ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 110 : สงครามกลางเมืองที่ดำผุดดำว่ายอยู่กลางแม่น้ำตาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 115
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    9 ม.ค. 60

เดือนนอนซุกอยู่ในผ้าห่ม

 

น้ำใสยังคงไหลรินจากดวงตาที่แดงช้ำเพราะร้องไห้มาตลอดคืน

 

เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ

 

เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสายหายไปตลอดกาลแล้วจริงๆ

 

ทุกอย่างดูเหมือนฝัน คงจะดีไม่น้อยถ้าจู่ๆเธอก็ลืมตาตื่นขึ้นมา แล้วเห็นสัญญาณบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือว่าสายติดต่อมาเหมือนที่เคยเป็น แล้วเธอก็จะพิมพ์ ส่งรูป หรือโทรกลับไปคุยกับวิญญาณสาวหน้าหวานเหมือนที่เคยเป็น

 

แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น....

 

“เอื้อยเดือน”

ผีสาวคนสวยแห่งบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์ยันตัวลุกขึ้นเมื่อได้ยินเสียงสั่นเครือเรียกจากด้านนอกประตู เอื้องนั่นเอง ดวงตาของเธอแดงช้ำพอๆกัน ใบหน้าอ่อนที่แฝงแววขี้กลัวก็เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาเหมือนกับเธอ

 

“นางอยากอู้ด้วย ลงไปข้างล่างกับข้าหน่อยเจ้า”

“อื้ม”

เดือนเดินตามรุ่นน้องสาวต่างเผ่าพันธุ์ไป เธอได้ยินเสียงตานีสาวผมเปียสะอึกสะอื้น หญิงสาวเอื้อมมือไปแตะไหล่เธอ แต่นั่นก็ทำให้เสียงสะอึกสะอื้นยิ่งดังขึ้นอีกเท่านั้น และในที่สุด เธอก็เป็นฝ่ายสะอื้นตามรุ่นน้องสาวไปอีกตน

 

ก่อนที่เสียงสะอื้นจะเปลี่ยนเป็นการร้องไห้เต็มรูปแบบ พวกเธอก็มาถึงหน้าห้องทำงานแล้ว เดือนแนบนิ้วลงกับแผงควบคุมข้างประตูที่เลื่อนเปิดออกอย่างว่าง่าย ในนั้น นางนั่งอยู่ที่โต๊ะของเธอ ดวงตาโตปิดสนิทเหมือนเมื่อครั้งที่เดือนถูกเรียกมาเปิดเผยความลับ ต่างกันเพียงตอนนั้นไม่มีน้ำใสเอ่อคลออยู่เท่านั้น

 

“มีอะไรเหรอนาง” เดือนเอ่ยถามทันทีที่นั่งลงอีกฟากหนึ่งของโต๊ะ ขณะตานีสาวผมเปียนั่งลงข้างเธอ หญิงสาวรู้ตัวว่าเสียงของเธอสั่นเครือจนแทบฟังไม่เป็นคำ

 

“เอื้อยเดือน”

หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ลืมตาขึ้น ก่อนจะจ้องลึกลงในดวงตาของผีสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้า แต่อีกฝ่ายก็มองออกว่าการจ้องนั้นไม่ได้มีแววคุกคามหรือคาดคั้นเหมือนก่อน มีเพียงความโหยหาอาลัยและความเศร้าอันลึกล้ำเท่านั้น

 

“เอื้อยเดือนปิ๊กไปหาหมู่กล้วยเถอะเจ้า”

“หมายความว่าไง” เดือนขมวดคิ้ว “นางจะไม่ช่วยกล้วยแล้วเหรอ ในสถานการณ์แบบนี้เนี่ยนะ”

“กลับกันเลยเจ้า” ตานีสาวคนสวยตอบช้าๆ “ที่ข้าบอกหื้อเอื้อยเดือนปิ๊กไป เพราะหลังจากนี้หมู่เฮาจะช่วยหมู่กล้วยหื้อมากยิ่งกว่าเดิม และเพราะจะอั้น ชีวิตของหมู่เฮาก็จะตกอยู่ในอันตรายมากกว่าเดิม ข้าบ่อยากหื้อเอื้อยเดือนต้องมาเป็นอันตรายกับหมู่เฮาไปด้วย”

“แม่นเจ้า” เด็กสาวผมเปียสนับสนุน “อีกอย่าง หมู่กล้วยก็หายไปแล้วตนนึง เอื้อยเดือนปิ๊กไปเป็นกำลังหื้อหมู่เปิ้นเถอะเจ้า”

“ไม่” ผีสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าตอบหนักแน่น “พี่จะอยู่ที่นี่ พี่จะอยู่กับนางกับเอื้อง”

“เอื้อยเดือนบ่เข้าใจกาเจ้าว่ามันอันตรายจะได” แววไม่พอใจน้อยๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยเหมือนนางฟ้าของหัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้

“พี่เข้าใจดี” เดือนตอบเน้นเสียง “แต่พี่อยากอยู่กับทั้งสองคน อีกอย่าง ถึงพี่กลับไปก็คงช่วยอะไรไม่ได้มาก รบพี่ก็รบไม่เป็น พอได้อยู่อย่างเดียวคือแอบแฝงตัวเข้าไปสืบความลับ ที่ต่อจากนี้ก็คงไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากนักหรอก เพราะตอนนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นการรบ แล้วการแฝงตัวก็ทำไม่ได้ง่ายๆเหมือนก่อนหน้านี้แล้วด้วย”

“เรื่องรบบ่ได้ข้าเข้าใจ” นางพูดช้าๆ “แต่ยะหยังถึงได้อยากอยู่กับหมู่เฮา”

“ถ้าปิ๊กไปอยู่กับหมู่กล้วย อย่างน้อยก็ได้ช่วยปลอบหมู่เปิ้นเน่อเจ้า” ตานีสาวผมเปียช่วยเสริมเพื่อนสาวอีกครั้ง “มันสำคัญต่อสภาพจิตใจมากเน่อในสถานการณ์จะอี้”

“แล้วนางกับเอื้องล่ะ ไม่ต้องการคนปลอบใจรึไง” ผีสาวคนสวยเสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย “ทางโน้นมีกันหลายคนน่าจะช่วยปลอบกันได้อยู่แล้ว แต่เอื้องกับนางมีกันอยู่แค่สองคนนะ พี่ไม่อยากทิ้งเอื้องกับนางไป พี่อยากอยู่ด้วย ช่วยปลอบเอื้องกับนางอย่างน้อยก็อีกสักหน่อย”

“หมู่เฮาบ่เป็นอะหยัง.....”

“พี่อยากอยู่” เดือนย้ำเสียงเข้ม

“แต่ถ้าเอื้อยเดือนเป็นอะหยังไปด้วยอีกตน หมู่เฮาก็ยิ่งเสียใจเน่อเจ้า”

“แล้วไม่คิดบ้างล่ะเอื้องว่าถ้าเอื้องหรือนางเป็นอะไรไปอีกคน พี่ก็เสียใจเหมือนกัน” หญิงสาวคนสวยสวนกลับ แต่เสียงของเธอก็อ่อนลง “ตอนนี้ทั้งสองคนก็เหมือนครอบครัวอีกครอบครัวนึงของพี่ พี่ไม่อยากทิ้งทั้งสองคนไป คิดว่าพี่ขอร้องก็ได้ พี่อยากอยู่ด้วยกัน อย่างน้อยก็ให้พ้นช่วงนี้ไป นะ”

 

“ขอบคุณมากเน่อเจ้าเอื้อยเดือน”

เอื้องดึงตัวรุ่นพี่สาวมากอดเอาไว้แน่น ขณะหัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้อ้าปากทำท่าจะค้านต่อ แต่ในที่สุดเธอก็เพียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ น้ำใสเริ่มรื้นขึ้นมาในดวงตาโตอีกครั้ง เธอเองก็อยากให้เดือนอยู่ด้วยไม่ต่างจากเพื่อนสาว ตอนนี้พวกเธอเหลือกันอยู่เพียงเท่านี้ เธอไม่อยากจะเสียคนที่เธอรักไปมากกวานี้อีกแล้ว.....

 

 

กล้วยนั่งอยู่เพียงลำพัง ในห้องประชุมใหญ่ของศูนย์บัญชาการของเมืองเชียงผาน

 

หวัง แอ๊ด และเหล่าวิญญาณรุ่นใหญ่ทั้งหลายลงความเห็นให้พวกเธอย้ายจากเชียงม่วนลงมายังเชียงผานซึ่งปลอดภัยกว่าเป็นการชั่วคราวหลังจากสูญเสียกำลังไปจำนวนมากที่เขลางค์ ซึ่งเธอก็ทำตามอย่างมึนๆ เธอแทบจำเหตุการณ์ตอนที่เธอขึ้นเฮลิคอปเตอร์กลับมาที่นี่ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

 

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไปสำหรับเธอ

 

เมื่อสองวันก่อน เธอกับสายเพิ่งได้คุยกันแท้ๆ

 

เมื่อสองวันก่อน เธอกับสายเพิ่งได้นั่งกินข้าวด้วยกันแท้ๆ

 

เมื่อสองวันก่อน สายเพิ่งจะล้อเลียนเธอเรื่องกับข้าวไปแท้ๆ

 

เมื่อสองวันก่อน ทุกคนเพิ่งจะได้หัวเราะด้วยกันแท้ๆ

 

แต่วันนี้ไม่มีสายอยู่แล้ว....

 

และสายไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว....

