ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 102 : การตีโต้กลับที่โดนสกัดดาวรุ่งอยู่แถวชายป่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 80
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    19 พ.ย. 59

ในห้องที่ชั้นบนสุดของโรงแรมเชียงผานอินน์ ซึ่งบัดนี้ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นศูนย์บัญชาการการป้องกันเมืองของกองกำลังเวียงตาน แหวนนั่งกุมขมับอยู่ที่โต๊ะทำงานของเธอเพียงลำพัง

 

หัวปวดตุบ ซึ่งคงไม่เกี่ยวอะไรมากนักกับผมที่ชี้ไปชี้มาเหมือนหนามทุเรียนของเธอ แต่มันน่าจะเป็นเหตุผลเดียวกับที่ทำให้ดวงตาคมกริบที่ฉายแววแข็งกร้าวแสบร้อนราวกับมีใครเอาน้ำจิ้มซีฟู้ดสาดเข้าไปเต็มๆถ้วยจนเธอต้องหลับตาพักมันบ้าง ใบหน้าละม้ายคล้ายเด็กหนุ่มอิดโรยและอ่อนล้าพอกัน เธอไม่ได้นอนมากว่าร้อยชั่วโมงแล้ว และสี่ในห้าของเวลานั้น เธอก็ต้องนั่งประจำที่นี่ จ้องดูจอมอนิเตอร์ที่เรียงรายกันอยู่หน้าโต๊ะของเธอ

 

ก็ตั้งแต่สายลับส่งข้อมูลมาว่าฝ่ายกล้วยกำลังวางแผนจะโจมตีเชียงผานนั่นแหละ....

 

จริงๆแล้วการป้องกันเชียงผานไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสำหรับเธอเลย เชียงผานไม่ใช่เมืองใหญ่ สถานที่ที่สำคัญไม่ว่าจะทางทหารหรืออุตสาหกรรมก็น้อย อย่างเดียวที่สำคัญที่สุดก็คงเป็นทางผ่านของทางรถไฟสายหลักเหนือ-อีสานจากเชียงหลวง ดังนั้นจุดที่เธอจำเป็นต้องป้องกันเป็นพิเศษนอกจากใจกลางเมืองก็มีเพียงรอบๆสถานีรถไฟเท่านั้น และแม้กองกำลังรัฐเวียงตานจะเสียรถถังไปจำนวนมากในการรบที่ดอยสูง แต่พวกเธอก็ยังเหลือทั้งปืนใหญ่อัตตาจร เครื่องบินโจมตีภาคพื้นดิน และอาวุธอื่นๆอีกมากมายที่ประจิมตัดสินใจเก็บเอาไว้หากการบุกดอยสูงล้มเหลว หากเอามันมาประจำที่เชียงผาน ไม่ต้องพูดถึงกองกำลังตานีเลย ต่อให้เชียงหลวงเอากองทัพมาบุกเธอก็ว่ายังยันอยู่ด้วยซ้ำ

 

ปัญหาคือผู้นำสูงสุดของเธอไม่ยอมแบ่งกำลังมาให้ แจกมาให้แค่ปืนใหญ่สองสามกระบอกและหมู่ปืนกลไม่ถึงร้อยคนเท่านั้น

 

ประจิมดูจะไม่เป็นห่วงเชียงผานเลยสักนิด แม้ข้อมูลจากสายลับจะบอกชัดเจนและแน่นอนว่าข้าศึกจะจู่โจมที่นั่นร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เขากลับให้กำลังส่วนใหญ่ในพื้นที่แถบนี้ประจำอยู่ที่เชียงม่วนซึ่งห่างออกไปกว่าสองชั่วโมงทางรถไฟ แล้วให้เธอมานั่งทรมานตัวเองเฝ้าอยู่หน้าจอ รอขอกำลังเสริมเพิ่มหากเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติขึ้นมาจริงๆ ถึงจะมีลูกน้องผีร้ายตนอื่นๆคอยช่วย แต่ตานีสาวหัวหนามก็ไม่ไว้ใจพวกมันอยู่ดี พวกนี้แต่ก่อนส่วนใหญ่ไม่โจร อันธพาล มาเฟีย ก็ทหารหรือนักการเมืองคอรัปชั่นกันทั้งนั้น ขนาดในชีวิตยังเอาดีไม่ได้ นับประสาอะไรกับชีวิตหลังความตาย....

 

แต่ก็ใช่ว่าเธอไม่เข้าใจเจตนาของนักการเมืองเจ้าปัญหา หากดูในมุมมองการทหารแล้ว เชียงม่วนสำคัญกว่าเชียงผานอย่างไม่ต้องมองก็ยังเห็นชัด ประชากรมากกว่าเกือบสามสิบเท่า เป็นชุมทางรถไฟทั้งความเร็วสูงและรางธรรมดาหลายสาย สนามบินขนาดใหญ่ ท่าเรือริมแม่น้ำตาน แล้วยังมีฐานทัพทั้งบกและอากาศอยู่เพียบพร้อม เธอยังคิดเลยว่าเมืองนี้น่าจะสำคัญสำหรับกองกำลังเวียงตานยิ่งกว่าตานนะคอนด้วยซ้ำ

 

ที่สำคัญที่สุด มันเป็นที่ตั้งของคลังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดยักษ์ ทรัพยากรอันมีค่ายิ่งกว่าทองสำหรับพวกเธอในยามนี้

 

เมื่อไม่กี่วันก่อน เยว่ ประเทศเพื่อนบ้านและมหาอำนาจทางเหนือประกาศตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับรัฐเวียงตาน เยว่เป็นหนึ่งในคู่ค้าไม่กี่รายที่เวียงตานเหลืออยู่หลังจากนรกแตก และที่แย่ไปกว่านั้น มันเป็นคู่ค้าน้ำมันเพียงรายเดียวของเวียงตานที่ไม่มีปิโตรเลียมเป็นของตัวเอง บัดนี้แหล่งน้ำมันนั้นหายวับไปแล้ว แม้จะมีสำรองเหลืออยู่หลายล้านลิตร แต่เธอก็ไม่รู้วามันจะมีพอไปถึงเมื่อไหร่ และเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนนั้นก็เก็บอยู่ที่เชียงม่วนเสียด้วย ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเมืองนี้ล่ะก็ พวกเธอนับถอยหลังวันแพ้สงครามได้เลย

 

มือป่ายเปะปะทั้งที่ยังหลับตาข้ามเอกสารที่กองเป็นพะเนินเทินทึกอยู่บนโต๊ะไปหยิบแก้วกาแฟมาซดโฮกเดียวหมด มันเย็นเจี๊ยบแถมยังเหนียวเป็นยางมะตอยด้วยชงมาหลายชั่วโมงแล้ว แต่อย่างน้อยมันก็ยังพอมีคาเฟอีนให้เผาผลาญเป็นพลังงานวิญญาณให้เธอใช้บ้าง ตานีสาวยกหลังมือขึ้นปาดปากก่อนจะโยนแก้วข้ามห้องไปยังถังขยะที่อีกฟาก มันพลาดเป้าไปเกือบสองเมตร หล่นลงไปกองกับแก้วอื่นๆนับสิบที่เธอกินมาก่อนหน้านี้ แต่ตานีสาวก็ไม่คิดจะลุกขึ้นไปเก็บกวาด แค่ถ่างตาให้ยังไม่ฟุบไปได้ก็สุดกำลังของเธอแล้ว.....

 

ดวงตาคมกริบปรายมองโต๊ะทำงานที่ว่างเปล่าอีกสองตัวในห้อง มันควรจะเป็นของนางและเอื้อง แต่หลังจากยุทธการดอยสูง ประจิมก็โยกทั้งสองไปอยู่ส่วนงานฝึกทหารและผีร้าย แล้วโยนงานด้านการวางแผนปฏิบัติการและคุมกำลังทุกอย่างมาให้เธอ นั่นรวมถึงหน้าที่ดูแลการป้องกันเชียงผานครั้งนี้ด้วย แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอเองก็อยากแย่งอำนาจด้านนี้มาจากนางอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าเพื่อนสาวคนสวยตัดสินใจจะช่วยฝ่ายตรงข้าม แต่ยามนี้ตานีสาวหัวหนามต้องตระหนักด้วยพลังงานวิญญาณของเธอเองว่ามันเกินความสามารถไปมากนัก.....

 

หรือเธอควรจะไปพูดกับประจิม ขอให้เอื้องมาช่วยเธอดี

 

ยังไม่ทันจะคิดจบ เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายเด็กหนุ่มก็สะบัดหัวไล่มันออกไปจากสมอง เธอจะไม่ยอมเสียหน้าไปง้อนางหรือแม้แต่เอื้องเด็ดขาด เธอไม่ใช่พวกขี้แพ้ที่ไม่ยอมไล่ตามอำนาจแห่งราชินีตานีจนถึงที่สุดอย่างสองตนนั้น เธอจะแสดงให้ทั้งประจิมทั้งพวกนางเห็น ว่าเธอนี่แหละคือผู้เหมาะสมจะครองตำแหน่งราชินีตานีตนต่อไป ว่าเธอนี่แหละคือผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงและกุมอนาคตของเผ่าพันธุ์นี้.....

 

แล้วแสงกะพริบจากหนึ่งในหน้าจอมอนิเตอร์เบื้องหน้าก็ดึงเธอจากห้วงความคิดกลับมาสู่โลกแห่งความจริง

 

หน้าจอนั้นแสดงแผนที่ทางใต้ของรัฐเวียงตาน รวมทั้งรัฐเวียงคำ รัฐล้านม้า รัฐเชียงหลวง และเสี้ยวหนึ่งของรัฐป่าซาง โดยมีเชียงผานเป็นจุดศูนย์กลาง ฉายทับด้วยสัญญาณเรดาร์ที่สะท้อนกลับมาจากเครื่องบินนับร้อยลำที่บินกันอยู่เต็มน่านฟ้า ช่วงนี้เป็นเวลาดีของเที่ยวบินระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานในเมืองใหญ่ของแต่ละรัฐจึงมีเครื่องบินบินออกไปกันหนาแน่น แต่ตานีสาวหัวหนามไม่ได้สนใจจุดเหล่านั้นเลย

 

จุดเดียวที่เธอสนใจคือจุดหนึ่งในรัฐล้านม้า มันอยู่ห่างจากชายแดนรัฐเวียงตานแค่ราวยี่สิบกิโลเมตร เส้นสีแดงที่ลากตามหลังบอกว่ามันมีต้นกำเนิดมาจากใกล้ๆรัฐเวียงคำ และกำลังเคลื่อนที่ขนานไปกับเส้นเขตแดนรัฐเวียงตาน มุ่งหน้าทางตะวันออกเข้าหารัฐเชียงหลวง มันไม่ใช่เส้นทางบินของเที่ยวบินระหว่างประเทศทั่วไป หรือหากจะบอกว่าเป็นเส้นทางบินภายในประเทศ ดูจากข้อมูลในมือเธอแล้วก็มีเพียงเที่ยวบินเดียวที่บินใกล้เคียงเส้นทางนี้คือเส้นทางเวียงคำ - แม่แตง และมันบินตอนกลางวัน....

 

ตานีสาวหัวหนามลากเมาส์ซูมก่อนจะคลิกให้มันแสดงข้อมูลตัวเลขยืนยันตัวตน* ความกังวลในใจเบาลงบ้างเมื่อเห็นว่ามันเป็นหมายเลขของเที่ยวบินพลเรือนทั่วไป ไม่ใช่เที่ยวบินทหารหรือเที่ยวบินแปลกปลอมแต่อย่างใด คงจะเป็นเที่ยวบินขนสินค้ารอบดึกล่ะมั้ง เครื่องขนสินค้าจะไปลงไหนก็ได้เสียด้วยสิ

 

แต่แม่แตงไม่ใช่สนามบินขนส่งสินค้าที่สำคัญนี่ ?

