ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 10 : เด็กสาวผู้ถือดาบเรืองแสง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 67
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    17 ม.ค. 58

            "ยูคิ !?"

            ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใดๆจากสาวแว่นเบื้องหน้า แม้แต่ดวงตากลมก็ยังไม่กะพริบด้วยซ้ำ เธอดูเป็นคนละคนกับเด็กสาวไร้เดียงสาผู้หน้าแดงไปถึงใบหูตอนยื่นจดหมายให้จ้าดเมื่อเช้าโดยสิ้นเชิง

 

            "เธอทำอะไรของเธอน่ะ !?" เด็กสาวหน้าคมถามเสียงดัง มือล้วงหยิบสนับเหล็กใหม่เอี่ยมออกมาสวมเตรียมพร้อม

            "ไม่เข้าใจค่ะ กว่านี้ง่ายคำใช้หน่อย" คำตอบของอีกฝ่ายทำเอาฟ้าอ้าปากค้าง "นั่นสำคัญไม่ ตายซะ !"

 

            สองมนุษย์สองตานีแตกฮือไปคนละทิศคนละทางเมื่อเด็กสาวชาวฮิมิตสึหายตัววับก่อนจะโผล่เข้ามากลางวง เธอกระโจนตามจ้าดซึ่งขยับได้ช้าที่สุดเพราะต้องลากราชินีตานีซึ่งยังคงขยับเร็วๆไม่ไหวไปด้วย ดาบลำแสงเหวี่ยงวูบหมายลำคอ แต่เด็กหนุ่มก็บิดตัวกลับมาเตะตัดข้อพับเข่าของฝ่ายตรงข้ามได้ทันท่วงทีจนเธอล้มคว่ำ ฟ้าและนางรับช่วงต่อทันทีด้วยการกระโจนกลับเข้ามากดตัวยูคิเอาไว้กับพื้น แต่เสี้ยววินาทีต่อมา ทั้งสองก็มีอันต้องคะมำไปกับพื้นเมื่อร่างของนักเรียนแลกเปลี่ยนสาวหายวับไปดื้อๆ

 

            เด็กสาวหน้าคมและตานีสาวคนสวยรีบยันตัวลุกขึ้นทันที แต่ก็ต้องทรุดตัวกลับลงไปนั่งอีกครั้งในฉับพลันเมื่อดาบสีฟ้าฟันขวางลำในระดับลำคอ ฟ้าสบโอกาสอัดสนับเหล็กเข้าใส่หน้าท้องของฝ่ายตรงข้ามตรงๆ แต่เธอก็ชกได้เพียงลมเมื่อเด็กสาวชาวฮิมิตสึหายวับไปอีกครั้ง วินาทีต่อมา เธอก็ต้องล้มกลิ้งเมื่อถูกนางคว้าคอกดลงกับพื้น ดาบเรืองแสงเฉียดใบหูซ้ายไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร

 

            ยูคิขยับตามหมายจะฟันซ้ำ แต่เธอก็ต้องเบี่ยงตัวหลบบ้างเมื่ออีโต้เล่มเขื่องสับลงมาหมายกลางกบาล แม้จะเป็นด้านสันมีด แต่หากโดนเข้าไปจังๆก็คงทำเธอมึนจนล้มได้สบายๆ เด็กสาวหายตัวถอยก่อนจะหันขวับกลับไปด้านหลัง ดาบลำแสงยาวเกือบเมตรครึ่งเหวี่ยงวูบรอบตัว แต่จ้าดซึ่งระวังตัวอยู่แล้วก็ถอยฉากออกจากรัศมีทำลายล้างได้ทันท่วงที

 

            นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวกระโจนตาม ดาบยาวชี้ตรงไปเบื้องหน้าหมายแทงกลางลำตัวเป้าหมายให้ทะลุถึงลำไส้ใหญ่ แต่เธอก็ต้องคะมำหัวทิ่มเมื่อถูกสนับเหล็กกล้าของฟ้าอัดขวาตรงเข้ากลางหลังเต็มๆ หลานชายหมอผีใหญ่ได้ทีเสยสันมีดขึ้นกระแทกคางดังพลั่กจนเด็กสาวชาวฮิมิตสึเซแซ่ดๆจ้าดสืบเท้าตามไปกระแทกด้ามมีดเข้าใส่ลิ้นปี่ของฝ่ายตรงข้ามอีกครั้ง ก่อนจะรวบร่างซึ่งตั้งท่าจะร่วงลงไปกองกับพื้นเข้ามาล็อกเอาไว้กับตัว คมมีดเหล็กกล้าเย็นเฉียบจ่ออยู่ที่คอ

 

            "เอาล่ะ ขอถามหน่อยได้มั้ยครับว่าเธอต้องการอะไร" เด็กหนุ่มหน้าดุพูดยิ้มๆด้วยน้ำเสียงสบายๆ แต่ฟ้ากลับขนลุก เธอรู้ว่าเพื่อนหนุ่มสงวนน้ำเสียงแบบนี้เอาไว้ใช้เมื่อเขาโกรธจัดโดยเฉพาะ "ช่วยตอบดีๆด้วย เราไม่อยากทำร้ายเธอ"

            "......ฮึ" คำตอบของอีกฝ่ายมีเพียงเสียงหัวเราะขึ้นจมูกครึ่งเดียวเท่านั้น ส่วนหนึ่งเพราะยังไม่หายมึน

            "ถ้าไม่ตอบ ก็คงต้องกดดันมากกว่านี้ล่ะนะ....."

            ใบมีดคมกริบเพิ่มแรงกดลงไปบนลำคอขาว แม้จะยังไม่ชำแรกผิวหนังลงไป แต่ก็ใกล้เต็มที

            "ตอบไม่" ยูคิตอบด้วยการเรียงประโยคแปลกๆเหมือนเดิม "อยากฆ่าก็ลองสิ"

            "งั้นคงไม่มีทางเลือก...."

 

            "จ้าดอย่า !"

            เด็กสาวหน้าจืดร้องขึ้นสุดเสียงอ่อนระโหยโรงแรงของเธอ จ้าดหันขวับไปมองเพื่อนสาวอย่างงุนงง

 

            "อย่าอะไรกล้วย"

            "จะยะอะหยังเปิ้นบ่ได้เน่อ" ราชินีตานีละล่ำละลักตอบ "เปิ้นเป็นมนุษย์ บ่แม่นผี ฆ่ามนุษย์ติดคุกเน่อ !"

            "กล้วยคิดว่าเราจะฆ่าเขาเหรอ" เด็กหนุ่มหน้าดุหัวเราะหึๆ "เราไม่โหดขนาดนั้นหรอก แต่ถ้าเลือดไหลซิบๆล่ะก็ไม่แน่....."

            "นั่นก็บ่ได้เหมือนกัน !" กล้วยสวนกลับ "มันคือการทำร้ายร่างกายเน่อ !"

            "แล้วกล้วยจะปล่อยให้ โอ๊ย !?"

