ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 101 : การตีโต้กลับที่หายไปในป่าสน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 105
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    21 ส.ค. 58

“ท่านกล้วย มีโทรศัพท์มา”

สายเรียกลูกศิษย์สาวเอาไว้เมื่อเธอเดินเข้ามาในห้องบัญชาการในตอนสายสองวันหลังจากยุทธการดอยสูง ราชินีตานีอดแปลกใจไม่ได้ว่าใครหนอที่ “โทร” มาหาสายได้ถึงที่นี่ แต่ดันอยากพูดกับเธอ เด็กสาวหน้าจืดยิ่งแปลกใจเข้าไปอีกที่เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของวิญญาณสาวหน้าหวาน ทั้งที่สถานการณ์เป็นแบบนี้.....

 

แม้ยุทธการดอยสูงจะจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายกองกำลังตานี แต่ความเสียหายนั้นก็แทบประเมินค่าไม่ได้เช่นกัน ยุทโธปกรณ์ของพวกเธอเหลือแทบจะไม่ถึงหนึ่งในสี่ของขนาดเดิมซึ่งก็ถือได้ว่าน้อยนิดอยู่แล้ว เหล่าวิญญาณที่เป็นกำลังรบหลักก็หายไปกว่าครึ่ง มิหนำซ้ำคลังวัตถุดิบเองก็ร่อยหรอจนเกือบจะหมดแล้วเช่นกัน หากฝ่ายประจิมซึ่งแม้จะเสียหายหนักแต่ก็ยังพอมีเหลืออยู่ไม่น้อยบุกกลับมาอีกครั้ง พวกเธอไม่มีหวังรอดแน่

 

อย่างไรก็ตาม เด็กสาวหน้าจืดก็รับโทรศัพท์มือถือมาแต่โดยดี

 

“สวัสดีเจ้า”

“สะบายดีองค์ราซินีตานี ข้อยหมื่นเด้อ”

กล้วยต้องใช้เวลาทบทวนความจำอยู่อึดใจเล็กๆกว่าจะนึกได้ว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็นใคร “ท่านหมื่น โสกคำผาน ผู้บัญชาการกองกำลังกะป้องกันเชียงหลวงแม่นก่อเจ้า"

“บ่ต้องเรียกท่านหรอกองค์ราซินีตานี เรียกลุงก็ได้ หนูฟ้าก็เรียกจังซี่” อีกฝ่ายตอบ น้ำเสียงของเขามีแววใจดีเหมือนเดิมอย่างที่ตานีสาวเคยจำได้แม้จะไม่เจอกันมานานเกือบครึ่งปีก็ตาม

“ท่าน เอ้ย ลุงหมื่นก็บ่ต้องเรียกข้าเจ้าว่าองค์ราชินีตานีหรอกเจ้า เรียกกล้วยดีกว่าเจ้า”

“เอ้า แล้วแต่ สิได้เท่าเทียมกัน” หมื่นหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนที่เสียงของเขาจะเป็นงานการการขึ้นบ้างในประโยคต่อมา “ปฏิบัติการสองวันก่อนเยี่ยมมาก พวกเฮาดูผ่านดาวเทียมอยู่”

“เว้ายังกะเป็นสารขัณฑ์พรีเมียร์ลีกเลยนาย” ราชินีตานีได้ยินเสียงกลั้วหัวเราะคุ้นหูของโจ้ดังอยู่เบื้องหลัง

“เงียบเหอะน่าบักxโจ้ อยากโดนตัดเงินเดือนอีกบ่หา” เสียงของหมื่นเบาลงเล็กน้อยเมื่อเขาละโทรศัพท์จากหูเพื่อด่าแกมปรามลูกน้องหนุ่ม

“บ่ได้ดีจะอั้นหรอกเจ้า หมู่เฮาก็สูญเสียไปเยอะเหมือนกัน” น้ำเสียงของเด็กสาวหน้าจืดหมองลงตอนท้ายประโยค

“ข้อยโทรมาเรื่องนั้นแหละ” ผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังกะวกเข้าเรื่อง “รัฐบาลของเซียงหลวง ล้านม้าแล้วก็เวียงคำติดต่อข้อยมาเมื่อวาน พวกเปิ้นติดตามความเคลื่อนไหวของกองทัพรัฐเวียงตานมาสักพักแล้ว และพอเห็นการรบเมื่อวันก่อน พวกเปิ้นก็ตัดสินใจสิส่งกำลังเสริมไปซ่วย”

“เอ๋” กล้วยขมวดคิ้ว “ขอบคุณมากเน่อเจ้าที่ช่วยหมู่เฮา แต่ลุงหมื่นก็ฮู้ว่าข้าเจ้าบ่อยากขอความช่วยเหลือวิญญาณผู้พิทักษ์เผ่าอื่น ข้าเจ้าบ่อยากหื้อวิญญาณผู้พิทักษ์เผ่าอื่นต้องมาเดือดร้อนไปด้วย.....”

“ความซ่วยเหลือนี่บ่ได้มาจากกะนี่” นายทหารอาวุโสของวิญญาณผู้พิทักษ์แห่งรัฐเชียงหลวงขัด ตานีสาวหน้าจืดพอจะบอกได้จากน้ำเสียงว่าเขากำลังยิ้มอย่างรู้แกวว่าเธอจะต้องปฏิเสธแบบนี้ “รัฐบาลของสามรัฐนั่นตัดสินใจกันเอง กะบ่ได้จะส่งความซ่วยเหลืออีหยังไปให้สักหน่อย”

“แต่ลุงหมื่นก็คงไปเกลี้ยกล่อมอะหยังหมู่เปิ้นมาแม่นก่อเจ้า”

“บ่นี่” อีกฝ่ายตอบเสียงสูง เป็นอีกครั้งที่กล้วยจับได้จากน้ำเสียงว่าเขากำลังยิ้มกว้าง แต่ประโยคต่อมาของเขาก็มีแววกึ่งตำหนิเจือเข้ามา “อย่าทะนงในศักดิ์ศรีมากนักเลยน่ากล้วย ตอนนี้กำลังคับขันอยู่บ่แม่นบ่ รับๆไปเหอะน่า”

“ข้าเจ้าบ่ได้ทะนงในศักดิ์ศรีเน่อ” ราชินีตานีสวนกลับเสียงแข็ง “ข้าเจ้าแค่.... บ่อยากหื้อมีผู้ได๋ต้องมาเดือดร้อนเสียหายกับเรื่องที่ข้าเจ้าก่อขึ้นมาเองมากกว่านี้อีกแล้ว.....”

“ถ้ายังดื้อจังซี่อยู่ รับรองได้มีตนเดือดร้อนมากขึ้นแน่ๆ ข้อยบอกไว้เลย” หมื่นตอบด้วยเสียงแข็งพอๆกัน ก่อนที่จะอ่อนลงในประโยคต่อมา “ยอมรับความซ่วยเหลือครั้งนี้เถอะ อย่างน้อยก็ถือว่าเห็นแก่ข้อยที่อุตส่าห์โทรมาก็ได้”

“ลุงหมื่นอู้จะอี้ข้าเจ้าจะอู้จะไดต่อล่ะเจ้า.....”

“ก็บอกแล้วว่าบ่ต้องเว้า รับๆไปเหอะอย่าคิดมาก” แววอารมณ์ดีกลับมาเจืออยู่ในน้ำเสียงของกะวัยกลางคนอีกครั้งเมื่อเขารู้ว่าเป็นฝ่ายชนะในการโต้เถียงครั้งนี้ “รัฐบาลทั้งสามรัฐยินดีสิส่งยุทโธปกรณ์อีหยังก็ตามและมากเท่าได๋ก็ได้ที่กล้วยร้องขอ แต่ต้องบ่น้อยกว่ารายชื่อที่ข้อยสิส่งไปให้เบิ่ง”

“ขอถามก่อนได้ก่อว่าเยอะประมาณได๋เจ้า”

“หลายอยู่ หลายกว่ากำลังที่ตานีมีตอนแรกพอสมควรละกัน” นายพลแห่งกองกำลังกะตอบก่อนจะดักคออีกฝ่ายเหมือนรู้แกว “บ่ต้องมาเว้าว่าหลายไปเกรงใจหรือย่านพวกเปิ้นสิบ่ปลอดภัยเด้อ อย่างที่ข้อยเว้าไปแล้ว ทั้งสามรัฐเต็มใจและคำนวณมาดีแล้ว อย่าลืมว่าเป้าหมายของประธานรัฐเวียงตานบ่แม่นแค่พวกกล้วยเด๊ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ภัยสงครามอาจสิลามไปรัฐอื่นๆหรือบ่ซั่นก็อาจสิลามกลายเป็นสงครามกลางเมืองสารขัณฑ์ไปเลยก็ได้”

“ก็แต๊เจ้า.....” เด็กสาวหน้าจืดถอนหายใจเฮือก เธออดคิดไม่ได้ว่าอีกฝ่ายฉลาดมากที่จับจุดอ่อนในการโต้เถียงของเธอได้แทบทุกอย่างทั้งที่เคยเจอกันแค่ไม่ถึงชั่วโมง “ขอบคุณมากเน่อเจ้าลุงหมื่น”

“บ่เป็นหยัง ต้องขอบคุณรัฐบาลพวกนั้นมากกว่า” หมื่นตอบเรียบๆ “แต่มีปัญหาอยู่นิดหน่อย”

“อะหยังเจ้า”

“ถึงสิ่งที่ประธานรัฐเวียงตานเฮ็ดสิผิดกฎหมาย และรัฐส่วนใหญ่ก็ฮู้ว่าเกิดอีหยังขึ้น” กะวันกลางคนอธิบาย “แต่การที่รัฐหนึ่งสิก้าวก่ายกิจการภายในของอีกรัฐ โดยเฉพาะส่งกำลังทหารเข้าไปในพื้นที่ของอีกรัฐก็ผิดกฎหมายสูงสุดของสารขัณฑ์คือกัน เพราะจังซั่นถ้าส่งไปดื้อๆแล้วประธานรัฐเวียงตานหรือแม้แต่รัฐอื่นฮู้เข้าก็อาจสิเป็นเรื่องได้”

“นั่นสิเจ้า ข้าเจ้าก็ว่าจะอั้น”

“อีกอย่าง เท่าที่พวกเฮาลองติดตามดู บางรัฐอย่างนครคีรี บางซนะ แล้วก็คีรีรัฐยังแสดงท่าทีสนับสนุนประธานรัฐเวียงตานอยู่ คงสิมีผลประโยชน์หรืออีหยังกันสักอย่างนั่นแหละ” ประโยคหลังของนายพลแห่งกะมีน้ำเสียงเกลียดชังน้อยๆเจืออยู่ “แต่จังไสก็ตาม ถ้ารัฐพวกนั้นฮู้ว่าเซียงหลวง ล้านกับเวียงคำส่งกำลังไปซ่วยฝ่ายตานี พวกเปิ้นก็อาจสิใซ้เป็นข้ออ้างสร้างความขัดแย้งหรืออาจสิถึงขั้นก่อสงครามกลางเมืองได้อีกเหมือนกัน”

“อ้าว ถ้าเสี่ยงจะอี้ข้าเจ้าว่า.....”

“แต่ทางฝ่ายความมั่นคงของเซียงหลวงคึดหาทางออกมาให้แล้ว” ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งเหล่ากะขัดเมื่อรู้ว่าราชินีตานีกำลังจะพูดอะไร “แต่ต้องขอแรงจากฝ่ายกล้วยจักหน่อย”

“จะไดเจ้า”

“ยึดเซียงผาน” หมื่นตอบ “ในเมื่อการส่งกำลังเสริมคราวนี้สิให้พวกเวียงตานฮู้บ่ได้ ถ้ายึดเซียงผานซึ่งเป็นเมืองแรกในรัฐเวียงตานที่อยู่บนทางรถไฟหลักได้ โอกาสที่ประธานรัฐเวียงตานสิฮู้ว่าเซียงหลวงส่งกำลังเสริมไปให้ก็สิน้อยลง”

 

“ยึดเซียงผานกาเจ้า.....”

ราชินีตานีทวนคำ คิ้วบางขมวดเข้าหากัน เชียงผานไม่ใช่เมืองใหญ่ และเท่าที่ติดตามความเคลื่อนไหว ประจิมก็ไม่ได้วางกำลังเอาไว้ที่นั่นเยอะนัก แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าพวกเธอจะยึดมันได้ง่ายๆ มันทั้งไกลจากเธอกว่าสามร้อยกิโลเมตร และกำลังของพวกเธอก็เหลือไม่มากแล้ว

 

“ให้ตัดสินใจตอนนี้เลยคงลำบาก เอาเป็นว่าไปปรึกษากันก่อนแล้วค่อยมาบอกละกัน พวกเฮาสิรอ” ผู้บัญชาการสูงสุดของวิญญาณผู้พิทักษ์แห่งเชียงหลวงเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไปนาน “อยากได้อีหยังก็บอกมาบ่ต้องเกรงใจ ถ้าอยากให้ช่วยผลิตอีหยังให้ก็บอกมาด้วยก็ได้ แต่โรงงานที่ผลิตก็เป็นโรงงานของมนุษย์ อาจจะเสี่ยงเรื่องความลับรั่วไหลหน่อย ก็ลองคึดๆดูเด้อ”

“เจ้า สุมาเน่อเจ้าที่ยังหื้อคำตอบบ่ได้ แล้วจะรีบแจ้งผลเจ้า”

“อื้ม บ่เป็นหยัง จังซั่นข้อยขอตัวเท่านี้ก่อนเด้อ” กะวัยกลางคนตอบ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งเหมือนนึกขึ้นได้ “อ้อ แล้วก็ฝากความคึดถึงฟ้าแล้วก็น้ำว้าน้ำไทด้วยเด้อ บอกฟ้าเปิ้นว่าบ่ต้องกังวลเรื่องเรียน ข้อยฝากคนไปเจรจากับมหาลัยแล้ว ดรอปไว้ก่อนสักเทอม แต่บ่โดนไล่ออกแน่นอน”

“ขอบคุณแต๊ๆเน่อเจ้า ฟ้าต้องดีใจแน่”

“บ่เป็นหยังๆ เอาล่ะ เท่านี้ก่อนเด้อ สะบายดี"

“สวัสดีเจ้า”

 

“ว่าจะไดบ้างท่านกล้วย” วิญญาณสาวหน้าหวานเดินยิ้มเข้ามาหาเมื่อเห็นลูกศิษย์สาวกดวาง

“อุ๊ยสายฮู้แล้วแม่นก่อเจ้า ยะหน้าจะอี้” กล้วยหรี่ตามองฝ่ายตรงข้ามพลางส่งโทรศัพท์คืนให้

“เปิ้นก็บอกมาคร่าวๆแหละเน่อ”

“ได้มีไปขอร้องหรืออะหยังกับหมู่เปิ้นก่อเจ้า” ราชินีตานีหรี่ตาลงอีก

“บ่นี่” สายตอบด้วยน้ำเสียงเหมือนหมื่นตอนปฏิเสธเมื่อครู่ไม่มีผิด แต่เธอก็ยอมรับในประโยคต่อมา “กับสาวทอผ้าไหมอุ๊ยก็มีประสานงานหื้อหมู่เปิ้นช่วยซิกแซ็กกับรัฐบาลนิดหน่อยแหละเน่อ โชคดีที่รัฐบาลของเวียงคำเพ่งเล็งประจิมอยู่แล้ว แต่กะกับเชียงหลวงนี่เปิ้นจัดการเองหมด”

