ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 111 : ตอนพิเศษ (แต๊ๆเน่อ) - นำเที่ยววิศวะ เวียงตาน vs กรุงเทพมหานคร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 95
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    11 ม.ค. 60

ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะทราบแล้วว่า ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ เป็นกึ่งๆบันทึกชีวิตสมัยม.6-มหาวิทยาลัยของผม ดังนั้นหลายๆสถานที่ที่เกี่ยวกับการศึกษาโดยเฉพาะในช่วงมหาวิทยาลัย จึงมีที่มาจากสถานที่จริง บางที่ก็เอามาแค่เค้าโครง บางที่ก็ยกมาดื้อๆทั้งดุ้น (พร้อมชื่อ) เอาจริงๆ ท่านผู้อ่านท่านไหนที่ศึกษาอยู่ที่เดียวกับผม หรือเคยไปสถานศึกษานั้น อาจจะเดาออกแล้วก็ได้ว่าต้นแบบคือที่ไหนบ้าง

พอดีกับที่ผมเพิ่งจะกลับไปเยี่ยมบ้านที่ไทย เลยใช้เวลาว่างเก็บภาพมาเพื่อตอนพิเศษนี้ครับ

พูดยาวเยอะก็น่าเบื่อ ดังนั้น จากนี้ไปเชิญติดตามบ่าจ้าดง่าว ตานีสาวหน้าจืด ตานีสาวผมหางม้าขี้โมโห สาวแว่นสุดยอดจากภาคอากาศยาน และสาวแว่นขี้อายจากภาคยานยนต์ ไปเที่ยว (ต้นแบบของ) คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยตานนะคอนกันได้เลยครับ แต่ทุกคนและทุกตนบอกว่าในเมื่อผมเป็นคนเขียน ก็น่าจะรู้ดีที่สุด ให้ผมบรรยายเองละกัน ทุกคนและทุกตนจะแค่นำผมไปตามที่ต่างๆเท่านั้น



เริ่มต้นกันด้วยหน้ามหาวิทยาลัย เลี้ยวเข้ามหาวิทยาลัยมาก็จะเจอลานนี้ นี่คือลานหน้าพระบรมรูปสองรัชกาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครับ แต่ในเรื่อง ลานนี้จะถูกใช้เป็นที่จอดรถนักศึกษาแทน เช่นในตอนที่ 68 "กิจกรรมรับน้องที่เริ่มต้นด้วยเสียงขึ้นบูม" ที่กล้ายกับกล้วยต้องวนหาที่จอดกันอยู่พักใหญ่ๆ

จากจุดนี้มองข้ามสนามหญ้าไปจะเห็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และถ้ามองทะลุไปได้ก็เป็นแยกปทุมวันและมาบุญครองครับ



ถ้านับการหันหน้าในรูปที่แล้วเป็น 12 นาฬิกา หันหน้าไปทาง 4-5 นาฬิกาก็จะเป็นทางเดินเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ครับ (หลังคาสีแดงๆที่ต้นไม้บังอยู่บางส่วน) ตึกสีขาวทางขวามือคือตึกของคณะวิทยาศาสตร์ ส่วนรถเมล์สีชมพูนมเย็นน่ารักคือรถปอพ. ที่วิ่งรับส่งในพื้นที่จุฬาและใกล้เคียง หรือที่เด็กจุฬามักจะเรียกว่า "รถป๊อบ" คันที่เห็นเป็นแบบไม่มีแอร์ แต่แบบมีแอร์ก็มีเช่นกัน