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อจู่ๆดาบลำแสงสีฟ้าในมือยูคิก็เปลี่ยนรูปทรงเป็นเคียวเล่มยักษ์ ด้ามยาวเหยียดของมันแทงฉึกเข้าที่เอวของเขาจนทะลุออกไปด้านหลัง นักเรียนแลกเปลี่ยนสาวหัวเราะขึ้นจมูกอีกครั้งก่อนจะสะบัดมันออกจากร่างของผู้ที่ล็อกตัวเธอเอาไว้ เลือดสีแดงฉานทะลักพรวดตามออกมาทันที จ้าดค่อยๆทรุดลงไปนอนหายใจรวยรินอยู่กับพื้นราวกับภาพสโลว์โมชั่น ท่ามกลางสายตาหวาดผวาของสองตนหนึ่งคนที่เหลือ

 

            "ไม่ได้การแล้ว !"

            ตานีสาวคนสวยกระชากปืนลูกซองที่สะพายอยู่บนหลังออกมากระหน่ำยิงเด็กสาวเบื้องหน้าทันที แต่ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว เสี้ยววินาทีต่อมา ยูคิก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลังเธอก่อนจะเหวี่ยงอาวุธของเธอซึ่งบัดนี้กลับเป็นรูปดาบแล้วฟันวูบในแนวเฉียงสะพายแล่ง นางหลบไม่ทันจึงต้องยกปืนขึ้นรับ แต่ดวงตาหวานก็ต้องเบิกกว้างเมื่อดาบลำแสงเฉือนผ่านพลาสติกและเหล็กกล้าของปืนลูกซองจนขาดเป็นสองท่อนอย่างง่ายดายราวกับมันทำด้วยหยวกกล้วย

 

            "ฟ้าพาองค์ราชินีกับจ้าดหนีไป ! ป้อนยาสมานแผลของตานีให้เขาด้วย !"

            มือไวเท่าความคิด เด็กสาวทรงโตปาชิ้นส่วนหนาหนักในมือทั้งสองเข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม ยูคิหลบได้อย่างไม่ยากเย็นนักก่อนจะเปลี่ยนทางไปจู่โจมเข้าใส่ฟ้าซึ่งกำลังพยายามแบกร่างอ่อนปวกเปียกที่โชกชุ่มไปด้วยเลือดของเพื่อนหนุ่มขึ้นหลัง แต่ก่อนที่ดาบลำแสงจะทันได้สัมผัสเป้าหมาย นักเรียนแลกเปลี่ยนจากฮิมิตสึก็มีอันต้องกระเด็นลอยเมื่อนางโถมตัวเข้าใส่เธอเหมือนนักรักบี้พยายามสกัดทัชดาวน์ ทั้งสองกลิ้งหลุนๆไปตามโถงทางเดิน เปิดทางให้เด็กสาวหน้าคมซึ่งมีจ้าดอยู่บนหลังและพยุงกล้วยเอาไว้บนบ่าโยกเขยกไปยังลิฟต์

 

            ยูคิยันตัวลุกขึ้นได้ก็ยกดาบซึ่งยามนี้เปลี่ยนรูปร่างเป็นธนูคันใหญ่ขึ้นเล็ง แต่ก่อนที่เธอจะได้ยิงลูกธนูซึ่งก็เป็นลำแสงสีฟ้าสว่างเรืองรองเช่นเดียวกับตัวธนูออกไป มือของตานีสาวคนสวยก็คว้าหมับเข้าที่ก้านคอก่อนจะเหวี่ยงเธอล้มคว่ำลงกับพื้น เด็กสาวชาวฮิมิตสึเปลี่ยนรูปอาวุธเป็นมีดสั้นก่อนจะแทงสวน แต่นางก็เบี่ยงตัวหลบได้อย่างไม่ยากเย็นนักก่อนจะปล้ำคู่ต่อสู้ลงกับพื้น เธอใช้เข่ากดร่างฝ่ายตรงข้ามเอาไว้ กระชากอาวุธของเธอขว้างไปไกลก่อนจะควักมีดสั้นที่คาดอยู่ด้านหลังเข็มขัดออกมาเงื้อสุดแขน ดวงตาหวานหมายตำแหน่งหัวใจใต้ชุดพรางลายหิมะสีขาว.....

 

            "นาง อย่า ! ตานีจะทำร้ายมนุษย์บ่ได้เน่อ !"

            ตานีคนสวยชะงักเมื่อได้ยินเสียงร้องจากเจ้านายของเธอ

            "แต่มันจะทำร้ายเรานะเพคะ !" นางสวนกลับ เธอกดน้ำหนักลงที่เข่ามากขึ้นด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายตัวหนีไปอีก

            "บ่ว่าจะได หมู่เฮาก็ทำร้ายมนุษย์บ่ได้ !" ราชินีตานียืนกราน "หมู่เฮามีหน้าที่ปกป้องมนุษย์แลกกับการมีชีวิตบนโลกนี้อีกครั้ง นี่คือสัญญาที่ตานีทุกตนฮู้ดีบ่แม่นก๋า !?"

            "หมายความว่าเราจะป้องกันตัวบ้างไม่ได้เลยงั้นเหรอเพคะ !?" เด็กสาวทรงโตไม่ยอมแพ้ "มันยุติธรรมตรงไหนเพคะที่เราถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวโดยไม่มีโอกาสตอบโต้น่ะ แล้วถ้าเกิดพวกผีร้ายร่วมมือกับมนุษย์ ให้มนุษย์มากำจัดพวกเรา พวกเราก็ได้แต่นั่งรอวันสิ้นอายุไปน่ะเหรอเพคะ !?"

            "แต่มันคือหน้าที่ของหมู่เฮา....."

            "ก็ได้ !"

 

            นางกระชากส่วนที่หนาที่สุดของเสื้อชุดพรางหิมะของฝ่ายตรงข้ามก่อนจะปักมีดตรึงมันเอาไว้กับพื้นพรม ก่อนที่ร่างของเธอจะหายวับไปปรากฏขึ้นข้างตัวราชินีตานี สองตานีหนึ่งมนุษย์ บวกอีกหนึ่งมนุษย์ที่หมดสติจากอาการเสียเลือดมากกึ่งเดินกึ่งเหวี่ยงกันและกันเข้าไปในลิฟต์ก่อนที่ฟ้าซึ่งชุ่มโชกไปด้วยเลือดของเพื่อนหนุ่มจะใช้ส้นมือรัวกระแทกปุ่มปิดจนสั่นกราวไปทั้งลิฟต์ ภาพสุดท้ายที่ทุกคนเห็นคือเด็กสาวชาวฮิมิตสึพยายามดึงมีดที่นางปักด้วยแรงเหนือมนุษย์ออกจากเสื้อ แล้วประตูลิฟต์ก็ปิดเข้าหากัน

 

            "อาโนะยาโร่....."

