ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 108 : สงครามกลางเมืองที่แฝงตัวอยู่ในหมู่ฝ่ายเดียวกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 165
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    20 พ.ย. 59

เสียงโทรศัพท์มือถือสั่นดังอืดอยู่ข้างหมอนในความมืดของยามราตรี

 

“นี่ๆ คุยเรื่องนั้นกัน”

“เรื่องอะไร”

“ก็เรื่องเสียวๆไง เล่าเรื่องเสียวๆให้ฟังหน่อย”

“เอาเรื่องไหนล่ะ”

“เรื่องวันนั้นไง ได้ข่าวว่าใช้อันใหญ่มากเลยไม่ใช่เหรอ”

“เมื่อวันก่อนก็เล่าไปแล้วนี่”

“วันนั้นไม่ละเอียด วันนี้ขอแบบละเอียดๆ ฟินๆเลย ได้มั้ย”

“ก็มันก็.... มีแค่อีกนิดหน่อยเอง..... เราไม่ค่อยอยากเล่าตรงนั้นด้วย เราอาย.....”

“เล่ามาเถอะน่า”

“งั้นเดี๋ยวส่งรูปไปให้ดูก่อนละกันนะ”

 

“จะเล่าเรื่องอะไรกันเหรอ ขอฟังด้วยจิ”

จู่ๆ สมาชิกแปลกปลอมก็โผล่เข้ามาในห้องสนทนา ร่างผู้เป็นเจ้าของมือถือสะดุ้งเฮือก ห้องสนทนานี้เป็นห้องสนทนาส่วนตัว แล้วคนคนนี้เข้ามาได้ยังไง....

 

เจ้าของมือถือยิ่งหนาวสันหลังขึ้นไปอีกเมื่อเห็นรูปประจำตัวของสมาชิกคนใหม่ มันคุ้นตาเหลือเกิน และมันเป็นรูปที่ไม่อยากเห็นในห้องนี้มากที่สุด.....

 

ไวเท่าความคิด เจ้าของมือถือรีบกดลบบันทึกการสนทนา ยัดมือถือเก็บลงกระเป๋าก่อนจะลุกพรวดขึ้นจากที่นอน แต่ก่อนที่จะได้หนีไปไหนอย่างที่คิดไว้ อะไรบางอย่างที่มีรูปทรงกระบอกและเย็นเฉียบก็แนบลงกลางแผ่นหลัง

 

“หยุดอยู่ตรงนั้น ลุกขึ้น ยกมือขึ้น แล้วเดินไปตามที่ข้าสั่ง”

 

โทรศัพท์มือถือถูกฉวยออกจากมือขณะเจ้าของของมันลุกขึ้น ก่อนจะเดินไปอย่างช้าๆ มือทั้งสองยกชูขึ้นเหนือหัว ใครก็ตามที่เอาวัตถุปริศนานั่นจ่อหลังอยู่ดันตัวประกันออกไปยังทางเดิน มุ่งหน้าไปยังห้องประชุมอันมืดสลัว ที่นั่น เจ้าของรูปประจำตัวสมาชิกแปลกปลอมนั่งหันหลังรออยู่แล้ว

 

“นั่งสิ” เจ้าของรูปสั่งโดยไม่หันมามอง

“นี่มันอะไรกันคะอุ๊ยสาย !?” เจ้าของมือถือถามเสียงสูง ขณะใครสักคนที่อยู่เบื้องหลังกดร่างให้นั่งลงกับเก้าอี้ “ทำไมต้องเอาปืนมาจ่อหลังกันแบบนี้ด้วย !?

“ยังจะมาปากแข็งอีกก๋า ถ้ายอมรับดีๆ ก็บ่ต้องเจ็บตัวเน่อ.....”

 

“.....แก้ว”

ไฟในห้องประชุมเปิดพรึ่บ ส่องเข้าหน้าเด็กสาวผู้น่ารักแห่งภาควิศวกรรมอากาศยานจนเธอต้องหยีตา แต่เธอก็พยายามทำหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็วก่อนจะย้อนถามฝ่ายตรงข้าม

 

“อุ๊ยสายพูดถึงอะไรคะ แก้วไม่รู้เรื่อง !

“แล้วนี่มันอะหยัง”

 

ร่างหนึ่งยื่นมือถือมาจ่อตรงหน้าจนเธอแทบผงะ สาวแว่นทวินเทลซึ่งตอนนี้ทั้งไม่ได้ผูกผมและไม่ได้ใส่แว่นเหลือบตามองเล็กน้อยจึงเห็นว่าเป็นกล้าย แต่จะเป็นใครก็ไม่สำคัญเท่าไหร่สำหรับเธอ

 

“แก้วก็แค่.....” แก้วตอบรัวเร็ว แต่แล้วเธอก็อึกอัก “เหงา..... อยากจะ.... คุยเรื่องอย่างว่า.....”

“จำเป็นต้องทิ้งศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงโกหกด้วยเหตุผลนั้นเลยก๋า” วิญญาณสาวหน้าหวานถอนหายใจเฮือก เธอหมุนเก้าอี้มาประจันหน้ากับฝ่ายตรงข้าม “คึดว่าหมู่เฮาจะอ่านรหัสลับตื้นๆจะอั้นบ่ออกก๋า ยิ่งเป็นเรื่องจะอั้นแล้วด้วย อย่าลืมสิว่าหมู่เฮามีมืออาชีพด้านเรื่องหื่นๆอยู่ด้วย มองปราดเดียวก็ฮู้แล้วว่าอู้กันเรื่องจะอั้นแต๊ก่อ แม่นก่อจ้าด”

“ทำไมเรียกผมงั้นล่ะครับ !?” เสียงหลงของหลานชายหมอผีใหญ่ว้ากมาจากทางซ้ายมือของสาวแว่นทวินเทล จริงอยู่ที่เขาเป็นคนมองออกว่าบันทึกการสนทนาของแก้วไม่ใช่เรื่องอย่างว่าจริงๆ แต่เพียงแค่นั้นทำให้เขากลายเป็นมืออาชีพด้านเรื่องหื่นเลยหรือ

“ดูออก ?” แก้วยังไม่ยอมแพ้ “แค่อีกฝ่ายนึงขอให้เล่าเรื่องใช้อันใหญ่ๆ แค่นี้น่ะเหรอคะ จะดูออกได้ไง !?

 

“อุ๊ยก็ยังบ่ได้อยากเชื่อหรอกว่าเป็นแก้ว” สายถอนหายใจ “จนกระทั่งตอนที่หมู่เฮาบุกเชียงม่วนนั่นแหละถึงได้แน่ใจ”

“หมายความว่าไงคะ”

“การเคลื่อนไหวทุกอย่างของหมู่ผีร้าย ตรงกับที่อุ๊ยแกล้งหื้อแก้วฮู้ทุกอย่าง” อดีตพันเอกสาวตอบ ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงจ้องลึกลงในดวงตาของอีกฝ่ายเหมือนจะล้วงเข้าไปให้ถึงความคิดในสมอง “แต๊ๆแล้ว มีแค่ทุกคนในห้องนี้เท่านั้นที่บ่ฮู้แผนการแต๊ๆ จนกระทั่งถึงตอนปฏิบัติการไปแล้วนั่นแหละ อาจจะยกเว้นท่านกล้วย”

“หา ?” ริมฝีปากของสาวแว่นทวินเทลเผยอออกจากกันเล็กน้อย

“อุ๊ยฮู้มาสักพักแล้วว่ามีสายลับอยู่ในหมู่เฮา” สายพูดต่อด้วยเสียงเรียบ แต่ดวงตายิ่งเพิ่มอำนาจการทะลุทะลวงมากขึ้นกว่าเดิม “และค่อนข้างแน่ใจว่าสายลับน่าจะอยู่วงใน เพราะข้อมูลหลายๆอย่างที่หลุดลอดออกไปเป็นข้อมูลที่วิญญาณตนอื่นๆในกองกำลังของหมู่เฮาบ่น่าจะฮู้ได้”

 

อดีตพันเอกสาวหยุดเล็กน้อยเหมือนจะให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายเข้าใจสิ่งที่เธอกำลังพูด

 

“เพื่อหื้อแน่ใจ อุ๊ยเลยบอกวิญญาณตนอื่นๆทุกตนหื้อเตรียมพร้อมบุกด้วยรถถัง แต่หลอกทุกคนในห้องนี้ว่าจะบุกทางอากาศ แล้วก็อย่างที่หัน ผีร้ายเน้นป้องกันทางอากาศอย่างที่อุ๊ยคาด”

“แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าแก้วจะเป็นสายลับนี่คะ” แก้วยังคงเถียงอย่างไม่ลดละ “อาจจะเป็นฟ้าหรือแพร หรืออาจจะเป็นใครในห้องนี้ก็ได้ไม่ใช่เหรอคะ”

“ก็อาจจะแม่น” สายตอบเสียงนุ่ม “อุ๊ยก็เลยไปค้นอะหยังมานิดหน่อย แล้วก็เจอสิ่งที่น่าสนใจ”

 

วิญญาณหญิงชราหยิบปึกกระดาษหนาเป็นตั้งโยนข้ามโต๊ะมาหล่นโครมลงเบื้องหน้าสาวแว่นผู้น่ารัก

 

“อะไรอีกล่ะคะเนี่ย”

หญิงสาวหน้าหวานเหยียดยิ้มเย็น “ลองอ่านดูสิ”

 

เด็กสาวผู้น่ารักแห่งภาคอากาศยานหยิบแผ่นแรกขึ้นมาดู แล้วเธอก็ต้องรีบวางลงไปทันที มันเป็นบันทึกการสนทนาครั้งแรกสุดที่เธอส่งข้อมูลไปให้ฝ่ายผีร้าย นี่แปลว่าปฏิบัติการลับของเธอถูกจับได้ตั้งแต่ครั้งแรกสุดเลยงั้นหรือ.....

