ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 100 : แนวป้องกันที่ร่วงหล่นลงมากับร่มชูชีพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 81
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    10 พ.ค. 58

“บุกเข้าไปเรื่อยๆ ถ้าโดนยิงก็ออกจากร่างมา อย่าไปกลัวมัน !

เสียงสั่งของผู้กองแห่งกองกำลังรัฐเวียงตานแผดก้องจากลำโพงและหูฟังทุกตัวในขบวนทัพรถถังนับร้อยคัน แม้ปืนใหญ่และรถถังข้าศึกจะทำลายพวกมันไปได้เกือบครึ่ง แต่ในเมื่อยามนี้ปืนใหญ่เริ่มเงียบลง พวกเขาก็เคลื่อนที่ได้เร็วขึ้นมาก อีกเพียงไม่กี่กิโลเมตรก็จะออกจากแนวช่องเขาได้แล้ว และเมื่อออกไปถึงที่ราบระหว่างหุบเขาซึ่งกว้างกว่ามากได้ล่ะก็ จำนวนที่มากกว่าจะทำให้พวกเขาได้เปรียบทันที และเมื่อนับรวมกับเหล่าผีร้ายอิสระที่โหมโจมตีอยู่ตอนนี้ ชัยชนะก็ไม่น่าจะหนีไปไหนไกล....

 

“เครื่องบินโจมตี ! หลบ !

แต่หนทางสู่ชัยชนะก็ใช่ว่าจะปูลาดด้วยถนนลาดยางอย่างดีเสียเมื่อไหร่ ไม่กี่วินาทีหลังเสียงร้องเตือนผ่านวิทยุ รถถังอีกเกือบสิบคันก็มีอันต้องจอดตายอยู่กับที่เมื่อกระสุนขนาดสามสิบมิลลิเมตรกราดเข้าใส่จากปืนกลหกลำกล้องที่หัวเครื่องบินโจมตีภาคพื้นดิน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีหลานชายหมอผีใหญ่นั่งอยู่บนที่นั่งนักบินด้วย

 

“เรียบร้อยไปอีกแถว....”

จ้าดระบายลมหายใจที่กลั้นเอาไว้ตั้งแต่เริ่มกดหัวก่อนโจมตีออกจากปอด แสงจากการระเบิดของรถถังที่เขาเพิ่งจะกราดยิงไปส่องเข้ามาในห้องนักบินจากด้านหลังขณะเขาเชิดหัวขึ้นสู่ผืนเมฆสีเทาหม่นบนท้องฟ้า ยมทูตสองสามตนลอยตามเขามา แต่พวกมันก็ถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลังอย่างรวดเร็วเมื่อเด็กหนุ่มหน้าดุดันคันเร่งขึ้นจนสุดและหายลับเข้าไปในกลีบเมฆหนา

 

“เหยี่ยวแดงสาม ขอการยิงสนับสนุน จุดสี่สามห้า ห้าสองหนึ่ง ที่ใกล้ปากทางออกที่ราบ” เสียงวิญญาณสาวผู้รับหน้าที่ดูแลเขาดังมาเข้าหูฟัง “เลี้ยวซ้าย หันหัวหนึ่ง ศูนย์ ห้า โจมตีเมื่อทำได้แล้วไต่กลับขึ้นไปที่หนึ่งหมื่นฟุต”

“รับทราบ เลี้ยวซ้ายหันหัวหนึ่งศูนย์ห้า เหยี่ยวแดงสาม” จ้าดตอบก่อนจะเสริม “กระสุนเหลือแค่โจมตีอีกรอบเดียว หลังจากนั้นขอกลับไปเติมกระสุน”

“เหยี่ยวแดงสาม ถ้างั้นโจมตีเสร็จบินไปตั้งลำแล้วเลี้ยวซ้ายลงรันเวย์”

“รับทราบ บินไปตั้งลำเลี้ยวซ้ายลงรันเวย์ เหยี่ยวแดงสาม”

 

หลานชายหมอผีใหญ่ดึงคันบังคับไปทางซ้าย เครื่องบินเอียงปีกก่อนจะค่อยๆเลี้ยวไปตามที่เขาสั่ง เมฆเบื้องล่างหนาทึบจนมองไม่เห็นสถานการณ์ในสนามรบเลยแม้แต่น้อย แต่จุดสีแดงอันแสดงสัญญาณพลังงานวิญญาณที่เรียงกันเป็นตับอยู่ในหน้าจอนำร่องและเล็งยิงอาวุธก็บอกให้เขารู้ว่าขบวนรถถังอยู่ห่างจากปากทางออกสู่ที่ราบแค่เพียงไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตรแล้ว เขาต้องหยุดพวกมันให้มากที่สุดตอนที่พวกมันยังเรียงแถวกันอยู่ในระยะประชิดแบบนี้ ก่อนที่พวกมันจะเข้าถึงที่ราบแล้วแผ่ออกเป็นวงกว้างจนกระสุนของเขาทำอะไรไม่ได้

 

เครื่องบินโจมตีสีดำสนิทค่อยๆลดระดับลงจนลอดหมู่เมฆลงมาเบื้องล่าง วงกลมสีส้มแดงบอกตำแหน่งและระยะของเป้าหมายที่เขาต้องโจมตีอยู่บนกระจกหน้า เด็กหนุ่มกระชับคันบังคับในมือมั่น นิ้วชี้แตะอยู่ที่ปุ่มยิง รอให้ถึงระยะหวังผล....

 

แต่เพียงอีกไม่ถึงสองร้อยเมตรก่อนจะถึงเป้าหมาย เสียงเตือนก็หวีดแหลม แล้วอะไรบางอย่างก็เขย่าเครื่องจนหลานชายหมอผีใหญ่แทบลอยจากเก้าอี้ขึ้นไปกระแทกกระจกห้องนักบิน จ้าดดันคันเร่งขึ้นทันที แต่นั่นกลับทำให้เครื่องเขย่าอย่างแรงอีกครั้งก่อนที่จะค่อยๆลดระดับลงอีกทั้งที่เขาไม่ได้สั่ง เด็กหนุ่มหน้าดุละสายตาจากเป้าหมายลงมามองที่หน้าจอ แล้วเขาก็แทบอยากยกมือกุมขมับเมื่อเห็นว่าเครื่องยนต์ทั้งสองข้างเบื้องหลังเขาดับทั้งคู่ หลานชายหมอผีใหญ่เอี้ยวตัวมองด้านหลัง แล้วเขาก็รู้ทันทีว่าทำไม พวกมันเละเป็นชิ้นๆอย่างกับถังแก๊สระเบิด มีเปลวเพลิงสีส้มไหม้เป็นหย่อมๆพอกล้อมแกล้ม เขาเพิ่งนึกได้ว่าเสียงเตือนเมื่อครู่คือเสียงเตือนถูกล็อกเป้าจากจรวดนำวิถี.....

 

“ฉุกเฉิน ฉุกเฉิน ฉุกเฉิน เหยี่ยวแดงสามโดนยิง ขอสละเครื่อง !

“รับทราบ สละเครื่องได้”

แม้จะได้รับคำอนุญาตและอยากจะไปให้พ้นๆด้วยเครื่องอาจระเบิดบึ้มจนเขากลายเป็นอาหารเช้าซีเรียลเคลือบช็อกโกแลตเมื่อไหร่ก็ได้ แต่จ้าดรู้ว่าหากเขาดีดตัวออกตอนนี้ก็เท่ากับลงไปสนุกสนานเฮฮากับกองรถถังเบื้องล่าง แถมเขายังไม่มีอาวุธอะไรเลยเสียด้วย เด็กหนุ่มหน้าดุขบกรามกรอด ตามองเทือกเขาทั้งสองด้านที่ค่อยๆเพิ่มความสูงขึ้นมาไล่กับแนวกระจกห้องนักบิน สวนทางกับมาตรวัดความสูงที่ค่อยๆลดลงอย่างช้าๆแต่มั่นคง สี่พันฟุต สามพันแปดร้อยฟุต สามพันหกร้อยฟุต.... เขาจะพาเครื่องข้ามเขาไปตกหลังแนวหน้าได้หรือเปล่า หรือจะต้องสู้ชีวิตอยู่แถวนี้ หรือที่เลวร้ายกว่านั้น จรวดอีกลูกจะพุ่งขึ้นมาสอยเขาอีกรอบหรือเปล่า.....

