ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 104 : การตีโต้กลับที่อยู่ในใจของแต่ละตน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 84
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    8 ก.ย. 58

สถานีขนส่งสินค้าเชียงผานที่เงียบเหงามานานเป็นเดือนนับตั้งแต่นรกแตก บัดนี้กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง เสียงเครื่องยนต์ของรถบรรทุกนับสิบๆคันดังต่อเนื่องเป็นชั่วโมงๆ คันเก่าไป คันใหม่ก็เวียนมาราวกับไม่มีวันหมด มันดังประสานกับเสียงเอี๊ยดอ๊าดและเสียงโหยหวนจากไซเรนเตือนของเครนเหนือหัว เสียงโลหะกระทบกันเคร้งคร้างเมื่อตู้สินค้าถูกยก และเสียงร้องสั่งงานของบรรดาวิญญาณทั้งหลายที่กระจายกันอยู่ทั่วบริเวณสถานี

 

สินค้านับพันตัน ทั้งชิ้นส่วนยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ อาหาร และเสบียงอื่นๆ ถูกลำเลียงลงมาชิ้นแล้วชิ้นเล่า อาหารถูกแจกจ่ายให้กับทั้งเหล่าวิญญาณ มนุษย์ และสมิงอีกหนึ่งตน ในขณะที่ยุทโธปกรณ์ทั้งหลายถูกลำเลียงต่อไปยังโรงงานต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วเมืองเพื่อประกอบมันขึ้นมาอีกครั้ง เตรียมพร้อมที่จะรบกับข้าศึกที่รอพวกเขาอยู่....

 

แต่พันธมิตรทั้งสามรัฐไม่ได้ส่งมาแค่สิ่งของอย่างเดียว วิญญาณหลายร้อย หรืออาจจะถึงพันตนติดสอยห้อยตามมากับรถไฟด้วย เพื่อเป็นกำลังพลให้กับกองกำลังตานีซึ่งขาดแคลนอย่างหนักยิ่งกว่าอาวุธเสียอีก ทุกตนผ่านการคัดเลือกอย่างดีจากวิญญาณผู้พิทักษ์เจ้าของรัฐ เพื่อให้แน่ใจว่าได้ผู้ที่มีฝีมือดีที่สุด และจะไม่มีสายลับหลุดลอดเข้าไปเป็นไส้ศึกในกองกำลังตานีได้

 

ห่างจากสถานีสินค้าออกไปเกือบหนึ่งกิโลเมตร ตึกกระจกห้าชั้นซึ่งเคยเป็นอาคารสำนักงานของการรถไฟสารขัณฑ์ บัดนี้ถูกแปลงให้กลายเป็นศูนย์บัญชาการชั่วคราว คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ตรวจจับทั้งหลายถูกลำเลียงจากฐานบินดอยสูงข้ามรัฐมายังเชียงผาน ทุกอย่างพร้อมสำหรับการตั้งรับการโจมตี และสำหรับการบุกโจมตีฝ่ายตรงข้าม

 

อาจจะยกเว้นชั้นล่างซึ่งกระจกแตกทั้งหมดและมีหิมะกระจุยกระจาย อันเป็นที่ที่สี่ตานี สี่มนุษย์ และอีกหนึ่งสมิงสาวนั่งพักกินข้าวกลางวันอยู่ในตอนนี้.....

 

“หา ตายไปแล้วแพรอยากจะเป็นสาวทอผ้าไหมก๋า !?

เสียงสูงปรี๊ดดังก้องใต้ถุนตึก ดวงตากลมโตหลังแว่นกรอบดำของเด็กสาวผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์ดูเล็กไปถนัดใจเมื่อเทียบกับดวงตาที่เบิกกว้างจนแทบจะเท่าไข่ห่านของราชินีตานีและหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม กล้ายแทบจะปล่อยช้อนที่มีข้าวคลุกแกงผักหวานใส่ปลาย่างของโปรดร่วงกลับลงไปในจานด้วยซ้ำ

 

“เป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอ” แพรดูตกใจไม่น้อยกับปฏิกิริยาของสองเพื่อนสาว

“ใหญ่สิ” เสียงของตานีสาวผมหางม้ายังคงสูงอยู่ ยกช้อนที่ลอยค้างอยู่เหนือจานมากว่ายี่สิบวินาทีแล้วเข้าปาก “แพรฮู้ก่อว่าการกลายเป็นวิญญาณผู้พิทักษ์มีผลจะไดบ้าง”

“อื้ม ก็.... เขาก็บอกมาบ้างแล้วแหละ” สาวแว่นแห่งภาคยานยนต์หลบสายตาเพื่อนสาว “เราต้องสูญเสียความทรงจำทุกอย่างของชีวิตนี้ไปเลยใช่มั้ย”

“เอ๊ะ หมายความว่าไง” ฟ้าผู้นั่งอยู่ข้างๆเข้าร่วมบทสนทนาด้วย

“ผีปกติจะยังเหลือความทรงจำตอนยังมีชีวิตอยู่ ต่อหื้อไปโลกหลังความตายก็ยังเหลือความทรงจำอยู่” เด็กสาวหน้าจืดอธิบาย “แต่ถ้าจะเป็นวิญญาณผู้พิทักษ์ ส่วนใหญ่วิญญาณดวงนั้นจะต้องยอมเสียความทรงจำในชีวิตก่อนหน้าไป”

“เป็นแบบนี้ทุกเผ่าเลยเหรอ” สาวแว่นทวินเทลถามบ้าง

“ก็บ่แม่นทุกเผ่าเน่อ แต่เท่าที่ฮู้ เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์จะต้องมีข้อตกลงนี้”

“สมิงบ่มีเด๊”

“สมิงเป็นวิญญาณผู้พิทักษ์ที่ได๋ล่ะบ่าสมิงบ้าพลัง”

“แล้วทำไมต้องมีด้วยล่ะ” แก้วถามต่อ โดยไม่สนใจสองคู่กัดตามธรรมชาติที่เริ่มจะกัดกันตามธรรมชาติอยู่ข้างๆ

“เพราะต้องหลีกเลี่ยงการเลือกปฏิบัติ” ราชินีตานีตอบ “แก้วลองคึดดูสิว่าถ้าเกิดเป็นวิญญาณผู้พิทักษ์ แล้วต้องยิงวิญญาณของคนฮู้จักหรือญาติพี่น้อง แก้วจะฮู้สึกจะได”

“อืม ก็จริงแฮะ.....”

“แล้วทำไมแพรถึงอยากเป็นสาวทอผ้าไหมล่ะ” เด็กหนุ่มเพียงคนเดียวในเหล่าสหายร่วมรบที่นั่งล้อมวงกินข้าวกันอยู่ถามบ้างหลังจากนั่งฟังเงียบๆอยู่นาน

“ก็.... เรารู้สึกว่าเขาช่วยเราไว้มากเลยช่วงที่เรากลับไปเวียงคำ” แพรคีบเส้นหม่าม้ารสต้มแซบกวางย่างเข้าปากหนึ่งซู้ดก่อนจะพูดต่อ “แล้วเราก็ชอบลักษณะสังคมแล้วก็หน้าที่ของเขาด้วย เราอยากเป็นพวกเดียวกับเขา เราอยากปกป้องรัฐเวียงคำบ้าง”

“แต่อย่าลืมเน่อว่าการเสียความทรงจำทุกอย่าง ก็หมายถึงต้องลืมพ่อแม่ ลืมปู่ย่าตายาย ลืมทุกตนที่อาจจะรออยู่ในโลกหลังความตายด้วยเน่อ” กล้ายผู้ทะเลาะกับหมิงเสร็จแล้วและเป็นฝ่ายชนะหันมาพูดเน้นเสียง ดวงตาสีเขียวเรืองแสงจ้องลึกลงไปในดวงตาหลังแว่นกรอบดำของเพื่อนสาวร่วมภาคอีกครั้ง “แพรยอมได้ก๋ากับเรื่องจะอี้”

“แล้วกล้ายล่ะ ทำไมถึงมาเป็นตานี” สาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคอากาศยานเริ่มสู้บ้างเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวดูจะไม่ถูกใจกับการตัดสินใจของเธอนัก “ตอนนั้นกล้ายไม่กลัวจะต้องลืมพ่อลืมแม่บ้างเหรอ”

“.....ถามจะอี้แล้วข้าจะตอบจะได ก็ลืมไปหมดแล้ว” เด็กสาวผมหางม้าตอบเสียงอ่อยๆ “เอาเหอะ ถ้าแพรแน่ใจแต๊ๆว่าอยากจะเป็นข้าก็ห้ามอะหยังบ่ได้หรอก แค่อยากหื้อคิดดูดีๆเท่านั้นเอง”

“ไม่ต้องห่วงหรอกกล้าย เราว่าเรายังเหลือเวลาคิดอีกเยอะ....” แพรยิ้มให้เพื่อนสาว “ไว้ถ้าเกิดเปลี่ยนใจจะมาสมัครเป็นตานีจะบอกละกันนะ”

“อย่าเลย......”

“ว่าแต่ที่เรายังสงสัยอยู่คือ ทำไมแพรถึงได้กลับมาล่ะ สาวทอผ้าไหมไม่ห้ามบ้างเหรอ” สาวหมัดเหล็กเปลี่ยนเรื่อง “ขนาดเรานี่กะยังห้ามจนเราต้องหนีมา อย่างที่เคยเล่าให้ฟังนั่นแหละ”

“ก็ไม่ได้ห้ามอะไรนี่” เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบดำเอียงหัวน้อยๆ ก่อนจะลดเสียงลง “เอาจริงๆ เหมือนว่ากะนั่นแหละจะมาเจรจาขอให้ยอมส่งตัวเรามาที่นี่”

“หา.....!?

“รู้สึกจะชื่อหมื่นหรืออะไรนี่แหละ”

“ลุงหมื่นเหรอ !?” ฟ้าดูหงุดหงิดขึ้นมาทันที มือควักโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าทำท่าจะกดโทรออก “งานนี้ต้องมีเคลียร์กันหน่อยแล้วลุง”

“เดี๋ยวๆ ใจเย็นๆน่าฟ้า” ราชินีตานีผู้นั่งอยู่อีกข้างของเพื่อนสาวคว้ามือเธอไว้พลางหัวเราะ “ลุงหมื่นเปิ้นอาจจะคึดว่าจะไดฟ้าก็มาแล้ว ก็หื้อมากันครบๆก็ได้เน่อ”

“แต่ถึงขนาดไปขอสาวทอผ้าไหมให้นี่มันก็เกินไปนะ” สาวหมัดเหล็กยังดูฮึดฮัด “ทีเรานี่ห้ามโน่นห้ามนี่ ไม่ปลอดภัยบ้างล่ะ เป็นห่วงบ้างล่ะ จนเราร้องไห้เลยด้วยซ้ำกล้วยก็จำได้ไม่ใช่เหรอ วันที่กลับมาจากตานนะคอนน่ะ แล้วตอนนี้มาทำแบบนี้ จะไม่ให้เราหงุดหงิดได้ไง”

“เอาน่าๆ ไว้ฟ้าปิ๊กไปเชียงหลวงเมื่อได๋ค่อยไปอู้กันก็ได้” กล้วยปลอบเพื่อนสาว “อีกอย่าง ระดับลุงหมื่น ข้าเจ้าว่าเปิ้นบ่ยะอะหยังโดยบ่คึดหรอก”

“ก็ได้” เด็กสาวหน้าคมยอมนั่งลงกับพื้นเหมือนเดิม “คอยดูเหอะ กลับไปเดี๋ยวให้เลี้ยงข้าวแน่ ทั้งลุงหมื่นทั้งอ้ายโจ้เลย”

“มีแต่ให้เลี้ยงข้าวทุกที ตั้งแต่ม.ปลายแล้วนะฟ้า” หลานชายหมอผีใหญ่หยอกอดีตคนที่ชอบ แต่ก็ต้องสะดุ้งเมื่ออีกฝ่ายหันมาแยกเขี้ยวใส่

“ทำไม อยากเลี้ยงเรารึไง เดี๋ยวเหอะ สงครามนี้จบจะให้เลี้ยงอาหารญี่ปุ่นร้านที่จ้าดพายูคิไปกิน”

“ได้เลย กินให้เท่ายูคิละกัน” จ้าดหัวเราะกลับ แต่เสียงของเขาก็มืดมนลงในประโยคต่อมา “แต่ป่านนี้จะยังอยู่เร้อ.....”

