ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

ตอนที่ 1 : เด็กสาวผู้อ้างตัวเป็นราชินี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 767
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    19 พ.ย. 60

            “หมู่มันเข้ามาถึงสวนกล้วยชั้นในแล้ว !

            เสียงกรีดร้องดังระงม ประสานกับเสียงปืนหลากขนาดหลายชนิดที่กระหน่ำยิง บ้างระรัวเหมือนข้าวตอกแตก บ้างทีละนัดแต่กึกก้องจนแผ่นดินสะเทือน แทรกเป็นช่วงด้วยเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว คลอด้วยเสียงสิ่งก่อสร้างถล่มครืน แต่หากเงี่ยหูฟังให้ดี มันก็มีเสียงหวีดแหลมสูง และเสียงคำรามที่ไม่เหมือนสัตว์ชนิดใดๆบนโลกนี้ดังแว่วมาแต่ไกล

 

และมันกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

 

            ทุกสิ่งสับสนวุ่นวาย เงาร่างไหววูบอยู่ในแสงวาบของเปลวเพลิงที่โหมไหม้อยู่แทบทุกหนทุกแห่ง หลายเงาร่างดูเหมือนเด็กสาว ในมือถืออาวุธนานาประเภท บ้างปืนยาว บ้างปืนสั้น บ้างปืนกลกระบอกใหญ่ บ้างระเบิด บางร่างกำลังวิ่ง บางร่างนั่งคุกเข่า บางร่างหมอบอยู่กับพื้นพลางกระหน่ำยิง แต่บางร่างก็นอนนิ่ง และไม่มีวันจะได้เคลื่อนไหวอีกแล้ว ดวงตาเรียวเบิกกว้างมองค้างไปยังท้องฟ้าที่มัวหม่นด้วยหมอกควันเบื้องบน แต่เบื้องหลังดวงตานั้นไม่รับรู้อีกต่อไป ยังไม่นับอีกหลายเงาร่างที่แตกสลายหายไปในอากาศเย็นเฉียบอย่างไร้ร่องรอย

 

            แต่เงาร่างอีกส่วนหนึ่งไม่ใช่เด็กสาว อันที่จริง พวกมันส่วนใหญ่ก็ดูไม่น่าจะใช่มนุษย์ บ้างมีโครงร่างเหมือนคนชราหากว่องไวจนมองไม่ทัน บ้างดูเหมือนสัตว์กีบตัวใหญ่พอๆกับรถบรรทุก บ้างเหมือนสัตว์หน้าขนตัวสูงหลายเมตร บ้างบิดเบี้ยวผิดรูป คอหักงอพับ แขนยาวเป็นวา เล็บแหลมคมยาวยิ่งกว่า ใช้หัวถากพื้นเดินต่างขา และอีกหลากหลายรูปแบบความพิกลพิการ บางตนดูแทบไม่ออกด้วยซ้ำว่ามีร่างต้นเป็นอย่างไร ด้วยมันเละเทะเหมือนถูกขยำขยุกขยุยเป็นก้อน แต่ไม่ว่าจะมีรูปร่างอย่างไร พวกมันก็กำลังทำสิ่งเดียวกัน นั่นคือพุ่งฝ่าห่ากระสุนด้วยความเร็วสูง หมายเหล่าเงาร่างเด็กสาวเหล่านั้น เมื่อรวมกับแสงสีแดงฉานที่สว่างเรืองรองไปทั่วสมรภูมิก็ทำให้ดูราวกับอยู่ในนรก

 

            หรือว่าที่นี่คือนรก....

 

            “ท่านกล้วย หนีออกไปเถอะ ตอนนี้ยะอะหยังบ่ได้แล้ว !

            “บ่ ข้าเจ้าบ่ไป ถ้าจะสิ้นอายุก็สิ้นอายุด้วยกัน !

            “เชื่อข้าเจ้า รีบไปก่อนจะไปบ่ได้ !

            “น้าผึ้งระวัง !

 

            เด็กสาวผู้ถูกเรียกว่าราชินีร้องเสียงแหลม ปืนไรเฟิลกระบอกยาวในมือประทับเข้าร่องไหล่ก่อนจะลั่นเปรี้ยง กระสุนพุ่งเข้ากลางแสกหน้าอสุรกายที่พุ่งเข้ามาจากด้านหลังฝ่ายตรงข้ามจนมันร่วงกลางอากาศ แต่หากตนหนึ่งเข้ามาถึงตรงนี้ได้ ก็แปลว่าตนอื่นๆ คงกำลังจะเข้ามาถึงในไม่ช้า....

 

            “ออกไปเดี๋ยวนี้เลย หมู่เฮาจะระวังหลังหื้อ !

            “ราชินี ท่านคือความหวังของหมู่เฮา ออกไปเถอะเจ้า !

            “กล้วย หนีไปสิ ! อยู่ตรงนี้ก็ยะอะหยังบ่ได้แล้ว !

            “ไปเร็ว !

 

            เด็กสาวผู้ถือไรเฟิลกระบอกยาวเริ่มลังเล แต่ก่อนที่เธอจะได้ตัดสินใจ อากาศก็ระเบิดเปรี้ยง อัดกระแทกเงาร่างเด็กสาวทุกตนในบริเวณไปคนละทิศคนละทาง เด็กสาวผู้ถูกเรียกว่าราชินีรีบยันตัวลุกขึ้น แต่เธอก็แทบจะทรุดลงไปอีกครั้ง เมื่อเห็นเหล่าเพื่อนร่วมชะตากรรมที่เพิ่งจะอยู่ด้วยกันเมื่อไม่กี่วินาทีที่แล้วแหลกสลายหายวับไปต่อหน้าต่อตา....

 

            “ทุกตน....”

 

            เงาร่างฝ่ายเดียวกันหายไปแล้ว แต่เงาร่างอสุรกายกลับพุ่งเข้ามาหาเธอ เด็กสาวเหนี่ยวไกไรเฟิลของเธอครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ละครั้งส่งกระสุนปลิดชีพเหล่าปีศาจได้ไม่ต่ำกว่าสามตน แต่ในที่สุด กระสุนของเธอก็หมดเกลี้ยง หัวใจของผู้ถูกเรียกว่าราชินีร่วงวูบ มือคลำสะเปะสะปะที่เข็มขัด ดวงตาเรียวเบิกกว้าง มองเขี้ยวแหลมยาวที่เปียกเยิ้มไปด้วยของเหลวสีแดงชวนสยองขวัญซึ่งกำลังพุ่งเข้ามาหา....

 

            แสงสีขาวสว่างวาบพร้อมเสียงดังกึกก้อง ทำเอาเหล่าอสุรกายแตกฮือ ดวงตาพร่ามัวไปอึดใจใหญ่ แต่เมื่อเริ่มมองเห็นได้อีกครั้ง เหยื่อของพวกมันก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว

 

เหลือเพียงซากระเบิดแสง และเสียงร่ำไห้ที่ค่อยๆห่างออกไปทุกขณะเท่านั้น

 

 

 

 

 

เด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งเคาะปากกาเป็นจังหวะมาร์ชพญาโศกอยู่ในห้องนอนเพียงลำพัง

 

เบื้องหน้า หน้ากระดาษอันเต็มไปด้วยคำถามของแบบฝึกหัดฟิสิกส์กางหรา เขานั่งอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่เย็น พยายามหาทางแกะการบ้านบทไฟฟ้ากระแสสลับที่อาจารย์สั่งมาให้ถึงสิบข้อ แต่ไร้ผล เขายังแกะไม่ออกเลยสักข้อ

 

            นาฬิกาปลุกดิจิตอลซึ่งวางอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะบอกเวลาตีหนึ่งครึ่ง ความง่วงเริ่มจู่โจมดวงตาตี่สีดำสนิทจนวงจรต่างๆเริ่มแยกร่างและพันกันยุ่งเหยิงมากกว่าเดิม เด็กหนุ่มยกมือเสยผมชี้โด่เด่ไม่เป็นทรงของเขา พลางยกน้ำขวดลิตรขึ้นจิบเป็นครั้งที่ร้อยของค่ำคืนนี้หวังว่ามันคงจะไล่ความง่วงไปได้ แต่ความพยายามนี้ก็เช่นเดียวกับความพยายามทำการบ้าน คือล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เขาคงต้องลาเสียที แล้วค่อยไปลอกเพื่อนส่งเอาพรุ่งนี้

 

            เด็กหนุ่มลุกจากเก้าอี้เป็นครั้งแรกในรอบแปดชั่วโมง ร่างสูงบิดขี้เกียจอย่างง่วงงุนก่อนจะคว้าขวดน้ำไปยัดใส่ตู้เย็น ใบหน้าที่ดุไม่สมกับดวงตาตี่เหลียวมองผ่านหน้าต่างที่ปิดสนิทของชั้นสองออกไปยังถนนเบื้องล่าง

 

หิมะกำลังตกหนัก

 

            ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับต้นเดือนตุลาคมของประเทศในเขตอบอุ่นอย่างสารขัณฑ์ ยิ่งเมืองนี้อยู่ทางเหนือของประเทศก็ยิ่งหิมะตกหนักมาก ตกตั้งแต่ตุลายันเมษา อันที่จริงเด็กหนุ่มเองก็ชอบอากาศหนาวและหิมะ ชอบมากเสียด้วย แต่วันนี้เขากลับหงุดหงิดที่เห็นมัน หากยังตกแบบนี้ไปถึงเช้า หิมะก็คงท่วม ซึ่งแปลว่าเขาจะปั่นจักรยานไปขึ้นรถไฟฟ้าได้ช้าลง หรือไม่ก็ลื่นหัวทิ่มกินเกล็ดสีขาวอยู่ข้างทาง อันอาจเป็นเหตุให้เขาไปสาย และผลที่ตามมาอย่างสุดท้ายคือลอกการบ้านฟิสิกส์สุดโหดนี้ไม่ทัน

 

            เด็กหนุ่มเดินลากเท้าช้าๆเหมือนซอมบี้ป่วยหนักไปปิดไฟเพดาน ก่อนจะเดินมะงุมมะงาหราไปทิ้งตัวลงบนเตียงสปริงโครมใหญ่ ดวงตาตี่ปิดลงทันควันเหมือนชัตเตอร์กล้องถ่ายรูป หวังจะใช้เวลานอนอีกแค่ราวสี่ชั่วโมงให้คุ้มค่าที่สุด

 

            แต่ก็เหมือนเป็นสัจธรรมของโลก เวลานอนไม่ได้มักจะง่วง แต่พอเวลาที่นอนได้ตากลับสว่างโร่ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ประสาทสัมผัสและสมองทุกส่วนของเด็กหนุ่มกลับตื่นตัว โดยเฉพาะสมองส่วนความทรงจำซึ่งนึกหวนย้อนไปยังเหตุการณ์ประหลาดๆเมื่อตอนกลางวัน....

