แว่วสำเนียงภูต

ตอนที่ 2 : "เจ้าแม่ไทรทอง" ส่วนที่ ๒

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 158
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 ม.ค. 58

“หมดเวลาแล้ว เอางานมาส่งครูหน้าห้องภายในหนึ่งนาทีด้วย”

                เสียงของชายวัยกลางคนร่างท้วมที่อยู่หน้ากระดานดำดังขึ้นมา จากนั้นร่างท้วมในชุดข้าราชการก็กวาดสายตามองนักเรียนทั้งหลายในห้องด้วยท่าทีขึงขัง ทำเอานักเรียนมัธยมปลายทั้งชายหญิงที่กำลังง่วนอยู่กับการเขียนความเรียงลงสมุดต้องหยุดชะงักไปพร้อมกันโดยไม่ต้องนัดหมาย ก่อนจะเริ่มปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ที่เรียกแทนตนเองว่าครูทันที

                นักเรียนคนแล้วคนเล่าเดินเอาสมุดงานของตัวเองไปไว้ที่หน้าห้องอย่างเงียบกริบ บางคนก็ยื่นสมุดเพื่อฝากให้เพื่อนส่ง แต่ก็ไม่มีใครส่งเสียงพูดคุยกันแม้แต่คำเดียว เพราะรู้ถึงกิตติศัพท์ของอาจารย์จอมโหดคนนี้ดี ว่าถ้าคุยกันในเวลาที่เขาสอนแล้วจะเป็นเช่นไร... แต่ว่าเสียงหนึ่งก็ทำลายความเงียบขึ้นมาจนได้

                “โอ๊ย!

                เสียงเล็กๆ ดังลั่นห้อง จากนั้นตามมาด้วยเสียงสมุดกองใหญ่ที่ร่วงลงกระทบพื้นพร้อมกับร่างของผู้ถือสมุด ส่งผลให้คนทั้งห้องต้องสะดุ้ง ก่อนจะหันขวับไปมองต้นเสียงนั้นพร้อมๆ กันในทันที

                “นิ่มเดินระวังๆ หน่อยสิ! ใครก็ได้ช่วยเพื่อนหน่อย” คุณครูที่ยืนรอเด็กส่งงานหน้ากระดานดำเอ่ยขึ้น ขณะที่ดวงตาก็จับจ้องไปยังร่างที่เพิ่งล้มหน้าคะมำลงกับกองสมุด

                “นิ่ม” คือชื่อของนักเรียนหญิงที่เพิ่งย้ายมาใหม่เมื่อเดือนก่อน เธอเป็นเด็กสาวร่างเล็ก ผิวขาวนวลใส นัยน์ตากลมโตเป็นประกาย และมักถักผมเปียอยู่เสมอ เธอมีความน่ารัก สุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน รอยยิ้มที่สดใสและเปี่ยมไปด้วยความหวัง และนั่นก็ทำให้เธอมีเสน่ห์ดึงดูดผู้คนให้รู้สึกชื่นชอบประทับใจในตัวเธออยู่ไม่น้อย แม้กระทั่งคุณครูจอมโหดคนนี้เองก็อดเอ็นดูเธอไม่ได้อยู่เหมือนกัน

                “ไม่เป็นอะไรมากใช่ไหมครับนั่น?” เด็กหนุ่มผิวเข้มหน้าตาคมคาย ผู้อยู่ใกล้นิ่มมากที่สุดรีบปรี่เข้าไปหาเด็กสาว ก่อนจะย่อตัวลงช่วยเก็บกองสมุดที่กระจัดกระจาย แล้วมองไปยังสาวน้อยหน้าตาน่ารักผู้กำลังเก็บสมุดที่เหลือด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน

                “ข... ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง แต่เราแค่หกล้มนิดหน่อยเอง ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ” นิ่มพูดพลางจะเอื้อมมือไปเอากองสมุดที่เพื่อนฝากส่งจากเด็กหนุ่ม แต่ว่าเขากลับขยับมันออกจากรัศมีแขนของเด็กสาว พร้อมกับคว้าสมุดที่เหลือจากเธอมา แล้วส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