ใต้ต้นไม้ติดกับอาคารหลังคาสีแดงคือจุดที่เรียกว่า "สามแยกปากหมา" ซึ่งสมัยก่อนนิสิตจากคณะอักษรศาสตร์และศิลปกรรมจะต้องเดินผ่านเพื่อไปยังอาคารกลาง (ศาลาพระเกี้ยว) ดังนั้นเหล่านิสิตวิศวะปากหมาทั้งหลายจึงมานั่งตรงนี้เพื่อแซวสาว จนถึงปัจจุบันก็ยังมีงาน "สามแยกปากหวาน" ซึ่งให้นิสิตวิศวะเอาดอกไม้ไปให้นิสิตสาวๆที่เดินผ่าน ถึงยุคนี้วิศวะส่วนใหญ่จะกินกันเองแล้วก็ตาม (ส่วนหนึ่งเพราะลานกลางของคณะย้ายเข้าไปด้านใน คือลานเกียร์ เลยไม่ได้เหล่สาวเยอะเหมือนสมัยก่อน)

ถ้าพวกกล้วยเอารถมาก็จะต้องเดินเข้าคณะจากทางนี้แหละครับ แต่ถ้ามารถไฟฟ้าจะเข้าด้านหลังแทน และก็อย่างว่า เพราะตอนนี้ไม่ค่อยมีนักศึกษามานั่งแถวนี้แล้ว ไปนั่งอยู่ลานเฟืองซึ่งอยู่ข้างในกันหมด กล้วยกับกล้ายเลยไม่โดนแซว ซึ่งดีแล้ว ไม่งั้นอาจจะมีคณะแตกกันบ้าง

ก่อนที่จะเข้าคณะวิศวะซึ่งเป็นอาหารหลัก กล้วยบอกว่าไปดูอาหารว่างกันก่อน นั่นคือคณะวิทยาศาสตร์ครับ ซึ่งเอาจริงๆก็ไม่ได้นับว่าเป็นอาหารว่างมากนัก เพราะเป็นสถานที่เกิดเหตุสำคัญเหตุการณ์หนึ่งทีเดียว



นี่คือภายในบริเวณตึกเก่าของคณะวิทยาศาสตร์ (ไปถามคนจบวิทยาเขาคงไม่เรียกแบบนี้หรอก ผมเรียกเอง เพราะไม่ทราบชื่อเฉพาะของทางวิทยาเขา) บริเวณนี้แหละครับที่แพรหลงทางตั้งแต่เปิดเทอมวันแรก อย่างที่เธอบอกในตอนที่ 73 "ทริปภาคที่โล่งสบายอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน" ซึ่งเอาจริงๆมันก็ไม่ได้วกวนมากนัก แต่อย่าเข้ามาตอนกลางคืนเชียว เพราะมืดและน่ากลัวไม่น้อย ส่วนหนึ่งก็เพราะมันอยู่ใกล้กับ....



ตึกมหามกุฎ (หรือตึกไซน์ ในเรื่องก็เรียกตึกไซน์) อยู่ที่อีกฟากหนึ่งของคณะวิทยาศาสตร์ เป็นตึกที่สูงที่สุดในจุฬา (และในมหาวิทยาลัยตานนะคอนด้วย) มีข่าวลือว่ามีคนงานกระโดดหรือไม่ก็ตกตึกตาย ตอนกลางคืนเวลาเดินผ่านตรงนี้ก็อดเสียวสันหลังไม่ได้ ผมเองเคยมีประสบการณ์ขนหัวลุกกับตรงนี้อยู่ด้วย ตอนนั้นอยู่คณะดึกเพราะทำงานค่าย เลยเดินออกไปเซเว่นสามย่านกับเพื่อนๆ ปรากฏว่าหมาหอนรับกันเป็นทอดๆ แต่พอไปถึงจุดที่เขาว่ามีคนตกตึกลงมาตาย หมาที่หอนรับกันเป็นสิบๆตัวกลับเงียบกริบลงพร้อมๆกันโดยไม่มีสาเหตุ ไม่มีใครวิ่ง แต่เดินก้าวยาวๆจ้ำอ้าวออกจากมหาวิทยาลัยกันตัวปลิว ตอนกลับเข้ามาก็ใช้อีกประตูหนึ่ง ไม่กล้าลองของ

