ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 107 : สงครามกลางเมืองที่สูงตระหง่านอยู่กลางเมือง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 103
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    21 มิ.ย. 59

”ทุกตนที่บ่ได้มีหน้าที่บนฟ้า ลงใต้ไป หยุดรถถังไว้ !

หากใครติดตามสัญญาณวิญญาณภายในเมืองเชียงม่วนอยู่ตอนนี้คงเห็นได้ชัดว่าปื้นพลังงานวิญญาณหายวับไปเป็นแถบ ระยะทางสิบกิโลเมตรจากชานเมือง หรือเกือบยี่สิบกิโลเมตรจากใจกลางเมืองไม่ใช่ปัญหาอะไรเลยสำหรับวิญญาณร้ายผู้สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วใกล้เคียงแสงไปยังจุดหมายในพริบตาได้

 

แต่พวกมันหารู้ไม่ว่าปัญหารออยู่ที่ปลายทางต่างหาก.....

 

ยังไม่ทันจะมองเห็นทิวทัศน์รอบตัวที่จุดหมายปลายทางดี ดวงตาของพวกมันหลายตนก็ดับวูบลงอีกครั้งเมื่อแกนวิญญาณแตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆจากกระสุนพลังงานวิญญาณที่พุ่งเข้าฉีกร่างมันเป็นชิ้นๆ ส่วนอีกหลายตนที่ไม่ได้โดนเข้าจังๆก็ต้องรีบพุ่งลงพื้นหลบลำแสงสีเขียวอมฟ้าที่ลอยว่อนทั่วท้องฟ้ากันจ้าละหวั่น อย่าว่าแต่จะตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามเลย แค่มองหาตำแหน่งก็ไม่ทันแล้ว พวกมันไม่อาจลอยอ้อยอิ่งบนท้องฟ้าได้เลยแม้สักวินาทีเดียว

 

แต่อยู่บนพื้นก็ไม่ได้แปลว่าพวกมันจะปลอดภัย กระสุนเส้นผ่านศูนย์กลางยี่สิบเซนติเมตรยังอุตส่าห์พุ่งฝ่าป่าสนมาทะลวงแกนวิญญาณของพวกมันได้แม้จะไม่ได้แม่นยำเหมือนบนท้องฟ้าก็ตาม เหล่าวิญญาณร้ายไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากล่าถอยกลับไปทางตัวเมือง หลายตนอดคิดไม่ได้ว่านี่มันภารกิจฆ่าตัวตายชัดๆ.....

 

“หัวหน้าวิทย์ เราสู้ไม่ไหวครับ ! พวกมันยิงกราดทีเราหายไปเป็นร้อยตนเลย !

“เครื่องบินอีกชุดของพวกมันพยายามจะบุกเข้ามาเหมือนกันครับ ! เราแบ่งกำลังกระสือกระหังไปกันทั้งสองด้านไม่ได้นะครับ กำแพงมีช่องโหว่แน่ !

 

ผีสาวผู้บัญชาการรบซึ่งยังคงนั่งอยู่ในรถใต้ชายคาอาคารแห่งหนึ่งกลางเมืองขบกรามกรอด ความตื่นตระหนกกับการบุกสายฟ้าแลบของฝ่ายตรงข้ามค่อยๆเลือนหายไปจากร่างกายแล้ว แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวและวิตก เธอน่าจะรู้ตั้งแต่แรกที่ประจิมมอบหมายหน้าที่ให้เธอแล้ว กองทัพที่มีแต่ภูตผีปีศาจจะมาสู้อะไรกับกองทัพที่นำโดยเผ่าพันธุ์ซึ่งปราบภูตผีปีศาจมาตลอดประวัติศาสตร์หลายร้อยปีได้กันเล่า ต่อให้บอกว่าพวกเธอผีร้ายเคยฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พวกตานีไปได้เกือบหมดก็เถอะ แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว....

 

ที่เธอยอมรับภารกิจนี้มาแต่แรกเพราะประจิมให้กองทัพเธอมามากมายมหาศาล แต่เท่าที่ดูจากสถานการณ์แล้ว พวกมันก็คงหายไปอย่างรวดเร็วจนไม่มีความหมายอะไร

 

“หัวหน้าวิทย์ เอากระหังทั้งหมดลงจากฟ้าไประเบิดพลีชีพใส่กองรถถังเดี๋ยวนี้เลย !

“แต่แบบนั้นกำแพงบนฟ้าโหว่นะครับ !” อีกฝั่งหนึ่งของการติดต่อตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงร้อนรนไม่แพ้กันกับเธอ “ตอนนี้ก็ยังไม่พอเลย !

“สร้างกระสือเพิ่ม” วิญญาณร้ายคนสวยตอบ “เปลี่ยนยุทธวิธีด้วย บ่ต้องตั้งกำแพงอยู่เหนือเมืองแล้ว พุ่งเป็นกำแพงใส่หมู่มันเลย เอาหื้อตกทั้งฝูงหื้อได้ก่อนหมู่มันจะเข้ามา ตายเท่าได๋ก็เท่านั้น !

“รับทราบครับ”

 

กระหังติดเครื่องยนต์ไอพ่นนับพันๆตนบนท้องฟ้าตีลังกาแปรรูปขบวนพุ่งลงใต้เข้าหากองรถถังที่ยังคงรุกคืบเข้ามาหาตัวเมืองเรื่อยๆ เพียงไม่กี่นาทีพวกมันก็มาถึงแนวหน้า กระสุนปืนกลจากรถถังเบื้องล่างที่เห็นศัตรูชุดใหม่โผล่มาปลิวว่อนในอากาศอีกครั้ง แต่กระหังไม่ได้ตายง่ายๆเหมือนผีร้ายทั่วไปเมื่อครู่ และการที่พวกมันพุ่งลงมาพร้อมๆกันทั้งฝูงแทนที่จะลอยอ้างว้างอยู่บนท้องฟ้าเหมือนวิญญาณร้ายอิสระก็ทำให้ปืนกลไม่อาจสอยพวกมันทั้งหมดก่อนที่จะพุ่งเข้าถึงตัวได้

 

พริบตาต่อมา ป่าสนก็กลายเป็นทะเลเพลิงเมื่อถังน้ำมันบนหลังอสุรกายผู้ใช้กระด้งต่างปีกระเบิดตูมลงใส่กองรถถังแบบปูพรม เปลวเพลิงสีเหลืองส้มสว่างไสวอยู่ในความมืดมิดของยามดึก มองเห็นได้ไกลนับหลายสิบกิโลเมตร

 

“ท่านณา รถถังของพวกตานีพังหมดแล้วครับ” หัวหน้าหน่วยเฝ้าระวังสูงสุดรายงานผู้บังคับบัญชาของเขา “ไม่มีการยิงตอบโต้อะไรแล้ว ไม่เห็นร่องรอยรถถังคันไหนยังวิ่งอยู่ด้วยครับ ถึงวิ่งก็คงไม่รอด กลายเป็นทะเลเพลิงทั้งช่องเขาขนาดนั้น”

“มันบ่น่าง่ายจะอั้น” เสียงที่ตอบกลับมาแทนทีจะฉายแววโล่งอกเหมือนกับเขา กลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวง “ส่งทีมลงไปสำรวจหื้อละเอียด นับจำนวนรถถังมาเลยถ้ายะได้”

“แต่แบบนั้นมันจะไม่เสี่ยงเกินไปเหรอครับ” วิทย์ค้าน

“ส่งลงไป” ผีสาวสำทับเสียงเข้ม “ข้าเจ้าว่ากองนี้ก็อาจจะเป็นกองหันเหความสนใจเหมือนรถถังปลอมเมื่อกี้ ลงไปนับจำนวนมา เอาแค่คร่าวๆก็ได้บ่ต้องเป๊ะ ข้าเจ้าอยากฮู้ว่าหมู่มันตายหมดแต๊ก่อ”

“ได้ครับ”

 

ปลายสายเงียบไป ทิ้งให้ณานั่งหัวใจตุ๊มๆต่อมๆอยู่เพียงตนเดียวในรถขับเคลื่อนสี่ล้อ รถถังของฝ่ายตรงข้ามมากันเป็นร้อยไม่ใช่หรือ จะบอกว่ากองตรวจการณ์หน้านับผิดหรือหวาดกลัวจนมั่วตัวเลขก็ไม่น่าใช่ เพราะข้อมูลที่ทางตานีผู้ทรยศส่งมาก็บอกว่าอย่างนั้น ยืนยันด้วยรูปถ่ายดาวเทียมด้วยซ้ำ แล้วรถถังเป็นร้อยคันจะหายไปในรวดเดียวเพราะกระหังแบบนี้หรือ ต่อให้กระหังมีมากกว่าเป็นสิบเท่าแบบนี้ เธอก็ไม่อยากเชื่อว่ามันจะจบง่ายแบบนี้อยู่ดี

 

“บอกหมู่แนวป้องกันเตรียมพร้อมไว้ก่อนเลยดีกว่า”

ผีสาวพึมพำ แต่ขณะเธอกำลังจะเอื้อมไปกดปุ่มไมโครโฟนเพื่อติดต่อกับแนวป้องกันที่วางตัวอยู่รอบเมืองนั้นเอง น้ำเสียงหวาดผวาของอีกฝ่ายก็แผดก้องออกจากหูฟัง

 

“ท่านณา พวกมันบุกครับ !

“มาจากทางได๋ !?” หญิงสาวคนสวยถามกรอกไมค์ แม้เธอจะมีแทบเล็ตซึ่งเหล่าตานีผู้ทรยศลงโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณมาให้ แต่ตอนนี้ถามอีกฝ่ายที่อยู่หน้างานโดยตรงน่าจะเร็วกว่า

“ทั้งทางตะวันออกแล้วก็ตะวันตกเลยครับ ! พวกมันหลอกเรา !

“นึกแล้ว.....” ผีสาวขบกรามกรอด “โอเค บ่ต้องตกใจ ใช้แผนอุกกาบาต ยะตามที่ซ้อมกันไว้ได้เลย”

“เอากระสือลงมาช่วยด้วยดีกว่ามั้ยครับ”

“บ่ต้อง” ณาตอบ “กระสือลงมาก็ตายฟรี มีแต่รถถังทั้งนั้น อยู่บนนั้นรบกับเครื่องบินไปเหมือนเดิมแหละดีแล้ว”

“ได้ครับ”

“อ้อ มีกรณีเดียวคือถ้าหมู่มันเอามนุษย์หรือสมิงตนนั้นมา หันเมื่อได๋แบ่งกระสือลงมาบ้างก็ได้ แต่บ่ต้องเยอะ สิ่งที่อันตรายที่สุดคือเครื่องบิน เข้าใจเน่อ”

“ครับ”

 

หญิงสาวขยับตัวให้เข้าที่บนเบาะที่นั่ง มือเอื้อมไปดึงคันเกียร์ลง ก่อนที่จะเหยียบคันเร่งพารถคันงามพุ่งออกไปตามถนนใต้ทางด่วน มุ่งหน้าสู่อาคารสูงที่สุดในย่านใจกลางเมือง

 

เธอจะไปรอดูฝนอุกกาบาตสักหน่อย

 

 

“บุกเข้าไป ยิงผีร้ายทุกตนหื้อหมด !

รถถังเกือบครึ่งร้อยพุ่งทะยานผ่านตึกรามบ้านช่องของเมืองใหญ่อันดับสองของรัฐเวียงตานจากทั้งสองด้านของตัวเมือง มองดูราวกับน้ำป่าที่ไหลบ่าลงมาจากเทือกเขารอบข้างยามปลายฤดูใบไม้ผลิ มันกระจายตัวออกไปบนถนนทุกเส้น ทุกตรอกซอกซอย ปืนใหญ่ระดมยิงดังก้องสะท้อนผนังคอนกรีต อัดกระแทกกระจกให้แตกร้าว ขณะล้อตีนตะขาบหมุนด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะทำได้ จุดหมายคือหอคอยและตึกระฟ้าของใจกลางเมืองเบื้องหน้า

 

ไม่ได้มีแค่เพียงรถถัง ยานเกราะตีนตะขาบหน้าแบนๆ ก็วิ่งตามเข้ามาด้วย พวกมันพุ่งตรงไปที่จุดยุทธศาสตร์ ตึกสูง ที่ซุ่มยิง หรือที่ที่มีสัญญาณพลังงานวิญญาณอยู่หนาแน่น แล้วเหล่าวิญญาณที่มีอาวุธครบมือก็กระโดดลงมา ก่อนจะระดมยิงทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าและไม่ใช่พวกเดียวกัน ไม่มีทางหนี ไม่มีทางรอด.....

