ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 106 : สงครามกลางเมืองที่เริ่มขึ้นด้วยความสับสน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 125
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    18 พ.ย. 58

พายุหิมะที่โหมกระหน่ำสารขัณฑ์ตอนบนมาแทบจะหนึ่งสัปดาห์เต็ม บัดนี้สลายกลายเป็นดีเปรสชั่นอ่อนๆ พัดเอื่อยๆ ลงใต้ไปแล้ว

 

หากมีใครสักคนอยู่ในสถานีอวกาศเหนือสารขัณฑ์ตอนนี้ คงสามารถมองเห็นเวียงตานและรัฐข้างเคียงที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะได้อย่างชัดเจน คนที่อยู่บนพื้นโลกก็คงมองเห็นดาวระยิบระยับบนท้องฟ้าแจ่มใสได้ไม่ต่างกัน

 

ท้องฟ้าสีดำสนิทเหนือเมืองเชียงม่วนก็ระยิบระยับเช่นกัน แต่มันไม่ใช่แสงดาว

 

หากเป็นแสงจากกระสือและกระหังนับร้อยนับพัน หรืออาจจะนับหมื่นนับแสนตน

 

เป็นภาพที่ทั้งน่าสะพรึงกลัวและน่าตื่นตาตื่นใจในเวลาเดียวกัน สิ่งมีชีวิตอันประกอบด้วยหัวกับไส้ที่เรืองแสงสีเขียวอมเหลืองช้ำเลือดช้ำหนองวอบแวบเป็นจังหวะ ลอยเอื่อยๆกระจายตัวกันอยู่ทั่วทั้งพื้นที่นับร้อยๆตารางกิโลเมตรบนท้องฟ้าเหนือเมืองใหญ่อันดับสองของรัฐเวียงตาน บนหลังแบกลูกกลมๆเหมือนบอลลูนที่ใหฐ่กว่าตัวพวกมันเกือบสามเท่าเอาไว้ พวกมันอยู่แทบจะทั่วทุกระดับความสูง จากเหนือยอดสนไปเพียงไม่กี่สิบเมตร ไปจนถึงเป็นสิบๆกิโลเมตร ส่งแสงเป็นประกายเหมือนแสงดาวไม่มีผิด

 

ทะเลดาวกระสือถูกขัดจังหวะเป็นครั้งคราวด้วยดาวตก หรือหากจะพูดให้ถูกคือแสงจากเครื่องยนต์ไอพ่นขนาดเล็กบนหลังของเหล่ากองบินกระหังติดเจ็ตที่บินโฉบผ่านท้องฟ้า ยังไม่นับแสงเรืองๆหากเลือนรางจากเหล่าผีร้ายอิสระไม่ขึ้นตรงกับร่างเนื้อใดนับร้อยๆตน ที่ลอยไปลอยมาคอยสั่งการและจัดระเบียบเหล่าปีศาจที่มีไอคิวต่ำกว่าอยู่หลายขุมให้อยู่ในระเบียบ ไม่หลบลี้หนีงานไปหาสิ่งปฏิกูลกินที่ไหนเสียก่อน

 

ต่ำลงไปนับร้อยๆเมตรเบื้องล่าง หญิงสาวตนหนึ่งกำลังจ้องมองพวกมันมาจากในรถที่วิ่งอยู่กลางทางด่วนอันว่างเปล่ากลางใจเมือง

 

เธอจำต้องลดความเร็วลงมาเล็กน้อย ด้วยวิธีเดียวที่เธอจะแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้าโดยไม่มีเหล่าตึกสูงของย่านธุรกิจใจกลางเมืองบดบังได้ก็คือการยื่นหัวข้ามพวงมาลัยออกไป และนั่นทำให้เธอควบคุมรถได้ลำบากเป็นยิ่งนัก แม้เธอจะเป็นวิญญาณ นั่นหมายถึงต่อให้เกิดอุบัติเหตุเธอก็ไม่ตาย ดีไม่ดีอาจจะสามารถเคลื่อนที่ในพริบตาหลบออกมาได้ทันทีด้วยซ้ำ แต่เธอก็ไม่อยากเจอเรื่องแบบนั้น โดยเฉพาะเมื่อรถของเธอเป็นหนึ่งในรถสภาพดีไม่กี่คันที่เหลืออยู่ท่ามกลางเมืองที่แทบจะกลายเป็นซากปรักหักพังแห่งนี้

 

ใบหน้าสวยหวานเหมือนนางแบบเบ้เล็กน้อยอย่างขยะแขยง เธอเองก็ไม่ใช่คนที่อยากจะทำตัวไฮโซหรือคุณหนูอะไรมากมาย แต่การต้องมาคุมทัพ และยิ่งกว่านั้นคือยืน เดิน และใช้ชีวิตอยู่ใต้เหล่าปีศาจที่กินสิ่งปฏิกูลเป็นอาหารพวกนี้ เป็นใครก็คงขยะแขยงเหมือนเธอทั้งนั้น แม้จะยังไม่มีรายงานจากเหล่าผีในเมืองผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของเธอว่ามีตนไหนอยากสวมวิญญาณนกพิราบโรงอาหารคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยตานนะคอน ที่ชื่นชอบการถ่ายรดหัวคนเบื้องล่างเป็นพิเศษขึ้นมาก็ตาม แต่ใครล่ะจะอยากเสี่ยงโดนอดีตอาหารที่ถูกย่อยซ้ำสองหล่นเผละลงมาใส่หัว

 

เอาจริงๆ แค่มันถ่ายลงมาเลอะรถเธอ เธอก็อาจจะตัดสินใจเปลี่ยนรถแล้วก็ได้

 

หากจะว่ากันตามตรง เธอก็ไม่ได้อยากใช้ปีศาจสองพวกนี้นักหรอก พวกมันทั้งดุร้ายและควบคุมยาก จะควบคุมได้ก็ต่อเมื่อให้อาหารมันเป็นจำนวนมากเท่านั้น และอาหารนั่นเธอก็ไม่ได้อยากจะพูดถึงเท่าไหร่นัก แม้คนที่ให้อาหารและยุ่งเกี่ยวกับการหา เตรียมและจัดเก็บอาหารจะเป็นลูกน้องใต้บังคับบัญชาของเธอ แต่แค่คิดภาพอาหารเหล่านั้นก็พาลจะทำให้อาหารในกระเพาะของเธอเองไหลย้อนกับออกมาได้แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ข่าวกรองที่เธอเพิ่งจะได้จากเพื่อน หรือพูดให้ถูกน่าจะเป็นศัตรูที่ดันย้ายข้างมาฝั่งเดียวกัน ก็ทำให้เธอจำใจต้องเลือกใช้พวกมัน

 

เมื่อไม่กี่วันก่อน เธอได้รับการติดต่อจากตานีสาวหัวหนามผู้ถูกโยกไปประจำการที่ช้างลอย ซึ่งบอกเธอมาว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่ฝ่ายตานีจะใช้ระเบิดอะไรบางอย่างที่สามารถกวาดวิญญาณได้ทั้งพื้นที่กว้างใหญ่ในครั้งเดียว และจากที่ตานีสาวรู้ ระเบิดนั่นยังคงต้องทิ้งลงมาจากเครื่องบินเท่านั้น

 

นั่นคือเหตุผลที่ต้องเอากระสือกระหังมาปิดฟ้าแบบนี้ และก็เป็นเหตุผลที่ต้องแขวนลูกบอลหน้าตาตลกๆ นั่นให้กับเหล่ากระสือ หากใช้เพียงกระสืออย่างเดียวเพื่อปิดฟ้าให้ได้ผล เธอคงต้องใช้กระสือมากกว่านี้เป็นร้อยๆเท่า แม้เธอจะมีทรัพยากรพอจะทำเช่นนั้นได้ก็ตาม แต่มันก็เป็นการสิ้นเปลืองและเสี่ยงโดยใช่เหตุ....

 

หญิงสาวก็ไม่ได้ไว้ใจอะไรวิญญาณผู้พิทักษ์หัวหนามนัก อันที่จริง ที่เธอต้องไปยังโลกหลังความตายเมื่อกว่ายี่สิบปีที่แล้วก็เพราะตานีนั่นแหละที่ยิงเข้ากลางแสกหน้าเธอตอนกำลังหลอกหลอนเจ้าหนี้เก่าผู้ทำให้เธอต้องฆ่าตัวตายอยู่ แต่แหวนไม่ใช่ตนเดียวที่บอกเธอมาแบบนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับแผนการรบที่สายลับของฝ่ายพวกเธอส่งมา แม้จะไม่ได้พูดเรื่องนี้โดยตรง แต่ก็ชวนให้อนุมานว่าพวกมันมีอาวุธทำลายล้างสูงแบบนี้จริงๆ และเตรียมจะใช้มันจริงๆเสียด้วย ดังนั้นเชื่อตานีสาวไปก็คงไม่เสียหาย จะเสียอย่างเดียวก็ตรงที่เธอต้องเอากระสือกระหังมาปิดฟ้าจนต้องขยะแขยงเองนี่แหละ

 

ผีสาวกำลังหดคอกลับมานั่งหลังตรงในท่าขับรถที่ถูกต้องตามคำแนะนำของกระทรวงคมนาคม ก็พอดีกับที่โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงดังขึ้น

 

“ณาอู้” ผีร้ายคนสวยเอ่ยด้วยสำเนียงเวียงตานหลังจากกดปุ่มตอบรับบลูทูธบนพวงมาลัย

“ท่านณา ผมวิทย์ ปฝส. ครับ” ปลายสายบอกชื่อและหน่วยงานของเขา

“ว่าจะได”

“ภาพถ่ายดาวเทียมจับได้ว่าตานีกำลังเคลื่อนพลรถถังมาเสริมที่ผาเงียบครับ” หัวหน้าหน่วยป้องกันและเฝ้าระวังสูงสุดแห่งเชียงม่วนตอบ

“กำลังขนาดใหญ่เท่าได๋” หญิงสาวถามขณะย้ายเท้าไปเหยียบเบรกก่อนจะตีรถเข้าจอดชิดขวาข้างทาง เรื่องนี้น่าจะต้องใช้สมาธิ ขับรถไปคุยไปคงไม่ใช่เรื่องดี

“เท่าที่ถ่ายมาได้ เหมือนจะเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละประมาณสี่คัน มีทั้งหมดประมาณสิบกลุ่มครับ”

“สี่สิบคันก๋า” ผีสาวรำพึงเหมือนจะพูดกับตัวเองมากกว่าจะถามอีกฝ่าย “รวมกับที่หมู่มันเคยเอามาประจำที่ผาเงียบก็ประมาณร้อยคัน”

“ครับ” วิทย์ตอบ “ให้ผมโยกกำลังวิญญาณอิสระลงมาป้องกันภาคพื้นดินมั้ยครับ หรือจะให้เสริมกำลังป้องกันภาคพื้นดินอีกรึเปล่า”

“บ่ต้อง” ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันเมืองเชียงม่วนพูดเรียบๆ “ปล่อยไว้จะอั้นแหละ ตรึงกำลังเอาไว้รอบๆอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาก็พอ”

“แต่มันจะไม่เสี่ยง....”

