แว่วสำเนียงภูต

ตอนที่ 6 : "ฝันร้ายของแม่" ส่วนที่ ๑

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 118
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    24 เม.ย. 57

ฝันร้ายของแม่

 

 

                “ฉันอยู่ที่นี่ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว... ฉันต้องหนี...”

                หญิงสาวผู้มีผมดำยาวสยาย สวมเสื้อคอกระเช้าและนุ่งผ้าถุงเก่าๆ บอกตัวเองซ้ำไปซ้ำมาในห้วงความคิด ขณะที่ตัวเองก็อุ้มลูกชายวัยขวบเศษที่กำลังหลับตาปี๋ไว้ในอ้อมแขน สองเท้าของเธอวิ่งหนีสุดกำลังแบบไม่ต้องเหลียวไปมองอย่างอื่นในบ้านไม้ทรงไทย เพื่อจะได้หนีจากบางสิ่งบางอย่างที่น่าหวาดกลัวนั่น

                แม้เธอยังพอเห็นหนทางได้เพราะแสงจากพระจันทร์เต็มดวงในคืนที่วังเวงน่ากลัว แต่ความมืดมัวในยามค่ำก็ยังทำให้เธอหวาดระแวง ในใจของหญิงสาวหวาดกลัวว่าอาจจะมีอะไรบางอย่างจับจ้องเธออยู่จากในมุมมืดสักมุมของบ้าน  หรือบางอย่างที่เธอกำลังหลบหนีอยู่อาจจะตามเธอและลูกน้อยออกมาจากบ้านทรงไทยหลังนี้ก็เป็นได้

                “จะหนีไปไหน... มาเล่นกันเถอะ...”

                เสียงเด็กที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความร่าเริงแต่น่าสะพรึงกลัวอย่างบอกไม่ถูกดังไล่หลังมา ทำให้หญิงสาวเสียวสันหลังวาบ เส้นขนตามร่างกายลุกซู่ขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ แต่เธอก็ยังคงวิ่งต่ออย่างไม่หยุดฝีเท้า ด้วยความตั้งใจว่าจะพาตัวเองและลูกชายให้รอดไปจากที่นี่ให้ได้

                เธอวิ่งไปจนกระทั่งถึงนอกชานของบ้านทรงไทย แต่ความตกใจระคนกับสิ้นหวังก็พลันผุดขึ้นในห้วงความคิด เมื่อเธอพบว่ามันไม่มีกระไดให้ลงไปจากตัวบ้าน และเธอกำลังจนมุม!

                “เอาน้องเขามาอยู่กับพวกเราเถอะ...” เสียงเด็กแสนหลอนจิตดังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่อะไรบางอย่างจะปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าของหญิงสาวแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

                มันคือร่างของเด็กชายวัยสิบกว่าขวบที่เปลือยท่อนบนเห็นพุงพลุ้ย ท่อนล่างสวมเพียงโจงกระเบนสีแดงเลือด ผมสีดำเกล้าเป็นจุกเหมือนกับเด็กในสมัยโบราณ และที่ทำเอาหญิงสาวแทบจะสติแตกก็เพราะว่าร่างนั้นลอยกลับหัวอยู่กลางอากาศ!

                หญิงสาวตัวสั่นเทิ้ม แต่ก็พยายามความรวบรวมความกล้าที่มีเพื่อจะหนีไปอีกทางหนึ่ง แต่กลับทำไม่ได้ดังใจเพราะขาของเธอถูกอะไรบางอย่างจับเอาไว้ และเมื่อหญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายหันไปมองก็ต้องพบกับเด็กหญิงผมแกละที่สวมเสื้อคอกระเช้าสีชมพูกับโจงกระเบนสีม่วง กำลังเกาะขาข้างหนึ่งของเธอไว้ พร้อมกับส่งยิ้มมาให้แบบปากฉีกจนถึงใบหู!

                “น้าให้น้องมาอยู่กับพวกเราเถอะนะ...” เด็กหญิงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่น่ากลัวจับขั้วหัวใจ

                “ใช่แล้ว! เจ้าพาลูกหนีไปไหนไม่พ้นหรอก! ลูกของเจ้าต้องอยู่กับพวกเรา!” เสียงบุรุษผู้ทรงอำนาจดังขึ้นมาจากบ้านทรงไทยบรรยากาศชวนสยองขวัญ ก่อนที่เชือกสีขาวเส้นหนึ่งจะพุ่งออกมาจากความมืดแล้วรัดเข้าที่ลำตัวของเด็กชายในอ้อมแขนหญิงสาว ก่อนจะกระชากร่างเล็กๆ นั้นออกไปจากอ้อมกอดผู้เป็นแม่