 

จนแล้วจนรอด แหวนก็ไม่อาจสลัดความระแวงออกไปจากใจได้ เด็กสาวยกหูโทรศัพท์ ก่อนจะกดหมายเลขภายในของฝ่ายป้องกันและเฝ้าระวังทางอากาศ

 

“ปฝอ. ครับ นิคมพูด” เสียงติดยานคางน้อยๆของชายวัยกลางคนรับสายด้วยการบอกชื่อย่อของฝ่าย

“หัวหน้านิคม นี่แหวน”

“ท่านแหวน ว่ายังไงครับ” เสียงของหัวหน้าฝ่ายมีแววเอาอกเอาใจเจือเข้ามาเล็กน้อย แหวนเป็นคนแต่งตั้งให้เขารับตำแหน่งนี้ด้วยตัวเธอเอง

“มีเครื่องบินกำลังบินเลียบชายแดน ห่างจากเชียงผานไปทางทิศประมาณสองร้อยหกสิบ ระยะประมาณร้อยยี่สิบกิโล คุณจับสัญญาณได้ก่อ”

“จับได้ครับ แต่มันเป็นเครื่องบินพาณิชย์ธรรมดาไม่ใช่เหรอครับ”

“แม่นหรือบ่แม่นข้ายังบ่ฮู้” แหวนตอบห้วนๆ “ที่ข้าจะถามคือ คุณได้ฟังหรือบันทึกการติดต่อวิทยุของเที่ยวบินนี้ไว้บ้างก่อ**”

“แน่นอนครับ”

“ขอฟังหน่อย ส่งเข้าคอมข้ามาก็ได้ แล้วเดี๋ยวข้าโทรไปอีกที”

“ครับ”

 

วางไปได้เพียงไม่กี่วินาที หน้าจอหนึ่งก็แจ้งว่าอีกฝ่ายส่งไฟล์มาให้เธอแล้ว ตานีสาวหัวหนามคลิกฟัง แล้วก็เบาใจลงบ้างเมื่อรู้จากการโต้ตอบทางวิทยุระหว่างเครื่องบินกับหอบังคับการว่ามันเป็นเครื่องบินขนส่งสินค้าที่กำลังมุ่งหน้าไปแม่แตงอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆ ปกติเส้นทางบินเวียงคำ – แม่แตงต้องผ่าทางตอนใต้รัฐเวียงตานไป แต่ตอนนี้รัฐเวียงตานประกาศปิดน่านฟ้าอยู่ หรือต่อให้ไม่ทำแบบนั้นก็คงไม่มีสายการบินไหนกล้าบินผ่านอยู่แล้ว ก็ไม่แปลกที่มันจะต้องบินเลียบชายแดนรัฐเพื่อให้เส้นทางในการอ้อมสั้นที่สุด

 

แต่นั่นก็ไม่มากพอจะทำให้เธอวางใจพอจะละสายตาไปจากมันได้ แหวนเม้มปาก พ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างหนักใจระคนหงุดหงิด ถ้าเธอมีข้อมูลพลังงานวิญญาณจากดาวเทียมของตานี เรื่องนี้ก็คงจบง่ายๆไปแล้ว แต่บัดนี้ทุกช่องสัญญาณถูกบล็อกด้วยฝีมือของอดีตหัวหน้าหน่วยผู้น่ารำคาญของเธอ จริงอยู่ เอื้องก็เก่งเรื่องคอมพิวเตอร์และการเจาะระบบพอๆกับกล้าย หรืออาจจะเก่งกว่าด้วยซ้ำ แต่เธอไม่ยอมเสียหน้าไปขอให้เพื่อนสาวหน้าอ่อนช่วยเด็ดขาด.....

 

เด็กสาวขยับตัวบนเก้าอี้อย่างอึดอัด มือคว้าหาแก้วกาแฟมายกดื่มเพื่อให้มันไปช่วยดามหนังตาที่หนักอึ้ง แต่เธอก็ถอนหายใจเฮือกอย่างหงุดหงิดเมื่อนึกขึ้นได้ว่ามันหมดไปตั้งแต่เมื่อหลายนาทีที่แล้ว แหวนชำเลืองมองสัญญาณของเครื่องบินลำนั้นอีกครั้ง มันใกล้เชียงผานเข้าไปทุกทีแล้ว ด้วยความเร็วขนาดนี้กว่าจะเดินไปห้องครัว ชงกาแฟแล้วกลับมาอีกรอบมันอาจจะผ่านเชียงผานไปแล้วก็ได้ และนั่นหมายถึงอาจจะทำอะไรที่ไม่พึงประสงค์ต่อหน้าที่ของเธอไปแล้วด้วย

 

แต่ถ้าไม่ไปชงกาแฟมาอีกแก้ว มีหวังเธออาจจะได้หลับคาเก้าอี้ก่อนอีกฝ่ายจะถึงเชียงผานเสียอีก เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มลุกขึ้น กระดูกทั่วร่างลั่นกร๊อบจากความเมื่อยขบที่สะสมมาหลายชั่วโมง แหวนบิดขี้เกียจอีกสองสามรอบก่อนจะคว้าแก้วกาแฟ หวังว่าน้ำร้อนคงยังเหลือนะ เธอไม่อาจรอต้มน้ำร้อนได้อีกแล้ว....

 

โชคดีที่มันยังเหลือเกือบครึ่งกระติก ตานีสาวหัวหนามตักผงกาแฟลงแก้วหนึ่งป้าบ กดน้ำร้อนใส่ คนแบบลวกๆ ก่อนจะเดินสะโหลสะเหลแต่ก้าวยาวกลับไปยังโต๊ะทำงาน แต่เมื่อดวงตาที่ส่องประกายสีเขียวโฟกัสกลับไปที่จุดนั้นเรียบร้อย แก้วกาแฟก็แทบหลุดจากมือลงไปเนืองนองบนกองเอกสาร

 

จุดที่มีเพียงหนึ่ง บัดนี้แยกออกเป็นสองเสียแล้ว จุดหนึ่งใหญ่ อีกจุดเล็กกว่ามาก จุดใหญ่ซึ่งเป็นตัวเครื่องบินลำเดิมดูจากเลขยืนยันตัวตนและความสูงเลี้ยวซ้ายหักศอกบ่ายหน้าทางทิศใต้ที่ระดับบินพอๆกับเดิม ในขณะที่จุดเล็กที่ไม่มีตัวเลขอะไรกำกับยังเคลื่อนไปตามเส้นทางเดิมของเครื่องบิน หากลดระดับลงเรื่อยๆอย่างรวดเร็วลงสู่ป่าแสนคำ ห่างจากเชียงผานแค่ไม่ถึงยี่สิบกิโลเมตร....

 

“หัวหน้านิคม !” ไวเท่าความคิด มือคว้าโทรศัพท์มาเรียกชายวัยกลางคนที่เธอเพิ่งจะคุยด้วยเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วทันที

“ครับท่านแหวน มีอะไรครับ” อีกฝ่ายก็ดูตกใจไม่น้อยกับน้ำเสียงของเธอ

มีอะหยังอะหยังล่ะ จุดนั่นมันกลายเป็นสองจุดแล้วคุณบ่หันก๋า !? แหวนแผดเสียง “เอาเครื่องบินขึ้นไปสกัดเดี๋ยวนี้เลย !

“ใจเย็นๆครับท่าน” นิคมพยายามเบรกผู้บังคับบัญชาที่ทำท่าจะออกตัวล้อฟรีหลุดโค้งตกเขา “จากการติดต่อวิทยุ เครื่องบินลำนี้น่าจะประสบเหตุขัดข้องครับ กำลังขอลงฉุกเฉิน”

“แน่ใจก๋า” เสียงของเด็กสาวหน้าเหมือนหนุ่มยังสูงอยู่

“เดี๋ยวผมเปิดให้ฟังด้วยเลยครับ ตอนนี้ติดต่อกับหอภูค่าวอยู่”

 

“ฉุกเฉิน ฉุกเฉิน ฉุกเฉิน หอบังคับการภูค่าว แสนวิชัยคาร์โก้ 021 ยี่สิบไมล์ทางตะวันตกเฉียงเหนือที่สามหมื่นฟุต เครื่องยนต์หนึ่งเครื่องระเบิดหลุดออกไปจากปีก มีของเหลวไฮดรอลิกและน้ำมันรั่ว ควบคุมเครื่องได้ลำบาก ขอลงฉุกเฉินด่วน”

“แสนวิชัยคาร์โก้ 021 ลดระดับลงไปที่หกพันฟุต หันหัวหนึ่ง ห้า ศูนย์ รอจับสัญญาณนำร่อนลงจอดอัตโนมัติรันเวย์หนึ่ง สาม”

 

แหวนขมวดคิ้วหรี่ตา ริมฝีปากเม้มแน่น แม้จะพอเข้าใจได้จากการที่เครื่องบินเปลี่ยนเป้าหมายไปลงจอดที่สนามบินที่ใกล้ที่สุดว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้นจริงๆ แต่เธอก็ยังไม่อยากปักใจเชื่อ ทำไมถึงจำเพาะเจาะจงจะต้องเกิดอุบัติเหตุกับเครื่องบินที่น่าสงสัยอยู่แล้ว แถมยังเกิดแถวบริเวณที่ไม่น่าไว้ใจด้วย ประสบการณ์สอนให้เธอรู้ว่าเรื่องผิดปกติเดียวไม่ใช่เรื่องแปลก แต่หากเกิดเรื่องผิดปกติซ้ำซ้อนกันหลายๆเรื่องล่ะก็ มันน่าจะมีพลังงานหรืออะไรบางอย่างซ่อนอยู่เสียแล้ว

 

“ข้าบ่ไว้ใจ” ในที่สุด ตานีสาวก็เอ่ยขึ้น “เอาเครื่องบินรบขึ้นไปดูสักหน่อยดีกว่า”

“ผมว่าอย่าดีกว่าครับ” ปลายสายท้วง น้ำเสียงมีแววหวาดๆเจืออยู่เล็กน้อย เขารู้ดีว่าหากผู้บังคับบัญชาตนนี้โกรธจะเป็นยังไง “เรารู้แน่แล้วนี่ครับว่ามันไม่เกี่ยว อีกอย่างมันก็เปลืองน้ำมันด้วย น้ำมันหายากท่านแหวนก็รู้ไม่ใช่เหรอครับ”

 

เด็กสาวหัวหนามพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างหนักใจ แน่นอนเธอรู้

 

“ก็ได้ บ่ต้องบินขึ้น” ตานีสาวยอมตามลูกน้อง “แต่บอกหื้อหมู่เปิ้นเตรียมพร้อมบินขึ้นได้ทันทีละกัน เดี๋ยวข้าจะบอกทางนี้หื้อเตรียมพร้อมไว้”

“ครับท่าน”

 

แหวนวางหูโทรศัพท์ ก่อนจะยกมันขึ้นอีกครั้งหมายจะโทรขอกำลังเสริมจากเชียงม่วน แต่แล้วก็วางมันกลับลงไปที่เดิม ตอนนี้เหตุการณ์ยังไม่ชัดเจนนัก โทรไปขอประจิมก็คงเหนื่อยจะพูดเสียเปล่าๆ อีกอย่าง ต่อให้สิ่งแปลกปลอมนั่นเป็นของกองกำลังตานีจริงก็คงทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ยิ่งเธอติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตากำลังสูงเอาไว้เรียบร้อยแล้วด้วย ถ้าเคลื่อนที่ในพริบตาไม่ได้ ต่อให้เอารถถังมาสักคันสองคัน กำลังที่เธอมีอยู่ก็เหลือแหล่

 

ตานีสาวหัวหนามยันตัวลุกขึ้น ดวงตาชำเลืองมองจุดเล็กบนมอนิเตอร์ขณะเธอเอื้อมมือหยิบเสื้อคลุมตัวนอกที่แขวนอยู่หลังโต๊ะทำงาน ความสงสัยอีกอย่างผุดขึ้นมาในใจเมื่อเธอลองคิดเวลาที่มันควรจะตกถึงพื้น พื้นดินบริเวณนั้นสูงจากระดับน้ำทะเลราวสองพันฟุต จากระยะสามหมื่นฟุตมันควรจะตกถึงพื้นและหายไปจากจอเรดาร์แล้ว แต่ยามนี้มันยังคงกะพริบอยู่ใกล้ๆที่เดิม แต่ก็อีกนั่นแหละ ชิ้นส่วนพวกนั้นอาจจะต้านลมจนตกลงมาช้ากว่าทฤษฎีก็เป็นได้

 

น่าเสียดาย ตานีสาวไม่รู้เลยว่าสิ่งที่กำลังร่วงลงมาไม่ใช่เครื่องยนต์

 

เธอไม่รู้เลยว่าความสงสัยของเธอนั้นถูกต้องแล้ว....

 

 

ท้องฟ้าเหนือชายป่าแสนคำฝั่งรัฐเชียงหลวงปิดสนิท เมฆหิมะแผ่ฐานปกคลุมพื้นที่นับร้อยตารางกิโลเมตร แม้เกล็ดสีขาวจะยังไม่โปรยปรายลงมา แต่มันก็ปิดทึบจนมองเห็นเป็นสีเทาหม่นแทนที่จะเป็นสีดำสนิทระยิบระยับไปด้วยแสงดาวของยามเที่ยงคืนกลางฤดูหนาว อากาศเย็นเยียบและนิ่งสนิท ไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหวนอกจากก้อนหิมะบนยอดต้นสนที่พังลงมาเป็นช่วงๆเท่านั้น

 

แล้วจู่ๆ รถคันหนึ่งก็ร่วงลงมาจากท้องฟ้า

 

จะใช้คำว่าร่วงก็ดูจะไม่ถูกนัก เพราะมันถูกเบรกเอาไว้ด้วยร่มชูชีพผืนใหญ่มหึมา มันค่อยๆลดระดับลงมาเรื่อยๆ ก่อนจะลงแตะพื้นหิมะดังตุ้บเบาๆ บนลานจอดรถหน้ารีสอร์ตร้างแห่งหนึ่งซึ่งโดนหิมะกลบจนแทบจะท่วมชั้นล่าง รถขับเคลื่อนสี่ล้อลายพรางหิมะคันโตค่อยๆม้วนร่มชูชีพเข้าไปเก็บในกระโปรงหลัง มันจอดนิ่งอยู่อึดใจหนึ่งราวจะดูลาดเลา เมื่อแน่ใจว่าทางสะดวก มันก็แล่นช้าๆอย่างเงียบเชียบไปเทียบชายป่า แล้วร่างในชุดตะเบงมานคอมมานโดลายพรางสี่ร่างก็กระโดดลงมาจากรถ หนึ่งร่างเป็นเด็กหญิง  สองร่างเป็นเด็กสาว และอีกหนึ่งเป็นเด็กสาวที่ค่อยๆเปลี่ยนร่างเป็นเสือโคร่งหิมะตัวยักษ์....