“บ่เสี่ยง” ณาขัดก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดจบ “ตอนที่ประชุมกันก็อู้กันไปแล้วบ่แม่นก๋า ว่าฝ่ายตานีน่าจะพยายามก่อกวน ล่อหื้อหมู่เฮาส่งกระสือกระหังลงจากฟ้า แล้วหมู่มันจะส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดพลังวิญญาณ เพราะจะอั้น บ่ว่าจะเกิดอะหยังขึ้น หมู่เฮาต้องบ่ดึงกระสือกระหังลงมาตามแผนหมู่มัน อย่าบอกเน่อว่าคุณลืมไปแล้ว”

“ไม่ได้ลืมครับ” ปลายสายรีบตอบเมื่อได้ยินน้ำเสียงที่เย็นลงของอีกฝ่าย “แต่ผมกำลังกลัวว่าพวกมันอาจจะเปลี่ยนแผนกะทันหัน หรือไม่ข้อมูลที่เราได้มาอาจจะผิดพลาดก็ได้นะครับ ผมเลยคิดว่ากันไว้น่าจะดีกว่าแก้”

“บ่ต้องห่วง จะไดหมู่เฮาเคลื่อนย้ายกำลังพลเร็วอยู่แล้ว อีกอย่าง วิญญาณอิสระก็รบบนฟ้าได้นี่” หญิงสาวคนสวยยังยืนยันจุดประสงค์เดิม “แล้วต่อหื้อหมู่มันเอารถถังเข้ามาหมู่เฮาก็ยังมีวิธีป้องกันอีกหลายด่าน แต่ถ้าเอากระสือกระหังลงจากฟ้าแล้วหมู่มันเอาเครื่องบินฝ่าเข้ามาทิ้งระเบิดจนได้นี่ทีเดียวหมู่เฮาวิญญาณไปกันหมดเมืองเลยเน่อ ความเสี่ยงมันบ่เท่ากัน”

“งั้นก็ได้ครับ” ในที่สด อีกฝ่ายก็ตัดสินใจไม่เถียงผู้บังคับบัญชาของเขาต่อ

“แต่จะไดก็คอยจับตาดูการเคลื่อนไหวของหมู่รถถังไว้ด้วยละกัน ถ้าเข้ามาในรัศมีสี่สิบกิโลเมตรจากใจกลางเมืองเมื่อได๋บอกข้าเจ้าทันทีเน่อ”

“ได้ครับ”

 

ปลายสายวางไปแล้ว หญิงสาวเหยียบคันเร่งพารถกลับไปโลดแล่นบนถนนอันว่างเปล่ากลางเมืองอีกครั้ง ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงชำเลืองไปทางทิศใต้ ทิศที่ข้าศึกของเธออยู่ และคงกำลังจะบุกมาในไม่ช้า ริมฝีปากเหยียดเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ

 

จะบุกก็บุกมา จะได้เห็นกันว่าผีร้ายของจริงเป็นยังไง.....

 

 

“อุ๊ยสายคะ มีข่าวไม่ค่อยดีเท่าไหร่ค่ะ”

วิญญาณหญิงชราในร่างหญิงสาวเงยหน้าขึ้นจากกองภาพถ่ายและเส้นทางการเคลื่อนพลเมื่อได้ยินเสียงเรียก แพรยืนอยู่หน้าโต๊ะของเธอ ใบหน้าอ่อนมีแวววิตกฉายชัด แก้วผู้ยืนอยู่เบื้องหลังสาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์ก็มีสีหน้าเป็นกังวลไม่แพ้กัน เด็กสาวผู้ไม่ถนัดการรบทั้งสองได้รับมอบหมายให้วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม และภาพถ่ายดาวเทียมปึกใหญ่ก็อยู่ในมือของพวกเธอ

 

“อะหยังก๋า” หญิงสาวหน้าหวานยึดหลังขึ้นนั่งตัวตรง

“ภาพถ่ายดาวเทียมของเชียงม่วนค่ะ” แพรตอบ “จู่ๆกระสือก็เพิ่มขึ้นเพียบเลยค่ะ เป็นหมื่นๆตนเลย อาจจะเป็นแสนก็ได้”

“เอ๊ะ ได๋ ขออุ๊ยดูหน่อย”

 

อดีตพันเอกสาวรับภาพถ่ายจากอีกฝ่ายมา ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงฉานหรี่ลงเรื่อยๆ ขณะเธอพลิกผ่านภาพถ่ายนับร้อยๆภาพ จุดเรืองแสงนับพันนับหมื่นกระจายตัวอยู่ทั่วทุกภาพ ดูเผินๆเหมือนปรินเตอร์หรือไม่ก็กล้องของดาวเทียมจะเสีย แต่เมื่อเพ่งมอง เธอจึงเห็นว่าจุดเรืองแสงเหล่านั้นคือลูกบอลกลมๆ ที่บางลูกเห็นหัวกับไส้พ่วงอยู่ได้อย่างชัดเจน สลับเป็นจุดๆ ด้วยร่างผอมเกร็งที่หนีบกระด้งเอาไว้ระหว่างขาของกระหัง และภาพพร่าเลือนของผีร้าย

 

พวกเธอรู้มาสักพักแล้วว่าฝ่ายผีร้ายใช้กระสือบินลาดตระเวนคุ้มกันเชียงม่วน เรื่องลูกบอลพวกเธอก็รู้มาบ้างแล้วเช่นกัน แต่ก่อนหน้านี้พวกมันมีจำนวนเพียงหลักร้อยหรือหลักพัน ไม่ใช่มากมายมหาศาลแบบนี้ ที่สำคัญ อดีตพันเอกสาวคะเนด้วยสายตาแล้วมันก็ไม่ใช่หลักหมื่นหรือหลักแสนอย่างที่สาวแว่นผู้น่ารักบอก หากน่าจะเป็นหลักล้าน....

 

“บอกหมู่ท่านกล้วยท่านกล้ายหื้อขึ้นมาที่ห้องประชุมใหญ่เดี๋ยวนี้เลย”

ในที่สุด หญิงสาวก็เอ่ยขึ้น แต่แม้คำพูดจะดูเฉียบขาด เด็กสาวทั้งสองกลับรู้สึกว่าไม่ได้มีแววเร่งด่วนอะไรนักในน้ำเสียงของวิญญาณสาวหน้าหวาน

“ค่ะ”

 

เกือบยี่สิบนาทีต่อมา สี่ตานี หนึ่งสมิงและอีกสี่มนุษย์ก็ขึ้นมาพร้อมหน้ากันที่ห้องประชุมใหญ่ของฐานบัญชาการชั่วคราวในสถานีรถไฟเชียงผาน กล้วย กล้าย หมิงและจ้าดผู้มีหน้าที่ในโรงงานอาวุธยังคงอยู่ในชุดช่างเปื้อนคราบน้ำมันเครื่อง ส่วนฟ้า น้ำว้าและน้ำไทซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการฝึกรบพิเศษก็ขึ้นมาทั้งชุดตะเบงมานคอมมานโด หิมะเย็นๆยังเกาะอยู่ทั่วเรือนผมของทั้งสามสาว

 

“สุมาเน่อที่จู่ๆก็เรียกมา มีเรื่องด่วนนิดหน่อย”

สายเริ่มหลังจากทุกคนและทุกตนนั่งลงกับเก้าอี้หมดแล้ว เธอแอบเห็นหลานชายหมอผีใหญ่ถอนหายใจเฮือก แต่หญิงสาวไม่ว่าอะไร เธอรู้ว่าเขาทำแบบนั้นเพราะอะไร ทุกครั้งก่อนจะออกศึกใหญ่ต้องมีเรื่องด่วนจนต้องเปลี่ยนแผนและเรียกมาแบบนี้ตลอด เธอเองก็อยากจะถอนหายใจเฮือกเหมือนลูกศิษย์หนุ่มนั่นแหละ

 

“แพร” อดีตแม่ค้าอาวุธแห่งป่าทิศตะวันออกหันไปพยักหน้าให้สาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์

“ค่ะ” แพรเรียกภาพถ่ายดาวเทียมขึ้นมาบนหน้าจอ ก่อนจะส่งมันขึ้นไปฉายบนจอใหญ่หน้าห้อง “นี่คือภาพถ่ายดาวเทียมของเชียงม่วนเมื่อหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว”

 

เกิดความเงียบขึ้นอึดใจหนึ่ง ก่อนที่กล้ายจะเอ่ยขึ้น

 

“เรื่องด่วนที่ว่านี่คือดาวเทียมเสียก๋า นอยส์เยอะเชียว”

“ไม่ใช่นอยส์นะกล้าย” เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบดำตอบ “จุดทุกจุดนี่กระสือหมดเลยนะ”

 

ไม่ตอบเปล่า แพรลากเมาส์ซูมเข้าไปที่จุดหนึ่งในรูปด้วย ความละเอียดที่สูงลิบลิ่วและคุณภาพที่คมบาดตาของภาพถ่ายแสดงให้เห็นชัดเจนว่านั่นไม่ใช่นอยส์หรือสัญญาณรบกวน หากเป็นหัวที่ลอยตุ๊บป่องอยู่กลางอากาศโดยมีไส้ห้อยต่องแต่งพ่วงมาด้วย

 

ทั้งห้องประชุมเงียบกันไปอีกรอบ แต่คราวนี้ด้วยความอึ้ง

 

“กระสือเหลือเยอะขนาดนี้เลยเหรอ” ฟ้าเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก

“บ่มีทาง” กล้ายตอบทันที “กระสือตอนแรกมีอย่างมากก็ไม่เกินสองพันตน แล้วเมื่อปีที่แล้วหมู่เฮาก็แทบจะล้างเผ่าพันธุ์หมู่มันไปแล้วด้วย”

“แล้วทำไมถึงยังเหลือเยอะขนาดนี้ล่ะ”

“หรือว่าพวกมันจะ.... เปลี่ยนคนให้เป็นกระสือ”

 

เงียบกันไปอีกรอบ ด้วยบรรยากาศที่สยองขวัญกว่าเดิม

 

“อู้บ้าๆน่าจ้าด” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเอ่ยเสียงต่ำๆ “จะล้อเล่นก็หื้อมีขอบเขตหน่อย”

“บ่ เป็นไปได้อยู่ เป็นไปได้มากด้วย” ราชินีตานีท้วงเสียงหนัก คิ้วบางขมวดเข้าหากัน “เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกมาก ทรัพยากรมนุษย์ก็มีเป็นล้านๆด้วย”

“เดี๋ยวนะกล้วย” แก้วเอ่ยขึ้นบ้าง “เปลี่ยนคนเป็นกระสือได้ด้วยเหรอ เรานึกว่ากระสือเป็นปีศาจแบบของมันเองซะอีก”

“บ่ กระสือเป็นปีศาจที่เกิดจากเชื้อโรค” เด็กสาวหน้าจิดอธิบาย “เชื้อไวรัสชนิดพิเศษ ป้อจายโดนเข้าไปจะตายแทบจะทันที แต่ถ้าแม่หญิงโดน ก็จะกลายเป็นจะอั้น ภายในเวลาแค่บ่กี่นาทีด้วย หมู่มันคือซอมบี้แบบในหนังดีๆนี่เอง”

“หา.....” สองนักศึกษาสาวธรรมดาผู้ไม่สันทัดเรื่องภูตผีปีศาจอ้าปากค้าง ก่อนที่แพรจะถามต่อ “แล้วมีทางรักษาหายรึเปล่า”

“แพรคึดว่ามีก่อล่ะ” ตานีสาวผมหางม้าย้อนถาม

“ก็.... คงไม่”

“แล้วติดต่อกันยังไง” สาวแว่นแห่งภาคอากาศยานถามอีก

“เคยได้ยินเรื่องเล่าที่ว่ากระสือสืบทอดโดยการถุยน้ำลายเข้าปากทายาทก่อล่ะ แบบนั้นแหละ” กล้วยตอบเสียงต่ำๆ ดวงตาสีดำประกายเขียวมองตาเพื่อนสาวผู้ทำหน้าเบ้ “ติดต่อกันง่ายและร้ายแรงมากด้วย น้ำลายแค่หยดเดียวก็กลายเป็นกระสือได้ ข้าเจ้าคึดว่าหมู่มันคงจะส่งมนุษย์ที่ยังมีผีร้ายสิงอยู่มาที่เชียงม่วน ตอนจะเปลี่ยนเป็นกระสือก็หื้อผีออกจากร่าง”

“มนุษย์ที่โดนผีสิงจะอ่อนเพลียมาก ยิ่งโดนสิงนานเป็นเดือนๆจะอี้คงหลับเป็นตายยาวเป็นวัน” สายเสริม “ระหว่างนั้นแค่น้ำลายหยดเดียวเข้าปากบ่แม่นเรื่องยาก หรือต่อหื้อตื่น ต่อหื้อขัดขืน แค่หื้อกระสือสักตนกัดก็พอแล้ว แต๊ๆน้ำลายกระสือโดนผิวหนังก็ยังติดเลย”

“งั้นแบบนี้ก็แปลว่า.... เพื่อนๆเรา คนที่เรารู้จักก็อาจจะ.....”

