ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 109 : สงครามกลางเมืองที่แตกสลายไปในคลองระบายน้ำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 91
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    10 ธ.ค. 59

ร่างที่ห่อหุ้มด้วยผ้าคลุมสีดำขาดวิ่นนับสิบๆร่างลอยนิ่งอยู่บนท้องฟ้า

 

ดวงตาสีส้มแดงร้อนแรงเหมือนเปลวเพลิง หากฝังอยู่ในเบ้าตาลึกโหลเหมือนหมีแพนด้ามองกวาดต่ำลงไปนับพันฟุตเบื้องล่าง ตึกรามบ้านช่องที่อัดกันแน่นอยู่ในหุบเขาของเมืองเขลางค์ส่งแสงสลัวขึ้นมาพอให้มองเห็นได้ ผ่ากลางด้วยเส้นอ้วนๆสีดำมืดของแม่น้ำตาน ก่อนจะกวาดตามแม่น้ำที่ไหลโค้งก่อนจะหายลับไปในหุบเขาทางทิศใต้ของตัวเมือง

 

ทิศที่พวกเขาคาดหวังว่าข้าศึกจะปรากฏตัว

 

หลังจากเชียงม่วนถูกยึดไปเมื่อสองอาทิตย์ก่อน เมืองขนาดกลางที่อยู่ห่างจากตานนะคอนเพียงกว่าหกสิบกิโลเมตรแห่งนี้ก็กลายสถานะเป็นเมืองแนวหน้าไปโดยปริยาย และดูจากระยะเวลาแล้ว กองกำลังผสมตานีก็อาจบุกมาเมื่อไหร่ก็ได้ อาจจะเป็นพรุ่งนี้ คืนนี้ หรือในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า.....

 

แต่ก็ไม่ได้ทำให้เหล่ายมทูตผู้เป็นกำลังหลักในการป้องกันเขลางค์หวั่นไหวอะไรนัก ความกดอากาศสูงกำลังแรงที่สุดในรอบหลายปีแผ่ลงมาปกคลุมท้องฟ้าของแทบจะทั้งรัฐเวียงตานแล้ว ทำให้ท้องฟ้าใสปิ๊งราวกับแก้ว และพยากรณ์อากาศก็ยังบอกอีกว่าความกดอากาศลูกนี้จะยังอ้อยอิ่งอยู่แถวนี้ไปอย่างน้อยก็อีกสองอาทิตย์ ข้าศึกไม่อาจใช้มุกเดิมๆอย่างบินหลบเข้าเมฆเหมือนเมื่อคราวที่แล้วได้แน่

 

ยิ่งกว่านั้น อุณหภูมิเย็นยะเยือกแทบจะทะลุติดลบสามสิบองศาที่ความกดอากาศสูงลูกนี้หอบมาด้วยก็น่าจะสร้างอุปสรรคให้กองกำลังที่ประกอบด้วยเผ่าพันธุ์กึ่งวิญญาณทั่วไปซึ่งสามารถสูญเสียพลังงานให้กับบรรยากาศรอบข้างได้ไม่น้อย ตรงกันข้ามกับเผ่าพันธุ์พิเศษอย่างยมทูต ซึ่งไม่ว่าจะอยู่ที่หนาวสุดๆอย่างยอดดอยตานหลวงหรือลงใต้ไปรับลมร้อนฉ่าถึงรัฐเจ้าสมุทรก็ไม่มีปัญหา

 

มิหนำซ้ำ พวกเขาก็ทดสอบเรียบร้อยแล้วว่าระเบิดพลังงานวิญญาณแบบใหม่ที่ตานีเพิ่งจะคิดค้นขึ้นมานั้นทำอะไรพวกเขาไม่ได้เช่นกัน และต่อให้ฝ่ายตานีไม่ใช้ระเบิดพลังงานวิญญาณ หากบุกเข้ามาตรงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะจ้องมองส่งพวกมันไปโลกหลังความตายให้หมด แล้วแบบนี้ยังจะต้องกังวลอะไรอีกเล่า....

 

แต่แล้ว คิ้วบนผิวหนังซีดเซียวเหมือนซากศพของเหล่าหน่วยเฝ้าระวังสถานการณ์ก็ต้องขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นอะไรบางอย่างลอยละลิ่วมากลางท้องฟ้า

 

“จรวด !

ต่อให้เผ่าพันธุ์ที่แทบจะเป็นพลังงานล้วนๆอย่างพวกเขาไม่ต้องกลัวทั้งจรวดหัวระเบิดสสารและหัวระเบิดพลังงานวิญญาณก็จริง แต่ถ้าปล่อยให้มันร่วงลงไปทำลายตึกรามบ้านช่องเบื้องล่าง เจ้านายก็กินหัวพวกเขาอยู่ดีข้อหาหละหลวมในการปฏิบัติหน้าที่ ไวเท่าความคิด เหล่ายมทูตต่างจ้องมองตามจรวดลูกนั้น แต่หลายตนช่วยกันมองก็ไม่ได้ทำให้การส่งสสารไปยังโลกหลังความตายเร็วขึ้น และก่อนที่จรวดจะหายไปได้ทัน มันก็ปักหัวทิ่มหน้าลงสู่เมืองเบื้องล่างเสียแล้ว

 

เหล่ายมทูตต่างกลั้นใจรอฟังเสียงระเบิด แต่มันกลับเงียบสนิท มีเพียงควันสีขาวหนาทึบที่ค่อยๆแผ่ออกจากจุดตกของจรวดเท่านั้น เหล่าร่างในผ้าคลุมขาดวิ่นต่างขมวดคิ้ว หัวรบด้านงั้นหรือ อาวุธของเผ่าพันธุ์อัจฉริยะอย่างตานีเนี่ยนะ หรือพวกมันจะมาไม้ไหนอีก

 

แต่ก่อนที่จะหาคำตอบได้ จรวดอีกนับสิบๆลูกก็ทะยานตามมาแล้ว พวกมันปักหัวลงทั่วตัวเมืองตั้งแต่เหนือจรดใต้และตั้งแต่เทือกเขาทางตะวันออกไปจนถึงเทือกเขาทางตะวันตก แต่ก็เช่นเดียวกับลูกแรก ไม่มีลูกไหนระเบิดเลยสักลูก มีเพียงกลุ่มควันเท่านั้น จำนวนจรวดที่มากมายทำให้กลุ่มควันทั่วเมืองรวมตัวกันเป็นก้อนควันขนาดใหญ่ บดบังพื้นดินและตัวเมืองเบื้องล่างเอาไว้จนมิด

 

เหล่ายมทูตเริ่มรู้แล้วว่ามีอะไรผิดปกติ ยมทูตจากตัวเมืองเบื้องล่างเริ่มลอยขึ้นมาสมทบกับหน่วยเฝ้าระวังสถานการณ์แล้ว แทบทุกตนต่างคุยกันจ้อกแจ้ก ไม่มีใครมองออกว่าฝ่ายตานีคิดจะทำอะไร ควันแค่นี้ไม่เพียงพอที่จะบดบังยุทโธปกรณ์หนักทั้งหลายอย่างรถถังจากสายตาของพวกเขาอยู่แล้ว เครื่องบินยิ่งไม่ต้องพูดถึงโดยเฉพาะเมื่อควันดูจะเกาะพื้นแบบนี้ด้วยแล้ว และต่อให้มันบังได้ ควันซึ่งเป็นสสารมวลกระจิริดแบบนี้มองแค่ปราดเดียวก็ทะลุเป็นทางแล้ว ไม่มีประโยชน์ในการกำบังโดยสิ้นเชิง แล้วพวกมันคิดจะรบยังไงกัน จะเอาทหารราบเข้ามาหรือ กำลังพลของตานีก็มีไม่ได้เยอะมากขนาดนั้นสักหน่อย แล้วมันก็จะยิ่งเสี่ยงต่อการสูญเสียเยอะกว่าเดิมเสียด้วย ในเมื่อวิญญาณธรรมดาถูกมองแค่เพียงไม่ถึงห้าวินาทีก็ปลิวไปโลกหลังความตายได้ง่ายๆ

 

แต่เพื่อความไม่ประมาท ร่างในผ้าคลุมขาดวิ่นก็เริ่มมองเปิดช่องว่างในม่านควัน แก๊สสีขาวที่กระจายฟุ้งหายไปเป็นทางตามการกวาดสายตา แต่มันก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนักเมื่อควันจากรอบข้างลอยเข้ามาแทนที่จนมิดเหมือนเดิมแทบจะทันที ยมทูตบางตนจิ๊จ๊ะอย่างขัดใจ แต่เอาเถอะ ต่อให้ควันปกคลุมแบบนี้ต่อไปก็ยังอย่างที่ว่า ตานีก็ยังทำอะไรพวกเขาไม่ได้อยู่ดี โดยเฉพาะในเมื่อพวกเขาอยู่กันข้างบนนี้ จะบุกมายังไงก็ต้องเห็นแน่นอน

 

จู่ๆเสียงดังเฟี้ยวก็ผ่านกลางฝูงไป พร้อมๆกับที่ร่างในผ้าคลุมร่วงผลอยกันเป็นแถวเหมือนเฮลิคอปเตอร์เครื่องดับ

 

“สไนเปอร์ ! ลงไปข้างล่าง !

ตรงกันข้ามกับเมื่อครู่ เหล่าหมีแพนด้าร่างซีดเซียวต่างแย่งกันพุ่งกลับลงไปในเมืองและม่านควัน อย่างน้อยอยู่ท่ามกลางหมู่ตึกสลับซับซ้อนของตัวเมืองย่อมถูกเล็งได้ยากกว่าอยู่กลางท้องฟ้าโล่งๆแน่นอน และพวกตานีก็คงไม่ส่งทหารราบเข้ามาจริงๆแน่ เท่ากับว่าพวกมันต้องเล็งยิงผ่านตึกและผ่านม่านควันของตัวเองจากระยะไกล เท่ากับว่าปลอดภัยสองเด้ง

 

“นายหัว เอาจะไดดี !?

ยมทูตใต้ผ้าคลุมสีเทาเงินซึ่งแอบอยู่ในซอกปล่องบันไดหนีไฟของอาคารสูงแห่งหนึ่งใจกลางเมืองถามเสียงร้อนรน ดวงตาลึกโหลซึ่งบัดนี้เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกจับจ้องมองคู่สนทนาซึ่งก็คู้ตัวอยู่ข้างเขา คู่สนทนาเผ่าพันธุ์เดียวกัน หากอยู่ในชุดที่ดูหรูหรากว่าเขาหลายเท่าด้วยดิ้นสีเงินและทองที่เดินเส้นตลอดแนวผ้าคลุม บ่งบอกสถานะว่าไม่ใช่ยมทูตธรรมดา

 

“สั่งทุกหน่วยหื้อไปซุ่มอยู่แถวทางใต้ของเมือง หมู่มันเอาหมู่เฮาแน่” นายหัวของเหล่ายมทูตตอบด้วยเสียงห้าวลึก ดวงตาสีเดียวกับลูกน้องมองลอดประตูทางหนีไฟออกไปด้านนอกอย่างระแวงภัย “อยู่ในระยะควันแล้วหาที่ซุ่มใกล้ๆถนน อย่างน้อยถ้าระยะใกล้มากๆก็น่าจะพอมองหันได้ หันเมื่อได๋ส่งมันไปโลกหลังความตายทันที”

“จะบ่เสี่ยงเกินไปก๋านาย” ยมทูตผู้มียศต่ำกว่าท้วง แม้เผ่าพันธุ์ของเขาจะเป็นพลังงานแทบทั้งร่าง แต่ด้วยข้อจำกัดของโลกมนุษย์ก็ทำให้ไม่อาจเคลื่อนที่ในพริบตาได้ ถ้าซุ่มอยู่ในระยะประชิดขนาดนั้นแล้วฝ่ายตรงข้ามรู้ตัวขึ้นมา พวกเขาก็บอกลาทั้งโลกนี้และโลกหลังความตายได้เลย

“ก็ซุ่มหื้อมันมิดชิดเข้าไว้ซิ่ ฝึกทหารก็ฝึกกันมาแล้วบ่แม่นก๋า”

“เอาจะอั้นก็เอา”

 

ทันทีที่ได้รับคำสั่ง ร่างภายใต้ผ้าคลุมขาดวิ่นนับร้อยก็ลอยฉวัดเฉวียนผ่านหมู่ตึกและบ้านเรือนมุ่งหน้าลงใต้ เสียงสไนเปอร์ไรเฟิลยังคงดังมาจากที่ไหนสักแห่งไกลๆ และก็ยังมีร่างที่ร่วงผลอยลงกับพื้นเหมือนนกปีกหัก แต่เมื่อมีตึก ต้นไม้ และม่านหมอกควันของข้าศึกเองช่วยกำบังบ้างอัตราการสูญเสียก็น้อยลงกว่าตอนที่ยังอยู่บนท้องฟ้าอย่างเห็นได้ชัด

 

เพียงไม่กี่นาทีต่อมา อาคารและถนนทุกสายทางตอนใต้ของเมืองก็มีเหล่ายมทูตประจำอยู่พร้อม ทุกตนซุ่มซ่อนอย่างมิดชิด บ้างอยู่บนอาคารมองลงมายังถนผ่านช่องลมและรอยแตกตามผนัง บ้างซุ่มซ่อนตามซอกหลืบและซากปรักหักพังซึ่งแม้จะมีอยู่ไม่มากนักด้วยเมืองนี้ยังไม่เคยผ่านการรบจริงๆจังๆเลยสักครั้ง แต่ก็พอจะกำบังพวกเขาจากสายตาข้าศึกได้ ทุกตนเงี่ยหูฟัง ดวงตาที่สว่างไสวราวกับมีแสงเพลิงอยู่ภายในพร้อมจะส่งอะไรก็ตามที่ปรากฏต่อสายตาไปให้พ้นจากโลกนี้....