 

“ไหวแน่นะหมิง” นักศึกษาแพทย์สาวแห่งมหาวิทยาลัยเวียงเชียงหลวงเปิดกระจกโผล่หน้าออกมาถามเมื่อกล้วย กล้ายและน้ำไทเตรียมตัวจะขึ้นไปขี่หลังสัตว์ภูตตัวยักษ์ “ซ้อนสามเลยนา”

“ไหว บ่ได้หนักอีหยังนี่” เสือโคร่งหิมะตอบกลั้วหัวเราะ แต่ด้วยใบหน้าเสือทำให้เธอดูเหมือนแยกเขี้ยวขู่มากกว่า “แต่คึดอีกทีอาจสิรับกล้ายบ่ไหว อ้วนหลาย”

“อะหยังยะบ่าสมิงบ้าพลัง !?

“พอก่อนเหอะกล้าย หมิง” ก่อนที่คู่รักคู่แค้นจะได้เปิดฉากต่อปากต่อคำกันมากกว่านั้น ราชินีตานีก็ปรามเสียงดุจนทั้งสองเงียบอย่างว่าง่าย “โชคดีเน่อฟ้า น้ำว้า แล้วก็.... ไว้เจอกันในเชียงผาน.... หรือบ่อั้นก็ปิ๊กไปเจอกันดอยสูงเน่อ”

“ไม่เผื่อเลวร้ายที่สุดไว้บ้างเลยเหรอ” เด็กสาวหน้าคมหัวเราะ

“อันนั้นไว้ไปตามหากันอีกทีในโลกหลังความตายละกัน” กล้วยตอบขรึมๆ ขณะเขย่งตัวยกขาขึ้นคร่อมหลังเพื่อนสาวผู้หมอบรออยู่ “แล้วเจอกัน”

“อื้ม”

“น้ำไท ไว้เจอกันเน่อ” ตานีน้อยผมสั้นโบกมือลาน้องสาวฝาแฝดมาจากในรถ “ระวังตัวด้วย ช่วยเอื้อยกล้วยหื้อเต็มที่เน่อ”

“อื้ม น้ำว้าก็เหมือนกัน”

 

สั่งลากันเรียบร้อย ฟ้าก็ดึงสวิตช์เลื่อนกระจกปิด แล้วรถขับเคลื่อนสี่ล้อพร้อมผู้โดยสารทั้งสองคนหนึ่งตนก็แล่นออกไปตามถนนสองเลนแคบๆที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ มุ่งหน้าตะวันตกเฉียงเหนือสู่เขตแดนรัฐเวียงตานและแนวเทือกเขาที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ลิบๆเบื้องหน้า สามตานีและอีกหนึ่งสมิงสาวมองตามจนกระทั่งความมืดกลืนมันหายไป แล้วด้วยการกระโจนเพียงครั้งเดียว ทั้งสี่ก็หายไปในแนวป่าสนหนาทึบ

 

 

“อืม.... ฟ้าก็ขับนุ่มดีนี่ เรานึกว่าจะรุนแรงกว่านี้ซะอีก” หลานชายหมอผีใหญ่บนที่นั่งข้างคนขับชวนเพื่อนสาวคุยหลังจากนั่งกันมาเงียบๆกว่าสิบนาที ก่อนจะหันไปดึงรุ่นน้องสาวที่เบาะกลางมาร่วมวงสนทนาด้วย “ขับดีกว่ากล้ายอีกเนาะน้ำว้า”

“ระวังเหอะอ้ายจ้าด ข้าเจ้าจะฟ้องเอื้อยกล้าย”

“ฟ้องไปเฮอะ” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบกลั้วหัวเราะ

“แล้วทำไมจ้าดถึงคิดว่าเราจะต้องขับรถแย่ล่ะ” เสียงเย็นของเพื่อนสาวทำเอาจ้าดขนลุกยิ่งกวาคำขู่ของตานีน้อยเสียอีก

“ก็.... ดูจากหน้า.... แหละมั้ง....”

“งั้นแปลว่านายคิดว่าคนสวยจะขับรถแย่สินะ” ฟ้าย้อน เธอหลุดขำก๊ากเมื่อแอบเหลือบเห็นหน้าเงิบแกมง่วงของเพื่อนหนุ่ม

“โอเค รอบนี้ยอม” หลานชายหมอผีใหญ่ส่ายหัวดิกพลางถอนหายใจเฮือก

“อีกอย่าง ขับช้าแบบนี้จะให้สวี้ดสว้าดได้ไงจริงมั้ย”

 

ก็ถูกของนักศึกษาแพทย์สาวแห่งเวียงเชียงหลวง ตอนนี้รถวิ่งด้วยความเร็วเพียงไม่ถึงห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนหนึ่งเพราะเปิดไฟหน้าไม่ได้ และอีกส่วนเพราะไม่ต้องการให้หิมะฟุ้งกระจายขึ้นมาเป็นเป้าสายตาของอะไรก็ตามที่อาจจะจับตามองอยู่ แม้รถคันนี้จะมีระบบพรางตัว แต่มันก็ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้ตอนจอดเป็นสำคัญ หากใช้ตอนวิ่งมันจะกินแบตเอาๆยิ่งกว่าฟ้ากินราเมนเสียอีก หากแบตหมดเมื่อไหร่พวกเธอก็จำเป็นต้องสตาร์ตเครื่องยนต์ดีเซล และในคืนที่เงียบสงัดแบบนี้เสียงพรางได้ยากกว่าภาพหลายเท่านัก พวกเธอจึงเลือกขับช้าๆ แล้วใช้ลายพรางของรถซ่อนตัวจากสายตาของข้าศึก และหากขับช้าๆแบบนี้ยังสามารถขับให้หวาดเสียวได้ ก็ถือว่าเก่งเกินมนุษย์แล้ว

 

จ้าดหยิบมือถือมาอ่านแผนปฏิบัติการอีกรอบ ภารกิจของพวกเขาในคราวนี้คือการวางระเบิดสะพานทางรถไฟข้ามลำธารซึ่งอยู่ระหว่างเมืองเชียงผานกับสถานีเล็กๆอีกแห่งหนึ่ง เพื่อตัดเส้นทางการส่งกำลังเสริมจากเชียงม่วนก่อนที่ขั้นตอนหลักของการโจมตีจะเริ่มขึ้น

 

“เราต้องเลี้ยวเข้าป่าก่อนจะเข้ารัฐเวียงตานใช่มั้ยน้ำว้า” เด็กสาวหน้าคมถามขึ้นหลังจากเงียบกันมาอีกอึดใจใหญ่

“อื้ม”

 

เด็กหญิงผมสั้นพยักหน้า วิ่งไปตามถนนจนเข้ารัฐเวียงตานไม่ใช่ความคิดที่ดีแน่ๆ ถึงทางเส้นนี้จะอยู่ในระดับทางหลวงระหว่างอำเภอก็เถอะ แต่ประจิมคงไม่หละหลวมจนปล่อยให้ใครเข้ามาในเขตอำนาจของตัวเองสบายๆแน่ พวกเธอจึงเลือกใช้เส้นทางกลางป่าซึ่งปกติมีแต่ตำรวจป่าไม้ที่ใช้กัน แม้จะขับยากกว่า แต่มันก็น่าจะมีการคุ้มกันน้อยกว่า

 

“อีกไกลมั้ยจ้าด” ฟ้าเปลี่ยนมาถามหลานชายหมอผีใหญ่ผู้นั่งใกล้หน้าจอระบบนำทางมากกว่า แม้ระบบนำทางจะมีเสียงบอก แต่เธอก็อยากรู้เอาไว้ก่อน

“สักสามกิโล”

“แล้วจากตรงนั้นไปถึงสะพานล่ะ”

“ประมาณสี่สิบกิโล ก็สักชั่วโมงนึงมั้ง” เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ ก่อนจะเหลียวมองเพื่อนสาว “ไหวรึเปล่า ให้เราขับแทนมั้ย”

“โอ้ย ไหวดิ แค่นี้เอง” สาวหมัดเหล็กตอบกลั้วหัวเราะ หนักกว่านี้ก็เคยเจอมาแล้ว ขึ้นไปตีลังกาอยู่กลางฟ้ากับน้ำไทก็เคยเจอมาแล้ว แค่ขับรถลุยหิมะนี่จิ๊บๆ “ว่าแต่จะทันเหรอเนี่ย ตั้งชั่วโมงนึง กว่าจะเข้าไปวางระเบิดเสร็จก็ไม่น่าจะเร็วกว่าสองชั่วโมงนะ”

“บ่ต้องห่วงหรอกเอื้อยฟ้า ตอนนี้ทีมหันเหความสนใจทางเชียงม่วนยังเพิ่งถึงครึ่งทางเอง แล้วก็อีกตั้งหลายชั่วโมงกว่าจะสว่าง หมู่เฮายังมีเวลาอีกเยอะ”

“ก็หวังว่าจะทันละกันนะ.....”

 

 

ผืนป่าที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะวิ่งผ่านไปรอบตัวจนแทบจะมองเห็นเป็นภาพเลือนราง ขณะสมิงสาวควบสุดฝีเท้าลึกเข้าไปในผืนป่าที่เธอคุ้นเคย สามผู้โดยสารเอนตัวราบลงกับแผ่นหลังของตนข้างหน้า ยกเว้นกล้ายผู้อยู่หน้าสุดที่เอนลงแนบแผงขนนุ่มที่ลำคอของเพื่อนสาวในร่างเสือ ทั้งเพื่อลดแรงต้านอากาศ ลดเศษหิมะที่ปลิวมาเข้าตา และลดโอกาสหัวโนหรือโดนฟาดลงไปกลิ้งกับพื้นโดยกิ่งสนที่ผ่านไปเหนือหัว

 

ในที่สุด หลังจากวิ่งกันมาเกือบชั่วโมง สมิงสาวก็เริ่มชะลอฝีเท้าลงเมื่อมาถึงที่โล่งกลางป่าแห่งหนึ่ง ที่โคนต้นสนอีกฟากหนึ่งของที่โล่ง ร่างสองร่างที่ห่อหุ้มตัวด้วยผ้าคลุมขาดๆสีเทาหม่นยืนรออยู่แล้ว.....

 

“เมฆ ! ปลา !

ทันทีที่วิ่งมาถึง ผู้โดยสารทั้งสามก็ต้องรีบกระโดดลงเมื่อสมิงสาวแปลงกลับเป็นร่างมนุษย์โดยไม่บอกกล่าว ก่อนจะพุ่งเข้าไปรวบเพื่อนสาวทั้งสองมากอดเอาไว้แน่นทั้งที่ยังเหนื่อยหอบกับการวิ่งสุดฝีเท้ามาเกือบสามสิบกิโลเมตร ใบหูรูปสามเหลี่ยมที่มีขนปุกปุยโยกไปมาอย่างดีใจ น้ำใสเอ่อคลออยู่ในดวงตา เธอกลับมาแล้ว ในที่สุดก็ได้กลับมา.....

 

“แผลโดนยิงเป็นจังไสบ้าง หายดีแล้วบ่ กินอะหยังกันมาละยัง สุมาแท้ๆเด้อที่เฮาบ่ได้ซ่วยหยังเลย”

“เว้าเหมือนที่เว้าในมือถือเลยหมิง ถามมาบ่ฮู้กี่รอบแล้วบ่แม่นบ่” เมฆผู้เตี้ยที่สุดในหมู่สมิงสามสาวยกมือขึ้นขยี้เรือนผมสีดำสลับขาวของเพื่อนสาว “ก็บอกแล้วว่าบ่เป็นหยังๆ ยังจะเว้าอยู่ได้”

“ก็ตอนคุยกันผ่านมือถือกับคุยกันต่อหน้ามันบ่เหมือนกันนี่....”

“ข้าเจ้าก็ต้องขอสุมาด้วยเหมือนกันเน่อ” ราชินีตานีค้อมหัวให้สมิงสาวทั้งสอง “เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะข้าเจ้าแต๊ๆ”

“เอ้า นี่ก็อีกตน” ปลาส่ายหัวอย่างทั้งอ่อนใจทั้งขำ “พอเหอะน่ากล้วย มาถึงป่านนี้แล้ว ครั้งที่แล้วก็เว้าไปแล้วด้วย ซ้ำซากน่าเบื่อน่า”

“ครั้งที่แล้วหมู่มันยังบ่ได้เข้ามาฆ่าหมู่ปลานี่....”

“ถึงจังซั่นก็เหอะ.... อ้าว นี่ไผเนี่ย คราวที่แล้วบ่เห็นมานี่”

 

ความสนใจของสมิงสาวผู้สมหญิงที่สุดในหมู่ทั้งสามตนถูกหันเหไปเมื่อเห็นตานีน้อยผมเปียที่ยืนง่วงๆอยู่ข้างกล้วย

 

“อ๋อ นี่น้ำไท เป็นตานีเหมือนกัน” หมิงตอบก่อนจะรีบปรามเมื่อนึกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวเพื่อนสาวออก “อย่าเล่นกับน้องแรง....”