 

            เขาเห็นผีระหว่างทางกลับบ้านเมื่อเย็นนี้

 

            ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับชาวเมืองตานนะคอนแห่งนี้ที่จะเห็นผี เมืองใหญ่ที่มีประชากรเฉพาะมนุษย์อยู่เกือบสามล้านคนนี้มีประวัติศาสตร์การอยู่ร่วมกับภูตผีปีศาจและวิญญาณมาช้านาน จากรายงานทางการแพทย์ ยีนชุดหนึ่งของชาวเมืองตานนะคอน หรือหากจะพูดให้ถูกคือชาวรัฐเวียงตานที่เมืองตานนะคอนแห่งนี้ตั้งอยู่ผิดแปลกไปจากมนุษย์ธรรมดา ทำให้สามารถมองเห็นช่วงพลังงานของวิญญาณได้ กว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของชาวเมืองจึงมองเห็นผีกันเป็นเรื่องปกติ ด้วยมีเชื้อสายเวียงตานอยู่ในตัวไม่มากก็น้อย

 

มิหนำซ้ำ เด็กหนุ่มก็ไม่ใช่เพียงลูกหลานชาวตานนะคอนแท้แต่ดั้งเดิมเท่านั้น ทั้งปู่และตาของเขายังเป็นหมอผีชื่อดังที่ชาวเมืองในอดีตต่างก็เคารพนับถือ เขาจึงมองเห็นผีได้ถนัดชัดแจ๋วยิ่งกว่าหนังแผ่นบลูเรย์ ถึงหลานชายหมอผีใหญ่จะไม่คิดว่าความสามารถด้านหมอผีจะถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ก็เถอะ

 

            แต่ผีที่เขาเห็นวันนี้ไม่ใช่ผีธรรมดาหน้าตาเหมือนมนุษย์ซีดๆที่เดินไปเดินมา ลอยไปลอยมา หรือนั่งจ๋องกรอดรอส่วนบุญอยู่ตามที่ต่างๆในเมือง หากเป็นผีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว บางตนมีสภาพเหมือนมนุษย์กลายพันธุ์ที่มีแขน ขาหรืออวัยวะส่วนเกินรูปร่างบิดเบี้ยวงอกออกมา บางตนดูเหมือนกลายสภาพไปจากความเป็นมนุษย์แล้วโดยสิ้นเชิง และบางตนก็ดูเหมือนปีศาจหลากชนิดที่เขาเคยอ่านจากบันทึกเก่าๆของปู่และตาตอนสมัยยังเด็ก และดูเหมือนทุกตนกำลังไล่ตามสิ่งเดียวกัน นั่นคือเงาเลือนรางจนแทบมองไม่เห็น ซึ่งมีรูปร่างคล้ายเด็กสาวอายุไล่เลี่ยกับเขาในชุดลายพราง

 

            อย่างไรก็ตาม เด็กหนุ่มถือคติว่าผีก็อยู่ส่วนผี คนก็อยู่ส่วนคน ในเมื่อผีเหล่านั้นไม่ได้มาทำร้ายเขา เรื่องนี้เขาจะไม่ยุ่ง แต่ภาพของผีเหล่านั้นก็รบกวนจิตใจมาจนถึงบัดนี้ ทำไมผีน่าเกลียดน่ากลัวที่ไม่เคยปรากฏตัวในเมืองถึงได้ออกมาเพ่นพ่านกันเยอะแยะขนาดนั้น และทำไมพวกเขาถึงต้องไล่ตามเงาเด็กสาวพวกนั้น เกิดอะไรขึ้นกันแน่

 

            เมื่อรู้ตัวว่าคงนอนไม่หลับแน่นอน เด็กหนุ่มจึงหยิบรีโมตโทรทัศน์ข้างตัวมากดสวิตช์เปิด พ่อแม่ซึ่งทำงานอยู่ต่างจังหวัดของเขาไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่ เขาจึงย้ายมานอนห้องนอนใหญ่ซึ่งมีทั้งโทรทัศน์ เครื่องเสียงชั้นดี และคอมพิวเตอร์ เขามีอิสระที่จะใช้ของพวกนี้ทั้งคืน แต่ก็ต้องระวังอยู่ดี เพราะเงินที่จ่ายค่าไฟเป็นเงินของเขาเอง และหากแม่เกิดเห็นบิลค่าไฟขึ้นมาล่ะก็ เงินเขาก็เงินเขาเถอะ แม่เขาได้ตบเกรียนหน้าคว่ำเอาเหมือนกัน

 

            "ขณะนี้เรามีรายงานข่าวด่วนค่ะ ตั้งแต่ช่วงเที่ยงของเมื่อวานมาจนถึงบัดนี้ ต้นกล้วยในสวนกล้วยประวัติศาสตร์กลางเมืองตานนะคอนแห้งเหี่ยวและล้มตายเป็นจำนวนมาก ทีมนักวิจัยธรณีวิทยาและนักวิจัยพฤกษศาสตร์จากมหาวิทยาลัยตานนะคอนและมหาวิทยาลัยเชียงรุ้งกำลังเข้าไปในพื้นที่เพื่อตรวจตัวอย่างดินและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมอื่นๆ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีข้อสันนิษฐานหรือคำอธิบายใดๆประกาศออกมาค่ะ"

 

            เสียงผู้ประกาศข่าวหญิงที่ดังเจื้อยแจ้วออกมาจากลำโพงดึงให้เด็กหนุ่มชันศอกดันตัวลุกขึ้นนั่ง มีอะไรบางอย่างผิดปกติ สวนกล้วยที่มีกล้วยตานีอยู่หลายร้อยต้นในสวนสาธารณะขนาดยี่สิบตารางกิโลเมตรกลางเมืองแห่งนี้ไม่เคยมีต้นกล้วยตายเยอะขนาดนี้มาก่อน อันที่จริง ตั้งแต่เกิดมา เขายังไม่เคยได้ยินเลยด้วยซ้ำว่ามีกล้วยสักต้นในสวนกล้วยแห่งนี้ตาย

 

            จะว่าเพราะหน้าหนาวและหิมะก็ไม่ใช่ เพราะกล้วยตานีพวกนี้ทนหนาวได้ราวกับเรื่องโกหก ไม่ว่าอุณหภูมิจะลดต่ำแค่ไหนก็ยังทู่ซี้ยืนต้นทนอยู่ได้อย่างกับไลเคนส์ทั้งที่ไม่ทิ้งใบเลยสักใบ มิหนำซ้ำยังออกดอกสีแดงเข้มในหน้าหนาวเสียอีกด้วย ผ่านไปทีไรก็เหมือนผู้หญิงผมเขียวใส่เสื้อสีขาวทัดดอกไม้สีแดงเอาไว้ที่หู แล้วแบบนี้อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้มันตายกันเล่า

 

            แต่ไม่ว่าอะไรที่ทำให้พวกมันตาย เหล่าหมอผีและนักวิญญาณศาสตร์ของเมืองคงไม่อยู่เฉยแน่ ตานนะคอนมีตำนานเล่าขานกันมาช้านานเกี่ยวกับกล้วยตานีและตานี วิญญาณผู้พิทักษ์เมืองเอาไว้จากภูตผีร้ายต่างๆ ตำนานหลายเรื่องจากผู้บันทึกหลายคนเสริมแต่งเรื่องไปต่างๆกัน แต่ทั้งหมดกลับเห็นตรงกันในเรื่องหนึ่ง คือหากไม่มีตานี เมืองนี้ซึ่งเล่ากันว่ามีทางเชื่อมไปยังโลกแห่งความตายอยู่ใกล้ๆคงถูกผีร้ายเข้าทำลายจนสิ้น และอีกเรื่องหนึ่ง ตานีเหล่านั้นมีชะตาชีวิตผูกกับต้นกล้วยที่พวกเธอสิงอยู่อย่างแน่นแฟ้น หากพวกเธอตาย ต้นกล้วยก็จะตายตาม และในทางกลับกัน หากต้นกล้วยตาย พวกเธอก็จะตายตามไปด้วยเช่นกัน

 

            ซึ่งแหล่งชุมนุมของต้นกล้วยที่มีตานีสิงสู่ ก็คือสวนกล้วยที่เพิ่งจะมีต้นกล้วยตายเป็นเบือแห่งนี้นี่เอง

 

            "ข่าวต่อไปค่ะ วันนี้เกิดอุบัติเหตุรถชนกันเป็นทางยาวกว่าสองกิโลเมตรถึงสองแห่งบนทางยกระดับวงแหวนรอบนอก รายแรกที่ช่วงระหว่างด่านวังเวียงและด่านทุ่งเมือง ส่วนรายที่สองที่ด่านซำเหนือ อุบัติเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบห้าสิบคนและบาดเจ็บนับร้อยคน การจราจรบนทางยกระดับติดขัดอย่างมากและขยายออกไปทั่วทั้งเขตธุรกิจเชียงแสน เพิ่งจะคลายตัวลงเมื่อช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมานี้เองค่ะ สาเหตุของอุบัติเหตุยังไม่แน่ชัด แต่เราจะรายงานรายละเอียดให้ทราบต่อไปค่ะ"

 

            ภาพเหตุการณ์เมื่อเย็นผุดขึ้นมาในมโนภาพของเด็กหนุ่ม เป็นไปได้หรือไม่ว่าเงาเลือนรางที่เขาเห็นจะเป็นตานี เป็นไปได้หรือไม่ว่าผีหน้าตาน่ากลัวเหล่านั้นกำลังไล่ตามทำร้ายตานีจนเป็นเหตุให้ตานีล้มตายเป็นจำนวนมาก แล้วอุบัติเหตุร้ายแรงพวกนี้ล่ะ จะเกิดจากการกระทำของผีเหล่านั้นหรือเปล่า

 

            "เพ้อเจ้อเว้ยเรา คิดไปได้ นอนๆ"

            เด็กหนุ่มสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่าน กดรีโมตปิดโทรทัศน์ก่อนจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง เรื่องตานีมันก็แค่ตำนาน ไม่มีบันทึกการพบเห็นตานีมากว่าสี่ร้อยปีแล้ว และเรื่องอุบัติเหตุรวมทั้งการตายหมู่ของต้นกล้วยก็เป็นเรื่องที่วิทยาศาสตร์อธิบายได้ทั้งสิ้น สิ่งที่สำคัญกว่าสำหรับเขาตอนนี้คือการพักผ่อน ไม่เช่นนั้น เขาอาจตื่นสายแล้วไปลอกงานฟิสิกส์ไม่ทัน หรือไปหลับในชั่วโมงเรียนสังคมของอาจารย์ผู้ขึ้นชื่อว่าโหดที่สุดในโรงเรียนก็เป็นได้

 

            "กรี๊ด !"

