ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 103 : การตีโต้กลับที่ถูกบดบังด้วยอุปกรณ์การเรียน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 82
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    24 ส.ค. 58

เวลาดูจะผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกินในความรู้สึกของน้ำไท ทุกอย่างราวจะกลายเป็นภาพสโลว์โมชั่น ทั้งทหารในรถที่ค่อยๆยกปืนขึ้นมา และทั้งปืนกลบนหลังคารถที่ค่อยๆหมุนมาชี้เข้าหาเธอ สิ่งสุดท้ายที่เธอทันได้สังเกตคือก้อนอะไรบางอย่างที่ลอยจากข้างตัวเธอไปร่วงลงข้างหน้าต่างรถ และเสียงเฉียบขาดของรุ่นพี่สาว

 

“น้ำไท หลับ ลด !

เด็กหญิงผมเปียเข้าใจทันทีว่าอีกฝ่ายทำอะไรลงไปและสั่งให้เธอทำอะไร เธอหลับตาปี๋พร้อมกับลดน้ำหนักร่างกายของเธอลงให้มากที่สุดเท่าที่จะยังไม่กลายเป็นร่างวิญญาณ ตานีน้อยรู้สึกถึงมือของรุ่นพี่สาวที่คว้าข้อมือเธอหมับก่อนจะลากร่างเบาหวิวของเธอกลับเข้าไปในป่า เสี้ยววินาทีต่อมา ระเบิดแสงก็ปะทุเปรี้ยง สาดแสงแรงกล้าราวกับมีดวงอาทิตย์สักร้อยดวงจนตานีน้อยแสบตาทั้งๆที่หันหลังให้และมีเปลือกตาป้องกันเอาไว้ เสียงปืนทั้งไรเฟิลจู่โจมและปืนกลหนักกระหน่ำยิงตามหลังมาทันที แต่กระสุนก็ถูกกรองเอาไว้ด้วยป่าหนาทึบจนไม่อาจทำอะไรพวกเธอได้ จะมีก็แต่เพียงฝุ่นเศษกิ่งไม้ที่ลอยมาเข้าจมูกเข้าตาเท่านั้น

 

แต่เด็กสาวหน้าจืดรู้ดีว่าพวกเธอยังไม่พ้นอันตรายไปง่ายๆ ฝ่ายตรงข้ามรู้แล้วว่าพวกเธออยู่ในนี้ และในเมื่อไม่มีหน่วยซุ่มยิงหรือยิงสนับสนุนอื่นคอยกดพวกมันไว้ เหล่าทหารประจำปืนใหญ่ก็สามารถยิงได้ไม่อั้น รัศมีการทำลายของกระสุนปืนใหญ่ก็ไม่ใช่แคบๆเสียด้วย ต่อให้พวกมันยิงสุ่มมั่วๆ โอกาสที่จะลงหัวเธอก็มีไม่น้อยเลย และในเมื่อประจิมและแหวนคงไม่บ้าพอจะกระหน่ำปืนใหญ่ใส่กล้ายและหมิงซึ่งเท่ากับทำลายตัวเมือง เป้าหมายก็เหลืออยู่เพียงอย่างเดียวนั่นคือพวกเธอ ราชินีตานีขบกรามกรอด ขอให้พวกมันสุ่มพลาดด้วยเถอะ.....

 

ราวกับฝ่ายตรงข้ามได้ยินความคิดของเธอ วิ่งไปได้อีกเพียงไม่กี่ก้าว เสียงหวีดแหลมก็ดังแสบแก้วหูจากเหนือหัว กล้วยทิ้งตัวลงหมอบ มือกระชากรุ่นน้องสาวล้มลงด้วยก่อนจะดึงเธอเข้ามากอดแน่นไว้แนบอก แม้จะรู้ว่ามันคงไม่ช่วยอะไรมากนักจากกระสุนที่พุ่งดิ่งลงมาจากท้องฟ้าก็ตาม....

 

แล้วทุกอย่างก็ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ

 

ทั้งที่หมอบราบอยู่กับพื้นและกลับคืนน้ำหนักปกติแล้ว แต่แรงระเบิดจากกระสุนหัวระเบิดแรงสูงเกือบสิบนัดที่ปูพรมลงมากลับอัดวิญญาณผู้พิทักษ์ทั้งสองจนกระเด็นเหมือนกระป๋องน้ำอัดลมถูกเตะ ตานีน้อยผมเปียถูกเหวี่ยงหลุดจากอ้อมกอดของรุ่นพี่สาวไปกระแทกต้นโอ๊กใหญ่ดังพลั่ก ก่อนที่จะถูกซ้ำด้วยไม้ท่อนใหญ่จากจุดศูนย์กลางระเบิดที่ฟาดเข้าใส่ท้ายทอยเต็มแรง แต่แม้จะทั้งมึนทั้งระบมไปทั่วร่าง น้ำไทก็ยังพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น

 

เพียงเพื่อแค่จะมองเห็นต้นสนใหญ่ที่ค่อยๆโงนเงนก่อนจะล้มลงมาหาเธอ.....

 

แล้วทุกอย่างก็ดับวูบกลายเป็นความมืดมิด

 

 

“กล้วย น้ำไท ได้ยินก่อ ช่วยยิงหื้อที หมู่เฮาจะแย่แล้ว !

เสียงที่แผดก้องออกจากหูฟังดึงสติที่หลุดลอยของตานีน้อยแห่งหน่วยอาวุธระยะไกลให้กลับเข้าร่างอีกครั้ง แต่ก็แค่สติกลับเข้าร่างเท่านั้น เด็กหญิงแทบไม่รู้เลยว่าที่ปลายสายพูดอะไรหรือแม้แต่เป็นใครด้วยความเจ็บปวดที่ถาโถมผ่านไขสันหลังเข้าสู่สมองจากทั่วร่าง จนเมื่ออีกฝ่ายเรียกอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังขึ้นและหวีดแหลมขึ้นไปอีก น้ำไทจึงลืมตาขึ้นอีกครั้ง

 

ภาพที่ปรากฏต่อสายตาทำเอาเธอมึนงงไปชั่วขณะ แม้จะเลือนรางเต็มที แต่เด็กหญิงก็จำได้ว่าเธออยู่ในป่าก่อนที่จะหมดสติไป แล้วทำไมตอนนี้เธอถึงได้มองเห็นท้องฟ้าที่มีดาวระยิบระยับอยู่เล่า....

 

แต่เมื่อพยายามฝืนความเจ็บปวดลุกขึ้นนั่ง ตานีน้อยก็ตระหนักถึงสถานการณ์รอบตัว ป่าที่เคยหนาทึบ บัดนี้แทบจะเรียกได้ว่าที่โล่ง เศษซากอารยธรรมที่มองเห็นมีเพียงตอไม้นับร้อยๆต้นเท่านั้น รอยฉีกขาดต่างเละเทะ บ้างก็เป็นรอยแตกลึกและหักโค่นบ่งบอกว่ามันคงจะล้มเพราะกระสุนปืนใหญ่ แต่อีกหลายต้นกลับมีรอยแตกที่กระจุยจนแทบมองไม่ออก โคนต้นที่เหลือก็พรุนแทบจะเป็นรังผึ้ง กลิ่นดินปืนคละคลุ้งอยู่ในอากาศเย็นเฉียบ เด็กหญิงผมเปียขนลุก นี่แปลว่าพวกมันไม่ได้แค่ถล่มด้วยปืนใหญ่เท่านั้น หากกระหน่ำซ้ำด้วยปืนเล็กทุกอย่างที่มี โชคดีที่เธอนอนอยู่ในส่วนที่เป็นแอ่งตื้นๆตรงนี้ ไม่เช่นนั้นคงกลายเป็นเหยื่อกระสุนไปแล้ว

 

แต่เมื่อมองซ้ายมองขวา หัวใจของน้ำไทก็ร่วงวูบเมื่อเห็นขาในกางเกงลายพรางที่ขาดวิ่นของราชินีตานีโผล่ออกมาครึ่งๆจากใต้กองเศษไม้ เด็กหญิงรีบยันตัวลุกขึ้น แต่ขาที่บาดเจ็บก็ดึงให้เธอทรุดฮวบกลับลงไปฟุบกับกองเศษไม้อีกครั้ง ตานีน้อยไม่ยอมแพ้ เธอพยายามตะเกียกตะกายกึ่งแถกตัวไปหารุ่นพี่สาวจนได้ ความหวาดกลัวในหัวใจลดลงบ้างเมื่อเห็นหัว ผมและแขนของรุ่นพี่สาวที่โผล่ออกมาจากด้านอื่นๆของกองต้นไม้ที่ทับตัวเธออยู่ ที่สำคัญ พวกมันยังอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง แปลว่ารุ่นพี่ของเธอยังไม่ได้ถูกกระสุนฉีกเป็นชิ้นๆ....

 

แต่แล้ว ความเบาใจก็แปลเปลี่ยนเป็นความวิตก พลังงานวิญญาณที่เธอจับได้จากตัวของรุ่นพี่สาวเบาบางมาก และที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือมันกำลังยิ่งเบาลงทุกขณะ เด็กหญิงรีบคลานข้ามกองเศษซากต้นไม้อ้อมมายังฝั่งหัวของเด็กสาวหน้าจืดก่อนจะค่อยๆเสยเรือนผมสีดำประกายเขียวให้พ้นใบหน้า แล้วไขสันหลังของตานีน้อยก็ลดอุณหภูมิกลับเป็นเย็นยะเยือกเมื่อเห็นเลือดสีแดงคล้ำที่กระจายเปรอะอยู่เต็มปาและคางของรุ่นพี่สาว

 

“เอื้อยกล้วย เอื้อยกล้วย ยะใจดีๆไว้เน่อเจ้า !

เด็กหญิงเขย่าไหล่ที่โผล่พ้นกองเศษซากต้นไม้ของรุ่นพี่สาวอย่างลืมตัว ภาพเหตุการณ์ก่อนที่เธอจะวูบไปเริ่มหมุนย้อนกลับเข้ามาในหัว เธอเห็นต้นสนกำลังโงนเงนก่อนจะล้มผ่านยอดไม้ลงมา แล้วอะไรบางอย่างก็ผลักเธอจนกลิ้งขลุกๆเอาหัวไปกระแทกต้นไม้ซ้ำอีกรอบจนหมดสติ แต่เพียงวินาทีก่อนที่จะวูบไปนั้น หากจำไม่ผิดเธอก็ได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของราชินีตานี....

 

“เฮ้ย มันอยู่นั่น มันยังไม่ตาย !

เสียงเอะอะจากที่ไหนสักแห่งห่างออกไป ซึ่งตามมาด้วยเสียงปืนและเสียงกระสุนแหวกอากาศทำให้เด็กหญิงผมเปียต้องหมอบราบลงไปกับพื้นอีกครั้ง กระสุนเฉี่ยวผ่านเหนือหัวเธอไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร บางนัดก็พุ่งเข้าเจาะต้นไม้ ขนไม้และกิ่งไม้ที่ทับตัวราชินีตานีอยู่ ส่งฝุ่นและเศษไม้กระจายว่อนจนน้ำไทระคายจมูก แต่เธอก็ต้องอั้นจามเอาไว้สุดชีวิต หากจามออกมาก็เท่ากับเปิดเผยให้อีกฝ่ายรู้ว่าเธอยังหลบกระสุนได้ และหากพวกมันเดินเข้ามากราดยิงใกล้ๆเพื่อให้แน่ใจล่ะก็ ต่อให้เธอเอาตัวรอดได้ แต่รุ่นพี่สาวของเธอคงจะไม่.....

 

ฝ่ายตรงข้ามกระหน่ำยิงอยู่เกือบหนึ่งนาทีเต็ม แล้วเสียงฝีเท้าก็ย่ำใกล้เข้ามาจริงๆเสียด้วย ตานีน้อยขดตัวนิ่งเงียบเหมือนหนู แต่หัวใจกลับโยนตัวกระแทกซี่โครงโครมครามราวกับอยากให้อีกฝ่ายมายิงเสียเร็วๆ มือกำอุปกรณ์เก็บอาวุธแน่น แม้เธอจะเคยเจอเหตุการณ์คับขันแบบนี้มาบ้าง แต่ก็ไม่เคยเจอเพียงลำพังแถมยังมีคนให้เธอต้องห่วงแบบนี้ เธอควรจะทำยังไงดี ควรจะเรียกปืนกลออกมากราดยิงเลยดีหรือเปล่า หรือจะเอาแค่ไรเฟิลจู่โจมออกมาเพื่อความคล่องตัวดี แล้วถ้าเธอยิงไม่ทันล่ะจะทำยังไง หรือว่าควรจะเรียกระเบิดแสงออกมาอีกครั้งดี แต่เธอไม่มีทางแซะรุ่นพี่สาวออกมาจากกองซากที่ทับเธออยู่ได้ทันแน่นอน แต่ไม่ว่าจะทางไหน หากไม่โงหัวขึ้นไปดูว่าฝ่ายตรงข้ามอยู่ที่ไหนจะปาระเบิดหรือจะยิงก็เปลืองกระสุนเปล่า แต่หากโงหัวขึ้นไปแล้วโดนสอยหัวแตกขึ้นมาเล่า ยังมีทางอื่นอีกหรือเปล่าหนอ เธอคิดอะไรไม่ออกเลย.....

 

ในที่สุด น้ำไทก็ตัดสินใจ อย่างเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เด็กหญิงเรียกปืนกลเบาออกมาวางไว้ข้างตัว ก่อนจะเรียกระเบิดแสงและระเบิดมือธรรมดาออกมาถือไว้ในมือข้างละลูก เธอยังไม่กล้าโงหัวขึ้นมอง แต่เพียงฟังเสียงก็พอจะรู้ทิศทางและระยะของฝ่ายตรงข้ามได้คร่าวๆ เด็กหญิงรอให้อีกฝ่ายเข้ามาในระยะเกือบสองเมตรจึงดึงสลักระเบิดแสงก่อนจะโยนสูงขึ้นไปเบื้องบน แขนที่ถูกกระแทกมาหลายครั้งเจ็บแปลบจนเธอชะงัก แต่ตานีน้อยก็กัดฟันเหวี่ยงมันขึ้นไปเหนือหัว ก่อนจะหลับตาปิดหู....

 

ระเบิดแสงทำหน้าที่ของมันทันที แสงสว่างเจิดจ้าปะทุขึ้นพร้อมกับเสียงดังสนั่น ปิดกั้นทั้งการมองเห็นและการได้ยินของเหล่าทหารผีสิงไปชั่วขณะ เด็กหญิงไม่รอให้เวลาไม่กี่วินาทีนี้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ ระเบิดสังหารในมือเหวี่ยงวูบไปยังทิศทางที่เธอคิดว่ามีข้าศึกอยู่มากที่สุด มันปะทุตูมพร้อมกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของฝ่ายตรงข้าม น้ำไทฉวยโอกาสยกปืนกลขึ้นตั้งบนขอบแอ่งก่อนจะกราดยิงทันที เหล่าทหารร่วงลงพื้นเป็นใบไม้ร่วงเมื่อกระสุนหัวทำลายวิญญาณพุ่งผ่านร่าง ขณะผีร้ายในร่างแตกสลายไปกับความมืดยามค่ำคืน

 

“เอื้อยกล้วย กินยาก่อนเจ้า แข็งใจไว้เน่อ !