 

กินข้าวกันต่อไปเงียบๆ ท่ามกลางเสียงลมหนาวและเสียงขนถ่ายสินค้าลงจากโบกี้รถไฟอยู่ไกลๆ ก่อนที่สมิงสาวจะเปิดประเด็นใหม่ขึ้นมา

 

“เอ แต่ถ้าจังซี่ก็บ่มีทางฮู้เลยสิว่ากล้วยกับกล้าย แล้วก็น้ำว้ากับน้ำไทเป็นไผมาก่อนตอนที่ยังมีชีวิต อุตส่าห์ว่าถ้าว่างๆสิถามจักหน่อย”

“แหม อยากฮู้ของกล้ายตนเดียวก็บอกมา.....”

“กล้วยก็อย่าอู้สิ เดี๋ยวเปิ้นฮู้กันหมด.....” สัตว์ภูตสาวแสร้งทำเป็นเขิน ไม่เหมือนตานีสาวผมหางม้าที่ดูท่าจะเขินขึ้นมาจริงๆ เห็นได้จากปื้นสีชมพูบนแก้ม

“เปิ้นฮู้กันหมดแล้วย่ะบ่าสมิงบ้าพลัง !

“เอ้าๆ พอๆ อย่าเพิ่งโวยวายกันอีก” กล้วยเบรกเพื่อนสาวทั้งสองแม้เธอจะยังอยากเห็นหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมโวยวายต่อก็ตาม “แต๊ๆ ฝ่ายคัดเลือกวิญญาณก็ฮู้แหละเน่อ แต่ก็บ่มีผู้ได๋ไปถาม ถึงไปถามเปิ้นก็บ่บอกหรอก”

“แล้วกล้ายกับกล้ายไม่เคยอยากรู้เลยเหรอ” สาวหมัดเหล็กถาม

“บ่เคยเน่อ” ราชินีตานีส่ายหน้า “ฮู้ไปก็ยะอะหยังบ่ได้ มันเป็นแค่อดีต หมู่เฮาไปยะอะหยังกับมันบ่ได้แล้ว แล้วมันก็บ่ได้มีผลอะหยังกับหมู่เฮาแล้ว ก็บ่ฮู้จะฮู้ไปยะหยัง”

“อีกอย่างเน่อ เป็นฟ้า ฟ้าจะอยากฮู้แต๊ๆก๋า”

“ก็คงอยากรู้นะ”

“แล้วถ้าเกิดฟ้าฮู้ว่าก่อนจะมาเป็นตานี ฟ้าเคยเป็นตาลุงอ้วนๆน่าเกลียด ถังแตกแถมตกงานไม่มีใครสนใจจนเหี่ยวแห้งเฉาตายอะหยังจะอี้ล่ะ”

“อ่า..... ถ้าพูดแบบนั้น เราก็ว่ารู้ไปก็คงไม่ค่อยดีเท่าไหร่แหละนะ.....”

“เอ เดี๋ยวนะ” แพรผู้ซดหม่าม้าคัพของเธอจนหมดกระป๋องแล้วถามขึ้นมาบ้าง “เมื่อกี้กล้วยบอกว่าคนที่ไปโลกหลังความตายจะไม่สูญเสียความทรงจำเหรอ”

“อื้ม” กล้วยพยักหน้า ปากยังเคี้ยวกะเพราเนื้อกวางคำสุดท้ายตุ้ยๆ

“ไม่เสียอะไรเลยเหรอ เหมือนกับ.... เหมือนกับย้ายไปอยู่โลกหลังความตายเฉยๆเลยน่ะเหรอ”

“จะว่าจะอั้นก็ได้เน่อ”

“ถ้างั้น ทำไมผีถึงได้ไม่อยากไปโลกหลังความตายกันล่ะ” สาวแว่นแห่งภาคยานยนต์ถามต่อ “คือเราพอเข้าใจนะว่าผีข้ามไปข้ามมาระหว่างโลกหลังความตายเหมือนวิญญาณผู้พิทักษ์ไม่ได้ แต่ถึงเป็นแบบนั้นมันก็เหมือนย้ายบ้านไปอยู่ที่ใหม่อะไรงี้ไม่ใช่เหรอ แค่ไกลหน่อยเท่านั้นเอง แล้วก็มีคนที่รักที่ตายไปแล้วรออยู่ด้วย”

“อย่าลืมสิว่าหมู่เปิ้นบ่ฮู้ ว่าถ้าไปโลกหลังความตายแล้วจะเป็นจะได” กล้ายท้วง “วิญญาณที่เคยไปแล้วปิ๊กมาบอกหมู่เปิ้นได้ก็บ่มี หรือถึงมีก็น้อยมาก”

“อีกอย่าง สมมุติว่าแพรต้องไปอยู่ต่างประเทศตนเดียว แพรย่านอะหยังมากที่สุด”

“อืม..... เราก็ไม่เคยไปอยู่ต่างประเทศด้วยสิ”

“จ้าด นายเคยไปแลกเปลี่ยนบ่แม่นก๋า” กล้ายดึงเพื่อนหนุ่มเข้ามาในบทสนทนา “ตอนก่อนไปนายย่านอะหยังบ้าง”

“มันก็ทุกเรื่องแหละนะ ไปในที่ที่เราไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไงนี่” หลานชายหมอผีใหญ่ผู้เคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเมื่อหลายปีมาแล้วตอบ “จะอยู่ได้มั้ย การใช้ชีวิตจะเป็นยังไง ที่บ้านจะเป็นยังไง โรงเรียนจะเป็นยังไง กังวลไปหมดทุกเรื่องนั่นแหละ”

“แล้วเหงาก่อ”

“ก็เหงานะ แต่ยังพอโทรศัพท์พอส่งเมลกลับมาบ้านได้บ้าง”

“นั่นแหละที่ข้าอยากจะอู้” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมรับทันที “ไปต่างประเทศหือไปยะการที่ได๋ไกลๆ ยังพอติดต่อปิ๊กมาหาคนฮู้จักได้บ้าง แต่ระหว่างโลกหลังความตายกับโลกนี้บ่มีช่องทางการติดต่อเลย บ่มีทางฮู้ว่าตนที่ฮักที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นจะได บ่มีทางติดต่อกับเปิ้นได้เลย อีกอย่าง ถึงเมื่อกี้ข้าจะบอกว่ามีตนที่ตายไปแล้วรออยู่ แต่จะได้เจอเปิ้นก่อนี่ก็บ่ฮู้เน่อ เพราะจะอั้นมันบ่แม่นแค่ไปยะการหรือไปเรียนต่างประเทศธรรมดา แต่มันเหมือนตัดขาดทุกอย่างเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่เลยด้วยซ้ำ”

“อีกอย่าง ผีหลายตนก็ยังเหลือห่วงอยู่ อาจจะเป็นความแค้น ความเศร้า หรือการยึดติด อะหยังก็ตามแต่” กล้วยเสริม “แพรลองคึดดูเน่อ สมมุติเน่อ สมมุติว่าแพรโดนผู้ได๋ฆ่าตาย แพรก็อยากจะแก้แค้น หรืออย่างน้อยก็อยากจะหันตนนั้นได้รับโทษ ถ้าเปิ้นบ่ได้รับโทษ แพรก็อยากจะหาทางยะจะไดก็ได้หื้อเปิ้นรับโทษหรือชดใช้สิ่งที่เปิ้นยะกับแพรไว้หื้อได้แม่นก่อ แต่ถ้าไปโลกหลังความตายแล้วก็บ่มีทางจะฮู้ได้เลยว่าเกิดอะหยังต่อไป”

“พอจะพูดได้มั้ย ว่านรกแตก ส่วนนึงเกิดเพราะเหตุผลนี้” จ้าดตั้งข้อสังเกต

“อู้จะอั้นก็บ่ได้เต็มปากเท่าได๋หรอก” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบแทนเพื่อนสาวซึ่งถึงแม้จะไม่ได้ทำเหมือนเพื่อนหนุ่มไม่มีตัวตนแล้ว แต่ก็ยังดูไม่ค่อยพร้อมจะตอบเท่าไหร่อยู่ดี “สาเหตุหลักก็อย่างที่เคยบอกไป คือหมู่วิญญาณร้ายทั้งหลายที่ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมของโลกหลังความตายจนอึดอัดทรมาน แล้วก็หมู่ที่มีความแค้นหรืออยากออกมาอาละวาดในโลกทางนี้มากกว่า หมู่ผีทั่วๆไป ต่อหื้อมีความแค้น ความหลังฝังใจหรืออะหยัง ถึงจะอยากออกมาบ้างแต่ก็คงมีบ่มาก ออกมามันบ่คุ้ม บ่แม่นแค่จะโดนตามล่า แต่ตอนฝ่าออกมาจากโลกหลังความตายก็จะต้องเสียพลังงานวิญญาณไปพอสมควรด้วย เพราะจะอี้นี่แหละผีร้ายที่หลุดมาส่วนใหญ่ถึงได้มองหันเป็นร่างดำๆ แทนที่จะมีสีสันเหมือนมนุษย์ธรรมดา”

“เอ้า แต่อุ๊ยสายก็ฝ่าออกมานี่” สมิงสาวท้วง

“อุ๊ยสายน่าจะเป็นกรณีพิเศษ หนึ่งเพราะเปิ้นมีพลังงานวิญญาณสูงมาก” ราชินีตานีอธิบายบ้าง ส่วนหนึ่งเพราะกล้ายผู้ร่ายยาวไปแล้วกำลังกินน้ำดับอาการเจ็บคออยู่ “ถ้าข้าเจ้าฮู้สึกบ่ผิด อุ๊ยสายน่าจะมีพลังพอๆกับผีเจ้าที่ที่หมู่เฮาเจอที่ช้างลอย บางทีอาจจะมากกว่าด้วย”

“ขนาดนั้นเลยเหรอ” สาวแว่นทั้งสองทำตาโต พวกเธอยังจำเหตุการณ์อันน่าหวาดหวั่นเมื่อหลายเดือนก่อนได้

“เอ๋ ผีซ้างลอย ?” มีหมิงอยู่ตนเดียวในกลุ่มที่เอียงคออย่างงุนงง ไม่นับน้ำว้าน้ำไทซึ่งออกไปวิ่งเล่นหิมะกับดูรถไฟอยู่ข้างนอกตั้งนานแล้ว

“อ้อ หมิงบ่ได้เจอนี่เน่อ ฟ้าก็ด้วย” กล้ายเพิ่งนึกขึ้นได้ “ตอนที่หมู่เฮาไปทริปภาคน่ะ แต่พอปิ๊กมาก็เจอเรื่องเปิดเผยความลับเลย เลยบ่ได้เล่าหื้อฟังเท่าได๋”

“อ๋อ....”

“กับอีกเหตุผลหนึ่งที่อุ๊ยสายออกมาได้แบบบ่เสียพลังงานวิญญาณมากจะอั้น คงเพราะเปิ้นบ่ได้ฝ่าออกมาแบบถึกๆ เหมือนหมู่ผีร้ายด้วย” เด็กสาวหน้าจืดวกกลับเข้าเรื่อง “ถ้าฝ่าออกมา นอกจากระบบอัตโนมัติของประตูกั้นสองโลกแล้ว ยังมีอาวุธของยมทูตอีกที่จะดึงพลังงานวิญญาณออกไป อุ๊ยสายเปิ้นคงหาทางอื่นซิกแซ็กออกมาได้”

“ก็ดีแล้วแหละ ถ้าต้องเห็นอุ๊ยสายเป็นเงาดำๆจังซั่น เป็นเฮาเฮาก็ย่านเด๊”

“ตอนนี้ก็น่ากลัวอยู่แล้ว....”