            ยูคิขบกรามกรอด มีดที่ตานีสาวตรึงเอาไว้ทะลุเสื้อทั้งสามชั้นของเธอ มิหนำซ้ำยังปักลึกลงไปในพื้นคอนกรีตเกือบนิ้วไม่นับความหนาของพื้นพรม หากเธอคิดจะกระชากมันออกหรือหายตัวเคลื่อนที่ในพริบตาล่ะก็แทบจะแน่ใจได้เลยว่าชุดพรางหิมะของเธอต้องฉีกแควกเป็นสองส่วนแน่ๆ และเธอก็ไม่อยากโชว์ชุดชั้นในต่อหน้าธารกำนัลในโรงแรมต่างประเทศแบบนี้เสียด้วย

 

            แม้จะเสียดายชุดราคานับแสนเบี้ยและไม่อยากทิ้งหลักฐานเอาไว้ แต่ภารกิจและศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงของเธอสำคัญกว่า เด็กสาวฉวยดาบลำแสงขึ้นมาเปลี่ยนเป็นมีดก่อนจะเฉือนเสื้อส่วนที่ถูกตรึงเอาไว้ทิ้ง เสื้อที่เหลือขาดเป็นรูโหว่เส้นผ้่านศูนย์กลางเกือบสี่นิ้ว แต่เธอไม่สนใจ เด็กสาวเหลียวซ้ายแลขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็น ก่อนจะปีนข้ามระเบียงและกระโดดลงไปยังพื้นอิฐบล็อกของลานจอดรถซึ่งอยู่ต่ำลงไปกว่าสามชั้นเบื้องล่างทันที

 

            "พี่คะ เรียกรถพยาบาลให้ที !"

            ฟ้าร้องเสียงหลงทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดจนพนักงานสี่ห้าคนหลังโต๊ะต้อนรับหันขวับมามองอย่างตกใจ และเมื่อเห็นร่างโชกเลือดและแผลฉกรรจ์ของเด็กหนุ่มลูกค้า ทุกคนก็รีบกรูกันเข้าห้อมล้อมดูอาการตามสันดานสารขัณฑ์มุง ยกเว้นพนักงานหญิงคนที่ให้กุญแจทั้งสี่ซึ่งกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวก่อนจะวิ่งเตลิดออกไปทางหลังโรมแรม โชคร้ายที่ไม่มีใครมีสติพอจะโทรเรียกรถพยาบาลเลยสักคนจนกล้วยต้องหยิบโทรศัพท์ที่จ้าดให้ไว้มาโทรเสียเอง

 

            "สวัสดีเจ้า โรงพยาบาลเขลางค์แม่นก่อเจ้า มีคนบาดเจ็บสาหั....."

            ยังไม่ทันจะได้แจ้งรายละเอียด โทรศัพท์ที่แนบอยู่กับหูก็แตกเปรี้ยงออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เด็กสาวหน้าจืดหันขวับมองเศษซากที่เหลืออยู่ในมืออย่างไม่เชื่อสายตา วินาทีต่อมา เธอก็ต้องเบี่ยงตัวหลบแทบไม่ทันเมื่อลูกศรลำแสงสีฟ้าพุ่งแหวกอากาศเฉียดหัวเธอไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด นางและฟ้าล้มตัวลงหมอบทันที ที่เห็น แต่พนักงานโรงแรมสี่คนที่รุมล้อมจ้าดอยู่กลับหันมามองด้วยความงุนงง หรือว่าพวกเขาจะมองไม่เห็นลูกศรมรณะที่พร้อมจะกระชากวิญญาณออกจากร่างได้ทุกเมื่อพวกนี้.....

 

            "รอรถพยาบาลบ่ได้แล้ว !" เด็กสาวหน้าจืดขบกรามกรอด ลูกศรสีฟ้าสว่างยังคงลอยผ่านเหนือหัวไปเหมือนจรวดนำวิถี "รถยังอยู่ข้างหน้าโรงแรมแม่นก่อนาง"

            "น่าจะเพคะ" ตานีสาวคนสวยตอบ "แต่ธนูพวกนี้ยิงมาจากหน้าโรงแรมนะเพคะ !"

            "หมู่เฮาไปออกด้านหลัง เดี๋ยวข้าเจ้าพยุงจ้าดเอง"

            "แต่กล้วยยังบาดเจ็บอยู่นะ !" ฟ้าท้วง "แล้วจ้าดก็ตัวไม่ได้เบาด้วย !"

            "บ่เป็นอะหยัง ข้าเจ้าหายดีแล้ว" ราชินีตานีตอบ ก่อนจะหันไปหาเพื่อนสาวซึ่งหมอบไม่ติดพื้นนักอยู่ข้างตัวเนื่องจากติดทรวดทรงอันน่าอิจฉาของตัวเอง "นาง ขอถุงปืนไรเฟิลข้าเจ้าหน่อย"

 

            เด็กสาวทรงโตปลดล็อกถุงผ้าใบใบใหญ่ส่งให้เจ้านายของเธอซึ่งล้วงเอาสิ่งที่ดูเหมือนระเบิดมือออกมาสองลูก

 

            "นับถึงสามแล้วข้าเจ้าจะปาระเบิดควัน แล้วทุกคนวิ่งไปออกประตูหลังโรมแรมเลยเน่อ" กล้วยตกลงแผน "ถ้าฉุกเฉินใช้เฟอร์นิเจอร์เป็นที่กำบัง ตกลงเน่อ หนึ่ง สอง สาม !"

 

            กล้วยปาระเบิดควันในมือออกไปทันที สองสามวินาทีต่อมา ควันสีเทาก็พวยพุ่งจนคละคลุ้งทั่วล็อบบี้ พนักงานโรงแรมทั้งสี่คนแตกฮือไปคนละทิศละทางด้วยคิดว่าผู้ก่อการร้ายบุก นางและฟ้าอาศัยจังหวะชุลมุนดีดตัวลุกขึ้นวิ่งสุดฝีเท้าเหมือนทหารหนีตายหลังโดนกระสุนปืนใหญ่ถล่ม ส่วนกล้วยช้อนร่างเพื่อนหนุ่มซึ่งถูกทิ้งให้นอนจมกองเลือดอยู่ลำพังบนพื้นหินอ่อนขึ้นหลังก่อนจะถีบเท้าออกตัวตามเด็กสาวหน้าคมและเด็กสาวทรงโตไปติดๆ ประตูหลังอยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงยี่สิบเมตร พวกเธอน่าจะไปถึงก่อนควันจาง.....

 

            "หนีพ้นคิดว่าเหรอ !?"

            อีกเพียงไม่กี่เมตรจะถึงประตู สองตนหนึ่งคนก็ต้องเบรกจนเท้าไถลไปกับพื้นหินอ่อนลื่นๆเมื่อเด็กสาวชาวฮิมิตสึปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าในระยะประชิด ดาบในมือที่เคยยาวเกือบหนึ่งเมตรครึ่ง บัดนี้กลายเป็นดาบโค้งยาวเหยียดที่ดูจะยาวกว่าความสูงของเธอเสียอีก และมันก็กำลังเงื้อสุดล้าอยู่เหนือศีรษะพร้อมจะสับเป้าหมายเบื้องหน้าให้ขาดเป็นสองท่อนได้ทุกเมื่อ

 

            "พ้นสิ !"

