แว่วสำเนียงภูต

ตอนที่ 4 : "เจ้าแม่ไทรทอง" ส่วนที่ ๔

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 137
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 ม.ค. 58

                สามทุ่มสิบนาที

                นุชและผองเพื่อนร่วมกลุ่มกำลังเพลิดเพลินกับอาหารและเครื่องดื่มนานาชนิดที่ร้านหมูกระทะที่ไม่ห่างจากโรงเรียนไปสักเท่าไรนัก พวกเธอทั้งสี่ไม่ได้สนใจจะไปตามที่นัดกับนิ่มเลยแม้แต่น้อย ทุกคนกำลังสำราญอยู่กับการกินมื้อดึก เหมือนกับว่ามันเป็นงานฉลองที่ได้ยืมมือกับเหล่าสิ่งลี้ลับในโรงเรียนจัดการกับนิ่ม

                แต่แล้วความสนุกนั้นก็พลันชะงักไปในทันที หลังจากมีเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือของพิม และเด็กสาวผิวเข้มหยิบมันขึ้นมารับสาย

                “สวัสดีค่ะ นั่นคุณพิมหรือเปล่าคะ? นี่เรานิ่มเองนะ พวกคุณพิมอยู่ไหนกันเหรอ? เราอยู่ที่ต้นไทรหลังโรงเรียนแล้วนะ”

                “นังนิ่มโทรมาว่ะ มันบอกตอนนี้มันรอพวกเราอยู่ที่ต้นไทรหลังโรงเรียนแล้ว” พิมพูดด้วยเสียงแผ่วเบาราวกระซิบกับเพื่อนๆ ทั้งสาม และนั่นก็ทำให้นุชต้องแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด

                “แผนล่มแล้วไง นี่ก็สามทุ่มกว่าแล้ว ทำไมมันยังรอดอยู่วะ? หรือเรื่องเจ้าแม่ต้นไทรหรือผีเผออะไรในโรงเรียนนี่มันเป็นแค่เรื่องเอาไว้หลอกเด็กกันวะ?” นุชโพล่งออกมาอย่างหัวเสีย

                “ใจเย็นๆ ก่อนน่า อย่าเพิ่งโวยวายไป” พิมพยายามสงบสติอารมณ์ของเพื่อนสาว “ตอนนี้มาช่วยกันคิดก่อนสิ ว่าจะบอกมันไปว่าไงดีล่ะ?”

                “เอามือถือมา เดี๋ยวคุยเอง” นุชพูดพลางคว้ามือถือมาจากพิมแล้วพูดกับปลายสาย “นี่กูนุชเอง ตอนนี้พวกกูอยู่ที่ร้านหมูกระทะแถวโรงเรียน มีอะไรหรือเปล่า?”

                “ไปทำไมที่นั่นกันล่ะคะ? ไม่มาตามนัดแล้วเหรอ? เรารอนานแล้วนะ” เสียงใสดังขึ้นมาจากปลายสาย

                “พวกกูก็ไม่ได้คิดจะไปตามนัดอยู่แล้ว ใครมันจะอยากไปเป็นเพื่อนกับอีพวกชอบแย่งของคนอื่นไปทั่วอย่างมึงกันล่ะ! เชิญมึงกลับบ้านไปได้เลย แล้วไม่ต้องโผล่หัวมาโรงเรียนอีกก็ได้ ถ้าโผล่มาแม่จะตบล้างน้ำให้เลย!” นุชบอกกลับไปอย่างหยาบคายเพื่อระบายความแค้นเคืองที่มีต่อนิ่ม

                “ทำไมคุณนุชเป็นคนอย่างนี้กัน... ไม่ฟังที่เราอธิบายไปเลยหรือไง... เราไม่ได้อยากจะแย่งอะไรของใครเลยแท้ๆ... มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งนั้น” เสียงที่ปลายสายพูดแบบขาดห้วงเพราะสะอึกสะอื้นเหมือนกำลังจะร้องไห้ ก่อนที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดด้วยเสียงแผ่วเบา แต่กลับน่ากลัวสำหรับนุชอย่างบอกไม่ถูก

                “ช่างเถอะ... ถ้าพวกคุณไม่มากันแบบนี้ เราไปโทรบอกคุณปลื้มดีกว่า ว่าพวกคุณนัดเราไว้แล้วไม่ยอมมาตามนัด เผื่อเขาจะได้มารับเราไปส่งที่บ้าน”

                “มึงอย่าทำแบบนั้นนะ! มึงรออยู่ตรงนั้นเลย พวกกูจะไปหามึงตามที่นัดไว้ก็ได้! แต่มึงอย่าโทรหาปลื้มเด็ดขาด! อย่าบอกปลื้มด้วยว่าพวกกูทำอะไรมึง!” นุชโพล่งออกมาอย่างลืมตัวก่อนจะกดตัดสาย ทำเอาสามสาวที่เหลือต้องมองที่นุชด้วยความตกตะลึงว่าเธอพูดอะไรลงไป

                “นุช จะบ้าไปแล้วเหรอ? ในโรงเรียนหลังสามทุ่มน่ะ มันไม่ใช่เวลาของคนเป็นๆ นะ!” เด็กสาวร่างสูงหน้าหมวยทักท้วง แต่นุชกลับหันมามองด้วยดวงตาคมที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง

                “ฉันจะบอกอะไรให้นะหลิน ถ้าที่พวกแกเชื่อกันเป็นจริง ป่านนี้นังนิ่มมันคงไม่มีปัญญากดโทรศัพท์มาหาพวกเราหรอก” คำพูดและท่าทางของนุช ทำเอาเด็กสาวหน้าหมวยที่ถูกเรียกว่า “หลิน” ต้องรีบสงบปากสงบคำไปในทันที

                “แต่ฉันว่า บางทีนี่อาจจะแผนลวงของนิ่ม” เด็กสาวผิวสีแทนผู้เป็นจอมวางแผนทักท้วง “นิ่มอาจจะได้ยินเรื่องต้นไทรอาถรรพ์นั่นจากใครสักคนก่อนถึงเวลานัด เลยไม่ได้ไปตามที่ตกลงกันไว้ แล้ววางแผนตลบหลังให้พวกเราเข้าไปก็ได้นะนุช”

                “นังปัญญานิ่มที่โดนแกล้งมาเป็นเดือนยังไม่เอะใจว่าโดนแกล้งหรือมีใครเหม็นหน้าน่ะ ฉันไม่คิดว่าจะมีปัญญาคิดแผนอะไรซับซ้อนแบบนั้นหรอก!” นุชตอบกลับเสียงแข็ง ก่อนจะลุกพรวดขึ้นจากโต๊ะ แล้วหยิบแบงค์พันในกระเป๋าออกมาวาง “เรียกเด็กเสิร์ฟมาเช็คบิลได้เลย ฉันจะกลับไปโรงเรียนก่อนล่ะ พวกแกก็ตามมาด้วยแล้วกัน ฉันจะไปรออยู่หน้าร้าน!