 

แต่ทุกอย่างกลับเงียบสนิท ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ เสียงตีนตะขาบหรือล้อบดถนน ไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้าหรือเสียงลอยแหวกอากาศของวิญญาณเลยสักดวง สัมผัสวิญญาณอันดีเยี่ยมก็ตรวจไม่พบฝ่ายตรงข้ามเช่นกันแม้จะเพ่งสมาธิขยายระยะกราดตรวจออกไปไกลเกือบห้ากิโลเมตรแล้วก็ตาม หรือว่าพวกมันจะไม่บุกมา แค่ส่งสไนเปอร์มาจู่โจมให้เสียขวัญเล่นเฉยๆกันแน่

 

แล้วจู่ๆเสียงปืนก็ดังขึ้น ไม่ใช่จากเบื้องหน้าทางทิศใต้อย่างที่เหล่าเผ่าพันธุ์ผู้รักษาความสงบแห่งโลกหลังความตายคาดคิด หากมาจากด้านหลัง ทิศของใจกลางเมือง....

 

และก่อนที่ยมทูตตนไหนจะทันรู้ตัว แนวป้องกันแทบทุกตนก็ถูกกวาดหายเกลี้ยงเสียแล้ว

 

“นายหัว แย่แล้ว !

“อะหยังอีก !?

“กองกำลังโดนซุ่มโจมตีกลับอยู่ในเมือง หมู่มันรุกคืบเข้ามาถึงในเมืองแล้ว หมู่เฮาบ่ฮู้ตัวเลย !

“ได้จะได !? หมู่มันเข้ามาจะไดกัน !?

“เห็นบอกว่าเอาทหารราบเข้ามา แต่ยังบ่ทันหันตัวก็โดนยิงแล้ว !

“เป็นไปบ่ได้ หมู่มันจะมองหันหมู่เฮาได้จะไดในหมอกจะอั้น !? แล้วหมู่มันเข้ามาได้จะได !?

“บ่ฮู้ !

“แล้วตอนนี้หมู่มันอยู่ที่ได๋ !?

 

“อยู่นี่ไง”

เสียงแปลกปลอมดังขึ้นใกล้ตัว ผู้บัญชาการสูงสุดของเหล่ายมทูตสะดุ้งเฮือก แต่ไม่ทันเสียแล้ว ผ้าสีดำคาดพรึ่บเหนือดวงตาของเขา ก่อนที่จะถูกสวมทับด้วยแว่นอะไรสักอย่างที่ทั้งหนักและกดดวงตาของชายร่างซีดแน่นจนปวดหนึบ แล้วเขาก็ถูกพยุงแกมกระชากให้ลุกขึ้น ก่อนจะถูกลากไปโยนโครมลงบนเก้าอี้ใกล้ๆสักตัว เสียงออดแอดของเก้าอี้อีกตัวข้างๆบอกว่าลูกน้องของเขาก็คงโดนเช่นเดียวกัน

 

“ทำไมถึงจะคิดว่าเรามองไม่เห็นพวกคุณล่ะ เขามีกล้องสแกนพลังงานวิญญาณใช้กันตั้งนานแล้ว” เสียงชายหนุ่มคนเดิมเอ่ย “มิน่าถึงคุมวิญญาณร้ายไม่ค่อยอยู่ ไม่ยอมพัฒนาเลยนี่เอง อุปกรณ์ทุกอย่างยังกับสงครามโลกครั้งที่สอง”

 

ยมทูตในชุดหรูขบกรามกรอด พยายามเร่งพลังสายตาที่มืดมิดส่งทั้งผ้าและแว่นไปยังโลกหลังความตาย แต่ก่อนที่เขาจะทำได้สำเร็จ อะไรแข็งๆเป็นทรงกระบอกก็กระแทกปั้กเข้าที่ท้ายทอยจนมึนตึ้บ

 

“อย่าคิดจะเล่นตุกติกหรือส่งแว่นนั่นไปโลกหลังความตายเชียวนะ ในนั้นเป็นยูเรเนียมหมดประสิทธิภาพ* กว่าจะส่งไปก็นานหน่อย แล้วป่านนั้นผมก็คงยิงคุณพรุนไปแล้วด้วย”

 

ไกลออกไปเบื้องหลัง เสียงชายหนุ่มอีกคนกำลังพูดกรอกวิทยุ

 

“เจ้าแม่ ยึดเมืองไว้แล้ว จับผบ.ของยมทูตไว้ได้แล้วด้วยครับ จะเอายังไงต่อครับ”

 

 

ที่อีกด้านหนึ่งของการติดต่อ ในห้องบัญชาการกลางเมืองเชียงผาน ทุกคนและทุกตนต่างถอนหายใจอย่างโล่งอก แทบไม่มีใครอยากเชื่อว่ายุทธวิธีง่ายๆอย่างสร้างม่านควันบดบังสายตายมทูตจะประสบความสำเร็จได้อย่างงดงามแบบนี้ แม้บางตนโดยเฉพาะสายจะยังตงิดๆอยู่ว่ามันง่ายเกินไปหน่อยหรือเปล่าก็ตาม แต่อย่างน้อย ยามนี้กองกำลังตานีก็ยึดเมืองได้อีกเมืองหนึ่งแล้ว แถมเป็นเมืองที่ใกล้ตานนะคอนมากเสียด้วย

 

“ถามผบ.ยมทูตซิ ว่าเพราะอะหยังถึงได้ร่วมมือกับหมู่ผีร้าย” วิญญาณสาวคนสวยพูดกรอกวิทยุ ดวงตาที่ส่องประกายสีแดงยังจับจ้องอยู่ที่แผนที่ตัวเมืองเขลางค์ในหน้าจอแลปทอป ซึ่งยามนี้แสดงสัญญาณวิญญาณของยมทูตเพียงไม่กี่ตน นอกนั้นเป็นทหารของฝ่ายเธอเต็มเมือง

ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะตอบมา “มันไม่ยอมพูดครับ มันบอกว่าให้ราชินีตานีมาถามมันเองมันถึงจะยอมพูด”

สายยิ้มเย็นก่อนจะแค่นหัวเราะ “หึ เล่นตัวก๋า แบกมันใส่ฮ.มาที่นี่เลย”

 

วิญญาณทั้งสองนายทำตามคำสั่งทันที พวกเขาเข้าหิ้วปีกยมทูตในชุดหรูหมายจะยกลอยขึ้นจากเก้าอี้ แต่พวกเขากลับต้องเป็นฝ่ายเซเสียเองเมื่อจู่ๆร่างที่ถูกยกลอยขึ้นมาสองสามเซนติเมตรแล้วกลับเพิ่มน้ำหนักจนร่วงตูมกลับลงไปสู่เก้าอี้อีกครั้ง ชายหนุ่มตนทางซ้ายก้มลงมองเชลยศึกอย่างฉงนระคนหงุดหงิด เขายิ่งไม่สบอารมณ์มากขึ้นเมื่อเห็นรอยยิ้มเยาะเย้ยบนริมฝีปากบางเฉียบของฝ่ายตรงข้าม

 

“เจ้าแม่ มันเพิ่มน้ำหนักตัวครับ เราแบกมันไปไม่ไหว ที่สำคัญถ้ามันไปเพิ่มน้ำหนักแบบนี้บนฮ.ล่ะก็อันตรายแน่ๆ”

“จะอั้นยิงทิ้งไปเลย” อดีตพันเอกสาวตอบอย่างไม่ไยดี

“เดี๋ยวเจ้าอุ๊ยสาย” ราชินีตานีท้วงอาจารย์ของเธอเอาไว้เสียก่อน “ถ้ายิงเปิ้นทิ้ง หมู่เฮาก็บ่มีทางฮู้เลยเน่อเจ้าว่ายมทูตร่วมมือกับหมู่ผีร้ายเพราะอะหยัง”

“จำเป็นต้องฮู้ด้วยก๋าท่านกล้วย”

“ข้าเจ้าคึดว่าจำเป็นเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “ข้าเจ้าคึดว่าหมู่เปิ้นต้องมีเหตุผลสำคัญมากๆอะหยังบางอย่างแน่นอน บ่อั้นเผ่าพันธุ์อย่างหมู่เปิ้นบ่น่าจะยอมร่วมมือกับหมู่ผีร้ายหรอกเจ้า และถ้าหมู่เฮาปล่อยไปเฉยๆ ก็ต่อไปก็อาจจะเกิดเรื่องจะอี้ขึ้นอีกเน่อ กลับกันถ้าหมู่เฮาฮู้เหตุผลนั้น หมู่เฮาก็อาจจะหาทางป้องกันหรือแก้ไขได้เน่อเจ้า”

“แล้วจะยะจะได ในเมื่อเปิ้นบ่ยอมอู้จะอี้” สายย้อนถาม

“หมู่เฮาก็ยอมยะตามที่เปิ้นว่าก็ได้นี่เจ้า ไปหาเปิ้นที่เขลางค์เลย”

“ประมาทไปแล้วท่านกล้วย” วิญญาณสาวหน้าหวานหรี่ตามองลูกศิษย์สาว “บ่คึดบ้างก๋าว่าน่าสงสัยเท่าได๋ เรียกหื้อท่านกล้วยต้องไปถามมันเองจะอี้ มันอาจจะวางแผนอะหยังเอาไว้ก็ได้เน่อ บ่สิ น่าจะอู้ว่ามันต้องวางแผนอะหยังไว้แน่นอนมากกว่า”

“แม่นกล้วย ข้าก็คึดว่าอันตรายเกินไปเน่อ” กล้ายร่วมด้วยช่วยเถียง “ข้าก็หันด้วยกับกล้วยว่าข้อมูลนี้สำคัญและหมู่เฮาจำเป็นต้องฮู้ แต่ถ้าถึงขั้นต้องยอมยะตามที่เปิ้นตั้งเงื่อนไข เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงนี่ข้าว่าบ่คุ้มกันเน่อ”

“แล้วต่อให้บอกว่ายมทูตมองทะลุควันลำบาก ต่อให้บอกว่าแผนนี้ประสบความสำเร็จ กล้วยไม่ตงิดๆบ้างเหรอว่ามันง่ายไป” นักศึกษาแพทย์แห่งเวียงเชียงหลวงท้วงอีกคน