 

อุปกรณ์ทุกชิ้น ตึกทุกตึก สถานที่ทุกที่ ล้วนมีความทรงจำระหว่างเธอและสาย ภาพเหตุการณ์ในความทรงจำผุดขึ้นทุกครั้งที่ตานีสาวมองไปยังพวกมัน ถนนเส้นที่เคยเดินด้วยกัน โรงงานรถถังที่เคยมาตรวจงานประกอบด้วยกัน เนินเขาที่เคยซ้อมบัญชาการรบด้วยกัน ที่เก็บอาวุธที่สายมอบให้ เอกสารแผนการที่เคยนั่งถกกันเป็นชั่วโมงๆ

 

และห้องนี้ ในห้องนี้ เธอเคยนั่งคุยกับสายเรื่องระเบิด เรื่องแผนการ และเรื่องจ้าด ตานีสาวจำได้ เธอบอกสายเอาไว้ว่าถ้าจบสงครามเธอจะขอคำปรึกษาสายอีกครั้ง.....

 

แต่ตอนนี้เธอไม่มีโอกาสทำเช่นนั้นแล้ว

 

และทั้งหมดเป็นเพราะเธอ

 

ถ้าเธอไม่คะยั้นคะยอให้เก็บผู้บัญชาการยมทูตไว้ ถ้าเธอไม่ไปสอบสวนด้วยตัวเอง ถ้าเธอเชื่อสายแล้วซ่อนอยู่กับที่รอให้เครื่องบินทิ้งระเบิดมาช่วย ถ้าเธอมองออกเสียก่อนว่าอุปกรณ์ป้องกันนั่นจะใช้ไม่ได้ ถ้าเธอลอยให้เร็วกว่านั้นหรือพยายามลอยหลบหลีกเพื่อไม่ให้ถูกยิง ถ้าเธอฟื้นคืนสติเร็วกว่านั้น ถ้าเธอพกยาสมานแผลไปมากกว่านั้น สายก็คงไม่สลายไป....

 

ทำไมตอนนั้นเธอถึงทำแบบนั้นลงไป ทำไมเธอถึงไม่ทำอย่างอื่น คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในหัวของราชินีตานี ก่อนจะจบลงที่ข้อสรุป ถ้าเธอไม่ทำแบบที่ทำไปเมื่อสองวันก่อน สายก็คงไม่สลายไป.....

 

น้ำใสรื้นขึ้นมาในดวงตาเรียวสะท้อนประกายสีเขียว ก่อนจะไหลลงมาอาบแก้มอีกครั้ง....

 

เสียงดังสวบสาบที่ประตูดึงราชินีตานีออกจากห้วงอารมณ์อันหมองหม่น กระดาษเอสี่แผ่นหนึ่งถูกสอดเข้ามาในช่องระหว่างประตูกับพื้นพรม เด็กสาวหน้าจืดเดินไปดู แล้วเธอก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นชื่อจ้าดอยู่ที่ท้ายกระดาษ ความไม่สบอารมณ์พุ่งขึ้นมาในอก หมอนี่คิดจะฉวยโอกาสตอนที่เธอกำลังอ่อนแออีกแล้วหรือ เขายังไม่รู้สึกอีกหรือไงกัน

 

อย่างไรก็ตาม เด็กสาวหน้าจืดก็ตัดสินใจหยิบมันขึ้นมา เดินกลับไปทรุดตัวลงนั่งที่เดิมก่อนจะเริ่มต้นอ่าน ลายมือหวัดๆของจ้าดยังคงอ่านยากเหมือนเดิม

 

“กล้วย เราพอจะเดาได้ว่าตอนนี้กล้วยคิดอะไร กล้วยคงกำลังโทษตัวเองว่าเป็นคนทำให้อุ๊ยสายต้องสลายไปใช่มั้ย

 

เราไม่คิดแบบนั้น คนอื่นๆก็ไม่มีใครคิดแบบนั้น

 

ถ้ากล้วยจะคิดว่าการที่กล้วยยืนยันให้เก็บหัวหน้ายมทูตไว้ทำให้อุ๊ยสายต้องสลายไป เปล่าเลย ต่อให้ไม่สอบสวนหัวหน้ายมทูต ถ้าฝ่ายผีร้ายจะใช้แผนการแบบนั้น มันก็รอให้เราเคลื่อนพลเข้าไปเขลางค์ก็ได้ ทีนี้อาจจะไม่ใช่แค่อุ๊ยสายที่หายไป แต่อาจจะมีกล้าย น้ำว้า น้ำไท หมิง ฟ้า แพร แก้ว แล้วก็คนอื่นๆทั้งหมดด้วย

 

ถ้ากล้วยจะคิดว่าแผนการรบที่กล้วยวางเมื่อวันนั้นทำให้อุ๊ยสายหายไป ไม่มีทาง หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคืออะไร จากที่กล้วยบอก เมื่อวันนั้นอุ๊ยสายยอมทำตามแผนของกล้วยทุกอย่างโดยไม่ได้โต้แย้งอะไรเลย ก็แปลว่าอุ๊ยสายยอมรับว่าแผนของกล้วยดีแล้ว เสนาธิการทหารเก่าอย่างอุ๊ยสายคงไม่ยอมรับแผนอะไรว่ามันดีง่ายๆหรอกถูกมั้ย ที่อุ๊ยสายต้องสลายไปไม่ใช่เพราะแผนการของกล้วยหรอก เพราะพวกผีร้ายมีเยอะเกินไปต่างหาก และนั่นก็ไม่ใช่ความผิดของกล้วยเลยสักนิด

 

ที่สำคัญที่สุด กล้วยก็บอกเองว่าอุ๊ยสายโทรจิตมาเป็นครั้งสดท้ายก่อนจะสลายไป อุ๊ยสายบอกว่ากล้วยต้องชนะแน่ คิดว่าอุ๊ยสายจะพูดออกมาโดยที่ไม่ได้รู้สึกแบบนั้นจริงๆน่ะเหรอ จริงอยู่มันอาจจะดูเป็นการให้กำลังใจให้พร แต่เราคิด และกล้ายก็คิดเหมือนกันว่าบุคลิกแบบอุ๊ยสาย ถ้าไม่ได้คิดแบบนั้นจริงๆ อุ๊ยสายก็คงจะบอกจุดอ่อนหรือเตือนกล้วยเป็นครั้งสุดท้ายมากกว่า ไม่พูดอะไรแบบนี้แน่นอน

 

อย่าโทษตัวเองเลยนะกล้วย เราขอร้อง และทุกคนก็ขอร้องเหมือนกัน จะเศร้าก็ได้ เราทุกคนเศร้ากันหมด แต่อย่าโทษตัวเอง อย่าคิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของทุกอย่างจนต้องเสียใจยิ่งกว่าเดิมเลยนะกล้วย

 

เราพอจะเดาได้อีกอย่าง ว่ากล้วยคงคิดว่าเราทำแบบนี้เพราะคิดจะฉวยโอกาสตอนที่กล้วยกำลังอ่อนแอใช่มั้ย ถ้ากล้วยจะคิดแบบนั้นก็แล้วแต่กล้วย ถ้ากล้วยจะเกลียดเราเพราะเรื่องนี้ก็แล้วแต่กล้วย เราทำอะไรไม่ได้ พูดอะไรไปกล้วยก็คงไม่เชื่อ ไม่ใช่แค่กล้วย เราบอกกล้ายไปแล้วเขาก็ไม่เชื่อ แต่เราอยากให้กล้วยรู้ ว่าเราเขียนจดหมายนี่ขึ้นมาเพราะอยากให้กล้วยรู้สึกดีขึ้น เราไม่อยากเห็นกล้วยต้องกลับไปทนทุกข์ทรมานกับสิ่งที่กล้วยคิดไปเองว่าเป็นความผิดของกล้วยเหมือนเมื่อก่อนหน้านี้อีกแล้ว ทุกคนก็เหมือนกัน

 

จ้าด”

 

“บ่าจ้าดง่าว” เด็กสาวหน้าจืดสะอึกสะอื้น น้ำใสจากดวงตาไหลหยดลงบนกระดาษแผ่นนั้นจนเป็นด่างดวง “บ่าจ้าดง่าว ง่าวที่สุด.....”

 

กว่ากล้วยจะหยุดร้องไห้ได้ก็ดึกมากแล้ว ตานีสาวโผเผลุกขึ้น มือขยี้ตาที่บวมเป่งแดงก่ำ ก่อนจะเดินสะโหลสะเหลออกจากห้องประชุมเพื่อกลับไปยังตึกนอน แต่ก่อนที่เธอจะเดินไปถึงประตูห้อง โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าก็สั่นเตือน เด็กสาวหน้าจืดหยิบขึ้นมาดู แล้วก็พบว่าเป็นการติดต่อจากเดือน

 

“มีอะหยังเจ้า” ราชินีตานีพิมพ์ตอบ ปกติเดือนไม่ใช้การโทรอยู่แล้วเพราะเสี่ยงเกินไป แม้ตอนนี้นางกับเอื้องดูจะหันกลับมาช่วยฝ่ายเธอก็ตาม

“นางอยากคุยด้วย ตอนนี้สะดวกคุยมั้ย มีใครอยู่แถวนั้นอีกมั้ย”

“บ่มีเจ้า จะคุยจะได พิมพ์หรือโทรเจ้า”

“วิดีโอคอลกันเลย เห็นหน้ากันน่าจะเข้าใจผิดกันยากที่สุด”

“ทางข้าเจ้าปลอดภัย แต่ทางปู้นปลอดภัยแน่กาเจ้ายะจะอั้น”

“นางบอกว่าปลอดภัย ก็คงปลอดภัยแหละ”