                “พนันกันไหมว่านังนิ่มไม่ได้อยู่ที่โรงเรียน หนึ่งพันบาทเลยก็ได้” พิมพยายามพูดพูดให้อีกฝ่ายลังเล

                “ก็เอาสิ!” นุชพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ ก่อนจะหันหลังให้กับเหล่าเพื่อนสนิท

                “ดูเหมือนคราวนี้พวกเราจะตกเป็นรองนังนิ่มเข้าให้แล้วสิ” พิมพึมพำกับตัว พลางโบกมือเรียกเด็กเสิร์ฟมาเช็คบิล ก่อนจะมองไล่หลังเพื่อนสาวที่เดินฉับๆ ออกจากร้านไป

                ในใจของนุชตอนนี้อัดแน่นไปด้วยความโกรธแค้นนิ่มอย่างสุดหัวใจ จากเดิมที่เกลียดอยู่แล้ว พอมาเจอนิ่มพูดว่าจะไปฟ้องปลื้มก็ถึงกับโกรธเกลียดมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมเป็นสิบเท่า จนทำให้นุชคิดว่าต่อให้ต้องลงไม้ลงมือขนาดไหนก็ตาม ถึงยังไงก็จะทำทุกอย่างไม่ให้นิ่มเอาเรื่องนี้ไปบอกปลื้มเด็ดขาด เพราะปลื้มเป็นคนพิเศษสำหรับนุช... เป็นคนที่เธอคาดหวังว่าจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในหัวใจที่เหมือนขาดอะไรไป...

                เพื่อนๆ ของเธออาจจะไม่รู้ถึงเรื่องดังกล่าว และคงไม่รู้ด้วยว่าแม้บ้านของเด็กสาวตาคมจะร่ำรวยเป็นอันดับต้นๆ ของย่านนี้ แต่ว่าเธอกลับไม่ได้รับไออุ่นจากครอบครัวอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งพ่อและแม่ของเธอต่างทุ่มเทให้กับงาน เพื่อเงินจำนวนมหาศาลที่เธอไม่รู้จะใช้ยังไงให้หมด โดยไม่ได้แบ่งปันเวลามาให้นุชเท่าที่เธอต้องการเลย...

                เด็กสาวพยายามหาไออุ่นจากใครสักคนมาตลอด ความรวย ความสวยโดดเด่นกว่าใครของเธอทำให้มีผู้ชายมากมายมาชื่นชอบ หลายคนพยายามจะจีบเธอ แต่ว่านุชกลับไม่รู้สึกเลยสักนิดว่าจะมีใครที่เข้ามาให้ความอบอุ่นกับเธอได้... ถึงแบบนั้นเธอก็ยังไม่หยุดบริหารเสน่ห์ ให้ผู้ชายผู้หญิงทั้งหลายต่างพากันหลงใหล โดยหวังลึกๆ ในใจว่าจะได้เจอใครสักคนที่ใช่สำหรับเธอเข้าสักวัน

                แล้วฟ้าก็ประทานคนนั้นมาให้ เมื่อเธอลองหนีรถส่วนตัวของทางบ้านที่มารับ แล้วขึ้นรถเมล์กลับบ้านเอง ซึ่งนั่นก็ทำให้เธอได้พบกับปลื้ม เด็กหนุ่มผู้หน้าตาหล่อเหลาคมเข้มสมชายชาตรี ในตอนแรกเธอไม่ได้สนใจเขาสักนิด จนกระทั่งเธอถูกคนโรคจิตลวนลามบนรถเมล์แล้วร้องขอความช่วยเหลือ จากนั้นเด็กหนุ่มก็ปรี่เข้ามาช่วยเธอก่อนใคร

                แรกทีเดียว เธอคิดว่าเป็นเพราะเขาอยากจะเข้าหา อยากจะจีบเธอเพราะความงดงามโดดเด่นกว่าใครเหมือนกับที่คนอื่นๆ ทำ แต่นั่นก็เปล่าเลย เพราะหลังจากช่วยเสร็จ เด็กหนุ่มก็จากเธอไปโดยไม่ได้ถามแม้กระทั่งชื่อ

                เด็กสาวไม่เคยเจอผู้ชายที่ไหนที่เข้ามาหาเธอ ทำดีกับเธอ แต่ไม่ได้อยากจะรัก ไม่ได้อยากจะทำความรู้จักเธอแบบนี้มาก่อน นุชรู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้ช่างน่าค้นหาเหลือเกิน เหมือนกับเป็นอะไรที่ไม่เคยได้เจอมาก่อนในชีวิตที่ผ่านมา เป็นอะไรที่จะเข้ามาเติมเต็มความรู้สึกที่ขาดอะไรบางอย่างของเธอได้...

                และเมื่อเธอยิ่งสืบประวัติเขา ก็ยิ่งหลงใหลในตัวเขามากขึ้น เพราะเขาเป็นคนที่ดีพร้อมในทุกด้าน ไม่เคยมีประวัติเสียหาย ไม่เคยมีแฟน ซ้ำยังมีน้ำใจชอบช่วยเหลือสังคม ใช้เวลาว่างในการบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ให้ชุมชน นั่นทำให้เด็กสาวคิดแต่ว่าผู้ชายคนนี้แหละ ที่จะเข้ามาเติมเต็มบางอย่างที่ขาดหายไปในชีวิตของเธอได้ และไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ตาม เธอจะต้องครอบครองเขาให้ได้... แค่เขาคนเดียวเท่านั้น... และเธอจะไม่ยอมให้นังหน้าไข่ปอกแย่งไปเด็ดขาด!

                “ไปกันเถอะนุช พวกเราเสร็จแล้ว“ เสียงของเพื่อนๆ ที่ตามออกมาจากร้านร้องบอก ฉุดเธอให้ออกมาจากห้วงความคิด ก่อนที่พวกเธอทั้งหมดจะรีบเดินฉับๆ กลับไปยังโรงเรียนที่อยู่ไม่ไกลออกไปเท่าไรนัก โดยมีจุดมุ่งหมายที่ต้นไทรหลังโรงเรียนที่เป็นจุดนัดพบกับผู้หญิงที่นุชชิงชังจากก้นบึงของหัวใจ...

                “นุช ฉันว่าพวกเรากลับกันเถอะนะ” นิดหน่อยพยายามทักท้วง แต่ดูเหมือนว่าเพื่อนสาวของเธอจะไม่สนใจฟังเลยสักนิด สองขาของนุชยังคงไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยแม้แต่น้อย

                “งั้นฉันขอตัวกลับก่อนได้ไหม? ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายเลย” สาวร่างใหญ่พยายามหาขอแก้ตัว เพราะไม่อยากจะเข้าไปในเขตโรงเรียนเลยแม้แต่น้อย

                “เมื่อกี้มึงยังแดกเอาแดกเอา ตอนนี้จะไม่สบายเหรอ? ถ้ามึงอยากกลับก็กลับไปเลย แล้วไม่ต้องมายุ่งกับกูอีก!” นุชประกาศกร้าว ทำเอาเหล่าเพื่อนสาวต้องเดินตามอย่างไม่กล้าโต้แย้ง เพราะที่ผ่านมานุชก็เป็นเพื่อนที่ดี มีอะไรก็ค่อยแบ่งปันช่วยเหลือทุกคนมาตลอด

