ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 105 : การตีโต้กลับที่สว่างไสวอยู่กลางท้องฟ้ามัวหม่น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 93
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    24 ก.ย. 58

ผาเงียบ เป็นเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ใต้หน้าผาเตี้ยๆชื่อเดียวกันของหางเทือกเขาตานปันน้ำ แทบจะกึ่งกลางระหว่างเชียงม่วนและเชียงผาน ห่างจากทั้งสองที่อย่างละกว่าร้อยกิโลเมตร

 

กองกำลังตานีอยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงยี่สิบกิโลเมตรแล้ว เมืองนี้จึงกลายเป็นแนวหน้าของกองทัพทหารผีสิงแห่งกองกำลังเวียงตานไปอย่างไม่น่าจะเต็มใจนัก ยิ่งเมื่อมันตั้งอยู่ทั้งบนทางรถไฟสายหลักเหนือ-อีสาน และทางหลวงสาย S3 ซึ่งต่างก็เป็นเส้นทางคมนาคมหลักที่คู่สงครามทั้งสองต้องใช้ เมืองเล็กๆแห่งนี้จึงถูกยกสภาพจากเพียงเมืองแนวหน้าธรรมดาให้กลายเป็นเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างไม่เกรงใจจำนวนประชากรเพียงไม่ถึงสองหมื่นคนของมันเลยสักนิด

 

ที่สำคัญ ฝ่ายข่าวกรองของกองกำลังผีร้ายก็ได้ข้อมูลมาเสียด้วย ว่าข้าศึกกำลังเตรียมการจะจู่โจมภายในเวลาไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า....

 

อย่างไรก็ตาม ยามตีสองท่ามกลางพายุหิมะในคืนนี้ แม้แต่ใจกลางเมืองอันเป็นที่ตั้งของศูนย์บัญชาการการรบก็ยังเงียบสงัดสมกับชื่อเมือง ไม่มีใครอยากออกมาผจญกับอากาศหนาวเหน็บเกือบลบสิบองศาที่ถูกเสริมด้วยลมแรงน้องๆไต้ฝุ่น และเกล็ดสีขาวที่หนาทึบเข้าหูเข้าตาบดบังทัศนวิสัยจนแทบมองอะไรไม่เห็น ข้าศึกเองก็คงเหมือนกัน อากาศแบบนี้ต่อให้มีจรวดนำวิถีที่ล้ำยุคขนาดไหก็ยังอาจจะพลาดเป้าเลยด้วยซ้ำ

 

แต่ความเงียบนั้นก็ถูกทำลายลง เมื่ออะไรบางอย่างร่วงผล็อยจากท้องฟ้าลงมาตกตุ้บลงบนพื้นหิมะนุ่มๆ ข้างบังเกอร์แห่งหนึ่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง เฉียดหัวทหารหนุ่มผีสิงที่เดินออกมาหาที่ปลดทุกข์ไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร

 

“เฮ้ย อะไรวะ”

สัญชาตญาณทหารเก่าตั้งแต่ชีวิตก่อนความตายบังคับมือทั้งสองให้ยกไรเฟิลจู่โจมขึ้นประทับบ่าทันที แต่เมื่อเห็นว่ามันไม่ได้ระเบิดหรือส่งสัญญาณว่าจะทำอันตรายใดๆต่อร่างต้นของเขา ผีร้ายในร่างทหารหนุ่มก็คลายความหวาดระแวงลงบ้างก่อนจะคุกเข่าลงดูใกล้ๆ

 

สิ่งนั้นดูเหมือนลูกบอลพลาสติกกลมๆ ขนาดพอกับลูกปิงปอง ด้านหนึ่งใส มองเห็นแผงวงจรแปลกๆที่อดีตทหารชั้นผู้น้อยอย่างเขาดูไม่เข้าใจบรรจุอยู่ภายใน ที่สะดุดตาขามากที่สุดคือแคปซูลขนาดจิ๋วที่มีมวลสารแปลกๆอยู่ภายใน มันดูเบาและลอยม้วนไปมาเหมือนเมฆ แต่ส่งแสงสีน้ำเงินสว่างราวกับสารกัมมันตรังสี ชายหนุ่มขมวดคิ้ว มันคืออะไรกันหนอ ชิ้นส่วนของรถถังหรือปืนใหญ่ที่ประจำการอยู่ในเมืองหรือเปล่า หรือว่ามันจะเป็นอุปกรณ์แปลกๆของฝ่ายตานี ยิ่งพวกนั้นมีอะไรใหม่ๆมาให้พวกเขาประหลาดใจอยู่บ่อยๆเสียด้วย และหากเป็นกรณีหลัง เขาควรจะยิงมันทิ้งก่อนที่มันจะทำงานหรือเปล่า หรือว่าควรจะเก็บมันส่งไปให้ฝ่ายวิจัยที่ตานนะคอนดู

 

“จ่า ออกมานี่นิดนึง” ในที่สุด ทหารหนุ่มก็ตัดสินใจวิทยุเรียกผู้บังคับบัญชา

“อะไรวะไอ้สน” เสียงงัวเงียของอีกฝ่ายตอบมา

“มีวัตถุน่าสงสัยครับ ผมอยากให้จ่ามาดูว่าจะเอายังไง”

“ถ่ายรูปส่งมาได้มั้ยวะ ขี้เกียจออกไป”

“ครับ”

 

ชายหนุ่มล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋าของชุดพรางหิมะ กดถ่ายรูปลูกบอลปริศนาก่อนจะส่งผ่านโปรแกรมไปให้อีกฝ่ายด้านในบังเกอร์ ไม่กี่วินาทีต่อมา “จ่า” ก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลัง ชายผู้มียศสูงกว่าดูอ่อนกว่าทหารหนุ่มนามสนอย่างเห็นได้ชัด แต่นั่นก็ไม่ได้มีความหมาย เพราะยศและอาวุโสนับกันตามอายุของวิญญาณที่สิงอยู่ภายใน

 

จ่านั่งคุกเข่าลงข้างลูกน้อง ก่อนจะหยิบวัตถุต้องสงสัยขึ้นมาดูใกล้ๆ แต่เขาเองก็ไม่เข้าใจเช่นเดียวกัน สิ่งเดียวที่เขารู้คือมันไม่ใช่ชิ้นส่วนที่เขาคุ้นตา นั่นหมายถึงไม่ใช่ชิ้นส่วนของยุทโธปกรณ์ทั้งหลายแถวๆนี้ และแปลว่ามันมาจากฝ่ายตานีแน่ๆ แต่พวกมันส่งมาได้ยังไง และมันคืออะไรกัน....

 

“มันคืออะไรน่ะจ่า” สนถาม

“ข้าก็ไม่รู้” นายทหารผู้มียศสูงกว่ายอมรับ มือพลิกบอลดูมุมอื่นๆ ราวกับมันจะช่วยให้เขารู้ว่มันคืออะไรขึ้นมาบ้าง “แต่มันไม่ใช่ชิ้นส่วนของทางเราแน่ น่าจะเป็นของตานี”

“แล้วจะเอายังไงดี ยิงทิ้ง ขว้างทิ้ง หรือว่าเก็บไว้”

“เดี๋ยวข้าลองส่งไปให้ทีมวิเคราะห์ดีกว่า” จ่าตอบ “เผื่อถ้ามันเป็นอาวุธหรืออุปกรณ์อะไรแปลกๆ เราอาจจะได้ความดีความชอบด้วย”

“ถ้าเป็นงั้นก็ดีสิจ่า”

“อะไรก็ช่างเหอะ รีบกลับเข้าบังเกอร์ก่อน ข้าหนาว” ชายหนุ่มหน้าอ่อนหย่อนลูกบอลลงกระเป๋าเสื้อกันหนาวก่อนจะยันตัวลุกขึ้นยืน “แล้วนี่เอ็งไปฉี่มารึยัง”

“ยังเลยจ่า งั้นเดี๋ยวผมไปก่อน เพิ่งนึกขึ้นได้เหมือนกันว่าจะออกมาทำอะไร”

“เอ๊อ ไอ้นี่ ขนาดปวดฉี่ยังลืม อัลไซเมอร์จะกินแล้วมั้งเอ็งน่ะ” จ่าตบหัวลูกน้องเบาๆพลางหัวเราะ “รีบๆกลับมาละกัน ถ้าพวกนั้นบุกมาตอนเอ็งกำลังโชว์อยู่ได้โดนยิงทิ้งแน่ พวกมันเป็นผู้หญิงไม่ใช่เหรอ”

“ผมก็ว่างั้น”

 

สนหัวเราะฝืดๆกับมุกของผู้บังคับบัญชา ก่อนจะหันหลังกลับไปหาแนวป่าละเมาะที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะทันได้ก้าวเดิน เหล่าตึกแถว บ้าน ต้นไม้ และทุ่งหิมะรอบตัวก็สว่างวาบเป็นสีน้ำเงินเรืองแสงน่าขนลุกอย่างฉับพลันมาจากด้านหลัง ทหารหนุ่มผีสิงหันหลังกลับ แล้วปากของเขาก็อ้ากว้างพอๆกับดวงตาที่เบิกโพลงเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า

 

ดวงแสงสีน้ำเงินโปร่งใสลอยอยู่กลางท้องฟ้ามัวหม่น ขนาดเริ่มต้นที่เขาเห็นก็เรียกได้ว่ายิ่งกว่ามหึมาแล้วด้วยมันกว้างเต็มท้องฟ้าจนสุดขอบเขตการมองเห็นของดวงตา แต่มันยังขยายตัวออกด้วยความเร็วสูงราวกับลูกไฟของระเบิดปรมาณูขนาดยักษ์ มันกลืนกินหมู่อาคารและต้นไม้ไร้ใบรอบตัวเขาในพริบตา และหากตาเนื้อของร่างที่เขาสิงอยู่ไม่หลอกวิญญาณของเขา ชายหนุ่มก็เห็นร่างเลือนรางสดำของเหล่าเพื่อนผีร้ายกระเด็นลอยออกจากร่างที่สิงอยู่ ก่อนที่จะสลายกลายเป็นผุยผงแล้วหายวับไปกับแสงสีน้ำเงินแสบตาที่กำลังใกล้ตัวเขาเข้ามาเรื่อยๆ.....

