แว่วสำเนียงภูต

ตอนที่ 3 : "เจ้าแม่ไทรทอง" ส่วนที่ ๓

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 146
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 ม.ค. 58

                หอนาฬิกาของโรงเรียนบอกเวลาสองทุ่มสี่สิบห้านาที นักเรียนตามชมรมต่างๆ ที่ทำงานชมรมหลังเวลาเรียนก็เริ่มทยอยกันออกจากโรงเรียนกันไป เพราะเกือบทุกคนเข้าใจดีว่าหลังจากที่หอนาฬิกาบอกเวลาสามทุ่มแล้ว ในโรงเรียนจะไม่ใช่ที่ที่สมควรจะอยู่กันอีกต่อไป...

                ยกเว้นไว้แต่นักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่คนหนึ่ง ที่เพิ่งย้ายมาเมื่อเดือนก่อน...

                เด็กหญิงร่างเล็ก ผิวขาวนวลใส นัยน์ตากลม และไว้ผมเปีย นั่งอยู่บนม้านั่งในสวนหลังโรงเรียน ปกติที่นี่จะใช้เป็นพื้นที่สำหรับให้นักเรียนศึกษาวิชาการเกษตร แต่ตอนนี้มันปราศจากผู้คนและเงียบสงบจนได้ยินเสียงหรีดหริ่งเรไร แม้ไม่มีแสงจากหลอดไฟ แต่แสงจากพระจันทร์เต็มดวงและโทรศัพท์มือถือก็ช่วยให้เธอพอจะมองเห็นสิ่งต่างๆ อยู่บ้าง

                ต้นไทรใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ห่างจากเด็กสาวไปสิบกว่าเมตร มันดูโดดเด่นและแตกต่างจากต้นไม้อื่นๆ ไม่ใช่เพียงความกว้างของลำต้นขนาดสี่คนโอบ หรือความสูงเท่าตึกห้าชั้นของมัน แต่เป็นเพราะผ้าแพรหลากสีที่พันรอบลำต้นต้น กับศาลเพียงตาที่อยู่ใต้ร่มไทร พร้อมกับอาหารและเครื่องบูชาสารพัด นั่นจึงทำให้เด็กสาวคิดว่านี่น่าจะเป็นต้นไทรที่เป็นจุดนัดพบแน่ๆ

                โทรศัพท์มือถือของนิ่มบอกว่าเวลาที่นัดกับเพื่อนร่วมห้องใกล้จะมาถึงแล้ว แต่ตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววของใครนอกจากตัวนิ่มเลยสักคน ถึงแบบนั้นเด็กสาวก็ไม่คิดว่าตัวเองจะถูกหลอกให้มารอเก้อ เพราะเธอคิดไปว่าเพื่อนๆ อาจจะไม่ถูกครอบครัวอบรมให้เข้มงวดเรื่องเวลา จนต้องมาก่อนนัดครึ่งชั่วโมงเสมอแบบที่เธอเป็นก็ได้

                เมื่อคิดถึงครอบครัวแล้วเด็กสาวก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงพ่อแม่ที่จากโลกนี้ไปตั้งแต่เธอยังเล็ก ปล่อยให้เธอต้องเผชิญโลกอยู่เพียงลำพังกับคุณป้าที่ไม่ได้แต่งงาน แต่นิ่มก็ไม่ได้น้อยใจกับชะตากรรมของตนเท่าไรนัก เพราะคุณป้าเองก็เลี้ยงดูเธอมาอย่างดี ให้ความอบอุ่นกับเธอมาตลอด ซ้ำยังอบรมสั่งสอนให้เธอเป็นคนดีมีศีลธรรม และมองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าการทำตามที่คุณป้าสอนทุกอย่างตั้งแต่เด็กยันโต มันอาจทำให้เธอดูเป็นคนแปลกๆ สำหรับคนรอบตัวบ้างก็ตามที

