ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 11 : ผีร้ายผู้ไต่ลงมาจากหอหล่อเย็น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 61
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    10 ม.ค. 58

            "เอ้า นี่ .50BMG หัวทำลายวิญญาณสองร้อยนัด แล้วก็หัวทำลายทั้งวิญญาณและสสารสองร้อยนัด"

            กล้วยถึงกับทรุดเมื่อผีหญิงชราปล่อยกล่องเหล็กใบเขื่องใส่มือเธอ ร้อนถึงเด็กหนุ่มหน้าดุและตานีคนสวยต้องเข้ามาช่วยพยุง จ้าดทำท่าจะดึงกล่องกระสุนไปถือเอง แต่ตานีสาวยื้อเอาไว้ก่อนจะยัดมันลงถุงผ้าหนามีสายสะพายซึ่งเธอเพิ่งจะเย็บเองเมื่อคืนเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ก่อนจะยกมันขึ้นสะพายอย่างทุลักทุเล

 

            "กว่าจะหามาหื้อได้นี่ต้องลงไปถึงสองแควเลยเน่อ" แม่ค้าอาวุธบ่น สองแควอยู่ห่างจากตานนะคอนเกือบสามร้อยกิโลเมตรทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ "คราวนี้อุ๊ยบ่คึดเงินเพิ่ม แต่คราวหน้าถ้าจะเอาอีก อุ๊ยคงต้องบวกค่าเดินทางกับค่าเสียเวลาด้วยเน่อ"

            "แหม อุ๊ยก็...." กล้วยหัวเราะแหะๆ "จะไดก็ขอบคุณมากเน่อเจ้า ข้าเจ้ายิงกระสือกระหังซะกระสุนเกลี้ยงเลย"

 

            "ว่าแต่ หมู่เจ้านี่ก็ดวงแข็งแต๊ๆเน่อ" หญิงชราพูดพลางทิ้งตัวลงในเก้าอี้ผ้าใบหลังแผงสินค้าของเธอ "โดนกองบินกระสือกระหังทั้งฝูงตามล่าจะอั้นแล้วยังรอดมาได้"

            "ก็ต้องขอบคุณนางแหละเจ้า" เด็กสาวหน้าจืดยกความดีความชอบให้เพื่อนสาว "อุตส่าห์ขับรถออกมารับทุกคน"

            "ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกเพคะองค์ราชินี" นางตอบอย่างเขินๆ "ถ้าองค์ราชินีไม่ยิงพวกมันไปบ้างแล้ว บางทีตานนะคอนทั้งเมืองอาจจะเสียหายมากกว่านี้ แล้วพวกเราก็อาจจะไม่รอดเหมือนกันนะเพคะ"

 

            "เออ ว่าแต่รถคันนั้นนางเอาไปไว้ไหนแล้วล่ะ" หลานชายหมอผีใหญ่เพิ่งนึกขึ้นได้ทั้งที่เหตุการณ์ผ่านมาแล้วสามวันเต็มๆ ว่ารถคันนั้นเป็นของเพื่อนบ้าน

            "ก็จอดไว้ตรงนั้นแหละ"

            "แต่กระจกมันแตกเละทั้งคันเลยบ่แม่นก๋า" ราชินีตานีขมวดคิ้ว

            "สภาพเมืองแบบนี้เขาคงไม่สงสัยอะไรมากหรอกเพคะ"

            "จะอั้นมันบ่ดีเน่อ....."

            "เอาน่า ก็ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยก็แล้วกัน" จ้าดตัดบทเพื่อนสาว

            "แต่อุ๊ยว่าสถานการณ์น่าห่วงอยู่เน่อ" หญิงชราเอ่ยขึ้นบ้าง

            "ยะหยังล่ะเจ้า"

            "อุ๊ยเคยบอก.... อ้อ เคยบอกจ้าดคนเดียว ว่าอุ๊ยเชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะผีบางส่วนบ่พอใจที่ถูกหมอผีปราบ ทั้งที่บ่ได้ยะความผิดอะหยัง" สายอธิบาย "ส่วนหนึ่งก็เพราะช่วงนี้มีคนต่างถิ่นที่บ่คุ้นกับการมองหันผีย้ายเข้ามาตานนะคอนเยอะขึ้น พอผีปรากฏตัวก็คึดว่าผีหลอก ก็ย่านกัน แล้วก็ไปเรียกหมอผีมาปราบ หมู่หมอผีก็ชอบอยู่แล้วเพราะได้เงิน สุดท้ายผีตนนั้นก็ต้องโดนปราบ โดนทรมาน โดนไล่ออกไป ทั้งที่บ่ได้ยะความผิดอะหยังเลย ผีหลายตนก็เลยบ่พอใจ"

 

            ตานีทั้งสองพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ ส่วนจ้าดซึ่งเคยฟังไปแล้วถูกเครื่องยิงลูกระเบิดกระบอกใหญ่หันเหความสนใจไปชั่วขณะ แต่หญิงชราไม่ใส่ใจ

 

            "พอเกิดเหตุการณ์อย่างเมื่อวันศุกร์ ทั้งคนต่างถิ่นและคนตานนะคอนก็ต้องย่านภูตผีปีศาจมากขึ้น เหตุการณ์อย่างที่อุ๊ยอู้ไปก็ต้องมีมากขึ้น ผีที่บ่พอใจก็ต้องมากขึ้นตามไปด้วย และก็แน่นอนว่าผีบางตนก็คงไปเข้ากับฝ่ายผีร้ายเพราะโกรธแค้นมนุษย์แน่นอน และหมู่เจ้าก็คงต้องรับศึกหนักขึ้นอีกแน่"

            "ถ้าเป็นอย่างนั้นก็น่าห่วงจริงๆแหละครับ" หลานชายหมอผีใหญ่พยักหน้า "แต่พวกผมก็ทำอะไรไม่ได้นี่ครับ"

            "ก็ต้องระวังหื้อมากขึ้นเวลาปราบผีล่ะเน่อ" สายเตือน ก่อนจะหันมาทางราชินีตานี "อีกอย่าง อุ๊ยคึดว่าบางทีท่านกล้วยก็น่าจะยืดหยุ่นกฎการปราบผีบ้าง บ่แม่นว่าผีทำร้ายมนุษย์ปั๊บก็ปราบเลย....."

            "ข้าเจ้าเคยอู้ไปแล้วเน่อเจ้า ว่านั่นคือหน้าที่ของตานี" กล้วยขัดกลางประโยค "ข้าเจ้าฮู้ว่ามันอาจยะหื้อหลายๆตนหรือแม้แต่หลายๆคนบ่พอใจ แต่นั่นคือหน้าที่ ข้าเจ้าต้องยะหน้าที่หื้อดีที่สุดเจ้า"

 

            ดวงตาที่มีฝ้าจางๆของหญิงชราจ้องหน้าจืดๆของอีกฝ่ายเขม็ง แต่แล้วแกก็ถอนหายใจเฮือกพลางส่ายหน้า

 

            "เอาเถอะ บ่แม่นว่าอุ๊ยบ่เข้าใจท่านกล้วยเน่อ แค่เป็นห่วงเท่านั้นเอง" แม่ค้าอาวุธตอบเบาๆ "อุ๊ยบ่อยากหื้อท่านกล้วย ท่านนาง หรือแม้แต่พ่อหนุ่มจ้าดกับแม่หนูที่บ่ได้มาด้วยเป็นอะหยังไป...."

            เสียงของสายเต็มไปด้วยความห่วงใยจนตานีสาวรู้สึกผิด เธออ้าปากจะขอโทษ แต่อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นเสียก่อน

            "เพราะถ้าเป็นอะหยังไป รายได้อุ๊ยตกฮวบแน่"

            "โธ่อุ๊ยสาย กำลังจะซึ้งเลยเน่อเจ้า" เด็กสาวหน้าจืดหัวเราะ "แต่จะไดก็ขอบคุณเน่อเจ้าที่เป็นห่วงหมู่เฮามาตลอด บ่ได้อุ๊ยสายหมู่ข้าเจ้าก็บ่ฮู้จะเป็นจะได"

            "บ่เป็นอะหยังหรอก ก็เคยหันกันมาตั้งแต่ละอ่อนนี่"

            "งั้นข้าเจ้าลาเลยเน่อเจ้า" กล้วยพนมมือไหว้หญิงชรา เด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวทรงโตทำเหมือนกัน "เดี๋ยวต้องปิ๊กไปจัดกระเป๋าอีก"

            "อ้าว จะไปที่ได๋กันล่ะ"

            "ไปทัศนศึกษาที่เมืองโบราณเชียงผานกับซากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แสนคำน่ะครับ สามวัน ไปพรุ่งนี้กลับวันศุกร์"

            "ไปกันหมดนี่เลยก๋า"

            "หนูไม่ได้ไปค่ะ อยู่เฝ้าบ้าน" นางตอบ ก่อนจะเสริมด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ "พอดีหนูไม่ได้แอบเนียนเป็นนักเรียนเหมือนองค์ราชินี"

            "อ๋อ จะอั้นก๋า" สายหัวเราะ "งั้นก็โชคดีเน่อ ท่านกล้วยกับจ้าดเที่ยวหื้อสนุก แล้วก็ท่านนางเฝ้าบ้านดีๆเน่อมีอะหยังติดต่ออุ๊ยได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง.... ถ้าอุ๊ยบ่หลับเน่อ"

            "ขอบคุณมากเจ้า"

 

            หญิงชรามองตามหนึ่งมนุษย์สองตานีจนหายลับไปในหมู่ผีที่ทั้งลอยทั้งเดินกันขวักไขว่อยู่ในตลาดนัดซึ่งสะท้อนแสงสีแดงหม่นของดวงอาทิตย์ยามเย็น คิ้วขาวขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อความทรงจำบางอย่างเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แสนคำผุดขึ้นมาจากส่วนลึกของความคิด แต่ด้วยจำรายละเอียดไม่ได้ แกจึงลืมไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะผล็อยหลับไปอีกครั้งบนเก้าอี้ผ้าใบตัวเก่ง

 

 

            เสียงนาฬิกาปลุกทั้งในห้องของกล้วยและจ้าดแผดเสียงขึ้นเกือบจะพร้อมกัน เข็มบอกเวลาตีห้าของเช้าวันพุธ เด็กสาวหน้าจืดรีบกดปิดอย่างรวดเร็วด้วยเกรงว่าเสียงจะรบกวนนางซึ่งนอนตะแคงหันหลังให้อยู่บนฟูกข้างๆ ก่อนจะผุดลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปล้างหน้าแปรงฟันโดยไม่ลืมเคาะประตูห้องเพื่อนหนุ่มอย่างแรง ด้วยรู้ว่าจ้าดคงไม่ยอมตื่นง่ายๆแน่นอน

 

            "จ้าด ตีห้าแล้ว"

            "ขออีกชั่วโมงนึง....." เสียงอู้อี้ตอบกลับมาจากในห้อง

            "ก็บ่ทันรถไฟพอดีสิ เอ้า ตื่น !"