 

เหล่าผีร้ายที่ตั้งรับอยู่สู้สุดฤทธิ์ พวกมันทั้งเหวี่ยงทุกอย่างที่สามารถจะเหวี่ยงได้เข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม ตนไหนที่พอจะเก่งด้านพลังวิญญาณก็หายตัว แปลงกาย ควบคุมจิตใจของผู้ที่อยู่ในรถถัง พยายามทุกวิถีทางที่จะหลอกหลอนหรือแม้แต่สร้างภาพหลอนให้ข้าศึกสับสนแม้สักนิดก็ยังดี แต่ความพยายามของพวกมันสูญเปล่าอย่างน่าเศร้า เหล่ายานเกราะและวิญญาณฝ่ายตรงข้ามยังคงบุกเข้ามาอย่างไม่สะทกสะท้าน และสุดท้ายก็ถึงคราวที่พวกมันต้องถูกคมกระสุนทะลวงผ่านจนแตกสลายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยหายไปในอากาศเย็นเฉียบของยามค่ำคืน

 

กระสือที่ยังคงลอยละล่องอยู่บนท้องฟ้าก็พยายามอย่างสุดชีวิตที่จะหยุดยั้งการบุกเอาไว้เช่นกัน พวกมันต่างทิ้งตัวลงมาหาหมู่รถถังเบื้องล่างเหมือนนกกินปลาพุ่งลงจับเหยื่อ แต่พวกมันไม่ได้มีถังเชื้อเพลิงหรือวัตถุไวไฟใดๆติดอยู่กับตัวเหมือนกระหัง คมเขี้ยวที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคซึ่งสามารถเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับมันได้ภายในไม่กี่วินาทีก็ไร้ประโยชน์ต่อหน้าเหล่าวิญญาณที่ไม่อาจตายหรือติดเชื้อใดๆได้อีกแล้ว เหล่าอสุรกายที่มีแต่หัวกับไส้จึงทำได้อย่างมากก็เพียงบดขยี้ตัวเองกลายเป็นแยมบลูเบอรี่สีเน่าๆติดอยู่กับแผ่นเกราะเหล็กกล้าเท่านั้น

 

“ทุกชุดยิงค่อยๆวิ่งมารวมตัวกัน ตามถนนใหญ่เข้าเมืองไปเรื่อยๆ !

กล้ายผู้ตอนนี้รั้งตำแหน่งผู้บัญชาการหลักของกองรถถังร้องสั่งมาจากรถถังคันหนึ่งในกลุ่ม แนวป้องกันสุดท้ายของกองกำลังผีร้ายทอดตัวอยู่เบื้องหน้าแล้ว และมันทั้งหนาและทั้งมีระดับพลังงานวิญญาณสูงกว่าแนวแรกและแนวที่สองที่พวกเธอเพิ่งจะฝ่ามาอย่างเทียบกันไม่ติด ก่อนหน้านี้เธอสั่งให้หมู่รถถังกระจายตัวออกเพื่อเก็บฝ่ายตรงข้ามให้หมดป้องกันการโดนตีตลบหลัง แต่กับแนวป้องกันแน่นหนาแบบนี้ เธอคงต้องเปลี่ยนไปใช้กลยุทธตอกลิ่ม อัดทุกอย่างที่เธอมีทะลวงมันให้ทะลุอย่างไม่หยุดยั้งเสียแล้ว

 

“ชุดยิงหนึ่งถึงสามพร้อมแล้วก่อ” ตานีสาวผมหางม้าถามเมื่อสัญญาณจากรถถังคันอื่นๆในหน้าจอเริ่มจัดตัวเป็นรูปขบวนอย่างที่เธอสั่งแล้ว

“พร้อม !

“สี่ถึงหกพร้อมก่อ”

“พร้อม !

“ถ้าจะอั้น ลุย !

 

เสียงเครื่องยนต์ที่ผ่อนลงบ้างระหว่างจัดรูปขบวนดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้งขณะยานเกราะคันใหญ่เร่งความเร็วมุ่งหน้าเข้าหาแนวข้าศึก พวกมันกำลังจะเข้ามาในระยะยิงแล้ว อีกเพียงไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น.....

 

แล้วอะไรบางอย่างก็ร่วงหล่นลงจากท้องฟ้า ผ่านหน้าตานีสาวผมหางม้าและสมิงสาวแห่งป่าแสนคำลงใส่รถถังคันที่วิ่งอยู่เบื้องหน้าเธอ

 

ด้วยสัญชาตญาณโดยไม่จำเป็นต้องผ่านสมองส่วนประมวลผล พลขับหน้าเสือเหวี่ยงพวงมาลัยทันทีพร้อมกับเหยียบเบรก ตีนตะขาบที่ล็อกตายข้างหนึ่งทันทีเหวี่ยงรถถังหนักเกือบหกสิบตันให้หมุนคว้าง แรงหนีศูนย์กลางกระชากคอของเด็กสาวทั้งสองจนแทบจะลั่นกร๊อบ ที่แย่กว่าคือมันเหวี่ยงหัวกล้ายไปชนกับผนังห้องคนขับดังก๊อง โชคดีที่เธอสวมหมวกกันน็อกอยู่ แต่มันก็ทำเอาตานีสาวมึนไปชั่ววูบ

 

อย่างไรก็ตาม พวกเธอก็หลบพ้นซากสิ่งที่เคยเป็นรถถังเมื่อไม่กี่วินาทีที่แล้วไปอย่างหวุดหวิด แต่รถถังคันที่ตามเธอมาไม่ได้โชคดีเหมือนเธอ มันชนเปรี้ยงเข้าใส่ท้ายซากรถถังตรงๆ แม้เกราะและโครงสร้างของยานเกราะจะแข็งแกร่งพอที่จะไม่ยุบหรือเสียหายอะไรมากนัก แต่การหยุดอย่างฉับพลันที่ส่งผ่านตีนตะขาบขึ้นไปยังเกียร์ก็มากพอจะทำให้มันจอดตายอยู่กับที่อย่างช่วยไม่ได้ เช่นเดียวกับรถถังอีกหลายคันที่ชนตามๆกันมาเหมือนอุบัติเหตุทางด่วนช่วงเทศกาลหยุดยาว

 

“เมื่อกี้มันอีหยัง !?” หมิงร้องถามเสียงแหลม

“ดูอยู่ !

 

กล้ายตอบด้วยเสียงสูงพอๆกันขณะมือพรมนิ้วลงบนคีย์บอร์ดของแลปทอปบนหน้าตักอย่างรวดเร็วเพื่อเรียกภาพจากกล้องขึ้นมาดู อะไรบางอย่างที่ตกลงมาจากเบื้องบนนั้นเร็วมากจนกล้องแทบจับภาพไม่ทัน ตานีสาวกดดูภาพทีละเฟรม แล้วขากรรไกรของเธอก็ร่วงหล่นลงตามแรงโน้มถ่วงของโลกเมื่อพบว่าวัตถุนั้นคืออะไร.....

 

มันคือรถเก๋งที่พุ่งลงมาด้วยความเร็วสูง

 

ราวกับอ่านใจได้ว่าข้าศึกรู้แล้ว รถยนต์นั่งส่วนบุคคลร่วงตามๆลงมากันเป็นทิวแถวราวกับฝนอุกกาบาตเหล็ก มันโถมน้ำหนักนับพันกิโลกรัมลงใส่ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่เบื้องล่าง ทั้งท้องถนน ตึกแถว บ้านเรือน และรถถังซึ่งบัดนี้เสียรูปขบวนแตกกระจัดกระจายไปจนละทิศละทางเหมือนมดโดนน้ำท่วมรัง แม้ปกติรถถังจะทั้งชนทั้งเหยียบรถได้โดยไม่สะทกสะท้าน แต่เมื่อรวมกับความเร็วที่ไม่หนีเครื่องบินโดยสารไปเท่าใดนัก โมเมนตัม*ที่ได้ก็มากพอที่จะขยี้รถถังจนแบนติดพื้นได้ในพริบตา

 

และแม้นั่นจะไม่ใช่ปัญหาสำหรับวิญญาณทั้งหลายที่สามารถเปลี่ยนร่างเป็นวิญญาณได้ทุกเมื่อ สำหรับหมิงแล้ว นั่นหมายถึงเธอจะกลายเป็นเสือหิมะเชียงหลวงบดทันที

 

“กล้าย เอาจะไดดี !?

หมิงแทบจะกรีดเสียงร้องถามเพื่อนสาว มือกระชากพวงมาลัยซ้ายทีขวาทีขณะเท้าสลับกันเหยียบระหว่างเบรกกับคันเร่งอย่างบ้าคลั่งเพื่อหลบเหล่ายานพาหนะหลากประเภทหลายสีสันที่ร่วงกราวกันลงมาจากท้องฟ้า เสียงโครมครามของโลหะที่ทั้งกระทบทั้งเสียดสีกับถนนคอนกรีตดังแสบแก้วหูแม้จะมีเกราะเหล็กกล้าขวางกั้น เศษเล็กเศษน้อยจากทั้งถนนและอาคารที่พังทลายปลิวว่อนอยู่รอบตัวเธอจนแทบมองไม่เห็นทางเบื้องหน้าแล้ว

 

“ทุกชุดยิง ถอยกลับออกไปนอกเมือง !” กล้ายตะโกนกรอกวิทยุ ก่อนจะหันกลับมาหาเพื่อนสาวแล้วพูดด้วยเสียงเข้ม “หันกลับ ออกไปหื้อเร็วที่สุด !

“อื้ม”

 

สมิงสาวหมุนพวงมาลัยเพียงครั้งเดียวก็ครบรอบ เธออดสงสารรถถังไม่ได้เมื่อกลไกบังคับเลี้ยวที่รับแรงมากเกินไปส่งเสียงกรีดร้องมาจากห้องเครื่องด้านหลัง แต่รถถังก็ปฏิบัติตามคำสั่งของเธอแต่โดยดี มันดริฟต์ข้ามถนนก่อนจะเร่งความเร็วทิ้งใจกลางเมืองเอาไว้เบื้องหลัง แต่วิ่งไปได้เพียงไม่กี่สิบเมตร เด็กสาวทั้งสองก็เห็นปัญหาใหม่กองอยู่ กองอยู่จริงๆ.....

 

เบื้องหน้าของพวกเธอ รถนับพันนับหมื่น หรืออาจจะนับแสนคัน ทั้งที่ยังสภาพดีและที่พังยับเยินด้วยเคยถูกเหวี่ยงลงมาแล้ว ถูกทิ้งลงมาทีละคันอย่างรวดเร็วจนก่อกันเป็นกำแพงสูงท่วมตึกแถวรอบด้าน มันกางกั้นเป็นแนวโค้งรูปเกือกม้าปิดทางออกจากเมืองเอาไว้จนมิด

 

“วิ่งออกข้าง หาทางอื่นออก !

ไม่บอกก็ทำอยู่แล้ว รถถังที่เหลืออยู่เกือบยี่สิบคันต่างทั้งถอยทั้งเลี้ยวหมายจะใช้ถนนเส้นอื่นที่แยกออกไปจากเส้นหลักนี้เพื่อหาทางซิกแซ็กออกจากเมือง แต่อะไรก็ตามที่กำลังเหวี่ยงรถลงมาจากฟ้าไม่ยอมให้พวกเขาทำเช่นนั้นได้ ตานีสาวผมหางม้าใจหายวาบเมื่อเห็นว่ากำแพงรถถูกต่อออกไปเรื่อยๆ เป็นแนวโค้งที่กำลังจะวนล้อมจนครบรอบตัวพวกเธอ พวกมันกำลังปิดประตูตีแมว.....

 

ไวเท่าความคิด กล้ายเหนี่ยวไกยิงปืนใหญ่ของเธอติดๆกันห้านัดหวังจะทลายกำแพงที่กำลังใกล้เข้ามาเบื้องหน้า กระสุนเส้นผ่านศูนย์กลางสิบสองเซนติเมตรพุ่งแหวกอากาศนำรถถังไประเบิดตูมอยู่กับซากรถเบื้องหน้า แต่แม้จะดูรุนแรง มันกลับไร้ผล กำแพงรถยังคงอยู่ที่เดิม มีเพียงรถบนผิวกำแพงตรงจุดกระสุนตกเท่านั้นที่พอจะแตกร้าวบ้าง หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมขบกรามกรอด เธอต้องมาแบนเป็นกล้ายปิ้งอยู่ตรงนี้หรือนี่.....

 

จู่ๆหมิงก็ดริฟต์รถเข้าไปใต้ชายคาของตึกแถวริมถนน ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“กล้าย เดี๋ยวเฮาจัดการเอง”

“หา !?” ตานีสาวผมหางม้าหันขวับไปมองหน้าเพื่อนสาว “หมายความว่าจะไดจัดการเอง”

“ถ้าออกไปขยายร่าง กวาดครั้งเดียวรถแค่นั้นก็น่าสิหมด”

“จะบ้าก๋า ข้างนอกมีกระสือเต็มเลยเน่อ !” กล้ายสวนกลับเสียงสูง “อยากมีแต่หัวกับไส้ก๋า !?

“ขยายร่างหนังก็หนาขึ้น กัดบ่เข้าอยู่แล้ว” เด็กสาวหน้าเสือตอบหน้าตาเฉย ก่อนจะดักคอเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวอ้าปากจะพูดต่อ “รถก็คือกัน หนังหนาอยู่แล้วเหวี่ยงจังไสก็บ่เข้าหรอก”

“แต่มันก็ยังอันตรายอยู่ดีเน่อ !” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมค้านสุดฤทธิ์ “ข้าบ่หื้อหมิงออกไปเด็ดขาด !

“แล้วถ้าเฮาบ่เฮ็ดจังซี่ สิฝ่าออกไปจังไส มีวิธีอื่นอีกบ่” หมิงย้อนถามเสียงเข้ม “หรืออยากสิตายอยู่ในนี้”

 

ตานีสาวอึกอัก แม้จะรู้ว่าร่างยักษ์ของเพื่อนสาวไร้เทียมทานเพียงใด แต่เธอก็ยังไม่อยากให้อีกฝ่ายออกไปกลางดงฝ่ายตรงข้ามแบบนี้อยู่ดี แต่ก็อย่างที่หมิงว่า ตอนนี้ถ้าไม่ใช้วิธีนั้น พวกเธอก็คงได้แบนเป็นคางคกโดนรถบดถนนทับอยู่กลางเมือง ระหว่างตายแน่นอนสองตนกับเสี่ยงตายแค่ตนเดียว อะไรคุ้มกว่าเธอเองก็รู้อยู่แก่ใจ

 

“ก็ได้” ในที่สุดหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็ยอม “แต่อย่าฝืนตัวเองเด็ดขาดเน่อ แล้วก็ปิดปากไว้ตลอดเวลาถ้ายะได้ด้วย ระวังทุกอย่างของกระสืออย่าหื้อเข้าปากหรือแตะบาดแผลเด็ดขาด”

“จ้าแม่หมอ”

“แม่หมอบ้าอะหยัง !?