“จะอั้นรอแป๊บนึงเน่อเจ้า”

 

ตานีสาวหน้าจืดลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมาเข้ามุมที่มืดที่สุดในห้อง เธอยังไว้ใจนางไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และต่อให้นางจะไม่คิดร้าย แต่เธอก็ไม่รู้ว่าตนอื่นๆของทางฝั่งนั้นจะมีลูกเล่นอะไรโดยที่นางไม่รู้หรือเปล่า ดังนั้นคงต้องปลอดภัยไว้ก่อนให้มากที่สุด

 

“โอเคเจ้า” กล้วยตอบเมื่อเธอเช็กกล้องว่าอีกฝ่ายจะมองไม่เห็นอะไรนอกจากใบหน้าของเธอแล้ว “โทรมาได้เลย”

 

อีกฝ่ายกดโทรกลับมาทันทีเหมือนเฝ้าดูหน้าจออยู่ กล้วยกดรับ แล้วใบหน้าของนางก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ แม้ภาพจะไม่ได้รายละเอียดสูงอะไรมาก แต่เธอก็มองเห็นได้ชัดเจนว่าใบหน้าสวยราวกับนางฟ้าของหัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้โทรมและเศร้าหมองพอๆกับเธอ เบื้องหลังเธอ เอื้องและเดือนมองเข้ามาในกล้องด้วยเช่นกัน

 

“กล้วย ได้ยินข้าก่อ”

“ได้ยิน”

“บ่ได้เจอกันนานเลยเน่อ” เสียงของนางมีแววเศร้าสร้อย คล้ายกับการทักทายสายเมื่ออาทิตย์ก่อนที่วิญญาณสาวหน้าหวานอัดมาให้เธอฟัง

“อื้ม นางกับเอื้องก็เหมือนกัน” เด็กสาวหน้าจืดไม่รู้ว่าจะตอบอะไรไปดี

“อุ๊ยสาย....” ตานีสาวคนสวยหยุดกลืนน้ำลายเล็กน้อย ชื่อของอดีตอาจารย์ผู้ล่วงลับทำให้อะไรแข็งๆขึ้นมาจุกอยู่ในลำคอ “....เปิ้นคงบอกกล้วยแล้วแม่นก่อ ว่าหมู่เฮาอยากจะช่วยกล้วย”

“บอกแล้ว” กล้วยพยักหน้าช้าๆ ในลำคอของเธอก็มีอะไรจุกอยู่เช่นกัน

“หมู่เฮาตัดสินใจแล้ว” หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้พูดหนักแน่น “หมู่เฮาจะส่งเรือดำน้ำที่เหลืออยู่ทุกลำไปหื้อกล้วย ขับเป็นอยู่แม่นก่อ”

 

“เป็นน่ะเป็น แต่ยังเหลือเรือดำน้ำอยู่ด้วยก๋า”

ราชินีตานีขมวดคิ้ว อู่เรือดำน้ำของตานีอยู่ในแม่น้ำตานใจกลางเมือง ต่อให้เหลือรอดจากตอนสวนกล้วยแตกเหมือนเครื่องบินกับรถถัง แต่ก็ไม่น่าเหลือรอดทั้งม็อบต่อต้านตานี กองกำลังเวียงตาน และนรกแตกมาจนถึงป่านนี้ได้

 

“ยังอยู่ เท่าที่ฮู้ประจิมก็บ่ฮู้ด้วยว่าหมู่เฮามีเรือดำน้ำ หมู่ผีร้ายก็บ่ฮู้ เพราะตอนสวนกล้วยแตกก็บ่ได้ใช้เลย” นางตอบ “ตอนนี้มีเรือดำน้ำลำเลียงแปดลำ เรือดำน้ำขีปนาวุธสี่ แล้วก็เรือดำน้ำตอร์ปิโดอีกสอง”

 

ราชินีตานีนึกภาพตามที่เพื่อนสาวพูด สองอย่างหลังเธอไม่ได้สนใจนัก อย่างแรกมากกว่าที่น่าจะทำประโยชน์ให้พวกเธอได้ เรือดำน้ำลำเลียงของตานีนั้นลำใหญ่มหึมาถึงขนาดใส่รถถังสิบคันเข้าไปได้สบายๆ แล้วนี่มีถึงแปดลำ เธอบุกด้วยการใช้เรือดำน้ำลำเลียงพลขึ้นบกอย่างเดียวยังอาจจะได้เลยด้วยซ้ำ

 

“ขอบคุณมากเน่อที่อยากช่วย แต่นางจะส่งมาหื้อหมู่เฮาจะได” เด็กสาวหน้าจืดถามกลับ “จะขับมาหื้อหมู่เฮาก๋า ถ้าจะยะแต๊ก็บ่มีปัญหาหรอกเน่อเดี๋ยวข้าเจ้าบอกหน่วยรักษาความปลอดภัยไว้หื้อก่อน แต่นางกับเอื้องก็อยู่กลางเขา แล้วถ้าหายไปนานๆประจิมจะบ่สงสัยเอาก๋า”

“ขนาดกล้วยยังใช้เครื่องบินบังคับวิทยุได้ คึดว่าหมู่เฮาจะบ่มีระบบจะอั้นติดตั้งกับเรือดำน้ำกา” ริมฝีปากอิ่มของตานีสาวคนสวยมีรอยยิ้มบางๆฉาบอยู่แวบหนึ่ง “หมู่เฮาส่งไปหื้อตอนนี้ยังได้เลย ตอนนี้แม่น้ำตานก็ยังเป็นน้ำแข็งอยู่ด้วย ยิ่งบ่ต้องระวังคลื่น แต่ถึงจะบ่เป็นน้ำแข็ง ถ้าอยู่ในช่วงใบไม้ผลิที่น้ำแข็งละลายก็บ่มีคลื่นอยู่ดีแหละ แม่น้ำตานลึกพอ พอเรือไปถึงแล้วกล้วยก็ค่อยถอดอุปกรณ์นั่นออกอีกที จะได้สบายใจว่าข้าควบคุมบ่ได้”

“แล้วสภาพเรือล่ะ เอทานอลอีกล่ะ จะเติมจะได คงบ่บอกว่ามีหุ่นยนต์เติมเอทานอลหรอกเน่อ”

“บ่มี แต่บ่ต้องห่วงหรอกน่ากล้วย” หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ตัดบท “หมู่เฮาจัดการไว้หมดแล้ว บ่อั้นข้าบ่ติดต่อมาหากล้วยจะอี้หรอก”

“จะอั้น.... ก็ขอบคุณมากเน่อ” กล้วยค้อมหัวให้เพื่อนสาวที่อีกฟากหนึ่งของการติดต่อน้อยๆ

“บ่เป็นอะหยัง ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการชดใช้ความผิดละกัน ถึงจะบ่พอก็เถอะ....”

“ถ้าจะอั้น ส่งลงมาที่เชียงม่วน สักมะรืนนี้นับจากนี้ได้ก่อ ข้าเจ้าจะได้กระจายข่าวหื้อหน่วยต่างๆเตรียมตัวทัน บ่อั้นหมู่เปิ้นยิงเรือเสียหายไปเสียดายแย่”

“ได้ คืนก่อนวันนั้นข้าจะโทรมายืนยันอีกทีเน่อ”

“เอ้อนาง ข้าเจ้ามีอีกเรื่องอยากถาม” เด็กสาวหน้าจืดรีบพูดเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าเหมือนกำลังจะบอกลา “นางพอจะฮู้ก่อว่าอุปกรณ์ป้องกันระเบิดพลังงานวิญญาณนี่มีระบบอะหยังล็อกไว้ก่อ ในเมืองเขลางค์อุ๊ย.... อุ๊ยสายกับข้าขโมยมาจากศพทหาร แต่หมู่เฮาใช้บ่ได้ อุ๊ยสายเลยถูกยิง.....”

“มี” นางพยักหน้า “ตอนที่ข้าช่วยออกแบบ คึดอยู่แล้วว่าจะต้องมีฝ่ายกล้วยยะจะอี้ เลยใส่ระบบล็อกตัวตนไว้หื้อใช้ได้กับสัญญาณพลังงานวิญญาณหนึ่งๆเท่านั้น อู้ง่ายๆก็คือมีแต่เจ้าของเท่านั้นที่ใช้ได้ บ่ต้องอู้ถึงกล้วยกับอุ๊ยสาย แม้แต่ทหารตนอื่นก็ยังใช้บ่ได้เลย บ่คึดว่าจะกลายเป็นยะหื้ออุ๊ยสายต้องสลายไปจะอี้ ขอสุมานักๆเน่อ ถ้าวันนั้นข้าบอกอุ๊ยสายเรื่องนี้ไปก็คง.....”