“ข้าเจ้าก็คึดเหมือนฟ้ากับกล้ายนั่นแหละ น่าจะมีอะหยังอยู่เบื้องหลังแน่” ราชินีตานีตอบ “แต่ข้าเจ้าก็บ่ได้บอกนี่ว่าจะไปดื้อๆตอนนี้ เดี๋ยวนี้นี่ จะไดหมู่เฮายึดเมืองได้แล้ว แล้วเขลางค์ก็เป็นทางผ่านเพื่อจะบุกตานนะคอนต่อไปอยู่แล้ว หมู่เฮาก็คุมตัวเปิ้นไว้จนกว่าหมู่เฮาจะย้ายไปทางปู้นสิ”

“คุมตัวยมทูตเนี่ยนะ” สาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์ผู้นั่งเงียบเหงามานานออกความเห็นบ้าง คิ้วบางขมวดน้อยๆ “ทำได้ด้วยเหรอ ยมทูตมองอะไรก็ส่งไปโลกหลังความตายได้ไม่ใช่เหรอ แล้วจะคุมตัวไว้ยังไงล่ะ”

“เท่าที่ข้าเจ้าลองสังเกตจากหลายๆครั้งที่ผ่านมา ถ้าสสารเป็นของแข็ง เหมือนว่ายมทูตจะต้องส่งไปทั้งก้อนทั้งชิ้น แยกชิ้นส่วนส่งหรือส่งไปแค่จุดที่มอง แบบมองทะลุหื้อเป็นรูบ่ได้” กล้วยอธิบาย “เพราะจะอั้นก็ยัดเปิ้นไว้ในห้องคอนกรีตหนาๆลึกๆใต้ดินก็ได้ เปิ้นส่งตึกคอนกรีตทั้งตึกไปโลกหลังความตายบ่ได้หรอกข้าเจ้าว่า หรือถึงส่งไปได้ก็ช้ามาก ถ้าหันคอนกรีตเริ่มจางลงแต๊ๆก็ค่อยยิงเปิ้นทิ้งอย่างที่ว่าก็ได้ หลังจากหมู่เฮาเอากำลังเข้าไปแล้ว แน่ใจว่าปลอดภัยแล้วก็ค่อยไปถามเปิ้นอีกที”

“มันก็บ่แม่นว่าจะยะบ่ได้เน่อ....” สายถอนหายใจเฮือก “จะอั้นเดี๋ยวอุ๊ยหื้อทางปู้นลองหาที่ขังที่เหมาะๆดูก่อนละกัน ท่านกล้วยกับทุกคนไปดูเรื่องแผนการแล้วก็การเคลื่อนย้ายกำลังพลเถอะ มีอะหยังคืบหน้าค่อยมาประชุมกันอีกที”

“เจ้า”

“ค่ะ”

“ครับ”

 

เหล่าสหายร่วมรบลุกจากเก้าอี้ก่อนจะเดินตามออกไปจากห้องประชุม แต่สายยังคงนั่งนิ่งที่หัวโต๊ะ ดวงตาที่ส่องประกายสีแดงจ้องมองภาพถ่ายดาวเทียมของเขลางค์ในหน้าจอโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณ ฝ่ายตรงข้ามกำลังวางแผนอะไรอยู่อย่างที่เธอคิดหรือเปล่า และแผนการนั้นจะเป็นอะไรกันแน่.....

 

 

เสียงเครื่องยนต์นานาชนิดดังก้องสะท้อนผนังคอนกรีต ขณะยานเกราะนับร้อยคันดาหน้าตามถนนสายหลักของเมืองเขลางค์มุ่งหน้าขึ้นไปยังแนวป้องกันทางทิศเหนือ ขณะเดียวกัน รถถังและปืนใหญ่อีกฝูงหนึ่งก็ประจำอยู่ตามยุทธศาสตร์ต่างๆทางตอนใต้ของตัวเมือง มันมีจำนวนน้อยกว่าฝูงแรกถึงครึ่งต่อครึ่ง ด้วยยามนี้ทิศทางที่ข้าศึกน่าจะโจมตีมามากที่สุดก็คือทิศเหนืออันเป็นทิศทางของตานนะคอนนั่นเอง

 

แม้ช้างลอยและพื้นที่ทางตะวันตกของเชียงม่วนหลายส่วนจะยังคงอยู่ใต้การควบคุมของฝ่ายกองกำลังผีร้าย ซึ่งหากตีกระหนาบพร้อมๆกับทางตานนะคอนขึ้นมาก็จะทำให้กองกำลังตานีต้องทำศึกสองแนวรบทันที แต่ดูจากสัญญาณพลังงานวิญญาณ รวมทั้งรายงานการเคลื่อนพลของฝ่ายผีร้ายแล้ว ความเสี่ยงเรื่องนั้นก็ดูจะไม่มากนัก เพราะฝ่ายผีร้ายดูจะกำลังพยายามโยกกำลังพลกลับไปยังตานนะคอน พวกมันก็คงคิดเหมือนกับกองกำลังตานี ว่าศึกสุดท้ายคงอยู่อีกไม่ไกลแล้ว.....

 

ต่ำลงไปหลายเมตรใต้พื้นดินที่กำลังสะเทือนเลื่อนลั่นจากหมู่ยานเกราะ แท่งคอนกรีตกว้างยาวนับสิบเมตรอันเป็นฐานรากของคุกความปลอดภัยสูงสุดแห่งรัฐเวียงตานกลับไม่มีแรงสั่นสะเทือนเลยแม้แต่ริกเตอร์เดียว ซึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้นเมื่อคิดถึงหน้าที่ของมัน และโดยเฉพาะเมื่อภายในนั้นมีห้องขังที่กำลังควบคุมตัวหนึ่งในนักโทษที่อันตรายที่สุดเอาไว้

 

ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีแสงอาทิตย์ ทุกด้านเป็นผนังคอนกรีตแน่นหนาอับทึม เฟอร์นิเจอร์ในห้องมีเพียงชักโครกเก่าๆ เตียงที่ไม่มีฟูก และโต๊ะเก้าอี้เล็กๆชุดเดียว แต่ดูเหมือนผู้ที่ใช้ห้องนี้เป็นที่อาศัยจะไม่เดือดร้อนอะไรนัก ส่วนหนึ่งเพราะเขาเองก็ชินกับสภาพแวดล้อมแบบนี้อยู่แล้ว มองเห็นได้จากสีผิวที่ซีดเซียวแทบจะเป็นเขียวคล้ำราวกับไม่ได้รับแสงอาทิตย์มานับศตวรรษ และอีกส่วนคงเป็นเพราะเขาเองก็มองไม่เห็นเช่นกันว่าสภาพรอบตัวเป็นเช่นไร ด้วยดวงตาของเขามีทั้งผ้าสีดำและแว่นตาสวมทับไว้อย่างแน่นหนา เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เขาถูกจับเมื่อสี่ห้าวันที่แล้ว

 

ชุดของนักโทษตัวอันตรายก็ยังคงเป็นชุดเดิมเมื่อถูกจับ ผ้าคลุมสีเทาเงินเป็นมันเลื่อมที่มีดิ้นสีเงินกับทองเดินเส้นตลอดแนวความยาว แม้เจ้าของชุดจะไม่มีเหงื่อ แต่มันก็น่าจะไม่สบายตัวบ้าง อย่างไรก็ตาม เขาก็ดูไม่เดือดร้อนกับเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ชายร่างซีดเซียวในชุดหรูนั่งนิ่งอยู่กับโต๊ะ หันหลังให้กับประตูเหล็กหนาหนักนับสิบเซนติเมตร

 

เขาไม่แม้แต่จะแสดงท่าทีว่ารู้สึกตัวเมื่อประตูเหล็กบานนั้นเลื่อนเปิดออก ก่อนที่สองร่างจะก้าวเข้ามาในห้องอย่างช้าๆ โดยมีอีกสองร่างที่กำยำกว่าและถือไรเฟิลจู่โจมเตรียมพร้อมยืนคุมเชิงอยู่เบื้องหลัง

 

“ท่านคำกอง ผาทรายเหลือง ผู้บัญชาการสูงสุดของยมทูตรัฐเวียงตาน แม่นก่อเจ้า”

“เสียงนี่ ราชินีตานีสิเน่อ” เสียงทุ้มต่ำกังวานเหมือนนักร้องเบสมืออาชีพเอ่ยตอบโดยไม่หันมา “บ่น่าเชื่อว่าจะยอมลงมาหาข้าถึงนี่”

“ข้าเจ้าต้องการคำตอบ” กล้วยเน้นเสียง “ยะหยังหมู่ยมทูตถึงได้ไปร่วมมือกับหมู่ผีร้าย”

“แล้วคึดว่าเพราะอะหยังล่ะ”

“อย่ากวน” อดีตพันเอกสาวผู้ยืนอยู่ข้างราชินีตานีจ่อปากระบอกไรเฟิลจู่โจมเข้าที่ท้ายทอยของฝ่ายตรงข้าม “อยากหื้อหมู่เฮามาถามด้วยตัวเองหมู่เฮาก็มาแล้ว อย่ามาอ้อมค้อมมีลูกเล่นหื้อเสียเวลา”

“สายคำ สะหวันพา” เสียงทุ้มของนายหัวสูงสุดแห่งเหล่ายมทูตฟังดูเหมือนเขากำลังยิ้มกว้าง แต่สองชุดสอบสวนไม่อาจรู้ได้ด้วยยังคงมองไม่เห็นหน้าที่หันไปอีกทางของอีกฝ่าย “ในที่สุดก็เจอกันอีกจนได้เน่อ”

“ตอบมา” สายกระแทกเสียง

“ก็ได้ บ่มีเหตุผลอะหยังต้องปิดบังนี่” ชายร่างซีดหัวเราะในลำคอ “ราชินีตานีส่งผีร้าย ส่งสัตว์ประหลาดมา เคยคึดบ้างก่อว่าทางโลกหลังความตายลำบากกันเท่าได๋”

“สุมาเน่อเจ้าที่ยะหื้อลำบาก แต่มันเป็นหน้าที่ของหมู่ท่านบ่แม่นกาเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดย้อนเสียงเรียบ “อีกอย่าง หมู่เฮาก็ส่งไปน้อยลงมากแล้วด้วยถ้าเทียบกับก่อนหน้านี้ที่ยังยึดนโยบายส่งวิญญาณทุกตนไปเน่อเจ้า”

“ส่งวิญญาณทุกตนมายังดีซะกว่า” คำกองตอบ “ส่งมาเยอะ ก็มีวิญญาณที่มีคุณสมบัติจะเป็นยมทูตเยอะ แต่นี่ส่งมาแต่ผีร้าย หมู่เฮาปราบผีร้ายก็มีล้มหายสลายจากกันไปเหมือนกัน เพิ่มงาน ลดคน แล้วคึดว่าหมู่เฮาจะอยู่กันจะได”

“จะโทษคนอื่นได้จะได....”

“บ่เป็นอะหยังเจ้าอุ๊ยสาย ข้าเจ้าพอเข้าใจ” กล้วยเบรกอาจารย์ของเธอซึ่งทำท่าจะร่ายยาว “แต่เพราะเหตุผลจะอั้น ถึงกับต้องร่วมมือกับหมู่ผีร้ายเลยกาเจ้า มันจะบ่เกินไปหน่อยกาเจ้า”

“แล้วถ้าต้องเสียครอบครัวไปเพราะเรื่องนั้นด้วยล่ะ จะว่าจะได”

 

เด็กสาวหน้าจืดเงียบ ผู้บัญชาการยมทูตจึงพูดต่อ

 

“เพราะเปรตที่ราชินีตานีส่งมา ข้าก็เสียทุกตนไปหมด ทั้งเมียข้า ลูกชาย ลูกสาว.... ทุกตนโดนเปรตเหยียบแตกสลายในเปรี้ยงเดียว เปรี้ยงเดียวที่ลงมาหลังคาบ้านข้า....”

 

เสียงของร่างในชุดหรูยังคงทุ้มต่ำและกังวาน หากราชินีตานีจับได้ว่ามีแววสะอื้นปนอยู่

 

“ข้าอยากหื้อตานีได้รับรู้บ้างว่าการสูญเสียบุคคลที่ฮักไปมันเป็นจะได.... บ่แม่นสูญเสียเพราะยะตัวเองอย่างตานี แต่สูญเสียเพราะมีตนอื่นยะ !