“เดี๋ยวเฮาสิฟ้องอุ๊ยสาย” หมิงหันขวับไปยิ้มแยกเขี้ยวให้หลานชายหมอผีใหญ่

“บางทีอุ๊ยสายอาจจะดีใจก็ได้นะ” เด็กหนุ่มตอบกลั้วหัวเราะ “แต่จากที่กล้ายพูดเมื่อกี้ อย่างน้อยก็มีผีส่วนนึงที่กลับมาเพราะยังมีห่วงหรือมีความแค้นใช่มั้ยล่ะ แล้วถ้าเราทำช่องทางการติดต่อระหว่างโลกหลังความตายกับโลกนี้ขึ้นมาล่ะ น่าจะลดเรื่องพวกนี้ลงได้บ้างนะ แล้วผีที่อยู่ทางนี้ก็จะน้อยลง เรื่องกระทบกระทั่งระหว่างผีกับมนุษย์ก็น่าจะน้อยลงด้วย ลดปัญหาการกระทบกระทั่งแล้วก็ความไม่พอใจเวลาโดนตานียิงด้วย”

“จริงด้วยนะ” แพรพยักหน้าเห็นด้วยกับเพื่อนหนุ่ม “ถ้ามีทางติดต่อก็น่าจะลดความคิดถึงลงได้บ้างด้วย แล้วดีไม่ดีก็อาจจะลดอาชญากรรมในโลกมนุษย์ลงได้ทางอ้อมด้วยนะ”

“ก็แต๊แหละเน่อ แต่มันยะยาก” ราชินีตานีถอนหายใจ “พลังงานแล้วก็หลักฟิสิกส์ของโลกทางปู้นกับทางนี้บางอย่างมันก็ต่างกัน อย่างมากที่สุดที่ยะได้ก็เหมือนที่กะเคยเอามาหื้อฟัง..... แพรบ่เคยฟังสิเน่อ คืออย่างมากที่สุดก็ได้แค่เป็นคำๆ ที่มีเสียงซ่ากลบจนเกือบมิด บ่ว่าเทคโนโลยีหรือวิชาเวทมนตร์อะหยังของตอนนี้ยังยะบ่ได้หรอก แต่อนาคตก็บ่แน่”

“แต่อย่างน้อยก็น่าจะเริ่มหาทางนะ เราว่าน่าจะมีประโยชน์มากเลย”

“จบสงครามนี้ไปก็คงต้องยะแหละ” กล้วยพยักหน้า “ยังมีเรื่องต้องหื้อยะอีกเยอะเลย ข้าเจ้ากำลังคึดด้วยซ้ำว่าคงบ่เรียนต่อ”

“อ้าว ทำไมล่ะ !?” สาวแว่นทวินเทลทำตาโต

“ก็ยังมีอีกตั้งหลายเรื่องนี่แก้ว” ตานีสาวตอบ “แค่เก็บกวาดแล้วก็ฟื้นฟูเมืองก็คงต้องใช้เวลาหลายปีแล้ว ยังบ่นับว่ายะจะไดหมู่เฮาถึงจะอยู่ร่วมกับหมู่มนุษย์ได้แบบบ่มีเรื่องจะอี้อีก หรือถ้าอยู่บ่ได้จริงๆ หมู่เฮาก็อาจจะต้องปิ๊กไปอยู่แบบเดิม คือซ่อนตัวจากมนุษย์ ก็ต้องหาทางใหม่อีกเพราะวิธีเดิมที่ต้องใช้พลังศรัทธาจากมนุษย์ใช้บ่ได้แล้ว แล้วยังมีเรื่องการบริหารตานีอีก.....”

“เดี๋ยวพวกเราช่วยก็ได้กล้วย” แก้วอาสา “อย่าเลิกเรียนเลย อยู่กับพวกเราต่อเหอะ”

“เราก็จะช่วยด้วยเหมือนกัน” เด็กสาวผู้สวมแว่นกรอบดำร่วมวงด้วยอีกคน

“ขอบคุณมากเน่อ แต่ก็คงต้องดูอีกทีแหละว่าจะเป็นจะได” กล้วยยิ้มให้เพื่อนสาวทั้งสอง แต่กลับถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ที่สำคัญ หมู่เฮาจะชนะสงครามครั้งนี้ก่อก็ยังบ่ฮู้เลย.....”

“ชนะสิ” เด็กสาวหน้าคมพูดอย่างให้กำลังใจ “นี่เราก็ได้อาวุธมาตั้งเยอะ แล้วก็ยึดมาได้เมืองนึงแล้วนะ”

“เมืองเดียวเองเน่อฟ้า ยังเหลืออีกเป็นสิบ ต่อหื้อนับแค่เมืองใหญ่ๆก็ห้าหกเมือง” ราชินีตานีตอบเสียงหนัก “อีกอย่าง สงครามเอาแน่เอานอนอะหยังบ่ได้หรอกฟ้า ต่อหื้อชนะ หมู่เฮาจะเสียผู้ได๋ไปบ้างก็บ่ฮู้ จบแล้วจะเหลือกันกี่คนก็ยังบ่ฮู้เลย สงครามมันตายกันง่าย หันกันอยู่หลัดๆ พริบตาต่อมาอาจจะตายไปแล้วก็ได้”

“ถ้ามีใครตายไปจริงๆ ก็รอการติดต่ออยู่ที่โลกหลังความตายละกัน”

 

คำตอบของสาวแว่นทวินเทลแห่งภาคอากาศยานเรียกเสียงหัวเราะได้จากทุกคนและทุกตน แต่แม้ปากจะหัวเราะ ดวงตาเรียวที่สะท้อนประกายสีเขียวกลับมองเหม่อออกไปยังช่องเขาทางตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศที่ตานนะคอนตั้งอยู่ พวกเธอจะเอาชนะสงครามครั้งนี้ได้จริงๆหรือเปล่าหนอ และถึงจะชนะ เธอจะต้องสูญเสียอะไรไปอีกบ้างไหมหนอ เธอไม่อยากสูญเสียอะไรไปอีกแล้ว

 

เธอไม่อยากให้ใครต้องสูญเสียจากเหตุการณ์นี้อีกแล้ว.....

 

 

“พลาดอีกแล้วนะคุณแหวน”

 

ตานีสาวหัวหนามยืนตรงอยู่หน้าโต๊ะทำงานในห้องอันมืดสลัวที่ชั้นบนสุดของที่ทำการพรรคเวียงตานก้าวหน้า ฝ่ายตรงข้ามนั่งหันหลังให้เธอ ทำให้เด็กสาวมองเห็นเพียงพนักเก้าอี้ที่สูงจนมิดหัว บนผนังเบื้องหลังโต๊ะทำงาน เครื่องฉายฉายภาพแผนที่รัฐเวียงตาน ซึ่งมีจุดและปื้นสีแดงอันแสดงความเคลื่อนไหวของเหล่าผีร้ายและทหารผีสิงของกองทัพเวียงตาน แต่แหวนไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามหันหลังให้เธอเพราะต้องการติดตามการเคลื่อนไหวอย่างไม่อยากคลาดสายตาแม้แต่นิดเดียว หรือเขาไม่อยากเห็นหน้าเธอกันแน่

 

แต่ฟังจากคำพูดและน้ำเสียงแล้ว คงจะเป็นอย่างหลัง

 

และเธอเองก็กำลังรู้สึกกับเขาอย่างเดียวกัน มากขึ้นทุกขณะ

 

“ข้าบ่แก้ตัวอะหยังทั้งสิ้น” เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มตอบเสียงเรียบ แม้มันจะเป็นความเรียบอย่างพยายามคุมอารมณ์ไว้ก็ตาม “ข้าบ่รอบคอบเองที่ปล่อยหื้อหมู่มันเข้ามาได้”

“ผมไม่ได้โกรธหรอกนะคุณแหวน” ประจิมตอบกลับมาด้วยเสียงนุ่ม ซึ่งตานีสาวรู้ว่ามันไม่ได้หมายความเหมือนคำพูดของเขาเลย “แต่ถ้าคุณยังทำพังตลอดแบบนี้อยู่ ผมก็คงให้คุณอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไปไม่ได้.....”

 

แหวนยั้งปากเอาไว้ทันก่อนที่เธอจะได้ยุส่งให้เขาทำแบบนั้น ตอนนี้เธอเองก็ไม่ได้อยากจะอยู่ตำแหน่งนี้แล้ว และต่อให้เธอจะอยู่ในตำแหน่งคุมกำลังนี่หรือไม่ จบสงครามเธอก็ได้เป็นราชินีตานีอยู่ดี

 

“ถ้าผมจะเปลี่ยนคน ควรจะเป็นใครดีนะ.....” ประจิมลดเสียงลงเล็กน้อยเหมือนจะพึมพำกับตัวเอง แต่เป็นการพึมพำที่เห็นได้ชัดว่าต้องการให้คู่สนทนาได้ยิน “คุณนางดี หรือว่าคุณเอื้องดี.....”

“บ่ได้ !” ตานีสาวสวนกลับทันควัน “หื้อสองตนนั้นเป็นบ่ได้ !

“ทำไมล่ะ” นักการเมืองเจ้าปัญหาย้อนถาม มีแววเหมือนสะใจที่ได้ยินน้ำเสียงร้อนรนของอีกฝ่ายเจืออยู่อย่างชัดเจน “ทำไมคุณนางกับคุณเอื้องถึงจะมาคุมกำลังไม่ได้”

“เพราะหมู่เปิ้น..... เพราะข้าบ่อยากหื้อหมู่เปิ้นมาคุมกำลัง ข้าบ่อยากหื้อหมู่เปิ้นได้ตำแหน่งของข้า”

 

เด็กสาวหัวหนามหอบหายใจเล็กน้อย เป็นอีกครั้งที่เธอเบรกปากตัวเองไว้ได้ทันพอดีก่อนที่จะหลุดออกไปว่านางและเอื้องมีแผนจะช่วยฝ่ายตรงข้าม แม้เธอจะเกลียดสองตนนั้น แต่เธอก็ไม่ใจร้ายไส้ระกำพอจะขายเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์เพื่อความก้าวหน้าของตัวเอง อย่างน้อยก็ในตอนนี้

 

“เหตุผลมีแค่นั้นเหรอ” ชายวัยกลางคนถามย้ำ “คุณมีอะไรจะบอกผมมากกว่านั้นรึเปล่า”

“บ่มี” แหวนตอบห้วนๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่ากำลังโดนอีกฝ่ายสะกดจิต หรืออย่างน้อยก็เหมือนฝ่ายตรงข้ามบังคับเธอให้เต้นไปตามที่เขาต้องการ “ข้ายอมรับในความล้มเหลวนี้ แต่คราวนี้ข้าจะป้องกันเชียงม่วนหื้อดีที่สุด”

“ขอให้ทำได้จริงละกันนะ”

“แต่ข้าขออย่างหนึ่งได้ก่อ”

“อะไร”

“อย่าเข้ามายุ่งกับการคุมกำลังของข้า” แหวนเน้นเสียง ดงตาที่สะท้อนประกายสีเขียวจ้องมองด้านหลังพนักเก้าอี้ราวกับจะให้มันทะลุเข้าไปถึงดวงตาของฝ่ายตรงข้ามที่อีกด้านหนึ่ง “ข้าขอแค่อิสระในการยะการเท่านั้น”

 

นักการเมืองเจ้าปัญหาไม่ตอบ

 

“บ่ดีก๋า” ตานีสาวหัวหนามเสริมด้วยน้ำเสียงกึ่งประชด แต่ก็แฝงเอาไว้ด้วยแววขมขื่น “ถ้าเกิดพลาดหรือล้มเหลวอะหยังขึ้นมา ข้าก็จะได้บ่มีข้อแก้ตัว คุณก็จะได้โทษข้าได้ตนเดียวจะได”

“น่าสนุกนี่ มั่นใจในตัวเองมากสินะ” ประจิมแค่นหัวเราะ “ได้ ผมจะไม่ยุ่งอะไรกับการป้องกันช้างลอยเลย ทำให้ได้ก็แล้วกัน”

“คอยดู.... เดี๋ยว ช้างลอย ?” เด็กสาวหัวหนามจับอะไรแปลกๆในคำตอบของฝ่ายตรงข้ามได้

“ใช่ ช้างลอย” ชายวัยกลางคนเน้นเสียง “ตอนนี้ ผมคิดว่าช้างลอยน่าจะเป็นเป้าหมายต่อไป ไม่ใช่เชียงม่วน”

 

แหวนจ้องมองฝ่ายตรงข้ามเหมือนเขาเสียสติไปแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอไม่พอใจที่ผู้นำสูงสุดส่งเธอไปคุมช้างลอยแทนที่จะเป็นเชียงม่วน ช้างลอยอยู่ริมกว๊านชื่อเดียวกัน ที่เดียวกับที่พวกกล้วยพวกกล้ายไปทริปเมื่อครั้งนั้น จริงอยู่มันไม่ใช่เมืองเล็ก และมันถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญไม่น้อยเมื่อคิดว่ามันตั้งอยู่บนเส้นทางรถไฟความเร็วสูงอีกเส้นหนึ่งซึ่งลอดใต้เทือกเขาตานปันน้ำใต้มาจากรัฐเวียงคำ แต่เมื่อเทียบกับเชียงม่วนแล้วความสำคัญของมันก็คนละชั้น แม้แต่ประชากรยังน้อยกว่ากันถึงครึ่งต่อครึ่งด้วยซ้ำ มันเป็นการหักหน้าเธอชัดๆ