 

แต่หมิงออกจากห้องคนขับไปแล้ว เธอกดปุ่มเปิดประตูบนป้อมปืนก่อนจะปีนออกจากรถถัง ด้านนอกฝุ่นคลุ้งกว่าที่เธอคิดไว้จนสมิงสาวต้องกระแอมกระไอเล็กน้อย แต่ดวงตาสีเหลืองที่มีขีดตรงกลางเหมือนแมวก็ยังพอมองเห็นกระสือบนท้องฟ้า พวกมันหลายตนก็เห็นเธอแล้วเช่นกัน และมันกำลังพุ่งลงมาหมายจะแพร่เชื้อให้เพื่อนใหม่ในอนาคตอันใกล้....

 

ริมฝีปากบางเหยียดเป็นรอยยิ้มขณะมันค่อยๆเปลี่ยนจากสีชมพูอย่างมีสุขภาพดีเป็นสีดำ เสือลายพาดกลอนตัวโคร่งกระโจนแผลวจากบนรถถังลงไปยังถนนเบื้องล่าง และในเวลาเพียงไม่กี่วินาที สัตว์ภูตสาวแห่งป่าแสนคำก็ขยายร่างจากสูงหนึ่งเมตรกว่ากลายเป็นนับร้อยเมตร ตึกแถวรอบตัว หรือหากจะพูดให้ถูกน่าจะเป็นรอบตีนกลายเป็นเพียงก้อนหินก้อนกรวดที่เธอเหยียบย่ำได้อย่างสบายใจ เช่นเดียวกับรถที่ร่วงหล่นลงใส่จากทุกทิศทุกทางที่กลายเป็นลูกบอลก้อนเล็กๆนวดให้เธอคลายเมื่อยเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงเขี้ยวกระสือเลย แม้แต่ชั้นขนของเธอมันยังเจาะไม่ผ่านเลยด้วยซ้ำ

 

“บ่ได้ยืดเส้นยืดสายซะนาน”

เสือหิมะเชียงหลวงตัวยักษ์เริ่มการยืดเส้นยืดสายของเธอทันที เด็กสาวในร่างเสือย่างสามขุมตรงไปยังแนวกำแพงรถ ก่อนจะยกอุ้งเท้าหน้ากวาดพวกมันออกไปจนพ้นถนนใหญ่อย่างง่ายดาย รถถังที่ยังคงหลงเหลือรีบวิ่งออกจากเมืองด้วยความเร็วสูงสุด

 

หมิง ลงมาขึ้นรถเสียงของเพื่อนสาวดังขึ้นในโสตประสาท

ไปก่อนเลยหมิงตอบ เดี๋ยวเฮาจัดการพวกผีร้ายที่เหลือก่อนแล้วสิตามไป

บ่ได้ !’ เสียงที่ตอบกลับมาของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเฉียบขาด ลงมาเดี๋ยวนี้ !’

แต่ถ้าจังซั่นก็แปลว่าการบุกครั้งนี้สูญเปล่าเลยเด๊สมิงสาวเถียง

อุ๊ยสายบอกว่ามีแผนอื่นอยู่แล้วกล้ายตอบก่อนจะขู่ ลงมา บ่อั้นข้ายิงเน่อ !’

ก็ได้ๆ

 

สมิงสาวค่อยๆหดร่างกายลง แต่ยังไม่ทันกลับสู่ขนาดปกติ เสียงตึงหนักๆก็ดังขึ้นพร้อมๆกับที่แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น หมิงมองไปยังต้นเสียง แล้วเธอก็ต้องอ้าปากค้าง

 

เปรตตนยักษ์ยืนอยู่เบื้องหน้าเธอ

 

เปรตธรรมดาปกติก็ว่ายักษ์แล้ว แต่ตนนี้ดูจะไม่ใช่เปรตธรรมดา แม้จะยังคงสูงชะลูดและมีปากเท่ารูเข็มจนพอมองเผ่าพันธุ์ของมันออก แต่มันไม่ได้ผอมแห้งจนดูราวกับจะหักแม้เพียงโดนสายลมพัด แขนขายาวและมือขนาดเท่าใบลานยุคไดโนเสาร์นั้นล่ำสันเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ และที่สำคัญ มันสูงยิ่งกว่าตึกที่สูงที่สุดของตานนะคอนเสียอีก นั่นหมายถึงสูงกว่าเปรตทั่วไปเกือบสิบเท่า หมิงพอจะมองออกว่าเปรตตนนี้คงฆ่าปลาวาฬสีน้ำเงินกินได้ด้วยมือเปล่าแน่ ส่วนเสือตัวน้อยอย่างเธอไม่ต้องพูดถึง.....

 

และมันเห็นเธอแล้ว

 

อสุรกายร่างโย่งกรีดร้องดังกึกก้อง เท้าขนาดเท่าสนามฟุตบอลยกขึ้นหมายกระทืบทั้งสมิงสาว หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม และยานเกราะคันใหญ่ซึ่งบัดนี้ดูเล็กไปถนัดตาให้จมดินในโครมเดียว ไวเท่าความคิด หมิงกัดฟันทนเสียงที่แทบจะฉีกแก้วหูของเธอเป็นชิ้นๆ ขยายร่างใหญ่ที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้ในพริบตาก่อนจะโถมเข้าใส่คู่ต่อสู้ แม้เธอจะสูงเพียงไม่ถึงเอวของมัน แต่ด้วยกำลังขาที่มากกว่าก็พอจะทำให้ทั้งเธอและฝ่ายตรงข้ามกลิ้งหลุนๆ ลงไปทับตึกรามบ้านช่องจนราบเป็นหน้ากลอง หลายตึกข่วนหลังสมิงสาวเป็นแผลถลอกจนเลือดซิบ

 

“บักผีบ้า มีแผลจนได้”

สัตว์ภูตสาวขบกรามกรอด คำเตือนของกล้ายยังดังก้องอยู่ในหู หากน้ำลายกระสือหยดลงไปแม้สักหยดเดียว เธอจะกลายเป็นพวกเดียวกับมันทันที คงต้องเผด็จศึกอย่างรวดเร็วเสียแล้ว

 

แต่ทันทีที่ลุกขึ้นมาได้ เสือหิมะสาวจากเชียงหลวงก็ตระหนักว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เปรตตนที่เธอทุ่มลงไปนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นก็จริง แต่รอบตัวเธอยังมีอีกนับสิบตน ทุกตนสูงเท่ากับตนแรก และพวกมันกำลังย่างสามขุมตรงเข้ามาหาเธอ.....

 

บุกก่อนได้เปรียบ เด็กสาวในร่างเสือย่อขาหลังก่อนจะกระโจนพรวดข้ามย่านที่อยู่อาศัยไปขย้ำอกของเปรตตนที่อยู่ใกล้เธอที่สุดก่อนจะฝังเขี้ยวลงไปในลำคอของมัน มันดิ้นพราดๆก่อนจะแน่นิ่ง แต่ก่อนที่เธอจะทำอะไรได้มากกว่านั้น เสือลายพาดกลอนตัวยักษ์ก็มีอันต้องกลิ้นหลุนๆ เมื่อเปรตอีกตนงัดหลังเท้าฟาดเปรี้ยงเข้าที่กลางท้องที่ไร้การป้องกันของเธอ หมิงไถลไปนอนกองอยู่บนรันเวย์ของสนามบิน จุกจนลุกไม่ขึ้น

 

อสุรกายจากโลกหลังความตายไม่ยอมให้คู่ต่อสู้ของมันตั้งตัวได้ สองตนก้าวฉับๆเข้าเงื้อเท้าก่อนจะกระทืบโครมหมายบดขยี้แมวใหญ่ให้เละคาฝ่าเท้า หมิงกลิ้งหลบมันได้ทัน แต่หลังเท้าที่ตามมาติดๆ ก็ส่งเธอจากข้างสนามบินเทคออฟลอยละลิ่วออกไปตกตุ้บอยู่ที่เขตชานเมือง เปรตย่างเท้าตามติดก่อนจะตอกส้นเท้าลงหมายกลางใบหน้าของเสือสาว แต่อีกฝ่ายเอี้ยวหัวหลบได้ทันท่วงทีก่อนจะบิดหัวมางับกร้วมเข้าที่ส้นเท้า เปรตกรีดร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวดเมื่อขากรรไกรแข็งแกร่งบดเคี้ยวกระดูกส้นเท้าของมันจนแหลกเหลวในพริบตา

 

สมิงสาวสะบัดหัวก่อนจะยันตัวลุกขึ้น เหวี่ยงร่างสูงหลายร้อบเมตรไปชนกับอีกตนหนึ่งจนล้มโครมไปทั้งสองตน แต่เธอก็ต้องล้มโครมลงกับพื้นอีกครั้งเมื่อเปรตอีกตนหนึ่งกระทืบโครมลงบนแนวกระดูกสันหลัง ตับไตไส้พุงที่ถูกอัดกระแทกลงกับพื้นแทบทะลักออกมาจากปาก สมิงสาวกัดฟันข่มความเจ็บปวดกลิ้งหลบส้นเท้าที่โถมตามมาติดๆ ก่อนจะยันตัวลุกขึ้น แต่ขาที่สั่นพั่บๆก็ทำให้เธอต้องทรุดลงไปอีกครั้ง สวนทางกับหลังเท้าของเปรตอีกตนที่เดินเข้ามาเสยเปรี้ยงเข้าปลายคาง โลกของเด็กสาวหน้าเสือดับวูบขณะร่างของเธอลอยละลิ่วไปตกใส่ป่าใกล้ๆ

 

เปรตทุกตนกลุ้มรุมเข้าหาสมิงสาวที่นอนสลบไสลไม่ได้สติก่อนจะรุมกระทืบเหมือนจิ๊กโก๋หน้าปากซอยซ้อมเหยื่อ แม้หมิงจะไม่เจ็บด้วยสติไม่ได้อยู่กับตัวอีกแล้ว แต่ร่างกายของเธอยังรับความเสียหายเต็มที่ เลือดสาดกระเซ็นออกจากริมฝีปากสีดำขณะเธอถูกทั้งเตะทั้งกระทืบจนเด้งไปเด้งมาเหมือนลูกบอลที่มีขนปุกปุย ขนลายพาดกลอนขาวดำที่เริ่มมีสีแดงแซมมากขึ้นเรื่อยๆ.....

 

แต่แล้ว บางสิ่งก็หันเหความสนใจของเหล่าอสุรกายร่างโย่งไป

 

“มานี่ บ่าเปรตง่าว !

รถถังเพียงคันเดียวที่เหลืออยู่ในพื้นที่ใจกลางเชียงม่วนระดมยิงปืนใหญ่เข้าใส่เปรตอย่างบ้าคลั่ง แม้มันจะสะท้อนออกจากผิวหนังกำยำเหมือนเอาข้าวสารไม่เสกสาดใส่ผี แต่แรงกระแทกก็มากพอจะสร้างความเจ็บปวดให้พวกมันได้บ้าง พวกมันหันขวับก่อนจะสาวเท้ายาวๆตามยานเกราะลายพรางที่หันหลังกลับวิ่งหนีเข้าไปทางตัวเมือง

 

กล้ายเหยียบคันเร่งจนมิด แต่เปรตที่มองเห็นจากกล้องหลังก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เด็กสาวผมหางม้าไม่คิดอยู่แล้วว่าเธอจะสามารถหนีพวกมันได้ทัน ย่างก้าวหนึ่งของพวกมันก็เกือบสองร้อยเมตรแล้ว ต่อให้พวกมันเดินแค่วินาทีละก้าวก็แทบจะเกินความเร็วสูงสุดบนทางวิบากของรถถัง แต่นี่พวกมันจ้ำอ้าวกันมาเหมือนกำลังวิ่งผลัดสี่คูณร้อย อีกเพียงไม่กี่วินาทีเธอก็จะแบนติดพื้น.....

 

แต่เธอมีตัวช่วย

 

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมละมือจากพวงมาลัยไปกดปุ่มปล่อยม่านควัน ภาพในหน้าจอของเธอกลายเป็นสีขาวโพลนในทันทีเมื่อควันระเบิดออกจากทุกท่อปล่อยบนป้อมปืนของรถถัง กระจายเต็มท้องถนนและบดบังอาคารรอบข้างจนมิด

 

แต่นั่นไม่ได้แปลว่าจะทำให้เธอสลัดเปรตหลุด อสุรกายร่างโย่งไม่ได้โง่ขนาดนั้น พวกมันวิ่งไล่ตามส่วนหัวของม่านควันที่ยังคงพุ่งไปตามถนนใหญ่ และเมื่อตนหน้าสุดอยู่ในระยะ มันก็ฝังส้นเท้าลงใส่จุดที่มันคิดว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามจนถนนยุบลงเป็นหลุมใหญ่

 

แต่น่าเสียดาย เมื่อมันถอนเท้าขึ้นมา กลับไม่มีร่องรอยหรือเศษซากของยานเกราะที่น่าจะแบนติดพื้นเป็นปลาหมึกถูกเปรตเหยียบเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

 

“เออดี ยะจะอั้นไปนั่นแหละบ่าเปรตง่าว”

กล้ายพึมพำผ่านไรฟันที่ขบกันแน่น เธอคิดถูกจริงๆที่ยิงตรวดปล่อยควันล่อพวกมันออกไปก่อนที่จะกลับรถมาหาหมิง ทันทีที่ออกมาพ้นกลุ่มควัน เธอก็มองเห็นร่างแน่นิ่งของเสือลายพาดกลอนนอนขวางอยู่ที่ขอบฟ้าเบื้องหน้า ตานีสาวใจหายวาบเมื่อเห็นรอยเลือดสีเปรอะขนฟูเต็มไปหมด หัวใจของเธอยิ่งเย็นวาบเข้าไปอีกเมื่อเห็นกระสือนับสิบตนกำลังควงสว่านลงมาจากท้องฟ้า....