“อุ๊ยสายก็ฮู้ว่าข้าเจ้าบ่อยากหื้อผู้ได๋มาช่วย.....” แววตำหนิแกมงอนน้อยๆเจืออยู่ในน้ำเสียงของตานีสาวหน้าจืด

“อุ๊ยฮู้ว่าท่านกล้วยฮู้สึกจะได และอุ๊ยก็ฮู้ด้วยว่าตานีบ่ใช้วิธีทางการทูต” เสียงของหญิงชราในร่างหญิงสาวเป็นงานเป็นการขึ้นบ้างเมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่าย แต่จริงๆเธอก็คาดไว้แล้วว่าลูกศิษย์สาวต้องพูดแบบนี้ “แต่สงครามครั้งนี้ถ้าบ่ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น หมู่เฮาจะเอาที่ได๋ไปรบท่านกล้วยก็หันๆกันอยู่”

“อย่างน้อยก็น่าจะบอกข้าเจ้าก่อนหน่อยเน่อเจ้า.....” กล้วยทำหน้าง้ำ อันที่จริงตานีไม่ใช่ไม่ใช้วิธีทางการทูตเฉยๆหรอก ไม่มีงานไหนที่จำเป็นต้องใช้มากกว่า แค่ปราบผีปกติทั่วไปจะถึงขั้นขอความช่วยเหลือจากวิญญาณผู้พิทักษ์หรือรัฐบาลรัฐข้างเคียงก็ดูเว่อร์ไปหน่อย

“ถ้าบอกก็ต้องมานั่งอู้กับท่านกล้วยยาวอีก สู้มัดมือชกไปเลยดีกว่า” สายหัวเราะหึๆ “แล้วท่านกล้วยว่าจะได”

“ก็....” ราชินีตานีลากเสียงเล็กน้อย ก่อนจะตอบอย่างร้อนตัวเมื่อเห็นสายตากดดันจากหญิงชราในร่างหญิงสาว “ข้าเจ้าบ่ได้ปฏิเสธไปเน่อเจ้าอุ๊ยสาย บ่ต้องยะหน้าจะอั้นก็ได้”

“จะบ่หื้ออุ๊ยยะหน้าจะอี้ได้จะได ท่านกล้วยเพิ่งจะอู้จะอั้นไปเมื่อกี้”

“ตอนแรกก็จะปฏิเสธแหละเจ้า แต่ลุงหมื่นเปิ้นขอร้อง” กล้วยถอนหายใจเบาๆ “แต่ยังมีปัญหาใหญ่อยู่ คือหมู่เฮาเหลือกันอยู่แค่นี้ จะยึดเชียงผานกันจะได”

“ก็แม่นล่ะเน่อ....”

 

“เอ๋ อีหยังกับเชียงผานบ่”

สมิงสาวแห่งป่าแสนคำปรี่เข้ามาหาหนึ่งตานีหนึ่งวิญญาณสาวอย่างสนใจเมื่อได้ยินชื่อเมืองใกล้บ้านเกิด มีกล้ายเดินตามมาติดๆ ทั้งสองยังอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นอันเป็นชุดนอน พวกเธอคงกำลังจะเดินไปหาอะไรกินในห้องเสบียง

 

“กะบอกมาว่าจะส่งกำลังเสริมมาหื้อ”

“เอ้อ ก็ดีนี่” กล้ายดูสดใสขึ้นบ้างแม้แววง่วงจะยังอยู่บนใบหน้า พวกเธอเพิ่งจะได้นอนไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นตั้งแต่จบยุทธการดอยสูงด้วยต้องสำรวจความเสียหายและรอส่งเชลยศึกไปเวียงคำ

“แต่เปิ้นจะส่งมาทางรถไฟ เพราะจะอั้น หมู่เฮาต้องไปยึดเชียงผานก่อน”

“หวาย จะไหวก๋านั่น”

“ก็นั่นแหละ ก็เลยหนักใจกันอยู่ว่าจะยึดจะไดดี” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “เพราะหมู่เฮาก็เหลือกันแค่นี้ แล้วเชียงผานก็อยู่ใกลด้วย จะหื้อเอารถถังข้ามรัฐไปคงโดนประจิมยิงหมดพอดี”

“บ่เห็นสิยากเลย” หมิงเอ่ยขึ้นบ้าง น้ำเสียงของเธอฟังดูไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกับเพื่อนสาวทั้งสอง “เดี๋ยวเฮาเรียกสมิงมาซ่วย แค่ยึดเซียงผานบ่น่ายาก”

“เอ้ย จะดีก๋าหมิง” ราชินีตานีท้วง “หมิงอยากช่วยข้าเจ้าก็ขอบคุณเน่อ แต่ถึงจะง่ายจะไดข้าเจ้าก็ว่าต้องมีตายกันบ้างเน่อ แล้วสมิงก็เพิ่งจะฟื้นตัวจากสงครามไปบ่แม่นก๋า ถ้ามาตายกับหมู่เฮาอีกข้าเจ้าว่ามันบ่ดีเน่อ”

“โอ้ย บ่ต้องห่วงหรอก พ่อใหญ่ลายเปิ้นก็กำซับนักกำซับหนาว่าถ้าตานีต้องการความซ่วยเหลืออีหยัง บ่ว่าสิหนักเท่าได๋ก็ให้บอกไป ทุกตนก็เว้าเหมือนกัน” สมิงสาวยิ้มกว้าง “อีกอย่าง ถ้าขยายร่างใหญ่ขึ้นมา เฮาว่ากระสุนรถถังก็ยิงบ่เข้า”

“อย่าประมาทเน่อหมิง ตายขึ้นมาหมู่เฮาก็ฮู้สึกผิดเน่อ”

“พวกเฮาก็คงบ่อยู่นิ่งๆให้ปืนใหญ่ยิงหรอกน่าบักตานีมักผู้สาว” เด็กสาวหน้าเสือกัดพร้อมรอยยิ้มแยกเขี้ยว

“อะหยังเนี่ย ข้ายังบ่ทันว่าอะหยังหมิงเลยเน่อ !

“อ้าว แล้วเฮาต้องรอให้กล้ายยิงมาก่อนอย่างเดียวบ่”

“หนอย บ่าสมิงบ้าพลั....”

“เดี๋ยวๆ พอเลย” กล้วยรีบเข้ามาไกล่เกลี่ยเมื่อเห็นแววว่าสองคู่ปรับตามธรรมชาติทำท่าจะเปิดศึกซ้อมรบกันก่อนยึดเชียงผานเสียแล้ว “แหม ฮักกันดีแต๊ๆเน่อสองตนนี้”

“ผู้ได๋ฮักบ่าสมิงบ้าพลังนี่กันยะ !?

“จ้าๆ บ่ฮักก็บ่ฮัก....” ตานีสาวหน้าจืดส่ายหน้าอย่างอ่อนใจระคนขำ ก่อนจะวกกลับมาเข้าเรื่อง “ว่าแต่หมิงจะติดต่อตนอื่นจะได สมิงบ่ได้มีโทรศัพท์หรือช่องทางติดต่อทางอื่นบ่แม่นก๋า”

“อ่า..... นั่นแหละปัญหาใหญ่” สมิงสาวเกาหัวแกรกๆ “มีทางได๋แนะนำบ้างบ่”

“ยากละ....” กล้ายเกาหัวแกรกๆ เหมือนคู่รักคู่แค้นสาวไม่มีผิดเพี้ยน “ลองเขียนใส่กระดาษแล้วเอาใส่เครื่องบินเล็กไปดีก่อ”

“เครื่องบินเล็กบินถึงก๋า” อดีตพันเอกสาวท้วง เครื่องบินเล็กที่พวกเธอใช้ลาดตระเวนและสอดแนมนั้นบินได้อย่างมากที่สุดก็ร้อยกิโลเมตร แถมช้าเป็นนกป่วยหอบหืด ถึงจะมีระบบพรางตาก็เถอะ

“เครื่องบินเล็กนั่นบ่น่าบินถึงหรอกเจ้า แต่ถ้าเป็นลำที่หมู่เฮาเคยเอาไปตามหาฐานทัพของหมู่ผีร้ายก็บ่แน่.....”

“เอ๊ะ ลำนั้นเอามาจากตานนะคอนด้วยก๋ากล้าย” ตานีสาวหน้าจืดถามอย่างประหลาดใจ เธอนึกว่าเครื่องบินติดตีนตะขาบอ้วนปุ๊กลุกน่ารักลำนั้นจะโดนถล่มราบไปกับโรงเก็บเครื่องบินของเมืองตานีเสียแล้ว

“เอามา อุตส่าห์ยะกันข้าบ่อยากหื้อหายไปเฉยๆ” กล้ายยิ้ม “ถ้าเป็นลำนั้นน่าจะบินถึง แล้วก็บินได้สูงจนฝ่ายประจิมบ่น่าจะจับได้เน่อ แถมมีระบบพรางตาอีก”

“แต่สิเฮ็ดจังไสให้พวกเฮาฮู้ว่าเครื่องบินเป็นของไผล่ะ” เด็กสาวหน้าเสือถาม “ขืนเอาเครื่องบินอีหยังก็บ่ฮู้บินเข้าไปอาจสิโดนทึ้งกระจุยก่อนก็ได้เด๊”

“เอากระดาษแปะไปก็ได้มั้ง นี่หมิงเองเด้ออะหยังจะอี้”

ดวงตาสีเหลืองที่มีขีดตรงกลางเหมือนแมวหรี่ลง “สิ้นคึดสุดๆเลยเด๊บักตานีมักผู้สาว”

“สิ้นคิดแล้วเป็นอะหยังยะ !?

“เอามือถือใส่ไปก็ได้นี่” กล้วยรีบเสนอเมื่อเห็นสองคู่รักคู่แค้นเริ่มขู่ฟ่อๆใส่กันเสียแล้ว “ถ้าเอาระบบพลังงานแสงอาทิตย์มาชาร์จเข้ามือถือด้วยจะได้ก่อกล้าย”

“มีหัวต่อปลั๊กเหลืออันนึงอยู่แล้ว” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมผู้สร้างระบบไฟฟ้าและควบคุมทั้งหมดตอบ “แต่มือถือกินไฟเยอะ แล้วก็เท่ากับเพิ่มน้ำหนักด้วย ข้าย่านจะบินบ่ถึงแสนคำเอานี่สิ....”

“ถอดระบบกราดตรวจด้วยเสียงออกสิ คราวนี้บ่ต้องใช้อยู่แล้ว”

“ถ้าจะอั้นก็น่าจะได้....”

“เดี๋ยวไปลองยะดูกัน” สายพยักหน้า “ถ้าส่งไปได้ก็ส่งไปเลยเน่อ ยิ่งเร็วเท่าได๋ยิ่งดี”

“เดี๋ยวสิเจ้าอุ๊ยสาย” ตานีสาวหน้าจืดรีบเบรกอดีตอาจารย์สาว “หมู่เฮายังบ่ได้ถามตนอื่นๆเลยเน่อว่าหันด้วยก่อ ก่อนอื่นคงต้องเอาแผนนี้เข้าที่ประชุมก่อนแหละว่าจะเอาจะได ถึงจะมีสมิงมาช่วยหมู่เฮาก็ต้องรบเองด้วยอยู่ดีเน่อเจ้า”

“อุ๊ยว่าเน่อ” สายตอบด้วยเสียงเบาลงกว่าเดิม “เรื่องนี้อย่าเอาเข้าที่ประชุมเลยดีกว่า”

“อ้าว ยะหยังล่ะเจ้าอุ๊ยสาย”

“เปลี่ยนที่คุยกันหน่อยดีกว่า”

 

สามสาวอ้าปากจะถามกลับ แต่สายเดินนำพวกเธอไปยังห้องประชุมว่างๆห้องหนึ่งซึ่งแยกออกไปจากห้องบัญชาการ หญิงสาวปิดประตูล็อกจนแน่นหนาก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

 

“อุ๊ยบ่อยากระแวงหมู่เดียวกันหรอกเน่อ.....” อดีตพันเอกสาวลากเสียงน้อยๆ เธอหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้ใกล้ตัว “แต่อุ๊ยกำลังสงสัยว่าจะมีสายลับ”

“ยะหยังถึงคึดจะอั้นล่ะเจ้าอุ๊ยสาย” เด็กสาวหน้าจืดขมวดคิ้ว

“เพราะผีร้ายฮู้ตำแหน่งของอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตา”

“บังเอิญมากกว่ามั้งเจ้า.....”

“บังเอิญที่ได๋จะเลี้ยวไปยิงแม่นเป๊ะจะอั้น ท่านกล้วยก็หันนี่”

“ก็แต๊เจ้า หมู่มันหักเลี้ยวครั้งเดียวแล้วลดระดับลงไปยิงเลยเหมือนฮู้ว่าอยู่ที่ได๋ บ่แม่นยิงมั่วๆ” กล้วยผู้เห็นเหตุการณ์โดยตรงอธิบายให้เพื่อนสาวฟัง แต่เธอก็หันกลับมาแย้งอดีตอาจารย์ “แต่ก็บ่แม่นจะแปลว่ามีสายลับนี่เจ้า หมู่มันอาจจะตามสัญญาณพลังงานวิญญาณจนฮู้ก็ได้”

“บ่น่าเป็นไปได้” คราวนี้กล้ายพูดบ้าง “ข้าตัดแต่งแล้วก็พรางสัญญาณเอาไว้อย่างดี ทดสอบจนแน่ใจแล้วว่าติดตามจะไดก็บ่มีทางฮู้ว่าตัวปล่อยสัญญาณอยู่ที่ได๋ ถ้าหมู่มันบ่ได้ยิงมั่วอย่างที่กล้วยอู้แต๊ ก็แปลว่าต้องมีผู้ได๋ในหมู่เฮาบอกหมู่มัน”

“ก็.... แม่นแหละเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดไม่อยากไปต่อล้อต่อเถียงกับเพื่อนสาวเรื่องประสิทธิภาพผลงานด้านอิเล็กทรอนิกส์ของเธอด้วยเกรงว่าเดี๋ยวจะมีงอนให้เธอต้องง้ออีก “แต่ถ้าเป็นจะอั้น จะเป็นผู้ได๋กันล่ะเจ้า”

“เป็นได้ทุกตน เรื่องสายลับนี่ไว้ใจผู้ได๋บ่ได้” สายตอบ “แต่ตอนนี้จะเป็นผู้ได๋บ่สำคัญ ที่สำคัญที่สุดคือหมู่เฮาต้องบ่หื้อความลับหรือแผนการที่สำคัญรั่วไหลก่อน หลังจากนี้นอกจากหมู่เฮา คือท่านกล้วย ท่านกล้าย น้ำว้า น้ำไท หมิง ฟ้า จ้าด แก้ว แล้วก็เดือน อย่าบอกแผนการอะหยังสำคัญๆกับผู้ได๋เด็ดขาด หวังกับแอ๊ดก็ด้วย”

“เอ๊ะ ถึงขั้นลุงหวังกับอ้ายแอ๊ดด้วยกาเจ้า” ตานีสาวทั้งสองดูตกใจไม่น้อย

“แม่น”

“แต่หมู่เปิ้นบ่น่าจะเป็นสายลับเน่อเจ้า อุ๊ยสายก็ฮู้จักเปิ้นมานานบ่แม่นก๋า”

“แล้วหมู่เปิ้นก็เสี่ยงชีวิตช่วยหมู่เฮามาตั้งแต่ที่ม่อนแป้งแล้วด้วย”