ตึกนี้แม้จะเป็นของคณะวิทยาศาสตร์ แต่นิสิตนักศึกษาวิศวะก็ต้องใช้เรียนบางวิชาโดยเฉพาะวิชาปฏิบัติการหรือแล็บ เช่นภาคอากาศยานกับยานยนต์ก็จะมีเรียนเคมี ฟิสิกส์ไฟฟ้า แล็บเคมี และแล็บไฟฟ้าที่ตึกนี้ ซึ่งวิชาเหล่านี้งานมักจะเสร็จในคาบ จึงนับว่าโชคดี ไม่จำเป็นต้องมาทำแล็บอยู่ดึกดื่นเหมือนพวกวิทยา ไมงั้นอาจจะได้มีประสบการณ์ขนหัวลุกมากกว่าเดิม




จุดที่ผีนักศึกษาตกลงมาตายต่อหน้าต่อตาเหล่าสาวๆ (บวกหนึ่งบ่าจ้าดง่าว) ในตอนที่ 69 "กิจกรรมรับน้องที่ลอยละลิ่วลงมาจากชั้นสิบเอ็ด" ตอนเขียนผมนึกถึงจุดนี้เป๊ะๆเลยครับ แต่ก่อนยังไม่มีต้นไม้ต้นที่อยู่ในรูป ในเรื่องก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน พวกกล้วยยืนอยู่ประมาณสุดขอบฟุตบาท ส่วนผีนักศึกษาที่ตกลงมาตายคือประมาณกลางกากบาทสีเหลือง นับว่าใกล้ชิดติดขอบจอกันเลยทีเดียว



เดินจากจุดนั้นเข้ามาด้านในมหาวิทยาลัยก็จะเจอกับประตูหลังของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุดนี้เคยมีร้านขายไส้กรอกขนมจีบและน้ำ แต่ตอนนี้โดนไล่ที่ด้วย
ร้านกาแฟแฟรนไชส์ ซึ่งนิสิตวิศวะสมัยก่อนไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่เพราะแพงกว่าและไม่มีอาหารให้กิน แต่สมัยนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดยังไง

จุดนี้แหละคือจุดที่พวกกล้วยเพิ่งจะตระหนักว่าแพรหายไป (ในตอนที่ 69) และ
ทางขวามือของรูปที่เห็นเป็นตึกสีขาวหม่นๆ คืออาคารปฏิบัติการไฟฟ้าแรงสูงของภาควิชาไฟฟ้า ซึ่งก็คือตึกที่เดือนสิงสู่อยู่ก่อนมาเจอพวกกล้วยเป็นรอบที่สองนั่นเองครับ



จากจุดในรูปข้างบน หันหลังไปก็จะสามารถมองเห็นตึกไซน์ได้เลาๆ โดนมีต้นไม้บังอยู่ ในเรื่องไม่มีต้นก้ามปูเหล่านี้ (เป็นต้นไม้เมืองหนาวพันธุ์อื่นที่ใบไม่รกทีบขนาดนี้) เลยสามารถมองเห็นแพรที่ร้องขอความช่วยเหลืออยู่บนตึกได้ แม้จะไกลไปสักนิดก็ตาม



อาคาร
ปฏิบัติการไฟฟ้าแรงสูงที่เดือนสิงอยู่ ด้านในจะมีขดลวดและขั้วไฟฟ้าใหญ่ๆ เหมือนในนิยายวิทยาศาสตร์ยังไงยังงั้น เสียดายที่ถ่ายมาให้ดูไม่ได้เพราะตอนนี้ผมถือเป็นคนนอก ถ้าไปถ่ายสุ่มสี่สุ่มห้าอาจจะดูไม่ดี ส่วนในตึกนั้นจะมีห้องที่เขียนว่า "ห้ามเข้า ผีดุ" อยู่จริงๆหรือเปล่า อันนี้ไม่ทราบ เพราะผมก็เข้าไปไม่ได้ ไม่ใช่เด็กภาคไฟ