 

และก่อนที่เขาหรือจ่าจะตั้งสติได้มากพอจะหนีหรือหาที่กำบัง ดวงแสงนั้นก็มาถึงตัวพวกเขา พร้อมกับคลื่นแรงอัดอากาศที่กระแทกเข้าใส่ มันรุนแรงจนแทบฉีกกระชากเสื้อกันหนาวออกจากตัวพวกเขาในครั้งเดียว

 

แต่นั่นก็เพียงเสื้อกันหนาว แทนที่วิญญาณของทหารหนุ่มทั้งสองจะถูกฉีกออกจากร่างไปเหมือนเหล่าผีร้ายโชคไม่ดีตนอื่น วงแสงสีขาวกลับปรากฏขึ้นเบื้องหน้า มันดูเหมือนคลื่นที่เกิดเมื่อเอามือหรือวัตถุหนาๆลากผ่านน้ำ แสงสีน้ำเงินสว่างจ้าถูกวงแสงนั้นเบี่ยงออกไปราวกับเป็นโล่ และไม่กี่วินาทีต่อมา มันก็ค่อยๆจางลงจนหายไป ทิ้งเอาไว้เพียงความมืดมิดและความเงียบ ความเงียบที่น่าขนลุกกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่านัก เพราะผีร้ายทั้งสองรู้ว่าเหล่าสหายผีร้ายในเมืองคงจะถูกคลื่นพลังปริศนาเมื่อครู่กวาดไปจนหมดแล้ว.....

 

แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังอยู่

 

“เมื่อกี้มันอะไรน่ะจ่า” สนละล่ำละลักถามเร็วปรื๋อจนแทบฟังไม่เป็นคำ

“ถามข้าแล้วจะให้ข้าจะไปถามใครวะ” นายทหารหน้าอ่อนกว่าแต่ยศสูงกว่าตอบกลับมาด้วยเสียงที่ตื่นตระหนกไม่แพ้กัน ภาพเหตุการณ์เขย่าขวัญเมื่อครู่ยังติดตา “แต่รีบเข้าไปในบังเกอร์ก่อน เดี๋ยวมีตามมาอีกลูกได้ปลิวกันทั้งคู่”

 

ชายหนุ่มทั้งสองรีบวิ่งย่ำหิมะกลับเข้าไปในอาคารคอนกรีตอันเป็นที่มั่น แต่ทันทีที่เข้าไปด้านใน ทั้งสองก็ตระหนักว่าผนังคอนกรีตคงไม่ช่วยอะไรพวกเขามากนัก ร่างในชุดลายพรางของเหล่าทหารที่เคยประจำปืนกลและไรเฟิลจู่โจม บัดนี้นอนกองกันอยู่กับพื้น บางร่างมีเลือดออกซิบๆจากหน้าผากบ้าง ใบหน้าบ้าง สติของพวกเขาคงหลุดลอยไปอย่างรวดเร็วจนไม่อาจพยุงร่างกายให้ลงจอดกับพื้นอย่างสวยงามได้

 

แต่ทุกร่างยังคงมีลมหายใจ และจากสัมผัสวิญญาณของทหารทั้งสองนาย วิญญาณของเจ้าของร่างก็ยังคงอยู่ภายใน เพียงแต่หมดสติไปเท่านั้น จ่านั่งลงพิงผนังบังเกอร์ ถอดวิญญาณออกจากร่างเดิมก่อนจะพุ่งเข้าหาร่างที่กำยำกว่าของทหารอีกนายหมายจะเข้าสิง แต่ดวงวิญญาณก็กระเด็นลอยออกมาจากร่างราวกับถูกเท้าที่มองไม่เห็นถีบ ผีร้ายยศจ่าจำใจต้องกลับเข้าสิงร่างเดิมก่อนจะยันตัวลุกขึ้น คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันอย่างครุ่นคิด

 

“เมื่อกี้ทำอะไรน่ะครับจ่า” ลูกน้องของเขาถามงงๆ “จะเปลี่ยนร่างสิงทำไม”

“ข้าอยากลองอะไรนิดหน่อย” ทหารหนุ่มผู้มีใบหน้าอ่อนกว่าลูกน้องตอบ “ข้าว่า เมื่อกี้น่าจะเป็นอาวุธใหม่ของพวกตานี”

“เอาจริงเหรอจ่า” สนอ้าปากค้าง “แบบนี้แปลว่าพวกมันกำลังจะโจมตีเรารึเปล่า”

“ไม่รู้ เตรียมปืนเอ็งไว้ดีๆละกัน” ผู้ถูกถามตอบเครียดๆ แต่น้ำเสียงของเขาก็คลายความตึงเครียดลงในประโยคต่อมา “แต่แนวหน้าก็ไม่เห็นจะแจ้งอะไรมา เชียงม่วนก็เงียบอยู่ คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง ข้าว่าพวกตานีอาจจะทดสอบอาวุธเฉยๆก็ได้”

“แนวหน้าอาจจะโดนระเบิดแบบเมื่อกี้กวาดไปแล้วก็ได้นะจ่า” ทหารหนุ่มชั้นผู้น้อยออกความเห็นอย่างหวาดๆ

“เฮ่ย แนวหน้าอยู่ห่างจากที่นี่แค่สิบกิโล ระเบิดลูกเมื่อกี้รัศมีน่าจะไม่น้อยกว่าสามกิโล ยังไงก็น่าจะต้องเห็นแสงบ้างแหละน่า ส่วนเชียงม่วนนี่ข้าว่าพวกมันไม่น่าเปรี้ยวขนาดนั้น”

“ก็อาจจะใช่ แต่แนวหน้านี่พวกมันอาจจะใช้ระเบิดลูกเล็กๆก็ได้”

“โอ๊ย พูดไปข้าก็ไม่รู้เหมือนเอ็งนั่นแหละ เลิกถามได้แล้ว” จ่าเริ่มรำคาญ “ที่ข้ารู้มีแค่.... ระเบิดนี่น่าจะทำให้วิญญาณเข้าสิงร่างอีกไม่ได้ อย่างที่เมื่อกี้ข้าลองดูนั่นแหละ เหมือนโดนอะไรจับเหวี่ยงออกมาเลย”

“แล้วทำไมพวกเราถึงยังอยู่ล่ะจ่า ทำไมพวกเราไม่สลายหายไปเหมือนคนอื่น แล้วแถมยังมีแสงสีขาวๆนั่นโผล่ออกมาด้วย”

“ก็บอกว่าข้าไม่รู้” ทหารผีสิงพ่นลมหายใจออกทางจมูกพร้อมกับขมวดคิ้วมองผู้ใต้บังคับบัญชาที่หัวเราะแหะๆ “แต่ข้าคิดว่า.... อาจจะเป็นเพราะไอ้ลูกบอลกลมๆนี่ก็ได้”

 

ชายหนุ่มยศจ่าควักลูกบอลปริศนาในกระเป๋าเสื้อออกมา มันดูเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แม้แต่สสารประหลาดในแคปซูลก็ยังม้วนตัวไปมาเหมือนควันเบาหวิวอยู่เช่นเดิม

 

“ฉุกเฉิน ฉุกเฉิน ฉุกเฉิน ที่นี่บังเกอร์ตะวันตกสาม มีใครได้ยินบ้างรึเปล่า มีใครยังเหลือรอดอยู่บ้างรึเปล่า เปลี่ยน !?

ยังไม่ทันจะได้วิเคราะห์อะไรกัน น้ำเสียงแหลมสูงฉายแววขวัญหนีดีฝ่อก็ดังจากเครื่องรับวิทยุที่ตั้งอยู่ริมผนังบังเกอร์อีกด้านหนึ่ง จ่าก้าวฉับๆ ไปยกไมโครโฟนขึ้นมาทันที

 

“ผมจ่าสิบตรีพิทักษ์ บังเกอร์ตะวันออกเฉียงใต้สอง เปลี่ยน”

“ผมสิบตรีบุญรัตน์ บังเกอร์ใต้หนึ่ง เปลี่ยน”

“กำลังพลเหลืออยู่กี่คน เปลี่ยน”

“บังเกอร์ใต้หนึ่งเหลือคนเดียว เปลี่ยน”

“บังเกอร์ตะวันออกเฉียงใต้สองเหลือสองนาย” ทหารหนุ่มหน้าอ่อนตอบบ้าง ก่อนจะถามกลับ “ขอถาม บังเกอร์ตะวันตกสาม บังเกอร์ใต้หนึ่ง พบเห็นลูกบอลกลมๆ ขนาดประมาณลูกปิงปอง ด้านหนึ่งใสมองเห็นแผงวงจร ตกอยู่ใกล้ๆหรือไม่ เปลี่ยน”

“บังเกอร์ตะวันตกสาม พบเห็นและเก็บเอาไว้แล้ว เปลี่ยน”

“บังเกอร์ใต้หนึ่ง พบเห็นเช่นกัน เปลี่ยน”

“ตอนที่เกิดการระเบิดเมื่อกี้ สังเกตเห็นแสงสีขาวปรากฏในทิศทางของระเบิดหรือไม่ เปลี่ยน”

“บังเกอร์ใต้หนึ่ง เห็น เปลี่ยน”

“บังเกอร์ตะวันตกสาม เห็น บังเกอร์ตะวันออกเฉียงใต้สองรู้อะไรงั้นหรือ เปลี่ยน”

“บังเกอร์ตะวันออกเฉียงใต้สอง ยังไม่แน่ใจ ขอตรวจสอบเพิ่ม เปลี่ยน”

 