“วิญญาณทุกตนในที่นี้ก็เสี่ยงชีวิตเพื่อหมู่เฮามาแล้วทั้งนั้นแหละท่านกล้าย ทั้งที่ม่อนแป้งทั้งที่นี่ แต่ก็บ่ได้หมายความว่าเปิ้นจะบ่ได้เป็นสายลับ อีกอย่าง อย่าลืมเน่อว่าสายลับก็มีทั้งสมัครใจเป็น แล้วก็โดนสถานการณ์บังคับหื้อเป็น หมู่เฮาบ่ฮู้ว่าจะมีผู้ได๋อยู่ในหมู่หลังบ้าง” สายตอบเน้นเสียง “ถ้าจะบอก บอกแค่นิดเดียวและบ่ต้องลงรายละเอียด เข้าใจก่อ”

“....ก็ได้เจ้า”

“อีกเรื่องนึง แล้วจะอี้จะประชุมแผนกันจะไดล่ะเจ้า” กล้วยถามบ้าง “ยิ่งลุงหวังเป็นที่ปรึกษาด้านแผนการอยู่ด้วย”

“แผนการหลังจากนี้อุ๊ยจะประชุมกับหมู่ท่านกล้วยท่านกล้ายก่อน ส่วนหวังกับแอ๊ดอุ๊ยจะหื้อข้อมูลเท่าที่จำเป็นหรือต้องการปรึกษาเท่านั้น”

“แล้วลุงหวังกับอ้ายแอ๊ดสิบ่เสียใจบ่คะ ถ้าพวกเปิ้นฮู้ว่าอุ๊ยสายระแวงอยู่” คำถามของหมิงแทงใจดำวิญญาณสาวหน้าหวานไม่น้อย

“ยะจะไดได้ล่ะหมิง อุ๊ยบอกแล้ว เรื่องสายลับไว้ใจผู้ได๋บ่ได้” ผู้นำกลุ่มเพื่อนสายถอนหายใจเฮือก “จะไดอุ๊ยจะพยายามหาตัวมันหื้อเร็วที่สุด เรื่องล่าตัวสายลับบ่ต้องห่วง เดี๋ยวอุ๊ยจัดการเอง ที่ทุกคนต้องยะมีแค่อย่าหื้อแผนสำคัญรั่วไหล เข้าใจก่อ”

“เจ้า”

“เจ้า”

“ค่ะ”

“โอเค” สายพยักหน้าเมื่อเห็นทุกตนตอบรับ “เรื่องยึดเชียงผานเอาเป็นว่าตกลงละกันเน่อ เดี๋ยวอุ๊ยจะติดต่อไปหาหมื่นเอง ท่านกล้วยท่านกล้ายกับหมิงแจ้งข่าวหื้อคนอื่นๆฮู้ แล้วก็เตรียมส่งเครื่องบินไปบอกสมิงเลย หมู่เฮายิ่งเสียเวลาก็ยิ่งอันตรายเท่านั้น”

“เจ้า”

 

“กล้วยคึดว่าเป็นผู้ได๋”

กล้ายถามขึ้นหลังจากเด็กสาวทั้งสามออกจากห้องประชุมมายังทางเดินยาวเหยียดของชั้นใต้ดิน ด้วยความเสี่ยงจากการโดนทิ้งระเบิดหรือโจมตีทางอากาศ พวกเธอจึงต้องย้ายที่นอนหมอนมุ้งรวมทั้งของอื่นๆลงมาอยู่ชั้นใต้ดินอย่างน้อยก็เป็นการชั่วคราว เช่นเดียวกับรถถังและเครื่องบินที่เหลือซึ่งก็ถูกย้ายลงมาจอดอยู่ในโรงเก็บใต้ดินเช่นกัน ทั้งสองที่แออัดกว่าเดิมพอสมควร ยามนี้เด็กสาวทั้งสาม รวมทั้งแก้ว ฟ้า น้ำว้าและน้ำไทต้องนอนรวมกันในห้องขนาดเล็กกว่าเดิมเกือบครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังดีกว่านอนล่อจรวดนำวิถีหรือระเบิดอยู่ชั้นบน และอย่างน้อยที่สุดก็ดีมากแล้วที่สายไม่โยนจ้าดมานอนด้วยอีกคน

 

“ข้าเจ้ายังบ่อยากสงสัยผู้ได๋” เด็กสาวหน้าจืดตอบขรึมๆ “ข้าเจ้าเคยระแวงตนใกล้ตัวมาแล้ว แล้วผลที่ตามมาก็บ่แม่นเรื่องดีเลย ข้าเจ้าบ่อยากยะจะอั้นอีก”

“เห.... หมายถึงตอนที่กล้วยระแวงกล้ายหลังจากที่เปิ้นบอกว่าฮักกล้วยนั่นบ่” สมิงสาวแหย่

กล้ายสำลักน้ำลายดังแค้ก “จะอู้เรื่องนั้นขึ้นมาหาอะหยังยะบ่าสมิงบ้าพลัง !?

“ย่านเปิ้นจะหึงก๋ากล้าย” ราชินีตานีได้ทีเสียบต่อ ทำเอาหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมผู้ไม่คิดว่าเพื่อนสาวจะมาไม้นี้ไปต่อแทบไม่ถูก

“ง้า กล้วย.....!?

“แหม คึดว่าเฮาบ่ฮู้ก๋าว่ากล้ายมักเฮา” หมิงดึงตัวเพื่อนสาวมากอดคอแน่น ไม่กอดเปล่า เอาแก้มที่มีลายขาวดำไซ้เรือนผมสีดำประกายเขียวของเพื่อนสาวอย่างรักใคร่เสียด้วย “เฮาฮู้ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันแล้ว จังซี่แม่นบ่ที่เปิ้นเรียกพรหมลิขิต.....”

“พรหมลิขิตบ้าอะหยัง บ่มี้ !” ตานีสาวผมหางม้ารีบผลักอีกฝ่ายออกจากตัว แก้มขาวยามนี้แดงก่ำไปถึงใบหู มันยิ่งแดงขึ้นไปอีกเมื่อเห็นรอยยิ้มหวานเย็นของเด็กสาวหน้าจืด เธอตัดสินใจวกกลับเข้าเรื่องเองก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายไปมากกว่านี้ “ข้าว่าเน่อ น่าจะเป็นกลุ่มอ้ายๆ ป้อจายที่ชอบไปนั่งสูบบุหรี่อยู่มุมโรงเก็บเครื่องบินแน่เลย เปิ้นชอบซุบซิบอะหยังกันก็บ่ฮู้ แล้วเปิ้นก็เป็นตนที่ก่อสร้างอาคารหลังนั้นด้วย”

“ข้าเจ้าบ่คึดจะอั้นเน่อ หมู่เปิ้นสร้างก็แต๊ แต่บ่ฮู้ว่าอาคารนั้นจะใช้ยะอะหยัง” กล้วยส่ายหน้า น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนจากเตรียมยิงใส่เพื่อนสาวกลับมาเป็นขรึมจนแทบจะมืดมนอีกครั้ง “อีกอย่าง ข้าเจ้าก็ยังคึดอยู่ดีว่าหมู่เฮาบ่ควรจะระแวงผู้ได๋เลย ระแวงไปก็มีแต่จะยะหื้อหมู่เฮาเสียสมาธิจากการรบหรือการวางแผนมากขึ้นเท่านั้น”

“เฮ้อ อู้สมกับเป็นกล้วยแต๊ๆ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถอนหายใจเฮือก มือยกประสานกันไว้หลังหัว “แต่ก็แต๊แหละ ถ้ามัวแต่ระแวงกันเองคงบ่ได้รบกันพอดี”

“แต่เฮาบ่คึดจังซั่นเด๊” เด็กสาวหน้าเสือท้วง “เฮาว่าการมีสายลับอยู่ก็เหมือนออกล่าเหยื่อโดยที่เหยื่อฮู้ความเป็นไปของพวกเฮาตลอดเวลา นอกจากสิบ่ได้เหยื่อแล้วยังอาจสิโดนเหยื่อลวงไปตกเขาตกน้ำเอาง่ายๆเด๊”

“นี่ก็เปรียบเทียบได้สมกับเป็นหมิงแต๊ๆ” กล้ายถอนหายใจเฮือกอีกรอบ คราวนี้กลั้วหัวเราะ

“ที่หมิงอู้ก็บ่ผิดหรอกเน่อ” ราชินีตานีตอบช้าๆ “แต่จะไดข้าเจ้าว่าระวังบ่อู้เรื่องแผนการพร่ำเพรื่อก็น่าจะพอแล้ว เรื่องล่าตัวสายลับปล่อยหื้อเป็นหน้าที่อุ๊ยสายดีกว่า ต่อหื้อหมู่เฮาสงสัยผู้ได๋ไปก็บ่มีหลักฐานหรือข้อมูลอะหยังอยู่ดี จะผิดใจกับเปิ้นเปล่าๆด้วย”

“อื้ม ถ้ากล้วยว่าจังซั่นเฮาก็เอาตามนั้นแหละ”

 

เงียบกันไปอึดใจใหญ่ขณะทั้งสามสาวเดินแยกจากทางหลักเข้ามายังปีกตึกด้านหลัง ทางเดินส่วนนี้มีแสงสว่างอยู่บ้างด้วยมันอยู่ติดกับเนินดินที่ตัวอาคารฐานบินและโรงเก็บเครื่องบินทั้งหมดตั้งอยู่ จึงพอมีหน้าต่างให้แสงอาทิตย์สลัวของยามสายส่องเข้ามาได้บ้าง และแม้จะเปิดออกสู่ภายนอก มันก็ไม่ได้เสี่ยงกับระเบิดมากนักด้วยหันหน้าเข้าหาภูเขาสูงที่ป้องกันไม่ให้เครื่องบินโฉบลงมาได้ ห้องนอนของพวกเธอและของเหล่าวิญญาณผู้หญิงส่วนใหญ่ก็อยู่ในปีกตึกนี้เช่นกัน

 

“เอ้อ บ่ายนี้ถ้าบ่มีอะหยัง เอาเครื่องออกไปบินเช็กกันดีก่อ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถามขึ้นอีกครั้งขณะเดินมากำลังจะถึงห้องนอน

“เอาสิ” ตานีสาวหน้าจืดพยักหน้า

“เฮาขอลองบินด้วยได้บ่ ยังบ่เคยบินเครื่องนั้นเลย”

“บ่ได้ เดี๋ยวพัง” กล้ายขวางคู่กัดสาวทันที

“เฮาถามกล้วย บ่ได้ถามกล้ายสักหน่อย”

“ก็เหมือนกันนั่นแหละ !

“เอ้าๆ เอาอีกแล้วๆ” กล้วยส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย คู่นี้จะหาเรื่องซึน เอ้ย ทะเลาะอะไรกันได้ทุกห้านาทีหนอ “สุมาเน่อหมิง งานคราวนี้สำคัญ ยังหื้อหมิงบินบ่ได้หรอก”

“อื้ม เฮาเข้าใจ” สมิงสาวตอบยิ้มๆ แต่สองวิญญาณผู้พิทักษ์จับแววละห้อยในน้ำเสียงของเธอได้

“จะยะเสียงเศร้าจะอั้นยะหยังบ่าสมิงบ้าพลัง อย่าลืมเน่อ ถ้าพังขึ้นมาก็ติดต่อกับเมฆกับปลาแล้วก็กับพ่อใหญ่..... เอ่อ....”

“ลาย”

“แม่นๆ ติดต่อกับพ่อใหญ่ลายบ่ได้เน่อ”

“ก็บอกแล้วว่าเฮาเข้าใจ” หมิงย้ำ “แค่เสียดายนิดๆเอง”

 

เด็กสาวหน้าเสือแนบนิ้วชี้ลงกับกลอนที่ประตูห้องนอนของเธอ มันคลายออกก่อนจะเลื่อนเปิด เผยให้เห็นห้องขนาดราวห้าคูณหกเมตรที่แทบไม่มีเฟอร์นิเจอร์เลยสักชิ้น แสงแดดอ่อนๆที่ลอดหน้าต่างเข้ามาส่องให้เห็นแถวเสื้อผ้าที่วางตั้งเรียงกันอย่างเรียบร้อยสมกับเป็นห้องเด็กสาวที่ผนังด้านหนึ่ง แลปทอปและเหล่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่รุมกันชาร์จอยู่ที่มุมหนึ่งจนปลั๊กแทบไหม้ ฟูกหนาปูด้วยผ้าสีเขียวอ่อนเรียงกันเป็นแนวยาวอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของห้อง บนนั้น ฟ้ากับแก้วนอนเขลงดูเอนไซม์ตอนล่าสุดกันอย่างสบายใจให้สมกับที่ทั้งเครียดทั้งเหนื่อยมาหลายอาทิตย์กับทั้งการซ้อมรบและรบจริง

 

“อ้าว กลับมาเร็วจังกล้าย หมิง” ฟ้าละสายตาจากเด็กหนุ่มสองคนที่กำลังกอดคอกันเดินออกจากโรงเรียนเงยหน้าขึ้นมาถามเพื่อนสาว “ไหนบอกจะไปหาอะไรกิน”

“เอ๊ะ แต๊ด้วย ลืมกินข้าว” เด็กสาวผมหางม้าเพิ่งนึกจุดประสงค์ที่เธอออกจากห้องได้ “หมิงหิวก่อ ย่างไปอีกรอบก่อ”

“บ่เป็นหยัง บ่ค่อยหิวแล้ว” สัตว์ภูตสาวส่ายหน้า

“โอเค” กล้ายพยักหน้าก่อนจะหันกลับไปถามเพื่อนสาวต่างเผ่าพันธุ์ที่หน้าจอแลปทอปทั้งสองอีกครั้ง “น้ำว้ากับน้ำไทล่ะ”

“เห็นบอกออกไปกินข้าวเหมือนกันนะ” สาวแว่นแห่งภาคอากาศยานเงยหน้าขึ้นมาบ้าง “ไม่ได้สวนกันเหรอ”

“ฮื่อ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมสั่นหัว

“อาจจะสวนกันตอนหมู่เฮาคุยกับอุ๊ยสายอยู่ก็ได้” กล้วยเดา “ฟ้า แก้ว มีข่าวดีมาบอก”

“ข่าวดี ?” เด็กสาวหน้าคมทวนคำ

“อื้ม” ราชินีตานีพยักหน้า “กะเพิ่งติดต่อมา เปิ้นว่าเชียงหลวง เวียงคำแล้วก็ล้านม้าจะส่งกำลังเสริมมาช่วย หมู่เฮาจะได้บุกหมู่มันบ้างแล้ว”

“จริงเหรอ” สาวหมัดเหล็กยันตัวลุกขึ้นนั่งทันทีด้วยความตื่นเต้น “ถ้ามีเวียงคำด้วย ก็แปลว่าแพรอาจจะกลับมาด้วยสิ !

“เอ้อ แต๊ ลืมแพรไปเลย” ตานีสาวหน้าจืดรำพึง เธอลืมเพื่อนสาวแว่นผู้น่ารักแห่งภาคยานยนต์ไปเสียสนิท “เท่าที่อู้กัน ลุงหมื่นบ่ได้อู้ถึง.....”