                ความเงียบดำเนินไประหว่างกลุ่มเด็กสาวทั้งสี่ จนเวลาผ่านไปประมาณสิบนาที ทั้งสี่ก็มาถึงหน้าประตูโรงเรียน ทว่าประตูเลื่อนเหล็กดัดบานใหญ่กลับปิดสนิทในยามราตรี เหมือนกับว่าตอนนี้โรงเรียนไม่ได้อยากจะต้อนรับใครอีกแล้วแม้แต่คนเดียว

                “ฉันว่านังนิ่มคงหลอกเราจริงๆ อย่างที่พิมพูดแน่ๆ ไม่งั้นมันจะออกมาได้ยังไงกัน ประตูล็อกแบบนี้” หลินทำลายความเงียบขึ้นมา

                “ประตูเลื่อนบานใหญ่ล็อก แต่มันมีประตูเล็กๆ เปิดปิดได้ ไว้สำหรับให้คนเข้าออกตอนประตูใหญ่ล็อกอยู่น่ะ ฉันเคยใช้ตอนทำงานชมรมดึกๆ สมัย ม. ต้น” นุชบอกพลางเดินไปที่ประตูบานเล็กที่มุมประตูบานใหญ่ แต่ก็พบว่ามันก็ใส่กุญแจล็อกไว้อยู่เหมือนกัน

                “จะเข้ามาในโรงเรียนทำไมตอนนี้เหรอหนู?” เสียงของชายวัยกลางคนดังขึ้นมาจากอีกฟาก ก่อนที่เจ้าของเสียงจะเดินออกจากป้อมยามข้างศาลพระภูมิแถวประตู เข้ามาหาพวกนุชที่กำลังยืนรออยู่ เขาเป็นชายร่างผอมบาง เส้นผมสีดำแซมขาว และอยู่ในชุดของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำโรงเรียน

                “ลืมของบางอย่างไว้น่ะค่ะ ของสำคัญมากด้วย ลุงยามช่วยเปิดประตูเล็กให้หน่อยได้ไหมคะ?”

                “ก็ได้ๆ ลุงจะเปิดให้” ชายในชุดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเดินไปไขกุญแจที่ประตูบานเล็ก ก่อนจะเปิดมันออกแล้วผายมือเชื้อเชิญให้เหล่านักเรียนหญิงกลับเข้าไปในโรงเรียน

                “ว่าแต่ทำไมลุงยามหน้าไม่คุ้นเลย ลุงเพิ่งมาทำงานเหรอคะ?” พิมถามขึ้นด้วยความสงสัย เพราะช่างสังเกตกว่าใครเพื่อน

                “ไม่หรอก ลุงมาทำงานที่นี่นานแล้ว แต่อยู่กะดึกน่ะ” ชายร่างผอมบางบอกกับเด็กๆ ด้วยเสียงแหบแห้ง “ยังไงก็ระวังตัวด้วยนะ เขาว่าในโรงเรียน ตอนดึกน่ะ มันไม่ใช่เวลาของคนเป็นๆ หรอก”

                “ลุงนี่ก็พูดให้ขำจังนะคะ ลุงเองก็ยังอยู่ในโรงเรียนตอนดึกได้ ไม่เห็นเป็นอะไรเลย” นุชพูดพลางยักไหล่ เพราะไม่ได้เชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับในโรงเรียนยามค่ำคืนอีกแล้ว ตั้งแต่ได้รับโทรศัพท์จากนิ่ม “เรื่องผีเผออะไรนั่นคงเป็นแค่เรื่องแหกตาเด็กๆ ให้รีบกลับบ้านมากกว่าล่ะมั้ง”

                “ของแบบนี้บางทีก็ต้องเจอกับตัวถึงจะรู้ล่ะมั้ง” ชายวัยกลางคนบอกพลางหยิบไฟฉายที่เหน็บไว้ที่เข็มขัด “ว่าแต่จะไปที่ไหนกันเหรอ? ให้ลุงช่วยนำทางไหม? หรือจะเอาแค่ไฟฉาย?”

                “พวกหนูไปกันเองแล้วเอาแค่ไฟฉายดีกว่า เพราะว่ามันเป็นของที่ไม่อยากให้ผู้ชายมาเห็นเท่าไรน่ะค่ะ” นุชรีบกลบเกลื่อน ก่อนที่รับไฟฉายมาจากชายกลางคน แล้วนำกลุ่มเพื่อนผละออกมาจากตรงนั้น

                “ระวังตัวด้วนะหนู เหอ เหอ” ชายวัยกลางคนส่งเสียงไล่หลังมา แต่ว่าพวกนุชไม่ได้สนใจจะหันไปมองเลยสักนิด ทุกคนต่างเดินตามนุชที่เปิดไฟฉายนำทาง หวังจะมุ่งตรงกันไปที่ต้นไทรใหญ่ที่นิดพบกับนิ่มไว้

                โรงเรียนยามค่ำคืนนั้นเงียบสงัดราวป่าช้า มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรจากสวนหลังโรงเรียน กับเสียงนกกลางคืนที่ออกหากิน และเสียงลมหวีดหวิวเพียงเท่านั้น ซ้ำยังปราศจากแสงจากหลอดไฟ มีเพียงแสงจากดวงจันทร์เต็มดวงที่ถูกเมฆบังไปบ้าง กับไฟฉายในมือนุชเท่านั้นที่ทำให้เห็นทางได้

                ร่างใหญ่ของนิดหน่อยสั่นด้วยความกลัวกับบรรยากาศตอนนี้เสียเหลือเกิน เธอเหลียวซ้ายแลขวาแล้วรู้สึกผวาทุกครั้งเมื่อมองไปในความมืด เธอรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังจ้องมองพวกเธออยู่ตลอดเวลาจากในอาคารสักหลัง ตอนนี้ขาของเธอเริ่มสั่นระริกจนไม่แน่ใจว่าจะแบกรับน้ำหนักเฉียดร้อยกิโลกรัมได้อีกนานสักเท่าไร เด็กสาวร่างใหญ่อยากจะบอกกับเพื่อนๆ เหลือเกินว่าให้ถอยกลับกันดีกว่า... แต่ก็ไม่กล้าขัดนุชที่กำลังอารมณ์พุ่งพล่านอยู่ในตอนนี้

                “กลัวเหรอนิดหน่อย สั่นใหญ่เลยนะ” หลินถามขึ้นมาเมื่อเห็นอาการของเพื่อนร่างตุ้ยนุ้ย เพราะตัวเองก็เริ่มรู้สึกแบบเดียวกันเลยอยากหาแนวร่วม

                “ก็ใช่น่ะสิ! มันน่ากลัวนี่นา ฉันรู้สึกเหมือนกับมีอะไรที่เราไม่เห็นตัว กำลังจ้องมองมาตลอดเวลาเลยนะ!” นิดหน่อยรีบโพล่งออกมาทันทีเมื่อเห็นว่ามีโอกาส

                “ถ้ามองไม่เห็นตัวก็อย่าไปอุปาทานเอาเองสิ จะพาลประสาทเสียเปล่าๆ” พิมพยายามปลอบใจเพื่อนๆ “มองตรงไปข้างหน้าอย่างเดียวก็พอ นี่ก็ใกล้จะถึงแล้ว พวกเราจะได้กลับกันสักที”