เมื่อทหารใกล้ตัวสิ้นฤทธิ์หมดแล้ว เด็กหญิงจึงหันความสนใจกลับมาหารุ่นพี่สาวอีกครั้ง เธอรีบล้วงหายาสมานแผลจากในกระเป๋าเสื้อ แต่เธอก็แทบจะปล่อยโฮออกมาเสียเดี๋ยวนั้นเมื่อพบว่าขวดยาพลาสติกหกขวดในกระเป๋าแตกหมด ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เด็กหญิงถอดเสื้อชั้นนอกของเธอออกก่อนจะพยายามบิดกระเป๋าให้ยาหยดลงใส่ปากที่เต็มไปด้วยเลือดของราชินีตานี น้ำใสไหลพรากจากดวงตาคู่สวยลงมาตามแก้มขาว เธอทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้เลยหรือ เธอต้องทนดูผู้นำเผ่าพันธุ์ตนสุดท้ายของเธอสิ้นอายุไปเฉยๆแบบนี้น่ะหรือ.....

 

เสียงกระสุนปืนใหญ่แหวกอากาศหวีดหวิวมาจากเบื้องบนอีกครั้ง น้ำไทจำต้องทิ้งเสื้อปิดหน้ารุ่นพี่สาวเอาไว้ก่อนจะขดตัวกลมเอามือป้องกันหัวไว้ โชคดีที่กระสุนปืนใหญ่ระเบิดห่างจากเธอไปหลายสิบเมตร แต่ถ้าปล่อยไว้เฉยๆ มันคงยิงสุ่มมาโดนเธออีกแน่ เด็กหญิงผมเปียเหลียวซ้ายแลขวาอย่างทำอะไรไม่ถูก ห่วงรุ่นพี่สาวก็ห่วง แต่จะไม่ทำอะไรกับปืนใหญ่เลยก็ไม่ได้ เธอควรจะทำยังไงดี

 

ตานีน้อยเหลียวมองรุ่นพี่สาวที่นอนนิ่งอยู่ข้างตัว เธออยากได้คำแนะนำใจจะขาด ถ้าหัวหน้าหน่วยของเธอยังสู้ได้ เธอจะทำยังไงกันหนอ.....

 

 

“น้ำไท กล้วย ได้ยินก่อ !?

ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตรในตัวเมือง ตานีสาวผมหางม้ายังคงพยายามติดต่อกับหน่วยยิงสนับสนุนของเธอด้วยความกระวนกระวายที่มากขึ้นเรื่อยๆ ขณะมือก็ยิงพลางขาก็วิ่งบ้างกระโจนหาที่หลบบ้างไปพลาง ทหารที่เธอและหมิงต้องรบด้วยเพิ่มจำนวนจากสิบเป็นหลายสิบแล้วตอนนี้ และพวกเธอก็ถูกกดดันจนต้องถอยร่นไปตามแนวตรอกซอกซอยเล็กๆของย่านใจกลางเมืองห่างจากเป้าหมายของพวกเธอออกไปเรื่อยๆ แต่ละตนต่างก็ถูกยิงกันไปตนละสามสี่นัด โชคดีที่ยังพอมียาสมานแผลเหลืออยู่ แต่มันก็ใกล้จะหมดเต็มทีแล้ว ระเบิดและกระสุนของอาวุธหนักทั้งหลายในอุปกรณ์เก็บอาวุธเองก็ใกล้จะหมดลงทุกทีเช่นกัน หากหน่วยสนับสนุนยังเงียบอยู่แบบนี้ พวกเธอก็คงหนีไปได้อีกไม่นาน

 

ข้างตัวหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม หมิงนั่งคุกเข่ากระหืดกระหอบแกมฮึดฮัด เธอเคยออกรบกับกล้ายและสหายร่วมรบตนอื่นๆมาหลายครั้งก็จริง แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะนั่งขับอยู่ในรถถังหรือไม่ก็ต่อสู้กันแบบแทบจะอยู่กับที่ ไม่มีครั้งไหนเลยที่ต้องวิ่งป่าราบข้ามเมืองกันแบบนี้ เรื่องเหนื่อยไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอมากนัก ที่ทำให้เธอหงุดหงิดคือเธอไม่อาจกลายร่างเป็นเสือยักษ์ในที่แคบๆแบบนี้ได้ ถ้าขยายร่างให้สูงสักยี่สิบสามสิบเมตรได้ล่ะก็ ทหารแค่ร้อยคนนี่จิ๊บๆ แม้อาจจะต้องมาลำบากทนเจ็บนั่งแงะกระสุนออกจากอุ้งเท้าทีหลังสักหน่อยก็ตาม

 

“ยะหยังถึงบ่ตอบเลยเนี่ย !?

กล้ายขบกรามกรอด เด็กสาวโผล่หน้าออกไปยิงสวนฝ่ายตรงข้ามที่กำลังวิ่งเข้ามาหามุมตึกที่เธอและเพื่อนสาวหลบอยู่ก่อนที่จะออกวิ่งอีกครั้ง ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวมองหาที่ที่เธอพอจะใช้เป็นที่กำบังถาวรได้ ซึ่งมันดูจะหาได้ยากเสียเหลือเกินในย่านที่มีแต่ตึกเล็กๆ สูงสองสามชั้นที่ทุกด้านแทบจะเป็นกระจกทั้งหมดแบบนี้

 

“หรือว่า.... สิเกิดอีหยัง..... กับกล้วยกับน้ำไท” เด็กสาวหน้าเสือสันนิษฐานเสียงเหนื่อยหอบขาดห้วง ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะต้องรีบทิ้งตัวลงหมอบหลบกระสุนเมื่อทหารผีสิงโผล่ออกมาจากตรอกอีกด้านอย่างไม่คาดคิด “เปิ้นอาจสิโดนยิง.... หรือโดนตามล่าแบบพวกเฮาอยู่ก็ได้เด๊.... เฮาว่าเฮาเรียกเมฆกับปลาเลยดีกว่า”

“อย่าเพิ่ง !” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมท้วง เธอโยนระเบิดแสงใส่ทหารที่เพิ่งจะโผล่ออกมา ก่อนที่สองสหายร่วมรบจะกึ่งวิ่งกึ่งกระโจนเข้าไปยังตรอกอีกเส้นหนึ่ง เสียงปืนดังตามหลังมาติดๆ แต่ไม่มีนัดใดเข้าเป้า ตานีสาวคุกเข่าลงแนบหลังชิดกำแพงตึกก่อนจะพูดต่อ “ตามแผนหมู่เฮาต้องปิดอุปกรณ์นั่นแล้วหื้อหมู่เพื่อนอุ๊ยสายเข้ามาถึงเมืองก่อนหมิงก็ฮู้นี่ ถ้าเรียกมาตอนนี้ได้โดนทั้งปืนใหญ่ทั้งปืนเล็กยิงตายกันเพียบแน่”

“แต่ถ้าเกิดอีหยัง.... กับกล้วยกับน้ำไทแต๊ๆ.... ยิ่งปล่อยไว้นานก็ยิ่งอันตรายเด๊กล้าย !” สมิงสาวเถียงกลับ “บ่แม่นแค่พวกเปิ้น พวกเฮาก็ด้วยเด๊”

“แต่....”

 

ยังไม่ทันจะได้ตอบ เสียงของน้ำไทก็ดังมาจากหูฟัง แม้จะมีเสียงปืนจากทั้งสองฝั่งดังกลบจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง แต่เด็กสาวทั้งสองก็พอจะฟังออกว่ามันแหลมสูงเหมือนเธอกำลังจะร้องไห้อยู่เต็มแก่แล้ว

 

“เอื้อยกล้าย เอื้อยหมิง เอื้อยกล้วยบาดเจ็บหนักมากเลย แล้วทหารก็บุกเข้ามาเรื่อยๆด้วย ช่วยข้าเจ้าที !

 

สองสหายต่างเผ่าพันธุ์มองหน้ากัน ก่อนที่กล้ายจะพยักหน้า เด็กสาวหน้าเสือยิ้มที่มุมปากพร้อมกับค้อมหัวเล็กน้อยเหมือนจะขอบคุณ ก่อนที่เธอจะกดไมโครโฟนแนบปาก

 

“เมฆ ปลา จัดการได้เลย”

 

สิ้นเสียงสมิงสาว เสียงคำรามน่าสะพรึงกลัวก็ดังมาจากทางทิศตะวันออก มันฟังดูเหมือนเสียงฟ้าร้องยามมีพายุใหญ่จนเหล่าทหารทั้งเมืองเงยหน้าขึ้นมองฟ้าอย่างลืมตัว แต่ก็เห็นเพียงท้องฟ้าโปร่งที่ระยิบระยับไปด้วยดวงดาว แล้วเสียงคำรามนั้นมาจากไหน มันฟังดูใกล้เกินกว่าจะบอกว่าเป็นพายุที่กำลังจะพัดมาจากที่ไกลๆเสียด้วย

 

ทหารที่ประจำอยู่ด้านตะวันออกไม่ต้องรอคำตอบนาน ร่างสูงแทบจะเทียมเนินเขารอบข้างปรากฏขึ้นในความมืด ยังไม่ทันที่พวกเขาจะหันปืนเหนี่ยวไกใส่ อะไรบางอย่างก็เหวี่ยงมากวาดทั้งรังปืนกลลงจากเนินที่มันตั้งอยู่ อะไรบางอย่างที่เหมือนอุ้งเล็บเสือโคร่งขนาดยักษ์.....

 

ต่ำลงไปเบื้องล่าง เสือโครงตัวเขื่องหลายสิบตัววิ่งสุดฝีเท้าบุกเข้าหาตัวเมือง พวกมันกระโจนหลบกระสุนที่สาดเข้าใส่อย่างคล่องแคล่วว่องไว ซ้ายทีขวาทีเข้าไปใกล้ฝ่ายตรงข้ามเรื่อยๆ และเมื่ออีกฝ่ายอยู่ในระยะกระโจนถึง กรงเล็บทรงพลังก็ตะปบกดมันลงกับพื้น ก่อนที่คมเขี้ยวแหลมยาวสีขาวโพลนจะขบกร้วมเข้าใส่กะโหลกจนแตกออกเป็นชิ้นๆ

 

“สมิงบุก ! ฝั่งตะวันออกขอกำลังเสริมด่วน !

เสียงร้องด้วยความหวาดกลัวที่ดังผ่านวิทยุทำให้ทหารทุกนายในเมืองเริ่มพะว้าพะวัง กล้ายฉวยโอกาสนี้ปาระเบิดแสงก่อนจะเผ่นแน่บออกจากที่ซ่อนข้ามไปยังอีกฟากหนึ่งของตรอกซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำผาน สองสหายร่วมรบพุ่งผ่านแนวต้นไม้ที่กั้นพวกเธอกับแม่น้ำก่อนจะกระโจนข้ามตลิ่งสูงชันลงไป หิมะหนาเบรกพวกเธอเอาไว้ไม่ให้ตกลงไปถึงแม่น้ำเบื้องล่าง เด็กสาวทั้งสองหมอบอยู่กับกองหิมะและกอหญ้าที่แห้งเหี่ยว เสียงเอะอะโวยวายว่าพวกเธอหายไปไหนดังมาจากเบื้องบน ตานีสาวผมหางม้าเรียกปืนกลเบาออกมาตั้ง พร้อมจะยิงทันทีหากมีหน้าไหนโผล่มาดูเธอจากบนตลิ่ง แต่เสียงโวยวายกลับห่างออกไปเรื่อยๆ จนเงียบไปในที่สุด เหลือเพียงเสียงระเบิดเบาๆ จากฝั่งตะวันออกของเมืองเท่านั้น

 

“เอาจังไสต่อดีกล้าย” หมิงถามขึ้นหลังจากหมอบอยู่เกือบห้านาที

“บอกหมู่หมิงหื้อถอยปิ๊กเข้าป่าก่อน” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบ

“อ้าว เป็นหยังล่ะ” เด็กสาวหน้าเสือขมวดคิ้วอย่างงุนงง เพิ่งจะให้ออกมา ตอนนี้จะให้ถอยกลับเข้าป่าอีกแล้วเนี่ยนะ

“ตอนนี้หมู่ผีร้ายบ่ฮู้แล้วว่าหมู่เฮาอยู่ที่ได๋ หมู่เฮาไปต่อแบบลับๆเหมือนเดิมได้แล้ว” กล้ายอธิบาย “อีกอย่าง ในเมื่อตอนนี้หมู่เฮาหนีมาได้ ทหารก็คงเทกำลังไปรบกับหมู่หมิงมากกว่าเดิม ถอยปิ๊กเข้าป่ารอตามแผนเดิมก่อนดีกว่า ข้าบ่อยากหื้อหมู่หมิงตายเยอะ”

“ก็ได้” สัตว์ภูตสาวพยักหน้า ก่อนจะพูดด้วยเสียงเบากวาเดิม “ขอบคุณมากเด้อกล้ายที่เป็นห่วงพวกเฮา”

สีชมพูจางๆปรากฏขึ้นบนแก้มขาวของตานีสาวผมหางม้าขณะเธอรีบตอบห้วนๆ “บ่เป็นอะหยัง รีบๆบอกหมู่เปิ้นเหอะ แล้วก็.... ขอสักตนไปรับกล้วยกับน้ำไทด้วย”

“อื้ม ได้เลย”

 

ขณะเด็กสาวหน้าเสือติดต่อกับเผ่าพันธุ์ของเธอ กล้ายก็มองสภาพรอบตัว แม่น้ำผานช่วงนี้กว้างเพียงไม่ถึงยี่สิบเมตรและมีตลิ่งสูงชัน ซึ่งเป็นปกติของแม่น้ำที่ยังอยู่ไม่ห่างจากต้นน้ำมากนัก หิมะกองสูงอยู่เต็มสองฝั่ง แซมด้วยต้นหญ้าที่เหี่ยวเฉาด้วยอากาศหนาวเหน็บจนกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม น้ำที่เย็นจัดกลายเป็นน้ำแข็งหนาซึ่งก็ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนเช่นกัน อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ ถนนเส้นแคบๆ วิ่งเลียบแม่น้ำเช่นเดียวกับฝั่งที่เธออยู่ หากไม่มีแนวต้นไม้กั้นไว้ แต่อีกฟากของถนนก็มีอพาร์ตเมนต์และร้านรวงต่างๆที่พอจะกำบังสายตาได้บ้าง

 

เด็กสาวผมหางม้าเรียกแผนที่ของเมืองออกมาดูอีกครั้ง คิ้วบางขมวดเข้าหากันอย่างครุ่นคิด แม่น้ำสายนี้ผ่านใกล้ๆกับโรงเรียนเชียงผานวิทยานุสรณ์อันเป็นเป้าหมายของเธอ ตอนวางแผน พวกเธอจัดเส้นทางที่ใช้แม่น้ำนี้เอาไว้อันดับท้ายๆ เพราะเคลื่อนที่ได้ลำบาก ไม่มีที่กำบังเลย ซ้ำยังยิงสนับสนุนได้ลำบากหากมีทหารกระโจนลงมาบู๊กับเธอในตลิ่ง แต่ตอนนี้ในเมื่อพวกเธอไม่มีการยิงสนับสนุนแล้ว เส้นทางนี้ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ไม่เลวนัก