เดินทะลุคณะกลับออกมาในทิศทางสามแยกปากหมา ก็จะมาถึง "ตึกหนึ่ง" อันเป็นหนึ่งในสองตึกแรกของคณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นตึกที่สำคัญเพราะเป็นที่ตั้งของห้องเรียนเขียนแบบ (ดรออิ้ง) นิสิตนักศึกษาทุกภาคทุกหลักสูตรต้องเรียนที่นี่ แต่ตอนนี้ได้ยินว่าเปลี่ยนไปใช้คอมพิวเตอร์แล้ว ก็ไม่รู้ว่าที่นี่ยังได้ใช้อยู่มากน้อยแค่ไหน

ตรงที่มีป้ายสีฟ้าๆตั้งอยู่คือจุดที่กล้วย กล้ายแล้วก็จ้าดเปลี่ยนทิศทางเดินเพราะเห็นม็อบที่รอชมโฉมตานี แต่สุดท้ายก็ไม่รอดมีคนเห็นอยู่ดี ในตอนที่ 76 "เสียงซุบซิบที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น" ครับ ม็อบรวมตัวกันอยู่หน้าตึกสอง เห็นอยู่ลิบๆ ลึกเข้าไปในถนนที่มีนิสิตสองคนกำลังเดินมา



เดินตามถนนเข้ามาก็จะผ่านตึกสอง (ภาพนี้มองกลับไปทางจุดที่ถ่ายรูปที่แล้ว) ซึ่งเป็นตึกที่สำคัญต่อชีวิตนิสิตหลักสูตรนานาชาติมาก แทบทุกวิชาที่เป็นของวิศวะจะเรียนที่ตึกนี้ ยกเว้นไม่มีห้องว่างหรือนัดเรียนชดเชยถึงจะไปที่ตึกอื่น

พวกกล้วยก็เรียนที่ตึกนี้เป็นหลัก และเพราะฉะนั้นเหล่าผู้ชุมนุมรอชมความงามของสองตานีสาวก็จะมารวมตัวกันที่นี่มากที่สุด เหตุการณ์ที่กล้ายตวาดผู้ชุมนุมทุกครั้งก็อยู่ที่ตึกนี้ ห้องเรียนวิชาเขียนโปรแกรมที่ปรากฏในตอนที่ 76
"เสียงซุบซิบที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น" ก็อยู่ตึกนี้เช่นกัน



เดินเข้าไปในตึกสองจะพบกับบอร์ดประกาศ ซึ่งใช้ประกาศสากกะเบือยันเรือรบ ทั้งย้ายห้องเรียน ยกเลิกชั้น นัดเรียนชดเชย รวมไปถึงคะแนนต่างๆ ซึ่งในตอนที่ 77 "เสียงซุบซิบที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง" พวกกล้วยก็มาดูคะแนนกันที่บอร์ดนี้แหละครับ แต่จริงๆ คะแนนมักจะประกาศที่บอร์ดอีกด้านมากกว่า (อยู่ในฉากหลังของรูป ใกล้ๆประตูสีน้ำตาลที่สุดทางเดิน)



อ้อมมาทางด้านหลังของตึกสอง ทางเดินนี้คือทางเดินที่กล้วย กล้ายและจ้าดใช้หลบผู้ชุมนุม และหน้าต่างข้างบนก็เป็นทางออกที่ทั้งสามใช้กระโดดหนีผู้ชุมนุมลงมา ทั้งสองเหตุการณ์อยู่ในตอนที่ 76
"เสียงซุบซิบที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น" ครับ