“ความสูญเสียของตัวเองยิ่งใหญ่เหลือเกินเน่อ” วิญญาณสาวหน้าหวานเอ่ยเสียงต่ำๆ “แล้วบ่คึดบ้างก๋าว่ายะจะอี้ไปแล้วมีคนอื่นต้องสูญเสียแบบคุณไปอีกกี่คน”

“นั่นสิเน่อ จะไดข้าก็ผิด ข้าก็คงบ่อู้อะหยังต่อ” คำกองดูจะควบคุมตัวเองได้มากขึ้นบ้าง “อย่างน้อยข้าก็อยากหื้อมีการติดต่อกันมากกว่านี้ จะส่งผีร้ายมาเมื่อได๋หื้อติดต่อกันก่อน จะได้เตรียมตัวเตรียมการอพยพกันทัน โดยเฉพาะผีร้ายใหญ่ๆแบบเปรต”

“ท่านคำกองเองก็ฮู้นี่เจ้าว่าการติดต่อระหว่างทางนี้กับทางปู้นมันลำบาก” ราชินีตานีท้วง “และถึงต่อหื้อติดต่อได้ หมู่เฮาก็บ่ฮู้อยู่ดีว่าส่งไปแล้วจะไปโผล่ที่ได๋ จะอพยพได้จะไดล่ะเจ้า”

“นั่นสิเน่อ” ผู้บัญชาการของเหล่ายมทูตถอนหายใจเฮือก “อย่างน้อยก็อยากหื้อติดต่อกันบ้าง คึดถึงใจเปิ้นใจเฮาบ้างก็พอ หมู่เฮาก็เหนื่อยก็ต้องสูญเสียเหมือนกัน”

“ได้เจ้า ข้าเจ้าจะพยายามละกัน”

 

“บ่ต้องพยายามหรอก บ่ต้องยะอะหยังทั้งนั้น”

“ว่าจะไดเน่อเจ้า”

 

กล้วยขมวดคิ้วเมื่อจู่ๆแววเหี้ยมเกรียมก็แฝงเข้ามาในน้ำเสียงของฝ่ายตรงข้าม

 

“บ่ต้องยะอะหยัง” เสียงของชายร่างซีดเซียวกลายเป็นกลั้วหัวเราะ ริมฝีปากขงเขาบิดเป็นรอยยิ้ม “เพราะราชินีตานีบ่มีทางรอดออกไปจากที่ได้แน่ เฮ้อ บ่คึดเลยว่าจะโดนตานีใช้เป็นเหยื่อล่อจะอี้....”

 

ประโยคสุดท้ายของคำกองเบาลงเหมือนจะพูดกับตัวเองมากกว่ากับคู่สนทนาทั้งสอง แต่ไม่ว่าจะพูดกันใคร ขาดคำ ฐานรากคอนกรีตก็สะเทือนเลื่อนลั่นมาจากเบื้องบน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงปืนที่ดังก้องทั่วคุก

 

“แก”

ไม่มีคำว่ามนุษยธรรมเหลืออยู่อีกแล้ว และหากจะพูดให้ถูก อีกฝ่ายก็ไม่ใช่มนุษย์ สายเหนี่ยวไกสาดกระสุนใส่ผู้บัญชาการสูงสุดของเหล่ายมทูตในระยะเผาขนไม่ยั้ง ร่างซีดเซียวฟุบโครมลงกับโต๊ะ ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นเศษเสี้ยวพลังงานวิญญาณในสองสามวนาทีต่อมา แต่นั่นก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ด้านนอกได้ อะไรก็ตามที่ฝ่ายตรงข้ามวางแผนไว้กำลังดำเนินการแล้ว.....

 

“เจ้าแม่ ทหารผีสิง พวกมันซุ่มโจมตี พวกมันอยู่ทั่วเมืองเลย !

“มีพวกที่ล้อมเมืองอยู่รอบนอกด้วยครับ เยอะมากเลย !

“ได้จะไดกัน”

สายขบกรามกรอด เพราะเธอคิดว่าเรื่องทั้งหมดมันดูไม่ชอบมาพากล และเพราะเธอรู้ว่าการสแกนพลังงานวิญญาณด้วยดาวเทียมปกปิดกันได้ ก่อนที่จะมาที่นี่ เธอจึงสแกนเขลางค์ซ้ำแล้วซ้ำอีกเหมือนคนย้ำคิดย้ำทำก็ไม่ปาน ไม่ใช่แค่ด้วยดาวเทียมตามปกติ แต่ด้วยเครื่องสแกนพกพาและอุปกรณ์ตรวจจับพลังงานวิญญาณทุกอย่างเท่าที่เธอมีจนแน่ใจว่าไม่มีใครหรืออะไรซุ่มอยู่ในเมืองนี้อีกแล้ว ไม่ใช่เพียงเท่านั้น หลังจากยึดเมืองได้และเคลื่อนกำลังพลมา วิญญาณทุกตน รถถังทุกคันก็กวาดพื้นที่ซ้ำอีกรอบไปแล้วด้วย แล้วพวกมันโผล่ออกมาจากไหนกัน

 

หรือว่าอุปกรณ์ป้องกันพลังงานวิญญาณที่นางบอกเธอจะปกปิดพลังงานวิญญาณได้สมบูรณ์แบบจนตรวจหาไม่เจอ แต่แค่ช่วงเวลาไม่กี่อาทิตย์จะผลิตออกมาให้ทหารผีสิงทุกตนมีติดตัวเนี่ยนะ....

 

แล้วถ้าทุกตนมีอุปกรณ์นั่นติดตัวจริง ก็หมายถึงยิงไม่เข้า พวกเธอเตรียมนับถอยหลังแตกสลายสิ้นอายุกันได้เลย....

 

“อุ๊ยสาย ไปกันเหอะ !

ไม่มีเวลาให้คิดอะไรได้มากกว่านั้นแล้ว สองอาจารย์ศิษย์เผ่นแน่บออกจากห้องขัง เช่นเดียวกับยามจำเป็นอีกสองตนที่วิ่งตามมาติดๆ ไปตามทางคดเคี้ยวของชั้นใต้ดิน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเบื้องบนพวกเขาต้องออกจากชั้นใต้ดินซึ่งเป็นทางตันให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นได้โดนปิดประตูตีแมวเอาง่ายๆ

 

แต่เพียงก้าวขาออกจากบันไดของชั้นหนึ่ง ทั้งสี่ก็ต้องทิ้งตัวหมอบราบลงกับพื้นเมื่อกระสุนปืนปลิวมาเฉียดหัว ยามตนหนึ่งโผล่หน้าออกไปดู แต่ร่างของเขาก็สะท้านเฮือกก่อนที่จะแตกสลายออกเป็นพันๆเสี่ยงเมื่อกระสุนนัดหนึ่งพุ่งเข้าเต็มๆแสกหน้า ไวเท่าความคิด กล้วยควักระเบิดแสงที่เข็มขัด อ้าปากงับสลักก่อนจะขว้างออกไปยังทิศที่มาของกระสุนขณะตนอื่นยกมือขึ้นปิดหู แสงสว่างจ้าวาบขึ้นทันทีพร้อมกับเสียงดังกึกก้องที่ระงับประสาทหูของฝ่ายตรงข้ามไปได้ชั่วขณะ

 

หญิงสาวหน้าหวานรับช่วงต่ออย่างรวดเร็ว เธอพุ่งออกไปจากหลืบบันไดก่อนจะคุกเข่ากราดยิง คมกระสุนทะลุทะลวงร่างเนื้อจนลงไปนอนจมกองเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่นั่นก็เพียงส่วนหัวทำลายสสารเท่านั้น หัวทำลายวิญญาณระเบิดเปรี้ยงออกเป็นแสงสว่างวาบก่อนที่มันจะสัมผัสเป้าหมายหลายเซนติเมตร อดีตพันเอกสาวจำแสงแบบนั้นได้ทันที มันเหมือนเมื่อครั้งที่เธอเจอนาง แปลว่าพวกผีร้ายถืออุปกรณ์นั่นอยู่อย่างที่เธอคิดจริงๆเสียด้วย....

 

วิญญาณร้ายที่ยังคงเหลือรอดโผล่พรวดออกมาจากร่างเนื้อทันที แต่เป็นโชคดีของสี่หน่วยสอบสวนนักโทษที่พวกมันทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น ม่านพลังของอุปกรณ์ที่เหล่าทหารผีสิงถืออยู่ป้องกันพลังงานวิญญาณทุกประเภท ไม่ใช่เฉพาะจากภายนอก แต่จากภายในด้วย พวกมันจึงไม่อาจขว้างสิ่งของหรือหลอกหลอนอะไรฝ่ายตรงข้ามได้ ทำได้เพียงหายตัววับไปเท่านั้น แต่พวกมันรู้แล้วว่าราชินีตานีและอีกหนึ่งขุนพลเอกอยู่ที่นี่ และกล้วยกับสายก็รู้ดีว่าหากพวกมันกลับมาพร้อมกับเรียกเพื่อนมาด้วยล่ะก็ พวกเธอจบเห่แน่

 

“ไปเหอะ ก่อนที่หมู่มันจะแห่กันมา”

สี่หน่วยสอบสวนนักโทษจากชั้นใต้ดินที่ยามนี้เหลือเพียงสามก้มต่ำ เคลื่อนที่อย่างระมัดระวังแต่รวดเร็วไปตามทางเดินยาวของเรือนจำ กล้วยแอบโงหัวขึ้นไปมองสภาพด้านนอกเล็กน้อยเมื่อเธอคลานผ่านหน้าต่าง สภาพด้านนอกเป็นสงครามเต็มรูปแบบอย่างที่เธอไม่ได้เห็นมาตั้งแต่เมื่อครั้งดอยสูง เสียงปืนดังระรัวเป็นข้าวตอกแตก ขณะทหารราบวิ่งหาที่กำบังกันจ้าละหวั่น บ้างก็สาดกระสุนออกจากที่กำบังไปยังฝ่ายตรงข้าม และบ้างก็ร่วงลงไปจมกองเลือดหรือแตกสลายหายไปกับอากาศธาตุเมื่อกระสุนของอีกฝ่ายพุ่งเข้าทะลุทะลวง เสียงระเบิดตูมตามดังมาจากทุกทิศทุกทางประสานด้วยเสียงปืนใหญ่รถถัง แต่ดูเหมือนรถถังจะทำอะไรไม่ได้มากนักเมื่อต้องมารบกลางเมืองอันแออัดหนาแน่น และมีศัตรูอยู่รอบทิศแบบนี้

 

“ทุกหน่วยถอยออกจากเมืองไปหื้อหมด !” สายวิทยุติดต่อศูนย์บัญชาการที่เชียงม่วน “ถอยไปตั้งหลักที่แม่สะเมิงก่อน ถ้าหันว่ายังบ่ปลอดภัยถอยปิ๊กเชียงม่วนไปเลย !

“แล้วอุ๊ยสายกับกล้วยจะออกมาจะได !?” เสียงแหลมสูงของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถามกลับมาทันที สายให้พวกเธอแทบทั้งหมดประจำอยู่ที่เชียงม่วน ให้ราชินีตานีมาด้วยเพียงตนเดียวเผื่อเกิดอะไรไม่คาดฝันขึ้น และมันก็เกิดจริงๆเสียด้วย

“มีทิลต์โรเตอร์อยู่”

“ทิลต์โรเตอร์ฝ่ากองทัพขนาดนี้ออกไปบ่ได้เน่อเจ้า ! แล้วป่านนี้จะบ่โดนยิงเละไปแล้วก๋า !?” ตานีสาวผมหางม้าท้วง “รออยู่ตรงนั้นก่อน เดี๋ยวข้าหื้อกองรถถังทางเหนือเข้าไปรับ !

“บ่ต้อง หื้อหมู่เปิ้นออกทางบายพาสนอกเมือง ถอยได้เร็วกว่า โอกาสสูญเสียน้อยกว่าด้วย !” สายตอบกลับ “ทิลต์โรเตอร์จอดอยู่ในลานจอดมีตึกรอบๆบังอยู่ยังน่าจะปลอดภัย ถ้าใช้บ่ได้แต๊ๆเดี๋ยวอุ๊ยบอกไปอีกทีเอง !