 

“เมฆบอกว่าเจอตัวกล้วยกับน้ำไทแล้ว ตอนนี้กำลังพาเข้าป่า” เสียงของเพื่อนสาวหน้าเสือดึงกล้ายออกจากห้วงความคิด “เห็นว่ากล้วยบาดเจ็บหลายแท้ๆแหละ แต่ให้ยาแล้วก็ช่วยเลียไปบ้างแล้ว คงบ่ถึงขั้นอันตราย”

“อื้ม ขอบคุณมาก”

“แล้วเอาจังไสต่อ”

“ข้าว่าหมู่เฮาไปตามแม่น้ำนี้ดีกว่า”

“อ้าว แต่ตอนคุยกันบอกว่าบ่น่าไปทางนี้บ่แม่นบ่” หมิงท้วง

“เพราะยิงสนับสนุนลำบากแล้วก็ย่างลำบาก” ตานีสาวผมหางม้าตอบ ”แต่ตอนนี้หมู่เฮาบ่มีผู้ได๋ยิงสนับสนุนหื้อแล้ว ทางนี้น่าจะดีที่สุด”

“ถ้ากล้ายว่าจังซั่นก็โอเค”

“แต่อาจจะต้องคลานไปเน่อ” กล้ายบอกเพื่อนสาวอย่างไม่มั่นใจนัก “ถ้าเดินไปอาจจะกลิ้งลงน้ำ แล้วก็หมู่มันจะหันได้ง่ายกว่าด้วย”

“โอ๊ย เรื่องคลานบ่ต้องเป็นห่วง พวกเฮาคลานกันมาจนซินแล้ว”

“เกือบสองกิโลเลยเน่อ”

“นั่นล่ะ ซำบายมาก”

“หื้อมันแต๊เหอะ ถ้าได้ยินบ่นว่าเมื่อยเน่อ ปิ๊กไปข้าจะบ่หื้อกินขากวางย่างอีกเลย”

“ก็ลองดูละกันว่าไผสิบ่นก่อน”

 

กัดกันตนละคำสองคำจบ กล้ายก็เรียกปืนกลเก็บกลับเข้าอุปกรณ์เก็บอาวุธ แล้วสองคู่กัดสาวก็ตั้งต้นคลานไปตามแนวตลิ่ง มุ่งหน้าสวนทางกระแสน้ำใต้แผ่นน้ำแข็งไปทางทิศตะวันออก เสียงสู้รบจากด้านหลังเงียบลงไปแล้ว จะมีก็เพียงเสียงไซเรนโหยหวนของรถตรวจการณ์รอบเมืองเท่านั้นซึ่งบางครั้งก็วิ่งมาใกล้บนถนนเลียบแม่น้ำอีกฝั่ง แต่ดูเหมือนพวกมันจะไม่ได้สังเกตร่างสองร่างที่กลืนไปกับหิมะขาวโพลนริมแม่น้ำเลย เด็กสาวผมหางม้าภาวนาอยู่ในใจ ขอให้พวกมันตาถั่วแบบนี้จนเธอไปถึงที่หมายได้ด้วยเถอะ....

 

 

“อะหยังนะ หมู่มันหายไปแล้ว !?

แหวนแผดเสียงใส่วิทยุ ใบหน้าละม้ายคล้ายเด็กหนุ่มแดงเป็นจ้ำๆด้วยโทสะ คืนนี้มีอะไรให้เธอหงุดหงิดหลายเรื่องมากแล้ว ตั้งแต่เที่ยวบินปริศนานั่น เครื่องบินที่โจมตีเชียงม่วนจนประจิมยอมให้กำลังเสริมเธอมาแค่นิดเดียว ฝ่ายตรงข้ามที่จู่ๆก็หลุดเข้ามาถึงกลางเมืองได้ สมิงที่ประจิมย้ำแล้วย้ำอีกว่ากำจัดไปหมดแล้วดันมาบุกกันมืดฟ้ามัวดิน แล้วลูกน้องของเธอก็ดันปล่อยให้ทั้งข้าศึกกลางเมืองและสัตว์ภูตหน้าขนหายตัวและถอยกลับไปได้เสียอีกถึงจะยิงสมิงตายไปได้หลายตัวอยู่ก็ตาม กระสุน อาวุธและกำลังเสริมที่ขอไปก็มาไม่ถึงสักทีทั้งๆที่เลยเวลานัดมาเกือบชั่วโมงแล้ว ทำไมอะไรๆก็ไม่เป็นไปตามที่เธอคิดสักอย่างเลยนะ.....

 

เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เด็กสาวหัวหนามควักมันออกจากกระเป๋ามาดูชื่อคนโทรเข้า เมื่อเห็นว่าเป็นหัวหน้าหน่วยส่งกำลังบำรุงของเชียงม่วนก็กดรับก่อนจะโวยใส่ทันที

 

“หัวหน้าเผด็จ ของถึงที่ได๋แล้ว จะหื้อรออีกนานก่อ !?

“ท่านแหวน แย่แล้วครับ !” เสียงของอีกฝ่ายฉายแววหวาดผวาอย่างชัดเจน “สะพานห้วยแม่สาโดนวางระเบิด รถไฟเบรกไม่ทันตกลงไป ตอนนี้ข่าวเพิ่งเข้ามาเองครับ !

 

แหวนนิ่งไปอึดใจหนึ่งเพื่อสงบสติอารมณ์ หากปล่อยให้โทสะเข้าครอบงำเธอมากกว่านี้ อาจจะถึงขั้นอีกฝ่ายฟังที่เธอจะพูดไม่รู้เรื่องก็เป็นได้ และเธออาจจะตัดสินใจอะไรผิดไปก็ได้

 

“แปลว่าหมู่เฮาจะบ่ได้กระสุนทันเวลาแม่นก่อ” ตานีสาวย้อนถามอย่างอดทน “แล้วดำเนินการอะหยังไปแล้วบ้าง”

“ตอนนี้รถบรรทุกกำลังไปกู้ครับ ของในตู้หลังๆไม่เสียหายเท่าไหร่” หัวหน้าหน่วยส่งกำลังบำรุงตอบกลับมา “แต่คงใช้เวลาอีกนานพอสมควรแล้วก็เอาอาวุธหนักมากๆไปไม่ได้ ช่วยทนไปอีกสักหน่อยได้มั้ยครับท่านแหวน”

“จะพยายาม”

 

พูดจบ แหวนก็กดตัดสายทันที ดวงตาแข็งกร้าวปิดลงอย่างอ่อนล้า เธอไม่อยากได้ยินอะไรอีกแล้วในคืนนี้ เธออยากนอน หลับไปเสียให้พ้นๆจากการป้องกันเมือง เธอเริ่มจะเข้าใจแล้วว่าทำไมนางถึงอยากกลับไปอยู่กับฝ่ายกล้วย แม้จะได้ตำแหน่งราชินีตานีเป็นการตอบแทน แต่หากต้องอยู่ภายใต้การบริหาร หรือถ้าจะพูดให้ถูกน่าจะเป็นสั่งการแบบชุ่ยๆ เอาแต่ใจตัวเองของนักการเมืองเจ้าปัญหาผู้นี้ เธอคงได้สติแตกตายก่อนจะได้ตำแหน่งที่เธอใฝ่ฝันมาแน่

 

แต่อะไรบางอย่างรบกวนจิตใจตานีสาวหัวหนามจนต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เท่าที่ดูจำนวน กองกำลังสมิงที่เหลืออยู่นั้นไม่น้อยเลย หากบุกเข้ามาจริงๆ กำลังทหารที่พวกเธอมีอยู่ตอนนี้อาจจะไม่พอป้องกันเมืองก็เป็นได้แม้ความสูญเสียอาจจะสูงสักหน่อยก็ตาม แล้วทำไมถึงจะต้องส่งหน่วยปฏิบัติการลับเข้ามาในเมืองด้วย แถมถ้าทหารของเธอตาไม่ฝาด สองหน่วยปฏิบัติการลับนั่นก็ไม่ใช่ธรรมดา.....

 

หรือพวกมันจะไม่ได้มีแค่สมิงอย่างเดียว หรือเป้าหมายของพวกมันจะไม่ใช่การใช้สมิงบุก....

 

จะว่าแอบเข้ามาวางระเบิดหรือทำลายสถานที่สำคัญงั้นหรือ ก็ไม่น่าใช่ เมืองนี้ดูไม่มีอะไรที่สำคัญพอจะเสี่ยงเอาทหารเอกอย่างกล้ายกับหมิงเข้ามาด้วย กองกำลังในเมืองเองก็อยู่กระจายกัน คลังแสงและอาวุธสวนใหญ่ก็อยู่ที่เชียงม่วนทั้งหมด และตอนนี้ส่วนหนึ่งก็ตายอยู่กลางทางแล้วด้วย

 

มีอยู่แค่สองอย่างที่อาจจะมีค่าพอให้แลกกับสองทหารเอก อย่างหนึ่งคืออุปกรณ์รบกวนการสแกนพลังงานวิญญาณ และอีกอย่างหนึ่งคืออุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตา แต่อย่างแรกแม้จะทำให้การบุกยึดเมืองลำบากขึ้นด้วยไม่สามารถติดตามความเคลื่อนไหวแบบวินาทีต่อวินาทีได้ แต่มันก็เพิ่งจะถูกติดตั้งเมื่อเย็นวานนี้เอง ฝ่ายตานีน่าจะรู้จำนวนและการวางกำลังคร่าวๆของฝ่ายเธออยู่แล้ว อุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาจึงน่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า

 

แต่ก็อีกนั่นแหละ เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องเสี่ยงดั้นด้นฝ่าทัพรับเอาต๊าแบบหลี่เป้าในสามก๊งเข้ามาในตัวเมืองแบบนี้ด้วย* อุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตานั้นไม่เลือกว่าใครเป็นใครหรือฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหน ถ้ามันเปิดอยู่ไม่ว่าฝ่ายเธอหรือฝ่ายกล้วยก็เคลื่อนที่ในพริบตาไม่ได้ทั้งนั้น ในทางกลับกัน หากทำลายหรือปิดมัน แม้จะทำให้สามารถยกพลผีจากดอยสูงมาบุกเมืองได้ทันที แต่ก็เปิดทางให้ผีร้ายของฝ่ายเธอที่เชียงม่วนเข้ามาได้เช่นกัน แล้วมันจะเป็นผลดีต่อฝ่ายกล้วยจริงๆน่ะหรือ

 

แต่เอาเถอะ กันไว้ดีกว่าแก้ เด็กสาวหัวหนามหยิบมือถือขึ้นมาไล่หาหมายเลขของรองผู้บัญชาการการป้องกันเมืองซึ่งเป็นลูกน้องโดยตรงของเธอ ก่อนจะกดโทรออก

 

“หัวหน้าสมชาย”

“ครับ” เสียงปลายสายตอบกลับมา มีแววหวาดน้อยๆเช่นเดียวกับทุกสายที่ติดต่อแหวนในคืนนี้ ทุกคนรู้ว่าผู้บังคับบัญชากำลังไม่สบอารมณ์อย่างรุนแรง

“ข้ามอบหน้าที่ดูแลการป้องกันเมืองให้คุณ ข้ามีการอื่นต้องยะนิดหน่อย”

“ตะ.... เดี๋ยวสิครับ ผมทำไม่ไหว....”

“จะสำเร็จหรือบ่ ข้าจะบ่ว่าหรือยะอะหยังคุณเลย ข้าสัญญา” ตานีสาวชิงพูดขึ้นก่อนด้วยเสียงเข้ม “ดูแลเชียงผานแทนข้า อย่างน้อยก็สักชั่วโมงสองชั่วโมงก็พอ”

“คะ.... ครับ....”

 

โดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูดอะไรได้มากกว่านั้น แหวนก็กดวางหู ก่อนจะก้าวกลับขึ้นรถจี๊ปตรวจการณ์ มือกดหน้าจอระบบนำทางตั้งจุดหมายไว้ที่โรงเรียนเชียงผานวิทยานุสรณ์

 

“นานๆที ขยับซะบ้างก็ดี”

 

 

“อีกห้าสิบเมตร ระวังตัวหื้อมากที่สุดเน่อ”

“อื้ม”

หลังจากคลานกันมาเกือบชั่วโมง สองสหายต่างเผ่าพันธุ์ก็เข้ามาใกล้เป้าหมายเต็มที ชุดตะเบงมานคอมมานโดลายพรางหิมะยามนี้เปียกชุ่มและเย็นเฉียบไปด้วยหิมะ แต่เด็กสาวทั้งสองชินเสียแล้วกับความหนาว ที่พวกเธอกังวลคือสิ่งที่รอพวกเธออยู่ในโรงเรียนมากกว่า

 

“อยู่ตรงนี้ก่อนเน่อ เดี๋ยวข้าขึ้นไปดูก่อน ดูลาดเลาไว้ด้วย”

“อื้ม”

กล้ายหันไปบอกเพื่อนสาวเมื่อคลานอ้อมมาถึงด้านข้างโรงเรียน มันเป็นจุดที่อับสายตาคนจากอีกฝั่งมากที่สุดด้วยอยู่ในส่วนโค้งของแม่น้ำที่บิดจนเกือบจะเป็นรูปตัวยู ต้นหญ้าก็ขึ้นกันสูงกว่าที่อื่น แถมบนตลิ่งยังมีต้นไม้ขึ้นกันหนาทึบอยู่เต็มริมรั้วโรงเรียน

 

ตานีสาวกระชับไรเฟิลจู่โจมในมือเข้าร่องไหล่ด้วยเกรงว่าอาจจะมีทหารซุ่มอยู่แถวนี้ อย่างน้อยที่สุดมันก็น่าจะเป็นจุดที่ดูปลอดภัยน้อยที่สุดในเขตรั้วรอบโรงเรียนแล้ว แต่เมื่อปีนขึ้นมาถึงบนตลิ่งก็พบว่าผิดคาด ไม่ใช่แค่ในหมู่ต้นไม้หรือริมรั้ว แต่ทั้งโรงเรียนปลอดผู้คนราวกับเป็นตึกร้าง สนามฟุตบอลกว้างใหญ่ว่างเปล่า อาคารเรียนก็มืดสนิทยิ่งกว่าในตัวเมืองหรือย่านที่อยู่อาศัยชานเมืองเสียอีก คิ้วบางของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมขมวดเข้าหากัน เธอมาถูกที่แน่หรือ หรือว่าพวกมันจะไหวตัวทันย้ายอุปกรณ์ออกไปแล้ว ?