 

ช้าเกินไป ปลาพุ่งเข้าไปกอดตานีน้อยเสียแล้ว ก่อนจะโยกเธอไปมาเป็นตุ๊กตายัดนุ่น สมิงสาวชอบเด็กอยู่แล้ว แต่สมิงเด็กเกือบทั้งหมดถูกสังหารไปตอนสงครามกลางเมืองสมิง เธอจึงเก็บกดอยู่ไม่น้อย แม้ตานีน้อยจะไม่ใช่เด็กเล็กๆอย่างที่เธอชอบที่สุดแล้วก็ตาม แต่เสื้อกันหนาวตัวหนาที่ทำให้เธอกลมป๊อกเป็นมนุษย์หิมะก็เกินกว่าที่ปลาจะหักห้ามใจได้

 

“เฮ้อ....” สมิงสาวผมหางม้าส่ายหัวดิก เธอหันไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสาวหน้าจืด “กล้วย ไปกันดีบ่ อยู่ตรงนี้ต่อก็ยิ่งซ้า แล้วน้ำไทก็คงยิ่งเหนื่อยด้วย”

“อื้ม ไปๆ” กล้วยพยักหน้า เธออดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นท่าทางมีความสุขเอามากๆของสามสมิงสาว

 

“เตรียมใจไว้เหอะบักประจิม พวกเฮามาเอาคืนแล้ว !

 

 

ห่างออกไปทางตะวันตกเกือบสองร้อยห้าสิบกิโลเมตร เครื่องบินโจมตีภาคพื้นดินแปดลำเกาะหมู่บินกันเป็นสองฝูง มันลดเลี้ยวไปตามเนินเขาสูงบ้างเตี้ยบ้างของหางเทือกเขาตานปันน้ำใต้ แม้จะบินด้วยความเร็วเกือบเท่าเสียง แต่กลับอยู่ที่ความสูงจากพื้นดินเพียงไม่ถึงตึกสิบชั้นเท่านั้น หลายครั้งที่มันดูเหมือนจะเฉี่ยวยอดไม้และเอียงตัวบินหลบยอดเขาอย่างหวาดเสียว แต่ก็ไม่มีลำใดพุ่งหัวเข้าไประเบิดตูมอยู่กับหมู่ต้นสน ทุกลำยังคงมุ่งหน้าเข้าใกล้เป้าหมายเรื่อยๆ.....

 

“เหยี่ยวแดง เป้าหมายอยู่ห่างสามสิบหกไมล์ ทิศเจ็ด สี่ ใช้ซอกเขาสาม สอง หก สี่”

“รับทราบ จ่าฝูงเหยี่ยวแดง”

“แร้งเผือก เป้าหมายอยู่ห่างสามสิบไมล์ ทิศเจ็ด แปด ใช้ซอกเขาสาม สอง หก เจ็ด มีเครื่องบินลาดตระเวนอยู่สี่ลำ ระวังด้วย”

“รับทราบ จ่าฝูงแร้งเผือก”

 

ขาดคำตอบรับ ทั้งสองหมู่ก็เอียงตัวฉีกรูปขบวนออกจากกัน หมู่หนึ่งเพิ่มระดับข้ามช่องเขาขาดเบี่ยงตัวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนอีกหมู่ลดระดับลงต่ำเหนือช่องเขาที่นำพวกมันเบนหัวไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เชียงม่วนอยู่ห่างออกไปเพียงอีกไม่ถึงสิบนาที พื้นที่เป้าหมายปรากฏเป็นสี่เหลี่ยมสีแดงอยู่ในกระจกหน้าแล้ว

 

“แร้งเผือกสอง สาม เครื่องบินขับไล่ข้าศึกห่างสิบไมล์ ยิงเมื่อล็อกได้”

“รับทราบ”

 

สัญญาณเตือนแผดก้องในฐานทัพอากาศเชียงม่วน แทบจะพร้อมๆกับสัญญาณเรดาร์ข้าศึกที่ปรากฏขึ้นในหน้าจอของเครื่องบินขับไล่ที่บินวนอยู่ทางตะวันตกของตัวเมือง และแทบจะพร้อมกับสัญญาณเตือนถูกล็อกเป้า แต่ก่อนที่นักบินทั้งสี่จะทำอะไรได้ทัน จรวดนำวิถีก็พุ่งข้ามฟ้ามาระเบิดตูมในระยะใกล้ สะเก็ดระเบิดพุ่งทะลุทั้งเครื่องยนต์และถังน้ำมันจนพรุนเป็นรังผึ้ง เปลวเพลิงสีส้มแดงลุกท่วมท้ายเครื่องบินในพริบตา ร่มชูชีพสีน้ำเงินเข้มกางออกกลางท้องฟ้าขณะเครื่องบินค่อยๆพุ่งหัวลงเป็นโค้งพาราโบลาลงไประเบิดตูมอยู่กับเนินเขาเบื้องล่าง

 

“แร้งเผือกทั้งฝูงทางสะดวก รีบเข้าไปยิงแล้วเผ่นออกมา”

 

เครื่องบินโจมตีของกองกำลังผสมตานีทั้งสี่ลำลดระดับลงจากตึกสิบชั้นจนแทบจะเป็นเรี่ยพื้นดิน แสงไฟสลัวเป็นจุดๆของตัวเมืองใหญ่ที่มี หรืออย่างน้อยก็เคยมีประชากรเกือบสองล้านคนปรากฏอยู่เบื้องหน้า และที่อยู่ใกล้กว่านั้นคือแสงไฟที่เรียงกันเป็นแถวจากรันเวย์ยาวเหยียดทั้งสองของฐานทัพอากาศเชียงม่วน ชี้เป้าให้พวกเขาได้อย่างดี

 

เพียงไม่กี่วินาที ทุกอย่างก็ลุกเป็นไฟเมื่อกระสุนเส้นผ่านศูนย์กลางสามเซนติเมตรสาดเข้าใส่เครื่องบินที่จอดนิ่งด้วยขาดแคลนเชื้อเพลิงอยู่บนลานจอดและในโรงเก็บเครื่องบิน ก่อนจะตามมาด้วยจรวดนำวิถีที่พุ่งเข้าใส่อาคารศูนย์บัญชาการก่อนจะจุดระเบิดตูม เศษกระจกและเศษคอนกรีตปลิวว่อนก่อนจะร่วงลงสู่พื้นลานจอดเบื้องล่างเหมือนห่าฝนคมกริบ ควันหนาทึบลอยโขมง ต้องแสงเปลวเพลิงที่เริ่มโหมไหม้จนเรืองเรื่อเป็นสีส้มแดงอยู่ท่ามกลางความมืด

 

เครื่องบินขับไล่สี่ลำที่หลุดออกมาจนถึงปลายรันเวย์ได้ก่อนที่การโจมตีจะเริ่มเร่งเครื่องทะยานขึ้นจากรันเวย์อย่างรวดเร็วหมายจะยิงข้าศึกทั้งสี่ให้ร่วง แต่ช้าเกินไป เครื่องบินโจมตีทั้งสี่ลำเผ่นหนีหายไปในหุบเขาเสียแล้ว แม้พวกมันจะมีเรดาร์ที่สามารถสแกนแบบมองลงมาได้*** แต่จรวดนำวิถีของพวกมันก็คงไม่อาจบินลดเลี้ยวต่ำเรี่ยดินในหุบเขาที่ซับซ้อนตามไปสอยฝ่ายตรงข้ามได้....

 

ยังมีอีกเหตุผลที่พวกมันไม่อาจเครื่องบินโจมตีทั้งสี่ไปได้ อีกสี่ลำกำลังมุ่งหน้าเข้ามาทางตอนเหนือของเมือง อันเป็นที่ตั้งของคลังเก็บน้ำมัน

 

เครื่องยนต์ไอพ่นแผดเสียงคำรามเมื่อคันเร่งถูกกระชากขึ้นจนสุด ขณะท้องฟ้าดูเหมือนจะระเบิดออกเป็นจุดๆ เมื่อปืนต่อสู้อากาศยานเริ่มยิง สลับกับจรวดต่อต้านอากาศยานที่พุ่งเป็นแสงเรืองพาดผ่านท้องฟ้า แต่พวกมันก็มีอันต้องพลาดเป้าเมื่อข้าศึกทั้งสี่ลำปล่อยพลุล่อก่อนจะหักหัววกกลับแล้วหายเข้าไปในเขตเทือกเขาทางตะวันตกของเมืองอีกครั้ง

 

หายใจหายคอได้เพียงไม่กี่นาที สัญญาณเตือนก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง คราวนี้จากทิศใต้ สี่ลำเดิมที่เพิ่งจะถล่มฐานทัพอากาศวกกลับมาอีกแล้ว คราวนี้มุ่งหน้าไปทางสถานีขนส่งสินค้าทางตะวันออกของเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของปืนใหญ่และเครื่องกระสุนนานาชนิดที่เตรียมเอาไว้เผื่อส่งไปช่วยเหลือเมืองอื่น เครื่องบินทั้งสี่ลำเอียงตัวเอียงตัวเลี้ยวบ่ายหน้าไปหมายสกัดกั้น แต่ยังไม่ทันไร พวกมันก็หายกลับเข้าไปในเทือกเขาอีกแล้ว

 

ต่ำลงไปบนพื้นดินในห้องบัญชาการเขตทหารเชียงม่วน เหล่านายทหารต่างกำลังสับสน กองกำลังตานีกำลังทำอะไรของมันอยู่กันแน่ จะว่าพวกมันมาโจมตี เครื่องบินรบทั้งสองฝูงก็ดูไม่กดดันหรือฝืนทะลวงเข้ามาในแนวป้องกันอย่างที่ควรจะเป็นเลย กลับกัน มันดูราวกับจะหยอกล้อเล่นกับพวกเขาด้วยซ้ำ หรือว่าเป้าหมายหลักของพวกมันจะไม่ใช่การโจมตี หากเป็นการดึงความสนใจของพวกเขาไปจากอะไรบางอย่าง....

 

แต่พวกเขาก็ไม่อาจมองข้ามพวกมันไปได้ หากมีลำไหนหลุดมายิงคลังน้ำมันได้ล่ะก็ ทรัพยากรน้ำมันได้หายไปเกือบครึ่ง ซึ่งประจิมต้องไม่พอใจแน่ และนั่นหมายถึงชะตาชีวิตรอบที่สองของพวกเขาก็คงไม่ยืดด้วยเช่นกัน.....

 

 

“เดี๋ยวออกจากอุโมงค์นี้ก็น่าจะเห็นสะพานแล้ว”

จ้าดบอกเพื่อนสาว ดวงตาตี่มองนาฬิกาในหน้าจอนำทาง เที่ยงคืนกว่าแล้ว และเมื่อกี้น้าว้าก็เพิ่งจะบอกว่าทีมหันเหความสนใจที่เชียงม่วนเริ่มปฏิบัติการเรียบร้อย ถึงเวลาที่พวกเขาจะต้องทำงานกันแล้ว....

 

พ้นจากอุโมงค์ที่มืดสนิท รอบตัวรถก็สว่างไสวขึ้นทันทีด้วยหิมะสีขาวโพลน พื้นที่ตรงนี้ไม่ใช่ป่าสนแบบในเขตป่าแสนคำแล้ว หากเป็นทุ่งหิมะสูงๆต่ำๆของหางเทือกเขาตานปันน้ำฝั่งตะวันออก แซมด้วยดงต้นสนที่แยกกันเป็นกระจุกๆไม่ต่อเนื่อง ทางรถไฟสายหลักเหนือ-อีสานวิ่งเป็นแนวเกือบขนานกับถนนห่างออกไปราวร้อยเมตร และไกลออกไปเบื้องหน้า สะพานข้ามลำธารสาขาของแม่น้ำตานมองเห็นเป็นโครงเหล็กสีดำทะมึนอยู่ระหว่างหุบเขา

 

ฟ้าลดความเร็วลงจนแทบจะกลายเป็นคลาน ก่อนจะจอดสนิทที่ริมหมู่ต้นสนหมู่หนึ่งห่างจากสะพานเกือบห้าร้อยเมตร สองมนุษย์กับอีกหนึ่งตานีน้อยลงจากรถอย่างเงียบเชียบก่อนจะทิ้งตัวลงหมอบข้างรถ จ้าดกดรีโมตเปิดระบบพรางตัว รถคันใหญ่ที่แทบจะเนียนไปกับหิมะรอบตัวอยู่แล้วหายวับไปในเงามืดของป่าสน

 

สาวหมัดเหล็กควักกล้องส่องทางไกลออกมามองไปที่สะพาน มันไม่ยาวมากนักด้วยลำธารที่มันข้ามก็ไม่ได้กว้างอะไรมากมาย กะด้วยสายตาอย่างมากก็ร้อยเมตร มีทหารประมาณหนึ่งหมู่หรือราวสิบคนรักษาการอยู่ที่ฟากใกล้เธอ แบ่งออกเป็นสองรังปืนกลที่สองฟากของทางรถไฟบนเนินคอสะพาน แต่ละรังมีปืนกลหนักพร้อมสายกระสุนติดตั้งอยู่สามกระบอก หากทะเล่อทะล่าเข้าไปอาจมีพรุนตั้งแต่ตรงนี้ได้ง่ายๆ ถึงเธอจะไม่คิดว่าทหารพวกนั้นจะมองเห็นเธอได้ไกลขนาดนั้นก็เถอะ

 

เบื้องหลังเธอ จ้าดกดโทรศัพท์ขอข้อมูลสัญญาณพลังงานวิญญาณจากดาวเทียม มันบอกเขาว่าทหารที่รักษาการณ์อยู่ตรงนี้มีแค่ที่เห็น และทหารจำนวนเท่ากันที่อีกฟากหนึ่งของสะพานเท่านั้น ไม่มีพลซุ่มยิง กำลังเสริม หรือแม้แต่วิญญาณอิสระอยู่แถวนี้เลย แบบนี้ก็หวานหมู....