“แต่....”

“บ่มีแต่ หมู่อุ๊ยเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว สั่งการเร็ว บ่อั้นจะยิ่งสูญเสียเยอะ !

“เจ้า !

 

พ้นจากช่วงที่มีหน้าต่างมาได้ กล้วย สายและอีกหนึ่งวิญญาณก็ออกวิ่ง ทิลต์โรเตอร์ที่จอดอยู่บนลานกลางเรือนจำมองเห็นอยู่ไกลๆแล้ว

 

แต่ก่อนที่จะออกประตูไปด้านนอก ทหารผีสิงอีกสองนายก็ปรากฏตัวขึ้นมาที่ทางเดินหน้าประตูพอดี สายเหนี่ยวไกโดยไม่จำเป็นต้องเล็งจนทั้งสองแตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง แต่พวกมันยังไม่ตาย และก่อนที่จะมีใครทำอะไรได้ทัน ระเบิดมือลูกหนึ่งก็ลอยมา.....

 

“หลบ !

เช่นเดียวกับข้าศึก สามหน่วยสอบสวนนักโทษแตกฮือเหมือนแหในหนองน้ำโดนหินโยนใส่ สายหลบวูบหลังตู้เหล็ก กล้วยกระชากประตูก่อนจะหลบเข้าไปในห้องหนึ่งได้ทันพอดี แต่วิญญาณหนุ่มผู้ยืนอยู่ตรงกลางทางเดินไม่ได้โชคดีแบบนั้น เขาตามกล้วยเข้าไปได้เพียงครึ่งตัวระเบิดก็ปะทุตูม แรงระเบิดและสะเก็ดระเบิดทะลวงแกนวิญญาณจนแตกสลายได้อย่างง่ายดาย เหลือเพียงเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดที่ดังก้องสะท้อนผนังคุก

 

ทหารผีสิงทั้งสองลุกพรวดก่อนจะตามฝ่ายตรงข้ามทั้งสองหมายเผด็จศึก ตนหนึ่งหักเลี้ยวเข้าไปในห้องที่ราชินีตานีเพิ่งจะพุ่งเข้าไป ขณะที่อีกตนย่างสามขุมตรงเข้าหาตู้เหล็ก ด้วยสัญชาตญาณ อดีตเสนาธิการสาวแห่งกองทัพเวียงตานพุ่งพรวดเข้าประชิดตัว ไรเฟิลจู่โจมจ่อเข้ากลางหลังก่อนจะเหนี่ยวไกเปรี้ยง ร่างของทหารเคราะห์ร้ายทรุดฮวบลงไปทันที เลือดสีแดงฉานแผ่ออกจากแผลจนเสื้อลายพรางกลายเป็นสีแดงคล้ำ

 

หญิงสาวหน้าหวานขยับปืนเตรียมพร้อมสู้กับผีร้ายที่สิงในร่างอีกฝ่าย แต่เธอก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นอะไรบางอย่างที่เลือนรางจนแทบมองไม่เห็นแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเบื้องหน้า สายขมวดคิ้ว เป็นไปได้ยังไง กระสุนหัวทำลายพลังงานวิญญาณต้องยิงไม่เข้าไม่ใช่หรือ หรือว่าอุปกรณ์นั่นเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา

 

สายไม่มีเวลาหาคำตอบตอนนี้ ทหารผีสิงอีกตนยังอยู่ในห้องนั้นกับกล้วย แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ขยับ เสียงปืนก็ดังเปรี้ยง สายใจหายวาบ เธอไม่รู้ว่านั่นเป็นเสียงปืนของใคร ใครจะแตกสลายไปกันแน่ ผีร้ายตนนั้น หรือลูกศิษย์สุดที่รักของเธอ....

 

แต่วินาทีต่อมา กล้วยก็โผล่ออกมาจากห้อง ตะเบงมานคอมมานโดของเธอเปื้อนเลือดเป็นดวงๆ มือก็เปรอะไปด้วยของเหลวสีแดงฉาน แต่อย่างน้อยเธอก็ยังไม่แตกสลายไป

 

“ท่านกล้วยบาดเจ็บก๋า !?

“นิดหน่อยเจ้า บ่เป็นอะหยังมาก !” กล้วยตอบลอดไรฟัน สะเก็ดระเบิดหลายชิ้นฝังอยู่ในแขนและไหล่ของเธอ แต่ก็ไม่ได้ลึกและชิ้นก็ไม่ได้ใหญ่อะไรมาก กินยาสองสามจิบก็หาย

“วิ่งไหวก่อ”

“ไหวเจ้า”

“โอเค แป๊บนึงเน่อ”

 

สายล้วงกระเป๋าทั้งเสื้อและกางเกงของศพทหารทั้งสองจนเจออุปกรณ์ป้องกันพลังงานวิญญาณ โยนอันหนึ่งให้กล้วย ยัดอีกอันใส่กระเป๋าตะเบงมานคอมมานโด ก่อนที่สองหน่วยสอบสวนนักโทษจะวิ่งออกจากตัวอาคารเรือนจำ ลุยหิมะที่ทับถมกันหนาไปยังทิลต์โรเตอร์ลำใหญ่ที่จอดอยู่กลางลานเอนกประสงค์กว้างยาวกว่าร้อยเมตรด้านนอก มันดูจะยังอยู่ในสภาพดี แต่ถ้าไม่รีบเอามันขึ้นตอนนี้ก็ไม่รู้ว่ามันจะอยู่ดีไปถึงเมื่อไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเสียงกระสุนปืนใหญ่หรือไม่ก็ปืนครกเริ่มถล่มโครมๆมาจากทั่วเมืองแล้ว

 

“ท่านกล้วยสตาร์ตเครื่องไปเน่อ เดี๋ยวอุ๊ยคุ้มกันหื้อเอง !

“เจ้า !

ราชินีตานีสับสวิตช์ต่างๆมือเป็นระวิง ขณะสายที่อยู่เบื้องหลังเริ่มยิงออกไปยังเหล่าทหารผีสิงในตัวเรือนจำที่เริ่มเห็นพวกเธอแล้ว ตานีสาวหน้าจืดเริ่มสงสัยว่าพวกผีร้ายปล่อยทิลต์โรเตอร์ลำนี้ไว้เพราะรู้ว่าพวกเธอต้องใช้ เพื่อจะได้กำหนดเป้าหมายได้ง่ายขึ้นหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนั้นเอามันเทคออฟจะมิอันตรายกว่าเดิมอีกหรือ

 

แต่ถ้าไม่หนีด้วยทิลต์โรเตอร์ พวกเธอก็ไม่รู้จะออกจากเมืองนี้ไปยังไงแล้ว

 

เครื่องยนต์ส่งเสียงแหลมสูงขณะใบพัดขนาดมหึมาเริ่มหมุน กระแสลมแรงตีหิมะจนกระจายว่อนบดบังภาพรอบข้าง กล้วยดันคันเร่งขึ้นทันทีที่เห็นว่าเครื่องยนต์ทั้งสองเดินเป็นปกติ อากาศยานลำใหญ่ที่เบาหวิวด้วยไม่มีน้ำหนักบรรทุกลอยหวือขึ้นสู่ท้องฟ้าสีเหลืองส้มของยามบ่ายแก่ๆหน้าหนาว ก่อนจะค่อยๆเร่งความเร็วบ่ายหน้าไปยังทิศใต้ในระดับเรี่ยพื้นดินจนแทบหย่อนขาลงไประหลังคาตึกเบื้องล่างได้

 

เบื้องหลังราชินีตานี สายเลื่อนประตูปิดก่อนจะหอบหายใจเหมือนเพิ่งไปวิ่งมาราธอนมา เธอมองลอดหน้าต่างลงไปเบื้องล่าง มันไม่ใช่สนามรบแล้ว หากเป็นแดนมิคสัญญี ไม่ใช่ของฝ่ายผีร้าย แต่ของพวกเธอ เหล่าวิญญาณฝ่ายเธอที่ยังคงติดอยู่ในตัวเมืองต่างก็สู้ยิบตา แต่ก็ไม่อาจต้านทานทหารผีสิงของฝ่ายผีร้ายได้ ทุกตนต่างถูกตรึงเอาไว้กับที่ด้วยอำนาจการยิงที่เหนือกว่า ไม่สามารถแม้แต่จะหนีไปขึ้นรถลำเลียงพลหุ้มเกราะที่อยู่ใกล้ๆได้ หญิงสาวหน้าหวานขอโทษขอโพยพวกเขาอยู่ในใจ เธออยากจะลงไปช่วยพวกเขาใจจะขาด แต่แค่ตอนนี้พวกเธอเองก็กำลังจะไม่รอดเหมือนกัน....

 

อย่างไรก็ตาม ความปรารถนาของอดีตพันเอกสาวแห่งกองทัพเวียงตานได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว ราชินีตานีบนที่นั่งนักบินทันมองเห็นควันสีขาวเป็นทางยาวที่พุ่งขึ้นมาจากพื้นเบื้องล่างเพียงแวบเดียว ก่อนที่ทิลต์โรเตอร์จะสั่นสะท้านไปทั้งลำแล้วเอียงวูบ จรวดลูกหนึ่งเสยเครื่องยนต์ที่ปลายปีกของเธอไปเสียแล้ว

 

“อุ๊ยสายโดด !

สองอาจารย์ศิษย์กระโดดออกจากนกปีกหักได้ทันท่วงที เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา มันก็ทิ่มหน้าเข้าใส่ตึกแถวแถวๆนั้นก่อนจะระเบิดตูมเป็นลูกไฟดวงใหญ่ แต่สองสาวไม่ได้ทันมองหายนะของอดีตยานพาหนะ พวกเธอต้องเบรกตัวเองก่อนที่จะลงกระแทกพื้นหิมะ ก่อนจะหลบวูบเข้าซอกตึกแถวๆนั้น ไม่กี่วินาทีต่อมา ทหารผีสิงสี่ห้านายก็วิ่งผ่านจุดที่ทั้งสองลงพื้นไป โชคดีราวกับปาฏิหาริย์ที่พวกมันไม่ทันเห็น แต่พวกมันรู้แล้วว่าจุดตกของพวกเธออยู่ตรงไหน ตานีสาวหน้าจืดภาวนาให้พวกมันคิดว่าเธอสิ้นอายุอยู่ในทิลต์โรเตอร์แล้วถอนกำลังออกไปจากบริเวณนี้ แม้เธอจะรู้ว่าเรื่องคงไม่ง่ายแบบนั้นก็ตาม

 

หนึ่งตานีหนึ่งวิญญาณสาวกำบังกายอยู่ในกองซากกล่องและถังที่ระเกะระกะอยู่ในซอกตึก สายยกปืนประทับบ่าอย่างระแวดระวัง ขณะกล้วยยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูแผนที่ พวกเธอออกมาจนถึงเขตชานเมืองทางทิศใต้แล้ว อีกเพียงไม่กี่กิโลเมตรก็จะไปสมทบกับกองรถถังกลุ่มใหญ่ อุปสรรคของพวกเธอมีอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือกองรถถังนั้นกำลังเคลื่อนที่ลงใต้ไปเรื่อยๆด้วยความเร็วที่พวกเธอวิ่งตามไม่ทันแน่นอน และสอง ต่อให้วิ่งทัน ก็มีสัญญาณพลังงานวิญญาณของทหารผีสิงกลุ่มใหญ่ขวางกั้นพวกเธออยู่.....