“โอเค เข้าใจหมดแล้ว” จ่าพิทักษ์หันมาหาลูกน้องของเขาหลังจากวางไมโครโฟน

“อ้าว แต่จ่าบอกว่าขอตรวจสอบเพิ่มไม่ใช่เหรอครับ”

“จะรีบบอกให้พวกมันเอาไปแจ้งหน่วยเหนือแล้วแย่งความดีความชอบไปรึไงเล่า” ชายหนุ่มหน้าอ่อนตอบห้วนๆ “อีกอย่าง ถึงข้าบอกว่าเข้าใจ แต่มันก็แค่คาดเดา ยังสรุปแน่นอนไม่ได้ว่าไอ้ลูกบอลนี่กันระเบิดได้แน่รึเปล่า และที่สำคัญ มันโผล่มาจากไหน ทำไมทั้งเมืองมีแค่สามลูก แล้วคนที่เก็บได้ก็มีแค่ไม่กี่คน”

“บางทีหน่วยเหนือที่เชียงม่วนหรือตานนะคอนอาจจะรู้เรื่องระเบิดนี่อยู่แล้วก็ได้นะจ่า”

“ข้าว่าไม่น่าใช่ว่ะ” นายทหารผู้ยศใหญ่กว่าอีกฝ่าย และดูเหมือนสมองจะดีกว่าอีกฝ่ายไม่น้อยส่ายหน้า “ถ้าหน่วยเหนือรู้เรื่อง มันน่าจะแจ้งมาแล้วว่ามีอุปกรณ์ป้องกัน หรืออย่างน้อยก็แจ้งให้หาทางหลบ”

“ยกเว้นแต่ว่า” เสียงของสนลดอุณหภูมิลงอย่างฉับพลัน “หน่วยเหนือจะอยากใช้เราเป็นหนูทดลองว่าอาวุธนี่ร้ายแรงแค่ไหน”

“หือ เอ็งว่าไงนะ”

“เอาจริงๆนะจ่า ผมไม่ไว้ใจนายประจิมอะไรนี่เลย พวกตานีนั่นก็ด้วย” ทหารหนุ่มผีสิงพูดเสียงต่ำๆ “ยกเว้นแหวนไว้คนนึงนะ คนนั้นผมเห็นเขาทำงานจริง รบจริง”

“เอ็งกล้าสงสัยคนที่ทำให้เอ็งหลุดออกมาจากนรกได้เนี่ยนะ” จ่าคำราม

“ใช่จ่า” สนเน้นเสียง “ผมสังเกตมาหลายรอบแล้ว ตั้งแต่รบในหุบเขาที่มั่นของตานีแล้ว มันเหมือนไอ้นายประจิมอะไรนี่เอาพวกเราไปทิ้งขว้างให้ตานียิงเล่นงั้นแหละ คือ.... ผมก็ทหารเก่าเหมือนจ่านะ ผมเข้าใจว่าฝ่ายเราจำนวนเยอะกว่าเป็นร้อยเป็นพันเท่า แต่ผมก็ไม่คิดว่าการเดินดุ่ยๆเข้าไปมันจะเป็นความคิดที่ดีนะจ่า”

“ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะใช้เราเป็นหนูทดลองนะเว้ย”

“มันก็จริงจ่า แต่.... ไม่รู้สิ ผมรู้สึกว่ามันใช้งานเรา ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้หวังดีกับเราจริง”

“โอ๊ยไอ้นี่ ไร้เดียงสาจริ๊ง” ทหารหนุ่มหน้าอ่อนแต่วัยจริงแก่ตบเกรียนลูกน้องอีกป้าบจนฝ่ายตรงข้ามล้มลงไปกุมหัวป้อยอยู่กับพื้น “ไม่มีใครหวังดีกับเอ็งจริงๆหรอกโว้ย อาจจะยกเว้นพ่อกับแม่เอ็ง ใครๆมันก็ทำเพื่อตัวเองกันทั้งนั้น ที่เอ็งต้องทำคือหาใครที่ผลประโยชน์เข้ากับเอ็งได้เว้ย”

“ก็ไม่เห็นต้องตบหัวผมเลยนี่จ่า.....” ทหารผีสิงผู้มียศต่ำกว่าประท้วง มือยังคงลูบหลังหัวที่แสบแปล๊บๆ “แต่ก็เป็นการมองโลกที่มืดมนดีนะ”

“คิดว่าข้าเห็นอะไรมาบ้างล่ะตั้งแต่ก่อนตาย” จ่าถอนหายใจเฮือก “อยู่กองทัพนครคีรีมาตั้งแต่วัยรุ่นยันเกษียณ แล้วร่อนเร่มาเวียงตานต่ออีกเป็นสิบปี ข้าเห็นมาเยอะแล้วโว้ยไอ้พวกที่ว่าหวังดีๆน่ะ สุดท้ายมันก็โกยเข้าตัวเองกันทั้งนั้น มันเรื่องธรรมดา เอ็งได้โอกาสเมื่อไหร่ ข้าได้โอกาสเมื่อไหร่ก็ต้องโกยเหมือนกัน จำไว้”

“ครับ....” อีกฝ่ายตอบรับเสียงอ่อยๆ ก่อนจะยันตัวลุกขึ้น ปัดกางเกงที่เต็มไปด้วยฝุ่นจากพื้นคอนกรีตก่อนจะถามต่อ “แล้วจะเอายังไงต่อล่ะจ่า เหลือกันแค่สี่ห้าคนเอง ถ้าตานีบุกมาตอนนี้เสร็จกันง่ายๆเลยนะ”

“ไอ้นี่ก็ปอดแหก”

 

สนต้องรีบก้มหลบอีกครั้งเมื่อเจ้านายเงื้อมือทำท่าจะตบเกรียนอีกรอบ แต่จ่าเพียงถอนหายใจเฮือกก่อนจะลดมือลง

 

“อุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาก็เปิดอยู่เอ็งจะกลัวอะไรวะ แล้วระเบิดลูกเมื่อกี้ก็ไปไม่ถึงพวกแนวหน้าอยู่แล้วด้วย ถ้าพวกมันเข้ามาจริงเราได้ยินเสียงปืนก่อนแน่นอน” นายทหารผีสิงก้าวยาวๆผ่านลูกน้องกลับไปยังวิทยุที่ริมผนัง “เดี๋ยวข้าลองเรียกรวมคนจากบังเกอร์อื่นก่อน แล้วค่อยหาทางติดต่อเชียงม่วนให้ปิดอุปกรณ์จะได้หายตัวกลับไป ถ้าไม่ได้ค่อยไปสมทบกับพวกแนวหน้าเอา”

“แล้วคนที่นอนอยู่นี่ล่ะจ่า”

“เอาให้แน่ใจก่อนว่าจะทำไงต่อค่อยยิงพวกมันทิ้งก็ได้” ชายหนุ่มหน้าอ่อนตอบอย่างไม่ไยดี “ยังไงเราก็เข้าสิงไม่ได้อยู่แล้ว ยิงให้สะใจไปเลย”

“ก็ดีนะจ่า ไม่ได้ยิงคนจริงๆมานานแล้ว”

“ว่าแต่เราก็คุยกันตั้งนานทำไมไม่มีใครเรียกสักทีวะ พวกมันก็มัวแต่คุยอยู่เหมือนกันรึไ....”

 

เสียงของจ่าขาดหายไปในลำคอเมื่อเสียงชิ้นส่วนโลหะกระทบกันดังกริ๊กมาจากเบื้องหลัง ชายหนุ่มหน้าอ่อนหันขวับ แล้วเขาก็ต้องหยีตาอย่างฉับพลันเมื่อแสงจากไฟฉายหลายกระบอกสาดตูมเข้าใส่แก้วตาของเขาราวกับเผลอจ้องมองดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน แต่แม้จะแสบตา เขาก็ยังพอมองเห็นสิ่งที่อยู่ต่ำลงไปจากต้นกำเนิดแสงได้ มันคือปากกระบอกของไรเฟิลจู่โจม

 

 “พวกเอ็งเข้ามาได้ยังไง เครื่องป้องกันนั่นเปิดอยู่ไม่ใช่เรอะ !?

ชายหนุ่มผู้ถูกปืนจ่อในระยะเผาขนอ้าปากค้าง ขาก้าวถอยหลังอย่างลนลาน แต่แล้วก็ชนเข้ากับวิทยุและโต๊ะที่วางมันอยู่โครมใหญ่ แต่ดูเหมือนจ่าจะไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย ยามนี้ความหวาดกลัวความตายรอบที่สองมากกว่าความเจ็บปวดจากบั้นเอวหลายเท่า นายทหารผีสิงสะดุดวิทยุที่กองอยู่กับพื้นก่อนที่หลังของเขาจะกระแทกเข้ากับผนังบังเกอร์ดังอั้ก แต่ก็ไม่อาจหนีพ้นฝ่ายตรงข้ามที่สืบเท้าตามมาจ่อปืนเอาไว้ที่อก ตำแหน่งของแกนวิญญาณ.....

 

“เปิดไม่เปิดไม่รู้ แต่ที่แน่ๆพวกเราเข้ามาได้แล้ว” เสียงเย็นเยียบตอบกลับมาจากหลังไรเฟิลจู่โจมที่อยู่ใกล้เขาที่สุด “เรายึดผาเงียบไว้ได้แล้ว บอกลาชีวิตรอบสองบนโลกนี้ได้เลย”

“ยิงได้ก็ยิง.....”

 

ทหารเคราะห์ร้ายไม่มีโอกาสได้พูดจบประโยค ด้วยการเหนี่ยวไกเพียงครั้งเดียว กระสุนหัวทำลายวิญญาณก็พุ่งทะลวงแกนวิญญาณ เงาเลือนรางสีดำกระเด็นเหมือนโดนจับเหวี่ยงออกจากร่าง และก่อนที่ร่างของมนุษย์ที่เขาเคยสิงสู่จะร่วงลงถึงพื้น วิญญาณแหกนรกก็แตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยหายไปกับอากาศอับฝุ่นของบังเกอร์ตะวันออกเฉียงใต้ที่สองแล้ว

 

ชายหนุ่มผู้เป็นลูกน้องทำได้เพียงมองจุดจบของอดีตผู้บังคับบัญชาด้วยดวงตาเบิ่งค้าง ก่อนที่มัจจุราชแห่งโลกก่อนความตายที่จ่อปืนใส่เขาอยู่จะแสยะยิ้ม นิ้วชี้ค่อยๆขยับดึงไกเข้าหาตัว....