“บ่เป็นอะหยัง บ่แม่นความผิดของนาง” ราชินีตานีตอบ เธอยิ้มให้อีกฝ่ายน้อยๆ แม้น้ำตาจะเริ่มเอ่อคลอขึ้นมาอีกแล้วก็ตาม “ขอบคุณมากเน่อสำหรับข้อมูลแล้วก็ความช่วยเหลือ ถ้านางกับเอื้องอยากปิ๊กมา หมู่เฮายินดีต้อนรับเสมอเน่อ ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงอะหยังก็มาอู้มาปรึกษากัน ข้าเจ้าบ่อยากหื้อหมู่เฮาต้องเป็นศัตรูกันจะอี้ต่อไป”

“ขอบคุณมากเน่อกล้วย แต่หมู่เฮา.... บ่สิ ข้าปิ๊กไปบ่ได้หรอก อย่างน้อยก็ตอนนี้” ตานีสาวคนสวยถอนหายใจเฮือกจนอกกระเพื่อม เธอไม่ทันเห็นสายตาอิจฉาแม้จะยังเศร้าสร้อยอยู่ของอีกฝ่าย “ข้ายะจะอั้นไว้กับกล้าย เปิ้นคงบ่ยกโทษหื้อข้าง่ายๆ”

“ฝากข้าเจ้าไปขอสุมาก็ได้เน่อ กล้ายยอมฟังอยู่แล้วถ้าเป็นข้าเจ้า”

“ฝากไปขอสุมามันบ่เหมือนขอสุมากันซึ่งหน้าเน่อ” หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ส่ายหน้า “กล้วยก็อย่าเพิ่งอู้อะหยังกับเปิ้นด้วย บ่ต้องอู้ว่าข้าขอสุมาหรือสำนึกผิดอะหยัง ข้าอยากขอสุมาเปิ้นด้วยตัวเอง”

“จะดีก๋านาง” ตานีสาวหน้าจืดถาม เสียงของเธอหม่นลงในประโยคต่อมา "นางก็ฮู้นี่ว่าหันหน้ากันหลัดๆก็อาจจะบ่มีโอกาสเจอกันอีกแล้ว อยากยะอะหยังอยากอู้อะหยังก็อู้ตั้งแต่ตอนนี้เลยบ่ดีกว่าก๋า"

“บ่เป็นอะหยังหรอก ข้าตัดสินใจแล้ว อีกอย่าง ถ้าอู้ไปเปิ้นก็อาจจะคึดว่ากล้วยช่วยอู้หื้อข้า จะยิ่งผิดใจกันอีกเปล่าๆ” นางตอบช้าๆ "สัญญาเน่อกล้วยว่าจะบ่บอกเปิ้น"

กล้วยลังเล แต่ในที่สุดเธอก็พยักหน้า "อื้ม ก็ได้"

“ขอบคุณมากเน่อกล้วย" ตานีสาวคนสวยยิ้มเศร้าๆ "แต่ที่ข้าบ่อยากปิ๊กไปก็บ่แม่นแค่เรื่องนั้น ยังมีเรื่องอื่นที่ข้ายะไว้กับทุกตนอีก ยิ่งตอนนี้มีเรื่องอุ๊ยสายเพิ่มเข้ามาด้วย บ่ว่าจะได ข้าก็เป็นส่วนหนึ่งที่ยะหื้ออุ๊ยสายต้องแตกสลายไป ปิ๊กไปทางปู้นก็คงบ่มีผู้ได๋ยอมรับข้าหรอก”

“บ่หรอก ถ้านางสำนึกผิดแล้วจะมาเป็นพวกเดียวกับหมู่เฮาแต๊ๆ ข้าเจ้าแน่ใจว่าตนอื่นบ่มีปัญหา”

“ก็ยังมองโลกตรงไปตรงมาเกินกว่าเหตุอยู่เหมือนเดิมเน่อกล้วย” นางถอนหายใจอีกรอบ “เอาเถอะ จะไดๆข้าก็คงยังบ่ปิ๊กไป แต่ข้าว่าดีซะอีก จะได้ส่งข้อมูลไปหื้อกล้วยได้”

“แต่มันอันตรายเน่อ ช่วยหมู่เฮาแต่ยังอยู่ทางปู้น ประจิมฮู้ขึ้นมาจะเอาตัวบ่รอดกันหมดเน่อ”

“เอื้องกับข้าหาทางหนีทีไล่ได้อยู่แล้ว บ่ต้องเป็นห่วง” หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ตอบ “ส่วนเอื้อยเดือน เปิ้นยังอยากอยู่กับหมู่เฮา หมู่เฮาจะดูแลเอง แต่ถ้าเกิดอะหยังขึ้นที่ดูแล้วบ่น่าไว้ใจแต๊ๆ ก็ขอหื้อเอื้อยเดือนปิ๊กไปเน่อ”

“อื้ม ได้” เดือนพยักหน้าเมื่อตานีสาวคนสวยหันมาพูดด้วยในประโยคสุดท้าย ก่อนจะหันไปพูดกับราชินีตานีในหน้าจอ “กล้วย ขอโทษนะ พี่อยากอยู่เป็นเพื่อนนางกับเอื้อง แล้วจะได้ช่วยประสานงานด้วย คงไม่ว่ากันนะ”

“บ่เป็นอะหยังเจ้า แต่ก็ดูแลตัวเองดีๆเน่อเจ้า หมู่เฮาทุกตนทางนี้เป็นห่วงเน่อ”

“อื้ม ขอบคุณมากนะ”

“จะอั้นก็ ลาก่อนเน่อกล้วย” นางบอกลา แววอาลัยอาวรณ์เจือเข้ามาในน้ำเสียงอีกครั้ง “หวังว่าครั้งต่อไปที่เจอกันจะบ่ได้อยู่ในฐานะศัตรูอีกแล้วเน่อ”

“ข้าเจ้าก็หวังจะอั้นเหมือนกัน ดูแลตัวเองเน่อนาง ขอบคุณนักๆ”

 

เด็กสาวคนสวยโบกมือน้อยๆให้เพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ ก่อนที่หน้าจอวิดีโอคอลจะดับลง กล้วยเดินกลับไปวางมือถือลงที่โต๊ะ นั่งลงกับเก้าอี้อีกตัวก่อนจะถอนหายใจยาว แต่ในหัวคิดหาความเป็นไปได้ต่างๆในการใช้เรือดำน้ำอย่างรวดเร็ว ตอนนี้อุปสรรคใหญ่ๆในการทำสงครามของพวกเธอมีอยู่สองอย่าง หนึ่งคืออุปกรณ์ป้องกันพลังงานวิญญาณนั่น และอีกหนึ่งคือเส้นทางการเดินทัพ

 

แรกเริ่มเดิมที กองกำลังตานีมีเพียงรถถังกับเครื่องบิน การเดินทัพก็มีเพียงไม่กี่เส้นทาง หนึ่งคือบุกตามเส้นแม่น้ำตาน จากเชียงม่วนผ่านเขลางค์ขึ้นไปยังตานนะคอน ส่วนเส้นทางที่สองคือฝ่าเทือกเขาไปยังหลวงน้ำทาหรือเชียงพิงค์ แล้วจึงค่อยวกกลับมายึดตานนะคอนอีกครั้ง

 

ทั้งสองเส้นทางต่างไม่เหมาะกับรถถังเลย การบุกฝ่าเขานั้นแม้จะเป็นไปได้ แต่ก็เส่ยงต่อการถูกลอบโจมตี แถมยังเปลืองเชื้อเพลิงและส่งผลร้ายต่อสภาพชิ้นส่วนต่างๆของรถถังด้วย ส่วนการบุกไปตามแม่น้ำนั้นก็ไม่เหมาะพอๆกัน เพราะมีเมืองตั้งแต่ขนาดกลางไปจนถึงมหานครขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตลอดทาง และราชินีตานีก็รู้ว่าการรบในเมืองนั้นไม่เหมาะกับรถถังซึ่งเหมาะกับการรบในที่โล่งกว้างเท่าไหร่นัก แม้รถถังของตานีจะถูกออกแบบมาให้รบทั้งในที่โล่งและการรบในเมือง  แต่ความไม่คล่องตัวเป็นข้อจำกัดโดยพื้นฐานของรถถังอยู่แล้ว จะออกแบบเลี่ยงยังไงก็ยังคงเหลืออยู่

 

ตานนะคอนกับเชียงม่วนนั้นยังว่าไปอย่าง เพราะทั้งสองที่เป็นมหานครขนาดใหญ่ที่สุดอันดับหนึ่งและสองของรัฐ แถมยังถูกวางผังเมืองมาอย่างดี ถนนจึงกว้าง แยกต่างๆก็กว้าง ทางเท้าก็กว้าง แถมยังมีจตุรัสและที่โล่งต่างๆมากมาย ทั้งสองเมืองจึงมีที่มากพอให้รถถังยืดเส้นยืดสายได้ แต่เขลางค์และเมืองอื่นๆตามรายทางนั้นไม่ต้องพูดถึงเลย มิหนำซ้ำ พื้นที่ของแทบทุกเมืองนอกจากมหานครทั้งสองและเขตอุตสาหกรรมบ้านเขลางค์ก็ตั้งอยู่ในหุบเขา มีเนินและที่สูงๆต่ำๆเต็มไปหมด ซึ่งก็ยิ่งไม่เหมาะกับการรบด้วยรถถังเข้าไปอีก

 

ยังไม่พูดถึงอันตรายจากการซุ่มโจมตีอีก โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมบ้านเขลางค์ที่มีทั้งแทงก์น้ำมันและสารเคมีอันตรายนับล้านๆลิตร จุดระเบิดขึ้นมาทีได้มีปลิวทั้งกองทัพ ยังไม่นับไอสารเคมีที่จะลอยไปสร้างความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและธรรมชาติให้รัฐอื่นอีก

 

ครั้นจะใช้เครื่องบินช่วยลำเลียงหรือโจมตี เครื่องบินก็เป็นยุทโธปกรณ์ที่แพงแสนแพง ทั้งค่าตัวเครื่องและปริมาณเชื้อเพลิงที่มันต้องใช้ มิหนำซ้ำยังเปราะบางที่สุดอีกด้วย ลำเลียงแต่ละรอบก็ใส่รถถังได้อย่างมากสามคัน และที่สำคัญที่สุด พวกมันถูกตรวจจับได้ด้วยเรดาร์แทบจะทันทีที่บินขึ้น พวกเธอไม่อาจพึ่งเครื่องบินได้ทั้งหมดแน่นอน