            "นาง อย่า !"

            ราชินีตะโกนห้าม แต่ไม่ทันเสียแล้ว นางควักมีดออกมาจากไหนก็ไม่รู้ห้าเล่มก่อนจะปาเข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม สาวแว่นหมุนดาบเฉือนทั้งหมดขาดออกเป็นสองท่อนได้อย่างง่ายดาย แต่ตานีคนสวยก็หายตัวไปโผล่ด้านหลัง และก่อนที่ยูคิจะทันหมุนตัวกลับมาฟันได้ เด็กสาวทรงโตก็ปักมีดเข้ากลางแผ่นหลังของเธอเสียแล้ว

 

            "นาง ยะอะหยังลงไปน่ะ !?" เสียงของกล้วยสูงปรี๊ด ดวงตาเรียวเล็กจ้องมองเด็กสาวชาวฮิมิตสึเข่าอ่อนทรุดลงไปกับพื้นด้วยแววสยดสยอง

            "ช่างก่อนเถอะเพคะ ตอนนี้รีบหนีก่อน !"

 

            ก่อนที่ราชินีตานีจะทันได้พูดอะไรต่อ แขนของเธอก็ถูกนางฉุดลากถูลู่ถูกังไปตามลานจอดรถว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยหิมะโดยมีฟ้าวิ่งกระย่องกระแย่งตามมาเบื้องหลัง รถขับเคลื่อนสี่ล้อสีดำที่พวกเธอใช้หนีมายังคงจอดอยู่ที่ที่จอดรถหน้าโรงแรมห่างออกไปไม่ถึงห้าสิบเมตร นางเร่งฝีเท้าขึ้นอีกแม้เพื่อนสาวที่เธอลากตามมาเบื้องหลังทำท่าจะล้มคว่ำด้วยน้ำหนักของร่างโชกเลือดบนหลังหลายครั้งแล้วก็ตาม แม้ฝ่ายตรงข้ามจะเป็นมนุษย์ โดนมีดปักหลังเข้าไปไม่ตายก็คงจะสาหัสไม่ใช่น้อย แต่ดูจากฝีมือของเด็กสาวชาวฮิมิตสึแล้ว ตานีคนสวยก็ไม่คิดว่าคู่ต่อสู้ของเธอจะสิ้นฤทธิ์ได้ง่ายดายขนาดนั้น

 

            "แล้วคราวนี้เราจะหนีไปไหน" ฟ้าถามเสียงหอบ เสื้อที่เปียกชุ่มไปด้วยเลือดทำให้เธอหนาวจนเข้ากระดูก

            "ฉันไม่รู้ แต่อย่างน้อยไปให้พ้นจากที่....."

 

            เสียงของเด็กสาวทรงโตขาดหายไปเมื่อลูกศรลำแสงสีฟ้าพุ่งทะลุแผ่นหลังของเธอออกไป ดวงตาหวานก้มลงมองแผลทะลุที่กลางอกอย่างไม่เชื่อสายตา ในขณะที่ดวงตาคมและดวงตาเรียวเล็กเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อเห็นเลือดสดๆทะลักพรวดออกมาราวกับน้ำพุ ตานีคนสวยทรุดลงกับพื้น ก่อนจะล้มลงไปนอนคว่ำหน้ากับพื้นหิมะที่ถูกย้อมด้วยเลือดจนกลายเป็นสีแดงฉาน

 

            "นาง !"

            "ไม่ !"

 

            "ฟ้า ช่วยข้าเจ้าอุ้มนางไปหน่อย เร็ว !"

            กล้วยพยายามตั้งสติแม้จะอยากกรีดร้องออกมาเต็มทนแล้วก็ตาม เด็กสาวหน้าคมเองก็ไม่ต่างกันนัก แต่เธอก็รู้ว่าหากมาร้องไห้คร่ำครวญหรือตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูกกันตอนนี้พวกเธอคงได้ตายกันอยู่ที่นี่จริงๆแน่ เธอสอดแขนช้อนร่างเพื่อนสาวจากพื้นหิมะขึ้นมาบนหลังก่อนที่ทั้งสองจะออกวิ่งอีกครั้ง แต่ไปได้เพียงไม่กี่ก้าว พวกเธอก็ต้องหยุดกึกจนหิมะกระจายเมื่อดาบยาวสว่างวาบขึ้นขวางหน้าเอาไว้ในระดับคอ.....

 

            "บ่าจ้าดหมา ยะจะอี้กับเพื่อนข้าเจ้าได้จะได !?" กล้วยโพล่งออกมาทันทีอย่างเหลืออดแม้จะยังไม่เห็นตัวฝ่ายตรงข้าม "หมู่เฮายะอะหยังหื้อแกก๋า ถึงได้ยะกันจะอี้ ตอบมาสิ !"

 

            "ไม่เข้าใจค่ะ กว่านี้ง่ายคำใช้หน่อย"

            เสียงของยูคิดังมาจากด้านหลัง เด็กสาวหน้าจืดตั้งท่าจะหันกลับไป แต่ดาบเรืองแสงที่จ่อเข้ามาใกล้มากขึ้นอีกทำให้เธอชะงัก หากหันกลับไป จ้าดบนหลังเธออาจจะขาดเป็นสองท่อนได้ง่ายๆ เธอทำได้เพียงขบกรามแน่นด้วยความโกรธแค้น น้ำใสเอ่อท้นในดวงตาเรียว

 

            "วันนี้ฉันพวกเธอไม่ฆ่า" เด็กสาวชาวฮิมิตสึยังคงพูดด้วยการเรียงประโยคแปลกๆ แต่น้ำเสียงเย็นเยียบและราบเรียบไร้อารมณ์กลับทำให้หนึ่งมนุษย์หนึ่งตานีหนาวเยือกไปถึงสันหลัง ที่สำคัญ เสียงนั้นไม่มีอาการสั่นหรือขาดเป็นห้วงอย่างที่คนถูกมีดแทงหลังจนมิดด้ามควรเป็นเลยสักนิดเดียว "แต่คราวหน้า ตายแน่ค่ะ...."

 

            ดาบลำแสงสีฟ้าดับวูบพร้อมกับเสียงเหมือนไฟฟ้าช็อต เด็กสาวหน้าจืดและเด็กสาวหน้าคมขยับจะออกวิ่งอีกครั้ง แต่ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อยูคิปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าในระยะประชิดชนิดจมูกแทบชนจมูก ใบหน้าน่ารักยังคงเรียบเฉยราวรูปปั้น แต่รอยยิ้มเย็นที่เบาบางจนแทบมองไม่เห็นบนริมฝีปากของเธอก็พอที่จะทำให้กล้วยและฟ้าเผลอถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัว ทั้งสองยิ่งถอยกรูดไปอีกเกือบสองเมตรเมื่อเด็กสาวชาวฮิมิตสึยกมีดเปื้อนเลือดซึ่งเคยปักอยู่บนหลังเธอเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วขึ้นมาชูเอาไว้เบื้องหน้า

 

            "เธอคนนั้นฝากคืนด้วย ถ้าเขารอดนะ....."

            ริมฝีปากบางบิดเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ ก่อนที่ร่างของนักเรียนแลกเปลี่ยนสาวจะหายวับไป ทิ้งเอาไว้เพียงเสียงหวีดหวิวของพายุหิมะ

 

 

            "โอย....."

            เด็กหนุ่มหน้าดุครางด้วยความเจ็บปวด มือกุมสีข้างด้านขวาที่ปวดแสบปวดร้อนราวกับถูกไฟเผา ดวงตาตี่ค่อยๆลืมขึ้นช้าๆ แล้วก็ต้องขมวดคิ้วอย่างงุนงงที่เขานอนอยู่บนเตียงของตัวเองในบ้านของตัวเอง ภาพสุดท้ายในความทรงจำของเขาคือเคียวลำแสงของเด็กสาวผิวขาวใส่แว่นตากรอบดำที่แทงทะลุตับไตไส้พุงของเขาไปเกือบครึ่งท้อง แล้วเขากลับมานอนปลอดภัยอยู่ที่บ้านได้อย่างไรกัน.....

 

            "ฟื้นแล้วก๋าจ้าด"

            เสียงของกล้วยดังขึ้นจากอีกด้านหนึ่งของเตียง แต่มันไม่ใช่เสียงกลางๆกึ่งห้าวที่เขาเคยได้ยิน หากเนือยสุดขีดและแฝงความขมขื่นเอาไว้ชัดเจน เด็กหนุ่มพยายามพลิกตัวกลับ แต่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อแผลที่สีข้างเจ็บแปล๊บขึ้นสมอง

 

            "บ่ต้องหันมาก็ได้" เด็กสาวหน้าจืดตอบเบาๆ "ข้าเจ้า..... ก็บ่อยากหื้อนายหันมาเหมือนกัน....."

            เสียงสะอื้นที่แทรกเข้ามาในประโยคสุดท้ายของเพื่อนสาวทำให้เด็กหนุ่มทนหันหลังคุยกับเธอไม่ได้ จ้าดสูดหายใจลึก ก่อนจะออกแรงพลิกตัวกลับในครั้งเดียว สัญญาณความเจ็บปวดเหมือนเนื้อถูกฉีกออกจากกันพุ่งแปลบผ่านไขสันหลังเข้าสมองจนเด็กหนุ่มแทบหลุดปากร้องออกมา แต่น้ำใสที่ไหลลงมาเป็นสายบนแก้มขาวของราชินีตานีก็ผลักความเจ็บปวดออกไปจากสมองของเขาจนสิ้น

 

            "กล้วย เป็น...."

            "บ่าจ้าดง่าว บอกว่าอย่าหันมา !"

 

            เด็กสาวหน้าจืดยกมือขึ้นปิดหน้า พยายามซ่อนใบหน้าจากสายตาของเพื่อนหนุ่ม

 

            "ทำไม.... เกิดอะไรขึ้น....." หลานชายหมอผีใหญ่อ้าปากค้างอย่างทำอะไรไม่ถูก แม้เขาจะเคยเจอกล้วยในสภาพจิตตกแบบนี้มาแล้ว แต่การเห็นเพื่อนสาวร้องไห้ต่อหน้าก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆสำหรับเขาอยู่ดี "แล้วนางกับฟ้าล่ะ ทั้งสองคนปลอดภัยดีรึเปล่า"

            "ฟ้ากับข้าเจ้าปลอดภัย ยูคิปล่อยหมู่เฮา แต่นายกับนางบาดเจ็บหนัก....." ราชินีตานีเริ่มสะอึกสะอื้น "มันเป็นความผิดข้าเจ้าแต๊ๆที่เป็นจะอี้ ทั้งนาย ทั้งนาง ทุกคนบาดเจ็บก็เพราะข้าเจ้า....."

            "เราบอกแล้วไงกล้วย ว่าอย่าโทษตัวเอง"

            "บ่โทษตัวเองได้จะได !?" เด็กสาวหน้าจืดกระแทกเสียง "ข้าเจ้าฮู้ ทั้งกระสือกระหังที่เข้าโจมตีตานนะคอน ทั้งยูคิที่มาโจมตีหมู่เฮา เป้าหมายคือข้าเจ้าทั้งนั้น !"

            "ทำไมกล้วยถึงยังตกเป็นเป้าหมายอยู่ล่ะ" จ้าดขมวดคิ้ว "อำนาจของตานีกล้วยก็สละไปแล้วไม่ใช่เหรอ ถึงกล้วยจะสิ้นอายุไปก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นนี่"

            "แต่ถ้าข้าเจ้ายังบ่สิ้นอายุ ก็ยังมีความเสี่ยงที่ข้าเจ้าจะยึดอำนาจคืนจากเปิ้นได้ เหตุผลของเปิ้นคงจะเป็นจะอี้" ราชินีตานีตอบเสียงหนัก "บ่ว่าจะอะหยังก็ตาม ข้าเจ้าก็ยะหื้อนางต้องบาดเจ็บหนัก ยะหื้อจ้าดต้องบาดเจ็บหนัก..... ข้าเจ้าบ่ฮู้จะขอสุมาจะไดดี...."

            "เถอะน่ากล้วย เราไม่โกรธอะไรกล้วยหรอกน่า ก็เราเต็มใจช่วยกล้วยเองนี่" เด็กหนุ่มหน้าดุยิ้มให้เพื่อนสาว "อีกอย่าง เราเองก็ล้มไปทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย แต่กล้วยช่วยปกป้องชาวเมืองจนตัวเองบาดเจ็บ ระดับมันต่างกันเยอะนะ"

            "ปกป้องไปยะหยัง" กล้วยถอนหายใจ แต่อีกฝ่ายขมวดคิ้ว "ข้าเจ้าเพิ่งจะมาฮู้ตอนกลับเข้าบ้านมา ว่าของเหลวในถังยักษ์ที่กระสือแบกมานั่นเป็นแค่น้ำสบู่ธรรมดา บ่แม่นน้ำลายกระสือ หมู่เฮาถูกหมู่เปิ้นหลอก ข้าเจ้าถูกหมู่เปิ้นหลอกเต็มๆ.... ถ้าข้าเจ้าบ่ง่าว บ่ถูกหมู่เปิ้นหลอก ข้าเจ้าก็คงยิงหมู่เปิ้นได้มากกว่านี้ คงมีชาวเมืองรับเคราะห์น้อยกว่านี้ และหมู่เฮาก็คงบ่ต้องหนีมาจนเจอกับยูคิจะอี้....."

 

            เด็กสาวหน้าจืดตั้งต้นสะอึกสะอื้นอีกแล้ว ในขณะที่หลานชายหมอผีใหญ่รู้สีกว่ามีเขาโง้งยาวขรุขระสีดำงอกออกมาจากหัวทั้งสองข้าง แล้วที่พวกเขาพยายามหลบของเหลวนั้นกันสุดชีวิต ที่พวกเขาขนพองสยองเกล้าเมื่อเห็นคนขับแท็กซี่ร้องโหยหวนด้วยความแสบแผลจากน้ำสบู่ และที่สำคัญที่สุด ที่พวกเขาทิ้งคนขับแท็กซี่ที่บาดเจ็บสาหัสเอาไว้ด้วยคิดว่าเขาจะกลายเป็นกระสือ ทั้งหมดคือความงี่เง่าของพวกเขาเองทั้งนั้น....