                แต่นิ่มเองก็ไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยว่า การเป็นคนร่าเริงแจ่มใส ไม่คิดร้ายต่อใคร แถมยังมองโลกแง่ดีตลอดเวลาแบบที่เธอเป็น จะทำให้เพื่อนในโรงเรียนใหม่พากันเกลียดชังเธอแบบนี้ เธอไม่เคยมีความคิดมาก่อนว่าตัวเองจะโดนเกลียดชัง หรืออาฆาตพยาบาทมาก่อนเลยด้วยซ้ำ เพราะในโรงเรียนเก่า ก่อนที่เธอจะย้ายโรงเรียนเพราะป้าย้ายที่มาทำงานที่นี่ เธอเป็นที่รักของทุกคนทั้งเพื่อนผู้ชายและหญิง รวมไปถึงครูอาจารย์ มาตั้งแต่อนุบาลจนมาถึงชั้นมัธยมแท้ๆ

                นิ่มอาจจะอ่อนต่อโลกและใสซื่อเกินไป เพราะจนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่อาจเข้าใจเลยว่าทำไมสังคมในโรงเรียนนี้ถึงไม่เหมือนที่โรงเรียนเก่าๆ หรือเพราะทุกคนไม่รู้จักเธอมาตั้งแต่เล็ก เลยคิดกันไปเองว่าเธอจะแย่งชิงผู้ชายไปจากพวกเขากันแบบที่เป็นอยู่นี่... ทั้งที่เธอไม่เคยคิดจะแย่งชิงอะไรจากใครเลยจริงๆ...

                แม้ที่ผ่านมาเดือนหนึ่งนิ่มจะเจอเรื่องเลวร้ายสารพัดที่พวกคนที่ไม่ชอบเธอกลั่นแกล้ง แต่เธอมองโลกแง่ดีเกินไปกว่าที่จะคิดว่ามีคนเกลียดเธอ เด็กสาวคิดแต่ว่ามันเป็นแค่อุบัติเหตุ ความโชคร้าย และความซุ่มซ่ามของตัวเองเท่านั้น แต่พอพวกนุชบอกว่าเป็นเพราะมีคนกลั่นแกล้ง เนื่องจากเธอไปแย่งผู้ชายจากเขา และคนที่เกลียดชังเธอมีอยู่ทุกห้อง มันก็ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองเจ็บปวดกับการโดนครหานินทา โดนเกลียดชัง โดนกลั่นแกล้งเพราะสิ่งที่เธอไม่ได้คิด ที่เธอไม่ได้ทำเหลือเกิน...     

                น้ำใสไหลรินจากดวงตาลงมาอาบแก้มเด็กสาว เธอไม่เคยรู้สึกไม่ดีแบบนี้มาก่อนเลย มันอาจจะทำให้เธอรู้สึกแย่จนไม่อยากจะมาปรากฏตัวที่โรงเรียนนี้อีกเลยด้วยซ้ำ ถ้าเกิดว่าพวกนุชไม่ได้ยื่นข้อเสนอว่าจะยอมรับเธอเป็นเพื่อน และจะคอยแก้ข่าวให้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เด็กสาวยอมโทรไปบอกป้าว่าวันนี้จะกลับบ้านดึกเพราะมีธุระกับเพื่อน ทั้งที่ตัวเองอยากจะกินข้าวมื้อเย็นฝีมือป้าแท้ๆ

                “น้องๆ มาทำอะไรตรงนี้อยู่เหรอ? ทำไมยังไม่กลับบ้านอีกล่ะ? นี่จะสามทุ่มแล้วนะ” เสียงหวานที่ดังขึ้นมา พร้อมกับแสงไฟฉายที่ส่องหน้าทำเอานิ่มสะดุ้งโหยง ก่อนจะพาตัวเองออกมาจากห้วงความคิด แล้วหันไปมองต้นเสียงในทันที

                เจ้าของเสียงหวานยืนอยู่ด้านขวาของม้านั่งที่นิ่มกำลังนั่งรอพวกนุชเป็นหญิงสาวคนหนึ่ง เธอมีใบหน้ารูปไข่ ดวงตาคม และผมสีน้ำตาลยาวสยาย ทรวดทรงองค์เอวของเธอนั้นได้รูป แม้ว่าชุดที่เธอใส่จะเป็นเสื้อแขนกระบอกและผ้าถุงที่ดูปอนๆ อย่างผู้มาจากแถบชนบท แถมยังมาพร้อมกับรถเข็นที่มีทั้งไม้กวาด ที่ตักขยะกับถังขยะ ซึ่งทำให้นิ่มพอจะคาดเดาได้ว่าเธอเป็นภารโรงก็ตามที แต่นิ่มก็คิดว่าผู้หญิงคนนี้สวยมากเลยทีเดียว