 

แต่เรือดำน้ำตอบโจทย์เหล่านี้ได้แทบทุกอย่าง พวกเธอสามารถขนรถถังผ่านทุกเมืองเข้าไปยังตานนะคอน หรืออาจจะเลยจากตรงนั้นไปอีกก็ยังได้ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านภูมิประเทศล่อแหลมเหล่านั้นเลยสักนิด เพราะแม่น้ำตานนั้นลึกและกว้างพอที่จะล่องเรือดำน้ำไปจนถึงเชียงพิงค์ซึ่งอยู่ทางต้นน้ำจากตานนะคอนไปเกือบร้อยยี่สิบกิโลเมตรด้วยซ้ำ และเท่าที่เธอรู้มา เชียงพิงค์เองก็มีกองกำลังรักษาอยู่เพียงไม่มาก ด้วยเหล่าผีร้ายคงไม่คิดว่าเธอจะโจมตีเมืองที่อยู่ไกลขนาดนั้นได้ ซึ่งจริงๆก็เป็นความคิดที่ถูก อย่างน้อยก็สำหรับสถานการณ์ก่อนหน้านี้

 

ยิ่งกว่านั้น เครื่องยนต์เรือดำน้ำของพวกเธอก็ใช้ไฟฟ้า ทำให้มันเงียบและยากต่อการตรวจจับ และเธอก็ไม่คิดว่าเหล่าผีร้ายจะมีโซนาร์หรืออุปกรณ์ตรวจจับเรือดำน้ำด้วย แม้แต่กองทัพเวียงตานยังมีเพียงเรือตรวจการณ์แม่น้ำเพียงไม่กี่ลำเท่านั้น ใครจะคิดว่าเรือดำน้ำลำใหญ่ๆจะเข้ามาในแม่น้ำที่ห่างไกลทะเลแบบนี้กันเล่า แม้แต่ตัวเธอเอง ตอนที่เรียนเกี่ยวกับเรือดำน้ำเธอยังประหลาดใจเลยด้วยซ้ำ

 

และในเมื่อไม่มีใครคาดคิด การบุกโดยใช้เรือดำน้ำก็สามารถใช้ความประหลาดใจเป็นอาวุธได้อีกอย่างหนึ่งด้วย ต่อให้หมู่ผีร้ายรู้จากทางไหนสักทางว่านางให้เรือดำน้ำพวกเธอมา แต่การโผล่ขึ้นมายกพลขึ้นบกแบบสายฟ้าแลบก็น่าจะทำให้พวกมันตั้งตัวไม่ติดบ้างแหละน่า

 

ก็เหลืออุปสรรคเพียงอย่างเดียว คืออุปกรณ์ป้องกันพลังงานวิญญาณนั่น.....

 

เด็กสาวหน้าจืดลุกเดินออกจากห้องประชุม มุ่งหน้าไปยังห้องเก็บของ ไม่มีใครอยู่ในตึกนั้นอีกแล้วด้วยยามนี้เกือบเที่ยงคืนแล้ว และวิญญาณแทบทุกตนก็ไปอยู่ที่เชียงม่วนกันหมด ราชินีตานีจึงไม่สวนกับใครเลยจนกระทั่งมาถึงที่หมาย และสิ่งที่เป็นจุดประสงค์ของเธอก็วางอยู่ใกล้ๆประตูห้องด้วยมันเพิ่งจะถูกนำมาเก็บไว้ในห้องนี้ไม่นาน อุปกรณ์ป้องกันพลังงานวิญญาณที่เธอฉวยมาจากศพทหารผีร้ายที่เขลางค์เมื่อสองวันก่อนนั่นเอง

 

กล้วยหยิบมันมาก่อนจะเดินกลับไปยังห้องประชุม ระหว่างเดินไปก็ยกมันขึ้นมาพินิจพิจารณาด้วย มันดูหยาบกว่าอุปกรณ์ป้องกันของพวกเธอเองพอสมควร แต่เห็นได้ชัดว่ามันประกอบขึ้นได้ง่ายกว่าและน่าจะถูกกว่า มิน่าทหารผีสิงทุกคนถึงได้มีมันไว้ประจำตัวได้

 

การไม่ได้มองดูทางและวิเคราะห์ส่วนต่างๆของอุปกณ์อย่างขะมักเขม้นทำให้ตานีสาวหน้าจืดชนพลั่กเข้ากับใครบางคน

 

“สุมาเน่อเจ้.... อ้าว กล้าย”

“ไปอยู่ที่ได๋มา” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถาม มีแววตำหนิเจืออยู่ในน้ำเสียง ดวงตาของเธอแดงช้ำเช่นเดียวกับกล้วย ตนอื่นๆและคนอื่นๆในตอนนี้ “ข้านึกว่ากล้วยอยู่ห้องประชุม จะมาตามไปนอน พอบ่หันก็นึกว่าจะเกิดอะหยังขึ้นอีกแล้ว”

“สุมาเน่อที่ยะหื้อเป็นห่วง ข้าเจ้ามาหยิบอุปกรณ์นี่เฉยๆ” ราชินีตานียกอุปกรณ์ที่ดูเหมือนจานให้เพื่อนสาวดู “จะลองดูหน่อยว่ามันยะการจะได เผื่อหมู่เฮาจะใช้อะหยังมันได้บ้าง”

“แต่กล้วยอู้เองบ่แม่นก๋าว่ามันใช้บ่ได้ แล้วจะไปดูมันยะหยังอีก” กล้ายถามกลับด้วยเสียงสูงกวาปกติเล็กน้อย “ไปๆ ไปนอนได้แล้ว เมื่อวานกล้วยก็ร้องไห้จนบ่ได้นอน พลังงานวิญญาณจะแย่เอาเน่อ”

“ข้าเจ้าบ่เป็นอะหยังหรอก บ่ต้องห่วง” เด็กสาวหน้าจืดพยายามขืนตัวต้านอีกฝ่ายที่พยายามจะลากเธอออกไปจากตึก “แต่เมื่อกี้ข้าเจ้าคุยกับนาง เปิ้นบอกว่า....”

“คุยกับนาง !?” ตานีสาวผมหางม้าหันขวับมาทันที “หมายความว่าจะได”

“ก็.... เมื่อกี้เอื้อยเดือนติดต่อมา บอกว่านางอยากอู้กับข้าเจ้า” ราชินีตานีอึกอักเล็กน้อย เธอเผลอหลุดปากไปซะได้ แต่เอาเถอะ ยังไงๆกล้ายก็ต้องรู้อยู่ดีในอีกไม่กี่วันตอนไปรับเรือดำน้ำ บอกไวก่อนเลยก็ไม่น่าจะเสียหาย “เปิ้นบอกว่าอุปกรณ์นี่มีระบบล็อกตัวตน มีแค่ผีร้ายที่เป็นเจ้าของเท่านั้นที่จะใช้ได้”

“แล้วกล้วยก็ไปเชื่อเปิ้นอีกเนี่ยก๋า !?” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถามเสียงสูงปรี๊ด “บ่สิ แล้วกล้วยยังไปอู้กับเปิ้นอีกเนี่ยก๋า !? คึดอะหยังอยู่ !?

“นางกับเอื้องอยากช่วยหมู่เฮา อุ๊ยสายก็บอกแล้วนี่” เด็กสาวหน้าจืดตอบอย่างใจเย็น เธอคาดอยู่แล้วว่าปฏิกิริยาของเพื่อนสาวคงต้องออกมาแบบนี้

“ข้าฮู้ แต่ก็บ่แม่นว่าจะเชื่อเปิ้นได้หมด บ่แม่นว่าจะไว้ใจไปอู้อะหยังกับเปิ้นเน่อ !

“กล้าย ข้าเจ้าฮู้ว่าเรื่องได๋ควรอู้บ่ควรอู้” กล้วยปรามเพื่อนสาวด้วยเสียงดุๆ “และข้าเจ้าก็คึดว่าข้าเจ้าดูออกว่านางอยากช่วยหมู่เฮาแต๊ก่อ”

“ดูออกก๋า” ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมหรี่ลง "แล้วตอนนั้นที่โดนเปิ้นจับไปล่ะ จะอั้นเรียกดูออกก๋า”

“เอ่อ เรื่องนั้นก็....” ราชินีตานีถึงกับไปไม่เป็นเมื่ออีกฝ่ายขุดเรื่องที่เธอพลาดในอดีตมาเล่นงาน “แต่อย่างน้อยหมู่เปิ้นก็ร้องไห้เหมือนหมู่เฮา หมู่เปิ้นก็ฮักอุ๊ยสายเหมือนหมู่เฮา เรื่องนี้ข้าเจ้าบ่คึดว่าจะมองผิดหรอก”

“ที่เปิ้นจับตัวกล้วยไป จะฆ่ากล้วยตอนนั้นก็เพราะเปิ้นฮักอุ๊ยสายเหมือนกันนั่นแหละ”

“เอาเหอะๆ เอาเป็นว่าเปิ้นบอกมาจะอี้ แล้วโดยพฤติการณ์แล้วข้าเจ้าก็คึดว่าน่าจะเชื่อเปิ้นได้ ก็ลองเชื่อเปิ้นไปก่อนละกัน” กล้วยตัดบทเมื่อคิดว่าคงเถียงไม่ชนะเพื่อนสาวแน่นอน ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องเมื่อเห็นอีกฝ่ายดูท่าจะไม่ยอมจบกับเธอด้วย “กล้ายมาช่วยข้าเจ้าดูอุปกรณ์นี้ดีกว่า ดูสักครึ่งชั่วโมงถ้าบ่ได้อะหยังก็ไปนอนกัน”