 

เด็กหนุ่มล้วงหยิบอุปกรณ์เก็บอาวุธออกจากกระเป๋าเสื้อ อากาศที่หนาวเหน็บอยู่แล้วยิ่งลดอุณหภูมิลงไปอีกเมื่อสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยาวปรากฏขึ้น หลานชายหมอผีใหญ่ขยับตัวเอามันเขาประทับบ่า ดวงตามองผ่านกล้องเล็งที่ขยายเป้าหมายจนใหญ่ราวกับเขาจะเอื้อมมือคว้าได้ เล็งไปที่กลางอกอันเป็นตำแหน่งของแกนวิญญาณ แล้วนิ้วชี้ก็เหนี่ยวไก

 

ปืนกระบอกยาวส่งเสียงเพียงคล้ายกระแอมกระไอก้องสะท้อนไปในป่าสน แต่ผลของมันรุนแรงกว่าแค่กระแอมกระไอมาก หัวกระสุนทำลายวิญญาณพุ่งผ่านร่างทหารเคราะห์ร้ายสองร่างในนัดเดียว ทั้งสองร่วงลงกับพื้นเหมือนถ่านหมด คนหนึ่งที่ประจำปืนกลอยู่ทับปืนกลจนมันแหงนขึ้นฟ้า ไม่มีเลือดหรือแม้แต่รอยขีดข่วน แต่จากกล้องสกนพลังงานวิญญาณในมือน้ำว้า เด็กหญิงผมสั้นก็มองเห็นแสงเรืองที่แตกสลายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับพันๆชิ้นได้ชัดถนัดตา

 

เสียงหัวกระแทกปืนกลดังพอที่จะทำให้ทหารอีกสามนายที่เหลือในรังปืนกลนั้นหันมามอง และเมื่อเห็นเพื่อนฟุบอยู่กับพื้นความหวาดหวั่นก็เข้าครอบงำทันที แต่ก่อนที่จะทำอะไรได้ กระสุนอีกนัดก็พุ่งทะลุแกนวิญญาณของอีกคนหนึ่งเสียแล้ว.....

 

ชายหนุ่มที่เหลืออีกสองคนรีบทิ้งตัวลงหมอบกับพื้นทันที คนหนึ่งกึ่งคลานกึ่งแถกพื้นไปยังปืนกลก่อนจะระดมยิงอย่างบ้าคลั่ง แต่เขาไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ไหน ร่างที่ไร้เลือดและบาดแผลก็ไม่อาจช่วยให้เขารู้ตำแหน่งของข้าศึกได้เลย ผีร้ายในร่างทหารหนุ่มทำได้เพียงสาดกระสุนสะเปะสะปะไปรอบรังปืนกลอย่างไร้จุดหมายเท่านั้น

 

“ไอ้แจ๊ก เกิดอะไรขึ้น ยิงทำไม เปลี่ยน !?” เสียงทหารที่อีกรังปืนกลหนึ่งแผดก้องลำโพงวิทยุสื่อสาร

“มีคนซุ่มยิง ทุกคนระวัง !

 

ช้าไปหน่อย กระสุนอีกนัดเป่าวิญญาณอีกดวงออกจากร่างไปเสียแล้ว ราวกับนัดกันไว้ ทหารที่เหลือในรังปืนกลทั้งสองทิ้งตัวหมองให้ต่ำติดพื้นที่สุดก่อนจะพร้อมใจกันกราดยิงทุกพื้นที่ที่ปืนกลของพวกเขาจะยิงได้ เสียงปืนกลดังเหมือนข้าวตอกแตกก้องสะท้อนราวป่ายาวเหยียด ไม่มีใครรู้ว่าเป้าหมายอยู่ที่ไหน ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันสิ้นฤทธิ์หรือยัง ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องยิงไปอีกนานเท่าไหร่.....

 

ทันใด หิมะก็ระเบิดกระจายเป็นฝอยที่ริมแนวกระจุกต้นสนห่างออกไปราวสามร้อยเมตร มันดูเหมือนการระเบิดจากแรงสะท้อนถอยและแก๊สของปืนไรเฟิลใหญ่ๆมาก ไม่ต้องรอให้มีใครออกคำสั่งหรือแจ้งเตือน ทั้งสองรังปืนกลระดมยิงใส่จุดนั้นทันที หิมะที่กระจายอยู่แล้วยิ่งฟุ้งตลบ จนเมื่อสายกระสุนที่บรรจุสามร้อยนัดของแต่ละกระบอกหมดลง รังปืนกลทั้งสองจึงหยุดยิงก่อนที่ทหารคนหนึ่งจะยกกล้องส่องทางไกลขึ้นมอง รอยสีแดงคล้ำเหมือนเลือดกระจายกระจายอยู่ในหมู่หิมะตรงจุดนั้น

 

“มีรอยเลือด ป้อมหนึ่งขอคำยืนยัน”

“เห็นเหมือนกัน” เสียงวิทยุตอบกลับมา

“อย่าเพิ่งวางใจ พวกมันอาจจะมากันหลายคนก็ได้”

 

แต่ละวินาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้าขณะเหล่าทหารรอคอยด้วยใจเต้นระทึก ดวงตาไม่อาจละจากศูนย์ปืนได้ ทุกคนต่างกวาดมองไปตามทุ่งหิมะขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา เน้นที่แนวถนนซึ่งก็มีหิมะปกคลุมขาวโพลนไม่ต่างจากรอบข้าง พวกมันยังอยู่หรือเปล่า เขาจะต้องแตกสลายไปเหมือนกันหรือเปล่า.....

 

ไม่มีใครเห็นเลยว่าทหารสองนายที่เหลืออยู่ในป้อมแรกโดนเก็บไปอย่างเงียบเชียบ

 

แล้วจู่ๆ เนินหิมะอีกด้านหนึ่งของทางรถไฟก็ระเบิดตูมใหญ่ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงระเบิดเบาๆ ติดๆกันอีกสามสี่ลูก มันจะไม่ใช่ปัญหาเลยถ้าแต่ละลูกไม่ได้อยู่ห่างกันเป็นสิบหรืออาจจะเป็นร้อยเมตร....

 

“ป้อมสาม ป้อมสี่ ป้อมหนึ่งป้อมสองโดนโจมตี ขอกำลัง.....”

เสียงของทหารหนุ่มขาดหายเมื่ออะไรบางอย่างเฉือนผ่านลำคอ เลือดสีแดงฉานสาดกระจายทั่วปื้นที่ในวงกระสอบทราย ทหารร่วมรังปืนกลอีกสี่คนหันขวับ แต่สิ่งที่พวกเขาเห็นก็มีเพียงแสงแวววับจากมีดปลายแหลมยาวเกือบฟุตที่ตวัดวูบผ่านอากาศ ปลิดชีพเจ้าของร่างก่อนจะตามมาแทงทะลุแกนวิญญาณของพวกมันจนแตกสลายหายไปในพริบตา

 

“สุมาเน่อ แต่ช่วยบ่ได้ อยากมาอยู่ตรงที่อ้ายจ้าดมองบ่หันเอง”

ตานีน้อยผมสั้นชำเลืองมองห้าร่างที่นอนจมกองเลือด เธอเองก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้เท่าไหร่หรอก แต่ไม่มีทางเลือก และภาพใบหน้าที่มีน้ำตาไหลอาบแก้มของน้องสาวที่ถูกมนุษย์ทำร้ายก็ยังแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของเธอ....

 

“พี่ว่าคราวหลังหาวิธีอื่นที่เจ้าของร่างไม่ต้องตายน่าจะดีกว่ามั้ย” เด็กหนุ่มหน้าดุผู้ไต่ตามรุ่นน้องสาวขึ้นมาติดๆหรี่ตาเบือนหน้าหนีภาพสยองขวัญเบื้องหน้า แต่ก็ไม่อาจหนีกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งที่ลอยมาเตะจมูกได้

“จะพยายามละกันเน่อ” น้ำว้าตอบ แต่ก็อย่างไม่ได้จริงจังอะไรนัก เธอก้มลงหยิบระเบิดลูกใหญ่สองลูกออกมาจากเป้หลังของเธอและรุ่นพี่หนุ่ม มันเป็นระเบิดแรงสูงแบบเฉพาะของหน่วยอาวุธระยะใกล้ ต่อพ่วงกับอุปกรณ์ตั้งเวลา

 

“เต็นท์หนึ่ง เต็นท์สอง เกิดอะไรขึ้น ขอคำยืนยันการขอกำลังเสริม เปลี่ยน”

เสียงจากอีกฟากหนึ่งของสะพานดังออกมาจากวิทยุซึ่งยามนี้จมอยู่ในกองเลือดที่เนืองนองไปทั่วรังปืนกล จ้าดหยิบมันขึ้นมาก่อนจะพูดตอบกลับไป

“ไม่เป็นไรแล้ว เราจัดการเรียบร้อยแล้ว เปลี่ยน”

“แน่ใจน.... เฮ้ย !?

 

เสียงโวยวายดังมาจากอีกฟากหนึ่งของสะพาน แม้ไม่ต้องใช้วิทยุก็ยังได้ยิน จ้าดรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนสาวผู้รับช่วงต่อสไนเปอร์ไรเฟิลจากเขาเริ่มยิงแล้ว....

 

“โอเคน้ำว้า ทางสะดวก”

“อื้ม”

 

เด็กหญิงพยักหน้า ก่อนจะเผ่นแผล็วลงจากเนินคอสะพาน ตานีน้อยผูกระเบิดติดกับขารับน้ำหนักของสะพาน ก่อนจะโหนโครงเหล็กข้ามไปผูกกับอีกขาหนึ่งอย่างคล่องแคล่วเหมือนลิง ทหารในรังปืนกลที่อีกฟากต่างพะวักพะวงอยู่กับพลซุ่มยิงลึกลับจนไม่สังเกตร่างในชุดพรางหิมะเลยแม้แต่น้อย และเพียงไม่ถึงสองนาที เธอก็กลับขึ้นมาบนเนินคอสะพานอีกครั้ง

 

“เรียบร้อยแล้วฟ้า”

“รับทราบ”

 

สองสหายร่วมรบต่างวัยต่างเผ่าพันธุ์กระโจนลงจากเนินคอสะพานก่อนจะวิ่งกลับไปหาแนวถนน เด็กหนุ่มหน้าดุและเด็กหญิงผมสั้นเกือบมองไม่เห็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อลายพรางหิมะที่วิ่งเข้ามา แต่ถึงจะไม่เห็นจริงๆ คนขับก็คงไม่ชนพวกเขาอยู่แล้ว รถเบรกเอี๊ยดจนหิมะกระจายอย่างไม่สนใจจะพรางตัว แถวนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอีกแล้วนอกจากที่คอสะพานอีกด้านหนึ่ง และพวกเขาก็กำลังกระหน่ำยิงไปอีกด้านหนึ่งอย่างบ้าคลั่ง พวกเขาไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ทุ่มเทป้องกันอย่างยากลำบากกำลังจะพังทลายลงในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า....

 

เสียงระเบิดดังกึกก้อง สะท้อนไปตามแนวป่าและเนินเขา แท่งเหล็กขาดออกทันทีเมื่อดินระเบิดแรงสูงถูกจุด น้ำหนักมหาศาลของรางรถไฟ หมอนรองราง และตัวสะพานเองดึงให้แท่งเหล็กที่มีจำนวนไม่เพียงพอจะรับแรงได้ค่อยๆหงิกงอก่อนจะขาดผึงเสียงดังสนั่น แล้วสะพานทั้งสะพานก็พังครืนลงสู่ลำธารเบื้องล่าง พร้อมๆกับทางรถไฟที่ขาดออกจากกัน ที่เหลือบนฝั่งก็บิดเบี้ยวเสียรูป ไม่มีรถไฟขบวนใดจะผ่านเส้นทางนี้ได้อีกแล้ว อย่างน้อยก็ในคืนนี้

 

“โอเคกล้วย สกัดดาวรุ่งเรียบร้อยแล้ว”

 

 

ท้องฟ้าที่ครึ้มมาตั้งแต่เย็น บัดนี้เริ่มกระจ่างขึ้นแล้วเมื่อความกดอากาศสูงจากทางตะวันตกเฉียงเหนือพัดเมฆทึบให้กระจายออก แสงดาวระยิบระยับเหนือท้องฟ้าที่ไร้แสงรบกวนของตัวเมืองเชียงผาน แต่ดูเหมือนจะไม่มีผู้ใดในเมืองมีกะจิตกะใจจะมองขึ้นไป ในเมื่อผู้บังคับบัญชาเพิ่งจะสั่งลงมาว่าอาจมีการโจมตีคืนนี้ และเพิ่งจะมีข่าวล่ามาเร็วมาเมื่อกี้นี้เองว่าเชียงม่วนถูกโจมตี....