“ป่านนี้ก็คง.....”

 

ห้องประชุมเงียบกันไปเป็นครั้งที่สี่ ขณะสมองของทุกคนและทุกตนค่อยๆยอมรับความจริงอันโหดร้าย

 

“บ้า.... บ้าที่สุด....” แพรกำหมัดแน่น น้ำใสเอ่อคลอในดวงตากลมหลังแว่นกรอบดำ “ประจิมมันทำกันถึงขนาดนี้เลยเหรอ ทั้งๆที่เป็นชาวเมือง.... ทั้งๆที่เป็นมนุษย์เหมือนกันแท้ๆ.....”

“เผ่าพันธุ์มีความหมายน้อยกว่าผลประโยชน์” วิญญาณสาวหน้าหวานตอบเสียงเรียบก่อนจะตัดบท “อู้ไปก็ยะอะหยังบ่ได้แล้ว ที่สำคัญตอนนี้คือแผนการของหมู่เฮา ยิ่งรบชนะเร็วเท่าได๋ จำนวนมนุษย์ที่ต้องกลายเป็นกระสือก็ยิ่งน้อยเท่านั้น”

“แต่ถ้าเป็นแบบนี้จะรบเร็วได้จะไดล่ะเจ้าอุ๊ยสาย” น้ำไทถามหลังจากนั่งเงียบมานาน สายตาของพี่สาวฝาแฝดที่นั่งอยู่ข้างๆบอกว่าเธอก็อยากถามอดีตอาจารย์ของเธออย่างเดียวกัน “กระสือเยอะจะอี้เอาเครื่องบินเข้าไปทิ้งระเบิดบ่ได้แน่ๆ”

“แล้วแผนสองของเดิมที่จะส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าไปก่อกวนล่อกระสือหื้อลงมาก็ใช้บ่ได้แล้วด้วย” ตานีน้อยผมสั้นเสริม “กระสือเยอะจะอี้ ล่อจะไดก็บ่หมดหรอก..... เจ้า”

“เลื่อนการบุกออกไปก่อนดีก่อเจ้า” กล้ายเสนอ “กระสือเยอะจะอี้ต้องใช้เสบียงเยอะนักขนาดแน่ แล้วเสบียงจะอั้นจะไปหาหรือขนส่งมาทีละเยอะๆก็คงบ่ได้ ถ้ารอหื้อหมู่มันขาดเสบียง แป๊บเดียวกำลังหมู่มันก็น่าจะลดลงเยอะแล้วเน่อเจ้า”

“มันจะบ่เป็นจะอั้นสิ” ราชินีตานีส่ายหน้า “กระสืออดอยากตายไป หมู่มันก็เอามนุษย์มาเปลี่ยนเป็นกระสือเพิ่ม ยิ่งรอ มนุษย์ก็ยิ่งตายเพิ่มเท่านั้น”

“แล้วสิเฮ็ดจังไสล่ะถ้าจังซั่น” หมิงผู้รู้ ตื่นและเบิกบานแล้วหลังจากนั่งสัปหงกมาพักใหญ่ถาม “บุกช้าก็คนตายหลาย แต่บุกเร็วหมู่เฮาก็บ่น่าสิรอดเด๊”

“อุ๊ยคึดว่า” อดีตพันเอกสาวเอ่ยช้าๆ ดวงตาที่เรืองแสงสีแดงมองกวาดหน้าทุกคนและทุกตนในห้องประชุม “หมู่เฮาน่าจะยะตามแผนเดิม”

“จะบ้าก๋า !?” กล้ายหลุดปากใส่อดีตอาจารย์อย่างลืมตัว “เอ้ย สุมานักๆเจ้าอุ๊ยสาย แต่.... หื้อเอาเครื่องบินทิ้งระเบิดฝ่าดงกระสือกระหังไปจะอั้น มันฆ่าตัวตายกันชัดๆเน่อเจ้า !?

“ใช่ค่ะอุ๊ยสาย” นักศึกษาแพทย์แห่งเวียงเชียงหลวงสนับสนุน “เอาเครื่องบินฝ่ากระสือกระหังไปมันอันตรายมากนะคะ อุ๊ยสายก็น่าจะเคยเห็นนี่คะ”

“ครั้งที่แล้วอุ๊ยสายไม่อยู่นี่” หลานชายหมอผีใหญ่ท้วง

“อุ๊ยฮู้อยู่” วิญญาณสาวหน้าหวานตอบก่อนจะถามกลับเสียงเย็น “แล้วถ้าบ่ใช้แผนนี้ มีแผนอื่นก๋า”

“ใช้แผนห้าจะไดเจ้า รถถังจะได” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบทันที “กระสือกระหังยะอะหยังรถถังได้บ่มากอยู่แล้ว และถึงจะมีผีร้ายอิสระอยู่ รถถังก็ตีฝ่าเข้าไปยึดเมืองได้อยู่แล้ว ดูอย่างที่ดอยสูงสิเจ้า ผีร้ายมากันจะอั้นยังสู้ได้เลย”

“โดนต้นสนทับแล้วจุดไฟเผานี่เรียกสู้ได้ก๋า” สายบุดเหตุการณ์เมื่อครั้งศึกดอยสูงขึ้นมาสู้ น้ำเสียงของเธอทั้งกลั้วหัวเราะและทั้งเชือดเฉือนไปพร้อมๆกัน

“อ่า เรื่องนั้นก็.....” เด็กสาวผมหางม้าอึกอัก เธอยังจำความตื่นตระหนกตอนที่รู้ว่าไฟเริ่มไหม้รถถังได้ดี “แต่จะไดมันก็คุ้มกว่าเอาชีวิตนักบินไปเสี่ยงเยอะเน่อเจ้า”

“ผีร้ายเยอะจะอั้น ถ้าจะตีฝ่าหื้อสำเร็จ ต้องใช้รถถังเยอะมาก” อดีตแม่ทัพพูดจากประสบการณ์นับร้อยปีของเธอ “ถึงจะมีกำลังเสริมจากสามรัฐมาช่วย แต่หมู่เฮาก็ยังบ่พร้อมจะเอารถถังเยอะจะอั้นไปเสี่ยง ถ้าตายหมดขึ้นมา หมู่เฮาจะบ่เหลือกองกำลังที่จะใช้บุกเลย กลับกันกับเครื่องบิน ถึงจะแพงกว่าแล้วก็เสี่ยงกว่า แต่ใช้จำนวนน้อยกว่า และทีเดียวก็หันผลร้ายแรงกว่าด้วย ท่านกล้ายลองชั่งน้ำหนักดูสิว่าทางได๋คุ้มกว่ากัน”

“ข้าก็ยังคึดว่ารถถังจะคุ้มกว่าเจ้า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบหนักแน่น “อีกอย่าง ถึงระเบิดจะทำลายผีร้ายทั่วไปได้ แต่กระสือกระหังเป็นปีศาจเน่อเจ้า หมู่มันบ่หายไปเน่อ ถ้าเอารถถังบุก กราดปืนยิงแป๊บเดียวก็ตายเป็นเบือแล้ว”

“เครื่องบินก็กราดยิงได้เหมือนกัน”

“แต่มันเสี่ยงกว่ากันก่อล่ะเจ้า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมไม่ยอมแพ้ “ถ้าอุ๊ยสายย่านจะเสียรถถังเยอะ เดี๋ยวข้าเอารถถังปลอมออกไปเสริมบ้างก็ได้ ตอนนี้มีอยู่เกือบสามสิบคันแล้ว”

 

เด็กหนุ่มหน้าดุอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อได้ยินเพื่อนสาวพูดถึงรถถังปลอม เอาเข้าจริงมันน่าจะเรียกว่าคัตเอาต์กีฬาสีมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะมันประกอบด้วยแค่โครงท่อเหล็ก ปิดด้วยไม้แผ่นบางๆ ที่ทำเป็นรูปทรงและทาสีลายพรางเหมือนรถถัง และมอเตอร์พัดลมเก่าๆในโรงงานที่กองทิ้งๆอยู่แถวนี้เท่านั้น แต่ถ้ามองไกลๆก็เหมือนอยู่.....

 

“บ่เกี่ยวกับมีรถถังปลอมหรือบ่ ท่านกล้ายคึดว่ายะได้ก๋า จะยึดเมืองได้ก๋า” สายถามอย่างเอาเรื่อง “ทั้งที่บ่มีการสนับสนุนทางอากาศเนี่ยก๋า”

“ลำบากหน่อย แต่ได้แน่นอนเจ้า”

“แต่ถ้าเทียบเป็นชีวิตของหมู่เฮา วิธีท่านกล้ายก็มีโอกาสจะเสียชีวิตมากกว่าแม่นก่อล่ะ” วิญญาณสาวหน้าหวานถามกลับ

“หื้อข้าติดตั้งระบบควบคุมอัตโนมัติหมดทุกคันเลยก็ได้เจ้า” กล้ายยังไม่ยอมแพ้ “ระบบ AI ข้าก็เขียนไว้แล้ว บ่ต้องใช้วิญญาณขับรถถังเลยสักตนก็ยังได้”

“อุ๊ยบ่อนุญาต” ในที่สุด อดีตพันเอกสาวก็ตัดบทเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคงไม่เลิกต่อล้อต่อเถียงง่ายๆ “หมู่เฮาจะยะตามแผนเดิม พรุ่งนี้ค่ำๆ เตรียมตัวไว้ด้วย”

“อ้าว แล้วถ้าจะอี้อุ๊ยสายจะเรียกหมู่เฮามายะหยัง” เด็กสาวผมหางม้าเริ่มออกอาการโมโหเมื่ออาจารย์ของเธอเผด็จการเอาดื้อๆ “ในเมื่อจะไดแผนก็บ่เปลี่ยน แล้วอุ๊ยสายก็ตัดสินใจเองอยู่แล้ว ทีหลังก็บ่ต้องเรียกหมู่เฮามาก็ได้ ตัดสินใจแล้วสั่งหมู่เฮามาก็พอ”

“กล้าย ใจเย็นก่อนน่า....” จ้าดปรามเพื่อนสาว แต่ก่อนที่หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมจะทันได้พูดอะไรอีก วิญญาณหญิงชราในร่างหญิงสาวก็พูดขึ้นด้วยเสียงเรียบเฉย

“อุ๊ยเรียกมาเพื่อบอกว่ามีกระสือเยอะขึ้นเท่านั้นแหละ เอาล่ะ การประชุมจบแค่นี้ ปิ๊กไปยะการต่อได้ ขอบคุณที่มา”

 

ขาดคำของวิญญาณสาวหน้าหวาน หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็ลุกพรวดก่อนจะก้าวฉับๆออกไปจากห้องทันทีโดยไม่หันมามองอดีตอาจารย์ของเธออีกเลย หมิงกับแพรลุกวิ่งตามเธอออกไปติดๆ แม้ทั้งสองจะค้อมหัวคำนับสายน้อยๆก่อนก็ตาม จ้าด กล้วยและตานีน้อยทั้งสองลุกออกเป็นกลุ่มสุดท้าย หลานชายหมอผีใหญ่อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมวันนี้สายถึงหักดิบเอาดื้อๆแบบนี้ หากเป็นก่อนหน้านี้เหตุผลของกล้ายน่าจะชนะใสๆด้วยซ้ำไป เขาเองก็เห็นด้วยกับเพื่อนสาวว่าเอาเครื่องบินฝ่าเข้าไปในฝูงกระสือจำนวนมหาศาลขนาดนี้มันคือการเอาเครื่องบินไปให้กระสือกระหังบินเข้าเครื่องยนต์เล่นชัดๆ

 

แต่เมื่อเหลียวมอง เด็กหนุ่มหน้าดุก็เห็นรอยยิ้มแสนกลอยู่บนใบหน้าหมวยแต่สวยหวาน รอยยิ้มเหมือนทุกครั้งที่เธอมีแผน.....

