ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 112 : ทางกลับบ้านที่ทอดยาวเลยหน้าบ้านไปไกล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 84
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    13 ม.ค. 60

“ประจิม ข้ามารายงานสถานการณ์ประจำสัปดาห์”

“เอ้อ เข้ามาสิๆ”

 

เมื่อได้รับอนุญาต ตานีสาวหัวหนามผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายเด็กหนุ่มก็ผลักประตูไม้ที่ตกแต่งอย่างงดงามเข้าไปยังห้องทำงานที่คุ้นเคย

 

ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและประจิมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากความสำเร็จอย่างงดงามที่เขลางค์ เด็กสาวหัวหนามทั้งกำจัดแม่ทัพตนสำคัญผู้นับได้ว่าเป็นศูนย์รวมใจของกองกำลังผสมตานี แถมยังทำลายยานเกราะของพวกมันไปได้ถึงเกือบหนึ่งในสาม ยังไม่นับทหารวิญญาณที่แตกสลายไปหลายร้อยตน อาจเรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของฝ่ายประธานรัฐเวียงตานนับตั้งแต่ขับไล่ผู้ชุมนุมสนับสนุนตานีออกจากเมืองเลยก็ว่าได้ นักการเมืองเจ้าปัญหาจึงไม่ได้มีท่าทีเย็นชาหรือนั่งหันหลังให้ตานีสาวอีกแล้ว ริมฝีปากบางกลับมีรอยยิ้มแต้มอยู่ด้วยซ้ำ

 

อย่างไรก็ตาม แหวนก็ไม่แน่ใจนักว่าหลังจากได้ฟังสิ่งที่เธอนำมารายงานในวันนี้ อีกฝ่ายจะยังคงอยู่ในอารมณ์แบบนี้หรือเปล่า

 

“มีอะไรมาให้ผมล่ะ” ประจิมถามหลังจากตานีสาวหัวหนามนั่งลงที่โต๊ะด้านตรงข้ามกับเขาแล้ว

“เรื่องแรก” เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มเริ่มด้วยเสียงขรึมๆ ดวงตาที่ส่องประกายสีเขียวมองตาอีกฝ่ายนิ่ง “รถถังของตานีเริ่มเคลื่อนพลมาซ่องสุมกำลังทางทิศใต้ของเขลางค์อีกแล้ว”

 

อย่างที่เธอคาดเอาไว้ไม่ผิด รอยยิ้มบนใบหน้านักการเมืองวัยกลางคนหายวับไปทันที

 

“มันจะเร็วไปรึเปล่า” ประธานรัฐเวียงตานถามพลางขมวดคิ้ว “ไหนคุณบอกว่าฆ่าแม่ทัพคนสำคัญไปแล้วพวกมันจะเสียขวัญเสียกำลังใจไปนานไง นี่มันเพิ่งผ่านไปอาทิตย์นิดๆเองนะ”

“ข้าก็บ่ฮู้” แหวนส่ายหน้า “ข้าเองก็แปลกใจอยู่เหมือนกัน”

“แล้วจะทำยังไง”

“คงยังบ่ต้องห่วงอะหยังมาก เท่าที่ดูจากภาพถ่ายดาวเทียม กองรถถังมีแค่ประมาณแปดสิบคัน บ่พอจะบุกยึดเขลางค์ได้แน่ตราบใดที่หมู่เฮายังมีอุปกรณ์ป้องกันพลังงานวิญญาณอยู่” ตานีสาวอธิบาย “แล้วรถถังทั้งหมดที่หมู่มันมีเหลือ จากข้อมูลที่สืบมาก็น่าจะแค่ประมาณร้อยกว่าคัน มากพอจะยึดเขลางค์ได้ก็แต๊ แต่ข้าคึดว่าหมู่มันคงบ่เสี่ยงจะเอามาบุกทั้งหมดแน่ เพราะจะอั้นรถถังที่จะบุกเขลางค์ก็คงบ่มากกว่าแปดสิบหรือเก้าสิบ หมู่เฮารับมือได้สบายๆ”

“แต่มันก็ยังเป็นหอกข้างแคร่ของพวกเราอยู่ดี” ประจิมพ่นลมหายใจออกจากจมูกอย่างอึดอัด “ชิงบุกก่อนไม่ได้เหรอ ในเมื่อคุณมีอุปกรณ์อะไรที่ว่านี่แล้วด้วย ฝ่ายตานีก็ไม่น่าจะทำอะไรได้นี่”

“อุปกรณ์นั้นยังมีจุดอ่อนอยู่ จุดใหญ่ด้วย” เด็กสาวหัวหนามตอบเน้นเสียง “ที่สำคัญ ข้ายังหาทางแก้จุดอ่อนนั้นบ่ได้”

“จุดอ่อนอะไร”

“อุปกรณ์นั่นป้องกันได้แค่พลังงานวิญญาณ ป้องกันสสารบ่ได้ แต่ตัวอุปกรณ์เองเป็นสสาร” ตานีสาวหยิบกระดาษจากในเป้ลายพรางที่เอาติดตัวมาด้วยมาเขียนแผนภาพให้อีกฝ่ายดู “เพราะจะอั้น ทุกอย่างที่ทำลายสสารได้ ซึ่งก็คือกระสุนธรรมดา ระเบิดธรรมดาทั้งหลาย ก็ทำลายอุปกรณ์นี้ได้ทั้งนั้น แค่ตานีใช้ระเบิดกวาดอุปกรณ์นี่ไปก่อน แล้วตามด้วยระเบิดทำลายพลังงานวิญญาณ หมู่เฮาก็ปลิวกันทั้งกองทัพได้ง่ายๆ”

“แต่คุณก็ใช้อุปกรณ์นี่เอาชนะที่เขลางค์มาได้นี่” นักการเมืองเจ้าปัญหาท้วง

“ก็เพราะหมู่มันยังบ่ฮู้เรื่องอุปกรณ์นี้ แล้วหมู่เปิ้นก็ตื่นตระหนกด้วยเพราะข้าซ้อนแผนจู่โจมแบบบ่หื้อตั้งตัว แต่หลังจากนี้ข้าบ่คึดว่าจะง่ายจะอั้นแล้ว” แหวนเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย “ถ้าหมู่เฮาเป็นฝ่ายตั้งรับ ก็ยังพอหาทางปกป้องอุปกรณ์นั้นบ่หื้อโดนทำลายได้บ้าง เช่นหื้อหมู่วิญญาณตั้งรับจากในที่กำบังอะหยังจะอี้ แต่ถ้าหมู่เฮาเป็นฝ่ายบุก การจะป้องกันอุปกรณ์ก็ยะได้ยากขึ้น แค่กระสุนปืนใหญ่หรือแค่กระสุนปืนเล็กสักนัดสองนัดอุปกรณ์นั่นก็อาจจะไปแล้วก็ได้”

“ถ้างั้น จากนี้ไปจะทำยังไง” ผู้นำสูงสุดแห่งรัฐเวียงตานถามซ้ำคำถามเดิมอีกครั้ง “ป้องกันได้แต่บุกไม่ได้ จะให้จบสงครามอยู่แค่นี้เหรอ”

“หมู่เฮากำลังหาทางพัฒนาอาวุธแล้วก็วางแผนการรบใหม่ๆเพิ่มอยู่แล้ว จะไดสักวันต้องมีทางเอาชนะหมู่มันแบบเบ็ดเสร็จได้แน่”

“สักวันนี่มันวันไหนล่ะคุณแหวน” แววไม่สบอารมณ์เริ่มเจือเข้ามาในน้ำเสียงของประจิมอย่างจริงจังแล้ว “ผมไม่ได้หวังแค่รัฐเวียงตานคุณก็รู้ แค่แค่นี้ยังไม่เห็นทางชนะเลย จะให้ผมรอไปถึงไหน แล้วผีร้ายของคุณก็คุมยากขึ้นทุกวัน ข้อเรียกร้องเยอะขึ้นทุกวัน ยังไม่นับกระสือกินขี้พวกนั้นอีก ผมเริ่มหมดความอดทนแล้วนะ”

“แต๊ๆข้ามีอีกแผนนึง” เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มตอบเรียบๆ “ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเอาด้วยก่อเท่านั้นแหละ”

“แผนอะไร”

“หมู่เฮาจะทิ้งเขลางค์ ถอยแนวป้องกันขึ้นมาที่นิคมอุตสาหกรรมบ้านเขลางค์” ตานีสาวหัวหนามอธิบาย ดวงตายังคงสบตาฝ่ายตรงข้ามนิ่ง “ตั้งแนวป้องกันใกล้ตานนะคอนจะอั้น หมู่มันน่าจะบุกแบบกล้าได้กล้าเสียมากขึ้น เท่ากับว่าเอารถถังมามากขึ้น จะไดๆข้าก็ว่าน่าจะมากกว่าแปดสิบคันที่แนวรบเขลางค์ตอนนี้แน่ และเมื่อได๋ที่หมู่มันเข้ามาในเขตบ้านเขลางค์ ก็จุดระเบิดสารเคมีกับน้ำมัน ระเบิดหื้อสิ้นซากในครั้งเดียว”

“ระเบิดบ้านเขลางค์ ?” คิ้วของประจิมขมวดเข้าหากัน

“แม่น” แหวนพยักหน้า “สารเคมีที่ตกค้างก็น่าจะขวางหมู่มันไปได้อีกหลายเดือน แล้วช่วงนี้ลมก็ยังพัดไปทางใต้อยู่ด้วย หมอกควันพิษอาจจะลงไปหาหมู่มันถึงเชียงม่วนเลยก็ได้”

“คุณรู้รึเปล่าว่าความเสียหายจะมากแค่ไหน”

“ก็เพราะจะอั้น ข้าถึงบ่ฮู้ว่าคุณจะเอาด้วยก่อจะได”

 

ตานีสาวตอบเสียงหนัก นิคมอุตสาหกรรมบ้านเขลางค์ซึ่งอยู่ห่างจากตานนะคอนไปทางใต้สี่สิบกิโลเมตรเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในเขตภาคเหนือ มีโรงงานขนาดใหญ่อยู่นับร้อยๆแห่ง และเป็นแหล่งรายได้เกือบยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของรัฐเวียงตาน เผาไปก็เท่ากับทุบหม้อข้าวดีๆนี่เอง ในฐานะประธานรัฐที่ต้องบริหารรัฐนี้ต่อหลังจากจบสงครามก็ไม่แปลกที่ประจิมจะไม่เอาด้วย เอาจริงๆให้เธอเป็นประธานรัฐเองเธอยังอาจจะไม่ทำเลยด้วยซ้ำ

 

แต่ผิดคาด ท่านประธานรัฐกลับพยักหน้า

 

“ก็ดี เป็นแผนที่ดี” ริมฝีปากบางบิดเป็นรอยยิ้มเย็น “คุณคิดว่าจะดำเนินการได้เมื่อไหร่ จะเสร็จเมื่อไหร่ แล้วพวกตานีน่าจะโจมตีเมื่อไหร่”

“เริ่มดำเนินการได้ตอนนี้เลย” แหวนตอบแม้จะยังงงแกมประหลาดใจอยู่บ้างกับปฏิกิริยาของอีกฝ่าย “ส่วนตานีจะโจมตีเมื่อได๋นี่คงบอกบ่ได้ แต่ข้าคึดว่าติดตั้งระเบิดเสร็จก่อนแน่นอน”

 “โอเค ถ้างั้นจัดการได้เลย”

“รับทราบ”

“มีแค่นี้เหรอที่จะคุยกับผม”

“บ่ ยังมีอีก” ตานีสาวหัวหนามล้วงเป้ของเธออีกรอบ คราวนี้หยิบปึกรูปถ่ายแผ่นใหญ่ออกมาส่งให้ฝ่ายตรงข้าม “ภาพถ่ายดาวเทียมของเชียงม่วนมีรูปเรือแปลกปลอมโผล่มา”

 

“เรือแปลกปลอม ?”

ชายวัยกลางคนหยิบแว่นกรอบทองที่วางไว้ใกล้มือขึ้นมาสวมก่อนจะเพ่งมองรูปถ่าย แทบทุกรูปแสดงภาพแม่น้ำตานสีดำสนิทที่ตัดกับสีขาวโพลนของหิมะรอบข้าง ริมฝั่งแม่น้ำที่กว้างเกือบสามร้อยเมตรมีสิ่งที่ดูเหมือนเรือขนส่งคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่มหึมาจอดเรียงรายกันอยู่แปดลำ ดูจากมาตราส่วนที่มุมขวาล่างของภาพแล้วพวกมันก็ยาวลำละไม่ต่ำกว่าสองร้อยห้าสิบเมตร สะพานสองอันเชื่อมเรือแต่ละลำเข้ากับท่าเรือบนฝั่ง บนบางสะพานมีรถถังลายพรางหิมะ บนบางสะพานมีรถลำเลียงพลหุ้มเกราะ และบนบางสะพานก็มีตู้คอนเทนเนอร์พร้อมรถหัวลาก แต่ไม่ว่าจะเป็นยานพาหนะชนิดใดพวกมันก็ล้วนแล้วแต่หันหน้าออกจากเรือ คงกำลังขนถ่ายลงมาสู่ท่าเรือเบื้องล่าง

 

“ลำใหญ่ไม่ใช่เล่นนะ” นักการเมืองเจ้าปัญหาเปรยขณะพลิกรูปถ่ายที่มีอยู่เกือบยี่สิบรูปดูทีละแผ่นอย่างช้าๆ “พอจะรู้มั้ยว่ามาจากไหน”

“บ่” ใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มของตานีสาวส่ายไปมาอย่างช้าๆอีกครั้ง “ประวัติภาพถ่ายดาวเทียมก็บ่แสดงว่ามันล่องมาจากที่ได๋ แต่น่าจะเป็นเรือสินค้าจากรัฐอื่น หรืออาจจะจากประเทศอื่นก็ได้”

“ประเทศอื่นไม่น่า แทรกแซงกิจการภายในแบบนี้มีโอกาสเป็นเรื่องใหญ่สูงมาก แล้วถ้ามาจากประเทศอื่นจริงก็ต้องผ่านน่านน้ำหลายรัฐ หรือไม่ก็ต้องผ่านมาทางทิศเหนือของเวียงตาน เท่ากับต้องผ่านตานนะคอน เราก็ต้องรู้แน่นอน ผมว่าน่าจะมาจากรัฐอื่นมากกว่า” ประจิมวิเคราะห์เองเสร็จสรรพก่อนจะถามต่อ “ถามสายลับของเราดูรึยัง”