 

ในขอบเขตเมืองที่ไม่ใหญ่นักเงียบกริบ แต่บรรยากาศกลับตึงเขม็งพอๆกับเคเบิลที่รับน้ำหนักสะพานข้ามแม่น้ำผานที่กลางเมือง เหล่าทหาร หรือหากจะพูดให้ถูกน่าจะเป็นเหล่าวิญญาณร้ายของอดีตทหารที่อาศัยร่างคนอื่นอยู่ต่างซุ่มเงียบอยู่ที่ตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย อาวุธประจำกายบรรจุกระสุนเรียบร้อย เตรียมพร้อมจะยิงอะไรก็ตามที่บุกเข้ามา

 

แต่ก็ไม่ใช่ทุกตน อย่างน้อยก็ไม่ใช่ทหารหนุ่มที่นั่งเอนหลังพิงปืนกลหลับน้ำลายยืดอยู่บนรังปืนกลทางตะวันออกของตัวเมือง

 

“เฮ้ย ไอ้ก๊อด !

“โอ๊ย ใครวะ !?”

หลับไปได้ไม่ทันไร ทหารหนุ่มมีอันต้องสะดุ้งตื่นเมื่อมีอะไรบางอย่างฟาดใส่หัวเขาจากด้านหลังดังป้าบ แต่ก็ต้องยั้งตัวเองไว้แทบไม่ทันเมื่อเห็นว่าเบื้องหน้าคือร่างกำยำที่มีรอยสักเต็มตัวของจ่าประจำหมู่ปืนใหญ่ของเขานั่นเอง

 

“อ้าว จ่า.....”

“หลับยามนะเอ็ง” จ่าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ได้ยินหมู่ทางโน้นว. มาว่าท่านแหวนกำลังตระเวนตรวจนะเว้ย มาใกล้แถวนี้แล้วด้วย”

“หะ หา.... ท่านแหวนมาเหรอครับ !?

 

ทหารหนุ่มสะท้าน เมื่อเห็นหัวหน้าของเขาพยักหน้าก็ยิ่งหนาวสันหลังเยือก ตานีสาวได้ชื่อว่าโหดพอๆกับเฮอร์ลิตซ์ ท่านผู้นำผู้มีชื่อเสียงแห่งยันระเมอเมื่อครั้งสงครามโลก จริงอยู่เธอติดดิน เป็นกันเองและพร้อมจะร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าทหารระดับปฏิบัติการ ไม่เหมือนผู้นำสูงสุดที่พวกเขาแทบไม่เคยเห็นหน้า แต่หากทำอะไรไม่ตรงตามเป้าหมายที่เธอตั้งเอาไว้ โดยเฉพาะจากความประมาทหรือขี้เกียจล่ะก็ มีแตกสลายหายไปไม่รู้ตัวเอาง่ายๆ

 

“ก็เออสิวะ” ชายผู้มีรอยสักทั่วตัวตอบเสียงระคายหูก่อนจะขู่ซ้ำ “ถ้าท่านเห็นว่าเอ็งหลับยามล่ะก็ซวยแน่ แล้วเอ็งซวยข้าไม่ว่า มันจะซวยมาถึงข้านี่สิ”

“ครับ.....”

 

จ่าเดินกลับเข้าไปในที่พักหลังรังปืนกล ขณะชายหนุ่มในชุดลายพรางหิมะยันตัวลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจนัก บิดขี้เกียจร่างกายที่เมื่อยขบก่อนจะหมอบลงไปเอาปืนกลเข้าประทับบ่าอีกครั้ง มือยกขึ้นขยี้ตาอย่างง่วงงุนพลางบ่นอุบอิบในใจ อะไรกันว้า แหกโลกหลังความตายออกมานึกว่าจะได้อาละวาดให้สนุก ดันต้องมาลำบากอดตาหลับขับตานอน หนาวก็หนาว แถมยังต้องเสี่ยงกับการแตกสลายไปแล้วไปลับอีก

 

ที่แย่ไปกว่านั้น เขาดันโดนสั่งให้มาประจำป้อมปืนด้านตะวันออกสุดนี่เสียด้วย มันติดกับป่าแสนคำชนิดแทบจะวิ่งลงไปหักกิ่งสนมาก่อไฟได้ หากข้าศึกบุกมาทางป่าแสนคำอย่างที่ฝ่ายยุทธศาสตร์ประเมินมาจริง เขาจะเป็นด่านแรกอย่างช่วยไม่ได้ และนั่นเท่ากับเพิ่มความเสี่ยงต่อการแตกสลายเป็นเท่าตัว วิญญาณอดีตทหารเริ่มคิดแล้วว่าคุ้มกันหรือเปล่าที่ตัดสินใจออกมาจากโลกหลังความตาย

 

ก๊อดมองผ่านศูนย์หลังทะลุศูนย์หน้าออกไปยังพื้นที่การยิง จากบนเนินที่ตั้งของรังปืนกล เขาสามารถมองเห็นแนวชายป่าแสนคำที่ทอดตัวขนานกับถนนเลี่ยงเมืองเชียงผานได้อย่างชัดเจน ไกลออกไปทางขวามือ ทางรถไฟสายหลักเหนือ-อีสานที่ไม่ได้ใช้มานานกว่าหนึ่งเดือนมองเห็นเป็นรอยบุ๋มอยู่ท่ามกลางแนวป่าและกองหิมะที่ทับถม แต่ทุกอย่างเงียบสนิทจนแทบจะเป็นวังเวง ไม่มีแม้แต่จิ้งจอกหรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆสักตัวในสายตา เขาจะต้องนั่งมองทิวทัศน์เปล่าๆแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่กันหนอ....

 

แล้วหางตาของเขาก็เห็นอะไรแว้บๆอยู่ในหมู่ต้นสน อะไรบางอย่างที่ดูเหมือนมีลายสีขาวดำ

 

สมิง ?

 

แต่มันหายไปแล้ว และก๊อดก็ไม่อยากเปลืองกระสุนโดยใช่เหตุ กระสุนที่นี่ขาดแคลนพอๆกับน้ำมันเพราะโดนกั๊กเอาไว้ที่เชียงม่วน ชายหุ่มเม้มปากพลางพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างเซ็งแกมหนักใจ อยากให้ป้องกันเมือง แต่ดันไม่มีอะไรให้เลยเนี่ยนะ บ้าไปแล้ว....

 

แต่ก่อนที่เขาจะทันได้คิดอะไรต่อ สายตาของทหารหนุ่มเคราะห์ร้ายก็พลันดับวูบ เมื่อกระสุนหัวทำลายวิญญาณทะลวงผ่านแกนวิญญาณ ความรู้สึกสุดท้ายเหมือนถูกถีบกระเด็นออกจากร่าง ก่อนที่อะไรบางอย่างจะระเบิดจากภายในฉีกพลังงานวิญญาณออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย....

 

จ่าเหลือบมองออกมาจากในที่พัก แล้วก็ส่ายหน้าเมื่อเห็นลูกน้องฟุบหลับลงไปกับปืนกล เขาเข้าใจว่าอดหลับอดนอนกันมาหลายคืน แต่แบบนี้มันจะมากเกินไปแล้ว ทหารร่างใหญ่วางถ้วยกาแฟในมือก่อนจะย่างสามขุมออกไปหมายกระชากคอลูกน้องมาทำโทษสักสิบยี่สิบยก แต่ก่อนที่เขาจะทำเช่นนั้นได้ ทั้งที่ยังเดินไม่ถึงตัวลูกน้องหนุ่ม ร่างที่มีรอยสักเต็มตัวก็ร่วงลงกับพื้น พร้อมๆกับแกนวิญญาณที่แตกสลายตามพลทหารเคราะห์ร้ายไป....

 

ไม่มีใครมีชีวิตอยู่ทันดูสองเด็กสาวในชุดพรางหิมะที่ย่องผ่านรังปืนกลไปสักคน

 

“จากตรงนี้ไปมีคลื่นรบกวน ดาวเทียมสแกนพลังงานวิญญาณจะใช้บ่ได้แล้วเน่อ ระวังหื้อมากขึ้นด้วย”

“อื้ม กล้ายก็ด้วยเด้อ”

สองสหายร่วมรบกระซิบเตือนกันขณะแนบตัวกับกำแพงคอนกรีตเย็นเยือกของบ้านหลังหนึ่งในเขตชานเมืองด้านตะวันออก ไรเฟิลจู่โจมในมือประทับบ่าชี้ตรงไปเบื้องหน้า มันดูแปลกตากว่าที่เคยเห็นอยู่บ้างตรงที่มีที่เก็บเสียงทรงกระบอกติดอยู่ที่ปลายลำกล้อง มองดูเหมือนมีไส้กรอกอีสานอันใหญ่เสียบอยู่ ดูน่ากินในสายตาของสมิงสาวผู้ท้องเริ่มจะหิวอยู่ไม่น้อย

 

แถบนี้ดูเหมือนจะเป็น หรือถ้าจะพูดให้ถูกยิ่งขึ้นควรจะใช้คำว่าเคยเป็นเขตบ้านจัดสรร บ้านทรงเหลี่ยมแบบสมัยใหม่สีเทาบ้างน้ำตาลบ้างเรียงรายกันเป็นแถว หิมะขาวทับถมสูงเกือบครึ่งชั้นล่าง แต่ทุกหลังมืดมิดไร้ซึ่งชีวิต หลายหลังมีร่องรอยถูกทำลาย ตานีสาวผมหางม้าอดถอนหายใจอย่างเศร้าๆไม่ได้ วันนี้เป็นคืนวันเสาร์ แม้จะดึกแล้ว แต่หากเป็นวันปกติก็คงยังมีแสงอันอบอุ่นจากโทรทัศน์และเตาผิงลอดออกมาบ้าง ทุกอย่างหายไปเพราะความกระหายของคนคนเดียวแท้ๆ....

 

“พวกเฮาต้องไปไสนะ” สมิงสาวกระซิบถาม

“โรงเรียนเชียงผานวิทยานุสรณ์ฝั่งมัธยม อยู่อีกฟากนึงของเมือง” กล้ายตอบ พวกเธอต้องไปปิดอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาที่นั่น เพื่อเปิดทางให้เหล่าวิญญาณทั้งหลายเข้ามายึดเมืองได้

“ไกลเท่าได๋”

“สักสามกิโลมั้ง”

 

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมกะระยะคร่าวๆจากแผนที่ในแทบเล็ตที่สวมอยู่กับข้อมือ ระยะแค่นี้ไม่ไกลเลยในเวลาปกติ วิ่งไปแค่สิบว่านาทีก็ถึง แต่ยามนี้พวกเธอทำเช่นนั้นไม่ได้ หลังคาบ้านและดาดฟ้าตึกทุกแห่งอาจมีพลซุ่มยิงคอยส่องหัวอยู่ และในเมื่อมีคลื่นรบกวนซึ่งคงจะเป็นฝีมือของฝ่ายตรงข้าม พวกเธอก็ไม่อาจรู้ล่วงหน้าได้ว่าต้องไปทางไหนถึงจะพ้นจากวิถีปืนของพวกมัน และหากพวกเธอโดนส่องขึ้นมาแม้เพียงนัดเดียว นั่นก็หมายถึงความตาย....

 

“กล้าย หมิง เลี้ยวซ้ายไปตามถนนเส้นเล็กข้างหน้า เท่าที่เห็นทางสะดวก”

โชคยังดี สมิงสาวแห่งป่าแสนคำและหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมไม่ได้ตาบอดเสียทีเดียว กล้วยและน้ำไทหมอบอยู่บนยอดเนินพระราชวังโบราณทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง ด้วยความที่มันเป็นทั้งของโบราณสถานจึงเป็นที่โล่งขนาดใหญ่ ทำให้พวกเธอมองเห็นตัวเมืองเบื้องล่างได้อย่างชัดเจนไม่มีอะไรบดบัง

 

“รับทราบ”

กล้ายตอบเพื่อนสาวกลับไปผ่านวิทยุ ขณะสัตว์ภูตสาวเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระวังระไว แล้วสองคู่รักคู่แค้นต่างเผ่าพันธุ์ก็ออกวิ่งอย่างเงียบกริบจากบ้านหลังหนึ่งไปยังอีกหลังหนึ่ง หมิงอดสังเกตไม่ได้ว่าถนนหนทางดูเงียบสงัด ไร้เงาทหารหรือแม้แต่วิญญาณอิสระที่ควรจะลาดตระเวนอยู่บ้าง ทั้งที่ก่อนหน้านี้สองสามวันมีการเคลื่อนไหวอยู่ไม่น้อย สมิงสาวเดาว่าพวกมันคงจะออกไปตรึงกำลังกันรอบนอกของเมืองหมดล่ะมั้ง คงไม่มีใครคิดว่าจะมีข้าศึกเล็ดลอดเข้ามาได้ถึงในนี้

 

“หยุด ข้างหน้าต้องสงสัยว่าจะเป็นรังพลซุ่มยิง”

สองสหายในเมืองใหญ่ชะงักฝีเท้าก่อนจะทิ้งตัวลงหมอบทันทีตามสัญชาตญาณเมื่อได้ยินเสียงเฉียบขาดของเพื่อนสาวหน้าจืด

 

“ตรงได๋” ตานีสาวผมหางม้าถามกลับ

“บนป้ายหน้าซูเปอร์มาร์เก็ต ลับมุมไปอีกประมาณห้าร้อยเมตร กล้ายกับหมิงบ่น่าจะมองหัน”

 

หมิงทำท่าจะชะโงกหน้าออกไปดูจุดที่เพื่อนสาวบอก แต่หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมรั้งตัวเธอไว้ แม้พวกเธอจะอยู่ในชุดพรางเต็มยศ แต่เธอก็ไม่อยากเสี่ยง

 

“แปลว่าหมู่เฮาต้องอ้อมไปแม่นก่อ”

“อ้อมไปดีกว่า อย่าเสี่ยงยิงในเมืองเลย”

“รับทราบ”

 

เด็กสาวผมหางม้าทั้งสองถอยร่นกลับไปตามทางเก่าก่อนจะเลี้ยวเข้าถนนอีกเส้นหนึ่ง แต่เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว พวกเธอก็ต้องเบรกจนแทบลื่นล้มไปกับพื้นหิมะอีกครั้งเมื่อเสยงของกล้วยดังขึ้นในหูฟัง คราวนี้ร้อนรนกว่าเดิม

 

“หยุด หาที่ซ่อน มีรถมา ทั้งข้างหน้าข้างหลังเลย !