 

และแผนนั้นคงไม่ใช่การเอาเครื่องบินที่สร้างกันมาเป็นอาทิตย์ๆไปทิ้งแน่นอน

 

“กล้วย” สมิงสาวเรียกหลังจากราชินีตานีเดินมาสมทบ เบื้องหน้าเธอ แพรกับฟ้ากำลังพยายามปลอบให้หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมซึ่งยามนี้หน้าแดงก่ำอย่างโกรธจัดสงบลงบ้าง

“อื้ม”

“กล้วยฮู้อีหยังอยู่แม่นบ่”

“เอ๊ะ” เด็กสาวหน้าจืดขมวดคิ้ว กล้ายก็หันมาฟังด้วยเช่นกัน “ยะหยังหมิงถึงถามจะอั้นล่ะ”

“เพราะกล้วยบ่แย้งอีหยังเลย” สัตว์ภูตสาวตอบ “เหตุผลของอุ๊ยสายขนาดเฮาฟังเฮายังว่ามันแปลกๆเลย นับประสาอีหยังกับกล้วย แต่กล้วยบ่แย้งอีหยังเปิ้นเลยสักคำ แปลว่ากล้วยต้องฮู้อีหยังอยู่หรือบ่ซั่นก็มีแผนอื่นอยู่แน่ๆ ถูกก่อ”

“แต๊ก่อกล้วย” ตานีสาวผมหางม้าถามด้วยเช่นกัน “อุ๊ยสายมีแผนอื่นก๋า หรือว่าเปิ้นอู้อะหยังกับกล้วยไว้ ข้าเองก็บ่ค่อยอยากเชื่อว่าอุ๊ยสายจะเสนอแผนประหลาดๆจะอี้ออกมาได้”

“บ่มีนี่” กล้วยตอบ “ที่ข้าเจ้าบ่แย้งเพราะข้าเจ้าก็คึดเหมือนเปิ้น.... สุมาเน่อกล้าย แต่ข้าเจ้าก็คึดว่ายังบ่น่าเอารถถังจำนวนมากๆบุกตอนนี้เหมือนกัน หมู่เฮายังมีทั้งช้างลอย ทั้งเขลางค์ ทั้งตานนะคอน แล้วหลังจากยึดตานนะคอนได้ก็ยังอาจจะมีหลวงน้ำทากับเชียงพิงค์ แล้วก็อาจจะมีศึกอื่นอีกด้วยซ้ำ หมู่เฮาเสี่ยงเสียรถถังจำนวนมากไปตอนนี้บ่ได้”

“แต่เชียงหลวงก็พร้อมจะส่งวัสดุสร้างรถถังคันใหม่มาหื้อบ่แม่นก๋า”

“หมู่เปิ้นก็มีขีดจำกัดด้านทรัพยากรเหมือนกันเน่อ เปิ้นบ่ได้เสกเหล็กออกมาจากอากาศได้” กล้วยท้วง “อีกอย่าง ค่าวัสดุพวกนี้ก็คงมาจากเงินภาษีของเชียงหลวงทั้งนั้น ถ้าใช้บ่ระวังหมู่เฮาจะบ่ได้มีปัญหาแค่กับชาวเมืองตานนะคอนเน่อ”

“แต่เครื่องบินก็เหมือนกันนี่” เด็กสาวผมหางม้ายังไม่ยอมแพ้

“ก็อย่างที่อุ๊ยสายว่า เครื่องบินถ้าสำเร็จก็ตูมเดียวจบ.... หมายถึงผีร้ายอิสระเน่อ หลังจากนั้นก็เอารถถังเข้าไปเคลียร์กระสือกระหังก็เป็นอันเรียบร้อย แผนมันง่ายกว่าเอารถถังบุกฝ่าเข้าไปเยอะมากเน่อ”

“ง่ายกว่าก็แต๊ แต่ยะได้ก๋า กระสือจะอั้นผู้ได๋ฝ่าเข้าไปทิ้งระเบิดได้นี่เก่งเกินตานีด้วยซ้ำ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบอย่างหงุดหงิด ก่อนจะหันขวับ “อย่าบอกเน่อว่ากล้วยจะขับ ข้าบ่ยอมเน่อ !

“บ่ๆ หันว่าอุ๊ยสายมอบหมายตนอื่น” ราชินีตานีตอบ “ข้าเจ้าก็อยากยะ แต่เปิ้นบ่ยอม”

“ยอมก็แปลกแล้ว” แก้วพูดกลั้วหัวเราะ “เหมือนเอาขุนลงไปแลกกับเบี้ย”

“ก็ใหญ่กว่าเบี้ยอยู่เน่อเชียงม่วนนี่.....”

 

แก้วกับแพรแยกตัวไปที่หน้าห้องทำงานของพวกเธอ อีกห้าตนสองคนที่เหลือเดินออกไปลุยหิมะด้านนอกเพื่อกลับไปยังโรงงานและพื้นที่ซ้อมรบ กล้ายยังดูฟึดฟัด แต่เธอก็เริ่มสงสัยว่ากล้วยคงจะมีแผนการเบื้องหลังอะไรกับสายอยู่จริงๆก็เป็นได้ หญิงชราในร่างหญิงสาวไม่เคยเผด็จการไร้เหตุผลขนาดนี้โดยเฉพาะหากเป็นการรบครั้งใหญ่ สายออกจะเน้นเล่นแนวปลอดภัยไว้ก่อนด้วยซ้ำ เพื่อนสาวของเธอก็ไม่เคยหัวอ่อนตามใครง่ายแบบนี้เช่นกัน

 

มันคือแผนการอะไรกันหนอ

 

 

หากขอบเขตของพลังงานจากอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ เมืองเชียงม่วนในยามนี้ก็คงถูกโดมขนาดยักษ์ครอบเอาไว้

 

ไม่ใช่แค่โดมเดียว หากมีนับสิบโดมเรียงรายกันอยู่ แต่ละโดมกินพื้นที่กว่าสิบตารางกิโลเมตร รวมพื้นที่แล้วก็เป็นร้อยตารางกิโลเมตร ครอบคลุมทุกพื้นที่ของเมืองในหุบเขาแห่งนี้ตั้งแต่ยอดเขาด้านหนึ่งจรดยอดเขาอีกด้านหนึ่ง

 

จู่ๆร่างในชุดพรางสองร่างก็ปรากฏตัวขึ้นที่กลางป่า นอกขอบของโดมตัวนอกสุดพอดี

 

ทั้งสองร่างยืนยิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง ดวงตาภายใต้เงาของหมวกเหล็กมองขึ้นไปยังดวงไฟที่ลอยเอื่อยๆอยู่เหนือหัว หากมันโฉบลงมา ทั้งสองก็พร้อมจะหายตัวไปอีกครั้งได้ทุกเมื่อ แต่เมื่อเห็นว่ามันยังคงลอยอ้อยอิ่งอย่างขี้คร้านอยู่บนนั้นต่อไป ร่างหนึ่งก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงกระซิบ

 

“ดูสิกล้วย กระสือเยอะนักขนาดจะอี้จะยิงจะไดหมด ล่อลงมายังยากเลย”

“ชู่.....” อีกร่างหนึ่งจุ๊ปากห้าม “บอกแล้วจะไดว่าอย่าอู้”

“บ่เป็นอะหยังหรอกน่า กระสืออยู่สูงขึ้นไปตั้งเป็นร้อยฟุต แล้วหมู่เฮาก็ดูสัญญาณวิญญาณมาแล้ว แถวนี้บ่มีอะหยังอย่างอื่นเลยบ่แม่นก๋า”

“ก็บ่ควรอู้อยู่ดี” ราชินีตานีตอบด้วยน้ำเสียงคล้ายๆอดีตอาจารย์ของเธอ “รีบยะการแล้วรีบไปกันดีกว่า”

“เจ้า.....”

 

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมลากเสียงแหย่อีกฝ่าย แต่เธอก็พอแค่นั้นด้วยรู้ว่าเพื่อนสาวไม่ชอบให้ไร้สาระระหว่างรบ ตานีสาวผมหางม้ากระชับไรเฟิลหน้าตาประหลาดในมือ ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวสอดส่ายสายตาดูลาดเลา เบื้องหลังเธอ กล้วยยกแขนขึ้นเหมือนจะรอรับอะไรบางอย่าง วินาทีต่อมา เครื่องยิงจรวดแบบพกพาก็ปรากฏขึ้นในอ้อมแขนของเธอราวกับมีปาฏิหาริย์ เด็กสาวหน้าจืดแนบดวงตาเรียวของเธอมองผ่านศูนย์เล็งไปยังกระสือตนที่ลอยนิ่งอยู่กลางฟ้า และเมื่อเล็งเรียบร้อย ตานีสาวก็เหนี่ยวไก

 

เสียงจรวดถูกชนวนดีดออกจากท่อยิงดังก้องป่า ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงคำรามที่ดังกึกก้องยิ่งกว่าจากแก๊สร้อนที่พุ่งออกจากท่อไอพ่นของจรวดด้วยความเร็วเหนือเสียงหลายเท่า มันดังพอที่กระสือในรัศมีนับเป็นกิโลเมตรจะได้ยิน แต่พวกมันก็ทำได้เพียงแค่มองแสงสีฟ้าที่พุ่งผ่านป่าเขาและทุ่งหิมะเบื้องล่างตรงไปยังกลุ่มกระสือที่อีกด้านหนึ่งของฟากฟ้า ซึ่งพวกมันก็ทำได้เพียงแค่มองเช่นกัน มองจรวดนำวิถีลูกใหญ่ที่พุ่งแหวกอากาศเข้ามาหา ก่อนจะระเบิดฉีกร่างของพวกมันออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย.....