            ยังไม่ทันจะหลับตา เสียงกรีดร้องอย่างหวาดกลัวจากนอกบ้านก็ปลุกระบบประสาทส่วนกลางของเขาให้ตื่นเต็มตาอีกครั้ง

 

            เด็กหนุ่มเด้งพรวดขึ้นจากเตียงก่อนจะกระโจนไปที่หน้าต่าง หิมะเบาลงมากแล้ว ทำให้เขามองเห็นถนนสายยาวหน้าบ้านได้จนถึงระยะเกือบห้าสิบเมตร บนถนนแคบๆที่รถแทบจะสวนกันไม่ได้ ร่างหนึ่งกำลังวิ่งลุยหิมะที่สูงเกือบครึ่งแข้งอย่างไม่คิดชีวิตจนเกล็ดสีขาวกระจายว่อน ห่างออกไปราวสิบหรือยี่สิบเมตรเบื้องหลัง ร่างที่ดูสูงใหญ่และกำยำกว่าร่างแรกอย่างเห็นได้ชัดกำลังวิ่งไล่ตามมาด้วยความเร็วไม่แพ้กัน ไม่ใช่แค่ร่างเดียว แต่แท็กทีมมากันถึงสี่

 

            “แจ้งตำรวจดีกว่า”

            หลานชายหมอผีใหญ่หันไปคว้าโทรศัพท์ที่หัวเตียงมากดเบอร์ฉุกเฉิน แม้จะยังไม่แน่ใจสถานการณ์มากนัก แต่ผู้หญิงคนเดียวโดนผู้ชายสี่คนวิ่งไล่ตามก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว

 

            “รับแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายค่ะ”

            “เก้าหนึ่งเก้าใช่มั้ยครับ เอ่อ.... ตอนนี้ผมเห็นผู้หญิงคนนึงกำลังโดนผู้ชายสี่คนวิ่งไล่ตาม....”

 

            เสียงของหลานชายหมอผีใหญ่ขาดหายไปในลำคอเมื่อร่างที่น่าจะเป็นของเจ้าของเสียงกรีดร้องทิ่มหน้าคะมำตุ้บลงกับพื้นหิมะ หากอยู่ในสถานการณ์ปกติเขาคงหลุดขำไปแล้ว แต่ร่างกำยำสี่ร่างนั้นกำลังไล่กวดเธอมาอย่างรวดเร็ว ไม่มีเวลาให้ขำหรือแม้แต่จะรอตำรวจแล้วแบบนี้....

 

            อารามลืมตัว เด็กหนุ่มโยนโทรศัพท์ในมือทิ้งไว้บนเตียงก่อนจะเผ่นแน่บออกนอกห้อง กระโจนลงบันไดทีละสามขั้นลงไปสู่ชั้นล่างอันมืดมิด หลานชายหมอผีใหญ่หันรีหันขวางอยู่อึดใจหนึ่งอย่างไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจวิ่งไปคว้ามีดอีโต้ในครัวมาเป็นอาวุธฉุกเฉิน สี่รุมหนึ่งเขาคงไม่รอด ถึงจะเคยฝึกศิลปะการต่อสู้มาบ้างก็เถอะ แต่อย่างน้อยก็น่าจะพอถ่วงเวลาและเอะอะโวยวายจนเพื่อนบ้านออกมาได้บ้างล่ะน่า

 

            “เฮ้ย ทำอะไรกัน !?

            ร่างกำยำสี่ร่างไล่ตามมาทันแล้วตอนที่เขาออกไปนอกบ้าน และกำลังกลุ้มรุมอยู่เหนือร่างที่เล็กกว่าซึ่งยามนี้ดูเหมือนจะจมกองหิมะลึกยิ่งกว่าตอนแรก แถมมีเกล็ดหิมะติดอยู่เต็มชุดลายพรางสีขาวอมเทา คงโดนเท้าไปจนอิ่มพอสมควรแล้ว

 

            "ใครวะ !?” คนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดตะคอก เขาและเพื่อนร่วมทีมอีกสามคนก็อยู่ในชุดคล้ายๆร่างที่นอนกองอยู่กับพื้น นั่นคือชุดทหารลายพรางหิมะ

            "ถอยไป ผมเรียกตำ.... ตำรวจแล้ว !” หลานชายหมอผีใหญ่ใจหายวูบเมื่อรู้ตัวว่าดันโง่ทิ้งโทรศัพท์ก่อนจะได้แจ้งที่อยู่ แต่อย่างน้อยถ้าสี่คนนี้เป็นผู้ร้ายจริงก็น่าจะทำให้พวกมันหวั่นไหวได้บ้างล่ะน่า

            "ตำรวจ ? คิดเหรอว่าตำรวจจะทำอะไรข้าได้ !? แอ้ก”

            "พวกผมนี่แหละเป็นตำรวจ" อีกคนหนึ่งซึ่งฟังจากน้ำเสียงแล้วน่าจะฉลาดกว่าคนแรกพูดแซงขึ้นมา หลังจากเอาศอกกระทุ้งสีข้างคนแรกอย่างแรงจนตัวงอแล้ว "เด็กคนนี้หนีออกมาจากสถานพินิจ เรากำลังตามจับกลับไปส่งคืน"

            "ตำรวจ ?" เด็กหนุ่มหน้าดุเลิกคิ้ว ร่างยักษ์ล่ำบึ้กแถมอยู่ในชุดแบบนี้บอกว่าเป็นทหารหน่วยรบพิเศษยังอาจจะเชื่อมากกว่า ยังไม่นับที่คนแรกพูดเมื่อกี้อีก

            "ตำรวจนอกเครื่องแบบ" คนที่อยู่หลังสุดตอบ เสียงของเขาห้าวลึกกว่าสองคนแรก และมีแววเอาเรื่อง "มีปัญหารึไงไอ้หนุ่ม"

            “แล้วทำไมต้องไปกระทืบเขาแบบนั้น” หลานชายหมอผีใหญ่พยายามถ่วงเวลา เผื่อว่าตำรวจอาจจะจับตำแหน่งเขาจากสัญญาณมือถือได้ หรือไม่ก็มีคนอื่นโทรไปแจ้งแล้ว “ถ้าเป็นเด็กจากสถานพินิจจริงแค่จับใส่กุญแจมือก็พอไม่ใช่เหรอ”

            "ไม่ต้องไปสนใจมันแล้ว เล่นแม่มเลย !"

 

            ชายร่างยักษ์คนที่อยู่หน้าสุดหมดความอดทนก็เหวี่ยงหมัดขวาตรงเข้าใส่หน้าผู้อายุน้อยกว่าเต็มแรง แต่เด็กหนุ่มรออยู่แล้ว เขามุดหลบ สืบเท้าเข้าใกล้อีกฝ่าย ก่อนจะตวัดมีดอีโต้เฉือนต้นแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อภายใต้เนื้อผ้าของอีกฝ่ายเป็นแผลยาว

 

            ชายผู้นั้นถีบเท้าถอยออกจากคู่ต่อสู้แทบไม่ทัน ปากแหกร้องเสียงหลงเหมือนหมูถูกเชือด มือกุมแผลที่เริ่มมีเลือดสีคล้ำไหลออกมาเอาไว้แน่น หลานชายหมอผีใหญ่กระชับมีดในมือตั้งท่าเตรียมสู้เต็มที่ด้วยคิดว่าอีกสามกล้ามที่เหลือคงจะตรงเข้ามารุมทึ้งเขาในทันทีอย่างแน่นอน แต่ผิดคาด ชายฉกรรจ์ทั้งสี่กลับเบิกตามองเขาอย่างกับเห็นผี ก่อนที่จะล่าถอยไปในม่านสีขาวของพายุหิมะ

 

            เด็กหนุ่มหน้าดุยืนนิ่งอย่างงุนงงอยู่อึดใจหนึ่งเต็มๆ แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่าร่างผู้ถูกไล่ล่าและถูกกระทืบยังคงนอนจมกองหิมะอยู่เบื้องหลังเขา ป่านนี้เธอคงจะหนาว.....

 

            หิมะแข็งๆก้อนหนึ่งลอยมากระแทกเข้าท้ายทอยอย่างแม่นยำดังปั้ก ทำเอาเด็กหนุ่มมึนงงไปชั่วขณะ เขาหันหลังขวับ ปากอ้าหวังจะด่าใครก็ตามที่แกล้งเขา แต่ทันทีที่เขาหันไป หิมะอีกก้อนก็พุ่งเข้าอัดกลางใบหน้าเขาอย่างจัง

 

            "ผู้ได๋หื้อนายช่วยข้าเจ้า บ่าจ้าดง่าว !?" ร่างในชุดลายพรางนั่นเอง ดูจากใบหน้าก็น่าจะอายุไล่เลี่ยกับเขา เธอแหวเป็นภาษาพื้นเมืองตานนะคอนเสียงลั่นถนน "เรื่องแค่นี้ข้าเจ้าจัดการเองได้ ยุ่งแต๊ๆ !"

            "เฮ่ย !?" เจอไม้นี้เข้าไป เด็กหนุ่มซึ่งเพิ่งจะตะเพิดกล้ามสี่ตัวไปได้ถึงกับอ้าปากค้าง "เจ๊ครับ ถ้าผมไม่ออกมาป่านนี้เจ๊เละคาทีนพวกมันไปแล้วนะครับ พูดแบบนี้มันไม่สวยนา...."

            "ก็อู้อยู่นี่จะไดว่าผู้ได๋ใช้หื้อนายช่วยข้าเจ้า ข้าเจ้าขอหื้อนายช่วยก๋า !?" อีกฝ่ายตอกกลับอย่างไม่ลดละ

            "คร้าบๆ ผมขอโทษครับเจ๊" เด็กหนุ่มยกมือยอมแพ้ "แต่เมื่อกี้เราได้ยินเสียงกรี๊ดก็เลยลงมาดู แล้วเห็นคนโดนกระทืบอยู่แบบนี้จะให้ปล่อยไว้เรอะ หรือจะให้ยืนดูเอาป๊อปคอร์นมากินด้วย ?"

            "ข้าเจ้าบ่ได้กรี๊ด นายหูฝาดเอง !" เด็กสาวซึ่งยังคงจมหิมะอยู่ครึ่งตัวพยายามเถียงแกมแถสุดฤทธิ์ แต่อีกฝ่ายกลับสังเกตได้ว่าใบหน้าของเธอแดงก่ำ "ไปเลย เข้าบ้านไป ข้าเจ้าบ่อยากหันหน้านาย !"

            "คร้าบๆ ไปก็ได้คร้าบ" เด็กหนุ่มผู้ถืออีโต้ถอนหายใจเฮือก ออกมาช่วยแต่โดนด่า นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย "แต่ยังไงตอนนี้มันดึกแล้ว ผู้หญิงคนเดียวมันอันตราย ยังไงเข้าบ้านเราไปก่อนดีกว่า พอสว่างแล้วหรือมีตำรวจมาค่อยว่ากัน อ้อ.... แต่ดูท่าคงไม่อยากไป งั้น...."

            "ไป !"