 

แต่ที่ทำให้เธอช็อกยิ่งกว่าคือการคาดการณ์ของฝ่ายตรงข้าม เมืองช้างลอยอยู่ทางตอนใต้ค่อนไปทางตะวันตกของรัฐ ในขณะที่เชียงผานอยู่ทางใต้ฝั่งตะวันออกสุด และเชียงม่วนอยู่ทางใต้ตรงกลางระหว่างทั้งสองเมือง ทับทั้งทางรถไฟและทางหวงสายหลักที่เชื่อมทั้งสองเมืองเข้าไว้ด้วยกัน จริงอยู่ มันอาจจะใกล้กับฐานบินดอยสูงมากกว่าเชียงม่วนมาก แต่จากข้อมูลที่เธอได้มา กองกำลังตานีก็แทบจะทิ้งฐานดอยสูงมาปักหลักอยู่ที่เชียงผานแล้ว แล้วทำไมผู้นำสูงสุดของเธอจึงยังคิดว่าเมืองนี้สำคัญกว่าอยู่อีกเล่า

 

“ยะหยังถึงหื้อข้าคุมช้างลอย” ตานีสาวถาม พยายามข่มโทสะในน้ำเสียงเอาไว้ “แล้วเชียงม่วนล่ะ จะหื้อนางคุมก๋า”

“ผมไม่ได้ให้คุณนางคุม ไม่ได้ให้คุณเอื้องคุมด้วย” ประจิมดักคอเธอไว้ “แต่จากการคาดการณ์ กองกำลังตานีน่าจะโจมตีและยึดช้างลอยก่อนจะยึดเชียงม่วน”

“ผู้ได๋คาด” เด็กสาวหัวหนามถามเสียงต่ำ

“ผมเอง” นักการเมืองวัยกลางคนตอบเสียงเรียบ ก่อนจะพูดต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายแย้ง “เชียงม่วนมีกำลังทั้งทหารและอาวุธมากกว่า การรักษาความปลอดภัยก็แน่นหนากว่า แต่ช้างลอยนี่ถึงจะมีกำลังทหารและอาวุธอยู่บ้าง แต่การรักษาความปลอดภัยก็ไม่แน่นหนาเท่า”

 

มือขวาของประจิมเอื้อมจากหลังเก้าอี้มาไขว่คว้าหาแก้วน้ำบนโต๊ะ โดยพยายามไม่ให้เก้าอี้หันกลับไป การไขว่คว้าจึงเป็นไปอย่างทุลักทุเลจนตานีสาวพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างหงุดหงิด ไม่อยากเห็นหน้าเธอขนาดนั้นเลยหรือไง แหวนภาวนาอยู่ในใจให้แก้วที่มีของเหลวสีอำพันอยู่เต็มหกร่วงลงกับพื้นเปื้อนพรมเสียให้เข็ด แต่ในที่สุดนักการเมืองเจ้าปัญหาก็หยิบแก้วไปจิบสำเร็จจนได้

 

“ทีนี้ คุณลองคิดดู” เขาพูดต่อ มือยกแก้วออกมาพอให้พ้นพนักเก้าอี้ก่อนจะเขย่าแก้วไปมาน้อยๆ เหมือนจะยั่วโมโหตานีสาว “ถ้าเกิดฝ่ายนั้นโจมตีเชียงม่วนก่อนจะเกิดอะไรขึ้น ? นอกจากจะสูญเสียมากจากการป้องกันแน่นหนาแล้ว เรายังขอกำลังเสริมจากช้างลอยมาได้อีก โอกาสจะยึดเมืองได้ก็น้อยมาก แต่ถ้าไปโจมตีช้างลอยก่อนแล้วยึดได้ขึ้นมา เชียงม่วนก็โดนขนาบจากสองด้าน เพราะฉะนั้นฝ่ายตานีไม่น่าจะโจมตีเชียงม่วนโดยตรง ตราบใดที่ยังยึดช้างลอยไม่ได้”

“ข้าเข้าใจสิ่งที่คุณคึดอยู่” ตานีสาวหัวหนามตอบอย่างเสียไม่ได้ “แต่กำลังพลของตานีมีบ่มาก ถ้าแบ่งออกไปยึดช้างลอยก็เท่ากับการคุ้มกันเชียงผานลดลง แล้วก็เท่ากับเปิดศึกสองด้าน ระหว่างยะจะอั้นกับพยายามหาวิธีแปลกๆ ยึดเชียงม่วน ข้าคึดว่าหมู่เปิ้นน่าจะเลือกอย่างหลังมากกว่า”

“คุณแหวน คุณมีหน้าที่คุมกำลัง ไม่ใช่วางแผน” เสียงที่แข็งขึ้นในฉับพลันของนักการเมืองเจ้าปัญหาทำเอาแหวนชะงัก “ทำหน้าที่ของคุณไปให้ดีที่สุดเท่านั้นพอ”

“ก็ได้” เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มถอนหายใจเฮือก “แต่อย่างน้อยข้าขอทราบหน่อยได้ก่อว่าผู้ได๋จะดูแลเชียงม่วน”

“คุณไม่จำเป็นต้องรู้” ประจิมสวนกลับเสียงเย็น “แต่ถ้าอยากจะรู้ให้ได้..... ก็พวกผีระดับสูง”

“ผีระดับสูง ?” ตานีสาวทวนคำ คิ้วขมวดเข้าหากัน เธอได้ยินอะไรผิดไปหรือเปล่า “ผี ?”

“ใช่” ชายผู้นั่งอยู่หลังเก้าอี้ตอบเน้นเสียง “ผมดูแล้ว อาวุธหลักของตานีส่วนใหญ่เน้นทำลายวัตถุมากกว่าวิญญาณ เพราะฉะนั้นถ้าเน้นป้องกันและบุกโต้กลับด้วยผีและปีศาจต่างๆ น่าจะได้ผลดีกว่าอาวุธธรรมดาที่เราเคยใช้”

“จะบ้าก๋า !?” แหวนแทบกรีดร้อง ผู้นำสูงสุดของเธอเสียสติไปแล้วหรืออย่างไรถึงเสนอเรื่องสิ้นคิดแบบนี้ออกมาได้ “คุณลืมไปแล้วก๋า ตานีเป็น วิญญาณผู้พิทักษ์เน่อ ! อาวุธทุกอย่าง กลยุทธ์ทุกอย่าง บ่สิ ทุกอย่างในตัวหมู่เฮาสร้างขึ้นมาเพื่อกำจัดผีร้าย คุณจะเอาสิ่งที่แพ้ทางที่สุดไปป้องกันหมู่เปิ้นก๋า !?

“แพ้ทางที่สุด แต่พวกคุณก็โดนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไปแล้วไม่ใช่รึไง”

“แต่ตอนนี้สถานการณ์มันบ่แม่นจะอั้นแล้วเน่อ !

“พอได้แล้ว” เสียงของชายวัยกลางคนลดอุณหภูมิฮวบลงอีกครั้ง “ถ้าคุณมั่นใจความคิดของคุณนัก ก็แสดงให้ผมดู ผมจะให้คุณแค่อาวุธกับทหารธรรมดา เอาไปเท่าไหร่ก็ได้ตามใจคุณ แต่ผมจะไม่ให้ปีศาจหรืออะไรกับคุณ ป้องกันช้างลอยให้ได้ จะได้รู้กันไปว่าคุณถูก หรือผมถูก”

 

ตานีสาวหัวหนามจ้องมองอีกฝ่ายอย่างพูดไม่ออก มือกำหมัดแน่น คำพูดแรงๆ แข่งกันผุดจากส่วนลึกของสมองขึ้นมาในห้วงความคิดก่อนจะถูกส่งผ่านเส้นประสาทไปเตรียมพ่นออกจากปาก แต่เธอก็ยั้งมันเอาไว้ ก่อนจะเปลี่ยนให้มันกลายเป็นน้ำเสียงขมขื่นแทน

 

“ก็ได้ ถ้าคุณอยากเสียปีศาจที่หมู่เฮ.... ที่ข้าอุตส่าห์จัดมาหื้อ มันบ่แม่นหาง่ายๆ ในจำนวนมากๆ ได้เหมือนผีร้ายเน่อ” เด็กสาวพูดลอดไรฟันที่ขบกันแน่น “ข้าจะยะหื้อดีที่สุดละกัน ขอตัว”

“แล้วผมจะรอดู”

 

ตานีสาวค้อมหัวให้อีกฝ่ายอย่างฝืนๆ ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง แหวนชำเลืองมองป้ายชื่อลายไม้เขียนด้วยตัวอักษรสีทองที่ติดอยู่ข้างประตูกระจกทางหางตา ดวงตาที่สะท้อนประกายสีเขียวฉายแววเกลียดชังแวบหนึ่ง ก่อนที่ร่างขงเธอจะหายวับไปจากทางเดินอันร้างผู้คนบนชั้นสูงสุดของอาคารที่ทำการพรรคเวียงตานก้าวหน้า

 

 

ตีสองกว่าแล้ว สถานีขนส่งสินค้าเชียงผานร้างทั้งผู้คน วิญญาณ และยานพาหนะ มีเพียงรถไฟขบวนยาวสามขบวนที่จอดนิ่ง และเครนที่ยืนทะมึนอยู่ในความมืดท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายเท่านั้น

 

แต่หญิงชราในร่างหญิงสาวหน้าหมวยแต่สวยหวานยังนั่งอยู่ในห้องบัญชาการ บนชั้นสองของอาคารข้างสถานีขนส่งสินค้าเชียงผาน ชุดทหารลายพรางที่ใส่มาตลอดทั้งวันเริ่มเหนียวตัว แต่ผีสาวก็ดูจะไม่เดือดร้อน หน้าจอแลปทอปสว่างจ้าอยู่ตรงหน้า มันยิ่งดูจ้ามากขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับรอบข้างที่แทบจะมืดสนิท แต่ดวงตาคู่สวยที่เรืองแสงสีแดงก็ดูไม่เดือดร้อนเช่นเดียวกัน มันยังคงกวาดมองไปตามเส้นทางรถไฟและแผนที่รัฐเวียงตาน ขณะอดีตเสนาธิการแห่งกองทัพเวียงตานประเมินแผนการและเส้นทางต่างๆ เพื่อต่อสู้กับหน่วยงานที่เธอเคยทำงาน ที่เธอเคยอุทิศเวลาทั้งชีวิตให้.....

 

“อุ๊ยสาย ยังบ่นอนอีกกาเจ้า”

สายสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ราชินีตานีเดินกระย่องกระแย่งเข้ามาในห้องบัญชาการ ดวงตาส่องประกายสีเขียวอยู่ในความมืดสลัว เสื้อกันหนาวตัวหนาสีเขียวใบตองที่ถูกสวมทับเสื้อยืดและกางเกงขาสามส่วนมีหิมะเกาะอยู่พราว หญิงสาวหน้าหวานขมวดคิ้วเล็กน้อย ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย เธอจัดให้เหล่าเด็กๆผู้หญิงทั้งหลายนอนในอีกตึกซึ่งอยู่ในสภาพดีกว่าและมิดชิดกว่า ตึกนั้นอยู่ห่างออกไปเกือบร้อยเมตร หากกล้วยลงทุนฝ่าพายุหิมะมาหาเธอถึงนี่แปลว่าคงต้องมีอะไรสำคัญจริงๆ

 

“ท่านกล้วยล่ะ มีอะหยัง” สายย้อนถามโดยไม่ตอบคำถามของอดีตลูกศิษย์สาว “อุ๊ยก็บอกไปตั้งหลายครั้งแล้วนี่ นอนดึกมากๆ บ่ดีต่อพลังงานวิญญาณเน่อ”

“ข้าเจ้านอนหัวค่ำมาสามสี่คืนแล้วเจ้า นอนดึกแค่คืนเดียวบ่เป็นอะหยังมากหรอก” เด็กสาวหน้าจืดตอบก่อนจะถามต่อ “อุ๊ยสายว่างก่อเจ้า ขออู้อะหยังด้วยหน่อยได้ก่อ”

“ได้ๆ เปิดไฟก็ได้เน่อ” อดีตพันเอกสาวพยักเพยิดไปยังสวิตช์ไฟไม่ห่างจากตานีสาวมากนัก

“บ่เป็นอะหยังเจ้า จะได้ประหยัดเชื้อเพลิงเครื่องปั่นไฟ แล้วหมู่เฮาก็ต้องพรางไฟอยู่แล้ว”

“ก็ปิดหน้าต่างด้วยผ้าดำอยู่แล้ว”

“บ่เป็นอะหยังหรอกเจ้า มืดๆจะอี้แหละ”

 

ราชินีตานีเดินตรงมาหย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้ข้างตัววิญญาณสาวรุ่นยาย เธอเอียงคอมาดูหน้าจอแลปทอปเล็กน้อย ก่อนจะถามขึ้น

 

“มีข่าวอะหยังจากเอื้อยเดือนบ้างก่อเจ้า”

“บ่ค่อยมีเน่อ” สายตอบพลางส่ายหน้า “เหมือนว่านางกับเอื้องจะโดนประจิมย้ายจากตำแหน่งสำคัญไปเป็นตำแหน่งที่ปรึกษา แล้วย้ายแหวนไปคุมกำลังแล้วก็วางกลยุทธ์หลักแทน เดือนเปิ้นสนิทกับนางกับเอื้องมากกว่า แล้วแหวนก็ดูระแวง เดือนเลยบ่กล้าถามอะหยังแหวนมาก และเพราะจะอี้ก็เลยบ่ค่อยได้ข่าวอะหยังเท่าได๋”

“กาเจ้า....”