 

            สิบนาทีต่อมา ราชินีตานีก็ลงมาชั้นล่างในชุดนักเรียนเรียบร้อย เธอตรวจเช็กเป้สีเขียวอ่อนใบใหญ่ซึ่งจัดเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืนอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าของครบ ทั้งชุดนอน ชุดนักเรียนเปลี่ยนอีกชุด และสมุดจดรวมทั้งกล้องถ่ายรูปซึ่งเป็นกล้องของพ่อจ้าด ก่อนจะหันไปเช็กถุงกล้วย (ปืน) ซึ่งวางอยู่ข้างๆ

 

            อันที่จริง การหิ้วสไนเปอร์ไรเฟิลพร้อมอุปกรณ์และเครื่องกระสุนซึ่งหนักรวมกันเกือบสิบห้ากิโลกรัมแถมกินที่ยิ่งกว่านักการเมืองกินบ้านกินเมืองไปด้วยไม่น่าจะใช่เรื่องฉลาดนักสำหรับการทัศนศึกษาที่ต้องเดินเป็นหลัก แถมคนอื่นยังอาจจะผิดสังเกตเอาได้ง่ายๆ แต่เด็กสาวก็ไม่ประมาท แม้จะอยู่ไกลออกไปเกือบสองร้อยกิโลเมตร พวกผีร้ายหรือแม้แต่ยูคิก็อาจจะตามไปเล่นงานเธอถึงที่นั่นก็เป็นได้

 

            "ทำไมต้องตื่นเช้าขนาดนี้ด้วยล่ะกล้วย" เด็กหนุ่มเดินหาวหวอดๆลงบันไดมาขณะกล้วยเช็กปืนเสร็จพอดี เขาอยู่ในชุดนักเรียนเรียบร้อยเช่นกัน แต่ใบหน้าดุยังคงยับยู่ยี่ และผมก็ยังคงกระเซิงเป็นรังนก "รถไฟออกตั้งเจ็ดโมงครึ่ง แล้วสถานีรถไฟใหญ่ก็ไม่ได้ไกลอะไรด้วย"

            "ไปก่อนดีกว่าไปสาย" ราชินีตานีตอบห้วนๆ "แล้วข้าเจ้าก็ต้องเผื่อเวลาหื้อนายขอนอนต่อหรือไม่ก็ไปนั่งหลับในห้องน้ำด้วยย่ะบ่าจ้าดง่าว ขืนปลุกสายกว่านี้มีหวังไปบ่ทันกันพอดี"

            "แต่วันนี้ก็ไม่ได้หลับน่า !" จ้าดรีบแก้ หูเป็นสีแดงเรื่อๆ เขาตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง "แล้วนี่.... จะกินข้าวกันที่นี่หรือออกไปกินที่สถานี"

            "ไปกินสถานีก็ได้มั้ง นายบ่ชอบรสมือข้าเจ้านี่" ประโยคหลังของเด็กสาวหน้าจืดมีแววน้อยใจเจืออยู่ไม่น้อย

            "ก็รสแบบนั้นมนุษย์กินไม่ได้นี่....."

            "ช่างเหอะ" กล้วยตัดบท เดินไปหยิบเสื้อกันหนาวตัวหนาสีเขียวอ่อนจากตะขอข้างประตุมาสวมทับชุดนักเรียนก่อนจะเดินกลับมายกกระเป๋าและถุงกล้วยขึ้นสะพายหลัง "ไปได้แล้ว ชักช้าเดี๋ยวบ่ได้กินข้าวเช้าเน่อ"

            "คร้าบเจ๊"

 

            ท้องฟ้ายามเช้าฤดูหนาวเป็นสีน้ำเงินกำมะหยี่สดใสไร้่เมฆราวกับไม่ใช่ต้นเดือนพฤศจิกายนซึ่งมักจะมีหิมะตกหนัก แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าอากาศจะไม่หนาว ความกดอากาศสูงระลอกใหม่ที่เพิ่งจะลงมาเมื่อวานทำให้อุณหภูมิลดฮวบ อุณหภูมิตอนนี้เกือบลบยี่สิบองศาเข้าไปแล้ว และพยากรณ์อากาศบอกว่าจะหนาวเย็นลงอีกในวันรุ่งขึ้น จ้าดนึกไม่ออกว่าเขาจะเดินเที่ยวเมืองโบราณได้ยังไงในสภาพอากาศเช่นนี้ แค่ขี่จักรยานไปขึ้นรถไฟฟ้านี่เขาก็ตัวสั่นงั่กๆเป็นลูกนกตกน้ำแล้ว

 

            แต่อย่างน้อย บนรถไฟฟ้าก็อุ่น และเมื่อก้าวลงจากรถมายังสถานีรถไฟหลักของตานนะคอนในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา เด็กหนุ่มก็ต้องถอดเสื้อกันหนาวและเสื้อคลุมชั้นในออกเมื่อสัมผัสกับอากาศอุ่นจัดจากฮีตเตอร์ซึ่งเจ้าหน้าที่ขี้หนาวคงจะเปิดเอาไว้แรงสุด เด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กสาวหน้าจืดเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปยังชั้นผิวดิน ก่อนจะเดินลึกเข้าไปในตัวอาคารกว้างใหญ่ที่สว่างไสวด้วยแสงจากหลอดไฟขนาดใหญ่บนเพดานแม้นาฬิกาเรือนใหญ่บนผนังชั้นสองจะยังคงบอกเวลาไม่ถึงหกโมงก็ตาม

 

            สถานีรถไฟขนาดใหญ่แห่งนี้มียี่สิบหกชานชาลา แบ่งออกเป็นสองชั้น หนึ่งชั้นที่ระดับพื้นดินและอีกชั้นใต้ดิน แต่ก็แทบไม่เพียงพอกับจำนวนผู้โดยสารถึงสี่แสนคนต่อวัน ซึ่งส่วนใหญ่มากับรถไฟความเร็วสูงซึ่งสถานีแห่งนี้เป็นต้นสายถึงห้าสาย และเป็นทางผ่านของอีกหนึ่งสายหลักจากสหัสวารีเมืองหลวงของสารขัณฑ์ และหนึ่งในห้าสายนี้เองคือรถไฟที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกของโรงเรียนตานนะคอนพิทยาคมจะโดยสารไปทัศนศึกษาในวันนี้.....

 

            "อ้าว หวัดดีเว้ยจ้าด แล้วก็หวัดดีกล้วย"

            "หวัดดีกล้วย หวัดดีจ้าด มาเช้าเหมือนเดิมนะ !"

            ฟ้าและต๊อกทักขึ้นทันทีที่หนึ่งมนุษย์หนึ่งตานีเดินเข้าไปในชานชาลาที่ห้า ชานชาลาขนาดใหญ่ปูด้วยหินอ่อนมีคนอยู่เพียงบางตาทั้งที่นักเรียนที่จะไปมีกันเกือบเจ็ดร้อยห้าสิบคน และส่วนใหญ่ที่มาก็เอาเป้หนุนต่างหมอนนอนเขลงอยู่กับพื้นหรือไม่ก็นั่งหลับคอพับพิงเสาบุหินอ่อนที่ค้ำเพดานสูงลิบ ต๊อกเป็นหนึ่งในพวกหลัง ส่วนฟ้าซึ่งนั่งอยู่ห่างออกไปสองสามเมตรถือแซนด์วิชแฮมชีสคู่โตอยู่ในมือ

 

            "หวัดดีฟ้า" เด็กหนุ่มหน้าดุทักตอบเพื่อนสาว ก่อนจะเดินไปนั่งข้างเด็กหนุ่มจากหลวงน้ำทา "มีคนมาแค่นี้เองเหรอวะ"

            "ฮื่อ" เด็กหนุ่มหน้าดุกว่าตอบด้วยเสียงงัวเงียโดยไม่ลืมตา "นัดตั้งเจ็ดโมง ใครมันจะมาตอนนี้ นี่ถ้าข้าไม่ต้องตื่นออกมาพร้อมพ่อข้าก็นอนต่อเหมียนกันแหละ"

            "เห็นมั้ยกล้วย" หลานชายหมอผีใหญ่หันไปหาเพื่อนสาวซึ่งนั่งลงข้างฟ้า "เลยต้องมานั่งรอตั้งชั่วโมงนึง"

            "ก็บอกแล้วไงว่าต้องเผื่อเวลา" เด็กสาวหน้าจืดตอบเสียงห้วน "หรือจะหื้อข้าเจ้าบอกฟ้าเรื่องนายหลับใน...."

            "อย่าเชียวนะ !"

            "แหม แต่นึกว่าจะไม่ได้ไปทัศนศึกษาครั้งนี้แล้วนะ" ฟ้าเอ่ยขึ้นบ้าง "ได้ยินว่าพวกอาจารย์เกือบยกเลิกไปแล้วหลังเหตุการณ์กระสือกระหัง"

            "มันก็สมเหตุสมผลแล้วนี่" เด็กหนุ่มชาวหลวงน้ำทาตอบ "พ่อแม่หลายคนก็กลัวมาก บางคนคิดจะย้ายหนีไปอยู่เมียงอื่นเลยด้วยซ้ำ นี่พ่อแม่ไอ้ไร่ก็โทรมาคาดคั้นแทบจะบังคับให้กลับบ้านอยู่"

            "อ้าว แล้วมันว่าไง"

            "มันก็พูดจนอยู่ต่อได้แหละ แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นอีกก็ไม่รู้จะเป็นไง" ต๊อกถอนหายใจ ก่อนจะหันมามองราชินีตานีซึ่งกำลังแกะห่อแซนด์วิชที่เพิ่งจะซื้อมาจากร้านในสถานี "แต่คงไม่เกิดขึ้นอีกแล้วมั้ง ก็เรามีราชินีตา...."

 

            เสียงของเขาขาดหายไปเมื่อถูกเพื่อนหนุ่มถองพลั่กเข้าที่ชายโครง กล้วยมองเขาด้วหางตา

 

            "อย่าไปอู้กับผู้ได๋เรื่องนี้เน่อบ่าจ้าดวอก ถือว่าข้าเจ้าขอร้องละกัน" เด็กสาวหน้าจืดพูดเบาๆ "ดีบ่ดีอู้สุ่มสี่สุ่มห้า จะเป็นอันตรายกับตัวนายเองมากกว่าข้าเจ้าอีก"

            "เห็นแล้วสินะว่าพวกเราต้องเจออะไรบ้าง" จ้าดขู่สำทับ "ถ้าปากโป้งขึ้นมา ผีร้ายพวกนั้นอาจจะตามล่าเอ็งด้วย เข้าใจนะ เงียบสนิท"

            "คร้าบ....."