            "อ้าว"

 

            "นายเป็นผู้ได๋"

            คำถามแรกหลุดออกมาจากปากของเด็กสาวในชุดทหารหลังจากทั้งคู่นั่งลงที่โต๊ะอุ่นขากลางห้องนั่งเล่นของบ้าน ดวงตาตี่ของเด็กหนุ่มมองอีกฝ่ายอย่างขำๆ ขณะมือรินชาร้อนๆให้เธอ เขาเพิ่งเห็นอีกฝ่ายชัดๆก็ตอนนี้เอง เธอไม่น่าจะอายุต่างจากเขาเกินหกเดือน ใบหน้าหมวยจืดเหมือนเต้าหู้ทอดไม่ใส่น้ำจิ้ม รับกับดวงตาเรียวเล็กและผิวขาวเหมือนหยวกกล้วย อะไรๆก็มองดูจืดสนิทไปหมด ราวกับพ่อแม่เธอไม่รู้จักเครื่องปรุงเลยสักอย่าง

 

            สิ่งเดียวที่พอจะเติมสีสันให้ใบหน้าของเธอได้ ไม่นับรอยเขียวช้ำและคราบเลือด คงจะเป็นเส้นผมสีดำยาวถึงกลางหลัง ด้านหน้าข้างขวาปล่อยยาวลงมาจนเกือบปิดตา ในขณะที่ด้านซ้ายซึ่งยาวพอกันถูกติดกิ๊บยึดไว้ข้างหู มันส่งประกายสีอมเขียวอย่างน่าพิศวง ดวงตาของเธอเองก็เป็นสีเดียวกัน ดำประกายเขียวแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นชาวเวียงตาน สารขัณฑ์ หรือชาติใดในโลกใบนี้

 

            เสื้อผ้าของเธอก็ประหลาดพอกัน มันดูเหมือนชุดทหารลายพรางหิมะที่พันทับด้วยตะเบงมาน หรือถ้าจะพูดให้ถูกมากขึ้นก็น่าจะเป็นผ้าพันคอยาวที่พันทับเสื้อด้วยเงื่อนแบบเดียวกับตะเบงมาน มันเต็มไปด้วยรอยเปรอะเปื้อน คราบเลือด และรอยขาดวิ่นเหมือนผ่านสงครามโลกมาแล้วสักสามรอบ บนหลังมีกระเป๋าผ้าใบลายเดียวกันและสภาพเดียวกันที่น่าจะยาวมากกว่าความสูงของเธอเสียอีกสะพายมาด้วย ซึ่งตอนนี้เธอปลดมันวางไว้ข้างตัวแล้ว มองเผินๆ เด็กสาวผู้นี้ก็ดูเหมือนคนบ้าอยู่ไม่น้อย

 

            เด็กหนุ่มเพิ่งจะสังเกตอีกอย่างว่าเสียงของเด็กสาวผู้นี้แปลกมาก มันไม่สูงและไม่ต่ำ แม้จะออกห้าว แต่ก็ไม่ห้าวมากจนเกินผู้หญิง เป็นอะไรที่บรรยายได้คำเดียวว่าอยู่ตรงกลางๆทุกอย่าง

 

            "ถามแบบนี้จะให้ตอบยังไงล่ะ" เขาตอบกลั้วหัวเราะ "ถ้าจะถามจริงๆว่าเราเป็นใคร เราก็เป็นนักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่งที่อยู่ในบ้านนี้ โอเคมั้ย"

            "บ่ได้ถามจะอั้นย่ะบ่าจ้าดง่าว" เด็กสาวสวนกลับ พ่วงคำด่าไปหนึ่งคำท้ายประโยค ทำเอาอีกฝ่ายสะดุ้ง "เอาเป็นว่า นายชื่ออะหยัง"

            "เราชื่อจ้าด" เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ ก่อนที่เขาจะดักคออีกฝ่ายทันควันเมื่อเห็นอีกฝ่ายตีหน้าปั้นยาก "ทำไมทำหน้าแบบนั้น ชื่อเรามีปัญหางั้นเรอะ"

            "กำลังคิดอยู่ว่าจ้าดอะหยัง จ้าดง่าว จ้าดหมา จ้าดวอก จ้าด...." เด็กสาวปริศนาร่ายคำด่าภาษาถิ่นมาเป็นพรวน

            "พอ !" จ้าดรีบขัดหลังอีกฝ่ายจี้ใจดำเข้าอย่างจัง เรื่องนี้เป็นปมด้อยสำหรับเขาตั้งแต่ย้ายมาเรียนที่นี่เมื่อห้าปีก่อนแล้ว "พ่อแม่เราตั้งให้อยากให้หมายถึงแจ๋วจ้าด แจ๋วมากน่ะ เป็นไง เหมาะกับเราใช่มั้ย...."

            "ข้าเจ้าก็ยังว่านายเหมาะกับจ้าดง่าวมากกว่า...."

            "ว้อย พอ !" เด็กหนุ่มเจ้าของบ้านว้ากอย่างเหลืออด "เพิ่งเจอกันเมื่อกี้ด่าไฟแลบเลยนะเจ๊ เจ๊ล่ะ ชื่ออะไร เป็นใคร ทำไมถึงได้ใส่ชุดคอสเพลย์ประหลาดๆแบบนี้"

 

            เส้นเลือดบนหน้าผากของเด็กสาวเต้นหนึ่งตุบ

 

            "ก่อนที่ข้าเจ้าจะตอบ ข้าเจ้าขอถามนายก่อน" เด็กสาวพูดอย่างใจเย็น "นายมองหันข้าเจ้าได้ด้วยก๋า"

            "ถ้าไม่เห็นเราจะมานั่งคุยกับเจ๊อยู่ตรงนี้เรอะ" ผู้ถูกถามตอบด้วยน้ำเสียงกวนส้น ยังผลให้เส้นเลือดบนหน้าผากอีกฝ่ายเต้นอีกหนึ่งตุบ

            "บ่แม่นจะอั้น" เธอพยายามข่มอารมณ์ไว้แม้ในใจจะอยากร่ายคำด่าตระกูลจ้าดทั้งหมดเท่าที่เธอรู้มาประเคนใส่เด็กหนุ่มเบื้องหน้า "ข้าเจ้าหมายถึง.... นายฮู้ก่อว่าข้าเจ้าเป็นผู้ได๋"

            "ถามยังกับลูกนักการเมือง" จ้าดตอบห้วนๆ "รู้แต่ว่ามาแหกปากหน้าบ้านคนอื่นตอนตีสอง พอเขาลงไปช่วยแล้วยังจะมาด่ากันเป็นชุดอีก มารยาทน่ะรู้จักบ้างมั้ยเนี่ย"

            "นายนั่นล่ะ ฮู้จักมารยาทซะบ้าง ฮู้ก่อว่าอู้อยู่กับผู้ได๋"

            "แล้วสรุป" เด็กหนุ่มหน้าดุเองก็ชักเริ่มหมดความอดทนเช่นกัน "เจ๊เป็นใครล่ะครับ พูดมาสักที เราก็อยากรู้นะเฟ้ย"

 

            เด็กสาวหรี่ตาลง มือทั้งสองซึ่งเพิ่งจะยกถ้วยชาขึ้นจิบถูกยกขึ้นกอดอกแน่น

 

            "ข้าเจ้าคือกล้วย ราชินีองค์ที่สี่สิบสี่ของตานี หัวหน้าของเผ่าพันธุ์วิญญาณผู้พิทักษ์ ผู้ปกป้องรัฐเวียงตานจากผีร้าย !"

 

            เป็นเวลาถึงหนึ่งนาทีเต็มที่ในบ้านมีเพียงเสียงลมหวีดหวิวจากด้านนอก แล้วก็ถึงคราวของ "ราชินีตานี" บ้างที่ต้องแหวขึ้นมาเสียงเขียวเมื่อเห็นอีกฝ่ายอ้าปากค้าง ไม่ใช่ด้วยสีหน้าอึ้ง แต่ด้วยสีหน้าราวกับจะถามเธอกลับว่าดูหนังเยอะไปหรือเปล่า

 

            "อะหยังยะ ยะหยังมาตีหน้าจะอี้"

            "บ้ารึเปล่า" จ้าดถามกลับด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ แต่ก็มีแววเครียดอยู่ในทีเมื่อคิดว่าเขาอาจรับคนบ้าเข้าบ้าน ดูจากการแต่งกายแล้วด้วยยิ่งเข้าเค้า "ตานีมันเป็นแค่ตำนานนะ แล้วตัวจริงๆก็ไม่มีใครเคยเห็น บันทึกครั้งสุดท้ายก็ตั้งแต่เมื่อสี่ร้อยกว่าปีก่อน อ่านนิยายกับพงศาวดารประวัติศาสตร์มากเกินไปแล้วมั้ง....."

            "บ่เชื่อก๋า"

            "จะให้เชื่อยังไง ก็มันเป็นแค่ตำนาน" เด็กหนุ่มเริ่มหงุดหงิด "เอางี้ กล้วยมีหลักฐานอะไรมั้ยล่ะว่ากล้วยคือตานีตัวจริง คือราชินีตัวจริง ถ้ามีหลักฐานมายัน เราถึงจะยอมเชื่อ"

 

            เด็กสาวหน้าจืดไปต่อไม่ถูก จริงอย่างที่เด็กหนุ่มเจ้าของบ้านว่า เธอไม่มีหลักฐานอะไรที่จะยืนยันคำพูดเลย

 

            "เอ่อ คือ...." เด็กสาวอึกอัก "ตานียิงปืนเก่งนักขนาดเลยเน่อ นายฮู้แม่นก่อ"

 

คิ้วรกๆของจ้าดขมวดเข้าหากัน แต่แล้วเขาก็นึกถึงสิ่งที่เคยอ่านในตำนานและบันทึกเก่าๆของปู่ได้ ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นเทพผู้ปกป้องเมือง ซึ่งดูยังไงๆก็น่าจะใช้เวทมนตร์หรือไม่ก็พลังแห่งเทพปราบผีได้สบายๆแถมเข้ากับคาแรกเตอร์กว่าด้วย แต่ตานีกลับเลือกใช้ธนูและปืนไฟราวกับทหารมนุษย์เสียอย่างนั้น เห็นบันทึกตำนานเก่าๆว่ามีปืนใหญ่ด้วย

 

            "นายมีปืนก่อล่ะ" กล้วยถาม “ปืนอัดลมหรืออะหยังจะอี้ก็ได้ เดี๋ยวข้าเจ้ายิงหื้อดู”

            "ปืนอัดลมเหรอ ก็มีอยู่”

            “นั่นแหละ เอามาหน่อย เอาเป้ามาด้วยเน่อ”

 

            จ้าดลังเลเล็กน้อยเมื่อคิดว่าเด็กสาวเบื้องหน้าเขามีแนวโน้มจะเป็นคนบ้า ถ้าเป็นแบบนั้น เขาก็คงบ้ากว่าถ้าเอาปืนให้เธอ แต่คิดอีกที ปืนอัดลมโดนยิงไปอย่างมากก็แค่เจ็บนิดๆ แสบนิดๆ เท่านั้นเองถ้าไม่ได้เข้าตา และถ้าเด็กสาวผู้นี้เป็นคนบ้าก็ไม่น่าจะยิงแม่นขนาดเข้าตาได้หรอกมั้ง เจ็บนิดเจ็บหน่อยแค่นั้น แลกกับการได้พิสูจน์ว่าเธอพูดจริงหรือเปล่ายังไงก็น่าจะคุ้ม ถ้าบ้าจริงก็จะได้ตะเพิดออกจากบ้านให้จบๆไป