 

กล้ายยังขมวดคิ้วมุ่นทำท่าจะใส่เพื่อนสาวต่อ แต่ในที่สุดเธอก็ถอนหายใจ

 

“เอาเหอะ อุ๊ยสายไว้ใจเปิ้น กล้วยก็ไว้ใจเปิ้น ข้าก็จะยอมกล้วยไปก่อนละกัน แต่อย่าคึดว่าข้าจะยอมยกโทษหรือยอมไว้ใจเปิ้นเน่อ”

“อื้ม ข้าเจ้าเข้าใจความฮู้สึกของกล้ายอยู่” กล้วยพยักหน้า “ไปเหอะ ไปแยกส่วนบ่าอันนี้กัน”

 

 

“อืม.... แต๊อย่างที่กล้วยว่า มีวงจรวิเคราะห์สัญญาณวิญญาณอยู่ในนี้”

กล้ายเอ่ยขึ้นหลังจากจดๆจ้องๆ วงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่แกะออกมาจากอุปกรณ์รูปจานมาได้เกือบสิบห้านาที เด็กสาวหน้าจืดละสายตาจากแว่นขยายเดินมาหาเพื่อนสาว เธอเองก็กำลังวิเคราะห์แผงวงจรและชิ้นส่วนอีกส่วนหนึ่งอยู่เช่นกัน แต่ด้วยความถนัดของเธอเป็นเครื่องกล ไม่ใช่เรื่องไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เหมือนเพื่อนสาว ก็ทำให้ยังวิเคราะห์ไม่ได้อะไรมากนัก

 

“วงจรวิเคราะห์สัญญาณวิญญาณนี่ขวางระหว่างตัวรับพลังงานวิญญาณกับหน่วยประมวลผลแล้วก็ตัวขยาย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมอธิบายต่อ เธอคงไม่ทันสังเกตเครื่องหมายคำถามบนใบหน้าของอีกฝ่าย “อุปกรณ์นี้คงจะใช้พลังงานวิญญาณของเจ้าตัวมาสร้างม่านพลังงาน แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้นได้ก็ต้องผ่านตัวเช็กนี่ก่อน กล้วยกับอุ๊ยสายเลยใช้บ่ได้”

“มีวิธีเลี่ยงวงจรนี้ก่อ”

“เท่าที่ดู ถอดวงจรนี้ออกไปเฉยๆก็อาจจะได้ แต่เพื่อความปลอดภัยเดี๋ยวข้าจะลองดูโค้ดในตัวชิปนี่ก่อนละกัน บางทีอาจจะลบโค้ดแล้วใช้ได้เลยก็ได้” เด็กสาวผมหางม้าตอบ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามเพื่อนสาว “ว่าแต่กล้วยจะเอาไปยะอะหยัง อุปกรณ์ป้องกันของหมู่เฮาก็มีนี่”

“อุปกรณ์ป้องกันของหมู่เฮาสร้างยากกว่า ตั้งแต่คึดค้นมาได้จนถึงตอนนี้สร้างมาได้แค่บ่กี่สิบอัน แต่บ่าอันนี้หมู่ผีร้ายผลิตมาเป็นร้อยๆพันๆอันในเวลาบ่นาน ข้าเจ้าอยากจะฮู้ว่ายะได้จะได”

“อาจจะสร้างยากพอๆกันแต่หมู่มันแอบซุ่มผลิตมานานแล้วก็ได้”

“ก็เป็นไปได้ แต่ยังมีอีกอย่าง” ตานีสาวหน้าจืดพูดต่อ “ในเมื่อทหารผีสิงทุกนาย หรืออย่างน้อยก็หลายตนมากๆ ถืออุปกรณ์นี่อยู่ ข้าเจ้าก็อยากลองหาทางที่จะทะลุม่านพลังงานวิญญาณนี่หื้อได้ บ่อั้นอาวุธทุกอย่างของหมู่เฮาก็จะยะอะหยังเปิ้นบ่ได้เหมือนวันนั้นอีก ก็เท่ากับหมู่เฮารบต่อบ่ได้เลย และถ้าจะคึดหาทางนั่นหื้อใช้ได้แต๊ๆ ก็ต้องทดสอบกับอุปกรณ์ของหมู่มันโดยตรงบ่แม่นของหมู่เฮาถูกก่อ”

“อืม ก็พอเข้าใจอยู่เน่อ” กล้ายพยักหน้าช้าๆ “แต่ไว้พรุ่งนี้ได้ก่อ ข้าง่วงมากแล้ว ตาจะปิด”

“อื้มๆ บ่เป็นอะหยังๆ สุมานักๆเน่อ ข้าเจ้าก็ลืมไปว่ากล้ายจะมาตามข้าเจ้าไปนอน”

“กล้วยก็ต้องไปนอนด้วยเหมือนกัน” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเบรกเสียงเข้มเมื่อเห็นเพื่อนสาวทำท่าจะเดินกลับไปยังโต๊ะแว่นขยายของเธอ “อย่ามายะเป็นเนียน”

“ข้าเจ้าขออีกแป๊บเดียวเอง”

“บ่ได้ ปล่อยไว้เดี๋ยวก็โต้รุ่งอีก ไปกับข้าเดี่ยวนี้ !” ไม่พูดเปล่า ตานีสาวผมหางม้าเดินมาลากแขนเพื่อนสาวด้วย

“ก็หมู่เฮาต้องรีบนี่ บ่อั้นจะบ่ทัน ขออีกสักยี่สิบนาทีน่า....” เด็กสาวหน้าจืดเริ่มออกอาการงอแงอย่างที่ไม่ค่อยจะมีใครได้เห็นบ่อยนัก “แล้วหมู่เฮาก็บ่ได้มีแค่เรื่องนี้เน่อ ต้องไปแจ้งข่าวหื้อตนอื่นๆฮู้เรื่องเรือดำน้ำ แล้วก็เตรียมการรับอีก ถ้าบ่รีบจะ....”

“เรือดำน้ำ ?” กล้ายหันขวับแล้วปล่อยแขนเพื่อนสาวเหมือนเมื่อเกือบครึ่งชั่วโมงที่แล้วอีกครั้ง “เรือดำน้ำอะหยัง”

“นางบ่ได้แค่บอกข้าเจ้าเรื่องนี้” เด็กสาวหน้าจืดสบโอกาสรีบเดินออกจากรัศมีคว้าแขนของเพื่อนสาว “ที่นางติดต่อมาใจความสำคัญคือเปิ้นจะส่งเรือดำน้ำที่เหลือทั้งหมดมาหื้อหมู่เฮา”

“กล้วย” ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวหรี่ลง “นี่มันบ่น่าไว้ใจยิ่งกว่าข้อมูลเรื่องอุปกรณ์นี่อีกเน่อ ถ้านางแอบติดระเบิด หรือกล้อง หรือตัวส่งสัญญาณอะหยังไว้กับเรือดำน้ำจะว่าจะได แล้วเปิ้นจะส่งเรือมาที่นี่ ถ้าเปิ้นบ่เสี่ยงมาเองก็คงต้องติดระบบบังคับวิทยุมาอยู่แล้ว บ่แม่นแค่มีตัวส่งสัญญาณอย่างเดียว แต่ถ้าเปิ้นเกิดใช้ระบบนั่นตอนที่หมู่เฮาใช้เรือดำน้ำอยู่ล่ะจะยะจะได มันคือหมาไม้เมืองถ่อย*ดีๆนี่เองเน่อ”

“เปิ้นบอกแล้วว่าพอเรือมาถึงก็หื้อถอดระบบบังคับวิทยุทั้งหมดออกไปเลย” ราชินีตานีตอบ “แล้วหลังจากนั้นหมู่เฮาก็ต้องเช็กหื้อแน่ใจเองอยู่แล้วด้วย ถึงได้บอกจะไดว่าหมู่เฮาต้องเตรียมอะหยังเยอะแยะ จะบ่มีเวลาหื้อมานั่งวิเคราะห์อุปกรณ์นี่เอา”

“ถึงจะอั้นก็เหอะ ข้าว่าบ่น่ารับมาเลย ข้าบ่ไว้ใจด้วยประการทั้งปวง” ตานีสาวผมหางม้าส่ายหน้า “หรือถ้ากล้วยตกลงไปแล้ว เรือออกมาแล้วก็จอดไว้แถวๆเชียงม่วนนั่นแหละ หมู่เฮาบ่ควรใช้ด้วยประการทั้งปวง”

“แต่ถ้าใช้เรือดำน้ำ ปัญหาการบุกของหมู่เฮาแก้ได้แทบทุกอย่างเลยเน่อ ทั้งเรื่องภูมิประเทศที่บ่เหมาะกับรถถัง ทั้งเรื่องการขนส่ง แล้วยังได้วิธีบุกใหม่ๆอีก”

“แล้วถ้าเกิดมันเป็นกับดักแต๊ๆมันจะคุ้มกันก๋า”

“ณ ตอนนี้ ข้าเจ้าบ่คึดว่านางจะยะจะอั้นหรอก” เด็กสาวหน้าจืดตอบหนักแน่น “ข้าเจ้าอาจจะประมาทเกินไป ข้าเจ้าอาจจะใจดีเกินไป ไว้ใจง่ายเกินไป แต่จากที่อู้กัน จากที่หันหน้ากัน ข้าเจ้าเชื่อใจนาง”

“แน่ใจก๋า” กล้ายถามย้ำ ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวจ้องมองดวงตาของอีกฝ่าย