 

“อุ๊ยสาย เอาจะไดต่อดีเจ้า” ราชินีตานีหันไปขอความเห็นจากอดีตอาจารย์ของเธอ “เรียกหื้อหมู่เปิ้นปิ๊กมาช่วยดีก่อ หรือจะขอกำลังเสริมมาจากเชียงม่วนเลยดี”

“สภาพจะอี้เข้ามาช่วยก็บ่ได้ดีขึ้นกว่าเดิมหรอกอุ๊ยว่า จะตายกันเยอะขึ้นเปล่าๆ” สายตอบเสียงหนัก “หมู่เฮาหาที่ซ่อนอยู่แถวนี้หื้อมิดชิด แล้วเรียกเครื่องบินมาทิ้งระเบิดมาเลยดีกว่า”

“แต่อุ๊ยสายบอกว่าหมู่ผีร้ายมีอุปกรณ์นั่นอยู่บ่แม่นกาเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดท้วง “เข้ามาจะบ่เสียระเบิดไปเปล่าๆแล้วก็เสี่ยงชีวิตนักบินเปล่าๆกาเจ้า”

“บางตนอาจจะบ่มีก็ได้ อุปกรณ์นั้นเท่าที่ดูก็น่าจะสร้างยากอยู่ อุ๊ยคึดว่าอย่างน้อยหมู่มันคงบ่มีกันทุกตนขนาดนั้นหรอก และถ้าเป็นจะอั้นแต๊ระเบิดอาจจะเคลียร์ทางหื้อหมู่เฮาได้บ้าง เพราะถ้าเป็นจะอี้ต่อไปจะไดหมู่เฮาก็บ่มีทางฝ่าออกไปได้อยู่ดี” อดีตพันเอกสาวตอบ กล้วยพอจะจับแววสิ้นหวังในประโยคสุดท้ายได้

“แต่ข้าเจ้าว่าซ่อนน่าจะเสี่ยงกว่าเน่อเจ้า หมู่ผีร้ายก็ฮู้แล้วว่าหมู่เฮาอยู่แถวนี้ แล้วหมู่มันก็มีกันเต็มเมือง ปูพรมหาบ่แม่นเรื่องยากเลย แล้วกว่าเครื่องบินจะโหลดระเบิดขึ้นจะบินมาก็น่าจะเกือบๆชั่วโมง หมู่เฮาโดนหาเจอก่อนแน่เจ้า” กล้วยแย้ง “ข้าเจ้าว่าเรียกเครื่องมาทิ้งระเบิด ระหว่างนั้นหมู่เฮาก็เคลื่อนที่ไปด้วยจะบ่ดีกว่ากาเจ้า ถ้าออกจากเขตอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาได้หมู่เฮาก็น่าจะปลอดภัยแล้วเน่อเจ้า อีกอย่างหมู่เฮาก็มีอุปกรณ์นี่ น่าจะปลอดภัยขึ้นบ้าง”

“แต่อุปกรณ์นี่ป้องกันได้แค่กระสุนพลังงานวิญญาณเน่อ แล้วหมู่เฮาก็อยู่ในร่างสสารกันเป็นหลักด้วยเพราะต้องใช้อาวุธ บ่แม่นหมู่ผีร้ายที่อยู่ในร่างพลังงานแล้วสิงในตัวมนุษย์” หญิงสาวหน้าหวานเตือนอีกฝ่าย “ต่อหื้อมีอุปกรณ์นี่ แต่หมู่เฮาเปลี่ยนร่างเป็นพลังงานบ่ทันก็โดนยิงเหมือนเดิมเน่อ”

“ก็บ่ต้องใช้อาวุธสิเจ้า เปลี่ยนร่างเป็นพลังงานแล้วค่อยๆหลบออกไปโดยบ่ต้องยิงอะหยังเลย ตัดปัญหาเรื่องเสียงปืนไปด้วย”

 

“ตานีใช้ร่างพลังงานนานๆได้ด้วยก๋า”

สายขมวดคิ้ว ทั้งชีวิตที่เธอทั้งสอนทั้งใช้ชีวิตกับตานีมา กรณีเดียวที่เผ่าพันธุ์วิญญาณผู้พิทักษ์เผ่านี้จะเปลี่ยนร่างเป็นพลังงานก็คือตอนที่จะเคลื่อนที่ในพริบตาเท่านั้น ไม่เหมือนวิญญาณทั่วไปที่มักจะอยู่ในร่างพลังงานกันมากกว่าด้วยเคลื่อนที่ได้สะดวกกว่ามาก แถมยังควบคุมความโปร่งแสงและรูปลักษณ์อื่นๆได้ด้วย

 

“ได้เจ้า แต่ใช้พลังงานวิญญาณมากอยู่” ราชินีตานีตอบ ก่อนจะรีบเสริมเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะทักท้วง “แต่ตอนนี้ข้าเจ้ายังบ่ได้เสียพลังงานวิญญาณไปมากอะหยัง บ่มีปัญหาหรอกเจ้า”

“แน่ใจก๋า” หญิงสาวหน้าหวานหรี่ตาลงอย่างไม่อยากเชื่อ “แล้วปัญหาบ่ได้มีแค่นั้นเน่อ ถ้าเกิดต้องสู้ขึ้นมาแต๊ๆจะยะจะได ในเมื่อปืนใช้บ่ได้เพราะเป็นร่างพลังงาน”

“ถ้าจวนตัวหรือจำเป็นต้องฆ่าแต๊ๆก็ใช้รบประชิดตัวเอาก็ได้เจ้า เหมือนเมื่อกี้ที่อุ๊ยสายยิงผีในเรือนจำ”

“หมายความว่าจะได” คิ้วของอดีตพันเอกสาวยิ่งขมวดเข้าหากันมากขึ้นอีก “แล้วท่านกล้วยหันด้วยก๋าตอนที่อุ๊ยยิงผีตนนั้น”

“หันเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดพยักหน้า “ข้าเจ้าคึดว่าหลักการของอุปกรณ์นี่ก็คงบ่ต่างจากอุปกรณ์ป้องกันของฝ่ายหมู่เฮาหรอกเจ้า คือสร้างพลังงานวิญญาณเป็นม่านบางๆล้อมรอบตนที่ถือ เพราะอุปกรณ์เล็กขนาดนี้แต่ป้องกันระเบิดพลังงานวิญญาณความรุนแรงสูงจะอั้น จะสร้างเป็นลูกบอลพลังงานเหมือนอุปกรณ์ป้องกันทั่วไปก็คงบ่ได้”

“แล้วจะไดต่อ” หญิงสาวหน้าหวานถามเมื่อเห็นลูกศิษย์สาวหยุดไปอึดใจ ส่นหนึ่งคงเป็นเพราะเครื่องหมายคำถามบนใบหน้าของเธอด้วย เพราะเธอเข้าใจสิ่งที่ราชินีตานีพูดเพียงน้อยนิด

“ก็ ในเมื่อมันเป็นม่านจะอั้น ถ้าเข้าไปในม่าน เข้าไปประชิดตัวอย่างที่อุ๊ยสายยะ ก็บ่มีอะหยังป้องกันแล้วจะไดเจ้า อุ๊ยสายเลยยิงเปิ้นได้”

 

สายนิ่งไปอึดใจหนึ่งขณะชั่งน้ำหนักทางเลือก ก่อนจะถามขึ้น

 

“ท่านกล้วยพอจะเช็กได้ก่อว่าอีกไกลเท่าได๋จะออกนอกเขตอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตา มือถืออุ๊ยคงโดนระเบิดเมื่อกี้ ต่อสัญญาณอะหยังบ่ได้เลย”

“เดี๋ยวดูหื้อเจ้า” กล้วยหันไปคุ้ยเขี่ยมือถือของเธอสองสามวินาทีก่อนจะตอบ “หกกิโลเจ้า”

 

“หกเลยก๋า”

อดีตพันเอกสาวเม้มปาก หกกิโลเมตรอาจจะดูไม่ไกล แต่ในสถานการณ์แบบนี้มันกลับดูไกลลิบราวกับระยะทางจากตานนะคอนเหนือสุดสารขัณฑ์ไปเจ้าสมุทรใต้สุดสารขัณฑ์ พวกเธอไม่มีทางฝ่าไปโดยไม่มีใครเห็นได้ไกลขนาดนั้นแน่ แต่ในทางกลับกัน พวกผีร้ายเองก็ยิงพวกเธอไม่เข้าเช่นกัน ก็ไม่น่าจะมีอะไรต้องกังวลไม่ใช่หรือ ยิ่งกว่านั้น ถ้าทฤษฎีของกล้วยถูก ซ่อนตัวอยู่แถวนี้พวกเธอจะยิ่งมีความเสี่ยงที่พวกมันจะเข้ามายิงประชิดตัวได้มากกว่าเสียอีก

 

“ก็ได้ เอาตามที่ท่านกล้วยว่า” สายตอบในที่สุด “แล้วจะไปเส้นได๋”

“ข้าเจ้าว่าไปตามคลองทางตะวันตกของหมู่เฮาน่าจะดีเจ้า มีตลิ่งสูงพอกำบังได้ แต่ถ้าเกิดโดนตีขนาบขึ้นมาก็พอจะปีนขึ้นมาแล้วหาทางหนีอื่นได้บ้าง แล้วระหวางทางที่ไปก็มีตึกแถวเรียงกันชิดๆอยู่ตลอดทาง หมู่ผีร้ายน่าจะมองหันหมู่เฮายาก อุ๊ยสายมีทางอื่นเสนอก่อเจ้า”

“บ่มี” หญิงสาวหน้าหวานตอบ “เอาจะอั้นละกัน"

“เจ้า”

 

 

“ท่านแหวน เราควบคุมพื้นที่ตัวเมืองเขลางค์ได้หมดแล้วครับ”

ทหารหนุ่มในชุดลายพรางยืนตรงรายงานผลต่อผู้บังคับบัญชาของเขาบนยอดเขาเตี้ยๆ ทางตะวันตกของเมืองเขลางค์ ซึ่งบัดนี้มองเห็นเป็นเพียงเงาตะคุ่มอยู่ในกลุ่มควันสีดำหนาทึบและแสงอาทิตย์สีส้มแดงของยามเย็น

 

“แล้วเป้าหมายพิเศษสองตนนั่นล่ะว่าจะไดบ้าง”

“เรายิงฮ.ของมันตกแถวทางใต้ของเมืองครับ”

“ค้นหาพื้นที่แถวนั้นละยัง”

“หาเบื้องต้นแล้วแต่ไม่เจอครับ”

“หาต่อไป หื้อละเอียดขึ้น ข้าบ่คึดว่าสองตนนั่นจะสิ้นอายุง่ายๆแค่ด้วยเครื่องบินตกจะอั้น ดึงกำลังที่ไล่ตามรถถังปิ๊กมาสมทบด้วย อย่าหื้อหมู่มันออกจากเมืองได้” ตานีสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มออกคำสั่ง เสียงของเธอเข้มขึ้นในประโยคต่อมา “ถ้าหาเจอ จับตายสถานเดียว มีอะหยังใส่ไปหื้อหมด เข้าใจก่อ”

“รับทราบครับ”

 

ทหารหนุ่มจากไป ขณะแหวนเบือนหน้ามองลงเขาไปยังตัวเมือง ริมฝีปากมีรอยยิ้มน้อยๆ แผนใช้ยมทูตเป็นเหยื่อล่อของเธอประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และตอนนี้ ความหนาแน่นของทหารในเมืองก็เหนือกว่าที่เชียงผานเมื่อคราวที่เธอแพ้หลายเท่า ยุทโธปกรณ์ก็ไม่ได้จำกัดจำเขี่ยเหมือนตอนนั้น แถมกล้วยและสายก็ไม่ได้มีสมิงหรือหน่วยยิงสนับสนุนช่วยอยู่นอกเมืองเหมือนเดิมอีกแล้ว คราวนี้จะตายยากตายเย็นมาจากไหนก็คงไม่มีทางพ้นแนวป้องกันของเธอไปได้แบบครั้งที่แล้วแน่

 

“คงถึงเวลาได้โบกมือลากันแล้วล่ะเน่อ กล้วย อุ๊ยสาย.....”