 

            “โอเค รอแป๊บ”

            จ้าดหายไปหลังบ้าน ก่อนจะกลับมาพร้อมปืนพกอัดลมกระบอกเขื่องและเป้ากระดาษ แต่เมื่ออีกฝ่ายเห็น ใบหน้าจืดที่ขาวอยู่แล้วของเธอก็ยิ่งซีดขาวลงไปอีกทันที ทำเอาเจ้าของบ้านขมวดคิ้ว

 

            "อะไร ทำไม หรือว่าเกิดจะยิงไม่ได้ขึ้นมากะทันหัน"

            "บ่แม่น" กล้วยรีบปฏิเสธ "แต่.... แต่ข้าเจ้าหัดยิงปืนยาวมาตลอด ปืนยาวแบบซุ่มยิง ปืนสั้นข้าเจ้าบ่ค่อยมั่นใจฝีมือ”

            "โอ๊ย ยิงๆไปเหอะน่า เรื่องมาก มือปืนตัวจริงเขาไม่เกี่ยงปืนหรอก อีกอย่าง ปืนอัดลมที่เป็นปืนยาวของเราส่งซ่อมอยู่ด้วย" เด็กหนุ่มตัดบทขณะเดินไปผูกเป้าเอาไว้ที่อีกมุมหนึ่งของบ้าน ห่างจากกล้วยประมาณเกือบสิบเมตร "เอ้า นี่ ระยะขนาดนี้คนธรรมดายิงถูกกลางเป้าน่ะสบายๆ ถ้าเจ๊จะอ้างตัวว่าเป็นตานี เจ๊ลองยิงสิบนัดให้เข้าจุดกลางเป้าเป๊ะลอดรูเดิมเป๊ะทุกนัดดูซิ"

            "ก็บอกว่าจะเอาปืนยาว....."

            "เรื่องมากจริงว้อย ยิงๆไปเหอะ !"

            "เอ้า ก็ได้"

 

            กล้วยถอยตัวก่อนจะยันตัวลุกขึ้นจากโต๊ะ ปืนพกพลาสติกสีดำถือมั่นอยู่ในมือขวา เด็กหนุ่มหน้าดุสังเกตว่าเธอไม่ได้ใช้มือซ้ายประคองด้ามปืนเหมือนที่คนปกติเขาทำกัน คงมั่นใจฝีมือตัวเองมาก.... แต่มั่นใจไปก็เท่านั้น หากไม่ใช่ยอดมนุษย์แล้วยังอุตริถือปืนแบบนี้ล่ะก็ ทั้งการสั่นของกล้ามเนื้อและการหายใจจะทำให้ไม่มีทางยิงเข้าจุดกลางเป้าได้เด็ดขาด อย่าว่าแต่จุดกลางเป้ารูเดิมเลย เพียงแค่ให้เข้ากลางเป้าก็ยังนับว่ายากแล้ว

 

            เด็กสาวแปลกหน้าหลับตาซ้าย เล็งตาขวาผ่านศูนย์หลังไปยังศูนย์หน้าอึดใจหนึ่ง ก่อนที่นิ้วชี้ที่สอดอยู่ในโกร่งไกก็เหนี่ยวไกส่งกระสุนพลาสติกทั้งสิบนัดออกไปภายในเวลาเพียงวินาทีกว่าๆ ดวงตาตี่ของเด็กหนุ่มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นความเร็วการยิงของอีกฝ่าย แต่เขาก็นึกฉงนแกมขำอยู่ในใจขณะเดินข้ามบ้านไปดูเป้า หากบอกให้ยิงเอาความแม่นยำ คนทั่วไปก็น่าจะใช้เวลาเล็งให้ดีที่สุด ไม่ใช่กดเอาๆแบบนี้ สงสัยเป้าคงจะพรุนไปทั้งแผ่นแน่....

 

            แต่เมื่อมองเห็นเป้าชัดเจน กล้ามเนื้อยึดขากรรไกรล่างของเด็กหนุ่มก็หมดแรงเอาดื้อๆ เป้ากระดาษมีรูเข้าเพียงรูเดียวที่กลางจุดดำกลางแผ่นพอดิบพอดี เด็กหนุ่มลองหยิบลูกปืนพลาสติกสีส้มที่ร่วงอยู่แถวนั้นนัดหนึ่งขึ้นมาลองเทียบขนาดรู มันสอดเข้าได้แบบแทบไม่เหลือช่องว่างเลย แต่รอยยุ่ยไม่เป็นระเบียบรอบๆรูกระสุนก็บ่งบอกว่ากระสุนที่พุ่งผ่านรูนี้ไม่ได้มีเพียงนัดเดียวอย่างแน่นอน

 

            จ้าดเหลียวหลังกลับไปมองเด็กสาวแปลกหน้าซึ่งยังคงยืนนิ่งอยู่ที่จุดเดิม เขารู้สึกได้ว่าขนลุกซู่ แววหวาดหวั่นจางๆผุดขึ้นในส่วนลึกของดวงตาสีดำสนิท ความแม่นยำของเด็กสาวผู้นี้เทียบได้กับทหารมืออาชีพที่ใช้กล้องเลเซอร์เล็ง หรือไม่ก็กระสุนนำวิถีอัตโนมัติ ไม่สิ.... ทั้งสองอุปกรณ์นั่นก็ไม่น่าจะทำให้ยิงสิบนัดเข้ารูเดียวกันพอดีเป๊ะแบบนี้ มิหนำซ้ำยังแม่นขนาดนี้ทั้งที่ยิงรัวชนิดไม่เล็งใหม่เลยแบบนั้นมันเกินคนชัดๆ

 

แวบหนึ่ง เด็กหนุ่มเกือบจะเชื่อว่าเด็กสาวผู้นี้อาจเป็นตานีจริงอย่างที่เธอกล่าวอ้างก็เป็นได้

 

            "เป็นจะได ข้าเจ้ายิงแม่นก่อล่ะ" เสียงกลางๆของกล้วยทำเอาเด็กหนุ่มสะดุ้ง

"ก็แม่นแหละนะ" จ้าดพยายามปกปิดความทึ่งระคนเกรงของเขาเอาไว้ "แต่มันก็ยังไม่พอจะพิสูจน์ว่ากล้วยเป็นราชินีตานีได้อยู่ดี อาจจะได้แค่พิสูจน์ว่าเป็นตานีเท่านั้นเอง"

            "เอ๊ะ ดื้อแต๊" เด็กสาวในชุดตะเบงมานครึ่งท่อนเริ่มออกอาการหงุดหงิดอีกครั้ง "แล้วจะหื้อข้าเจ้ายะอะหยังนายถึงจะเชื่อ"

            "ไม่รู้สิ" อีกฝ่ายยักไหล่ "เป็นกล้วยกล้วยจะเชื่อมั้ยล่ะ ถ้าจู่ๆก็มีคนพรวดพราดเข้ามาบอกกล้วยว่าเป็นราชินีของเหล่าเทพผู้ปกป้องเมืองที่ไม่มีใครเคยเห็นมาเป็นร้อยปี เชื่อก็บ้าแล้ว"

            "ก็ข้าเจ้าเป็นแต๊ๆนี่ จะหื้อยะจะไดล่ะ" ราชินีตานีเปลี่ยนจากหงุดหงิดมาเป็นโวยวายเสียแล้ว "ยิงปืนหื้อดูแล้วก็ยังมาอู้จะอี้ ข้าเจ้าก็บ่ฮู้แล้วเน่อว่าจะพิสูจน์ตัวข้าเจ้าจะได นายบ่เชื่อก็ตามใจ ข้าเจ้าบ่อู้ด้วยแล้ว !"

            "เฮ่ย บทจะงอนก็งอนง่ายๆกันแบบนี้เลยเรอะ" เด็กหนุ่มหน้าดุแต่ตาตี่ออกอาการไปไม่เป็นอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายเชิดหน้ากอดอก "คือ เราพอจะเชื่อได้นะว่ากล้วยเป็นตานีจริง ยิงแม่นซะขนาดนั้น แถมลักษณะบางอย่างยังตรงตามบันทึกของทั้งปู่ทั้งตาเราอีก แต่จะให้เชื่อว่าเป็นราชินีด้วยนี่คงยาก...."

            "ยะหยังยะ ยะหยังถึงบ่เชื่อ ข้าเจ้าบ่เหมือนราชินีตรงใด๋"

            "ราชินีอะไรจะเด็กขนาดนี้ อายุเท่าเราเลยมั้งเนี่ย" จ้าดตอบ ก่อนที่ดวงตาจะเลื่อนลงไปแถวอกของอีกฝ่าย "อีกอย่าง ราชินีที่ไหนจะแบนขนาดนี้ นี่แทบจะเป็นไม้ฝาเฌอรี่แล้ว....."

 

            คำพูดของเด็กหนุ่มขาดหายไปดื้อๆเมื่อถูกเด็กสาวใช้สันมือสับเข้าใส่ท้ายทอยดังพลั่กจนร่วงลงไปกองกับพื้น เขาพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น แต่ก็ต้องจุกแอ้กเมื่อส้นเท้าของเด็กสาวตอกลงที่แผ่นหลัง

 

            "อู้กับข้าเจ้าแบบบ่ฮู้จักที่ต่ำที่สูงก็แย่พอแล้ว นี่ยังจะมาละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวข้าเจ้าอีก" เสียงของเด็กสาวอู้อี้ แต่จ้าดได้ยินเสียงกรามของเธอขบกันดังกรอด "อีกอย่าง ผ้าตะเบงมานส่วนที่พันอยู่นี่มันหนาย่ะเลยหันว่าแบน แต๊ๆแล้วข้าเจ้า...."

            "แต่ตอนเดินกลับมา ลมมันแรงตะเบงมานมันปลิว เราเห็นตะเบงมานส่วนที่คาดอกกล้วยอยู่มันแบนราบเลยจริงๆนา...."

 

            ราวกับมีอะไรขาดผึงอยู่ในหัว ร่างของเด็กสาวสั่นระริกด้วยความโกรธและความอาย เรื่องนี้เป็นปมด้อยของเธอมานานพอๆกับชื่อของเด็กหนุ่มทีเดียว แม้ตานีส่วนใหญ่จะรูปร่างไม่สะบึ้มเหมือนผู้หญิงหรือผีผู้หญิงในประเทศฝั่งตะวันตก แต่แทบทุกตนก็ถือได้ว่าพอสมหญิง อย่างน้อยก็ไม่แห้งแล้งแบบแทบจะเป็นที่ราบเหมือนเธอ มิหนำซ้ำ ตานีที่เด็กกว่าเธอหลายตนยังรูปร่างสมหญิงกว่าเธอด้วยซ้ำ....

 

            แต่อึดใจต่อมา ริมฝีปากของเธอก็เหยียดเป็นรอยยิ้ม เธอยกเท้าออกจากร่างของเด็กหนุ่มเบื้องหน้า ปล่อยให้เขาตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน

 

            "อ้าว ไม่โกรธแล้วเหรอ" จ้าดหยอกอีกฝ่ายด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ "หายโกรธเร็วจังนะตัวเอง...."