“แน่ใจ เชื่อข้าเจ้าเถอะเน่อกล้าย ขอแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว”

 

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถอนหายใจเฮือก

 

“ก็ได้ แต่มีข้อแม้”

“อะหยัง”

“กล้วยต้องยังบ่ใช้เรือดำน้ำทุกลำ ห้ามเข้าไปในเรือดำน้ำทุกลำ จนกว่าข้าจะตรวจสอบจนแน่ใจว่านางบ่ได้ซ่อนอะหยังเอาไว้ บ่ว่าจะนานกี่วัน หรือเป็นอาทิตย์เป็นเดือนก็ตาม เข้าใจก่อ”

“อื้ม ได้ แต๊ๆข้าเจ้าก็คงบ่รีบใช้อยู่แล้วด้วย เพราะแผนที่ข้าเจ้าลองคึดไว้ก็ต้องรอหื้อแม่น้ำตานละลายก่อน บ่อั้นจะยกพลขึ้นบกบ่ได้” กล้วยยิ้มอย่างโล่งอก เธอนึกว่าข้อแม้ของกล้ายจะยุ่งยากกว่านี้เสียอีก “แต่กล้ายจะตรวจสอบเองตนเดียวเนี่ยก๋า จะไหวก๋า”

“บ่ต้องหาเรื่องช่วยข้าเลย” ตานีสาวผมหางม้าดักคออย่างรู้ทัน “ตนอื่นๆก็บ่ต้องช่วยข้า ถ้ามีอะหยังขึ้นมาก็หื้อข้าโดนไปตนเดียวก็พอ ถ้าบ่ไหวแต๊ๆเดี๋ยวข้าขอหื้ออ้ายๆฝ่ายวิศวกรรมช่วยเอง”

“ก็อย่าฝืนตัวเองเน่อกล้าย เช็กเรือดำน้ำสิบสี่ลำมันเยอะอยู่เน่อ”

“สิบสี่เลยก๋า” ดวงตาของกล้ายเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย แต่เธอก็รีบปั้นหน้าปกติเมื่อเห็นรอยยิ้มที่รอจะเสียบของอีกฝ่าย “บ่.... บ่มีปัญหานี่ ข้ายะได้อยู่แล้ว จะไดข้าจะเช็กหื้อเร็วที่สุดละกัน”

“ไว้ดูสภาพเรือค่อยว่ากันอีกรอบก็ได้ แต่จะไดๆข้าเจ้ารับข้อแม้ละกัน เพื่อความสบายใจของกล้าย”

 

“โอเค ถ้าจะอั้นก็ ไปนอน !

ตานีสาวผมหางม้าเน้นเสียงคำสุดท้ายจนแทบจะเป็นตะโกนเมื่อเห็นราชินีตานีแอบสืบเท้ากลับไปทางโต๊ะทำงาน เธอย่างสามขุมมาคว้าข้อมือเพื่อนสาวหมับ จับแน่นกว่าสองครั้งที่แล้วก่อนจะลากถูลู่ถูกังออกไปจากตึก กล้วยขัดขืนเล็กน้อยพอเป็นพิธี แต่เธอก็ยอมตามเพื่อนสาวในที่สุดด้วยไม่อยากขัดใจกล้ายไปมากกว่านี้ และเธอเองก็ไม่เหลือมุกอะไรจะให้กล้ายปล่อยเธออีกแล้วด้วย

 

“กล้าย” กล้วยเอ่ยขึ้นหลังจากพวกเธอออกมาเดินอยู่ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บด้านนอก “นา.... ฝากขอบคุณจ้าดเปิ้นด้วยเน่อ”

“เดี๋ยว คำแรกที่กล้วยจะอู้มันบ่แม่นฝากนี่”

“ข้าเจ้าอู้ผิดๆ” ราชินีตานีตอบ แม้เธอจะอยากบอกเพื่อนสาวเรื่องที่ตานีสาวคนสวยสำนึกผิด แต่นางขอร้องเธอไว้แล้ว “แต่ก็นั่นแหละ ฝากขอบคุณจ้าดเปิ้นด้วยเน่อกล้าย”

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมหันมองหน้าเพื่อนสาวน้อยๆอย่างแปลกใจ แต่เธอก็หันกลับไป ถอนหายใจหนึ่งเฮือกก่อนจะตอบ “กล้วยก็ไปขอบคุณเปิ้นเองสิ”

“บ่เอา....” ราชินีตานีตอบไม่เต็มเสียงนัก “ข้าเจ้ายังบ่พร้อมจะอู้กับเปิ้น”

“ก็บ่ต้องขอบคุณสิ”

“แต่เปิ้นยะหื้อข้าสบายใจขึ้นแต๊ๆ ถ้าบ่ได้อ่านที่เปิ้นเขียน ข้าเจ้าก็คงยังนั่งร้องไห้อยู่เหมือนเดิม” ตานีสาวหน้าจืดเหลือบตามองซ้ายมองขวาอย่างไม่สะดวกใจ “ข้าเจ้าปล่อยไปเฉยๆบ่ได้หรอก กล้ายก็ฮู้นี่ว่าข้าเจ้าถือเรื่องบุญคุณเท่าได๋”

 

กล้ายแอบยิ้มเล็กน้อย แน่นอนเธอรู้ และเธอก็เป็นคนบอกให้จ้าดทำแบบนั้นเองนั่นแหละ แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นเพราะเธอก็ยังเศร้าอยู่จนไม่รู้จะปลอบเพื่อนสาวยังไงด้วย

 

“บ่ ถ้าจะขอบคุณ กล้วยต้องอู้เอง”

“กล้าย......” ราชินีตานีลากเสียงสูง

“แค่อู้ว่าขอบคุณบ่ได้หนักหนาสาหัสจะอั้นหรอกกล้วย แล้วกล้วยก็เคยอู้ไปแล้วบ่แม่นก๋าตอนที่เปิ้นช่วยกล้วยที่ดอยสูง”

“มันก็แต๊ แต่ตอนนั้นข้าเจ้านั่งอยู่ในห้องนักบินกับเปิ้นแค่สองตน สถานการณ์มันบังคับ....”

“แล้วจะไดล่ะ นี่ก็สถานการณ์บังคับเหมือนกัน ข้านี่แหละบังคับหื้อกล้วยบอกเปิ้น”

“แต่ถ้าข้าเจ้าบอกเปิ้น เปิ้นก็อาจจะคึดว่าข้าเจ้ายอมอู้ด้วยแล้ว แล้วก็มาพยายามอู้กับข้าเจ้าอีก แล้วข้าเจ้าก็อาจจะเกลียดเปิ้นไปอีกรอบก็ได้ ข้าเจ้าบ่อยากหื้อเรื่องกลายเป็นจะอั้น.....”

 

กล้ายเหลียวมองหน้าเพื่อนสาวอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจเฮือก เธอยอมให้คราวนี้ก่อนก็ได้ อย่างน้อยก็เป็นพัฒนาการที่ดีขึ้นบ้าง

 

“ก็ได้ ข้าจะอู้หื้อ แต่แค่คราวนี้เท่านั้นเน่อ ถ้ามีคราวหน้าอีกกล้วยต้องอู้เอง”

“อื้ม ขอบคุณมากเน่อ”

 

 

แม้แทบจะมืดมิดไร้ซึ่งแสงไฟ แต่เมืองตานนะคอนก็ยังคงมองดูขาวโพลนอยู่ในแสงจันทร์

 

หิมะไม่ตกมาหลายวันแล้วด้วยความกดอากาศกำลังแรงสูงลูกเดียวกับที่เขลางค์ แต่ที่ตกมาก่อนหน้านี้ก็ทับถมกันหนากว่าสามเมตร ฝังทั้งถนนและรถยนต์ที่จอดตายมานานหลายเดือนจนแยกกันไม่ออก มีเพียงถนนบางเส้นเท่านั้นที่ยังคงมีรถและกองทหารของกองกำลังผีร้ายใช้อยู่ แต่ในยามเกือบตีสองแบบนี้มันก็มืดมิดและเงียบเชียบเช่นเดียวกัน มีเพียงทหารยามผีสิงและผีร้ายอิสระที่ลอยลาดตระเวนบ้างหลับยามบ้างอยู่เป็นระยะๆเท่านั้น

 

ริมแม่น้ำตานฝั่งที่ติดกับสวนสาธารณะสวนกล้วยประวัติศาสตร์ตานนะคอนก็เงียบเชียบเช่นกัน สวนสาธารณะซึ่งบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นที่โล่งอเนกประสงค์และที่ทิ้งเศษซากยุทโธปกรณ์ไม่มีแม้แต่ทหารยามหรือผีร้ายอิสระเลยสักตน ไม่มีใครคิดว่าข้าศึกจะบุกเข้ามาถึงพื้นที่ใจกลางเมืองเผงแบบนี้ และถึงบุกมาก็ไม่ได้มีอะไรสำคัญให้พวกมันทำลายสักอย่าง

 

พวกมันไม่รู้เลยว่าลึกลงไปภายใต้ตลิ่งคอนกรีตและถนนแปดเลนที่วิ่งเลียบสวนกล้วย ยานพาหนะลำใหญ่จอดนิ่งสงบอยู่ในอู่แห้งขนาดยักษ์** แต่อีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า มันจะไม่สงบนิ่งอีกต่อไป

 