 

เหงื่อกาฬเม็ดเบ้งผุดขึ้นมาบนหน้าผากของหลานชายหมอผีใหญ่เมื่อเขาเห็นแนวเทือกเขาที่ขวางกั้นอยู่เบื้องหน้า มันได้ชื่อว่าเป็นโค้งสุดท้ายก่อนจะออกไปสู่ที่ราบ ปกติแล้วรัศมีโค้งกว้างมากพอที่แม้แต่เครื่องขนสินค้าขนาดใหญ่แถมยังปีกหักอย่างเมื่อตอนมาที่นี่จะสามารถเลี้ยวหลบได้ แต่แม้กล้วยจะปีกหัก เธอก็ยังเหลือเครื่องยนต์และระบบควบคุมทั้งหลายอยู่แม้จะไม่ครบก็ตาม แต่ยามนี้ระบบต่างๆ ทั้งไฮดรอลิกและไฟฟ้าของเขากำลังทยอยล้มหายตายจากกันไปทีละระบบ เขาไม่รู้ว่าเมื่อถึงโค้งมันจะยังเลี้ยวได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ ก็เท่ากับประสานงากับป่าสน หิมะ และหินแกรนิตข้างใต้....

 

เมื่อช่องเขาอันเป็นทางออกสู่ที่ราบเริ่มมองเห็นได้จากทางด้านซ้ายของห้องนักบิน จ้าดก็หักคันบังคับพร้อมกับถีบแป้นหางเสือ แต่เขาก็ต้องใจหายวาบเมื่อเครื่องไม่หือไม่อืออะไรทั้งสิ้น มันยังคงบินทื่อเข้าหาหน้าผาเบื้องหน้าราวกับมันถูกตั้งโปรแกรมจากนักบินฮิมิตสึสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เขามีทางเลือกเหลือแค่สองทางแล้วตอนนี้ จะลงไปตายลำบากกับตีนผีร้ายเบื้องล่าง หรือจะตายสบายมาไวไปไวกับหน้าผาเบื้องหน้า....

 

“ไปล่ะเว้ย.....!

หลานชายหมอผีใหญ่เลือกอย่างแรก มือดึงคันโยกดีดตัว กระจกห้องนักบินถูกยิงออกไปทั้งแผงดังโพละ แล้วเขาก็ถูกยิงให้ลอยละลิ่วออกจากห้องนักบินขึ้นฟ้า จ้าดทันเห็นเครื่องบินระเบิดเป็นดวงไฟลูกใหญ่อยู่เบื้องล่างก่อนที่เขาจะลอยเข้าไปในก้อนเมฆหนา เกือบไปแล้วไหมล่ะ.....

 

เสียงดังพรึ่บพรั่บอยู่บนหัวเมื่อร่มชูชีพสีกรมท่ากางออก ก่อนที่หลานชายหมอผีใหญ่จะลอยต่ำพ้นฐานเมฆลงมาอีกครั้ง เด็กหนุ่มหน้าดุอุ่นใจขึ้นบ้างเมื่อเห็นว่าเครื่องยนต์จรวดของเก้าอี้ดีดตัวมีแรงขับมากพอที่จะส่งเขาลอยสูงกว่าเทือกเขาที่ล้อมรอบ จ้าดดึงสายบังคับร่มให้ลอยข้ามแนวเขาไปยังที่ราบเบื้องล่าง จากบนนั้น เขาเห็นรถถังฝ่ายเดียวกันนับสิบๆคันจอดซุ่มรอรับการโจมตีอยู่ใกล้ทางออกจากช่องเขา

 

กล้าย หมิง อยู่ที่ทางออกช่องเขารึเปล่า

บ่าจ้าดง่าว ผู้ได๋หื้อใช้โทรจิต !?’ เสียงของเด็กสาวผมหางม้าแหวกลับเข้ามาในโสตประสาท แต่เธอก็ยอมตอบคำถาม อยู่ นายสละเครื่องลงมาแม่นก่อ ขึ้นรถถังมากับหมู่เฮาก็ได้

ได้

 

โชคดีที่ไม่มีอะไรมาขัดขวางการลงจอด เหล่าผีร้ายคงไม่ทันเห็นร่มชูชีพ และยมทูตส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในแนวช่องเขา เด็กหนุ่มจุกเล็กน้อยเมื่อขากระแทกพื้น แต่เขาก็รีบปลดตัวออกจากร่มก่อนจะวิ่งเข้าหากลุ่มรถถังซึ่งหมอบรออยู่หลังคันดินสูงเกือบเมตร* หลานชายหมอผีใหญ่ดูตำแหน่งรถถังของกล้ายกับหมิงจากแท็บเลตตัวเล็กบนข้อมือ ก่อนจะวิ่งเข้าไปเคาะเกราะข้างตัวถังดังก๊องๆ ฝาบนป้อมปืนเปิดให้เขาทันที

 

“โทษทีๆ พลาดให้จรวดซะงั้น” จ้าดเอ่ยขึ้นเมื่อเข้ามานั่งในห้องคนขับของรถถัง เขาเอี้ยวตัวไปเลื่อนแผ่นแผงกั้นระหว่างห้องคนขับและที่เก็บกระสุนปิด “ไม่งั้นคงได้ยิงรถถังไปอีกสักสามสี่คัน”

“บ่เป็นหยัง รอดมาได้ก็ดีมากแล้ว” เด็กสาวหน้าเสือหันมายิ้มให้เพื่อนหนุ่มก่อนจะหันกลับไปขะมักเขม้นกับหน้าจอเบื้องหน้าเหมือนเดิม

“รถถังที่ซุ่มอยู่ตอนนี้มีกี่คัน”

“สี่สิบ” กล้ายตอบ แววเครียดแฝงอยู่ในน้ำเสียง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ จำนวนรถถังข้าศึกตอนนี้เหนือกว่าเธออย่างน้อยก็เกือบเจ็ด ต่อให้รวมรถถังที่ซุ่มโจมตีอยู่ในเขตช่องเขาก็ยังมากกว่าเกือบห้าเท่าอยู่ดี

“จะไหวเรอะ”

“อู้อะหยังที่เป็นประโยชน์บ่ได้ก็บ่ต้องอู้หรอกย่ะบ่าจ้าดง่าว” ตานีสาวผมหางม้าแหว

“ขอโทษ....”

“โอเคเงียบ หมู่มันเข้ามาแล้ว”

 

จากในหน้าจอ หลานชายหมอผีใหญ่มองเห็นเงาตะคุ่มของรถถังที่เรียงกันแถวหน้ากระดานละสี่คันแล่นออกมาจากช่องเขาได้ชัดถนัดตาด้วยระบบเล็งเป้าของรถถังไฮไลต์มันเอาไว้ด้วยสีแดงฉาน แต่ยังไม่มีรถถังคันไหนเปิดฉากยิงรวมทั้งคันของเขาแม้หมิงจะล็อกเป้าตามรถถังเอาไว้ ทุกคันเฝ้ารอให้พวกมันถลำลึกเข้ามาเรื่อยๆ.....

 

“รถถังหมู่สี่ ห้า หก เจ็ด เริ่มยิง”

สิ้นเสียงสั่งนิ่มๆ จากอดีตพันเอกสาว รถถังคันโตก็สั่นสะเทือนเมื่อกระสุนเจาะเกราะขนาดร้อยยี่สิบห้ามิลลิเมตรยิงตูมออกไปจากปืนใหญ่ ลูกไฟสีส้มปะทุเปรี้ยงขึ้นทันทีเมื่อมันพุ่งเข้าเป้าที่ห้องเครื่องยนต์ของรถถังคันหนึ่งอย่างจัง ข้าศึกดูจะไม่รู้มาก่อนว่ามีกองซุ่มโจมตีเพราะพวกมันหยุดก่อนจะตั้งต้นกระจายตัวอย่างไม่เป็นระเบียบ บ้างยิงโต้กลับมาบ้าง แต่กระสุนของมันก็ทำได้เพียงเฉี่ยวข้ามหัวรถถังฝ่ายตานีซึ่งมีชัยภูมิดีกว่าไปเฉยๆ

 

แต่ทุกตนทั้งในรถถังและในห้องบัญชาการรู้ดีว่าชัยภูมิที่ดีแห่งนี้ไม่ได้ดีตลอดไป หากฝ่ายตรงข้ามดันเข้ามาจนสุดแนวคันดินแล้วอ้อมมาได้ ความได้เปรียบนี้ก็จะหมดไปทันที และดูเหมือนพวกมันก็กำลังพยายามทำเช่นนั้นเสียด้วยแม้จะอย่างเชื่องช้า บางคันมุ่งตรงเข้ามาหาแนวคันดิน แต่พวกมันก็ต้องคะมำหน้าทิ่มเมื่อมาถึงแนวคูต่อต้านรถถังที่ขุดทั้งลึกและกว้างลงไปในพื้นดิน ผีร้ายต่างสละร่างลอยวูบออกจากรถถังมองเห็นเป็นเงาร่างสีขาวอยู่ในหน้าจอ ขณะรถถังและทหารผู้น่าสงสารภายในถูกถล่มด้วยกระสุนนานาชนิดจนระเบิดตูมเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่พวกมันก็ใช่ว่าจะหนีรอด ยังไม่ทันได้ทำอะไร กระสุนยี่สิบมิลลิเมตรจากปืนกลบนป้อมปืนของรถถังก็พุ่งผ่านแกนวิญญาณของพวกมันไปแล้ว....

