได้ก่อเจ้า เดี๋ยวข้าช่วยด้วย”

“จะพยายามนะ” ฟ้าพยักหน้าอย่างไม่แน่ใจนัก เธอไม่รู้ว่าจะทนเสียงซ่าเหมือนทีวีผิดช่องแถมดังสนั่นจนหูแทบแตกไปได้สักกี่น้ำ แต่ในเมื่อมันมีชีวิตของเพื่อนสาวแขวนอยู่ก็คงไม่มีทางเลือกอื่น

“แก้วกับแพร ปิดระบบกรองคลื่นรบกวน ฮู้ก่อว่าปุ่มได๋”

“อื้ม รู้ๆ”

 

สาวแว่นแห่งภาคยานยนต์พยักหน้า เธอกดปุ่มปิดอย่างที่เพื่อนสาวบอก ภาพสัญญาณพลังงานวิญญาณในหน้าจอดูเลือนและมีเส้นสายรกๆแทรกขึ้นมาทันทีแทนที่จะมีเพียงจุดที่มีชื่อและเลขบอกระดับพลังกำกับเหมือนปกติ

 

“โอเค ปิดแล้วซูมภาพเข้ามาที่หมู่เฮาเน่อ” กล้ายบอกก่อนจะหันกับมายังตนและคนอื่นๆที่เตรียมพร้อมจะโทรจิต “ทุกตน ข้าจะหื้อสัญญาณเน่อ นับถึงสาม โทรจิตไปหากล้วยพร้อมๆกันเน่อ หนึ่ง สอง สาม !

 

เป็นภาพที่น่าทึ่งแกมน่าขันไม่น้อยเมื่อองค์ประชุมแปดในสิบทำหน้าเครียดพร้อมๆกัน ก่อนจะกลายเป็นหน้าเหยเกพร้อมๆกันเมื่อเสียงซ่าดังสนั่นขึ้นมาในโสตประสาท

 

“หันแถบหรือเส้นอะหยังแผ่จากหมู่เฮาไปก่อ” ทันทีที่ฟื้นตัวมากพอจะพูดรู้เรื่อง ตานีสาวผมหางม้าก็หันไปถามฝ่ายเฝ้าระวังทั้งสองทันที

“ก็เห็นนะ แต่แว้บเดียวเอง ไม่ค่อยชัด” แพรลองกดย้อนกลับ มีแถบสีแดงสว่างวาบขึ้นมาตรงจุดที่พวกเธอนั่งอยู่ก็จริง แต่มันจางมากจนแทบมองไม่เห็น แถมยังปรากฏขึ้นเพียงเฟรมเดียวเท่านั้น

“ชี้ไปทางได๋”

“ใต้ ตะวันออกนิดหน่อย”

“ถ้านับเป็นนาฬิกาล่ะ”

“ห้าครึ่ง เกินห้าครึ่งมาเกือบหกมั้ง”

“ทางนั้นมีเมืองอะไรบ้าง” จ้าดถาม

“เวียงเชียงรุ้ง ชานเมืองตานนะคอน เฉียดบ้านเขลางค์ บ้านติ” สาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์พ่นลมหายใจออกทางจมูก “หลายเมืองเลย”

“ลุงว่าน่าจะเป็นเวียงเชียงรุ้งนั่นแหละ” หวังออกความเห็น “เท่าที่ดู พวกมันคงใช้วิธีเคลื่อนที่ในพริบตาพากล้วยไป แต่เคลื่อนที่ในพริบตาแบบพาวิญญาณตนอื่นไปด้วยกินพลังงานมาก คงไปได้ไม่ไกลมากนักหรอก”

“แต่ถ้ามันมากันหลายคนก็อาจจะทำได้นะครับ”

“ก็จริง”

 

เงียบกันไปทั้งห้องอึดใจหนึ่ง ก่อนที่กล้ายจะเอ่ยขึ้น

 

“สุมาเน่อทุกตน ขออีกรอบได้ก่อ คราวนี้ส่งไปเป็นตะโกนเลย ยิ่งดังเท่าได๋ยิ่งดี แล้วก็ขอหื้อส่งตรงเป๊ะกับที่ข้านับสามเน่อเพราะต้องจับเวลาหาระยะ โอเคเน่อ”

 

แม้จะอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ฝ่ายโทรจิตทั้งเจ็ดก็พยักหน้า

 

“เอ้า หนึ่ง สอง สาม !

 

เป็นอีกครั้งที่สองคนหกตนทำหน้าเครียดพร้อมๆกันและเบ้หน้าพร้อมๆกันแต่ไปคนละทิศคนละทาง แต่วินาทีต่อมา หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็โพล่งขึ้น

 

“ได้แล้ว !

“อะไร ทำยังไง” ฟ้าลุกมาหาเพื่อนสาวทันที ตามมาด้วยหลานชายหมอผีใหญ่

“จับเวลาระหว่างสัญญาณที่หมู่เฮาโทรจิตออกไปกับสัญญาณที่สะท้อนปิ๊กมา แค่นี้ก็คำนวณระยะได้แล้ว เพราะหมู่เฮาฮู้ความเร็วในการเดินทางของพลังงานวิญญาณ”

“หลักการเดียวกับเรดาร์หรือโซนาร์สินะ” จ้าดพยักหน้าว่าเข้าใจ “แต่ถ้าเป็นแบบนี้ทำไมไม่สร้างมันขึ้นมาเป็นระบบซะเลยล่ะ ในเมื่อทะลุการรบกวนได้แบบนี้”

“โทรจิตเป็นพลังงานวิญญาณแบบพิเศษ ยังหาวิธีสร้างเลียนแบบด้วยเครื่องมือบ่ได้” ตานีสาวผมหางม้าตอบพลางพรมนิ้วกดโปรแกรมเครื่องคิดเลข “ระยะน่าจะอยู่ระหว่างสามสิบถึงห้าสิบกิโลเมตร น่าจะเป็นเวียงเชียงรุ้ง”

“ก็ดีสิ ใกล้ หาทางไปช่วยกล้วยกัน เหลืออีกสี่ชั่วโมงกว่าทันน่า !

 

แต่กล้ายกลับนิ่งเงียบ

 

“กล้าย” เสียงของหลานชายหมอผีใหญ่เริ่มมีแววอ้อนวอน “อยู่ใกล้ๆแค่นี้เอง เราช่วยกล้วยได้น่า”

“จะอยู่ใกล้อยู่ไกลมันก็บ่ได้เปลี่ยนเงื่อนไขของหมู่มันเลย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบเน้นเสียง “แล้วถ้าหมู่มันจับได้ว่าหมู่เฮาจะยะอะหยังแล้วฆ่ากล้วยทันทีล่ะจะยะจะได”

“เท่าที่เรารู้พวกมันไม่มีโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณแบบทะลุทะลวงเหมือนของพวกเรานี่ กล้ายเคยบอกเราเองไม่ใช่เหรอ” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ “พวกมันมีแต่เรดาร์ ถ้าไม่เอาเครื่องบินไป เอาเป็นรถหรือไม่ก็เดินไปพวกมันก็ไม่มีทางจับได้หรอก”

“เดินไปห้าสิบกิโลจะทันหกชั่วโมงได้จะไดบ่าจ้าดง่าว !?

“ก็เอารถไปสิ ขับใช้ไฟฟ้าไปเหมือนตอนวางระเบิดสะพานที่เชียงผานไง”

“แล้วถ้าเกิดเจอหมู่มันกลางทางล่ะ นางคึดว่าหมู่มันจะบ่เฝ้าถนนหรือทางที่รถผ่านได้ไว้ก๋า !?” กล้ายย้อนถามเสียงสูง “แล้วตอนเข้าไปถึงตัวเมือง นายคึดว่าหมู่เฮาจะหลบหมู่มันได้ตลอดรอดฝั่งไปจนถึงตัวกล้วยได้ก๋า ขนาดข้ายังบ่คึดว่าจะยะได้เลยเน่อ !

“ต่อให้จับได้ พวกมันก็ยังไม่ฆ่ากล้วยหรอก เรามั่นใจ” จ้าดตอบหนักแน่น

“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ” สาวแว่นทวินเทลถาม

“พวกมันจับตัวคนสำคัญขนาดนั้นของฝ่ายเราได้ มันไม่ฆ่าง่ายๆหรอก เพราะถ้าฆ่าก็เท่ากับพวกมันหมดเงื่อนไขต่อรองทันที ไม่คุ้มกับชีวิตกล้วยหรอก จับหัวหน้าพวกเราไว้แบบนั้นเรียกร้องอะไรได้อีกเยอะ” เด็กหนุ่มหน้าดุอธิบาย “อย่างน้อยถ้าบุกกันไปแค่ไม่กี่คนเรามั่นใจว่ากล้วยไม่เป็นไรแน่ แต่ถ้าบุกทั้งกองทัพน่ะอีกเรื่อง เพราะถือว่าขัดเงื่อนไขพวกมันตรงๆ แล้วก็เป็นอันตรายต่อพวกมันมากด้วย”

“แต่นั่นก็แค่การคาดการณ์แม่นก่อ ! แล้วถึงเข้าไปก็บ่ได้แปลว่าจะช่วยกล้วยได้เน่อ !