“แต่เปิ้นก็บอกอยู่เน่อ ว่านางยะเหมือนจะอยากช่วยหมู่เฮา”

“เอ๊ะ” เด็กสาวหน้าจืดขมวดคิ้วน้อยๆ “บ่น่าเป็นไปได้เน่อเจ้า”

“เดือนเปิ้นก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกัน แต่เปิ้นว่าเปิ้นฮู้สึกได้ แล้วก็บางครั้งเหมือนนางจะบอกใบ้แผนการหลายๆอย่างหื้อด้วย”

“อาจจะเป็นข้อมูลลวงก็ได้เน่อเจ้า”

“ก็อาจจะเป็นจะอั้น แต่จนถึงตอนนี้ยังบ่ปรากฏว่ามีข้อมูลลวงเท่าได๋เน่อ ทุกอย่างที่เดือนบอกมาถูกต้องบ่มากก็น้อย”

“ก็คงต้องรอดูกันต่อไปเน่อเจ้า” กล้วยถอนหายใจ มือกอดอกไว้บนโต๊ะก่อนจะเอาคางเกย “ข้าเจ้าก็พอเข้าใจความคึดของนาง แล้วก็เหตุผลที่นางไปร่วมมือกับฝ่ายประจิมอยู่เน่อ ถ้าบ่ต้องรบกันได้ก็คงดี ถึงเปิ้นจะเคยหักหลังข้าเจ้า แต่ถ้าคืนดีกันได้ ถ้าอู้กันดีๆได้ ข้าเจ้าก็บ่อยากยะอะหยังเปิ้น อีกอย่าง ข้ามีความฮู้สึกว่าเปิ้นกำลังโดนประจิมหลอกใช้การด้วย”

“แต่ก็อย่าหื้อความฮู้สึกนี่รบกวนการรบเน่อ” วิญญาณสาวหน้าหวานเตือน “ท่านกล้วยก็ยังจำคติของตานีได้แม่นก่อ ในสนามรบ ทุกตนเท่ากัน

“จำได้เจ้า” ราชินีตานีถอนหายใจอีกครั้ง “แต่ก็อย่าหื้อต้องมาเจอกันในสนามรบเลย.....”

 

เงียบกันไปอึดใจใหญ่ สายยกกาแฟในถ้วยขึ้นจิบ ขณะกล้วยขยับหัวไปมาอยู่บนท่อนแขนนุ่มของเสื้อกันหนาว

 

“ง่วงก็ไปนอนเต๊อะท่านกล้วย” อดีตแม่ค้าอาวุธแห่งป่าทิศตะวันออกแปลการเคลื่อนไหวของลูกศิษย์สาวเป็นความง่วง

“บ่ได้ง่วงเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดรีบพูด จริงๆเธอก็ง่วงอยู่เหมือนกัน แต่ยังมีเรื่องที่เธออยากคุยกับอีกฝ่ายอยู่ “อุ๊ยสายจะเรียกประชุมแผนต่อไปเมื่อได๋กาเจ้า”

 

“น่าจะมะรืนนี้”

วิญญาณสาวหน้าหวานตอบ พวกเธอยึดเชียงผานได้เกือบหนึ่งอาทิตย์แล้ว แต่ความวุ่นวายจากทั้งการลำเลียงของลงจากรถไฟและการเก็บเศษเล็กเศษน้อยของกองกำลังผีร้ายที่เหลืออยู่ในหมู่บ้านและที่ต่างๆรอบนอกเมือง รวมทั้งการวางกำลังป้องกันเมืองก็ทำให้เธอไม่มีเวลาประชุมหารือหรือประกาศยุทธศาสตร์ต่อจากนี้เลย

 

“แล้วอุ๊ยสายคึดว่าแผนการต่อไปจากนี้ของหมู่เฮาควรจะเป็นจะไดเจ้า”

“ท่านกล้วยคึดว่าจะไดล่ะ” สายยิงคำถามเดิมกลับไปหาอีกฝ่าย

“ก็มีหลายแผนอยู่เน่อเจ้า เท่าที่ลองคึดไว้” ตานีสาวหน้าจืดตอบ เธอชินกับการถูกถามกลับแบบนี้แล้ว ช่วงหลังๆมานี้ อดีตอาจารย์ของเธอให้อิสระในการคิดแผนยุทธศาสตร์กับพวกเธอมากขึ้นพอสมควร “ขอจิ้มได้ก่อเจ้า”

“เอาสิ” อดีตพันเอกแห่งกองทัพเวียงตานเลื่อนแลปทอปให้ไปทางลูกศิษย์สาวมากขึ้น

“ข้าเจ้าแบ่งแผนออกเป็นสองช่วงใหญ่ๆเน่อเจ้า ช่วงแรกคือก่อนจะยึดเชียงม่วน อีกช่วงคือหลังจากนั้น” กล้วยเริ่มอธิบาย มือชี้ไปยังตำแหน่งของเมืองเชียงผานในแผนที่บนหน้าจอก่อนจะลาก เส้นสีดำปรากฏขึ้นตามการสัมผัส “ช่วงแรกข้าเจ้ากำลังคึดดูสามแผน แผนแรกที่คึดไว้ของช่วงแรก คือแบ่งกำลังออกไปยึดหรือโจมตีช้างลอย แล้วค่อยตีขนาบเชียงม่วนจากสองด้านถ้ายึดได้ แผนที่สองโจมตีเชียงม่วนโดยตรง ส่วนแผนที่สามคือเลี่ยงเชียงม่วนไปเลย เคลื่อนพลไปทางตะวันออกเลียบกว๊านน้ำกิ่ว แล้วข้ามตีนเขาตานปันน้ำตะวันออกไปตีเขลางค์หรือตานนะคอนเลย วิธีนี้หมู่เฮาจะเข้าใกล้เชียงม่วนที่สุดราวๆหกสิบกิโลเมตรเจ้า”

“คึดว่าแผนได๋ดีกว่า”

“แต่ละแผนมีข้อดีต่างกันเจ้า แผนแรกคือถ้ายึดช้างลอยได้ หมู่เฮาจะยึดเชียงม่วนได้ปลอดภัยขึ้นมาก เพราะช้างลอยมีกำลังทหารแล้วก็อาวุธหนักอยู่พอสมควร แล้วยังมีทางรถไฟสายเวียงคำ-เชียงม่วนเชื่อมด้วย ถ้าหมู่เฮาบุกเชียงม่วน ประจิมก็อาจจะขอกำลังเสริมจากช้างลอยได้ อีกอย่าง ถ้ายึดช้างลอยได้แต๊ๆ หมู่เฮาก็เท่ากับขนาบขางประจิมสองด้าน เปิ้นรบลำบากขึ้นแน่เจ้า” เด็กสาวหน้าจืดให้เหตุผล “ส่วนแผนสอง เชียงม่วนเป็นเมืองยุทธศาสตร์สำคัญ การป้องกันน่าจะแน่นหนามาก ถ้าหมู่เฮาแบ่งกำลังพลไปยึดช้างลอยก็อาจจะบ่พอยึดเชียงม่วน โดยเฉพาะถ้ายึดช้างลอยบ่ได้ อีกอย่าง ถ้าแบ่งกำลังไปทางช้างลอยแนวป้องกันของหมู่เฮาก็อ่อนลงด้วย และสุดท้าย การจะไปช้างลอย ถ้าบ่ลำเลียงกำลังผ่านเข้าไปในรัฐเวียงแก่น จะไดๆก็ต้องผ่านเชียงม่วนเจ้า”

“แล้วแผนที่สามล่ะ ดีจะได แย่จะได”

“แผนที่สามข้าเจ้าว่าเสี่ยงที่สุด แต่ถ้ายะได้สงครามก็น่าจะจบเร็วที่สุดเจ้า” ตานีสาวตอบ “ความเสี่ยงคือเสี่ยงต่อการถูกตรวจพบมากโดยเฉพาะตอนอยู่ในเขาตานปันน้ำตะวันออก การเคลื่อนพลก็ลำบากเพราะเป็นทางเขา แล้วต่อหื้อเคลื่อนไปถึงเป้าหมายได้ก็เสี่ยงกับการโดนโจมตีสองด้านเจ้า แต่ถ้าบุกเร็วเข้ายึดเขลางค์หรือตานนะคอนได้สำเร็จ ก็เท่ากับได้เปรียบมากทันที แต่โอกาสสำเร็จก็ยังน้อยอยู่ดีเจ้า”

“ท่านกล้วยชอบแผนได๋”

“ข้าเจ้าชอบแผนโจมตีเชียงม่วนโดยตรงเน่อเจ้า อาวุธระยะไกลหมู่เฮาก็เยอะขึ้นแล้ว รถถังก็เยอะขึ้น น่าจะพอตีเชียงม่วนได้” กล้วยตอบก่อนจะถามกลับ “อุ๊ยสายล่ะเจ้า”

“อุ๊ยก็ชอบแผนสอง เพราะแผนหนึ่งกับแผนสามจะไดๆก็ต้องผ่านใกล้เชียงม่วน อีกอย่าง ถึงตอนบุกที่นี่จะเอาเครื่องบินบินผ่านเวียงคำกับเวียงแก่นได้ แต่นั่นก็แค่ลำเดียว แถมยังต้องเตี๊ยมกับเวียงคำเวียงแก่นกันตั้งนาน ถ้าจะเอารถถังหรือปืนใหญ่เคลื่อนผ่านนี่ยากแน่”

“ข้าจ้าก็ว่าจะอั้นเจ้า”

“แล้วระยะหลังจากนั้นล่ะ”

“ถ้ายึดเชียงม่วนได้ ก็มีสามแบบใหญ่ๆเหมือนกันเจ้า แบบแรกเคลื่อนตามเส้นทางรถไฟสายเหนือ-อีสานเลย คือตีเขลางค์ทางทิศใต้ แล้วเป็นนิคมอุตสาหกรรมบ้านเขลางค์ แล้วเข้าตานนะคอนทางใต้” เด็กสาวหน้าจืดไล่นิ้วไปตามเส้นทางรถไฟที่วางพาดเป็นเส้นสีดำสลับขาวผ่ากลางหน้าจอ “แบบที่สองคือเลี่ยงเขลางค์ไปทางตะวันออก ข้ามเขาตานปันน้ำตะวันออกเข้าตีตานนะคอนโดยตรง วิธีจะอี้จะเข้าประชิดตานนะคอนทางตะวันออกเฉียงใต้หรือตะวันออก เลี่ยงนิคมอุตสาหกรรมบ้านเขลางค์ที่น่าจะอันตรายได้ด้วย”

 

ราชินีตานีหยุดยกขวดน้ำเปล่าที่เธอถือมาด้วยขึ้นมากรอกใส่ปาก ก่อนจะอธิบายต่อ

 

“ส่วนแผนสุดท้ายคือยึดหรือเลี่ยงเขลางค์ก็ได้ แล้วขึ้นไปทางตะวันตก ฝ่าเขาตานปันน้ำตะวันตกไปยึดหลวงน้ำทาก่อน แล้วจากนั้นจะโจมตีตานนะคอนจากฝั่งตะวันตกเลย หรือจะข้ามเขาไปยึดเชียงพิงค์ก่อนก็ได้ แต่ข้าเจ้าค่อนข้างสนับสนุนหื้อไปยึดเชียงพิงค์ก่อน เพราะเส้นทางระหว่างหลวงน้ำทากับตานนะคอนมีแต่ช่องเขาแคบๆ จะบุกยากแล้วก็สูญเสียเยอะ” กล้วยสรุป ก่อนจะชิงถามก่อนอีกฝ่าย “อุ๊ยสายชอบแผนได๋เจ้า”