 

หมิง แข็งใจไว้ กลับเข้ามาในรถถังก่อนเร็ว !’

ไวเท่าความคิด กล้ายโทรจิตหาเพื่อนสาว แม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรับโทรจิตของเธอได้หรือไม่ แต่ก็ไม่มีทางอื่นแล้ว ตอนนี้สมิงสาวคือเป้านิ่งของอสุรกายผู้มีแต่หัวกับไส้ชัดๆ และเธอยังไม่อยากเห็นเผ่าพันธุ์ไฮบริดกระสือ-สมิงตอนนี้ คงน่าเกลียดน่ากลัวตัวละบาทไม่ใช่น้อยหากเสือลายพาดกลอนตัวยักษ์ถอดหัวออกมาพร้อมไส้ลอยไปลอยมา

 

‘.....กล้าย เสียงอ่อนระโหยโรยแรงของเด็กสาวหน้าเสือตอบกลับมา มันแผ่วเบาแต่ก้องไปมาจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง ตานีสาวรู้ว่านั่นหมายถึงสัตว์ภูตสาวกำลังหมดสติอยู่

ตื่น !’ หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเรียกเสียงสูงจนแทบจะเป็นกรีดร้องบ่อั้นเสร็จกระสือแน่ๆเน่อ !’

เจ็บ.....เสียงของหมิงชัดขึ้นบ้าง แต่ก็ยังอ่อนแรงอยู่ดี กล้าย.... เฮาเจ็บ.....

แข็งใจไว้ เข้ามาในรถถังหื้อได้ก่อน แล้วจะนอนจะบ่นจะร้องอะหยังก็ตามสบายเลย !’

‘....สิลองเบิ่ง

 

กล้ายปล่อยมือจากพวงมาลัยมาคว้าคันบังคับปืนกลก่อนจะกราดยิงเหล่ากระสือที่ลงมาเกือบจะถึงตัวเพื่อนสาวอยู่แล้ว พวกมันเละเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างง่ายดาย แต่เสียงปืนกลที่ดังเป็นตับก็สะดุดหูเปรตเข้าอย่างจัง ตานีสาวผมหางม้าเห็นพวกมันที่ยังคงยืนงงๆ อยู่กลางเมืองหันกลับมาอยู่ในภาพจากกล้องหลัง เธอไม่มีเวลาแล้ว

 

หมิง เร็ว !’

ใจของตานีสาวเริ่มชื้นขึ้นมาบ้างเมื่อเห็นเสือลายพาดกลอนเริ่มขยับตัว แต่กระสือจากบนฟ้าที่ควงสว่านกันลงมาอีกฝูงทำให้เธอต้องกราดยิงอีกครั้ง และนั่นก็ยิงทำให้เปรตเร่งฝีเท้าเข้ามาหามากขึ้นไปอีก กล้ายขบกรามกรอด ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวมองการเคลื่อนไหวของเพื่อนสาวสลับกับเปรตที่เริ่มใกล้เข้ามาทุกที เร็วเข้า เร็วเข้า เร็วเข้า.....

 

หมิงเองก็ขบกรามจนเป็นสันนูนเช่นกัน ไม่ใช่ด้วยความวิตก หากด้วยความเจ็บปวด ทุกเซนติเมตรบนร่างกาย ทุกรูขุมขน หรืออาจจะทุกเซลล์ประสาทต่างส่งสัญญาณความเจ็บปวดผ่านไขสันหลังขึ้นไปยังสมองจนเธอปวดหัวจี๊ด ยังไม่รวมกับความมึนจากการถูกเสยปลายคางที่ยังคงอยู่อีก เพียงเท่านี้ก็แทบจะพรากสติของเธอหลุดลอยออกจากร่างได้อีกรอบแล้ว แต่เด็กสาวในร่างเสือก็ยังคงกัดฟันคืบคลานไปทีละน้อย อีกเพียงไม่ถึงร้อยเมตรเท่านั้น....

 

แต่เปรตถึงก่อน มันไม่สนใจรถถัง หากตรงเข้าเหวี่ยงขาหมายเสยปลายคางให้สมิงสาวหลับไปอีกรอบ แต่มันก็วืดอย่างน่าเสียดายเมื่อเป้าหมายหดร่างกลับสู่ขนาดปกติในฉับพลัน อสุรกายสูงเกือบสี่ร้อยเมตรหมุนคว้าง เซแซ่ดๆไปเกี่ยวเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ลงไปด้วยเป็นโดมิโน พวกมันล้มตึงลงกับพื้นอย่างแรงจนแผ่นดินสะเทือน ซื้อเวลามากพอให้เสือบาดเจ็บค่อยๆปีนขึ้นไปบนป้อมปืนที่หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเปิดฝาครอบรอเธออยู่แล้ว

 

แต่หนทางกลับเข้าสู่ที่ปลอดภัยของเธอไม่ง่ายแบบนั้น ร่างเสือที่แม้จะกลับสู่ขนาดปกติก็ยังใหญ่จนเกะกะรถถังทำให้กล้ายไม่อาจเสี่ยงยืนปืนกลบนหลังคาป้อมปืนได้ และนั่นเปิดโอกาสให้กระสือทิ้งดิ่งลงมาเหมือนเครื่องบินรบสมัยสงครามโลกเตรียมทิ้งระเบิด มีเสียงหวีดแหลมของเปรตดังเป็นเสียงประกอบฉากอยู่เบื้องหลัง

 

ไวเท่าความคิด หมิงเปลี่ยนร่างกลับเป็นมนุษย์ เธอหัวทิ่มผ่านช่องบนป้อมปืนลงไปกองอยู่กับพื้นรถถัง แต่ก่อนที่ฝาครอบจะปิดลงได้ทัน กระสือตนหนึ่งก็ลอดตามเธอลงมา สัตว์ภูตสาวหวีดร้อง ทั้งมือทั้งเท้าดันตัวถอยกรูดเมื่ออสุรกายผู้มีแต่หัวกับไส้พยายามพุ่งเข้างับเธอเหมือนงูฉก เด็กสาวหน้าเสือยันเท้าถีบเปรี้ยงเข้าเต็มใบหน้าช้ำเลือดช้ำหนองเต็มๆ จนมันกระเด็นไปกระแทกผนังรถถังอีกด้าน แต่เพียงเท่านั้นไม่ทำให้กระสือหมดพิษสง มันพุ่งเข้าฉกอีกครั้ง สมิงสาวเบี่ยงตัวหลบได้ทันท่วงที แต่นั่นก็ทำให้หัวที่มึนอยู่แล้วของเธอไปกระแทกกับอุปกรณ์บรรจุกระสุนดังก๊อง หมิงร่วงลงไปกองกับพื้นอย่างช่วยไม่ได้ เด็กสาวทำได้แค่เพียงจ้องมองคมเขี้ยวที่กำลังพุ่งเข้าใส่ขาของเธอด้วยดวงตาสีเหลืองที่เบิกโพลง.....

 

“ฝันไปเหอะ !

เพียงไม่กี่มิลลิเมตรก่อนที่ฟันแหลมคมจะฝังลงบนเนื้อขาว อสุรกายที่ฉายแสงเรืองรองก็ต้องชะงักเมื่อกล้ายกระชากผมของมันก่อนจะเหวี่ยงออกจากตัวสมิงสาว ก่อนที่มือขวาจะกระแทกไรเฟิลจู่โจมของเธอเปรี้ยงเข้าปากจนฟันกระสือหักกราว

 

“หมิงเข้าไปในห้องคนขับก่อน ถ้าข้ายิงแล้วเลือดกระเซ็นโดนแผลก็ติดเชื้อกระสือเหมือนกัน !” ตานีสาวสั่งเสียงเฉียบขาด

“อื้ม !

 

หมิงกัดฟันข่มความเจ็บปวดตะเกียกตะกายผ่านช่องระหว่างส่วนกลางของรถถังเข้าไปยังห้องคนขับก่อนจะเลื่อนประตูปิด หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมกดปากกระบอกปืนตรึงกระสือไว้กับผนังรถถัง มือซ้ายกดปุ่มเปิดฝาครอบ ก่อนที่เธอจะเหวี่ยงกระสือออกไปจากรถถัง นิ้วเหนี่ยวไกไรเฟิลจู่โจมโดยไม่ต้องเล็งไปให้เป็นของแถม กระสุนพุ่งเข้ากลางแสกหน้าอสุรกายเคราะห์ร้ายอย่างแม่นยำ และก่อนที่จะมีตนอื่นเข้ามาได้อีก ฝาครอบก็ปิดลงอีกครั้งแล้ว

 

“มาหมิง ข้าขับต่อเอง พักเถอะ”

กล้ายเอ่ยขึ้นเมื่อตะเกียกตะกายกลับเข้ามาในห้องคนขับแล้ว เด็กสาวกดปุ่มปล่อยควันซ้ำแม้ดูเหมือนว่าเปรตจะไม่ตามเธอมาแล้ว ก่อนที่จะหันไปดูอาการหมิง เธออดสงสารเพื่อนสาวไม่ได้ ทั้งตัวของสมิงสาวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ยังไม่นับรอยขีดข่วนและแผลถลอกอีกนับร้อยที่ได้จากทั้งซากตึกและป่าเมื่อครู่ นับว่าปาฏิหาริย์ที่เธอยังไม่โดนน้ำลายกระสือเลยสักหยด หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมล้วงเอายาสมานแผลจากในกระเป๋ามายัดใส่มือเพื่อนสาว ก่อนจะวิทยุแจ้งข่าวกลับไปยังเชียงผาน

 

“ศูนย์บัญชาการ รถถังหมายเลขสาม ได้ตัวหมิงแล้ว กำลังออกจากเชียงม่วน”

“รับทราบ ระวังตัวด้วย”

 

กล้ายไม่ได้ยินประโยคสุดท้ายของศูนย์บัญชาการ และถึงได้ยิน เธอก็ทำตามไม่ได้ เปรตตนหนึ่งโผล่พรวดออกมาจากตึกแถวข้างถนน ก่อนจะเตะหลังเท้าใส่ยานเกราะที่ดูเล็กไปถนัดตาจนลอยละลิ่วข้ามถนนหลักไปสามสี่เส้นก่อนจะร่วงโครมลงใส่กองซากปรักหักพัง ระบบกันสะเทือนล้ำสมัยของรถถังซับแรงกระแทกเอาไว้มากพอที่พลขับทั้งสองจะไม่บาดเจ็บหนักหรือคอหัก แต่ก็ทำเอาเคล็ดขัดยอกไปทั้งตัว

 

แต่การดูดซับแรงกระแทกก็แลกมาด้วยการเสียสละ กล้ายได้ยินเสียงระเบิดดังเป็นตับมาจากทั้งสองด้านของตัวรถ ประสานกับเสียงเหล็กแตกหักดังเคร้งนับสิบๆครั้ง ไม่ต้องบอกเธอก็พอจะรู้ว่าทั้งล้อ สายพานตีนตะขาบ และกระบอกสูบไฮดรอลิกของระบบกันสะเทือนคงจะโบกมือลาเธอไปเสียแล้ว

 

และนั่นหมายความว่าเธอไม่อาจออกไปจากเมืองได้

 

หรือหนีเปรตที่กำลังย่ำตึงๆตามมาก็ไม่ได้เช่นกัน

 

แต่ตอนนี้มีเรื่องเร่งด่วนกว่าให้วิตก สัญญาณเตือนไฟไหม้แผดก้องห้องคนขับ เธอต้องออกจากรถถังแล้วก่อนที่จะกลายเป็นกล้วยปิ้งและเสืออบอยู่แถวนี้

 

ตานีสาวผมหางม้ายันตัวยกเท้าขึ้นถีบฝาครอบช่องทางหนีฉุกเฉินบนเพดานจนหลุดผลัวะออกไป ลมหนาวเย็นยะเยียบพัดวูบเข้ามาทันที พากลิ่นเหม็นไหม้และเสียงกรีดร้องแหลมสูงของเปรตเข้ามาด้วย กล้ายปลดเข็มขัดนิรภัยของเพื่อนสาวที่ดูจะหมดสติไปจากแรงกระแทกเมื่อครู่ ก่อนจะออกแรงลากร่างหนักอึ้งของเพื่อนสาว ยกเธอพาดกับขอบช่องทางหนีก่อนจะดันออกไปด้านนอก

 

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมคว้าวิทยุสื่อสารสำรองก่อนจะปีนตามเพื่อนสาวออกไปติดๆ ข้างนอกคลุ้งไปด้วยฝุ่นจนแทบมองไม่เห็นทาง กล้ายเหวี่ยงร่างเพื่อนสาวที่ยังคงสลบไสลไม่ได้สติอยู่ที่พื้นหน้ารถขึ้นหลัง ก่อนจะออกวิ่งอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ไปยังซอกเล็กๆในกองซากคอนกรีต ที่กำบังเพียงแห่งเดียวที่เธอพอจะมองเห็นในตอนนี้

 

ทันทีที่เด็กสาวทั้งสองผลุบเข้าไปในซอก ส้นเท้าของเปรตก็กระทืบเปรี้ยงลงใส่รถถัง มันบี้แบนติดพื้นในพริบตา กล้ายหายใจหอบ จ้องมองด้วยสายตาสยองขวัญ หากออกจากรถช้าไปกว่านี้เพียงไม่กี่วินาที ชะตากรรมของพวกเธอก็คงเป็นแบบนั้น....