 

            แม้จะยังเช้ามาก แต่นักเรียนก็เริ่มทยอยกันมาเรื่อยๆ และไม่ถึงสิบห้านาทีต่อมา ชานชาลาก็คลาคล่ำไปด้วยนักเรียนที่นั่งยึดพื้นที่กันเหมือนก่อม็อบ ส่งเสียงคุยกันเจี๊ยวจ๊าวดังก้องไปทั่วอาคารสถานีอันกว้างใหญ่จนผู้โดยสารอื่นซึ่งก็งัวเงียกันแทบทั้งนั้นหันมองอย่างเอือมระอาระคนรำคาญ แต่เสียงก็เงียบลงแทบจะทันทีเมื่ออาจารย์ชุดแรกโผล่เข้ามาในสถานีตอนหกโมงสี่สิบ แต่กว่าจะจัดแถวแยกกันแต่ละห้องจนเรียบร้อยได้ก็เหมือนจับปูลมใส่กระด้ง จนอาจารย์บางคนอดสงสัยไม่ได้ว่านักเรียนพวกนี้จะเข้ามหาวิทยาลัยปีหน้า หรือจะเข้าประถมหนึ่งปีหน้ากันแน่....

 

            ในที่สุด เมื่อนาฬิกาเรือนใหญ่บนชั้นสองบอกเวลาเจ็ดโมงตรง รถไฟหัวจรวดสีขาวคาดเขียวขบวนยาวเหยียดก็แล่นเข้ามาจอดเทียบชานชาลาที่ห้า ก่อนที่ประตูไฮดรอลิกนับสิบบานตลอดความยาวกว่าสามร้อยเมตรจะเปิดออกพร้อมๆกันอย่างช้าๆ ขณะเสียงประกาศดังก้องไปทั่วสถานี

 

            "ขบวนรถไฟด่วนพิเศษหัวจรวดเฉพาะกิจ ดพจ. 41ฉ ตานนะคอน - เชียงผาน สำหรับการทัศนศึกษาของโรงเรียนตานนะคอนพิทยาคม ขึ้นรถได้แล้วที่ชานชาลาห้าค่ะ"

 

            "โอ้โห หรูแรงนิ !"

            ไร่อุทานทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในตัวรถ รถไฟด่วนพิเศษหัวจรวดเป็นรถไฟชั้นดีที่สุดและใหม่ล่าสุดของการรถไฟสารขัณฑ์ ทำความเร็วสูงสุดได้สามร้อยแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่สิ่งที่ทำให้มันเหนือชั้นจริงๆก็คือเก้าอี้ตัวใหญ่เทียบเท่าชั้นธุรกิจของเครื่องบินได้สบายๆซึ่งตั้งเรียงกันห้าตัวต่อแถวตลอดความยาวของตัวรถ แถมยังมีจอภาพและช่องเสียบหูฟังติดตั้งเอาไว้ด้วย ซึ่งแน่นอน สิ่งเหล่านี้แลกมาด้วยค่าบริการแพงหูดับ จึงไม่แปลกที่นักเรียนส่วนใหญ่จะไม่เคยขึ้นรถไฟแบบนี้ แม้แต่อาจารย์บางคนยังไม่เคยขึ้นเลยด้วยซ้ำ

 

            "เฮ้อ ว่าแต่จะไปทัศนศึกษาทั้งที ทำไมต้องไปโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ด้วยก็ไม่รู้"

            ต๊อกถอนหายใจขณะนั่งลงบนเก้าอี้สุดหรูในโบกี้เกือบหน้าสุดของตัวรถ ห้อง 342 เป็นห้องแรกๆที่ได้ขึ้น ความสะดวกสบายและสิทธิ์การเลือกที่นั่งจึงต้องแลกมาด้วยการเดินไกลกว่าสามร้อยเมตร

 

            "ก็มันตรงกับหลักสูตรไม่ใช่เหรอ" เด็กสาวหน้าคมซึ่งนั่งถัดไปด้านหลังหนึ่งแถวกับกล้วย พลอยและเงินตอบข้ามพนักเก้าอี้มา "ฟิสิกส์เรียนเรื่องฟิสิกส์นิวเคลียร์ สุขศึกษาก็เรียนเรื่องความปลอดภัยทางนิวเคลียร์"

            "ก็นั่นแหละ ทำไมต้องเน้นเรื่องนี้มากก็ไม่รู้" เด็กหนุ่มชาวหลวงน้ำทาพูดเบื่อๆ

            "ก็เพราะอุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แสนคำมันก่อความเสียหายเยอะแล้วก็มีคนตายมากไง" พลอย อดีตเจ้าภาพคาราโอเกะเมื่อวันศุกร์ที่แล้วตอบ "เขาก็คงฝังใจไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้อีกล่ะมั้ง"

 

            เมื่อเกือบห้าสิบปีก่อน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แสนคำเคยเป็นโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในรัฐเวียงตาน และมีส่วนแบ่งการผลิตมากที่สุดในภูมิภาค แต่สามสิบปีก่อน เกิดความผิดพลาดขึ้นระหว่างการทดสอบระบบหล่อเย็นจนกระทั่งแกนเตาปฏิกรณ์ละลาย ความร้อนและแรงดันมหาศาลจากทั้งไอน้ำและแก๊สอัดตัวอาคารจนระเบิดและปล่อยกัมมันตภาพรังสีรุนแรงออกสู่บรรยากาศ

 

            นับเป็นโชคดีอย่างปาฏิหาริย์ที่ลมกลางหน้าร้อนพัดพวกมันไปคนละทางกับเมืองตานนะคอนและเมืองเชียงหลวงซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้ที่สุด และอาคารคอนกรีตขนาดยักษ์หรือที่เรียกกันว่าโลงหินถูกสร้างขึ้นครอบเตาปฏิกรณ์ภายในเวลาอันรวดเร็ว กัมมันตภาพรังสีจึงแพร่กระจายออกไปไม่มากนัก แต่ส่วนที่หลุดออกไปก็สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาลอยู่ดี ประชาชนนับล้านในรัฐล้านม้าซึ่งอยู่ใต้ลมพอดีต้องอพยพหนีกันจ้าละหวั่น นับเป็นหายนะทางอุตสาหกรรมครั้งร้ายแรงที่สุดของสารขัณฑ์ก็ว่าได้

 

            "มันก็ใช่ แต่หลังจากนั้นสารขัณฑ์ก็พยายามปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จนเหลือไม่กี่แห่งแล้วนี่ ก็ไม่รู้จะไปทำไม" ต๊อกตอบ "ข้างในโลงหินนั่นก็ยังมีรังสีอยู่เพียบ พ่อแม่เราแทบจะไม่ให้เราไปแล้วด้วยซ้ำ"

            "จะย่านอะหยังนักหนา ก็โรงเรียนเขาอู้ว่าปลอดภัยก็คือปลอดภัยสิ"

            "เจ๊ก็พูดได้สิครับ เจ๊ไม่ต้องกลัวนี่หว่า....."

            "แต่เราสงสัยอยู่นะ" เงิน เพื่อนในกลุ่มฟ้าซึ่งนั่งอยู่ข้างๆเอ่ยขึ้นพร้อมกับเอียงคออย่างครุ่นคิด "เท่าที่ดู เมืองโบราณเชียงผานมันอยู่ห่างจากตัวโรงไฟฟ้าแค่ไม่ถึงสี่สิบกิโลเองไม่ใช่เหรอ แบบนี้ก็โดนรังสีเข้าไปเต็มๆเลยสิ แล้วจะปลอดภัยแน่เหรอ"

            "เชียงผานอยู่ทางตะวันตกของโรงไฟฟ้าน่ะครับ" เด็กหนุ่มชาวใต้ตอบ ในขณะที่เพื่อนสองคนหรี่ตามองเขาอย่างขำๆ ไร่สุภาพเสมอกับผู้หญิง อาจเป็นเพราะเขามาจากโรงเรียนชายล้วนตอนม.ต้น "แต่ตอนนั้นมีลมแรงพัดขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ แถมเชียงผานยังอยู่ทางเหนือน้ำของแม่น้ำล้านม้าด้วย เลยโดนรังสีไปไม่เยอะ แค่ห้าปีคนก็กลับเข้าไปอาศัยได้แล้ว"

            "แหม แต่มันก็น่ากลัวอยู่ดีนา...."

 

            ถึงตอนนี้ ทั้งนักเรียนและอาจารย์ก็ขึ้นรถจนครบแล้ว เกิดเสียงดังปึงหนักๆเมื่อประตูไฮดรอลิกตลอดความยาวตัวรถปิดลง ฟ้าเอี้ยวตัวมองออกไปนอกหน้าต่าง แต่ยังไม่ทันที่จะเห็นอะไรชัดเจนดี เด็กสาวหน้าคมก็ต้องกลับมานั่งหลังติดเบาะอีกครั้งเมื่อมอเตอร์กำลังสูงทั้งยี่สิบตัวส่งเสียงครางต่ำๆพร้อมกับส่งกำลังมหาศาลไปยังล้อเหล็ก พารถไฟขบวนยาวเหยียดพุ่งออกจากชานชาลาด้วยความเร่งมากกว่าเครื่องบินทะยานขึ้น เพียงไม่กี่วินาที อาคารมหึมาของสถานีก็ถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง และเพียงไม่ถึงห้านาทีต่อมา ตานนะคอนทั้งเมืองก็กลายเป็นเพียงพื้นที่สีเทาอ่อนที่มองเห็นอยู่ลิบๆ นอกหน้าต่างด้านซ้ายของตัวรถเสียแล้ว....

 

            "โอ้โห มันเร็วจริงๆแฮะ"

            ไร่อุทานอย่างตื่นตาตื่นใจ สัญญาณรัดเข็มขัดดับลงแล้ว อันแปลว่าความเร็วของรถคงที่ เลขบอกความเร็วบนหน้าจอที่หัวโบกี้หยุดนิ่งอยู่ที่สามร้อยเจ็ดสิบห้ากิโลเมตรต่อชั่วโมง ขุนเขาและทิวสนนอกหน้าต่างวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วจนแทบกลายเป็นภาพเลือนราง

 

            "ดีว่ะ" เด็กหนุ่มผิวคล้ำรำพึง "เมื่อไหร่จะมีแบบนี้ที่แถวเมืองบ้านข้าบ้างน้อ"

            "ไปบอกสารเรลซิ่ มาถามอะไรพวกข้าล่ะ" หลานชายหมอผีใหญ่ตอบห้วนๆ พร้อมย่อชื่อการรถไฟแห่งสารขัณฑ์เรียบร้อย

            "เอ็งไม่รู้อะไรซะแล้วไอ้ไร่" เด็กหนุ่มชาวหลวงน้ำทาซึ่งนั่งอยู่ริมทางเดินพูดข้ามหัวจ้าดไป "คนเวียงตานก็ไม่ได้อยากให้มันเร็วนักหรอก"

            "ทำไมวะ เร็วๆแบบนี้ไม่ดีรึไง"

            "ถึงเร็วก็ยังใช้บริการสุดหรูพวกนี้ไม่คุ้มไง" ต๊อกตอบ พลางล้วงเอาอุปกรณ์เล่นเกมรุ่นล่าสุดซึ่งเก็บอยู่ในพนักเก้าอี้เบื้องหน้าออกมา "เอ้า ใครจะเล่นเกมกับข้ามั้ย เห็นในนิตยสารสารเรลบอกว่าเพิ่งอัพเดทเกมใหม่มาด้วยนะเว้ย"

            "เฮ้ย เอา !"