“อืม.... อุ๊ยคึดว่าแผนที่บุกไปตามทางรถไฟน่าจะดีที่สุด ถึงจะเดาง่ายแล้วก็ป้องกันง่าย แต่สามารถลำเลียงพลได้เร็ว แล้วพื้นที่ส่วนใหญ่ก็เป็นที่ราบริมแม่น้ำ รถถังน่าจะรบได้สะดวก ยิ่งหมู่เฮามีระบบการเล็งกับค้นหาเป้าหมายที่ดีกว่าฝั่งปู้นยิ่งน่าจะได้เปรียบมากขึ้น ท่านกล้วยล่ะว่าจะได”

“อันนี้ข้าเจ้าคึดบ่เหมือนอุ๊ยสายเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “ข้าเจ้าคึดว่ายึดเขลางค์แล้วน่าจะเลี่ยงขึ้นไปหลวงน้ำทาแล้วก็เชียงพิงค์ดีกว่า”

“ระยะทางไกลอยู่เน่อ แล้วต้องผ่านเขาด้วย โดเฉพาะตอนก่อนเข้ายึดหลวงน้ำทาแล้วก็หลังจากยึดได้” หญิงสาวหน้าหวานขมวดคิ้วขณะดวงตาที่ส่องประกายสีแดงไล่ไปตามเส้นทางที่ลูกศิษย์สาวลาเอาไว้ “ท่านกล้วยคึดจะเคลื่อนกำลังผ่านเทือกเขาตานปันน้ำจะได”

“มีถนนอยู่เจ้า สี่เลน เชื่อมจากหลวงน้ำทาไปเชียงพิงค์ ระยะทางประมาณสองร้อยกิโลเมตร เป็นเส้นทางที่หมู่รถบรรทุกใช้กันเวลาจะเลี่ยงตัวเมืองตานนะคอน” กล้วยตอบ “ชันบ่มากเพราะส่วนใหญ่วิ่งตามเส้นลำธารระหว่างหุบเขา แล้วส่วนใหญ่ก็มีป่าสนหนาล้อมรอบ ช่วยกำบังการเคลื่อนพลได้บ้าง”

“ฟังดูลำบากอยู่เน่อ” สายเม้มปากอย่างหนักใจ

“แผนนี้ลำบากที่สุดก็ตรงนี้แหละเจ้า” ราชินีตานียอมรับ “อีกอย่าง ถ้าจะหื้อแนบเนียนแต๊ๆ แผนนี้ต้องดำเนินการภายในเดือนเมษาด้วยเจ้า”

“ยะหยัง” วิญญาณหญิงชราในร่างหญิงสาวถามกลับ ตอนนี้ผ่านปีใหม่มาแล้ว เหลือเวลาอีกแค่สามเดือนกว่าๆเท่านั้น

“เพราะข้าเจ้าอยากหื้อเคลื่อนพลตอนหิมะยังตกอยู่เจ้า” กล้วยตอบ “หิมะพรางง่ายกว่าต้นไม้กับถนน อีกอย่าง พายุหิมะก็จะช่วยกลบเสียงเครื่องยนต์รถถังด้วย”

“พึ่งธรรมชาตินี่บ่ค่อยดีเน่อท่านกล้วย”

“ก็ต้องใช้ทุกอย่างเท่าที่ยะได้แหละเจ้า หมู่เฮามีกันอยู่แค่นี้” ตานีสาวหัวเราะอย่างปลงๆ

“อืม.... จะไดเดี๋ยววันได๋ประชุมแผนอุ๊ยจะคุยกับแอ๊ดกับหวังดูอีกที แล้วค่อยตัดสินใจกัน”

“เอ้อ แล้วก็.... มีอีกเรื่องที่อยากเสนอเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดดูลังเล “คึดมาหลายวันแล้วล่ะเจ้า แต่บ่ฮู้จะอู้ดีก่อ ข้าเจ้าย่านอุ๊ยสายจะบ่นเอา....”

“ยะหยังถึงคึดว่าอุ๊ยจะบ่นล่ะ” อดีตพันเอกสาวถามกลับด้วยเสียงกลั้วหัวเราะน้อยๆ

“ก็....” กล้วยเว้นไปอึดใจ ก่อนจะโพล่งออกมา “ข้าเจ้าบ่อยากหื้อมีมนุษย์ตายโดยบ่จำเป็นแล้วเจ้า”

“หา” วิญญาณสาวหน้าหวานเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ “มาอู้อะหยังป่านนี้ล่ะท่านกล้วย”

“นั่นจะได บ่นแล้ว.....”

“อุ๊ยบ่ได้บ่น !” สายเกือบหลุดหัวเราะออกมา ขำก็ขำ หงุดหงิดก็หงุดหงิด “อุ๊ยแค่สงสัย ยิงมาตั้งเป็นร้อยเป็นพันคนแล้ว ยะหยังถึงมาอู้เรื่องนี้เอาป่านนี้”

“เพราะตอนแรกข้าเจ้าคึดว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นเจ้า หมู่เฮายังมีอาวุธบ่พอ กำลังพลก็น้อย จะต้องยิงกระสุนทำลายสสารใส่มนุษย์หรือใส่รถใส่เครื่องบินจนระเบิดข้าเจ้าก็พยายามคึดว่าเป็นเรื่องที่ช่วยบ่ได้” เด็กสาวหน้าจืดอธิบาย “แต่ตอนนี้อาวุธหมู่เฮาก็มีมากขึ้น กำลังพลก็มากขึ้น วัตถุดิบต่างๆก็มากขึ้น ข้าเจ้าคึดว่าถ้าหาทางได๋ที่ยะหื้อมนุษย์ที่โดนเข้าสิงบ่ต้องตายได้ก็น่าจะดี”

“ดีจะได” อดีตแม่ค้าอาวุธแห่งป่าทิศตะวันออกถามต่อ

“ถ้าหมู่เฮาชนะสงครามครั้งนี้ สุดท้ายหมู่เฮาก็ต้องหาทางอยู่ร่วมกับมนุษย์อยู่ดี ถ้ามนุษย์ฮู้ว่าหมู่เฮาฆ่าหมู่เปิ้นไปมากเท่าได๋ข้าเจ้าวาคงบ่ดีแน่ๆเจ้า กลับกัน ถ้าเกิดเปิ้นฮู้ว่าหมู่เฮาพยายามลดความสูญเสียหื้อน้อยที่สุด ก็เป็นการซื้อใจไปได้ทางนึงเน่อเจ้า อีกอย่าง ถึงตั้งแต่รบมาจะบ่เคยเจอ แต่ถ้าเข้าไปใกล้ตานนะคอนแล้วต้องมารบกับผีร้ายที่อยู่ในร่างตนฮู้จักนี่ก็ยะใจยากอยู่เน่อเจ้า”

“ใจอ่อนเกินไปอีกแล้วเน่อ” สายปรามเสียงดุๆ “ท่านกล้วยก็ฮู้นี่ว่าถ้าใจดีมากเกินไปในสนามรบจะเป็นจะได”

“ข้าเจ้าฮู้เจ้า” ราชินตานีรีบตอบ เธอเดาไว้แล้วว่าอดีตอาจารย์ต้องพูดแบบนี้ “แต่อย่างที่ว่าไป มันก็เป็นการซื้อใจมนุษย์อย่างหนึ่งเน่อเจ้า”

“แล้วท่านกล้วยคึดว่าจะยะจะได วิธีที่มนุษย์จะบ่ต้องตายนี่ แล้วมันจะต่างอะหยังกับการยิงด้วยกระสุนหัวทำลายวิญญาณ” หญิงสาวหน้าหวานยิงคำถามต่อยาวเหยียด

 

“นี่เจ้า”

กล้วยล้วงกระเป๋าเสื้อกันหนาวของเธอ ก่อนจะหยิบปึกกระดาษหนาเกือบยี่สิบแผ่นออกมาส่งให้อีกฝ่าย สายรับไปพลิกดู มันเต็มไปด้วยสมการและแผนภาพ บางสมการเธอพอจะเคยผ่านตามาเมื่อครั้งสอนวิชาอาวุธให้ตานี มันเป็นสมการเกี่ยวกับพลังงานวิญญาณ ทั้งความเข้มข้น การแผ่กระจาย และค่าอื่นๆ ในขณะที่สี่ห้าหน้าสุดท้ายเต็มไปด้วยแผนภาพของอะไรบางอย่างที่มองดูเหมือนระเบิดแสวงเครื่องลูกใหญ่ ซึ่งมีจานคล้ายจานดาวเทียมติดอยู่ด้านบน

 

“อะหยังล่ะนี่” สายเอ่ยขึ้นในที่สุดเมื่อรู้สึกว่าตัวเองคงเดาไม่ถูกว่าเนื้อหาในปึกกระดาษนั้นเกี่ยวกับอะไร “สมการเคยผ่านตามาบ้าง แต่ลึกมากๆ อุ๊ยบ่เข้าใจหรอก”

“ตอนนี้ข้าเจ้าเรียกมันว่าระเบิดแก้ผีสิงเจ้า” ราชินีตานีตอบ รอยยิ้มปรากฏบนริมฝีปากบาง “ระเบิดนี่จะส่งแรงอัดพลังงานวิญญาณแบบพิเศษออกไปรอบๆ ผีร้ายที่สิงอยู่ในร่างมนุษย์จะถูกกระแทกออก แต่วิญญาณของมนุษย์ในร่างจะบ่เป็นอะหยังเจ้า แทบบ่เจ็บหรือฮู้สึกอะหยังเลยด้วย บ่เหมือนกับโดกระสุนพลังงานวิญญาณหรือระเบิดพลังงานวิญญาณที่วิญญาณจะเสียหายไปด้วย”

“แล้วผีหรือตานี หรือเผ่าพันธุ์วิญญาณอื่นๆล่ะ ผีร้ายอิสระด้วย”

“ก็โดนเหมือนกันเจ้า แต่อุปกรณ์ป้องกันผีสิงธรรมดาก็ป้องกันได้อยู่ แต่เท่าที่ลองคำนวณดู อาจจะมีทางยะหื้อเลือกระเบิดแค่ผีที่สิงอยู่ในร่างมนุษย์ได้ก็ได้เจ้า แต่ตอนนี้ยังแก้บ่ออกอยู่บางส่วน”

“อืม....” วิญญาณหญิงชราในร่างหญิงสาวยกมือขึ้นจับคางอย่างครุ่นคิด “อาวุธร้ายแรงแล้วก็บ่เคยทดลองจะอี้จะเอามาใช้ทันทีเลยคงยาก อาจจะต้องหาวิธีทดลองก่อน แต่ก็ถือว่าน่าสนใจอยู่เน่อ เก่งมากท่านกล้วย”

“ขอบคุณเจ้า” กล้วยค้อมหัวให้อีกฝ่าย รอยยิ้มกว้างทาบอยู่เต็มใบหน้าจืด

“เดี๋ยวจะไดอุ๊ยจะลองเอาไปอู้กับแอ๊ดกับหวังละกัน บางทีอาจจะหาโอกาสทดลองกับเมืองเล็กก่อนถึงเชียงม่วนก็ได้”

“เจ้า” ตานีสาวพยักหน้า ก่อนจะถามขึ้นอีกเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “เอ้ออุ๊ยสาย แล้วเรื่องสายลับล่ะเจ้า สรุปว่าลุงหวังกับอ้ายแอ๊ดบ่แม่นสายลับแม่นก่อเจ้า”

“อื้ม สองคนนั้นบ่แม่น”

“แล้วผู้ได๋ล่ะเจ้า”

“ก็กำลังดูๆอยู่” สายตอบ แต่เด็กสาวหน้าจืดจับได้ว่าอีกฝ่ายหลบตาเธอ

“อุ๊ยสายฮู้แล้วแม่นก่อเจ้าว่าผู้ได๋”

“ยัง” หญิงสาวหน้าหวานยังยืนยัน แต่ก็ยังไม่ยอมสบตาลูกศิษย์สาวอยู่เช่นเดิม

“อุ๊ยสาย” เสียงของกล้วยต่ำลง พร้อมๆกับดวงตาที่หรี่ลง “ฮู้อะหยังแต่บ่อยากบอกข้าเจ้าแม่นก่อ”

“บ่ อุ๊ยบ่ฮู้แต๊ๆ” สายเสียงแข็งขึ้นบ้าง แต่เธอก็รีบตัดบท “ตอนนี้บ่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกท่านกล้วย เดี๋ยวอุ๊ยจัดการเอง อุ๊ยว่าอีกบ่นานคงจับมั่นคั้นตายได้แล้ว แล้วเดี๋ยวตอนนั้นอุ๊ยจะบอกท่านกล้วยอีกที”

“เจ้า” ราชินีตานีตัดสินใจไม่กดดันอดีตอาจารย์ของเธอต่อ เธอเบือนหน้ากลับไปเอาคางเกยกับแขนเสื้อกันหนาวต่อก่อนจะถอนหายใจเฮือก “ก็หวังว่าจะบ่แม่นผู้ได๋ที่ใกล้ตัวข้าเจ้าเน่อเจ้า ถ้าเป็นจะอั้นข้าเจ้าคงยะใจบ่ได้....”