 

“ไม่ต้องห่วง เจ้านายคุณไม่เหงาแน่นอน.....”

 

 

“เยี่ยมมากท่านกล้วย ได้ผลตรงตามที่คำนวณไว้เป๊ะ”

วิญญาณสาวหน้าหวานหันมายิ้มให้ลูกศิษย์สาวอย่างภูมิใจ เบื้องหน้าเธอ หน้าจอแลปทอปที่แสดงแผนที่ของเมืองผาเงียบไร้วี่แววของสัญญาณวิญญาณใดๆ นอกจากเหล่าหน่วยรบที่เธอส่งเข้าไปเก็บกวาดเท่านั้น ทั้งที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนมันยังมีจุดสีแดงแสดงพลังงานวิญญาณเต็มพรืดเป็นปื้นจนแทบไม่มีที่ว่างด้วยซ้ำ

 

“ขอบคุณเจ้า แต่ข้าเจ้าคึดว่าดีใจตอนนี้ยังเร็วไป” ราชินีตานีตอบ แต่แม้จะพูดแบบนั้น เหล่าสหายร่วมรบอีกสี่คนสี่ตนก็พอมองเห็นได้ว่าอกแบนๆยืดขึ้นมาเล็กน้อย “ถึงจะระเบิดทำลายวิญญาณได้แต๊ แต่ยังเหลือข้อจำกัดอีกตั้งหลายอย่าง ทั้งเรื่องขนาด เรื่องการทิ้งระเบิดด้วย วันนี้โชคดีฟ้าปิด แล้วเชียงม่วนก็บ่ได้เอาเครื่องบินมาสกัดด้วย ถ้าเอาไปใช้แต๊ๆ บุกเมืองใหญ่กว่านี้หมู่มันคงต้องเอาเครื่องบินมาสกัดอยู่แล้วล่ะเจ้า”

“อย่าถ่อมตัวเลยน่าท่านกล้วย เก่งก็ยอมรับว่าเก่งสิ” สายเดินมาตบไหล่ลูกศิษย์สาว ก่อนจะกวาดตามองคนและตนอื่นๆในห้องประชุม “คนอื่นก็ด้วยเน่อ ระเบิดซับซ้อนจะอี้ยะกันแค่เกือบสองอาทิตย์ อุ๊ยยังบ่อยากเชื่อเลย”

“หนูกับแก้วไม่ได้ช่วยทำเลยนะคะอุ๊ยสาย” สาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์ตอบกลั้วหัวเราะ เธอและแก้วเพิ่งจะรู้เรื่องระเบิดนี่ก็ตอนที่อดีตพันเอกสาวเรียกประชุมเมื่อดึกที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งถึงตอนนั้นเครื่องบินทิ้งระเบิดก็ทะยานขึ้นไปแล้ว “ทำไมถึงได้มองแบบเหมารวมแบบนั้นล่ะคะ”

“แพรกับแก้วก็ด้วยนั่นแหละ หื้อกำลังใจแล้วก็อยู่ด้วยกันหมู่เฮาก็ดีใจแล้ว” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมยิ้มให้เพื่อนสาวทั้งสอง

“ว่าแต่ แบบนี้พวกผีร้ายก็รู้เรื่องระเบิดนี่หมดเลยสิคะ” สาวแว่นทวินเทลท้วง “แก้วยังคิดอยู่เลยว่าน่าจะทิ้งลงเมืองใหญ่ๆไปทีเดียวเลย เหมือนที่อมาริเกย์ทิ้งระเบิดปรมาณูใส่ฮิมิตสึตอนสงครามโลก น่าจะได้เซอร์ไพรส์เอฟเฟกต์มากกว่านะคะ”

“ช่วยบ่ได้เน่อ จะไดระเบิดนี่ก็ต้องทดสอบก่อน” สายตอบ “อีกอย่าง ระเบิดตอนสงครามโลกนั่นอมาริเกย์ก็ทดสอบเหมือนกันเน่อ แค่ทดสอบในประเทศบ่ได้ทดสอบหื้อข้าศึกเห็น”

“นั่นไงคะ”

“หมู่เฮาส่งสัญญาณรบกวนการติดต่อระหว่างผาเงียบกับเชียงม่วนเตรียมไว้แล้ว บ่ต้องห่วงหรอก” ตานีสาวผมหางม้าอธิบาย “แล้วก็อย่างที่หัน หน่วยรบของหมู่เฮาก็เข้าไปกวาดขั้นสุดท้ายแล้วด้วย แทบบ่ต้องห่วงว่าหมู่ผีร้ายจะฮู้เรื่องเลย”

“ยกเว้นแต่ว่าผู้ได๋ในหมู่เฮาจะเอาไปบอก นั่นก็อีกเรื่องนึงเน่อ” วิญญาณหญิงชราในร่างหญิงสาวยิ้มเย็นๆ แต่ประโยคต่อมาของเธอก็เพิ่มอุณหภูมิกลับมาเป็นปกติก่อนที่เหล่าสหายร่วมรบจะรู้สึกผิดปกติเสียอีก “เอ้า ดึกมากแล้ว ปฏิบัติการก็จบแล้ว ไปนอนได้แล้วทุกคน ยะการดึกมาตั้งหลายคืนแล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าอีก”

“อุ๊ยสายง่วงก็เว้ามาเถอะ.....” หมิงยิ้มแยกเขี้ยว

“ก็ง่วงแล้วแต๊ๆแหละ” อดีตพันเอกสาวหัวเราะ “เอ้า ไป นอนได้แล้ว”

“เจ้า.....”

“ค่า......”

“คร้าบ”

 

“โอเค เจอกันพรุ่งนี้นะ”

“มันต้องเป็นวันนี้บ่แม่นก๋า”

“เออๆเหอะน่า อย่าเป๊ะมากนักเลย”

หลังจากออกจากตึกศูนย์บัญชาการมาแล้ว จ้าดก็โบกมือลาเหล่าเพื่อนสาวผู้เดินเลียบเส้นรางรถไฟกลับไปยังตึกนอนของฝ่ายหญิง แต่แทนที่เด็กหนุ่มหน้าดุจะเดินกลับไปตึกนอนของฝ่ายชายบ้าง หลานชายหมอผีใหญ่กลับเดินเอื่อยๆ ฝ่าเกล็ดหิมะที่โปรยปราย หรือหากพูดให้ถูกคงจะเป็นสาดลงมาเหมือนมีใครเปิดกระสอบแล้วเทใส่หัวเขาเต็มๆ ขึ้นสะพานเหล็กที่ทอดยาวข้ามไปอีกฟากหนึ่งของหมู่ทางรถไฟ

 

จ้าดยังไม่ง่วงเท่าไหร่นัก อีกอย่าง เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่าตั้งแต่มาที่นี่ เขายังไม่เคยเดินเล่นในเชียงผานเลย พวกเขาอยู่ในภาวะสงคราม ทุกวันจึงผ่านไปอย่างสมกับที่อยู่ในภาวะสงคราม นั่นคือไม่ซ้อมรบก็ไปฟังหรือช่วยวิเคราะห์แผนการรบ หรือไม่ก็ไปช่วยเหล่าวิญญาณทั้งหลายประกอบอาวุธยุทโธปกรณ์ จะพอมีเวลาว่างบ้างก็ดึกมากแล้วเท่านั้น และส่วนใหญ่เขาก็เหนื่อยและง่วงเกินกว่าจะออกไปเดินเล่นแล้วด้วย วันนี้จึงเป็นโอกาสอันหายากที่จะได้เดินเล่นในเมืองที่เต็มไปด้วยความหลังอันน่าคิดถึงแห่งนี้......

 

หิมะเริ่มเบาลงบ้างเมื่อหลานชายหมอผีใหญ่มาถึงทางแยกนอกตัวเมือง แต่ภาพรอบตัวก็ยังคงเป็นสีเทาอมขาวอยู่ดี อย่างไรก็ตาม เด็กหนุ่มหน้าดุก็ยังจำทางได้แม้จะไม่ได้มาที่นี่นานมากแล้ว เขาเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนเส้นที่เล็กยิ่งกว่าเดิม ถนนเส้นที่นำขึ้นเขาทางทิศตะวันตกของเมือง ขึ้นไปสู่โรงแรมที่เขาเคยพักเมื่อครั้งมาทัศนศึกษาเมื่อกว่าหนึ่งปีที่แล้ว.....

 

หลังจากเดินมาเกือบครึ่งชั่วโมง เงาตะคุ่มขนาดมหึมาของโรงแรมก็ปรากฏขึ้นในม่านหมอกสีขาว มันไม่ได้สว่างไสวไปด้วยสปอตไลต์ คึกคักไปด้วยรถทัวร์และรถส่วนตัวที่จอดเรียงรายอยู่ในที่จอดรถ และแขกที่เดินกันขวักไขว่อยู่ในบริเวณโรงแรม หรืออบอุ่นด้วยแสงไฟสีเหลือส้มที่ส่องลอดออกมาจากห้าต่างห้องพักเหมือนอย่างที่เขาจำได้อีกแล้ว ยามนี้ ทุกสิ่งดูมืดมน เงียบเหงา อ้างว้างและหนาวเหน็บ ไม่เหลือร่องรอยของความรื่นเริงที่เขาคิดถึงเลยแม้แต่น้อย จะเหลือก็แต่ซากรถสามสี่คันที่ฝังอยู่ในกองหิมะจนแทบมิดเท่านั้น

 

ทางเข้าของโรงแรมที่เคยมีพนักงานยืนโค้งรอต้อนรับ บัดนี้รกร้าง ประตูกระจกแตกร้าว ปล่อยให้หิมะที่ถูกเสริมด้วยลมแรงเล็ดลอดเข้าไปกองอยู่กับพื้นด้านในเป็นกองใหญ่ จ้าดเดินผ่านเลยมันไปก่อนจะมุ่งหน้าลึกเข้าไปในปีกตึกห้องพักของโรงแรม ดวงตาตี่มองฝ่าหิมะไปยังทางเดินยาวเหยียดที่เชื่อมระหว่างปีกหลักด้านหน้าอันเป็นที่ตั้งของฝ่ายต้อนรับและร้านอาหารกับปีกห้องพักทั้งสองปีก ทางเดินที่ฟ้าเคยถูกลักพาตัวไปยังเตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้าปรมาณูเชียงผาน.....