                “แม่! เสียงร้องขอความช่วยเหลือของเด็กชายดังก้องไปทั่วบริเวณ หญิงสาวพยายามเอื้อมมือไขว่คว้าลูกชายสุดที่รัก แต่ร่างจ้อยก็ลอยห่างออกไปทุกที จนกระทั่งหายลับไปในความมืดดำยามราตรี

                “ไม่นะ! เอาลูกฉันคืนมา!” หญิงสาวกรีดร้องลั่น แล้วสติสัมปชัญญะที่เธอเคยมีก็พลันขาดสะบั้น...

.

                หญิงสาวสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะความฝันอันแสนน่าสะพรึงกลัว ก่อนที่จะรวบรวมสติแล้วลุกขึ้นมามองซ้ายมองขวา แสงจากดวงจันทร์เต็มดวงที่สาดผ่านหน้าต่างเข้ามาทำให้เธอพอจะเห็นได้ว่าตนเองนอนอยู่ในมุ้งที่บ้านของตนเอง และลูกชายตัวน้อยยังคงนอนหลับปุ๋ยอยู่ข้างกายเธออย่างสบายอารมณ์

                เธอถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก พลางลูบศีรษะลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่างทะนุถนอม เธอรู้สึกดีเหลือเกินที่เรื่องราวเมื่อครู่เป็นเพียงแค่ฝันร้าย ไม่ใช่ความเป็นจริงที่ต้องเผชิญ มิฉะนั้นถ้าต้องเสียลูกไปให้กับอะไรสักอย่างที่น่าสะพรึงกลัวแบบในฝัน เธอคงจะหัวใจสลายและไม่รู้ว่าอยู่ต่อไปอย่างไรแน่ๆ

                เพราะเด็กคนนี้เป็นลูกชายคนเดียวของเธอ และเป็นสมาชิกในครอบครัวคนสุดท้ายนอกจากเธอที่อยู่ในบ้านไม้ทรงไทยหลังที่เธออาศัย เพราะพ่อแม่ของเธอผู้เป็นเจ้าของบ้านรุ่นก่อนไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว ส่วนสามีของเธอผู้เป็นทหารก็ไปรบอยู่แถบชายแดน และไม่ได้ติดต่อกันมานานมาก มากเสียจนเธอแทบจะลืมไปแล้วว่าคุยกันครั้งสุดท้ายเมื่อไร... นานก่อนที่ลูกของเธอจะออกมาลืมตาดูโลกด้วยซ้ำ... จนบางทีเธอก็อดคิดไม่ได้ว่าจะเกิดอันตรายอะไรขึ้นกับสามีตัวเองหรือเปล่า...

                แต่หญิงสาวก็ไม่มีเวลากังวลเรื่องสามีให้มากนัก เพราะเธอต้องกัดฟันทนสู้ชีวิตเพียงลำพังเพื่อเลี้ยงดูตัวเองและลูกชายที่กำลังโตด้วยแรงกายแรงใจที่มี ในหัวของเธอมีแต่ความคิดว่าแม้เพื่อนบ้านจะเห็นอกเห็นใจ สงสารในชะตากรรมของครอบครัวเธอจนแบ่งปันสิ่งต่างๆ มาให้ มันจะทำให้เธอพอประทังชีวิตตัวเองและลูกน้อยได้บ้าง แต่เท่านี้มันยังไม่เพียงพอที่จะให้ลูกชายของเธอมีอนาคตที่ดีแน่ๆ

                บางทีเธอเองก็คิดว่าน่าจะหางานนอกหมู่บ้านที่ดีกว่านี้ แล้วฝากให้คนอื่นดูแลลูกชาย แต่เธอก็ไม่อยากจากที่นี่ไปเลย... เพราะเธอคาดหวังว่าสักวันสามีของเธอจะกลับมา.... และนอกจากนี้หญิงสาวเองไม่ได้อยากจากลูกชายของเธอแม้แต่นาทีเดียว... เธอสูญเสียคนสำคัญมามากพอแล้ว... มากเกินกว่าที่เธอจะปล่อยคนสำคัญคนสุดท้ายให้ห่างกายเธอไปอีก...