“ยัง ก่อนหน้านี้ข้าสนใจแต่เรื่องซ่องสุมกำลังพลเลยบ่ได้ถาม จะไดเดี๋ยวข้าจะลองถามดูละกัน”

“ถ้ามีหลักฐานว่ารัฐไหนเป็นคนส่งมา ขอมาให้ผมด่วน ใช้เป็นหลักฐานฟ้องในศาลสารขัณฑ์กลางได้ว่ามีรัฐอื่นให้การสนับสนุนกบฏล้มล้างรัฐบาล หรือถ้ามาจากเยว่ก็อาจจะไปศาลโลกได้ด้วย ได้เงินเป็นพันล้านหมื่นล้านสบายๆ”

“ถ้าได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาเมื่อได๋จะมาบอกอีกทีละกัน”

“ขอบคุณมาก” ประธานรัฐเวียงตานตอกรูปถ่ายให้เป็นระเบียบก่อนจะยัดเก็บไว้ในลิ้นชัก “มีอะไรอีกรึเปล่า”

“บ่มีแล้ว”

“ถ้าไม่มีก็ขออนุญาตเชิญกลับ ผมมีนัดโทรคุยกับประธานรัฐบางชนะ”

“ได้” ตานีสาวหัวหนามอดหงุดหงิดอยู่จางๆไม่ได้กับคำพูดที่ดูจะไม่เห็นหัวเธอเลยของอีกฝ่าย “จะไดจะจัดการอย่างที่อยากได้หื้อละกัน”

“ฝากด้วย”

 

แหวนลุกขึ้น ค้อมหัวให้อีกฝ่ายน้อยๆ มือคว้าเป้ขึ้นมาสะพายหลังก่อนที่ขาจะก้าวฉับๆออกไปจากห้อง ขณะประจิมหันเก้าอี้ไปยังแผนที่รัฐเวียงตานบนผนังเบื้องหลัง มือยกขึ้นจับคางอย่างครุ่นคิด ขณะดวงตาเรียวเขม้นมองไปยังนิคมอุตสาหกรรมบ้านเขลางค์ซึ่งมองเห็นเป็นปื้นสีเทาอยู่ท่ามกลางสีเขียวเข้ม ดำและขาวของเทือกเขาตานปันน้ำและแม่น้ำตาน เป็นเดิมพันที่สูงไม่น้อยเลยสำหรับทั้งรัฐเวียงตานและตัวเขาเอง

 

แต่ถ้ามันจะทำให้ได้มาซึ่งชัยชนะ เรื่องแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาอยู่แล้ว

 

ส่วนรัฐเวียงตานจะเป็นยังไงต่อไป เอาเข้าจริงเขาก็ไม่จำเป็นต้องห่วงอยู่แล้วไม่ใช่หรือ.....

 

 

ทั้งผู้นำสูงสุดแห่งกองกำลังผีร้ายและตานีสาวผู้ทรยศไม่ระแคะระคายเลยสักนิดว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นไม่ใช่เรือสินค้า

 

หากเป็นเรือดำน้ำที่ถูกพรางเอาไว้ด้วยแผ่นไม้และผืนผ้าใบต่างหาก

 

“เอ้า ถอย ถอยอีก !

เสียงร้องสั่งและกำกับการขนถ่ายสินค้าดังก้องไปทั่วพื้นที่ริมน้ำที่ยาวเกือบสี่กิโลเมตรของท่าเรือหลักเชียงม่วน ประสานกับเสียงเครื่องยนต์ของยานพาหนะนานาชนิดที่กำลังเคลื่อนไหวกันขวักไขว่ แม้พวกมันจะหันหน้าออกจากเรือ แต่พวกมันไม่ได้กำลังเดินหน้า “ลง” มาจากเรือ หากกำลังถอยหลัง “ขึ้น” ไปยังระวางสินค้าอันโอ่โถงกว้างขวางเหมือนถ้ำขนาดมหึมาของเรือดำน้ำความยาวกว่าสองร้อยเมตร ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเหล่ารถถังใหม่เอี่ยมที่ถูกสร้างมาพร้อมกับเกียร์ซึ่งสามารถเดินหน้าและถอยหลังได้ด้วยความเร็วเท่ากัน แต่ออกจะทุลักทุเลอยู่ไม่น้อยสำหรับรถพ่วงที่ต้องอาศัยทักษะอย่างมากในการถอยหลังและหักเลี้ยวเข้าไปยังจุดที่ได้รับมอบหมาย โชคดีที่ในกลุ่มเพื่อนสายพอจะมีอดีตคนขับรถพ่วงทางไกลอยู่สองสามคน รถพ่วงเหล่านั้นจึงไม่ตกสะพานลงไปว่ายน้ำป๋อมแป๋มอยู่ในแม่น้ำตานเสียก่อน

 

“กล้วย รอบนี้เสร็จแล้ว !

“เจ้า ขอบคุณมากเน่อเจ้า”

ราชินีตานีซึ่งบัดนี้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังผสมตานีอย่างเต็มรูปแบบแทนวิญญาณสาวหน้าหวานผู้ล่วงลับค้อมหัวให้ผีหนุ่มรุ่นลุงที่ตะโกนมาจากดาดฟ้าเรือดำน้ำลำที่อยู่ใกล้ตัวเธอที่สุด ก่อนที่จะก้มหน้าลงอ่านเอกสารในมือ รอบนี้เป็นรอบที่สี่จากห้ารอบที่วางแผนกันไว้แล้ว ในรอบต่อไป เธอและเหล่าสหายร่วมรบทั้งหมดก็จะล่องไปกับมันด้วย ผ่ากลางแนวป้องกันของข้าศึก ทะลุตานนะคอนขึ้นไปยังเชียงพิงค์ที่ห่างออกไปทางทิศเหนือกว่าร้อยยี่สิบกิโลเมตร

 

เมื่อทุกอย่างในระวางสินค้าถูกตรวจสอบเรียบร้อย ประตูโค้งขนาดใหญ่ของเรือดำน้ำทุกลำก็ค่อยๆถูกดึงปิดและลงกลอนล็อกอย่างแน่นหนา แล้วเสียงเครื่องยนต์ดีเซลก็ครางกระหึ่มเมื่อเรือดำน้ำลำมหึมาค่อยๆเคลื่อนตัวจากท่าออกไปยังกลางแม่น้ำ มันค่อยๆดำลึกลงไปในผืนน้ำสีดำสนิทอย่างช้าๆ และในที่สุดก็จมหายลงไปทั้งลำ ทิ้งดาดฟ้าเรือเทียมให้ลอยเท้งเต้งอยู่บนผิวน้ำ ก่อนที่เครนบนฝั่งจะค่อยๆสาวพวกมันกลับมาไว้ริมน้ำตามเดิม เตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ลวงข้าศึกเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อเรือดำน้ำขนส่งทั้งแปดลำกลับมาจากการขนยุทโธปกรณ์ข้ามรัฐในอีกกว่าสิบห้าชั่วโมงข้างหน้า

 

“ข้าก็ยังบ่ไว้ใจอยู่ดี”

กล้ายเดินมายืนข้างเพื่อนสาว มือกวาดผมที่ปลิวไสวในสายลมหนาวให้พ้นจากใบหน้า ขณะดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวมองตามเรือดำน้ำลำสุดท้ายที่ล่องออกไปท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง แม้เธอจะตรวจสอบและแก้ไขพวกมันจนแน่ใจว่าไม่มีอะไรที่ฝ่ายข้าศึกสามารถใช้ประโยชน์ได้หลงเหลืออยู่อีกแล้ว แต่ตานีสาวก็ยังคงระแวงยานพาหนะจากฝ่ายศัตรูเหล่านี้อยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกมันกำลังบรรทุกรถถังสุดที่รักของเธอด้วย

 

“รอบจะสุดท้ายอยู่แล้วกล้าย” เด็กสาวหน้าจืดหัวเราะอย่างขบขันระคนอ่อนใจ ตลอดระยะเวลากว่าสองอาทิตย์หลังจากเธอคุยกับนาง หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็พูดแบบนี้มาตลอด แม้แต่หลังจากที่เธอแยกชิ้นส่วนเรือดำน้ำแทบทุกลำออกมาดูด้วยตาตัวเองแล้วก็ตาม “ถ้านางเปิ้นจะวางยาหมู่เฮาแต๊ก็คงเกิดอะหยังขึ้นไปนานแล้ว”

“เปิ้นอาจจะวางไว้รอรอบสุดท้ายที่หมู่เฮาจะขึ้นไปด้วยก็ได้นี่”

“มีเหตุผลหน่อยกล้าย เปิ้นจะฮู้ได้จะไดว่าหมู่เฮาวางแผนจะขนไปห้ารอบ แล้วหมู่เฮาจะนั่งไปในรอบที่ห้าจะอี้”

“ก็อาจจะมีอุปกรณ์อะหยังติดเอาไว้ก็ได้ กล้วยก็ฮู้ว่าเปิ้นซิกแซ็กเก่งเท่าได๋” ตานีสาวผมหางม้ายังเถียงต่อ “แล้วกล้วยก็อาจจะบอกเปิ้นเองก็ได้ หันใจดีไปอู้ไปสงสารเปิ้นประจำ บอกอะหยังเปิ้นไปบ้างก็บ่ฮู้”

“กล้าย ยะหยังถึงอู้จะอั้น” ราชินีตานีหันขวับมาจ้องเพื่อนสาว ความน้อยใจระคนหงุดหงิดเจือเข้ามาในน้ำเสียง “ข้าเจ้าใจดีกับนางก็แต๊ แต่ข้าเจ้าก็ฮู้เน่อว่าอะหยังควรบ่ควร”

“แม่น เว้าจังซี่เฮาว่าหึงมากกว่าเด๊บักตานีมักผู้สาว”

“หึงอะหยัง ข้าบ่ได้ชอบกล้วยแล้.... แล้วจะมายุ่งอะหยังด้วยยะบ่าสมิงบ้าพลัง !?

 

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมหันไปตวาดแว้ดใส่เด็กสาวหน้าเสือผู้เพิ่งจะเดินเข้ามาร่วมวง สมิงสาวอยู่ในชุดเดียวกับเพื่อนสาวต่างเผ่าพันธุ์ทั้งสอง นั่นคือตะเบงมานคอมมานโดอย่างหนาลายพรางหิมะ จะมีอย่างเดียวที่ผิดกับสองวิญญาณผู้พิทักษ์คือหมวกมีขนฟูฟ่องที่ปิดหูเสือในเรือนผมสีขาวสลับดำไม่ให้โดนลมหนาว ไม่ใช่หมวกนิรภัยอันพึงใส่ระหว่างการทำงานกับเครนและของหนักที่อาจร่วงลงมากลางกบาลเมื่อไหร่ก็ได้ ส่วนหนึ่งเพราะก่อนหน้านี้เธอไม่ได้มีหน้าที่ในท่าเรือเหมือนสองเพื่อนสาว

 

“เฮามาเรียกกล้วย กล้ายบ่เกี่ยว” เด็กสาวหน้าเสือแลบลิ้นให้คู่กัดตามธรรมชาติ ก่อนจะหันมาหาเพื่อนสาวอีกตน “แก้วเปิ้นขอให้มาเรียก บอกว่ามีเรื่องสิเว้าด้วย สิเปลี่ยนเวรกันอยู่แล้วเฮาเลยขับรถมาเลย”

“ขอบคุณมากเน่อ เดี๋ยวข้าเจ้าไป” กล้วยถอดหมวกนิรภัยมายื่นให้สัตว์ภูตสาว “เอ้าหมวก ฝากดูแลกล้ายด้วยเน่อ”

“ได้เลย จะดูแลหื้อดีสุดๆเลย”

“อู้อะหยังน่ะบ่าสมิงบ้าพลัง !?” ตานีสาวผมหางม้าว้ากใส่คู่หูคู่กัดสาว ก่อนจะดักคอเพื่อนสาวอีกตนเสียงเขียวเมื่อเห็นรอยยิ้มมีเลศนัยของราชินีตานี สีชมพูปรากฏบนทั้งแก้มและใบหู “ยิ้มอะหยังกล้วย”

“บ่นี่” ราชินีตานีหัวเราะหึๆ “จะอั้นไปก่อนเน่อ เจอกันตอนนอน”

“อื้ม”

 

กล้วยเดินแยกจากเพื่อนสาวทั้งสองออกจากเขตท่าเทียบเรือมายังลานจอดรถ ก้าวขึ้นรถขับเคลื่อนสี่ล้อคันเก่งก่อนจะขับมันออกไปตามถนนที่ทอดยาวจากท่าเรือไปยังใจกลางเมือง จากจุดที่เธออยู่ กำแพงรถยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นตอนพวกเธอบุกเมืองนี้เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนยังคงตั้งตระหง่านท้าทายสายตาตัดกับสีขาวโพลนของเทือกเขาตานปันน้ำที่ขอบฟ้า แม้จะแหว่งไปหลายส่วนด้วยอุ้งเท้าของสมิงสาว แต่มันก็ยังคงขวางกั้นถนนสายหลักเส้นนี้จนทำให้เด็กสาวหน้าจืดต้องเบี่ยงเส้นทางไปใช้ถนนสายรองเส้นเล็กกว่าแทน อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ได้ทำให้เวลาเดินทางเปลี่ยนไปมากนัก

 

เพียงไม่ถึงสิบห้านาทีต่อมา กล้วยก็มาถึงคอนโดมิเนียมหรู หรือหากจะพูดให้ถูกน่าจะเป็นเคยหรูย่านใจกลางเมือง ตึกเกือบสามสิบชั้นสูงตระหง่านเงื้อมอยู่เหนือถนนวงแหวนรอบใน แม้มันจะเสื่อมสภาพไปตามการใช้งานของกองกำลังผีร้ายก่อนหน้านี้ แต่มันก็ยังคงทิ้งร่องรอยแห่งความรุ่งโรจน์เอาไว้มากพอที่มองปราดเดียวก็พอจะรู้ว่าแต่ละห้องราคาสูงเพียงใด อย่างไรก็ตาม ยามนี้ทุกห้องมืดสนิทอยู่ในแสงอาทิตย์สุดท้ายของวัน มีเพียงห้องเดียวบนชั้นล่างๆที่ยังคงเปิดไฟอยู่ และนั่นคือที่หมายของราชินีตานี

 

“แก้ว ข้าเจ้าเอง”

เด็กสาวหน้าจืดเอ่ยเรียกพร้อมกับเคาะประตู มันเปิดออกแทบจะทันที แก้วยืนอยู่ที่นั่น สาวแว่นทวินเทลแห่งวิศวกรรมอากาศยานมหาวิทยาลัยตานนะคอนยังคงดูสบายดี มีเพียงร่างกายที่ผอมลงไปเล็กน้อยเมื่อเทียบกับก่อนถูกเปิดเผยความลับและถูกกักบริเวณ และแววเศร้าสร้อยในดวงตาเท่านั้นที่ผิดไปจากเดิม