เดินกลับมาทางด้านหน้าตึกสอง ก็จะมาถึง "ลานเกียร์" หรือ "ลานเฟือง" อย่างที่เรียกในเรื่อง ซึ่งเป็นลานที่รวมตัวของนิสิตนักศึกษาวิศวะทั้งหลาย จะจัดกิจกรรมอะไร จะเรียกแถวก่อนเข้าห้องเชียร์ จะแข่งกีฬาภายในคณะ จะวางของเตรียมไปทริป หรือจะกินข้าวกลางวันข้าวเย็น ก็มักจะอยู่ที่ลานนี้ ในเรื่อง ทั้งการแข่งขว้างไข่ลงกลางวง (ตอนที่ 66-67) ตอนที่หมิงพากล้ายมากู้ชีพด้วยการตบเลียนแบบละครหลังข่าว (ตอนที่ 69) การทำคัตเอาต์ถ่ายรูปให้เหล่านายช่าง (ตอนที่ 70) การสารภาพรักของจ้าดกับดาว (ตอนที่ 71) การเตรียมตัวไปทริป (ตอนที่ 72) และอีกหลายๆเหตุการณ์เกิดขึ้นในลานนี้ครับ

มีความเชื่อว่า "สะดุดลานเกียร์จะได้แฟนเป็นวิศวะจุฬาฯ" แต่ก่อนลานเกียร์เป็นอิฐตัวหนอนแถมยังขรุขระลุ่มๆดอนๆ ต่อให้ไม่อยากได้แฟนก็สะดุดได้ง่ายมาก บางคนล้มพลั่กลงไปเลยก็มี แต่ช่วงราวๆผมอยู่ปีสามก็เปลี่ยนเป็นลานเรียบๆอย่างที่เห็นในภาพปัจจุบัน อดสะดุดไปตามๆกัน

ตึกที่เห็นล้อมรอบลานเกียร์อยู่ ซึ่งจริงๆแล้วยาวเหยียดตลอดความยาวคณะ คือตึกสาม ตึกที่ตั้งของสำนักงานต่างๆของคณะ ทั้งห้องคณบดี ห้องทะเบียน ห้องประชุม ห้องสมุด อยู่ในตึกนี้หมด เป็นตึกที่มีห้องเรียนด้วยหลายห้อง



มองขึ้นไปยังชั้นบนของตึกสาม ชั้นสามคือห้องเรียนที่จ้าดใช้นอนตอนเข้าค่ายบุตรพะแสน และได้เจอกับผีหน้าเละนายบุญชัย (อยู่ในตอนที่ 67 "กิจกรรมรับน้องที่มีแต่ยอดชาย") ห้องน้ำอยู่ที่สุดทางเดินของชั้น ทางขวาของรูป ส่วนห้องน้ำที่จ้าดโดนเขวี้ยงไปถ้ำมองนักษึกษาหญิงนั้นอยู่ที่อีกฟากของตึก ไกลออกไปราวๆเกือบร้อยเมตรทางซ้ายมือของรูป ชั้นสามและชั้นสี่ยังเป็นที่ตั้งของห้องสมุดด้วย แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆอย่างเลยไม่ได้มีโอกาสขึ้นไปถ่ายรูปห้องสมุดครับ



วกกลับเข้าไปด้านหลังคณะ นี่คืออาคารอนุสาสน์ยันตรกรรม หรือที่เหล่านิสิตวิศวะเรียกกันว่า "ตึกโต" เพราะบริษัทโตโยต้าช่วยสร้าง เป็นที่ตั้งของแล็บภาคเครื่องกลหลายแล็บ ทั้งอุโมงค์ลม แล็บการผลิต (หรือที่เรียกว่าแล็บแมนู ทำการเชื่อม ตัด ฯลฯ) และเป็นที่ตั้งของห้องอาจารย์ที่สำคัญหลายท่านในภาคเครื่องกล อาจารย์ที่ปรึกษาของผม (ต้นแบบ อ.อดิศักดิ์ ในตอนที่ 78 "เสียงซุบซิบที่ดังขึ้นจนทนไม่ไหว") ก็อยู่ที่ชั้นสามของตึกนี้ แล็บอุโมงค์ลมที่ปรากฏในเรื่องก็ถอดแบบมาจากแล็บจริงๆของตึกนี้ครับ ในเรื่อง ตึกนี้เป็นตึกประจำภาควิชาอากาศยานและภาควิชายานยนต์ และสูงกว่านี้มาก เพราะเป็นตึกที่ฟางแอบถ่ายรูปกล้วยกับกล้ายตอนที่ยิงผีร้ายในตึกไซน์ (
ตอนที่ 69 "กิจกรรมรับน้องที่ลอยละลิ่วลงมาจากชั้นสิบเอ็ด") ซึ่งกล้วยอยู่ที่ดาดฟ้าของอีกตึกซึ่งสูงยี่สิบชั้น แต่ถึงจะสูงกว่า ความเก่าและความทึมก็พอๆกับต้นแบบ