                “ผีเผอหรืออาถรรพ์อะไรในโรงเรียนมันก็แค่เรื่องไร้สาระเท่านั้นแหละ ถ้าในโรงเรียนนี้มีผีจริงอย่างที่เขาลือ ป่านนี้ลุงยามหรือนังนิ่มโดนผีหลอกหัวโกร๋นไปนานแล้ว!” นุชพยายามยืนยันความคิดของเธอ ก่อนจะพาเพื่อนเดินต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว แม้ว่านิดหน่อยและหลินจะกลัวมากแค่ไหนก็ตาม

                “ในที่สุดก็ถึงสวนหลังโรงเรียนสักที ถ้านังนิ่มอยู่ที่ต้นไทรอย่าลืมหนึ่งพันบาทด้วยล่ะ” นุชบอกกับพิม เมื่อในที่สุดทั้งสี่ก็เดินมาถึงเขตสวนหลังโรงเรียน

                “ฉันว่า นุชอาจจะต้องเป็นฝ่ายจ่ายมากกว่ามั้ง” พิมยังยืนยันในความคิดของตนอย่างหนักแน่น ขณะที่สายลมเย็นยะเยือกก็เริ่มพัดมาจากทิศทางต้นไทรใหญ่นั้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

                แม้ว่าทั้งนุชและพิมจะรีบเดินฉับๆ ไปยังต้นไทรด้วยต่างเหตุผลกัน เพราะนุชจะเร่งเพื่อไปจัดการกับนิ่ม แต่พิมจะเร่งเพื่อไปพิสูจน์ว่านิ่มไม่อยู่แล้วรีบกลับออกไปก็ตาม แต่ถึงแบบนั้นทั้งสองก็ผิดกับหลินและนิดหน่อย ซึ่งกำลังหวาดกลัวในทุกก้าวที่กำลังเดินอยู่ในเขตสวน...

                สำหรับพวกเธอแล้ว เสียงลมหวีดหวีวผ่านยอดไม้ในตอนนี้ฟังละม้ายคล้ายปีศาจร้องขอส่วนกุศลเหลือเกิน ต้นไม้ใหญ่ที่ไหวไปตามสายลมแรงก็เหมือนกับท่าทางเจ็บปวดทรมานของเหล่าเปรต สายลมเย็นยะเยือกที่พัดมาก็ทำเอาพวกเธอรู้สึกหนาวสันหลังวาบจนร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว... จนกระทั่งทั้งสี่มาใกล้ต้นไทรอาถรรพ์เขาร่ำลือกัน...

                “นี่สามทุ่มสี่สิบแล้วนะ ทำไมมาสายกันจังเลย?” เสียงใสดังเจื้อยแจ้วมาจากใต้ต้นไทร ทำเอานิดหน่อยและหลินต้องสะดุ้งโหยง แต่เมื่อนุชส่องไฟฉายไปแล้วพบว่าเจ้าของเสียงคือเด็กสาวร่างเล็กที่นัดไว้ ทั้งคู่ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก

                “แล้วตกลงจะให้เราทำอะไรเหรอคะ? พวกคุณถึงจะยอมรับว่าเราเป็นเพื่อน... ยอมเชื่อที่เราพูดสักที...”

                “อย่างแรกเลย มึงออกมาจากใต้ต้นไทร ออกมาใกล้ๆ กูนี่! ไม่งั้นกูจะเดินไปลากคอมึงออกมาเอง” นุชออกคำสั่งกับเด็กสาวร่างเล็ก

                “นี่คุณนุชจะใช้กำลังรุนแรงกับเราอีกแล้วเหรอคะเนี่ย? งั้นก็เชิญเลยค่ะ เชิญทำอะไรเราก็ได้จนกว่าจะหนำใจเลย” ร่างเล็กใต้ต้นไทรพูดพลางกางแขนแล้วค่อยๆ เดินออกมาช้าๆ จนอยู่ห่างจากนุชไปแค่ไม่ถึงเมตร

                “มึงท้ากูเองนะ! อย่าอยู่เลยมึง!” นุชพูดพลางส่งไฟฉายให้กับนิดหน่อย ก่อนจะปรี่เข้าไปตบหน้าของคู่อาฆาตเต็มแรงจนร่างเล็กล้มลงไปนอนกับพื้นดิน

                “พอใจหรือยังคะ?” เด็กสาวผมเปียพูดพลางเอามือลูบแก้มตัวเองเบาๆ แล้วส่งยิ้มให้กับนุช แต่นั่นก็ยิ่งทำให้เด็กสาวตาคมปรอทแตกอีกครั้ง เธอพุ่งเข้าไปคร่อมร่างของเด็กสาวร่างเล็ก ก่อนจะจิกผมเปียเอาไว้ แล้วกระหน่ำตบด้วยหน้ามือและหลังมือนับครั้งไม่ถ้วน จนนิดหน่อยและหลินต้องเบือนหน้าหนีกับความโหดร้ายทารุณของสาวงามผู้เคยเป็นที่นิยมชมชอบที่สุดในโรงเรียน

                “กูจะทำลายหน้าซื่อๆ ของมึงซะ... กูไม่ยอมยกปลื้มให้มึงหรอก...” นุชพูดซ้ำๆ ขณะที่รัวฝ่ามือตบลงไปบนใบหน้าของเด็กสาวผู้ไม่คิดจะโต้ตอบราวกับจะฆ่าให้ตายคามือ ความบ้าคลั่งของเธอไม่ต่างไปจากสายที่พัดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อยู่ในตอนนี้ ทว่าจู่ๆ พิมกลับส่งเสียงห้ามความบ้าคลั่งนั่นเอาไว้

                “หยุดก่อนนุช! ออกมาก่อน!

                “อย่ามาขัดสิพิม อยากจะโดนด้วยหรือไง?” นุชพูดพลางหันมามองตาขวาง แต่พิมก็ไม่สะทกสะท้านเท่าไรนัก

                “เงียบๆ แล้วเงี่ยหูฟังก่อนสิ ได้ยินเสียงอะไรหรือเปล่า” พิมพูดพลางคว้าไฟฉายมาจากมือเพื่อน แล้วนิ่งเงียบเพื่อให้ทุกคนฟังเสียงบางอย่างตามที่ตนบอก... เสียงที่ไม่ใช่หรีดหริ่งเรไร นกยามราตรี หรือว่าสายลมหวีดหวิว... มันเป็นเสียงเล็กๆ ที่ทั้งสี่คุ้นเคย กำลังโอดครวญออกมาจากหลังพุ่มไม้ที่ห่างออกไปไม่ไกลเท่าไรนัก... แม้มันจะเบาจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์ แต่ความสงบก็ทำให้ทั้งสี่จับใจความของเสียงที่ลอยมาตามลมนั้นได้

                “คุณพิม... คุณนุช... ทุกคน... หนีไป... นั่นไม่ใช่เรา...”