 

“ขอบคุณมากนะที่มา” แก้วยิ้มเศร้าๆ

“อู้อะหยังจะอั้น ถ้าแก้วเรียกข้าเจ้าก็มาอยู่แล้ว”

“แต่ยังไงเราก็ยังถือเป็นนักโทษอยู่ดี” เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบลายไม้ตอบเสียงหม่น ดวงตาหลุบต่ำหลบสายตาตานีสาวหน้าจืด “เข้ามาก่อน เรามีเรื่องอยากคุยด้วย”

 

ราชินีตานีตามเพื่อนสาวเข้าไปในห้อง แม้เพื่อนสาวผู้เป็นสายลับจะถือได้ว่าเป็นนักโทษอย่างที่เธอบอก และแม้ตอนนี้เธอจะถูกกักบริเวณ แต่สถานที่กักบริเวณก็ห่างไกลคำว่าคุกอยู่มาก ด้วยแม้มันจะเป็นห้องพักราคาเกือบต่ำสุดของคอนโดมิเนียมแห่งนี้ แต่ถ้าเทียบราคากลางแล้วก็นับว่าแพงลิบลิ่ว อันที่จริง ห้องพักของเธออาจจะอยู่สบายกว่าของเหล่าสหายร่วมรบแทบทุกคนและทุกตนด้วยซ้ำ ส่วนหนึ่งเพราะกล้วยและกล้ายปรึกษากันแล้วได้ข้อสรุปว่าคงไม่ดีนักหากให้ทายาทบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของสารขัณฑ์ซึ่งคงไม่ได้สมบุกสมบันนักไปนอนกลางดินกินกลางหิมะ เกิดไม่สบายหรือเป็นอะไรขึ้นมาจะวุ่นกันอีก แพรเองก็พักอยู่ในอพาร์ตเมนต์ที่อยู่สบายแบบนี้เช่นกัน

 

“กล้วย” สาวแว่นแห่งภาคอากาศยานเริ่มก่อนหลังจากเพื่อนสาวนั่งลงบนโซฟาของห้องรับแขกตรงข้ามกับเธอแล้ว “เราอยากรบด้วย”

“รบด้วย ?” ตานีสาวหน้าจืดทวนคำ

“เราอยากไถ่โทษที่เราเป็นสายลับ” แก้วพูดหนักแน่น ดวงตาหลังแว่นกรอบลายไม้มองนิ่งลงไปในดวงตาที่สะท้อนประกายสีเขียวของฝ่ายตรงข้าม “เราอยากจะทำตัวให้เป็นประโยชน์กับทุกคนด้วย แล้วเราก็อยากจะทำเพื่อขอโทษอุ๊ยสายด้วยเหมือนกัน จะให้เราไปเป็นแนวหน้ากล้าตายยังไงก็ได้ เรายอมทุกอย่าง”

“ขอบคุณมากเน่อที่อยากช่วย” ราชินีตานีค้อมหัวให้เพื่อนสาวน้อยๆ “แต่คงบ่ได้”

“ทำไมล่ะ” สาวแว่นทวินเทลถามเสียงสูง “เรารู้ว่าเรายังรบไม่ค่อยเป็น แต่เราก็พอมีทักษะด้านกีฬาบ้างนะ ถ้าสอนทักษะการรบเราสักหน่อยก็น่าจะพอช่วยทุกคนได้บ้างนะ หรือถ้าทุกคนยุ่งเกินไปไม่มีเวลาสอนก็ให้วิญญาณสักคนช่วยเราหน่อยก็ได้”

“ปัญหาบ่แม่นหมู่เฮาบ่มีเวลา แก้วต่างหากที่บ่มีเวลา”

“หมายความว่าไง” สาวงามแห่งภาคอากาศยานเอียงคอน้อยๆ

“ทักษะการรบบ่แม่นฝึกกันได้ในวันสองวันเน่อ” กล้วยตอบเน้นเสียง ดวงตาที่สะท้อนประกายสีเขียวมองลึกลงในดงตาของเพื่อนสาว “อย่างฟ้าหรือ.... เอ่อ.... บ่าจ้าดง่าวนั่น กว่าจะรบได้ขนาดนี้ก็ฝึกมาเป็นปีตั้งแต่เจอหมู่เฮา จ้าดน่าจะนานกว่านั้นด้วยเพราะมีฝึกวิชาทหารอีก แต่ขนาดนั้นก็ยังจะตายเอาเลยเน่อ ต่อหื้อแก้วฝึกยุทธวิธีพื้นฐานอย่างที่อู้ ออกไปในสนามรบแต๊ๆ ข้าเจ้าว่ารอดได้บ่เกินห้านาทีหรอก”

“ดูถูกกันเหรอ....”

“บ่ได้ดูถูก ข้าเจ้าอู้ความแต๊ บ่อั้นลองไปถามลุงๆป้าๆ วิญญาณทหารผ่านศึกเลยก็ได้” เด็กสาวหน้าจืดพยักเพยิดไปทางลานรวมพลริมแม่น้ำตานนอกหน้าต่าง “อีกอย่าง แก้วอยากรบเพราะอยากช่วยหมู่เฮา แต่ปฏิบัติการส่วนใหญ่ของหมู่เฮาเป็นภารกิจพิเศษ ยิ่งต้องใช้ความสามารถมากขึ้นไปอีก ผิดพลาดแทบบ่ได้ กว่าแก้วจะฝึกได้ถึงขั้นนั้นข้าเจ้าว่าหมู่เฮาก็คงยึดตานนะคอนได้พอดีแหละ”

“แต่เราก็เคยไปช่วยรบที่ม่อนแป้งนี่ ยิงผีตายไปตั้ง....”

“นั่นมันกรณีฉุกเฉิน” ราชินีตานีดักคอเพื่อนสาวก่อนที่อีกฝ่ายจะทันพูดจบ “ตอนนั้นหมู่เฮามีกันแค่นั้นก็ต้องเอาไปหื้อมากที่สุด แต่ตอนนี้บ่แม่นแล้ว”

“แต่เอาจริงๆเราก็ไม่ได้บอกว่าอยากจะรบกับพวกกล้วยอย่างเดียวนี่” สาวแว่นแห่งภาคอากาศยานยังคงเถียงอย่างไม่ลดละ “เราบอกไปแล้วว่าเรายอมเป็นแนวหน้า ยอมเป็นทหารทั่วไปเลยก็ได้ อย่างน้อยขอให้เราได้รบไปพร้อมกับทุกคนเถอะ”

“แก้ว” ดวงตาเรียวหรี่ลง “แก้วคงบ่ได้อยากตายชดใช้หื้ออุ๊ยสายแม่นก่อ”

“ไม่” เด็กสาวผมทวินเทลตอบทันควัน แต่กล้วยสังเกตท่าทีอึกอักของเธอได้ “เราแค่อยากจะช่วยทุกคน....”

“แก้ว ตายไปอุ๊ยสายก็บ่ได้ฟื้นขึ้นมา แล้วหมู่เฮาก็บ่ได้ฮู้สึกดีขึ้นมาหรอกเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดพูดเสียงเข้ม “หมู่เฮายิ่งจะฮู้สึกแย่ลงไปอีกมากกว่า แค่นี้หมู่เฮาก็สูญเสียไปมากเกินพอแล้วเน่อ”

“เรารู้” แก้วเม้มปาก “แต่.... อย่างน้อยขอให้เราได้ทำอะไรสักอย่างเถอะ เราทำผิดกับทุกคนมามากแล้ว ให้เราทำดีกับทุกคนบ้างเถอะ”

“ไปช่วยแพรเฝ้าระวังสถานการณ์ก็ได้นี่ บ่ต้องรบ”

“แต่ถ้าเป็นแบบนั้นเราก็จะรู้ความเคลื่อนไหวแล้วก็แผนการของฝั่งเราด้วยสิ มันจะดูไม่น่าไว้ใจไปอีก”

“บ่เป็นอะหยังหรอก หมู่เฮาเชื่อใจแก้ว”

“พวกกล้วยเชื่อใจเราไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะเชื่อด้วยนี่”

“อุ๊ยสายบ่ได้บอกตนอื่นว่าแก้วเป็นสายลับ” กล้วยตอบ “มีแค่หมู่เฮาเท่านั้นที่ฮู้”

“ถึงงั้นก็เหอะ ถ้าเกิดมีอะไรขึ้นมาคนแรกที่จะถูกสงสัยก็ต้องเป็นเราถูกมั้ย มันจะกลายเป็นเสียเพื่อนไปอีกอย่างด้วย” สาวแว่นแห่งภาคอากาศยานก้มหน้าลง มือขมวดกางเกงวอร์มแน่น “นะกล้วย เราขอเป็นฝ่ายรบเถอะ อย่างน้อยที่สุดฝึกให้เราสักหน่อย ยังไม่ต้องให้เราประจำการก็ได้ อย่างน้อยให้เราเป็นกำลังสำรองให้พวกกล้วยได้ก็พอ นะ”

 

ราชินีตานีถอนหายใจเฮือก เธอเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนสาวดี ความรู้สึกที่ได้แต่มองคนอื่นออกไปต่อสู้กับข้าศึก ออกไปสูญเสียชีวิต โดยที่ตัวเองไม่สามารถทำอะไรได้เลย ยิ่งเมื่อผนวกกับความรู้สึกผิดที่ตัวเองเป็นหนึ่งในตัวการของความสูญเสียนั้นก็ยิ่งเจ็บปวดเป็นทวีคูณ หากเธอเป็นแก้วเธอก็คงอยากตายเพื่อไถ่โทษแบบนี้เหมือนกัน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องดีเลย ทั้งกับตัวเพื่อนสาวของเธอ และกับขวัญกำลังใจของฝ่ายเธอโดยรวม

 

แต่อย่างน้อย แค่ฝึกการรบให้โดยยังไม่ต้องให้ประจำการก็คงไม่เสียหายอะไรนัก

 

“ก็ได้” ในที่สุด เด็กสาวหน้าจืดก็ตอบพร้อมกับถอนหายใจเฮือก “แต่คงต้องรอหลังจากหมู่เฮายึดเชียงพิงค์ได้เน่อ สองสามวันนี้คงบ่มีเวลายะอะหยังมาก จะไดเดี๋ยวข้าเจ้าจะลองอู้กับกล้ายดูอีกทีว่าจะหื้อฝึกไปแนวได๋ดี”

“ขอบคุณมากนะกล้วย” ใบหน้าของสาวแว่นทวินเทลดูสว่างไสวขึ้นมาทันที

“แต่เรื่องจะหื้อเข้าประจำการก่อ แล้วก็จะหื้อรบเมื่อได๋นี่ยังบ่ตัดสินใจเน่อ”

“อ้าว เหรอ” แก้วดูหงอยลงเล็กน้อย แต่เธอก็ยังคงยิ้มกว้าง “ไม่เป็นไร แค่เรารู้ว่าตัวเองพอจะเป็นกำลังให้ทุกคนได้บ้างก็ดีใจแล้ว”

“อื้ม จะไดก็ขอบคุณมากเน่อแก้วที่อยากช่วย” ตานีสาวหน้าจืดยิ้มให้เพื่อนสาวเช่นกัน ก่อนจะเอ่ยขึ้นเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “เอ้อแก้ว เตรียมเก็บเสื้อผ้าแล้วละยัง”

“เก็บเสื้อผ้า ?”

“ยังบ่มีผู้ได๋บอกสิเน่อ” กล้วยเกาหัวแกรกๆ “แก้วต้องลงเรือดำน้ำไปเชียงพิงค์กับหมู่เฮาด้วย น่าจะราวๆบ่ายหรือเย็นพรุ่งนี้”

“ให้สายลับอย่างเราไปด้วยจะดีเหรอ....”

“ถ้าบ่ไปก็อาจจะบ่ได้ไปอีกเลยเน่อ” ราชินีตานียื่นคำขาด “เพราะถ้าหมู่เฮาบุกเชียงพิงค์ หมู่ผีร้ายก็ต้องสงสัยว่าหมู่เฮาเอารถถังผ่านตานนะคอนขึ้นไปได้จะได แล้วบ่ช้าก็เร็วก็คงเดาออกว่าใช้เรือดำน้ำแน่ ยิ่งมีแหวนอยู่ด้วย”

“อ๋อๆ โอเค เข้าใจละ” สาวแว่นทวินเทลพยักหน้าหงึกๆจนแว่นสั่น “งั้นเดี๋ยวเราเก็บของเลย จะไปเมื่อไหร่ก็บอกนะ”

“อื้ม ได้” เด็กสาวหน้าจืดพยักหน้าก่อนจะยันตัวลุกขึ้นจากโซฟา “ถ้าจะอั้นเดี๋ยวข้าเจ้าปิ๊กไปช่วยหมิงกับกล้ายที่ท่าเรือก่อนเน่อ ถ้ามีอะหยังอีกก็เรียกหมู่เฮาได้ตลอดบ่ต้องเกรงใจ”

“ขอบคุณมากนะกล้วย”

 

แก้วมองตามเพื่อนสาวไปจนประตูห้องปิดลง ก่อนจะลุกเดินไปเปิดประตูออกสู่ระเบียง ลมหนาวพัดตึงเข้ามาทันที แต่สาวแว่นทวินเทลเพียงรวบผมยาวของเธอให้เรียบร้อยไม่ปัดมาเข้าปากเข้าตา ก่อนจะก้าวออกไปสู่ความมืดสลัวของยามพลบค่ำด้านนอก ดวงตามองเหม่อไปยังทิศเหนือ ทิศที่เขลางค์ตั้งอยู่ ทิศที่หญิงชราในร่างหญิงสาวจากไปแล้วตลอดกาล

 

แม้เธอจะไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรงกับการแตกสลายของสาย แต่สาวแว่นแห่งภาคอากาศยานก็ยังรู้สึกว่าเธอมีส่วนที่ต้องรับผิดชอบ หากเธอไม่ส่งข้อมูลเรื่องระเบิดพลังงานวิญญาณไปให้พวกผีร้าย การยึดเขลางค์ก็คงไม่ต้องใช้แผนยากลำบาก เหล่ายมทูตคงจะถูกกวาดไปหมด ซึ่งจะทำให้กองกำลังตานีไม่ถูกซ้อนแผนตีโต้กลับ และนั่นก็จะทำให้สายไม่แตกสลายหายไป....