“พวกเราทำได้อยู่แล้วน่ากล้าย” หลานชายหมอผีใหญ่พยายามตะล่อมเพื่อนสาว “ขนาดฝ่ากองทัพเวียงตานยังเคยมาแล้ว ฝ่าผีร้ายแหกนรกเป็นล้านก็ทำมาแล้ว กล้ายกับหมิงก็เคยบุกกันสองคนยึดเชียงผานมาแล้ว แค่นี้ทำได้แน่”

“นั่นสิกล้าย” นักศึกษาแพทย์สาวแห่งเวียงเชียงหลวงช่วยสนับสนุนเพื่อนหนุ่มอีกแรง “แล้วคราวนี้ก็ไม่ได้มีแค่ไม่กี่คนเหมือนที่เชียงผาน อุปกรณ์อาวุธของเราก็พร้อมกว่าที่ม่อนแป้งด้วย แล้วจำนวนผีร้ายก็น่าจะน้อยกว่าที่ม่อนแป้งตั้งเยอะ เราทำได้น่า จริงมั้ยแก้ว แพร”

“อะ.... อื้ม” สองสาววิศวะตานนะคอนผู้ถูกขอความเห็นโดยไม่ทันตั้งตัวพยักหน้างงๆ

“ฟ้า ที่ว่ามาทุกครั้งแทบจะเรียกว่าโชคดีแบบปาฏิหาริย์ล้วนๆเลยเน่อที่หมู่เฮารอดมาได้ !” กล้ายสวนกลับ “แล้วครั้งนี้มันก็บ่แม่นแค่กองกำลังกากๆเหมือนที่เชียงผานหรือแม้แต่เชียงม่วนแล้วด้วย นี่มันปราการด่านสุดท้ายของหมู่มัน หมู่มันต้องทุ่มกำลังพลมาเต็มที่แน่ ดีบ่ดีอาจจะมากกว่าม่อนแป้งด้วยซ้ำ แล้วอย่าลืมเน่อว่าที่ม่อนแป้งหมู่มันบ่ได้ตั้งเงื่อนไขจะอี้ แล้วหมู่เฮาก็ได้อุ๊ยสายมาช่วยทันเวลาพอดีด้วย แต่คราวนี้มันบ่เหมือนกัน หมู่เฮาจะยะอะหยังได้ !? เข้าไปเยอะหมู่มันก็ฆ่ากล้วย แต่ถ้าเข้าไปน้อยก็สู้บ่ไหว จะหื้อยะจะได !?

“ก็บอกว่าพวกเราสู้ไหว.....”

“แล้วถ้าเกิดเข้าไปแล้วมีหมู่เฮาตนอื่นโดนจับไปเพิ่มเหมือนที่เชียงผานล่ะ !? หมู่มันได้ตัวต่อรองเพิ่ม ก็เท่ากับมีตัวหื้อฆ่าเพิ่มด้วยเน่อ ! แล้วถ้าเกิดเจออะหยังบ่คาดฝันเหมือนที่เชียงม่วนขึ้นมา บ่แม่นแค่กล้วย หมู่เฮาอาจจะไปกันหมดแก๊งเลยก็ได้เน่อ ! มันได้บ่คุ้มเสียเลยสักนิด !” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตะเบ็งเสียง น้ำใสที่แห้งไปแล้วครั้งหนึ่งเริ่มเอ่อคลอขึ้นมาอีกแล้ว “ข้าเข้าใจฟ้ากับจ้าดเน่อ ข้าก็บ่อยากเสียกล้วยไปเหมือนกัน ถ้าเอาตัวข้าไปแลกได้ข้าก็ยอม แต่ตอนนี้หมู่เฮาช่วยอะหยังเปิ้นบ่ได้แล้ว หมู่เฮาเสียเปิ้นไปแล้ว ! ถ้าหมู่เฮาเข้าไปช่วยก็มีแต่จะเสียมากกว่าเดิมเท่านั้นแหละ ! ข้าบ่อยากเสียผู้ได๋ไปอีกแล้ว ! มีแต่ต้องเลือกทางที่จะเสียน้อยที่สุด และหมู่เฮาจบสงครามนี้ได้เร็วที่สุดเท่านั้นแหละ !

“แต่..... แต่มันต้องมีสักทางสิ..... ทางที่ไม่ต้องเสียกล้วย.....”

“ก็เสนอมาสิ ! บอกมาเลย !” เสียงของตานีสาวผมหางม้าสูงแทบจะกลายเป็นกรีดร้อง น้ำตาที่เอ่อท้นไหลลงมาอาบแก้มแล้วตอนนี้ “ถ้ามันเป็นไปได้ ถ้ามันจะเสียน้อยกว่านี้ได้ ต่อหื้อข้าต้องสิ้นอายุข้าก็ยอม บอกมาสิ บอกมาเลย !

 

เด็กหนุ่มหน้าดุอ้าปากจะพูด แต่ไม่มีเสียงอะไรออกมา เขาตอบไม่ได้ หลานชายหมอผีใหญ่รู้เพียงแค่ว่าเขาจะไม่ยอมอยู่ที่นี่รอให้เด็กสาวหน้าจืดที่เขารักสิ้นอายุ แต่ต้องทำยังไงถึงจะไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียมากกว่าเดิมนั้นเขาไม่รู้เลย

 

“เอาเป็นว่าตัดสินด้วยการโหวตละกัน” แอ๊ดเห็นท่าว่าปล่อยไว้อาจได้คุยกันจนราชินีตานีโดนฆ่าก็เป็นได้จึงเบรกอีกครั้ง “มีใครมีเหตุผลหรือข้อโต้แย้งอะไรนอกจากนี้อีกมั้ย ไม่งั้นผมจะขอให้โหวตแล้ว”

 

ทั้งห้องเงียบ มีเพียงเสียงสะอึกสะอื้นของตานีสาวผมหางม้าเท่านั้น

 

“ถ้างั้น ใครเห็นด้วยกับการบุกทันทีอย่างที่กล้ายพูด ยกมือขึ้น”

 

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมยกมือขึ้นทันทีแม้มันจะสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น วิญญาณหนวดเฟิ้มก็ยกมือ เช่นเดียวกับแอ๊ด

 

“สามเสียง” วิญญาณหนุ่มเสียงเหน่อพยักหน้า “ใครที่เห็นด้วยกับจ้าดว่าควรจะจัดทีมไปช่วย”

 

มีเพียงจ้าดเท่านั้นที่ยกมือ คนอื่นและตนอื่นต่างนั่งนิ่ง ฟ้าและหมิงมองซ้ายมองขวาอย่างลังเลระคนรู้สึกผิด พวกเธอไม่อยากยกมือเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจทิ้งให้เพื่อนสาวสิ้นอายุเพียงลำพัง แต่เหตุผลของกล้ายก็หนักแน่นจนพวกเธอไม่อาจยกมือสนับสนุนหลานชายหมอผีใหญ่ได้เช่นกัน

 

“เป็นอันว่าเราจะบุกทัน....”

 

“เหี้ยม !

ก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะประกาศผลจบ เด็กหนุ่มหน้าดุก็สบถดังลั่น ก่อนจะเดินโครมๆ ออกจากห้องไป กล้ายมองตามเขาไปทั้งน้ำตา ก่อนจะก้มหน้าลงและตั้งต้นสะอึกสะอื้นอีกครั้ง

 

“เป็นอันว่าเราจะบุกทันที ไปเตรียมพร้อมตามหน้าที่ที่ตกลงกันไว้” แอ๊ดเอ่ยขึ้นอีกครั้ง เขาเดินมาช่วยพยุงหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมลุกขึ้นก่อนจะถาม “กล้ายบัญชาการรบไหวมั้ย”

“ไหวเจ้า” เด็กสาวผมหางม้าพยักหน้าแม้แก้มจะยังคงเปียกชุ่ม “ข้าจะยะหื้อดีที่สุด จะบุกหื้อเร็วที่สุด บางที.... บางทีอาจจะช่วยกล้วยได้ก็ได้”

 

เหล่าสหายร่วมรบเดินคอตกออกจากห้องประชุม กล้ายมองออกไปนอกหน้าต่าง เธอเห็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อของจ้าดออกตัวล้อฟรีจนหิมะกระจายก่อนจะดริฟต์ออกสู่ถนนสายหลักท่ามกลางเกล็ดหิมะที่โปรยปราย หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถอนหายใจเฮือก เธอไม่ว่าเขาเลย ถ้าเธอเป็นเขาก็คงจะทำแบบนั้นเหมือนกัน แต่ด้วยความรับผิดชอบที่อยู่บนบ่าตอนนี้ เธอทำไม่ได้.....