 

จ้าดเดินย่ำหิมะช้าๆ ต่อไปยังปีกห้องพักที่มืดสนิทไม่แพ้ปีกตึกด้านหน้า ห้องหนึ่งที่ชั้นล่างสุดสะดุดตาเขา สิ่งที่สะดุดตาไม่ใช่ของที่อยู่ในห้อง อันที่จริงเขาก็แทบมองไม่เห็นในห้องด้วยซ้ำว่ามีอะไรบ้างด้วยความมืดแทบจะสนิทของพื้นที่รอบตัว แต่เขาจำได้ว่ามันคือห้องพักของกล้วยและฟ้า ห้องพักที่หมิงปรากฏตัวต่อหน้าเด็กสาวทั้งสองเป็นครั้งแรก.....

 

หนึ่งปีที่ผ่านมานี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นกับเขามามายเหลือเกิน

 

แต่คนที่ทำให้เรื่องเหล่านั้นเกิดขึ้น บัดนี้กลับไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเสียแล้ว.....

 

“อ้าวเฮ้ย จ้าด”

เสียงคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง แต่ผู้ถูกเรียกก็ยังหันขวับด้วยความตกใจอยู่ดีด้วยไม่คิดว่าเจ้าของเสียงจะมาเรียกเอาที่นี่ตอนนี้ แต่สิ่งที่เขาเห็นเป็นเจ้าของเสียงจริงๆ ฟ้าในชุดกันหนาวตัวหนาสีเดียวกับชื่อเดินตัดกองหิมะมุ่งหน้าเข้ามาหาเขา ใบหน้าคมส่วนที่โผล่พ้นหมวกออกมาแดงก่ำจากอากาศหนาว

 

“ฟ้ามาทำอะไรเนี่ย”

“เดินเล่น” สาวหมัดเหล็กตอบ “จ้าดก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

“มันก็ใช่.... แป๊บนึงนะ”

 

จ้าดควักโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋า มือไล่หาหมายเลขของกล้ายอย่างว่องไวก่อนจะกดโทรออก

 

“ว่าจะได ยังบ่นอนอีกก๋า” เสียงที่ฟังดูงัวเงียไม่น้อย และดูจะอยากเอาเรื่องเขาไม่น้อยของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบกลับมา

 

“โทษทีที่โทรมาดึก แต่ว่า.... ฟ้าอยู่กับกล้ายรึเปล่า”

จ้าดป้องปากกระซืบไม่ให้เด็กสาวเบื้องหน้าได้ยิน เขาไม่แน่ใจว่าเธอคือฟ้าจริงๆ หรืออะไรที่ฝ่ายประจิมอาจจะส่งมาเซอร์ไพรส์เขาถึงที่ แม้รอบเมืองจะมีทั้งกองกำลังวิญญาณเฝ้าระวังอยู่ และในเขตใกล้เมืองรวมทั้งที่นี่จะอยู่ในรัศมีของอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตา แต่สถานการณ์แบบนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้เหมือนสโลแกนมันฝรั่งอบกรอบยี่ห้อหนึ่งเมื่อเกือบยี่สิบปีมาแล้ว แต่ถ้าเกิดเบื้องหน้าเขาเป็นฟ้าจริงๆขึ้นมา ถ้าเธอรู้ว่าเขาไม่ไว้ใจคงจะเสียใจอยู่ไม่น้อย

“เปิ้นบอกจะออกไปย่างเล่น” ตานีสาวผมหางม้าตอบ “เจอเปิ้นก๋า”

“อื้ม” จ้าดชำเลืองมองสาวหมัดเหล็กเล็กน้อย เธอยังยืนนิ่งอยู่ที่ระยะห่างเท่าเดิมเบื้องหน้า “แต่ช่วยเช็กสัญญาณวิญญาณให้หน่อยได้มั้ย เรารู้สึกว่าเจอในที่ที่ไม่ควรเจอ”

“เดี๋ยวดูหื้อ” เสียงของกล้ายฟังดูงัวเงียน้อยลงบ้างเมื่อได้ยินสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ หลานชายหมอผีใหญ่ได้ยินเสียงเหมือนเธอแหวกถุงนอนออกไปเปิดแลปทอป ก่อนที่ตานีสาวจะยิงกลับมาด้วยคำถาม “หมู่นายไปยะอะหยังอยู่ตรงปู้น”

“หมู่นาย ?” หลานชายหมอผีใหญ่ทวนคำ “แปลว่าที่อยู่กับเรานี่ฟ้าจริงๆใช่มั้ย”

“ฟ้าแต๊” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบ “แต่ไปยะอะหยังกันอยู่ปู้น คึดจะยะอะหยังฟ้า”

“ไม่ใช่ครับโว้ย !” เด็กหนุ่มหน้าดุโพล่งสวนกลับไป ลืมที่คิดจะแอบคุยไม่ให้เพื่อนสาวได้ยินไปหมดสิ้น เขาไม่คิดว่าปลายสายจะมาแนวนี้ “มาเดินเล่นแล้วบังเอิญเจอกันครับโว้ย ทำไมเจ๊ถึงคิดเรื่องแบบนี้ตลอดเลยนะ !?

“ก็นายมันบ่าโรคจิต แอบมองน้ำว้าน้ำไทก็ยังเคยเลยบ่แม่นก๋า” กล้ายกัดเพื่อนหนุ่มกร้วมใหญ่

“ไม่ได้มองว้อย อย่ามาใส่ร้ายกัน !

“เอาเหอะ บ่คึดจะยะอะหยังก็ดีแล้ว” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมไม่เล่นต่อ เพราะตอนนี้เธอเองก็ง่วงเกินกว่าจะเล่นเหมือนกัน “แต่ไปยะหยังถึงปู้น มันห่างจากตัวเมืองมากเลยเน่อ อันตราย”

“พอดีอยากจะมารำลึกความหลังหน่อย โรงแรมนี้พวกเราเคยมาพัก” หลานชายหมอผีใหญ่อธิบายแม้จะยังหงุดหงิดกับคำถามของเพื่อนสาวไม่หาย “ฟ้า กล้วย แล้วก็เรา ตอนทัศนศึกษาของโรงเรียน ตอนนั้นกล้ายยังไม่มารวมกลุ่มกับพวกเรา”

“อย่ารำลึกนานนักละกัน รีบปิ๊กมาหื้อเร็วที่สุด อยู่ตรงนั้นจะมีอะหยังโผล่มาข้าก็บ่ฮู้เน่อ”

“คร้าบ”

 

“โทรเช็กรึไงว่าใช่เรารึเปล่า”

เสียงกลั้วหัวเราะของฟ้าทำเด็กหนุ่มหน้าดุสะดุ้ง ก่อนจะยิ้มแหยๆ หัวเราะแหะๆ เกาหัวแกรกๆ อย่างรู้สึกผิด

 

“ขอโทษนะฟ้า ฟ้าก็รู้นี่ว่าอย่างน้อยกันไว้ดีกว่าแก้.....”

“ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรนี่หว่า” สาวหมัดเหล็กเดินมาต่อยเพื่อนหนุ่มที่แขนหนึ่งอั้ก ทำเอาหลานชายหมอผีใหญ่เซแซ่ดๆ

“ไม่ได้โดนฟ้าต่อยแบบนี้มานานแล้วเหมือนกันนะ” จ้าดหัวเราะแม้ต้นแขนตรงที่โดนต่อยจะปวดหนึบ “ว่าแต่ฟ้าไม่ยืนยันตัวตนเราเรอะ”

 

“จะยืนยันทำบ้าอะไรสองรอบล่ะวะ”

นักศึกษาแพทย์แห่งเวียงเชียงหลวงย้อนถาม จ้าดกะพริบตาเล็กน้อยเมื่อได้ยินหางเสียงห้วนของเพื่อนสาว มันหายไปนานจนเขารู้สึกไม่ค่อยคุ้นหู แม้เพื่อนสาวจะกลับมาที่นี่นานพอสมควรแล้ว แต่ส่วนใหญ่เธอก็อยู่แต่กับพวกผู้หญิง หรือแม้จะเจอกันบ้างเวลากินข้าวหรือเวลาประชุมแผนก็มักจะไม่ได้พูดกับเขาโดยตรง จึงไม่ได้มีโอกาสพูดห้าวๆแบบที่เธอเป็นนัก

 

“ถ้าเป็นจ้าดตัวปลอมคงไม่โทรไปหากล้าย หรือถึงโทรก็คงไม่ว้ากออกมาแบบนี้หรอก พวกผีร้ายไม่น่าจะเนียนเป็นจ้าดขนาดนั้น” เด็กสาวหน้าคมให้เหตุผล “อีกอย่าง เราเกรงใจกล้ายด้วยว่ะ ดึกขนาดนี้แล้วจะให้โดนโทรไปตามสองรอบเป็นเราเราก็โวย”

“มันก็จริง” หลานชายหมอผีใหญ่พยักหน้า “แล้วฟ้าไม่ง่วงเหรอ”

ง่วงจะออกมาเดินแบบนี้เหรอวะ” ฟ้าตอบกลั้วหัวเราะก่อนจะออกเดินนำเพื่อนหนุ่มไป “ไปหาที่นั่งกันมั้ย”