 

            แต่ก็จริงอย่างที่เด็กหนุ่มชาวหลวงน้ำทาว่า ทิวทัศน์ด้านนอกเปลี่ยนจากขุนเขาสูงชันกลายเป็นทุ่งหญ้าขาวโพลนสลับกับป่าโปร่งในเวลาอันรวดเร็ว และเพียงไม่ถึงสี่สิบห้านาทีต่อมา เด็กหนุ่มทั้งสามก็ต้องละมือจากอุปกรณ์เล่นเกมด้วยความเสียดายเมื่อเสียงประกาศว่ารถไฟจะถึงที่หมายในอีกไม่ช้า มันค่อยๆลดความเร็วลงเรื่อยๆ ก่อนจะชะลอจนหยุดสนิทที่สถานีรถไฟในป่าสนหนาทึบที่มีหิมะปกคลุมขาวโพลน

 

            "สถานีเมืองโบราณเชียงผาน โปรดลงจากรถด้วยความเป็นระเบียบและตั้งแถวในสถานีรอคำสั่งจากคณาจารย์ด้วยค่ะ ขอขอบคุณที่ใช้บริการรถไฟความเร็วสูงหัวจรวดของการรถไฟสารขัณฑ์นะคะ"

 

            "ตึกสอง สาม สี่ ห้า มาด้านซ้าย เตรียมขึ้นรถไฟต่อไปดูโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ตึกหก เจ็ด ห้าสิบปี แล้วก็หกสิบปีไปด้านในสถานี เตรียมตัวเที่ยวเมืองโบราณได้เลย ทิ้งกระเป๋าสัมภาระเอาไว้ที่นี่ จะมีรถขนไปไว้ที่โรงแรมให้"

            เสียงของอาจารย์หัวหน้าระดับซึ่งควบตำแหน่งอาจารย์ที่เสียงดังกังวานที่สุดในระดับมัธยมศึกษาปีที่หกดังก้องคับสถานี แต่ไม่มีใครทำตามคำสั่งนั้นสักคน ไม่ใช่ว่าไม่อยากทำหรืออยากกวนส้นอาจารย์เล่น หากเพราะขยับไม่ได้เสียมากกว่า สถานีซึ่งออกแบบมาเพื่อรับนักท่องเที่ยวกลุ่มย่อยซึ่งนานๆจะมาเที่ยวสักทีเล็กเกินไปมากสำหรับจำนวนนักเรียนเกือบพันสองร้อยคน สิ่งเดียวที่เหล่านักเรียนทำได้คือการค่อยๆไหลไปตามกระแสทีละนิดเหมือนรถติดกลางใจเมืองสหัสวารียังไงยังงั้น

 

            "ทำไมอาจารย์แกถึงไม่ให้เรานั่งรถไฟต่อไปซากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทีเดียวเลยวะ" ต๊อกบ่นขณะเพื่อนๆรอบข้างเบียดเขาจนแทบจะแบนเป็นปลากระป๋อง โชคดีที่มีผู้หญิงอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นเด็กหนุ่มคงว้ากไปแล้ว

            "กะจิตกะใจเอ็งจะหิ้วเป้ไปเดินแถวโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รึไงวะ" เด็กหนุ่มหน้าดุย้อนถาม

            "ก็ทิ้งเอาไว้ในรถไฟสิวะ"

            "ตลก รถไฟนะเว้ยไม่ใช่รถทัวร์" ไร่ย้อนบ้าง "อีกอย่างแถวนั้นไม่น่ามีรางความเร็วสูงด้วย ไม่ใช่ทางผ่านของเมืองไหนเลยนี่"

            "จะว่าผ่านก็ผ่านอยู่เน่อ ถ้าตัดตรงผ่าโรงไฟฟ้าไปจะไปถึงเมืองหลวงของรัฐล้านม้าได้เร็วขึ้นครึ่งชั่วโมงเลยมั้ง" ราชินีตานีซึ่งถูกเบียดมาจนติดหลังสามสหายหนุ่มตอบ "แต่เป็นนายนายจะยอมเอารถไฟใหม่เอี่ยมราคาแพงนักๆจะอี้ไปเสี่ยงโดนกัมมันตภาพรังสีก๋า"

            "ยังไงขบวนที่เรานั่งมาก็ขบวนเฉพาะกิจอยู่แล้วนี่" ต๊อกตอบกลั้วหัวเราะ "เฉพาะกิจอีกสักไม่กี่กิโลจะเป็นไรไป ยังดีกว่าต้องมาเสียเวลาเบียดกันแบบนี้"

            "ไปบอกผู้บริหารสารเรลซิ่"

 

            กว่าจะจัดแถวแยกออกเป็นสองกลุ่มได้เรียบร้อยก็กินเวลาไปกว่าครึ่งชั่วโมง และทันทีที่กลุ่มดูเมืองโบราณคนสุดท้ายก้าวพ้นจากสถานี ขบวนรถไฟที่ต้องนั่งต่อไปยังโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็แล่นเข้ามาจอดเทียบชานชาลาเรียบร้อยแล้ว

 

            ทันทีที่เห็นสภาพรถ หลายคนก็ต้องครางด้วยความผิดหวังเมื่อพบว่ามันห่างไกลจากรถด่วนหัวจรวดสุดหรูที่เพิ่งจะนั่งมาเมื่อกี้ราวหน้ามือกับหลังเท้า มันเป็นหัวรถจักรดีเซลเก่าคร่ำคร่า สีแดงที่ฉาบอยู่บนตัวรถซีดจางและหลุดล่อน ควันดำพ่นโขมงออกมาจากท่อไอเสียด้านบน มิหนำซ้ำยังเสียงดังราวกับโรงสี ด้านหลังหัวรถจักรเป็นโบกี้เก่าๆไม่ปรับอากาศเกือบยี่สิบตู้ ความเก่าไม่หนีจากหัวรถจักรไปมากนัก สีขาวคาดฟ้าหลุดลอกจนเห็นกลุ่มหมุดยึดและแผ่นเหล็กที่มีสนิมกินเขรอะ สภาพดูราวกับจะพังหรือไม่ก็ตกรางได้ทุกเวลา จ้าดเริ่มสงสัยแล้วว่าระหว่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กับหัวรถจักร เขาควรกังวลกับอย่างไหนมากกว่ากัน....

 

            อย่างไรก็ตาม รถไฟขบวนนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ตาเห็นถ้าไม่นับลมหนาวเหน็บที่พัดโกรกเข้ามาในรถ กรีดใบหน้าของเหล่านักเรียนราวกับใบมีดโกนเย็นเฉียบจนหลายคนจำใจลงไปนั่งกับพื้นไม้หยาบๆที่เต็มไปด้วยเสี้ยน แต่อย่างน้อย มันก็วิ่งกะฉึกกะฉักด้วยความเร็วไม่เกินหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงมาถึงสถานีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แสนคำจนได้ในอีกเกือบครึ่งชั่วโมงต่อมา

 

            สถานีแห่งนี้ดูรกร้างราวกับไม่มีใครใช้มานานนับสิบปี แต่จ้าดก็พอจะมองออกว่ามันคงจะเป็นสถานีที่ใหญ่และทันสมัยมากทีเดียวในยุคก่อนอุบัติเหตุ เก้าอี้นั่งรอนับพันตัวกระจายอยู่ในอาคารผู้โดยสารโอ่โถงที่ประดับอย่างงดงามด้วยลวดลายศิลปะล้านม้าอันอ่อนช้อยซึ่งยามนี้ถูกใยแมงมุมและขี้ฝุ่นหนาเตอะปกคลุมจนแทบมองไม่เห็น นอกหน้าต่างแตกร้าวและมัวหมอง ปล่องหอหล่อเย็นทรงกรวยซ้อนขนาดใหญ่สองปล่องของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มองเห็นอยู่ลิบๆ เหนือเรือนยอดสูงชะลูดของป่าโปร่งใกล้ๆ ท่ามกลางแสงสลัวของดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆครึ้ม

 

            "น้องๆช่วยตั้งแถวแยกตามห้องด้วยนะคะ !"

            เสียงวิทยากรสาวในเครื่องแบบสีเทาของศูนย์ควบคุมและติดตามกัมมันตภาพรังสีของโรงไฟฟ้าซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ดูแลพื้นที่แห่งนี้ถูกขยายจนดังคับลานกว้างนอกตัวสถานีซึ่งบัดนี้คลาคล่ำไปด้วยนักเรียนกว่าเจ็ดร้อยคน แต่ไม่ว่าจะใช้เสียงดังเพียงใดก็แทบจะถูกกลบหมดด้วยเสียงคุยเจี๊ยวจ๊าว มิหนำซ้ำนักเรียนบางคนยังขุดหิมะขึ้นมาปาเล่นกันเสียอีก

 

            "น้องๆคะ อย่าปาหิมะเล่นกันเด็ดขาดนะคะ ในหิมะอาจมีกัมมันตภาพรังสีที่ตกค้างอยู่ในดินปนเปื้อนอยู่ค่ะ !"

            ได้ผล นักเรียนทั้งหมดเงียบกริบ บางคนถึงขั้นขยับจะเดินกลับไปขึ้นรถไฟ แต่ก็ต้องชะงักแทบจะทันทีเมื่อหัวรถจักรส่งเสียงครางดังแสบแก้วหู ก่อนที่รถไฟจะค่อยๆเคลื่อนออกไปจากสถานี พวกเขาติดกับแล้ว.....

 

            "ใจเย็นๆก่อนนะคะ โอกาสที่หิมะจะปนเปื้อนตอนนี้มีต่ำมาก และถึงจะปนเปื้อนก็อยู่ในระดับต่ำจนไม่เป็นอันตราย แต่ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่านะคะ" หญิงสาวพูดอย่างมีชัย "เอาล่ะ ตอนนี้ขอให้น้องๆจัดแถวแยกตามห้องนะคะ เราจะแยกกันเดินไปเป็นห้องๆ น้องๆจากห้อง 241 242 243 244 แล้วก็ 245 ตามพี่มาดูตัวโรงไฟฟ้าเลยนะคะ ส่วนน้องๆจากห้อง 341 342 415 416 417 ไปตั้งแถวกับพี่ที่ยืนอยู่ทางด้านซ้ายเตรียมไปดูพิพิธภัณฑ์ ห้องที่เหลือไปตั้งแถวหน้าพี่ที่อยู่ทางด้านขวาเตรียมตัวไปดูเมืองร้างค่ะ "

 

            "อะไรว้า ได้ไปดูพิพิทภัณฑ์ก่อนเหรอ" หลานชายหมอผีใหญ่บ่นขณะเดินตามเพื่อนๆมุ่งหน้าไปยังตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ซึ่งก่อด้วยอิฐสีขาวที่อีกด้านของลานกว้าง "นึกว่าจะได้ไปดูโรงไฟฟ้าของจริงก่อน แบบนี้เบื่อตายห่าน"

            "ดีแล้ว ข้าไม่อยากไป" เด็กหนุ่มชาวหลวงน้ำทาซึ่งกลัวรังสีอยู่ไม่น้อยพูดอุบอิบ "อยู่พิพิธภัณฑ์นี่แหละ ถ้าเขาไม่ว่าข้าจะขออยู่จนกลับเลยด้วยซ้ำ"

 

            "เฮ้ยดูๆไปมันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเอาไว้นะเว้ย" จ้าดตอบ "ตอนแรกนึกว่าจะมีต้นไม้ยืนต้นตายกันเป็นเบียและก็สัตว์กลายพันธุ์น่ากลัวๆเยอะแยะซะอีก"

            "สัตว์กลายพันธุ์นั่นมันหนังแล้วเว้ยเอ็ง ความเป็นจริงส่วนใหญ่ก็มีแค่ภาวะเผือกนั่นแหละ" เด็กหนุ่มจากภาคใต้ผู้เรียนเก่งที่สุดในกลุ่มและชอบอ่านสารานุกรมเป็นชีวิตจิตใจตอบ "แต่ต้นไม้ตายเป็นเบือน่ะมีอยู่* เข้าไปใกล้ๆโรงไฟฟ้าก็คงเห็นมั้ง จริงๆตรงนี้ก็น่าจะมี แต่เขาคงตัดทิ้งเพราะมันดูดซึมรังสี เข้าไปใกล้ๆก็โดนมันแผ่รังสีใส่ได้เหมือนกัน"

            "ฟังๆไปเหมียนรังสีอยู่ทุกหนทุกแห่งเลยว่ะ" ต๊อกพูดเบาๆ "ใครมันคิดเอาพลังงานน่ากลัวแบบนี้มาใช้วะ"

            "เอาน่า ปกติถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุมันก็ แอ๊ก....."