 

สักวัน เธอจะต้องชดใช้ความผิดที่เธอทำลงไปให้ได้

 

 

นิคมอุตสาหกรรมบ้านเขลางค์เป็นที่ที่น่ากลัวไม่น้อยอยู่แล้วสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย

 

อันที่จริง สำหรับคนทั่วไป โรงงานอุตสาหกรรมก็นับได้ว่าเป็นสิ่งที่ข่มขวัญอยู่แล้ว แต่บ้านเขลางค์ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมหนักที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือของสารขัณฑ์ก็ทวีคูณดีกรีความข่มขวัญขึ้นไปอีกหลายเท่า แม้จะมีโรงงานหลายแห่งที่เป็นตึกสมัยใหม่กรุกระจกดูสะอาดสะอ้าน แต่ก็ยังมีโรงงานอีกไม่น้อยที่เป็นตึกทึบทึมเก่าคร่ำคร่า บ้างสีตุ่นๆด้วยผ่านลมฝนและเกล็ดหิมะมาหลายสิบรอบ บ้างเป็นรอยคล้ำด้วยเขม่าควัน บ้างกระจกแตกร้าวไม่เหลือชิ้นดี บ้างมืดทะมึนราวกับจะมีพลังงานหรืออะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นอยู่ และบ้างก็ทั้งโทรมและทั้งทรุดจนไม่รู้ว่าจะยืนตระหง่านอยู่ต่อไปได้อีกนานสักเท่าไหร่

 

ยังไม่นับหอสูงเสียดฟ้าที่เต็มไปด้วยท่อเหล็กระโยงระยางของเตาถลุงเหล็ก สายพานลำเลียงที่ลดเลี้ยวเคี้ยวคดไปตามตึก แทงก์น้ำมันและสารเคมีขนาดยักษ์ และปล่องควันที่กลายเป็นสีดำจากไอเสียอุตสาหกรรมอีกนับไม่ถ้วน ทั้งหมดทำให้นิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ดูเหมือนปีศาจจักรกลที่พร้อมจะกลืนกินผู้ที่หลงเข้ามาติดกับได้ทุกเมื่อ ซึ่งหากถามเหล่าคนงานก็อาจจะได้คำตอบแบบนั้นเช่นกัน แต่ผู้ที่รอจะกินหัวพวกเขาได้ทุกเมื่อน่าจะเป็นหัวหน้างานเสียมากกว่า

 

แต่สำหรับคนที่รู้สถานการณ์ คืนนี้บ้านเขลางค์ยิ่งน่ากลัวกว่าเดิมหลายเท่า ไม่ใช่แค่เพราะหิมะที่ตกหนัก หรือหมอกขาวหนาทึบที่ลอยเข้าปกคลุมจนทำให้มันดูเป็นแดนสนธยาสมบูรณ์แบบ แต่เพราะทุกอาคาร ทุกปล่องควัน ทุกหอคอย และทุกแทงก์สารเคมีอันตรายมีดินระเบิดแรงสูงติดตั้งอยู่ พร้อมจะจุดมันให้กลายเป็นลูกไฟบรรลัยกัลป์ในพริบตาโดยมีสารพิษร้ายแรงเป็นของแถม

 

เหลือเพียงรอแค่ให้เป้าหมายมาติดกับเท่านั้น.....

 

และผู้มีหน้าที่จุดระเบิดก็จอดรถอยู่บนยอดเขาใกล้ๆนี้เอง แลปทอปเปิดกางอยู่บนเบาะข้างๆ ขณะเธอเอนหลังพิงพนักที่นั่งคนขับอย่างสบายอารมณ์ จากจุดนั้น เธอสามารถมองเห็นพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมได้ทั้งหมด แต่ทั้งความร้อนจากไฟและควันสารพิษไม่อาจลอยสวนลมขึ้นมาหาเธอได้ ทำให้เธอสามารถรอชมงานพลุที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีของรัฐเวียงตาน แม้ตอนนี้จะยังบอกไม่ได้ว่าเธอต้องรอไปอีกนานเท่าไหร่ แต่ความงดงามของมันก็น่าจะคุ้มที่จะรอ และแม้ตอนนี้วิวจะถูกบดบังด้วยม่านหิมะ แต่เธอก็รู้ว่ามันคงไม่อาจกรองแสงเจิดจ้าของดอกไม้ไฟได้หมดแน่นอน

 

หวังว่าแขกของเธอคงชอบพลุที่เตรียมเอาไว้ให้นะ....

 

 

แต่เด็กสาวไม่รู้เลยสักนิด ว่าข้าศึกของเธอ ยามนี้กำลังย่องผ่ากลางนิคมอุตสาหกรรมไปอย่างเงียบเชียบ ห่างออกไปเพียงไม่ถึงห้ากิโลเมตรเท่านั้น

 

ที่ความลึกเกือบสี่สิบเมตรใต้ผิวน้ำของแม่น้ำตาน เรือดำน้ำแปดลำแล่นตามกันเป็นพรวนเหมือนเด็กเล่นรีรีข้าวสาร พวกมันแหวกว่ายไปตามท้องน้ำอันมืดมิดและคดเคี้ยวเหมือนงูเลื้อยอย่างคล่องแคล่วไม่สมกับความยาวเกือบสองร้อยเมตรและตัวถังอ้วนกลมของมันเลยสักนิด และแม้ใบจักรที่ท้ายเรือจะหมุนเต็มกำลัง แต่เสียงที่ได้ยินกลับมีเพียงเสียงครางต่ำๆที่ได้ยินเพียงในระยะใกล้เท่านั้น ไม่มีอะไรเล็ดลอดขึ้นไปบนผิวน้ำให้ผิดสังเกตเลยแม้แต่นิดเดียว

 

“หมู่เฮากำลังผ่านนิคมอุตสาหกรรมบ้านเขลางค์แล้ว”

จู่ๆตานีน้อยผมสั้นก็เอ่ยขึ้น ทำเอาหลานชายหมอผีใหญ่ซึ่งนั่งหลับแหล่มิหลับแหล่อยู่บนที่นั่งผู้บัญชาการเรือด้านหลังเธอสะดุ้งเฮือกจนเกือบตกเก้าอี้ จ้าดสะโหลสะเหลลุกขึ้นก่อนจะเดินโซเซมานั่งที่ตำแห่งผู้ควบคุมเรือข้างๆรุ่นน้องสาวผู้หันมาส่งสายตาเขียวปั้ดให้

 

“อ้ายจ้าด ก็บอกแล้วจะไดว่าอย่าเดิน แค่เสียงฝีเท้าหมู่มันก็อาจจะจับได้เน่อ !

“สุมานักๆค้าบ” เด็กหนุ่มหน้าดุซึ่งตอนนี้เป็นหน้ายับยู่ยี่ด้วยความง่วงอ้าปากหาวหวอด “แต่เพิ่งถึงบ้านเขลางค์เองเหรอเนี่ย ออกมาตั้งนานแล้ว เรือดำน้ำนี่มันช้าจริงๆ”

“คึดว่าช้าอ้ายจ้าดก็ว่ายไปเองสิ”

 

น้ำว้าสะบัดเสียงทั้งที่ยังกระซิบได้อย่างน่าประทับใจ เธอไม่ชอบเลยที่รุ่นพี่หนุ่มมาตำหนิยานพาหนะที่ทั้งซับซ้อนที่สุดในเผ่าและเป็นความภูมิใจของหน่วยอาวุธระยะใกล้ แถมตอนนี้เธอยังรั้งตำแหน่งผู้บัญชาการกองเรือ ควบคุมทั้งความเร็วและการเดินเรือทั้งหมดจนกว่าจะไปถึงที่หมายทางทิศเหนือของเมืองเชียงพิงค์ การที่จ้าดบ่นว่าเรือช้าจึงเข้าตัวเธอเต็มๆ รู้งี้เธอน่าจะงอแงขอคู่กับน้ำไทให้นานกว่านี้สักหน่อยดีกว่า เผื่อราชินีตานีจะใจอ่อนหรือไม่ก็อ่อนใจยอมให้เธอ ไม่ใช่ให้น้ำไทไปช่วยขับอีกลำจนเธอต้องมาคู่กับรุ่นพี่หนุ่มผู้กวนส้นได้ไม่เว้นแม้แต่เด็กสิบขวบแบบนี้

 

แต่อันที่จริง เธอก็รู้สึกอย่างเดียวกับอีกฝ่าย นั่นคืออยากล่องเรือให้เร็วกว่านี้ และแม้เรือดำน้ำลำนี้จะบรรทุกเต็มพิกัด มันก็ยังสามารถเร่งความเร็วได้มากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้เกือบสองเท่า แต่ความคดเคี้ยวเหมือนงูของแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดในรัฐเวียงตานขัดขวางไม่ให้เธอทำเช่นนั้นได้ แค่ความเร็วตอนนี้ปั๊มตัวพ่นน้ำหัวเรือก็ทำงานหนักมากพอแล้ว เห็นได้จากอุณหภูมิมอเตอร์ที่อยู่ในเขตสีส้มทั้งที่ถูกหล่อเย็นด้วยน้ำเย็นเฉียบ ตานีน้อยอดสงสัยไม่ได้ว่าหากทริปนี้ออกเดินทางกลางหน้าร้อน มอเตอร์คงโอเวอร์ฮีตพังเป็นชิ้นๆไปแล้วแน่

 

“แล้วที่บอกนี่มีอะไรรึเปล่า” หลังจากเงียบไปพักหนึ่งเพราะโดนรุ่นน้องสาวดุ หลานชายหมอผีใหญ่ก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“บ่ แค่บอกเฉยๆ” น้ำว้าตอบเสียงห้วน “แต่อ้ายจ้าดก็ดูโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณอยู่บ่แม่นก๋า บ่น่าจะถามนี่ ตนที่ควรถามน่าจะเป็นข้าเจ้ามากกว่า”

“เอ้อ นั่นสินะ....” เด็กหนุ่มหน้าดุเกาหัวแกรกๆ รุ่นน้องสาวคงยังไม่เห็นว่าเขาแอบหลับ นับว่าโชคดีไป

“แล้วมีอะหยังบ้างก่อล่ะ” คำถามที่ตามมาของตานีน้อยทำเอารุ่นพี่หนุ่มผู้อู้งานสะดุ้งเฮือก

“เอ้อ..... ก็” หลานชายหมอผีใหญ่ลากเสียงเล็กน้อยขณะพรมนิ้วเรียกโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณขึ้นมาบนหน้าจอเบื้องหน้าเขา “ก็เหมือนเดิมนะ พวกมันติดตั้งอุปกรณ์รบกวนการสแกนพลังงานวิญญาณไว้ มองอะไรไม่เห็น รู้แต่ว่ามีอุปกรณ์นั่นติดตั้งอยู่แถวนี้เยอะขนาดนี้ แถมยังถอนกำลังขึ้นมาจากเขลางค์ด้วย พวกมันคงกำลังทำอะไรสักอย่างอยู่แหงๆ”

 

จ้าดคาดเดาสถานการณ์ได้ตรงกับความสงสัยในใจของทั้งตานีน้อยผมสั้นและเหล่าวิญญาณผู้พิทักษ์ตนอื่นทุกตน เกือบสิบสองชั่วโมงก่อนหน้านี้ จู่ๆกองกำลังผีร้ายก็ปิดอุปกรณ์ป้องกันการสแกนพลังงานวิญญาณที่เขลางค์ เผยให้เห็นแนวป้องกันขนาดใหญ่มหึมา แต่พวกมันก็สลายโต๋เผ่นขึ้นเหนืออย่างรวดเร็ว ก่อนที่สัญญาณจะหายไปที่ระยะห่างเกือบสิบกิโลเมตรจากใจกลางนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้

 

แม้นิคมอุตสาหกรรมบ้านเขลางค์กับเมืองเขลางค์จะชื่อคล้ายกัน แต่ทั้งสองสถานที่กลับห่างจากกันกว่าร้อยกิโลเมตร ที่ตั้งชื่อแบบนี้ก็เพราะในสมัยโบราณคนจากเขลางค์อพยพขึ้นมาสร้างบ้านแปงเมืองกันให้ใกล้ศูนย์กลางการค้าอย่างตานนะคอนมากขึ้น จนเจริญเป็นนิคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน ตอนนี้จุดศูนย์กลางของมันห่างจากใจกลางตานนะคอนเพียงไม่ถึงสามสิบกิโลเมตร และหากนับจากขอบเขตนอกสุดก็ห่างจากชานเมืองตานนะคอนเพียงไม่ถึงสิบกิโลเมตรด้วยซ้ำ นับว่าใกล้จนอันตรายสำหรับการรบสมัยใหม่ หากแนวป้องกันถูกตีจนทะลุล่ะก็ ต่อให้แนวป้องกันของตานนะคอนเหนียวแน่นแค่ไหน รถถังก็คงบุกเข้าถึงใจกลางเมืองในเวลาอย่างช้าก็เพียงสองสามวันเท่านั้น แต่หากใช้ปืนใหญ่ยิงถล่มล่ะก็ ตั้งเอาไว้ใจกลางนิคมก็ยิงถึงใจกลางตานนะคอนได้สบายๆ ไม่จำเป็นต้องไปแลกเลือดแลกเนื้อบุกเข้าเมืองหลวงเลยด้วยซ้ำ ผีร้ายคิดอะไรอยู่กันแน่ถึงได้ใช้แผนสุดเสี่ยงแบบนี้

 

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เหล่ากองกำลังผสมตานีคงยังไม่ต้องกังวลกับเรื่องนั้นมากนัก ด้วยเป้าหมายหลักอยู่ห่างจากเมืองทั้งสองถึงเกือบสองร้อยกิโลเมตร

 

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าขณะคาราวานเรือดำน้ำค่อยๆลัดเลาะไปตามร่องน้ำลึก กว่าหนึ่งชั่วโมงต่อมา คุ้งน้ำรูปครึ่งวงกลมเอกลักษณ์ของตานนะคอนซึ่งขุดอ้อมสวนกล้วยก็ปรากฏขึ้นมาให้เห็นในหน้าจอนำร่อง และนั่นเป็นสัญญาณว่าช่วงที่เสี่ยงที่สุดของการเดินทางครั้งนี้กำลังใกล้เข้ามา พวกเขากำลังจะย่องผ่ากลางหัวใจของข้าศึก อันเต็มไปด้วยผีร้ายและอสุรกายนับไม่ถ้วนที่เฝ้าระวังสถานการณ์อยู่ แม้สี่เที่ยวก่อนหน้านี้จะผ่านไปได้ด้วยดี แต่ก็อย่างที่สโลแกนของมันฝรั่งยี่ห้อหนึ่งว่าเอาไว้ อะไรก็เกิดขึ้นได้.....