 

เด็กสาวเริ่มจะเข้าใจหัวอกของวิญญาณพันเอกสาวหน้าหวานขึ้นมาบ้างแล้ว

 

“ไว้เจอกันนะกล้าย”

“ฝากด้วยเน่อเจ้าเอื้อยกล้าย”

สี่ตนสามคนแยกกันที่ลานจอดรถ ก่อนจะแยกย้ายกลับไปสแตนด์บายตามสถานีรบที่ได้รับมอบหมาย มีเพียงหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมที่ปล่อยให้สมิงสาวแห่งป่าแสนคำขับรถกลับไปยังโรงเก็บรถถังชั่วคราวเพียงตนเดียว ส่วนเธอแยกตัวขับไปยังบังเกอร์ทหารเก่าแก่ทางทิศเหนือของเมืองอันเป็นที่ตั้งของศูนย์บัญชาการการรบ จริงๆแล้วต้องเป็นราชินีตานีที่จะมาที่นี่ แต่ยามนี้กล้วยไม่อยู่แล้ว....

 

“กล้วย สุมาเน่อ”

ตานีสาวผมหางม้าเงยหน้าขึ้นฟ้า มองเกล็ดหิมะที่หมุนวนเป็นเกลียวลงมาจากเมฆหม่น ความรู้สึกผิดที่เอ่อท้นอยู่ในอกกลั่นออกมาเป็นน้ำตาที่รื้นขึ้นมาอีกครั้ง เธอปล่อยให้กล้วยสิ้นอายุ เธอปล่อยให้เพื่อนที่เธอรักที่สุดสิ้นอายุอยู่เพียงเดียวดาย....

 

แต่ก่อนที่จะทำอะไรได้มากไปกว่านั้น กล้ายก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงเครื่องบินใบพัดทะยานผ่านเหนือหัวไปที่ความสูงไม่มากนัก

 

“หน่วยรบอากาศ นี่กล้าย” ไวเท่าความคิด ตานีสาวยกวิทยุขึ้นมาพูดกรอกลงไปทันที “เครื่องบินใบพัดที่ออกไปเป็นของผู้ได๋เจ้า ข้ายังบ่ได้สั่งหื้อเริ่มบุกเลยเน่อ”

“อ้าว เมื่อกี้น้องจ้าดมาที่สนามบิน บอกว่าน้องกล้ายให้เอาเครื่องออกไป”

“หา !?

 

ขากรรไกรของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมทิ้งตัวลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก สวนทางกับเปลือกตาบนที่ยกตัวขึ้นลืมโพลงจนแทบจะฉีกไปถึงใบหู ไขสันหลังเย็นเยือกราวกับมันจับเป็นน้ำแข็งในฉับพลัน ขณะหัวใจในอกกระชากตัวเหมือนมันกำลังจะหยุดเต้น

 

บ่าจ้าดง่าวนั่นทำเรื่องจ้าดง่าวเข้าให้แล้ว

 

“จ้าด ! จ้าด !” เด็กสาวเรียกซ้ำๆ พลางไล่คลื่นความถี่วิทยุ แต่เมื่อไม่เจอสักทีเธอก็เปลี่ยนเป็นโทรจิตแม้จะปลอดภัยน้อยกว่าก็ตาม จ้าด บ่าจ้าดง่าว หยุด ปิ๊กมาเดี๋ยวนี้ !’

ไม่ !’ เสียงที่ตอบกลับมาของหลานชายหมอผีใหญ่ดังลั่นพอๆกับเสียงซ่าก่อนหน้านี้จนเธอแทบเผลอยกมือปิดหู กล้ายจะไม่ไปช่วยกล้วยก็แล้วแต่ เราเข้าใจ แต่ไม่ต้องมาห้ามเรา !’

นายกำลังจะยะหื้อเปิ้นโดนฆ่าเน่อ !’

ก็บอกแล้วไงว่าเรามั่นใจ กล้วยไม่โดนฆ่าแน่กับแค่เราเข้าไปช่วยคนเดียวแบบนี้ !’

ถึงจะจะอั้นก็เหอะ แต่นายคึดอะหยังถึงได้เข้าไปตนเดียวจะอั้น นายก็จะโดนฆ่าไปด้วยเน่อ !’

ไม่เป็นไร เรายอม

จะบ้าก๋า !?’ หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมสวนกลับเสียงสูงจนแทบจะเป็นกรีดร้อง จ้าด ข้าฮู้ว่านายอยากหื้อกล้วยปิ๊กมาอู้กับนาย อยากหื้อเปิ้นฮักนาย แต่นี่มันเกินไปแล้วเน่อ !’

เราไม่ได้ทำเพราะอยากให้กล้วยกลับมาพูดกับเรา !’ จ้าดตอกกลับด้วยเสียงที่รุนแรงพอๆกัน เราไม่ได้ทำเพราะเป็นกล้วยด้วยซ้ำ คือ.... โอเคแหละอาจจะไม่รีบเป็นพิเศษขนาดนี้ แต่ต่อให้เป็นคนอื่นเราก็จะไปช่วยเหมือนกัน !’

ตนเดียวจะยะอะหยังได้ ปิ๊กมา !’

ก็บอกว่าไม่ !’ เด็กหนุ่มหน้าดุแทบจะตะโกนแล้วตอนนี้ เราเสียอุ๊ยสายไปแล้ว เราไม่อยากเสียกล้วยไปอีกคน !’

แล้วบ่คึดบ้างก๋าว่าหมู่เฮาก็บ่อยากเสียนายไปเหมือนกัน !’ เสียงกรีดร้องสวนกลับของตานีสาวผมหางม้าทำเอาหลานชายหมอผีใหญ่สะอึก

จะมาห่วงเราทำไมเสียงของจ้าดอ่อยลงเล็กน้อย เรามันก็แค่มนุษย์ธรรมดา รบก็ไม่เป็น ทำอะไรก็ไม่เป็น ไม่มีเราอยู่ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ พวกกล้ายก็ยังรบต่อได้ไม่เดือดร้อนสักหน่อย

ยะหยังถึงอู้จะอั้น ฮู้ก่อว่านายนั่นแหละสำคัญที่สุดแล้ว !’ คราวนี้มีแววอ้อนวอนสะท้อนอยู่ในน้ำเสียงของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมอย่างชัดเจน ถ้ากล้วยบ่เจอนาย ถ้านายบ่หื้อกล้วยอยู่ด้วย ถ้านายบ่ช่วยหมู่เฮา ตอนนี้หมู่เฮาจะเป็นจะไดบ้างก็บ่ฮู้ นายนั่นแหละเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง บ่มีผู้ได๋อยากเสียนายไปเน่อ !’

 

เงียบไปอึดใจหนึ่งจนกล้ายขนลุก หรือว่าเพื่อนหนุ่มจะโดนสอยไปเสียแล้ว

 

กล้ายก็แค่พูดให้เรากลับไปให้ได้เท่านั้นแหละในที่สุด เด็กหนุ่มหน้าดุก็ตอบกลับมาเสียงอ่อยๆ

ลองถามทุกตนดูได้ ทุกตนคึดจะอี้กันทั้งนั้นแหละ ข้ารับรอง

ขอบคุณมากนะหลานชายหมอผีใหญ่ตอบช้าๆ เรานึกว่าทุกคนจะมองเราเป็นตัวฟรีซะอีก

บ่มีผู้ได๋คึดจะอั้นหรอกตานีสาวผมหางม้ายืนยันหนักแน่น ฮู้แล้วก็รีบปิ๊กมาได้แล้ว

ขอโทษนะกล้าย ถึงจะรู้แบบนั้นก็เหอะ แต่เรายังจะไปเหมือนเดิม

บ่าจ้าด.....

ขอร้องล่ะกล้ายจ้าดขัดขึ้นก่อนที่เพื่อนสาวจะทันพ่นอะไรที่แรงกว่าเดิมออกมา เราไม่อยากเสียกล้วยไปจริงๆ เขาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเราไปแล้ว จะให้เรานั่งรอให้เขาหายไปเราทนไม่ได้หรอก ช่วยเราหน่อยนะ ถือว่าขอร้องเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้

 

อย่าอู้จะอั้น !’

กล้ายว้าก กรามขบกันเป็นสันนูนขณะสมองประมวลสองทางเลือกของเธออย่างยากลำบาก จะเอาแลปทอปของเธอสวมร่างยึดเครื่องบินบังคับเพื่อนหนุ่มกลับมาเองให้รู้แล้วรู้รอดไป หรือจะช่วยเขาแม้โอกาสสำเร็จจะริบหรี่เต็มที....