                ทันทีที่พอจะฟังออกว่าเกิดอะไรขึ้น เด็กสาวผิวเข้มรีบถลาเข้าไปสำรวจหลังพุ่มไม้ในทันที แล้วก็ต้องพบกับภาพที่ไม่น่าเชื่อ... แม้ร่างเล็กที่คุ้นตามีบาดแผลเหมือนถูกเล็บหรือกิ่งไม้ข่วนไปทั่วตัว แถมยังผ้าแพรหลากสีที่รัดตามตัวและพันธนาการแขนขาเอาไว้อย่างไม่เป็นระเบียบ แต่ผิวขาวใส ดวงตากลมโต และผมถักเปียนั่นก็ทำให้พิมรู้ได้ว่า ร่างที่เห็นอยู่เป็นนิ่มอย่างไม่ต้องสงสัย!

                “นุช! นังนิ่มมันโดนมัดอยู่หลังพุ่มไม้นี่ ตรงนั้นมันไม่ใช่นังนิ่ม!” พิมร้องเตือนนุชที่กำลังสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น พลางรีบแก้มัดให้ร่างเล็กที่ดูท่าทางอ่อนแรง

                แล้วเด็กสาวตาคมก็ค้นพบว่าความจริงแล้วอะไรเป็นอะไร เมื่อดวงจันทร์เพ็ญโผล่พ้นเมฆ สาดแสงลงมาให้ได้นุชได้เห็นหน้าผู้หญิงที่ตัวเองตบอยู่นานสองนานถนัดตา แล้วเธอก็พบว่าใบหน้านั้นยังคงขาวใสและเกลี้ยงเกลา ปราศจากร่องรอยของการถูกฝ่ามือฟาด! ซ้ำยังเป็นมือของเธอต่างหากที่แตกจนเลือดไหลซึม!

                “พวกมึงนี่รู้ตัวช้าจริงๆ เลยนะ” ร่างเล็กที่ซึ่งนอนให้นุชตบมานานสองนานพูดขึ้นมาด้วยเสียงที่ทรงอำนาจกว่าที่พวกเธอเคยได้ยินที่ไหนมากก่อน ทำเอาร่างของนุชต้องสั่นด้วยความหวาดกลัว และอาการนั้นก็ต้องหนักยิ่งกว่าเดิม เมื่อร่างที่ยอมให้นุชนั่งคร่อมหายวับไปต่อหน้าต่อตาทุกคน!

                ขาของนิดหน่อยสั่นเกินกว่าจะรับรูปร่างใหญ่โตของเธอได้ เธอทรุดกายลงเมื่อได้เห็นภาพเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลินเองก็มีสภาพที่ไม่ต่างกัน ทั่งสองเข่าอ่อนด้วยความหวาดกลัวเกินกว่าจะยืนไหว ร่างกายของทั่งคู่สั่นระริกเหมือนกับอาบน้ำเย็นยามหนาวมาหมาดๆ แต่เหงื่อกลับผุดออกมาทั่วร่าง ทั้งสองกอดกันกลมและพูดอะไรออกมาไม่เป็นภาษา เพราะกรามของทั้งคู่สั่นจนพูดอะไรไม่ออกไปแล้ว...

                “กลัวอะไรกันหนูๆ ไหนบอกว่าเป็นเรื่องไร้สาระไง?” เสียงของลุงยามหน้าประตูดังขึ้นมาจากที่ไหนสักที่หนึ่ง ก่อนที่ร่างของเขาจะเดินออกมาจากมุมมืดมุมหนึ่งในสวน

                “ช่วยทุกคนด้วยค่ะลุง! พาพวกเราออกไปที!” พิมที่ยังพอมีสติอยู่ร้องขอความช่วยเหลือจากชายวัยกลางคน แต่ว่าเขากลับยิ้มจางๆ ให้แทนความช่วยเหลือ

                “เห็นจะไม่ได้ เพราะพวกเธอพูดเองว่าอยากมากันเอง ไม่ต้องให้ลุงมาดูแลด้วยนี่นา ดังนั้นลุงก็คงทำได้แต่ดูเฉยๆ นะ หนูๆ ผู้น่าสงสารทั้งหลาย” ชายวัยกลางคนพูดพลางยักไหล่ ก่อนที่จะหันมองซ้ายมองขวาแล้วตะโกนออกมาดังๆ

                “เอ้า! ไม่ต้องซ่อนตัวแล้วเด็กๆ! ลุงอนุญาตให้โผล่ออกมาเหมือนปกติได้แล้ว ไม่ต้องไปเกรงใจ!

                สิ้นเสียงชายวัยกลางคน พื้นดินบริเวณลานรอบต้นไทรก็พลันสะเทือนเลื่อนลั่น  ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนของอะไรบางอย่างใต้พื้นดิน ก่อนที่เจ้าของเสียงจะผุดลุกขึ้นมา... เหล่าโครงกระดูกมนุษย์ที่เคลื่อนไหวได้เหมือนมีชีวิต แถมบางโครงยังมีเนื้อเน่าเฟะหลงเหลืออยู่!

                จากนั้นอากาศรอบตัวของสี่สาวที่ทำเอาทั้งหมดหนาวสันหลังก็พลันเย็นเฉียบลงกว่าที่เคยเป็น... จากนั้นดวงไฟหลากสีหลากขนาดที่มีใบหน้ามนุษย์อยู่บนนั้นก็พลันโผล่ออกมาจากความว่างเปล่า แล้วเข้าไปวนเวียนอยู่ใกล้ๆ กับเหล่าเด็กสาวทั้งห้า!

                “ออกไปนะ!” นุชพยายามส่งเสียงขับไล่ดวงไฟดวงหนึ่งที่เข้ามาใช้ลิ้นเลียไปตามเรือนร่างของเธอ พลางใช้มือที่สั่นเทิ้มปัดมันออกไปให้พ้น แต่กลับทะลุดวงไฟนั้นไปเสียดื้อๆ แถมดวงไฟที่มีใบหน้าเหี่ยวย่นกลับแยกเขี้ยวยิงฟันใส่เธอกลับมาอีกต่างหาก!

                “เป็นอะไรไปแม่หนู ไหนบอกว่าเป็นเรื่องไร้สาระไง! ตอนนี้ยังจะว่าไร้สาระอีกไหมล่ะ?” ชายในชุดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพูดพลางยักไหล่ แล้วมองไปที่นุชด้วยสายตาเย็นชา

                “ลุง! หนูไม่รู้ว่าลุงเป็นใครกันแน่ แต่ลุงช่วยพวกเราหน่อยได้ไหม? หนูไหว้ล่ะ” พิมพูดพลางลากร่างของนิ่มออกจากพุ่มไม้ แล้วประนมมือไหว้ชายวัยกลางคน ตอนนี้หัวสมองเธอคิดแผนอะไรไม่ออกแล้ว นอกจากขอความเมตตาให้เขาพาพวกเธอออกไปจากที่นี่

                “ลุงจะตอบคำถามให้ก็ได้... คนที่นี่เรียกลุงว่าพระภูมิเจ้าที่น่ะนะ และลุงก็ช่วยอะไรพวกเธอไม่ได้ เพราะพวกเธอเลือกกันเองว่าไม่ให้ลุงเข้ามาด้วยแต่แรก และเจ้าแม่ไทรทองที่ดูแลในสวนนี้เองก็ดุเกินกว่าที่ลุงจะพูดอะไรให้เขาฟังด้วยสิ” ชายวัยกลางคนที่อ้างตัวเป็นเจ้าที่พูดพลางยิ้มแห้งๆ ก่อนที่ร่างของเขาจะค่อยๆ จางหายไปต่อหน้าต่อตาทั้งห้าสาว