 

“เป็นจังไสบ้างกล้าย” สมิงสาวกระซิบถามสหายร่วมรบทันทีที่อีกฝ่ายไต่กลับลงมาแล้ว

“แปลก บ่มีผู้ได๋อยู่เลยสักตน” กล้ายเอียงคอขมวดคิ้ว เธอควักโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าก่อนจะสั่งให้มันลองคำนวณขอบเขตของสัญญาณป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาดูอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ แต่เธอก็ต้องยิ่งงงเมื่อมันบอกว่าจุดปล่อยสัญญาณคือที่นี่แน่นอนแบบไม่มีความเป็นไปได้ที่จุดอื่นเลย “แต่ลองสแกนดูมันก็ยังบอกว่าอุปกรณ์อยู่ที่นี่เน่อ”

“จังซั่นก็ลองไปเบิ่งกันหน่อยดีกว่า จังไสก็บ่มีคนอยู่แล้วบ่น่าสิเสียหายนี่”

“ข้าย่านจะเป็นกับดักนี่สิ” ตานีสาวผมหางม้าตอบอย่างระแวง “ตอนนี้หมู่หมิงก็ถอยไปหมดแล้ว แล้วหมู่มันก็ฮู้ว่าหมู่เฮายังอยู่ในเมือง ก็น่าจะเทกำลังปิ๊กมารักษาสถานที่สำคัญ หรืออย่างน้อยก็บ่น่าทิ้งไว้จะอี้”

“ก็เข้าไปแบบระวังๆเหมือนเดิมสิ บ่แม่นย่างดุ่ยๆเข้าไป” หมิงตอบ “ถ้าเครื่องอยู่ที่นี่แท้แล้วบ่มีไผอยู่อีหลีก็กำไร ถ้าบ่อยู่ที่นี่อีหลีก็สิได้ฮู้กันไป”

“เอาจะอั้นก็ได้”

 

อย่างเงียบเชียบ สองสหายต่างเผ่าพันธุ์ตะเกียกตะกายปีนขึ้นไปตามตลิ่งที่ทั้งเปียกทั้งลื่นด้วยหิมะ ก่อนจะขึ้นไปนอนหมอบอยู่ริมรั้วโรงเรียน มันเป็นรั้วเหล็กซึ่ถี่ ไม่มีทางลอดผ่านใต้หรือระหว่างลูกกรงไปได้ แต่มันก็สูงเพียงระดับอกของเด็กสาวทั้งสอง อย่างไรก็ตาม สองสหายรู้ดีว่าการปีนไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเลย หากมีใครซุ่มอยู่ในตัวโรงเรียนจริงๆ พวกเธออาจจะโดนส่องเอาง่ายๆ

 

“เอาจังไสดีกล้าย” หมิงหันไปกระซิบถามเพื่อนสาว

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมนิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบ “ปีนเลย”

“อีหลีบ่”

“อีหลีตั้ว” ตานีสาวเลียนสำเนียงอีสานของฝ่ายตรงข้าม “ไปเข้าประตูหน้าหรือประตูหลังก็ยิ่งเป็นเป้าสายตาง่ายขึ้น”

“ก็ได้”

“หมิงไปก่อน ข้าจะดูลาดเลาหื้อ”

“อื้ม”

 

เด็กสาวหน้าเสือค่อยๆลุกขึ้นยืน และเมื่อคิดว่าไม่น่ามีใครเห็น เธอก็ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ก่อนจะถีบตัวกระโดดขึ้นไปเกาะคานเหล็กด้านบนสุดของรั้วเหล็ก มันส่งเสียงอ๊อดแอ๊ดเล็กน้อย แต่ก็น่าจะเบาเกินกว่าที่ใครก็ตามซึ่งอาจจะอยู่ในตัวโรงเรียนจะได้ยิน สมิงสาวโหนตัวข้ามมันไปอย่างรวดเร็วสมกับเป็นสัตว์ป่าผู้ต้องปีนต้นไม้เป็นประจำ ก่อนจะกระโดดตุ้บลงไปหมอบอยู่ที่พื้นอีกด้าน

 

กล้ายเห็นเพื่อนสาวยกปืนขึ้นประทับบ่าแล้วก็ลุกขึ้นบ้าง เธอเหนี่ยวตัวข้ามรั้วไปลงพื้นตุ้บข้างเพื่อนสาว สองสหายร่วมรบหมอบนิ่งอยู่กับพื้นหิมะอีกอึดใจใหญ่ ก่อนที่จะค่อยๆคลานผ่านหิมะที่ปกคลุมสูงและหญ้ายาวเหยียดของสนามฟุตบอลข้างใต้มุ่งหน้าเข้าสู่อาคารเรียน

 

“เห็นไผในตึกบ้างบ่กล้าย” สมิงสาวกระซิบถามขึ้นอีกครั้งหลังจากคลานมาได้เกือบครึ่งสนามฟุตบอล

“บ่หันเลย” กล้ายผู้คลานตามเธออยู่เกือบครึ่งช่วงตัวตอบมา

“กล้องสแกนวิญญาณก็บ่เห็นบ่”

“บ่ มีคลื่นรบกวนหมดเหมือนกับสัญญาณจากดาวเทียมนั่นแหละ”

 

กว่าสิบห้านาทีต่อมา เด็กสาวทั้งสองก็คลานมาจนถึงเนินดินข้างสนามฟุตบอลได้โดยสวัสดิภาพ อาคารเรียนด้านทิศใต้สูงหกชั้นตั้งตระหง่านเป็นเงาดำทะมึนอยู่ที่ยอดเนิน กล้ายลองมองผ่านกล้องเล็งไล่ไปทีละห้องอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ แต่ก็เช่นเดิม ไม่มีทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตอยู่ในสายตาของเธอเลยสักตัว คน หรือตนเดียว

 

“ตำแหน่งสัญญาณน่าจะอยู่ใกล้ตึกนี้ที่สุด” กล้ายกระซิบบอกเพื่อนสาว “เดี๋ยวข้าจะย่างนำ ตามข้ามาติดๆ ระวังหลังหื้อด้วยเน่อ”

“อื้ม”

 

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมและสมิงสาวแห่งป่าแสนคำยันตัวลุกขึ้น ก่อนจะเดินกระย่องกระแย่งก้มตัวครึ่งๆ ขึ้นไปตามบันไดที่ทอดยาวขึ้นไปสู่ตัวตึก ไรเฟิลประจำกายกวาดซ้ายทีขวาทีอย่างระแวดระวัง

 

ไม่เหมือนด้านนอกที่มีหิมะขาวพอให้เห็นว่าอะไรเป็นอะไรบ้าง ในตึกมืดสนิทจนหลับตาหรือลืมตาก็แทบไม่ต่างกัน แถมโต๊ะและเก้าอี้ที่วางกองกันระเกะระกะทางเดินก็ไม่ช่วยอะไรพวกเธอเลย หน่วยปฏิบัติการลับทั้งสองเคลื่อนที่ได้เพียงเชื่องช้าพอๆกับเต่าอายุนับร้อยปีที่เพิ่งกินอิ่มใหม่ๆ กล้ายยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา ตีสามนิดๆแล้ว พวกเธอเหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึงสี่ชั่วโมงในการปิดอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาและยึดเมืองให้ได้ก่อนที่ฟ้าจะเริ่มสาง แต่ถ้าเป็นแบบนี้ แค่จะหาอุปกรณ์นั่นให้ทันยังอาจจะไม่ทันด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าเกิดอุปกรณ์ไม่ได้อยู่ที่นี่หรือโดนย้ายออกไปจากที่นี่ด้วยล่ะก็

 

ห้องเรียนห้องแล้วห้องเล่าผ่านเลยสองสหายร่วมรบไปขณะพวกเธอเดินจากชั้นหนึ่งไล่ขึ้นไปยังชั้นสอง บนกระดานดำของหลายห้องยังมีเนื้อหาและรูปวาดที่เหล่าอาจารย์เคยใช้สอนนักเรียนเขียนอยู่เต็มกระดาน เด็กสาวผมหางม้าอดถอนหายใจเฮือกใหญ่ไม่ได้ ป่านนี้ทั้งอาจารย์ทั้งนักเรียนจะเป็นอย่างไรกันบ้างแล้วหนอ จะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าหนอ หรือโดนผีร้ายสิงหรือทำอะไรไปแล้ว หรือว่าจะโดนพวกเธอยิงไปแล้วโดยไม่รู้ตัว.....

 

“กล้าย ดูบ่ได้บ่ว่าเครื่องนั่นอยู่ซั้นได๋” หมิงพูดขึ้นเมื่อพวกเธอเดินมาสุดทางเดินของชั้นสองโดยใช้เวลาไปเกือบสี่สิบห้านาที เมื่อเทียบระยะทางที่ทำได้ต่อเวลาแล้ว นี่มันช้ากว่าตอนพวกเธอคลานอยู่ริมตลิ่งแม่น้ำผานเสียอีก

“ถ้าได้ก็ดูไปแล้วย่ะบ่าสมิงบ้าพลัง” ตานีสาวผมหางม้าสะบัดเสียงน้อยๆ เธอเองก็หงุดหงิดไม่น้อยเหมือนกันที่ต้องเดินฝ่ากองโต๊ะและเก้าอี้นับร้อยหรืออาจจะถึงพันตัว “เอ้า ไปกันต่อ”

“ก็ได้.....”

 

แต่เมื่อขึ้นบันไดมาถึงชั้นสาม เด็กสาวทั้งสองก็แทบถอดใจ มันรกกว่าชั้นสองและชั้นหนึ่งที่ผ่านมาเสียอีก โต๊ะของทั้งสองชั้นนั้นแค่กองระเกะระกะอยู่ตามทางเดินจนต้องเดินสลับฟันปลาซ้ายทีขวาที แต่ของชั้นนี้กลับกองสุมกันจนไม่มีทางจะเดิน ทางเดียวที่จะเดินผ่านไปได้คือปีนข้นไป และนั่นย่อมก่อให้เกิดเสียงแน่นอน ถึงตอนนี้กล้ายจะค่อนข้างแน่ใจแล้วก็ตามว่าคงไม่มีใครอยู่ในตึกนี้จริงๆ แต่เธอก็ยังไม่กล้าพอจะเสี่ยงทำเสียงดังอยู่ดี

 

“ลงกันดีบ่กล้าย” สมิงสาวพูดเสียงอ่อน “จังซี่ไปบ่ได้เด๊”

“ข้าก็ว่าจะอั้น” คราวนี้ตานีสาวผมหางม้าเห็นด้วย “ไปกันดีกว่า แล้วค่อยหาวิธีอื่น”

“เอ๊ะเดี๋ยว นั่นมันอีหยัง”

“ที่ได๋” กล้ายหันขวับตามสายตาของเพื่อนสาวทันที

“ตรงพู้น”

 

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมมองตามการพยักเพยิดของสหายร่วมรบ ตอนแรกเธอยังมองไม่เห็นอะไร แต่เมื่อยกกล้องเล็งขึ้นมอง เธอก็เห็นแสงอะไรบางอย่างกะพริบเป็นจังหวะอยู่ในห้องเรียนห้องหนึ่งที่กลางทางเดิน ส่องลอดช่องว่างระหว่างขาของเก้าอี้ตัวหนึ่งมา

 

“ตาดีแต๊” วิญญาณผู้พิทักษ์สาวเอ่ยชมเสียงต่ำๆ “โอเค คราวนี้ต้องระวังตัวเป็นสองเท่าเน่อ หมู่มันต้องซุ่มอยู่แถวนี้แน่ๆ”

“อื้ม” หมิงพยักหน้า “เฮาปิดท้ายให้ละกัน เฮาน่าสิปีนเก่งกว่ากล้าย เผื่อสิได้ซ่วยได้”

“ได้”

 

ตานีสาวผมหางม้าค่อยๆ ยันตัวปีนขึ้นไปตามโต๊ะ เก้าอี้ และแม้แต่พัดลมเพดานที่โดนยกจากห้องเรียนออกมากองสุมกันบนทางเดินอย่างระมัดระวังที่สุด แต่มันทุลักทุเลกว่าที่เธอคาดเอาไว้มาก โต๊ะเก้าอี้พวกนี้ไม่ได้เรียงกันอย่างเป็นระเบียบหรือคำนึงถึงสมดุลกลเลย พวกมันพร้อมจะตีลังกาถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ สองสหายร่วมรบต้องชะงักนิ่งดูลาดเลาเป็นสิบครั้งตั้งแต่ยังไม่ผ่านห้องแรกเมื่อเหล่าเครื่องเรือนถล่มลงมาดังก้องไปทั่วทั้งตึก แต่ก็ยังไม่มีวี่แววใดๆของอะไรก็ตามที่น่าจะเฝ้าที่นี่อยู่ ความคิดที่ว่าอุปกรณ์นั่นอาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่ และไฟกะพริบที่เห็นมาจากอย่างอื่นเริ่มกลับเข้ามารบกวนจิตใจของกล้ายและหมิงอีกครั้ง ถ้ามันอยู่ที่นี่จริง ก็น่าจะต้องมีคนเฝ้า และถ้ามีคนเฝ้า ก็ควรจะมีใครมาสกัดกั้นพวกเธอแล้ว เสียงดังขนาดนี้ถ้าไม่ได้ยินก็หูหนวกดีๆนี่เอง

 

“กล้าย เฮาว่ามันแปลกๆแล้วเด๊” ในที่สุดเด็กสาวหน้าเสือก็เอ่ยขึ้นก่อนหลังจากผ่านมาสองห้อง

“ข้าก็คึดเหมือนกัน” กล้ายตอบ “แต่มาถึงนี่แล้วไปดูหื้อฮู้ ถ้าบ่แม่นก็ค่อยไปที่อื่นต่อ”

 

หลังจากอีกสิบกว่าโครมและการซุ่มหลบรวมเวลาอีกเกือบสิบห้านาทีผ่านไป พวกเธอก็มาถึงหน้าห้องที่มีอุปกรณ์นั้นอยู่จนได้ มันดูเหมือนถังขนาดใหญ่ที่มีท่อต่างๆเชื่อมอยู่เต็มไปหมด จานเหมือนจานดาวเทียมติดอยู่รอบหัวของมัน มันดูไม่คล้ายอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาที่พวกเธอใช้อยู่เลย แต่ครั้นจะฟันธงลงไปว่ามันไม่ใช่ก็ไม่ได้อีก บางทีมันอาจจะเป็นเทคโนโลยีของยมทูต หรือแม้แต่เทคโนโลยีเฉพาะของหน่วยอาวุธระยะสั้นที่นางหรือเอื้องเอาไปพัฒนาต่อก็ได้ อุปกรณ์ที่พวกเธอใช้ กล้ายกับกล้วยก็เอาเทคโนโลยีเดิมของตานีมาปรับปรุงเช่นกัน

 

“แม่นเครื่องนี้บ่กล้าย”

“บ่ฮู้ แต่จะไดเข้าไปปิดมันก่อนละกัน ระวังหลังหื้.... หมิงระวัง !

“กล้ายข้างหลัง !

 

ประโยคสุดท้ายถูกพูดออกมาแทบจะพร้อมกัน แต่มันก็สายเกินไป ยังไม่ทันขาดคำ อะไรบางอย่างแข็งๆก็จ่อติดหลังของพวกเธอเสียแล้ว หมิงเห็นทหารหญิงในชุดดำสองคนยืนประชิดเบื้องหลังกล้าย แต่บุคคลที่ตานีสาวเห็นน่าตกใจกว่านั้นมานัก....

 

“คึดแล้วว่าต้องเจอกันที่นี่”

“แหวน....”