“เอ๊ะ ลุงหมื่นโทรมาเองเลยเหรอ !?” ฟ้าดูตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิมเสียอีก กล้ายกับหมิงเองก็ดูสนใจขึ้นมาเช่นกัน พวกเธอเพิ่งรู้ว่ากะที่โทรมาคือหมื่น “ลุงแกเป็นไงบ้าง”

“เท่าที่ฟังเสียงก็น่าจะสบายดีแหละเน่อ เปิ้นถามถึงฟ้าด้วย ถ้าฟ้าอยากคุยลองไปถามอุ๊ยสายดูสิ เปิ้นน่าจะติดต่อหื้อได้” กล้วยตอบยิ้มๆ ก่อนจะวกกลับมาเข้าเรื่อง “ส่วนที่บอกว่าหมู่เปิ้นจะส่งกำลังเสริมมาหื้อ.... ก็มีข้อแม้อยู่”

“ยังไง” สาวแว่นทวินเทลก็ลุกขึ้นนั่งเช่นกัน มืองับแลปทอปปิดเพื่อประหยัดไฟ

“หมู่เฮาต้องยึดเชียงผาน”

“หา.......” แก้วอ้าปากค้าง “คือเราก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องทหารอะไรมากนะ แต่ยึดเมืองทั้งเมืองนี่มันน่าจะยากยิ่งกว่าป้องกันที่นี่อีกไม่ใช่เหรอ”

“ก็น่าจะจะอั้นแหละ” ตานีสาวหน้าจืดตอบ “แต่หมิงจะเอาสมิงมาช่วยด้วย ก็น่าจะพอไหว”

“สมิงนี่แปลงเป็นเสือตัวใหญ่ๆแบบหมิงได้ทุกตนเลยรึเปล่า” สาวสวยแห่งภาคอากาศยานถามต่ออย่างสนใจ หมิงเคยแปลงร่างให้เธอเห็นเพียงครั้งเดียวตอนซ้อมรบ แต่นอกจากนั้นเธอก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ของเพื่อนสาวมากนัก

“ถ้าแปลงเป็นร่างใหญ่ยักษ์เลยก็ได้แค่เฮากับหมู่เฮาอีกสองตนเท่านั้นแหละ พอดีมีเรื่องนิดหน่อยเลยเฮ็ดให้แปลงร่างใหญ่ได้ ส่วนตนอื่นๆได้แค่ร่างเสือธรรมดา” สมิงสาวตอบ “แต่ต่อให้เป็นเสือขนาดธรรมดาก็ยังรบได้ แล้วก็แปลงเป็นร่างมนุษย์ช่วยยิงปืนก็ได้ พวกอาวุธหนักเท่าที่ได้ข่าวครั้งสุดท้ายก็ได้ยินว่าพวกเปิ้นกำลังพัฒนาปืนไฟฟ้าอยู่ บ่ฮู้สิใช้ได้แล้วบ่ แต่ถ้าใช้ได้ล่ะก็แค่ทหารรักษาเชียงผานน่ะบ่ต้องกังวลเลย”

“ดีจัง” ฟ้ายิ้ม “เริ่มมีหวังขึ้นมาบ้างแล้วสิ”

“อื้ม” ราชินีตานีพยักหน้า “อ้อ แล้วก็ บ่ายนี้หมู่เฮาจะลองเอาเครื่องบินเล็กออกไปบินดูเพราะว่าต้องใช้บินไปแจ้งข่าวกับสมิง ฟ้าจำลำนั้นได้ก่อ ที่หมู่เฮาเคยเอาไปบินหาฐานทัพผีร้ายกันปีที่แล้ว”

“อ้อจำได้ๆ ยังอยู่อีกเหรอ” สาวหมัดเหล็กถามคำถามเดียวกับเพื่อนสาวเมื่อครู่

“ยังอยู่ๆ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบยิ้มๆ “ไปดูก่อ แก้วด้วย”

“อื้ม ไปๆ” แก้วตอบอย่างไม่ลังเล “แต่ตอนนี้มาดูเอ็นไซม์กันมั้ย ซีรีส์นี้ตอนนี้ฮิตกันทั้งสารขัณฑ์เลยนะ แถมมีหนุ่มหล่อๆกินตับกันด้วย เราโหลดเก็บไว้ทั้งซีรีส์เลย”

“อ๋าย บ่เอา” เด็กสาวผมหางม้าเบ้หน้าเมื่อเพื่อนสาวหันแลปทอปมาให้ดู แถมเจาะจงเปิดตอนไฮไลต์ให้ดูเสียด้วย “ป้อจายกับป้อจายเนี่ยก๋า เฮาบ่นิยม”

ฟ้ายิ้มหวานเย็นทันที “เพราะกล้ายนิยมแม่หญิงกับแม่หญิงใช่มั้ยล่ะ....”

“พอเหอะ......!

“คงอยู่ดูบ่ได้หรอกฟ้า” ตานีสาวหน้าจืดตอบแทนเพื่อนสาว “เดี๋ยวหมู่เฮาต้องไปดัดแปลงเครื่องบินนิดหน่อย”

“ให้เราไปด้วยมั้ย” สาวหมัดเหล็กถาม

“บ่เป็นอะหยังๆ ฟ้ากับแก้วอยู่ดูป้อจายกับป้อจายเหอะ” กล้วยตอบยิ้มๆ “คงแก้นิดเดียวแหละ เสร็จแล้วเดี๋ยวข้าเจ้ามาบอกอีกที”

“หมิงอยู่นี่ด้วยก็ได้เน่อ”

“บ่เอา เฮาสิไปด้วย”

“ไปยะหยัง เกะกะเปล่าๆ”

“อ้าว เว้าจังซี่หมายความว่าจังไส !?

“เฮ้อ แม่หญิงกับแม่หญิงสองตนนี้เอาอีกแล้วนะ.....”

“ก็บอกว่าบ่แม่น......!

 

 

บ่ายโมงตรง สองตานี สองมนุษย์และอีกหนึ่งสมิงก็ออกจากชั้นใต้ดินอันมืดสลัวมายืนอยู่ข้างโรงเก็บเครื่องบินด้านบน หย่อมความกดอากาศสูงจากขั้วโลกที่แผ่ลงมาปกคลุมทำให้ท้องฟ้าที่มัวหม่นมาตั้งแต่ระหว่างยุทธการดอยสูงยามนี้เริ่มเปิดขึ้นบ้าง และลมที่เคยพัดแรงจนตานีสาวทั้งสองผู้มีน้ำหนักน้อยกว่ามนุษย์ธรรมดาแทบจะปลิวก็เริ่มเบาลงจนแทบจะเป็นนิ่งสนิท แม้มันจะทำให้อากาศที่เย็นเฉียบอยู่แล้วยิ่งเย็นลงไปอีกอย่างไม่น่าเชื่อก็ตาม แต่ถ้าใส่ชุดกันหนาวให้พอแล้วมันก็ถือเป็นวันที่น่าออกมาเดินเล่นวันหนึ่งทีเดียว

 

เด็กสาวผมหางม้าอดเสียดายแทนน้ำว้า น้ำไทและจ้าดไม่ได้ ตานีน้อยทั้งสองตนติดเรียนกับสายผู้ยังยืนยันว่าความรู้พื้นฐานจำเป็นสำหรับพวกเธอแม้ในยามสงคราม ส่วนหลานชายหมอผีใหญ่นั้น จากที่สายบอกมา ดูเหมือนการช่วยเหลือเพื่อนสาวกลางอากาศเมื่อสองวันก่อนของเขาจะเตะตาหวังเข้าอย่างจัง เด็กหนุ่มจึงโดนลากไปฝึกบินเพิ่มอย่างช่วยไม่ได้.....

 

“โอ้โห นี่พวกกล้วยสร้างกันเองเหรอ”

ดวงตาหลังแว่นกรอบลายไม้ของสาวงามแห่งภาคอากาศยานเบิกกว้างเมื่อกล้ายเปิดกระเป๋าเดินทางที่มีฝุ่นจับหนาเตอะออก เผยให้เห็นเครื่องบินบังคับลำใหญ่ที่ยาวเกือบสองเมตร ปีกของมันพับลู่อยู่กับลำตัวเพรียวลมที่ภายในอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งเดียวที่ขัดหูขัดตาเธอคือตีนตะขาบยางสีดำใต้ลำตัว เธอจะเรียกมันว่าเครื่องบินหรือรถถังดีหนอ

 

“สร้างตั้งแต่ปีที่แล้วตอนจะบินไปหาฐานลับของผีร้าย” กล้วยยืดอกที่ไม่ค่อยจะมีให้ยืดของเธอน้อยๆอย่างภูมิใจ “เพราะต้องวิ่งบนหิมะเลยต้องติดตีนตะขาบ งานนี้ก็คงต้องวิ่งบนหิมะอีกเหมือนเดิม”

“คราวที่แล้วฟ้าก็อยู่ด้วยเหรอ” สาวแว่นทวินเทลหันไปถามเพื่อนสาวอีกคนบ้างเมื่อเห็นว่าเธอไม่มีท่าทีตกใจหรือทึ่งเลย

“อื้ม” เด็กสาวหน้าคมพยักหน้าก่อนจะถามกลับ “เอ๊ะ แก้วจบม.6 ที่ตานนะคอนรึเปล่า”

“อื้ม เราจบสาธิตเชียงรุ้ง” แก้วหมายถึงโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเชียงรุ้ง หนึ่งในโรงเรียนอันดับต้นๆของตานนะคอนเช่นเดียวกับตานนะคอนพิทยาคม

“จำตอนที่มีเปรตโผล่มาที่สามเงาปีที่แล้วได้มั้ย ลำนี้บินก่อนหน้านั้นนิดหน่อย”

“ได้ๆ อ๋อ....” สาวแว่นแห่งภาคอากาศยานพยักหน้าช้าๆ “ดีจังนะ ฟ้าได้อยู่กับพวกกล้วยพวกกล้ายตลอดเลย....”

“ก็เสี่ยงตายมาตลอดเหมือนตอนนี้แหละ” ตานีสาวผมหางม้าหัวเราะหึๆ “กล้วยขอแบต มือถือด้วย”

 

เด็กสาวหน้าจืดควักแบตเตอรี่ทรงสี่เหลี่ยมที่ชาร์จเตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มดูเอนไซม์เมื่อตอนสายออกจากกระเป๋าส่งให้เพื่อนสาว หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมเสียบมันลงไปในเต้ารับข้างในตัวถัง เสียบมือถือเข้ากับปลั๊กชาร์จก่อนจะกดให้มันเล่นวิดีโอผ่านอินเตอร์เน็ตดาวเทียมเพื่อจำลองการพูดคุยกันระหว่างแสนคำกับที่นี่ เมื่อเรียบร้อยแล้ว ตานีสาวผมหางม้าก็เอาเครื่องบินลำน้อยออกไปวางไว้บนพื้นคอนกรีตที่ถูกกวาดหิมะออกไปเรียบร้อยแล้วก่อนจะเปิดสวิตช์ รถถังติดปีกส่งเสียงปิ๊บเบาๆราวจะทักทาย

 

ในชายคาโรงเก็บเครื่องบิน กล้วยลากโต๊ะจากในโรงเก็บเครื่องบินมาตั้ง ก่อนจะควักแลปทอปจากในกระเป๋าออกมาเปิด เสียบจอยสติ๊กที่ใช้ควบคุม และสั่งให้มันเชื่อมต่อกับเครื่องบิน ภาพในจอเปลี่ยนเป็นภาพท้องฟ้า เทือกเขา ทุ่งหิมะและพื้นคอนกรีตจากกล้องหน้าของเครื่องบิน ตัวเลขสีเขียวบอกความเร็ว ความสูงและสถานะแบตเตอรี่กระจายอยู่ด้านข้างหน้าจอ แผนที่และเครื่องหมายแสดงการหันหัวของเครื่องบินแสดงผลอยู่ที่มุมขวาล่าง เครื่องบินที่ไม่ได้บินมานานกว่าครึ่งปีพร้อมจะทะยานกลับขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้งแล้ว

 

เด็กสาวหน้าจืดหมุนลูกกลิ้งคันเร่งบนจอยสติ๊กขึ้นเล็กน้อยเพื่อลองมอเตอร์ และเมื่อเห็นครึ่งเครื่องบินครึ่งรถถังเดินหน้าตรงตามคำสั่งของเธอ ราชินีตานีก็หมุนคันเร่งขึ้นจนสุด มอเตอร์ส่งเสียงแหลมเหมือนรถมอเตอร์ไซค์บิดสุดขีดแดงขณะเครื่องบินลำเล็กเร่งความเร็วขึ้นไปตามทางเดินคอนกรีต ในที่สุดมันก็ค่อยๆยกหัวขึ้น และอีกไม่กี่วินาทีต่อมา รถถังติดปีกก็ยกตัวลอยขึ้นจากพื้น มุ่งหน้าขึ้นสู่ท้องฟ้าที่มีเมฆกระจัดกระจายอย่างสง่างามเหมือนนกกระสาโผบิน และเพียงไม่นาน หมอกบางของยามบ่ายก็กลืนมันหายไปจากสายตาของเด็กสาวทั้งห้า

 

“ประสิทธิภาพเป็นจะไดบ้างกล้าย” กล้วยถามขึ้นหลังจากผ่านไปอึดใจใหญ่ ดวงตาเรียวยังคงจับอยู่ที่หน้าจอแลปทอป เลขบอกความสูงไล่ผ่านห้าพันฟุตขึ้นไปแล้ว

“แย่กว่าเดิมอยู่เน่อ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบ ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวมองหน้าจอแลปทอปของตัวเองเช่นเดียวกับเพื่อนสาว แต่ของเธอไม่ใช่ภาพจากกล้อง หากเป็นตัวเลขต่างๆและกราฟเปรียบเทียบกับการบินทดสอบเมื่อคราวที่แล้ว “อัตราการไต่ระดับกับความเร็วบ่เปลี่ยนไปเท่าไหร่ แต่อัตราการกินแบตเยอะกว่าเดิมเกือบสองเท่าเลย จะอี้ข้าว่าจะตกก่อนถึงดอยสูงเอาเน่อ”

“แต่ตอนบินแต๊ๆก็บ่ได้ใช้อินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียมอยู่แล้วนี่ บ่น่าจะต้องห่วงเน่อ”

“ก็แต๊.....”

“โอเค ถ้าจะอั้นข้าเจ้าจะเอาลงเลยเน่อ”

“อ้าว บ่ทดสอบเพดานบินสูงสุดก๋า” กล้ายถามพลางเหลียวมองเพื่อนสาว

“ข้าเจ้าอยากเอาลงมาเร็วๆ เผื่อวันนี้จะได้บินไปแสนคำได้เลย” เด็กสาวหน้าจืดตอบ “ยิ่งบอกสมิงเร็วเท่าได๋หมู่เปิ้นก็ยิ่งมีเวลาเตรียมตัวเร็วเท่านั้น”

“อื้ม ถ้าจะอั้นก็ได้”

“เอ ว่าแต่ ถ้าบินข้ามรัฐไปทั้งแบบนี้ พวกผีร้ายมันจะไม่จับได้เอาเหรอ” แก้วถามขึ้นอีก

“มันมีระบบพรางตาน่ะ” สาวหมัดเหล็กตอบแทนวิญญาณผู้พิทักษ์ทั้งสอง “กล้ายบอกว่าเรดาร์ก็จับไม่ได้ แม้แต่เงายังไม่เห็นเลย ซึ่งก็น่าจะจริงนะ ขนาดตอนไปบุกฐานทัพผีร้ายพวกมันยังจับเกือบไม่ได้เลย”

“เกือบไม่ได้ แปลว่าสุดท้ายก็โดนจับได้ ?”