ตึกนี้ยังเป็นหนึ่งในตึกที่ผมผูกพันที่สุด เพราะตอนทำวิทยานิพนธ์ต้องมาประชุมกับอาจารย์ทุกอาทิตย์ และหลายครั้งที่ต้องค้างคณะก็มาอาบน้ำที่ตึกนี้ด้วยเพราะมีห้องอาบน้ำ แต่ขึ้นชื่อว่าน่ากลัว เพราะนอกจากตัวห้องน้ำจะมืดๆทึมๆแล้ว ฝ้าเพดานยังโหว่ลึกเข้าไปมองเห็นท่ออะไรต่อมิอะไร อาบๆไปก็ไม่รู้ว่าจะมีตัวอะไรโผล่ออกมาหรือเปล่า (ในช่วงน้ำท่วมกรุงเทพปี 2554 ก็ค้างคณะ แต่อาบน้ำในห้องอาบน้ำของตึกสี่ ที่จะปรากฏในรูปต่อๆไป เพราะนอนที่ตึกสี่ และห้องน้ำยังสว่างกว่าด้วย)

แต่สิ่งที่แตกต่างระหว่างตึกของจริงกับในเรื่องคือ ของจริงไม่มีคะแนนสอบประกาศที่บอร์ดใต้ตึก (มักจะประกาศที่อีกตึกของภาคเครื่องฯ ซึ่งไม่ได้เอ่ยถึงในเรื่อง)



เดินคล้อยจากจุดที่ถ่ายรูปที่แล้วมาสักนิดแล้วหันหลัง ก็จะเจอกับตึกสี่ หรืออาคารเจริญวิศวกรรม ซึ่งสูงที่สุดในคณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นที่ตั้งของหลายภาควิชาและมีแล็บอีกหลายแล็บ เป็นตึกที่ผมผูกพันมากที่สุดอีกตึกหนึ่ง เพราะใช้นอนในช่วงน้ำท่วม อย่างที่กล่าวไปข้างบน ห้องอาบน้ำของตึกนี้ดีกว่าตึกโต แต่ฝ้าเพดานโหว่เหมือนกันเลย ไม่รู้เป็นแฟชั่นหรืออะไร ลิฟต์ของตึกนี้ก็น่ากลัวเพราะล้อมรอบด้วยกระจก มีข่าวลือว่าเคยมีคนเห็นอะไรแปลกๆ ในลิฟต์ และลิฟต์ไปเปิดที่ชั้นซึ่งไม่มีคนกดอยู่ด้วย แต่ผมเองไม่เคยเจอเพราะขึ้นอยู่แค่ชั้นล่างๆ ตอนนอนก็นอนแค่ชั้น 3

กล้วยยิงผีร้ายในตึกไซน์จากดาดฟ้าของตึกนี้ และโดนฟางซึ่งอยู่ที่ดาดฟ้าตึกอากาศยานและยานยนต์ถ่ายรูปไว้ได้ จึงเป็นเหตุให้ต้องเพิ่มความสูงของตึกที่แล้วจากต้นแบบ ไม่งั้นไม่มีทางมองเห็นดาดฟ้าได้แน่นอน