 

ก็ได้ แต่มีเงื่อนไขเน่อ !’ ในที่สุด หลังจากผ่านอัลกอริทึมที่ซับซ้อนยิ่งกว่าโค้ดโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณ ตานีสาวก็ตัดสินใจเลือกอย่างหลัง เข้าไปหื้อถึงตัวกล้วย เอาตัวเปิ้นออกมาหื้อพ้นมือผีร้ายหื้อได้ ได้เมื่อได๋บอกข้าทันที หมู่เฮาจะเข้าโจมตีเวียงเชียงรุ้งหันเหความสนใจหมู่มันทันทีที่นายได้ตัวเปิ้นมา เข้าใจก่อ !’

ขอบคุณมาก ขอบคุณมากเลยนะกล้าย !’

บ่ต้องอู้มาก ยะหื้อได้ รอดปิ๊กมาหื้อได้ก็พอ !’

อื้ม !’

 

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมหันมองไปทางทิศใต้ ทิศที่เสียงเครื่องบินของเพื่อนหนุ่มหายไป พยายามบอกตัวเองให้เชื่อว่าหลานชายหมอผีใหญ่จะทำได้อย่างที่เขาพูด แม้มันจะยากเย็นเหลือเกินเมื่อคิดถึงสิ่งที่ขวางกั้นระหว่างเขากับราชินีตานี

 

“ทุกตน ปิ๊กมาห้องประชุมเดี๋ยวนี้ มีเรื่องด่วนที่สุดต้องอู้กัน”

 

 

“ท่านแหวนครับ มีเครื่องบินลำนึงกำลังบินจากเชียงพิงค์ตรงมาที่นี่ครับ !

ผีหนุ่มตนหนึ่งในศูนย์บัญชาการแนวหน้าแถบชานเมืองเวียงเชียงรุ้งหันหน้าจากจอคอมพิวเตอร์ไปร้องบอกเจ้านายของเขาซึ่งนั่งอยู่หน้าห้อง

 

“เครื่องขนาดได๋” แหวนชะโงกหน้าถามกลับมาจากหลังหน้าจอของเธอ จริงๆเธอจะเรียกสัญญาณเรดาร์ขึ้นมาดูเองก็ได้ แต่ตอนนี้เธอกำลังยุ่งกับการวางกำลังภาคพื้นดินอยู่

“น่าจะเครื่องบินเล็กครับ บินไม่เร็วมากด้วย” เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังทางอากาศตอบก่อนจะถามกลับ “จะให้เตรียมตัวเผื่อพวกมันทิ้งระเบิดมั้ยครับ”

“บ่ต้อง หมู่มันยังสร้างระเบิดลูกเล็กขนาดนั้นบ่ได้ แล้วหมู่เฮายังมีราชินีตานีอยู่อีก ถ้าทิ้งระเบิดเปิ้นก็ต้องโดนไปด้วย ข้าบ่คึดว่าหมู่มันจะยะจะอั้น คงเป็นเพื่อนราชินีตานีแอบเข้ามาช่วยเปิ้นมากกว่า”

“แล้วทำไงดีครับ”

ริมฝีปากของตานีสาวหัวหนามบิดเป็นรอยยิ้มเย็น “ปล่อยหื้อมันเข้ามา ดูซิว่าจะยะอะหยัง ถ้าลงจอดหรือกระโดดร่มลงมาก็จับเป็นตัวประกันได้ทันที โยกกำลังผีร้ายอิสระไปรอที่สนามบินกับถนนกว้างๆที่เครื่องบินเล็กน่าจะลงได้ แล้วก็เอาอีกสักหน่วยไปยืนตามเส้นทางการบินด้วย”

“รับทราบครับ”

 

 

เครื่องบินใบพัดลำเล็กค่อยๆลดระดับลงเหนือบ้านจัดสรรแถบชานเมือง ปีกที่กว้างเพียงรถสองคันต่อกันเอียงซ้ายเอียงขวาในสายลมแรงจากเทือกเขาขณะมันค่อยๆเอียงตัวเลี้ยวตั้งลำให้ตรงถนนสี่เลนที่มุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางเมือง ถนนและทางเท้าที่ยาวตลอดแนวนั้นกว้างพอให้มันลงจอดได้ ถ้าไม่นับเสาไฟที่ตั้งเรียงรายอยู่บนเกาะกลาง.....

 

เหล่าร่างทะมึนทำได้เพียงยืนมองด้วยสายตาสะพรึงระคนสะใจเมื่อเครื่องบินลำเล็กประสานงาเข้ากับเสาไฟฟ้าอย่างจัง ใบพัดที่หัวเครื่องแตกเปรี้ยงทันที ส่งเศษวัสดุปลิวว่อนไปทุกทิศทุกทางจนผีร้ายอิสระบางตนที่ลืมไปว่าตัวเองมีเพียงกายละเอียดเผลอก้มหลบ เครื่องบินที่เสียการทรงตัวไปแล้วอย่างสิ้นเชิงหมุนคว้าง ปีกที่เต็มไปด้วยน้ำมันฟาดลงใส่ถนนก่อนที่จะระเบิดตูมเป็นลูกไฟดวงใหญ่ที่ส่องอาบตึกแถวทั้งบล็อกจนเป็นสีเหลืองทอง ทำลายเศษซากที่เป็นเสี่ยงๆอยู่แล้วให้ยิ่งไม่เหลือเค้าเดิมยิ่งขึ้นไปอีก

 

เหล่าผีร้ายรีบใช้พลังของพวกมันสาดหิมะที่กองสูงเป็นพะเนินเทินทึกอยู่ทั่วเมืองเข้าไปดับไฟที่เริ่มโหมไหม้ ก่อนจะลอยปรี่เข้าไปหาส่วนห้องโดยสารหมายจะจับข้าศึกเคราะห์ร้ายเป็นตัวประกันตามคำสั่งที่ได้รับ แต่ดูเหมือนจะยากอยู่สักหน่อยในเมื่อมันพังยับเยินกองอยู่กับพื้นถนนคอนกรีต กระจกหน้าและพนังกั้นห้องเครื่องยนต์ถูกทั้งเสาไฟ พื้นและแรงระเบิดอัดจนบี้แบนเข้าไปถึงพนักที่นั่งนักบิน ที่นั่งผู้โดยสารเองก็พังยับเยินพอๆกันแม้จะไม่เลวร้ายเท่า ในพื้นที่ที่มีอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาติดตั้งอยู่อย่างที่นี่แล้ว ไม่มีมนุษย์หรือแม้แต่สิ่งเคยมีชีวิตตนไหนรอดจากห้องโดยสารแบบนี้ได้แน่นอน

 

ปัญหาคือ ไม่มีซากมนุษย์หรือสิ่งเคยมีชีวิตใดๆ อยู่ในห้องโดยสารนี้เช่นกัน

 

“ท่านแหวน หน่วยลาดตระเวนบอกมาว่าไม่มีนักบินครับ ที่นั่งนักบินว่างเปล่า”

“มีผู้ได๋หันร่มชูชีพก่อ”

“ไม่มีเหมือนกันครับ”

 

แหวนขมวดคิ้ว มีความเป็นไปได้สองทาง ตานีเอาเครื่องบินบังคับวิทยุมาป่วนเธอเล่น หรือว่าผู้โดยสารทั้งหมดกระโดดร่มลงไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ถ้าเป็นอย่างหลัง หน่วยลาดตระเวนก็ควรจะเห็นร่มชูชีพสิ ยิ่งตอนนี้หิมะเบาลงจนแทบจะหยุดแล้วด้วย

 

หรือว่าใครก็ตามที่อยู่ในเครื่องบินจะกระโดดร่มลงไปก่อนหน้านั้นอีก

 

“หมู่มันอาจจะกระโดดร่มลงไปก่อนจะเข้าตัวเมือง” ตานีสาวหัวหนามสันนิษฐาน “เอาหน่วยหนึ่งสามศูนย์ไปตั้งแนวป้องกันทางเหนือตามเส้นทางการบิน ที่เหลือล้อมวัดเชียงรุ้งไว้เหมือนเดิม อย่าหื้อมีผู้ได๋นอกจากประจิมผ่านเข้าไปได้”

“รับทราบ”

 

ผู้ประสานงานหน่วยลาดตระเวนหันกลับไปวิทยุบอกผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา ขณะแหวนเอี้ยวตัวกลับมานั่งมองหน้าจอของเธอเหมือนเดิม ดวงตาสีดำประกายเขียวที่จ้องมองหน้าจอหรี่ลงด้วยความสงสัยระคนระแวง

 

คราวนี้จะมาไม้ไหนอีกกันหนอ

 

แต่ไม่ว่าจะไม้ไหน เธอรับรองว่ามันไม่ง่ายแน่

 

 