“เอาสิ”

 

สองอดีตเพื่อนร่วมชั้นเดินย่ำหิมะเลียบปีกตึกห้องพักไปอย่างเนิบๆ แม้อากาศจะหนาวเย็นเยือกเหมือนอยู่ในตู้แช่แข็ง ในที่สุด ทั้งสองก็ได้ที่นั่งตรงริมชานไม้ที่ยื่นออกมาจากระเบียงห้องพักชั้นหรูด้านหลังปีกตึกหลัก หลังคาทรงจั่วแหลมที่ยื่นออกมาป้องกันมันเอาไว้จากหิมะซึ่งเริ่มตกหนักขึ้นมาอีกครั้ง แต่ไม่ค่อยจะกันลมที่พัดกรรโชกเหมือนจะไล่พวกเขากลับไปนอนได้เท่าไหร่นัก อย่างไรก็ตาม สำหรับเด็กสาวและเด็กหนุ่มผู้ผ่านลมหนาวยิ่งกว่านี้มาเกือบยี่สิบรอบแล้วมันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรเท่าไหร่นัก

 

ฟ้ากวาดหิมะที่ปลิวมาจากนอกชานออกก่อนจะหย่อนตัวลงนั่ง หลานชายหมอผีใหญ่นั่งลงข้างเพื่อนสาว หันหน้าออกสู่พื้นที่ด้านหลังโรงแรม จากตรงนั้น สองสหายร่วมรบสามารถมองเห็นเมืองเชียงผานได้ทั้งเมือง สมกับที่เป็นวิวจากห้องระดับแพงที่สุดของโรงแรมแห่งนี้จริงๆ แม้ตอนนี้จะเห็นเป็นเพียงเงาสีทึมๆ อยู่ในม่านหมอกหนาทึบของหิมะก็ตาม

 

“ไม่น่าเชื่อนะ” สาวหมัดเหล็กเปิดการสนทนาก่อน “เพิ่งมาเมื่อปีที่แล้วนี่เอง แต่เกิดเรื่องตั้งเยอะ เรานึกว่าตั้งแต่เจอพวกกล้วยมานี่สักสองสามปีแล้วซะอีก”

“นั่นสิ เราก็ว่างั้น” เด็กหนุ่มหน้าดุพยักหน้า “แต่เรายังจำวันที่ไปช่วยฟ้าได้นะ”

“เราก็จำตอนที่อยู่ในโรงไฟฟ้านั่นได้เหมือนกัน พูดแล้วขนลุก” นักศึกษาแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยเวียงเชียงหลวงยกมือขึ้นกอดไหล่ประกอบคำพูด “ไม่น่าเชื่อว่าจากจุดนั้น พวกเราจะมาถึงจุดนี้ได้”

“จุดไหน อะไรยังไง” จ้าดหันไปมองเพื่อนสาว “มีหลายจุดสำคัญอยู่นะที่พวกเราผ่านมาเนี่ย”

“จุดที่จากแค่สู้กับผีร้ายธรรมดา กลายเป็นต้องมาสู้กับชาวเมืองทั้งเมือง แล้วก็สู้กับผีร้ายจากแทบทั้งโลกหลังความตายนี่ไง” เด็กสาวหน้าคมอธิบาย จุด ของเธอ “แต่ที่ไม่น่าเชื่อกว่าคือทั้งหมดนี่มาจากฝีมือของคนแค่คนเดียวนี่แหละ”

“มันก็ไม่แปลกเท่าไหร่นะเราว่า เท่าที่ดูสิ่งที่ประจิมทำมาน่ะนะ” หลานชายหมอผีใหญ่พ่นลมหายใจออกทางจมูกเป็นควันขาว “เรื่องการเมืองนี่ประจิมฉลาดมากนะ ใช้อารมณ์ของคนให้เป็นประโยชน์ ยังไม่นับแผนค่อยๆทำให้ตานีเป็นอันตรายของมนุษย์นี่อีก แต่ละขั้นแต่ละตอนวางแผนได้เก่งมาก เรายังแปลกใจด้วยซ้ำว่าทำไมพวกเราถึงรอดมาอยู่ตรงนี้ได้ แต่ประจิมมันอาจจะเก่งแค่ด้านการเมืองไม่เก่งด้านการทหารก็ได้มั้ง พอเหตุการณ์เปลี่ยนจากสนามการเมืองกลายเป็นสนามรบเต็มรูปแบบแบบนี้เลยไปไม่ค่อยเป็น”

“แต่ต่อให้เก่งขนาดไหน เจ้าเล่ห์ขนาดไหน ฉลาดแกมโกงขนาดไหน ถ้าชาวเมืองฉลาดพอก็ไม่น่าจะตกเป็นเครื่องมือของมันนะเว้ย” ฟ้าท้วงพร้อมกับหันมามองหน้าเพื่อนหนุ่ม “แล้วเราก็ไม่คิดว่าคนตานนะคอนจะโง่ขนาดยอมให้มันหลอกกันทุกคนด้วย”

“อย่าพูดแบบนั้น พวกเราเองก็ตกเป็นเครื่องมือของมันเหมือนกันนะฟ้า ถึงจะเพราะจำยอมก็เหอะ” เด็กหนุ่มหน้าดุเน้นเสียง “อีกอย่าง อย่าคิดว่าทุกคนจะคิดแบบมีเหตุผลเหมือนกับฟ้านา อารมณ์ของคนมันรุนแรงนะ ฟ้าเองก็เห็นนี่ว่าวันนั้นที่ฟ้าเข้าไปตานนะคอนสภาพเป็นยังไงบ้าง แม้แต่คนเมืองเดียวกันแท้ๆ ยังทำร้ายกันได้ด้วยซ้ำ”

“แต่เราก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเชื่อการสร้างสถานการณ์ของประจิมกันหัวทิ่มหัวตำขนาดนั้น ไม่มีใครสงสัยสนใจไปหาข้อมูลเกี่ยวกับตานีมาเองบ้างเลยเหรอวะ แค่มีรายการทีวีให้ดูก็เชื่อเลย แค่มีข่าวลือทางเว็บทางโซเชียลเน็ตเวิร์กก็ตัดสินกันเลยรึไงว่าอะไรเป็นอะไร วิจารณญาณต่ำกันขนาดนั้นเลยรึไง”

“มันก็นะ คนสมัยนี้มันต้องการความเร็ว ความแรงไว้ก่อน ทำเป็นรถไปได้”

“นั่นมุกหรือเปลือกหอย หรือแค่เศษ....”

“ขอโทษ” หลานชายหมอผีใหญ่ขัดก่อนที่เพื่อนสาวจะพูดต่อให้จบได้ “แต่ก็นั่นแหละ คนมันก็เป็นซะแบบนี้ ผลมันก็เลยออกมาเป็นแบบนี้ไง”

“ตัวเองทำตัวเองสินะ”

“ท่าสงสารก็แค่คนที่ไม่ได้คิดแบบนั้น แต่ดันโดนหางเลขไปด้วยนี่แหละ”

“ก็คนส่วนใหญ่มันดันเป็นกันซะแบบนั้นนี่.....”

 

เงียบกันไปพักใหญ่ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวอยู่รอบตัว ก่อนที่จ้าดจะเอ่ยถามขึ้นบ้าง

 

“ฟ้าคิดว่าหลังจากนี้จะเป็นยังไงต่อ”

“หลังจากนี้ ?” เด็กสาวหน้าคมทวนคำ “ก็ไปบุกเชียงม่วนไง”

“ไม่ๆ หมายถึงหลังจากจบสงครามนี่”

“ในด้านไหนล่ะ”

“ก็.... พวกกล้วยพวกกล้ายจะมีชีวิตต่อไปยังไง อะไรแบบนี้”

“ยากเลย” ฟ้าถอนหายใจเฮือก “เราว่าถ้าทำได้ กล้วยกับกล้าย แล้วก็น้ำว้าน้ำไทคงจะเลือกหายตัวไปจากสายตาของมนุษย์อีกรอบก็ได้”

“ทำไมล่ะ”

“ถ้าไม่ทำแบบนั้นแล้วจะให้ทำยังไงวะ” สาวหมัดเหล็กย้อนถาม “ถ้าเกิดสถานการณ์กลับไปเป็นปกติ ก็เท่ากับผีร้ายออกจากร่างคนตานนะคอน.... คนเวียงตานทุกคน ทุกคนกลับไปมีสติเหมือนเดิม เรื่องมันก็จะเข้าอีหรอบเดิม คนเกลียดกลัวตานี แล้วประจิมก็อาจจะกลับเข้าสู่อำนาจได้เหมือนเดิม อย่าลืมว่าถึงประธานรัฐอื่นจะรู้วีรเวรของมัน แต่คนตานนะคอนส่วนใหญ่ไม่รู้นะเว้ย ถึงกล้วยจะออกทีวีวันนั้นแล้วก็เหอะ แต่ก็แค่ช่วงสั้นๆ บางคนอาจจะจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แล้วยิ่งตื่นขึ้นมาเห็นว่าคนตายกันเป็นเบือเพราะเรื่องที่เกี่ยวเนื่องมาจากตานีด้วย เราว่าดีไม่ดีคนที่เคยรักตานียังอาจจะกลับมาเกลียดตานีเลยด้วยซ้ำ มันรุนแรงกว่าไอ้ข่าวลืออะไรนี่ที่จ้าดว่ามาตั้งหลายเท่าเลยนะเว้ย”

 

“มัน.... ก็จริงแหละ....”