 

“ไปได้มาจากไหนคะ” สาวแว่นทวินเทลยังพยายามควบคุมอารมณ์แม้ตอนนี้เธอจะเริ่มสั่น ทั้งน้ำเสียงและร่างกาย “แล้วรู้ได้ยังไงว่าเป็นแก้ว ไม่มีหลักฐานบอกสักหน่อยว่าเป็นแก้วนี่คะ”

“ก็แต๊ บ่มีหลักฐานบอกว่าเป็นแก้ว แล้วในมือถือก็คงลบไปหมดแล้ว” วิญญาณสาวหน้าหวานพยักหน้าช้าๆ “แต่แก้วคงบ่ฮู้ตัวเลยสิเน่อว่าสัญญาณวิทยุทุกอย่างที่ส่งเข้าส่งออกถูกบันทึกไว้หมด จะเรียกดูเมื่อได๋ก็ได้ จ้าดมันดูเว็บโป๊เว็บได๋ ชอบแบบได๋ โรคจิตแบบได๋ แค่บ่กี่คลิกก็ดูได้หมดแล้ว”

“อุ๊ยสาย......!?

“บ่ต้องห่วง อุ๊ยบ่บอกผู้ได๋หรอก” ริมฝีปากอิ่มเหยียดเป็นรอยยิ้มเย็น “แต่บ่ฮู้เลยเน่อว่าจ้าดจะชอบผู้หญิงอกแบ.....”

“อุ๊ยสาย............................!?

“เรื่องตลกหมดเท่านี้” จู่ๆเสียงของสายก็เปลี่ยนกลับมาเป็นเครียดเขม็งอีกครั้ง ทิ้งให้หลานชายหมอผีใหญ่พะงาบๆไปคนเดียว “ต่อหื้อแก้วจะใช้ช่องสัญญาณพิเศษที่ฝ่ายผีร้ายจัดมาหื้อ แต่สัญญาณนั่นก็ยังต้องยิงออกจากที่นี่อยู่ดี ซึ่งก็แปลว่ามันถูกจับได้แน่นอน และทั้งหมดที่อยู่หน้าแก้ว ก็คือที่บันทึกมาได้นั่นแหละ ยังจะมีอะหยังแก้ตัวอีกก่อ”

 

สาวแว่นทวินเทลนิ่งเงียบ แม้เหงื่อกาฬจะแตกพลั่กอยู่บนหน้าผากจนมองเห็นได้

 

“แก้ว แก้วก็น่าจะฮู้เน่อว่าที่แก้วยะไปส่งผลจะไดบ้าง” วิญญาณสาวหน้าหวานพูดต่อด้วยเสียงอ่อนลง แต่คราวนี้มีแววบีบคั้นมากกว่าเดิม “ตอนดอยสูงแก้วส่งข้อมูลเรื่องอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาจนผีร้ายทำลายได้ ท่านกล้วย ฟ้า น้ำว้าแทบจะต้องเอาชีวิตไปทิ้ง ยังบ่นับผีฝ่ายหมู่เฮาที่ตายไปเป็นร้อยตน”

 

“ที่เชียงผานแก้วก็ส่งข้อมูลเรื่องวันที่ที่จะโจมตีจนหมู่ผีร้ายตั้งรับได้ จนท่านกล้ายกับหมิงต้องโดนจับเป็นตัวประกัน ถ้าบ่โชคดีจะอั้นก็คงตายไปแล้วเหมือนกัน” สายพูดต่อ เน้นเสียงแทบจะทุกคำ “แล้วคราวนี้แก้วก็ส่งข้อมูลเรื่องตำแหน่งเครื่องบินทิ้งระเบิดจนฝ่ายหมู่เฮาต้องตายไปอีกสามตน แล้วยังเรื่องระเบิดทำลายพลังงานวิญญาณอีก นี่แค่เรื่องสำคัญๆเน่อ ยังบ่นับเรื่องอื่นยิบๆย่อยๆอีก แก้วกำลังฆ่าหมู่เดียวกันเอง แก้วกำลังฆ่าท่านกล้วย ท่านกล้าย แล้วก็ทุกคนอยู่เน่อ !

 

แก้วยังคงนิ่ง แต่ราชินีตานีพอจะมองเห็นน้ำใสที่เอ่อขึ้นมาในดวงตากลมของเธอได้

 

“ข้าเจ้าฮู้ว่าแก้วบ่อยากยะจะอี้หรอก” เด็กสาวหน้าจืดเอ่ยช้าๆ “แก้วต้องจำเป็นอะหยังสักอย่างแน่ๆแม่นก่อ บอกหมู่เฮามาเถอะ ถ้าช่วยได้จะได้ช่วยกัน”

 

สาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคอากาศยานก็ยังคงนิ่งอยู่เหมือนเดิม แต่เพียงอึดใจต่อมา เธอก็ยอมเปิดปาก น้ำตาที่เอ่อท้นเริ่มไหลลงมาตามสองแก้ม

 

“พ่อแม่แก้วถูกพวกมันจับไป.....” เสียงของแก้วยามนี้สั่นเครือจนแทบฟังไม่เป็นคำ “มันบังคับให้แก้วส่งข้อมูลไปให้มัน ไม่งั้นจะฆ่าพ่อแม่แก้ว....”

 

ราชินีตานีหันไปหาอดีตอาจารย์ของเธอ สายหันมาพยักหน้า เธอยืนยันข่าวนี้กับสายลับของฝ่ายเธอเองแล้ว

 

“แก้ว” วิญญาณหญิงชราในร่างหญิงสาวยังคงรักษาเสียงเครียดเอาไว้ “ฮู้ก่อว่าในสงครามปกติ โทษของสายลับคืออะหยัง”

“รู้ค่ะ” สายลับจำเป็นเริ่มสะอึกสะอื้น “ไม่ถูกจับเป็นเชลย.... ประหารสถานเดียว....”

“แล้วแก้วคึดว่าหมู่เฮาควรจะยะจะไดกับแก้วดี”

“ทำยังไงก็ได้ค่ะ.... แก้วยอมทั้งนั้น แก้วขอโทษ.....” สาวแว่นผู้น่ารักเปลี่ยนจากสะอึกสะอื้นเป็นร้องไห้เต็มรูปแบบแล้วตอนนี้ “แต่ขอแค่อย่างเดียว ช่วยพ่อแม่แก้วด้วย อย่างน้อยอย่าให้พ่อแม่แก้วต้องตายเลยนะคะ....”

“หมู่เฮาบ่ฆ่าแก้วหรอก แต่อย่าคึดว่าจะได้อยู่สบาย ส่วนเรื่องพ่อแม่แก้ว บ่แม่นสิ่งที่หมู่เฮาจะต้องใส่ใจ” อดีตพันเอกสาวตอบเสียงเย็น ก่อนจะหันไปหาหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมและสมิงสาวแห่งป่าแสนคำซึ่งยืนประกบอยู่สองด้านของแก้ว “กล้าย หมิง เอาเปิ้นไปขังไว้ก่อน หมู่เฮาจะตกลงว่าจะเอาจะไดกับเปิ้นทีหลัง”

“เจ้า”

 

แก้วยังคงร้องไห้อย่างน่าสงสาร แต่เธอก็ยอมลุกแต่โดยดีเมื่อเพื่อนสาวทั้งสองดึงตัวเธอขึ้น ก่อนจะพาออกไปจากห้อง

 

“ขอบคุณเน่อเจ้าอุ๊ยสายที่จะบ่ยิงเปิ้นทิ้ง” เด็กสาวหน้าจืดเอ่ยเมื่อเพื่อนสาวทั้งสามออกไปจากห้องแล้ว

“อุ๊ยก็ยังคึดว่าท่านกล้วยใจดีเกินไปอยู่ดี” สายถอนหายใจเฮือก “แก้วเปิ้นยังฮู้เลยเน่อว่าในสงครามแต๊ๆ สายลับต้องตายสถานเดียว บ่มีปรานีใดๆทั้งสิ้น”

“แต่เปิ้นจำเป็นแต๊ๆนี่เจ้า ต่อหื้อเป็นข้าเจ้าก็ยังอาจจะยะอย่างแก้วเลย”

“ก็ต้องยอมรับผลที่ตามมาด้วย” อดีตพันเอกสาวตอบเน้นเสียง “และอุ๊ยคึดว่าแก้วเปิ้นก็ยะใจไว้แล้ว เปิ้นก็อู้นี่ว่าจะยะอะหยังกับเปิ้นก็ได้”

“แต่ถ้าเป็นอุ๊ยสาย....”

“พอแล้ว” วิญญาณสาวหน้าหวานตัดบทเสียงเฉียบขาด “หมู่เฮาอู้เรื่องนี้กันมาสามสี่รอบแล้ว แล้วอุ๊ยก็ตัดสินใจไปแล้วว่าจะบ่ยะอะหยังเปิ้น หรืออยากหื้ออุ๊ยตัดสินใจใหม่ ?”

“บ่เจ้าๆ” กล้วยรีบตอบก่อนจะก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด “สุมาเน่อเจ้าที่อู้ซ้ำซาก”

“บ่เป็นอะหยัง” สายถอนหายใจอีกเฮือก “อุ๊ยก็เข้าใจแหละว่าเปิ้นเป็นเพื่อนทั้งท่านกล้วยท่านกล้ายแล้วก็จ้าด อุ๊ยก็บ่ได้อยากจะอะหยังกับเปิ้นนักหรอก”

“แล้วจากนี้ไปจะทำยังไงล่ะครับ” จ้าดถามขึ้นบ้างหลังจากเงียบมาตั้งแต่โดนอีกฝ่ายเปิดเผยความลับลูกผู้ชาย “ถ้าเกิดแก้วเงียบหายไปเลย พวกผีร้ายต้องฆ่าพ่อแม่แก้วทิ้งแน่ๆ”

“เรื่องนั้นเกินความสามารถหมู่เฮาแล้ว” อดีตพันเอกสาวตอบเสียงเรียบ

“ให้แก้วปล่อยข้อมูลลวงไม่ได้เหรอคะ” ฟ้าเสนอ

“นั่นสิคะ” แพรสนับสนุนเพื่อนสาวด้วยอีกแรง “ปล่อยข้อมูลลวงไปฝั่งเรายิ่งได้เปรียบนะคะ”

“แล้วถ้าผีร้ายจับได้ขึ้นมาล่ะ” หญิงสาวหน้าหวานย้อนถาม ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงย้ายไปจับดวงตาหลังแว่นกรอบดำของอีกฝ่าย “พ่อแม่เปิ้นก็ตายอยู่ดีเน่อ”

“ถ้างั้น.... บอกเอื้อยเดือนหื้อช่วย.....” น้ำว้าออกความเห็นบ้าง

“ยะจะอั้นเอื้อยเดือนจะเป็นอันตรายไปด้วยเน่อน้ำว้า” ราชีนีตานีตอบแทนเหมือนรู้ใจอดีตอาจารย์ของเธอ “ตอนนี้ในสายตาของหมู่ผีร้ายเอื้อยเดือนคือผีที่ไปเข้ากับหมู่เปิ้น จะมาฮู้เรื่องของหมู่เฮาได้จะได”

“ก็แต็เน่อ.....”