ก็ดูเหมือนจะไม่ง่ายจริงๆนั่นแหละ ในเมื่อหลานชายหมอผีใหญ่ยังติดแหง็กอยู่แถวชานเมืองอยู่เลย

 

เขาเริ่มคิดว่ากล้ายพูดถูกขึ้นมาแล้ว ตอนนี้เขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเพื่อนสาวอยู่ที่ไหน แม้เวียงเชียงรุ้งจะไม่ใช่เมืองใหญ่ แต่จะให้ตามหาทั่วเมืองพร้อมๆกับหลบทหารผีสิงที่เดินกันว่อนไปด้วยนั้นไม่มีทาง ยังไม่นับพวกผีร้ายอิสระที่ลอยกันอยู่เต็มท้องฟ้าเหมือนแร้งรอเหยื่ออีก ยุทโธปกรณ์ที่เขาเอามาด้วยก็มีเพียงปืนประจำกายของตานีทั้งสามหน่วย กระสุนไม่เยอะนัก มีด อุปกรณ์ป้องกันพลังงานวิญญาณ และระเบิดแสงกับระเบิดมืออีกไม่กี่ลูก นอกนั้นก็มีแค่อุปกรณ์เบ็ดเตล็ดอย่างกล้องส่องทางไกล และที่สำคัญที่สุด เขาหุนหันออกมาโดยที่ยังไม่มีแผนการอะไรเลยสักนิด แล้วแบบนี้เขาจะฝ่าเข้าไปในปราการด่านสุดท้าย แล้วยังต้องฝ่าออกมาโดยสวัสดิภาพได้ยังไงกัน.....

 

แต่เด็กหนุ่มก็รู้ว่ายามนี้เขามาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับแล้ว ทั้งในเชิงเปรียบเทียบและในความหมายตรงตัว

 

จ้าดเบียดหลังเข้ากับกำแพงคอนกรีตเย็นๆของบ้านเดี่ยวหลังหนึ่ง เรียกกระจกเงาออกมาจากที่เก็บอาวุธ แหย่มันออกไปนอกกำแพงตึกแถว ก่อนจะใช้กล้องส่องทางไกลมองผ่านมันอีกที แม้เด็กหนุ่มหน้าดุจะอดคิดไม่ได้ว่าดูงี่เง่าชอบกล แต่มันก็ทำให้เขามองเห็นสถานการณ์ด้านนอกได้ด้วยความคมชัดระดับเอชดี ทหารผีสิงเกือบสิบตนเดินไปเดินมาอยู่บนถนนด้านหน้า ทหารสี่ห้านายหมอบอยู่หลังปืนกลที่ตั้งอยู่บนแถวกระสอบทราย เบื้องหลังกระสอบทรายแถวแรก ยังมีอีกนับสิบแถวเรียงรายตามถนนที่ลาดขึ้นไปสู่เนินใจกลางเมือง ทุกแถวมีพลปืนกลประจำอยู่

 

และทุกแถวหันหน้าไปทางเดียวกัน

 

ความคิดหนึ่งแวบขึ้นมาในหัวหลานชายหมอผีใหญ่ เขาค่อยๆกึ่งคลานกึ่งเดินอย่างเงียบเชียบเลียบกำแพงบ้านไปยังถนนอีกฟากหนึ่ง เด็กหนุ่มมองซ้ายมองขวาจนแน่ใจว่าคงไม่มีใครเห็นกระจกเงาของเขาแล้วก็ทำแบบเดิมอีกครั้ง ถนนเส้นนี้ก็มีแถวกระสอบทรายและปืนกลเช่นเดียวกัน เรียงรายกันนับสิบๆแถวเหมือนถนนเส้นแรก

 

แถมยังหันหน้าออกจากแหล่งกำเนิดเดียวกับเส้นแรกเสียด้วย

 

แบบนี้ถ้าเดินประจันหน้ากับมันไปเรื่อยๆ ก็อาจจะไปถึงตัวกล้วย

จ้าดสันนิษฐาน แต่คิดง่ายกว่าทำมาก เดินประจันหน้าก็เท่ากับเดินเข้าหาสายตา และที่สำคัญกว่านั้นคือเดินเข้าหาปากกระบอกปืน ไม่ใช่แค่กระบอกเดียว แต่นับร้อยๆกระบอก จะไหวเร้อ.....

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองภาพในกระจกเงาอีกรอบ หลานชายหมอผีใหญ่ก็เบาใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อย ด้วยเห็นว่าหัวกระสุนในสายที่เสียบอยู่กับปืนกลทุกกระบอกเป็นสีฟ้าเรืองแสง นั่นหมายถึงกระสุนหัวทำลายพลังงานวิญญาณ ซึ่งเขามีอุปกรณ์ป้องกันติดตัวอยู่แล้ว มันคงช่วยเขาได้บ้างหากจวนตัวขึ้นมาจริงๆ แต่ก็คงแค่แป๊บเดียว เมื่อพวกผีร้ายตระหนักว่าเขาเป็นมนุษย์ก็คงเปลี่ยนเป็นกระสุนธรรมดาทันที และนั่นหมายถึงความพรุนยิ่งกว่ารังผึ้ง อย่าให้ผีร้ายยิงเขาได้เลยไม่ว่ากรณีใดๆ น่าจะดีกว่า

 

เด็กหนุ่มหน้าดุวางแผนคร่าวๆในหัวอย่างว่องไว ตอนนี้เขามีทางเลือกสองทาง จะหันเหความสนใจของพวกผีร้ายไปจากเส้นทางของเขา หรือว่าจะเล็ดลอดเข้าไปอย่างเงียบเชียบที่สุดโดยพยายามไม่ให้พวกมันรู้ว่าเขาเข้ามาที่นี่ดี

 

ทางแรกเสี่ยงกว่ากันเห็นๆ หากเขาพลาดเพียงนิดเดียว แทนที่จะหันเหความสนใจไปที่อื่น มันอาจกลายเป็นการหันเหความสนใจของผีร้ายทั้งเมืองให้พุ่งตรงมาที่เขา นั่นแปลว่าตายหยังเขียด ยิ่งกว่านั้น แม้เขาอาจจะดึงผีร้ายออกไปจากเส้นทางที่เขาจะใช้ได้ แต่ในเมื่อพวกมันรู้ว่ามีคนบุกมาช่วยตัวประกัน การคุ้มกันก็ต้องหนาแน่นขึ้นเช่นกัน เท่ากับสบายก่อนลำบากทีหลัง แถมไปลำบากเอาช่วงที่ยากที่สุดเสียด้วย

 

แต่คิดอีกที พวกผีร้ายก็คงจับสัญญาณเครื่องบินของเขาได้ตั้งแต่แรกแล้ว และแม้เขาจะกระโดดร่มลงมาก่อนทิ้งให้เครื่องว่างเปล่าหวังจะให้พวกมันสับสน แต่ยังไงๆเหล่าผีร้ายก็รู้อยู่ดีว่าฝ่ายเขากำลังหาทางเข้ามาช่วย และนั่นแปลว่าการคุ้มกันตัวประกันก็หนาแน่นขึ้นอยู่แล้วไม่ว่าเขาจะเข้าไปได้อย่างไร้ร่องรอยเพียงใดก็ตาม ที่สำคัญ เขาก็ไม่ได้ชำนาญด้านการแทรกซึมหรือการรบแบบอื่นๆอย่างตานีสาวทั้งหลาย เอาทางที่ง่ายกว่าและปลอดภัยกว่าไว้ก่อนน่าจะดีกว่า

 

อย่างเงียบเชียบ จ้าดค่อยๆปีนขึ้นไปยังชั้นสองของบ้านเดี่ยวที่เขาใช้เป็นที่กำบังอยู่ มันไม่ยากอะไรนักด้วยหิมะก็กองสูงเกือบถึงเพดานชั้นหนึ่งอยู่แล้ว หลานชายหมอผีใหญ่เรียกไขควงออกมาจากที่เก็บอาวุธ ใช้มันงัดกลอนประตูอย่างระมัดระวัง ก่อนจะแทรกตัวผ่านประตูกระจกที่เปิดแง้มเอาไว้เพียงเล็กน้อยเข้าไปในตัวบ้าน

 

ราวกับเวลาของบ้านหลังนี้ถูกหยุดเอาไว้ตอนนรกแตก สิ่งของทุกอย่างยังวางอยู่ที่เดิม ทั้งเสื้อผ้าที่กองเต็มเตียงรอการพับ เครื่องดูดฝุ่นที่เสียบปลั๊กทิ้งไว้ แบบฝึกหัดบนโต๊ะที่ยังคงเปิดค้างเขียนด้วยลายมือสวยเป็นระเบียบของเด็กผู้หญิง ตรงกันข้ามกับเอกสารบนโต๊ะทำงานในห้องนอนใหญ่ที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆแบบผู้ชายวัยกลางคน อกของเด็กหนุ่มหน้าดุเจ็บแปลบเมื่อคิดว่าป่านนี้ครอบครัวนี้จะเป็นอย่างไรแล้ว พวกเขาจะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าหนอ.....