หลานชายหมอผีใหญ่เถียงไม่ออก อันที่จริงเขาเองยังคิดเลยด้วยซ้ำว่าที่กองกำลังผีร้ายแพ้การรบใหญ่ๆมาสองครั้งทั้งๆที่จำนวนเหนือกว่าเป็นร้อยเท่านี่ บางทีอาจจะไม่ใช่เพราะประจิมวางแผนการรบแย่ แต่อาจเป็นแผนซ้อนที่ล่อให้ฝ่ายเขาสังหารชาวรัฐเวียงตานให้มากที่สุดและไล่ผีร้ายออกไปให้ ก่อนที่ตัวเองจะสวมรอยป่าวประกาศว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นฝีมือของตานี

 

“แต่ก็น่าจะมีทางออกอื่นนอกจากหายตัวไปเฉยๆนะ” จ้าดยังไม่ยอมแพ้ “ถ้าทำแบบนั้นชื่อเสียงของตานีก็เสื่อมเสียไปตลอดสิ”

“ก็ถ้าไม่ต้องติดต่อกับมนุษย์อีกแล้ว ชื่อเสียงสูญเสียแล้วจะทำไมล่ะถูกมั้ย” เด็กสาวหน้าคมแย้งกลับ “กลับไปอยู่เงียบๆ จะปราบผีหรือไม่ปราบก็อีกเรื่อง แต่ตัดความสัมพันธ์กับมนุษย์ไปนี่แหละดีที่สุด”

“แล้วถ้าเกิดหายตัวไม่ได้ล่ะ” หลานชายหมอผีใหญ่พยายามหาทางอื่น “เหมือนกล้วยไม่ก็กล้ายเคยบอกอยู่ว่าพลังหายตัวนี่ขึ้นกับพลังงานวิญญาณพิเศษ แล้วพลังนั่นส่วนนึงก็ขึ้นกับศรัทธาของมนุษย์ด้วย ถ้ามนุษย์ไม่ศรัทธาก็หายตัวไม่ได้นะ”

“แต่ส่วนหนึ่งก็อยู่ที่โดนผีร้ายบุกรึเปล่าด้วยไม่ใช่เหรอ” ฟ้าตอบ “ไม่งั้นพวกเราก็ต้องมองเห็นตานีได้ตั้งแต่ก่อนสวนกล้วยแตกแล้วสิ”

“มันก็ใช่..... แต่ เอ่อ....” เด็กหนุ่มหน้าดุเริ่มอึกอัก เขาไม่อยากจะคิดว่าหลังจากจบสงครามครั้งนี้เหล่าเพื่อนสาวจะจากไป เขารับไม่ได้ แม้ตอนนี้ตนหนึ่งจะเหมือนหายไปจากชีวิตของเขาแล้วก็ตาม “แต่จะหายไปเฉยๆเนี่ยเหรอ มันไม่..... มันไม่น่าเศร้าไปหน่อยเหรอ”

 

คราวนี้ดวงตาคมของสาวหมัดเหล็กจ้องมองลึกลงไปในดวงตาตี่ของเขา

 

“น่าเศร้าสำหรับจ้าดใช่มั้ย” ฟ้าพูดช้าๆ “ยังไม่ตัดใจจากกล้วยอีกเหรอวะ”

“เราไม่ได้พูดถึงกล้วยสักหน่อ....”

“แต่เรารู้ว่าจ้าดกำลังพูดถึงกล้วย หรืออย่างน้อยก็เน้นเรื่องกล้วย” เด็กสาวหน้าคมแทรกเสียงเข้ม ก่อนจะถอนหายใจเฮือกพลางส่ายหน้าอย่างสมเพชระคนสงสาร “จ้าดเอ๊ย.... ความรักมันไม่ได้ขึ้นกับความพยายามนะเว้ย มันอยู่ที่ใช่ไม่ใช่มากกว่า พยายามให้ตาย ถ้ามันไม่ใช่ ก็ไม่ได้อยู่ดี”

“รู้น่า ไม่ต้องย้ำ” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบเสียงห้วน คำพูดของเพื่อนสาวเสียดแทงจนเจ็บแปลบอยู่ในอก “แต่อย่างน้อยเราอยากพยายามต่ออีกสักหน่อย.... ถึงสุดท้ายจะไม่สำเร็จ เราก็ยังอยากเห็นหน้าอยากทำอะไรด้วยกันกับเขา อย่างน้อยขอให้เจอกันได้บ้างก็ยังดี ไม่ใช่หายไปเลย ไม่มีโอกาสเจอกันอีกแล้ว....”

“แล้วจ้าดรับผิดชอบกล้วยไหวรึไง” ฟ้าถามกลับ “ไม่ใช่แค่กล้วย กล้าย น้ำว้า น้ำไท แล้วอาจจะมีตานีตนอื่นอีกด้วย ถ้าไม่อยากให้เขาหายตัวไป นายจะทำยังไงถึงจะรับรองความปลอดภัยและชีวิตปกติให้เขาได้”

“มัน..... ต้องมีสักทาง......” เด็กหนุ่มหน้าดุพยายามอย่างสิ้นหวังที่จะเค้นสมองคิดหาทางออกให้ได้ แต่ในที่สุดก็คอตก “มันก็จริงแหละนะ เราคนเดียวจะปกป้องอะไรเขาได้”

“เอาเหอะ บางทีจบสงครามนี้ไปอาจจะมีวิธีก็ได้” สาวหมัดเหล็กผ่อนเหตุและผลลงเล็กน้อยด้วยเริ่มรู้สึกสงสารเพื่อนหนุ่มผู้อาภัพรักมาตลอดคนนี้ และที่สำคัญ เธอเองก็เป็นหนึ่งในรักสุดอาภัพขงเขาเสียด้วย “ถ้าแน่ใจว่าอยากพยายามต่อ ก็เอาให้ถึงที่สุดละกัน เอาให้มันรู้กันไปข้าง ถ้าได้ขึ้นมาเดี๋ยวเลี้ยงข้าวร้านอาหารญี่ปุ่นร้านนั้นเลย”

“เอ้า ไหงจู่ๆก็เปลี่ยนเป็นพูดแบบนี้ เมื่อกี้ยังทำลายกำลังใจกันอยู่เลย”

ฟ้าเลิกคิ้ว “หรืออยากให้ทำลายกำลังใจต่อ ?”

“ไม่เอาคร้าบ.....”

“ก็ดี” เด็กสาวหน้าคมลุกขึ้น บิดขี้เกียจสองสามกร๊อบก่อนจะหันกลับมาหาเพื่อนหนุ่ม “จะตีสี่แล้ว กลับกันดีมั้ย เดินตั้งเป็นชั่วโมง ถ้าสว่างแล้วยังไม่กลับไปกล้ายได้โวยวายแหง”

“แล้วเราก็จะกลายเป็นแพะ.....” หลานชายหมอผีใหญ่หัวเราะปลงๆ “ไป ง่วงแล้วเหมือนกัน”

 

หิมะยังคงโปรยปรายราวกับจะไม่มีวันหยุดตก จ้าดแหงนมองขึ้นไปยังท้องฟ้าสีเทาหม่นแม้มันจะทำให้หิมะเข้าตาจนต้องหยีตาเบ้หน้า คำพูดเมื่อครู่ของเพื่อนสาวยังดังก้องสะท้อนไปมาอยู่ในโสตประสาท จะมีทางไหนไหมหนอที่เขาจะปกป้องเหล่าตานีสาวได้ จะมีทางไหนไหมหนอที่เหล่าตานีสาวจะไม่ต้องหายตัวไป จะมีทางไหนไหมหนอที่เหล่าตานีสาวจะใช้ชีวิตได้อย่างที่ควรจะเป็น

 

จะมีทางไหนไหมหนอ ที่จะเชื่อมรอยร้าวระหว่างสองเผ่าพันธุ์ให้กลับมาดีเหมือนเดิม

 

 

เสียงเครื่องยนต์ดีเซลสิบสองสูบดังก้องป่า ประสานกับเสียงย่ำหิมะสวบๆจากรองเท้าคอมแบตที่ดังกันสับสน แต่ก็เพียงไม่นาน เมื่อรถถังคันใหญ่เคลื่อนตัวเข้าที่ในหลุมเพลาะที่ขุดเอาไว้ริมชายป่า และเหล่าทหารผู้ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้เป็นกำลังเสริมของรถถังหมอบลงประจำที่กับพื้น ผืนป่าก็กลับเข้าสู่ความเงียบของยามราตรีอีกครั้ง

 

แต่ก็เพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่รถจี๊ปลายพรางหิมะจะแล่นเข้ามาจอดใกล้ๆ ก่อนที่ผู้นั่งอยู่บนที่นั่งคนขับจะกระโดดลงมาจากรถ ผ้าพันคอลายเดียวกับตัวรถปลิวไสวตามสายลมแรงอยู่เบื้องหลังเธอ

 

“เป็นจะไดบ้าง เรียบร้อยดีก่อ”

“เรียบร้อยครับท่านแหวน” ทหารนายหนึ่งผู้มีสามบั้งที่แขนยกมือขึ้นวันทยหัตถ์รายงานสถานการณ์

“มีอะหยังที่บ่เข้าใจหรืออยากถามเกี่ยวกับแผนการป้องกันอีกก่อ” ตานีสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่ม ซึ่งบัดนี้ซ่อนอยู่ภายใต้เงาของฮู้ดจากตะเบงมานถาม “อยากจะเปลี่ยนตำแหน่งอยากจะได้อะหยังเพิ่มบอกมาได้”

“ไม่เป็นไรครับ ตรงนี้ดีแล้ว มองเห็นเส้นทางรถไฟชัดดี”

“ตนอื่นล่ะ” แหวนละสายตาจากทหารผู้มีหน้าที่บังคับบัญชาไปถามเห่าชั้นผู้น้อยบ้าง เธอรู้ว่าหลายครั้งผู้บังคับบัญชาอยากจะเอาหน้าหรือไม่อยากให้เธอโกรธจนไม่ฟังความต้องการของลูกน้อง ซึ่งผลลัพธ์แต่ละครั้งก็ไม่ได้ออกมาดีเท่าไหร่นัก “มีอะหยังที่ต้องการหรืออยากถามก็บอกมาเลย”

“ไม่มีครับ”

“ไม่มีค่ะ”

“โอเค” เด็กสาวหัวหนามพยักหน้า “จะอั้นข้าไปก่อนเน่อ ถ้ามีอะหยังก็ติดต่อหน่วยเหนือเอาละกัน ขอหื้อโชคดี”

“ขอบคุณครับ !