“ลองส่งข่าวแต๊ไปหื้อบางส่วน บวกกับข่าวลวงอีกบางส่วนก่อล่ะเจ้า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมผู้เพิ่งจะผลักประตูกลับเข้ามาในห้องประชุมร่วมระดมความคิดด้วยอีกตน “ถ้าบางอย่างแต๊ ผีร้ายก็อาจจะคึดได้ว่าแก้วได้ข้อมูลมาแค่บางส่วนหรืออะหยังจะอี้ ก็อาจจะเนียนขึ้นเน่อ แล้วจะไดๆ ก่อนหน้านี้ข้อมูลหลายอย่างที่แก้วส่งไปก็ผิดเพราะอุ๊ยสายจงใจอยู่แล้วด้วย”

“แต่หมู่เฮาก็ลำบากขึ้นเหมือนกัน” สายตอบ “ข้อมูลได๋จะส่งเป็นข่าวลวง ข้อมูลได๋จะส่งเป็นข่าวแต๊ ถ้าข่าวแต๊ที่ส่งไปนั่นยะหื้อหมู่เฮาสูญเสียมากขึ้นล่ะ ท่านกล้ายจะตัดสินใจจะได”

“ก็.... ค่อยมาประชุมกันอีกรอบ.....”

“ก็ต้องเสียเวลามาประชุมกันอีกแม่นก่อ”

“ก็.... แม่น....”

“นั่นแหละ แค่ตอนนี้หมู่เฮายังมีเรื่องหื้อประชุมบ่เยอะพออีกก๋า” สายตัดบทก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “แก้วเป็นจะไดบ้าง”

“เปิ้นก็ยังร้องไห้อยู่เน่อ” ตานีสาวผมหางม้าถอนหายใจ “ข้าก็สงสารเปิ้นเน่อ อย่างน้อยเปิ้นก็เคยยะเพื่อหมู่เฮาเน่อ ช่วงที่มีชุมนุมกลางเมือง แม่นก่อฟ้า แพร”

“อื้ม” สาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์พยักหน้า “เอาจริงๆ แก้วเป็นคนริเริ่มด้วยซ้ำนะกลุ่มเรารักตานีน่ะ เราแค่ช่วยแก้วเฉยๆ เรื่องพยายามหาตัวแล้วก็ติดต่อฟ้าก็แก้วนั่นแหละ แก้วทุ่มเทให้ตานีมากที่สุดเลย”

“พอๆ บ่ต้องพยายามกล่อมอุ๊ย” สายตัดบท ขณะเหล่าสาวๆหัวเราะแหะๆพลางเกาหัวแกรกๆเมื่อโดนรู้ทัน “อุ๊ยฮู้ว่าเปิ้นบ่ได้อยากยะจะอั้น แต่เรื่องพ่อแม่เปิ้นก็อย่างที่อุ๊ยว่าไป มันเกินที่หมู่เฮาจะยะอะหยังได้ แค่เรื่องของหมู่เฮาก็จะแย่กันอยู่แล้ว”

“แต่มันก็น่าสิมีสักทางเด๊อุ๊ยสาย”

“ทางได๋ล่ะ หมิงก็ลองเสนอมาสิ” หญิงสาวหน้าหวานสวนกลับ แววรำคาญที่เริ่มปรากฏในน้ำเสียงทำเอาสัตว์ภูตสาวหน้าเจื่อน “พอแล้ว ถ้ามีแต่สงสารเปิ้นแต่บ่มีผู้ได๋คึดหาทางได้มันก็เท่านั้น ไปนอนกันได้แล้ว ดึกแล้ว ถ้าคึดอะหยังได้ค่อยมาอู้กันพรุ่งนี้เช้า”

 

“เดี๋ยวครับอุ๊ยสาย”

อะไรบางอย่างในน้ำเสียงของหลานชายหมอผีใหญ่ทำให้ทุกคนและทุกตนหันมาจ้องเขาเป็นตาเดียว เด็กหนุ่มหน้าดุเหลียวซ้ายแลขวาเล็กน้อยด้วยไม่คิดว่าจะกลายเป็นจุดสนใจกะทันหัน แต่เขาก็พูดต่อ

 

“ถ้าเราลองคุยกับนางดูล่ะครับ”

“จะบ้าก๋าบ่าจ้าดง่าว” กล้ายแหวขึ้นมาก่อนที่หญิงชราในร่างหญิงสาวจะทันได้อ้าปาก “อู้กับนางจะยิ่งพังกว่าเดิมสิบ่ว่า”

“ไม่ได้บ้า” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบกลับเสียงเรียบๆ “เราว่าพูดกับนางน่าจะเป็นอะไรที่หวังผลได้มากที่สุดด้วยซ้ำ”

“ยะหยังถึงคึดจะอั้นล่ะจ้าด” สายถามหลังจากส่งสายตาปรามหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมที่ทำท่าจะพ่นอะไรแรงยิ่งกว่าเดิมออกมา

“ก็เท่าที่สังเกต ทั้งจากที่เจอกันเมื่อปีที่แล้ว แล้วก็จากที่น้าเดือนบอกมา ผมว่านางเปลี่ยนท่าทีไปจากตอนแรกเยอะอยู่นะครับ” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ “ข้อมูลหลายๆอย่างที่น้าเดือนได้มา น้าเดือนก็บอกว่านางทำท่าเหมือนจะบอกอ้อมๆ แล้วน้าเดือนก็บอกเหมือนกันว่าเคยได้ยินนางเปรยๆกับเพื่อนเขาว่าอยากช่วยฝ่ายเราด้วย”

“บ่คึดบ้างก๋าว่าเปิ้นอาจจะอู้หื้อเอื้อยเดือนตายใจก็ได้” ตานีสาวผมหางม้าถามเสียงด้วยไม่ค่อยสบอารมณ์นัก

“ถ้าพูดแบบนั้นแปลว่านางก็ต้องรู้แล้วว่าน้าเดือนเป็นสายของฝ่ายเราสิ” จ้าดเลิกคิ้ว

“มันก็.... เป็นไปได้บ่แม่นก๋า”

“แล้วถ้านางไม่ได้อยากช่วยฝ่ายเราหรืออย่างน้อยก็ยังคิดร้ายกับฝ่ายเราอยู่เหมือนเดิม” หลานชายหมอผีใหญ่รุกต่อ “คิดว่าเขาจะปล่อยน้าเดือนไว้เหรอ เป็นเราเราก็ฆ่าทิ้งไปแล้ว หรืออย่างน้อยที่สุดก็ทำแบบที่เราทำกับแก้วคือจับขังไว้ ไม่ปล่อยให้ส่งข้อมูลมาเยอะแยะแบบนี้หรอก”

“แต่ข้อมูลนั่นอาจจะปลอมก็ได้นี่” ฟ้าพูดบ้าง

“แต่เท่าที่เราได้ข้อมูลมาทั้งหมดยังไม่มีเรื่องไหนปลอมเลยนะ” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ “โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ๆอย่างตอนนรกแตกที่ม่อนแป้ง แล้วยังข้อมูลเรื่องการรบแล้วก็เรื่องอื่นๆอีกตั้งเยอะแยะ เราว่ามีเหตุผลพอให้เชื่อได้แล้วนะว่านางกำลังเอนกลับมาเข้าข้างฝ่ายเรา”

“ต่อหื้อเป็นจะอั้นแต๊ แล้วจ้าดคึดว่าถ้าอุ๊ยอู้กับท่านนาง เปิ้นจะยะอะหยังได้” สายย้อนถามช้าๆ ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงฉานจ้องนิ่งลงไปในดวงตาของฝ่ายตรงข้าม “หื้อเปิ้นไปอู้กับผีร้ายตนอื่นก๋า หรือว่าหื้อเปิ้นไปอู้กับประจิม ?”

“นางอาจจะรู้จักกับผีร้ายที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ หรืออาจจะหาทางแอบทำอะไรได้นะครับ”

“อุ๊ยบ่คึดจะอั้น” หญิงสาวหน้าหวานส่วยหน้า “เดือนก็เคยบอกแล้วนี่ว่าตอนนี้ท่านนางโดนประจิมปลดไปอยู่ตำแหน่งที่บ่ได้อยู่ในส่วนกลาง เปิ้นบ่น่าจะฮู้เรื่องแก้วด้วยซ้ำ มันยิ่งจะยะหื้อเรื่องน่าสงสัยกันขึ้นไปใหญ่อีกเน่อ”

“เรื่องนั้นมันก็.... จริงแหละครับ” หลานชายหมอผีใหญ่ยอมรับ เขาเองก็ไม่ได้คิดมุมนี้มาก่อน “ถ้างั้นก็.... ผมก็คิดไม่ออกแล้วเหมือนกัน”

“ก็นั่นแหละ” สายสรุป “อุ๊ยว่าไปนอนกันก่อน จะไดพรุ่งนี้เช้าอาจจะมีไอเดียใหม่ๆมาก็ได้ ถึงตอนนั้นค่อยมาว่ากันอีกทื ช้าไปสักสิบชั่วโมงหมู่ผีร้ายบ่ได้ฆ่าพ่อแม่เปิ้นทันทีหรอก”

“ครับ”

“ค่ะ”

“เจ้า”

 

สามคนห้าตนลุกขึ้นก่อนจะเดินสะโหลสะเหลอย่างง่วงงุนระคนพ่ายแพ้ออกไปจากห้อง กล้วยเดินออกไปเป็นตนสุดท้าย แต่ก่อนที่ราชินีตานีจะก้าวขาพ้นประตูห้อง สายก็เรียกเธอเอาไว้เสียก่อน ดวงตาที่ส่องประกายสีแดงไม่ได้มองเธอ หากมองนิ่งอยู่ที่หน้าจอแลปทอปบนโต๊ะเบื้องหน้า

 

“ท่านกล้วย มากับอุ๊ยหน่อย”

“มีอะหยังกาเจ้า”

“หมู่เฮาอาจจะได้อู้กับท่านนางเร็วกว่าที่คึดไว้.....”