 

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมขบกรามกรอดเมื่อเห็นอดีตลูกน้องในหน่วยยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้า แหวนกดปากกระบอกไรเฟิลจู่โจมของเธอแรงขึ้นอีกจนสมิงสาวครางด้วยความเจ็บ ดวงตาแข็งกร้าวที่สะท้อนประกายสีเขียวจ้องตรงลงไปในดวงตาสีเขียวเรืองแสงของอีกฝ่าย

 

“ข้าคงบ่อู้อะหยังมาก” เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายเด็กหนุ่มพูดเสียงเย็นเยียบ “สิ้นอายุ.....”

 

แรงสั่นจากในกระเป๋าขัดจังหวะตานีสาวหัวหนามก่อนที่เธอจะได้เหนี่ยวไกปลิดชีพเหยื่อเบื้องหน้า แหวนหันไปพยักหน้าให้ลูกน้องที่จ่อปืนใส่กล้ายอยู่ย้ายมาคุมหมิงขณะเธอถอยออกมารับโทรศัพท์ กล้ายอาศัยช่องว่างระหว่างการเปลี่ยนผู้คุมเหวี่ยงศอกใส่ทหารหญิงเบื้องหลังเธอ แต่ก็ยังช้ากว่าฝ่ายตรงข้ามที่ยิงเธออย่างไม่ปรานี กระสุนพุ่งผ่านท้องทะลุออกไปฝังอยู่ในแผ่นไม้ของโต๊ะเบื้องหน้า เลือดสีแดงฉานที่เต็มไปด้วยพลังงานวิญญาณสาดกระเซ็นเป็นฝอย

 

“กล้าย !?

“กล้าดี สมกับเป็นอดีตหัวหน้าหน่วย” แหวนหัวเราะเบาๆ เธอดูสะใจมากกับสีหน้าเสียขวัญของสมิงสาว ขณะอดีตหัวหน้าของเธอทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น มือกุมแผลที่ท้องเอาไว้แน่น “บ่ต้องรีบสิ้นอายุขนาดนั้น หื้อข้ารับโทรศัพท์ก่อน เดี๋ยวจัดหื้อ”

 

เด็กสาวหัวหนามรอจนลูกน้องของเธอจ่อปืนกับหลังของสมิงสาวอย่างรัดกุมแล้วจึงถอยห่างออกมาอีกก่อนจะควักโทรศัพท์ขึ้นมาดู ตานีสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างหงุดหงิดระคนเหนื่อยหน่ายเมื่อเห็นว่าผู้โทรเข้าคือประจิม โทรมาทีไรต้องมีเรื่องให้เธอขัดใจทุกทีสิน่า แต่จะไม่รับก็ไม่ได้....

 

“ว่าจะได”

“สถานการณ์เป็นยังไงบ้างแล้วคุณแหวน” เสียงอีกฝ่ายที่ตอบกลับมาฟังดูเครียดกว่าปกติอยู่พอสมควร

“สมิงบุกไปทีนึงแต่ถอยปิ๊กเข้าป่าไปแล้ว พลซุ่มยิงสนับสนุนจากนอกเมืองก็เงียบไปแล้ว แต่หมู่เฮาจับกล้ายกับหมิงได้ ข้ากำลังจะยิงหมู่เปิ้นทิ้ง”

“อย่ายิง” ประจิมเน้นเสียง “จับไว้เป็นตัวประกัน ล่อสมิงกับตานีที่เหลือแถวนั้นออกมาฆ่าให้หมด แล้วค่อยส่งตัวพวกมันมาให้ผม”

“แต่จะยะจะอี้เมื่อได๋หมู่เปิ้นก็รอดไปได้ทุกทีเน่อ” ตานีสาวหัวหนามเถียง เริ่มรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นทุกขณะ เธอนึกแล้วว่าอีกฝ่ายต้องการแบบนี้ และเธอไม่คิดว่ามันเป็นความคิดที่ดีเลย “ยิงหมู่เปิ้นทิ้งหื้อจบๆเรื่องไปดีกว่า”

“ไม่ ผมต้องการตัวพวกมัน และต้องการในสภาพดีด้วย”

“ได๋ว่าจะหื้ออิสระข้าในการดำเนินนโยบายจะได” แหวนทวงสัญญาที่นักการเมืองเจ้าปัญหาเคยให้ไว้

“แต่ผมก็บอกแล้ววาถ้ามีอะไรพิเศษผมจะขอไปอีกที” ปลายสายอีกด้านสวนกลับเสียงเย็น “เรื่องอื่นผมไม่ว่าคุณเลย ทำยังไงก็ได้ให้รักษาเชียงผานเอาไว้ให้ได้ แต่สองคนนั้นผมขอ”

“ก็ได้” เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายเด็กหนุ่มซึ่งบัดนี้แดงก่ำด้วยความโกรธตอบเสียงขมขื่น “ตามที่สั่ง ข้าจัดหื้อ”

“ดี ขอบคุณมากคุณแหวน”

 

“ถือว่าโชคดีไปเน่อ ข้าจะยังบ่ยิงทิ้งตอนนี้” ตานีสาวหัวหนามเดินกลับมาหาฝ่ายตรงข้ามทั้งสองอีกครั้ง พยายามใช้น้ำเสียงสบายใจแกมเหยียดหยามตามปกติของเธอแม้มันจะดูฝืดฝืนเต็มทีจากความหงุดหงิดในใจก็ตาม เธอควักยาสมานแผลในกระเป๋ามายัดเข้าปากอดีตหัวหน้าหน่วยอย่างกระแทกกระทั้น ก่อนจะหันไปพยักหน้าเรียกทหารหญิงอีกสองสามคนให้ออกมาจากห้อง “พาหมู่เปิ้นไปที่ห้องริมสุด แล้วค้นตัวหื้อหมด อย่าหื้อเหลืออะหยังนอกจากเสื้อผ้า”

 

ด้วยอำนาจปืนที่จ่อหลังอยู่ สองสหายร่วมรบทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อยเมื่ออุปกรณ์สื่อสารและอาวุธทุกอย่างถูกปลดออกไปจากตัว ทั้งแทบเลต โทรศัพท์มือถือ และที่สำคัญที่สุดคือที่เก็บอาวุธ แม้แต่เสื้อและกางเกงตัวนอกของตะเบงมานคอมมานโดยังถูกถอดออก เหลือเอาไว้เพียงเสื้อรองชั้นในบางๆ และกางเกงแนบเนื้อกันหนาวเท่านั้น สมิงสาวเริ่มสั่นพั่บๆ เป็นลูกนกเจอผีด้วยความหนาว ขณะทหารหญิงสองคนมัดพวกเธออย่างแน่นหนา สองสหายร่วมรบโดนฉุดกระชากลากถูไปไว้คนละมุมห้อง ก่อนที่ทหารหญิงผู้คุมจะเอาพานท้ายปืนกระแทกใหล่พวกเธอให้ล้มลงไปกับพื้น

 

ห่างออกไปเล็กน้อย แหวนไล่หาหมายเลขของราชินีตานีในโทรศัพท์มือถือของอดีตหัวหน้าหน่วย ก่อนจะกดโทรออก.....

 

 

ห่างออกไปเกือบสิบกิโลเมตรในป่าแสนคำ กล้วยนอนหมดสภาพอยู่บนเสื่อหนังกวางที่ปูบนแคร่ไม้ตัวใหญ่ แผลฉกรรจ์ทั้งภายในและภายนอกร่างกายดีขึ้นพอสมควรแล้วจากฤทธิ์ยาสมานแผล แต่ความสาหัสของอาการบาดเจ็บก็ทำให้เธอทำได้เพียงนอนรอเท่านั้น

 

เธอไม่ใช่ตนเดียวที่นอนอยู่บนเสื่อของฐานบัญชาการหน้าชั่วคราวแห่งนี้ สมิงอีกหลายตน ทั้งร่างเสือและร่างมนุษย์นอนอยู่อีกเกือบยี่สิบตน บ้างเงียบ แต่บ้างก็ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดจากแผลโดนยิง รอบแคร่สองตัวต่อกันที่กว้างเกือบยี่สิบตารางเมตร สมิงตนอื่นนั่งล้อมกันเป็นวงๆ แต่ละวงตามหน่วยที่แบ่งเอาไว้ ทุกตนต่างรอสัญญาณให้บุกอีกครั้งจากสองหน่วยกล้าตายในเมือง อย่างกระวนกระวายขึ้นทุกขณะ

 

“เอื้อยกล้วย โทรศัพท์ จากเอื้อยกล้าย !” น้ำไทผู้บาดเจ็บน้อยกว่ามากและหายดีนานแล้ววิ่งตื๋อจากวงหัวหน้าซึ่งมีเมฆและปลาอยู่ด้วยมาหารุ่นพี่สาวก่อนจะยื่นโทรศัพท์ให้ “รับไหวก่อ”

“ไหว” เด็กสาวหน้าจืดตอบเสียงระโหยโรยแรง เธอพยายามยันตัวขึ้นนั่ง แต่ความเจ็บปวดที่แปล๊บเข้าสมองจากในท้องทำให้เธอต้องทิ้งตัวลงไปนอนกับแคร่อีกครั้งดังป้าบ “ขอบคุณเน่อ”

 

แต่เมื่อกดรับ ตานีสาวก็ลุกพรวดขึ้นนั่งอย่างลืมตัว

 

“กล้วย จำข้าได้ก่อ”

“แหวน....”

“ยะหยังเสียงถึงฟังดูบ่ดีเลยล่ะ” ปลายสายแสร้งทำน้ำเสียงเป็นห่วง ก่อนที่จะกลับเป็นเสียงปกติของเธอ “อย่างที่กล้วยน่าจะเดาได้เน่อ ข้าจับกล้ายกับหมิงได้”

“แล้วที่โทรมาหาข้าเจ้าต้องการอะหยัง” กล้วยถามรัวเร็วจนแทบฟังไม่ทัน แต่เธอไม่ได้ลนลานเหมือนน้ำเสียง เด็กสาวหน้าจืดแอบเชื่อมแทบเลตที่วางอยู่ข้างตัวเข้ากับสัญญาณโทรศัพท์มือถือก่อนจะสั่งให้มันหาตำแหน่งของปลายสาย** แต่เหมือนอีกฝ่ายจะรู้ว่าเธอกำลังทำอะไร

“กล้วยกำลังหาตำแหน่งข้าสิเน่อ อย่าเลย เหนื่อยเปล่า คึดว่าข้าบ่ได้ป้องกันไว้ก๋า” แหวนหัวเราะเย็นๆ ก่อนจะพูดต่อ “เอาล่ะ นี่คือสิ่งที่ข้าต้องการ พาสมิงทั้งหมดออกมาที่ชายป่าด้านที่ติดกับเชียงผาน หื้อมาในร่างมนุษย์ และห้ามถืออาวุธอะหยังมาทั้งสิ้น ข้าหื้อเวลาครึ่งชั่วโมง”

“อย่า !” จู่ๆเสียงหลงของสมิงสาวผู้ถูกจับเป็นตัวประกันก็แหลมแทรกขึ้นมา ก่อนที่จะกลายเป็นเสียงปล่อยโฮ “พวกเฮามีเหลือกันแค่สามสิบตนเองเด๊ ! แล้วก็มีแต่เด็กน้อย กำลังเฮียนกำลังฮู้ทั้งนั้น สิฆ่าเฮาก็ได้เฮาบ่ว่า แต่อย่าฆ่าพวกเปิ้นเลย สงสารพวกเปิ้น สงสารเด็กน้อยวัยกำลังเฮียนหน่อยเถอะ !

 

“คึดว่าร้องไห้แล้วข้าจะยอมใจดีก๋า บ่าหมู่อ่อนแอจะอี้ข้าเกลียดที่สุด !

เสียงพลั่กดังตามท้ายประโยคพร้อมๆกับที่เสียงร้องไห้โหยหวนของสมิงสาวขาดหายไปอย่างฉับพลัน มีเสียงร้องเรียกชื่อเธออย่างตกใจของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมดังเบาๆอยู่ในฉากหลัง หมิงคงโดนพานท้ายไรเฟิลจู่โจมเข้าให้แล้ว

 

“เข้าใจเน่อ” แหวนกลับมาพูดใส่โทรศัพท์อีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูหงุดหงิดกว่าเดิม “เกินครึ่งชั่วโมงเมื่อได๋ หัวสองตนนี้แตกเป็นแตงโมทันที เล่นตุกติกอะหยังเมื่อได๋ หัวสองตนนี้แตกเป็นแตงโมทันที หวังว่าข้าคงบ่ต้องยะจะอั้น”

“เดี๋ยว.....”

 

แต่สายถูกตัดไปแล้ว

 

“เอื้อยกล้วย” ตานีน้อยผมเปียที่ยังคงยืนรออยู่ข้างๆ เอ่ยถามทันทีที่เห็นรุ่นพี่สาวยกโทรศัพท์ออกจากหู “เอื้อยกล้ายติดต่อมาว่าจะไดเจ้า ยะหยังยะหน้าจะอั้น”

“แป๊บนึงเน่อน้ำไท ขอเอื้อยคึดอะหยังนิดนึง”

 

ราชินีตานีมองไปรอบตัว เสียงร้องไห้โฮของสัตว์ภูตสาวยังก้องอยู่ในโสตประสาท ไม่ใช่เพราะความโหยหวนหรือเจ็บปวดในน้ำเสียง แต่เป็นเนื้อหาของมัน ทำไมหมิงถึงพูดว่าสมิงส่วนใหญ่มีแต่เด็ก ทั้งๆที่เธอยังไม่เจอสมิงเด็กเลยสักตนตั้งแต่มาคราวนี้ และทั้งเมฆทั้งปลาก็บอกเธอหลายรอบแล้วว่าที่ปลากอดรัดฟัดเหวี่ยงน้ำไทอย่างมันเขี้ยวทุกครั้งที่มีโอกาสเพราะเธอรักเด็กและสมิงเด็กถูกสังหารไปหมดแล้ว แล้วทำไมหมิงถึงได้พูดแบบนั้นออกมา เธอก็น่าจะรู้ว่าแหวนคงไม่ใจอ่อนกับเรื่องแค่นั้นแน่

 

แต่นั่นไม่ใช่จุดที่ตานีสาวสงสัยมากที่สุด ถ้าจะเรียกร้องความเห็นใจ บอกแค่ว่ามีตานีเด็กอยู่ก็พอแล้ว ทำไมถึงต้องบอกว่ากำลังอยู่ในวัยกำลังเรียนรู้ด้วย มันดูไม่ใช่ข้อมูลที่จะเปลี่ยนอะไรได้เลยไม่ใช่หรือ แล้วยังจำนวนสามสิบตนนั่นอีก แค่ที่บุกไปเมื่อก่อนหน้านี้นับยังไงก็น่าจะเกินสามสิบแน่ๆอยู่แล้ว ยกเว้นแต่แหวนจะไม่รู้ว่าสมิงมากันกี่ตน ซึ่งหมิงก็ไม่มีทางรู้ว่าตานีสาวหัวหนามรู้หรือไม่รู้ และถ้าอีกฝ่ายรู้ว่าเธอโกหกขึ้นมาก็คงไม่แคล้วโดนยิงตายเอาไปถลกหนังทำพรมทันทีแน่นอน แล้วทำไมเพื่อนสาวหน้าเสือถึงได้พูดแบบนั้นกันเล่า

 

หรือว่าหมิงไม่ได้ขอร้องแหวน แต่กำลังพยายามบอกอะไรกับเธอกันแน่.....