                “เอ๋... ร้องไห้อยู่เหรอจ๊ะ? มีอะไรไม่สบายใจเหรอ ทะเลาะกับเพื่อนหรือทะเลาะกับแฟนมาล่ะนั่น?” เจ้าของเสียงหวานเอ่ยถามเด็กสาวอีกประโยค

                “ป... เปล่าค่ะ หนูไม่ได้อยากจะร้องไห้นะคะ แต่น้ำตามันไหลออกมาเอง...” นิ่มตอบหญิงสาว ด้วยคำตอบที่ทำเอาผู้ฟังต้องแอบอมยิ้ม ก่อนที่จะปาดน้ำตาออกจากใบหน้า

                “ถ้าไม่ได้ร้องไห้ก็ดีแล้วล่ะ พี่แค่มาเตือนเฉยๆ ว่าตอนนี้ใกล้สามทุ่มแล้ว น่าจะออกจากโรงเรียนแล้วกลับบ้านได้แล้วนะน้อง” หญิงสาวผู้มีผมยาวสยายกล่าวพลางยิ้มให้กับเด็กสาวผู้ไว้ผมเปีย

                “คงไม่ได้หรอกค่ะ หนูต้องมารอคนที่นี่ เขานัดหนูไว้ตอนสามทุ่มน่ะค่ะ” นิ่มตอบด้วยเสียงใส ทำเอาหญิงสาวผู้มาพร้อมอุปกรณ์ทำความสะอาดต้องแสดงความแปลกใจออกมาทางสีหน้า ก่อนจะอมยิ้มแล้วส่ายหัวเบาๆ

                “นี่หนูมาเรียนที่นี่ได้นานหรือยัง?”

                “เดือนเดียวเองค่ะ เพิ่งย้ายมากลางเทอม”

                “งั้นเหรอ น่าสงสารจริงๆ” หญิงสาวที่น่าจะเป็นภารโรงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะนั่งลงข้างๆ นิ่ม “พี่ก็ไม่รู้หรอกนะว่าทำไมเขาถึงนัดให้น้องมาที่นี่ แต่พี่ว่าเพื่อความปลอดภัย น้องกลับบ้านไปเลยดีกว่า เขาไม่มาที่นี่ตามนัดหรอก”

                “อ้าว! ทำไมกันล่ะคะ?” นิ่มโพล่งออกมาด้วยความประหลาดใจ

                “ก็คนในโรงเรียนนี้เขาเชื่อกันว่า เวลาที่หอนาฬิกาบอกเวลาสามทุ่ม จะเป็นเวลาที่เหล่าสิ่งลี้ลับทั้งหลาย จะออกมาใช้พื้นที่ของโรงเรียนนี้น่ะสิ นักเรียนเลยพากันกลับหมด ครูอาจารย์ภารโรงที่พักที่นี่ก็ต้องรีบหลบเข้าที่พักเลยล่ะ” หญิงสาวผู้สวมเสื้อแขนกระบอกกล่าวขึ้นด้วยท่าทางเหมือนจะขู่ให้นิ่มกลัว ก่อนจะมองไปยังต้นไทรใหญ่เบื้องหน้า

                “แถมในสวนนี้ก็มีต้นไทรที่เขาลือกันว่าเป็นต้นไม้อาถรรพ์บ้าง ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์บ้างนั่นอยู่ เธอเห็นใช่หรือเปล่า?”

                “หนูเห็นแล้วก็พอรู้ล่ะค่ะ ว่าต้นไทรนั่นไม่ธรรมดาแน่ๆ แต่ว่า...”

                “คนเขาลือกันว่าต้นไทรนั่นเป็นที่สิงสถิตของรุกขเทวดาหญิง ที่มีชื่อว่าเจ้าแม่ไทรทอง ถ้าบนบานศาลกล่าวว่าอยากได้อะไรกับต้นไทรนี้ก็จะสำเร็จสมประสงค์ แต่ถ้าทำอะไรที่เป็นการลบหลู่ อย่างเช่นพูดจาท้าทาย หรืออยู่ที่นี่หลังสามทุ่มล่ะก็... อาจจะเจอดีเข้าจนจับไข้หัวโกร๋น หรืออาจจะร้ายแรงกว่านั้นเลยนะ!” หญิงสาวพูดด้วยท่าทางเหมือนเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตเสียเต็มประดา ก่อนจะเตือนนิ่มอีกครั้งหนึ่ง