 

            เสียงของจ้าดขาดหายไปกลางประโยคเมื่อราชินีตานีกระชากทั้งปกเสื้อหนาวและเสื้อนักเรียนของเขาจากเบื้องหลัง

 

            "เจ๊จะกระชากคอผมทำไมมิทราบครับ แค่ก...." หลานชายหมอผีใหญ่กระอักกระไอ ดวงตาตี่เหลียวมองเพื่อนสนิททั้งสองซึ่งมองตามมาด้วยสายตาสงสัย "เรียกดีๆก็ได้ !"

            "ช้าไป" เด็กสาวหน้าจืดซึ่งเดินนำหน้ากลุ่มฟ้ามาเล็กน้อยตอบห้วนๆ ก่อนจะลดเสียงลง "ข้าเจ้ารู้สึกถึงวิญญาณร้าย ทั้งในป่า ทั้งในตัวโรงไฟฟ้าเลย พลังงานวิญญาณเข้มข้นมาก จำนวนก็มากด้วย ระวังตัวไว้ ถึงในพิพิธภัณฑ์จะบ่ค่อยมีก็เถอะ"

            "วิญญาณร้าย ?" หลานชายหมอผีใหญ่ขมวดคิ้ว "แถวโรงไฟฟ้าที่แทบไม่มีใครอยู่มาจะสามสิบปีแล้วเนี่ยนะ"

            "ถามข้าเจ้าแล้วข้าเจ้าจะถามผู้ได๋ล่ะบ่าจ้าดง่าว" กล้วยสวน "แต่จะไดๆก็ระวังตัวเอาไว้ก่อนเถอะ พลังวิญญาณเข้มข้นจะอี้แสดงว่าหมู่เปิ้นมีเจตนาร้ายเข้มข้นเหมือนกัน"

            "โอเค ได้" เด็กหนุ่มพยักหน้า "เตือนฟ้าด้วยนะกล้วย"

            "เตือนก่อนนายอีกย่ะบ่าจ้าดง่าว"

 

            "เอาล่ะ ก่อนที่เราจะเข้าไปชมนิทรรศการข้างใน พี่คงต้องขอถามความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของน้องๆก่อนนะคะ"

            วิทยากรสาวเอ่ยขึ้นหลังจากทั้งหมดเข้ามาอยู่ในตัวอาคารพิพิธภัณฑ์แล้ว เธออยู่ในเครื่องแบบสีเทาเช่นกัน แต่ดูอายุน้อยกว่าคนที่เรียกรวมแถวเมื่อครู่ เธอดูจะเพิ่งจบมาทำงานด้วยซ้ำ แต่น้ำเสียงมั่นอกมั่นใจและหน้าตาที่ดูทรงภูมิแถมเสริมบารมีด้วยแว่นกรอบเหลี่ยมสีดำก็ทำให้เธอดูน่าเชื่อถือมากขึ้น มีเพียงผมซอยสั้นแถมย้อมเป็นสีแดงแปร๊ดเท่านั้นที่ทอนความน่าเชื่อถือนั้นลงเล็กน้อย

 

            "เอ้า มีใครรู้บ้างว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าได้ยังไง ยกมือขึ้นแล้วตอบหน่อยซิคะ"

            ไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆจากเหล่านักเรียนกว่าสองร้อยห้าสิบคน หญิงสาวในชุดเทาถอนหายใจเฮือก ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

 

            "ใครตอบได้พี่จะจดชื่อส่งอาจารย์ให้เพิ่มคะแนนวิชานี้ให้นะคะ !"

            ได้ผล มือยกพรึ่บเหมือนนักการเมืองลงมติไม่่ไว้วางใจในสภาไม่มีผิด วิทยากรถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่ ก่อนจะชี้ไปยังเด็กสาวในเสื้อกันหนาวสีชมพูอ่อนซึ่งอยู่ใกล้ตัวเธอที่สุด

 

            "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ประกอบด้วยแท่งเชื้อเพลิงที่มีสารกัมมันตรังสีเสียบอยู่ แท่งพวกนี้จะถูกเรียงชิดๆกันพอให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ให้พลังงานออกมาได้ พอผ่านน้ำเข้าไป น้ำก็จะได้รับความร้อนจนระเหยเป็นไอน้ำ ซึ่งไอน้ำที่ได้จะเอาไปหมุนกังหันไอน้ำซึ่งต่อกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอีกทีค่ะ"

            "ดีมากค่ะ" หญิงสาวยิ้ม ก่อนจะชี้ไปที่เด็กสาวอีกคนซึ่งยืนอยู่อีกด้านหนึ่งของกลุ่ม "แล้วเราจะควบคุมเตาปฏิกรณ์ได้ยังไงคะ"

            "จะมีแท่งที่เรียกว่าแท่งควบคุมสอดลงไประหว่างแท่งเชื้อเพลิงค่ะ ทำให้สารกัมมันตรังสีมีปริมาณไม่มากพอที่จะสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ได้ ยิ่งสอดมากปฏิกิริยาก็ยิ่งน้อยลง ไฟฟ้าที่ได้ก็น้อยลงด้วย ถ้าสอดหมดก็คือปิดเตาปฏิกรณ์"

            "ถูกต้องค่ะ แล้วคิดว่าข้อดีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีอะไรบ้างคะ เอาน้องผู้ชายคนนี้ก็แล้วกัน" เธอชี้ไปยังเด็กหนุ่มอีกคนซึ่งกำลังเหม่อมองรูปถ่ายของโรงไฟฟ้าเมื่อครั้งมีอุบัติเหตุซึ่งติดอยู่บนผนัง

            "เอ่อ...." ผู้ถูกถามอึกอักเล็กน้อย "ถูก แล้วก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมั้งครับ"

            "บ้านเอ็ง" เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆแย้งขึ้นทันที "มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยตรงไหนวะ"

            "ไม่ต้องโวย เขาตอบถูกแล้วค่ะ" วิทยากรสาวตอบกลั้วหัวเราะ สวนทางกับเหล่านักเรียนที่อุทานอย่างไม่อยากเชื่อ "พลังงานนิวเคลียร์ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมากในการทำงานปกติ ปล่อยออกมาแค่ไอน้ำแล้วก็น้ำอุ่นที่ใช้ระบายความร้อนเท่านั้น"

            "อ้าว แล้วพวกกากเชื้อเพลิงที่ต้องเอาไปทิ้งหรือกัมมันตภาพรังสีที่รั่วออกมานี่ไม่นับเป็นผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมเหรอครับ" นักเรียนคนที่แย้งเพื่อนถามขึ้น

            "นั่นไม่ใช่การทำงานปกติค่ะ แล้วก็เกิดขึ้นนานๆครั้ง" หญิงสาวในเครื่องแบบตอบ "แต่ก็อย่างที่ว่า ถ้าเกิดเหตุอะไรขึ้นมาหรือเชื้อเพลิงหมดอายุก็จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมหาศาล และน้องๆทราบมั้ยคะว่าเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ แม้ปิดเตาแล้วก็ยังมีอันตรายเหลืออยู่ มีใครทราบบ้างมั้ยคะว่าอันตรายนั้นคืออะไร"

 

            มือที่ชูสลอนอยู่ในอากาศหดลงพร้อมกัน มีเพียงไร่เท่านั้นที่ยังคงยกมือ เด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กหนุ่มหน้าดุกว่ามองเขาด้วยแววตาทึ่งระคนสงสัย ไอ้หมอนี่รู้ดีมาจากไหน

 

            "คืออะไรคะ" วิทยากรสาวยิ้มเมื่อเห็นใบหน้าขึงขังของเด็กหนุ่มชาวใต้

            "ระบบหล่อเย็นครับ" ไร่ยิ้มโชว์ฟันขาว เขาชอบอ่านเรื่องเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นชีวิตจิตใจเนื่องจากเคยอยากเป็นนักฟิสิกส์ "สารกัมมันตรังสีจะปล่อยความร้อนออกมาตอนสลายตัวแม้จะไม่ได้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์** ถ้าไม่มีระบบหล่อเย็น แกนเตาก็จะร้อนจนเกิดความเสียหายหรือแม้กระทั่งละลายได้ ซึ่งอาจจะทำให้เตาปฏิกรณ์รั่วหรือเกิดระเบิดขึ้นได้ครับ"

            "เยี่ยมมากค่ะ ปกติเด็กม.ปลายทั่วไปไม่รู้นะคะเนี่ย เด็กมหาลัยยังไม่รู้กันเลย" หญิงสาวผมสั้นตอบยิ้มๆ ก่อนจะอธิบายต่อ "และนี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้าแห่งนี้เมื่อห้าสิบปีก่อน และน้องๆจะได้เรียนรู้จากในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้"

            "เอาล่ะ ต่อจากนี้น้องๆจะได้ดูหนังเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนี้นะคะ หลังจากนั้นน้องๆก็สามารถเดินชมในพิพิธภัณฑ์ได้ตามสบาย แล้วก็กินข้าวเที่ยงได้เลยที่โรงอาหารของที่นี่ซึ่งรับรองว่าวัตถุดิบไม่มีกัมมันตภาพรังสีเจือปนแน่นอนค่ะ แต่ขอแนะนำให้รีบกินก่อนเที่ยงนะคะ ไม่งั้นกลุ่มอื่นจะตามมาสมทบแล้วที่นั่งอาจจะไม่พอ" วิทยากรสาวผมแดงประกาศ "แล้วบ่ายโมงขอให้มาเจอกันที่หน้าพิพิธภัณฑ์นะคะ ขอให้ตรงเวลาด้วย เพราะเราจะไปดูโรงไฟฟ้าและเมืองร้างที่เคยเป็นที่พักของคนงานกัน ถ้ามาช้าอาจจะมืดก่อนได้ไปเมืองร้าง และพี่ขอบอกเลยว่าเมืองร้างตอนค่ำน่ะยิ่งกว่าบ้านผีสิงอีกนะคะ"