 

ความเชื่อมโยงแปลกๆอย่างหนึ่งแวบเข้ามาในหัวตานีสาว เธอไม่รู้ว่ามันถูกหรือเปล่า เธอไม่มีหลักการหรือหลักฐานอะไรที่น่าเชื่อถือพอด้วย แต่ยังไงก็น่าจะดีกว่านั่งเฉยๆรอความตายของสองเพื่อนสาวอยู่ตรงนี้

 

“น้ำไท” เด็กสาวหน้าจืดหันขวับไปเรียกรุ่นน้องสาวที่ยังคงนั่งคุกเข่าด้วยสีหน้ากระวนกระวายอยู่ข้างๆ “เรียกเอื้อยเมฆกับเอื้อยปลามาหาเอื้อยที”

“เอ๋.... อะ เจ้า.....”

 

ถึงจะยังไม่เข้าใจนักว่าเกิดอะไรขึ้น และอยากจะถามรุ่นพี่สาวใจจะขาด แต่เด็กหญิงก็เดินไปตามสมิงสาวทั้งสองมาแต่โดยดี

 

“มีหยังล่ะกล้วย” เด็กสาวผมทวินเทลถามขึ้นก่อน

“เมฆ ปลา ตอนนี้หมิงกับกล้ายโดนจับเป็นตัวประกันอยู่” ราชินีตานีพูดตามตรง แต่เธอไม่บอกข้อเรียกร้องของฝ่ายผีร้าย เธอไม่อยากทำให้สองสัตว์ภูตสาวตกใจหรือเป็นกังวลไปมากกว่านี้ ยิ่งกว่านั้น เธอกลัวว่าเหล่าสมิงจะยอมทำตามข้อเรียกร้องของแหวนเข้าจริงๆ....

“เอ้ย แล้วสิเฮ็ดจังไส” ตามคาด เมฆผู้ดูไฮเปอร์แอคทีฟกว่าดูลนลานขึ้นมาทันที ในขณะที่ปลายังนิ่ง แต่สีเลือดบนแก้มที่มีลายขาวดำก็จางลงจนเห็นได้แม้จะอยู่ในความมืด

“ก่อนอื่นข้าเจ้าขอถามก่อน” กล้วยพูดเสียงเรียบข่มความตื่นตระหนกของสมิงสาว “หมู่เมฆกับปลา เปลี่ยนจากร่างมนุษย์กลับเป็นร่างเสือนี่เร็วที่สุดใช้เวลาเท่าได๋”

“เร็วสุด.... สักห้าวิมั้ง” สมิงสาวทวินเทลตอบ ยังคงมีแววร้อนรนอยู่ในน้ำเสียง

“ห้าวิเลยก๋า....” กล้วยเม้มปาก แต่ก็ถามต่อ “แล้วถ้าโดนมัดอยู่หรือขยับบ่ได้นี่ยังเปลี่ยนได้อยู่ก่อ”

“โดนมัดบ่มีปัญหาเน่อ” ปลาตอบบ้าง

“แน่นหนาเท่าได๋ก็บ่เป็นอะหยังก๋า”

“ถ้าเซือกเหนียวแบบเซือกเสริมใยเหล็กหรืออีหยังจังซี่อาจสิลำบากหน่อย แล้วก็ถ้ารัดคอก็อาจสิอันตรายอยู่บ้าง” สมิงสาวผู้ตู้มที่สุดในกลุ่มสามสมิงอธิบาย “แต่ถ้าเซือกธรรมดา ต่อให้รัดคอก็บ่มีปัญหา เซือกขาดก่อนขาดอากาศหายใจแน่นอน”

“ถ้าจะอั้น.... เมฆกับปลาวิ่งอ้อมเขาลูกปู้นไปที่อีกฟากหนึ่งของเมืองไหวก่อ” ตานีสาวหน้าจืดชี้มือไปทางเขาเตี้ยๆลูกหนึ่งซึ่งตั้งขวางทางทิศเหนือของเมือง “ไปทางฝั่งตะวันตกของเมือง”

“ไหว บ่มีปัญหา”

“ใช้เวลาประมาณเท่าได๋” กล้วยถามต่อ “ทันครึ่งชั่วโมงก่อ”

“ยี่สิบนาทีน่าสิพอได้”

“โอเค” ตานีสาวพยักหน้า “แบกข้าเจ้ากับน้ำไทไปที”

“เอ๊ะ แต่กล้วยยังบ่หายดีเลยนี่” เมฆท้วง “สิเฮ็ดหยัง ให้ปลากับเฮาไปเฮ็ดแทนก็ได้เด๊”

“บ่ได้หรอก ข้าเจ้าจะซุ่มยิง ยิงยากด้วย ยะเองยังบ่ฮู้เลยว่าจะได้ก่อ” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “กว่าจะไปฮอดตรงนั้นก็หายดีพอดีแหละ ไปกันเหอะ รบกวนด้วยเน่อ”

“อื้ม”

 

 

แหวนยืนกอดอกอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องเรียนกลางชั้นสาม ห้องเดียวกับที่อุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาติดตั้งอยู่

 

ดวงตามองผ่านโต๊ะและเก้าอี้ที่กองสุมจนแทบมองไม่เห็นหน้าต่าง ทะลุออกไปทางทิศตะวันออกของเมือง ที่ที่เธอสั่งให้อดีตเพื่อนสาวพาเหล่าสมิงมามอบตัว

 

ตานีสาวไม่ได้สั่งให้ย้ายกองกำลังทหารออกไปเตรียมยิงทางด้านนั้น หากสั่งให้ทหารส่วนใหญ่ตรึงกำลังอยู่ในเมืองหรือไม่ก็ถอยลงมาคุ้มกันที่นี่ เธอไม่คาดหวังว่าอีกฝ่ายจะทำตามคำสั่งตั้งแต่แรกแล้ว นิสัยอย่างกล้วยไม่น่าจะยอมให้คนหรือตนอื่นมาเดือดร้อนเพราะเรื่องของพวกตัวเองแน่นอน ไม่ใช่เพียงกล้วย แต่สมิงก็ด้วย ต่อให้สัตว์ภูตแห่งป่าแสนคำเต็มใจช่วยตานีเพียงใด ก็คงไม่ถึงขั้นยอมสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ง่ายๆ อย่างน้อยก็ต้องสักครึ่งครึ่งนั่นแหละที่จะไม่เห็นด้วย

 

ปฏิกิริยาที่เธอคาดไว้คือกล้วยคงจะหาทางซุ่มยิงจากที่ไหนสักแห่ง และนั่นไม่ใช่เรื่องง่าย หรืออย่างน้อยเธอก็ทำให้มันไม่ง่ายขึ้นพอสมควรแล้ว หน้าต่างของห้องริมสุดที่ตัวประกันทั้งสองอยู่มีโต๊ะและเก้าอี้กองสุมกันจนมิด ทหารหญิงผู้คุมตัวก็ไม่ได้ยืน หากแต่นั่งอยู่กับพื้น ทำให้ไม่สามารถเห็นพวกเธอได้จากนอกหน้าต่างไม่ว่าจากเขาลูกไหนก็ตามรอบเมือง หรือหากจะใช้กล้องเล็งแบบพลังงานวิญญาณ อุปกรณ์รบกวนการสแกนพลังงานวิญญาณก็จะทำให้ภาพที่มองเห็นมีแต่ฝ้าขาวบดบังทัศนวิสัยอย่างสิ้นเชิง และในเมื่อมองไม่เห็นเป้าหมาย ต่อให้ตาดีกว่าราชินีตานีสักสิบเท่าก็ยิงไม่ได้....

 

และที่สำคัญที่สุด ฝ่ายตรงข้ามก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวประกันอยู่ที่ไหน

 

แต่รู้ไปก็เท่านั้น เธออยากให้ข้าศึกยกกำลังสมิงมาบุกชิงตัวประกันคืนด้วยซ้ำ จะได้กวาดให้หมดซะทีเดียว และเธอจะได้มีข้ออ้างในการยิงอดีตหัวหน้าหน่วยและสมิงสาวที่เคยเล่นงานเธอซะน่วมทิ้ง โดยที่ประจิมว่าอะไรเธอไม่ได้ด้วย....

 

“มาเร็วๆเน่อ ข้ารออยู่”

 

 

“โอเค แถวนี้แหละ”

ขาดคำของราชินีตานีผู้เกาะอยู่บนหลัง ปลาก็ชะลอฝีเท้าลง เมฆผู้แบกตานีน้อยผมเปียตามมาติดๆ ลดความเร็วลงเช่นกัน ก่อนที่เสือหิมะทั้งสองจะหยุดที่ไหล่เขาลูกที่ขวางกั้นพวกเธอเอาไว้จากเชียงผาน

 

“เมฆกับปลาใช้ปืนเป็นกันแม่นก่อ” กล้วยถามขณะกระโดดลงจากหลังสมิงสาว

“ก็เป็นอยู่เด๊” เมฆผู้ยังอยู่ในร่างเสือตอบ

“ถ้าจะอั้น คืนร่างเป็นมนุษย์ ข้าเจ้าอยากหื้อช่วยระวังหลังหื้อหน่อย”

“ได้”

 

สมิงสาวทั้งสองแปลงจากเสือลายพาดกลอนผู้น่าเกรงขามกลับเป็นร่างสาวน้อยอย่างว่องไว ราชินีตานีเรียกไรเฟิลจู่โจมสองกระบอกออกมาโยนให้เพื่อนสาวต่างเผ่าพันธุ์ทั้งสอง เรียกสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยาวโยนให้รุ่นน้องสาว ปิดท้ายด้วยสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกเขื่องคู่ใจให้ตัวเอง

 

“โอเค ตามข้าเจ้ามา เงียบที่สุดเน่อ”

“อื้ม”

 

ตานีสาวหน้าจืดหันหลังกลับ ก่อนจะย่องย่ำหิมะอย่างเงียบเชียบขึ้นไปยังสันเขาที่อยู่สูงขึ้นไปเกือบสิบเมตร แต่เมื่อไต่ขึ้นไปถึง กล้วยก็ต้องยั้งเท้าเอาไว้แทบไม่ทันเมื่อเห็นว่ามันเป็นเหวที่แทบจะตัดตรงดิ่งลงไปเบื้องล่าง มันไม่ได้ลึกมากและเต็มไปด้วยหิมะ ตกลงไปก็ไม่น่าจะถึงขั้นสิ้นอายุ ต่อให้เป็นสองสมิงสาวอย่างมากก็คงแค่กระดูกหัก แต่คงไม่ดีแน่หากมาพลาดเวลาคับขันแบบนี้

 

แต่ข้อดีหนึ่งของเหวคือมันทำให้เธอมองเห็นเชียงผานได้แทบทั้งเมืองโดยไม่มีต้นไม้บดบัง และสถานที่ต้องสงสัยซึ่งอยู่บนเนินทางตะวันออกของเมืองก็ยิ่งมองเห็นได้ชัดเจนแม้จะห่างออกไปเกือบสามกิโลเมตรก็ตาม

 

“ตรงนี้แหละ เมฆกับปลาระวังหลังหื้อด้วย น้ำไทเตรียมยิงเลย ใช้กระสุนหัวทำลายวิญญาณเน่อ แล้วก็ใช้กล้องเล็งแบบใช้แสงธรรมดาเน่อ”

“อ้าว บ่ใช้แบบพลังงานวิญญาณกาเจ้า” เด็กหญิงผมเปียเอียงคอถามรุ่นพี่สาวอย่างสงสัยขณะหมอบลงกับพื้น คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด แถมเป้าหมายที่รุ่นพี่สาวบอกตอนนี้ก็ยิ่งมืดสนิทจนแทบมองเห็นเป็นแค่เงาตะคุ่ม แล้วจะมองเห็นเป้าหมายได้หรือ

“ลองใช้กล้องพลังงานวิญญาณดูสิ”

 

น้ำไทขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างงงๆ มือควักกล้องเล็งแบบใช้พลังงานวิญญาณที่ติดอยู่กับรางข้างปืนออกมาลองส่องดู แล้วก็เข้าใจว่าทำไมรุ่นพี่สาวถึงสั่งเช่นนั้น ภาพที่เธอเห็นมีเพียงฝ้าสีขาวเหมือนหมอกเรืองแสงที่ปกคลุมทั่วเมือง แม้แต่เนินเขาที่ห่างออกไปจากเธอแค่ราวห้าสิบเมตรยังแทบมองไม่เห็นเลย

 

“เข้าใจแล้วเจ้า”

“โอเค”

กล้วยพยักหน้าให้รุ่นน้องสาวก่อนจะหันกลับมาติดตั้งปืนของเธอบ้าง ดวงตาเรียวมองกะระยะเป้าหมายเทียบกับระยะในหน้าจอโทรศัพท์มือถือขณะมือบิดปรับกล้องเล็ง แต่สมองของเธอแทบไม่ได้อยู่ที่ปืนเลย มันยังคงวิ่งจี๋เหมือนเครื่องยนต์ไอพ่นตอนเครื่องบินกำลังทะยานขึ้น พยายามคิดหาทางอื่นๆที่จะช่วยเพื่อนสาวทั้งสองได้หากแผนนี้ล้มเหลวหรือผิดพลาด เธอรู้ดีว่าการซุ่มยิงครั้งนี้มีข้อจำกัดอะไรบ้าง เธอรู้ดีว่ามันไม่ง่ายแม้แต่แค่การหาเป้าหมาย เธอจะทำยังไงให้มันสำเร็จดีหนอ.....

 

ตานีสาวหน้าจืดเรียกกล้องส่องทางไกลออกมาส่องไปยังหมู่อาคารเรียนของโรงเรียนเชียงผานวิทยานุสรณ์ฝ่ายมัธยม จากทฤษฎีของเธอ มีความเป็นไปได้สูงมากว่ากล้ายและหมิงจะอยู่ในนั้น เธอรู้ว่าอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาติดตั้งอยู่ที่นั่นจากการคำนวณตำแหน่ง และจากเสียงร้องไห้ที่ตอนนี้เธอคิดว่าไม่น่าจะใช่การร้องจริงของหมิง สัตว์ภูตสาวเน้นคำว่า “เด็กน้อย” และ “วัยกำลังเรียน” มาก หากไม่ได้หมายถึงโรงเรียน แล้วจะหมายถึงอะไร ก็อาจเป็นได้ที่เด็กสาวหน้าเสือหมายถึงโรงเรียนฝ่ายประถม แต่ฝ่ายประถมอยู่อีกฟากหนึ่งของตัวเมืองในเขตที่หน่วยกล้าตายทั้งสองผ่านมาตั้งนานแล้ว โอกาสก็น่าจะน้อยกว่า

 

ปัญหาต่อไปคือพวกเธออยู่ในห้องไหน

 

กล้วยพยายามทบทวนคำพูดของเพื่อนสาวอีกครั้ง เธอบอกว่ามีสมิงอยู่ทั้งหมดสามสิบตน คำนี้ตีความได้หลายอย่างมาก มีทหารที่เฝ้าอยู่สามสิบนายหรือ หรือว่าพวกเธออยู่ชั้นสามสิบ หรือว่าชั้นสามกันแน่ แต่ที่แน่ๆ ในเขตโรงเรียนไม่มีตึกสูงเกินหกชั้นเลยสักตึก เธอลองดูชั้นสามก่อนดีกว่า....