                “พี่ว่าน้องรีบกลับบ้านไปเถอะ อีกสิบนาทีกว่าจะสามทุ่ม ถ้าน้องรีบวิ่งออกจากโรงเรียนตอนนี้เลย พี่ว่าก็คงทันอยู่นะ”

                “หนูไม่ไปไหนทั้งนั้นค่ะ! พวกเขาบอกกับหนูไว้แล้วว่าถ้าหนูอยู่ที่นี่หลังสามทุ่ม พวกเขาจะมาเจอหนู แล้วก็จะยอมรับหนูเป็นเพื่อน คอยแก้ข่าวเสียๆ หายๆ ที่คนเข้าใจหนูผิดไปให้ ยังไงหนูก็ไม่ยอมกลับหรอกค่ะ!” นิ่มยังคงยืนกรานเสียงแข็ง ทำเอาหญิงสาวที่สวมเสื้อแขนกระบอกต้องนิ่งอึ้งกับคำตอบไปชั่วขณะ ก่อนจะอมยิ้มแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

                “อย่างนั้นก็ตามใจเถอะ พี่ถือว่าพี่เตือนแล้วนะ” หญิงสาวพูดพลางลุกขึ้นยืนแล้วบิดขี้เกียจ ก่อนจะเดินไปคว้ารถเข็นบรรทุกอุปกรณ์ทำความสะอาด

                “นี่ก็จะสามทุ่มแล้ว พี่เองก็คงจะมาเอ้อระเหยลอยชายอยู่แบบนี้ไม่ได้เหมือนกัน”

                “เดี๋ยวก่อนค่ะพี่ภารโรง!” นิ่มร้องบอกหญิงสาวที่กำลังจะเดินจากไป ทำเอาเธอต้องหันมามองนิ่มด้วยความสงสัย

                “มีอะไรอีกหรือน้อง พี่ต้องไปแล้วนะ”

                “พี่บอกว่าเจ้าแม่ไทรทองนี่ ถ้าบนบานศาลกล่าวอะไรก็จะสำเร็จสมประสงค์ใช่ไหมคะ?” เด็กสาวถามอย่างสนอกสนใจ “แล้วต้องใช้อะไรแก้บนกันเหรอคะ?”

                “พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ แต่คนชอบลือกันว่าเจ้าแม่จะไปเข้าฝันหรือปรากฏตัวให้เห็นทีหลังว่าจะเอาอะไร หลังจากที่รู้ความต้องการของคนคนนั้นแล้วน่ะ แต่ถ้าเจ้าแม่ไม่ไปหาเลยก็แสดงว่าคำขอยากเกินไป และสิ่งที่เจ้าแม่ปรารถนาก็มักจะมีคุณค่าพอกับสิ่งที่ขอด้วยสิ”

                “งั้นถ้าหนูบนอะไรก็จะได้สมใจอยากแน่ใช่หรือเปล่าคะ? ถ้าหนูจะบนให้คนที่นัดพบหนูมาเจอกันตามที่บอก แล้วก็ยอมรับว่าหนูเป็นเพื่อน แบบนั้นก็ได้เหมือนกันใช่ไหมคะ?” เด็กสาวถามด้วยเสียงเจื้อยแจ้วก่อนจะยิ้มออกมาอย่างดีอกดีใจ ทำเอาหญิงสาวต้องหัวเราะกับตัวเองเบาๆ

                “อยากรู้ก็ลองไปจุดธูปแล้วขออธิษฐานอย่างนั้นดูสิ แต่ยิ่งขอมากเท่าไร สิ่งที่ต้องชดใช้ก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น... และพี่คงไม่อยู่เป็นเพื่อนน้องหรอกนะ พี่ไปก่อนล่ะ ถ้าเรามีวาสนาอาจจะได้เจอกันอีกก็ได้” ภารโรงสาวพูดพลางรีบเข็นรถเข็นออกไปจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้นิ่มอยู่ในสวนหลังโรงเรียนเพียงลำพัง