 

 

ย้อนกลับไปราวเกือบสองชั่วโมงก่อน ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตรทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ท่ามกลางความเหน็บหนาวของภูเขาและพายุหิมะของเทือกเขาตานปันน้ำตะวันตก เดือนนอนซุกอย่างอบอุ่นอยู่ในผ้าห่มนวมหนาหลังจากสืบราชการลับ ซึ่งเอาจริงๆก็เป็นการช่วยเป็นที่ปรึกษาของนางในการวางแผนการฝึกและการรบของผีร้ายมาทั้งวัน

 

แม้ตานีสาวคนสวยจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งคุมกำลังแล้ว แต่สถานการณ์ที่เริ่มแย่ลงของกองกำลังผีร้ายก็ทำให้เธอได้รับมอบหมายให้คิดหาวิธีและอาวุธในการรบใหม่ๆมากขึ้นเป็นทวีคูณ และงานหนักนั้นก็ส่งผลข้างเคียงมาถึงอดีตวิญญาณสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าด้วย ทั้งวันเธอแทบไม่ได้หยุดพักแม้แต่จะกินข้าว แถมบางครั้งก็ต้องติดสอยห้อยตามนางกับเอื้องไปหาเหล่าผีร้ายและปีศาจทั้งหลายซึ่งหลายตนน่าเกลียดน่ากลัวกว่าที่เธอเคยคิดเอาไว้มากนัก ไม่ใช่งานที่น่าอภิรมย์เลยสักนิด

 

แต่ขณะที่เธอกำลังเคลิ้มๆนั่นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงอ่อนๆที่แฝงไว้ด้วยความเกรงใจของเอื้อง

 

“เอื้อยญา นอนละยัง นางอยากอู้อะหยังด้วยหน่อย”

“กำลังจะหลับแล้วแหละ แต่ไม่เป็นไร” ผีสาวรีบตอบขณะยันตัวขึ้นจากที่นอน “ต้องออกไปข้างนอกรึเปล่า ใส่ชุดนอนได้มั้ย”

“บ่ต้องๆ อู้กันในบ้านนี่แหละ”

“โอเค งั้นแป๊บนึงนะ”

 

หญิงสาวคนสวยลุกขึ้น คว้ายางมัดผมมามัดไว้ลวกๆ ก่อนจะเปิดประตูออกไปหาตานีสาวรุ่นน้อง เธออดงงๆเล็กน้อยไม่ได้ที่เห็นว่าอีกฝ่ายยังคงอยู่ในชุดตะเบงมานคอมมานโดครึ่งท่อน อันประกอบด้วยกางเกงกันหนาวตัวหนาและเสื้อยืด ทั้งที่ดึกมากแล้วและพวกเธอก็กลับมากันนานมากแล้วด้วย แต่เดือนก็เดาว่าเด็กสาวผมเปียคงทำอย่างอื่นหรือไม่ก็ดูซีรี่ส์เพลินจนยังไม่ได้เปลี่ยนชุด ช่วงนี้เอื้องยิ่งติดๆสงครามนางมารอยู่ด้วย

 

“ยังไม่เปลี่ยนชุดอีก ไม่อึดอัดแย่เหรอ” แม้จะเดาไปเองแล้ว แต่เธอก็ยังชวนตานีสาวคุยอยู่ดี

“อ๋อ ดูเอนไซม์ซีซั่นสองอยู่เจ้า” เอื้องตอบตามที่วิญญาณสาวคาดไว้แม้จะคนละซีรี่ส์ ขณะเธอเดินนำลงบันไดไปยังชั้นล่างของฐานลับ

“ก็ดูผ่านเน็ตอยู่แล้ว อาบน้ำอุ่นเปลี่ยนชุดนอนก่อนไม่ดีกว่าเหรอ”

 

ตานีสาวผมเปียเพียงหัวเราะแหะๆ ขณะเปิดประตูให้ผีสาวรุ่นพี่เดินเข้าไปยังห้องทำงาน นางนั่งรออยู่ที่โต๊ะของเธอแล้ว ดวงตากลมโตปิดอยู่เหมือนสัปหงก เดือนนั่งลงที่อีกด้านหนึ่งของโต๊ะ เธอได้ยินเสียงบิดล็อกประตูดังแกร๊ก ไม่ใช่เรื่องแปลกด้วยพวกเธอต้องระวังแหวนกันอยู่แล้ว แต่คราวนี้มันไม่ได้มีเพียงแกร๊กเดียวจากประตู หากมีเสียงแกร๊กแปลกๆดังขึ้นจากระยะใกล้ด้านหลังด้วย

 

แล้วหญิงสาวคนสวยก็ต้องสะดุ้งเฮือก เมื่ออะไรบางอย่างที่เหมือนท่อกลมๆ ก็ถูกดันมาจ่ออยู่ที่ท้ายทอยของเธอ

 

“เอื้อยญา” หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้เอ่ยขึ้นเมื่อสิ้นเสียงแกร๊กหลัง เธอยังคงหลับตาอยู่ “สุมานักๆเน่อที่ต้องเรียกมากลางดึกทั้งๆที่เหนื่อยๆจะอี้ แต่ข้าคึดว่าถึงเวลาต้องอู้ความแต๊กันหน่อยแล้ว”

“หมายความว่าไง” เดือนถามแม้เธอพอจะเดาได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เหงื่อกาฬเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผากแม้อุณหภูมิห้องทำงานซึ่งไม่ได้เปิดฮีตเตอร์จะไม่หนีจุดเยือกแข็งไปสักเท่าไหร่

 

“เอื้อยญาเป็นไผ”

นางลืมตาขึ้น จ้องมองลึกลงในดวงตาของผีสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าที่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ท้ายทอยที่ถูกปืนจ่ออยู่เสียวแว้บ

 

“จะเป็นใคร ก็ญาคนเดิมจำกันไม่ได้เหรอ”

“อู้จะอี้ดีกว่า” รอยยิ้มผุดขึ้นมาที่มุมปากตานีสาวคนสวยเล็กน้อย “เอื้อยญาเป็นสายลับ และเป็นสายลับที่บ่เนียนเลยสักนิดเพราะข้าฮู้ตั้งแต่หันแวบแรกที่ตึกที่ทำการพรรคฮักเวียงตานแล้ว เอาล่ะ ทีนี้บอกมาได้ก่อเจ้าว่าเอื้อยญาเป็นไผกันแน่”

 

เดือนนิ่งเงียบ เหงื่อที่ผุดบนหน้าผากบัดนี้เริ่มไหลลงมาแถวหัวคิ้ว

 

“หรือจะหื้ออู้จะอี้” เสียงของนางเพิ่มความหวานขึ้น ซึ่งวิญญาณสาวรู้ได้ด้วยความรู้สึกว่ามันเป็นสัญญาณอันตราย “เอื้อยญาก็น่าจะฮู้เน่อเจ้าว่าเอื้องเก่งคอม แค่เอาหน้าเอื้อยญาไปหาในเน็ต แฮ็กฐานข้อมูลนิดๆหน่อยๆ ก็ได้ข้อมูลมาตั้งเท่านี้แน่ะ”

 

ตานีสาวคนสวยหยิบกระดาษปึกหนึ่งออกมาจากกองเอกสารข้างตัว ก่อนจะเริ่มอ่านด้วยสำเนียงสารขัณฑ์กลางชัดถ้อยชัดคำราวกับกำลังประกาศประวัติผู้ได้รับรางวัลเกียรติยศ

 

“นางสาวพราวเดือน สายแม่ตาน ชื่อเล่นเดือน เกิดเมื่อ 28 สิงหาคม 4114 ปัจจุบันถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็อายุ 40 ปี จบชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่โรงเรียนตานนะคอนพิทยาคม สายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ เข้าศึกษาต่อที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยตานนะคอนด้วยคะแนนสูงสุดอันดับห้า จบการศึกษาวิศวกรรมไฟฟ้าด้วยคะแนนสูงสุดเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และเข้าศึกษาต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ จบการศึกษาด้วยคะแนนอันดับหนึ่งเช่นเดียวกัน”

 

วิญญาณสาวผู้กำลังถูกร่ายยาวประวัติส่วนตัวยังคงนิ่งเงียบ แต่หัวใจของเธอเริ่มเจ็บแปลบ ด้วยรู้ว่าต่อไปจะเป็นเรื่องที่เธอไม่อยากนึกถึงที่สุดทั้งในชีวิตก่อนและหลังความตาย....

 

“หลังจากจบการศึกษา ได้ใช้เงินเก็บตั้งบริษัทผลิตและซื้อขายเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่หลังจากมีปัญหากับผู้ร่วมหุ้นซึ่งเป็นคนรัก ก็ได้ฆ่าตัวตายด้วยการผูกคอในห้องพักที่บัวใหญ่อพาร์ตเมนต์ ซึ่งยังเป็นสถานที่ผีดุที่ยังร่ำลือกันมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าปรากฏการณ์ผีหลอกวิญญาณหลอนจะหายไปตั้งแต่มีรายการท้าพิสูจน์ผีไปถ่ายทำเมื่อปลายปี 4154 หลังจากนั้นมีรายงานว่ามาสิงอยู่ที่ตึกปฏิบัติการไฟฟ้าแรงสูง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยตานนะคอน”

 

เดือนก็ยังคงนั่งนิ่งไม่พูดอะไรแม้สักคำ แต่มือของเธอกำแน่นและสั่นระริกขณะเธออดกลั้นความเศร้าที่บีบคั้นอยู่ในใจ โชคดีที่ประโยคต่อมาของนางเปลี่ยนเรื่อง

 

“เป็นน้องสาวของนางสาวแพรวฟ้า สายแม่ตาน ซึ่งแต่งงานกับนายวุดทิไชย หมื่นพันนา และมีลูกสาวชื่อพริ้มดาว หมื่นพันนา หรือดาว นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยตานนะคอน ผู้ต้องหาคดีร่วมชุมนุมเรียกร้องสิทธิตานี หลบหนีไปด้วยความช่วยเหลือของตานีในเหตุการณ์ปะทะกับกองกำลังรัฐเวียงตาน ปัจจุบันเป็นผู้ต้องหาที่ถูกตั้งค่าหัวและถูกตามล่า”

 

นางเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตสีดำประกายเขียวจ้องมองลงไปในดวงตาของวิญญาณสาวอีกครั้ง

 

“ทีนี้จะว่าจะไดล่ะเจ้า เอื้อยญา.... หรือข้าควรจะเรียกว่าเอื้อยเดือนดี ?”