            หญิงสาวลูบแก้มเด็กชายอย่างอ่อนโยน ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนข้างกายลูกน้อยพร้อมทั้งประคองกอดด้วยอ้อมแขนนุ่มละมุน เธอจ้องมองไปยังเด็กน้อยแล้วยิ้มอย่างเป็นสุข ทว่ายังไม่ทันที่จะได้หลับตาลง หญิงสาวก็ต้องสะดุ้งโหยงขึ้นมาด้วยความตกใจเสียก่อน... เมื่อเธอเห็นว่ามีเงาตะคุ่มยืนอยู่นอกมุ้ง ทางทิศด้านหลังลูกชายของเธอ!

                ไวเท่าความคิด หญิงสาวรีบคว้าไฟฉายที่หัวนอนมาส่องดูเงาร่างลึกลับนั้น หวังจะมองว่าใครกันที่มายืนอยู่ข้างมุ่งของเธอได้ ทั้งที่บ้านของเธอเป็นบ้านทรงไทยที่ยกกระไดบ้านมาเก็บยามไม่ใช้ได้ และเธอก็ยกกระไดบ้านเก็บด้วยตัวเองไปนานแล้วด้วย

                แสงไฟฉายสาดส่องออกไปนอกมุ้ง ทว่าหญิงสาวกลับไม่พบอะไรนอกจากความว่างเปล่า... เงาลึกลับนั่นหายไปเสียแล้ว...

                หญิงสาวเริ่มไม่ไว้ใจสถานการณ์รอบตัว ตอนนี้เธอคิดว่าอาจมีโจรผู้ร้ายที่ไหนอาจจะเอากระไดของมันมาพาดกับบ้านเธอแล้วปีนขึ้นมาก็เป็นได้ เธอจึงเปิดไฟฉายแล้วมองไปรอบบริเวณด้วยท่าทางหวาดระแวง ก่อนจะอุ้มลูกน้อยไว้แนบอก แล้วเดินไปทางครัวด้วยอย่างระมัดระวัง หวังจะหยิบพร้าในครัวมาป้องกันตัวเองและลูก เผื่อว่ามันจะมีเหตุฉุกเฉินอะไรเกิดขึ้น

                แสงจากไฟฉายส่องทางเบื้องหน้าคุณแม่วัยสาว เธอค่อยๆ ก้าวอย่างระมัดระวัง แต่แล้วก็ต้องเพิ่มความระวังนั้นกว่าเดิม เมื่อเธอพบว่าเงาตะคุ่มบางอย่างนั้นอยู่เบื้องหน้าเธอในตอนนี้!

        “นั่นใครน่ะ!” หญิงสาวร้องถาม แต่ไม่มีคำตอบใดๆ จากเงาตะคุ่มนั้น แรกทีเดียวเธอคิดว่าอาจจะเป็นเงาของข้าวของบางอย่างที่เธอวางไว้ แต่เธอก็ต้องทิ้งความคิดนั้นไป เมื่อมันกลับขยับได้ แถมยังเคลื่อนเข้ามาใกล้เธอเรื่อยๆ!

                หญิงสาวรีบฉายไฟขึ้นส่องหน้าของร่างที่กำลังย่างกรายมาใกล้ แล้วเธอก็ต้องตกใจจนขวัญแทบกระเจิง เมื่อพบว่าสิ่งที่แสงไฟฉายของเธอกระทบนั้นไม่ใช่ร่างของมนุษย์ แต่กลับเป็นอะไรบางอย่างที่เธอไม่รู้จักมาก่อน... ร่างกายยักษ์นั้นกำยำและอุดมไปด้วยมัดกล้ามประหนึ่งนักเพาะกาย แต่ปกคลุมไปด้วยขนสีดำเมี่ยมอย่างสัตว์ป่า แม้มันจะยืนสองขาคล้ายมนุษย์หรือลิง ทว่ามันกลับมีดวงตาสีแดงก่ำและมีเขี้ยวเหมือนกับสัตว์กินเนื้อ แถมยังมีเขายาวโง้งคล้ายวัวควายอีกต่างหาก! ถ้ามีใครบอกกับหญิงสาวว่ามันเป็นสัตว์นรกที่หลุดมาจากอบายภูมิ หญิงสาวก็คงจะเชื่ออย่างสนิทใจเลยทีเดียว!

                สัญชาตญาณบอกกับเธอว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นอันตราย ความเป็นแม่บอกให้หญิงสาวปกป้องเด็กชายอย่างสุดชีวิต พอเธอเห็นว่าเจ้าสิ่งลึกลับนั้นกำลังเอื้อมมือมาใกล้หมายจะคว้าร่างเธอหรือลูกน้อยในอ้อมแขน เธอก็รีบกลับหลังหันแล้วเตรียมวิ่งหนีจากตรงนั้นทันที

                ทว่าหญิงสาวช้าเกินไป... มือของเจ้าอสุรกายนั้นเจาะทะลุร่างของเธออย่างง่ายดาย จนหัวใจที่กำลังเต้นตุบๆ  พร้อมกับเลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาจากหน้าอกทรงโตของคุณแม่วัยสาว!