                “ตาลุงเจ้าที่ไปแล้ว คราวนี้พวกมึงมาเล่นสนุกกับพวกกูต่อดีกว่า! พบมึงลบหลู่การมีอยู่ของพวกกูนักใช่ไหม?” เสียงสตรีที่ฟังดูทรงอำนาจดังขึ้นมาจากบนต้นไทร ส่งผลให้โครงกระดูกและเหล่าดวงไฟนิ่งเงียบ และเมื่อทั้งห้าหันไปมองต้นเสียง แสงของไฟฉายในมือพิมกับแสงจากดวงจันทร์ก็ทำให้ทั้งหมดพบกับร่างที่คล้ายกับนิ่มนั่งอยู่บนกิ่งหนึ่งของตัวไม้ใหญ่... ก่อนที่ร่างนั้นจะทิ้งตัวลงมาบนพื้นดิน แล้วแหลกเละเป็นชิ้นๆ ตับไตไส้พุงกระจายออกมานอกร่างอย่างน่าสยดสยอง!

                “กรี๊ด~!” เสียงหลายคนในบรรดาสาวทั้งห้ากรีดร้องลั่นกับภาพอันน่าสยดสยองที่เห็น แม้แต่พิมที่ครองสติดีสุดในบรรดาสาวทั้งหมดก็ถึงกับตัวสั่นแข้งขาอ่อนจนยืนไม่ไหวอีกต่อไป นุชเองก็พุ่งเข้าไปโผเข้ากอดร่างเล็กๆ ที่ตัวเองเคยอยากตบซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดอย่างลืมตัว ขณะที่นิ่มเองก็กอดตอบกลับไปด้วยร่างกายที่สั่นเทาไม่แพ้กัน

                “พวกมึงพูดจาลบหลู่กู แล้วยังลบหลู่ด้วยการเข้ามาในที่ของกูหลังสามทุ่ม! พวกมึงต้องถูกสั่งสอน ในนามของเจ้าแม่ไทรทอง!” ร่างที่แหลกเหลวอยู่ใต้ต้นไทรส่งเสียงน่าสะพรึงกลัวขึ้น ก่อนที่ก้อนเนื้อทั้งหลายจะค่อยๆ คืบคลานเข้าหากัน จนรวมตัวกันใหม่กลายเป็นรูปร่างที่ไม่เหมือนนิ่มอีกต่อไป มันเป็นร่างขาวซีดของหญิงสาวผู้มีผมยาวสยาย ห่มผ้าแถบรัดหน้าอก และนุ่งโจงกระเบนสีทอง

                “บทเรียนของพวกมึงเพิ่งจะเริ่ม ต่อจากนี้คือของจริงแล้ว! จับตัวพวกมันไว้!” เสียงทรงอำนาจบัญชาการเหล่าโครงกระดูกและดวงไฟที่กำลังหยุดนิ่ง ก่อนที่พวกมันจะขยับเข้าหาสาวๆ อย่างไม่รอช้า จากนั้นนกสีดำนัยน์ตาแดงฝูงหนึ่ง ที่มีรูปร่างเหมือนกา แต่ขนาดพอกับนกอินทรีก็บินโฉบลงมาจากต้นไม้แถวนั้น

                “หนี! รีบวิ่งหนีเร็วทุกคน!” พิมพยายามร้องบอกเพื่อนๆ ทุกคน ก่อนที่ตัวเองจะคว้าไฟฉาย แล้วเตรียมตัววิ่งออกจากสวน แต่แล้วก็เห็นว่าคนอื่นๆ กำลังกอดกันตัวสั่นระริก แถมยังสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเกินกว่าที่จะทำแบบนั้นได้ไปเสียแล้ว...

                ตอนแรกเด็กสาวผิวเข้มผู้เป็นจอมวางแผนของกลุ่มลังเลว่าจะทำอะไรต่อไป แต่เมื่อเห็นสภาพของนิ่มและหลินถูกที่ดวงไฟที่มีใบหน้ามนุษย์เข้าไปเลียตามเนื้อตัวจนจั๊กจี้ แต่พอพยายามปัดออกก็ผ่านทะลุไป นิดหน่อยถูกกลุ่มโครงกระดูกเข้ามากระชากออกไปจากเพื่อนที่ตัวเองกอดอยู่ แล้วพากันข่วนจนเลือดไหลรินออกมาตามเสื้อผ้าที่ฉีกขาด ซ้ำยังกัดเข้าที่แขนขาจนเนื้อหลุดออกมา เผยให้เห็นเลือดที่ไหลทะลักจากแผลสดๆ นุชถูกฝูงนกประหลาดรุมจิกตามเนื้อตัวและผิวหน้าจนเผยให้เห็นเนื้อแดงๆ หมดสิ้นความสวยงามที่เคยมี พิมก็ตัดสินใจได้ว่าควรจะทำอะไรไป...

เธอคิดว่าตัวเองควรวิ่งหนีออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แล้วค่อยออกไปตามใครสักคนมาช่วยทุกคนทีหลัง!

                “พวกมึงลบหลู่กู! กูไม่ให้หนีไปไหนหรอก!” เสียงของสาวในชุดไทยประกาศกร้าว ก่อนที่จะมือมือข้างหนึ่งโผล่ออกจากพื้นดินมันจับขาของพิมเอาไว้จนเธอหกล้มหน้าคะมำ เธอพยายามสลัดมันให้หลุด แต่เมื่อเห็นสภาพของเจ้าของมือที่โผล่ออกมาจากดินก็พลันหมดเรี่ยวแรงเอาดื้อๆ... เพราะเจ้าของมือนั้นคือร่างที่เหมือนกับศพเน่าเฟะมีหนอนไต่ยั้วเยี้ยและสิ่งกลิ่นน่าสะอิดสะเอียน!

                “ว้าย~! ออกไปๆๆๆ!” พิมร้องโหยหวน เมื่อมือนั่นบีบข้อเท้าของเธอแน่นจนได้ยินเสียงกระดูกหัก ก่อนที่มันจะขยับมาคร่อมร่างของเธอ แล้วทั้งหนอนน่าขยะแขยงและน้ำเหลืองเน่าเฟะก็พลันหยดลงมากระทบร่างที่กระดูกข้อเท้าหัก

                ด้วยความที่พิมมีสติสัมปชัญญะดีกว่าใคร สติของเธอจึงไม่เตลิดเหมือนคนอื่นๆ แต่นั่นก็ทำให้เธอรับรู้ถึงความทรมานจากกระดูกข้อเท้าที่หัก และความขยะแขยงของหนอน เลือด และน้ำเหลืองที่กระทบกับร่างของเธอได้อย่างแจ่มชัด กระทั่งเธอทนความสะอิดสะเอียนนั่นไม่ไหว จนอาเจียนออกมาเลอะเต็มร่างในชุดนักเรียนของตัวเอง หนำซ้ำของเสียทั้งหลายก็ถูกขับถ่ายออกมาอย่างควบคุมไมได้!