 

            "ไม่เป็นไรหรอกน่ากล้วย ก็กล้วยไม่รู้นี่...." เด็กหนุ่มพยายามปลอบเพื่อนสาว ส่วนหนึ่งก็เพื่อปลอบใจตัวเองด้วย "ไม่มีใครรู้ได้หรอก พวกเราก็ไม่รู้ ก็ต้องปลอดภัยไว้ก่อนจริงมั้ย อย่าโทษตัวเองแบบนั้นเลยน่า"

            "แต่ข้าเจ้าในฐานะราชินีตานีผู้เคยวางแผนการรบมาตลอด ก็บ่ควรจะตกหลุมหมู่เปิ้นจะอี้บ่แม่นก๋า" ราชินีตานีตอบด้วยเสียงสะอื้น "เหมือนครั้งที่สวนกล้วยแตก.... เหมือนครั้งที่นายกับฟ้าเจอผีร้ายที่อุดมชัยคอมเพล็กซ์..... ถ้าข้าเจ้ามีพลังมากกว่านี้ ข้าเจ้าก็คงปกป้องทุกตนได้ ข้าเจ้าก็คงบ่ยะหื้อทุกตนต้องบาดเจ็บจะอี้....."

            "พอเถอะน่ากล้วย พูดแบบนี้ไปมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอกน่า"

            "นั่นสินะ" เสียงของเด็กสาวหน้าจืดเบาลงจนแทบกลายเป็นกระซิบ "บ่มีอะหยังดีขึ้นแต๊ๆ....."

 

            กล้วยฟุบหน้าลงกับเตียงและสะอึกสะอื้นเงียบๆ ส่วนหลานชายหมอผีใหญ่ตัดสินใจเงียบ เขารู้ว่าไม่ว่าจะพูดอะไรออกไป ตานีสาวผู้เจอเรื่องร้ายๆมาตลอดผู้นี้ก็คงไม่เปลี่ยนความคิด ซ้ำร้ายยังอาจไปตอกย้ำความเศร้าของเธอโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

 

            "เอ่อ กล้วย" จ้าดเอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังจากเสียงสะอื้นของเด็กสาวข้างตัวเงียบลงไปแล้ว "กล้วย หลับรึเปล่า"

            "บ่" เสียงของตานีสาวยังคงเครือ แต่ก็ไม่ได้งัวเงีย เธอเงยหน้าขึ้นมามองเพื่อนหนุ่ม "ว่าจะได"

            "คือ..... เราก็รู้แหละนะว่าไม่ใช่เวลาเท่าไหร่" เด็กหนุ่มหน้าดุพูดอย่างไม่แน่ใจ "แต่เรา.... อยากถามอะไรกล้วยเกี่ยวกับกล้ายหน่อย ได้มั้ย"

 

            อย่างที่คาด กล้วยนิ่งไปอึดใจหนึ่งเต็มๆ แต่ในที่สุดเธอก็พยักหน้า

 

            "ถามอะหยังล่ะ"

            "คือ.... ที่นางเคยเล่าให้เราฟัง ว่าหลังจากแม่กล้วยตายและกล้วยรับตำแหน่งราชินีแล้ว กล้ายก็ยังตามรังควานกล้วยอีกหลายครั้ง...." หลานชายหมอผีใหญ่หยุดเล็กน้อยเพื่อดูท่าทีอีกฝ่าย เมื่อเห็นว่าเด็กสาวไม่ว่าอะไรก็พูดต่อ "เราอยากรู้.... ว่ากล้ายทำอะไรกล้วยเหรอ กล้วยถึงได้แน่ใจว่าเขาหวังร้ายกับกล้วยจริงๆ"

            "ถามยะหยัง" ดวงตาเรียวของตานีสาวหรี่ลง "จ้าดไปฮู้อะหยังมาก๋า"

            "เปล่า เราแค่สงสัย" จ้าดรีบปฏิเสธ ภาวนาให้อีกฝ่ายไม่ผิดสังเกต "เราแค่.... เราคิดว่าแค่เห็นกล้ายอยู่ใกล้บริเวณที่พบแม่กล้วย แล้วก็มีข่าวลือว่าได้ยินกล้ายร่วมวางแผนลอบสังหารแม่กล้วย มันก็ไม่แน่นหนาพอที่จะบอกว่ากล้ายเป็นคนทำร้ายแม่กล้วยนะ อาจจะมีคนใส่ร้ายเขาก็ได้"

 

            เด็กสาวหน้าจืดนิ่งเงียบไปอีกอึดใจหนึ่งจนหลานชายหมอผีใหญ่เกือบจะขอโทษ แต่แล้วเธอก็เอ่ยขึ้น

 

            "จ้าด เคยมีแม่หญิงมาชอบนายก่อ"

            "เอ่อ....." ผู้ถูกถามชะงักไปชั่วขณะด้วยไม่คิดว่าจะได้ยินคำถามนี้ "ก็.... เคยมั้ง.... หรือว่าไม่เคย จำไม่ได้แล้วแฮะ.... อาจจะเคยแต่เราไม่รู้ก็ได้มั้ง ทำไมเหรอ"

            "จะอั้น ถ้ามีแม่หญิงมาชอบนาย แต่นายบ่ได้ชอบเขา แล้วแม่หญิงคนนั้นพยายามตามตื๊อนาย พยายามยะทุกวิถีทางที่จะพูดกับนายหื้อได้ นายจะคึดจะไดกับแม่หญิงคนนั้น"

            "ไม่รู้สินะ" จ้าดตอบ "ก็คงต้องดูหลายอย่างแหละมั้ง ทั้งว่าเราสนิทกับคนนั้นมากแค่ไหน วิธีการตามตื๊อหรือวิธีการพูดคุยของเขาเป็นยังไง คงตอบเลยไม่ได้หรอก"

 

            "จะอั้นก๋า...."

            ตานีสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเงียบไป เด็กหนุ่มหน้าดุขยับปากจะถาม แต่เธอก็เอ่ยขึ้นอีกครั้งเสียก่อน

 

            "กล้ายเปิ้นเคยชอบข้าเจ้า"

            "หา !?"

            "จะตกใจอะหยังยะบ่าจ้าดง่าว" กล้วยพูดเสียงเขียว ตรงกันข้ามกับแก้มขาวที่มีปื้นสีชมพูปรากฏขึ้นจางๆ "มันก็น่าจะเป็นเรื่องปกติเน่อ โรงเรียนหญิงล้วนของมนุษย์ก็ยังมีเลยบ่แม่นก๋า"

            "มันก็.... จริงแหละนะ...."