 

“อย่าไปสนใจพวกซุ่มยิง บุกตรงเข้าไปที่ฐานใหญ่ของพวกมัน !

ผู้กองร้องสั่ง รถถังฝ่ายกองกำลังผีร้ายทำตามทันที และรถถังของกองกำลังตานีก็รู้ทันทีเช่นกันว่าพวกมันกำลังจะทำอะไร แม้นั่นจะทำให้ต้องละทิ้งชัยภูมิดีเยี่ยมแห่งนี้ไป แต่ถ้าปล่อยให้รถถังเข้าถึงตัวโรงเก็บเครื่องบินล่ะก็จบไม่สวยแน่ หรือแม้แต่หากมันเข้าไปถึงพื้นที่ตอนกลางของที่ราบซึ่งสถานการณ์เริ่มจะดีขึ้นมากหลังจากสายโยกกองรถถังเกือบสิบคันลงไปช่วย พวกเขาก็อาจพลิกกลับมาเป็นฝ่ายเสียเปรียบอีกครั้งก็เป็นได้

 

“รถถังหมู่สี่หมู่ห้าตรึงกำลังไว้ ยิงหื้อมากที่สุดเท่าที่จะยะได้ หมู่หกหมู่เจ็ดขยับเข้าไปตัดขบวนมัน หมู่ที่ฝ่าเข้ามาได้แล้วเดี๋ยวหมู่แปดแล้วก็ปืนกลกับปืนใหญ่ของฐานบินจัดการเอง !

แต่ดูท่าผู้บังคับบัญชาจะไม่ได้เป็นห่วงเรื่องนั้นมากนัก และกล้ายก็พอจะเข้าใจว่าทำไม ขบวนรถถังของฝ่ายตรงข้ามเข้ามาเกือบครึ่งขบวนแล้ว และกองหลังที่เสียหายอย่างหนักก็กำลังถูกรถถังฝ่ายเธอไล่กวดมา หากพวกเธอไล่ตามก็เท่ากับเผยด้านหลังรถถังซึ่งหุ้มเกราะบางกว่าและเป็นที่ตั้งของเครื่องยนต์และห้องเก็บกระสุนให้กองหลังนี้ หากพวกเธอยังอยู่ที่เดิม กองหลังที่ตามมาก็อาจตามไปเสริมกำลังให้กองหน้าจนเข้าถึงตัวฐานบินได้ แต่หากพวกเธอเคลื่อนที่เข้าแบ่งขบวนรถถังข้าศึก พวกมันก็จะถูกแบ่งออกเป็นสองกองที่ต้องรับศึกทุกด้านทันที

 

หมิงเลื่อนคันเกียร์จากตำแหน่งจอดไปตำแหน่งถอยหลังก่อนจะเหยียบคันเร่งจม เครื่องยนต์วีแปดส่งเสียงคำรามขณะดึงตีนตะขาบให้ถอยหลัง ก่อนที่รถถังคันโตจะวิ่งตามรถถังคันอื่นๆ ออกจากช่องในแนวคันดินตรงเข้าตัดขบวนรถถังของฝ่ายตรงข้ามที่มองเห็นเป็นกลุ่มฝุ่นหิมะฟุ้งกระจายอยู่เบื้องหน้า

 

ยังไม่ทันจะได้เข้าขวาง หนึ่งตานี หนึ่งสมิงและอีกหนึ่งบ่าจ้าดง่าวก็ต้องหาที่จับไว้แน่นเมื่อรถถังสะเทือนอย่างรุนแรงจนหลานชายหมอผีใหญ่กลัวว่ามันจะหลุดเป็นชิ้นๆ หน้าจอแสดงสถานะของรถถังบอกว่าเกราะปฏิกิริยาชิ้นหนึ่งของป้อมปืนโดนยิงเสียแล้ว** แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่มากนัก เกราะของป้อมปืนรับได้แม้กระทั่งกระสุนปืนใหญ่ขนาดร้อยเจ็ดสิบมิลลิเมตรหรือจรวดต่อต้านรถถังรุ่นล่าสุด หากไม่ใช่เท้าเปรตก็ไม่มีใครกลัว

 

ในที่สุด รถถังหมู่หกและหมู่เจ็ดก็เชื่อมถึงกันที่กลางที่ราบ ก่อนจะเริ่มดันขึ้นไปข้างหน้าเพื่อบีบกองหลัง รถถังของสามสหายร่วมรบสั่นสะเทือนอีกครั้งเมื่อเกราะปฏิกิริยาอีกชิ้นโดนกระสุนปืนใหญ่อีกนัดเป่าจนระเบิดตูม แต่ก็เช่นเดียวกับนัดที่แล้ว มันไม่ได้ทำให้สถานการณ์ของเจ้าของกระสุนดีขึ้น กล้ายดึงคันบังคับเล็งอย่างคล่องแคล่วก่อนจะเหนี่ยวไก ระบบการถ่ายภาพและการเล็งที่ดีกว่าทำให้กระสุนของเธอทะลุทะลวงเข้าห้องเครื่องยนต์ของรถถังฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแม่นยำ เศษเหล็กปลิวว่อนเมื่อเครื่องยนต์ดีเซลระเบิดตูม ขณะผีร้ายสละร่างเผ่นกันกระเจิง

 

“รถถังทุกหมู่ระวังยมทูต หนีเข้าป่าหื้อเร็วที่สุดถ้ายะได้ ถ้ายิงได้ยิงเลย”

เสียงเตือนจากผีหนุ่มผู้ช่วยดูแลกองรถถังดังขึ้นแทบจะพร้อมกับเงาดำที่โฉบออกมาจากช่องเขา ยมทูตเข้ามาถึงแล้ว และรถถังทุกคันก็ตระหนักถึงอันตรายที่มากับมันดี รถถังไม่เหมือนเครื่องบินที่หลบเข้ากลีบเมฆได้ตลอดเวลา และแม้ที่ราบระหว่างหุบเขาดอยสูงจะมีป่าสนอยู่เป็นระยะ แต่ถึงจะหลบเข้าไปพอให้คลาดสายตาได้ ยมทูตก็สามารถตามลงมามองด้วยดวงตาพิฆาตของมันต่อได้อยู่ดี

 

และแม้รถถังทุกคันมีจรวดต่อต้านอากาศยานอยู่คันละสามถึงหกลูก และปืนกลที่ติดตั้งอยู่บนป้อมปืนหลักจะพอยิงต่อสู้อากาศยานได้บ้าง แต่ยมทูตมากันหลายร้อย แม้จะโดนเครื่องบินและกระสุนปืนใหญ่สอยร่วงไปมากแล้ว แต่พวกมันก็ยังเหลือนับหลายสิบ มิหนำซ้ำพวกเขาก็ต้องเพ่งสมาธิไปกับเหล่ายานเกราะฝ่ายตรงข้ามเสียด้วย

 

คงต้องเป็นงานของหน่วยต่อต้านอากาศยานโดยเฉพาะเสียแล้ว

 

“กล้วย ฝากดูแลยมทูตที”

“ได้เจ้า !

 

เด็กสาวหน้าจืดผู้ขับเครื่องบินเพียงลำเดียวแล้วในฟากฟ้ายามนี้ตอบรับคำร้องขอของผู้บังคับบัญชาทันที ผ่านกระจกห้องนักบิน เธอพอจะมองเห็นยมทูตบินวนไปเวียนมาอยู่เหนือสนามรบที่มีแสงเปลวเพลิงแปลบปลาบได้ พวกมันบินวนไปเวียนมาเหมือนแร้งอยู่เหนือรถถังหมู่หกและเจ็ด แต่พวกมันไม่ได้รอให้เหยื่อหมดแรง หากรอให้เหยื่อหายไปจากโลกนี้....

 

ทันทีที่เข้าระยะยิง เด็กสาวหน้าจืดก็เหนี่ยวไกยิงปืนกล เหล่าร่างในผ้าคลุมขาดวิ่นแตกกระเจิงไปตนละทิศตนละทางเหมือนจอกแหนในหนองน้ำที่โดนโยนหินใส่ แต่พวกมันก็ไม่ยอมละจากเป้าหมายง่ายๆ จากหน้าจอเรดาร์พลังงานวิญญาณ เด็กสาวหน้าจืดเห็นว่าแทบทุกตนหุบกลับเข้าที่เดิม มิหนำซ้ำดูจากรถถังบางคันที่เริ่มจางลงมากแล้ว บางตนก็ดูจะไม่ได้ละสายตาจากเป้าหมายเลยด้วยซ้ำ เธอต้องรีบแล้ว โดยเฉพาะเมื่อหนึ่งในนั้นอาจเป็นรถถังของกล้ายและหมิง.....