“ก็.... ดันไปวิ่งตัดเครื่องตรวจจับด้วยเลเซอร์น่ะนะ....”

“เอ้อ ลืมเลย ยังบ่ได้ทดสอบระบบพรางตาเลยนี่” เด็กสาวผมหางม้าเพิ่งนึกขึ้นได้ตอนที่เพื่อนสาวพูดนี่เอง “ลองดูก่อกล้วย”

“เอาลงมาก่อนละกัน มองบ่หันจะทดสอบได้จะได”

 

ท้องฟ้าสีครามในหน้าจอแลปทอปของกล้วยเหวี่ยงวูบกลายเป็นพื้นหิมะและเทือกเขาขาวโพลนเบื้องล่างอย่างรวดเร็วเมื่อกล้วยบังคับให้เครื่องบินปักหัวดิ่งลง ไม่กี่นาทีต่อมา รถถังติดปีกก็โผล่ออกมาจากม่านหมอก กล้วยบังคับมันให้บินช้าๆ ผ่านหน้าพวกเธอขณะตานีสาวผมหางม้าพิมพ์คำสั่งเปิดระบบพรางตา แต่แทนที่มันจะหายไป เครื่องบินลำน้อยกลับยังชัดแจ๋วเหมือนเดิม แถมมีสะท้อนแสงแดดส่งประกายให้แสบตาเล่นเสียด้วย

 

“เอาแล้ว ระบบพรางตาใช้บ่ได้” เสียงของกล้ายมีแววเครียดขึ้นมาทันที

“เพราะอะหยัง” เด็กสาวหน้าจืดถาม ดวงตายังคงอยู่ที่จอ เธอปล่อยให้เครื่องบินบินตรงต่อไปก่อนเพื่อเตรียมตั้งลำลงจอด “แบต สายไฟ หรือว่าตัวระบบ”

“น่าจะตัวระบบ แบตกับสายไฟบ่น่าเกี่ยว แบตก็เหลือตั้งเยอะ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมสอดส่ายสายตาไปทั่วหน้าจอมองหาคำแจ้งเตือนที่อาจจะบอกสาเหตุของความผิดพลาดนี้ได้ แต่ก็หาไม่เจอ “เอาจะไดกล้วย”

ราชินีตานีนิ่งคิดไปอึดใจหนึ่งก่อนจะตอบ “ถ้าซ่อมคงนาน บินไปทั้งจะอี้เลยคงบ่เป็นอะหยังมั้ง เดี๋ยวบินเลาะๆชายแดนรัฐเอา ถ้าเกิดมีอะหยังก็บินหนีเข้าเวียงคำหรือล้านม้าได้ เดี๋ยวหื้ออุ๊ยสายติดต่อไปบอกหมู่เปิ้นก่อนด้วย”

 

กล้ายพยักหน้าว่าเข้าใจ หากประจิมเกิดพลาดส่งทหารหรือภูตผีปีศาจในความควบคุมของเขาเข้าไปในอาณาเขตทั้งสองรัฐที่ว่า ก็จะถือว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยระหว่างรัฐทันที ซึ่งได้เป็นเรื่องใหญ่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทั้งสองรัฐตกลงใจจะช่วยพวกเธอแล้วด้วย

 

“จะอั้นก็เอาลงมาก่อน แล้วหมู่เฮาย้ายที่ไปที่ห้องกันดีกว่า” เด็กสาวหน้าจืดสรุป “กว่าจะถึงแสนคำคงเย็นเดี๋ยวจะหนาวกว่านี้ แล้วถ้าบินอยู่จะอี้เกิดผู้ได๋ที่เป็นสายลับมาหันจะบ่ดี”

“อ้าว” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมแสร้งทำเสียงประหลาดใจ “ได๋กล้วยว่าบ่หื้อระแวงกันเองบ่แม่นก๋า”

“อย่ามาแกล้งถามน่า” กล้วยหรี่ตามองเพื่อนสาว

“แหม แค่ล้อเล่นเอง....”

“แต่กลับห้องก็ดีแล้วแหละ” แก้วสนับสนุน “จะได้ดูเอ็นไซม์ต่อด้วย”

“ยังจะดูต่ออีกก๋าแก้ว” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมถามอย่างอ่อนใจ “ดูมาตั้งแต่เช้าแล้วบ่แม่นก๋า เดี๋ยวสายตาก็สั้นกว่าเดิมหรอก”

“ไม่อยากดูป้อจายกับป้อจายก็บอกมาเหอะน่า....” สาวแว่นทวินเทลยิ้มยิงฟัน “ตอนที่มีฉากป้อจายกับป้อจายออกมากล้ายก็หันไปกอดหมิงเอาละกัน”

“วกมาเรื่องนี้อีกแล้วก๋า.....!?

“กอดตอนนี้เลยก็ได้เด๊ !

“บ่เอ๊า ปล่อย.....!

 

ราชินีตานีพาเครื่องบินลำเล็กลงมาจอดก่อนจะพับแลปทอปปิด แล้วห้าเด็กสาวจากสามเผ่าพันธุ์ก็เดินพลางหัวเราะพลางกลับลงไปยังชั้นใต้ดินอันมืดสลัวอีกครั้ง ไม่มีใครรู้สึกถึงสายตาของ “สายลับ” แห่งกองกำลังผีร้ายที่กำลังจับจ้องอยู่เลยแม้สักคนหรือสักตนเดียว....

 

 

“ข้าก็บอกแล้วแม่นก๋าว่าอย่าบุกเข้าไปจะอั้น !

มือที่กำหมัดแน่นทุบโต๊ะเปรี้ยงจนแทบได้ยินเสียงโครงไม้ปริ ใบหน้าละม้ายเด็กหนุ่มของตานีสาวผู้เป็นเจ้าของกำปั้นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น ผมที่ชี้ไปคนละทิศคนละทางแถมยังแหลมเหมือนหนามทุเรียนดูเหมือนจะฟูขึ้นกว่าเก่าเหมือนแมวที่กำลังพองขนขู่ฟ่อ ดวงตาสีดำประกายเขียวจ้องมองอย่างแข็งกร้าวตรงไปยังคู่สนทนาเบื้องหน้าซึ่งก็จ้องเธอกลับมาด้วยแววตาแบบเดียวกัน ผิดกันเพียงใบหน้าของเขากลับเรียบเฉย ไม่แสดงออกถึงไฟโทสะที่กำลังโหมไหม้อยู่เบื้องหลังเลยสักนิด

 

“แต่คุณไม่บอกผมว่าตานีจะผลิตอาวุธได้รวดเร็วขนาดนั้น” แม้ใบหน้าจะไม่แสดงออก แต่น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมราวกับฆาตกรที่พร้อมจะเชือดเหยื่อเบื้องหน้าวินาทีใดก็ได้นั้นมีกังวานแห่งโทสะเจืออยู่ชัดเจน และดูเหมือนผู้พูดก็ไม่ได้ต้องการจะปกปิด

“เรื่องนั้นข้าบ่ฮู้ !” แหวนเถียงจนคอแทบจะปูดเป็นเส้นเอ็นออกมาจริงๆไม่ใช่เพียงสำนวน “แต่สายลับตนนั้นก็บอกมาแล้วบ่แม่นก๋า คุณบ่เชื่อเอง แล้วจะมาโทษข้าได้จะได !? แล้วในเมื่อพอบุกเข้าไปแล้ว หันแล้วว่าหมู่มันมีอาวุธเยอะแต๊เยอะว่า ยะหยังถึงบ่สั่งถอย !? ดันทุรังบุกเข้าไปหาอะหยัง !?

“ถ้าคุณคุมกำลังดีๆนะคุณแหวน” ประธานรัฐเวียงตานย้อนช้าๆ “ถ้าคุณใช้ความสามารถเฉพาะของผีร้ายแต่ละตน แต่ละกลุ่มให้เต็มที่ พวกเราไม่มีทางแพ้ขาดลอยได้ทั้งๆที่จำนวนมากกว่าเป็นสิบเท่าแบบนี้หรอก”

“ยังกล้าอู้จะอี้อีกก๋า” ตานีสาวหัวหนามกระแทกเสียง “ผู้ได๋แนะนำหื้อเน้นการใช้ผีร้าย ผู้ได๋แนะนำหื้อแบ่งผีร้ายเป็นทีมย่อยๆ แล้วใช้ความสามารถเฉพาะตัวบุกเข้าไปแบบกองโจร ข้า ข้าทั้งนั้น แล้วผู้ได๋บอกหื้อเน้นจำนวนเน้นรถถังเน้นอาวุธปกติสาดเข้าไป ผู้ได๋กัน !? ข้าก๋า !?

“แล้วคุณเป็นที่ปรึกษาประสาอะไรไม่เตือนผม” ประจิมย้อน

“เตือนไปแล้วคุณฟังก๋า !?” เสียงที่เคยห้าวของเด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายเด็กหนุ่มบัดนี้แหลมสูงจนน่าจะกลายเป็นอุลตราโซนิกในอีกไม่ช้า “ตอนวางแผนกันเอาแต่ความคึดตัวเอง บ่สิ บ่ได้วางแผนสักอย่าง มีแต่กระดิกนิ้วสั่งเอาแต่ที่ตัวเองอยากได้ พอล้มเหลวโทษแต่ตนอื่น ข้าอยากฮู้แต๊ๆว่าคุณขึ้นมาถึงระดับนี้ได้จะได ข้าเป็นลูกน้องคุณถ้าบ่ลาออกก็ยิงคุณทิ้งไปแล้ว !

“ถ้าคิดว่ายิงผมได้ก็ลองดู” เสียงของนักการเมืองเจ้าปัญหาเปลี่ยนกลับเป็นนุ่มเหมือนเหล้าชั้นดีตามปกติของเขาในฉับพลัน แต่ตานีสาวร่วมงานกับเขามานานพอที่จะรู้ว่านั่นเป็นสัญญาณอันตรายระดับน้องๆโรงไฟฟ้าแสนคำระเบิดอีกรอบ “ยิงให้ได้ก่อนที่ผมจะยิงคุณให้สาสมกับกองทัพที่ผมเสียไปวันนี้ก็แล้วกัน”

“ยังจะ.....”

 

แหวนชะงักคำพูดเอาไว้เพียงเท่านั้นเมื่อหูฟังที่เสียบอยู่ในหูขวาดังขึ้น เด็กสาวหัวหนามกดมันให้แนบชิดหูยิ่งขึ้นเพื่อฟังให้ชัด และเมื่อใจความถูกส่งผ่านประสาทหูไปยังสมอง เธอก็เหลียวมองประจิมนิ่งอยู่อึดใจหนึ่งราวจะชั่งใจว่าควรจะบอกสิ่งที่เธอได้ยินดีหรือไม่

 

“หน่วยเรดาร์ตรวจพบเครื่องบินขนาดเล็ก” ในที่สุด เธอก็เอ่ยขึ้น “บินเลียบชายแดนรัฐล้านม้ามุ่งหน้าไปรัฐเชียงหลวง ดูจากประวัติเส้นทางเรดาร์แล้วน่าจะมาจากดอยสูง”

“ตรงไหนของเชียงหลวง” นักการเมืองวัยกลางคนถามเสียงห้วน

ตานีสาวหัวหนามกระซิบกับไมโครโฟนที่เชื่อมอยู่กับหูฟังอยู่อึดใจหนึ่งก่อนจะตอบ “ยังบ่แน่ว่าหมู่มันมุ่งหน้าไปทางนี้เพราะต้องการแค่เลาะขอบรัฐ หรือต้องการมุ่งหน้าไปทางนี้แต๊ๆ แต่ถ้ามุ่งหน้าไปทางนี้แต๊ๆล่ะก็ เป้าหมายของหมู่มันก็เป็นได้ทั้งเชียงผาน ป่าแสนคำ โรงไฟฟ้าแสนคำ หรืออาจจะเป็นเชียงหลวง”

 

“อ๋อ ถ้างั้นก็ไม่ต้องเป็นห่วง”

คิ้วของเด็กสาวหัวหนามขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามดูอารมณ์ดีขึ้นมาทันที แววอำมหิตก็หายไปจากน้ำเสียงของเขาด้วย

 

“เอางี้คุณแหวน ผมลองคิดดูอีกที ก็คงจริงที่ผมควบคุมคุณมากเกินไปแถมยังโยนความผิดให้คุณอีก” คำพูดต่อมาของประจิมยิ่งทำให้ตานีสาวแห่งหน่วยอาวุธจู่โจมยิ่งขมวดคิ้วเข้าหากันมากขึ้นไปอีก คราวนี้พร้อมๆกับดวงตาที่หรี่ลงอย่างหวาดระแวง “เอาเป็นว่าหลังจากนี้ผมจะให้อิสระคุณมากขึ้นก็แล้วกัน นำทัพผีร้ายแบบที่คุณต้องการได้เลย ขอแค่มารายงานผมก็พอ ถ้าผมมีอะไรที่ต้องการเป็นพิเศษผมจะบอกไปอีกที แต่ถ้าคุณเห็นว่าไม่เหมาะไม่สมควรก็ตอบกลับมาที่ผมได้ ผมไม่บังคับคุณเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว”

“แต๊ก๋า” แหวนถามเสียงต่ำๆ ดวงตาแข็งกร้าวยังคงหรี่ลงจนเกือบปิด

“จริงสิ ผมจะไปหลอกคุณทำไมกัน” ชายวัยกลางคนหัวเราะในลำคอก่อนจะยันตัวลุกขึ้น “อ้อ แล้วก็ ถ้าผีร้ายตนไหนแตกแถวทำตัวไม่ดีกับคุณ บอกผมได้ทันทีอีกเหมือนกัน ผมจะไม่ให้มันอยู่กวนใจคุณอีก”

 

เด็กสาวหัวหนามยังคงหรี่ตามองเขาอย่างไม่ไว้ใจอยู่เช่นเดิม ประจิมจึงตัดสินใจตัดบท

 

“โอเค จบการประชุมแค่นี้ เดี๋ยวผมต้องมีประชุมกับประธานรัฐต่อ”

 

“เดี๋ยว....”

ตานีสาวขยับปากจะเรียกอีกฝ่ายผู้หันหลังกลับก่อนจะเดินออกไปจากห้องไว้ แต่เธอก็กลืนคำพูดนั้นกลับลงไปในลำคอ คงไม่ใช่ความคิดที่ดีหากจะต่อล้อต่อเถียงกับจิ้งจอกเจ้าเล่ห์อย่างประธานรัฐผู้นี้ โดยเฉพาะเมื่อตอนนี้เธอแทบไม่เข้าใจสถานการณ์อะไรเลยสักอย่าง ทำไมจู่ๆประจิมถึงได้อารมณ์ดี และทำไมจู่ๆเธอถึงได้สิทธิ์ในการควบคุมกองกำลังผีร้ายอย่างเต็มตัวแบบนี้ อีกอย่าง เธอก็ได้สิ่งที่ต้องการมานานแล้วไม่ใช่หรือ.....

 

เด็กสาวผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายเด็กหนุ่มไม่ทันเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของประธานรัฐเวียงตาน รอยยิ้มเย็นเยียบที่มีทั้งแววสมปรารถนาและแววสะใจฉายชัด ไม่ว่าพวกมันจะมุ่งหน้าไปที่แสนคำหรือเชียงหลวงก็เป็นผลดีกับเขาทั้งสิ้น หากเป็นที่หลัง เขาก็จะสามารถฟ้องต่อสภาสารขัณฑ์ได้ว่าเชียงหลวงให้ความร่วมมือกับตานีในการรบกับเวียงตาน นั่นเท่ากับผิดกฎหมายระหว่างรัฐ และหมายถึงค่าชดเชยก้อนโตที่เชียงหลวงจะต้องจ่ายให้เขา.....