 

อย่างไรก็ตาม ลำแรกๆก็ผ่านไปได้อย่างเงียบเชียบโดยหมู่ผีร้ายดูจะไม่รู้สึกอะไร แต่ก็อาจจะเป็นเช่นนั้นได้อีกไม่นาน เพราะลูกเรือคนหนึ่งในเรือดำน้ำลำสุดท้ายของฝูงเริ่มจะประสาทกินเสียแล้ว

 

“เมื่อได๋สิถึงเนี่ย”

สมิงสาวแห่งป่าแสนคำพ่นลมหายใจออกจากจมูกอย่างหงุดหงิด แม้เธอจะเข้าใจดีว่าทำไมต้องเงียบ แต่ความเครียดที่ต้องนั่งอยู่เฉยๆ แถมยังไม่มีอะไรให้ทำนอกจากนั่งจ้องหน้าจอมาเกือบหกชั่วโมงหลังจากออกจากเชียงม่วนก็กำลังจะถึงขีดจำกัดของเธอ ครั้นจะหันไปคุยกับกล้าย หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็กำลังขะมักเขม้นกับการควบคุมเรือดำน้ำจนไม่เต็มใจจะคุยกับเธอนัก มิหนำซ้ำความคิดที่ว่ามีน้ำหนักนับพันๆตันกำลังกดดันเรือจากทุกทิศทุกทาง และพร้อมจะรั่วเข้ามาทำให้เธอจมตายได้ทุกเมื่อก็ยิ่งทำให้สมิงสาวอึดอัดยิ่งขึ้นไปอีก เธอรอจะขึ้นไปเหยียบพื้นดินที่รักไม่ไหวแล้ว จะก้มลงกราบให้เหมือนเมื่อครั้งนักการเมืองคนหนึ่งของสารขัณฑ์กลับมาจากเมืองนอกเลยด้วยคอยดูเถอะ

 

“บ่าสมิงบ้าพลัง ก็บอกว่าอย่าเสียงดังจะได จะอู้อะหยังก็กระซิบ !” กล้ายแหวเสียงเขียวแต่ด้วยความดังระดับกระซิบ อยู่ใจกลางถิ่นศัตรูแบบนี้ต่อให้ตัวถังกันเสียงได้มากแค่ไหนเธอก็ไม่อยากเสี่ยง แต่อย่างน้อยตานีสาวก็ยอมตอบ “อีกห้าชั่วโมง ทนไป”

“ห้าซั่วโมง !?

“ก็บอกหื้อกระซิบจะได หรือจะหื้อข้ากรอกยานอนหลับ !?

 

ตานีสาวผมหางม้ากระซิบตอบด้วยอารมณ์ขุ่นมัวกว่าปกติ เธอก็มีเรื่องให้เครียดอยู่เช่นกัน แต่เหตุผลของเธอต่างจากเพื่อนสาว แม้จะเช็กทุกระบบอย่างละเอียดจนแทบแยกชิ้นส่วนออกมาทุกชิ้นจนแน่ใจแล้วว่าตานีสาวผู้ทรยศไม่ได้ซ่อนอะไรประสงค์ร้ายไว้ แต่เธอก็ยังไม่ไว้ใจอยู่ดี เด็กสาวผมหางม้าสะดุ้งทุกครั้งที่เสียงอะไรแปลกๆดังขึ้นจากตัวเรือดำน้ำ แม้ทุกครั้งจะเป็นเพียงเสียงสวิตช์สับหรือเสียงปั๊มของระบบพ่นน้ำหัวเรือทำงาน แต่หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็ยังคงระแวงยานพาหนะที่มาจากฝ่ายศัตรูลำนี้ ให้ว่ากันจริงๆเธออยากฝ่าแนวป้องกันศัตรูไปตามแนวแม่น้ำตานมากกว่าด้วยซ้ำ ถึงจะต้องเสี่ยงสิ้นอายุแบบสายผู้ล่วงลับก็เถอะ

 

“บ่เอาอะกล้าย ห้าซั่วโมงเฮาทนบ่ไหวแน่ หาอีหยังให้เฮาเฮ็ดหน่อยสิ”

“ออกไปว่ายน้ำข้างนอกไป๊”

 

กล้ายสะบัดเสียงตอบ แม้จะอยู่หน่วยอาวุธจู่โจมซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรือดำน้ำโดยตรง แต่ก็เหมือนเครื่องบินกับรถถัง ตานีทุกตนถูกฝึกกับเรือดำน้ำมาตั้งแต่ยังเด็ก หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมจึงไม่เข้าใจความกดดันของเพื่อนสาว และอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเด็กสาวหน้าเสือถึงได้งอแงผิดกับทุกครั้งที่ออกปฏิบัติการกับเธอในรถถัง

 

“เว้ากับเฮาหน่อยก็ได้”

“ก็ขับเรืออยู่นี่จะได บ่หันก๋า !?” กล้ายตอบเหมือนเดิมเป็นครั้งที่ราวๆสิบในรอบห้าชั่วโมง

“ก็ใซ้ออโต้ไพลอตอยู่แล้วนี่”

“ถึงใช้ออโต้ไพลอตก็บ่แม่นจะอู้จะเล่นกับหมิงได้ย่ะ !

“ถ้าจะอั้นขอเฮาย่างหน่อยได้บ่ ย่างไปดูไปเซ็กรถถังก็ได้” เด็กสาวหน้าเสือพยายามต่อรองสุดชีวิต “ให้นั่งอยู่เสยๆ เฮาทนบ่ได้ เหน็บกินด้วย”

“เดี๋ยวไปย่างชนอะหยังเสียงดังขึ้นมา เกิดหมู่ผีร้ายตรวจจับได้ก็ยุ่งอีก” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบห้วนๆ “หัดอยู่เฉยๆซะบ้าง ยะตัวเป็นละอ่อนสามสี่ขวบไปได้”

“น่า นะ นะกล้ายคนสวย กล้ายคนน่าฮัก ถ้าให้ย่างเดี๋ยวเฮาหอมแก้มทีนึง.....”

“บ่ต้องการย่ะ !” ตานีสาวผมหางม้าหันมาว้ากใส่ด้วยเสียงกระซิบ ใบหน้ามาตรฐานตานนะคอนมีปื้นสีชมพูปรากฏชัด ก่อนที่เธอจะถอนหายใจเฮือก “ก็ได้ แต่แค่ย่างไปดูรถถังแล้วย่างปิ๊กมาเท่านั้นเน่อ แล้วก็รอสักแป๊บนึงด้วย หื้อหมู่เฮาผ่านใจกลางตานนะคอนไปก่อน ย่างได้เมื่อได๋เดี๋ยวข้าบอกอีกที”

“ขอบคุณเด้อ” หมิงยิ้มกว้าง ก่อนที่รอยยิ้มจะเปลี่ยนเป็นแสยะ “ที่ยอมนี่เพราะอยากให้เฮาหอมแก้มแม่นบ่บักตานีมักผู้สาว”

“บ่แม่นย่ะ !

 

กล้ายพยายามห้ามเลือดไม่ให้สูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้าที่ตอนนี้ก็แดงก่ำอยู่แล้วขณะดึงสติกลับมายังแผงควบคุมเบื้องหน้า ตอนนี้พวกเธอเข้ามาถึงทางใต้ของตานนะคอนแล้ว อีกไม่กี่ร้อยเมตรเบื้องหน้าก็จะต้องเลี้ยวขวาผ่านคุ้งน้ำเพื่ออ้อมสวนกล้วย เส้นทางจะนำเธอผ่านย่านสถานที่ราชการ อันเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญต่างๆ รวมทั้งกองทัพเรือเวียงตานและที่ทำการพรรคฮักเวียงตาน กองกำลังผีร้ายน่าจะประจำอยู่แน่นหนาที่สุดในแถบนั้น ถ้าผ่านไปได้ การเดินทางที่เหลือก็คงไม่มีอะไรต้องห่วงอีกแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม คงอีกหลายนาทีอยู่ดีกว่าพวกเธอจะออกนอกเมือง หวังว่าหมิงคงไม่อาละวาดก่อนหน้านั้นนะ....

 

แต่ขณะที่กำลังเลี้ยวผ่านคุ้งน้ำ เสียงโลหะกระทบกันก็ลั่นโครมมาจากเบื้องหน้าพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนที่เขย่าเรือดำน้ำทั้งลำ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงโลหะเสียดสีกันแสบแก้วหู แล้วปิดท้ายด้วยไฟเตือนที่สว่างโร่ขึ้นมาบนหน้าจอ

 

“อีหยัง !?

หมิงถามทันที พร้อมๆกับที่ราชินีตานีและตานีน้อยผมสั้นวิทยุมาด้วยคำถามเดียวกัน เสียงเมื่อครู่ดังจนกล้วยซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่าสองร้อยเมตรเบื้องหน้ายังได้ยิน แล้วพวกผีร้ายบนฝั่งล่ะจะได้ยินหรือเปล่า

 

“ปั๊มตัวพ่นน้ำหัวเรือพัง !

ไวเท่าความคิด กล้ายรีบดึงคันเร่งลงไปยังตำแหน่งถอยหลังทันทีพร้อมกับหมุนคันบังคับแก้ แต่เรือลำยักษ์ที่ขาหน้าเดี้ยงไปแล้วแต่ยังคงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงกว่าที่มันจะเลี้ยวได้ทันก็ยังคงแถเข้าหาตลิ่งใต้น้ำเหมือนถูกถีบ

 

“หมิงจับแน่นๆ !

สองสามวินาทีต่อมา ทั้งหมิงและเธอก็แทบตกจากเก้าอี้เมื่อหางเรือชนโครมเข้ากับตลิ่งใต้น้ำ ก้อนหินและก้อนดินร่วงกราวลงมาใส่ตัวถังเรือเสียงดังก้อง หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมรีบกดปุ่มตัดกำลังใบจักรทันที หากปล่อยให้ใบจักรหมุนทั้งที่ฝังอยู่ในตลิ่ง พวกเธอจบไม่สวยกันแน่

 

ตานีสาวผมหางม้ากวาดตามองหน้าจอเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว เธอโล่งอกไปเปลาะหนึ่งเมื่อเห็นว่าบนหน้าจอไม่มีไฟเตือนกว่างขึ้น ซึ่งแปลว่าตัวเรือไม่ได้เสียหายอะไรมากและน้ำยังไม่ได้รั่วเข้ามา รถถังทั้งแปดคันในระวางบรรทุกซึ่งถูกยึดไว้อย่างแน่นหนาก็ยังน่าจะอยู่ดี แต่สถานการณ์ก็ยังไม่น่าไว้วางใจ ใบจักรท้ายเรือจะเสียหายหรือเปล่า และที่สำคัญที่สุด ทั้งเสียงปั๊มพังและเสียงชนดังสนั่นกันขนาดนี้ถ้าพวกผีร้ายบนฝั่งไม่ได้ยินก็คงหูหนวกแล้ว พวกมันจะผิดสังเกตจนส่งอะไรลงมาหรือเปล่าหนอ.....

 

กล้ายไม่ต้องรอคำตอบนาน เพียงไม่ถึงนาทีหลังจากการชน หน้าจอก็บอกเธอว่ามีอะไรบางอย่างร่วงตูมลงมาในน้ำเบื้องหน้า ตานีสาวกดปิดเสียงวิทยุทันที ไขสันหลังหนาวเยือก พวกผีร้ายรู้แล้วว่าเธออยู่ที่นี่ ถ้าสิ่งที่ร่วงลงมาคือทุ่นระเบิดหรือแม้แต่ผีร้ายอิสระล่ะก็ เธอบอกลาชีวิตนี้ได้เลย

 

แต่เมื่อวัตถุปริศนาเข้ามาในระยะของกล้องที่ติดอยู่หน้าเรือดำน้ำ เด็กสาวผมหางม้าก็ถอนหายใจเบาๆอย่างโล่งอก มันเป็นพรายน้ำสามตน คงลงมาดูสถานการณ์เบื้องต้นเฉยๆ มิหนำซ้ำพรายน้ำพวกนี้ก็ไม่ใช่พรายน้ำระดับสูงอย่างในรัฐต่างๆทางใต้ พวกมันไม่ได้มีพลังอะไรมาก สติปัญญาก็ไม่หนีกระสือกระหังไปเท่าไหร่นัก ดีไม่ดีอาจจะคิดว่าเรือลำนี้เป็นก้อนหินใต้น้ำเอาด้วยซ้ำ

 

อสุรกายทั้งสามลอยวนเวียนอย่างไร้จุดหมายอยู่เพียงไม่ถึงนาทีก็หายขึ้นไปจากน้ำ กล้ายรอจนแน่ใจว่าคงไม่มีอะไรลงมาอีกจึงค่อยหันความสนใจกลับมายังตัวเรืออีกครั้ง ตอนนี้เรือไม่ได้ลอยอยู่ในน้ำแล้ว หากนอนแอ้งแม้งซบกับตลิ่ง ใบจักรก็ดูเหมือนจะฝังเข้าไปเสียด้วย

 

ตานีสาวผมหางม้าเคยเรียนมาจากชั้นเรียนภูมิศาสตร์ของโรงเรียนตานีว่าแม้ตลิ่งและพื้นของแม่น้ำตานจะเป็นหิน แต่แถวนี้ก็มีตะกอนดินทับถมอยู่หนาพอสมควร แต่มันจะหนาพอที่จะป้องกันไม่ให้ใบจักรของเธอทิ่มเข้าไปในหินหรือเปล่า ถ้าไม่ การดันคันเร่งขึ้นก็เท่ากับฆ่าตัวตาย เสียงคงดังสนั่นไม่แพ้การชนเมื่อครู่ และใบจักรเหล็กกล้าคงแหลกเป็นเสี่ยงๆ หรือไม่เรือก็คงเสียหลักชนตลิ่งหรืออาจจะจมลงไปกระแทกพื้น ไม่ว่าจะทางไหนก็คงทำให้จอดตายไปไหนต่อไม่ได้ และพวกเธอก็จะตกเป็นเป้านิ่งของเหล่าผีร้าย หรือเร็วกว่านั้น ตัวเรืออาจจะแตกจนน้ำรั่วเข้ามา แล้วเธอก็จะสิ้นอายุ ปล่อยให้หมิงกลายเป็นผีสัตว์ประหลาดครึ่งเสือครึ่งปลาเฝ้าคุ้งน้ำแห่งนี้อยู่เพียงลำพัง.....