 

            "ดูแล้วขนลุกว่ะ" ต๊อกเอ่ยเสียงสั่นๆหลังจากเดินออกมาจากห้องฉายหนัง ภาพคนที่ป่วยจากรังสีซึ่งต่างก็ผมหลุดร่วงหรือไม่ก็อาเจียนเป็นเลือดสดๆ ยังคงติดตา*** "จริงๆนะ ข้าไม่เคยเห็นด้วยกับไอ้พลังงานนี่เลย ที่มามันก็มาจากสงคราม แล้วยังสร้างผลกระทบร้ายแรงแบบนี้อีก"

            "ทำไงได้วะ ตอนนั้นจะสร้างเขื่อนก็สร้างไม่ได้ พลังงานน้ำมันหรือแก๊สก็โดนต่อต้าน แล้วยังเจือกอยากใช้ไฟฟ้ากัน ก็มีแต่นิวเคลียร์เท่านั้นแหละ" หลานชายหมอผีใหญ่ตอบ ดวงตามองนิทรรศการที่ตั้งเรียงรายอยู่ตามทางเดิน "พอเกิดเหตุขึ้นมาจะล้อมคอกก็ไม่ทันแล้ว นี่ไง.... เขาบอกว่าพอเกิดเหตุขึ้นมา โรงไฟฟ้าแสนคำถูกสั่งปิดเตาหมด ไฟดับทั่วรัฐเชียงหลวง ล้านม้าแล้วก็เวียงตานเลย บางส่วนของเชียงยืนก็ดับด้วยซ้ำ พึ่งมันมากจนเกินเหตุ"

            "แล้วทำไมไม่ใช้พวกพลังงานธรรมชาติวะ อย่างลมหรือแสงอาทิตย์"

            "มันไม่คุ้มไง" ไร่ตอบ "ขนาดสมัยนี้ที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆออกมาแล้วยังไม่คุ้มเลย แถมบางทีถ้าเกิดลมมาแรงเกินไปทั้งที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าไม่มี ไฟฟ้าก็สูญไปเปล่าๆด้วย"

            "แล้วจะไปใส่ใจกับมันทำไม ก็เราได้มาฟรีๆ สูญไปเปล่าๆก็ไม่เห็นเป็นไรนี่หว่า"

            "มันก็ไม่ได้ไม่ทำลายธรรมชาตินะเว้ย" เด็กหนุ่มหน้าดุแย้ง "ลองไปดูต่างประเทศสิ อย่างเยว่หรือบาหม่อนก็ได้ ทิวทัศน์ชนบทเสียหมดเพราะมีไอ้กังหันยักษ์หมุนๆอยู่ตลอดเวลา"

            "แต่มันก็ไม่ได้สร้างมลพิษหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนี่หว่า...."

 

            เด็กหนุ่มทั้งสามคนเถียงกันไปเถียงกันมาตลอดเวลาที่เดินดูนิทรรศการ แม้กระทั่งลงไปกินข้าวก็ยังเถียงกันโขมงจนทั้งนักเรียนทั้งเจ้าหน้าที่ที่นั่งโซ้ยกันอยู่ในโรงอาหารหันมามองพลางอมยิ้ม ถ้าพวกผู้ใหญ่ในสภาเถียงกันด้วยเรื่องเป็นเรื่องแบบนี้ สารขัณฑ์คงพัฒนาไปไกลกว่านี้อีกเยอะ....

 

            บ่ายโมง เหล่านักเรียนของห้อง 341 342 415 416 417 ก็กลับมารวมกันหน้าพิพิธภัณฑ์อีกครั้ง ก่อนจะออกเดินย่ำหิมะตัดป่าละเมาะที่ปกคลุมด้วยหิมะไปยังโรงไฟฟ้าเกือบครึ่งชั่วโมงต่อมา ปล่องหอหล่อเย็นสูงเกือบสองร้อยเมตรหกปล่องก็ตั้งตระหง่านง้ำอยู่เบื้องหน้าราวกับภูเขาสูงชัน อาคารคอนกรีตขนาดยักษ์ซึ่งครอบเตาปฏิกรณ์ที่เกิดอุบัติเหตุทั้งสี่เตาเอาไว้หรือที่เรียกว่าโลงหินอยู่ห่างออกไปเบื้องหลัง ทั้งหมดถูกแยกออกจากกลุ่มนักเรียนและวิทยากรด้วยรั้วลวดเส้นหนาสูงท่วมหัว ป้ายห้ามเข้าเขียนด้วยตัวอักษรขนาดเท่าหม้อแกงสีแดงสดติดเอาไว้ตลอดแนว ด้านข้างป้ายมีเครื่องมือวัดระดับรังสีซึ่งยามนี้บอกเลขหนึ่งไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง****

 

            "เอาล่ะ เราจะหยุดตรงนี้นะคะ เพราะถ้าเข้าไปมากกว่านี้อาจเป็นอันตรายได้" วิทยากรสาวหันหลังกลับมาหาเหล่านักเรียน จริงๆตัวเลขปริมาณรังสีขณะนี้ก็สูงกว่ารังสีเบื้องหลังปกตินับสิบเท่า***** แต่ก็ยังไม่นับว่าอันตราย "ที่นักเรียนเห็นอยู่ตอนนี้คือหอหล่อเย็นที่ใช้ควบแน่นไอน้ำให้กลับเป็นน้ำหลังจากหมุนกังหันผลิตไฟฟ้าแล้ว หลายคนคิดว่านี่เป็นตัวเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ แต่ที่จริงไม่ใช่นะคะ ตรงนี้ซะอีกที่แทบจะไม่มีปริมาณรังสีเลยด้วยซ้ำ ถ้าน้ำที่มีรังสีไม่รั่วออกมานะ"

 

            "รายละเอียดของอุบัติเหตุน้องๆน่าจะได้เห็นมาจากในพิพิธภัณฑ์แล้ว พอจะมีใครสรุปให้พี่ฟังได้บ้างมั้ยคะ"

            สองสามมือโบกสะบัดในอากาศเย็นรวมทั้งไร่ วิทยากรสาวผมแดงยิ้มก่อนจะชี้เด็กหนุ่มชาวใต้

 

            "มีการทดสอบระบบหล่อเย็นของเตาปฏิกรณ์สามและสี่ เจ้าหน้าที่ปิดเตาแล้วก็ตัดระบบหล่อเย็นเพื่อทดสอบเวลาสตาร์ตเครื่อง แต่เจ้าหน้าที่ประมาทและละเลยขั้นตอนของการทดลอง ไม่ได้ระวังความร้อนจากการสลายตัว ทำให้แกนเตาร้อนเกินกำหนดจนสารหล่อเย็นระเหยเป็นไอ ดันตัวอาคารระเบิดออกมาแล้วก็ปล่อยสารกัมมันตรังสีออกสู่บรรยากาศครับ"

            "ถูกต้องค่ะ แล้วยอดผู้เสียชีวิต...." เธอชี้ไปยังเด็กสาวอีกคนซึ่งยกมือค้างเอาไว้นานแล้ว

            "สี่สิบหกคนเสียชีวิตเพราะแผลไหม้จากรังสีทั่วตัว ร้อยเจ็ดสิบเอ็ดคนจากพิษรังสี แล้วก็ยังมีคนที่ต้องทุกข์ทรมานเพราะมะเร็งต่อมไทรอยด์แล้วก็อาการอื่นๆจากรังสีค่ะ ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ของโรงไฟฟ้า นักดับเพลิงท้องถิ่นและคนงานก่อสร้างที่สร้างโลงหินค่ะ รวมผู้เสียชีวิตที่พิสูจน์ได้ว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ทั้งหมดก็สี่ร้อยสามสิบหกคน ไม่นับสัตว์และพืชค่ะ"

            "เห็นมั้ยคะว่าความผิดพลาดจากความประมาทเพียงครั้งเดียวทำให้เกิดความสูญเสียมากมายแค่ไหน" หญิงสาวสรุป "แล้วหลังจากเกิดอุบัติเหตุมีมาตรการการป้องกันรังสียังไงบ้างคะ"

            "หลังจากดับเพลิงได้แล้วก็มีการสร้างโลงหินด้วยคอนกรีตครอบซากเตาเอาไว้ค่ะ แล้วก็มีการอพยพคนจากพื้นที่ที่รังสีอาจจะไปถึง รวมยอดผู้อพยพทั้งหมดโดยเฉพาะทางตะวันออกเฉียงเหนือของโรงไฟฟ้าก็เกือบสองล้านคนค่ะ"

            "เก่งมากค่ะ จำได้หมดเลยนะเนี่ย" วิทยากรสาวในเครื่องแบบสีเทายิ้ม ก่อนจะอธิบายต่อ

            "จากตรงนี้น้องๆสามารถมองเห็นรอยไหม้บนหอหล่อเย็นของเตาปฏิกรณ์หมายเลขสามได้" เธอชี้มือไปยังหอสูงที่อยู่ใกล้กับโลงหินสีทึมมากที่สุด รอยไหม้สีคล้ำขนาดไม่เล็กไปกว่าสนามฟุตบอลมากนักฉาบอยู่บนผนังด้านนอกของมันเหมือนปานดำ "และถึงจะผ่านมาห้าสิบปีแล้ว แต่ตอนนี้ในโลงหินก็ยังเหลือรังสีความเข้มสูงชนิดที่เข้าไปไม่กี่นาทีก็ตายได้ มีน้องๆคนไหนอยากลองเข้าไปมั้ยคะ พี่จะขออนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษเลย"

 

            ไม่มีใครขำกับมุกนี้ของเธอเลยสักคน มีนักเรียนเพียงสองสามคนที่หัวเราะแหะๆ อย่างสงสาร หญิงสาวยิ้มเจื่อนๆ ยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

 

            "งั้นน้องๆ มีใครสงสัยอะไรมั้ยคะ ถ้าไม่มีเดี๋ยวพี่จะให้เวลาสิบห้านาทีให้ถ่ายรูปหรือจดบันทึก เดินดูรอบๆที่นี่ได้ตามสบาย แต่พยายามอย่าขุดหิมะหรือดินขึ้นมานะคะ เพราะอาจจะยังมีรังสีตกค้างได้ แล้วจากนั้นเราจะเดินต่อไปที่เมืองร้าง....."

 

            "กรี๊ด.........!!!"

            เสียงของวิทยากรสาวถูกกลบด้วยเสียงกรีดร้องแหลมสูง เจ้าของเสียงคือเด็กสาวคนที่ตอบเรื่องหลักการทำงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เมื่อตอนเช้านั่นเอง เธอเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งกับพื้น ปากอ้าค้าง ดวงตาโตเบิกกว้างจ้องค้างไปเบื้องหน้าด้วยอาการช็อก

 

            "เกิดอะไรขึ้นคะ !?"