 

ราชินีตานีกระชากคันบังคับพร้อมๆกับบิดคันเร่ง เครื่องบินลำใหญ่ตีลังกาหงายท้องขึ้นฟ้าก่อนจะกลับหลังหันอย่างรวดเร็วเหมือนทหารเกณฑ์ตอนอยู่ต่อหน้าจ่า ก่อนที่จรวดต่อต้านอากาศยานสองลูกจะถูกปล่อยออกจากที่เก็บอาวุธใต้ท้อง

 

กว่าจะรู้สึกตัวว่ามีจรวดนำวิถีพุ่งเข้ามาหา หัวรบระเบิดแรงสูงก็ปะทุตูม คลื่นกระแทกฉีกร่างเผ่าพันธุ์ผู้ดูแลโลกหลังความตายที่โชคร้ายอยู่ในรัศมีทำลายล้างเป็นชิ้นๆในทันที ยังไม่นับสะเก็ดระเบิดอลูมิเนียมคมกริบที่พุ่งผ่านร่างของอีกหลายตน พวกมันดิ้นเร่าๆ ก่อนจะสลายหายวับไปในความมืดของยามราตรี

 

ตานีสาวหน้าจืดไม่ยอมให้เสียเที่ยว เธอเอียงปีกเลี้ยวพร้อมกับกราดกระสุนเข้าใส่อีกหลายตัวที่ลอยกระเจิดกระเจิงจนเต็มสามร้อยหกสิบองศาก่อนจะเชิดหัวพุ่งขึ้นสู่หมู่เมฆอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเตือนจากห้องบัญชาการว่าเครื่องบินของเธอกำลังจางลง ทิ้งยมทูตตนไหนก็ตามที่กำลังชายตามองเธออยู่เอาไว้เบื้องล่าง

 

“หอบังคับการ ยมทูตเหลือประมาณกี่ตนเจ้า”

“เกือบยี่สิบตน”

“รับทราบ”

 

ดึงคันบังคับเพียงครั้งเดียว กล้วยก็ลงจากฐานเมฆมาสู่สนามรบเบื้องล่างอีกครั้ง และเมื่อสัญญาณล็อกเป้าดังเตือนเข้าหู เด็กสาวหน้าจืดก็เหนี่ยวไกปล่อยจรวดออกไปสังหารพวกมันทันที แต่คราวนี้ความเสียหายไม่ได้มากเหมือนคราวที่แล้วด้วยยมทูตเริ่มรู้แกวแยกตัวออกห่างกันมากขึ้น ถึงจะตายเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ลากคอกันกลับโลกหลังความตายเป็นหมู่อีกแล้ว

 

ราชินีตานีเกร็งเท้าถีบหางเสือ มือดึงคันบังคับหมายจะส่ายหัวสาดกระสุนเป็นวงกว้างอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันจะได้เริ่มตีวง เสียงเตือนก็หวีดแหลมเข้าหู แล้วท้องของเธอก็เสียววูบเมื่อเครื่องบินเอียงตัวก่อนจะไต่ระดับอย่างฉับพลัน เด็กสาวรู้ดีว่าเพราะอะไรเช่นเดียวกับที่เธอรู้ดีว่าเสียงเตือนนั้นคือเสียงอะไร มันคือเสียงเตือนว่าเธอถูกล็อกเป้าโดยจรวดนำวิถี....

 

มือซ้ายกระแทกคันเร่งขึ้นจนสุด มือขวากดปล่อยตัวล่ออลูมิเนียมก่อนจะย้ายมาดึงคันบังคับเชิดหัวเครื่องขึ้นสู่ท้องฟ้า แต่สัญญาณเตือนเรดาร์ก็ยังคงร้องแสบแก้วหู แถมตัวเลขบอกระยะบนหน้าจอก็ยังคงลดลงเรื่อยๆอย่างรวดเร็ว เด็กสาวหน้าจืดขบกรามกรอด เธอไม่มีตัวล่อเหลืออีกแล้ว ได้โปรดเถอะ ขอให้เธอหนีมันพ้นด้วยเถอะ.....

 

แต่คำอธิษฐานไร้ผล ไม่กี่วินาทีต่อมา เครื่องบินก็สะเทือนอย่างแรงเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นจับเขย่า หน้าจอที่เคยสว่างไสวดับพรึ่บลงแทบจะพร้อมๆกัน แต่ห้องนักบินกลับสว่างไสวด้วยเปลวเพลิงสีฟ้าอมน้ำเงินชวนขนลุก ขณะเครื่องค่อยๆปักหัวลงสู่ก้อนเมฆหนาทึบสีเทาเบื้องล่างก่อนจะเพิ่มความเร็วมุ่งหน้าลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก.....

 

ไม่มีทางเลือกอื่น กล้วยดึงคันโยกดีดตัว กระจกห้องนักบินดีดผึงออกไปจากตัวเครื่องก่อนที่ตัวเธอจะถูกยิงลอยละลิ่วไปกลางท้องฟ้า ก่อนที่ร่มชูชีพสีกรมท่าจะเปิดออก พาเธอลดระดับผ่านหมู่เมฆลงมาอย่างนิ่มนวล

 

แต่เมื่อผ่านพ้นฐานเมฆกลับลงมาอีกครั้ง ตานีสาวก็มองเห็นปัญหาใหม่ทันที ผีร้ายที่เหลืออยู่เบื้องล่างมองเห็นเธอแล้ว และแม้จะตกอยู่ท่ามกลางการยิงจากทั้งปืนกลสนามและปืนกลจากรถถัง พวกมันก็ยังหมอบรอเธออยู่แทบเท้าเหมือนแฟนพันธุ์แท้ แต่เป็นแฟนพันธุ์แท้ที่จะเข้าขย้ำเธอทันทีที่เท้าแตะพื้น.....

 

อย่างไรก็ตาม เด็กสาวหน้าจืดคิดผิดถนัด เท้ายังไม่ทันแตะพื้น สายร่มก็ขาดผึงพร้อมๆกันทุกเส้นก่อนที่ร่างของเธอจะลอยคว้างขึ้นสูง ราชินีตานีรีบเรียกไรเฟิลจู่โจมสำรองของเธอออกมาจากอุปกรณ์เก็บอาวุธในกระเป๋า แต่ก่อนที่เธอจะยกมันเข้าร่องไหล่ได้ ผีร้ายเบื้องล่างก็เหวี่ยงเธอลงสู่พื้นดินเสียแล้ว....

 

ไวเท่าความคิด เด็กสาวรีบเคลื่อนที่ในพริบตาหลบฉากออกจากการต่อสู้ แต่ผีร้ายรู้แกวเคลื่อนตามมาดักทางก่อนที่ตนหนึ่งจะปาอะไรบางอย่างออกมา กล้วยรีบเปลี่ยนร่างเป็นพลังงานหมายจะเคลื่อนที่ในพริบตาอีกครั้งด้วยเกรงว่านั่นจะเป็นระเบิด แต่ร่างของเธอกลับไม่ตอบสนอง และก่อนที่เด็กสาวหน้าจืดจะทันทำอะไรได้มากกว่านั้น ผีร้ายตนหนึ่งก็ถีบเปรี้ยงเข้าใส่แผ่นหลังจนเธอกลิ้งหลุนๆก่อนจะร่วงตุ้บลงไปในคูต่อต้านรถถัง ตานีสาวรีบยันตัวลุกขึ้น แต่หมัดหนึ่งของผีร้ายที่เธอเพิ่งจะตระหนักว่ามันสูงเพียงใดก็อัดตูมเข้าใส่หน้าท้องเสียก่อน

 

ดวงตาเรียวเบิกกว้าง ปากอ้าค้างด้วยความเจ็บปวดและความจุก แต่ยังไม่ทันจะบรรเทา อีกหมัดหนึ่งก็ตามมาซ้ำเข้าใส่ครึ่งคางครึ่งแก้มจนกระดูกคอของตานีสาวลั่นกร๊อบ อีกหมัดตามมากระแทกจนไรเฟิลจู่โจมกระเด็นหลุด ก่อนจะตามมาด้วยอีกหมัด และอีกหมัด และอีกหมัด ผีร้ายหกตนกลุ้มรุมกันประเคนทั้งหมัด เท้า เข่า ศอก และแม้กระทั่งหัวเข้าใส่ตานีสาวหน้าจืดราวกับเธอเป็นกระสอบทราย

 

ราชินีตานีพยายามย่อตัวลงต่ำก่อนจะออกหมัดสวนไปบ้าง แต่หนึ่งแรงหรือจะสู้หก เพียงไม่กี่หมัดต่อมากล้วยก็แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นหิมะ แต่ผีร้ายตนหนึ่งล็อกตัวเธอเอาไว้ให้เพื่อนรุมสกรัมอย่างไม่ปรานี ที่แย่ยิ่งกว่านั้น แต่ละหมัดไม่ได้มีเพียงแรง แต่อัดแน่นไปด้วยพลังงานวิญญาณที่ถาโถมเข้ากระแทกแกนวิญญาณของเธอ มันเจ็บปวดรวดร้าวราวกับอวัยวะทุกส่วนกำลังแตกร้าวมากขึ้นทุกขณะ ความเจ็บปวดบีบให้เธออ้าปากกรีดร้อง แต่เสียงของเธอไม่เหลืออีกแล้ว.....