ด้านล่างตึกเป็นลานกว้างๆ ล้อมรอบชั้นล่าง มีร้านกาแฟ (เพิ่งเปิด) ไว้บริการ จุดนี้ลมจะเย็นสบายที่สุดในคณะเพราะลานเกียร์โดนล้อมรอบด้วยตึกเลยไม่มีลมผ่าน จึงมักเป็นที่ที่ใช้อ่านหนังสือหรือนั่งทำงาน แถมมีปลั๊กให้ใช้ด้วย แต่ถ้าฝนตกขึ้นมาก็เก็บให้ไวเพราะเพดานสูง ฝนจึงสาดหนักมาก

ในสมัยก่อน ข้างๆตึกนี้จะมีห้องน้ำ (ได้ชื่อว่าห้องน้ำสามแสน เพราะใช้เงินสร้างสามแสนบาท) และมีร้านน้ำปั่น+มาม่าผัด+ของทอด (รวมกันในร้านเดียว) ซึ่งเป็นร้านโปรดของหมู่เฮาชาววิศวะมาก เพราะทั้งอร่อยและทั้งเยอะ แถมยังเปิดถึงดึก ถึงผงชูรสจะเพียบก็ตาม แต่ผมได้กินอยู่แค่ปีเดียวร้านก็โดนไล่ที่ด้วยร้านกาแฟแฟรนไชส์ (ได้ยินว่าเขายื่นเงื่อนไข ว่าถ้าจะให้เขามาตั้งก็ให้ปิดร้านน้ำปั่นเพราะแย่งลูกค้า ไม่ทราบว่าจริงเท็จแค่ไหน) เป็นที่หงุดหงิดสำหรับทุกคน แต่พอมานึกย้อนดู ต่อให้ไม่โดนไล่ที่ ร้านนี้ก็ต้องปิดอยู่ดี เพราะไม่กี่ปีต่อมาพื้นที่ตรงนั้นและตึกอีกตึกก็โดนทุบเพื่อสร้างตึกใหม่ล่าสุดของคณะ ที่จะเห็นในภาพข้างล่าง



ภาพนี้ถ่ายจากหลังตึกหนึ่ง มองไปทางตึกสี่และตึกใหม่ (อาคารวิศวฯ 100 ปี) ซึ่งเพิ่งจะสร้างเสร็จเมื่อปีสองปีที่แล้วนี้เอง ในเรื่องจึงไม่มีตึกใหม่นี้ ฝั่งที่อยู่ชิดกับตึกสี่เคยเป็นร้านน้ำปั่นที่กล่าวถึงข้างบน ตึกร้อยปีตอนนี้มีร้านให้นิสิตสั่งพิมพ์ 3D ด้วย กิ๊บเก๋มาก แต่เพราะสร้างเสร็จหลังจากผมจบมาสองสามปีแล้วก็เลยไม่ได้เข้าไปดูเท่าไหร่



เดินกลับเข้าคณะ ตัดลานเกียร์ไปที่อีกฟากหนึ่ง ก็จะพบกับโรงอาหารวิศวะ ในภาพเป็นโรงอาหารใหม่ที่เพิ่งสร้างหลังจากช่วงน้ำท่วม น่าจะเพราะมีแก๊สระเบิด และโรงอาหารเดิมก็เล็กเกินไปอยู่แล้วด้วย ในภาพจึงไม่เหมือนที่ปรากฏในเรื่องซึ่งมีต้นแบบมาจากโรงอาหารเก่าที่มีชั้นเดียวและหลังคาเตี้ย แต่ร้านค้ายังเป็นร้านเดิม (ส่วนใหญ่) และโต๊ะก็ยังแบบเดิม จึงน่าจะพอมองเห็นบรรยากาศได้บ้าง