 

แต่ก็อีกนั่นแหละ ตึกที่มีเกินสามชั้นมีถึงสามตึก และเธอก็ค่อนข้างแน่ใจว่าแหวนหรือใครก็ตามที่คุมตัวกล้ายและหมิงอยู่คงไม่ได้ยืนหัวโด่ให้เธอมองเห็นได้ง่ายๆ ยังไม่ต้องพูดถึงความมืดเลย

 

“เมฆ ช่วยอะหยังจักหน่อยได้ก่อ” ราชินีตานีตัดสินใจหันไปเรียกเพื่อนสาวที่นอนหมอบหันไปอีกทางอยู่เบื้องหลัง

“อีหยัง” เสียงแหลมของสมิงสาวทวินเทลตอบกลับมา

“มาช่วยข้าเจ้าหาหมิงกับกล้ายหน่อย คลานมาหมอบข้างๆข้าเจ้า”

“อื้ม”

“น้ำไทดูไปพลางด้วยเน่อ”

“เจ้า”

 

เกิดเสียงสวบๆเบาๆเมื่อเมฆกึ่งคลานกลึ่งแถกตัวมานอนอยู่ข้างตานีสาวหน้าจืด ดวงตาสีเหลืองถูกรูม่านตาสีดำที่ขยายตัวออกกลืนไปเกือบหมดเพื่อรับแสงให้ได้มากที่สุด เกิดความเงียบสงัดขึ้นอึดใจใหญ่เมื่อหน่วยซุ่มยิงนานาเผ่าพันธุ์ทั้งสามตนเขม้นมองหาเป้าหมาย แล้วน้ำไทก็เอ่ยขึ้นเป็นตนแรกด้วยเสียงกระซิบที่แฝงแววตื่นเต้น

 

“เอื้อยกล้วย เอื้อยเมฆ ตรงนั้นเจ้า”

“ตรงได๋”

“ไส”

“นั่นเจ้า ห้องริมสุดทางตะวันตกของตึกข้างสนาม”

 

เด็กสาวหน้าจืดและเด็กสาวหน้าเสือตวัดสายตาไปมองจุดที่น้ำไทบอกทันที มันดูเหมือนเป็นห้องเรียนธรรมดา มีเก้าอี้และโต๊ะกองสุมๆกันจนแทบจะบังหน้าต่างมิด แต่นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่พวกเธอเห็นก็มีเพียงห้องที่มืดสนิทเท่านั้น

 

“เมฆหันอะหยังก่อ”

“บ่เห็นเลย”

“แต่เมื่อกี้มีแต๊ๆเน่อเจ้า เหมือนมีร่างมนุษย์กำลังลุกขึ้นยืน อาจจะเดินไปที่อื่นในห้องก็ได้”

“จะอั้นเมฆกับน้ำว้าจับตามองไปเน่อ ถ้าหันอะหยังอีกก็บอก ข้าเจ้าจะมองหาตึกอื่นไปพลางๆ”

 

เงียบกันไปอีกอึดใจใหญ่กว่าจะมีใครเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่ตานีน้อยผมเปีย หากเป็นสมิงสาวผมทวินเทล

 

“อีหลีกล้วย มีไผอยู่ในนั้นแท้ๆ”

“กี่ตน” เด็กสาวหน้าจืดถามกลับทันที

“บ่ฮู้ แต่น่าสิหลายตนอยู่”

 

กล้วยพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างหนักใจ เธอคิดเอาไว้แล้วว่าต่อให้ใจร้อนและประมาทเป็นประจำขนาดไหน แหวนก็คงไม่หละหลวมขนาดให้ทหารคนเดียวหรือสองคนเฝ้าตัวประกันระดับสูงขนาดนี้อยู่แล้ว แต่นั่นทำให้การซุ่มยิงคราวนี้ยุ่งยากขึ้นหลายเท่า เธอต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าคนในห้องมีกี่คน ถ้ายิงไม่ครบแม้แต่คนเดียว ผู้ที่ถูกยิงรายสุดท้ายอาจเป็นกล้ายและหมิงก็ได้....

 

ตานีสาวหน้าจืดลองดูในห้องนั้นบ้าง มีการเคลื่อนไหวในห้องนั้นจริงๆเสียด้วย แต่มันน้อยมากและนานๆครั้ง แถมเก้าอี้และโต๊ะบังจนแทบมองไม่ออกว่าใครเป็นใคร กล้วยขบกรามกรอด ถ้าเพียงแต่ไม่มีสิ่งกีดขวางหน้าต่างอยู่ล่ะก็.....

 

 

ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ตัวประกันผู้น่าสงสารทั้งสองยังคงนั่งกึ่งคุกเข่ากึ่งพับเพียบอยู่กับพื้น มือทั้งสองถูกมัดไพล่หลังอย่างแน่นหนา เช่นเดียวกับข้อเท้าและเข่า ปากก็ถูกมัดเอาไว้เช่นกันด้วยผ้าพันคอตะเบงมานคอมมานโดของพวกเธอเอง โดยมีทหารหญิงสี่คนคุมอย่างใกล้ชิด ตนหนึ่งนั่งหลังจ่อปืนเข้ากลางแผ่นหลัง และอีกตนนั่งเฉียงหน้าจ่อปืนเข้าที่ซอกคอ.....

 

สิ่งเดียวที่ไม่ถูกพันธนาการคงจะเป็นดวงตาทั้งสองคู่ ซึ่งบัดนี้สบกันบ้าง กะพริบตาบ้าง และเหลือบซ้ายแลขวามองล่างเหลือกบนให้แก่กันราวจะส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง

 

แน่นอนว่าทหารผู้คุมทั้งสี่คนมองเห็นความพยายามนี้ได้อย่างง่ายดาย ตนที่นั่งคุมข้างหน้ากล้ายกดปืนแรงขึ้นอย่างข่มขวัญ แต่ตานีสาวผมหางม้าก็ยังไม่หยุดง่ายๆ ในที่สุดเมื่อทหารหญิงทนรำคาญไม่ได้ หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมจึงได้พานท้ายปืนหนึ่งเปรี้ยงไปเป็นของรางวัลที่ขมับจนเอนล้มพลั่กลงไปกับพื้นข้างๆ

 

แต่นั่นไม่ได้ทำให้ตานีสาวละความพยายามเลยสักนิด มิหนำซ้ำเธอกลับยิ่งเอาใหญ่ กล้ายดิ้นพราดๆเป็นปลาดุกถูกทุบหัว ผู้คุมเห็นดังนั้นก็กระแทกพานท้ายปืนเข้าอีกพลั่กที่ชายโครง แต่แม้จะเจ็บปวดรวดร้าวจนน้ำตาแทบไหล เด็กสาวผมหางม้ากลับยิ่งดิ้นหนักเข้าไปอีก คราวนี้เริ่มเหมือนไส้เดือนโดนขี้เถ้า หมิงมองเพื่อนสาวอย่างหวาดระคนเป็นห่วง พานท้ายปืนที่ขมับเมื่อกี้ทำให้สมองเพื่อนรักของเธอกระทบกระเทือนหรือเปล่า.....

 

“โว้ย น่ารำคาญ ยิงทิ้งแม่มซะเลยดีมั้ย !?” ในที่สุด ทหารหญิงคนที่ประเคนพานท้ายปืนให้ตานีสาวผู้ดูจะใจร้อนที่สุดในหมู่ทหารทั้งสี่ก็ลุกพรวดขึ้นยืนอย่างอดรนทนไม่ไหว

“อย่านะแพท !” เพื่อนร่วมงานผู้คุมกล้ายอยู่เช่นกันรีบห้ามเสียงหลง “ท่านแหวนสั่งไว้แล้ว เดี๋ยวก็แย่กันหมดหรอก”

“ท่านแหวนไม่ทำอะไรเราหรอกน่า”

“แต่ประจิมทำนะ”

 

ทหารสาว หรือหากจะพูดให้ถูกคือผีสาวนามแพทผู้สิงอยู่ในร่างชะงักเมื่อได้ยินชื่อนักการเมืองผู้นำสูงสุดของกองกำลังเวียงตาน

 

“ก็ได้ แต่ขอกระทืบมันสักอั้กเหอะ รำคาญ !

หญิงสาวในชุดพรางลงส้นเท้าอัดเข้าชายโครงของตานีสาวผมหางม้าจนเธอต้องหลุดปากเผลอร้องอู้อี้ออกมาด้วยความเจ็บปวด แพททำท่าจะซ้ำอีกตุ้บ แต่สายตาของทหารคนอื่นที่มองมาอย่างปรามๆก็ทำให้เธอยั้งเท้าเอาไว้ ก่อนจะนั่งคุกเข่ากลับลงไปอย่างเสียไม่ได้

 

แต่นั่งก้นยังไม่ทันจะติดพื้น ตัวประกันอีกตนก็เอาบ้างเสียแล้ว เธอเริ่มสั่นพั่บๆเหมือนเจ้าเข้า แล้วไม่กี่วินาทีต่อมาก็ลงไปดิ้นเต็มรูปแบบเหมือนเพื่อนสาวเป๊ะ ตานีสาวที่เพิ่งจะถูกกระทืบไปหมาดๆก็สั่นขึ้นมาอีกรอบ คราวนี้ดูเหมือนชักแหงกๆเสียมากกว่า แถมยังค่อยๆ ขยับไปทางโต๊ะเก้าอี้ที่ริมหน้าต่าง

 

“เฮ้ย คิดจะทำอะไร นั่งอยู่ดีๆไม่ชอบจะดิ้นให้โต๊ะมันตกลงมาทับใช่มั้ย”

ทหารที่รับหน้าที่ดูแลหมิงก้าวฉับๆไปหาสมิงสาวหวังจะเตะให้เธอกลิ้งกลับมาที่กลางห้องเหมือนเดิม พร้อมๆกับที่อีกสองคนเดินไปหมายลากกล้ายกลับมา แต่ก่อนที่จะทำเช่นนั้นได้ พวกเธอก็มีอันต้องล้มหน้าทิ่มเมื่อจู่ๆตัวประกันทั้งสองก็เปลี่ยนสเต็ปการดิ้นจากชักแหงกๆ เหมือนเป็นลมบ้าหมูเป็นนอนตะแคงขดงอเป็นกุ้งสลับกับยืดตัวตรง ร่างกายท่อนบนของสองสหายร่วมรบเกี่ยวเอาขาของผู้คุมเหมือนจงใจ ผู้คุมของหมิงยังพอยั้งตัวเอาไว้ได้ทัน แต่ผู้คุมของกล้ายไม่โชคดีขนาดนั้น ด้วยความที่มากันสองคนพวกเธอจึงยั้งตัวได้ยากกว่า ร่างของพวกเธอจึงคะมำเข้าหาหมู่โต๊ะและเก้าอี้ก่อนจะล้มทับตัวประกันในความดูแลของเธอดังแอ้กใหญ่

 

ราวกับยังเจ็บไม่พอ เครื่องเรือนห้องเรียนทั้งหลายที่ถูกตั้งเอาไว้อย่างไม่ได้ใส่ใจฟิสิกส์บทสมดุลกลมากนักก็ถล่มตามพวกเธอลงมาเกือบครึ่งแถบ มันไม่ได้หนักอะไรมากเนื่องจากทำจากไม้เนื้ออ่อนและพลาสติกเป็นหลัก แต่มุมและขอบก็กระแทกจนทหารหญิงทั้งสองจุกอยู่ไม่น้อย ไม่ต้องพูดถึงตานีสาวเคราะห์ร้ายที่ดาวน์ไลน์สุดของพีระมิดซึ่งแบนจนจะกลายเป็นกิ้งก่าโดนรถทับอยู่แล้ว

 

“ทำอะไรของมันวะ !?

แพทลุกพรวดขึ้นอย่างโกรธจัด เก้าอี้และโต๊ะร่วงโครมครามลงข้างตัว หน้าผากที่ถูกมุมโต๊ะกระแทกแตกจนเลือดไหลอาบหน้า ตัวก็ระบมไปหมดเหมือนเพิ่งถูกรุมฟาด หญิงสาวดึงคันรั้งปืนก่อนจะจ่อเข้าที่หัวของตานีสาวผมหางม้าผู้นอนนิ่งอยู่แทบเท้าเธอ ความกลัวประจิมหายไปหมดสิ้นเมื่อความโกรธและความเจ็บปวดถีบมันออกไปจากสมอง มันทำเธอเจ็บ มันต้องตาย.....

 

แต่ก่อนที่นิ้วชี้จะทันได้เหนี่ยวไก แสงสีเขียวก็พุ่งผ่านกระจกด้วยความเร็วสูงเข้ามา มันทะลุทะลวงผ่านกลางอกของหญิงสาวใจร้อนไปเจาะเข้ากลางหน้าผากของทหารหญิงอีกคนที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างหมิง พร้อมๆกับที่อีกนัดพุ่งเข้าใส่กลางอกของทหารผู้คุมสมิงสาวอีกคนหนึ่งในเวลาห่างกันเพียงเสี้ยววินาที และก่อนที่ทหารหญิงที่เหลืออยู่เป็นคนสุดท้ายจะตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้น แสงสีเขียวอีกนัดหนึ่งก็พุ่งผ่านกลางตัวเธอเสียแล้ว ทหารหญิงทั้งสี่ทรุดฮวบลงกับพื้นเหมือนเฮลิคอปเตอร์เครื่องดับ*** ขณะวิญญาณที่สิงอยู่ในร่างแตกสลายออกเป็นผุยผงนับล้านๆ ก่อนจะกระจายหายไปในอากาศเย็นเยียบ

 

ยังไม่ทันที่เข่าของทหารคนแรกจะตกถึงพื้น หมิงก็แปลงร่างกลับเป็นมนุษย์ เชือกไนลอนที่มัดข้อมือและข้อเท้าเอาไว้ขาดผึงเมื่อสิ่งที่มันมัดอยู่ขยายใหญ่และเปลี่ยนรูปร่างอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงห้าวินาที เด็กสาวหน้าเสือก็กลายร่างเป็นเสือหิมะเชียงหลวงลายพาดกลอนหนักเกือบสามร้อยกิโลกรัมแล้ว

 

“กล้าย กล้าย แข็งใจไว้”

“บ่เป็นอะหยัง ข้าบ่ได้เป็นอะ..... เจ็บ.....”

 

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเบ้หน้า สมิงสาวรู้ว่าเพราะอะไร แขนซ้ายของเธอบิดเบี้ยวผิดรูป โต๊ะและเก้าอี้ที่ตกลงมาทับแขนที่ถูกมัดอย่างแน่นหนาคงทำให้มันหักหรือไม่ก็ไหล่หลุด หมิงรีบเปลี่ยนร่างกลับเป็นคนก่อนจะแก้มัดให้เธอ แต่ตานีสาวผมหางม้าก็ยังลุกไม่ขึ้นอยู่ดี

 

“หมิงหนีไปตนเดียวก่อน บ่ต้องห่วงข้า”

“สิมานางเอกเฮ็ดหยังตอนนี้ล่ะ !?” เด็กสาวหน้าเสือสวนกลับขณะร่างของเธอค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นเสือลายพาดกลอนอีกครั้ง “แล้วถึงออกไปได้เฮาว่าทหารล้อมที่นี่เต็มหมดแล้ว เฮาอยู่สู้ที่นี่แหละ !