                เด็กสาวหยิบโทรศัพท์มือถือมาดูเวลา ตอนนี้อีกห้านาทีก็จะสามทุ่มแล้ว เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่ภารโรงสาวกล่าวมาจะเชื่อถือได้ หรือเป็นเพียงแค่เรื่องที่กุขึ้นมากลั่นแกล้งกันเล่น แต่หากเธอจะเสี่ยงดูก็คงไม่เสียหายเท่าไร

                นิ่มหยิบกระเป๋านักเรียนแล้วเดินตรงไปที่ศาลใต้ร่มไทร สายลมแรงที่ไม่ทราบที่มาพัดต้นไม้ใหญ่ทั่วบริเวณไหวประหนึ่งฝูงปีศาจร่ายรำ แต่เด็กสาวก็ไม่ได้หวั่นเกรง เธอเดินไปถึงศาลเพียงตานั้น ก่อนจะหยิบธูปที่วางข้างศาลมาปักลงไปในกระถาง

                เธอรู้ตัวดีว่าสิ่งที่วิงวอนขอเจ้าแม่อาจจะมากเกินไป และไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปแลกดี แต่ว่าเธอก็ยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้เจ้าแม่บันดาลให้สิ่งที่เธอขอเป็นจริง เพราะเด็กสาวรู้ตัวเองดีว่า เจ้าหล่อนอ่อนแอเกินกว่าจะแก้ปัญหาพวกได้ด้วยตัวเอง... จะว่าไปอย่าว่าแต่ปัญหาเรื่องเพื่อนพากันเกลียดอย่างไร้เหตุผลนี่เลย.... ถ้าหากหล่อนไม่มีครูอาจารย์หรือเพื่อนๆ ที่หวังดีคอยมาช่วยล่ะก็ เด็กสาวยังไม่รู้เลยว่าคนซุ่มซ่ามอย่างเจ้าหล่อนจะเอาตัวรอดมาถึงทุกวันนี้ได้ไหม....

                บางทีนิ่มก็นึกอิจฉาเทวดาขึ้นมาไม่น้อย ที่มีฤทธิ์และอำนาจดลบันดาลให้สิ่งต่างๆ เป็นจริงได้ ถ้าเธอมีฤทธิ์หรืออำนาจแบบนั้นบ้าง คงจะใช้มันทำให้พวกนุชเลิกเข้าใจเธอผิดและยอมรับเธอเป็นเพื่อน.... ถ้าเธอมีอำนาจวิเศษอย่างเทวดา ก็คงจะใช้มันทำอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างให้สมความปรารถนาไปแล้ว... เธออาจจะอยู่ได้โดยลำพังแบบไม่ต้องมีเพื่อน ไม่ต้องพึ่งพาใครก็ได้... แต่น่าเสียดายที่เธอเป็นเพียงมนุษย์เดินดินคนหนึ่งที่อ่อนแอและซุ่มซ่ามเกินไป จนต้องหนีมาพึ่งพิงสิ่งลี้ลับแบบนี้...

                นิ่มลำดับเรื่องที่จะอธิษฐานแล้วทรุดตัวลงคุกเข้าไหว้ศาลเพียงตา ขอให้ความต้องการที่เธอปรารถนาเป็นความจริง แต่ดูเหมือนว่าเรื่องที่เธออธิษฐานจะมีมาก หรือเธออาจจะคิดช้าเกินไป เพราะเสียงหง่างเหง่งของระฆังบอกเวลาประจำหอนาฬิกาก็ดังขึ้นมาก่อนที่เธอจะทันได้อธิษฐานจบ บ่งบอกให้เด็กสาวรู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาของเหล่าสิ่งลี้ลับตามที่ภารโรงสาวบอก จากนั้นนิ่มก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศรอบกายพลันหนาวเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ ความเคลื่อนไหวแปลกๆ เกิดขึ้นรอบตัว  แต่เด็กสาวก็คงนั่งนิ่งและหลับตาอธิษฐานต่อไปอย่างไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

                เด็กสาวลืมตาขึ้นมาเมื่ออธิษฐานจบ แล้วเตรียมตัวจะยันกายลุกขึ้นยืน แต่เธอก็ทำไม่ได้ เพราะสิ่งที่เห็นทำเอาเธอตกตะลึกจนแขนขาอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง เมื่อพบว่ารอบกายของเธอตอนนี้เต็มไปด้วยดวงไฟประหลาดหลากสีสันลอยวนเวียนไปมาอยู่เต็มไปหมด

                เธอพยายามจะหลอกตัวเองว่ามันอาจจะเป็นหิ่งห้อย แต่ลูกไฟที่บางดวงมีขนาดเท่าลูกปิงปอง บางดวงขนาดเท่าลูกเทนนิส บางดวงขนาดเท่าลูกตะกร้อ ซ้ำยังเป็นดวงไฟที่มีใบหน้าเหมือนกับมนุษย์ มันทำให้เธอหลอกตัวเองไม่ลง!

                จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงครางครวญอย่างเจ็บปวดมาจากใต้พื้นดิน ก่อนที่จะเกิดหลุมขนาดใหญ่ขึ้นที่พื้น จากนั้นอะไรบางอย่างก็ผุดออกมาจากหลุม... นิ่มพยายามบอกกับตัวเองว่ามันอาจเป็นตัวตุ่น แต่ความคิดนั้นก็ออกจากหัวสมองของเธอไปในทันที เมื่อพบว่าสิ่งที่มุดผ่านพื้นดิ้นแล้วโผล่ขึ้นมารายล้อมเธอนั้นเป็นโครงกระดูกของมนุษย์ หนำซ้ำพวกมันยังเคลื่อนไหวได้ประหนึ่งคนที่ยังมีชีวิตอยู่อีกต่างหาก!

                ตอนนี้เธอรู้ซึ้งแล้วว่าสิ่งที่ภารโรงหญิงบอกกับเธอนั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแน่ๆ แล้วเรื่องหนึ่ง... แต่ถ้ามันเป็นจริงตามที่เธอบอกไปทุกเรื่อง คำอธิษฐานของเธอก็ต้องสัมฤทธิ์ผล... แล้วถ้าแบบนั้นล่ะก็...

                เด็กสาวยังไม่ทันจะคิดอะไรต่อก็ต้องสะดุ้งโหยง เมื่อรู้สึกว่าแขนข้างหนึ่งของตัวเองถูกอะไรบางอย่างคว้าเอาไว้ และเมื่อนิ่มหันไปมองก็แทบเป็นลมล้มพับ เมื่อมีมือเรียวงามข้างหนึ่งมาจับที่ข้อมือของเธอเอาไว้ ซึ่งมันคงไม่ทำให้เธอต้องตกตะลึงสักเท่าไร ถ้าหากว่ามือข้างนั้นไม่ได้ยื่นออกมาจากปากประตูศาลเพียงตาเล็กๆ ใต้ร่มไทร!

                “ว้าย~!

                เสียงกรีดร้องของเด็กสาวดังลั่น หวังจะร้องขอความช่วยเหลือจากใครสักคน แต่สิ่งที่สนใจเสียงกรีดร้องนั้นและเคลื่อนเข้ามาใกล้กลับเป็นเหล่าโครงกระดูกเดินได้และดวงไฟที่มีใบหน้าเหมือนมนุษย์เหล่านั้นแทน!


..............................

นิ่มกับหญิงสาวที่น่าจะเป็นภารโรง โดยคุณ 
DreamDarksyndrome



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

56 ความคิดเห็น

  1. #37 เพราะดีฉันจึงมา (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 มกราคม 2558 / 20:34
    ข้าน้อยเมื่อสมัยเด็กๆก็ชอบไปนั่งคนเดียวในป่าตอนกลางคืน มันให้ความรู้สึกว่าความมืดมันเป็นมิตร มากกว่าความสว่าง

    ชวนลุ้นดีค่ะ. ผู้หญิงมาเตือนอาจเป็น........ 

    ไปอ่านตอนต่อไปดีกว่า
    #37
    0
  2. #15 dinn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 20:53
    เย้ย!! อะไรจะนขนาดน้านนน =[]=

    ยังไม่ถึงเวลานัด จะไปว่าครอบครัวคนอื่นไม่อบรมเรื่องเวลา ตรงนี้ตะหงิดๆ อยู่นะครับ ก็มันยังไม่ถึงเวลานี่ ="=
    แม้การมาก่อนสักหน่อยจะดีกว่าก็ตามเถอะนะ

    หรือเธออาจะคิดช้าเกินไป

    สนุกมากเลยครับ บอกอีกที ไม่อยากเชื่อเลยว่าไม่ผ่าน...
    #15
    0