                แล้วสติสัมปชัญญะของเธอก็พลันขาดห้วงไปอีกหน

.

                “แฮ่ก... แฮ่ก... ฝันซ้อนฝันเหรอเนี่ย?”

                หญิงสาวผู้สวมเสื้อคอกระเช้าเก่าๆ บ่นพึมพำพร้อมกับลมหายใจที่แสดงถึงความเหนื่อยหอบ และหยาดเหงื่อที่ไหลรินออกมาท่วมตัวเหมือนกับเพิ่งออกกำลังกายอย่างหักโหมมาใหม่ๆ

                เธอเอามือกุมหัวใจของตนเองแล้วมองไปยังลูกน้อยที่หลับอยู่ข้างกาย ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าลูกชายคนหัวแก้วหัวแหวนของเธอยังอยู่ดี เด็กน้อยยังคงนอนหันหลังให้เธออยู่อย่างสงบ

                หญิงสาวไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าทำไมเธอจึงฝันร้ายเรื่องแบบนั้นถึงสองรอบติดๆ ในคืนเดียวกัน เธอเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่เล่าต่อกันมาว่าความฝันอาจเกิดได้จากเหตุสี่อย่าง คือถ้าไม่เป็นนิมิตบอกเหตุว่ามีกรรมเก่าบางอย่างกำลังจะตามมาทันเหมือนดังที่ฝันในอนาคตอันใกล้ ก็เป็นเพราะจิตใจของเธอจดจ่อกับบางอย่างจนเอามาเก็บเป็นอารมณ์ไปฝัน หรือไม่ก็เพราะมีเทพเจ้าดลใจ หรือเพราะกินอะไรผิดสำแดงหรือพักผ่อนไม่เพียงพอจนธาตุไม่ปกติ แต่เธอก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าความฝันของตัวเองเข้าข่ายข้อไหนกันแน่

                เธอพนมมือภาวนากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ขอให้มันเป็นเพียงแค่ความฝันที่เกิดจากการพักผ่อนน้อย หรือการคิดมากกับเรื่องลูกจนทำให้ฝันร้าย มากกว่าเพราะนิมิตเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นล่วงหน้า หรือเพราะมีเทพเจ้ามาดลใจ... เธอขอให้มันเป็นเพียงความฟุ้งซ่านของเธอก็เพียงเท่านั้น อย่าให้มันเป็นอะไรที่มากไปกว่านี้เลย...

                คุณแม่วัยสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ หลังจากภาวนาจบ ก่อนจะชะโงกหน้ามองดูหน้าลูกชาย ที่เธอคิดว่ากำลังนอนหลับปุ๋ยอย่างน่ารักน่าชังเหมือนทุกครั้ง

                แต่เธอก็คิดผิด...

                เด็กน้อยลืมตาโพลงแล้วจ้องมองมายังผู้เป็นแม่ด้วยสายตาที่น่าสะพรึงกลัว รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นมาบนหน้าของเด็กผู้น่าจะไร้เดียงสา แล้วรูปร่างหน้าตาของเด็กน้อยวัยขวบเศษก็พลันเปลี่ยนแปลงไป มันเริ่มจะขยายใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นเด็กวัยสิบขวบที่รูปร่างตุ้ยนุ้ย มัดผมจุกและสวมโจมกระเบนแบบในฝันครั้งแรก นั่นทำเอาหัวใจของคนเป็นแม่แทบหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม คุณวัยสาวรีบถอยกรูดออกมาจากร่างนั้นในทันทีทันใด

                “ตื่นแล้วเหรอน้า มาเล่นกันเถอะ”

                เสียงชวนสยองของเด็กชายที่นอนหันหลังให้กล่าวขึ้น ก่อนที่จะหันเพียงศีรษะกลับมาหาเธอโดยไม่ได้หันลำตัวกลับมาเลยสักนิด!