 

ยังไม่ทันที่จรวดจะไปถึงเป้าหมาย วิญญาณอิสระเกือบสิบตนก็ปรากฏตัวขึ้นที่ตำแหน่งต้นตอของจรวดนำวิถี แต่ผู้ยิงไม่อยู่ตรงนั้นเสยแล้ว เหลือเพียงรอยดอกยางรองเท้าคอมแบตที่จารึกอยู่ในหิมะเอาไว้ให้ดูต่างหน้าเท่านั้น....

 

 

 

ณาละสายตาจากผีร้ายอิสระที่เธอกำลังคุยด้วยอยู่ ก่อนจะเงยหน้าเหลียวมองไปยังท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเฉียงใต้

 

ถ้าหูไม่ฝาด เธอก็ได้ยินเสียงคำรามครืน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงระเบิด.....

 

ผีสาวไม่จำเป็นต้องสงสัยนาน วินาทีต่อมา โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงลายพรางก็ส่งเสียงเรียกเข้าพร้อมกับสั่นกราวราวกุมารทอง

 

“แป๊บนึงเน่อ” เธอบอกคู่สนทนาซึ่งกำลังคุยกับเธอเรื่องยุทธวิธีการตั้งรับอยู่ ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู “ณาอู้”

“ท่านณา ผมวิทย์ครับ !” ปลายสายตนเดิม คำตอบรับเหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมคือความตื่นตระหนกในน้ำเสียง “พวกมันส่งทหารเข้ามาซุ่มยิงครับ !

“ส่งเข้ามาได้จะได อุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาก็ติดตั้งทั่วแล้วบ่แม่นก๋า” หญิงสาวคนสวยถามแม้เธอพอจะเดาออกว่าฝ่ายตรงข้ามจะมาไม้ไหน

“พวกมันเคลื่อนที่ในพริบตาเข้ามาตรงนอกรัศมีอุปกรณ์พอดีครับ แล้วก็ยิงจรวดใส่กระสือ.... ตอนนี้ก็ยังเข้ามาอยู่เลยครับ มาเรื่อยๆเลย ! เอายังไงดีครับท่านณา ให้ส่งวิญญาณอิสระเข้าไปมั้ยครับ !?

“จรวดลูกนึงฆ่ากระสือกระหังได้ประมาณจักตน” น้ำเสียงของผู้บัญชาการการป้องกันเชียงม่วนยังคงใจเย็น

“ประมาณสิบตนครับ”

“ปล่อยไป” ณาตอบโดยแทบไม่ต้องคิด “อย่างที่ประชุมกัน หมู่มันคึดจะหลอกหื้อหมู่เฮาเอากระสือลงจากฟ้า หรือบ่อั้นก็ค่อยๆตอดกระสือทีละนิดจนเหลือน้อย แล้วค่อยเอาเครื่องบินมาทิ้งระเบิด แต่ยิงได้แค่ทีละสิบตนจะอี้บ่ต้องห่วงหรอก หมู่เฮามีกระสือตั้งหลายหมื่น แล้วถ้าเหลือน้อยแต๊ๆ ก็สร้างเพิ่มได้อยู่แล้ว”

“เอางั้นเหรอครับ” อีกฝ่ายยังคงลังเล เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ค่อยเชื่อมั่นในแผนของผู้บังคับบัญชานัก

“เอาจะอั้นแหละ” ผีสาวคนสวยยืนยัน “และถ้าข้าเจ้าคึดบ่ผิด เดี๋ยวหมู่มันก็คงคึดได้แล้วว่ายะจะอี้ต่อไปก็เปล่าประโยชน์ ต่อจากนั้นหมู่มันน่าจะพยายามเอาฝูงบินฝ่าเข้ามา คุณเตรียมกำลังป้องกันทางอากาศเอาไว้หื้อดีๆก็พอ”

“แล้วรถถังที่รออยู่ล่ะครับ” วิทย์ถามกลับ “ตอนนี้ที่ผาเงียบมีประจำอยู่เกือบสองร้อยคันแล้วนะครับ ท่านณาไม่คิดว่าพวกมันจะบุกภาคพื้นดินบ้างเหรอครับ”

“หมู่มันบ่กล้าแลกหรอก กำลังหมู่เฮาเยอะกว่ามากจะอี้ หรือถึงฝืนแลกก็บ่มีทางเอามาทั้งหมด” ผู้บัญชาการสูงสุดของเมืองตอบอย่างมั่นใจ “ข้าเจ้าว่าหมู่มันเอามาลวงหมู่เฮาด้วยซ้ำ ลวงหื้อพะวงสองด้าน แต่เอาแต๊ๆแล้วบ่กล้ายกมาหรอก สองร้อยคันก็น่าจะเกือบทั้งหมดที่หมู่มันมีแล้ว ถ้าเอามาทิ้งไว้ที่นี่หมด ตายหมดก็จบกัน ถูกก่อล่ะ”

“ถ้าท่านณาแน่ใจก็ได้ครับ”

“ฝากด้วยละกันเน่อ”

 

ผีสาวกดวางหู ก่อนจะคุยกับผีร้ายเบื้องหน้าต่อไป แต่ยามนี้ ริมฝีปากมีรอยยิ้มกว้างแต้มอยู่

 

ทุกอย่างกำลังเป็นไปตามที่เธอคาดการณ์ไว้.....

 

 

เช่นเดียวกับตัวเมืองเชียงม่วน ตามฐานปฏิบัติการต่างๆของฝ่ายตานีก็มีอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาติดตั้งไว้เป็นเครือข่ายเพื่อป้องกันไม่ให้ข้าศึกเคลื่อนที่ในพริบตาเข้ามาสร้างความประหลาดใจกลางฐานได้ แต่ทุกฐานจะมีพื้นที่เล็กๆที่จงใจให้เป็นจุดอับสัญญาณของอุปกรณ์ เพื่อใช้เป็นที่เคลื่อนที่ในพริบตาเข้าและออกจากฐานทัพได้โดยไม่จำเป็นต้องถ่อไปนอกเขตฐานทัพ ที่นอกจากจะไกลลิบหลายกิโลเมตรแล้วยังเสี่ยงต่อการโดนซุ่มโจมตีโดยใช่เหตุด้วย แม้เทคโนโลยีดาวเทียมและเรดาร์สแกนพลังงานวิญญาณจะป้องกันได้ในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม

 

“อุ๊ยสาย !

เคลื่อนที่ในพริบตากลับเข้ามาที่จุดอับสัญญาณของผาเงียบได้ กล้ายก็วิทยุหาอดีตอาจารย์และปัจจุบันผู้บัญชาการโดยตรงของเธอทันทีด้วยน้ำเสียงเอาเรื่อง

 

“ว่าจะไดท่านกล้าย” ตรงกันข้าม สายผู้ตอนนี้อยู่ที่เชียงผานตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสบายราวกับตอนนี้เป็นบ่ายอ่อนๆวันอาทิตย์ที่เธอนั่งดูทีวีอยู่กับบ้าน ไม่ใช่กำลังจะเปิดฉากบุกครั้งใหญ่อยู่รอมร่อแบบนี้

“กระสือเยอะกว่าเมื่อวานอีกเน่อ จะอี้จะเอาเครื่องบินเข้าไปได้จะได”

“นั่นสิเน่อ มาคึดดูอีกรอบอุ๊ยก็ว่าบ่คุ้ม” คำตอบของวิญญาณสาวหน้าหวานทำเอากล้ายแทบจะด่ากลับไปด้วยถ้อยคำรุนแรง พลิกแผนกันง่ายๆแบบนี้เลยหรือ “จะอั้นเปลี่ยนแผน แผนล่อกระสือพอแค่นี้ ท่านกล้วยปิ๊กมาสแตนด์บายฝูงบินคุ้มกันเครื่องทิ้งระเบิดเลย”

“บ่เอา ข้าบ่ยอม !” ผู้ถูกมอบหมายงานยังไม่ทันได้ตอบรับ เพื่อนของผู้ถูกมอบหมายงานก็ค้านเสียแล้ว “ข้าบ่ยอมหื้อกล้วยไปเสี่ยงกับหมู่กระสือเด็ดขาด ! อุ๊ยสายเป็นอะหยังเนี่ยเจ้า แต่ก่อนหมู่เฮาเสนอแผนเสี่ยงๆอุ๊ยสายเป็นตนห้ามด้วยซ้ำ ยะหยังตอนนี้ถึงได้ใช้แผนเสี่ยงชีวิตยิ่งกว่าอีกล่ะ”

“ท่านกล้วย รับทราบก่อ” สายไม่สนใจเสียงค้านของลูกศิษย์สาว

“บ่ ข้าบ่หื้อกล้วยไป ! กล้วยอย่าไปเน่อ !” ตานีสาวผมหางม้าหันขวับกลับไปกอดเพื่อนสาวไว้แน่น “อุ๊ยสายแปลกเกินไปแล้ว หรือว่าแกจะบ่แม่นอุ๊ยสาย !? ที่ว่ามีสายลับคือแกแม่นก่อ !?

“ใจเย็นก่อนกล้าย.....”

“บ่เย็นแล้ว !” กล้ายแหวอย่างน็อตหลุด “บอกอะหยังที่มีแต่อุ๊ยสายเท่านั้นจะฮู้มาเดี๋ยวนี้ บ่อั้นข้าจะไปจัดการเอ็ง !

“ท่านกล้าย ไปสแตนด์บายที่รถถัง หมิงรออยู่แล้ว” อดีตแม่ค้าอาวุธแห่งป่าทิศตะวันออกตอบกลับเหมือนไม่ได้ยินสิ่งที่ลูกศิษย์สาวยิงไปเลยแม้แต่น้อย

“หา ?” คิ้วของเด็กสาวผมหางม้าขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกกันเป็นเงื่อนตะกรุดเบ็ด “หมายความว่าจะได จะเอาจะไดกันแน่”

“เชื่ออุ๊ย” วิญญาณสาวหน้าหวานตอบ คราวนี้ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและเป็นการเป็นงานกว่าเดิม “ท่านกล้ายก็ฮู้ว่าอุ๊ยบ่เคยอยากส่งผู้ได๋ไปตาย เชื่ออุ๊ย แล้วท่านกล้ายจะเข้าใจ”

“.....เจ้า” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบอย่างไม่เต็มใจและไม่เข้าใจนัก แต่ตอนนี้คงไม่ใช่เวลามาต่อล้อต่อเถียงอะไรเท่าไหร่นัก “แต่ข้าก็ยังบ่อยากหื้อกล้วย....”

“อุ๊ยบอกแล้ว อุ๊ยบ่อยากส่งผู้ได๋ไปตายทั้งนั้น” สายย้ำคำเดิม “ไปได้แล้ว ยิ่งช้าจะยิ่งบ่ทันการ”

“เจ้า”

 

สองสาวบอกลากัน กล้วยวิ่งกลับเข้าไปในจุดอับสัญญาณ ก่อนที่ร่างของเธอจะหายวับไป กล้ายยืนมองจุดที่เพื่อนสาวเพิ่งจะหายไปอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะออกวิ่งไปยังรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่จอดอยู่ใกล้ๆ ตานีสาวสตาร์ตรถได้ก็เหยียบคันเร่งพามันดริฟต์ลุยหิมะออกไปยังถนนเส้นกลางของเมือง มุ่งหน้าไปยังโกดังร้างที่พวกเธอใช้เป็นลานจอดรถถังชั่วคราวซึ่งมองเห็นเป็นเงาตะคุ่มอยู่เบื้องหลังหมู่ตึกแถวมืดมิด

 

ไกลออกไปเกือบร้อยกิโลเมตร ในห้องบัญชาการที่เชียงผาน สายตาคู่หนึ่งมองวิญญาณหญิงชราในร่างหญิงสาวอย่างงุนงงระคนหวาดระแวง

 

เธอกำลังโดนหลอกอยู่หรือเปล่า.....