            "ตาย”

            "จ๊าก..........!"

 

            หลังจากถูกตบ ทุบ ข่วน ต่อย เตะ เข่าและศอกจนน่วมเป็นหมูถูกทุบ จ้าดซึ่งมีพลาสเตอร์แปะอยู่เต็มหน้าและถุงน้ำแข็งประคบอยู่เต็มตัวก็ลากสังขารออกจากครัวกลับมานั่งที่โต๊ะอุ่นขาตัวเดิม กล้วยนั่งกอดอกเชิดหน้ารออยู่แล้ว ใบหน้าจืดสนิทที่ขาวจนดูซีดของเธอยังคงมีปื้นสีชมพูจากความโกรธและอับอายเมื่อครู่หลงเหลืออยู่

 

            "เอ่อ งั้นกระผมขอถามพระคุณท่านหน่อยนะครับ" จ้าดเอ่ยขึ้นอย่างหวาดๆ เกรงว่าอีกฝ่ายจะฟาดเขาเอาอีก "แล้วถ้าพระคุณท่านเป็นตานีจริง แล้วทำไมถึงได้วิ่งไปกรี๊ดไปอยู่ตอนตีสองแบบเมื่อกี้ด้วยขอรับพระคุณท่าน"

            "ก็บอกว่าบ่ได้กรี๊ดสักหน่อยบ่าจ้าดง่าว" กล้วยเริ่มโวยอีกครั้ง "ข้าเจ้าแค่...."

            "มีอะไรก็บอกมาเหอะน่า อย่ามัวมาทำปากแข็ง" เด็กหนุ่มพยายามพูดอย่างใจเย็น "เมื่อกี้ที่เราเห็น มันคงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ พูดมาเหอะ ถ้าร้ายแรงจะได้หาทางช่วยได้"

 

            กล้วยนิ่งไปพักหนึ่ง ดูเหมือนเธอกำลังต่อสู้กับตัวเอง ด้านหนึ่งถือศักดิ์ศรีอันสูงส่ง แต่อีกด้านอยากปลดปล่อยมันออกมา

 

            "คือ.... คือ..... ข้าเจ้า....."

            เธออึกอักอยู่อึดใจหนึ่ง แต่แล้ว ความทุกข์ของเธอก็พรั่งพรูออกมาราวกับสายน้ำตานที่ไหลผ่ากลางเมืองตานนะคอน

 

            “ผีร้าย.... ผีร้ายฆ่าหมู่เฮาหมดแล้ว....”

            “หา ?” เด็กหนุ่มขมวดคิ้วถามเสียงสูง “ผีร้าย ?”

            "แม่น ภูตผีปีศาจที่บ่หวังดีกับมนุษย์ ที่หมู่เฮาต้องปราบอยู่ตลอดนั่นแหละ คราวนี้หมู่มันรวมตัวกันเป็นกองทัพมาสังหารหมู่เฮา อุบัติเหตุรถชนกันยาวนั่นก็เพราะหมู่มัน หมู่มันเอาชีวิตทุกตนที่ขวางมันไป...." เด็กสาวหยุดพักหลังจากพูดทั้งประโยครวดเดียวจบ เสียงที่เคยออกห้าว ยามนี้กลับฟังดูหนักอึ้งและมืดมน "ตอนแรกหมู่เฮาก็พอต้านไหว แต่หมู่มันเพิ่มกำลังขึ้นเรื่อยๆ และหมู่เฮาก็สิ้นอายุไปมากขึ้น มากขึ้น จนกระทั่งต้องล่าถอยปิ๊กมาในเขตตานนะคอน"

            "ในที่สุด แลงวันนี้ หมู่มันทะลวงแนวป้องกันเข้ามาจนถึงสวนกล้วยจนได้ หมู่มันฆ่าหมู่เฮา ทำลายบ้านเมืองหมู่เฮาจนหมด หมู่เฮาสิ้นอายุไปหลายตน ที่เหลือบ่กี่ตนหนีกระจัดกระจาย ยามนี้บ่ฮู้จะเหลือกันอยู่เท่าได๋.... ข้าเจ้าเองก็เหมือนกัน หมู่มันไล่ตามมาสี่ตนอย่างที่นายหันนั่นแหละ รถก็โดนยิงไปแล้ว ปืนก็กระสุนหมด ก็ได้แต่หนีมาจนถึงนี่ โชคดีที่นายช่วยข้าเจ้าไว้ทัน บ่อั้นข้าเจ้าคง....."

            “สุมานักๆเน่อที่ข้าเจ้าอู้อะหยังบ่ดีไปก่อนหน้านี้ มันมึนไปหมด มันช็อกไปหมด.... ข้าเจ้าบ่เหลืออะหยังอีกแล้ว แม้แต่ที่หื้อปิ๊กไป แม้แต่เพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ ทุกตนหายไปหมดแล้ว.....”

 

            วิญญาณสาวก้มหน้าลง ริมฝีปากเม้มแน่น เมื่อเย็นนี้เองที่เธอต้องทนมองดูเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ล้มตายกันราวกับใบไม้ร่วง บ้างถูกยิง บ้างถูกวิญญาณร้ายดูดพลังวิญญาณ บ้างถูกเหล่าผีร้ายขย้ำทุบตีจนสลายหายไปอย่างทรมาน แม้เธอจะบอกจ้าดไปว่าที่เหลือหนีกระจัดกระจายกันไป แต่เธอก็เกือบจะแน่ใจว่าทุกตนที่เหลือคงถูกสังหารหมดแล้ว ทั้งที่เธอเป็นราชินี แต่เธอกลับรักษาเผ่าพันธุ์ของตัวเองเอาไว้ไม่ได้.....

 

            ในขณะเดียวกัน ภายในหัวของจ้าดก็กำลังเชื่อมต่อเหตุการณ์ต่างๆอย่างรวดเร็ว ทั้งผีร้ายที่เขาเห็นเมื่อตอนเย็น ทั้งเหตุการณ์ต้นกล้วยของเมืองซึ่งยืนต้นมาหลายสิบปีตายหมู่ ทั้งอุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นพร้อมกันสองครั้งทั้งที่นานๆทีจะเกิดสักครั้ง และทั้งตัวของเด็กสาวผู้นี้ เป็นครั้งแรกในค่ำคืนนี้ที่เขาเริ่มจะเชื่อคำพูดของเด็กสาวเบื้องหน้าเข้าจริงๆ....

 

            จ้าดเอื้อมมือข้ามโต๊ะหวังจะกุมมือที่กำแน่นและสั่นระริกของอีกฝ่ายเป็นการปลอบโยน แต่ยังไม่ทันที่จะสัมผัสกับมือของอีกฝ่าย กล้วยก็กระชากมือกลับก่อนจะมองค้อนด้วยดวงตาเขียวปั้ด

 

            "เลวที่สุด หันข้าเจ้าเป็นจะอี้เลยคึดจะล่วงเกินก๋า !?" เสียงของเธอกลับเป็นแบบเดิมในฉับพลัน

            "ไม่ใช่ว้อย !" เด็กหนุ่มหน้าดุสวนกลับ ความสงสารของเขาสลายหายไปแทบจะหมดในฉับพลันเช่นกัน "ไอ้เราเรอะอุตส่าห์สงสาร พูดแบบนี้เสียอารมณ์หมด"

            "ก็บ่ได้ขอหื้อนายมาสงสารนี่บ่าจ้าดง่าว" กล้วยสวนกลับในทันควันเหมือนอีกฝ่าย "มันเรื่องของข้าเจ้าทั้งนั้น เล่าหื้อนายฟังก็บุญเท่าใด๋แล้ว"

            "เราก็..... ว้อย ทำไมถึงได้น่ารำคาญแบบนี้ฟะ !?"

 

            เด็กหนุ่มขบกรามกรอดอย่างเหลืออด วิญญาณสาวตนนี้จะปากแข็งทำตัวเข้มแข็งไปถึงไหน ทั้งที่เพิ่งจะประสบเรื่องราวร้ายแรงถึงขั้นคอขาดบาดตายมาหมาดๆ เขาเริ่มเสียดายที่ไม่ได้ถามผีนักกล้ามสี่ตนนั้นว่าทนฟังอยู่ได้อย่างไร แต่คิดอีกที ตอนกล้วยหนีมา เธออาจไม่มีโอกาสได้พูดเช่นนี้ก็เป็นได้

 

            แต่อีกใจหนึ่ง เขาก็ทั้งทึ่งทั้งชื่นชมตานีสาวไปพร้อมกัน เรื่องร้ายแรงขนาดนี้เทียบได้กับครอบครัวของเขาถูกฆ่ายกครัวแถมเขายังถูกไล่ฆ่าซ้ำ หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นจริงๆ เขาคงโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากทุกคนที่เขามีเบอร์ เรียกตำรวจ ไม่ก็เรียกหาหน่วยสวาทมาช่วยยกทีม และเมื่อพบใครสักคนที่สามารถระบายได้ เขาก็คงไม่รีรอที่จะเข้าไปกอดร้องห่มร้องไห้ระบายทุกอย่างออกมา แต่เด็กสาวผู้นี้กลับใจเย็นและสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น มิหนำซ้ำยังปฏิเสธความช่วยเหลือเสียอีก

 

หรือว่านี่จะเป็นขัตติยมานะของราชินีแห่งวิญญาณผู้พิทักษ์แห่งตานนะคอนกันแน่

 

            "แล้วสรุปกล้วยจะเอายังไง" จ้าดถามเมื่อพอจะใจเย็นลงบ้างแล้ว "จะให้เราช่วยอะไรก็ว่ามา"

            "ข้าเจ้าบ่อยากหื้อผู้ได๋ช่วย" วิญญาณสาวตอบเสียงห้วน

            "บอกมาเหอะน่า" เด็กหนุ่มยืนกรานอย่างใจเย็น "สถานการณ์แบบนี้ไม่ต้องมาทำปากแข็งแล้ว ปากแข็งไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก เราเข้าใจว่ากล้วยมีศักดิ์ศรีของกล้วย แต่บางทีหยิ่งในศักดิ์ศรีมากเกินไปมันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นนะ"

            "ข้าเจ้าก็ยังบ่อยากหื้อผู้ได๋ช่วยอยู่ดี"

            “ทำไมถึงไม่อยาก” หลานชายหมอผีใหญ่พ่นลมหายใจออกจากจมูกอย่างหงุดหงิด “ไม่ให้เราช่วยกล้วยจะรอดรึไง เมื่อกี้กล้วยก็พูดเองด้วยซ้ำว่าถ้าเราไม่ออกไปช่วยป่านนี้จะเป็นยังไงก็ไม่รู้”

            “เพราะข้าเจ้าบ่อยากหื้อผู้ได๋ต้องมาเดือดร้อนเพราะข้าเจ้า” เด็กสาวหน้าจืดตอบเน้นเสียง “ถ้านายช่วยข้าเจ้า นายก็จะตกเป็นเป้าของหมู่ผีร้ายเหมือนกัน นายจะเอาก๋า”