 

แวบหนึ่งในสติอันเลือนราง กล้วยนึกย้อนไปถึงตอนที่เธอโดนซ้อมปางตายเมื่อครั้งไปโลกหลังความตาย ตอนนั้นเธอรอดมาได้เพราะสภาวะที่มีพลังงานวิญญาณของโลกหลังความตายหล่อเลี้ยง แต่ตอนนี้ไม่มีพลังงานวิญญาณนั้นอีกแล้ว.....

 

แต่ในที่สุดมันก็หยุดลง แขนที่ล็อกแขนเออยู่คลายออก ปล่อยให้ร่างของราชินีตานีรูดลงไปกองกับพื้นเหมือนหุ่นเชิดที่ถูกตัดเชือก เด็กสาวหน้าจืดเงยหน้าขึ้น ผีทั้งหกตนยังคงยืนล้อมรอบเธออยู่ในคูต่อต้านรถถัง ตนหนึ่งกำลังยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู

 

“อะไรนะครับ เนี่ยเหรอครับราชินีตานี ครับ ได้ครับ เดี๋ยวจัดการให้ครับ”

 

ผีร้ายร่างใหญ่กดวางก่อนจะยัดโทรศัพท์กลับเข้ากระเป๋า แล้วริมฝีปากของมันก็ฉีกเป็นรอยยิ้มเย็น

 

“น่าเสียดายนะ พวกข้าอดอัดราชินีตานีต่อซะงั้น..... แต่นั่นคงเป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับแกมากกว่า เพราะแกคงจะต้องทนทรมานแบบนี้ไปจนพวกข้าส่งตัวแกให้เจ้านาย และถึงตอนนั้น เจ้านายของพวกข้าคงมีอะไรสนุกๆ ให้แกทำอีกเยอะ.....”

 

ผีร้ายตนหนึ่งก้มลงเก็บอุปกรณ์ป้องกันการเคลื่อนที่ในพริบตาที่มันปาและกวาดลงคูมาด้วย ขณะอีกสองตนล็อกแขนล็อกขาเธออย่างแน่นหนาก่อนจะยกเธอขึ้น พวกมันกำลังจะเคลื่อนที่ในพริบตากลับไปยังฐานทัพเมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้นที่ปากคู

 

“นั่นจะเอาราชินีของหมู่เฮาไปที่ได๋ก๋า.....”

เหล่าร่างดำทะมึนเงยหน้าขึ้นมอง แต่สิ่งที่พวกมันเห็นมีเพียงแสงแปลบปลาบจากปากกระบอกไรเฟิลจู่โจม ก่อนที่กระสุนหัวทำลายวิญญาณจะพุ่งเข้าทะลวงแกนวิญญาณของพวกมันจนพรุน ทั้งหกตนระเบิดตูมเป็นเศษซากพลังงานวิญญาณ ทิ้งเอาไว้เพียงร่างของตานีสาวหน้าจืดที่ร่วงพลั่กลงกับพื้น

 

“กล้วย ยะใจดีๆไว้ !

เด็กสาวหน้าจืดค่อยๆเปิดเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้น “กล้าย.....”

 

“เอ้า กินนี่ก่อน”

หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมยัดปากขวดยาสมานแผลเข้าปากเธอ กล้วยสำลักเล็กน้อยเมื่อยาหกเข้าจมูกขณะเพื่อนสาวยกร่างของเธอขึ้นพาดบ่าก่อนจะไต่ออกจากคูลึกเกือบเมตร ที่ปากคู รถถังลายพรางหิมะจอดติดเครื่องอยู่ กล้ายบรรจงยัดเพื่อนสาวผ่านฝาครอบป้อมปืนลงไปในตัวรถก่อนจะไต่ตามลงไปแล้วดึงฝาครอบปิด แล้วรถถังคันใหญ่ก็เดินหน้ากลับไปหาแนวปะทะอีกครั้ง

 

“ขอบคุณมากเน่อกล้าย” เด็กสาวหน้าจืดซึ่งเริ่มดีขึ้นบ้างแล้วจากฤทธิ์ยากึ่งคลานกึ่งหมอบเข้ามาในห้องคนขับ เธอสะดุ้งน้อยๆเมื่อเห็นว่าจ้าดนั่งอยู่ด้วย แต่ก็ค่อยๆขยับตัวเข้าไปนั่งบนที่นั่งเสริมอีกที่โดยไม่พูดอะไรอีก “สุมานักๆเน่อที่ต้องหื้อมาช่วย”

“บ่เป็นอะหยัง เกือบไปเหมือนกันเน่อ” กล้ายตอบ มือขยับคันบังคับเล็งปืนตรงไปยังรถถังข้าศึกที่วิ่งขนานกับเธออยู่เบื้องหน้าในระยะห่างออกไปไม่ถึงกิโล “หมิงถอยเข้าไปหลังคันดินนั่นแล้วปีนขึ้นไป ข้าจะยิงมัน”

“ได้”

 

เด็กสาวหน้าเสือจัดให้ตามที่เพื่อนสาวขอทันที รถถังคันโตหมุนตัวเมื่อตีนตะขาบสองข้างขับเคลื่อนด้วยความเร็วไม่เท่ากันก่อนจะขยับเข้าหาคันดินสูงเกือบสามเมตร สมิงสาวคิกดาวน์เรียกกำลังจากเครื่องยนต์วีแปดด้านหลังเพื่อดันรถถังให้ขยับขึ้นไปบนคันดิน ขณะหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมก้มปืนลง กรอบสี่เหลี่ยมในหน้าจอล็อกอยู่ที่ระยะหลายสิบเมตรหน้ารถถังสีเทาที่ยังคงวิ่งผ่านหน้าแนวรถถังของฝ่ายเธอ มันคงพยายามจะอ้อมไปยังจุดที่มีกำลังน้อยกว่า หรือไม่ก็พยายามจะหาคันดินหรือแนวป่าสนเพื่อซ่อนตัว แต่มันจะไม่มีโอกาสได้ทำอย่างนั้นแล้วในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า.....

 

“ระยะพันสองร้อยสามสิบ ลมสองนาฬิกา ยิง”

กล้ายพูดเนิบๆ แต่สิ่งที่เธอทำไม่ได้เนิบอย่างคำพูด รถถังสั่นสะท้านเมื่อกระสุนหัวเจาะเกราะถูกยิงออกไปจากปืนใหญ่ เวลาผ่านไปเกือบหกวินาทีก่อนที่รถถังคันนั้นจะหยุดนิ่งอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยเหมือนรถบังคับแบตหมด แม้จะอยู่ห่างกันเกือบหนึ่งกิโลเมตร แต่สามตนหนึ่งคนในห้องคนขับก็พอจะเห็นเปลวเพลิงสีเหลืองส้มแลบออกมาจากท้ายรถถังคันนั้นได้

 

แต่ดีใจกับผลงานได้เพียงไม่กี่วินาที ภาพในหน้าจอก็ถูกบดบังด้วยเศษหิมะและดินที่พุ่งพรวดขึ้นจากพื้นเมื่อถูกกระสุนรถถังยิงเข้าใส่ ฝ่ายตรงข้ามเห็นแล้วว่าพวกเขาอยู่ที่นี่ และสามคันเกาะกลุ่มกันทะลวงแนวรถถังฝ่ายเธอที่มีน้อยกว่าเข้ามาหาแล้ว อ้อยอิ่งอยู่ต่อไปไม่ดีแน่

 

หมิงดึงคันเกียร์ลงมาตำแหน่งถอยหลังก่อนจะเหยียบคันเร่ง กล้ายกราดปืนกลยิงขู่ไปหนึ่งชุดใหญ่ขณะพวกเธอขยับถอยลงมาจากคันดินก่อนจะวิ่งออกไปสมทบกับรถถังอีกคันที่ถอยร่นลงมาจากแนวหน้าเกือบสองร้อยเมตร และกล้ายก็พอจะมองออกว่าเพราะอะไร รถถังฝ่ายตรงข้ามซึ่งยามนี้เหลือกว่าร้อยคันแปรรูปขบวนเป็นแถวรูปตัววีที่พุ่งหัวหอกเข้ามาหาพวกเธอ และหัวหอกนั้นก็ดูจะเป็นรถถังที่ทั้งสภาพดีและทรงประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่เหลืออยู่แล้ว หากเข้าชนตรงๆล่ะก็ไม่น่ารอด.....