 

ต้องลงใต้ดิน

ตานีสาวผมหางม้ารู้ว่าถึงตอนนี้เธอจะปลอดภัย แต่เปรตคงไม่จบแค่ย่ำรถถัง และต่อให้อสุรกายร่างโย่งไม่ทำเช่นนั้น ที่กำบังนี้ก็ยังตื้นเกินไปอยู่ดี กล้ายวางร่างเพื่อนสาวลงก่อนจะกระโจนไปโผล่หน้าออกจากที่กำบังเพื่อมองหาชั้นใต้ดิน ตึกใหญ่ๆแถบกลางเมืองแบบนี้น่าจะมีอยู่แล้ว อย่างน้อยสักตึกก็น่าจะมีที่จอดรถใต้ดิน แล้วก็มีจริงๆเสียด้วย ทางลาดลงเส้นหนึ่งอยู่ห่างออกไปราวสิบกว่าเมตร มันถูกทับเอาไว้เกือบมิดด้วยก้อนคอนกรีตขนาดเท่ารถเมล์เล็ก แต่ก็ยังคงเหลือที่ให้พวกเธอลอดเข้าไปได้

 

แต่ระยะทางสิบเมตรนั้นไม่ใช่ใกล้ๆ โดยเฉพาะเมื่อเปรตยังคงป้วนเปี้ยนอยู่ในระยะที่เหยียบพวกเธอได้ทันที และเธอยังต้องแบกสัตว์ภูตสาวซึ่งก็ไม่ได้ตัวเบาอะไรเท่าไหร่ไปด้วย ถึงเธอจะมีกำลังเหนือมนุษย์ก็เถอะ

 

แต่ตอนนี้เธอก็คงต้องเสี่ยง

 

“หมิง ตื่น ตื่นเร็ว !

กล้ายลองเรียกเพื่อนสาว หวังอยู่ลึกๆว่าเธอจะฟื้น แต่ไม่มีปาฏิหาริย์ หมิงยังคงนอนหลับปุ๋ย แถมมีครางปนกรนนิดๆเสียด้วย หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถอนหายใจเฮือกพลางส่ายหน้า แต่ช่วยไม่ได้....

 

ตานีสาวผมหางม้าแบกร่างเพื่อนสาวขึ้นหลังอีกครั้ง ค่อยๆย่องไปชะโงกหน้าออกจากที่กำบังอีกครั้ง คราวนี้เพื่อมองหาเปรต พวกมันยังคงเดินก้าวยาวๆอยู่ไม่ไกล แต่ดูเหมือนพวกมันจะไม่สนใจเธอแล้ว กล้ายสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะเผ่นออกจากที่ซ่อน

 

ระยะทางสิบกว่าเมตรดูจะไกลเหลือเกิน และวิ่งไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เด็กสาวก็ได้ยินเสียงหวัดร้องจากด้านหลังก่อนจะตามมาด้วยเสียงคอนกรีตถูกบดดังกร๊อบแกร๊บ เปรตเห็นเธอแล้ว และแม้จะไม่ต้องหันไปมอง กล้ายก็พอจะจินตนาการได้ว่าพวกมันคงกำลังยกเท้าขึ้น เล็งมายังเธอ.....

 

จริงๆเสียด้วย อีกเพียงไม่กี่ก้าวก่อนจะถึงที่กำบัง เท้าหนึ่งก็ย่ำตึงตามหลังมาติดๆจนพื้นสะเทือน เศษก้อนคอนกรีตที่แตกกระจายออกมาจากจุดกระทบปลิวมากระแทกเด็กสาวทั้งสองจนล้มกลิ้งขลุกๆหลายตลบ หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมกัดฟันข่มความเจ็บปวดและความมึนลุกขึ้นมองหาเพื่อนสาว หมิงนอนคว่ำหน้าอยู่ห่างออกไปจากเธอราวห้าเมตร แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ขยับตัว เท้าหนึ่งของเปรตก็ย่ำโครมลงขวางหน้าเธอเอาไว้

 

“หมิง.......!

เด็กสาวผมหางม้ากรีดร้อง ลืมไปหมดแล้วว่าเธออยู่ท่ามกลางหมู่ศัตรู น้ำใสไหลพรากออกจากดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวอย่างห้ามไม่อยู่ เธอยกมือขึ้นปิดหน้า ทั้งด้วยความเสียใจ และด้วยไม่อยากเห็นร่างแหลกเหลวของเพื่อนสาวเมื่อเปรตยกเท้าขึ้นมา เธอไม่สนใจแล้วว่าอสุรกายร่างโย่งจะย้ายเท้ามากระทืบเธอด้วยอีกตนหรือเปล่า แต่ถ้าทำแบบนั้นก็ดี เธออยากจะสิ้นอายุไปโลกหลังความตายกับเพื่อนสาวให้รู้แล้วรู้รอด เธอดูแลหมิงไม่ได้ หมิงต้องมาตายเพราะเธอแท้ๆ....

 

แต่ก่อนที่เธอจะได้เปลี่ยนสถานะประชากรจากโลกนี้ไปยังโลกหลังความตายจริงๆ ร่างของเธอก็ถูกอะไรบางอย่างกระชากจนตัวลอย เสี้ยววินาทีต่อมา เท้าเปรตก็กระแทกโครมลงยังตำแหน่งที่เธอเคยอยู่พอดี แต่ตานีสาวผมหางม้าโดนอะไรบางอย่างนั้นแบกหรือไม่ก็อุ้มไปด้วยแล้ว เด็กสาวเงยหน้าขึ้นจากมือ แล้วก็พบว่าเธอนอนอยู่บนหลังเสือหิมะเชียงหลวงตัวที่เธอคุ้นตา

 

“หมิง !? บ่โดนเหยียบก๋า !?

“ถ้าโดนสิแบกกล้ายได้จังซี่บ่”

 

สัตว์ภูตสาวแห่งป่าแสนคำตอนโดยไม่หันมามอง หมิงย่อขาลง กระโจนข้ามสิ่งกีดขวางเข้าไปยังทางลาด ก่อนจะควบสุดชีวิตลงไปตามทางลงที่หมุนวนของลานจอดรถ เด็กสาวทั้งสองได้ยินเสียงเท้าเปรตเหยียบย่ำตามมานับสิบๆครั้ง เสาที่กระจายตัวกันอยู่ทั่วลานจอดรถสั่นสะเทือน ฝุ่นผงคอนกรีตร่วงกราว แต่โชคยังดีที่มันแข็งแรงพอจะไม่ถล่มลงมา

 

“คิดหยังอยู่ถึงได้นั่งร้องไห้ล่อเปรตจังซั่น !?” หมิงเปิดฉากฉะเพื่อนสาวทันทีที่พวกเธอลงมาถึงชั้นล่างสุดของลานจอดรถต่ำกว่าระดับพื้นดินสี่ชั้น “ถ้าเฮาดึงออกมาบ่ทันนี่ตายหยังเขียดแน่ๆเด๊ !

“ก็....” ตานีสาวผมหางม้ายังคงเหลืออาการสะอื้นอยู่เล็กน้อย “ก็ข้านึกว่าหมิงจะโดยเหยียบไปแล้ว....”

“ก็เกือบโดนแหละ” เด็กสาวหน้าเสือพึมพำเบาๆ แต่ก็ดุเพื่อนสาวต่อ “แต่ถึงเฮาสิโดนเหยียบแท้ๆกล้ายก็บ่น่าเฮ็ดจังซั่น ตานีอีหยังอ่อนไหวจังซี่”

“บ่แม่นข้าตนเดียวสักหน่อยที่อ่อนไหว กล้วยยังอ่อนไหวกับเรื่องอกเปิ้นเลย” กล้ายย้อน

“แต่กล้ายก็เคยดุเปิ้นนี่” หมิงหรี่ตาตอบกลับ

“ก็ได้ๆ สุมานักๆ”

 

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมจนปัญญาจะเถียง เธอก็ทำผิดจริงๆแหละที่ไปนั่งร้องไห้ล่อส้นเท้าเปรตแบบนั้น เธอยันตัวขึ้นยืน มือยกปาดน้ำตาที่เหลือค้างอยู่บนแก้ม

 

“เอาเหอะ ตอนนี้หาที่มั่นกันก่อน ผีร้ายฮู้แล้วว่าหมู่เฮาอยู่ที่นี่ หมู่มันต้องมาแน่”

 

สองสหายร่วมรบสำรวจพื้นที่อย่างรวดเร็ว ดูจากสภาพแล้ว มันน่าจะเคยเป็นลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าขนาดมหึมาสักแห่ง และแม้มันจะพอคุ้มหัวพวกเธอจากเปรตได้ แต่หากผีร้ายอิสระหรือแม้แต่ทหารผีสิงบุกลงมาหาพวกเธอถึงชั้นนี้ล่ะก็โอกาสรอดคงไม่มากนัก พื้นที่เปิดโล่งจากทุกทิศทุกทางแต่มีเสากั้นบังทางปืนเป็นหย่อมๆ และทางลาดขึ้นลงที่มีถึงสี่แห่งทำให้พวกเธอโดนล้อมได้อย่างง่ายดาย

 

“ข้าว่าอยู่ที่นี่คงบ่ดี” ในที่สุด กล้ายก็สรุปหลังจากผ่านไปกว่าห้านาที “เข้าไปในตัวห้างดีกว่า”

“หา.....” สมิงสาวแห่งป่าแสนคำลากเสียงสูง “ข้างในห้างบ่พังหมดแล้วบ่ สิยิ่งลำบากเอาเด๊ แถมถ้าเปรตเหยียบลงมาอีกรอบห้างจะบ่พังง่ายกว่าลานจอดรถบ่”

“แต่ถ้าอยู่ตรงนี้หมู่เฮาโดนล้อมได้ง่ายๆ อยู่ในตัวห้างยังน่าสิพอมีที่กำบังที่ดีกว่านี้หน่อย” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมให้เหตุผล “อีกอย่าง จากตอนนี้หมู่มันน่าจะส่งผีร้ายอิสระลงมามากกว่าจะหื้อเปรตเหยียบซ้ำแล้ว และถ้าส่งผีร้ายอิสระลงมา เปรตก็เหยียบบ่ได้เหมือนกัน ดังนั้นหลังจากนี้หมู่เฮาคงบ่ต้องกังวลกับเปรตอยู่แล้ว ในห้างน่าจะดีกว่าเยอะ”

“แต่ในห้างมันสิบ่ยิ่งยิงยากกว่านี้อีกบ่ แถมมีของให้ผีร้ายเล่นได้หลายกว่าด้วย” หมิงเถียงกลับ “อย่างถังแก๊สจังซี่ กล้ายอาจสิบ่เป็นหยัง แต่เฮาโดนไปทีก็เป็นเสือร้องไห้เลยเด๊”

“ข้าบ่เลือกที่มั่นที่มีถังแก๊สอยู่ใกล้ๆอยู่แล้ว”

 

หมิงนิ่งไปอึดใจหนึ่ง แต่ในที่สุดเธอก็ยอมตามเพื่อนสาว

 

“โอเค กล้ายว่าจังไสเฮาว่าจังซั่นละกัน”

 

 

ผีสาวคนสวยยังคงยืนอยู่บนดาดฟ้าของอาคารสูงที่สุดกลางใจเมือง สายลมเย็นเฉียบพัดพากลิ่นเอทานอลไหม้โชยมาเข้าจมูก ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงฉานมองลงไปยังตัวเมืองเบื้องล่างซึ่งกลายเป็นแดนมิคสัญญีไปแล้ว กำแพงรถยังคงตั้งตระหง่านอยู่ทางตะวันตกของตัวเมือง และแม้ทางตะวันออกจะมีรอยโหว่ใหญ่มหึมาจากสมิงยักษ์เมื่อครู่ ฝ่ายตานีก็ดูจะไม่กล้าบุกซ้ำอีกแล้ว ยิ่งเมื่อพวกมันดูจะเสียทหารเอกตนสำคัญไปถึงสองตนแล้วด้วย.....