 

            กล้วยจ้องมองดวงตาตี่ของอีกฝ่าย เธอคาดหวังการปฏิเสธ ใครจะอยากเอากระดูกมาแขวนคอ ไม่ใช่แค่กระดูกธรรมดา แต่เป็นระดับกระดูกไดโนเสาร์เวียงตาโนซอรัสตัวใหญ่ที่สุดในโลกเสียด้วย

 

            แต่ผิดคาด

 

            “เอา”

            “หา ?” เด็กสาวหน้าจืดอ้าปากค้าง

            “เอา” หลานชายหมอผีใหญ่ตอบซ้ำ “เราจะช่วยกล้วย ถึงจะต้องเจอกับพวกภูตผีปีศาจนั่น แต่เราก็จะช่วยกล้วย”

            “ข้าเจ้าคงอู้บ่ชัดพอ” ราชินีตานีถอนหายใจ “ถ้านายช่วยข้าเจ้า นายจะตกเป็นเป้าของภูตผีปีศาจ บ่แม่นระดับธรรมดา แต่ระดับเลวร้ายนักขนาดถึงขนาดยะหื้อรกชนกันบนทางด่วน โยนเครื่องบินเป็นลำๆ หรือถ้าหมู่มันจะทำลายเมืองนี้เลยก็ยังได้ ระดับที่หมู่เฮายังแพ้ แล้วนายเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ แค่มันตนเดียวนายยังจะรับมือบ่ไหวเอาเลยด้วยซ้ำ”

            “เมื่อกี้เราก็รับมือไปตั้งสี่ตน” จ้าดเถียง

            “นั่นมันระดับปลายแถวสุดๆเลยเน่อ ถ้าระดับหัวแถว นายบ่มีโอกาสเข้าประชิดตัวมันหรอก อู้กันแต๊ๆ ข้าเจ้าอาจจะบ่มีโอกาสได้ลงจากรถตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ”

            “ไม่ต้องพูดให้เรากลัวหรอก ยังไงเราจะช่วยกล้วย”

            “เอ๊ะ ดื้อแต๊ !” ตานีสาวหน้าจืดสะบัดเสียง “ข้าเจ้าขอถามบ้างละกัน ยะหยังนายถึงอยากช่วยข้าเจ้าจัง”

            “หนึ่ง จะให้เราปล่อยผู้หญิงตัวคนเดียวที่ไม่เหลืออะไรแล้วแถมมีคนจ้องจะฆ่าเป็นกองทัพออกไปได้ไง” จ้าดตอบทันทีเหมือนเตรียมคำตอบเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว “และสอง ถ้าตานีเป็นคนที่ป้องกันเมืองจากผีร้ายจริง ต่อให้เราปล่อยกล้วยไป สักวันผีร้ายก็ต้องมาก่อกวนเราหรือแม้แต่ฆ่าเราอยู่ดีถูกมั้ย ก็แค่ตายช้าลง เพราะฉะนั้นเราเลือกช่วยกล้วยดีกว่า”

            “บ่แม่นแค่ตายเร็วขึ้น แต่ตายศพบ่สวยด้วยเน่อ” กล้วยขู่

            “อะไรก็ช่าง เราจะช่วยกล้วย” เด็กหนุ่มหน้าดุยืนยันคำเดิม “จบแค่นี้ โอเคมั้ย”

 

            ราชินีตานีเม้มปาก ดูเหมือนเธอกำลังต่อสู้กับตัวเองอีกครั้ง

 

            "จะอั้น ข้าเจ้าถามก่อน" ในที่สุด เด็กสาวหน้าจืดก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง เธอยกชาที่ยังคงเหลืออยู่ตั้งแต่ก่อนหน้านี้และเย็นชืดเป็นชาดำเย็นแล้วขึ้นจิบ "เมื่อแลงนี้ นายหันอะหยังบ้าง"

            "หมายความว่าไง 'หันอะหยังบ้าง'"

            "ทุกอย่างที่แปลกไปจากปกติ อู้มาหื้อหมด"

            "ก็.... เราเห็นผีหน้าตาน่าเกลียดเต็มไปหมด....."

            "จะอั้นก๋า" ตานีสาวพยักหน้าว่าเข้าใจ "แล้วมีอะหยังอีก ที่นายคึดว่าแปลก"

            "ก็ พวกนั้นไล่ตามเงารางๆเหมือนเด็กสาวใส่ชุดสีเขียวๆ...."

 

            ดวงตาเรียวเล็กของกล้วยเบิกกว้างขึ้น ปกติตานีจะมีใช้พลังกำบังพวกเธอจากสายตามนุษย์โดยสิ้นเชิง คนที่สามารถมองเห็นพวกเธอได้มีเพียงหมอผีที่ฝึกมาอย่างดีและมีประสาทสัมผัสด้านวิญญาณดีเยี่ยมเท่านั้น แม้ตอนนี้พลังนั้นจะถูกเหล่าผีร้ายทำลายลงไปแล้ว แต่เมื่อตอนเย็นมันยังคงทำงานตามปกติ ทั้งที่เป็นเช่นนั้นเด็กหนุ่มกลับสามารถมองเห็นตานีได้ แสดงว่าเขาคงไม่ใช่ธรรมดา

 

            "อย่าบอกนะว่านั่นคือตานี" เสียงของจ้าดเรียกสติวิญญาณผู้พิทักษ์สาวกลับมาอีกครั้ง

            "แม่น" กล้วยตอบสั้นๆ "นายมองหันหมู่เฮาได้.... แถมยังฟันผีตนนั้นได้อีก นายนี่บ่ธรรมดาแต๊ๆ"

            "ทำไมล่ะ คนปกติมองไม่เห็นตานีหรอกเหรอ"

            "นายก็อู้เองบ่แม่นก๋าว่าบ่มีผู้ได๋หันตานีมาสี่ร้อยกว่าปี"

            "เราก็นึกว่าตานีไม่มีอยู่อีกแล้วซะอีก"

            "หมู่เฮาอยู่ที่นี่ตลอด เพียงแต่เรื่องในประวัติศาสตร์ยะหื้อหมู่เฮาบ่เปิดเผยตัวต่อหน้ามนุษย์เท่านั้น" เด็กสาวอธิบาย "ปกติแล้วคนที่มองหันได้ก็มีแค่หมอผีระดับสูง ข้าเจ้าถึงได้อู้จะไดว่านายบ่ธรรมดา"

            "งั้นก็แปลว่าเราน่าจะพอช่วยกล้วยได้สินะ" จ้าดพูด เขารู้สึกดีใจที่อย่างน้อยเขาก็เป็นประโยชน์กับอีกฝ่าย

            "ก็ได้ ถ้านายอยากช่วยขนาดนั้น" รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเด็กสาวหน้าจืดเป็นครั้งแรกของค่ำคืนนี้ หากไม่นับยิ้มสยองขวัญก่อนลงมือซัดหลานชายหมอผีใหญ่เมื่อครู่ "ในสถานการณ์จะอี้ ข้าเจ้าคงบ่มีทางเลือกอื่น.... ถึงจะเป็นการรบกวนนายไปหน่อยก็เถอะ"

            "อะไรล่ะ ว่ามาได้เลย เรายินดีช่วยเต็มที่"

 

            ริมฝีปากของกล้วยเหยียดยิ้มกว้างขึ้นอีก

 

            "จะอั้น ข้าเจ้าขออยู่บ้านนี้กับนายไปก่อนละกัน คงบ่มีปัญหาเน่อ"

            "อ๋อ ไม่มีปัญห..... ว่าไงนะ !?"

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

159 ความคิดเห็น

  1. #145 Aoohapyn (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2560 / 10:44
    จากกระทู้ชื่อนิยายท่านได้แต่ใดมานะครับ

    บอกเลย ชอบชื่อเรื่องมาก 555
    กด fav แล้วนะ
    ภาษาถิ้นที่ใช้เป็นอะไรที่แปลกสำหรับข้าพเจ้า แต่ทำให้เนื้อเรื่องสมจริง สนุกไปอีกแบบ ภาษาที่ใช้บรรยายอ่านไหลมาก ถึงยาวแต่ลื่นแบบนี้โอเคเล
    มีความรุนแรงและมุกตลกสอดแทรก ทำได้มาก ชอบอ่า
    สู้ ๆ ครับพี่
    #145
    0
  2. #142 ArisaChuchu (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 18:32
    อ่านจบตอนนี้ อ้าว นี่มันแนว คอเมดี้ ไม่ใช่เหรออออ 55555
    เราอ่านในหน้าก่อน เห็นมีบอกว่าเครียด ๆ แต่ทำไมเราอ่านตอนนี้แล้วมันตลกฟะ

    ตรงบทสนทนาภาษาถื่น เราแปลไม่ออก แต่ไม่รู้ทำไม อ่านแล้วเข้าใจความหมาย เหมือนมันแฝงอารมณ์ชี้นำอยู่แล้วว่าต้องตอบแบบไหน ๆ ก็เลยอ่านรู้เรื่องทั้งหมดค่ะ มองว่าไม่ใช่ปัญหาเลยที่นำภาษาถิ่นมาใช้ มันก็มีความงดงามในแบบของมัน

    สำหรับนิยายเรื่องนี้...เป็นเรื่องที่ตลกดี เฉพาะตอนนี้นะ ตลกแบบอ่านได้เรื่อย ๆ เรานั่งอ่านใน BTS จนสุดสายได้ตอนนึงพอดี เราชอบนะคะเรื่องนี้ แต่เพิ่งอ่านไปตอนเดียวไม่ขอ comment อะไรมาก ถ้าถามความรู้สึกแรกอ่าน ขอส่ง feedback ว่าเป็นนิยายแบบที่เราไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก (เราเคยอ่านคล้าย ๆ แบบนี้มาก่อนแต่เป็นการ์ตูน)

    ------------------------------------------------
    จุดที่ชอบ

    กล้วย น่ารักดี ราชินีผู้บอบบาง แต่กราดเกรี้ยว และมีทั้งความอ่อนแอที่เผยออกมาให้เห็นเป็นระยะ เข้าใจว่าทำไมอ้ายจ้าดถึงอยากปกป้อง

    จ้าด ก็ตลก คนอะไรฟะชื่อจ้าด 555 แต่มีจุดหนึ่งที่โคต-รขัดใจ ต้องขออภัยด้วยค่ะ คือ รู้สึกว่าจ้าดมันตรรกะความคิดผิดปกติมาก ๆ อยู่ ๆ พี่ก็คว้ามีดออกไปบวกไม่กลัวโลกเลย แต่ทีนี้เรามองว่าเรื่องนี้เป็นคอเมดี้ เราเลยรับได้ทุกอย่าง คือแบบ เออ มันก็ได้อยู่นะ มันจะตลกมันก็ตลกแบบเรื่อย ๆ ดี อ่านไม่ยาก เหมาะสำหรับอ่านตอนว่าง