 

แต่หลานชายหมอผีใหญ่ก็รู้ว่านี่ไม่ใช่เวลามาเป็นห่วงคนอื่นในเมื่อตัวเองก็ยังจะเอาไม่รอด เด็กหนุ่มย่องขึ้นบันไดไปยังชั้นสามก่อนจะตรงไปยังห้องที่หันไปทางทิศตะวันตก อันเป็นทิศเกือบจะตรงกันข้ามกับที่ที่เขาคิดว่าเพื่อนสาวถูกขังอยู่ แต่เมื่อเห็นสภาพด้านนอกเขาก็เปลี่ยนใจ ทิศตะวันตกของที่นี่แทบจะติดกับแนวเทือกเขา และเท่าที่จ้าดเห็นก็มีถนนเพียงสองสามเส้นเท่านั้น ต่อให้หันเหความสนใจก็คงช่วยอะไรไม่ได้มาก

 

เด็กหนุ่มหน้าดุย่องข้ามไปยังอีกฟากหนึ่งของบ้านซึ่งดูเหมือนจะเป็นห้องพระ ช่างเหมาะกับสถานการณ์ที่เขาต้องยิงผีเสียจริง แต่ห้องนี้ไม่ได้มีดีแค่ตามความเชื่อทางศาสนา จากหน้าต่างบานไม่ใหญ่นักของห้อง หลานชายหมอผีใหญ่มองเห็นเมืองได้แทบจะทั้งเมือง และด้วยเวียงเชียงรุ้งตั้งอยู่บนเนิน และห้องนี้ก็อยู่สูงพอที่เขาจะมองข้ามหลังคาบ้านและตึกเตี้ยๆของย่านชานเมืองไปได้ จ้าดจึงสามารถมองเห็นถนนที่มุ่งเข้าสู่ใจกลางเมือง และแนวป้องกันของผีร้ายบนถนนเหล่านั้นได้แทบทุกเส้น สนุกกันล่ะงานนี้

 

อย่างระมัดระวังที่สุด หลานชายหมอผีใหญ่เลื่อนหน้าต่างให้แง้มเปิดออก มันฝืดจนเด็กหนุ่มหน้าดุเกือบถอดใจด้วยกลัวว่าหากออกแรงมากเกินไปมันจะเปิดผลัวะออกมาในฉับพลันจนผีร้ายเบื้องล่างผิดสังเกต โชคดีที่มันยอมเลื่อนเปิดออกอย่างไม่เต็มใจนักในวินาทีสุดท้ายพอดี ลมหนาวพัดวูบเข้ามาพร้อมกับละอองหิมะที่ปลิวเขาตา แต่จ้าดไม่ยั่น เขาค่อยๆโกยหิมะบนขอบหน้าต่างเท่าที่จะเอื้อมถึงมาทิ้งในบ้านทีละนิด

 

เมื่อขอบหน้าต่างเกลี้ยงพอสมควรแล้ว หลานชายหมอผีใหญ่ก็เรียกสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยาวออกมาจากที่เก็บอาวุธ กางขาทรายทั้งสองข้าง ก่อนจะตั้งมันไว้บนขอบหน้าต่างด้านในบ้าน มีเพียงที่เก็บเสียงลายพรางหิมะเท่านั้นที่ยื่นออกไปนอกตัวบ้านเพียงไม่กี่เซนติเมตร ดวงตาตี่ด้านซ้ายปิดลงขณะด้านขวามองผ่านกล้องเล็งที่ขยายภาพเป้าหมายขึ้นสี่สิบเท่า เด็กหนุ่มหน้าดุเลือกกลุ่มผีร้ายที่นั่งคุกเข่าอยู่หลังกระสอบทรายบนถนนแถบค่อนไปทางนอกเมือง มันอยู่ห่างออกไปเกือบกิโลครึ่ง เสร็จแน่สหาย

 

แต่ก่อนที่นิ้วชี้จะได้เหนี่ยวไก จ้าดก็เบรกตัวเองเอาไว้ได้ทันท่วงที เขาเกือบลืมไปแล้วว่าแม้จะมีที่เก็บเสียง แต่มันก็ทำได้แค่ลดเสียงจากดังสนั่นให้เหลือเพียงดังพอหอมปากหอมคอเท่านั้น ไม่ได้ทำให้เงียบเป็นเป่าสากเสียเมื่อไหร่ และในค่ำคืนที่มีแต่เสียงลมแบบนี้ ยิงออกไปถ้าผีร้ายไม่ได้ยินก็คงหูหนวก เกือบไปแล้วไหมล่ะ

 

เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ก็ต้องรีบกลั้นไว้เมื่อมันกลายเป็นควันลอยออกไปนอกหน้าต่าง หลานชายหมอผีใหญ่หันหลังกลับเข้ามาในบ้านก่อนจะปล่อยลมที่เหลือออกจากปอด ขณะสมองครุ่นคิด เขาต้องมีเสียงอื่นช่วยกลบ แต่จะหาเสียงนั้นมาจากไหนเล่า จะส่งข้อความไปขอให้กล้ายยิงปืนใหญ่หรือ เขาก็ไม่รู้ว่าปืนใหญ่จะดังมาถึงที่นี่หรือเปล่า แถมถ้ามันดังมาจริง หรือแม้แต่เรดาร์ของฝ่ายผีร้ายจับกระสุนปืนใหญ่ได้ พวกมันก็อาจจะคิดว่าตานีฝ่าฝืนเงื่อนไขแล้วฆ่ากล้วยทันทีเลยก็ได้ แต่ถ้าไม่มีเสียงช่วย เขาก็ไปต่อไม่ได้เช่นกัน

 

จ้าดลองคิดหาทางอื่น แต่แต่ละทางดูจะเป็นไปไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดหลังจากคิดว่าเขาจะใช้ระเบิดแสงขว้างให้ผีร้ายตาพร่าหูดับแล้วกราดยิงผีร้ายแถวนี้แบบดิบๆให้รู้แล้วรู้รอด หลานชายหมอผีใหญ่ก็เบรกความคิดอันฟุ้งซ่านทั้งหลายเอาไว้แค่นั้น เขาคงต้องเปลี่ยนไปใช้แผนเล็ดลอดเข้าไปเงียบๆเสียแล้ว แม้จะไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำได้หรือเปล่าก็ตาม

 

แต่ขณะที่จ้าดกำลังจะดึงปืนเข้ามาจากหน้าต่างนั่นเอง เสียงเครื่องบินใบพัดก็ดังมาแต่ไกล มันฟังดูคล้ายเสียงเครื่องใบพัดลำเล็กที่เขาใช้บินมา แต่ที่แปลไปคือมีเสียงปุ้งปั้งและเสียงกระอักกระไอเหมือนเครื่องยนต์กำลังป่วยเป็นวัณโรคปอดขั้นสุดท้ายและมีอาการแทรกซ้อนเป็นแก๊สในท้องเยอะประสานมาด้วย เด็กหนุ่มหน้าดุหนาวสันหลังเยือกทันที หรือว่าจะมีใครตามมาช่วยเขาแล้วโดนยิงเสียเอง....

 

ไวเท่าความคิด หลานชายหมอผีใหญ่ล้วงหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าหวังจะถามยืนยันกับทางเชียงพิงค์ แต่ข้อความในหน้าจอก็ทำให้เขาเบาใจลงไปหลายตัน

 

“กล้าย : ข้าส่งเครื่องบินบังคับวิทยุไปช่วยกลบเสียงหื้อ คงช่วยได้บ้างเน่อ”

 

“ช่วยได้เยอะเลยครับเจ๊”

ริมฝีปากของหลานชายหมอผีใหญ่เหยียดเป็นรอยยิ้มกว้างขณะแขนยกปืนขึ้นพาดขอบหน้าต่างอีกครั้ง เด็กหนุ่มเล็งจนแน่ใจไปยังหัวของผีร้ายตนเดิม ก่อนที่นิ้วชี้จะเหนี่ยวไก

 

สไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยาวส่งเสียงเหมือนจาม วินาทีต่อมา แสงสีขาวเป็นวงก็สว่างวาบขึ้นใกล้ตัวเป้าหมายของหลานชายหมอผีใหญ่ จ้าดขบกรามกรอด พวกมันมีอุปกรณ์ป้องกันพลังงานวิญญาณติดตัวกันด้วยหรือนี่ แบบนี้ขากลับออกมาลำบากแน่

 