 

แต่หากเป็นที่แรก เขาก็เตรียมเซอร์ไพรส์ไว้ให้พวกมันเรียบร้อยแล้ว

 

 

ท้องฟ้าค่อยๆเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นสีทองเมื่อดวงอาทิตย์ยามบ่ายสามกลางฤดูหนาวเริ่มคล้อยต่ำ ไม่ใช่เพียงนอกหน้าต่าง แต่ในหน้าจอแลปทอปของตานีสาวหน้าจืดด้วยเช่นกัน เทือกเขาไม่สูงนักแต่สลับซับซ้อนของหางเทือกตานปันน้ำตะวันออกถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง มันถูกแทนที่ด้วยที่ราบซึ่งสลับกันขึ้นๆลงๆ เหมือนลูกฟูกตื้นๆ เมื่อรอยต่อระหว่างรัฐเวียงตาน เชียงหลวงและล้านม้าเริ่มใกล้เข้ามา และในที่สุด หอหล่อเย็นทั้งหกของโรงไฟฟ้าปรมาณูแสนคำก็ปรากฏอยู่เบื้องล่าง ปล่องและโลงหินอันน่าสะพรึงกลัวที่เคยดำทะมึนและข่มขวัญ บัดนี้ดูทั้งเล็กและไร้พิษสงไปโดยสิ้นเชิงเมื่อมองจากความสูงเกือบหนึ่งหมื่นฟุต หิมะที่ค้างอยู่บนยอดทำให้มันมองดูราวกับปราสาทในเทพนิยายมากกว่าจะเป็นอาคารอันตรายที่ปล่อยรังสีซึ่งสามารถฆ่าคนได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

 

“หมิง หมิง” กล้วยส่งเสียงเรียกเพื่อนสาวเป็นครั้งแรกหลังจากบินเงียบๆ มากว่าสองชั่วโมง “หลับไปแล้วก๋า”

“หมิง บ่าสมิงจ้าดง่าว” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมลุกเดินข้ามฟูกไปเขย่าตัวสัตว์ภูตสาวซึ่งดูกล้วยบินจนเบื่อเปลี่ยนไปดูเอนไซม์จนเบื่ออีกรอบและหลับไปแล้ว “ตื่น กล้วยเรียก”

“งืม..... อีหยังล่ะกล้วย....” เสียงงึมงำของหมิงขาดห้วงเล็กน้อยเมื่อถูกเพื่อนสาวกึ่งเขย่ากึ่งขย้ำจนหัวสั่นหัวคลอน “ไว้ทีหลังได้บ่ เฮาอยากนอน.....”

“สุมาเน่อหมิง แต่บ่ได้” เด็กสาวหน้าจืดอดขำกับท่าทีงัวเงียแกมฟึดฟัดเหมือนเด็กไม่อยากตื่นไปโรงเรียนไม่ได้ “เครื่องบินถึงป่าแสนคำแล้ว ข้าเจ้าบ่ฮู้ว่าหมู่บ้านสมิงอยู่ที่ได๋ หมิงต้องนำทางหื้อแหละ”

“งืม.... ก็ได้ๆ แป๊บนึงเด้อ”

 

สมิงสาวค่อยๆยันตัวขึ้นก่อนจะยืนแขนยืดขาด้วยท่าเดียวกับแมว เธอบิดขี้เกียจแบบมนุษย์อีกครั้งก่อนจะกึ่งคลานกึ่งแถกตัวมาบนฟูกมานอนข้างเพื่อนสาวซึ่งนั่งอยู่กับโต๊ะวางแลปทอปตัวเตี้ย

 

“ว้า เบิ่งจากบนฟ้าเฮาก็จำบ่ได้เหมือนกันแฮะ” หมิงเกาเรือนผมสีขาวสลับดำของเธอแกรกๆ ยังเหลือแววง่วงงุนอยู่ในน้ำเสียงของเธอไม่น้อย “แต่หมู่บ้านอยู่ในลานโล่งกลางป่าทางตะวันออกเสียงเหนือของโรงไฟฟ้าแสนคำ บินไปทางพู่นสักแป๊บน่าสิมองเห็นอยู่เด๊”

“จากโรงไฟฟ้าถ้าหมิงวิ่งใช้เวลาประมาณเท่าได๋”

“อืม.... สักครึ่งซั่วโมงมั้ง”

“เดี๋ยวลองดู”

 

กล้วยคำนวณระยะทางในหัวอย่างรวดเร็ว ร่างเสือของหมิงวิ่งได้ราวๆหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง หากใช้เวลาครึ่งชั่วโมงก็น่าจะอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้าราวสามสิบกิโลเมตร เด็กสาวบิดจอยสติ๊กไปทางซ้าย ผืนป่าในหน้าจอเอียงวูบก่อนจะค่อยๆหมุนเมื่อเครื่องบินเปลี่ยนการหันหัวจากทิศตะวันออกเป็นเฉียงเหนือ และบินต่อไปเพียงไม่นาน ช่องโหว่ในผืนป่าเป็นรูปวงกลมแปลกตาก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า รูปทรงของมันบ่งบอกว่ามันไม่น่าจะใช่ที่โล่งตามธรรมชาติหากมาจากฝีมือของสิ่งมีชีวิตทรงปัญญา เด็กสาวหน้าจืดบินคันเร่งลงและกดหัวเครื่องบินทันที แต่เจ้าถิ่นท้วงขึ้นเสียก่อน

 

“กล้วยสิบินไปตรงพู่นบ่” หมิงชี้ไปยังช่องโหว่ซี่งบัดนี้อยู่กลางหน้าจอ “เฮาว่าบ่น่าแม่นเด๊”

“อ้าว ยะหยัง” ราชินีตานีย้อนถามอย่างประหลาดใจ “นี่ตรงกับระยะที่หมิงบอกเลยเน่อ แล้วดูจากรูปร่างที่โล่งแล้วก็บ่น่าจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติด้วย”

“แต่ถ้าเป็นหมู่บ้านสมิงแท้ๆ น่าสิมีควันบ้าง” เด็กสาวหน้าเสือแย้ง “พวกเฮามีโรงตีเหล็กแล้วก็โรงไม้ อย่างน้อยก็น่าสิต้องมีควันจากสองที่นี้”

“เลิกการแล้วมั้งวันนี้ จะสี่โมงแล้วนี่” กล้ายผู้นั่งอยู่ข้างๆเอนตัวมาดูในหน้าจอแลปทอปด้วยอีกตน

“พวกเฮาเลิกงานกันห้าโมง” สมิงสาวอธิบาย “แล้วถึงเลิกงานไฟในเตาก็ยังติดอยู่ พวกเฮาย่านไฟเลยบ่มีผู้ได๋อยากเข้าไปจุดไฟ ปกติก็ปล่อยทิ้งไว้จังซั่นทั้งคืนนั่นแหละ”

“เปลืองทรัพยากรดีแต๊....”

“จะไดก็ลองบินลงไปดูก่อนละกัน”

 

เมื่อเครื่องบินเข้าใกล้พื้นที่เป้าหมาย เงาและโครงร่างของสิ่งปลูกสร้างจากไม้และหินแบบง่ายๆก็ปรากฏแซมอยู่กับเงามืดของต้นสนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ และนั่นทำให้คิ้วบางของสมิงสาวขมวดเข้าหากัน โรงตีเหล็กกับโรงไม้หยุดงานกันหรือ ถ้าเธอจำไม่ผิด วันนี้ไม่ใช่วันพิเศษอะไรของสมิงไม่ใช่หรือ.....

 

“กล้วย บินต่ำอีกได้บ่”

“ได้”

 

เด็กสาวหน้าจืดชำเลืองมองเพื่อนสาวทางหางตาเล็กน้อยเมื่อจับได้ถึงความกังวลในน้ำเสียง ใบหน้าที่มีลายเสือแต้มอยู่บนแก้มก็ฉายแววไม่ต่างกัน ห่างออกไปอีก เธอแอบเห็นกล้ายเอามือลูบหลังปลอบเพื่อนสาวเงียบๆ....

 

แต่เมื่อเครื่องลงจอดและได้เห็นสภาพของหมู่บ้านอย่างชัดเจน สมิงสาวก็ถึงกับร้องออกมาเหมือนเสือบาดเจ็บ ดวงตาสีเหลืองที่มีขีดตรงกลางเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ บ้านและสิ่งปลูกสร้างไม้ที่ดูเหมือนสภาพดีจากระยะไกล แท้จริงกลับเหลือเพียงซากที่พรุนไปด้วยกระสุนปืน บ้างก็พังยับเยินด้วยแรงระเบิด ที่น่ากลัวกว่านั้นคือทุกหลังดูไร้ชีวิต ไร้ซึ่งวี่แววใดๆของเผ่าพันธุ์สัตว์ภูตแห่งป่าแสนคำแม้สักตน

 

และที่ทำให้น้ำตาของสัตว์ภูตสาวไหลพรากคือคราบสีคล้ำที่ปะปนอยู่กับพื้นหิมะทั่วไปหมด เธอรู้ดีว่ามันคือเลือด เลือดของเผ่าพันธุ์เดียวกันกับเธอ.....

 

“ไผ.... ไผกันที่เฮ็ดจังซี่ !?

“หมิงใจเย็นๆก่อน” ตานีสาวผมหางม้าโอบไหล่เพื่อนสาวที่เริ่มสะอื้นไห้ไว้แน่น “หมู่เปิ้นอาจจะหนีไปได้ก็ได้เน่อ ยังบ่หันร่างเสือสักตนเลยบ่แม่นก๋า”

 

แต่เรียกหาเฉาเชา เฉาเชาก็มา ร่างไร้วิญญาณของเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่ยักษ์เริ่มปรากฏให้เห็นเมื่อกล้วยขับรถถังติดปีกไปรอบๆเพื่อสำรวจความเสียหาย นับรวมกันก็ได้อย่างน้อยหลายสิบ หนึ่งในนั้นเป็นร่างของเสือหิมะเชียงหลวงวัยชราที่เอนพิงอยู่กับต้นไม้ราวกับมันกำลังนอนหลับ แม้จะอยู่ในร่างเสือ แต่สองตานีก็พอจะเห็นเค้าของใบหน้าเหี่ยวย่นของชายชราผู้มีผมยาวถึงเอวที่พวกเธอเคยเห็นเมื่อปีที่แล้วได้....

 

“พ่อใหญ่ลาย.....!

หมิงปล่อยโฮออกมาทันทีจนฟ้าและแก้วตกใจตื่น แต่สัตว์ภูตสาวไม่แม้แต่จะรู้สึกตัว หรือถึงจะรู้สึกเธอก็ไม่สนใจ ชายชราผู้เป็นศูนย์รวมใจของเผ่าพันธุ์สมิงตายไปแล้ว ชายชราที่เธอรักประหนึ่งปู่ของเธอเองจากไปแล้ว จากไปโดยที่เธอไม่รู้เลยสักนิด ไม่มีโอกาสจะปกป้องหรือแม้แต่ช่วยเขาเลยสักนิด.....

 

สมิงสาวซบหน้าลงกับไหล่ของเพื่อนสาว หูที่มีขนปุกปุยตกลู่ลงแนบเรือนผมสีดำสลับขาว กล้ายกอดเธอแน่นราวกับหวังจะคั้นเอาความโศกเศร้าให้ออกไปจากร่างกายเพื่อนสาว หากเพียงเธอทำเช่นนั้นได้จริงๆ.....

 

“กล้าย” เด็กสาวหน้าจืดเรียก เสียงของเธอก็ฟังดูเหมือนกำลังกลั้นทั้งสะอื้นและความรู้สึกผิดในอกแบนอยู่

“อะหยัง” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมตอบด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำใสที่ปริ่มขอบตากระฉอกลงมาหยดหนึ่งก่อนจะไหลลงมาตามแก้มขาว

“ปลอกกระสุนปืน”

 

กล้ายค่อยๆดุนเพื่อนสาวให้เปลี่ยนไปซบนักศึกษาแพทย์สาวแห่งเวียงเชียงหลวงแทนก่อนจะขยับไปดูภาพในหน้าจอแลปทอป กล้องของรถถังติดปีกถ่ายให้เห็นปลอกกระสุนทองเหลืองปลอกหนึ่งที่ถูกฝังอยู่ครึ่งๆในพื้นหิมะที่เป็นสีคล้ำไปด้วยเลือด มองปราดเดียวเธอก็ดูออกว่าเป็นกระสุนไรเฟิลจู่โจม

 

“เจ็ดจุดหกสองคูณสี่ห้า” เด็กสาวผมหางม้าตอบ “กระสุนพลซุ่มยิงกับปืนกลเบาของกองทัพบกรัฐเวียงตาน”

“เอ๊ะ เวียงตาน ?” สาวหมัดเหล็กทวนคำ มือยังคงลูบหัวลูบหลังสมิงสาวที่ยังสะอื้นจนตัวโยนอย่างน่าสงสารอยู่กับอกของเธอ “ไม่ใช่ของเชียงหลวงเหรอ พื้นที่นี้น่าจะอยู่ในรัฐเชียงหลวงแล้วไม่ใช่เหรอ”

“ก็แม่น แต่เท่าที่ข้าเจ้าฮู้ กระสุนนี้บ่มีผู้ได๋ใช้อีกแล้วนอกจากกองทัพรัฐเวียงตาน” ราชินีตานีตอบ “หมู่เฮาฮู้แล้วว่าผู้ได๋ยะ”

“แต่แบบนี้มันผิดกฎหมายระหว่างรัฐไม่ใช่เหรอ” แก้วถามเสียงสูง

“ก็แม่น แต่ยะหยังกองทัพเชียงหลวงถึงบ่ตอบโต้ แล้วยะหยังลุงหมื่นถึงบ่บอกหมู่เฮา หมู่เปิ้นจะบ่ฮู้เชียวก๋ายิงกันจะอี้” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมขมวดคิ้ว “หรือว่าเชียงหลวงตีสองหน้า หน้าหนึ่งบอกจะช่วยหมู่เฮาบอกจะต่อต้านประจิม แต่อีกหน้าหื้อประจิมเข้ารัฐได้จะอี้”

“ถามข้าเจ้าข้าเจ้าก็ตอบบ่ได้หรอก แต่ข้าเจ้าบ่คึดว่าเชียงหลวงจะยะอะหยังจะอั้นเน่อ ถ้ายะ ลุงหมื่นควรจะฮู้”

“ไว้ใจตนอื่นมากไปจะเกิดอะหยังขึ้นกล้วยก็ฮู้นี่” กล้ายท้วงเพื่อนสาวเสียงต่ำๆ

“แต่กล้ายก็เล่าหื้อข้าเจ้าฟังเองบ่แม่นก๋าว่าประธานรัฐเชียงหลวงเป็นหนึ่งในตนแรกๆที่ลุกออกไปจากห้องประชุมที่ม่อนแป้ง”

“ก็แม่น แต่เปิ้นก็อาจจะโดนบังคับหรือบ่อั้นก็เปลี่ยนใจทีหลังก็ได้นี่”

“แต่จะไดลุงหมื่นก็น่าจะฮู้เน่อ”