    อีกเรื่องคือความยาว อันนี้น่าสะพรึงมาก แต่เราก็เป็นคนที่พิมพ์อะไรยาวมากเช่นกัน เจ๊ากันไปละกัน อ่านของคนอื่นยาว ๆ บ้าง 55555 จะติดตามต่อนะคะ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 25 ตุลาคม 2560 / 18:33
    #142
    1
    • #142-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 1)
      25 ตุลาคม 2560 / 20:27
      ขอบคุณมากครับที่มาอ่าน

      จริงๆเรื่องนี้อยากให้เป็นแนวฮา เพราะเรื่องที่แล้ว (อยู่ใน ID เก่า) เครียดไปแล้ว แต่เขียนไปเขียนมา เรื่องนี้กลับเครียดหนักกว่าเรื่องเก่า ตอนแรกๆ อาจจะยังไม่เห็นเท่าไหร่ครับ แต่ขอบอกเป็นข้อมูลไว้ก่อนว่าตอนหลังๆ ค่อนข้างหนักอยู่พอสมควร และน่าจะอ่านยากพอสมควรด้วย

      ที่รู้สึกเหมือนการ์ตูนนี่ไม่ค่อยแปลกครับ เพราะพล็อตพื้นฐานของเรื่องนี้ก็มาจากการ์ตูน (Kannagi - Crazy Shrine Maiden) แต่เอามาปรับให้เป็นไทย แล้วก็ใส่เรื่องอาวุธสงครามที่ผมอยาเขียนเข้าไปด้วย แทนที่จะเป็นไอดอลเฮฮาปาจิงโกะแบบต้นฉบับ นอกนั้นยังมีส่วนอื่นๆ ที่เอามาจากการ์ตูนเรื่องอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน เช่นความสัมพันธ์ของตัวละครบางตัวครับ

      เรื่องจ้าดคว้ามีด อาจจะได้แก้อีกรอบครับ เท่าที่คิดไว้คือแอบดูสถานการณ์จากทางหน้าต่างก่อนแล้วค่อยลงไปช่วยครับ อาจจะให้ระวังภัยมากขึ้นสักหน่อยด้วย น่าจะแก้ได้เมื่อมีเวลาว่างครับ

      ตอนที่ขึ้นว่าอัพเดตล่าสุดปี 2558 นี่คือตอนที่ยังไม่ได้รีไรต์นะครับ การบรรยายจะยาวเยิ่นเย้อกว่าตอนที่รีไรต์ไปแล้วพอสมควร เพราะสำนวนผมเปลี่ยนมาเป็นบรรยายน้อยลงกว่าเดิมนิดหน่อยแล้ว จะทยอยรีไรต์ไปเรื่อยๆ และเอาลงไปเรื่อยๆถ้ามีเวลาครับ

      ขอบคุณอีกครั้งครับที่เข้ามาอ่าน ถ้าถูกใจตอนต่อๆไปด้วย ผมก็ดีใจครับ
      #142-1
  3. #136 S̄ī m̀wng (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 มีนาคม 2560 / 00:06
    กล้วยตานีซึนมากคะ ~ สำนวนลื่นไหลดีมาก แต่ถ้าเป็นคนกลาง จะอ่านลำบากหน่อยนะค่ะ ดีที่เราเป็นคนเหนือ อ่านได้ไม่มีสะดุด อิอิ เนื้อเรื่องแปลกแหวกแนวดีคะ
    #136
    0
  4. #122 Lzayoi_Nanami (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 มกราคม 2560 / 20:17
    สำนวนลื่นไหลนะก๊ะเจ้าาา 555
    โดยส่วนตัวชอบ ส่วนบทพุดมันยังแปลกๆ พูดภาษาถิ่น และพูดต่อ นาย เราก็เอ๊ะแล้ว ถ้ามีคำแทนผู้ชายจากนายเป็นภาษาถิ่นหรืออะไรที่ดีกว่านี้เราว่ามันโคตรได้ฟีลแรง
    #122
    1
    • #122-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 1)
      14 มกราคม 2560 / 20:22
      ตอนแรกคิดจะใช้ "คิง" ครับ (แทนตัวแบบกันเอง-ค่อนข้างหยาบในภาษาเหนือ) แต่มีคนที่รู้ภาษาเหนือท้วงว่าหยาบไปหน่อยสำหรับผู้หญิงอย่างกล้วย และคนอ่านทั่วไปก็อาจจะไม่เข้าใจ เลยปรับมาเป็น "นาย" แทนครับ

      มีได้อีกสองคำคือ "ตัว" (น่ารักไปหน่อย) กับ "สู" ซึ่งในมุมมองของภาษากลางอาจจะดูโบราณไปหน่อยครับ

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 14 มกราคม 2560 / 20:43
      #122-1
  5. #111 กระต่ายกลมปุ๊ก (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 / 08:19
    กล้วยน่ารักกก ฉีกแนวตานีในอิจเมจมาก 5555
    #111
    0
  6. วันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 / 08:22
    เข้ามาอ่านฉบับลงใหม่...

    กล้วยนี่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซึนจริงๆ... ซึนจนบางทีน่าไรเดอร์คิก //ผิด

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 8 พฤศจิกายน 2558 / 08:56
    #89
    0
  7. #87 SpringLady (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 กันยายน 2558 / 02:20
    แวะมาอ่านนิยายของคุณอัจฯค่ะ เรื่องนี้เขียนดีมากเลย เห็นภาพออก แค่มีติดตรงฝ้ายอ่านภาษาเหนือแล้วงง ว่าคืออะไร น่าจะมีแปลเป็นวงเล็บให้ด้วยนะคะ อีกเรื่องคือ รถจักก้า ขี่ผ่าหิมะไปต่อรถไฟฟ้า ถนนที่มีหิมะมีลื่นมากเลยนะคะ แบบยิ่งกว่าขี่จักก้าในกะบะทรายอีกค่ะ ทรงตัวยากมาก เรียกว่าขี่สามเมตร โครม!
    #87
    4
    • #87-3 SpringLady(จากตอนที่ 1)
      30 กันยายน 2558 / 18:17
      ตามใจคุณอัจเลยค่ะ ส่วนตัวอ่านไม่ค่อยออกเลยสะดุดนิดหน่อย แต่หลังๆเริ่มชินแล้วมั้งคะ

      เรื่องจักก้า เราเองก็เงิบมาหลายรอบกับการปั่นในหิมะเลยทักค่ะ
      #87-3
    • #87-4 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 1)
      30 กันยายน 2558 / 18:45
      จริงๆถ้าเว็บนี้มีระบบชี้แล้วมี Tooltiptext ขึ้น ก็อยากใช้เหมือนกันนะครับ จะได้เห็นคำไหนแล้วแช่เมาส์ดูแปลได้เลย คนไม่ต้องการคำแปลก็ไม่ต้องแช่เมาส์

      ขอถามนิดว่าอยู่ประเทศไหนเหรอครับ ได้ขี่จักรยานลุยหิมะด้วย
      #87-4
  8. #84 Reone (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 กันยายน 2558 / 17:43
    ลองเข้ามาอ่านแล้วนะคะ แต่อ่านได้แค่หนึ่งบท

    ส่วนตัวคิดว่า อยากให้ผู้แต่งลองปรับในส่วนของบทนำดูก่อนนะคะ มันยังไม่ดึงดูดนักอ่านเท่านที่ควรค่ะ แต่อ่านได้เรื่อยๆ

    การเขียน สำนวนถือว่าไหลลื่นนะคะ อ่านโอเคเลยล่ะค่ะ ทว่าข้อด้อยของนิยายเรื่องนี้คือภาษาค่ะ คนภาคกลางบางคนไม่เข้าใจภาษาท้องถิ่นอาจทำให้ผู้อ่าน อ่านแล้วสับสนได้

    และอยากให้ลองปรุงในเรื่องความสมเหตุสมผลดูนะคะ เพราะต้นกล้วยไม่สามารถขึ้นได้ในดินแดนที่มีหิมะ

    ฉะนั้นจะบอกว่าเป็นเพราะดินแดนแห่งนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือมีวิวัฒนาการ DNA ที่เปลี่ยนไป ก็ควรจะเพิ่มเหตุผลขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง

    เพราะจุดนี้ค่อนข้างสำคัญตั้งแต่แรกอ่านค่ะ

    ปล.แก้คำผิดค่ะ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 5 กันยายน 2558 / 17:51
    #84
    1
    • #84-1 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 1)
      5 กันยายน 2558 / 18:09
      ขอบคุณมากครับมที่มาวิจารณ์ รับทราบเรื่องบทนำครับ

      ส่วนเรื่องต้นกล้วยนี่ผมกำหนดไว้ชัดเจนแล้วว่า "มันทนหนาวอยู่ได้ราวกับเป็นเรื่องโกหก" คือประกาศตัวแปรไปเลยว่า "ในเรื่องนี้ ต้นกล้วยทนหนาวได้" ครับ ส่วนตัวผมคิดว่าเท่านี้พอ (อ่านเรื่องอื่นถ้าประกาศตูมชัดเจนแบบนี้ผมก็โอเค ถือว่าผู้แต่งบอกลักษณะของสิ่งนั้นในโลกของเรื่องนั้นชัดเจนแล้ว) คือถ้าจะอธิบายต่อมันก็พอได้เพราะเหตุผลมีอยู่แล้ว แต่ผมรู้สึกว่ามันจะยาวเปล่าๆ

      แต่ยังไงจะลองหาทางอธิบายให้ดูสมเหตุสมผลกว่านี้ดูครับ
      #84-1
  9. #78 Louis Forest (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2558 / 07:27
    เข้ามาอ่านเอาความรู้และทักษะ ฮ่าๆ Add favorite  ไปแล้วนะครับ
    #78
    0
  10. #9 lllllllllllllllllllllllll '[27]' (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 มกราคม 2558 / 00:35
    เปิดเรื่องมาต้นกล้วยก็ตายเยอะเลยหรอ ทำแบบนี้ได้ไง กล้วยบวชชีก็ขาดแคลนน่ะสิ!!



    ที่แท้แม่คุณก็ทั้งซึนทั้งปากแข็งหรอกเร๊อะ ฮาฮาฮา น่ารัก // โดนตบ



    หน้าตาจืดๆแบบนี้แหละแต่งหน้า แต่งตัวแล้วสวยมาก ชอบเรื่องนี้เลยค่าาาา



    ห๊ะ? องค์ที่ 44...เลขสวยมากค่ะ



    _________________________________________________________________________________

    *ตอนแรกกะจะรอให้ลงเพิ่มอีกห้าตอนก่อนถึงค่อยอ่าน ไปๆมาๆเกิดเรื่องก่อนข้าเจ้าเลยตามมาอ่านในลิ้งใหม่แทน ฮิฮิ



    อะไรนะ ข้ากลัวแล้วท่านโล่งใจ O.O; (ใช่ซี่ ภูมิใจเลยซี่ ชิชะเชอะ)



    ภาพต่อไปยังน่ากลัวกว่านี้อีก...เจริญล่ะ!! (ผมนี่เหงื่อตกเลย!)



    #9
    0