“ต้องการอะไร” เดือนถามเสียงต่ำ หรี่ตามองคู่สนทนา “ถ้าจะฆ่า ก็ฆ่าได้เลย ฉันไม่ร้องขอชีวิตอยู่แล้ว”

“ถ้าอยากยะจะอั้น หมู่เฮายะไปตั้งนานแล้ว” นางตอบเรียบๆ “หมู่เฮาแค่อยากจะบอกว่าหมู่เฮาฮู้อยู่แล้วว่าเอื้อยเดือนเป็นผู้ได๋ บ่ต้องพยายามแอ๊บต่อแล้วก็เท่านั้นแหละเจ้า”

“แล้วถ้าไม่ฆ่าฉัน จะทำยังไงต่อ” ดวงตาของผีสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้ายังคงหรี่มองอย่างไม่ไว้ใจ “จะทรมานรีดข้อมูลจากฉัน หรือว่าจะเอายังไง”

“เรื่องนั้นบ่จำเป็นหรอกเจ้า แค่นี้หมู่เฮาก็มีข้อมูลของฝ่ายปู้นเยอะพอแล้ว” ตานีสาวคนสวยยิ้มเย็น “ตอนนี้ ข้าคึดว่าคงปล่อยเอื้อยเดือนไว้เฉยๆ เหมือนอย่างที่เป็นมานั่นแหละเจ้า”

 

ดวงตาของเดือนยิ่งหรี่ลงไปอีกเมื่อคิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากัน เธอไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเลยสักนิดเดียว

 

“จะปล่อยไว้ป้อนข่าวลวงแล้วบังคับให้ฉันส่งกลับไปทางฝั่งโน้นงั้นเหรอ” หญิงสาวถามเน้นเสียง “คิดว่าฉันจะยอมทำรึไง”

“เรื่องยากๆ เหนื่อยแรงเปล่าจะอั้นหมู่เฮาบ่ยะหรอกเจ้า แม่นก่อเอื้อง”

 

ตานีสาวคนสวยเงยหน้าขึ้นไปพยักเพยิดให้เพื่อนสาว เดือนไม่รู้ว่าเอื้องตอบว่าอะไร แต่คงจะพยักหน้าเพราะเธอรู้สึกว่าปืนที่จ่ออยู่สั่นหงึกๆสองสามครั้ง

 

“ก่อนหน้านี้นางก็อาจจะให้ข้อมูลลวงมาแล้วก็ได้นี่”

“ก็ถ้าจะยะจะอั้น ยะหยังหมู่เฮาจะต้องบอกเอื้อยเดือนจะอี้ด้วยล่ะเจ้า ปล่อยหื้อส่งข้อมูลลวงไปเรื่อยๆบ่ดีกว่าก๋า” นางย้อนถาม “อีกอย่าง มีเรื่องได๋บ้างล่ะเจ้าที่หมู่เฮาอู้กับเอื้อยเดือนแล้วบ่แต๊ ลองไล่ดูสิ”

 

ผีสาวทบทวนความจำ จริงของนาง ทุกเรื่องที่นางและเอื้องบอกเธอ ไม่ว่าจะเป็นคุยกันตรงๆ หรือบอกใบ้เป็นนัยๆ ต่างก็เป็นความจริงทั้งนั้น

 

“แล้วจะทำแบบนี้ทำไม” ผีสาวแห่งบัวใหญ่อพาร์ตเมนต์ยิ่งขมวดคิ้วหนักขึ้นไปอีก “นางอยู่ฝั่งตรงข้ามกับกล้วยไม่ใช่เหรอ นางอยากกำจัดตานีไม่ใช่เหรอ แล้วจะเอาความลับมาบอกฉันแบบนี้ทำไม”

“เอื้อยเดือนก็น่าจะเดาได้เน่อเจ้าว่ายะหยัง”

เดือนพ่นลมหายใจออกทางจมูก เธอเริ่มหงุดหงิดกับการตอบเลี่ยงไปเลี่ยงมาของอีกฝ่ายขึ้นมาบ้างแล้ว “ถ้าเดาได้คงไม่ถามหรอก”

“เกียรตินิยมอันดับหนึ่งวิศวะไฟฟ้าตานนะคอนทั้งที แค่นี้มองบ่ออกกาเจ้า” ตานีสาวคนสวยเองก็ถอนหายใจจนอกโตกระเพื่อมเช่นกัน

“ก็บอกว่าไม่ออก” แววหงุดหงิดเริ่มปรากฏในน้ำเสียงของวิญญาณสาวอย่างชัดเจนแล้ว “สรุปจะบอกหรือไม่บอก ถ้าไม่อยากบอกก็จะไม่ถามต่อแล้ว ถ้าจะยิงก็ยิงเลย ถ้าไม่ทำอะไรแล้วก็เอาปืนออกจากคอแล้วปล่อยฉันไปนอนสักทีเถอะ ง่วงแล้ว !

“นางอยากช่วยกล้วยเจ้า” ตานีสาวผมเปียเห็นท่าไม่ดีจึงตอบแทนพร้อมกับลดปืนลง เธอรู้ความยียวนกวนประสาทของคำพูดหัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ดี ขืนปล่อยให้นางพูดต่อเดือนคงได้หนีไปนอนก่อน หรือไม่ก็ได้มีตบกันสักป้าบสองป้าบแน่ “นางอยากช่วยฝ่ายกล้วย ก็เลยบอกข้อมูลหื้อเอื้อยเดือนจะไดเจ้า”

“ขอบคุณมากเอื้อง” เดือนตอบเน้นเสียง ดวงตาที่ส่องประกายสีแดงมองค้อนตานีสาวคนสวยเบื้องหน้า ประกายสีแดงแทบจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวปั้ดเมื่อเห็นอีกฝ่ายหัวเราะ “ขำอะไรนักหนา นางเป็นคนแบบนี้เองเหรอ”

“สุมาเน่อเจ้าเอื้อยเดือน ข้าอดบ่ได้แต๊ๆ” นางยังคงหัวเราะ

“มันใช่เวลาขำมั้ย” วิญญาณสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนกลับไปเป็นพี่ห้องเชียร์สมัยปริญญาตรีอีกครั้ง “แล้วถ้าเกิดนางอยากช่วยกล้วยจริง แล้วทำไมถึงหักหลังเขามาอยู่กับฝ่ายผีร้ายแบบนี้”

“ตอนที่มีรายการไปถ่ายทำที่บัวใหญ่อพาร์ตเมนต์ กล้วยอยู่ที่นั่นด้วยแม่นก่อเจ้า” หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ย้อนถาม เสียงของเธอกลับมาเอาการเอางานอีกครั้ง

“ก็ใช่”

“ถ้าเรื่องเกิดก่อนหน้านั้นสักสองสามเดือนล่ะก็....” นางลากเสียงเล็กน้อย ดวงตากลมโตจ้องนิ่งอยู่บนใบหน้าอีกฝ่าย “เอื้อยเดือนบ่ได้มานั่งคุยกับหมู่เฮาจะอี้หรอกเน่อเจ้า”

“หมายความว่าไง”

“ตามกฎของตานีในปัจจุบันแล้ว บ่ว่าสถานการณ์จะเป็นจะได ผู้ได๋จะเริ่มก่อน วิญญาณจะถูกรบกวนก่อนหรือบ่ก็ตาม ถ้าวิญญาณหลอกหลอนมนุษย์ หรือยะหื้อมนุษย์ย่านโดยเจตนา ก็ถือว่าวิญญาณตนนั้นเป็นวิญญาณร้ายที่ต้องส่งไปโลกหลังความตายสถานเดียว”

 

เด็กสาวคนสวยหยุดอึดใจหนึ่งราวกับจะให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายตามเธอทัน

 

“เอื้อยเดือนฮู้แม่นก่อเจ้าว่าก่อนหน้าจะเกิดเรื่องระหว่างมนุษย์กับตานี ตานีโดนผีร้ายบุกเข้าสวนกล้วยไปฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ก่อนแล้ว จนเหลืออยู่แค่บ่กี่ตน”

“ก็พอรู้มาบ้าง” เดือนตอบอย่างระมัดระวัง เธอยังไม่อยากยอมรับเต็มที่ว่าอยู่ฝ่ายกล้วยแม้เรื่องจะชัดเจนแล้วก็ตาม

“ก่อนหน้าจะเกิดเรื่อง กล้วยยึดหลักการที่ว่าแบบเข้มงวด วิญญาณตนได๋ทำร้ายมนุษย์ วิญญาณตนนั้นต้องถูกส่งไปโลกหลังความตายอย่างบ่มีข้อยกเว้น บ่ว่าวิญญาณตนนั้นจะเป็นผู้ได๋ เคยยะอะหยังหรือโดนยะอะหยังมา หรือมีความจำเป็นหรือเหตุผลอะหยังที่ต้องปรากฏตัวหรือทำร้ายมนุษย์ก็ตาม”

“ก็ฟังดูเป็นสิ่งที่ตานีควรทำไม่ใช่เหรอ”

“ในทางทฤษฎีก็แม่น แต่ในทางปฏิบัติมันบ่ง่ายจะอั้นสิเจ้า” หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ตอบเน้นเสียง “มีหลายครั้งที่วิญญาณถูกกระทำก่อนเลยต้องหลอกหลอน อย่างของเอื้อยเดือนก็เป็นจะอั้นเหมือนกันบ่แม่นกาเจ้า”