            "ฟางเป็นอะไร !?"

            "ฟาง อะไรกันน่ะ แกเห็นอะไร"

            เด็กสาวในเสื้อกันหนาวสีชมพูค่อยๆยกมืออันสั่นเทาขึ้นชี้ตรงไปยังหอหล่อเย็นที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างช้าๆ

            "ที่หอนั่น.... ฟางเห็น.... เห็นหัวคนห้อยลงมา !"

 

            สายตากว่าสองร้อยห้าสิบคู่รวมทั้งของไกด์สาวหันขวับไปจ้องปากปล่องขนาดมหึมาของหอหล่อเย็นเป็นตาเดียว แต่บนนั้นว่างเปล่า มีเพียงนกฮูกหิมะไม่กลัวรังสีสองสามตัวเกาะอยู่เท่านั้น

 

            "ไม่เห็นมีอะไรเลยนี่ฟาง" เด็กสาวอีกคนซึ่งนั่งลงข้างเพื่อนสาวขมวดคิ้ว "แกเห็นนกฮูกเป็นหัวคนรึเปล่า"

            "ไม่นะ ฟางเห็นจริงๆ ! หัวสีดำพุพองเหมือนโดนไฟไหม้ มันห้อยกลับหัวลงมาแล้วก็ปีนกลับลงไป" อีกฝ่ายละล่ำละลัก ก่อนที่เธอจะชี้มือขึ้นไปอีกครั้ง "นั่น มันไต่ลงมาแล้ว !"

 

            ทุกคนหันขวับไปมองหอหล่อเย็นอีกครั้ง แล้วไขสันหลังทั้งสองร้อยกว่าชิ้นก็ต้องเย็นวาบราวกับมีใครเอาน้ำแข็งมาลูบเมื่อเห็นร่างสีดำสนิทราวกับตอตะโกร่างหนึ่งคลานลงมาจากปากปล่องในสภาพกลับหัวลงเหมือนจิ้งจก หัวของมันมีผมอยู่เพียงหรอมแหรม ตามตัวเต็มไปด้วยแผลพุพองและน้ำเลือดน้ำหนองเหมือนถูกไฟไหม้รุนแรงไม่มีผิด มันไต่ลงมาด้วยความเร็วสูงเหมือนจิ้งจก แต่ก่อนที่จะมีใครตั้งสติหรือขยับตัวหนีได้ทัน มันก็หายวับไปที่กลางปล่อง

 

            "กรี๊ด ผี !!!"

            สิ้นเสียงกรีดร้อง นักเรียนทั้งกลุ่มก็แตกฮือวิ่งหนีกลับไปตามทางเดินแคบๆเส้นเดิมเหมือนผึ้งแตกรังจนนกที่ทำรังอยู่ในป่าบินหนีขึ้นฟ้าด้วยความตกใจ วิทยากรสาวผมแดงก็เผ่นแน่บไปกับเขาด้วย มีเพียงไม่กี่คนที่ยังคงยืนอยู่กับที่ ส่วนหนึ่งเพราะขาแข็งจนก้าวไม่ออก อีกส่วนหนึ่งคือจ้าด ฟ้า ต๊อกและไร่ ซึ่งหันขวับมามองราชินีตานีเป็นตาเดียว

 

            "นะ นั่น.... มัน.... อะไรน่ะกล้วย !?" เด็กหนุ่มชาวใต้พูดตะกุกตะกัก พยายามหักห้ามใจไม่ให้เผ่นตามคนอื่นไป

            "บ่ฮู้" ผู้ถูกถามตอบสั้นๆ มือขวาล้วงอยู่ในถุงปืนที่สะพายอยู่บนหลัง เตรียมพร้อมจะควักออกมายิงได้ทุกเมื่อหากสถานการณ์จวนตัว "แต่น่าจะเป็นวิญญาณที่มีระดับสูงอยู่ แล้วก็มีความอาฆาตสูงมากด้วย หมู่เฮาบ่ควรอยู่ที่นี่ต่อแล้ว"

            "อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ที่ตายที่นี่ก็ได้" ฟ้าออกความเห็น เธอเองก็กำถุงสนับมือในเป้สะพายหลังเอาไว้แน่เช่นกัน "ผมหลุดไปเป็นกระจุกแบบนั้น แล้วก็แผลพุพองแบบนั้น เหมือนคนโดนพิษรังสีในรูปที่พิพิธภัณฑ์เลย"

            "ก็อาจเป็นจะอั้น"

            "แล้วทำไมกล้วยไม่ยิงมันเลยล่ะ" หลานชายหมอผีใหญ่ถาม ดวงตาตี่มองซ้ายมองขวาอย่างระแวงภัย

            "ยะอะหยังง่ายๆจะอั้นบ่ได้หรอก" กล้วยตอบ "ข้าเจ้าอู้แล้วว่ามีผีร้ายอยู่แถวนี้เพียบ ขืนยิงไปแล้วหมู่เปิ้นรุมเข้ามาก็เสร็จกันพอดี อีกอย่าง นายคึดก๋าว่าถ้าข้าเจ้าควักกล้วยออกมาตนอื่นจะบ่แตกตื่นกันน่ะ"

            "โอเคๆงั้นเราควรจะทำไงต่อ"

            "ออกจากที่นี่หื้อเร็วที่สุด ปิ๊กสถานีรถไฟไปเลยยิ่งดี ตรงนั้นบ่ค่อยมีวิญญาณ" น้ำเสียงของเด็กสาวหน้าจืดเคร่งเครียด "ไปกันเถอะ ลากพวกที่ก้าวขาบ่ออกไปด้วยเน่อ"

 

            กว่าจะโขยกเขยกลากถูลู่ถูกังกลับมาถึงพิพิธภัณฑ์กันได้ นักเรียนคนอื่นก็ตั้งแถวเตรียมขึ้นรถไฟกันแล้ว ผู้บริหารของศูนย์สั่งยกเลิกโปรแกรมทั้งหมดทันทีด้วยเกรงว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเหมือนที่ตานนะคอนเมื่อไม่กี่วันก่อน และหากพวกผีเหล่านั้นเกิดทำอะไรจนรังสีรั่วออกมาล่ะก็ ไม่ใช่แค่พวกเขาที่ต้องตาย แต่เหล่านักเรียนอายุน้อยพวกนี้ก็อาจต้องทรมานไปตลอดชีวิต....

 

            นักเรียนกลุ่มอื่นบ่นกันพึมตลอดโบกี้ทั้งสิบห้าขณะรถไฟเก่าคร่ำคร่ามุ่งหน้ากลับไปยังเมืองโบราณเชียงผาน กลุ่มหนึ่งยังไม่ได้ดูพิพิธภัณฑ์ ส่วนอีกกลุ่มยังไม่ได้เห็นตัวโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในระยะใกล้ด้วยซ้ำ มีเพียงกลุ่มเห็นผีเท่านั้นที่นั่งกันตัวลีบ บางคนถึงกับชะโงกออกไปดูนอกหน้าต่างเป็นระยะๆ ด้วยกลัวว่าผีร่างไหม้เกรียมตนนั้นจะคลานตามมาด้วย บ้างก็นั่งสวดมนต์เสียงดังหวังว่าจะปิดกั้นไม่ให้มันตามมาที่โรงแรมได้ บ้างก็นั่งเล่าประสบการณ์สยองให้เพื่อนที่ไม่ได้เจอฟังด้วยน้ำเสียงหวาดผวา ไม่มีใครมีกะจิตกะใจทัศนศึกษาอีกแล้ว.....

 

            กว่ารถไฟจะลดความเร็วเข้าจอดที่สถานีเมืองโบราณ ท้องฟ้ายามบ่ายสี่โมงของฤดูหนาวก็เริ่มมืดลงแล้ว เหล่านักเรียนขวัญเสียรีบตะกายขึ้นรถบัสซึ่งจะไปส่งที่โรงแรมอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าผีจากโรงไฟฟ้าจะตามมาลากขากลับไป แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะตามปกติอาจจะต้องใช้เวลาถึงกว่าครึ่งชั่วโมงในการจัดนักเรียนมัธยมปลายที่บางคนมีนิสัยเหมือนนักเรียนประถมต้นเหล่านี้ขึ้นรถ

 

            "แล้วแบบนี้พรุ่งนี้จะเป็นยังไงเนี่ย" เด็กสาวหน้าคมเปรยขึ้นขณะรถบัสวิ่งออกจากเมืองไปตามถนนสองเลน "ใครมันจะกล้าไป แล้วผู้บริหารฝั่งโน้นก็คงไม่ให้ หรือว่าเราจะต้องกลับกันเลย"

            "ไม่หรอกมั้ง เราได้ยินพวกอาจารย์คุยกันแล้วว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้จะจ้างหมอผีตามไปด้วย" ต๊อกซึ่งนั่งอยู่หลังเธอส่งเสียงข้ามพนักเก้าอี้มา "ที่น่าเป็นห่วงน่าจะเป็นกลุ่มเรามากกว่า ไม่น่ามีใครมีกะจิตกะใจเที่ยวเมืองโบราณแล้วมั้ง"

            "ก็ต้องคอยดูแหละ แต่ยังไงนี่มันอยู่ในหลักสูตร พวกอาจารย์ก็คงต้องให้ไปให้ได้แหละ" นักมวยสาวตอบ ก่อนจะหันไปหาราชินีตานีข้างตัวซึ่งนั่งเงียบมาตั้งรถออก "กล้วย เป็นอะไรรึเปล่า ทำไมเงียบๆ"

            "ข้าเจ้าสงสัย" เด็กสาวหน้าจืดพูดเบาๆ "ก่อนจะขึ้นรถไฟข้าเจ้าไปถามผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ เปิ้นอู้ว่าเปิ้นยะการที่นั่นมายี่สิบกว่าปี บ่เคยหันผีเลยสักที ทั้งๆที่แถบนั้นมีผีร้ายอยู่เต็มไปหมด ข้าเจ้าเลยสงสัยว่าผีร้ายอาจจะจงใจมาปรากฏตัวหื้อหมู่เฮาหันโดยเฉพาะ หรือบ่อั้นก็อาจจะเป็นได้ว่าสัมผัสของผีร้ายนั่น.... บ่แม่นวิญญาณปกติที่อยู่แถวนั้นมาตั้งแต่แรก"

            "หมายความว่ายังไง" ฟ้าขมวดคิ้ว "จะบอกว่าผีร้ายที่กล้วยสัมผัสได้เป็นผีจากที่อื่นงั้นเหรอ"

            "บ่ฮู้ ข้าเจ้ายังสรุปอะหยังบ่ได้" ราชินีตานีส่ายหน้า "ก็ได้แต่ภาวนาหื้อหมู่เปิ้นบ่ยะอะหยังหมู่เฮา บ่อั้นเป็นเรื่องใหญ่แน่"

 