 

“พวกมันน่าจะพยายามดันขึ้นไปช่วยพวกผีร้ายอิสระ หมู่หกหมู่เจ็ดถอยลงมา เอาป่าที่สองศูนย์สี่สองด้านกำบังแล้วตีขนาบมันอีกที อย่าให้มันยิงสะดวก หมู่แปดระวังโดนตีขนาบ ทนเอาไว้แป๊บเดียวเดี๋ยวหมู่หกหมู่เจ็ดจะช่วยยิงให้ !

เสียงจากวิทยุสั่งการเคลื่อนพล แต่ถึงไม่มีคำสั่ง เด็กสาวผมหางม้าก็กำลังจะบอกเพื่อนสาวอยู่แล้ว และดูเหมือนสมิงสาวแห่งป่าแสนคำผู้มีประสบการณ์การรบด้วยยานเกราะมาพอสมควรแล้วก็คิดอย่างเดียวกัน รถถังลายพรางหิมะปล่อยม่านควันบดบังทัศนวิสัยเป็นวงกว้างก่อนจะหมุนตัวเลี้ยวซ้ายแล้วแล่นเป็นแถวหน้ากระดานไปกับรถถังคันอื่นๆ มุ่งหน้าเข้าหาป่าสนขนาดไม่ใหญ่นักแต่น่าจะพอกำบังทั้งหมู่ที่เหลือกันอยู่ราวสิบคันได้ แต่แม้จะมีม่านควัน ฝ่ายตรงข้ามก็ยังไม่วายสอยรถถังไปอีกสองคันจนได้ ตานีสาวผมหางม้าเบ้หน้าเมื่อแผ่นเกราะชิ้นหนึ่งลอยผ่านหน้ารถถังของเธอไป แต่อีกเพียงไม่กี่เมตรเธอก็จะถึงแนวป่าแล้ว.....

 

ในที่สุด หมู่ต้นสนที่ขึ้นกันหนาทึบก็บดบังเธอจากสายตาและปืนใหญ่ของฝ่ายตรงข้าม รถถังที่เหลืออยู่แปดคันจัดกระบวนทัพกันใหม่อย่างรวดเร็วก่อนจะวิ่งขนานแนวป่าตีคู่ไปกับแถวหัวหอกของข้าศึกที่ยังคงเดินหน้าไปเรื่อยๆอย่างไม่หยุดยั้ง และเมื่อพ้นแนวเขตป่า ท้ายรถถังอันเปิดโล่งของฝ่ายตรงข้ามก็ลอยเด่นเป็นเป้าให้ทุกคันยิงได้อย่างง่ายดาย

 

แถวหัวหอกใช้เวลาเกือบหนึ่งนาทีเต็มกว่าพวกมันจะรู้ว่าถูกดักซุ่มยิงเสียแล้ว ตัววีเริ่มกลายเป็นตัวดับเบิ้ลยู ก่อนที่จะแตกกระจัดกระจายไม่เป็นรูปขบวน คำสั่งจากเบื้องบนที่สั่งให้มันสู้เข้าไปอย่าได้ถอยยิ่งทำให้พลขับ หรือหากพูดให้ถูกคือวิญญาณที่สิงสู่อยู่ในตัวพลขับผู้ก็ไม่ได้มีประสบการณ์การขับรถถังอะไรมากนักยิ่งสับสนขึ้นไปอีก หากไม่ทำตามคำสั่งพวกมันก็ไม่รู้ว่าจะโดนอะไร แต่หากทำตามคำสั่ง ฝ่ายตรงข้ามจะได้โอกาสยิงพวกมันทันที.....

 

แต่ในขณะที่พวกมันลังเล จำนวนรถถังของกองกำลังผีร้ายก็ลดลงเรื่อยๆอย่างช้าๆแต่มั่นคง จากร้อยกว่ากลายเป็นเก้าสิบ แปดสิบ และเจ็ดสิบในเวลาเพียงไม่ถึงห้านาที รถถังของกองกำลังตานีทั้งสามหมู่ซึ่งเหลือรวมกันราวยี่สิบกว่าคันเริ่มแปรขบวนเพื่อตีกรอบล้อมพวกมันไว้ แต่ก็ต้องกลับมารวมเป็นแถวเหมือนเดิมเมื่อฝ่ายตรงข้ามยิงสกัดอย่างไม่ลดละก่อนจะเริ่มขยับถอย แต่ตานีสาวผมหางม้ามองออกว่านั่นไม่ใช่การขยับถอยจากความพ่ายแพ้ แต่เป็นการขยับถอยเพื่อปรับรูปขบวนแล้วบุกอีกครั้ง....

 

กล้ายคาดเอาไว้ไม่ผิด ถอยไปได้เพียงไม่ถึงนาที พวกมันก็จัดรูปขบวนเสร็จเรียบร้อยก่อนจะจู่โจมอีกครั้ง หากไม่ใช่การเดินหน้าบุก แต่เป็นการจู่โจมพลางถอยพลาง แต่ด้วยจำนวนที่มากกว่าก็ทำให้พวกมันยังได้เปรียบ หากทะเล่อทะล่าบุกตามอย่างไม่ระวัง พวกมันก็อาจเปลี่ยนมาเป็นเดินหน้ากดดันได้ทุกเวลา.....

 

“หมิงออกขวาไปยิงมันทางด้านข้างดีกว่า”

“อื้ม”

 

เด็กสาวหน้าเสือหักพวงมาลัยพายานเกราะคันยักษ์ออกจากแนวรถถังก่อนจะวิ่งออกทางขวาของฝ่ายตรงข้ามหมายเล็งเกราะด้านข้างซึ่งแข็งแรงน้อยกว่าของคู่ต่อสู้ ขณะกล้ายคุมปืนใหญ่ให้ชี้นิ่งอยู่ที่รถถังอีกคันหนึ่ง แต่ก่อนที่เธอจะทันได้เหนี่ยวไก ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวก็เหลือบไปเห็นรถถังฝ่ายตรงข้ามคันหนึ่งที่ซ่อนอยู่หลังคันดินที่เธอเพิ่งจะวิ่งผ่านไป หัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมอ้าปากจะบอกเพื่อนสาว แต่อีกฝ่ายเหนี่ยวไกเสียแล้ว....

 

ด้วยระยะที่ใกล้ รถถังคันนี้จึงเล็งได้แม่นกว่า กระสุนพุ่งตรงเข้าเจาะท่ออากาศเข้าของเครื่องยนต์ดีเซลจนแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แม้เครื่องยนต์จะไม่ได้เสียหายหนักจนถึงขั้นวิ่งไม่ได้ แต่ไฟเตือนก็สว่างโร่ทั่วหน้าจอ ทั้งไฟเตือนฝุ่นในอากาศเข้า แรงดันน้ำมันเครื่อง แรงดันน้ำมันเบรก และน้ำหล่อเย็น

 

“เอาจังไสกล้าย !?

“ถอยไปหื้อไกลที่สุดเท่าที่เครื่องจะไปได้ แล้วยิงอยู่กับที่ไปเลย”

 

เด็กสาวหน้าเสือทำตามคำขอทันที เลื่อนคันเกียร์ไปตำแหน่งถอยหลัง แล้วรถถังคันใหญ่ก็วิ่งถอยด้วยความเร็วสูง ดวงตาสีเหลืองที่มีขีดตรงกลางจับจ้องที่ไฟเตือนและมาตรวัดในหน้าจอ อุณหภูมิเครื่องยนต์สูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อน้ำหล่อเย็นและน้ำมันเครื่องรั่วไหลออกไปเรื่อยๆ เธอจะไปได้ไกลจนปลอดภัยจากฝ่ายตรงข้ามไหมหนอ....

 

กระสุนเส้นผ่านศูนย์กลางสิบสองจุดห้ามิลลิเมตรพุ่งตามมาอีกสองนัดติดๆกัน นัดหนึ่งเฉี่ยวผ่านเหนือหัวไป แต่อีกนัดหนึ่งเจาะเข้าที่รอยต่อระหว่างป้อมปืนกับตัวถังก่อนจะระเบิดตูมทำเอารถถังไถลวูบไปบนพื้นหิมะ แต่อย่างน้อยมันก็ยังขับต่อได้ กล้ายยิงตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามไปอีกสองนัดขณะหมิงรีบดึงการควบคุมกลับมาแล้วถอยหลังต่อ พิสัยปืนใหญ่ของเธอไกลกว่าฝ่ายตรงข้ามเกือบห้าร้อยเมตร หากถอยไปถึงระยะนั้นได้เธอก็จะได้เปรียบทันที อีกนิดเดียว อีกนิดเดียวเท่านั้น.....