แต่ตอนนี้ดูเหมือนเขาจะยังไม่ต้องกังวลเรื่องนั้น เพราะแม้จะยิงไม่เข้า แต่เหล่าทหารผีสิงบนถนนเส้นนั้นต่างหมอบหลบหลังกระสอบทรายกันจ้าละหวั่น บ้างก็ยกวิทยุขึ้นแนบปากด้วยสีหน้าตื่นตระหนก คงจะขอกำลังเสริมหรือไม่ก็แจ้งหน่วยอื่นถึงข้าศึกที่พวกมันมองไม่เห็น พวกมันไม่รู้เลยว่าของจริงกำลังจะตามมาต่างหาก

 

เพียงชั่วเวลาไม่กี่วินาที กระสุนที่เหลืออีกเก้านัดในซองก็พุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วเหนือเสียงเข้าใส่หมู่ทหารเคราะห์ร้าย ไม่มีตนใดแตกสลายไป ทุกนัดถูกป้องกันเอาไว้ด้วยอุปกรณ์ป้องกันพลังงานวิญญาณเหมือนนัดแรก แต่ความโกลาหลที่เกิดขึ้นนั้นมากกว่าความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินหลายเท่า ไม่มีใครรู้ว่ากระสุนมาจากที่ไหน ไม่มีใครรู้ว่าซ่อนยังไงถึงจะปลอดภัย และเหล่าผีร้ายก็รู้ดีว่าถึงตอนนี้พวกมันจะยิงไม่เข้า แต่เมื่อไหร่ที่ฝ่ายตรงข้ามเปลี่ยนเป็นกระสุนหัวทำลายสสาร ร่างต้นของพวกมันเสร็จแน่ และเมื่อไหร่ที่ถูกถีบกระเด็นออกจากร่างต้นที่ไร้ชีวิต พวกมันก็จะเป็นรายต่อไป....

 

“ทุกหน่วยบนถนนทางตะวันตก ย้ายไปเสริมกำลังพลบนถนนศรีเทพด่วน”

หลังจากกระสุนหมดไปเกือบสามซอง เสียงวิทยุที่ดังแว่วมาตามสายลมก็ทำให้จ้าดยิ้มกริ่ม เขาทำสำเร็จแล้ว ไม่กี่นาทีต่อมา เหล่าทหารผีสิงบนถนนเส้นที่เขาอยู่ก็กึ่งคลานกึ่งวิ่งมุ่งหน้าทิศตะวันออกไปทางถนนเส้นที่เขาเพิ่งจะกราดยิงกันเป็นพรวน

 

แค่นี้ก็ทางสะดว.....

ความคิดของเด็กหนุ่มหน้าดุมีอันต้องสะดุดหยุดลงกลางคันเมื่อเขาเห็นอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ลิบๆบนถนนเส้นที่เขาคิดว่าน่าจะปลอดทหารผีสิงแล้ว หลานชายหมอผีใหญ่ควักกล้องส่องทางไกลที่เอวขึ้นมาแนบดวงตา แล้วก็ต้องขบกรามกรอดอย่างขัดใจเมื่อพบว่าอะไรไหวๆนั้นคือทหารผีสิงอีกสามนายที่ยังคงประจำอยู่หลังปืนกลและแนวกระสอบทรายเช่นเดิม พวกมันอยู่ห่างจากเขาไปเกือบร้อยเมตร แถมยังประจำอยู่ตรงสี่แยก นั่นหมายถึงเขาจะไม่มีที่กำบังใดเลยขณะวิ่งผ่านหน้าพวกมัน และหลานชายหมอผีใหญ่ก็พร้อมจะเอาอาวุธทุกอย่างในที่เก็บอาวุธมาพนันว่าทำแบบนั้นพวกมันได้ยิงเขาพรุนแน่ ต่อให้ถนนั่นจะกว้างแค่สองเลยเองก็เถอะ

 

“ทำไมไม่ตามตนอื่นไปฟะ คำสั่งบอกให้ไปทุกหน่วยไม่ใช่เรอะ”

จ้าดพึมพำอย่างไม่สบอารมณ์ แต่คิดอีกที หากเขาเป็นผู้บัญชาการฝ่ายผีร้าย เขาก็คงปล่อยให้สักหน่วยสองหน่วยอยู่รักษาการณ์ที่เดิมแบบนี้เหมือนกัน คงไม่ใช่เรื่องฉลาดนักถ้าจะโยกกำลังไปสมรภูมิหลักกันหมดแล้วปล่อยให้จุดเสี่ยงอื่นๆเปิดโล่ง และเอาเข้าจริง เมื่อหลานชายหมอผีใหญ่กวาดกล้องส่องทางไกลต่อไปตามถนน เขาก็พบว่ายังมีแนวกระสอบทรายอีกไม่น้อยที่ยังคงมีทหารผีสิงประจำการ ถึงพวกมันจะยังอยู่ห่างออกไปมากจนเขายังไม่จำเป็นต้องกังวลก็เถอะ

 

เด็กหนุ่มหน้าดุยกมือขึ้นกุมขมับที่ปวดตุบจากการคิดหนัก ลงว่ามีหน่วยรักษาการณ์สำรองอยู่แบบนี้ต่อให้เขายิงล่อไปอีกเท่าไหร่พวกมันก็คงอยู่ที่เดิมแน่นอน แล้วเขาจะทำยังไงได้ จะปาระเบิดแสงแล้ววิ่งผ่านไปหรือ ก็เท่ากับพวกมันจะรู้ตัวและเรียกกำลังเสริมมาแน่นอน หรือจะยิงพวกมันด้วยกระสุนหัวทำลายสสารให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยดี แต่เขาก็ไม่แน่ใจตัวเองนักว่าพร้อมจะฆ่าคนด้วยกันเองแบบต่อหน้าต่อตาหรือเปล่า และต่อให้ทำแบบนั้น ถ้ายิงผีร้ายที่หลุดออกมาจากร่างไม่ทันก็เท่ากับเสียชีวิตร่างต้นไปเปล่าๆ และเขาก็ยังจะซวยเช็ดอยู่ดี

 

แล้วจู่ๆอีกความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในสมอง

 

บางที การที่พวกมันยังอยู่แถวนี้อาจจะเป็นประโยชน์สำหรับเขาก็ได้

 

จ้าดเลื่อนหน้าต่างปิดอย่างแผ่วเบา ก่อนจะย่องลงจากบ้านกลับออกไปเผชิญลมหนาวด้านนอก เด็กหนุ่มอาศัยเงาของตัวบ้านที่ตั้งเรียงกันแน่นขนัดและต้นไม้รกๆในสวนของพวกมันเป็นเครื่องช่วยกำบัง ขณะเขากึ่งย่องกิ่งเดินกึ่งปีนข้ามรั้วบ้านที่มีหิมะปกคลุมหนาเตอะ มุ่งหน้าไปยังย่านใจกลางเมืองและหมู่ผีร้ายที่แยกเบื้องหน้าอย่างเงียบกริบเหมือนแมว ดวงตาตี่เหลือบมองขึ้นไปเบื้องบนอย่างระแวงภัย หากมีผีร้ายอิสระตนไหนมองเห็นเขาล่ะก็จบเห่ทันทีแน่ ถึงเขาจะค่อนข้างมั่นใจประสิทธิภาพของชุดกึ่งตะเบงมานคอมมานโดของตานี แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นในถิ่นศัตรูแบบนี้....

 

อย่างไรก็ตาม โชคดูเหมือนจะยังคงอยู่กับเด็กหนุ่มหน้าดุ หรือไม่เขาก็คงได้ทักษะการเคลื่อนที่ในสนามรบมาจากเหล่าเพื่อนสาวมากพอที่จะมาถึงบ้านหลังที่ตั้งอยู่ริมแยกได้โดยไม่มีฝ่ายผีร้ายตนใดผิดสังเกต ปัญหาต่อไปคือจะเก็บพวกมันยังไงไม่ให้ผีร้ายบนท้องฟ้าหรือกะสอบทรายแนวอื่นผิดสังเกต

 

ลองวิธีนี้ดูละกัน

หลานชายหมอผีใหญ่เรียกระเบิดแสงจากที่เก็บอาวุธออกมาสองลูก ลูกหนึ่งเสียบไว้ที่เข็มขัด ส่วนอีกลูกถอดสลักเตรียมขว้าง เขาเงยหน้ามองฟ้าให้แน่ใจว่าไม่มีผีร้ายอิสระตนใดอยู่ใกล้ เล็งจนแน่ใจว่าข้าศึกหลังแนวระสอบทรายไม่ได้มองมาทางเขา ก่อนจะเงื้อแขนแล้วขว้างระเบิดออกไปสุดแรงเกิด การขว้างในท่าหงายมือขึ้นทำให้มันลอยเป็นแนวโค้งพาราโบลาข้ามหัวเหล่าทหารผีสิงขึ้นไปสูง ก่อนจะร่วงตุ้บลงบนพื้นถนนที่มีน้ำแข็งและหิมะปกคลุมบางๆ ห่างออกไปเกือบห้าสิบเมตร

 