 

            หลานชายหมอผีใหญ่ตอบตะกุกตะกัก เขายังอึ้งอยู่ไม่น้อย แต่อันที่จริงเขาก็เคยเห็นสภาพห้องของกล้ายซึ่งมีรูปกล้วยติดอยู่เต็มห้องราวกับไอดอลมาแล้ว ถึงแม้ตอนแรกเขาจะสองจิตสองใจว่าอาจจะเป็นเรื่องปกติที่ตานีทุกตนจะติดรูปราชินีเอาไว้เต็มฝาบ้านก็เป็นได้

 

            "แต่ บ่ฮู้สิ ข้าเจ้าบ่ได้คึดกับกล้ายจะอั้น อันที่จริง ข้าเจ้าก็บ่ได้คึดจะชอบผู้ได๋ด้วยซ้ำ จะไดตานีก็ไม่มีการแต่งงานหรืออะไรกันอยู่แล้ว" เด็กสาวหน้าจืดพูดต่อ "พอข้าเจ้าฮู้ว่ากล้ายชอบข้าเจ้า ข้าเจ้าเลยพยายามอู้กับเปิ้นน้อยลง พยายามห่างๆเปิ้น ซึ่งตอนนั้นก็ไม่กี่เดือนก่อนที่แม่ข้าเจ้าจะสิ้นอายุ"

            "เอ้ย ทำแบบนั้นเพราะแค่เรื่องแบบนี้เนี่ยนะ"

            "ข้าเจ้าบ่อยากหื้อความหวังเปิ้น" ตานีสาวอธิบาย "นายลองคึดดูสิ สมมุติถ้านายชอบข้าเจ้าขึ้นมา อู้กันไปเรื่อยๆ นายก็ยิ่งต้องสนิทกับข้าเจ้าแม่นก่อ ถึงตอนนั้น ปฏิเสธไปนายก็ต้องเจ็บกว่าบ่พูดกันตั้งแต่แรกแน่"

            "แต่เราว่ามันออกจะ.... โหดร้ายไปหน่อยนา"

            "แต่ก็เพื่อตัวเปิ้นเองบ่แม่นก๋า" กล้วยตอบ "แต่หลังจากนั้น กล้ายก็เหมือนพยายามตามข้าเจ้า พยายามอู้กับข้าเจ้า บางทีบ่มีอะหยังเลยก็อู้ มาถามข้าเจ้าว่าสบายดีก่อหรือว่าอะหยังทำนองนั้นล่ะ ข้าเจ้าไปไหนก็หันกล้ายอยู่แถวนั้นบ่อยๆ สุดท้ายข้าเจ้าก็รำคาญ จากพยายามอู้น้อยลงก็กลายเป็นบ่อู้กับเปิ้นเลย จากพยายามห่างๆก็กลายเป็นหนีหน้า หันก็บ่ทัก อะหยังจะอี้แหละ ข้าเจ้าบ่อยากหื้อกล้ายมายุ่งกับข้าเจ้า แต่เท่าที่หัน เปิ้นก็ยังยะเหมือนเดิม ถึงข้าเจ้าจะได้ยินมาบ้างว่าเปิ้นไปร้องไห้กับพวกหน่วยอาวุธจู่โจมก็เถอะ"

            "ร้องไห้เลยเหรอ" จ้าดขมวดคิ้ว เขารู้สึกสงสารตานีผู้แฝงกายอยู่ในสวนกล้วยขึ้นมาจับใจ

            "บ่ฮู้ ข้าเจ้าแค่ได้ยินมา แต่จะหื้อข้าเจ้ายะจะไดล่ะ ข้าเจ้าก็รำคาญเป็นเหมือนกัน"

            "แล้วยังไงต่อ"

            "หลังจากนั้น ข้าเจ้าก็ได้ยินมาว่ากล้ายเปลี่ยนจากเศร้ากลายเป็นโกรธข้าเจ้าแทน อยากจะแก้แค้นที่ข้าเจ้ายะจะอี้กับเขา พอมาประกอบกับเรื่องที่แม่ข้าเจ้าถูกสงสัยว่าฆ่าแม่ของกล้ายก็คงพอที่เขาจะวางแผนฆ่าแม่ข้าเจ้าได้แล้วล่ะ"

            "แต่อย่างแรกกล้วยก็แค่ได้ยินมา ไม่มีหลักฐานไม่ใช่เหรอ" เด็กหนุ่มหน้าดุท้วง

            "แต่หลังจากที่ข้าเจ้ารับตำแหน่ง กล้ายก็ยังยะแบบเดิมอยู่เน่อ" กล้วยตอบ "แต่คราวนี้เหมือน..... ว่าจะไดดี เหมือนพยายามหาโอกาสพูด แต่ก็รักษาระยะห่าง เหมือนใจหนึ่งก็อยากพูดกับข้าเจ้า แต่อีกใจก็ย่านข้าเจ้าหรือบ่อั้นก็คงฮู้ว่าข้าเจ้าเกลียดเปิ้น"

            "นั่นก็ยิ่งแปลว่าเขาไม่ได้โกรธหรือเกลียดอะไรกล้วยนะ อาจจะใส่ใจความรู้สึกกล้วยด้วยซ้ำไป แต่แค่อยากคุยด้วยเหมือนเมื่อก่อนเท่านั้นเอง"

            "แน่ใจก๋า เปิ้นอาจจะตามมาหาทางสังหารข้าเจ้าไปอีกคนก็ได้ไผจะฮู้" ตานีสาวตอบ "และถ้าเป็นข้าเจ้า มีข่าวลือแย่ๆแบบนั้น ข้าเจ้าบ่ตามหื้อเปิ้นสงสัยหรือย่านหรอก ตามแบบนี้แสดงว่าต้องมีอะหยังสักอย่างแน่ๆ"

            "แต่เราว่ามันก็.... ยังไงก็ไม่น่ามองกล้ายในแง่ร้ายถึงขนาดนั้นนะ" จ้าดขมวดคิ้ว "เท่าที่เราฟังๆมา เราว่าที่กล้ายพยายามพูดพยายามตามตื๊อกล้วย อาจจะเพราะเขาอยากรู้ว่าทำไมกล้วยถึงไม่พูดกับเขาก็ได้ เป็นเราเราก็อาจจะทำแบบนั้นด้วยซ้ำ"

            "จะอั้นก๋า" กล้วยเลิกคิ้ว "แล้วนายจะอธิบายเหตุการณ์นี้จะได"

            "เหตุการณ์อะไร"

            "หลังจากที่แม่ข้าเจ้าสิ้นอายุได้ประมาณสองเดือน กล้ายก็ลักพาตัวข้าเจ้าไป"

            "เฮ้ย ขนาดนั้นเลยเรอะ"

            "ก็จะอั้นแหละ" เด็กสาวหน้าจืดพูดเสียงหนัก "ข้าเจ้าจำได้ วันนั้นกล้ายตามข้าเจ้าหนักกว่าทุกวัน เรียกว่าสะกดรอยตามทุกฝีก้าวเลยก็ยังได้ แล้วเย็นนั้นจู่ๆข้าเจ้าก็หมดสติไป ฟื้นขึ้นมาอีกทีก็อยู่ในห้องกล้ายแล้ว แต่สักพักก็มีเสียงปืนยิงต่อสู้กันข้างนอก แล้วนางกับตานีคนสนิทก็บุกเข้ามาช่วยข้าเจ้า"

            "หลังจากนั้น กล้ายโดนกักบริเวณอยู่ในบ้านเปิ้นนานเลยล่ะ จนกระทั่งพวกผีร้ายบุกนี่แหละถึงได้ออกมา เพราะเปิ้นก็เป็นตานีฝีมือดีแล้วก็เป็นหัวหน้าหน่วยอาวุธจู่โจม แต่ก็บ่นึกว่าจะมาทรยศได้จะอี้....."