“มันก็.... ถูก....” เดือนอึกอักเล็กน้อย เธอจำได้ว่าตอนนั้นเธอเองก็รู้ตัวเหมือนกันว่าคงต้องถูกยิงแน่ “แต่ตามหลักการมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นนี่ ไม่ว่าจะถูกทำอะไรก็ตามก็ไม่ใช่เรื่องของเราที่จะต้องทำผิดเพื่อตอบโต้ ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสิ”

“แล้วมีหน่วยงานได๋ หรือกฎหมายข้อได๋ ปกป้องสิทธิหรือเรียกร้องความยุติธรรมหื้อวิญญาณบ้างก่อล่ะเจ้า” ตานีสาวผู้ทรยศย้อนถามช้าๆ เน้นเสียงแทบจะทุกพยางค์

“เอ่อ.... ก็จริง....” ผีสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าเถียงไม่ออก

“บ่แม่นแค่วิญญาณที่ถูกรบกวนหรือถูกกระทำหลังจากตายไปแล้ว” นางพูดต่อเมื่อเห็นว่าตัวเองกำลังได้เปรียบ “แต่วิญญาณที่มีความแค้นตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ วิญญาณที่ถูกฆ่า วิญญาณที่ต้องฆ่าตัวตายเพราะมีเรื่องกับไผสักคน ไผสักคนที่กฎหมายยะอะหยังเปิ้นบ่ได้ ก็แต๊ที่วิญญาณหมู่นี้บ่ควรจะทำร้ายหรือหลอกหลอนมนุษย์ แต่ถ้าบ่ยะจะอั้น จะมีผู้ได๋หันใจหรือเรียกร้องความยุติธรรมหื้อหมู่เปิ้นได้บ้างล่ะเจ้า ? และเพราะจะอี้ วิญญาณก็เลยเริ่มบ่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ จนพอมีไผที่จุดระเบิดหมู่เปิ้นติด ก็เกิดเรื่องจะอี้ขึ้นนี่แหละเจ้า”

“เพราะงั้นก็เลยมาเข้ากับฝ่ายผีร้ายงั้นเหรอ” เดือนขมวดคิ้ว “พี่เข้าใจนะเรื่องที่แนวคิดไม่ตรงกัน แต่แค่เพราะเรื่องนั้นเลยสนับสนุนให้เผ่าพันธุ์ของตัวเองโดนฆ่ากันเกือบหมดเนี่ยนะ”

“ข้าก็บ่ได้อยากจะยะจะอั้นหรอกเจ้า” มีแววเฉียบขาดแฝงอยู่ในน้ำเสียงของหัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ “ข้ามาอยู่ฝ่ายประจิมบ่ได้แค่เพราะเรื่องนั้น”

“แล้วเหตุผลอะไรอีกล่ะถ้างั้น”

“ปัญหาภายในของตานีเจ้า แม่ข้าอยากหื้อข้าเป็นราชินีตานี ก็เลยมาสมคบคิดกับฝ่ายประจิม ข้าเองก็ตกกระไดพลอยโจนมาอยู่กับฝั่งนี้ด้วย ก็เลยคึดซะว่าได้ยะตามอุดมการณ์ของตัวเองก็ดีแล้ว ถ้าข้าล้มกล้วยแล้วได้เป็นราชินีตานีขึ้นมาแต๊ๆ ข้าเจ้าก็จะเปลี่ยนตานีแบบนี่ข้าอยากหื้อเป็น ตานีที่ทั้งซื่อสัตย์ต่อหน้าที่กำจัดวิญญาณร้าย และเป็นที่พึ่งหื้อวิญญาณที่บ่ได้ร้ายแต๊แต่จำเป็นต้องหลอกหลอนเพราะถูกกระทำด้วย ตอนนั้นประจิมก็ยะท่าเหมือนจะเห็นอกเห็นใจวิญญาณ ข้าก็เลยบ่ได้มีปัญหาอะหยัง”

“แต่ข้าก็ยังบ่ได้ทุ่มทุกอย่างลงไปกับฝ่ายนี้เน่อเจ้า” ตานีสาวลดเสียงลงเล็กน้อย มีแววเศร้าสร้อยเจือเข้ามาในน้ำเสียง “จนกระทั่งกล้วยยิงอุ๊ยสาย....”

“กล้วยยิงอุ๊ยสาย ?” เดือนทวนคำ

“เอื้อยเดือนบ่ฮู้กาเจ้า ปีที่แล้ว นักการเมืองพรรคหนึ่งของเวียงตานจะซื้อป่าทางตะวันออกเฉียงเหนือของตานนะคอนไปเก็งกำไรแล้วก็คอรัปชั่นเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง อุ๊ยสายเปิ้นเป็นหนึ่งในวิญญาณที่มีธุรกิจอยู่แถวนั้น เปิ้นก็รวมตัวกับวิญญาณตนอื่นๆ หลอกหลอนแล้วฆ่านักการเมืองคนนั้น แต่เพราะจะอั้น เปิ้นก็เลยโดนกล้วยยิง....”

 

หญิงสาวนิ่งอึ้ง สายไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง กล้วยกับกล้ายหรือคนอื่นๆก็เช่นกัน ถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นจริง ต่อให้เป็นเธอ เธอก็อาจจะทำอย่างนางเหมือนกัน

 

“จากวันนั้น ข้าก็มาอยู่ฝ่ายนี้เต็มตัว เกิดอะหยังขึ้นหลังจากนั้นบ้างเอื้อยเดือนก็ลองถามกล้วยหรือจ้าดดูเอาละกันเจ้า”

“โอเค พอเข้าใจแล้วว่านางรู้สึกยังไง” เดือนพยักหน้าช้าๆ “แต่ถ้างั้น ทำไมถึงกลับมาอยากช่วยฝ่ายกล้วยอีกล่ะ แบบนี้ไม่เรียกว่านกสองหัวรึไง”

“ข้ามีอุดมการณ์ของข้า” นางตอบเน้นเสียง “ไผอุดมการณ์ตรงกัน ข้าก็จะร่วมการด้วย ตอนแรกข้าบ่ร่วมกับกล้วยเพราะเปิ้นอุดมการณ์บ่ตรงกับข้า แต่กล้วยก็เริ่มเปลี่ยนไป เปิ้นเริ่มเห็นใจวิญญาณมากขึ้น แล้วประจิมเองก็ดูจะบ่ได้ยะเพื่อวิญญาณอย่างที่เปิ้นอู้ แต่ยะเพื่อผลประโยชน์ตัวเองล้วนๆ ข้าก็เลยเริ่มบ่อยากยะการอะหยังกับเปิ้นต่อแล้ว ตอนนี้ อุดมการณ์ของกล้วยน่าจะตรงกับข้ามากกว่าเจ้า”

“จะดีเร้อแบบนี้ มันจะยิ่งยุ่งเอานา” วิญญาณสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าเปรย “แล้วถ้าเป็นแบบนี้ ทำไมไม่กลับไปพูดกับกล้วยดีๆล่ะ จะยังมาอยู่ฝั่งนี้อยู่ทำไม”

“เป็นเอื้อยเดือน เอื้อยเดือนจะปิ๊กไปง่ายๆจะอั้นได้กาเจ้า” ตานีสาวย้อนถาม “อีกอย่าง ถึงอุดมการณ์ของกล้วยจะตรงกับข้ามากขึ้น แต่ก็บ่แม่นว่าข้าจะหันด้วยกับหมู่กล้วยทุกอย่าง แล้วกล้ายเองก็เหมือนจะยังยึดหลักการเข้มงวดแบบเดิมอยู่ด้วย”

“ที่สำคัญ ก่อนหน้านี้ข้ายะอะหยังกับกล้ายไว้หลายอย่าง เปิ้นคงบ่ยกโทษหื้อข้าง่ายๆ” ประโยคต่อมาของนางเบาลง มีแววสำนึกผิดเจืออยู่ในน้ำเสียง “ปิ๊กไปก็คงบ่ได้อยู่กันราบรื่นนักหรอก”

 

เดือนนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเฮือก

 

“เฮ้อ ถ้านางว่างั้น พี่ก็คงพูดอะไรมากไม่ได้ ยังไงถ้ายังอยากช่วยกล้วย เราก็เป็นพวกเดียวกัน ขอแค่อย่าหลอกกันก็พอ”

“อื้ม บ่หลอกแน่เจ้า” นางยิ้มกว้างอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกของคืนนี้ “อย่างน้อยถ้าอุดมการณ์กล้วยเปลี่ยนหรือเกิดอะหยังขึ้นมา หมู่เฮาจะบอกเอื้อยเดือนแล้วหื้อเอื้อยเดือนปิ๊กไปก่อนแน่นอน”

“แต๊ๆต่อหื้อหมู่เฮาบ่ได้อยากช่วยหมู่กล้วย หมู่เฮาก็คงบ่ยะอะหยังเอื้อยเดือนหรอกเจ้า” ตานีสาวผมเปียเสริมเบาๆ “หมู่เฮาชอบเอื้อยเดือน เอื้อยเดือนใจดี ข้าดีใจเน่อที่เอื้อยเดือนมาอยู่กับหมู่เฮา”

“แหม พูดแบบนี้ก็เขินแย่สิ” เดือนหัวเราะแหะๆ “จริงๆน่าจะเป็นคำพูดของพี่มากกว่านะ พี่ไม่คิดว่าจะรอดแล้วด้วยซ้ำตอนที่บอกว่ารู้ว่าพี่เป็นสายลับ”

“จะไดตอนนี้ก็รอดแล้วล่ะเจ้า” นางยิ้มให้ผีสาวรุ่นพี่ “เอาล่ะ คืนนี้ดึกมากแล้ว เอื้อยเดือนไปนอนต่อเถอะเจ้า สุมาเน่อที่เรียกมาจะอี้”

“ไม่เป็นไร นางกับเอื้องก็รีบนอนละกัน นอนดึกกันมาหลายคืนแล้วนี่”

“บ่ต้องเป็นห่วงหรอกเจ้า หมู่เฮาสบายมาก”

“งั้นพี่ไปก่อนนะ”

 

เดือนลุกขึ้นก่อนจะหันหลังเดินออกไปจากห้อง นางรอจนเสียงฝีเท้าเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบนแล้วจึงเหลียวไปมองหน้าเพื่อนสาว ก่อนจะพยักหน้า