 

แต่ถ้าไม่ดันคันเร่งขึ้น พวกเธอก็จะติดแหงกอยู่ตรงนี้ไปจนออกซิเจนหมด และสมิงสาวก็ยังจะกลายเป็นผีสัตว์ประหลาดโดดเดี่ยวผู้หน้ายักษ์เฝ้าคุ้งน้ำแห่งนี้อยู่ดี

 

กล้ายกลั้นหายใจ ก่อนจะค่อยๆดันคันเร่งขึ้นอย่างช้าๆ เกิดเสียงกระแทกติดๆกันเล็กน้อยเมื่อใบจักรตีตะกอนดินนิ่มๆจนคลุ้ง แต่ไม่มีเสียงใบจักรกระทบหินอย่างที่ตานีสาวผมหางม้าวิตก และในที่สุด เรือดำน้ำลำใหญ่ก็ออกมาแหวกว่ายอยู่กลางสายน้ำตานอีกครั้ง

 

“วาฬแปด เอื้อยกล้าย เอื้อยหมิง ได้ยินก่อ ตอบด้วย !

“กล้าย หมิง ยังอยู่ก่อ !?

เสียงอันร้อนรนของตานีน้อยผมสั้นดังขึ้นทันทีที่หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมกดเปิดเสียงวิทยุอีกครั้ง ตามมาติดๆด้วยเสียงของราชินีตานี ก็ไม่แปลก พวกเธอเงียบไปเกือบสิบนาที และโซนาร์ของทั้งสองลำก็น่าจะจับสัญญาณการชนตลิ่งของพวกเธอได้ น้ำว้ากับกล้วยคงคิดว่าเธอจมไปแล้วด้วยซ้ำ

 

“นี่วาฬแปด สุมานักๆที่เงียบไป มีภาวะฉุกเฉินนิดหน่อยเลยต้องปิดวิทยุ แต่ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว”

“รับทราบ” เด็กหญิงผมสั้นตอบกลับมา มีแววโล่งใจอยู่ในน้ำเสียงอย่างชัดเจน “บ่เสียหายอะหยังเพิ่มแม่นก่อ”

“น่าจะบ่แหละ”

“รับทราบ มีอะหยังก็บอกทันทีเน่อ”

“ขอบคุณมากวาฬสอง”

 

คุ้งน้ำที่อ้อมสวนกล้วยเป็นรูปครึ่งวงกลมค่อยๆห่างออกไปเบื้องหลังพร้อมกับตัวเมืองตานนะคอน และในที่สุด เด็กสาวหน้าเสือก็ได้รับอนุญาตให้ลุกเดินไปดูรถถังในระวางสินค้าด้านหลังได้ ขณะกล้ายเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ที่นั่งผู้ควบคุม ก่อนจะถอนหายใจยาวหลังจากหายใจไม่ทั่วท้องมากว่าครึ่งชั่วโมง

 

ยังเหลือเวลาเดินทางอีกกว่าสี่ชั่วโมง ขอให้มันผ่านพ้นไปโดยไม่มีอะไรมากกว่านี้ด้วยเถอะ เท่านี้เธอก็ตื่นเต้นเกินพอแล้ว.....

 

 

เมื่อเคลื่อนที่ขึ้นไปทางเหนือเรื่อยๆ พายุหิมะก็ยิ่งกระหน่ำหนักขึ้น ม่านหมอกหิมะทำให้ทุกอย่างเป็นสีขาวโพลน ลดทัศนวิสัยจนแทบมองเห็นได้ในระยะไม่เกินสิบเมตร แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับกัปตันของเรือดำน้ำสีดำสนิทที่ค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำมืดมิด มันเบนหัวเข้าหาฝั่งอย่างช้าๆ ก่อนที่จะจอดสนิทห่างจากฝั่งน้ำเกือบสิบเมตร ประตูขนาดมหึมาที่ด้านหน้าและด้านหลังตัวถังค่อยๆยกเปิด ทางลาดเหล็กกล้าทอดยาวลงมาจนแตะพื้นหิมะริมน้ำ แล้วยานเกราะที่บรรทุกอยู่ภายในก็แล่นตามกันลงมาอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในป่าสนริมน้ำ

 

ยกเว้นคันหนึ่งที่จอดเทียบเงาตะคุ่มสองร่าง ซึ่งยืนรออยู่ใกล้ๆจุดยกพลขึ้นบกมาเกือบยี่สิบนาทีแล้ว

 

“ข้าเจ้านึกว่าจะมาบ่ถึงซะแล้ว” น้ำว้าเอ่ยขึ้นทันทีที่หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมโผล่หัวออกมาจากฝาครอบป้อมปืน

“พอได้ๆ บ่เป็นอะหยังมาก” ตานีสาวผมหางม้ากระโดดลงจากรถถังมาร่วงตุ้บลงกับพื้นหิมะจนเกล็ดสีขาวกระจายว่อน ตามมาติดๆด้วยสมิงแห่งป่าแสนคำผู้ทำผมทรงเดียวกัน ก่อนที่ยานเกาะคันโตจะแล่นตามเพื่อนๆของมันเข้าป่าไปเป็นคันสุดท้าย

“บ่เป็นอะหยังที่ได๋ล่ะ ทั้งปั๊มหัวเรือพัง ทั้งเกยตื้น ต่อหื้อเป็นข้าเจ้ายังอาจจะมาบ่ถึงเลยด้วยซ้ำ”

“แปลว่าเอื้อยเก่งแม่นก่อ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมยิ้มยิงฟัน ทำเอาตานีน้อยถอนหายใจเฮือกพลางส่ายหน้า

“เจ้าๆ เก่งเจ้า”

“แล้วทางนี้เป็นจะไดบ้าง” เสียงของกล้ายกลับเข้าโหมดเป็นงานเป็นการเมื่อเห็นสายตาปรามๆจากราชินีตานี

“ก็พรางยุทโธปกรณ์แล้วก็เตรียมพร้อมบุกเรียบร้อยแล้วแหละเน่อ และเท่าที่ดูทางฝั่งผีร้ายก็น่าจะยังบ่ฮู้สึกตัว” ตานีสาวหน้าจืดตอบ เธอเดินมาช่วยดึงเด็กสาวหน้าเสือซึ่งตะเกียกตะกายอยู่กับพื้นหิมะหนานุ่มขึ้นยืน “รอแค่กล้ายมาเช็กรถถังขั้นสุดท้ายแล้วก็เตรียมบัญชาการเท่านั้นแหละ”

“อ้าว จะอั้นแปลว่าทุกตนรอข้าตนเดียวก๋า สุมาเน่อๆ”

“บ่ถึงขนาดนั้นหรอก” กล้วยยิ้ม “แต่จะไดก็รีบไปกันก่อนดีกว่า ใกล้จะถึงเวลาแล้ว”

 

ราชินีตานีหันหลังกลับก่อนจะเดินนำทุกตนเข้าไปยังจุดรวมพล กล้ายหยิบโทรศัพท์มือถือของเธอขึ้นมาเปิดโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณระหว่างเท้าย่างย่ำหิมะลึกเข้าไปในป่าสนเรื่อยๆ สัญญาณในตัวเมืองเชียงพิงค์ยังคงมีน้อยและเคลื่อนที่กันสะเปะสะปะไม่ต่างจากก่อนหน้านี้ เหล่าผีร้ายคงยังไม่รู้ตัวจริงๆอย่างที่เพื่อนสาวกล่าวมา ว่าดาบของข้าศึกกำลังมาจ่อคอหอยอยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงยี่สิบกิโลเมตร

 

และเมื่อพวกมันรู้ตัว ก็คงสายเกินไปเสียแล้ว....

 

 

เสียงโทรศัพท์ที่สั่นกราวอยู่ในช่องเก็บของระหว่างทั่งคนขับและผู้โดยสารด้านหน้ากระชากตานีสาวหัวหนามที่กำลังสัปหงกซบพวงมาลัยอยู่ออกจากห้วงนิทราได้อย่างมีประสิทธิภาพ แหวนอดหงุดหงิดน้อยๆไม่ได้ขณะงัวเงียควานหาต้นเสียง แต่เมื่อเห็นชื่อผู้โทรที่แสดงหราอยู่บนหน้าจอ เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มก็ตื่นเต็มตาทันที

 

การแสดงพลุที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีของรัฐเวียงตานกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว.....

 

 

แนวรบที่ยาวกว่าสี่กิโลเมตรของรถถังกว่าร้อยห้าสิบคันวิ่งฝ่าหิมะที่โปรยปรายด้วยความเร็วเต็มพิกัด ตีนตะขาบตะกุยเกล็ดสีขาวจนปลิวว่อนมองดูราวกับควันที่ฟุ้งตลบตามหลังพวกมัน ปืนใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางกว่าสิบเซนติเมตรชี้ตรงไปด้านหน้า พร้อมจะยิงอะไรก็ตามที่โผล่ออกมาขวางหน้าพวกมัน ขณะหมู่ตึก แทงก์เก็บสารเคมี ปล่องควันสูงลิบ และหอคอยดำทะมึนของนิคมอุตสาหกรรมบ้านเขลางค์เบื้องหน้าเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

 

ไม่มีการตอบโต้ใดๆทั้งสิ้น ไม่มีแม้แต่ผีร้ายอิสระหรืออสุรกายชั้นต่ำสักตนให้เห็น กองทัพรถถังไหลบ่าเข้าไปตามถนนที่ตัดผ่านหมู่โรงงานน้อยใหญ่อย่างสะดวกโยธิน ดูราวกับน้ำป่าไหลหลากจากหิมะละลายบนเทือกเขาตานปันน้ำในฤดูใบไม้ผลิ

 

แต่นั่นก็เพียงไม่กี่นาที ก่อนที่สวิตช์ระเบิดจะถูกกด

 

ในฉับพลัน แทงก์เหล็กกล้าขนาดนับล้านลิตรกางนิคมอุตสาหกรรมก็แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ปลดปล่อยสารเคมีอันตรายภายในที่กลายเป็นหมอกสีขาวทันทีเมื่อพบกับความดันบรรยากาศด้านนอก** เสี้ยววินาทีต่อมา มันก็ระเบิดตูมเป็นลูกไฟขนาดมหึมา แสงสีขาวอมส้มแผดจ้าราวกลางวันเมื่อมันแผดเผาทุกสิ่งในรัศมีกว่าสองร้อยเมตรให้มอดไหม้ในพริบตา ยังไม่นับแรงอัดอากาศที่ขยายออกไปทุกทิศทุกทางด้วยความเร็วเหนือเสียง กวาดท่อ โครงเหล็ก โรงงาน และรถถังที่น่าสงสารให้ปลิวกระเด็นกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ขณะลูกไฟแปรสภาพเป็นกลุ่มควันรูปดอกเห็ดที่ลอยสวนเกล็ดหิมะสูงขึ้นไปในท้องฟ้ามัวหม่น

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะดูรุนแรง มันก็กำจัดรถถังไปได้เพียงไม่ถึงหนึ่งในหกเท่านั้น ยานเกราะที่เหลือเมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็รีบถอยออกจากพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรม แต่พวกมันก็ทำได้ไม่ง่ายนัก บ้านเขลางค์วางตัวในแนวยาวตามเส้นแม่น้ำตาน และพวกมันก็ถลำลึกเข้ามาจนเกือบสุดขอบพื้นที่อีกฟากหนึ่ง การจะถอยกลับลงไปทางใต้ก็เท่ากับต้องวิ่งผ่านกลางนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งถนนแปดสายจากสิบสายกำลังโหมไหม้ด้วยเปลวเพลิงร้อนแรงจากการระเบิดเมื่อครู่ มิหนำซ้ำยังเริ่มมีเสียงหวีดแหลมจากท่อแก๊สที่ขาดรั่ว เติมเชื้อเพลิงให้กองไฟสีเหลืองส้มที่เริ่มขยายวงกว้างขึ้นไปทุกที

 

แต่นั่นก็เป็นทางรอดเพียงทางเดียว หมู่รถถังแปรขบวนไปยังถนนสองเส้นที่เหลือซึ่งยังคงพอวิ่งผ่านได้แม้จะระเกะระกะไปด้วยเศษวัสดุ แต่ไม่กี่วินาทีต่อมา ฝันที่จะหนีรอดกลับไปถึงบ้านของพวกมันก็ต้องถูกดับลงในฉับพลันเมื่อแทงก์ครึ่งทรงกลมที่ตั้งเรียงรายกันเป็นแถวอยู่ทางใต้ของเขตนิคมอุตสาหกรรมแตกเปรี้ยงออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนที่จะปะทุเปรี้ยงเป็นลูกไฟขนาดยักษ์ จุดพื้นที่ทั้งแถบตั้งแต่แนวเทือกเขาทางตะวันออกไปจรดแม่น้ำทางตะวันตกให้ลุกไหม้กลายเป็นกำแพงไฟยาวเกือบสิบกิโลเมตร

 

เหล่ารถถังเปลี่ยนเส้นทางไปยังสะพานข้ามแม่น้ำตานที่ทอดยาวจากกลางนิคมไปยังอีกฟากแม่น้ำ นิคมอุตสาหกรรมที่ฟากตะวันตกของแม่น้ำไม่มีถนนลงไปทางใต้ แต่อย่างน้อยมันก็ประกอบด้วยโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเบากว่าฟากตะวันออกแห่งนี้ และนั่นก็ทำให้มีแทงก์สารเคมีน้อยกว่าด้วย

 

น่าเสียดายที่ความหวังของพวกมันมีอันต้องดับวูบลงอีกครั้ง เมื่อเคเบิลที่รั้งสะพานเอาไว้ถูกระเบิดจนขาดออกเป็นชิ้นๆ เหล็กกล้าที่ควั่นเป็นเกลียวซึ่งถูกปลดปล่อยจากแรงมหาศาลที่ตรึงมันเอาไว้ในฉับพลันเหวี่ยงฟาดไปทุกทิศทุกทาง ความเร็วและน้ำหนักของมันมากพอจะเปลี่ยนลวดเหล็กให้กลายเป็นดั่งใบมีดขนาดยักษ์ที่ฟาดแท่งคอนกรีต เสาไฟ และแม้แต่หลักที่มันขึงอยู่ให้แตกหัก ขณะถนนหกเลนและทางรถไฟรางคู่ถูกแรงโน้มถ่วงดึงให้หักพับเหมือนเศษผ้ายับยู่ยี่ลงไปกระแทกผิวน้ำแข็งของแม่น้ำเบื้องล่างจนทะลุ บางชิ้นลอย และอีกหลายชิ้นจมหายไปกับกระแสน้ำอันมืดมิด