“นั่นสิเน่อ”

 

วิญญาณสาวถอนหายใจด้วยเหมือนกัน ดวงตาที่สองประกายสีแดงละจากหน้าจอแลปทอปเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง

 

“เอ้ย คุยเพลินลืมเลย” จู่ๆ สายก็โพล่งออกมา ทำเอาตานีสาวสะดุ้งเล็กน้อย “ไปนอนได้แล้วท่านกล้วย อย่ามาเนียน”

“เดี๋ยวเจ้า ข้าเจ้ายังเหลือที่อยากอู้กับอุ๊ยสายอีกเรื่อง” เด็กสาวหน้าจืดรีบพูดเมื่ออีกฝ่ายผลักไสไล่ส่งเธอไปนอน ไม่ใช่แค่ด้วยคำพูด มือก็ผลักเธอด้วยเหมือนกัน

“ไว้อู้กันวันอื่น ไปๆ ไปนอน”

“บ่ได้เจ้า วันอื่นข้าเจ้าก็บ่ฮู้ว่าจะว่างแล้วก็บ่ง่วงจะอี้ได้วันได๋อีก” กล้วยยังไม่ยอม

“แล้วเรื่องอะหยังล่ะ”

“คือ.....” คราวนี้ตานีสาวอึกอัก ไม่ตอบทันควันเหมือนเดิมแล้ว “เอ่อ.....”

“อะหยัง อู้มาเร็วๆ บ่อั้นก็ไปนอน” สายยังกดดันฝ่ายตรงข้าม

“เอ่อ.... ยะหยังอุ๊ยสายถึงบ่แต่งงานเจ้า”

 

คำถามของราชินีตานีทำเอาวิญญาณสาวหน้าหวานสำลักน้ำลายดังแค้ก

 

“ยะหยังถึงถามเรื่องนี้ล่ะท่านกล้วย แค่ก....” อดีตพันเอกสาวโสดตลอดชีพแห่งกองทัพเวียงตานถามทั้งๆที่ยังสำลักน้ำหูน้ำตาไหล

“คือ.... แค่สงสัยเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดตอบเลี่ยงๆ

“จะอู้กับอุ๊ยเรื่องจ้าดก๋า”

 

คราวนี้เป็นตาของราชินีตานีที่ต้องสำลักน้ำลายบ้าง

 

“อุ๊ยสายฮู้เรื่องนั้นด้วยกาเจ้า !?

“ฮู้สิ จะบ่ฮู้ได้จะได”

“แต่..... แต่อุ๊ยสายบ่หันเคยอู้หรือยะท่าเหมือนฮู้เลยนี่เจ้า”

“แล้วยะหยังอุ๊ยต้องบอกท่านกล้วยด้วยล่ะว่าอุ๊ยฮู้ อีกอย่างอุ๊ยก็บ่ได้อยากหื้อไปคึดถึงเรื่องนี้มากตอนสถานการณ์ยังเป็นจะอี้ด้วย” สายตอบเรียบๆ ก่อนจะถามกลับ “แล้วที่จะคุยกับอุ๊ยเรื่องนี้น่ะว่าจะได”

“คือ.... ข้าเจ้า....” ตานีสาวกลับไปลังเลอีกครั้ง “ข้าเจ้าบ่ฮู้ว่าจะยะจะไดต่อไปดีเจ้า”

“ก็เกลียดเปิ้นบ่แม่นก๋า ก็บ่อู้กับเปิ้นจะอี้ต่อไปก็ดีแล้วนี่”

“คือ.... ข้าเจ้าก็บ่ได้เกลียดเปิ้นขนาดนั้นหรอกเจ้า..... แล้วข้าเจ้าก็.... เริ่มๆสงสารเปิ้นด้วย” กล้วยตอบอ้อมแอ้ม “แล้วเปิ้นก็ช่วยข้าเจ้าไว้ตอนดอยสูงด้วย ถ้าจะหื้อยะท่าเป็นเกลียดเปิ้นมันก็ดูบ่ค่อยดีแม่นก่อ.....”

“แล้วชอบเปิ้นก๋า”

“บ่ได้ชอบเจ้า !” คราวนี้เด็กสาวหน้าจืดตอบแทบจะเป็นเสียงหลง ก่อนจะเบาลงในประโยคต่อมา “แต่คือ.... ก็บ่ได้เกลียดเหมือนกัน....”

“อุ๊ยจะบ่ไปยุ่งอะหยังกับความฮู้สึกของท่านกล้วยหรอกเน่อ มันเป็นเรื่องที่ท่านกล้วยต้องถามตัวเองแล้วก็ตัดสินใจเอง อุ๊ยบอกได้แค่ว่าคิดหื้อดี ถ้าแน่ใจกับความฮู้สึกตัวเองก็ยะไป” สายพูดเนิบๆ เธอดูเหมือนหญิงชราผู้ผ่านโลกมามากทันทีแม้ภายนอกจะยังเป็นร่างหญิงสาว “แต่ถ้าถามอุ๊ยว่าจะยะจะไดต่อไปดี อุ๊ยคงตอบว่าจนกว่าจะจบสงคราม ยะเหมือนเดิมไปดีที่สุด”

“ยะหยังล่ะเจ้า”

“สถานการณ์จะอี้อุ๊ยบ่อยากหื้อท่านกล้วยหรือจ้าด หรือผู้ได๋ก็ตามมีเรื่องหื้อกลุ้มใจหรือหื้อคึดมากเพิ่ม” อดีตพันเอกสาวตอบ “บ่ว่าจะยะกับจ้าดเปิ้นในทางดีขึ้นหรือแย่ลง เปิ้นก็จะคึดมากอยู่ดี เพราะจะอั้น รักษาท่าทีจะอี้ไปอย่างน้อยก็จนกว่าสงครามจะจบ หลังจากนั้นจะยะอะหยัง จะดีกับเปิ้นมากขึ้นหรือจะบ่ดีกับเปิ้นไปเลยก็แล้วแต่ท่านกล้วยแล้ว”

“นั่นสิเน่อเจ้า” ราชินีตานีถอนหายใจเฮือก “ขอบคุณมากเน่อเจ้าอุ๊ยสาย หลังสงครามถ้าหมู่เฮายังรอดข้าเจ้าอาจจะได้ถามอีกรอบ”

“ได้ ถึงตอนนั้นอุ๊ยจะแนะนำหื้อเต็มรูปแบบเลย” สายยิ้มกว้าง

“แต่อุ๊ยสายบ่ได้แต่งงานบ่แม่นกาเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดแยกเขี้ยว “จะแนะนำได้แต๊ก๋า.....”

“อย่ามาอู้จะอั้นเน่อท่านกล้วย หันอุ๊ยจะอี้แนะนำหื้อได้กันไปหลายคู่แล้วเน่อ”

“แต่ตัวเองบ่ได้แม่นก่อเจ้า”

“ก็อย่าย้ำกันมากนักได้ก่อ !” วิญญาณสาวหน้าหวานเริ่มออกอาการโวยวายเมื่ออีกฝ่ายจี้ใจดำ เธอตัดสินใจตัดบท “เอ้า ไปนอนได้แล้วท่านกล้วย ตีสามกว่าจะตีสี่อยู่แล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นเจ็ดโมงบ่แม่นก๋า”

“เจ้า เจ้า ไปนอนก็ได้เจ้า” กล้วยตอบกลั้วหัวเราะ เธอลุกขึ้นยืน กระชับเสื้อกันหนาวให้คลุมพอดีตัว ก่อนจะค้อมหัวให้หญิงสาว “ขอบคุณมากเน่อเจ้าอุ๊ยสาย”

“อื้ม ไปนอนๆ”

 

เด็กสาวหน้าจืดค้อมหัวให้อดีตอาจารย์รุ่นยายอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังกลับเดินออกจากห้องไป สายมองตามจนความมืดกลืนลูกศิษย์สาวหายไปก่อนจะเบือนหน้าออกไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง นิ้วมือถูกระดาษแผนภาพระเบิดแก้ผีสิงไปมา จริงๆแล้วเธอเองก็มีเรื่องอยากจะถามราชินีตานีเช่นกัน เรื่องของอนาคตหลังจากสงครามครั้งนี้จบสิ้นลง เรื่องของแผนการดำรงอยู่ต่อไปของตานี และที่สำคัญคือการดำรงอยู่ท่ามกลางมนุษย์และเหล่าวิญญาณในตานนะคอน.....

 

แต่เอาเถอะ คงมีเวลาให้คุยกันอีกเยอะกว่าจะถึงตอนนั้น

 

 

นอกจากเสียงหวีดหวิวของลมแรงจากพายุหิมะแล้ว ฐานลับกลางเทือกเขาตานปันน้ำทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตานนะคอนก็ยังคงเงียบเหงาเหมือนทุกวัน

 

ประจิมถอดนางออกจากตำแหน่งคุมกำลังแล้ว และลดเธอลงมาเป็นเพียงที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และการควบคุมผีร้ายเท่านั้น ปริมาณงานและจำนวนครั้งที่นักการเมืองเจ้าปัญหาเรียกเธอเข้าไปพบในเมืองจึงลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเอื้องซึ่งปกติก็ไม่ได้ได้รับงานมาโดยตรงอยู่แล้วก็ยิ่งงานน้อยลงไปอีก พวกเธอและผีสาวอีกหนึ่งตนจึงใช้เวลาแต่ละวันไปกับการทำอาหารมานั่งกินไปพลาง ดูซีรี่ส์ไปพลางราวกับเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยตอนปิดเทอม จะมีวิเคราะห์แผนการรบและข้อมูลของประจิมบ้างเป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น โชคดีที่ปริมาณพลังงานในอาหารไม่ส่งผลอะไรต่อรูปร่างของพวกเธอแล้ว ไม่เช่นนั้นหัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ นักสู้ฝีมือเยี่ยมที่สุดตนหนึ่งของหน่วย และผีสาวผู้เคยเป็นดาวคณะคงได้กลายเป็นหมูสามตัวนอนอืดทืดอยู่กลางหุบเขาก็เป็นได้

 

“นาง”

“ว่าจะได” ตานีสาวคนสวยเงยหน้าขึ้นจากแลปทอปเมื่อได้ยินเสียงเรียกของเพื่อนสาวผมเปีย ซึ่งตอนนี้แกะผมออกแล้วและอยู่ในชุดนอนตัวยาวพลิ้วสีเขียวใบตอง

“ขอคุยด้วยหน่อยได้ก่อ”

“ได้สิ” นางเลื่อนเก้าอี้ข้างตัวให้อีกฝ่ายนั่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “จะถามยะหยัง การก็บ่มีหื้อยะอยู่แล้ว คุยนานเท่าได๋เมื่อไหร่ก็ได้”

“ก็.... อย่างน้อยก็อยากถามก่อน เผื่อนางกำลังวิเคราะห์หรือคึดอะหยังอยู่”

“บ่ๆ กำลังไล่ดูการเคลื่อนพลของประจิมย้อนหลังอยู่” หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ตอบ มือกดย่อหน้าจอโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณลงไปที่แถบด้านล่างหน้าจอก่อนจะงับแลปทอปปิด “มีอะหยังล่ะ”

“นอนบ่หลับก็เลยอยากลงมาอู้ด้วยเฉยๆ”

“แล้วเอื้อยญาล่ะ”

“น่าจะหลับไปแล้วมั้ง ข้าบ่ได้เคาะประตูเรียก บางทีก็อยากอู้กับนางตนเดียวเหมือนกัน”

“อ๋อ....” นางพยักหน้าช้าๆ

“นาง” เอื้องเริ่มเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้เปิดบทสนทนา ซึ่งก็เป็นปกติของนาง หัวหน้าหน่วยของเธอพูดไม่ค่อยเก่งอยู่แล้ว “นางคึดว่าจากนี้ไปจะเป็นจะไดต่อ”