            แต่ความหวาดกลัวที่เกาะกุมเหล่านักเรียนอยู่ก็ดูจะหายไปหมดสิ้นเมื่อเห็นสภาพของโรงแรม โรงแรมนั้นไม่ถึงกับหรูมาก แต่ก็มีห้องนอนกว้างขวางที่บรรจุนักเรียนได้สิบคนต่อห้องสบายๆพร้อมห้องน้ำในตัว สภาพห้องก็ค่อนข้างใหม่ แถมแสงไฟสว่างไสวรอบตัวอาคารก็ทำให้ทุกคนอุ่นใจ แม้จะรู้ดีว่าผีตนนั้นออกมาหลอกตอนกลางวันแสกๆก็ตาม

 

            อย่างไรก็ตาม ความเหน็ดเหนื่อยจากการวิ่งหนีผีและความตื่นเต้นที่ยังคงหลงเหลือในร่างกายก็ทำให้แทบไม่มีใครกินข้าวเย็นลง นักเรียนส่วนใหญ่จึงตัดสินใจเปลี่ยนชุดแล้วนอนเกลือกกลิ้ง เล่นไพ่ ฟังเพลง หรือไม่ก็นั่งคุยกันในห้องนอนกว้างขวางซึ่งมีฟูกนุ่มๆปูเรียงกันเอาไว้เสียมากกว่า เพราะยังไงก็ไม่ได้มีกำหนดการอะไรในตอนเย็นหรือตอนค่ำอยู่แล้ว จึงสามารถนอนเขลงจนหลับไปได้อย่างสบายใจ

 

            "เฮ้อ เหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ยวันนี้" พลอยเอนตัวลงบนฟูกหลังจากเล่นอีแก่กินน้ำชนะเป็นตาที่สามสิบติดต่อกัน "ไหนจะเดินทาง ไหนจะวิ่งหนีผีอีก เราเริ่มง่วงแล้วนะเนี่ย"

            "ก็สมควรจะเริ่มง่วงแหละ นี่มันจะห้าทุ่มแล้วนี่" ฟ้าตอบกลั้วหัวเราะ ก่อนจะหันไปขอความเห้นจากกล้วย เงิน และเพื่อนร่วมห้องอีกห้าคนซึ่งต่างก็อยู่ในวงไพ่ ยกเว้นอีกคนซึ่งกำลังกินน้ำ "เอ้างั้นพวกเรานอนกันเลยมั้ย พรุ่งนี้ต้องตื่นตั้งแต่หกโมงนะ"

            "ก็ได้ เราก็เริ่มง่วงแล้วเหมือนกัน"

            "โอเคงั้น ฝ้าย กินน้ำเสร็จยัง ปิดไฟให้ด้วยนะ"

            "เห็นใจคนจุกบ้างสิ เรากินน้ำเป็นแก้วที่เก้าแล้วนะ !"

 

             ผู้แพ้ตาสุดท้ายโวยวาย แต่เธอก็ยอมเดินไปปิดไฟเพดานให้โดยดีขณะทุกคนสอดตัวเข้าไปในผ้าห่ม มีเพียงกล้วยเท่านั้นที่ยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนฟูกของเธอที่ริมหน้าต่าง

 

            "กล้วย นอนเถอะน่า พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้านะ" เด็กสาวหน้าคมซึ่งนอนข้างๆเตือนเพื่อนสาว

            "บ่เป็นอะหยังหรอก ตานีบ่ต้องนอนมากก็ได้" ราชินีตานีตอบเบาๆ "ข้าเจ้าสังหรณ์ใจบ่ดีเลย.... เหมือนมีวิญญาณที่ทรงพลังวนเวียนอยู่แถวนี้ตลอดเวลา ข้าเจ้าเลยอยากอยู่ยามจนกว่าวิญญาณนั่นจะไปหรือบ่ก็จนกว่าจะฮู้ว่าเปิ้นเป็นตัวอะหยัง"

            "งั้นเราอยู่ยามด้วย" ฟ้าทำท่าจะลุกขึ้น แต่เด็กสาวหน้าจืดกดตัวเธอกลับลงไปกับฟูกอีกครั้ง

            "บ่ต้อง พรุ่งนี้ฟ้าต้องตื่นเช้า นอนเถอะ ข้าเจ้าอยู่เอง"

            "อืมงั้นก็ ราตรีสวัสดิ์นะ เจอกันพรุ่งนี้"

            "อื้ม ฝันดีเน่อฟ้า"

 

            เด็กสาวหน้าคมยิ้มตอบเพื่อนสาวก่อนจะหลับตาลง กล้วยตบผ้าห่มของเธอเบาๆก่อนจะหันกลับไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง สนามหญ้าด้านนอกยังคงสว่างไสวจากแสงไฟสปอตไลท์ของโรงแรม ดูแล้วไม่น่าจะมีภูตผีปีศาจที่ไหนกล้ามาปรากฏตัวอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้ได้ แต่สัมผัสรุนแรงของวิญญาณทรงพลังที่เธอได้รับก็ยังคงอยู่ เด็กสาวหน้าจืดขมวดคิ้วหรี่ตาเขม้นมองด้านนอก วิญญาณอะไรหนอถึงได้มีพลังรุนแรงขนาดนี้ และต้องการอะไรกันแน่จึงต้องมาวนเวียนอยู่ที่นี่ หรือว่าผีร่างไหม้เกรียมนั่นจะตามมาจริงๆ.....

 

            แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีอะไรปรากฏตัวขึ้นมาสักอย่าง ราชินีตานีถอนหายใจเฮือก สงสัยเธอคงจะระแวงไปเอง หรือไม่ก็สัมผัสวิญญาณที่ถูกลดทอนพลังลงไปของเธอคงจะเพี้ยน เด็กสาวหน้าจืดดึงผ้าห่มผืนหนามาคลุมตัวก่อนจะล้มตัวลงนอน

 

            ก่อนจะหลับ เธอเหลียวมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง แต่คราวนี้ ดวงตาเรียวต้องเบิกกว้าง.....

 

            เสือลายพาดกลอนสีขาวตัวใหญ่ยืนอยู่บนชานไม้นอกหน้าต่าง

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนนี้ศัพท์เทคนิคเยอะเลยครับ เพราะเจตนาให้เป็นตอนที่เกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เห็นคนไทยยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่มาก

 

จริงๆตอนนี้ตั้งใจจะให้เกี่ยวกับนิวเคลียร์ตั้งแต่คิดเรื่องเลยครับ ไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ฟุคุชิมะไดอิจิแต่ประการใด รายละเอียดเกี่ยวกับอุบัติเหตุส่วนใหญ่จะมาจากเชอร์โนบิลครับ

 

*เหตุการณ์ที่เชอร์โนบิลทำให้ป่าต้นเวิร์มวู้ดรอบๆโรงไฟฟ้ายืนต้นตายกลายเป็นสีแดงกินเนื้อที่หลายร้อยเอเคอร์ เนื่องจากได้รับรังสีอย่างแรงเข้าไป ป่านี้ปัจจุบันเรียกว่าป่าแดง (RedForest)

 

**เรียกว่า Decay Heat เกิดจากการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี ซึ่งจะคายพลังงานพร้อมอนุภาคชนิดใดชนิดหนึ่งออกมา (อัลฟาเบตา แกมมา หรือนิวตรอน) ขณะสลายตัวเปลี่ยนเป็นธาตุอื่นที่เสถียรและเบากว่า

 

***เป็นอาการจากพิษรังสี (Radiation Poisoning หรือ Acute Radiation Syndrome) อาการจะเปลี่ยนไปตามปริมาณรังสีที่ได้รับ

 

****ซีเวิร์ตเป็นหน่วยรังสีโดยใช้ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตเป็นตัวเทียบ ซึ่งตรงข้ามกับหน่วยเกรย์ (Gy) ซึ่งจะนับเป็นหน่วยรังสีที่สะสมต่อมวล ปริมาณรังสีมักจะบอกเป็นหน่วยซีเวิร์ตต่อชั่วโมง ต่อเดือน หรือต่อปี ซึ่งจะต้องนำไปคูณกับเวลาที่ได้รับอีกครั้ง โดยปกติแล้วโรคพิษรังสีเฉียบพลันจะแสดงอาการเมื่อได้รับรังสีมากกว่า 1-2Svขึ้นไป และจะมีโอกาสเสียชีวิต 100% เมื่อได้รับรังสีมากกว่า 8Sv ขึ้นไป

 

*****รังสีเบื้องหลัง (Background Radiation) เป็นรังสีที่มีอยู่เป็นปกติในสิ่งแวดล้อม ทั้งจากอวกาศและจากกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ รังสีเบื้องหลังปกติจะอยู่ที่ประมาณ 0.05 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #105 2-CHAIR (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2559 / 21:37
    ข้อมูลเเน่นเเต๊ๆ หนา /ไม่รุ้ใช้ถูกไหม เเต่อ่านไปอ่านมาชักติดใจภาษาเหนือ ฮี่ฮี่
    #105
    0
  2. #94 คุณพีทคุง พิธันดร (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2558 / 04:49
    ขนลุกเลยครับ บรื๊อ...



    อุ๊ยสายเคยรู้อะไรแน่ๆ เลย มันต้องเคยมีอะไรเกิดขึ้นที่นี่แน่ๆ
    #94
    0
  3. #50 wat_r (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 เมษายน 2558 / 11:22
    ตอนนึ้ข้อมูลหนักจริงๆ อัดแน่นไปด้วยความรู้ เหมือนเรื่องจะเชิงการเมืองสอดแทรกเป็นระยะ ฮา...
    เหมือนจะแอบแซวคนชอบย้อมผมสีสวย ที่ทำให้ความน่าเชื่อถือดูลดลง (นิดนึง) 555

    ไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะร้ายแรงจนนางต้องมาช่วยอีกหรือเปล่า แต่ชอบตอนที่แล้วที่นางกล่าวถึงการต่อสู้เพื่อป้องกันตัวของตานี จึงจำต้องทำร้ายมนุษย์ หากแต่ตานีทำร้ายมนุษย์ไม่ได้
    ก็เหมือนกับที่ผู้เขียนกล่าวมาตลอด ผีก็ห้ามทำร้ายมนุษย์ ผลลัพธ์ก็เหมือนมนุษย์มีแต่ได้กับได้
    แต่ก็ยังมีทัศนคติโต้แย้งระหว่างตัวละครที่ร่วมถกประเด็นกัน เป็นการมองต่างมุมที่ดี ต่างคนต่างความคิด

    ถ้าถึงจุดหนึ่งที่ไม่มีทางเลือกจริงๆ กล้วยจะเปลี่ยนความคิดจนยอมทำร้ายมนุษย์คนอื่นเพื่อปกป้องพวกพ้องตนเองมั้ยนะ?
    เหมือนว่่เธอจะมีแนวคิดที่คงมั่นจริงๆ
    #50
    0
  4. #22 lllllllllllllllllllllllll '[27]' (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 มกราคม 2558 / 01:25
    ตัวละครใหม่มาแล้วววววว แต่ก่อนอ่านตอนต่อไปคงต้องไปเติมพลังงานเสียแล้วแหละ เหะๆ
    #22
    0