ประตูน้ำบานเล็กเปิดออก ปล่อยให้สายน้ำจากแม่น้ำตานไหลซู่ลงมายังอู่แห้งเบื้องล่าง จริงๆแล้วประตูน้ำบานใหญ่กว่านั้นก็มี มันสามารถปล่อยน้ำเข้าท่วมอู่แห้งได้เร็วกว่าเป็นร้อยเท่า แต่ใครก็ตามที่กำลังควบคุมมันอยู่เลือกที่จะไม่เปิด เพราะหากทำเช่นนั้น มันอาจก่อให้เกิดคลื่นหรือการแตกร้าวของแผ่นน้ำแข็งบนผิวหน้าจนเป็นที่ผิดสังเกตของพวกผีร้ายเอาได้

 

ใช้เวลาเป็นชั่วโมงอยู่เหมือนกันกว่าน้ำจะเต็มอู่ แต่ทันทีที่ของเหลวเย็นเฉียบอุณหภูมิใกล้เคียงจุดเยือกแข็งแตะเพดาน ประตูอู่บานริมสุดก็ยกตัวเปิดออก แล้วใบพัดที่ท้ายเรือลำแรกก็เริ่มหมุน พามันถอยออกจากเตียงที่มันหลับใหลมานานนับปีออกสู่ท้องน้ำกว้างเกือบสี่ร้อยเมตรของแม่น้ำตานด้านนอก

 

ตัวพ่นน้ำที่หัวเรือค่อยๆหันมันให้วางตัวเป็นแนวเดียวกับลำน้ำ*** และเมื่อมันอยู่ในท่าที่ถูกต้อง ใบพัดก็เริ่มหมุนอีกครั้ง คราวนี้เต็มกำลัง บ่ายหน้าลงใต้ไปยังที่ที่จะเป็นบ้านใหม่ของพวกมันในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า....

 

 

สี่ตานี หนึ่งสมิง และอีกสามมนุษย์ยืนอยู่บนตึกห้าชั้นแห่งหนึ่งริมแม่น้ำตานกลางเมืองเชียงม่วน มันดูเหมือนจะเคยเป็นคอนโดมิเนียมหรู ทำให้ระเบียงริมน้ำทั้งกว้างและวิวดี เหมาะเหลือเกินสำหรับการมารอรับยุทโธปกรณ์ใหม่

 

ไม่นาน มันก็ปรากฏตัวขึ้นที่กลางแม่น้ำ ยานพาหนะรูปซิการ์ยาวเกือบสองร้อยเมตรสีดำเมื่อมที่สะท้อนแสงแดดอ่อนยามเกือบแปดโมงของหน้าหนาว น้ำไหลซู่ลงจากตัวถังและยอดหอบนหลัง ขณะคลื่นที่หัวโค้งมนม้วนเป็นเกลียวน่ามอง สมกับเป็นยานพาหนะที่ใหญ่ที่สุดของเผ่าพันธุ์วิญญาณผู้พิทักษ์ประจำรัฐเวียงตานจริงๆ

 

มันไม่ได้มาเพียงลำเดียว หากพ่วงเพื่อนร่วมฝูงมาด้วยอีกสิบสามลำ ทุกลำลอยขึ้นมาเหนือน้ำราวกับจะโชว์ตัวให้เจ้าของใหม่ได้ชื่นชม เจ็ดลำมีขนาดเดียวกับลำแรก ขณะอีกหกลำเล็กกว่าและดูคล่องตัวกว่า ทั้งสิบสี่ลำล่องตามแม่น้ำต่อไปสักพัก ก่อนจะชิดเข้าเทียบท่าเรือทางทิศใต้ของเมือง พวกมันกินระยะทางเกือบสี่กิโลเมตรของท่าเรือจนหมดเกลี้ยง

 

“อื้อหือ น่าสะพรึงกลัวดีจริงๆ” จ้าดเปรยหลังจากเรือดำน้ำทุกลำแล่นลับคุ้งน้ำไปแล้ว “แต่ไม่น่าเชื่อว่าแม่น้ำตานจะลึกพอให้เรือใหญ่ขนาดนี้ล่องได้ด้วย”

“แม่น้ำตานเกิดจากธารน้ำแข็งกัดเซาะตั้งแต่ยุคน้ำแข็ง เลยทั้งกว้างทั้งลึก” นักศึกษาแพทย์สาวผู้ยังจำบทเรียนภูมิศาสตร์สมัยม.ต้นได้ดีอธิบาย “ขนาดแถวนี้ที่นับว่าตื้นกว่าตานนะคอนแล้วยังลึกเกือบร้อยเมตรได้มั้ง แถวตานนะคอนนี่ยิ่งลึกกว่านี้อีก ต่อให้หน้าแล้งก็ยังลึกเกือบร้อยห้าสิบเมตร”

“เรือดำน้ำนี่ความสูงแค่ราวๆสิบกว่าเมตร ดำได้สบายๆ” กล้ายเสริมก่อนจะหันหลังกลับออกจากระเบียง “ไป ไปดูเรือกัน เดี๋ยวข้าจะเข้าไปเช็กข้างในกับอ้ายๆฝ่ายวิศวะด้วย แต่ตนอื่นๆก็อย่างที่ข้าบอกเน่อ ห้ามเข้าไปในเรือจนกว่าข้าจะเช็กจนแน่ใจ”

“จ้า”

“คร้าบ”

 

สี่ตนกับอีกสามคนเดินตามกันออกไปจากห้อง มีเพียงกล้วยตนเดียวที่ยังคงยืนอยู่ริมระเบียง ดงตาเรียวมองลงไปยังแม่น้ำที่ยังคงมีคลื่นหลงเหลืออยู่ น้ำใสเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาเมื่อเธอคิดว่าสายจะรู้สึกยังไงหากได้มาเห็นภาพเดียวกับเธอในวันนี้

 

อุ๊ยสาย หมู่เฮาจะชนะหื้อได้แน่นอนเจ้า

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

*หมาไม้เมืองถ่อย – ถ่อย (Toi, ภาษากรี๊ด Τοϊα, ภาษาตีรกู Tıva) คือเมืองหลวงในตำนานของประเทศกรี๊ด ปัจจุบันอยู่ในประเทศตีรกู อยู่บนรอยต่อของทวีปยูหลบกับอาเสี่ย ห่างจากสารขัณฑ์ไปทางตะวันตกราวห้าพันกิโลเมตร มีตำนานว่าครั้งหนึ่งกรี๊ดต้องการจะตีเข้าเมืองแต่ประชาชนชาวกรุงถ่อยป้องกันอย่างแข็งขัน ในที่สุดกรี๊ดจึงมีอุบายว่าให้สร้างหมาไม้นับร้อยๆตัวมอบให้เป็นของขวัญทางการทูต โดยให้ทหารซ่อนตัวอยู่ในหมาไม้นั้น แม้ทหารจะตายไปหลายนายเพราะหมาไม้เล็กเกินไปจนหายใจไม่ออก แต่ในที่สุดกรี๊ดก็ยึดเมืองถ่อยเอาไว้ได้

 

**อู่แห้ง (Dry Dock) – อู่ต่อเรือแบบมีประตูน้ำ สามารถปล่อยน้ำให้เข้ามาท่วมและสูบน้ำออกไปได้ ทำให้สามารถลากเรือเข้าและออกจากอู่จากแม่น้ำหรือทะเลได้โดยตรง อู่ของตานีเป็นอู่แห้งที่พิเศษสักหน่อย เพราะเป็นอู่แห้งที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทั้งอู่

 

***ตัวพ่นน้ำหัวเรือ (Bow Thruster) – เรือปกติจะควบคุมด้วยหางเสือ แต่บางครั้งหางเสือก็ควบคุมได้ไม่เร็วและไม่คล่องแคล่วพอ เรือสมัยใหม่จึงมีปั๊มช่วยพ่นน้ำที่หัวเรือ สร้างแรงขับดันเบนหัวเรือไปยังทิศทางที่ต้องการได้ เรือดำน้ำมักจะไม่ใช้กัน แต่เรือดำน้ำของตานีจำเป็นต้องปฏิบัติการในที่จำกัด และแม่น้ำตานก็ยังมีจุดที่โค้งคดเคี้ยวหรือแคบมากๆ จึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์นี้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #117 นางฟ้า.천사 (จากตอนที่ 110)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 17:48
    โหย นึกว่าเรือดำน้ำตานีจะไม่ได้ออกโรงซะละค่ะ *-* น้ำว้าโชว์พลังของหน่วยอาวุธระยะใกล้เลย!
    #117
    1
    • #117-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 110)
      13 ธันวาคม 2559 / 16:43
      สารภาพตามตรงว่าตอนแรกไม่ได้คิดจะให้โผล่ในเรื่องครับ เพิ่งมาเปลี่ยนเอาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง

      เดิมต่อจากนี้จะเป็นฝ่ายตานียกทัพเลี่ยงเขลางค์ไปอีกทาง (อย่างที่กล้วยคุยกับสายไปก่อนหน้านี้) แต่คิดๆดูแล้วมันไม่ใช่ทางเลือกที่ดี บวกกับต้องหาเรื่องให้ฝั่งนางช่วยกล้วย และต้องเป็นเรื่องใหญ่ให้สมกับความเสียใจที่สายแตกสลายด้วย เลยเอาเรือดำน้ำเข้ามาครับ

      เอาจริงๆเป็นทางที่สะดวกสำหรับผมด้วย เพราะเดินทัพตามทางบกและรบด้วยรถถังนี่เขียนไปหลายตอนแล้วคงน่าเบื่อ เขียนเรื่องอื่นบ้างน่าจะดี ถึงจะไม่มีฉากรบทางน้ำก็เถอะ (เพราะกองทัพเวียงตานไม่ได้มีเรือรบใหญ่ๆเลย)
      #117-1