“หรือว่า....” สาวแว่นทวินเทลลากเสียงเล็กน้อย “....กะจะเป็นไปกับเขาด้วย”

“บ่มีทาง” สองตานีสาวตอบพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ก่อนที่กล้ายจะพูดต่อ “วิญญาณผู้พิทักษ์บ่ยะจะอั้นกัน หมู่เฮาก็มีกฎมีข้อตกลงระหว่างกันเหมือนกัน อาจจะบ่ได้เข้มงวดเหมือนกฎหมาย แต่ก็ถือเป็นศักดิ์ศรีของวิญญาณผู้พิทักษ์แต่ละเผ่าที่จะปฏิบัติตาม”

“ข้าเจ้าว่า เชียงหลวงอาจจะบ่ฮู้ก็ได้ และในเมื่อเป็นเรื่องของมนุษย์ กะก็คงบ่ฮู้เหมือนกัน” ตานีสาวหน้าจืดสันนิษฐานก่อนจะตัดบท “เรื่องนั้นไว้ก่อน อู้ไปก็บ่มีทางฮู้ จะไดข้าเจ้าถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานแล้ว ตอนนี้ลองตามหาสมิงที่เหลือก่อนดีกว่า”

“แล้วจะหายังไง” ฟ้าถามแม้ในใจจะอยากท้วงเพื่อนสาวว่าคงไม่ต้องหาแล้ว “สมิงที่เหลือคงหนีกระจัดกระจายกันไปไกลจากที่นี่หมดแล้ว กล้วยสแกนพลังงานวิญญาณในรัฐอื่นได้เหรอ”

“จะว่าได้มันก็ได้แหละ ขอบเขตดาวเทียมครอบคลุมลงไปไกลถึงรัฐป่าซาง” ราชินีตานีหมายถึงรัฐป่าซางซึ่งอยู่ทางใต้ลงไปจากเชียงผานกว่าร้อยกิโลเมตร “แต่อาจจะดูบ่ค่อยมีมารยาทถ้ากะฮู้”

“บ่ต้องสนมารยาทแล้วมั้ง”

“ก็ว่าจะอั้นเหมือนกัน”

 

กล้วยเรียกโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณขึ้นมาจากแถบด้านล่างของหน้าจอก่อนจะสั่งให้มันกราดตรวจในรัศมียี่สิบกิโลเมตรรอบเครื่องบินลำเล็กทันที จุดสีเหลืองซึ่งแทนสมิงที่โผล่มาหลายสิบจุดทำให้ตานีสาวทั้งสองใจชื้นขึ้นบ้าง อย่างน้อยสมิงก็ไม่ได้โดนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนหมด....

 

“หมิง หมิง มาดูนี่ สมิงยังบ่ตายหมดเน่อ ยังเหลืออีกเยอะเลย !” เด็กสาวผมหางม้าเรียกเพื่อนสาวอย่างดีใจ

“อีหลีบ่” เสียงของสมิงสาวอู้อี้ด้วยเธอยังคงซบหน้าอยู่กับอกที่ไม่ค่อยจะมีนักของฟ้า เธอรู้ว่าเพื่อนสาวคงพยายามพูดให้ดีใจ เธอไม่อยากหลงเชื่อแล้วต้องไปร้องไห้อีกครั้งเมื่อเห็นภาพจริงๆที่หน้าจอ

“แต๊สิ กี่ตนลองนับดูได้ก่อกล้วย”

“หกสิบสองตนในรัศมียี่สิบกิโลเมตร” กล้วยยืนยันคำพูดเพื่อนสาวหลังจากสั่งให้โปรแกรมนับจุดแสดงพลังงานวิญญาณ

 

“หกสิบสองตนบ่....”

แม้จะเบาใจขึ้นบ้าง แต่อกของเด็กสาวหน้าเสือก็ยังปวดร้าวเหมือนถูกอุ้งเท้าที่มองไม่เห็นกระทืบลงจนจมดิน มันเจ็บจนน้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง หกสิบสองตน.... สมิงที่เหลืออยู่หลังจากสงครามกลางเมืองเมื่อปีที่แล้วคือร้อยห้าสิบเจ็ด พวกมันฆ่าพวกเธอไปเกือบร้อยตนเลยหรือนี่....

 

“นอกรัศมีนี้อาจจะมีอีกก็ได้เน่อหมิง” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมพยายามปลอบเพื่อนสาว

“บ่เป็นหยังหรอก บ่ต้องเว้าถึงขนาดนั้นก็ได้ แค่นี้เฮาก็ดีใจแล้ว” สมิงสาวพยายามยิ้มให้เพื่อนสาว แต่มันกลับทำให้น้ำตาของเธอยิ่งไหลออกมามากขึ้นจนเธอต้องหันกลับไปหาอกของฟ้าเหมือนเดิม

 

“เดี๋ยวข้าเจ้าลองบินไปหาสักกลุ่มจุดดู”

กล้วยกดปุ่มกางปีกก่อนจะดันคันเร่งขึ้นจนสุด แต่แทนที่รถถังติดปีกจะทะยานไปข้างหน้า มันกลับแถกไปกับพื้นจนหิมะกระจาย ที่แย่คือความเร็วของมันไม่เพิ่มขึ้นเลย ในที่สุดเด็กสาวหน้าจืดก็ตัดสินใจลดคันเร่งกลับลงมาที่ตำแหน่งเดินเบา ต่อให้แถกต่อยังไงก็ไม่น่าจะขึ้นได้

 

“วิ่งไปได้ก่อกล้วย”

“จะช้าเอาสิ นี่ก็เริ่มมืดแล้ว ถ้าเปิดไฟข้าเจ้าว่าอาจจะอันตรายเน่อ”

“แต่ถ้าจะไดๆก็ขึ้นบ่ได้ ทิ้งเครื่องนี่อยู่กลางหมู่บ้านก็อันตรายพอกันเน่อ ถ้าเกิดกองทัพเวียงตานปิ๊กมาอีกรอบ”

“อืม ก็แต๊” กล้วยพยักหน้า “จะอั้นลองวิ่งไปหาจุดที่อยู่ใกล้ที่สุดก่อนจะกัน”

 

เด็กสาวหน้าจืดลากข้อมูลจากหน้าจอโปรแกรมสแกนพลังงานวิญญาณให้ย้ายไปแสดงผลที่แลปทอปของกล้ายซึ่งวางอยู่ข้างๆ ก่อนจะสั่งให้รถถังติดปีกพับปีกกลับเข้าเก็บ เปิดไฟหน้าและออกวิ่งไปตามพื้นหิมะ ภาพในจอสั่นไปมาเมื่อยานพาหนะลำเล็กวิ่งกระดุ๊กๆ ออกจากเขตหมู่บ้านเข้าไปในป่าสนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะหนาเตอะ จุดสีเหลืองที่อยู่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างออกไปเกือบสี่กิโลเมตร ด้วยความเร็วระดับนี้คงต้องรอกันเป็นชั่วโมง.....

 

ไม่มีซากศพของสมิงอีกแล้วระหว่างทาง ทำให้หมิงกล้าพอจะหันกลับมาดูหน้าจอกับเพื่อนสาวทุกตนและทุกคนอีกครั้ง เวลาแต่ละนาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้าขณะรถถังติดปีกค่อยๆแล่นผ่านต้นสนที่ดูเหมือนๆกันหมดไปทีละต้นมุ่งหน้าไปหาจุดสีเหลืองที่เคลื่อนที่วนเวียนอยู่ไม่ห่างจากตำแหน่งเดิมนัก

 

เด็กสาวหน้าเสือขยับตัวยุกยิกอย่างไม่สบายใจ หากเครื่องบินไปถึงและเจอตัวสมิงตนนั้นเข้าจริงๆ หน้าที่การทำให้สมิงตนนั้นเชื่อว่าเครื่องบินลำนี้เป็นพวกเดียวกันก็คงต้องตกเป็นของเธอ และนั่นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อเผ่าพันธุ์ของเธอเพิ่งจะถูกมนุษย์ถล่ม สมิงตนใดก็ตามคงไม่รีรอจะฉีกทึ้งเทคโนโลยีที่ดูเหมือนมาจากฝั่งมนุษย์แน่ และที่แย่ไปกว่านั้น เธอไม่รู้ว่าเขาหรือเธอตนนั้นจะโกรธอะไรเธอหรือเปล่าที่ไม่ได้อยู่ร่วมหัวจมท้ายกับพวกเขาในยามคับขัน.....

 

ในที่สุด ตำแหน่งของเครื่องบินก็ซ้อนทับกับจุดสีเหลืองจุดนั้น ตานีสาวหมุนกล้องทั้งซ้ายขวาและบนล่างมองหาเป้าหมาย แต่สิ่งที่เธอเห็นมีเพียงต้นสนที่ถูกหิมะปกคลุมหนาจนขาวโพลนเป็นรูปโคนเหมือนไอติมวานิลลา แต่ไม่เห็นเสือหรือร่างมนุษย์เลย หรือว่าสัญญาณดาวเทียมจะทำงานผิดพลาด หรือว่ามีพลังงานอะไรของกะปิดกั้นหรือรบกวนมันอยู่ แต่ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ก็เท่ากับว่าอีกหกสิบเอ็ดตนที่เหลือก็เป็นสัญญาณหลอกเหมือนกันงั้นหรือ.....

 

แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรต่อไป ตานีสาวหน้าจืดก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ๆกล้องก็พลิกคว่ำพลิกหงายหลายตลบก่อนจะถูกยกลอยขึ้นไปในอากาศแล้วสะบัดอย่างรุนแรง ก่อนที่รอยแตกสีขาวจะพาดผ่านหน้ากล้องเมื่ออะไรบางอย่างบดขยี้ตัวถังเครื่องบินพลาสติกใสเข้าหากัน แวบหนึ่ง เด็กสาวคิดว่าเธอเห็นริมฝีปากสีดำ เขี้ยวขาว และลิ้นสีชมพู....

 

“หมิง อู้อะหยังก็ได้ที !

มือไวเท่าความคิด เด็กสาวกดปุ่มเปิดการเชื่อมต่อโทรศัพท์ผ่านดาวเทียม เสียงพลาสติกถูกบดดังกร๊อบแกร๊บดังชัดถนัดหูทุกคนและทุกตนในห้องนอน โชคดีที่มันยังไม่มีเสียงแบตเตอรี่โลหะหรือเสียงแตกร้าวของกล้องและมือถือปนมาด้วย แต่ดูจากสภาพของเครื่องบินแล้วก็คงอีกไม่นานเท่านั้น

 

“หยุดก่อน เฮาหมิงเด้อ ไผที่กำลังกัดเรือบินอยู่ หยุดก่อน !

 

“หมิง !?

เสียงหนึ่งที่ฟังดูตกใจตอบกลับมา มันเป็นเสียงที่ทำให้หัวใจของเด็กสาวหน้าจืด เด็กสาวผมหางม้า เด็กสาวหน้าคม และเด็กสาวหน้าเสือเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ เสียงของปลา สมิงสาวผู้ดูเป็นผู้ใหญ่ที่สุดทั้งในด้านร่างกายและวุฒิภาวะของกลุ่มเพื่อนหมิงนั่นเอง

 

“ปลา ปลาแม่นบ่ !?” หมิงตอบเสียงสูงจนแทบจะกลายเป็นกรีดร้อง หูทรงสามเหลี่ยมที่เคยตกลู่บัดนี้ตั้งเต็มที่และกระดิกไปมาด้วยความดีใจ “ปลายังบ่ตาย !

“หมิงอีหลีบ่” คราวนี้แววหวาดระแวงเจือเข้ามาในน้ำเสียงแหบและห้าวของสมิงสาวที่อีกฟากหนึ่งของการติดต่อ “ลองบอกเรื่องของหมิงที่คึดว่าพวกเฮาเท่านั้นที่ฮู้มาซิ”

“เฮาเคยเลียแผลให้จ้าดระหว่างทางไปโรงไฟฟ้าแสนคำเมื่อปีก่อน”

“อีกอย่าง”

“รอบอกปลาแปดสิบเจ็ดเซนต์ตั้งแต่อายุสิบสาม แต่บ่โตขึ้นเลยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา” คำตอบของหมิงทำเอาแทบทุกคนและทุกตนในห้องรู้สึกหมดอาลัยตายอยากขึ้นมาเสียเฉยๆ โดยเฉพาะราชินีตานีและนักศึกษาแพทย์สาวแห่งเวียงเชียงหลวง อายุสิบสามแปดสิบเจ็ด พวกเธอสิบแปดแล้วยังไม่ถึงหลักเจ็ดสิบห้ากันเลยด้วยซ้ำ....

“ลึกไปหน่อยละ แล้วตอนนี้ก็แปดสิบเก้าจุดห้าแล้ว” แววหวาดระแวงในน้ำเสียงของปลาถูกแทนที่ด้วยแววหงุดหงิดระคนเขิน เธอไม่รู้เลยว่าคำตอบของเธอทำเอาปลายสายแทบจะลงไปนอนชักดิ้นชักงอเอาเสียให้ได้ “แต่สรุปว่าเป็นหมิงแท้”

“ปลาเป็นจังไสบ้าง บาดเจ็บบ่ แล้วเมฆล่ะ” สมิงสาวผมหางม้าถามทันที “สุมาหลายๆเด๊ที่เฮาบ่ได้ไปซ่วย”

“บ่เป็นหยังทุกเรื่องแหละ เฮาโดนยิงนิดหน่อยแต่ใกล้สิหายแล้ว เมฆโดนหนักกว่าเฮาหน่อยแต่ก็ยังรอด ใกล้สิหายแล้วเหมือนกัน เฮาดูแลเปิ้นอยู่ พวกเฮาบ่โดนอีหยังหลายเพราะพวกมันเจาะจงบุกตอนที่พวกเฮาบ่อยู่ คงฮู้ว่าพวกเฮาขยายร่างใหญ่ได้บ่จำกัด” ปลาเล่า “แต่ก็.... ไปกันหลายคือกันแหละ พ่อใหญ่ลายก็ด้วย.....”

“เล่าเหตุการณ์หื้อฟังหน่อยได้ก่อ” ราชินีตานีถามออมเสียง

“อ้าว กล้วยอยู่ด้วยบ่ หมิงบ่น่าเว้าเรื่องนั้นขึ้นมาเลย เฮาก็อายเด๊....”

“ลองมาเห็นภาพทางนี้เมื่อกี้แล้วปลาสิฮู้ว่าทางนี้แย่กว่าหลาย” หมิงหัวเราะหึๆ

“ปลาลองเดินมาที่หน้าจอสิ หมู่เฮาจะได้หันหน้าปลาด้วย หันหน้าจออยู่ก่อ” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมพูดบ้าง

“อ้าว กล้ายด้วย นี่ฟ้ากับจ้าดก็อยู่ด้วยบ่นี่” สมิงสาวทวนชื่อทุกตนและทุกคนที่เธอจำได้ก่อนจะถาม “ว่าแต่หน้าจอ ? หน้าจอคืออีหยัง”

“ที่มีภาพเคลื่อนไหว....”