ไวเท่าความคิด สองสหายต่างเผ่าพันธุ์หลบวูบเข้าหลังที่ทิ้งขยะของอพาร์ตเมนต์ กลิ่นขยะที่ไม่ได้ถูกจัดการมานานเป็นเดือนเหม็นเน่าจนแสบจมูกโดยเฉพาะสำหรับสมิงสาว แต่เธอก็กลั้นหายใจ ออกไปตอนนี้จะไม่ได้แค่แสบจมูกแน่

 

หูที่มีขนปุกปุยได้ยินเสียงรถแล่นใกล้เข้ามาเรื่อยๆจากทั้งสองทาง แต่แทนที่มันจะแล่นสวนกันแล้วจากไป มันกลับหยุดเยื้องจากตำแหน่งที่พวกเธออยู่ไปไม่มากนัก เสียงเครื่องยนต์เงียบลง ตามมาด้วยเสียงเปิดประตูรถและเสียงสวบสาบจากรองเท้าคอมแบตที่ย่ำลงไปบนหิมะ หัวใจของสมิงสาวเต้นตูมตามกลัวว่าอีกฝ่ายจะโผล่ออกมาจ๊ะเอ๋เธอข้างหลังนี้เมื่อไหร่ก็ได้ แต่เสียงรองเท้าไม่ได้เดินเข้ามาทางเธอ มันดูจะอยู่แค่บนทางเท้าใกล้ๆเท่านั้น

 

แล้วเสียงพูดที่คุ้นหูก็ดังขึ้น

 

“เจออะหยังบ้างก่อ”

“แหวนนี่ !?” เด็กสาวหน้าเสืออุทานเสียงแผ่ว แต่เมื่อเห็นสายตาเขียวปั้ดจากหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก็เงียบทันที เธอเงี่ยหูฟังต่อ

“เจอรอยเท้าครับ จากรังปืนฝั่งตะวันออกที่มีคนโดนซุ่มยิงนั่นแหละ” คำตอบของทหารผีร้ายทำให้หน่วยปฏิบัติการลับทั้งสองหนาวเยือก ฝ่ายตรงข้ามรู้แล้วว่าพวกเธออยู่ที่นี่ “แต่มันขาดๆหายๆ รอยเท้าสุดท้ายที่เจอคือตรงแยกนั่นครับ มันหายไปกับรอยยางรถ”

“หาต่อไป หมู่มันอยู่แถวนี้แหละ ไปได้บ่ไกลกว่านี้หรอก” เสียงเฉียบขาดของตานีสาวหัวหนามสั่ง “หันอะหยังบ่น่าไว้ใจยิงได้เลยบ่ต้องย่านกระสุนหมด ข้าขอกำลังเสริมไปที่เชียงม่วนแล้ว อีกสักสองชั่วโมงน่าจะมาถึง”

 

แม้ใจจะเต้นโครมครามจนแทบทะลุอกออกมาข้างนอก ตานีสาวผมหางม้าก็พอจะจับน้ำเสียงขมขื่นในประโยคสุดท้ายของอดีตเพื่อนร่วมหน่วยอาวุธจู่โจมได้ และฟังจากคำพูดของเธอแล้วมันคงไม่ใช่เพราะปฏิบัติการของทีมสกัดดาวรุ่งแน่ๆ กล้ายอดสงสารฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ เธอคงต้องเจ็บใจยิ่งขึ้นอีกหลายเท่าเมื่อได้รู้ว่ากำลังเสริมที่ขอไปจะไม่มีวันมาถึงทันเวลา.....

 

“พวกมันไปกันแล้ว” สมิงสาวกระซิบเมื่อได้ยินเสียงรถวิ่งห่างออกไป “ไปกันต่อเลยบ่”

“เดี๋ยว รอดูก่อนสักแป๊บ”

 

เด็กสาวทั้งสองคุกเข่านิ่งอยู่อีกอึดใจใหญ่ จนเมื่อแน่ใจว่าทหารลาดตระเวนคงไม่กลับมาทางนี้อีกในเวลาอันใกล้ก็เริ่มเคลื่อนที่อีกครั้ง คราวนี้เลาะไปตามสวนหลังบ้านแทนที่จะออกไปเดินบนถนนด้านหน้า บ้านส่วนใหญ่ของรัฐเวียงตาน หรือหากจะพูดให้ถูกคือสารขัณฑ์แทบจะทั้งประเทศถูกกั้นจากกันเพียงแค่รั้วเตี้ยๆ สูงเพียงแค่เอวหรืออย่างมากก็ระดับอก และด้วยหิมะที่ทับถมมาตลอดเวลาเกือบสามเดือนมันก็เหลือร่องรอยให้เห็นเพียงแนวเล็กๆ ที่ไม่สูงไปกว่าตาตุ่มมากนัก ข้อเสียอย่างเดียวคือรอยเท้าที่เหลือทิ้งไว้นั้นเด่นชัดกว่าเดินริมถนนที่หิมะแข็งและมีทั้งรอยเท้า รอยยางรถและรอยถูกกวาดช่วยปกปิดอีกชั้น แต่ตอนนี้ถนนอันตรายเกินกว่าจะเดินได้แล้ว

 

“กล้าย หมิง เป็นจะไดบ้าง” เสียงของกล้วยดังขึ้นจากหูฟังหลังจากเงียบไปนาน

“เมื่อกี้เกือบโดนอยู่ แต่บ่เป็นหยังแล้ว” หมิงกระซิบตอบขณะสาวเท้าย่ำหิมะอ่อนนุ่มที่ทำเธอจมลงไปเกือบครึ่งแข้ง

“ตอนนี้หมู่ผีร้ายเริ่มเข้ามาลาดตระเวนในเมืองกันเยอะมากแล้ว ระวังด้วยเน่อ ถ้ามีกลุ่มได๋เข้าใกล้มากๆ ข้าเจ้าจะบอกละกัน”

“อื้ม”

 

แต่เดินผ่านบ้านไปเกือบสิบหลัง สองคู่กัดก็เจอทางตัน มีตรอกเล็กๆ รถผ่านได้ไม่ถึงสองคันดีตรอกหนึ่งขวางพวกเธอเอาไว้ ก่อนจะเป็นกำแพงสูงลิ่วท่วมหัวของอะไรสักอย่างที่ดูเหมือนโรงงานหรือไม่ก็โกดังเก็บสินค้า การปีนไม่ใช่ปัญหาของพวกเธออยู่แล้ว แต่ถ้าปีนสุ่มสี่สุ่มห้า สไนเปอร์อาจจะส่องพวกเธอเอาได้ง่ายๆ

 

“เอาจังไสดีกล้าย”

“ถามกล้วยก่อน” ตานีสาวผมหางม้าตอบก่อนจะวิทยุหาเพื่อนสาว “กล้วย ใกล้ๆข้ามีทหารอยู่บ้างก่อ”

“มี ทางซ้ายห่างประมาณห้าสิบเมตร ขวาห่างประมาณเจ็ดสิบเมตร นั่นเท่าที่หันเน่อ มีตึกบังถนนอยู่บางส่วนเหมือนกัน” เด็กสาวหน้าจืดตอบ ดวงตายังคงแนบอยู่กับกล้องเล็งสไนเปอร์ไรเฟิลของเธอ ตอนนี้เพื่อนสาวทั้งสองเข้ามาใกล้ศูนย์กลางของเมืองแล้ว ตึกสูงจึงเยอะขึ้นและบดบังถนนหลายเส้นจากสายตา

“กล้วยคึดว่าจะไปจะไดต่อดี” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถามต่อ จริงๆเธอมีแผนอยู่ในใจแล้ว แต่มันออกจะบ้าบิ่นตามนิสัยเธอเกินไปหน่อย เธออยากลองฟังความเห็นของเพื่อนสาวผู้ใจเย็นเป็นไนโตรเจนเหลวดูก่อน

“ข้าเจ้าว่าน่าจะรอหื้อทั้งสองกลุ่มไปจากตรงนั้นก่อน” กล้วยตอบกลับมา “หมู่เฮาเสี่ยงหื้อหมู่เปิ้นเจอตัวบ่ได้”

“อื้ม จะอั้นรอก่อน”

 

ตานีสาวผมหางม้าและสมิงสาวแห่งป่าแสนคำแนบตัวเข้ากับกำแพงบ้านร้างแล้วซุ่มเงียบรอให้ทหารกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจากไป แต่จนแล้วจนรอด เวลาผ่านไปเกือบยี่สิบนาทีแล้วทั้งสองกลุ่มก็ยังเฝ้าอยู่ที่เดิม กล้ายยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูอย่างกระวนกระวาย เสียเวลาไปมากกว่านี้ไม่ดีแน่ รถไฟบรรทุกยุทโธปกรณ์จากเชียงม่วนกำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ ถ้าฝ่ายประจิมรู้ว่าทางรถไฟถูกระเบิดพวกมันอาจจะมองแผนการทั้งหมดของพวกเธอออกทันทีก็ได้ พวกเธอต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว

 

“กล้วย รอบ่ได้แล้ว หมู่เฮาจะเสี่ยงข้ามถนนนี่ออกไป”

“จะดีก๋ากล้าย” น้ำเสียงของราชินีตานีแฝงแววเป็นห่วงระคนกังวล “ถ้าหมู่มันหันขึ้นมานี่เรื่องใหญ่เลยเน่อ”

“ก็ยังดีกว่ารออยู่ตรงนี้หื้อหมู่มันมาเจอแหละ” กล้ายตอบ “อีกอย่าง ถ้าเกิดหมู่มันหันขึ้นมาแต๊ๆ ก็มีกล้วยช่วยยิงสนับสนุนอยู่แล้วนี่”

“ข้าเจ้าก็ยิงบ่ทันหรอกเน่อถ้าหมู่มันแห่กันมา”

“ข้าเชื่อมือกล้วย” ตานีสาวผมหางม้าโยนความหนักใจไปให้เพื่อนสาวเสียแล้ว “แต่จะไดข้าจะระวังตัวที่สุดละกัน”

“อื้ม”

 

กล้ายหันไปพยักหน้าให้เพื่อนสาว แล้วสองสหายร่วมรบก็กระโจนพรวดข้ามถนนก่อนจะวิ่งไม่คิดชีวิตไปหลบอยู่ในหลืบทางเข้าโรงงาน หูของสมิงสาวยังไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวใดๆจากที่ตั้งของทหารทั้งสองกลุ่ม พวกเธอข้ามมาได้อย่างปลอดภัย

 

แต่ไม่กี่วินาทีต่อมางานใหม่ก็งอก เสียงรถคันหนึ่งกำลังใกล้เข้ามา พร้อมๆกับเสียงที่มีแวววิตกเจืออยู่เข้มข้นของราชินีตานีที่ดังขึ้นจากหูฟัง

 

“มีรถกำลังวิ่งมา หาที่หลบเดี๋ยวนี้ !

 

พูดง่ายแต่ทำยาก หลืบทางเข้าโรงงานไม่มีอะไรพอที่จะกำบังพวกเธอเลย ครั้นจะปีนข้ามประตูที่มีเหล็กแหลมอยู่ด้านบนก็ดูจะไม่ใช่ความคิดที่ดี และถ้าออกไปตอนนี้รถก็ต้องเห็นพวกเธอแน่นอน ทางเลือกเดียวคือซุ่มเงียบอยู่ในหลืบนี้ ภาวนาให้รถผ่านไปโดยมองไม่เห็นพวกเธอ....

 

แต่คำภาวนาไม่ได้ผล รถเบรกเอี๊ยดตรงหน้าทางเข้าพอดีราวกับรู้ว่าพวกเธออยู่ที่นี่ เด็กสาวทั้งสองทันเห็นปากกระบอกไรเฟิลจู่โจมห้ากระบอกชี้ตรงมาที่เธอจากในห้องโดยสาร....