                “บางทีถ้าพวกมึงเข้ามากราบตีนกู กูอาจจะอารมณ์ดีเมตตาพวกมึงก็ได้!” เสียงสตรีผู้ทรงอำนาจประกาศขึ้นมา พลางมองร่างที่ดิ้นพราดๆ และหัวเราะไม่หยุดเพราะถูกเลียจนจั๊กจี้ของหลินกับนิ่ม ร่างที่เลือดไหลออกมาจากปากแผลเต็มตัวของนิดหน่อย ร่างที่ถูกจิกเอาผิวหน้าและเนื้อนวลเนียนที่น่าภูมิใจออกจนเห็นเนื้อแดงๆ ของนุช กับร่างที่สกปรกโสโครกไปด้วยเลือด น้ำหนอง และของเสียทั้งหลายเต็มตัว ซ้ำยังข้อเท้าหักของพิม

                คำกล่าวนั้นทำเอาเหล่าเด็กสาวเริ่มมีความหวังขึ้นมา พวกเธอต่างพากันกระเสือกกระสนพาร่างที่มีสภาพน่าเวทนาของตัวเองเข้าไปใต้ต้นไทรใหญ่ หวังจะกราบขออภัยกับสิ่งที่ตนได้พูดจาลบหลู่ และก้าวเข้ามาในที่แห่งนี้หลังสามทุ่ม ทว่าเมื่อร่างที่น่าเวทนาของเด็กสาวทั้งห้ากระเสือกกระสนจนเกือบจะถึงตัวหญิงสาวในชุดไทย ร่างของเธอก็อันตรธานไปจากตรงนั้นเสียแล้ว!

                “กูอยู่บนนี้ มากราบตีนกูให้ได้สิ ไม่เช่นนั้นพวกมึงต้องชดใช้!” เสียงของสตรีผู้ทรงอำนาจดังขึ้นมาอย่างเกรี้ยวกราดจากบนกิ่งไม้ และเมื่อทุกคนแหงนขึ้นไปมองก็ต้องพบว่าสาวในชุดไทยกำลังนั่งห้อยขาอยู่บนกิ่งไทรใหญ่

                เหล่าเด็กสาวถูกความสิ้นหวังเข้าครอบงำในทันที พวกเธอรู้ดีว่าตัวเองไม่มีทางจะปีนต้นไทรขึ้นไปได้ทั้งที่แต่ละคนอยู่ในสภาพน่าอนาถแบบนี้ แล้วพวกเธอก็คงจะถูกเหล่าภูตผีปีศาจทั้งหลายที่รายล้อมเล่นงานจนกลับไปเป็นเหมือนก่อนหน้านี้ไม่ได้อีก หรือไม่ก็คงตายอยู่ตรงนี้แน่... เพราะเหล่าสิ่งลี้ลับทั้งหลายค่อยๆ ล้อมกรอบกลุ่มเด็กสาวที่ใต้ต้นไทร ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ และคงจะไขว่คว้าพวกเธอได้ในมีกี่อึดใจนี้แน่ๆ...

                “ย... อย่าเข้ามานะ! อ... ออกไป!

                “ค... ใครก็ได้ช่วยด้วย!

                เสียงกรีดร้องอย่างหวาดกลัวดังขึ้นมาจากกลุ่มเด็กสาวในชุดนักเรียนมัธยมปลายซึ่งกำลังนั่งตัวสั่นระริกใต้ต้นไทรใหญ่บนลานดิน พวกเธอหลายคนหลับตาปี๋หรือก้มหน้ามองพื้นเพราะความสะพรึงกลัว บางคนก็ลูบร่างกายตัวเองที่เต็มไปด้วยบาดแผล มีเพียงเด็กสาวผมเปียคนเดียวที่ยังคงลืมตามองสิ่งลี้ลับทั้งหลายอยู่ แม้ว่าตัวจะสั่นไม่แพ้ทุกคนเลยก็ตามที

                “พวกมึงลบหลู่กู! พวกมึงต้องชดใช้!” เสียงเกรี้ยวกราดดังจากกิ่งต้นไทรซ้ำไปซ้ำมา และเมื่อเด็กสาวตากลมโตแหงนขึ้นไปมองก็ต้องตกตะลึงจนหัวใจแทบหลุดออกมาจากอก เมื่อแสงจากดวงจันทร์ทำให้เธอเห็นว่าร่างในชุดไทยนั้น ตอนนี้เปลี่ยนจากนั่งห้อยขา เป็นยืนห้อยหัวกับกิ่งไทรเหมือนกับค้างคาวไปแล้ว!

                “พวกมึงต้องชดใช้!” เสียงเกรี้ยวกราดจากกิ่งไทรดังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ร่างดังกล่าวจะหายวับจากไปจากตรงนั้น... แล้วมายืนตระหง่านอยู่ห่างจากกลุ่มเด็กสาวไม่ถึงฟุต!

                นับเป็นโอกาสที่หญิงสาวในชุดไทยหยิบยื่นมาให้กลุ่มนักเรียนหญิง และเด็กสาวผิวขาวนวลก็ไม่พลาดที่จะคว้าเอาไว้ แม้ว่าร่างกายของเธอจะยังสั่นระริก แม้น้ำตาจะไหลอาบสองแก้ม แต่เจ้าหล่อนก็ยังรวบรวมความกล้าและเรี่ยวแรงที่ยังหลงเหลือทั้งหมดยกมือขึ้นประนมท่วมหัว

                “พ... พวกเราขอโทษ... จ... เจ้าแม่ไทรทองอย่าทำอะไรพวกเราเลยนะ ป... ปล่อยพวกเราไปเถอะ!

                ทว่าร่างในชุดไทยไม่ได้ตอบอะไรกลับมานอกจากยิ้มจนปากฉีกถึงใบหู ก่อนที่จะก้มตัวลงแล้วเอื้อมมือเข้าไปใกล้ใบหน้าของเด็กสาวที่ยกมือไหว้ของชีวิตทุกขณะ

                “ถ... ถ้าจะทำอะไร ก็ทำเราคนเดียวเถอะ เราขอร้อง... ปล่อยเพื่อนๆ เรากลับไปเถอะ... ร... รักษาพวกเขาให้กลับเป็นเหมือนก่อนจะมาที่นี่ก็ได้ จะให้แลกด้วยอะไรก็ยอมทั้งนั้น” เด็กสาวยังคงกล่าวต่อไปด้วยเสียงสั่นระริก

                แต่นั่นก็ทำให้บรรยากาศเย็นยะเยือกรอบตัวพวกเธอพลันอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด จนกระทั่งเพื่อนๆ ที่หลับตาปี๋อยู่รู้สึกได้ และลืมตาขึ้นมาดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

                “แม่หนูน้อย ทำไมถึงยอมบอกว่าจะแลกทุกอย่างเพื่อคนอื่นกันล่ะ?” หญิงสาวผู้ถูกเรียกว่าเจ้าแม่ไทรทองถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าทุกที ตอนนี้ใบหน้าของเธอกลับมาเป็นปกติ แทนที่จะปากฉีกถึงใบหูแล้ว

                “พ... เพราะเรา... เราอยากจะให้พวกเขายอมรับว่าเราไม่ได้อยากจะทำไม่ดีอะไรกับพวกเขาแบบที่เข้าใจผิดกัน... แล้วเราก็อยากจะเป็นเพื่อนกับพวกเขานี่นา! ข... ขอร้องล่ะ”

                “แม้ว่าพวกมันคิดจะทำร้ายเจ้าขนาดนั้น แต่เจ้ายังจะเป็นห่วงพวกมัน หวังดีกับพวกมันอีกงั้นเหรอ?”