“อ๋อ เห็นละๆ”

 

สมิงสาวเดินมานั่งตรงหน้าจอพอดี เธอเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์แล้ว แม้จะมีรอยพลาสติกแตกสีขาวเป็นฝ้าอยู่หน้ากล้อง แต่ทุกตนและทุกคนก็พอจะมองเห็นเด็กสาวผู้มีใบหน้าสวยหวานและผมยาวประบ่าในชุดผ้าคลุมสีเทาขาดวิ่นและผ้าพันคอลายพาดกลอนได้ แขนสวนที่ลอดเสื้อออกมามีบางส่วนที่ถูกพันทับเอาไว้ด้วยผ้าพันแผลสีขาวหม่น ทีคอของเธอก็เช่นกัน

 

“นี่นิดหน่อยของปลาบ่ !?” หมิงถามเสียงสูงทันทีที่เห็นสารรูปของเพื่อนสาว

“เอาน่า นี่แหละเบาแล้ว” สมิงสาวที่อีกด้านหนึ่งของการติดต่อหัวเราะอย่างไม่คิดอะไรมาก “เมื่อกี้กล้วยว่าหยังนะ”

“เล่าเหตุการณ์หื้อฟังหน่อยได้ก่อ” ราชินีตานีขอซ้ำ

“เหตุการณ์เกิดประมาณอาทิตย์ก่อนมั้ง เฮาบ่ฮู้อีหยังมากหรอก เพราะอย่างที่เว้าไป พวกมันรอให้เมฆกับเฮาออกไปจากหมู่บ้านก่อน” สมิงสาวหน้าหวานเริ่มเล่า เธอเอนหลังพิงโคนต้นสนที่โผล่พ้นกองหิมะออกมา “แต่พอได้ยินเสียงปืนพวกเฮาก็รีบกลับมา พวกมันมากันเกือบห้าสิบคนได้มั้ง เอารถบุกป่าเข้ามา ทั้งปืนทั้งระเบิดทุกอย่างครบ ตอนนั้นพวกมันทำลายหมู่บ้านจนแทบราบแล้ว แล้วแทบทุกตนก็หนีออกไปจากบริเวณหมู่บ้านแล้ว แต่พวกมันยังตามล่า เมฆกับเฮาก็เลยขยายร่างใหญ่ตลบหลังพวกมันอีกทีแล้วตบมันแบนไปเท่าที่เฮ็ดได้ สุดท้ายพวกมันก็ถอยกลับไป แต่ที่แปลกคือพวกมันพยายามลากศพเพื่อนมันกลับไปด้วย”

“บ่แปลกหรอก” ราชินีตานีตอบ “หมู่มันเป็นทหารของเวียงตาน ถ้าเชียงหลวงจับได้ว่าแอบบุกเข้ามาเป็นเรื่องใหญ่แน่”

“จังซั่นบ่” ปลาพยักหน้าช้าๆ แต่ใบหน้าที่มีลายเสือบนแก้มเหมือนหมิงไม่บอกแววเข้าใจเท่าไหร่นัก

“ปลา ถามอะหยังหน่อยได้ก่อ” ตานีสาวผมหางม้าขยับตัวเข้ามาใกล้จอ “ในป่าแสนคำแถบใกล้ๆกับหมู่บ้านสมิง มีหมู่ทหารพรานหรืออะหยังของมนุษย์มาตรวจตราบ้างก่อ”

“อ๋อ ก็มีอยู่เด๊ บางทีก็ยิงสู้กับพวกแอบตัดไม้เถื่อนด้วย”

“จะอี้นี่เอง” หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมพึมพำ “เชียงหลวงอาจจะบ่ผิดสังเกตเพราะจะอี้เน่อกล้วย”

“อื้ม เป็นไปได้สูง” กล้วยพยักหน้า

 

เงียบกันไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่หมิงจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

 

“เอ้อ ปลา เฮาฮู้ว่ามันบ่ควรเท่าได๋ในเวลาจังซี่ แต่.... ถ้าขอแรงพวกเฮาช่วยตานีบุกเซียงผาน สิได้บ่”

“หมิง อย่าเลย” เด็กสาวหน้าจืดจับแขนเพื่อนสาวเป็นเชิงปราม “หมู่หมิงเพิ่งโดนจะอั้นมาเน่อ”

“ซ่วยบุกเซียงผาน ?” ผิดคาด สมิงสาวคนสวยดูสนใจขึ้นมาทันที “หมายถึงบุกพวกทหารเวียงตานนั่นบ่”

“แม่น”

“เมื่อได๋ จังไส ให้เฮาช่วยอีหยังบ้าง” ปลาละล่ำละลักถามอย่างกระตือรือร้นจนแทบจะเป็นเกินกว่าเหตุ

“จะดีก๋าปลา” ราชินีตานีย้อนถามเสียงหนัก “สมิงอาจจะต้องตายกันอีกเยอะเลยเน่อ”

“บ่เป็นหยังหรอก” สมิงสาวหน้าหวานยิ้ม “พวกเฮาอยากแก้แค้นกันทั้งนั้นแหละ แล้วพ่อใหญ่ลายก็สั่งไว้ตลอดว่าถ้าตานีอยากให้ซ่วยอีหยังก็ให้ซ่วยเต็มที่ อีกอย่าง ถ้าได้ตานีวางแผนพวกเฮาก็น่าสิเฮ็ดอีหยังได้มากกว่าโดยบ่ต้องตายกันมากด้วย”

“ปลาว่าจะอั้นก๋า....” กล้วยยังดูหนักอกแม้จะไม่ค่อยมีอกให้หนัก “แต่ตนอื่นจะว่าจะอั้นด้วยก่อ”

“รับรองได้เลย ทุกตนอยากซ่วยทั้งนั้นแหละ” สมิงสาวตอบ “แต่ถ้ากล้วยอยากได้ความเห็นแท้ๆ เดี๋ยวเฮาคาบเรือบินไปลองถามตนอื่นดูด้วยก็ได้ แต่เบื้องต้นเฮาขอบอกเลยว่าได้แน่นอน”

“ขอบคุณมากๆเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดค้อมหัวลงให้อีกฝ่ายในหน้าจอ “สมิงช่วยหมู่เฮามากแต๊ๆ ทั้งที่หมู่เฮาบ่ได้ยะอะหยังหื้อเลย”

“บ่แม่นหรอก พวกเฮาก็ได้อีหยังหลายอย่างเหมือนกันตั้งแต่พวกกล้วยมา”

“ประชดกันแม่นก่อ”

“เอ้า เป็นหยังเว้าจังซั่นล่ะ เฮาสิประซดกล้วยเฮ็ดหยัง” ปลารีบพูด “ทั้งที่พวกเฮาได้พลังขยายร่างบ่จำกัดมา ทั้งภาพลักษณ์ของสมิงในสายตากะ แค่นี้ก็ดีมากสำหรับพวกเฮาแล้ว”

“ข้าเจ้าก็ยังคึดว่าบ่แม่นอยู่ดี แต่จะไดก็ขอบคุณมากๆเน่อ” เด็กสาวหน้าจืดค้อมหัวให้อีกฝ่ายอีกครั้ง คราวนี้ปลาก็ค้อมด้วยเหมือนกัน

“แล้วสิบุกเมื่อได๋”

“ปลากับเมฆจะหายเมื่อได๋ล่ะ”

“อีกสักอาทิตย์เมฆก็น่าสิหายดี”

“จะอั้นก็น่าจะประมาณอาทิตย์หน้า” ตานีสาวหน้าจืดพยักหน้า “เอ้อ ปลาคงยังบ่ได้พังปีกเครื่องบินแม่นก่อ”

“ข้างนึงหักไปแล้ว แต่อีกข้างยังอยู่”

“น่าจะยังใช้ได้แหละมั้ง.... แม่นก่อกล้าย” กล้วยหันไปถามเพื่อนสาวร่วมเผ่าพันธุ์

“น่าจะได้ ถ้าแค่ชาร์จโทรศัพท์”

“โอเค” ราชินีตานีตอบรับก่อนจะหันกลับมาหาสมิงสาว “ปลา เครื่องมือที่หมู่เฮาสื่อสารกันอยู่นี่ปลาฮู้จักก่อ”

“โทรศัพท์มือถือนี่บ่ ฮู้จัก แต่ใซ้บ่ค่อยเป็นเท่าได๋”

“บ่เป็นอะหยังๆ อู้ง่ายๆก็ ถ้าหมิงจะอู้กับหมู่เฮาก็แตะที่หน้าจอครั้งหนึ่ง แล้วก็แตะปุ่มสีเขียวใหญ่ๆที่ข้างล่างหน้าจอได้เลย ข้าเจ้ายะมาเป็นพิเศษ”

“อ้าว กล้วยสิวางบ่”

“มือถือแล้วก็เครื่องบินนี่ใช้พลังแสงอาทิตย์ ตอนนี้ค่ำแล้วข้าเจ้าย่านแบตจะหมดก่อนเช้า คงต้องวางก่อนแล้วค่อยติดต่อไปอีกที หรือถ้าปลาจะติดต่อมาก็ยะอย่างที่ข้าเจ้าอู้ไปแหละ”

“แตะหน้าจอแล้วกดปุ่มสีเขียวแม่นบ่ ได้เลย”

“หลังจากนี้ถ้าตนอื่นหันด้วย เดี๋ยวข้าเจ้าจะบอกแผนการรบแล้วก็วันเวลาที่แน่นอนหื้ออีกที”

“ได้เลย”

“ขอบคุณมากเน่อปลา ขอบคุณสมิงทุกตนเลย”

“ยินดีเสมอ” ปลายิ้มกว้าง “จังซั่นก็เท่านี้ก่อนละกันเด้อ”

“อื้ม หายเร็วๆเน่อ”

“เมฆด้วยนะ”

“แล้วเจอกันเด้อปลา” สมิงโบกมือลาเพื่อนสาวผู้ไม่ได้เห็นหน้ากันมาเกือบปีแล้ว แววละห้อยปรากฏอยู่บนใบหน้าละม้ายเสือชัดเจน “ถ้าบ่มีปัญหาเฮาสิไปช่วยรบด้วยเด้อ”

“อื้ม แล้วเจอกัน”

 

“คงบ่มีปัญหาแม่นบ่ถ้าสิส่งเฮาไปซ่วยทุกตนรบด้วย” หมิงถามหลังจากเพื่อนสาวกดปุ่มตัดการสนทนา

“อาจจะมีอยู่แหละ” เด็กสาวหน้าจืดตอบตรงๆ “เครื่องบินอาจจะต้องบินไกลกว่าเดิมแล้วก็เสี่ยงกว่าเดิมหน่อย แต่จะไดจะลองหาทางหื้อดีที่สุดเน่อ”

“อื้ม ขอบคุณมากเด้อกล้วย”

 

กล้วยมองตาเพื่อนสาว แล้วก็ตระหนักว่ามีแววบางอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมานานหลายเดือนเต้นระริกอยู่ในนั้น เธอมองต่อไปยังกล้าย ฟ้าและแก้ว แล้วก็เห็นแววเดียวกันสะท้อนอยู่ภายใน และเธอก็แน่ใจว่าในดวงตาเรียวของเธอเองก็กำลังฉายแววนี้อยู่เช่นกัน

 

แววแห่งความหวังที่ระคนกับความตื่นเต้น

 

ในที่สุด พวกเธอก็ได้โอกาสตีโต้กลับอย่างเต็มรูปแบบสักที.....

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #158 รักต์ศรา (จากตอนที่ 101)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 / 18:13

    มันขยับสเกลมาเป็นการเมืองและสงครามระหว่างรัฐจนได้สินะ...



    #158
    0
  2. #74 Torch Ginger (จากตอนที่ 101)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2558 / 18:56
    แก้วเป็นสายลับแน่ๆ~~~~
    #74
    3
    • #74-2 Torch Ginger (จากตอนที่ 101)
      19 พฤษภาคม 2558 / 11:38
      เพราะแก้วอาจจะโดนข่มขู่เรื่องครอบครัวค่ะ -..- /ทำหน้าแบบมั่นใจมาก
      #74-2
    • #74-3 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 101)
      20 พฤษภาคม 2558 / 05:55
      ก็ต้องดูกันต่อไปนะครับ ส่วนตัวผมผมค่อนข้างเทให้ผีตนอื่นมากกว่า มากันเยอะขนาดนั้น ต้องมีพวกที่เข้าข้างประจิมบ้างแหละน่า
      #74-3
  3. #73 อิงะเดะมอ (จากตอนที่ 101)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2558 / 22:28
    ส่งภาพกลับไปให้เชีนงหลวงเลยกล้วยเชียงหลวงจะได้จัดการเวียงตานอีกต่อ
    #73
    1
    • #73-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 101)
      18 พฤษภาคม 2558 / 10:49
      ส่วนตัวผมคิดว่าไม่ง่ายแบบนั้นครับ

      ส่งหลักฐานไปให้เชียงหลวงไม่ได้แปลว่าเชียงหลวงจะบุกหรือก่อสงครามกับเวียงตานได้ทันที ต้องรอขั้นตอนอีกพอสมควร ทั้งยื่นเรื่องร้องเรียนไปที่สภาสูง จากนั้นขอเปิดประชุมสภาสารขัณฑ์ (คล้ายๆกับที่ประจิมเรียกประชุมที่ม่อนแป้ง แต่อันนั้นไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน) เพื่อขอเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่ง

      ซึ่งขั้นตอนนี้ถึงแม้หลายรัฐจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ประจิมทำ แต่จะหาคนที่ยกมือให้ก่อสงครามยากมากครับเพราะมันส่งผลเสียทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม แล้วยังอาจจะนำไปสู่ความรู้สึกเจ็บแค้นของประชาชนในรัฐนั้นๆที่ฝังรากลึกต่อไปในอนาคต (ในกรณีปกติ ส่วนตอนนี้คนเวียงตานในขอบเขตรัฐเวียงตานแทบทั้งหมดถูกสิงอยู่ เรื่องนี้เลยไม่มีผลมาก แต่คนที่อยู่นอกรัฐก็น่าจะมี) ดังนั้น รัฐส่วนมากคงจะแค่ประณามหรืออย่างมากก็มีมาตรการลงโทษ แต่เรื่องสงครามน่าจะงดออกเสียง และต่อให้ผ่านขั้นตอนนี้ไปก็ยังต้องรอดูท่าทีและขั้นตอนทางกฎหมายอีกนานพอสมควรกว่าจะได้รับอนุญาตให้เปิดฉากโจมตี

      กรณีเดียวที่สามารถทำสงครามได้เลยคืออีกฝ่ายเจตนาจะเข้ายึดรัฐหรือเมืองสำคัญ หรือใช้อาวุธร้ายแรงเท่านั้นครับ แค่การแอบเล็ดลอดเข้าชายแดนไปยิงตัวอะไรก็ไม่รู้นี่ไม่ใช่เหตุร้ายแรงขนาดนั้น

      อย่างมากที่สุดที่เชียงหลวงได้แน่ๆ โดยที่ไม่ขึ้นกับรัฐอื่นคือค่าชดเชยครับ และผมคิดว่าเชียงหลวงจะหยุดแค่นั้นด้วย เพราะหนึ่ง ตัวเองกำลังจะทำผิดกฎหมายระหว่างรัฐด้วยการส่งกำลังให้ตานีเหมือนกัน เรียกร้องมากเดี๋ยวอีกฝ่ายจับตามองแล้วจะส่งลำบาก สอง ต่อให้ในที่สุดไม่เกิดสงครามขึ้นจริงๆ แต่รัฐเวียงตานก็คงต้องโยกกำลังทหารมาที่ชายแดนรัฐเพื่อเป็นการเตรียมพร้อม และนั่นก็จะทำให้ส่งกำลังลำบากขึ้นอีกเหมือนกันครับ
      #73-1