 

“ไปกัน ได้เวลาแล้ว”

 

 

พายุหิมะในเทือกเขาตานปันน้ำตะวันตกยังคงรุนแรงเหมือนเคย เกล็ดสีขาวโพลนปลิวตามแรงลมอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งหลายสิบองศาเซลเซียสด้วยความเร็วมากพอจะพัดคนให้เสียหลักล้มได้สบายๆ ท้องฟ้ายามเกือบเที่ยงคืนถูกบดบังด้วยหมอกหิมะสีขาวโพลนจนไม่ว่ามองไปทางใดก็เห็นภาพแทบจะไม่ต่างกัน ไม่มีใครอยากออกมาเดินท่อมๆอยู่ในสภาพอากาศแบบนี้แน่

 

แต่น่าแปลกใจที่คืนนี้มี ร่างหนึ่งในชุดคลุมกันหนาวสีเขียวเด่นที่ปลิวสะบัดตามสายลมแรงยืนห่อตัวอยู่กับกองหิมะที่โคนต้นสนชายป่า ร่างนั้นคงยืนมานานพอสมควรแล้วด้วยมีเกล็ดสีขาวโพลนเกาะทั่วตัวจนมองเหมือนน้ำแข็งไส แต่ร่างนั้นก็ดูจะมิได้นำพา เขาหรือเธอยังคงยืนนิ่ง มองตรงออกไปในม่านหมอกหิมะ แม้จะไม่เห็นอะไรเลยก็ตาม

 

นานทีเดียวกว่าอีกร่างหนึ่งจะปรากฏตัวออกมาจากม่านหมอก ตรงกันข้ามกับอีกฝ่ายที่ใส่เสื้อสีเตะตา ร่างที่สองอยู่ในชุดกันหนาวลายพรางหิมะที่แทบจะกลืนไปกับสีขาวโพลนรอบข้าง อย่างไรก็ตาม ทั้งสองร่างดูจะเห็นกันและกัน เพราะร่างที่ยืนคอยอยู่ก้าวเดินช้าๆไปหาผู้มาใหม่ ขณะที่อีกฝ่ายหยุดยืนรออยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว

 

“บ่ได้เจอกันนานเลยเน่อเจ้า” ร่างที่ยืนรออยู่นานแล้วเอ่ยทักขึ้นก่อน

 

“อุ๊ยสาย....”

 

“นั่นสิเน่อ” ผู้ถูกทักดึงผ้าคลุมหัวออกจากหน้า ดวงตาที่ส่องประกายสีแดงมองฝ่ายตรงข้ามซึ่งทำแบบเดียวกัน “บ่คึดเลยว่าจะต้องมาเจอกันในฐานะศัตรูจะอี้”

“แต่อย่างน้อยก็ได้เจอกันเน่อเจ้า” นางตอบ วิญญาณสาวหน้าหวานจับแววโหยหาระคนเศร้าสร้อยในน้ำเสียงนั้นได้

“มีธุระอะหยังถึงเรียกอุ๊ยมา”

“เป็นการเป็นงานแต๊ๆ บ่หันจะเหมือนอุ๊ยสายที่นั่งขายอาวุธอยู่ในป่าตอนนั้นเลย”

“อุ๊ยก็บ่อยากได้เป็นการเป็นงานจะอี้ แต่นี่คงบ่แม่นเวลาจะมาอู้เล่น” สายตอบห้วนๆ ก่อนจะถามซ้ำ “เรียกอุ๊ยมาต้องการอะหยัง บ่อั้นอุ๊ยจะปิ๊กแล้ว”

“กล้วยบ่ได้มาด้วยกาเจ้า” ตานีสาวคนสวยยังคงไม่ตอบคำถาม

“บ่”

“อย่ามาหลอกกันเลยเจ้าอุ๊ยสาย ข้าฮู้ว่าเปิ้นคงซุ่มอยู่ที่ไหนสักแห่ง”

“ทัศนวิสัยจะอี้จะซุ่มยิงได้จะได”

“อุ๊ยสายสอนหมู่เฮาเรื่องกล้องสแกนพลังงานวิญญาณเอง เคยบอกหมู่เฮาเองเน่อเจ้าว่ากล้องแบบนี้บ่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ”

“เก่งมาก สมกับเป็นท่านนาง” สายหัวเราะหึๆ “แต่ถ้าฮู้อยู่แล้วจะถามยะหยัง”

“หื้อแน่ใจเจ้า” ริมฝีปากอิ่มของตานีสาวคนสวยเหยียดเป็นรอยยิ้มเย็น “เพราะข้าจะยะจะอี้ !

 

จู่ๆปืนลูกซองก็ปรากฏขึ้นในมือหัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ สายก้าวถอยหลัง เสี้ยววินาทีต่อมา อะไรบางอย่างก็สว่างวาบอยู่ใกล้ตัวพร้อมกับเสียงระเบิดเปรี้ยงดังสนั่นติดๆกันสี่ครั้ง มันไม่ได้มาจากลูกซองกระบอกนั้น และทั้งผู้ถือลูกซองและผู้ถูกลูกซองเล็งก็ยังปลอดภัยดี อย่างไรก็ตาม ใบหน้าของฝ่ายหลังกลับฉายแววทั้งตกใจและประหลาดใจ

 

“ยังใช้การได้ดีเหมือนเดิม” ก่อนที่สายซึ่งยังช็อกอยู่จะพูดอะไรออกมาได้ ตานีสาวคนสวยก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน เธอสะพายปืนกลับขึ้นบ่าหน้าตาเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“หมายความว่าจะได ใข้การได้ดี” อดีตพันเอกสาวแห่งกองทัพเวียงตานถามเสียงเข้ม เธอไม่ได้ตกใจที่นางชักปืนออกมา ทั้งเธอและกล้วยคิดไว้อยู่แล้วว่านางอาจจะมาไม้นี้ หากแต่เป็นสิ่งที่ตามมาต่างหาก “ท่านนางซ่อนอะหยังไว้อีก”

 

“นี่เจ้า”

นางควักอะไรบางอย่างออกมาจากในเสื้อกันหนาวก่อนจะยื่นมาให้อดีตอาจารย์ของเธอดู มันเป็นวัตถุรูปจานขนาดกำลังเหมาะมือ ดูเหมือนยูเอฟโอชอบกล

 

“อุปกรณ์สร้างม่านพลังงานวิญญาณ ป้องกันทุกอย่างที่มีพลังงานวิญญาณเป็นส่วนประกอบ” ตานีสาวคนสวยอธิบาย “ทั้งกระสุนหัวทำลายวิญญาณ เผ่าพันธุ์กึ่งวิญญาณทุกแบบในร่างวิญญาณ หรือแม้แต่ระเบิดพลังงานวิญญาณที่อุ๊ยสายเอาไปทิ้งที่เชียงม่วนเมื่อหลายวันก่อนก็ป้องกันได้ อุ๊ยสายคงต้องระวังหื้อมากกว่านี้แล้วเน่อเจ้า”

 

สายนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ทั้งตกใจและอึ้งไปพร้อมๆกัน ถึงแม้พวกเธอจะเคยคิดอุปกรณ์แบบนี้ไว้ให้ฝ่ายตัวเองใช้แล้วก็ตาม แต่เธอก็ไม่คิดว่าฝ่ายผีร้ายจะสร้างอุปกรณ์แก้ทางได้เร็วขนาดนี้ นี่แปลว่าระเบิดพลังงานวิญญาณที่เธอหวังไว้ว่าจะเป็นหัวหอกหลักในการกวาดล้างเหล่าผีร้ายจะกลายเป็นของไร้ประโยชน์ไปเสียแล้วหรือ.....

 

“แล้วเอามาบอกอุ๊ยจะอี้บ่ย่านหมู่อุ๊ยจะคิดวิธีแก้ทางได้ก๋า”

“ถ้าย่านก็คงบ่บอกหรอกแต๊ก่อล่ะเจ้า” ริมฝีปากของนางเหยียดเป็นรอยยิ้มแสนกล

“แปลว่าท่านนางมั่นใจว่าอุ๊ยจะแก้บ่ได้ หรือว่าอยากหื้อหมู่อุ๊ยคึดวิธีได้” วิญญาณสาวหน้าหวานถามเสียงต่ำ แม้เธอจะคิดว่ามันเป็นคำถามงี่เง่าที่อีกฝ่ายคงไม่มีทางตอบ แต่ถ้าเกิดนางอยากจะกลับมาช่วยฝ่ายเธอจริงๆ ก็ไม่แน่....

“บ่ฮู้สิเจ้า” รอยยิ้มแสนกลยังคงอยู่บนใบหน้าของตานีสาวคนสวย “แต่ถ้าจะอู้กันตรงๆ..... ข้าคึดว่าอย่างหลังเน่อเจ้า”

“แล้วยะหยังท่านนางถึงอยากจะยะจะอั้น” สายหรี่ตาลง “บ่แม่นว่าท่านนางเข้าข้างหมู่ผีร้ายอยู่ก๋า จะมาเผยความลับหื้อหมู่อุ๊ยจะอี้ยะหยัง มันจะบ่แม่นทรยศซ้ำสองก๋า”

“ก็บ่ฮู้สิเน่อเจ้า” หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ยังคงยิ้มจนวิญญาณสาวเริ่มหงุดหงิด ถ้าไม่ติดว่าเคยสอนเคยเอ็นดูกันมาตั้งแต่เด็กๆ เธอคงไล่กระทืบไปแล้ว

“จะอั้นก็มาอู้กันตรงๆเลยดีกว่า อุ๊ยชักง่วงแล้ว” สายตัดบทอย่างอดรนทนไม่ได้กับความยียวนกวนประสาทของอดีตลูกศิษย์สาว แต่ก่อนสมัยยังทำงานสอนอยู่กับตานีเธอก็เคยเห็นนางเป็นแบบนี้กับเพื่อนอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ไม่คิดว่าจะต้องมาเจอเอง “ท่านนางอยากจะช่วยฝ่ายหมู่เฮาก๋า”

“แล้วอุ๊ยสายคึดว่าจะไดล่ะเจ้า”