 

“ท่านณา” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากหูฟังของหญิงสาว

“แป้ง” ณารู้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นใครจากน้ำเสียง ผีสาวอีกตนซึ่งดูแลการป้องกันภาคพื้นดิน “มีอะหยัง”

“เปรตบอกมาว่าเสือกับตานีสองตนนั้นยังอยู่” อีกฝ่ายตอบกลับมา “พวกมันหนีเข้าไปในห้างทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง”

“ห้างใด๋” ผีสาวคนสวยถามกลับ แถวนั้นเป็นย่านห้างสรรพสินค้าอยู่แล้วเสียด้วย ห้างใหญ่ๆติดกันเป็นพรืด

“ไม่รู้ ท่านณาก็รู้นี่ว่าเปรตมันตอบอะไรละเอียดไม่ได้”

“บ่เป็นหยัง” ผู้บัญชาการการป้องกรรเชียงม่วนตัดบท “ส่งวิญญาณอิสระลงไปสักสองร้อยตน กระจายกำลังหาหมู่มันหื้อเจอ ถ้าเจอยิงทันที อย่าหยุดจนกว่าจะได้ศพบ่าสมิงนั่นมา”

“รับทราบ”

 

 

หนึ่งตานีสาวผมหางม้าและอีกหนึ่งสมิงสาวผมหางม้านอนราบกับพื้นอยู่หน้าร้านขายเสื้อผ้าร้านหนึ่งที่ปิดไฟมืดสนิท บังเกอร์ชั่วคราวทอดตัวขวางทางเดินอยู่เบื้องหน้า มันประกอบขึ้นจากกระสอบข้าวสารที่ไปแบกกันมาจากแผนกซูเปอร์มาร์เก็ตซึ่งก็อยู่ชั้นใต้ดิน คลุมทับด้วยผ้าคลุมกันฝนสีเขียวขี้ม้าเข้มจากแผนกอุปกรณ์แต่งรถยนต์บนชั้นหนึ่ง

 

กล้ายประทับพานท้ายหนาเตอะของปืนกลเข้าร่องไหล่ ส่วนเด็กสาวหน้าเสือกำลังแทะเนื้อกวางแช่แข็งที่ดอยมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตเช่นกัน มันส่งกลิ่นตุๆออกมาบ้างแล้วด้วยตู้แช่ไม่ได้ไฟฟ้ามาหลายเดือน แต่หมิงยืนยันว่ามันยังเหลือความเย็นอยู่ตอนที่เธอแอบเข้าไปฉกออกมา หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจแต่ขี้คร้านจะห้าม และเธอเองก็รู้ว่าหากเพื่อนสาวหิวคงไม่ดีแน่ เธอจึงเลือกจะเบือนหน้ากลับไปเล็งศูนย์ปืนกลหนักเบื้องหน้าแทน

 

”ศูนย์บัญชาการ” เด็กสาวกระซิบกับวิทยุ “นี่กล้าย รถถังพัง หมู่เฮาติดอยู่ในเชียงม่วน”

อีกฝั่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมา ด้วยเสียงของสาย “ตอนนี้อยู่ตรงได๋ ปลอดภัยก่อ มีที่กำบังก่อ”

“หมู่เฮาหลบเข้ามาในชั้นใต้ดินของห้างเจ้า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบ “ตอนนี้ถือว่าปลอดภัยจากเปรต แต่หมู่มันน่าจะฮู้ว่าหมู่เฮาอยู่ตรงได๋อย่างน้อยก็คร่าวๆ เดี๋ยวหมู่มันคงต้องส่งผีร้ายมาตามหาแน่ๆ”

“มีอาวุธอะหยังติดตัวบ้าง”

“มีปืนกลหนึ่ง ปืนเล็กสอง กระสุนอีกราวๆสามร้อยนัดเจ้า แล้วก็ระเบิดทำลายพลังงานวิญญาณอีกสี่ลูก” เด็กสาวผมหางม้าลากนิ้วไปตามหน้าจอของอุปกรณ์เก็บอาวุธขณะตอบ “แต่บ่พอแน่เจ้า”

“เอาอุปกรณ์ป้องกันระเบิดพลังงานวิญญาณมาด้วยก่อ”

“เอามาเจ้า”

“บ่เสียหายเน่อ”

“บ่น่าเจ้า”

“หลบอยู่ตรงนั้นก่อน ป้องกันตัวเท่าที่ยะได้ เดี๋ยวจะทิ้งระเบิดพลังงานวิญญาณหื้อเร็วที่สุด”

 

“หา จะทิ้งจะไดเจ้า”

กล้ายถามกลับเสียงสูง กระสือยังเต็มฟ้าขนาดนั้นเครื่องบินไม่มีทางเข้ามาได้ ตอนแรกที่สายบอกว่าจะเอาเครื่องบินมาทิ้งระเบิดเธอก็นึกว่าจะใช้วิธีอะไรสักอย่างกวาดกระสือกระหังให้หมดก่อนเสียอีก จะบอกว่าจะใช้ปืนใหญ่หรือจรวดนำวิถียิงเข้ามา พวกเธอก็ไม่มีปืนใหญ่หรือจรวดที่ใหญ่และแรงพอจะแบกระเบิดหนักเป็นตันแถมลูกใหญ่แบบนั้นด้วย

 

“ทิ้งได้ละกัน” สายตอบเสียงเรียบ “ทิ้งเมื่อได๋หน่วยช่วยเหลือจะเข้าไปทันที แข็งไว้ก่อนละกัน”

 

เด็กสาวผมหางม้าอ้าปากจะถามกลับ แต่เธอก็ต้องกลืนคำพูดกลับลงไปในคอเมื่อเห็นเงาตะคุ่มโผล่ออกมาที่ปลายทางเดินอีกฟากหนึ่งของตึกห่างจากเธอไปหลายสิบเมตร ไม่ใช่เพียงเงาเดียว แต่เกือบสิบ เท้าของพวกมันไม่ติดพื้น.....

 

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมรีบกดปิดวิทยุก่อนจะหันไปส่งสายตาให้เพื่อนสาวหยุดแทะ แต่หมิงประทับไรเฟิลจู่โจมเข้าร่องไหล่เรียบร้อยแล้ว เธอรู้หน้าที่ตัวเองดี แต่ดูจากกระดูกท่อนใหญ่ที่ถูกแทะจนเกลี้ยงแล้วก็อาจจะเป็นเพราะไม่มีอะไรให้แทะแล้วก็เป็นได้

 

“อย่าเพิ่งยิงเน่อหมิง” ตานีสาวกระซิบ “ถ้าหมู่มันบ่ฮู้ว่าหมู่เฮาอยู่ที่ได๋ก็ปล่อยหื้อบ่ฮู้ต่อไป”

“อื้ม”

 

สิบร่างที่ปลายทางเดินลอยวนไปเวียนมาอยู่แถวนั้น ก่อนจะค่อยๆลอยตามทางเดินผ่านร้านค้าที่ตั้งที่เรียงรายเข้ามาทางพวกเธออย่างช้าๆ หลายตนเข้าไปสำรวจในทุกร้าน กล้ายเม้มปาก มือที่กำด้ามปืนเริ่มชื้นเหงื่อมากขึ้นทุกทีขณะฝ่ายตรงข้ามใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แม้อากาศจะไม่ได้หนาวน้อยไปกว่าข้างนอกมากนัก นิ้วชี้กดนิ่งอยู่ที่ไกพร้อมจะเหนี่ยวได้ทุกเมื่อหากเหล่าผีร้ายเข้ามาใกล้เกินไป แต่เด็กสาวก็รู้ว่าหากยิงไปเพียงสักนัด ฝ่ายตรงข้ามก็คงกลุ้มรุมกันเข้ามาหาเธอทันทีเหมือนไฮยีน่าเห็นเหยื่อ ขอร้องเถอะ อย่าเข้ามาใกล้มากนักเลย.....

 

ดูเหมือนคำอธิษฐานของเธอจะเป็นผล เหล่าผีร้ายลอยเลี้ยวขึ้นบันไดเลื่อนที่หยุดนิ่งสนิทจากไปหลังจากสำรวจร้านเสื้อผ้าที่ใหญ่ที่สุดในชั้นนี้เสร็จ ท่ามกลางความประหลาดใจแกมโล่งใจของเด็กสาวทั้งสอง กล้ายถอนหายใจเบาๆ เธอรู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นแรงจนแทบจะโยนตัวออกมานอกอก พวกเธอรอดแล้ว อย่างน้อยก็ในตอนนี้.....

 

แต่ยังไม่ทันถอนหายใจเต็มเฮือก ร่างพวกนั้นก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง

 

คราวนี้ในระยะประชิด

 

“อยู่นี่เอง.....”

ผีตนที่อยู่ใกล้สองสหายต่างเผ่าพันธุ์ที่สุดแสยะยิ้มกว้างเห็นฟันแหลม ด้วยสัญชาตญาณ ทั้งกล้ายทั้งหมิงเหนี่ยวไกใส่พวกมันไม่ยั้ง ผีร้ายนับสิบแตกสลายหายวับไปในพริบตาอย่างง่ายดาย แต่สิ่งที่ตามมาคงไม่ง่ายแบบนั้น เสียงปืนดังลั่นแบบนี้แม้แต่เปรตข้างนอกยังอาจจะรู้เลยว่าพวกเธออยู่ที่ไหน.....

 

“กล้าย ไสบอกว่าพวกมันเคลื่อนที่ในพริบตาบ่ได้ !?” สมิงสาวร้องถามเสียงสูง ตอนนี้จะกระซิบหรือเสียงดังก็คงไม่ต่างกันแล้ว

“ข้าก็บ่ฮู้ !

 

ไม่มีเวลาให้หาคำตอบ อีกฝูงหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่ระยะเดิม นั่นคือประชิดตัวจนแทบจะดมกลิ่นปากกันได้ กล้ายเหนี่ยวไกปืนกลอย่างไร้ปรานี ปลอกกระสุนทองแดงดีดกระเด็นไปทั่วบังเกอร์ชั่วคราวเมื่อกระสุนหัวทำลายวิญญาณกราดยิงด้วยความเร็วนับพันนัดต่อนาที มันกวาดฝูงที่อยู่ใกล้ที่สุดหายไปอย่างง่ายดายเช่นเดียวกับฝูงแรก แต่มันก็เผยให้เห็นอีกนับร้อยๆตนเบื้องหลัง และทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกมันกำลังยกหวังจะเหวี่ยงใส่สองสหายร่วมรบ ทั้งราวแขวนเสื้อ ชิ้นส่วนบันไดเลื่อน เกวียนขายของกระจุกกระจิก และถังแก๊สที่สมิงสาวกลัว.....

 

“กล้าย....!

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมลงมือตั้งแต่ก่อนเพื่อนสาวจะเรียกแล้ว เธอกระชากระเบิดมือที่เข็มขัดขว้างออกไปเต็มเหนี่ยว มันปะทุตูมที่หน้าถังแก๊สซึ่งกำลังลอยเข้ามาหาพอดิบพอดี เสียงแก๊สรั่วหวีดแหลมก่อนที่มันจะระเบิดเปรี้ยงเป็นลูกไฟดวงใหญ่ที่จุดชั้นใต้ดินให้สว่างไสวยิ่งกว่าเมื่อครั้งมันยังมีไฟฟ้าอยู่ เด็กสาวทั้งสองต้องรีบก้มหัวกดตัวลงติดพื้นหลังกระสอบข้าวสารเมื่อทั้งแรงอัดอากาศและความร้อนที่สูงพอจะย่างเนื้อในท้องสมิงสาวให้สุกมีเดียมแรร์ได้พอดีลอยผ่านหัวไปเบื้องหลัง บางส่วนยังอุตส่าห์ม้วนตามกระแสอากาศลงมาลวกสมิงสาวจนเกือบสะดุ้งลุกขึ้นจากแนวบังเกอร์ ดีที่กล้ายกดเธอเอาไว้ทัน

 

แต่ทั้งความร้อนและแรงอัดอากาศไม่มีผลใดๆกับเหล่าผีร้ายที่สามารถกลายร่างเป็นพลังงานได้ในพริบตา พวกมันแสยะยิ้มราวจะเยาะเย้ยก่อนจะยกสินค้าล็อตใหม่ที่เพิ่งถูกลำเลียงลงมาจากชั้นบนหมายจะขว้างอีกรอบ แต่พวกมันก็ต้องยิ้มค้างเมื่อระเบิดอีกลูกหนึ่งลอยมา และหน้าตาของมันดูไม่เหมือนลูกแรก.....

 

พริบตาต่อมา พลังงานวิญญาณเข้มข้นก็ระเบิดตูม ฉีกแกนวิญญาณของวิญญาณจากโลกหลังความตายให้ขาดกระจุยออกเป็นชิ้นๆ มันกวาดชั้นใต้ดินจนไม่เหลือวิญญาณสักตนได้อีกครั้ง แต่กล้ายรู้ว่ามันไม่จบง่ายแบบนี้ ยังเหลือวิญญาณอีกนับพันนับหมื่นหรืออาจจะถึงแสน และพวกมันกำลังจะลงมาหาพวกเธอในอีกไม่ช้า

 

ผู้ได๋ก็ได้ ช่วยทิ้งระเบิดเร็วๆหน่อยเถอะ !’

 

 

เครื่องบินทิ้งระเบิดสีดำทะมึนลำยักษ์บินวนอยู่ทางตะวันออกของเชียงม่วนมานานแล้ว

 

มันไม่ใช่ลำเดียวกับที่ไปบินล่อเป้ากระสือกระหังเมื่อก่อนหน้านี้

 

และมันบรรทุกระเบิดทำลายพลังงานวิญญาณแรงสูงอยู่จริงๆ ไม่ใช่ลำเปล่าๆที่ทำทีเหมือนจะเข้าไปทิ้งระเบิดเพื่อสร้างความสับสนเหมือนลำนั้น.....

 

บัดนี้ มันเอียงตัวเลี้ยวซ้าย บ่ายหน้าเข้าหาเป้าหมายที่มองเห็นเป็นสีเหลืองส้มตัดกับม่านควันที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าอยู่ลิบๆเบื้องหน้า เครื่องบินรบอีกสี่ลำผู้รับหน้าที่คุ้มกันเครื่องทิ้งระเบิดเลี้ยวตามไปติดๆ ทั้งห้าลำได้รับคำสั่งให้รอจนกว่ากระสือกระหังจะหมดท้องฟ้า แต่ตอนนี้คงรอให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้แล้ว

 

“เตรียมทิ้งระเบิดแบบขว้าง**” ผีลุงวัยกลางคนหน้าตาคมเข้มซึ่งรั้งตำแหน่งผู้บัญชาการการทิ้งระเบิดเอ่ยกับนักบิน “จำได้ใช่มั้ยว่าต้องทำยังไง”

“ครับ”

 

ชายวัยกลางคนละสายตาจากนักบินลงมามองหน้าจอเบื้องหน้า เชียงม่วนอยู่ห่างออกไปอีกเพียงไม่ถึงสิบนาที ถึงตอนนั้น สองสหายผู้น่ารักที่กำลังติดอยู่ในเมืองก็จะปลอดภัยแล้ว....

 

“แสกหนึ่งระวัง !