 

 

“มาแล้ว”

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเอ่ยขึ้นหลังจากหย่อนตัวผ่านฝาครอบป้อมปืนลงมาในรถถัง สมิงสาวหันมายิ้มให้เธอจากที่นั่งพลขับ

 

“บ่หนาวก๋า ยะหยังถึงบ่สตาร์ตเครื่องเปิดฮีตเตอร์” กล้ายถามเพื่อนสาวพลางคลานเข้ามาในห้องพลขับ เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างเดียวที่เปิดอยู่ตอนนี้คือหลอดไฟเท่านั้น

“โอ๊ย แค่นี้สบาย” เด็กสาวหน้าเสือตอบกลั้วหัวเราะ อันที่จริงเธอแทบจะร้อนด้วยซ้ำ เพราะตะเบงมานคอมมานโดที่ใส่อยู่ก็ไม่ใช่ว่าจะบาง แถมในรถถังก็ไม่ได้มีอากาศถ่ายเทเสียด้วยแม้จะเปิดช่องลมเอาไว้แล้วก็ตาม “อีกอย่างเฮาย่านเปลืองน้ำมันด้วย น้ำมันหมู่เฮาก็บ่ได้เหลือเยอะนี่”

“ระหว่างน้ำมันแค่บ่กี่ลิตรกับหมิงบ่สบาย ข้าว่าอย่างแรกน่าจะคุ้มกว่าเน่อ”

“แหม เป็นห่วงเฮาบ่” หมิงยิ้มแยกเขี้ยว

“บ่ได้เป็นห่วง ข้าแค่บ่อยากหันเสือนอนป่วยเป็นหมาหงอย” ตานีสาวผมหางม้าตอบฉุนๆ โดยไม่มองหน้าเพื่อนสาว ปื้นสีชมพูจางๆปรากฏอยู่บนแก้ม “แต่ตอนนี้สตาร์ตเครื่องได้แล้ว อุ๊ยสายบอกหื้อเตรียมตัวได้เลย”

“อื้ม”

 

สมิงสาวแห่งป่าแสนคำเอื้อมมือปิดช่องลม บิดสลักล็อกก่อนจะย้ายไปกดปุ่มสตาร์ตเครื่อง เครื่องยนต์ดีเซลสิบสองสูบส่งเสียงคำรามมาจากด้านหลังแทบจะทันที ขณะหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเปิดแลปทอปเพื่อเชื่อมต่อกับระบบควบคุมรถถังคันอื่นๆ วันนี้เธอต้องควบคุมรถถังทั้งหมดแปดคัน ยังไม่นับรถถังปลอมอีกสิบคันที่จะกระจายกันอยู่ทั่วทั้งกองรถถัง

 

“ข้าบ่เข้าใจอุ๊ยสายเลย” เด็กสาวผมหางม้าเปรย “อะหยังของเปิ้นก็บ่ฮู้ช่วงนี้ ข้าเริ่มสงสัยแล้วด้วยซ้ำว่าเปิ้นจะเป็นสายลับอะหยังที่ว่านั่นซะเอง”

“เฮาบ่คิดจังซั่นเด๊” หมิงเอียงคอมองเพื่อนสาว “เหมือนอย่างที่เฮาถามกล้วยไปเมื่อวานนั่นแหละ เฮาว่าอุ๊ยสายน่าสิมีแผนอื่นอยู่ แค่เปิ้นบ่บอกพวกเฮา อาจจะเพราะเรื่องสายลับนั่นก็ได้”

“แล้ยะหยังถึงบ่บอกล่ะ จะบอกว่าสายลับอยู่ในหมู่เฮาจะอั้นก๋า บ่น่าเป็นไปได้เลยเน่อ”

“อีหยังก็เป็นไปได้ทั้งนั้นแหละตอนนี้” เด็กสาวผมหางม้าหัวเราะในลำคอ “เอาเหอะ เฮาว่าอย่าสงสัยอีหยังอุ๊ยสายเปิ้นเลย กล้ายน่าจะฮู้จักเปิ้นดีกว่าเฮาอีกนี่”

“ก็เพราะฮู้จักจะไดถึงได้สงสัยจะอี้....”

 

ก่อนที่จะได้พูดอะไรกันต่อ เสียงวิทยุจากผีนายพันหนุ่มผู้รับหน้าที่สั่งการกองรถถังในศึกครั้งนี้ก็ดังเข้ามาในหูฟัง

 

“รถถังทุกคัน เคลื่อนพลไปปางหลวง รถถังตั้งแต่หมายเลข 1 ถึง 54 ใช้เส้นทางหมายเลข 273 รถถังหมายเลข 55 ถึง 98 ใช้เส้นทางหมายเลข 277 รถถังตั้งแต่หมายเลข 99 ถึง 108 ใช้เส้นทางหมายเลข 246 รวมพลที่ไหนหรือทำอะไรต่อจะแจ้งอีกที”

 

“เร็วแต๊” กล้ายขมวดคิ้วน้อยๆ “สรุปจะเอารถถังบุกสิเน่อจะอี้”

“ถามเฮาแล้วเฮาสิไปถามไผล่ะ” เด็กสาวหน้าเสือหัวเราะ “จังไสก็ไปกันเหอะ”

“อื้ม”

 

หมิงดันคันเกียร์ขึ้นไปด้านหน้าก่อนจะเหยียบคันเร่ง เครื่องยนต์ส่งเสียงกระหึ่มขณะรถถังคันใหญ่ค่อยๆเคลื่อนออกจากที่จอดก่อนจะมุ่งหน้าออกจากโกดังร้าง ตานีสาวผมหางม้าโยกคันบังคับหมุนกล้องที่ติดอยู่บนป้อมปืนไปด้านหลัง รถถังเกือบสิบคันในความดูแลของเธอวิ่งตามหลังมาเป็นพรวนเหมือนลูกเป็ดสีเทาเดินเตาะแตะตามหลังแม่ ตีนตะขาบเตะหิมะเกล็ดละเอียดฟุ้งเป็นหมอกอยู่เบื้องหลัง

 

กล้ายก้มกลับลงดูหน้าจอแลปทอป เธอเรียกโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณขึ้นมาแทนโปรแกรมควบคุมรถถังก่อนจะลากแผนที่ขึ้นไปดูเป้าหมายในคืนนี้ของเธอ สัญญาณพลังงานวิญญาณเหนือตัวเมืองเชียงม่วนว่างเปล่า ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้เด็กสาวแปลกใจอะไรนัก พวกเธอรู้มาพอสมควรแล้วว่าอีกฝ่ายมีอุปกรณ์รบกวนสัญญาณพลังงานวิญญาณอยู่ อีกอย่าง เธอก็รู้อยู่แล้วว่าจะต้องเจอกับอะไร เธอไปเห็นมากับตาตัวเองเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วนี้เอง.....

 

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมลากแผนที่ในหน้าจอกลับลงมายังเมืองผาเงียบและเชียงผาน จุดที่มีชื่อกล้วยและจ้าดกำกับอยู่กำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเชียงผานพร้อมๆกับจุดอีกหลายจุด เด็กสาวผมหางม้าขมวดคิ้ว ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวหรี่ลงอย่างงุนงงระคนประหลาดใจ หลานชายหมอผีใหญ่นั้นเธอยังพอเข้าใจได้เพราะเขาอยู่ฝูงบินสนับสนุนภาคพื้นดิน แต่ราชินีตานีอยู่ฝูงบินคุ้มกันเครื่องบินทิ้งระเบิด และถ้าเธอจำไม่ผิด ชื่อของจุดหนึ่งในนั้นก็รับตำแหน่งนักบินทิ้งระเบิดพลังงานวิญญาณเสียด้วย

 

แต่ถ้าเกิดทิ้งระเบิดพลังงานวิญญาณพร้อมๆกับเอารถถังเข้าไป ไม่ใช่แค่ผีร้ายแตกสลายไปพวกเดียว พวกเธอผู้มีสถานะเป็นกึ่งวิญญาณก็ไปด้วยเหมือนกัน แม้เธอจะมีอุปกรณ์ป้องกันติดตัวอยู่ แต่วิญญาณอีกหลายตนไม่มี สายคิดจะสละชีวิตพวกเขาหรืออย่างไรกัน แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ วิญญาณผู้เคยยอมโดนยิงจนแตกสลายไปโลกหลังความตายอย่างสายน่ะหรือจะทำเรื่องแบบนั้น.....

 

อดีตอาจารย์ของเธอคิดจะทำอะไร

 

 

“ท่านณาครับ วิทย์ครับ”

“มีความคืบหน้าอะหยัง”

 

หญิงสาวคนสวยจอดรถอยู่ในมุมมืดใต้ทางด่วนและหมู่ตึกมืดมิดที่ตระหง่านเงื้อมอยู่เหนือหัว นับจากนี้เธอคงปักหลักอยู่ที่นี่เพื่อบัญชาการการรบโดยไม่ไปตรวจสอบการวางกำลังอีกแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะวิทย์และลูกน้องตนอื่นๆเริ่มติดต่อมาถี่ขึ้นเรื่อยๆ จากสถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นทุกที และอีกส่วนหนึ่งคือทั้งแท่งคอนกรีตเสริมเหล็กและอาคารสูงน่าจะรับความเสียหายแทนเธอได้มากกว่าหากมีการโจมตีด้วยปืนใหญ่หรือทิ้งระเบิด แม้มันคงจะไม่สามารถป้องกันเธอจากระเบิดทำลายพลังงานวิญญาณได้ก็ตาม

 

“วิญญาณสอดแนมตรวจพบกำลังรถถังครับ ใหญ่มาก ตอนนี้อยู่แถวๆปางหลวงครับ” ปลายสายผู้รั้งตำแหน่งหัวหน้าหน่วยเฝ้าระวังสูงสุดของเชียงม่วนรายงาน

 

“ใหญ่เท่าได๋ มากันจะได”

ณาถามกลับ ปางหลวงห่างจากที่นี่ไม่ถึงห้าสิบกิโลเมตรเท่านั้น ถือว่าพวกมันอยู่ใกล้มากโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับกำลังของแนวป้องกันที่เธอวางไว้ แม้เธอจะไม่ค่อยห่วงและไม่ค่อยให้ราคาอะไรกับการบุกภาคพื้นดินของตานีมากนัก แต่ถ้ามากันเยอะ เธอก็อาจจะต้องตัดใจแบ่งกำลังบนท้องฟ้าลงไปดูแลเพิ่มก็เป็นได้

 

“ประมาณสองร้อยคันครับ” คำตอบของอีกฝ่ายทำเอาผีสาวหนาวเยือก “แบ่งกันมาสองกลุ่ม กลุ่มแรกประมาณห้าสิบ จัดเป็นหมู่ห้าหมู่แยกกัน แนวรบยาวประมาณสองร้อยเมตร อีกกลุ่มตามอยู่ข้างหลังห่างประมาณสี่กิโลเมตร กลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่ครับ ทุกกลุ่มมุ่งหน้าตรงมาเชียงม่วนครับ”

“อ๋อ ถ้าจะอั้นบ่ต้องเป็นห่วง” ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันเชียงม่วนถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอก “หมู่เปิ้นคงจะมาแผนเดิมนั่นแหละ ล่อหื้อหมู่เฮาคึดว่าจะบุกหนักด้วยรถถัง ล่อหื้อหมู่เฮาเอากำลังลงจากฟ้าแล้วมาทิ้งระเบิด มีเครื่องบินกำลังมุ่งหน้ามาก่อล่ะ”