 

แต่ในที่สุด เครื่องก็ส่งเสียงเหมือนคนกระแอมกระไอ สมิงสาวรีบกดปุ่มดับเครื่องทันทีเพื่อความปลอดภัย ระยะขนาดนี้ฝ่ายตรงข้ามยังยิงเธอได้ แต่ช่วยไม่ได้ พวกเธอไม่มีทางเลือกอื่น.....

 

“หมิงคุมปืนกลทีเน่อ”

“ได้เลย !

 

ขณะปืนใหญ่เริ่มยิง เหล่าผีร้ายอิสระที่ยังหลงเหลืออยู่บ้างก็พุ่งลงมาหาราวกับเหยี่ยวเห็นเหยื่อ หมู่ยมทูตที่เหลืออยู่เกือบสิบตนก็เช่นกัน แต่พวกมันก็ไม่อาจทำอะไรยานเกราะที่มีม่านพลังงานวิญญาณปกป้องอยู่ได้ เด็กสาวหน้าเสือกดปุ่มปล่อยม่านควันบดบังสายตายมทูตก่อนจะกราดยิงปืนกลเข้าใส่เหล่าผีร้ายที่พยายามจะงัดเปิดฝาครอบป้อมปืน พวกมันระเบิดตูมแตกสลายไปอย่างง่ายดาย

 

แต่แล้ว รถถังก็มีอันต้องสั่นสะเทือนอีกครั้งเมื่ออะไรบางอย่างโถมตูมลงใส่จากด้านบน กล้ายมองผ่านกล้อง แล้วก็ต้องสะดุ้ง ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นตกใจระคนขบขันเมื่อเห็นว่ามันคือต้นสนทั้งต้น ผีร้ายหมดทางสู้ขนาดนี้แล้วหรือนี่.....

 

แต่ความขบขันก็แปรเปลี่ยนเป็นความวิตกในฉับพลันเมื่อตานีสาวผมหางม้าพบว่ามันไม่ใช่แค่ต้นเดียว แต่อีกเป็นสิบๆต้นกำลังลอยละลิ่วมาเหมือนจรวดต่อต้านรถถัง แม้น้ำหนักแค่ครึ่งตันของต้นสนจะเทียบไม่ได้กับแรงปะทะจากกระสุนปืนใหญ่ แต่ตอนนี้พวกเธอเคลื่อนที่ไม่ได้แล้ว หากพวกมันกองสุมๆกันเอาไว้ก็เท่ากับปิดทางการยิงได้ทันที ยิ่งกว่านั้น หากมีตนไหนจุดไฟขึ้นมาล่ะก็ รถถังได้กลายเป็นเตากล้วยอบน้ำผึ้ง เสือร้องไห้ และบ่าจ้าดง่าวย่างถ่านไม้สนแน่นอน และเธอก็ไม่คิดว่าจะไม่มีตนไหนไม่ทำด้วย.....

 

หมิงเองก็คงตระหนักดีถึงอันตรายนี้ เธอสาดกระสุนใส่ต้นสนต้นแล้วต้นเล่าที่พุ่งเข้าใส่ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก ในที่สุด ต้นสนก็ปกคลุมทั่วรถถัง แล้วแสงสีเหลืองส้มของเปลวไฟก็สว่างขึ้นด้านนอก.....

 

“กล้าย สละรถเหอะ !” หมิงผู้กลัวไฟด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่าละล่ำละลัก

“เดี๋ยว กระสุนยังเหลืออีกสี่นัด ข้าบ่ปล่อยหื้อเสียเปล่า !

“สิบ้าบ่ โดนย่างสดเลยเด๊ !

“หมิงกล้วยจ้าดไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวข้าตามไป !

“บ่ กล้ายอยู่เฮาก็อยู่”

“เอ๊ะ จะเอาจะไดกันแน่บ่าสมิงบ้าพลังนี่ !?

 

แม้ปากจะเถียงกันไป แต่ทั้งดวงตาและมือของหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจมและรถถังก็เล็งรถถังฝ่ายข้าศึกซึ่งยามนี้เหลือเพียงไม่ถึงยี่สิบคันอย่างรวดเร็ว ปืนใหญ่หมุนได้เพียงช้าๆแล้วตอนนี้ด้วยเสียหายจากกระสุนลูกเมื่อครู่แถมยังมีต้นสนทับอยู่ แต่มันก็หมุนได้มากพอที่จะยิงเป้าหมายได้ เด็กสาวผมหางม้าเหนี่ยวไกทันที เป้าหมายระเบิดตูมเป็นลูกไฟดวงใหญ่เหมือนเช่นเคย ตานีสาวเลื่อนหาเป้าหมายใหม่อย่างไม่แยแส แต่ก่อนที่เธอจะล็อกเป้าได้ เสียงของสายก็ดังมาเข้าหูฟัง

 

“ทุกหน่วย ทุกตน หยุดยิง หมู่มันถอนกำลังแล้ว”

“เอ๊ะ” สมิงสาวขมวดคิ้วอย่างงุนงง “ถอนกำลังอีหยัง พวกมันก็ยังอยู่ข้างหน้าบ่แม่นบ่”

“ชู่ ฟังก่อน” กล้วยปรามเพื่อนสาว ในหน้าจอแผนที่ จุดสีแดงอันบ่งบอกถึงผีร้ายลอยออกไปจากพื้นที่ฐานบินดอยสูงจริงๆด้วย

“ย้ำ ทุกหน่วยหยุดยิง ผีร้ายถอนกำลังแล้ว รถถังที่เหลือมีแค่มนุษย์อยู่ข้างใน รถถังหมู่สี่ ห้า หก เจ็ด เข้าไปล้อมไว้ เอาคนข้างในออกมา แต่อย่าเพิ่งยะอะหยังเด็ดขาด เดี๋ยวจะส่งมนุษย์เข้าไปเจรจา”

“ก่อนอื่นสละรถกันก่อนดีกว่ามั้ยกล้าย” จ้าดเตือนความจำเพื่อนสาวเมื่อสายพูดจบ “เราไม่อยากเป็นหมู่ปิ้งอยู่ในนี้นา”

“บ่ต้องห่วง รถดับเพลิงมาดับหื้อแล้ว” ตานีสาวผมหางม้าตอบ และหลานชายหมอผีใหญ่ก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าได้ยินเสียงน้ำไหลจ๊อกๆอยู่บนเกราะรถถัง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงแครกครากเมื่อต้นสนถูกเครนลากออกไป การหยุดยิงคงทำให้รถสนับสนุนและช่วยเหลือเข้ามาได้สะดวกขึ้น

"ว่าแต่ ส่งมนุษย์เข้าไปเจรจานี่ จะให้ใครเจรจากันเนี่ย”

 

หลานชายหมอผีใหญ่เลิกคิ้วเมื่อเห็นเพื่อนสาวทั้งสามหันมามองเขาด้วยสายตาที่แปลได้ว่า “ถามจริง ?”

 

“จ้าด กล้าย กล้วย หมิง ไปเจรจากับเปิ้นหน่อย” สายยืนยันข้อสงสัยของเขา

“อ่า.... ครับ”

“แต่รถถังของหมู่เฮาเครื่องพังแล้วเจ้า วิ่งไปบ่ได้”

“ขึ้นรถดับเพลิงไปเลย”

“เจ้า”

 

กล้ายกดปุ่มบนแผงข้างเบาะคนขับ แผ่นเกราะระหว่างที่นั่งคนขับเปิดออก เผยช่องกว้างขนาดพอให้คนลอดได้ลงไปยังใต้ท้องรถถัง จ้าดลงไปก่อน ร่างของเขาร่วงตุ้บลงบนพื้นหิมะเย็นๆ ก่อนจะคลานออกจากรถถัง รถดับเพลิงตีนตะขาบสีแดงจอดเปิดไฟวอบแวบรออยู่ข้างตัวรถแล้ว

 

มนุษย์เกือบห้าสิบคนนั่งเอามือประสานกันไว้บนท้ายทอยอยู่กลางพื้นหิมะ ทุกคนใส่ชุดลายพรางแบบทหาร รอบตัวพวกเขา ทั้งรถถังและเหล่าผีถือปืนคุมเชิงอยู่อย่างแน่นหนา พวกเขาเงยหน้าขึ้นมองเมื่อรถดับเพลิงแล่นเข้ามาจอด และเมื่อเห็นว่าใครก้าวลงจากรถ แววโกรธแค้นก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลายคนทันที

 

“นึกแล้ว ไอ้พวกตานี.....”