ทหารผีสิงหลังแนวกระสอบทรายหันขวับตามเสียงทันที แต่พวกมันก็ตระหนักว่านั่นเป็นการกระทำที่ผิดมหันต์ในสองสามวินาทีต่อมาเมื่อระเบิดปะทุเปรี้ยง ส่งทั้งเสียงดังสนั่นและแสงสว่างจ้าจนทั้งหูและตาของพวกมันดับสนิท เสียงปืนกลดังระรัวเป็นข้าวตอกแตกเมื่อเหล่าทหารที่กำลังตื่นตระหนกเหนี่ยวไกสาดกระสุนเปะปะไปตามทิศที่พวกมันคิดว่าข้าศึกอยู่ บนท้องฟ้า ผีร้ายอิสระที่ลอยลาดตระเวนอยู่เห็นแสงก็รีบลอยลงมาดูสถานการณ์ แต่พวกมันก็ทำได้เพียงสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ ด้วยเกรงอานุภาพของกระสุนปืนกลหัวทำลายวิญญาณที่ปลิวว่อนไปทุกทิศทุกทาง

 

ในที่สุด เมื่อไม่เห็นร่องรอยใดๆของข้าศึก และไม่มีเหตุการณ์อะไรผิดปกติเกิดขึ้นอีกหลังจากผ่านไปหลายวินาที เสียงปืนกลก็เงียบลง ขณะเหล่าผีร้ายก็ค่อยๆแตกแถวลอยกลับขึ้นไปบนท้องฟ้าเหมือนเดิม

 

พวกมันไม่รู้เลยว่าผีร้ายในร่างชายหนุ่มทั้งสามหลังกระสอบทรายแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปเสียแล้ว

 

ดีนะไม่มีตนไหนเห็น

จ้าดซุกตัวอยู่ในผ้าใบคลุมลังกระสุนเบื้องหลังร่างที่นอนแอ้งแม้งหมดสติอยู่ทั้งสาม เขาต้องเข้ามาประชิดตัวฝ่ายตรงข้ามเพื่อยิงให้ทะลุม่านพลังของอุปกรณ์ป้องกันพลังงานวิญญาณ เด็กหนุ่มมีเวลาเพียงไม่กี่เสี้ยววินาทีที่จะยิงสามทหารผีสิงโดยไม่ให้ตนที่เหลือรู้ตัวหรือหันกลับมายิงเขาได้ทัน ทั้งหมดต้องทำโดยที่มีผีร้ายอิสระนับสิบๆหรืออาจจะหลายสิบตนลอยอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบเมตร โชคดีราวปาฏิหาริย์ที่มันเป็นไปตามแผนทุกอย่าง หลานชายหมอผีใหญ่ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าผีร้ายอิสระสักตนทันมองเห็นเขาเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร

 

ต่อไปก็ถึงเวลาลอกคราบ

 

“ขอโทษนะลุง ถ้าหนาวตายไปเดี๋ยวจะทำบุญไปให้นะ”

เด็กหนุ่มหน้าดุพึมพำขณะค่อยๆลากผืนผ้าใบให้คลุมร่างชายวัยกลางคนในชุดลายพราง ก่อนจะถอดเสื้อและกางเกงของทหารเคราะห์ร้ายออกมาเปลี่ยนกับชุดกึ่งตะเบงมานคอมมานโดของเขา จ้าดไม่ลืมถอดหมวกและปลดอุปกรณ์ทุกชิ้นที่อยู่ในเสื้อยืดชั้นในของอดีตฝ่ายตรงข้ามมาติดให้ตัวเอง ก่อนจะตลบผ้าใบออกจากตัว

 

แล้วเขาก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นเงาดำทะมึนของผีร้ายอิสระตนหนึ่งยืนจังก้าอยู่ข้างตัว

 

“เฮ้ย ทำอะไรวะ” มันถามเสียงกระด้าง ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงฉานมองหลานชายหมอผีใหญ่สลับกับร่างที่แทบจะเปลือยเปล่าของอดีตทหารผีสิงวัยกลางคน

“อ๋อ ก็.....”

“เห็นผ้าใบขยับยุกยิกๆ ก็เลยลงมาดู แหม่ กล้าดีนะทำกันกลางถนนแบบนี้ นี่อีกสองคนก็คงเรียบร้อยไปแล้วล่ะสิ หลับเป็นตายเลย”

 

ประโยคต่อมาของผีร้ายทำเอาจ้าดเกือบอ้าปากค้าง มันเห็นเขาเป็นยอดชายไปแล้วหรือนี่ แต่ก็ไม่แปลก ในเมื่อเจ้าของชุดที่เขาสวมอยู่ตอนนี้เหลือแค่กางเกงในสีตุ่นๆกับเสื้อยืดชั้นในเท่านั้น

 

“อ่า.... ครับ” หลานชายหมอผีใหญ่คิดว่าตอนนี้ตามน้ำไปก่อนน่าจะดีกว่า

“จะทำอะไรกันไม่มีใครว่าหรอก แต่มาทำในเวลางานแล้วแถมหลับยามแบบนี้ท่านแหวนรู้ขึ้นมาจะว่าไง ยิ่งเสี่ยงๆว่าพวกตานีจะบุกแบบนี้ด้วย” เสียงของร่างดำทะมึนเป็นงานเป็นการขึ้น “ทีหลังรอเวลาพักค่อยทำดีกว่ามั้งไอ้น้อง แล้วก็ปลุกทุกคนซะด้วย เดี๋ยวข้าไปก่อน”

“ครับพี่ ขอโทษครับ”

 

เงาหัวของผีร้ายอิสระขยับเล็กน้อยเหมือนมันพยักหน้า ก่อนที่ร่างดำทะมึนจะลอยกลับขึ้นไปบนท้องฟ้า จ้าดถอนหายใจเฮือกเดียวหมดปอดอย่างโล่งอก เขาไม่นึกว่าจะรอดได้แบบนี้ แปลว่าการปลอมตัวของเขาหลอกผีร้ายได้อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง แม้เด็กหนุ่มจะยังไม่แน่ใจว่าเขาแค่เจอผีร้ายที่โง่เป็นพิเศษหรือเปล่า เขาภาวนาให้ไม่ใช่แบบนั้น

 

และถ้าไม่ใช่ ทางไปสู่ตัวเพื่อนสาวหน้าจืดก็คงสะดวกขึ้นบ้าง แม้เธอจะยังอยู่ไกลออกไปหลายกิโลเมตรก็ตาม

 

“แข็งใจไว้นะกล้วย เราจะช่วยกล้วยให้ได้ !

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #133 นางฟ้า.천사 (จากตอนที่ 113)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:29
    นึกๆย้อนไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่าทำไมเรื่องราวมันมาถึงจุดนี้ได้ ตั้งแต่การชุมนุมจนถึงสงครามเต็มรูปแบบ

    จ้าดนี่ใจเด็ดดีแฮะ ถ้าช่วยกล้วยมาได้ก็คงต้องพิจารณากันหนักๆหน่อยแล้ว 555 ผีเฝ้าหนักขนาดนั้น จะช่วยมาได้อีกรึเปล่าน้อ
    #133
    1
    • #133-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 113)
      19 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:07
      ขอโทษครับที่ไม่ได้ตอบนาน พอดีสองอาทิตย์ที่ผ่านมาค่อนข้างยุ่งและเหนื่อย ส่วนหนึ่งเพราะต้องกลับไปทำงานไทยแบบเกือบๆจะไปเช้าเย็นกลับ (ออกเช้าอังคาร 7 ถึงเย็นอังคาร เช้ามืดพุธออกไปต่างจังหวัด เย็นบินกลับดอนเมืองแล้วไปสุวรรณภูมิเลย เครื่องออกตีหนึ่งถึงเช้า กลับบ้านอาบน้ำแล้วออกมาทำงานบ่ายต่อตามปกติ ถึกอะไรเยี่ยงนั้น) แถมยังมีประชุมสรุปงานอีก

      สำหรับผม ถ้าจ้าดช่วยได้แต่กล้วยยังมึนใส่เหมือนเดิมนี่คงใจร้ายเกินไปมากแล้วล่ะครับ แต่คิดว่าคงไม่เป็นแบบนั้น หนึ่งเพราะกล้วยถือเรื่องบุญคุณมาก และสอง กล้วยก็ไม่ได้เกลียดจ้าดหนักๆ เหมือนตอนแรกแล้ว แต่ถึงอาจจะกลับมาคุยด้วยเหมือนเดิม จะไปไกลถึงขั้นยอมรับเป็นแฟนหรือเปล่านี่ยังไม่ทราบนะครับ

      แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้นได้ คำถามคือจะออกมาจากเวียงเชียงรุ้งกันได้รึเปล่านี่แหละ.... ซึ่งผมคิดว่ายากแน่ๆครับ
      #133-1