ไม่ทันขาดคำจากวิทยุ อะไรบางอย่างก็พุ่งทะลุกระจกห้องนักบินเข้ามาก่อนจะระเบิดตูมเป็นลูกไฟดวงใหญ่ ความร้อนเผาผลาญเครื่องมือและหน้าจอต่างๆในห้องนักบินจนไหม้เกรียมในพริบตา พลประจำห้องนักบินบางตนเปลี่ยนร่างเป็นพลังงานหรือเคลื่อนที่ในพริบตาออกไปได้ทัน แต่นักบินทั้งสองและผู้บัญชาการหน้าเข้มไม่โชคดีแบบนั้น พวกเขาแตกสลายหายไปในพริบตา

 

“ฉุกเฉิน ฉุกเฉิน ฉุกเฉิน แสกหนึ่งโดนกระหังโจมตี นักบินกับผู้บัญชาการตายหมด !

เสียงที่แผดก้องจากหูฟังทำเอาไขสันหลังของสาย และอีกหลายๆตนที่ฟังการติดต่อวิทยุอยู่เย็นวาบ

 

“สภาพเครื่องบินเป็นยังไงบ้าง !?” เสียงผีในฝ่ายบัญชาการทางอากาศถามกลับไป

“ห้องนักบินเสียหาย น่าจะยังมีระบบที่ใช้งานได้เพราะเครื่องยังบินนิ่งอยู่ แต่ระบบทิ้งระเบิดแบบขว้างน่าจะใช้ไม่ได้แล้ว !

 

คำตอบจากอีกด้านหนึ่งของการติดต่อยิ่งทำให้ความเย็นวาบจากไขสันหลังแผ่กระจายไปทั่วร่างของอดีตพันเอกสาว การทิ้งระเบิดแบบขว้างนั้นต้องใช้ทั้งการคำนวณที่ซับซ้อนและการควบคุมเครื่องบินที่ยากพอๆกัน แม้แต่ตอนที่มีคอมพิวเตอร์ช่วยก็ไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกคน แต่ตอนนี้คอมพิวเตอร์ดูจะสลายกลายเป็นฝุ่นไปเสียแล้ว

 

ยิ่งกว่านั้น ด้วยปฏิบัติการครั้งนี้เป็นความลับสุดยอด จึงมีเพียงไม่กี่ตนที่รู้ว่าจะทิ้งระเบิดแบบนี้ และยิ่งน้อยไปกว่านั้นอีกที่ได้ฝึกทิ้งระเบิด ถ้าเธอจำไม่ผิดก็มีเพียงสี่ตนเท่านั้น ซึ่งสามในสี่ตนนั้นก็โบกมือลาไปสู่สุคติภพเป็นที่เรียบร้อย ไม่ใช่ไปโลกหลังความตาย แต่แตกสลายเป็นเสี่ยงๆไปกับสายลม....

 

เหลืออีกเพียงตนเดียวเท่านั้น และตนนั้นไม่ได้อยู่บนเครื่องบินทิ้งระเบิดลำนั้น.....

 

“ท่านกล้วย” สายติดต่อลูกศิษย์สาวผ่านทางคลื่นความถี่ลับ “ได้ยินแล้วแม่นก่อ”

“ได้ยินแล้วเจ้า” ราชินีตานีตอบกลับมาด้วยเสียงเครียดไม่แพ้อดีตอาจารย์ของเธอ “ข้าเจ้ากำลังบินไปหาแสกหนึ่ง จะยะหื้อดีที่สุดเจ้า”

“ฝากด้วยเน่อ”

 

เด็กสาวหน้าจืดบิดปรับตั้งปุ่มต่างๆในห้องนักบินมือเป็นระวิงขณะในหัวทบทวนสิ่งที่ต้องทำอย่างรวดเร็ว เธอต้องเคลื่อนที่ในพริบตาจากเครื่องบินรบลำนี้ไปยังเครื่องบินทิ้งระเบิด ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอมากนักด้วยเธอเคยทำมาแล้วที่ดอยสูงเมื่อหลายเดือนก่อน สิ่งที่ยากจริงๆคือการทิ้งระเบิด เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเครื่องบินที่โดนระเบิดไปเต็มๆแบบนั้นจะบังคับได้แค่ไหน อย่าว่าแต่จะทิ้งระเบิดเลย จะเอามันกลับไปลงจอดอย่างปลอดภัยได้หรือเปล่าเธอก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ

 

เพียงไม่ถึงนาที แสงไฟเรืองๆจากนกเหล็กยักษ์ที่บาดเจ็บก็ปรากฏให้เห็นเบื้องหน้า ตานีสาวเอียงตัวเลี้ยวพลางลดความเร็วให้พอๆกับมันเพื่อให้เคลื่อนที่ในพริบตาได้ง่ายขึ้น และเมื่อแน่ใจ เด็กสาวก็หลับตาลง ก่อนจะเปลี่ยนร่างเป็นพลังงาน....

 

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอก็ยืนอยู่ในห้องโดยสารของเครื่องบินลำเป้าหมายแล้ว ประตูที่เชื่อมระหว่างห้องโดยสารและห้องนักบินเปิดกว้าง เผยให้เห็นห้องนักบินที่เละเทะจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม แผงหน้าจอที่แตกยับเยิน บางส่วนมีรอยไหม้ บางส่วนไหม้เกรียม และบางส่วนก็ยังคงไหม้ไฟสว่างเรืองๆอยู่ แม้จะมีร่องรอยของเกล็ดสีขาวอันบ่งบอกว่ามีคนเอาถังดับเพลิงมาฉีดแล้วก็ตาม และแม้ลมเย็นเฉียบจนแทบเป็นน้ำแข็งจะพัดโกรกเข้ามาทางกระจกหน้าต่างที่หายไปทั้งสี่บาน เธอก็ยังได้กลิ่นน้ำมันเชื้อเพลิงฉุนจมูก

 

ผีตนหนึ่งนั่งอยู่บนที่นั่งนักบินซึ่งไหม้เกรียมจนเป็นสีดำสนิท แต่เขาไม่ได้ขับเครื่องบิน และดูจากใบหน้าที่ทั้งงุนงงและตื่นตระหนกแล้ว ต่อให้ต้องขับเขาก็คงขับไม่เป็นอยู่ดี กล้วยพยักหน้าให้เขาก่อนจะนั่งลงบนที่นั่งนักบินผู้ช่วย มือคว้าคันบังคับก่อนจะลองดึงมัน เด็กสาวหน้าจืดใจชื้นขึ้นบ้างเมื่อรู้สึกว่าเครื่องบินยังตอบสนองต่อคำสั่งของเธอ อย่างน้อยก็ยังพอมีหวัง....

 

รอก่อนเน่อกล้าย กำลังจะไปช่วยแล้ว !’

 

 

กล้าย !’

อะหยังอีกล่ะหมิง !?’

เฮาสงสัย เป็นหยังผีร้ายถึงได้ขว้างเอาๆจังซี่ ยะหยังถึงบ่หลอกพวกเฮา

อยากหื้อเปิ้นหลอกก็ถอดแว่นซิ่ !’

 

กล้ายขบกรามกรอดอย่างรำคาญแกมหงุดหงิดเพื่อนสาว ถามอะไรไม่รู้จักกาละเทศะ แต่เธอก็พอเข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงถามแบบนั้น ผีร้ายเอาแต่ขว้างข้าวของทุกอย่างที่พวกมันพอจะหามาได้เข้าใส่พวกเธอ ไม่ว่าจะเป็นอาหารสดซึ่งเรียกว่าอาหารเน่าจะถูกกว่า ผ้าอ้อมสำเร็จรูป แชมพู หม่าม้า ไม้กอล์ฟ จักรยาน โทรทัศน์ เตียง และแม้แต่แอร์ทั้งเครื่องก็ถูกโยนมาเป็นเป้าของกระสุนปืนกลอย่างน่าเสียดาย แทนที่จะหลอกหลอนพวกเธอให้สมกับที่เกิดเป็นผีร้าย

 

แต่ตานีสาวก็รู้คำตอบอยู่แล้ว เช่นเดียวกับกล้องของรถถังหรือกระจกเครื่องบินทุกรุ่นของตานีแว่นที่พวกเธอใส่อยู่ลบผลของการสร้างภาพหลอนของผีร้ายจนหมด ยิ่งกว่านั้น แว่นนี้ยังทำให้พวกเธอเห็นแกนวิญญาณของแต่ละตนได้อย่างชัดเจน ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากท่ามกลางความมิดและฝุ่นผงเศษวัสดุที่ปลิวว่อนแบบนี้

 

อย่างไรก็ตาม หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็รู้ว่าพวกเธอคงทนต่อไปได้ไม่นานนัก เธอเอากระสุนปืนกลมาจนเต็มความจุอุปกรณ์เก็บอาวุธ ซึ่งนั่นเท่ากับสามพันกว่านัดก็จริง แต่ตอนนี้มันเหลือเพียงหลักร้อยนัด ส่วนผีร้ายนั้นดูจะมากันเรื่อยๆไม่มีวันหมด และของที่พวกมันจะขว้างได้ในห้างสรรพสินค้านี้ก็คงไม่หมดง่ายๆเช่นกัน ถ้าระเบิดทำลายพลังงานวิญญาณยังไม่มาในเร็วๆนี้ ต่อให้หลอกหลอนไม่ได้พวกเธอก็คงเสร็จมันอยู่ดี

 

กล้าย นี่กล้วยเน่อ กำลังจะไปทิ้งระเบิดแล้ว !’

กล้วย !’ สองสหายร่วมรบตอบโทรจิตอย่างลิงโลด ไม่มีอะไรให้ความหวังพวกเธอได้มากเท่านี้อีกแล้ว

อีกบ่ถึงห้านาที แข็งใจไว้เน่อ !’

อื้ม !’

 

แต่เด็กสาวทั้งสองก็ตระหนักในทันทีว่าการแบ่งสมาธิไปตอบโทรจิตเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ ตอบประโยคสุดท้ายขาดคำไปเพียงนิดเดียว ขาโต๊ะตัวหนึ่งก็ลอยมากระแทกเข้าหน้าสัตว์ภูตสาวแห่งป่าแสนคำจนเธอหงายเงิบกลิ้งหลุนๆไปด้านหลัง กล้ายลากเพื่อนสาวกลับเข้ามาประจำที่ได้ทันท่วงทีก่อนที่จะมีอะไรลอยมาทับเธอซ้ำ แต่ตานีสาวผมหางม้าก็ขนลุกเมื่อเห็นว่าแว่นตาป้องกันผีหลอกสุดไฮเทคของเพื่อนสาวหลุดหายไป.....

 

ยังไม่ทันได้ทำอะไรต่อ สมิงสาวก็หวีดร้องสุดเสียง หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมจ้องมองอย่างสยองขวัญเมื่อร่างของเพื่อนสาวถูกแทนที่ด้วยเสือหิมะเชียงหลวงตัวยักษ์ ผู้ซึ่งหันมามองเธอด้วยแววตาหวาดผวา แต่เสี้ยววินาทีต่อมา มันก็เปลี่ยนเป็นแววดุร้ายของสัตว์ป่า

 

แล้วสัตว์ภูตสาวก็ตรงเข้าขย้ำเธอ

 

“หมิง.....!

กล้ายร้องสุดเสียง ก่อนที่มันจะเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องแห่งความเจ็บปวดเมื่อเขี้ยวยาวงับกร้วมเข้าที่ไหล่ เสียงกระดูกลั่นกร๊อบดังก้องทั่วทางเดิน กล้ายพยายามใช้มือข้างที่ไม่ได้ถูกกัดเหวี่ยงพานท้ายปืนทุบจมูกของเพื่อนสาวซึ่งบัดนี้กลายเป็นศัตรู แต่หมิงไม่ยอมให้เธอทำเช่นนั้นได้ เสือหิมะเชียงหลวงเหวี่ยงร่างตานีสาวไปมาราวกับเป็นตุ๊กตาผ้า และทุกครั้งที่เหวี่ยงหมายถึงกระดูก เนื้อและเลือดที่เสียหาย ซึ่งทุกอย่างมีพลังงานวิญญาณของเธออาบอยู่....

 

กล้ายข่มความเจ็บปวดรวบรวมกำลังเหวี่ยงพานท้ายปืนทุบหัวเพื่อนสาวอีกครั้ง คราวนี้ได้ผล สัตว์ภูตสาวยอมปล่อยเธอหลุดจากปาก หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมกลิ้งสองสามตลบไปหยุดอยู่ห่างจากฝ่ายตรงข้ามเกือบสามเมตร

 

ด้วยสัญชาตญาณ ตานีสาวยกไรเฟิลจู่โจมประจำกายขึ้นประทับบ่าเล็งตรงไปยังกลางแสกหน้าของเป้าหมาย แต่เธอก็ยั้งตัวเองเอาไว้ได้ทัน กระสุนที่เธอบรรจุอยู่ตอนนี้เป็นกระสุนทำลายสสาร หรือก็คือกระสุนปืนธรรมดา ต่อให้ไม่ยิงเข้าแสกหน้า สมิงสาวก็มีโอกาสบาดเจ็บหนักหรือถึงตายได้แน่นอน เธอต้องเปลี่ยนกระสุนเป็นหัวทำลายวิญญาณเพื่อให้หมิงหมดสติ แต่อีกฝ่ายจะยอมอยู่นิ่งๆ พอจะให้เธอดึงซองกระสุนออก ดึงคันรั้งดีดกระสุนนัดสุดท้ายที่เหลือในรังเพลิงออก เสียบซองกระสุนใหม่ แล้วดึงคันรั้งอีกครั้งหรือเปล่า.....