                “ก็... เราถูกสอนมาว่า ร... เราควรจะเอาชนะคนที่ทำไม่ดีใส่เราด้วยความดี ล... และเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวรด้วยนี่ ล... แล้วเรา... ก็เชื่อว่าถ้าเรามอบความเป็นมิตรให้ทุกคนเรื่อยๆ ม... แม้ว่าเขาจะเกลียดเราขนาดไหน แต่สักวัน เขาก็คงจะเหนื่อยเกินกว่าจะเกลียด... ล... แล้วก็ยอมรับมิตรภาพจากเราเองแหละ...” เด็กสาวตอบเสียงสั่นเครือ เหมือนกับหวังให้หญิงสาวที่สัมผัสใบหน้าเธอด้วยท่าทีอ่อนโยนนั้นเห็นใจ แล้วนั่นก็ทำให้สาวทั้งสี่ที่เคยคิดจะอาฆาตพยาบาทเธอถึงกับนิ่งอึ้งในคำตอบของเด็กสาว จนลืมสภาพน่าเวทนาของตัวเองไปเสียสนิท

                “ก็ได้... ข้าจะบันดาลให้เป็นไปตามคำขอ... ส่วนข้อแลกเปลี่ยนนั้นก็คือ... ตัวเจ้า... ดวงวิญญาณของเจ้า!

                “ด... ได้ค่ะ! เอาดวงวิญญาณของเราไปเลย! แล้วรักษาเพื่อนๆ เรา กับทำให้พวกเขาปลอดภัยจนถึงเช้าไม่ก็ออกไปจากที่นี่ได้หน่อยนะคะ!” เด็กสาวนัยน์ตากลมตอบด้วยท่าทีมุ่งมั่นตั้งใจ

                “ข้าตกลงตามนั้น”

                “อย่าทำอะไรนิ่มนะ!” เสียงของนุช เด็กสาวผู้เคยงดงาม แต่บัดนี้ถูกนกประหลาดฉีกหนังหน้าออกไปบางส่วนโพล่งขึ้น “ที่นิ่มต้องมาอยู่ที่นี่ก็เพราะพวกหนูเข้าใจผิด ถ้าจะเอาชีวิตใครไปล่ะก็ เอาหนูไปแทนเถอะ!

                “แต่ว่าคุณนุชคะ...”

                “ข้ารู้สึกประทับใจที่เจ้าสำนึกผิดนะแม่หนู แต่ว่าข้าตกลงกับแม่หนูคนนี้ก่อนแล้ว ว่าพวกเจ้าทุกคนจะถูกรักษาและจะปลอดภัยจนถึงเช้า ดังนั้นข้าจึงเอาดวงวิญญาณเจ้าไปไม่ได้ เพราะจะผิดสัญญากับแม่หนูคนนี้ ดังนั้นพวกเจ้าจงหลับไปก่อนเถอะ” เสียงทรงอำนาจของหญิงผู้ถูกเรียกว่าเจ้าแม่ไทรทองประกาศขึ้นอย่างเด็ดขาด ก่อนที่เจ้าหล่อนจะลุกขึ้นยืนตรงแล้วโบกมือครั้งหนึ่ง จากนั้นเด็กสาวทั้งสี่ก็พลันผล็อยหลับไปจากขัดขืนไม่ได้

                แล้วหญิงสาวที่ถูกเรียกว่าเจ้าแม่ไทรทองกับเด็กสาวผู้ถูกเรียกว่านิ่มสบตากันครูใหญ่ ท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่องลงมา กับเหล่าภูตผีปีศาจที่กำลังรายล้อมทั้งสอง... ก่อนที่จะพูดอะไรบางอย่างออกมา... บางสิ่งที่เด็กสาวทั้งสี่ไม่มีวันจะได้ยิน...

                "ขอบคุณมากนะคะ... ขอบคุณมากจริงๆ แล้วก็ขอโทษด้วย..." หญิงสาวในชุดไทยกล่าวกับเด็กสาวร่างเล็กอย่างสุภาพนอบน้อม พลางยกมือไหว้เด็กสาวที่ตัวเองเพิ่งหลอกหลอนไปเมื่อครู่ จากนั้นเหล่าสิ่งลี้ลับทั้งหลายก็ทำความเคารพเด็กสาวตากลมโดยพร้อมเพรียงกัน ทั้งที่เมื่อครู่เหมือนจะฆ่าแกงกันให้ตายแท้ๆ

                “ไม่เป็นไรหรอก ทำได้ดีมากเลยล่ะ” เด็กสาวที่เพื่อนๆ เรียกว่านิ่มยิ้มตอบอย่างเป็นมิตร ก่อนจะมองไปที่กลุ่มนักเรียนหญิงที่ไม่ได้สติ "ตอนนี้ก็เริ่มรักษาพวกเขาได้แล้วแหละ"

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

56 ความคิดเห็น

  1. #38 เพราะดีฉันจึงมา (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 มกราคม 2558 / 20:49
    ตอนแรกข้าน้อยขัดใจมากเพราะเชื่อว่าคนดีผีคุ้ม ทำไมถึงได้ไปทำร้ายนิ่มได้

    ไปๆมาๆหักมุมซะงั้น
    #38
    0
  2. #25 Dragon_P (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2557 / 21:38
    นิ่มคือผู้ยิ่งใหญ่? แม้กระทั่งเจ้าแม่ก็ยังพูดขอบคุณด้วย???
    #25
    0
  3. #20 มายท์มิ้ม (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2557 / 10:45
    *0* นิ่มคือใคร ใครคือนิ่ม ชอบมากเลย อ่านแล้วเห็นภาพเลย สนุกมากก ติดตามมๆ
    #20
    0
  4. #16 dinn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 21:12
    จะว่าไงดีละ คืออ่านสนุกมากเลยครับ เหมือนจะหักมุมมากมายเลยนะครับนี่ ^ ^
    เรื่องนี้น่าจะส่งที่อื่นดูนะ เราว่าสนุกกว่าเรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์ที่เคยอ่านหลายๆ เรื่องซะอีกครับ ^ ^b
    #16
    0
  5. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557 / 08:36
    @ คุณธิณโณ
    อยากรู้ว่าหนูนิ่มเป็นใครต้องติดตามกันในพาร์ทต่อไปครับ... แล้วจะรู้ว่าเรื่องนี้มันหักมุมได้น่ารักจริงๆ... มั้งนะ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2557 / 08:36
    #9
    0
  6. #8 .: ธิญโณ :. [K : Grand Duke] (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557 / 01:17
    หนุนิ่ม เธอคือใคร!!!

    ผมชอบสำนวนท่านนะอ่านคล่องเข้าใจง่าย
    แถมปมในใจของนุช กับการตัดสินใจของเธอตอนท้ายทำผมประทับใจ
    เยี่ยมครับท่าน
    #8
    0