 

ยานเกราะซึ่งยามนี้เหลืออยู่เพียงไม่ถึงห้าสิบและตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับไก่อบฟางกลางกองเพลิงตัดสินใจเดินหน้าบุกขึ้นเหนืออีกครั้งหวังสร้างความเสียหายต่อข้าศึกให้มากที่สุดก่อนที่จะเป็นฝ่ายถูกทำลายเสียเอง

 

แต่ก็เปล่าประโยชน์ แทงก์สารเคมีที่ยังเหลืออีกนับร้อยๆแห่งและท่อแก๊สถูกจุดระเบิดขึ้นพร้อมๆกันจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น แรงระเบิดอัดกระแทกทำลายทุกอย่างที่ยังคงยืนตระหง่านอยู่จนพังยับเยินในพริบตา ลูกไฟเส้นผ่านศูนย์กลางนับกิโลเมตรที่สว่างจ้าจนต้องหยีตาแม้จะถูกกรองด้วยหมอกหิมะเปลี่ยนนิคมอุตสาหกรรมที่มีไฟโหมไหม้ราวกับนรกอยู่แล้วให้กลายเป็นทะเลเพลิงโดยสมบูรณ์แบบ แม้หิมะที่ตกหนักก็ยังละลายก่อนจะระเหยเป็นไอน้ำไปอย่างรวดเร็วเมื่อปะทะกับความร้อนระดับหลอมละลายเหล็กได้ กระแสอากาศรุนแรงป้อนออกซิเจนสดใหม่ให้กับพายุพลาสมาสีเหลืองอมส้มที่ดูดกลืนพวกมันอย่างหิวโหยพร้อมๆกับเต้นเร่าหมุนควงขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างเริงร่า ราวกับจะตามควันรูปดอกเห็ดสีดำสนิทที่ลอยนำขึ้นไปก่อนให้ทันอย่างไรอย่างนั้น

 

“ท่านแหวน ยืนยันรถถังของพวกตานีถูกทำลายทั้งหมดครับ”

เด็กสาวหัวหนามนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ในรถขับเคลื่อนสี่ล้อซึ่งจอดอยู่ที่เดิมมานานกว่าสามวัน ดวงตาสีดำประกายเขียวยังคงมองไปยังแสงสว่างจ้าจากพายุไฟในหุบเขาเบื้องล่างอย่างภูมิใจ แผนของเธอสำเร็จอย่างงดงาม ยานเกราะกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์หากไม่ใช่ทั้งหมดที่เหลืออยู่ของกองกำลังผสมตานีถูกทำลายสิ้นแล้ว

 

แม้ยานเกราะจำนวนขนาดนี้สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้ภายในเวลาไม่กี่เดือนด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ตานีมี แต่วัตถุดิบนั้นหาไม่ได้ง่ายๆแน่ และที่สำคัญ การบุกใหญ่ขนาดนี้คงต้องมีขุนพลสักคนหรือไม่ก็สักตนมาด้วยแน่นอน ถ้าโชคดีก็อาจจะเป็นกล้าย แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร กองกำลังผสมตานีย่อมเสียขวัญยิ่งขึ้นไปอีกจากที่เสียสายไปแล้ว และนั่นเป็นความเสียหายที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่าการเสียยุทโธปกรณ์ใดๆมากนัก

 

แต่ดีใจได้เพียงไม่กี่นาที อีกเสียงหนึ่งก็ทำให้หัวใจในหน้าอกที่ไม่ค่อยจะมีของตานีสาวร่วงลงไปอยู่ที่ฝ่าเท้า

 

“ท่านแหวน เชียงพิงค์ถูกโจมตีครับ พวกมันเอารถถังมาบุกเพียบเลย !

“เป็นไปได้จะได !?” แหวนอ้าปากค้าง ไขสันหลังเย็นเยียบเหมือนมีใครขโมยเอาแก๊สเหลวจากแทงก์ในนิคมอุตสาหกรรมเบื้องล่างมาราดเต็มถังใหญ่ “หมู่มันเอารถถังมาจาก.... บ่สิ หมู่มันไปถึงปู้นได้จะได !?

“ผมก็ไม่รู้ครับ !” ปลายสายตอบเสียงสูงอย่างร้อนรน “ตอนนี้พวกมันบุกถึงใจกลางเมืองแล้วครับ ! แล้วก็มีอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาติดตั้งไว้ด้วย ส่งวิญญาณอิสระไปไม่ได้เลยครับ !

“ส่งไปนอกเขตพื้นที่แล้วค่อยบุก เอาทุกตนที่บ่จำเป็นกับการป้องกันตานนะคอนไปหื้อหมดเลย ที่หลวงน้ำทา ที่เวียงเชียงรุ้ง ที่ได๋ก็ตาม ส่งไปหื้อหมดเลย !

“ครับ !

 

หัวหน้าหน่วยเฝ้าระวังภาคพื้นดินที่ปลายสายเงียบไป ขณะตานีสาวหัวหนามนั่งนิ่งอึ้งด้วยความช็อก เหงื่อกาฬแตกพลั่กจากไรผมแม้อากาศจะเย็นเยียบจนบาดกระดูก ใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มซีดเผือดพอๆกับหิมะที่โปรยปราย เชียงพิงค์เป็นหนึ่งในเมืองใหญ่เพียงไม่กี่เมืองที่ฝ่ายเธอเหลืออยู่ แต่ด้วยความที่มันอยู่ทางเหนือของตานนะคอนทำให้เธอตัดสินใจไม่ส่งกำลังไปป้องกันเมืองใหญ่อันดับสี่ของรัฐแห่งนี้มากนัก และนั่นไม่ใช่เรื่องดีเลยสำหรับสถานการณ์ในตอนนี้

 

“ท่านแหวน ไม่ทันแล้วครับ !” ยังคิดไม่ทันจบ เสียงของหัวหน้าหน่วยเฝ้าระวังภาคพื้นดินก็ดังขึ้นจากหูฟังอีกครั้ง คราวนี้แฝงเอาไว้ด้วยแววหวาดหวั่น “พวกมันยึดเมืองไว้ได้แล้ว ส่งกำลังลงไปก็มีแต่หายเรียบเลยครับ !

“เลิกส่งไป” แหวนตอบเสียงขมขื่น “ส่งไปที่เวียงเชียงรุ้งแทน หมู่เฮาจะตั้งรับหมู่มันจากตรงนั้น”

“รับทราบครับ”

“สักครู่เน่อ มีสายซ้อน”

 

ตานีสาวหัวหนามกดรับสายซ้อน เสียงจากปลายสายทำให้เด็กสาวเย็นสันหลังวาบ แม้เธอจะเห็นจากหน้าจอแล้วก็ตามว่าผู้โทรมาคือใคร

 

“คุณแหวน คุณทำอะไรของคุณ”

“สุมานักๆ ข้าก็บ่ฮู้ว่ายะหยังหมู่มันถึงได้.....”

“กลับมาประชุมกับผมที่ตานนะคอน เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมให้เวลาคุณเตรียมตัวครึ่งชั่วโมง”

 

ขาดคำ สายก็ถูกตัด ทิ้งให้แหวนนั่งตัวสั่นอยู่ในรถเพียงตนเดียว ขณะหัววิ่งจี๋คิดหาคำอธิบาย ไม่มีทางที่พวกตานีจะเคลื่อนพลจากเชียงม่วนข้ามเทือกเขาสูงเสียดฟ้าและสลับซับซ้อนของเทือกเขาตานปันน้ำตะวันออกขึ้นไปถึงเชียงพิงค์โดยที่พวกเธอไม่รู้ได้แน่ ไม่ใช่แค่ภูมิประเทศที่โหดร้าย แต่เครื่องบินเล็กและวิญญาณอิสระของพวกเธอก็ตรวจการอยู่ตลอด จะว่าไปไปทางเทือกหลักของตานปันน้ำก็ยิ่งแล้ว ด้วยมันสูงยิ่งกว่าฝั่งตะวันออกเสียอีก ยังไม่นับที่พวกมันต้องเคลื่อนพลผ่านริมกว๊านช้างลอย เฉียดเขลางค์ อ้อมหลวงน้ำทาและตานนะคอนไปตามทางเขาเส้นเล็กๆริมหุบเหว ส่วนทางสุดท้ายที่จะไปได้ก็มีแต่ต้องบุกทางแม่น้ำผ่านตานนะคอน ซึ่งเธอก็เพิ่งจะระเบิดมันทิ้งไปเมื่อครู่นี้เอง แล้วพวกมันทำได้ยังไงกัน

 

ความคิดหนึ่งแวบขึ้นมาในหัวใต้เส้นผมที่ชี้ไปชี้มาของตานีสาว

 

บางที ไม่ใช่แค่ได้คำอธิบาย แต่เธออาจได้หลักฐานชิ้นสำคัญที่จะพาอดีตเพื่อนร่วมงานของเธอไปถึงจุดจบด้วยก็เป็นได้.....

 

 

“บ้านเขลางค์ระเบิด !?

ราชินีตานีทวนคำเสียงสูงเมื่อได้ยินข่าวจากฟ้าและแพร เด็กสาวทั้งสองซึ่งรบด้วยรถถังไม่ได้มากนักได้รับมอบหมายให้ติดตามสถานการณ์ของทั้งรัฐผ่านดาวเทียมแทน และตอนนี้ หลังจากยึดเชียงพิงค์ซึ่งถูกป้องกันเพียงเบาบางได้เบ็ดเสร็จ พวกเธอก็ตัดสินใจบอกข่าวกับวิญญาณผู้พิทักษ์สาวทันทีที่เธอเข้ามาในศูนย์บัญชาการชั่วคราวที่โรงแรมกลางเมือง

 

“ใช่ พอรถถังของเราเข้าไปก็ระเบิดเลย ระเบิดต่อเนื่องกันจนไฟไหม้ทั้งเขตนิคม” นักศึกษาแพทย์สาวแห่งมหาวิทยาลัยเวียงเชียงหลวงตอบ “เราคิดว่าเป็นฝีมือของฝ่ายผีร้ายนั่นแหละ ที่พวกมันถอนกำลังจากเขลางค์ไปก็น่าจะเพราะเหตุผลนี้ ล่อให้พวกเราบุกหนักทะลุขึ้นไปถึงบ้านเขลางค์แล้วกำจัดทั้งหมด”

“โชคดีที่ทั้งหมดเป็นรถถังปลอมนะ” สาวแว่นแห่งภาคยานยนต์เสริม

“บ่หรอก โชคบ่ดี” ตานีสาวหน้าจืดตอบเสียงหนัก “ระเบิดจะอี้ไอสารเคมีอันตรายทั้งหลายฟุ้งกระจายแน่นอน ลมตอนนี้ก็พัดลงใต้ ทั้งเขลางค์ ทั้งช้างลอย บางทีอาจจะเชียงม่วนด้วย เมืองใหญ่ๆจะโดนสารเคมีตกค้างกันหมด หลังจากนี้ชาวเมืองต้องเดือดร้อนกันแน่ ข้าเจ้าบ่น่าคึดแผนนี้ขึ้นมาเลย”

“อีกแล้วๆ โทษตัวเองอีกแล้ว” ฟ้าลุกมาตบไหล่เพื่อนสาวผู้ขบกรามแน่น “ไม่ใช่ความผิดกล้วยสักนิด นี่มันความผิดพวกผีร้ายต่างหาก แล้วอีกอย่าง ตอนนี้ประชากรของทั้งเขลางค์ทั้งช้างลอยก็แทบไม่เหลือแล้วด้วย หลังจากนี้ก็คงอีกนานกว่าจะมีคนเข้าไปอยู่อยู่ดี”

“บ่ได้ยะหื้อข้าเจ้าฮู้สึกดีขึ้นเลยฟ้า”

“อ้าว ขอโทษ.....” เด็กสาวหน้าคมหน้าเจื่อนลง “แต่.... เราไม่ได้หมายความว่าชาวเมืองทั้งสองเมืองนั้นตายหมดนะ เราหมายความว่าตอนนี้ทุกคนน่าจะโดนส่งไปตานนะคอนก็เลยไม่น่าจะมีคนอยู่ แล้วหลังจากนี้ถ้าเราชนะก็ยังต้องฟื้นฟูเมืองอีกนานกว่าจะอยู่กันได้ คงไม่มีปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้างหรอกมั้ง”

“สารเคมีอยู่ได้เป็นสิบๆปีเลยเน่อฟ้า แล้วยังไม่นับความเสียหายทางเศรษฐกิจอีก ถ้าบ่มีเงินจะฟื้นฟูกันได้จะได” ราชินีตานีตอบเสียงหนัก แต่เธอก็ถอนหายใจเฮือก “เอาเหอะ ตอนนี้ก็ยะอะหยังบ่ได้แล้วแหละมั้ง เฮ้อ.....”

“นั่นแหละกล้วย อย่าคิดมากอย่าโทษตัวเองเลย” แพรช่วยปลอบเพื่อนสาวอีกแรง “กล้วยไปพักเถอะ เพิ่งรบมาเหนื่อยๆ แล้วเดี๋ยวค่อยว่ากันต่อ”

“อะ.... อื้ม ขอบคุณเน่อ”

 

ตานีสาวหน้าจืดแยกจากสองเพื่อนสาว แต่แทนที่เธอจะเดินไปยังห้องอาหารซึ่งตอนนี้เหล่าทหารวิญญาณและสหายร่วมรบตนและคนอื่นๆกำลังกินข้าวกันอยู่ เด็กสาวกลับขึ้นบันไดไปยังชั้นบนสุดของโรงแรม ดวงตาเรียวที่สะท้อนประกายสีเขียวเขม้นมองไปทางทิศใต้ หิมะหยุดตกแล้ว ฟ้าที่เริ่มเปิดออกเผยให้เห็นแสงทองของดวงอาทิตย์ยามหน้าหนาวที่ส่องลอดเหลี่ยมเขามา แต่ราชินีตานีมองเหม่อไปไกลกว่านั้น มองไปยังทิศของบ้านเขลางค์และตานนะคอน

 

เธอผ่านเลยบ้านมาแล้ว

 

แต่เมื่อไหร่เธอจะได้กลับไปถึงบ้าน กลับไปอยู่ที่บ้านที่เธอรักและคิดถึงสักที

 

และกว่าจะถึงวันนั้น เธอจะต้องสูญเสียอะไรไปอีกบ้างหนอ.....