 

ไวเท่าความคิด เด็กสาวทั้งสองทิ้งตัวลงหมอบพร้อมๆกับนิ้วที่เหนี่ยวไกค้าง กระสุนนัดหนึ่งพุ่งเข้าเจาะไหล่ของตานีสาว อีกนัดเฉี่ยวผ่านหัวเด็กสาวหน้าเสือไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด แต่มันก็ไม่อาจต้านทานอานุภาพของกระสุนหัวทำลายวิญญาณทั้งหกสิบนัดที่ถูกกราดไม่ยั้งเข้าทะลุแกนวิญญาณของพวกมันได้ เพียงไม่กี่วินาทีทหารทั้งห้านายก็ร่วงลงไปกองสลบไสลไม่ได้สติอยู่กับเบาะรถ

 

แต่ยิงห้าคนนี้ได้ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นมากนัก ทหารคนอื่นๆรู้แล้วว่าพวกเธออยู่ที่นี่....

 

“กล้ายกินยาเร็ว !” หมิงกระซิบบอกเพื่อนสาวอย่างร้อนรน เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาแล้ว

“กินอยู่ !” ตานีสาวผมหางม้าตอบด้วยเสียงสูงไม่แพ้กัน เธอกลืนยาสมานแผลเข้าไปอึกเดียวหมดก่อนจะวิทยุหาเพื่อนสาวบนเนินพระราชวังโบราณ “กล้วย ช่วยยิงที !

“รับทราบ”

 

การยิงสนับสนุนที่ขอไปถูกจัดมาให้ทันที เสียงสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยักษ์ที่เธอคุ้นเคยดังกึกก้องทั่วหุบเขา พร้อมกับเสียงของหนักร่วงลงไถลไปกับพื้นหิมะและเสียงเอะอะโวยวายถึงพลซุ่มยิงของเหล่าทหาร กล้ายกับหมิงเปลี่ยนซองกระสุนเสร็จก็โผล่หัวออกไปสาดกระสุนบ้าง ทหารเกือบยี่สิบคนทั้งสองกลุ่มที่มัวแต่พะวักพะวงกับพลซุ่มยิงปริศนาจนไม่กล้าขยับร่วงลงไปกองกับพื้นหิมะเหมือนใบไม้ร่วง แต่เด็กสาวทั้งสองรู้ว่าอีกไม่นานพวกเธอจะไม่ได้รับมือแค่สิบหรือยี่สิบคนอีกต่อไป....

 

“น้ำไทยิงสองตนบนป้ายโฆษณา แล้วช่วยยิงกดหื้อเอื้อยกล้ายกับเอื้อยหมิงเน่อ เดี๋ยวเอื้อยจะพยายามยิงฮ.”

“เจ้า !

ตานีน้อยผมเปียแนบดวงตากับสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยาวของเธอก่อนจะเหนี่ยวไกยิงสองนัดซ้อน ขณะกล้วยเปลี่ยนเป้าหมายไปหาเฮลิคอปเตอร์โจมตีสีดำที่กำลังสตาร์ตเครื่องเตรียมบินขึ้นอยู่ที่ดาดฟ้าโรงพยาบาลทางตะวันตกของเมือง หากมันบินขึ้นได้ล่ะก็ พวกเธอทั้งสี่ตนไม่มีทางหลบจากสายตาของมันได้แน่

 

เด็กสาวหน้าจืดเปลี่ยนซองกระสุนเป็นหัวทำลายสสารแบบเจาะเกราะก่อนจะเล็งไปยังห้องเครื่องยนต์ ประกายไฟปะทุออกมาเล็กน้อยเมื่อกระสุนเส้นผ่านศูนย์กลางครึ่งนิ้วพุ่งผ่านเครื่องยนต์ก่อนที่มันจะพ่นเศษเหล็กที่หลายชิ้นร้อนจนเป็นสีแดงกระเด็นออกมาทั่วลานจอด

 

กล้วยวางสไนเปอร์ไรเฟิลกระบอกยักษ์คู่ใจก่อนจะเปลี่ยนไปเรียกปืนกลในที่เก็บอาวุธมายิงกราดกดหัวคู่ต่อสู้บ้าง ขณะตานีน้อยผมเปียเหนี่ยวไกสไนเปอร์ไรเฟิลของเธอเก็บเป้าหมายที่ดูน่าจะสำคัญไปทั่วเมือง ความน่ากลัวของสไนเปอร์คือไม่มีใครรู้ว่าอีกฝ่ายยิงมาจากที่ไหน และเพราะฉะนั้นจึงไม่รู้ว่าจะต้องหลบที่ใดจึงจะพ้น กว่าจะรู้ตัว กระสุนก็อาจปลิดชีพไปแล้ว....

 

แต่ดูท่าความน่ากลัวนั้นจะจบลงเสียแล้ว ยิงไปได้ไม่ทันไร ตานีทั้งสองก็ต้องหมอบกดหัวต่ำติดพื้นเมื่อกระสุนนัดหนึ่งพุ่งแฉลบกองอิฐใกล้ๆ ไปฝังอยู่ในเสาของปราสาท ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจในเมื่อพวกเธอกราดยิงกระหน่ำวินเตอร์เซลกันแบบนี้ แต่ราชินีตานีก็ไม่คิดว่าพวกมันจะหาเธอเจออย่างแม่นยำถึงขนาดยิงปืนมาเฉี่ยวได้เร็วขนาดนี้....

 

“หมู่มันฮู้ที่อยู่หมู่เฮาแล้ว ย้ายที่ ! กล้ายหมิงแข็งใจไว้นิดนึงเน่อ”

“อื้ม !

 

เด็กสาวหน้าจืดเรียกปืนกลเข้าไปเก็บ แล้วตานีสาวทั้งสองก็คว้าปืนประจำตัวก่อนจะคลานต่ำตามแนวอิฐสีน้ำตาลเข้มหวังจะหลลเข้าไปในป่าไร้ใบที่อยู่ห่างออกไปเกือบห้าสิบเมตร แต่ระยะทางก็ดูเหมือนจะยาวสักห้าร้อยเมตรเมื่อต้องก้มหัวลงต่ำหลบกระสุนนานาชนิดที่พุ่งหวีดหวิวผ่านหัวไป บางนัดก็พุ่งเข้าใส่เนินหิมะที่คลุมกำแพงอิฐอยู่จนกระเด็นเป็นฝอย แม้ทั้งหิมะและกำแพงอิฐน่าจะหนาพอที่จะหยุดกระสุนเอาไว้ได้ แต่ถ้ามันบังเอิญหลุดมาสกนัดก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก....

 

แล้วเสียงระเบิดก็ดังจนหูแทบดับ พร้อมๆกับที่กำแพงและเสาอิฐ รวมทั้งพระพุทธรูปอายุกว่าหกร้อยปีกลายเป็นเศษอิฐปลิวว่อนในพริบตา ตานีทั้งสองอ้าปากค้าง เล่นปืนใหญ่เลยหรือนี่ กับโบราณสถานล้ำค่าเข้าขั้นมรดกโลกเนี่ยนะ คนที่สั่งต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ

 

แต่จะบ้าไม่บ้าก็ไม่สำคัญเท่ากับการเอาตัวรอดตอนนี้ และเพื่อนสาวทั้งสองในเมืองก็ยังรอการยิงสนับสนุนของพวกเธออยู่ กล้วยเรียกปืนกลออกมาอีกครั้งก่อนจะกราดยิงกระหน่ำลงไปในเมืองเพื่อให้รุ่นน้องสาววิ่งข้ามที่โล่งกว้างเกือบห้าเมตรระหว่างแนวกำแพงกับป่าได้ เมื่อรุ่นน้องสาวเข้าไปหมอบอยู่ในป่าแล้ว ราชินีตานีก็เหวี่ยงปืนไปให้เธอก่อนจะวิ่งข้ามไปบ้าง แต่โชคร้ายที่กระสุนนัดหนึ่งพุ่งมาเจาะเข้าที่ต้นขาของเธอ....

 

น้ำไทหวีดร้องออกมาสั้นๆเมื่อเห็นรุ่นพี่สาวทรุดฮวบลงกับพื้นก่อนจะกลิ้งหลุนๆไปกับพื้น แต่เธอก็ยังคุมสติได้มากพอจะกราดยิงกดหัวอีกฝ่ายต่อขณะราชินีตานีกระเสือกกระสนลากสังขารเข้ามาในป่าได้ เลือดสีแดงฉานที่แฝงด้วยพลังงานวิญญาณไหลโชกเป็นทางยาว

 

“เอื้อยกล้วย สุมาเน่อเจ้า สุมานักๆ....” เด็กหญิงละล่ำละลัก

“บ่ต้องขอสุมา บ่แม่นความผิดของน้ำไท” กล้วยปลอบรุ่นน้องสาว มือรีบล้วงเอายาสมานแผลในกระเป๋าออกมากรอกใส่ปาก หากปล่อยไว้ไม่ใช่แค่เธอจะเจ็บจนปฏิบัติการไม่ได้เต็มที่ แต่รอยเลือดจะทำให้อีกฝ่ายตามตัวพวกเธอเจอด้วย “บ่เป็นอะหยัง บ่ได้ร้ายแรงจะอั้น พักแป๊บนึงก็หาย เอื้อยหายแล้ววิ่งเลยเน่อ”

 

เมื่อแผลสมานจนเริ่มหายเจ็บ เด็กสาวหน้าจืดก็พยักหน้าให้รุ่นน้องสาว แล้วตานีทั้งสองก็ออกวิ่งสุดฝีเท้า ตำแหน่งที่ซุ่มยิงโดนเปิดเผยเพียงแห่งเดียวไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเธอเลย เด็กสาวหน้าจืดเตรียมที่ซุ่มยิงเอาไว้เกือบสิบแห่งรอบตัวเมือง พร้อมจะเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ และแห่งที่ใกล้ที่สุดก็อยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงสองนาทีแล้ว

 

แต่เมื่อที่ซุ่มยิงแห่งใหม่ปรากฏต่อสายตา สองวิญญาณผู้พิทักษ์ก็ต้องลงส้นเท้าเบรกแทบไม่ทัน

 

รถตรวจการสองคันจอดอยู่ที่นั่น บนหลังคารถแต่ละคันมีปืนกลหนักติดตั้งพร้อมยิง ยังไม่นับไรเฟิลจู่โจมในมือของทหารห้าหกคนในรถอีก เด็กสาวหน้าจืดใจหายวาบ เธอสำรวจไว้อย่างดีแล้วว่าตรงนี้แทบไม่มีทางขึ้นมาได้ อย่าว่าแต่รถเลย ทหารก็ยังปีนขึ้นมาลำบาก แล้วพวกมันมาทำอะไรตั้งสองคันกันเล่า

 

แต่ที่สยองขวัญที่สุด พวกมันเห็นพวกเธอแล้ว.....

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

*ตัวเลขยืนยันตัวตน – เครื่องบินจะมีตัวรับส่งสัญญาณวิทยุ ซึ่งจะส่งสัญญาณเป็นตัวเลขเพื่อใช้ยืนยันตัวตนและทำให้การติดตามด้วยเรดาร์ง่ายขึ้น บางครั้งยังอาจบอกได้ด้วยว่าบนเครื่องเกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้น ซึ่งตัวเลขเหล่านี้บางตัวใช้ได้เฉพาะเครื่องพลเรือน (โดยสารหรือขนสินค้า) ส่วนบางตัวใช้ได้เฉพาะเครื่องบินทหาร ในตอนนี้เครื่องบินส่งสัญญาณเป็นตัวเลขโหมดพลเรือน แหวนและนิคมจึงเข้าใจว่ามันเป็นเครื่องบินขนส่งสินค้าธรรมดา

 

**วิทยุที่นักบินใช้โต้ตอบกับภาคพื้นดินนั้นไม่ได้มีการเข้ารหัสหรืออะไรไว้ สามารถฟังได้ง่ายๆ แค่จูนคลื่นให้ตรงเท่านั้น ดังนั้นจึงสามารถดักฟังและบันทึกไว้ได้

 

***เรดาร์แบบมองลงมา (Look-down/Shoot-down Radar) – เรดาร์ของเครื่องบินรบสมัยเก่าสามารถตรวจจับได้แค่เหนือเส้นขอบฟ้า เพราะถ้าต่ำกว่านั้นเรดาร์จะสะท้อนพื้นดินกลายเป็นก้อนสัญญาณใหญ่ๆ บังอะไรก็ตามที่ติดตามอยู่ไปหมด เรดาร์แบบมองลงมาใช้การส่งคลื่นวิทยุแบบพิเศษทำให้สามารถกรองเอาสัญญาณจากพื้นดินออกและติดตามวัตถุที่ต้องการได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #77 xss (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2558 / 20:55
    ตรงที่พวกกล้วยเจอพวกปลานะครับ น้ำว้าไปกับฟ้าใช่ไหมครับ เห็นตรงนี้อธิบายว่ามาทั้ง น้ำว้า น้ำไท
    #77
    1
    • #77-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 102)
      30 มิถุนายน 2558 / 04:12
      ขอโทษครับ พลาดจริงๆด้วย....

      ตอนนี้เขียนใหม่หลายรอบ มีบางส่วนที่ยกมาจากเดิม เลยหลุดมาครับ แก้ไขแล้วนะครับ
      #77-1
  2. #76 xss (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2558 / 20:51
    น้ำว้าไปกับพวกฟ้าไม้ใช่เหรอครับ ตรงนี้

    [url=http://www.mx7.com/view2/yrkwYGG6yOKuKTDl][img]http://www.mx7.com/i/69f/y1udpG.jpg[/img][/url]
    #76
    0