พวกกล้วยทุกคนและทุกตนก็มักจะกินอาหารกันที่นี่ (ยกเว้นมื้อไหนอยากกินแพง อย่างมื้อก่อนไปทริป ก็ค่อยเดินไปตึกตานสแควร์ ซึ่งต้นแบบก็คือจามจุรีสแควร์ ที่อีกฟากหนึ่งของมหาวิทยาลัย) ในตอนที่ 64 "ความผิดปกติที่ศูนย์ซ่อมอากาศยาน" ตอนที่จ้าดเจอกับอรและคนอื่นๆครั้งแรกก็ที่นี่



เหนียวไก่อักษร (พวกวิศวะเริ่มเหมารวมแล้วว่าเป็นข้าวเหนียวไก่วิศวะ) เมนูยอดนิยมของทั้งโรงอาหารอักษรศาสตร์และโรงอาหารวิศวะ เพราะทั้งเยอะทั้งอร่อย ไก่ทอดได้ไม่แห้งเกินไป แล้วยังมีอาหารอีสานอีกหลายอย่างเช่นน้ำตก (ในรูป) ตับหวาน ต้มแซบ

จุดเริ่มต้นของร้านนี้อยู่ที่โรงอาหารอักษร แต่เด็กวิศวะไปกินเยอะมาก สุดท้ายเลยขยายสาขาข้ามคณะมาเสียเลย ร้านนี้เป็นต้นแบบของร้านอาหารเหนือ-อีสานที่กล้วย กล้ายและจ้าดชอบกันมาก (อย่างในตอนที่ 71 "กิจกรรมรับน้องที่ลัดเลาะไปตามทุ่งสุสาน") แต่ร้านนี้ของจริงขายแค่อาหารอีสานเท่านั้นครับ



เดินออกจากโรงอาหารมาก็จะเจอถนนหน้าคณะ เป็นเส้นเดียวกับที่ขนาบข้างลานหน้าพระบรมรูปฯ ในรูปแรกและรูปที่สอง เวลาจะมีทริปหรือทัศนศึกษานอกสถานที่รถบัสจะจอดที่ถนนเส้นนี้ รถบัสที่กล้วย กล้าย จ้าด และคนอื่นๆ ใช้ไปทัศนศึกษาโรงงานในตอนที่
64 "ความผิดปกติที่ศูนย์ซ่อมอากาศยาน" หรือรถบัสที่จะไปทริปในตอนที่ 72 "ทริปภาคที่ไม่เหมาะสำหรับเยาวชนอายุต่ำกว่าสิบแปดปี" ก็มาจอดที่ถนนนี้เช่นกัน



วกกลับเข้ามาด้านในตึกสามสักหน่อยก่อนที่จะจบทริป นี่คือห้องประชุมของคณะ ในห้องจะมีรูปพระวิษณุกรรมอยู่เหนือเวที เหมือนที่ในเรื่องมีรูป "พะแสน" เทพแห่งวิศวกรรมของชาวเวียงตานโบราณ หน้าห้องตรงนี้มักจะเป็นที่ตั้งโต๊ะเช็กชื่อเวลามีประชุมนักศึกษาใหม่ และเป็นที่ที่จ้าดโดนรุ่นพี่ล้อเรื่องชื่อ และกล้วยกับกล้ายโดนดาวเตือนเรื่องสีผมสีตาเป็นครั้งแรก ในตอนที่ 64
"ความผิดปกติที่ศูนย์ซ่อมอากาศยาน" ครับ

จริงๆยังมีอาคารอีกหลายแห่งในมหาวิทยาลัยที่ปรากฏในเรื่อง แต่บางที่ถ่ายรูปมาไม่ได้ และบางที่ก็ปรากฏน้อยมากจนไม่น่าเอ่ยถึง จึงขอจบทริปวิศวะตานนะคอนแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณกล้วย กล้าย แก้ว แพร จ้าดที่ช่วยนำเที่ยว และขอบคุณท่านผู้อ่านที่มาด้วยกันจนถึงตรงนี้ครับ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น