“มีครับ กลุ่มนึง ตอนนี้กำลังบินอ้อมไปทางตะวันออกของเมือง ระยะสี่สิบไมล์ทะเล ประมาณเวลาถึงที่นี่ก็อีกแค่ราวๆสิบนาที”

“นั่นแหละ คุณป้องกันกลุ่มนั้นไว้หื้อดีก็พอ รถถังบ่ต้องเป็นห่วงอะหยังมาก” หญิงสาวคนสวยยืนยัน “เปิดปีกกองร้อยที่สี่ออกไปถึงกุดเสอ กองร้อยที่สองออกไปถึงเมิงลาย รถถังกลุ่มแรกเข้ามาลึกเกินสองเมืองนี้เมื่อได๋ก็โอบตีขนาบเข้าไปได้เลย”

“แต่แนวหน้าที่ป้องกันเมืองจะเหลือแค่กองร้อยที่หนึ่งกับกองร้อยที่สามเท่านั้นเองนะครับ” น้ำเสียงของวิทย์ยิ่งฟังดูกังวลมากขึ้นไปอีก “อาจจะไม่พอต้านกองรถถังก็ได้นะครับ แล้วถ้าเกิดพวกมันเปลี่ยนใจเอากองใหญ่บุกมาด้วย จะเป็นพวกเราเองที่โดนตีขนาบนะครับ”

“ถ้าเป็นจะอั้นแต๊ ข้าเจ้าอนุญาตหื้อคุณดึงผีบนฟ้าไปช่วยได้เลย แต่จะไดข้าเจ้าว่าสี่กองร้อยพอเหลือแหล่ หมู่เฮาก็ฝึกหมู่เปิ้นจนฮู้วิธีสู้กับรถถังแล้วนี่” ผีสาวตอบ “และสุดท้ายถ้าเกิดถึงตาจนแต๊ๆขึ้นมา จะไดข้าเจ้ามีไพ่ตายอยู่แล้ว บ่ต้องเป็นห่วง”

“ก็ได้ครับ” ในที่สุด หัวหน้าหน่วยเฝ้าระวังก็ยอมแพ้ต่อความมั่นใจของหัวหน้าอีกครั้ง “เดี๋ยวจะจัดการให้ครับ”

“อื้ม รบกวนด้วย ขอบคุณมากเน่อ”

 

ผีสาววางโทรศัพท์มือถือกลับลงไปในช่องวางของบนคอนโซลกลาง ริมฝีปากบางเหยียดเป็นรอยยิ้มอีกครั้งเมื่อเธอปรายตามองไปทางทิศใต้

 

พวกเธอพร้อมแล้ว ฝ่ายตรงข้ามล่ะ พร้อมหรือยัง.....

 

 

“เค้าแมวทั้งฝูง เลี้ยวซ้ายหันหัว 250 รักษาระดับที่หนึ่งหมื่นฟุต”

“รับทราบ”

 

เสียงติดต่อระหว่างหอบังคับการบินที่เชียงผานกับผีลุงหน้าตาหล่อเหลาผู้เป็นหัวหน้าฝูงบินทิ้งระเบิดดังจากหูฟังมาเข้าหูราชินีตานี เด็กสาวหน้าจืดบินเกาะหมู่อยู่ทางปลายปีกซ้ายของเครื่องบินทิ้งระเบิดลำใหญ่ เธอและเครื่องบินรบอีกห้าลำมีหน้าที่คุ้มกันเครื่องทิ้งระเบิดลำนี้ให้รอดพ้นจากฝูงบินของฝ่ายผีร้าย ไม่ว่าในฝูงบินนั้นจะเป็นเครื่องบินรบเหมือนกันหรือจะเป็นกระสือ กระหัง หรือผีร้ายที่ลอยอยู่ก็ตาม และดูเหมือนพวกเธอกำลังจะได้ทำหน้าที่นั้นในเร็วๆนี้ เพราะคำสั่งเมื่อครู่นี้นำพวกเธอมุ่งตรงสู่ใจกลางเมืองเชียงม่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

กล้วยรอสัญญาณให้เลี้ยวจากลุงหัวหน้าฝูงซึ่งยามนี้ทำหน้าที่เป็นนักบินเครื่องทิ้งระเบิด ก่อนจะโยกคันบังคับอย่างช้าๆ ให้เครื่องบินรบที่ว่องไวกว่าของเธอรักษารูปขบวนและระยะห่างเดิมเอาไว้จากเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ดูอุ้ยอ้ายเหมือนปลาวาฬตัวยักษ์ แต่เมื่อเป้าหมายของเธอปรากฏในระยะสายตา ตานีสาวหน้าจืดก็ต้องอ้าปากค้าง

 

เห็นจากภาพถ่ายดาวเทียมก็ว่าเยอะแล้ว เห็นจากภาคพื้นดินเธอยิ่งช็อก แต่เมื่อเห็นจากบนท้องฟ้า เธอก็ตระหนักว่าสิ่งที่อีกฝ่ายเตรียมเอาไว้รอพวกเธอนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด ยามนี้ดูราวกับมีลูกบอลขนาดมหึมาที่ประกอบด้วยจุดเรืองแสงนับล้านๆจุดครอบอยู่จนแทบมองไม่เห็นแม้แต่เทือกเขาสูงที่อีกฟากหนึ่งของตัวเมือง

 

ที่น่ากลัวกว่านั้น ลูกบอลด้านที่หันมายังเธอดูราวกับกำแพงแสงที่ตั้งตระหง่าน คะเนด้วยสายตาและประสบการณ์แล้วก็น่าจะทอดตัวยาวนับสิบๆกิโลเมตรตั้งแต่ความสูงเพียงไม่น่าจะถึงพันฟุตเหนือพื้นดินไปจนถึงเกือบสี่หมื่นฟุต จุดแสงกระสือแต่ละจุดเรียงประชิดติดกันเป็นปื้นราวกับเอาไส้มาเชื่อมกันไว้ จริงอยู่ เครื่องบินของเธอมีระบบหลบหลีกกระสือกระหังที่ตั้งโปรแกรมไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งศึกปีที่แล้ว แต่ก็อย่างชื่อ ระบบนั้นทำได้เพียงหลบหลีก แต่คงไม่มีที่ให้ทำเช่นนั้นในกำแพงกระสือเบื้องหน้า....

 

และที่สำคัญ เธอก็เห็นหมู่กระสือจากส่วนอื่นๆของลูกบอลกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาเสริมกำแพงนั้นให้ยิ่ง

 

แต่สิ่งที่บีบหัวใจในอกแบนของเด็กสาวหน้าจืดมากที่สุดไม่ใช่ภัยที่อาจเกิดกับเครื่องบินของเธอได้ แต่คือความคิดที่ว่ามีชาวรัฐเวียงตานมากมายเพียงใดที่ต้องตายไปเพื่อสร้างกระสือจำนวนมากมายขนาดนั้น ชาวเมืองที่เธอควรจะปกป้องพวกเขาได้ แต่ยามนี้เธอกลับทำได้เพียงยิงพวกมันให้สิ้นซากเท่านั้น....

 

“จ่าฝูงเค้าแมว นี่เค้าแมวสี่ เราจะไหวเหรอครับ !?” เสียงที่ฟังดูตื่นตระหนกจากวิทยุดึงตานีสาวกลับออกมาจากห้วงความคิดอันหนักอึ้ง “กระสือขนาดนั้น ฝ่าเข้าไปไม่มีหวังเลยนะครับ !

“เค้าแมวสี่ ทำตามแผนเดิม” เสียงลุงที่ตานีสาวหน้าจืดคุ้นหูด้วยซ้อมรบกันมาหลายรอบตอบกลับหนักแน่น

“ลุงดี ผมยังไม่อยากแตกสลายนะ !” เค้าแมวสี่ออกชื่ออีกฝ่ายแล้ว “เห็นรึเปล่ามันเยอะเป็นหนอนขนาดนั้น จะบินฝ่าเข้าไปนี่บ้ารึเปล่า !?

“ทำ ตาม แผน เดิม” วิญญาณหนุ่มมาดลุงเน้นเสียงทุกคำพูด “ผมไม่พาคุณไปตายหรอกน่า”

“แล้วที่ทำอยู่ตอนนี้ยังไม่เรียกไปตายอีกรึไง !?

“ผมก็ไม่เอาเหมือนกันนะ !” อีกเสียงหนึ่งซึ่งฟังดูมีอายุมากกว่าเค้าแมวสี่โวยวายขึ้นมาบ้าง ตานีสาวจำได้ว่าเสียงนั้นคือเค้าแมวห้าผู้บินอยู่ที่ปีกขวาฟากตรงข้ามกันกับเธอ “แผนบ้าอะไรของคุณเนี่ย !?

 

ก็ไม่แปลกที่เหล่านักบินทั้งหลายจะเริ่มโวยวาย ยามนี้ฝูงบินทิ้งระเบิดอยู่ห่างจากใจกลางเมืองเชียงม่วนเพียงไม่ถึงสิบห้ากิโลเมตร นั่นหมายถึงกำแพงกระสืออยู่ห่างออกไปไม่น่าจะถึงสองหรือสามกิโลเมตรแล้ว มันแผ่ขยายจนเต็มครึ่งหน้าของกระจกหน้าต่างเครื่องบินรบราวกับคลื่นสึนามิที่กำลังถาโถมเข้ามาหา จริงๆอาจจะไม่ต้องรอให้กระสือเข้าเครื่องยนต์ด้วยซ้ำ ความเร็วขนาดนี้แค่บินชนก็อาจจะแหลกเป็นชิ้นๆได้แล้ว

 

“เค้าแมวทั้งฝูงแยกหมู่เลี้ยวขวาหันหัว 005 รูปแบบการเคลื่อนที่ ง. งู !

ก่อนจะเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นจริงๆ เสียงคำสั่งจากหัวหน้าฝูงบินก็แปดก้องผ่านหูฟัง กล้วยดึงนิ้วชี้เหนี่ยวไกปล่อยจรวาดสี่ลูกที่ใต้ท้องเข้าใส่ฝูงกระสือเบื้องหน้าก่อนจะหักคันบังคับไปทางขวาพร้อมกับกระชากเข้าหาตัว เครื่องบินที่เบาลงทันทีกว่าครึ่งตันลอยหวือขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบนขณะกำแพงกระสือวิ่งผ่านไปใต้ท้อง เด็กสาวหน้าจืดเห็นเครื่องบินทิ้งระเบิดลำใหญ่เอียงตัวอย่างน่ากลัวอยู่เบื้องล่างเธอทางหางตาขวา ขณะฝูงบินทิ้งระเบิดทั้งฝูงเลี้ยวขวาหลบฉากออกจากกำแพงแสงสีช้ำเลือดช้ำหนองออกไปยังท้องฟ้าอันโล่งว่างทางทิศเหนือ

 

“แผนการบ้าอะไรของลุงเนี่ย !?” เสียงกระหืดกระหอบของเค้าแมวสี่ดังขึ้นเมื่อทั้งฝูงบินกลับมาบินเกาะหมู่กันอีกครั้งแล้ว “ทำไมถึงไม่บอกกันก่อน ถ้าเลี้ยวไม่ทันจะทำไง”

“โทษทีละกัน” หัวหน้าฝูงบินตอบ “แต่มีเหตุผลนิดหน่อยที่ต้องเก็บแผนนี้ไว้เป็นความลับ”

“เหตุผลอะไร” เค้าแมวหกที่บินอยู่ด้านหน้าขวาของเครื่องบินทิ้งระเบิดถามบ้าง

“แล้วแผนทั้งหมดเป็นยังไง ปกติต่อให้เก็บเป็นความลับแค่ไหนก็ต้องอธิบายก่อนปฏิบัติการไม่ใช่รึไง”

“ไว้ให้จบปฏิบัติการครั้งนี้ก่อนแล้วผมจะบอกละกัน” ดีตัดบทก่อนจะออกคำสั่ง “เค้าแมวทั้งฝูงเลี้ยวขวา หันหัว 210 รักษาระดับไว้ที่หนึ่งหมื่นฟุต”

“แต่แบบนั้นก็เท่ากับว่าหันหัวกลับเข้าเชียงม่วนนะ !