 

 

“คุณพาผมมาที่นี่ทำไม”

ประจิมถามเมื่อเด็กสาวหัวหนามจอดรถที่ริมฝั่งแม่น้ำตาน ดวงตาเรียวหรี่ลงอย่างระแวงภัย ตานีสาวทำงานผิดพลาดและกลัวว่าจะถูกลงโทษจนคิดจะล่อเขามาฆ่าทิ้งเสียก่อนหรือเปล่า แม้เขาจะมีผีระดับสูงปกป้องถึงสี่ตน แต่ผีหรือจะสู้วิญญาณผู้พิทักษ์ได้

 

“นี่คือคำอธิบายของข้า” แหวนเปิดประตูลงจากรถ ก่อนจะเดินไปยังอาคารชั้นเดียวหลังไม่ใหญ่นักริมตลิ่งคอนกรีต “ตามข้ามา”

 

แม้จะยังไม่ไว้ใจนัก นักการเมืองวัยกลางคนก็ยอมเดินตามอีกฝ่ายไป ด้านในอาคารนั้น รถกวาดหิมะคันใหญ่จอดสงบนิ่งอยู่ภายใน ล้อมรอบด้วยชั้นวางอุปกรณ์ซ่อมแซมและอะไหล่ เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มเดินเข้าไปยังหลังชั้นที่ลึกที่สุด ดวงตาสีดำประกายเขียวมองอะไรบางอย่างรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายู่อึดใจหนึ่ง ก่อนที่ประตูลับจะเลื่อนเปิดออก เธอหันมามองชายวัยกลางคนก่อนจะพยักหน้า แล้วเดินหายเข้าไปในประตูนั้น

 

ประจิมเม้มปาก คิ้วบางขมวดเข้าหากัน แต่แม้จะยังสองจิตสองใจถึงความปลอดภัยของตัวเอง นักการเมืองเจ้าปัญหาก็ตัดสินใจตามตานีสาวเข้าไป ในนั้นเป็นบันไดมืดสลัวที่ทอดยาวลงไปเบื้องล่าง แหวนเดินนำไปไกลพอสมควรแล้ว ประธานรัฐเวียงตานวิ่งเหยาะๆตามลงไป เป็นเวลาอึดใจใหญ่ๆก่อนที่ทั้งเขาและเด็กสาวหัวหนามจะมาหยุดอยู่ที่ประตูอีกบานหนึ่ง มันเป็นประตูเหล็ก ฝุ่นและหยากไย่เกาะกันหนาเตอะ แต่หยากไย่บริเวณวงกบขาดเป็นริ้วๆ บอกว่ามันคงจะเพิ่งถูกเปิดเมื่อไม่นานมานี้

 

“นี่มันที่ไหน” ผู้นำสูงสุดของกองกำลังผีร้ายถามพลางหอบ บันไดนั่นน่าจะเกือบๆพันขั้นแม้เขาจะไม่ได้นับก็ตาม

“คุณคงบ่ฮู้ว่านอกจากรถถังกับเครื่องบินแล้ว หมู่เฮายังมีเรือดำน้ำด้วย” แหวนหัวเราะในลำคอ

“แม่น้ำตานใช้เดินเรือดำน้ำได้ด้วยเรอะ” ชายวัยกลางคนถามอย่างไม่เชื่อหู

“ได้ คุณก็น่าจะได้เรียนมานี่ว่าแม่น้ำตานลึกมาก เป็นร้อยเมตร เรือดำน้ำผ่านได้สบาย”

“มันก็ใช่....” ประจิมตอบไม่เต็มเสียงนัก เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้ว่าคืนความรู้ตอนมัธยมต้นให้ครูไปหมดแล้ว “แต่เรือดำน้ำจะเกี่ยวอะไรกับการบุกเชียงพิงค์ ไม่มีเรือดำน้ำไหนขนรถถังได้หรอก”

“หมู่เฮามี” ตานีสาวหัวหนามตอบเสียงเรียบ

“แต่ตอนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตานีก็น่าจะโดนทำลายไปหมดแล้วนี่”

“ตอนสวนกล้วยแตก หมู่ตานีบ่ได้ใช้เรือดำน้ำเลย ทั้งๆที่เรือดำน้ำอยู่ในความควบคุมของหน่วยอาวุธระยะใกล้ ของนาง” เด็กสาวเน้นเสียงสองพยางค์สุดท้าย “และหมู่มันก็ยังอยู่ในนี้ ในอู่แห้งของหมู่เฮา จนกระทั่งเมื่อบ่นานมานี้”

“หา”

 

แหวนไม่ตอบ เธอจ้องมองจอสี่เหลี่ยมข้างประตู มันเลื่อนเปิดออกเสียงดังครืด เผยให้เห็นแอ่งคอนกรีตลึกหลายสิบเมตร ความกว้างและความยาวของมันพอๆกับสนามฟุตบอลสักยี่สิบสนามมาต่อกัน ที่สุดอีกฟากหนึ่งของแอ่ง ประตูเหล็กที่ถูกค้ำยันไวด้วยกลไกไฮดรอลิกที่สูงพอๆกับตึกสามสี่ชั้น เหนือขึ้นไปบนเพดาน กลไกไฮดรอลิกอีกชุดค้ำยันประตูขนาดยักษ์พอๆกันเอาไว้

 

“นี่มัน.....”

“แม่น อู่แห้งใต้น้ำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” แหวนตอบช้าๆ แต่ขาที่เดินไปยังบันไดที่ทอดยาวลงไปสู่ก้นแอ่งก่อนจะเดินต่อไปทางประตูยักษ์นั้นไม่ได้ช้าด้วย “เรือดำน้ำของหมู่เฮามีเกือบสามสิบลำ แต่อยู่ที่นี่แค่สิบหก สองลำจมไปตอนสวนกล้วยแตกเพราะอยู่ข้างนอก แต่สิบสี่ลำข้างในอู่ยังปลอดภัยดี และแปดลำในนั้นก็เป็นเรือดำน้ำขนส่งขนาดใหญ่ ขนรถถังได้แปดถึงสิบคันสบายๆ”

“คุณจะบอกว่าพวกตานีใช้เรือดำน้ำพวกนี้ขนรถถังผ่านที่นี่ขึ้นไปบุกเชียงพิงค์ ?” ประจิมเดินแกมวิ่งตามไปอย่างไม่เต็มใจนักเพราะยังไม่ทันหายหอบจากการเดินลงบันไดดี ช่วงนี้เขาคงนั่งอยู่กับโต๊ะมากเกินไปแล้ว คงต้องสั่งผีประจำตัวให้ไปหาเครื่องวิ่งจ๊อกกิ้งมาติดตั้งให้เสียแล้ว

“แม่น” ตานีสาวหัวหนามพยักหน้า “และเพิ่งจะเอาออกไปด้วย”

“คุณรู้ได้ยังไง”

“ตามมา”

 

ประตูดูไกลกว่าที่เห็นมาก กว่าจะเดินมาถึงเครื่องกลขนาดยักษ์ที่ค้ำยันประตูอยู่ นักการเมืองเจ้าปัญหาก็เริ่มหอบกินอีกรอบแล้ว แหวนชำเลืองมองเขาอย่างสมเพช แต่เธอก็ชี้ให้เขาดูข้อต่อเหล็กกล้าใกล้ตัว

 

“นี่จะได”

“ทำไม” ประธานรัฐเวียงตานถามห้วนๆ ส่วนหนึ่งเพราะยังหอบอยู่ “มีอะไร”

“บ่หันก๋า สนิมที่ข้อต่อเหล็กนี่มันหายไปหันก่อ แปลว่ามันเพิ่งจะขยับเมื่อบ่นานมานี้” เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มตอบอย่างอดรนทนไม่ได้ “แล้วข้าก็ลองเช็กสายยางกับสภาพปั๊มเชื้อเพลิงแล้ว ทุกอย่างบ่งบอกว่าเพิ่งจะมีการเติมเชื้อเพลิงเมื่อเร็วๆนี้เอง ก็แปลว่าเรือดำน้ำเพิ่งจะออกไป”

“แล้วพวกมันมาเอาเรือดำน้ำถึงในนี้ได้ยังไง มีอุปกรณ์อะไรติดตั้งไว้งั้นเหรอ”

“ถามว่ามีบ่ก็คงมี ยานพาหนะแทบทุกชนิดของตานีใช้การควบคุมผ่านคอมพิวเตอร์ เพราะจะอั้นแค่เขียนโปรแกรมแล้วติดตั้งระบบบังคับวิทยุเพิ่มเข้าไปก็ควบคุมได้แล้ว” แหวนอธิบาย “แต่ก่อนจะเขียนโปรแกรมนั่นได้ก็ต้องเข้าใจค่าต่างๆที่ใช้ควบคุมถึงระดับแก่นแท้ เพราะจะอั้นส่วนใหญ่มีแต่หน่วยที่ควบคุมดูแลยานพาหนะนั้นๆโดยตรงเท่านั้นที่จะเขียนโปรแกรมจะอั้นได้ เช่นเครื่องบินก็เป็นหน่วยอาวุธระยะไกล รถถังเป็นหน่วยอาวุธจู่โจม ส่วนเรือดำน้ำ..... เป็นของหน่วยอาวุธระยะใกล้”

 

เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายเด็กหนุ่มลดความเร็วในการพูดลงที่ประโยคสุดท้าย เพื่อให้แน่ใจอีกฝ่ายตามเธอได้ทันและได้ยินถนัด

 

“นางกับเอื้อง....” ประจิมเอ่ยช้าๆ ความเข้าใจอะไรบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในสมอง “ก็อยู่หน่วยอาวุธระยะใกล้นี่ ใช่มั้ย”

“แม่น”

 

ตานีสาวหัวหนามหันมาสบตานักการเมืองวัยกลางคน

 

“ที่คุณเคยบอกว่ายังบ่อยากยะอะหยังสองตนนั่นเพราะยังบ่มีหลักฐาน นี่แหละหลักฐานที่คุณต้องการ”

 

ริมฝีปากบางบิดเป็นรอยยิ้มเยียบเย็น แต่เหี้ยมเกรียมยิ่งกว่าปีศาจร้ายแม้ในโลกหลังความตาย

 

“นางกับเอื้องหักหลังคุณ”

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*แก๊สหลายชนิด เช่นแก๊สหุงต้มหรือแก๊สปิโตรเลียมอื่นๆ มักเก็บอยู่ในถังที่เพิ่มความดันเอาไว้มากกว่าความดันบรรยากาศทั่วไปเพื่อให้มันกลายเป็นของเหลว ซึ่งประหยัดที่กว่าเก็บในรูปแก๊ส (มีปริมาตรน้อยกว่า) แต่เมื่อถังถูกเปิดออกอย่างฉับพลัน ของเหลวเหล่านั้นจะกลายเป็นไอในพริบตา ทำให้ปริมาตรเพิ่มสูงขึ้นในฉับพลันเกิดเป็นคลื่นกระแทกแบบเดียวกับระเบิดแม้จะไม่มีเปลวไฟ แต่ถ้าแถวๆนั้นมีอะไรที่จุดระเบิดมันได้ ความเสียหายก็จะยิ่งมากขึ้นไปอีก เพราะแก๊สได้ออกซิเจนในอากาศที่จำเป็นต่อการเผาไหม้มาแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #120 นางฟ้า.천사 (จากตอนที่ 112)
    วันที่ 14 มกราคม 2560 / 19:24
    ประจิมเหมือนคนไม่มีความคิด ทำไมไม่โดนฆ่าซะที จะยอมก้มหัวให้ทำไม งานการไม่ทำฟังกับเอาผลประโยชน์อย่างเดียว
    #120
    1
    • #120-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 112)
      14 มกราคม 2560 / 20:17
      ประจิมเป็นนักการเมืองครับไม่ใช่ทหาร ตอนสงครามนี่ดูเหมือนประจิมเป็นตัวโง่ๆ ที่ได้แต่สั่งกับด่า แต่เอาจริงๆ ประจิมเล่นเกมการเมืองและเล่นกับจิตใจคนเก่งมากนะครับ ไม่งั้นคงไม่สามารถเปลี่ยนคนเวียงตานจากไม่อะไรกับตานี หรือบางคนนับถือหรือบูชาตานี จนกลายเป็นเต็มใจให้ไล่ฆ่าตานีกันทั้งรัฐแบบนี้ได้ ถ้าพูดก็คงคล้ายๆฮิตเลอร์ครับ มีเสน่ห์มีบารมี (ไม่รู้จะแปลว่าไงดี ภาษาอังกฤษก็ Charisma) มัดใจคนได้ เล่นเกมการเมืองเก่งจนได้ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุด แต่พอระแวงนายพลจนลงมาบัญชาการสงครามเองก็พังไม่เป็นท่า

      ที่แหวนยังยอมทำงานให้ นอกจากที่เขาสัญญาเรื่องตำแหน่งราชินีตานีแล้วก็เพราะชอบในความเก่งและเสน่ห์ตรงนี้แหละครับ

      อีกอย่างประจิมก็ไม่ได้รู้เรื่องผีเรื่องปีศาจอย่างละเอียด เลยคุมกำลังโดยตรงไม่ได้ สิ่งที่เขาทำเลยมักจะเป็นการวางแผนใหญ่ๆ วางแผนเชิงยุทธศาสตร์ เช่นว่าจะโจมตีที่ไหน เพื่ออะไร จะผูกมิตรกับใคร หาทรัพยากรที่ไหน ก้าวต่อไปจะเป็นยังไง ไม่ใช่วางแผนโจมตีในรายละเอียด (แผนเชิงยุทธวิธี) ซึ่งตกเป็นหน้าที่ของแหวนไปครับ แต่เพราะเรื่องนี้เน้นสงครามในแนวหน้าเป็นหลัก เลยไม่ค่อยได้เอ่ยถึงเรื่องพวกนี้ เอาจริงๆประจิมทำงานหนักมากนะครับ อย่างที่เห็นตอนที่คุยกับแหวนนั่นแหละครับ หลังจากนั้นเขาโทรคุยกับประธานรัฐแล้วก็รัฐมนตรีของประเทศอื่นๆอีกหลายคนเลย

      สิ่งที่ประจิมทำ เอาจริงๆ จะเหมือนหน้าที่ของกล้วยและหน่วยอาวุธระยะไกลครับ คือดูภาพรวมไม่ได้ดูราวละเอียด แต่เพราะกำลังพลเหลือน้อย และกล้วยเองก็ไม่ได้อยาก "นั่งวางแผนอยู่บนหอคอยงาช้างไม่เคยมาดูแนวรบจริง" เหมือนที่หน่วยอื่นชอบสบประมาทหน่วยอาวุธระยะไกล แถมยังสนิทกับกล้ายอีก ก็เลยลงมาวางแผนถึงขั้นยุทธวิธีด้วย
      #120-1