 

แหวนยิ้มน้อยๆขณะมือตะเบ๊ะตอบผู้ใต้บังคับบัญชา หันหลังเดินกลับไปขึ้นรถ ก่อนจะดึงคันเกียร์บังคับรถให้ถอยหลังออกจากจุดซุ่มยิงไปยังทางเส้นเล็กๆด้านนอก มันจะนำเธอตัดผ่านป่าสนที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองช้างลอยแห่งนี้ลงไปยังแนวหุบเขาอันเป็นที่ตั้งของทางรถไฟเบื้องล่าง ที่นั่น กองทหารผีสิงอีกกองหนึ่งกำลังวางกับระเบิดอยู่ โดยมีเหล่าผีร้ายอิสระบินลาดตระเวนคุ้มกันอยู่เหนือหัว มองดูเหมือนนกฮูกสีดำสนิทที่บินวนไปวนมาอยู่เหนือเหยื่อท่ามกลางท้องฟ้ามืดสลัว

 

“เป็นจะไดบ้างจ่าไสย” ตานีสาวผู้รับหน้าที่แม่ทัพเอ่ยถามตั้งแต่ยังกระโดดลงจากรถไม่ทันถึงพื้น

“เสร็จไปเกือบแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้วครับ” ทหารหนุ่มร่างกำยำเดินเข้ามาหาผู้บังคับบัญชาที่ตัวสูงแทบไม่ถึงไหล่ของเขา “เหลือแค่จากตรงนี้ไปถึงสุดแนวอุโมงค์ น่าจะเสร็จภายในมะรืนนี้ครับ”

“เร่งมือหน่อยก็ดีเน่อจ่า” เสียงของเด็กสาวหัวหนามเย็นลง “บอกข้าไว้ว่าพรุ่งนี้เช้าจะเสร็จบ่แม่นก๋า”

“ขอโทษครับ” สีเลือดบนใบหน้าของจ่าดูจางลงไปเล็กน้อย “แต่พอดีเจอปัญหานิดหน่อย เมื่อเช้ามีหิมะถล่ม ก็เลยล่าช้าครับ”

“ตรงได๋ หิมะถล่ม”

“โน่นครับ”

 

เด็กสาวหัวหนามมองตามมือที่อีกฝ่ายชี้ แล้วก็เห็นทางลาดที่ไร้ต้นสนบนภูเขาห่างออกไปน่าจะราวหนึ่งกิโลเมตร เบื้องล่างมีหิมะกองโตทับถมกันอยู่ ซากรถขุดสีเหลืองอ๋อยโผล่ออกมาครึ่งๆจากหิมะสีขาวโพลน

 

“มีผู้ได๋บาดเจ็บหรือตายก่อ”

“ออกจากร่างมาทันทุกคนครับ ก็ไปรวมกับพวกข้างบนนั่นแหละครับ” ทหารหนุ่มมองเสยขึ้นไปยังเหล่าวิญญาณที่โฉบไปมาอยู่เบื้องบน

“แล้วที่เสียร่างไปมีกี่ตน”

“ห้าครับ แล้วก็เสียรถขุดกับรถวางกับระเบิดไปอย่างละคัน”

“ก็ระวังหน่อยละกัน หิมะจะตกหนักไปอีกอาทิตย์ น่าจะเจอหิมะถล่มอีก” แหวนสรุป “แล้วมีปัญหหรือต้องการอะไรอีกบ้างก่อ”

“ถ้าเอารถขุดหรือรถวางระเบิดมาให้อีกสักคันได้น่าจะเร็วขึ้นอีกครับ แต่จากช้างลอยมาถึงนี่คงเอามาไม่ทันใช่มั้ยครับ”

“ถ้าหาทางเอามาหื้อได้ก็จะเอามาหื้อ แต่ตอนนี้คึดซะว่าคงบ่ได้ไปก่อนละกันเน่อ”

“ครับ”

“จะอั้นข้าไปก่อน อย่าลืม หื้อเสร็จในมะรืนนี้เน่อ ข้าบ่ยอมหื้อล่าช้าอีกยกเว้นจะเกิดเหตุอะหยังแต๊ๆ”

“รับทราบครับ”

 

แหวนวันทยหัตถ์อำลาลูกน้องแล้วกลับมาปีนขึ้นรถอีกครั้ง เธอเอื้อมมือไปกดดูหน้าจอบนแผงคอนโซลของรถ เป้าหมายต่อไปของเธอคือกองรถถังซึ่งจะมีหน้าที่เป็นหน่วยรบเคลื่อนที่เร็วในการป้องกันช้างลอย มันเป็นเป้าหมายสุดท้ายของเธอในค่ำคืนนี้ และมันอยู่ในตัวเมืองช้างลอยใกล้ๆที่พักของเธอพอดี เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มถอนหายใจยาว หลับตาพักดวงตาที่แสบร้อนและอ่อนล้า หลังจากอดนอนมากว่ายี่สิบสี่ชั่วโมงเพื่อคุมงานวางแนวป้องกัน ในที่สุดเธอก็จะได้ล้มตัวลงนอนสักที....

 

แต่ยังไม่ทันจะได้ใส่เกียร์เหยียบคันเร่ง สัญญาณโทรศัพท์ติดรถก็ดังขึ้น เด็กสาวถอนหายใจอย่างหงุดหงิดระคนง่วงงุนก่อนจะเอื้อมมือไปกดรับ

 

“นี่แหวน ว่าจะได”

“เจ้านาย แดงเองค่ะ” เสียงปลายสายตอบกลับมา ผีร้ายที่ทำงานเสมือนเป็นเลขาของเธอนั่นเอง

“มีอะหยัง” ดวงตาที่สะท้อนประกายสีเขียวหรี่ลงเล็กน้อย เลขาตนนี้โทรด่วนมาตอนเธออยู่นอกสถานที่ทีไรไม่เคยจะเป็นเรื่องดีสักที

“มีรายงานว่าผาเงียบถูกโจมตีค่ะ ฝ่ายตานียึดไว้ได้แล้วด้วย”

“ข่าวถูกแน่ก๋า” ดวงตามกริบของตานีสาวหรี่ลงไปอีก “ยึดเร็วจะอี้ บ่มีการขอความช่วยเหลือจะอี้บ่น่าเป็นไปได้”

“ถูกค่ะ ฉันยืนยันด้วยโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณแล้ว”

“ขอบันทึกวิดีโอจากโปรแกรมได้ก่อ”

“เดี๋ยวส่งให้ค่ะ”

 

สองสามวินาทีต่อมา ข้อความว่ามีไฟล์ส่งเข้ามาก็โผล่ขึ้นที่หน้าจอของรถ ตานีสาวหัวหนามกดเปิดดู แล้วแววแข็งกร้าวตามปกติในดวงตาก็เปลี่ยนเป็นแววแห่งความช็อกเมื่อเห็นว่าจู่ๆ สัญญาณพลังงานวิญญาณของผีร้ายทั้งเมืองนับเป็นร้อยเป็นพันตนก็หายวับไปพร้อมๆกัน จุดที่ยังเหลืออยู่ไม่กี่จุดก็ทยอยล้มหายตายจากตามไปในเวลาไม่นานนัก แหวนกัดริมฝีปาก อะไรกันที่สามารถทำให้วิญญาณเป็นพันๆแตกสลายหายไปในพริบตาพร้อมๆกันเป็นวงกว้างได้ขนาดนั้น หากมันเป็นอาวุธชนิดใหม่ของฝ่ายตรงข้ามล่ะก็ แนวป้องกันของเชียงม่วนที่มีแต่ผีร้ายและปีศาจนานาชนิดแทนที่จะเป็นยานพาหนะและยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ก็จะกลายเป็นช่องโหว่ขนาดมหึมาทันที

 

“รับทราบ ขอบคุณนักๆ”

ตานีสาวหัวหนามตอบวิทยุ ขณะสมองวิ่งเร็วจี๋คิดว่าเธอควรจะทำอย่างไรต่อไป ความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวคือเธอต้องรายงานประจิม เธอต้องโน้มน้าวให้เขายอมให้เธอนำกำลังกลับไปที่เชียงม่วน แต่เด็กสาวก็ยั้งตัวเองไว้ก่อนที่เธอจะกดโทรออก ตอนนี้ตีสองกว่า นักการเมืองเจ้าสำอางอย่างเขานอนแล้วแน่ๆ และต่อให้ไม่นอน เธอก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะยอมรับรู้อะไรหรือเปล่า เธอตงิดๆอยู่ในใจว่าพูดไปก็อาจจะเหนื่อยเปล่า.....

 

อีกอย่าง เธอเองก็ยังไม่แน่ใจเช่นกันว่าอาวุธหรืออะไรสักอย่างที่มีอำนาจทำลายล้างขนาดนั้นคืออะไร และจะรับมือหรือแก้ทางมันอย่างไร ประจิมไม่ชอบการต้องมานั่งวิเคราะห์ข้อมูล เขาชอบฟังข้อมูลสรุปที่เขาสามารถออกคำสั่งหรือตัดสินใจได้ทันที และนักการเมืองเจ้าปัญหาจะไม่ชอบเลยเช่นกันหากการประเมินหรือการวิเคราะห์ที่เอามาให้เขาดูเกิดผิดพลาด และทำให้ผลจากคำสั่งของเขาผิดพลาดตามไปด้วย เขาไม่ชอบเสียหน้า.....

 

แหวนพ่นลมหายใจออกทางจมูก

 

ประจิมคงไม่สบอารมณ์นัก

 

บางที ประจิมอาจจะถอดเธอออกไปนั่งตบยุงเหมือนนางกับเอื้อง

 

แต่งานนี้ เธอขอจัดการเองสักครั้งก็แล้วกัน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น