 

 

ทหารหนุ่มนายหนึ่งยืนคนเดียวเปล่าเปลี่ยวเอกาอยู่หน้าตึกแถวย่านชานเมืองทางใต้ของเขลางค์

 

ไรเฟิลจู่โจมประทับอยู่ที่บ่า แต่ใบหน้าบอกแววเบื่อหน่ายและง่วงงุนเหลือประมาณ เขาได้รับมอบหมายให้ยืนรักษาความปลอดภัยอยู่ที่นี่เพียงคนเดียว ขณะเพื่อนๆร่วมชุดยิงเข้าไปเคลียร์พื้นที่ข้างในตัวตึกแถว แม้หน้าที่นี้จะปลอดภัย แต่เขาอยากไปร่วมค้นหามากกว่า ถึงจะเสี่ยงกับกระสุนอยู่บ้าง แต่เขาก็มีอุปกรณ์ป้องกัน และที่สำคัญ ถ้าเขาหาทหารเอกฝ่ายศัตรูทั้งสองตนเจอล่ะก็ ได้เลื่อนขั้นอย่างงามแน่ๆ....

 

แต่ความเบื่อหน่ายของทหารหนุ่มผีสิงก็มีอันต้องขาดสะบั้นเมื่อเสียงแกรกกรากเหมือนมีคนย่ำกรวดดังขึ้นด้านหลัง แต่ก่อนที่จะหันไปได้ทัน ร่างวิญญาณของเขาก็มีอันต้องถูกดีดกระเด็นออกมาจากร่างเนื้อที่ค่อยๆทรุดลงไปกองกับพื้น และก่อนที่สายตาจะทันจับโฟกัสใหม่ได้ อะไรบางอย่างก็พุ่งเข้าทะลุทะลวงกลางแกนวิญญาณ ร่างเลือนรางของผีร้ายเคราะห์ร้ายแตกสลายไปก่อนที่จะทันได้กรีดร้องเสียอีก

 

เบื้องหลังวิญญาณร้ายที่แตกสลาย เงาตะคุ่มสองร่างในชุดสีเทาอมขาวที่กลืนไปกับพื้นหิมะก็โผข้ามถนนอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ก่อนจะหายวูบเข้าไปในเงามืดของตึกแถวอีกฟากหนึ่ง

 

ทันทีที่เข้ามาในซอกตึก สายและกล้วยก็ต้องแนบตัวชิดผนังปูนเย็นเฉียบทันทีเมื่อทหารผีสิงสี่นายโผล่ออกมาจากซอยข้างๆในระยะเพียงไม่กี่เมตร หนึ่งตานีหนึ่งวิญญาณสาวภาวนาให้ทั้งสี่นายเดินผ่านไป แต่หัวใจทั้งสองดวงก็ต้องร่วงวูบเมื่อทหารนายหนึ่งหันขวับมองเข้ามาทางพวกเธอ

 

“อะไรวะ”

“เหมือนข้าเห็นอะไรแว้บๆ”

“งั้นไปดูกัน”

 

ไม่มีทางให้หนี ทางเดียวที่จะเคลื่อนที่ได้มีเพียงแนวซอกตึกที่ยาวเกือบร้อยเมตร ซึ่งก็อยู่ในแนวสายตาของทหารผีสิงทั้งแนว สองอาจารย์ศิษย์ทำตัวลีบแนบชิดกับกำแพง พยายามใช้เสาของตึกที่หนาเพียงไม่ถึงสามสิบเซนติเมตรเป็นที่กำบังอย่างสุดความสามารถ รอให้ฝ่ายตรงข้ามเข้ามาในซอกตึกทั้งตัว อีกนิดเดียว อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น....

 

ก่อนที่จะมีใครทันรู้ตัว มีดปลายแหลมยาวเกือบฟุตก็แทงพรวดเข้าปลายคางของตนที่อยู่หน้าสุด ก่อนที่มีดอีกสองเล่มจะพุ่งเข้าทำลายแกนวิญญาณของอีกสองตนในการแทงเพียงครั้งเดียว สายผู้เป็นเจ้าของมีดเล่มแรกพุ่งเข้าหาทหารผีสิงนายสุดท้าย แต่เขากระโจนออกจากซอกตึกได้ทันท่วงที หญิงสาวหน้าหวานกระโจนตามหมายรวบเอวลากฝ่ายตรงข้ามกลับเข้ามาในซอกตึกอีกครั้ง แต่เธอก็ตระหนักว่าทหารอีกหลายนายบนถนนเส้นนี้รู้สึกตัวแล้วว่าพวกเธออยู่ที่นี่.....

 

“วิ่ง !

ไม่ต้องบอกราชินีตานีก็รู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไร สองศิษย์อาจารย์เปลี่ยนร่างเป็นพลังงานก่อนจะเผ่นแน่บ หญิงสาวหน้าหวานลอยออกจากซอกตึกไปหลบมุมตึกแถวอีกฟากหนึ่งอย่างรวดเร็วท่ามกลางกระสุนที่สาดตามมาจากเบื้องหลัง ถึงจะมีอุปกรณ์ป้องกัน แต่เธอก็ไม่อยากเสี่ยงโดยไม่จำเป็น คงไม่มีทหารคนไหนเอาตัวเข้าไปรับกระสุนแม้จะสวมชุดเกราะทั้งตัวหรอกจริงไหม

 

แต่แล้ว สายก็ต้องใจหายวาบเมื่อรู้สึกตัวว่าลูกศิษย์สาวไม่ได้อยู่กับเธอด้วย วิญญาณหญิงชราในร่างหญิงสาวโผล่หัวกลับเข้าไปมองในซอกตึก แล้วก็เห็นภาพที่แทบจะทำให้พลังงานวิญญาณของเธอแทบจะกลายเป็นน้ำแข็งไปทั้งร่าง

 

กล้วยนอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้นหิมะ กลางหลังชุดตะเบงมานคอมมานโดเปลี่ยนจากลายพรางหิมะเป็นสีแดงฉานจากแผลถูกยิง เบื้องหลังเธอ เหล่าทหารผีสิงกำลังใกล้เข้ามา....

 

“ท่านกล้วย !

ไวเท่าความคิด สายพุ่งเข้าหาร่างของลูกศิษย์สาว กระสุนนัดหนึ่งพุ่งสวนเข้าที่ต้นแขนของเธอ ยังไม่ทันจะได้ร้องออกมาอีกนัดก็พุ่งเข้าใส่หน้าท้องจนเธอร่วงลงไปกับพื้นหิมะ หญิงสาวหน้าหวานกัดฟันข่มความเจ็บปวดดึงร่างราชินีตานีมากอดไว้แนบอก ก่อนจะรีบลอยอย่างเร็วที่สุดออกไปจากซอกตึก เลือดสีแดงฉานที่แฝงเอาไว้ด้วยพลังงานวิญญาณหยดเป็นทางยาว

 

“ท่านกล้วย แข็งใจไว้เน่อ !

อดีตแม่ค้าอาวุธแห่งป่าทิศตะวันออกกระซิบ มือล้วงหายาสมานแผลในกระเป๋ามาป้อนให้ราชินีตานีซึ่งบัดนี้ใบหน้าซีดขาวพอๆกับหิมะรอบข้าง หญิงสาวหน้าหวานยิ่งหนาวสันหลังเยือกขึ้นไปอีกเมื่อพบว่าเธอเอามาเพียงขวดเดียว เพราะคราวนี้ไม่ใช่การมารบ แต่เป็นการมาสอบสวนนักโทษ พวกเธอจึงเตรียมมาเพียงอาวุธทั่วไปเท่านั้น เธอประมาทเกินไปจริงๆ

 

กระสุนไรเฟิลจู่โจมยังคงพุ่งแหวกอากาศตามมาอย่างไม่ลดละ อย่างไรก็ตาม จำนวนของมันก็น้อยลงกว่าในซอกตึกมากด้วยยามนี้เธอมีเหลี่ยมมุมต่างๆของเมืองช่วยกำบัง สายกัดฟันข่มความเจ็บปวดจากแผลที่ยังคงมีเลือดไหลโซมเร่งความเร็วผ่านหมู่ตึกแถว อีกเพียงไม่กี่ร้อยเมตรก็จะถึงคลองแล้ว แล้วพวกเธอก็จะมีที่กำบัง แม้จะชั่วคราว แต่อย่างน้อยก็คงมีเวลาให้กล้วยพักฟื้น และให้เธอคิดด้วยว่าทำไมอุปกรณ์ป้องกันถึงใช้ไม่ได้....

 

ในที่สุด สองอาจารย์ศิษย์ก็มาถึงคลองอันเป็นที่หมายจนได้ อันที่จริงมันน่าจะใกล้เคียงท่อระบายน้ำมากกว่าด้วยมันกว้างเพียงไม่ถึงสองเมตร น่าจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามยิงลำบากขึ้นไม่น้อย ส่วนโค้งของลำคลองก็ทำให้ยิงจากด้านหลังลำบากขึ้น และตลิ่งคอนกรีตสูงเกือบสามเท่าของความกว้างก็มากพอจะกำบังพวกเธอจากกระสุนปืนหากเหล่าทหารผีสิงไม่ได้จ่อยิงลงมาจากระยะใกล้จริงๆ แต่พวกเธอก็คงเหลือเวลาก่อนที่พวกมันจะทำอย่างนั้นได้แค่เพียงไม่นาน รู้ได้จากเสียงฝีเท้าและเสียงเอะอะของเหล่าทหารผีสิงที่กำลังใกล้เข้ามา.....

 

สายหันไปดูอาการของลูกศิษย์สาวซึ่งยามนี้พาดอยู่บนบ่าของเธอ เด็กสาวหน้าจืดยังคงหมดสติ แผลถูกยิงบนหลังก็ยังไม่หายดีทั้งๆที่เธอให้กินยาไปค่อนขวดแล้วก็ตาม ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร กลางหลังคือตำแหน่งของแกนวิญญาณ นับว่าดีเท่าไหร่แล้วที่ราชินีตานีไม่สิ้นอายุไปทั้งอย่างนี้

 

อดีตพันเอกสาวเทยาที่เหลืออยู่ทั้งหมดเข้าปากกล้วย แม้นั่นจะหมายความว่าไม่มียาสมานแผลสำหรับเธอแล้วก็ตาม ยกเว้นแต่ว่าเด็กสาวหน้าจืดจะถือมาด้วย ซึ่งตอนนี้เธอก็คงไม่มีเวลาให้ค้น แต่ไม่เป็นไร เธอยังทนไหว.....

 

หญิงสาวลอยไปตามคลองด้วยความเร็วสูง เธอไม่รู้ว่าอีกไกลแค่ไหนจึงจะออกนอกเขตอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตา คงมีแต่ต้องลอยไปเรื่อยๆ ให้ไกลที่สุดเท่านั้น

 

แต่ไปได้เพียงไม่กี่นาที หัวใจของหญิงชราในร่างหญิงสาวก็ต้องร่วงวูบลงอีกครั้งเมื่อเธอมาถึงช่วงหนึ่งของคลองที่ตรงยาว คะเนด้วยสายตาแล้วก็น่าจะไม่ต่ำกว่าสองร้อยเมตร แบบนี้เธอตกเป็นเป้าให้ทหารผีสิงที่ไล่ตามหลังมาแน่ มีทางเลือกสองทาง ลอยไปให้เร็วที่สุดพลางภาวนาให้พวกมันตามเธอมาไม่ทัน หรือขึ้นจากคลองไปเผชิญโลกอันโหดร้ายเต็มรูปแบบข้างบน

 

สายเลือกอย่างแรก เธอเร่งความเร็วสูงสุดเท่าที่จะทำได้ ตลิ่งคอนกรีตข้างตัวผ่านไปเร็วจนมองดูเป็นภาพเลือนรางอยู่ในความมืดสลัว แต่เธอจะทันหนีพ้นเหล่าทหารที่ไล่ตามหลังมาหรือเปล่า.....

 

คำตอบคือไม่

 

ก่อนที่หญิงสาวหน้าหวานจะหลุดพ้นส่วนทางตรง กระสุนนัดหนึ่งก็พุ่งเข้าเจาะกลางหลังจนทะลุออกด้านหน้า สายทรุดฮวบก่อนจะกลิ้งหลุนๆไปตามก้นคลองที่จับเป็นน้ำแข็ง ร่างของราชินีตานีหลุดจากอ้อมกอดของเธอไปกระแทกตลิ่งคอนกรีต แรงกระแทกทำให้เด็กสาวหน้าจืดได้สติอีกครั้ง แต่นั่นคือการลืมตาตื่นมาพบกับฝันร้ายที่สุดในชีวิตของเธอ

 

“อุ๊ยสาย..........!?