 

โอกาสการต่อสู้มาถึงแทบจะทันที ประตูห้องเปิดผางเข้ามาข้างใน แหวนยืนจังก้าอยู่ที่นั่น ไรเฟิลจู่โจมประทับบ่า ดวงตาแข็งกร้าวเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนกระคนตกใจ เธอได้ยินเสียงโครมครามจึงรีบกลับมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อเห็นร่างทหารคู่ใจทั้งสี่ที่กองอยู่กับพื้น และแถวเก้าอี้ที่ล้มระเนนระนาดเปิดให้เห็นหน้าต่างเป็นแถบ เธอก็เข้าใจทันที....

 

แต่ถึงตอนนั้นก็ช้าเกินไป เสือลายพาดกลอนเข้าถึงตัวเธอเสียแล้ว และด้วยการปัดเพียงครั้งเดียวจากกรงเล็บทรงพลัง ไรเฟิลจู่โจมของตานีสาวหัวหนามก็หลุดมือกระเด็นไปไกล แหวนรีบพุ่งตาม แต่ก็ช้ากว่าจังหวะการตะปบของคู่ต่อสู้ที่รวบเธอลงกับพื้น ก่อนจะโถมน้ำหนักตัวทั้งหมดกดเธอเอาไว้

 

“ทุกหน่วย ขอกำลังเสริม ชั้นสามตึกเรียนด้านทิศใต้ !

แม้จะห้ามการขยับได้ แต่สมิงสาวไม่อาจห้ามการเรียกกำลังเสริมผ่านวิทยุและหูฟังของอีกฝ่ายได้ หมิงได้ยินเสียงโหวกเหวกจากข้างนอก อีกไม่นานพวกเธอจะไม่ได้รับมือแค่แหวนเพียงตนเดียวอีกต่อไป....

 

“กล้าย ลุกไหวบ่ !

“จะพยายาม”

 

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมยันตัวลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เธอต้องขบกรามด้วยความเจ็บปวดเมื่อเผลอทิ้งน้ำหนักลงที่แขนทั้งสองข้าง แต่ก็เปลี่ยนท่าได้ทันท่วงทีก่อนจะสะโหลสะเหลลุกขึ้น เธอกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปนั่งคุกเข่าลงข้างตานีสาวหัวหนามที่พยายามดิ้นขัดขืนแต่ก็ไม่อาจสู้น้ำหนักของสัตว์ภูตสาวได้ กล้ายล้วงทุกกระเป๋าของอดีตเพื่อนสาวจนเจออุปกรณ์เก็บอาวุธ เธอเรียกยาสมานแผลขึ้นมาดื่มจีบหนึ่ง ก่อนจะเรียกปืนกลกระบอกใหญ่ออกมาตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง

 

“หมิงคุมเปิ้นไว้เน่อ เดี๋ยวทหารที่จะขึ้นมาข้าจัดการเอง”

“อื้ม”

 

แม้จะยังเจ็บแขนซ้ายด้วยแผลยังไม่สมานกันดี ตานีสาวผมหางม้าก็ยกปืนออกไปตั้งนอกห้อง ประจันหน้ากับหมู่โต๊ะและเก้าอี้ที่ยังคงกองสุมกันอยู่เต็มทางเดิน หูแว่วเสียงยิงปืนดังมาจากทิศเหนือของเมือง เด็กสาวผมหางม้าอดคิดไม่ได้ว่าเหล่าทหารจะฝ่าฟันอุปสรรคในด้านการเรียนมาจนถึงชั้นสามได้จริงหรือ แต่ถ้าฝ่ามาได้ ท่าก็คงไม่ค่อยสวยนักด้วยต้องค่อยๆปีนค่อยๆไต่หรือไม่ก็เสี่ยงกับการร่วงลงมาเจ็บ และไม่ว่าจะทางไหน ก็เท่ากับเป็นเป้าอย่างดีให้ปืนกลของเธอ และไม่เหมือนกับไรเฟิลจู่โจมที่มีกระสุนเพียงสามสิบนัด สายกระสุนของปืนกลมีให้เธอสาดถึงสามร้อยนัด....

 

สิ่งกีดขวางทำหน้าที่ของมันได้ดีเยี่ยมเหมือนตอนที่พวกเธอฝ่ามันมา ต้องใช้เวลาเกือบห้านาทีกว่าทหารนายแรกจะปรากฏขึ้นบนสันเขาเก้าอี้ แต่ก่อนที่เขาจะทันทำอะไรได้มากกว่านั้น กระสุนเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบหนึ่งเซนติเมตรก็ปลิวว่อนในอากาศ เศษไม้และพลาสติกปลิวว่อน ปะปนกับเศษซากพลังงานวิญญาณที่แตกสลายและหยาดเลือดของทหารเคราะห์ร้ายบางคนที่ร่วงลงไปผิดท่า เพียงชั่วหม่าม้ายังไม่ทันสุก ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง ไม่นับเสียงปืนที่ยังคงดังอยู่นอกหน้าต่างไกลออกไป

 

เด็กสาวผมหางม้ายันตัวลุกขึ้นนั่งคุกเข่าอย่างระแวดระวัง เมื่อเห็นว่าไม่น่าจะมีทหารของฝ่ายตรงข้ามเหลือรอดแน่ๆแล้วจึงลุกขึ้นยืน ปืนกลชี้ตรงไปเบื้องหน้า โต๊ะและเก้าอี้ที่เคยกองสูงท่วมหัว บัดนี้เหลือเพียงเศษไม้ที่สูงไม่เกินเข่าของเธอเท่านั้น กระจกหน้าต่างของห้องเรียนสองข้างทางเดินแตกละเอียด ทำให้เธอมองเห็นไฟกะพริบจากอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาได้ชัดเจน ริมฝีปากบางของตานีสาวเหยียดยิ้ม ได้เวลากลับสู่ภารกิจแล้ว

 

“หมิง ข้าจะไปปิดเครื่องนั่นเน่อ ดูแหวนไว้....”

“ปิดเลย ถ้าบ่อยากยึดเมืองนี้”

“อู้อะหยังของแหวน” ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวหรี่ลงเมื่อได้ยินประโยคที่สอดทะลุกลางปล้องขึ้นมาของอดีตเพื่อนสาว

“ถ้ากล้ายปิดเครื่องนั่น บ่แม่นแค่วิญญาณฝ่ายกล้ายที่จะเคลื่อนที่ในพริบตาเข้ามาได้ ผีร้ายฝ่ายหมู่เฮาก็เคลื่อนที่ในพริบตาเข้ามาได้เหมือนกัน” ตานีสาวหัวหนามพยายามยิ้มขู่ แต่ภายใต้น้ำหนักของสมิงสาว มันก็เหมือนยิ้มแหงแก๋ปนอ้าปากพะงาบๆ มากกว่า “ลองคึดดูสิว่าฝ่ายได๋จะชนะ”

“คึดว่าหมู่เฮาบ่ได้ป้องกันไว้ก๋า” กล้ายเลียนแบบประโยคที่ฝ่ายตรงข้ามพูดโทรศัพท์เมื่อเกือบครึ่งชั่วโมงที่แล้วด้วยเสียงเย็นเยือก “รอดูละกันว่าผู้ได๋จะชนะ”

 

 

ร่างนับร้อยๆร่างปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลันที่ชานเมืองด้านตะวันตก แต่มีหนึ่งร่างที่ปรากฏในห้องเรียนบนชั้นสามของตึกเรียนด้านทิศใต้โรงเรียนเชียงผานวิทยานุสรณ์ฝั่งมัธยม ร่างนั้นวางอุปกรณ์ที่มีสายระโยงระยางและเสาส่งสัญญาณรุงรังลงกับพื้นก่อนจะเปิดสวิตช์

 

แล้วทุกร่างก็ได้รับคำสั่งบุก

 

ทหารผีสิงตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำทันทีเมื่อถูกตีกระหนาบอย่างไม่รู้ตัว ด้านตะวันออกก็ว่าแย่แล้วเมื่อสมิงกลับโหมโจมตีอีกครั้ง แต่ด้านตะวันตกแย่กว่ามาก วิญญาณผู้มาใหม่ไม่ได้ถือเพียงอาวุธประจำกาย หากมีทั้งปืนใหญ่ ปืนกล และเครื่องยิงลูกระเบิดครบเครื่อง มิหนำซ้ำ กระสุนที่ถูกใช้ไปทั้งกับการสกัดกั้นสมิงและยิงตานีก่อนหน้านี้ก็ร่อยหรอลงทุกที กำลังเสริมและกระสุนเพิ่มที่บอกว่าจะมาถึงก็ไร้วี่แวว

 

เพียงไม่นาน เมืองอันเก่าแก่ก็แปรสภาพเป็นแดนสังหาร กองทหารผู้ป้องกันเมืองแตกกระจัดกระจายขณะเหล่าวิญญาณกวาดผ่านถนนเส้นแล้วเส้นเล่า เสือหิมะเชียงหลวงตัวยักษ์กระโจนผ่านตรอกซอกซอย เขี้ยวคมงับกร้วมเข้ากะโหลก เส้นเลือดใหญ่คอ และจุดตายอื่นๆของข้าศึกอย่างแม่นยำราวกับเหล่าทหารผีสิงเป็นกวางเนื้อนุ่มอาหารโปรด กระสุนสไนเปอร์ไรเฟิลจากสันเขาทางทิศเหนือที่ยิงข้ามเมืองมาปลิดชีวิตทั้งรังปืนกล ฐานปืนใหญ่ และเป้าหมายระดับสูงทั่วทั้งเมืองอย่างแม่นยำ เปลวเพลิงจากยานพาหนะและตึกรามบ้านช่อง ทั้งที่โดนยิงเองและทั้งถูกเผาโดยเจตนาเพื่อสกัดกั้นการรุกคืบของฝ่ายตรงข้ามส่งควันสีดำลอยโขมงขึ้นสู่ท้องฟ้า ส่องให้เมืองทั้งเมืองอาบแสงสีแดงส้มราวกับนรก

 

แต่มันไม่ใช่นรกของฝ่ายตานีอย่างที่เคยเกิดกับตานนะคอน.....

 

ห่างออกไป บนยอดเขาที่ทอดตัวอยู่ทางทิศใต้ของเมือง ตานีสาวหัวหนามมองดูเมืองที่เคยอยู่ใต้การบังคับบัญชาของเธอถูกยึดไปต่อหน้าต่อตา เธอเคลื่อนที่ในพริบตาหนีหมิงออกมาได้ตอนที่กล้ายปิดอุปกรณ์นั่นพอดี แต่สถานการณ์เลวร้ายเกินกว่าที่เธอจะทำอะไรได้อีกแล้ว

 

ความรู้สึกผิดและเจ็บแค้นตัวเองแผดเผาอยู่ในใจ ไม่ใช่เพราะความล้มเหลวในหน้าที่ เธอพอจะรู้อยู่แล้วว่ามันคงต้องออกมาในรูปนี้ แต่เพราะความเห็นแก่ตัวของเธอเอง เธอทิ้งลูกน้องที่ไว้ใจเธอให้รบอยู่เพียงลำพัง รบกับข้าศึกที่เธอปล่อยให้เข้ามาได้เพราะความประมาทและล้มเหลวในการบัญชาการของเธอ.....

 

เสียงถอนหายใจดังแผ่วอยู่ในสายลม ก่อนที่ร่างของเธอจะเลือนหายไป

 

 

เสียงหวูดรถไฟดังก้องแหวกอากาศมาแต่ไกล แล้วหัวรถจักรอันทรงพลังก็ปรากฏออกมาจากม่านเกล็ดหิมะแล่นเข้าสู่ชานชาลาของสถานีขนส่งสินค้าทางรถไฟเชียงผาน เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มบอกใบ้อ้อมๆว่าสิ่งที่มันลากมาด้วยมีน้ำหนักมากเพียงใด หัวรถจักรต้องแล่นไปเกือบถึงสุดปลายชานชาลาที่ยาวเกือบสามร้อยเมตร เพื่อให้โบกี้สินค้าเกือบร้อยขบวน และคอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าล้ำค่าอย่ภายในสามารถเข้ามาอยู่ในตัวสถานีทั้งหมดได้

 

“กล้วย กล้าย แก้ว ฟ้า ทุกคน !

เสียงเรียกหนึ่งดังฝ่าหิมะที่ตกหนักมา ก่อนที่อะไรบางอย่างที่ดูกลมๆ สีเทาอมขาวจะพุ่งเข้ามาหาเหล่าสหายร่วมรบ อะไรบางอย่างที่มีรอยยิ้มกว้าง ทั้งบนใบหน้า และในดวงตากลมหลังแว่นกรอบดำ.....

 

“เรากลับมาแล้ว !

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*จงลู่ฝ่าทัพรับเอาต๊า – อ้างอิงถึงเหตุการณ์หนึ่งในเรื่องสามก๊ง หลี่เป้าแม่ทัพแห่งเม่ขงก๊ง ถูกเฉาเชาแห่งหงทงก๊งไล่ล่า เอาต๊าลูกชายของหลี่เป้าซึ่งอยู่กับแม่ตกอยู่ท่ามกลางกองทัพ จงลู่ทหารเอกแห่งเม่ขงก๊งอาสาเข้าไปรับ และด้วยฤทธิ์แรงแห่งเม่ขงซึ่งเป็นสุราประจำก๊ง จงลู่จึงสามารถบุกเดี่ยวฝ่ากองทัพหงทงรับเอาต๊ากลับมาหาหลี่เป้าได้

 

**การหาตำแหน่งของสัญญาณโทรศัพท์มือถือทำได้หลายวิธี วิธีที่ใช้บ่อยคือการวัดระยะห่างระหว่างโทรศัพท์กับเสาสัญญาณที่ใกล้ที่สุดสามเสา ทำให้หาตำแหน่งออกมาได้ แต่เนื่องจากโทรศัพท์ของตานีเป็นโทรศัพท์ผ่านดาวเทียม วิธีหาจึงง่ายกว่า คือใช้ดาวเทียมหาตำแหน่งนั่นเอง

 

***เฮลิคอปเตอร์ไม่เหมือนเครื่องบิน สิ่งที่สร้างแรงยกให้กับเครื่องบินคือปีก ส่วนเครื่องยนต์เอาไว้แค่สร้างแรงขับให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า แต่เฮลิคอปเตอร์นั้นเครื่องยนต์เป็นตัวขับเคลื่อนใบพัด ซึ่งทำหน้าที่เหมือน “ปีก” ที่สร้างแรงยก ดังนั้นแทนที่จะค่อยๆช้าลงแล้วลดระดับลงเหมือนเครื่องบิน ทำให้ลงจอดอย่างปลอดภัยได้ง่ายกว่า เฮลิคอปเตอร์จะร่วง..... หนักกว่ามาก (จริงๆแล้วมีวิธีการที่เรียกว่า Autorotation ที่สามารถลดอัตราการตกได้ แต่ถ้าใกล้พื้นหรือความเร็วต่ำมากก็รอดยากอยู่ดี)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #81 อิงะเดะมอ (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2558 / 22:35
    คนที่มาคือใคร?
    #81
    1