 

คำตอบคือไม่ มือยังไม่ทันจะจับซองกระสุนได้ หมิงก็บุกเข้ามาอีกรอบ คราวนี้คมเขี้ยวหมายลำคอที่มีตะเบงมานลายพรางพันอยู่รอบ กล้ายกลิ้งหลบทัน แต่โชคร้ายที่เธอดันกลิ้งผิดข้างไปทับไหล่ด้านที่โดนกัด หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมชะงักนิ่งอยู่กับที่ด้วยความเจ็บปวด เปิดโอกาสให้สมิงสาวหันตามมาได้ และก่อนที่กล้ายจะขยับได้อีกครั้ง คมเขี้ยวก็ฝังลงที่ท้องของเธอเสียแล้ว

 

ตานีสาวกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด แต่นั่นดูจะยิ่งทำให้สัตว์ภูตสาวคลั่งมากขึ้น เธอกระชากเขี้ยวฉีกเนื้อหน้าท้องของอดีตเพื่อนสาวออกมาก้อนใหญ่ เลือดสีแดงฉานกระจายเปรอะขนบนใบหน้าจนเปียกชุ่ม หมิงกัดซ้ำอีกครั้ง คราวนี้เล็งอกอันเป็นที่อยู่ของแกนวิญญาณเพื่อนสาว แต่คราวนี้คู่ต่อสู้ของเธอไม่ยอมให้เธอทำเช่นนั้นแล้ว กล้ายบอกขอโทษเพื่อนสาวอยู่ในใจขณะยกปืนขึ้นเล็ง ก่อนจะเหนี่ยวไกยิง

 

กระสุนพุ่งเข้าใส่ต้นขาหลังของเสือสาวอย่างแม่นยำ หมิงผงะร้องเสียงหลงก่อนจะซวนเซล้ม กล้ายได้โอกาสก็เปลี่ยนซองกระสุน ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวเหลือบมองเพื่อนสาว แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นฝ่ายตรงข้ามพยายามคืบคลานเข้ามาหาเธอ ริมฝีปากสีดำยังคงแสยะแยกเขี้ยวราวกับเธอเป็นกวางน้อยที่พลาดไปเตะพ่อสมิงสาวจนตายเข้า แม้จะเชื่องช้า แต่อาการบาดเจ็บของเธอก็ทำให้การเปลี่ยนซองกระสุนเป็นไปอย่างเชื่องช้าพอๆกัน เธอจะเปลี่ยนมันเสร็จก่อนที่อีกฝ่ายจะเข้าถึงตัวเธอหรือเปล่า....

 

อีกเพียงไม่ถึงช่วงยืดคอก่อนที่หมิงจะเข้าถึงตัว ไรเฟิลจู่โจมของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็พร้อมยิง เด็กสาวเล็งระหว่างหัวคิ้วของเพื่อนสาวอย่างบรรจงก่อนจะเหนี่ยวไก หัวกระสุนทำลายพลังงานวิญญาณสีเขียวพุ่งเข้าเจาะเป้าหมายอย่างแม่นยำ หมิงผงะเล็กน้อยก่อนจะฟุบลงกับพื้นแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น

 

กล้ายถอนหายใจเฮือก มือทิ้งปืนอย่างลืมตัวก่อนจะล้วงหายาสมานแผลในกระเป๋า แต่หัวใจของเธอก็ต้องร่วงวูบเมื่อพบว่าทุกอย่างในกระเป๋าที่เอวของเธอเปียกไปหมดทั้งที่กระเป๋ากันน้ำ ยาสมานแผลคงแตกตอนที่หมิงกัดเธอ

 

แต่ที่แย่กว่านั้น อุปกรณ์ป้องกันระเบิดทำลายพลังงานวิญญาณที่อยู่ในกระเป๋าเดียวกันก็แตกด้วย

 

เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เสียงของกล้วยดังขึ้นในโทรจิต

 

กล้าย ทิ้งระเบิดไปแล้วเน่อ ทนหน่อยอีกสักสามนาที !’

 

ความคิดสองฝ่ายเปิดฉากยิงจรวดนำวิถีใส่กันในหัวของตานีสาวผมหางม้าทันที ถ้าทิ้งระเบิดตอนนี้เธอไม่รอดแน่ ถ้ารีบบอกตอนนี้กล้วยยังอาจจะหยุดทิ้งระเบิดทัน แต่นั่นก็แปลว่าหมิงกับเธอไม่รอดอยู่ในนี้แน่นอนเหมือนกัน

 

อย่างน้อยให้หมิงรอดไปสักตนก็คงดีกว่า.....

 

แต่แล้วไอเดียหนึ่งก็ปิ๊งขึ้นมาในหัวตานีสาว อุปกรณ์ของหมิงยังไม่น่าจะเสียหาย และแม้เธอจะอยู่ในร่างเสือ ผลของอุปกรณ์นั้นก็น่าจะยังอยู่กับตัวเธอ ถ้าเธอหาวิธีใช้อุปกรณ์นั่นร่วมกับหมิงได้ก็น่าจะรอด

 

อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ป้องกันระเบิดนี้ไม่เหมือนอุปกรณ์ที่ใช้ป้องกันระเบิดขนาดเล็กซึ่งมีรัศมีในหน่วยสี่ห้าเมตร หากเป็นสองเมตร ทางเดียวที่เธอจะทำได้คือต้องกอดหมิงเอาไว้ให้แน่นที่สุดและภาวนาให้เธออยู่ในรัศมีของอุปกรณ์ ซึ่งเธอก็ไม่ได้รังเกียจอะไร แต่สภาพแบบนี้เธอจะตะเกียกตะกายไปกอดเพื่อนสาวได้ก่อนที่ระเบิดทำลายพลังงานวิญญาณจะอัดเธอแหลกได้หรือ....

 

ตานีสาวกัดฟันข่มความเจ็บปวดพยายามแถกไถตัวไปหาร่างเสือหิมะที่ยังคงนอนสลบไสลไม่ได้สติ แต่อาการบาดเจ็บก็ไม่ใช่อุปสรรคเพียงอย่างเดียวของเธอ เหล่าผีร้ายที่เมื่อครู่ยังนั่งบนภูดูเสือกัดตานีเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งแล้ว กล้ายเหนี่ยวไกยิงไรเฟิลจู่โจมของเธอสะเปะสะปะสกัดกั้นไม่ให้เหล่าผีร้ายเคลื่อนที่ในพริบตาเข้ามาประชิดตัวเธอได้ แต่ดูเหมือนฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ได้คิดจะทำแบบนั้น หากหันไปพึ่งสินค้าทั้งลดราคาและราคาปกติของห้างเหมือนเดิม โชคดีที่หมิงสลบอยู่ใกล้กับแนวกระสอบข้าวสารจึงพอจะมีที่กำบังบ้าง แต่กล้ายก็ยังไม่วายโดนเก้าอี้ตัวหนึ่งฟาดเปรี้ยงเข้าใส่หัวจนเธอกลิ้งไปสองสามตลบ แม้จะทั้งเจ็บทั้งมึนจนแทบสลบเหมือด แต่ตานีสาวก็ยังคงตะเกียกตะกายไปเรื่อยๆ ขอให้ไปกอดเพื่อนสาวได้ก่อนที่ระเบิดจะลงมาเถอะ.....

 

ในที่สุด เธอก็เข้าถึงตัวเสือลายพาดกลอนจนได้ กล้ายซุกตัวลงกับอกเพื่อนสาว พยายามบีบตัวให้แนบขนฟูให้มากที่สุด และภาวนา.....

 

เวลาที่เหมือนผ่านไปเร็วตอนที่เธอตะเกียกตะกาย ยามนี้กลับเหมือนมันช้าเสียเหลือเกิน เครื่องเรือนผ่านหัวเธอไปชิ้นแล้วชิ้นเล่า หลายชิ้นกระแทกร่างของทั้งเธอและหมิง แต่หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็ยังเกาะติดเพื่อนสาวแน่นเหมือนลูกหมีในอ้อมกอดแม่ เมื่อไหร่ระเบิดจะมาสักที....

 

แล้วดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวก็ต้องเบิกกว้างเมื่อเห็นม้านั่งหินอ่อนตัวยาวลอยกลับหัวอยู่สูงขึ้นไปจากร่างของพวกเธอ ผีร้ายคงรู้ตำแหน่งของพวกเธอเข้าเสียแล้ว ถ้ามันถูกทิ้งลงมา ร่างของพวกเธอต้องถูกบดขยี้จนแหลกอย่างไม่ต้องสงสัย และตอนนี้เธอก็ไม่มีอะไรที่จะใช้สกัดกั้นมันได้อีกแล้ว กล้ายหลับตาลง ยอมรับชะตากรรมที่คงจะมาถึงในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า.....

 

แสงสีน้ำเงินสว่างวาบผ่านเปลือกตาที่ปิดสนิท ตามมาด้วยเสียงโครมใหญ่ใกล้ตัว ก่อนจะปิดท้ายด้วยแสงสีขาวที่สว่างจนแสบตาทั้งที่หลับตาอยู่ เสียงกรีดร้องแหลมสูงชวนสยดสยองดังก้องทั่วทางเดิน ก่อนที่มันจะค่อยๆไกลออกไปเรื่อยๆ แล้วจางหายไปในที่สุด

 

ตานีสาวผมหางม้ารอจนแสงสีน้ำเงินจางหายไปและความมืดมิดกลับมาปกคลุมอีกครั้งจึงลืมตาขึ้น อย่างที่เธอคาดไว้ ผีร้ายหายไปหมดแล้ว ทิ้งเอาไว้เพียงเศษซากสินค้านานาชนิดที่กองระเกะระกะระเนนระนาดอยู่เต็มทางเดิน

 

“กล้าย หมิง ปลอดภัยก่อ” เสียงของสายจากวิทยุดังขึ้นแทบจะพร้อมๆกับโทรจิตของกล้วย

“ปลอดภัยเจ้า” กล้ายตอบด้วยเสียงอ่อนระโหยโรยแรง แต่แฝงเอาไว้ด้วยแววดีใจ ปลอดภัยดี

บาดเจ็บก่อราชินีตานีถามต่ออย่างเป็นห่วง

ก็หนักอยู่.... แต่ยังบ่สิ้นอายุก็โอเค

จะเข้าไปช่วยหื้อเร็วที่สุดเน่อ ยังเหลือเปรตอยู่อีกเยอะ แต่ว่าพอบ่มีผู้ได๋คุมก็คงบ่มีปัญหาอะหยังมาก แข็งใจไว้เน่อ”

“ได้เจ้า ขอบคุณนักๆเจ้า”

 

กล้ายทิ้งตัวลงหนุนพุงที่กระเพื่อมเป็นจังหวะช้าๆของเพื่อนสาว ถอนหายใจเฮือกใหญ่

 

ถึงจะไม่ถือว่าประสบความสำเร็จ แต่อย่างน้อยก็จบลงด้วยดีแหละนะ....

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*โมเมนตัม – ปริมาณที่เท่ากับ มวล x ความเร็ว มีประโยชน์ในการคำนวณหรือการนึกภาพการชนกระแทก เช่น ทำไมรถบรรทุกชนแล้วเกิดความเสียหายมากกว่ารถมอเตอร์ไซค์ชนที่ความเร็วเท่าๆกัน เพราะรถบรรทุกมีโมเมนตัมมากกว่า ถ้าอยากให้ความเสียหายออกมาพอๆกัน (อาจจะไม่เหมือนกัน) รถมอเตอร์ไซค์จะต้องเร่งความเร็วให้สูงขึ้นเพื่อทดแทนมวล (น้ำหนัก) ที่น้อยกว่า จนกระทั่งมีโมเมนตัมเท่ากับรถบรรทุก

 

ของที่มีมวลมาก (น้ำหนักมาก) ความเร็วต่ำๆก็สามารถมีโมเมนตัมสูงได้ ในทางกลับกัน ของที่มีความเร็วสูงมากๆ ไม่ต้องมีมวลมากนักก็สามารถมีโมเมนตัมที่สูงได้ และถ้าเกิดชนหรือกระแทกก็สร้างความเสียหายอย่างมากได้เหมือนกัน ในตอนนี้ ถึงรถจะหนักแค่พันกิโลกรัมซึ่งปกติถ้าวิ่งชนเฉยๆจะแทบทำอะไรเกราะรถถังไม่ได้ แต่โดนเหวี่ยงลงมาจากฟ้าด้วยความเร็วสูงก็ทำให้มันมีโมเมนตัมมากพอจะพังรถถังได้ในครั้งเดียว

 

**ทิ้งระเบิดแบบขว้าง (Toss Bombing) – วิธีการทิ้งระเบิดที่จะใช้เมื่อไม่สามารถ (หรือไม่ต้องการ) บินไปทิ้งเหนือพื้นที่ที่ต้องการทิ้งได้ เช่นฝ่ายตรงข้ามป้องกันพื้นที่เป้าหมายแน่นหนามากจนอันตรายเกินไป หรือระเบิดนั้นรุนแรงมากจนถ้าบินไปทิ้งตามปกติจะหนีออกมาไม่ทัน

 

หลักการเบื้องต้นคือเร่งความเร็วเครื่องบินแล้วเงยหัวขึ้นจึงค่อยปล่อยระเบิด ทำให้ระเบิดลอยสูงกว่าระดับบินปกติแทนที่จะถูกทิ้งดิ่งลงมาเฉยๆ ทำให้มันมีเวลาอยู่ในอากาศมากขึ้นและลอยไปได้ไกลมากขึ้น จากระยะราวสองหรือสามกิโลเมตรก็อาจจะเป็นสิบกิโลเมตรได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #100 oOLiVeRDeLOo (จากตอนที่ 107)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2559 / 00:00
    กลับมาแล้ววววว
    #100
    1
    • #100-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 107)
      20 มิถุนายน 2559 / 22:34
      ขอโทษที่หายไปนานครับ ตอนต่อไปน่าจะเร็วพอสมควร ถ้าไม่มีอะไรติดขัดก็ภายใน 2-3 อาทิตย์ครับ หรือถ้าโชคดี เสาร์อาทิตย์นี้อาจจะลงได้ครับ
      #100-1