“ถูกต้อง สาม สอง หนึ่ง เลี้ยว”

 

ดีออกคำสั่งโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเถียงต่อ เครื่องบินทั้งฝูงเอียงตัวเลี้ยวขวา กำแพงแสงค่อยๆหมุนกลับมาอยู่เบื้องหน้าอีกครั้ง และเหล่าเค้าแมวก็เริ่มโวยกันต่ออีกรอบเช่นกัน ตานีสาวหน้าจืดขยับตัวบนเก้าอี้นักบินอย่างไม่สบายใจนัก หากปล่อยเอาไว้แบบนี้นักบินตนอื่นๆในฝูงอาจจะปฏิเสธไม่ยอมร่วมปฏิบัติการต่อก็เป็นได้ พวกเธอก็ไม่ใช่กองทัพเต็มรูปแบบที่มีบทลงโทษสำหรับผู้ไม่ยอมทำตามคำสั่งเสียด้วย หรือต่อให้มี เธอก็ไม่อาจลงโทษหรือแม้แต่บังคับเหล่าวิญญาณที่ยอมมารบให้เธอด้วยใจได้

 

แต่เด็กสาวก็รู้ดีเช่นกัน ว่าทำไมถึงต้องเก็บแผนการนี้เปาไว้เป็นความลับจนถึงวินาทีสุดท้ายแม้แต่ต่อผู้ปฏิบัติการ

 

หากแม้แต่ผู้ปฏิบัติการยังสับสน ผู้ตั้งรับก็ย่อมสับสนด้วยเช่นกัน

 

 

“พวกตานีทำบ้าอะไรของมันเนี่ย”

หัวหน้าหน่วยเฝ้าระวังสูงสุดแห่งเชียงม่วนของกองกำลังผีร้ายขมวดคิ้วเขม้นมองสัญญาณเรดาร์ในหน้าจอเบื้องหน้าอย่างงุนงงระคนวิตก เครื่องบินของข้าศึกพุ่งเข้ามาจนเฉียดแนวป้องกันด้านตะวันตกของเมือง แต่แทนที่จะฝ่าเข้ามา มันกลับหักเลี้ยวหลบฉากออกไป แล้วก็กลับวกเข้ามาอีกทีโดยเปลี่ยนทิศทางไปทางเหนือเล็กน้อย แต่แล้วก็เลี้ยวกลับหลังหันออกไปอีกครั้งที่ระยะเพียงไม่ถึงกิโลเมตรก่อนจะถึงกำแพงกระสือ แต่ไม่ทันไรก็เลี้ยวกลับเข้ามาอีกเหมือนผู้ป่วยโรคย้ำคิดย้ำทำ เป็นแบบนี้มาสี่รอบแล้ว และเท่าที่ดูจากสัญญาณเรดาร์ในตอนนี้ ดูเหมือนพวกมันกำลังจะเริ่มต้นรอบที่ห้า.....

 

ผีร้ายหนุ่มเคาะนิ้วกับโต๊ะดังก๊อกๆ อย่างครุ่นคิด พวกมันกำลังพยายามหาจุดอ่อนในแนวกำแพงกระสือเพื่อฝ่าเข้ามาหรือ ถ้าทำแบบนั้นทำไมถึงต้องบินมาจนเฉียดแนวกำแพงด้วย มองจากที่ไกลๆก็น่าจะพอรู้แล้วไม่ใช่หรือว่ากำแพงนั้นพอจะฝ่าได้หรือไม่ หรือว่าพวกมันจะพยายามย้ายทิศที่จะฝ่าเข้ามาไปเรื่อยๆ หวังว่ากระสือจะเหนื่อยและลอยไปตั้งกำแพงไม่ทัน หรือว่าพวกมันมีแผนอื่นกันแน่....

 

“หัวหน้าวิทย์ รถถังกำลังบุกเข้ามาทางทิศใต้ของเมืองครับ !” เสียงจากลูกน้องคนหนึ่งรายงานมาจากที่ไหนสักแห่งในห้องบัญชาการ

“ทำตามแผนที่บอกไว้ เอากองร้อยที่สองกับสี่ตีโอบปิดทางพวกมันไว้เลย”

“รับทราบครับ”

 

ชายหนุ่มลากเมาส์เลื่อนแผนที่บนหน้าจอจากด้านทิศเหนือของตัวเมืองมายังทิศใต้ที่กองรถถังของข้าศึกกำลังมุ่งหน้าเข้ามา กองแรกมีราวห้าสิบคันจัดเป็นห้าชุดอย่างที่เขารายงานหัวหน้าไปแล้ว พวกมันอยู่ลึกเข้ามาในปีกกองทัพของเขาที่กำลังค่อยๆเคลื่อนตัวเข้าโอบล้อม วิทย์เลื่อนต่อลงไปยังกำลังรถถังกองหลัก พวกมันหยุดนิ่งอยู่แถวเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งห่างจากชุดแรกเกือบสิบกิโลเมตร ผีร้ายหนุ่มพ่นลมหายใจออกทางจมูก การคาดการณ์ของผีสาวผู้บัญชาการยังคงถูกต้อง ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ การตั้งรับนี้ก็คงไม่ลำบากอะไรมากนัก....

 

แต่ก่อนอื่น เขาโทรรายงานสถานการณ์ทางอากาศให้แม่ทัพของเขารู้ก่อนดีกว่า

 

“ณาอู้ ว่าจะไดวิทย์” ฝ่ายตรงข้ามรับสายอย่างรวดเร็ว

“ตอนนี้เครื่องบินของตานีบินเข้าบินออกอยู่ตามแนวกำแพงกระสือครับ ผมไม่แน่ใจว่าพวกมันต้องการอะไร แต่ตอนนี้ก็ย้ายแนวกำแพงกระสือตามไปเรื่อยๆอยู่ ยังไม่มีปัญหาอะไรครับ”

“รับทราบ พวกมันคงกำลังหาทางเข้ามา” ณาตอบ “ถ้าอยากได้กระสือเพิ่มก็ได้เน่อ ยังมีร่างมนุษย์เหลืออยู่ราวๆพันคน หรือจะหื้อข้าเจ้าติดต่อตานนะคอนหื้อเอามนุษย์มาเพิ่ม”

“คงไม่เป็นไรมั้งครับ น่าจะกันได้อยู่” วิทย์เหลือบมองสัญญาณเรดาร์ที่ค่อยๆดับไปของกองหน้ารถถังฝ่ายตานีระหว่างพูด “รถถังทางภาคพื้นดินก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ยังเป็นไปตามที่ท่านณาบอกไว้ครับ กองใหญ่หยุดอยู่ห่างจากกองหน้า วกมันคงจะแค่มาหลอกให้เราดึงกระสือลงมาจากฟ้าจริงๆ”

“ถ้าเป็นจะอั้นก็ดี” อีกฝ่ายตอบ “จะไดก็สร้างความเสียหายกับหมู่มันหื้อมากที่สุดเท่าที่จะยะได้เน่อ”

“ครับท่าน.....”

 

เสียงของหัวหน้าหน่วยเฝ้าระวังถูกขัดจังหวะด้วยเสียงตะโกนที่มีแววตื่นตระหนกฉายชัดของลูกน้องอีกตนหนึ่งในห้อง

 

“หัวหน้าวิทย์ รถถังพวกนั้นเป็นรถถังปลอมครับ !

“หา !?” ผีร้ายหนุ่มดึงโทรศัพท์ออกจากหู “หมายความว่าไงรถถังปลอม”

“มันมีแต่โครงกับไม้กระดานครับ เราถูกพวกมันหลอกแล้ว !

“บางคันมีระเบิดอยู่ด้วยครับ ! กองร้อยที่สองหายไปเกือบยี่สิบคนแล้ว !” เสียงจากอีกฟากหนึ่งของห้องมีความตื่นตระหนกแฝงอยู่ไม่แพ้กัน

“รถถังกลุ่มใหญ่เริ่มเคลื่อนตัวแล้วครับ มันกำลังตรงมาหาเราเลย !” อีกเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา

“กองร้อยที่สองเริ่มโดนยิงแล้วครับ !

“ระยะสิบกิโลเนี่ยนะ !?

“พวกมันเข้ามาเร็วมากเลยครับ กองร้อยที่สองเริ่มหายไปเรื่อยๆแล้ว !

“มีเครื่องบินอีกฝูงเข้ามาทางตะวันออกครับ พวกมันบินเรี่ยพื้นมาจนเรดาร์เพิ่งจับได้เมื่อกี้นี้เองครับ ! ถ้ามันเข้ามากำแพงกระสือยาวไม่พอนะครับ เอายังไงครับหัวหน้า !?

“กองร้อยที่สองหายไปเกือบครึ่งแล้วครับ ! ปล่อยไว้แบบนี้พวกมันหลุดเข้ามาได้แน่ !

 

โทรศัพท์ถูกปล่อยทิ้งจากมือหัวหน้าหน่วยเฝ้าระวังตกลงบนโต๊ะ คงจะเสียงดังไม่น้อยที่ปลายสาย แต่ผีร้ายสาวที่อีกด้านหน้าของการติดต่อไม่ได้ฟังแล้ว เธอนั่งนิ่งอยู่ในรถ ดวงตามองสัญญาณเรดาร์และสัญญาณพลังงานวิญญาณของข้าศึกที่กำลังบุกเข้ามาทุกทิศทุกทางอย่างสยองขวัญ ทำไมกันล่ะ ข้อมูลที่เธอได้มาบอกตรงกันข้ามเลยไม่ใช่หรือ

 

หรือว่าข้อมูลนั่นจะเป็นข้อมูลลวง....

 

หรือว่าผีอย่างเธอจะโดนตานีหลอกเข้าเสียเองแล้ว....

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #92 T-G Da (จากตอนที่ 106)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2558 / 19:45
    รอนานมาก -..-

    ตอนนี้ตามแผนอุ๊ยสายไม่ทันเลยค่ะช่วงแรกๆ @_@ แต่เอาคนมาทำเป็นกระสือกระหังนี่ช็อกนิดๆ  คนคงตายกันเป็นเบือเลย

    สุดท้ายนี้ก็ยังอยากเห็นกล้วยกับจ้าดดีกันเร็วๆ *-*
    #92
    3
    • #92-2 ละอองขวัญ(จากตอนที่ 106)
      22 พฤศจิกายน 2558 / 21:12
      อ่อออ เข้าใจแล้วค่ะ (_ _)(' ')b
      #92-2
    • #92-3 T-G Da(จากตอนที่ 106)
      23 พฤศจิกายน 2558 / 17:05
      ^
      ^
      ล็อกอินผิดไอดีค่ะ 5555555555555555555555555+
      #92-3