            "แล้วกล้วยแน่ใจเหรอว่ากล้ายเป็นคนทำ" จ้าดถามอย่างระมัดระวัง เขาไม่อยากให้เพื่อนสาวผิดสังเกต แต่จะว่าไป คำถามของเขาตอนนี้ก็หมิ่นเหม่เต็มที "บางทีอาจจะเป็นคนอื่นพยายามใส่ร้ายเขาก็ได้"

            "ยะหยังนายถึงพยายามแก้ต่างหื้อเปิ้นจัง" ตานีสาวหันขวับมาจ้องหน้าเขา ทำเอาหลานชายหมอผีใหญ่ตัวลีบจนแทบจะหดเข้าไปอยู่ในผ้านวม

            "เปล่า เราก็แค่...." เด็กหนุ่มหน้าดุอึกอัก สมองวิ่งจี๋พยายามคิดหาทางกลบเกลื่อน "ไม่รู้สิ เราก็แค่คิดว่าถ้าเขาชอบกล้วยจริงก็ไม่น่าจะทำได้ถึงขนาดนั้น"

            "ไว้ใจไผบ่ได้หรอกเรื่องความฮักนี่ ตานีเปลี่ยนกันหน้ามือเป็นหลังมือเพราะความฮักก็มีมาเยอะแล้ว มีนิทานสอนใจตานีตั้งหลายเรื่องที่อู้เกี่ยวกับความฮัก" กล้วยเบือนหน้าไปจากเพื่อนหนุ่ม ฝ่ายหลังจึงสบายใจขึ้นได้บ้าง "อีกอย่าง ถ้าเป็นอย่างที่นายอู้จริง ผู้ได๋จะยะ แล้วจะยะไปเพื่ออะหยังล่ะ ถ้าบ่แม่นข้าเจ้า ศัตรูหรือเป้าหมายอื่นของกล้ายก็บ่มีแล้ว แล้วผู้ได๋จะอยากสร้างเรื่องใส่ร้ายเปิ้นล่ะ"

 

            หลานชายหมอผีใหญ่อ้าปากจะแย้ง แต่เขาก็ตัดสินใจไม่พูด กล้วยสงสัยเขามากพอแล้ว และหากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูนาง และนางเป็นผู้ทรยศอย่างที่กล้ายบอกเขาจริง ก็ไม่เป็นผลดีกับทั้งเขา ทั้งกล้วย และทั้งกล้ายแน่นอน

 

            "จะอี้แหละ เหตุผลที่ข้าเจ้าบ่อยากเห็นหน้ากล้ายอีก....." เด็กสาวหน้าจืดถอนหายใจ "แต่ถ้าข้าเจ้าบ่ปล่อยเปิ้นออกมา เปิ้นก็อาจจะบ่มีโอกาสทรยศไปเข้าข้างฝ่ายนั้น และบางทีสวนกล้วยก็อาจจะบ่แตกก็ได้....."

 

            เสียงของราชินีตานีกลับไปมืดมนอีกครั้งในประโยคสุดท้าย ก่อนที่เธอจะลุกขึ้น

 

            "จ้าด นายเริ่มสบายดีแล้ว ข้าเจ้าขอไปดูนางก่อนเน่อ"

            "อื้ม ไปเถอะ" หลานชายหมอผีใหญ่พยักหน้า "แล้วก็อย่าคิดมากล่ะ กล้วยทำดีที่สุดแล้ว"

            "บ่หรอก ข้าเจ้าบ่เคยคึดว่าข้าเจ้ายะอะหยังได้ดีเลยสักอย่างเดียว....." กล้วยตอบหนักๆ "แต่ก็ขอบใจเน่อที่ช่วยปลอบข้าเจ้า"

 

            เด็กสาวหน้าจืดเดินช้าๆออกไปจากห้องก่อนจะปิดประตูตามหลังเบาๆ ทิ้งเด็กหนุ่มเอาไว้กับความมืดและเสียงหวีดหวิวเบาๆของลมหนาวนอกตัวบ้านเพียงลำพัง เรื่องเล่าของกล้วย นางและกล้าย สามหัวหน้าหน่วยแห่งเผ่าพันธุ์วิญญาณนักรบตีกันยุ่งอยู่ในห้วงความคิดอันสับสน คำถามที่เขาเคยถามตัวเองขณะเดินออกมาจากบ้านของตานีสาวผู้เร้นกายในสวนกล้วยเมื่อเกือบสามอาทิตย์ที่แล้วผุดขึ้นมาในสมองอีกครั้ง

 

            เขาควรจะเชื่อใครดี.....

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #93 คุณพีทคุง พิธันดร (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2558 / 04:24
    นั่นสิครับ เราควรเชื่อใครดี แต่นางก็ดูปกป้องกล้วยมากเลยนะ ไม่น่าจะคิดร้ายได้เลย

    บทนี้โหดมากๆ หญิงฮิเธอน่ากลัวจริงๆ แต่กลับปล่อยให้รอด มีจุดมุ่งหมายอะไรกันแน่นะ
    #93
    0
  2. #49 wat_r (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 เมษายน 2558 / 10:09
    โดนมือที่สามยุหรือเปล่าฟระ?
    #49
    0
  3. #21 lllllllllllllllllllllllll '[27]' (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 มกราคม 2558 / 01:09
    ,o6KpN (= มนุษย์ สินะ) คำนี่ท่านไม่ได้เปลี่ยนภาษานะ -.- (กำลังมันเลยเจอคำนี้ไป เงิบกิน ฮาฮาฮา // โดนเตะ)



    ที่เจ๊ยูคิคิอะไรนี่พูดสลับคำบ่อยเพราะว่าเป็นคนต่างประเทศหรอคะ? (แต่เราไม่ใช่คำต่างชาติยังพูดสลับเลย เพราะไม่ค่อยได้สื่อสารกับคนอื่น เลยเหมือนลิ้นมันแข็งๆน่ะ)



    คดีพลิก!! กล้ายคิดแบบนี้เองเร๊อะ!! ฮาฮาฮา ดีๆ ชอบๆ(ไม่ใช่ล่ะ!) ตอนแรกก็นึกว่าเกี่ยวกับพวกแม่ๆสักอีก



    _____________________________________________________________________________

    *ว่าแต่...เราควรเชื่อใครดี (ประโยคเดียวกับจ้าดเลย เหอๆ)
    #21
    0