เสียงกรีดร้องดังก้องคลองระบายน้ำ ดวงตาเรียวเบิกกว้าง ประกายสีเขียวในดวงตาบัดนี้กลายเป็นประกายแห่งความหวาดกลัวจนถึงขีดสุด เมื่อเห็นร่างของบุคคลอันเป็นที่รักที่สุดนอนเหยียดยาวอยู่เบื้องหน้า เลือดยังคงไหลจากแผลถูกยิงที่ท้องและแขน แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับแผลถูกยิงที่กลางหลังจนทะลุออกกลางอก ไม่ได้มีเพียงเลือดสีแดงฉานที่ไหลทะลัก หากมีไอสีขาวที่มองดูเหมือนไอเย็นแผ่ออกมาจากปากแผลด้วย

 

ด้วยประสบการณ์ปราบผีมาตลอดชีวิต ราชินีตานีรู้ดีว่ามันคือสัญญาณของแกนวิญญาณที่กำลังแตกสลาย ไม่ใช่แค่แตกสลายแล้วโดนดูดไปโลกหลังความตาย หากเป็นแตกสลายหายไปตลอดกาล.....

 

“อุ๊ยสาย แข็งใจไว้เน่อ !” เด็กสาวหน้าจืดล้วงกระเป๋าหายาสมานแผลอย่างลนลาน “อย่าเพิ่งสลายไปเน่อ แข็งใจไว้ !

“ท่านกล้วย หนีไป เร็ว” ตรงกันข้ามกับลูกศิษย์สาว เสียงของสายกลับเรียบและสงบนิ่ง ราวกับเธอเตรียมใจเอาไว้นานแล้วว่าสักวันเหตุการณ์นี้ต้องมาถึง “บ่ต้องห่วงอุ๊ย ทิ้งอุ๊ยไว้ที่นี่”

“ข้าเจ้าบ่ทิ้งอุ๊ยสายไว้เด็ดขาด !” ราชินีตานีกรีดเสียงตอบกลับ น้ำใสเริ่มไหลรินลงมาจากดวงตาเรียว “หมู่เฮาต้องปิ๊กไปด้วยกัน อุ๊ยสายต้องบ่สลายไปแน่ ข้าเจ้าช่วยอุ๊ยสายได้เน่อ !

“ท่านกล้วยก็น่าจะฮู้ว่ายะอะหยังบ่ได้แล้ว” สายถอนหายใจ ดวงตาที่ประกายสีแดงภายในเริ่มอ่อนแสงลงทุกขณะจับจ้องใบหน้าที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำตาของอีกฝ่าย “ไปเดี๋ยวนี้ บ่อั้นอุ๊ยโกรธเน่อ”

“บ่มีทาง !

“ท่านกล้วยคงบ่อยากหื้ออุ๊ยสลายหายไปทั้งๆที่ยังโกรธอยู่หรอกเน่อ”

 

กล้วยยังคงอิดออด แต่ในที่สุด เธอก็ลุกขึ้น ก่อนจะวิ่งสุดฝีเท้าต่อไปตามคลองระบายน้ำ หญิงสาวหน้าหวานหันมองตามลูกศิษย์สาวไปจนลับตา ริมฝีปากยิ้มน้อยๆ ราวจะบอกลา

 

รักษาตัวเน่อท่านกล้วย อุ๊ยฮู้ว่าท่านกล้วยต้องชนะแน่

 

“เอาล่ะ ช่วงสุดท้ายในชีวิต ขอฝากลายไว้หน่อยละกันเน่อ !

อดีตพันเอกสาวแห่งกองทัพเวียงตานกัดฟันข่มความเจ็บปวดพลิกตัวนอนคว่ำ เรียกปืนกลกระบอกใหญ่ออกมาจากที่เก็บอาวุธ ก่อนที่เธอจะเหนี่ยวไกค้าง เสียงปืนกลดังระรัวเป็นตับเหมือนข้าวตอกแตก คมกระสุนหัวทำลายทั้งสสารและวิญญาณฉีกกระชากร่างเนื้อของเหล่าทหารผีสิงเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พร้อมๆกับแสงจากส่วนหัวทำลายวิญญาณที่ปะทะกับเกราะป้องกันพลังงานวิญญาณ ส่งแสงแลบแปลบปลาบจนตาพร่า

 

และกว่าเหล่าทหารผีสิงจะปรับสายตาจนมองเห็นได้เหมือนเดิม สิ่งที่เหลืออยู่ในคลองระบายน้ำ ก็มีเพียงปืนกลที่ตั้งอยู่เพียงลำพังเท่านั้น........

 

 

“กล้วย !?

กล้ายที่มารอรับเพื่อนสาวด้วยใจวิตกร้องขึ้นอย่างตกใจเมื่อราชินีตานีปรากฏตัวขึ้นที่จุดเคลื่อนที่ในพริบตาของเมืองเชียงม่วน ตะเบงมานคอมมานโดของเด็กสาวหน้าจืดยังคงชุ่มโชกไปด้วยเลือดจนแดงฉานไปทั้งตัว แต่สิ่งที่ทำให้หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตกใจที่สุดคือใบหน้าที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา และข้อเท็จจริงที่ว่าเธอกับมาเพียงตนเดียว....

 

“กล้วย อุ๊ยสายล่ะ อุ๊ยสายไปที่ได๋”

ขาดคำถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดผวา ตานีสาวผมหางม้าก็แทบล้มลงไปกองกับพื้นเมื่อเพื่อนสาวโผเข้ากอดเธออย่างแรง ก่อนจะปล่อยโฮอย่างไม่อายเหล่าวิญญาณที่อยู่บริเวณนั้น

 

“กล้าย อุ๊ยสายไปแล้ว.....”

 

 

ในห้องทำงานชั้นล่างของอาคารหลังเล็กกลางเทือกเขาตานปันน้ำ นางยกมือขึ้นปิดปาก ก่อนที่มือนั้นจะทำหน้าที่เป็นเขื่อนกั้นเสียงร่ำไห้ที่พยายามต่อสู้อย่างสุดชีวิตจากในปอดของเธอ....

 

“นาง เป็นอะหยัง”

“เป็นอะไรไป”

ตานีสาวผมเปียและวิญญาณสาวแห่งบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์ซึ่งนั่งอยู่ในห้องทำงานเช่นกันลุกมาหาหัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ทันที นางไม่ตอบ เธอเพียงชี้มือไปยังหน้าจอแลปทอปของเธอ ในหน้าจอโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณ มีลูกศรและตัวเวียงเขียนเอาไว้ที่กลางเมืองเขลางค์

 

“สายคำ สะหวันพา แตกสลาย”

 

“อุ๊ยสาย.....”

เอื้องยกมือขึ้นปิดปาก สวนทางกลับเดือนที่อ้าปากค้าง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือน้ำใสที่เอ่อคลอขึ้นในดวงตาก่อนจะไหลรินลงมาตามแก้ม

 

“อุ๊ยสายขี้จุ๊” นางสะอึกสะอื้น “วันนั้นเพิ่งจะอู้จะอั้นไปแต๊ๆ..... วันนั้นเพิ่งจะอู้ไปว่าจะหื้อข้าเจ้ากราบแต๊ๆ..... มาหายไปจะอี้..... อุ๊ยสายขี้จุ๊.....”

 

เสียงสะอึกสะอื้นของนางขาดตอนเมื่อประตูเหล็กของตึกเลื่อนเปิดผาง ก่อนที่แหวนจะก้าวเข้ามา ผมที่ชี้ไปชี้มาเหมือนหนามทุเรียนเต็มไปด้วยเกล็ดหิมะ ใบหน้าที่ละม้ายคล้ายเด็กหนุ่มมีแววแห่งชัยชนะ

 

“อ้าว เป็นอะหยังกัน” ตานีสาวหัวหนามเอ่ยถามทันทีที่เห็นเพื่อนร่วมชายคาทั้งสาม

“แหวน.....” เอื้องตอบด้วยเสียงแหลมสูงปนสะอื้น “อุ๊ยสาย..... อุ๊ยสายแตกสลายไปแล้ว !

“อ้อ ก็ดีนี่” คำตอบของเด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มทำให้ดวงตาที่เปียกชุ่มของตานีสาวผมเปียเบิกกว้าง “เป็นผีแต่ไปเข้ากับฝั่งปู้น ก็สมควรแล้ว”

 

เสียงเผียะดังก้องห้องทำงานเมื่อตานีสาวคนสวยฟาดมือเข้าใส่แก้มของเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์สุดแรงจนหน้าหัน แหวนหันขวับกลับมามองฝ่ายตรงข้ามที่ยืนจังก้าอยู่เบื้องหน้าเธอ ก่อนที่ริมฝีปากจะบิดเป็นรอยยิ้มแยกเขี้ยว

 

“อะหยังนาง ข้าอู้อะหยังผิด” ตานีสาวหัวหนามแค่นหัวเราะ “หรือว่าเกิดสงสารเปิ้น หรือวาเกิดอยากช่วยเปิ้นขึ้นมาล่ะ แต่เปิ้นอยู่ฝั่งปู้นเน่อ จะทรยศก๋า”

“ออกไป” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบกลับเสียงเรียบ “ออกไปหื้อพ้น”

“ถึงบ่บอกข้าก็บ่อยู่ที่นี่ต่อหรอก ลาก่อนเน่อนาง เอื้อง แล้วก็ เอื้อยญา”

 

แหวนหันหลังกลับ ประตูเหล็กเลื่อนเปิดออกอีกครั้ง ก่อนจะปิดลงเมื่อเธอก้าวออกไป นางยืนนิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนที่เธอจะทรุดลงไปนั่งกับพื้น

 

แล้วเสียงร่ำไห้ก็ดังขึ้นอีกครั้ง......

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #116 นางฟ้า.천사 (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 11:16
    แหวนนี่เกินเยียวยาแล้วจริงๆ... นับถือใจอุ๊ยสาย แต่อุ๊ยแกหายไปแบบนี้ กองกำลังตานีจะชนะเหรอคะเนี่ย หัวใหญ่ก็เป็นอุ๊ยสายสั่งการทั้งนั้น (เป็นตอนที่พีคมากค่ะ ...)

    ปล.เคืองนางจัง ไม่ได้ช่วยอะไรเล้ยยยย กอดกันไปตั้งแต่แรกก็คงดี
    #116
    2
    • #116-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 109)
      10 ธันวาคม 2559 / 11:50
      แหวน เอาจริงๆก็เหมือนนางครับ มีอุดมการณ์ของตัวเอง แต่อึดมการณ์ของแหวนออกไปทาง ทำอะไรต้องทำให้ถึงที่สุด ไม่ใช่ยอมแพ้ง่ายๆกลางทาง แหวนเลยโกรธนางมากที่กลับไปช่วยกล้วย เพราะเธอถือว่าเป็นการยอมแพ้กลางทาง

      และการไม่ยอมแพ้ของแหวน ก็หมายถึงจะไม่มีอะไรมาขวางระหว่างเธอกับเป้าหมายได้ อะไรที่ไม่อยู่ข้างเธอเธอไม่เอาไว้ครับ ไม่ใช่ว่าแหวนไม่รักสาย เธอก็รักและนับถือในระดับหนึ่ง แต่ในเมื่ออยู่อีกฝั่งเธอก็ไม่ลังเลที่จะกำจัดเหมือนกัน เพราะเธอเห็นว่าการลังเลนั่นก็คือการ "ยอมแพ้ระหว่างทาง" แบบนึงนั่นแหละครับ
      #116-1
    • #116-2 นางฟ้า.천사(จากตอนที่ 109)
      12 ธันวาคม 2559 / 17:50
      อุดมการณ์แบบนี้ไม่หนับหนุนเลยค่ะ -3- แหวนนี่จะเอาให้ได้ซะจนลืมเพื่อนพ้องไปหมด (แต่ชอบอยู่ตรงนึงที่รักลูกน้องแหละนะ)

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 12 ธันวาคม 2559 / 17:51
      #116-2