“ตอบยาก” ตานีสาวคนสวยถอนหายใจยาว “ฝั่งกล้วยมีกำลังน้อยกว่าก็แต๊ แต่ถ้าประจิมยังคุมทัพตามใจอยากจะอี้ ข้าก็บ่คึดว่าประจิมจะชนะ และถ้าบ่ชนะหรือต้องรบยาวนาน หมู่ผีร้ายระดับสูงก็คงคุมยากขึ้น ก็คงได้วุ่นวายกันบ่น้อยแหละ”

“แล้วหมู่เฮาล่ะ” เด็กสาวผมเปียถามด้วยเสียงเบาลง มีแววออดอ้อนเจืออยู่จางๆ “นางคึดว่าหมู่เฮาจะไปทางได๋ต่อ”

“ถ้าประจิมยังยะเหมือนเดิมอยู่ ข้าก็คงช่วยกล้วยอย่างลับๆ จะอี้อยู่เหมือนเดิม” หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ตอบ “แต่ถ้าประจิมเปลี่ยนนโยบาย ก็อาจจะดูอีกทีว่าผู้ได๋ตรงกับความคิดข้ามากกว่ากัน”

“ช่วยกล้วยอย่างลับๆ ?” ตานีสาวหน้าอ่อนทวนคำพูดของอีกฝ่ายพลางเอียงคอ “หมู่เฮากำลังช่วยกล้วยอยู่ก๋า”

“อ้าว เอื้องบ่ฮู้ก๋า” นางย้อนถามกลั้วหัวเราะ “ทุกวันนี้หมู่เฮากำลังช่วยกล้วยอยู่ตลอดเลยเน่อ ถึงหลังๆจะหาโอกาสช่วยได้น้อยลงหน่อยก็เหอะ”

“ยะหยัง มีอะหยังก๋า”

“เดี๋ยวไว้ถ้าสถานการณ์เหมาะสมเมื่อได๋ข้าจะบอกละกันเน่อ”

“อ้าว บ่เอา.....” เอื้องเขย่าแขนเพื่อนสาว “บอกข้าหน่อยเน่อนาง บอกหน่อย”

“ตอนนี้ยังบ่ค่อยเหมาะ เดี๋ยวพร้อมแล้วข้าจะบอก อีกบ่นานหรอกมั้ง” เสียงของตานีสาวคนสวยขาดเป็นห้วงตามแรงเขย่า “รอหน่อยเน่อเอื้อง ข้าบอกเอื้องแน่ๆอยู่แล้ว”

“แน่เน่อ” เด็กสาวผมเปียทำหน้าวิงวอน

“แน่สิ” นางหัวเราะคิกเมื่อเห็นหน้าตาน่าสงสารเหมือนหมาหงอยของอีกฝ่าย “อีกบ่นานหรอก บางทีอาจจะอาทิตย์หน้าก็ได้”

“ก็ได้ ข้าจะรอ” ตานีสาวหน้าอ่อนยอมปล่อยแขนเพื่อนสาว “แต่ถ้านางลืม ข้าโกรธแต๊ๆเน่อ”

“จ้า..... บ่ลืมหรอก”

 

เงียบกันไปอึดใจใหญ่ นางเปิดแลปทอปขึ้นมาดูสัญญาณพลังงานวิญญาณในเขตรัฐเวียงตานต่อ เอื้องขยับเข้ามาใกล้เธอ เด็กสาวผมเปียอยากจะเอาแก้มซบบนแขนขาวของเพื่อนสาวเหลือเกิน แต่เธอก็ห้ามใจไว้ เธอยังไม่อยากเปิดเผยให้นางรู้ความในใจ เธอยังไม่พร้อม.... ไม่ใช่ไม่พร้อมสำหรับการบอกความรู้สึกออกไป แต่ไม่พร้อมหากนางตอบกลับมาว่าไม่ได้คิดอะไรกับเธอเลย.....

 

ซึ่งเธอคิดว่าผลลัพธ์คงจะเป็นแบบนั้น.....

 

“เอื้อง” จู่ๆตานีสาวคนสวยก็เอ่ยขึ้น

“อะ.... อื้ม ?” ผู้ถูกเรียกสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกลากออกมาจากห้วงความคิดอย่างฉับพลัน

“ถ้าข้าสิ้นอายุไป เอื้องจะยะจะไดต่อ”

“เอ๋ ยะหยังถามจะอั้นล่ะ” เด็กสาวหน้าอ่อนถามกลับเสียงสูง “อู้เป็นลางไปได้”

“ก็บ่แม่นว่าเรื่องจะอี้จะเกิดขึ้นบ่ได้นี่” นางตอบเสียงเรียบๆ เหมือนเป็นเรื่องปกติ จริงๆเธอก็เตรียมใจเอาไว้แล้ว เธอรู้จากทั้งที่เรียนมาและประสบการณ์จริง ว่าในสงครามนั้นแต่ละชีวิตจากไปง่ายเพียงใด

“ถ้าเกิดอะหยังขึ้นกับนาง ข้าจะปกป้องนางเอง นางบ่สิ้นอายุหรอก” ตานีสาวผมเปียตอบหนักแน่น “หรืออย่างน้อยถ้าจะสิ้นอายุ ก็สิ้นอายุไปด้วยกัน”

“ขอบคุณมากเน่อเอื้องที่คึดจะอั้น แต่บ่จำเป็นหรอก” เด็กสาวหน้าหวานหัวเราะ เอื้องพอรู้สึกได้ว่าเสียงหัวเราะนั้นมีแววเศร้าแฝงอยู่

“จำเป็นสิ” เอื้องสวนกลับ “ข้าจะปกป้องนางหื้อได้แน่ๆ”

“เรื่องนั้นค่อยว่ากันละกัน เอาเป็นว่าคำถามของข้าคือถ้าข้าบ่อยู่ขึ้นมาแต๊ๆ บ่ว่าจะด้วยเหตุผลได๋ แต่เอื้องยังอยู่ เอื้องจะยะจะไดต่อ” หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ตีกรอบคำถามให้แน่นหนามากขึ้นเมื่อเห็นว่าคงไม่อาจขัดเพื่อนสาวได้ “ข้าฮู้ว่าเอื้องตามข้ามาเพราะเอื้องสนิทกับข้า บ่เหมือนแหวนที่มาเพราะอยากได้อำนาจราชินีตานี ถ้าเป็นแหวนข้าฮู้ว่าเปิ้นจะไปทางได๋ต่อ แต่เอื้อง..... ถ้าบ่มีข้าแล้ว เอื้องจะยะจะไดล่ะ จะปิ๊กไปหาหมู่กล้วยก่อ”

“บ่ฮู้สิ....” ตานีสาวผมเปียตอบเบาๆ พยายามห้ามปื้นสีชมพูให้หายไปจากแก้มขาว “ข้าเองก็หันด้วยกับนาง ข้าเองก็สงสารหมู่ผีที่โดนปราบทั้งที่บ่ได้เป็นผีร้าย แต่ก็อย่างที่นางว่าเหมือนกันว่าตอนนี้เหมือนนโยบายของกล้วยจะเปลี่ยนไปแล้ว แล้วอีกอย่าง ข้าก็บ่อยากอยู่กับประจิมอีกต่อไปแล้วด้วย แต่จะหื้อข้าปิ๊กไปหากล้วย ไปหาน้ำว้าทั้งที่เคยทำร้ายเปิ้น ข้าก็คงยะบ่ได้เหมือนกัน บางทีข้าอาจจะไปที่อื่นไกลๆ ที่บ่ต้องยุ่งกับผู้ได๋เลยก็ได้ แต่ถ้าถามข้าแต๊ๆ ถ้านางบ่อยู่ ข้าก็คงบ่อยากอยู่ต่อไปเหมือนกัน”

“ข้าบ่อยากหื้อเอื้องคึดจะอั้นเน่อ” นางหันหน้ามามองตาเพื่อนสาว “ข้าก็ส่วนข้า เอื้องก็ส่วนเอื้อง ข้าบ่อยากหื้อเอื้องต้องมาผูกชีวิตติดกับข้า ข้าเลือกเดินทางที่อันตรายมาก และข้าก็ขอบคุณมากที่เอื้องยอมตามข้ามาด้วย แต่ถ้าถึงที่สุดแต๊ๆ ข้าก็อยากหื้อเอื้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ได้ยะสิ่งที่อยากยะ ได้มีชีวิตอย่างมีความสุข บ่ต้องมาทุกข์ทรมานร่วมกับข้า”

“แล้วถ้าข้าบอกว่าอยากทุกข์ทรมานร่วมกับนางล่ะ” เด็กสาวหน้าอ่อนถามกลับ ใบหน้าของเธอตอนนี้แดงก่ำอย่างห้ามไม่อยู่แล้ว สิ่งที่เธอกำลังพูดมันแทบจะเป็นการสารภาพรักอยู่แล้ว “แล้วถ้าข้าบอก ว่าข้าอยากผูกชีวิตติดอยู่กับนางล่ะ”

“ถ้าเอื้องอยากยะจะอั้น ข้าก็คงห้ามบ่ได้เน่อ” หัวหน้าหน่วยอาวุธระยะใกล้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ขณะตานีสาวหน้าอ่อนหน้าจ๋อยลงไปเล็กน้อย เพื่อนสาวดูจะไม่รับรู้ความรู้สึกของเธออีกแล้ว “แต่ก็ขอบคุณมากเน่อที่อยู่ด้วยกัน ขอบคุณแต๊ๆ”

“อื้ม บ่เป็นอะหยัง” เอื้องยิ้มกว้าง “ข้ายินดีอยู่แล้ว”

 

สองตานีสาวไม่รู้เลยว่าบนห้องเหนือหัวขึ้นไปหนึ่งชั้น ผีสาวแห่งตึกวิศวะไฟฟ้าผู้กำลังดักฟังอยู่ได้ยินทุกคำพูดชัดเจนเต็มสองหู และที่สำคัญคือเธอกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับความน่ารักของพวกเธอเสียด้วย แม้ในใจจะมีความกังวลอันหนักอึ้งลอยวนเวียนอยู่ก็ตาม

 

ที่นางพูดว่าเธอกำลังช่วยกล้วยอยู่ทุกวันคืออะไรกัน

 

หรือว่านางจะรู้แล้วว่าเธอเป็นสายลับ.....

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #83 อิงะเดะมอ (จากตอนที่ 104)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2558 / 21:52
    ถ้าหลังสงครามจบแล้วกล้วยเกลียดจ้าดไม่อยากเจอกันอีกนี่เราคงไม่ชอบกล้วยเลยหล่ะ ไม่ชอบก็บอกไปไม่ชอบแล้วให้จ้าดมันตัดสินใจไปเลยดิว่าจะเอาไง ทำงั้เหมือนหลอกใช้จ้าดเลยอ่ะ ความรู้สึกจ้าดมันไม่มีรึไง ไม่ต้องสนใจหรอ ชิ แค่ชอบใครก็แห้วก็น่าสงสารพอแล้วนะ
    #83
    1
    • #83-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 104)
      16 สิงหาคม 2558 / 23:02
      ส่วนตัวผมไม่ค่อยคิดว่ากล้วยจะหลอกใช้จ้าดนะครับ

      กล้วยไม่ได้คิดจะใช้ความไม่ชัดเจนนี้ดึงให้จ้าดอยู่ด้วยหรือช่วยไปเรื่อยๆเลย จริงๆกล้วยคงคิดว่าแค่ไม่พูดด้วยก็ชัดพออยู่แล้วว่าไม่เอา แต่จ้าดมันยังดันทุรัง ยังรอเพราะคิดว่ากล้วยยังน่าจะมีโอกาสหันมาชอบมันในอีกสักวันมากกว่า ซึ่งจะมีรึเปล่า ส่วนตัวผมคิดว่าอาจจะมีบ้างครับ กล้วยเองก็ไม่ได้ใจแข็งอะไรขนาดนั้น แล้วยิ่งกล้วยเป็นคน (ตานี) ที่ค่อนข้างยึดถือเรื่องบุญคุณต้องทดแทนด้วย ที่จ้าดช่วยเธอไปก็น่าจะมีผลกับความรู้สึกของเธออยู่ไม่มากก็น้อย

      อีกอย่างที่จ้าดยังอยู่กับกองกำลังตานีนี่ไม่ใช่แค่เพราะชอบกล้วยครับ มันอยากอยู่ด้วยตัวของมันเองด้วย
      #83-1