                หญิงสาวอยากจะกรีดร้องออกมาให้ดังลั่น แต่กลับรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ในลำคอของตัวเอง เธอรู้สึกหนาวจนเสียวสันหลังวาบ ร่างกายของเธอสั่นระริกขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้

                ตอนนี้หญิงสาวหวาดกลัวและสับสนเหลือเกิน เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ และนี่คือความฝันหรือความเป็นจริง แต่สติสัมปชัญญะของคุณแม่วัยสาวยังดีอยู่ และความเป็นห่วงลูกของเธอก็คงมีอิทธิพลสูงกว่าความหวาดกลัว เธอจึงรีบคว้าไฟฉายที่หัวนอนมาส่องไปทั่วบริเวณ ก่อนจะหันซ้ายหันขวาหาลูกชายของเธอในทันที

                “หาลูกชายอยู่เหรอคะน้า? หนูกำลังเล่นด้วยอยู่เลย ฮิฮิ” เสียงเด็กหญิงดังขึ้นมาจากด้านหลังของหญิงสาว ทำเอาเธอต้องรีบหันขวับกลับไปมองต้นเสีย แล้วก็พบกับเด็กหญิงผมแกละในเสื้อคอกระเช้าแบบเดียวกับที่เธอเคยฝันเห็นเมื่อก่อนหน้านี้ กำลังยืนจับข้อมือของลูกน้อยที่ไม่ได้สติของเธอแล้วลากไปมา เหมือนกับเด็กผู้หญิงลากตุ๊กตาตัวใหญ่ไม่มีผิด!

                จากนั้นเด็กหญิงที่สวมเสื้อสีชมพูก็ตบแก้มเด็กชายเข้าหนึ่งที ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนข้องหญิงสาวตกใจตื่นขึ้นมาแล้วร้องไห้จ้า และภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าทำเอาหญิงสาวรีบสลัดความกลัวในหัวใจออกไปจนหมดในเสี้ยววินาที ก่อนที่จะเธอจะแผดเสียงออกมาดังลั่น

                “ฉันไม่รู้ว่าพวกเธอเป็นใคร... แต่ปล่อยลูกฉันเดี๋ยวนี้นะ!

                เด็กหญิงและเด็กชายชะงักไปครู่ใหญ่เมื่อหญิงสาวตวาด ทว่าจากนั้นทั้งคู่ก็หัวเราะออกมาอย่างขบขันเสียงเต็มประดา

                “น้าคิดว่าเป็นใครถึงมาสั่งพวกเราได้กันล่ะ เหอ เหอ” เด็กชายในชุดไทยหัวเราะลั่น ก่อนจะลุกขึ้นมาแล้วกอดรัดหญิงสาวจากด้านหลังด้วยเรี่ยวแรงมหาศาล พร้อมกับลูบคลำร่างกายของเธอไปมา เหมือนกับว่าอยากจะลวนลามคุณแม่วัยสาวเสียเต็มประดา

                หญิงสาวพยายามฝืนความกลัวที่กำลังกัดกินหัวใจ เพื่อดิ้นรนขัดขืนจากเด็กชายประหลาด หวังจะแย่งลูกชายกลับมาแล้วพาหนีออกจากบ้าน ไปขอความช่วยเหลือจากใครก็ได้แถวนี้ ทว่าเธอกลับทำไม่สำเร็จ เพราะแรงของเด็กชายชวนสยองคนนี้มันมหาศาลเหลือเกิน

                “พวกเอ็งทั้งคู่พอแค่นั้นแหละ! อย่าเล่นซนมันมากนัก!” เสียงบุรุษผู้ทรงอำนาจดังขึ้นมาจากเงามืด ก่อนที่เด็กชายและเด็กสาวจะปล่อยมืดออกจากสองแม่ลูก แล้วรีบเคลื่อนเข้าไปใกล้กับเงาตะคุ่มของใครสักคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก

                “ตื่นขึ้นมาก็ดีแล้ว ข้ามีอะไรต้องการจะคุยกับเจ้าพอดี” เสียงจากเงามืดนั้นดังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่หญิงสาวปรี่เข้าไปอุ้มลูกชายตัวเองเข้ามาประคองในอ้อมแขนไว้แล้ว แต่ดูเหมือนหญิงสาวไม่ได้สนใจจะฟังเลยสักนิด

                “ข้าไม่ได้อยากจะทำร้ายเจ้า ข้าแค่ต้องการลูกของเจ้าเท่านั้น ส่งลูกของเจ้ามาให้ข้า แล้วข้าจะไม่ทำอะไรเจ้า!


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

56 ความคิดเห็น

  1. #43 เพราะดีฉันจึงมา (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 มกราคม 2558 / 20:08
    ฝันร้ายจริงๆอยากฝันบ้าง 
    ทำไมข้าน้อยไม่เคยฝันร้ายบ้างเลย.  เพราะโบราณว่าไว้ ฝันร้ายจะกลายเป็นดี
    #43
    0