อดีตพันเอกสาวนิ่วหน้าพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างหงุดหงิด “อยากล่ะมั้ง”

“ยะหยังถึงคิดจะอั้นล่ะเจ้า”

“ก็ถ้าบ่อยากช่วย จะเอาความลับสำคัญมาบอกอุ๊ยจะอี้ก๋า”

“นั่นสิเน่อเจ้า”

“ถ้าตอนนี้อยากช่วย แล้วยะหยังถึงต้องหักหลังท่านกล้วยไปตั้งแต่แรก”

“เพราะกล้วยยิงอุ๊ยสายจะไดเจ้า” เสียงของตานีสาวคนสวยเปลี่ยนจากสบายๆแกมยียวนเป็นเฉียบขาดในฉับพลัน “อุ๊ยสายก็ฮู้นี่เจ้าว่าข้าหันใจวิญญาณที่โดนยิงโดยบ่ได้ยะผิดอะหยังมาตั้งแต่ละอ่อนแล้ว ข้าทนบ่ได้ที่ต้องเห็นหมู่เปิ้นที่ยังมีความสุขกับการอยู่บนโลกนี้ต้องแตกสลายหายไปโลกหลังความตายทั้งที่มนุษย์เป็นฝ่ายรบกวนหมู่เปิ้นก่อน อุ๊ยสายก็ฮู้นี่เจ้าว่ามันบ่ยุติธรรมจะได”

“อุ๊ยฮู้” สายตอบ “แต่แค่หันบ่ตรงกันจะอั้นก็บ่น่าจะถึงขั้นหักหลังไปเข้าข้างฝ่ายผีร้ายแล้วเปิดทางหื้อเปิ้นมาฆ่าทุกตนนี่”

“ข้าบ่ได้ยะ เรื่องนั้นแม่ข้ายะ” เด็กสาวคนสวยเถียง “ข้าบ่ได้อยากยะอะหยังทุกตนเลยสักนิด แม่ข้านั่นแหละที่อยากหื้อข้าได้เป็นราชินีตานีต่อ ข้าก็เลยต้องตกกระไดพลอยโจนมาเข้ากับฝ่ายนี้ด้วย”

“แต่แม่ท่านนางก็สิ้นอายุไปนานแล้ว แล้วยะหยังท่านนางถึงยังอยู่กับฝั่งนี้อยู่อีก ที่ว่าแม่บังคับมาน่ะฟังบ่ขึ้นหรอกเน่อ ท่านนางเลือกเองแต๊ๆ”

“เพราะประจิมสัญญาไว้ว่าจะยะหื้อวิญญาณกับมนุษย์เท่าเทียมกัน” นางเสียงอ่อยลงเล็กน้อย “อุดมการณ์ของประจิมตรงกับข้ามากกว่า ฝั่งได๋ที่คึดเหมือนข้า ข้าก็จะอยู่ฝั่งนั้นเจ้า”

“เอาตัวเองเป็นใหญ่นี่ยะจะอี้”

“เพราะข้าคึดว่ามันเป็นทางที่ดีที่สุดสำหรับตานีเจ้า” หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้เถียง “อุ๊ยสายก็หันว่ายะแบบกล้วยแล้วตานีจบลงแบบได๋ โอเคส่วนหนึ่งของหมู่วิญญาณที่บุกมาเป็นผีร้ายแต๊ๆ แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นวิญญาณทั่วไปที่บ่พอใจสิ่งที่ตานียะเน่อเจ้า ข้าบ่อยากหันภาพจะอั้นอีก”

“ก็เลยร่วมกับอีกฝ่ายล้างเผ่าพันธุ์ตัวเองเนี่ยก๋า”

“มันเป็นทางที่เร็วที่สุดแล้วเจ้า หรือว่าอุ๊ยสายคึดทางอื่นออก ?”

“ก็บอกท่านกล้วยไปดีๆสิ”

“กล้วยหัวแข็งเท่าได๋อุ๊ยสายก็ฮู้นี่”

“แล้วคึดว่าอยู่กับหมู่ผีร้ายแล้วท่านนางจะเปลี่ยนตานีได้แต๊ๆก๋า” อดีตพันเอกสาวถามกลับ “คึดก๋าว่าประจิมหวังดีกับวิญญาณแต๊ๆ”

“ก็เพราะตอนนี้ข้าบ่แน่ใจแล้วจะได ข้าถึงได้อยากช่วยกล้วยแทน แล้วกล้วยก็บ่ได้ยิงพร่ำเพรื่อเหมือนสมัยก่อนแล้วด้วย”

“แล้วยะหยังถึงยังบ่ปิ๊กมา ยะหยังถึงยังร่วมการกับหมู่ผีร้ายอยู่”

“เป็นอุ๊ยสาย อุ๊ยสายกล้าปิ๊กกาเจ้า” ตานีสาวคนสวยย้อนถาม “หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดนี่ หลังจากข้าทำร้ายจิตใจทุกตนจนมายืนอยู่ตอนนี้ อุ๊ยสายคึดว่าทุกตนจะยอมรับข้ากลับไปง่ายๆก๋า”

“แต่มันก็ยังดีกว่าทำร้ายกันไปเรื่อยๆจะอี้เน่อ”

“ข้าคึดว่าอยู่กับฝ่ายประจิมไปเรื่อยๆดีกว่าซะอีกเจ้า อย่างน้อยก็ได้ข้อมูลลับมาหื้ออุ๊ยสายจะอี้” นางแย้ง “อีกอย่าง ตอนนี้ข้าก็บ่ได้คุมกำลังแล้ว จะว่าข้าทำร้ายหมู่กล้วยก็คงบ่ได้หรอกเจ้า และต่อให้หลังจากนี้ประจิมเสนอหื้อข้าคุมกำลังอีกรอบ ข้าก็คงบ่ยะ”

“ถึงจะอั้นก็เหอะ ก็ยังถือว่าทำร้ายกันทางอ้อมอยู่ดี” อดีตพันเอกสาวตอบห้วนๆ

“ก็คงจะอั้นล่ะมั้งเจ้า” หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ถอนหายใจเฮือกจนอกกระเพื่อม “ถ้าแนวคิดของกล้วยตรงกับข้ามากขึ้น สักวันหมู่เฮาก็คงได้ร่วมการกันอีกครั้งแหละเจ้า”

“ก็ตามใจเน่อท่านนาง อุ๊ยก็บ่ฮู้จะอู้จะไดแล้ว” สายถอนหายใจด้วยเหมือนกัน หญิงสาวตัดสินใจตัดบท ไม่พูดเรื่องแก้วคงจะดีกว่าเมื่อดูจากสถานการณ์และเส้นทางการสนทนาแล้ว “จะไดก็ขอบใจนักๆเน่อที่บอก ถ้าบ่มีอะหยังอีก อุ๊ยก็คงขอตัว”

 

“อุ๊ยสาย”

อะไรบางอย่างในน้ำเสียงของอดีตลูกศิษย์ดึงให้วิญญาณสาวหันกลับไปมอง ตานีสาวขยับตัวเข้ามาใกล้ ไม่ใช่ด้วยท่าทางข่มขู่หรือเตรียมจู่โจม แต่กลับเหมือนตอนเธอยังเป็นนักเรียนในโรงเรียนตานี ตอนที่เธอจะมาไหว้ลาก่อนจะกลับบ้าน และถ้าตาของวิญญาณสาวหน้าหวานไม่ฝาด เธอก็เห็นน้ำใสคลออยู่ในดวงตากลมโตที่สะท้อนประกายสีเขียวของอีกฝ่าย

 

“ข้าคึดถึงอุ๊ยสายเน่อเจ้า เอื้องก็เหมือนกัน” เด็กสาวคนสวยเอ่ยเสียงแผ่วเบาจนแทบจะเป็นกระซิบ “ข้านึกว่าจะบ่ได้เจออุ๊ยสายอีกแล้ว.....”

“อุ๊ยก็บ่คึดเหมือนกันแหละว่าจะปิ๊กมาโลกนี้อีกรอบ” สายถอนหายใจ “อุ๊ยก็คึดถึงทุกคนเน่อ”

“ถ้าสงครามนี่จบแล้วหมู่เฮายังบ่แตกสลายหรือสิ้นอายุไป....” เสียงของนางเริ่มปนสะอื้น “ขอข้ากอดอุ๊ยสาย ขอข้ากราบอุ๊ยสายอีกสักครั้งได้ก่อเจ้า.....”

“ถ้าถึงตอนนั้นแล้ว จะกี่ครั้งก็ได้แล้วล่ะมั้ง” วิญญาณสาวยิ้ม มือลูบเรือนผมสีดำประกายเขียวของอดีตลูกศิษย์สาวเบื้องหน้าอย่างอ่อนโยน “ท่านนางก็รักษาตัวหื้อดี หมู่เฮายังรอท่านนางปิ๊กมาอยู่เน่อ”

“สักวันข้าจะไป รอข้าหน่อยเน่อเจ้าอุ๊ยสาย”

“ก็อย่านานเกินไปละกัน”

“ขอบคุณมากเจ้า”

 

นางผู้มีน้ำตาอาบหน้าคำนับลา ก่อนที่ร่างของเธอจะเลือนหายไปกับม่านหมอกของพายุหิมะ ทิ้งอดีตพันเอกสาวให้ยืนนิ่งอยู่เพียงลำพัง สายหรี่ตาลง ถอนหายใจเฮือกเป็นควันออกมาจากปาก ก่อนที่มันจะสลายหายไปกับสายลมแรง

 

เธอจะอยู่ถึงวันนั้นหรือเปล่าหนอ

 

วันที่ทุกอย่างกลับมาสงบสุขเหมือนเดิมอีกครั้ง.....

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #118 สุเจตน์ ตันเจริญ (จากตอนที่ 108)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2559 / 22:26
    ตอนจบตอนนี่น้ำคลอเบ้าเลยครับ //คิดว่าจะไม่มาสะแล้ว เดี๋ยวสอบเสร็จมาอ่านต่อนะครับ^^
    #118
    0
  2. #115 นางฟ้า.천사 (จากตอนที่ 108)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 / 11:22
    ฮือออ รอนานมากกก พลิกล็อคแล้ววว จะเป็นยังไงต่อไปล่ะทีนี้
    #115
    0