“พวกเอ็งเป็นคนพาพวกข้ามาที่นี่ใช่มั้ย ปล่อยพวกข้ากลับไป !

“ไอ้พวกตัวประหลาด !

“ถามจริง พวกคุณไม่รู้เลยรึไงว่าเกิดอะไรขึ้น” จ้าดถามเสียงเรียบ

“ระ.... รู้สิ !” คนที่นั่งอยู่กลางกลุ่มกระแทกเสียงตอบ “พวกเอ็งปล่อยผีร้ายออกมาสิงพวกข้า แล้วก็พาพวกข้ามาที่นี่ จะพามาฆ่ารึไง หรือจะพามาเป็นแรงงานทาสมิทราบ !?

“คุณตาบอดก๋า” กล้วยพูดอย่างอดทน “บ่หันเลยก๋าว่านี่คือสนามรบ ถ้าหมู่เฮาปล่อยผีร้ายออกมาสิงหมู่คุณแล้วพามาที่นี่แต๊ ยะหยังถึงจะต้องยิงกัน”

“ท่านประจิมไง !” คนหนึ่งส่งเสียงมา “ท่านประจิมเอากองทัพมาช่วยพวกเรา !

“ใช่ ใช่ !

จ้าดส่ายหัวดิก “พวกคุณโง่หรือแกล้งโง่กันแน่ ดูตำแหน่งรถถังซิ ดูซิว่าพวกคุณอยู่ในตำแหน่งที่กำลังทำอะไรอยู่ พวกคุณอยู่บทบาทไหนในการรบครั้งนี้”

 

เหล่าทหารต่างเงียบกริบ แม้กว่าจะรู้สึกตัวก็ตอนรถถังจอดอยู่กับที่แล้ว แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าตำแหน่งรถถังของพวกเขาคือตำแหน่งของฝ่ายบุก นั่นแปลว่าพวกเขาไม่ได้เป็นฝ่ายเดียวกับตานีในการรบครั้งนี้ และนั่นก็หมายความว่าผีร้ายพวกนี้ไม่ใช่ฝ่ายตานีเช่นเดียวกัน หากเป็นฝ่ายที่ต้องการทำลายตานี นั่นหมายความว่าอยู่ฝ่ายเดียวกับประจิม แต่ประจิมดำเนินนโยบายปกป้องชาวเมืองจากภูตผีปีศาจมาตลอดก็น่าจะช่วยพวกเขาไม่ใช่หรือ แล้วรถถังก็ยังเป็นรถถังของกองทัพเวียงตานเสียอีก มันยังไงกันแน่....

 

“ก็ประจิมเองนั่นแหละ”

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากในกลุ่มทหาร ทั้งกลุ่มหันไปมองเป็นตาเดียวกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งเหล่าวิญญาณที่ยืนคุมเชิงอยู่และสามสหายร่วมรบ

 

“เอ็งว่าไงนะ”

“ประจิมเองนั่นแหละที่เป็นผู้ควบคุมผีร้าย ผมทันดูทีวีก่อนที่จะโดนผีเข้าสิง” เจ้าของเสียงเป็นขายหนุ่มหน้าอ่อนที่ดูจะยศไม่สูงกว่านายสิบไปเท่าไหร่นัก ต่ำกว่าทหารคนอื่นโดยรอบที่ไม่จ่าก็สัญญาบัตร

“เพ้อเจ้อบ้าอะไรของเอ็ง”

“ผมไม่ได้เพ้อเจ้อ” ชายหนุ่มเสียงแข็งขึ้นบ้าง “ราชินีตานีออกมาพูดเอง แล้วก็มีคลิปหลักฐานด้วยว่าประจิมทำอะไรลงไปบ้าง”

“เอ็งเชื่อตานีมากกว่าเชื่อเผ่าพันธุ์เดียวกันรึไงวะ !?” จ่าสิบเอกหน้าโหดคนหนึ่งเริ่มจะเอาเรื่องแล้ว

“ก็ดูที่เผ่าพันธุ์เดียวกันทำกับพวกเราสิจ่า !” ทหารหนุ่มเถียง “แล้วลองดูสิว่าตานีทำอะไร ทั้งที่เป็นคนละเผ่า คนละโลกด้วยซ้ำ แต่เขาช่วยเรามาตลอด แม้กระทั่งจนสุดท้ายเขาก็ยังออกมาเปิดโปงความลับทั้งที่อันตรายกับตัวเขา จ่าจะเชื่อเผ่าพันธุ์เดียวกันจ่าก็เชื่อไป ผมไม่เอาคนหนึ่งล่ะ !

“เอ้า พอๆ ยังบ่ต้องเถียงกัน” กล้ายตัดบท “เอาเป็นว่าถ้าผู้ได๋อยากจะปิ๊กไปหาประจิม เปิ้นตั้งฐานทัพอยู่ที่เขลางค์ ถ้าอยากจะไปหมู่เฮาจะเอาฮ. ไปส่ง แต่ถ้าบ่เอา จะถูกส่งไปเวียงคำ ถูกลบความทรงจำเกี่ยวกับตานีทั้งหมด และต้องอยู่อดมื้อกินมื้อทำงานหนักจนจบสงคราม” ตานีสาวแสร้งแสยะยิ้มเย็น แต่สมบทบาทพอจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามขนลุก “จะเอาจะไดก็บอกมา”

 

เหล่าหทารมองหน้ากัน แม้ปากจะยังด่าว่าตานี แต่ใจก็เริ่มสั่นคลอนด้วยความสับสนในสถานการณ์และข้อมูล ณ ขณะนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏชัดแล้วว่าตานีไม่ได้ต้องการให้พวกเขาเข้ามาที่นี่ ตานีไม่ได้ต้องการเอาชีวิตของพวกเขา กลับเป็นฝ่ายประจิมที่ดูน่าสงสัยมากกว่า มิหนำซ้ำ ต่อให้ประจิมไม่ได้ทำอะไรจริงๆ แต่ถ้ากลับไปก็ไม่อาจรู้ชะตากรรม ถ้าถึงขั้นผีร้ายมาเข้าสิงทุกคนในตานนะคอนไม่เว้นแม้แต่ในฐานทัพนอกเมือง ประจิมเองก็อาจจะเสร็จพวกมันไปแล้วก็ได้เช่นกัน หากกลับไปก็เท่ากับเดินออกจากปากจระเข้กลับไปหาเสือเท่านั้น.....

 

“ข้าขี้เกียจรอ” กล้ายตัดบทเสียงเย็น “ผู้ได๋อยากปิ๊กไป ยกมือขึ้น”

 

เหล่าชายทั้งหนุ่มและไม่ค่อยหนุ่มมองหน้ากันไปมาอีกครั้ง แต่ในที่สุดก็ไม่มีใครยกมือสักคน

 

“ดี” ตานีสาวหน้าจืดพยักหน้า “ขอบคุณในความร่วมมือ เดี๋ยวจะมีฮ. มารับ ขอหื้อโชคดี”

 

ราชินีตานีหันหลังกลับ ดวงตาที่เรืองแสงสีเขียวทอดมองออกไปยังสนามรบที่ยังคงมีควันคุกรุ่น หากเงียบเชียบและไร้การประหัตประหารอีกต่อไป แสงไฟจากเครื่องยนต์ไอพ่นของหนึ่งในเครื่องบินโจมตีไม่กี่ลำที่เหลืออยู่บินผ่านหัวเธอไปก่อนจะลงแตะพื้นบนรันเวย์เบื้องหน้า บอกจุดสิ้นสุดของยุทธการดอยสูง

 

ยุทธการที่พวกเธอเป็นฝ่ายชนะ ครั้งแรกในรอบหลายเดือน.....

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

*รถถังในตอนนี้อยู่ในลักษณะที่เรียกว่า Hull-Down Position (ตำแหน่งตัวถังต่ำ) กล่าวคือตัวถังอยู่ในระดับต่ำกว่าพื้นหรือมีพื้นบังอยู่ โผล่ออกมาแต่ป้อมปืนซึ่งหุ้มเกราะแน่นหนากว่าและมองเห็นได้ยากกว่า ทำให้ตกเป็นเป้าได้ยากกว่า การจอดรถถังแบบนี้นิยมใช้ในการตั้งรับ

 

**เกราะปฏิกิริยา – ดูคำอธิบายในเชิงอรรถตอนที่ 056

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #157 รักต์ศรา (จากตอนที่ 100)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 / 18:04

    ประจิมยังคงมีเครดิตกับทหาร (และอาจจะชาวเมือง)อยู่่ไม่น้อย


    มาทรงนี้ อนาคตจะมีชาวเมืองโดนเอามาทำไรอีกรึเปล่านะ

    #157
    0