                “ผมเอาไปส่งให้ดีกว่าครับ นิ่มกลับไปนั่งที่เถอะ แล้วก็เดินระวังๆ หน่อยนะครับ” เด็กหนุ่มมาดเข้มเตือนด้วยความหวังดี ก่อนจะเอาสมุดที่เพื่อนๆ ฝากนิ่มส่งทุกเล่มมาถือไว้ในมือตัวเอง

                “ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ คุณปลื้ม” สาวน้อยผู้มีหน้าตาน่ารักโดดเด่นกว่าเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นกล่าวพลางโค้งขอบคุณเด็กหนุ่มผู้ถูกเรียกว่า “ปลื้ม” ก่อนที่จะเดินกลับไปทางที่นั่งของตัวเอง แต่ก็แอบส่งยิ้มหวานให้กับเด็กสาวนัยน์ตาคมซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังที่นั่งของปลื้ม แล้วพูดกับเธออย่างแผ่วเบาเหมือนกลัวใครจะได้ยิน

                “นั่งเก็บเท้าหน่อยนะคะ เดี๋ยวคนอื่นจะสะดุดล้มแบบเราอีก”

                เด็กสาวนัยน์ตาคมมองไล่หลังนิ่มซึ่งเดินกลับไปนั่งที่พร้อมกับขบกรามด้วยความไม่พอใจ เธอกำหมัดแน่นจนร่างกายสั่นเทิ้มไปด้วยความโกรธ เมื่อหันกลับไปมองนิ่มอีกครั้งแล้วสาวน้อยส่งยิ้มมาให้ ในใจของเธอก็รู้สึกปั่นป่วนไปด้วยความรู้สึกที่ยากแก่การอธิบาย เธอไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมแม่เด็กใหม่ถึงได้ไม่ติดใจเอาความอะไร ทั้งที่เธอตั้งใจจะขัดขาให้เจ้าหล่อนล้มแท้ๆ ยังส่งยิ้มกลับมาให้แบบนั้นอีก

                แม้เธอจะไม่เข้าใจเลยว่าแม่เด็กใหม่คิดจะทำอะไรกันแน่ แต่ความชิงชังที่เธอมีต่อแม่เด็กใหม่ในตอนนี้ก็เพิ่มพูนขึ้นมาจากเดิมหลายเท่าตัว เพราะตั้งแต่ที่เจ้าหล่อนย้ายเข้ามาเมื่อเดือนก่อน เหล่าผู้ชายทั้งหลายที่มารุมล้อม มาคอยเอาใจใส่เด็กสาวผู้รูปร่างหน้าตาดี ใบหน้ารูปไข่ นัยน์ตาคม ผมนุ่มยาวสลวย ผิวเหลืองนวล รูปร่างได้สัดส่วนเย้ายวนใจ แถมยังเป็นถึงลูกเศรษฐีชื่อดังในย่านนี้อย่างเธอ กลับไปให้ความสนใจแม่สาวผมเปียที่หน้าขาวเหมือนไข่ปอกนั่นกันหมด

                เธอไม่รู้เหมือนกันว่าเด็กสาวหน้าขาวไข่ปอกนั่นใช้วิธีการอะไรถึงดึงดูดความสนใจของผู้ชายได้มากขนาดนั้น เจ้าหล่อนก็ไม่ได้สวยเกินไปกว่าเธอ ไม่ได้เรียนเก่งหรือกิจกรรมเป็นเลิศ ที่บ้านก็ไม่ได้มีฐานะมากไปกว่าเธอเลยสักนิด แต่กลับทำให้ผู้ชายหลายคนในโรงเรียนพากันหลงใหลและเข้าไปแสดงความเป็นห่วงเป็นใยเธอ แม้กระทั่งผู้ชายซึ่งเธอแอบชอบอย่างปลื้มก็ยังพลอยหลงเสน่ห์ของแม่นั่นไปด้วย!

                ที่ผ่านมาเธอและเพื่อนสาวจำนวนหนึ่งไม่พอใจแม่เด็กใหม่เลยสักนิด พวกเธอพากันหาสารพัดวิธีเตือนและกลั่นแกล้งเจ้าหล่อนมาหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเอาซากหนูตายยัดไว้ในลิ้นชักของโต๊ะเรียน เอาน้ำยาลบคำผิดเขียนข้อความขู่บนโต๊ะตอนเจ้าหล่อนไม่อยู่ แกล้งทำน้ำในถังที่แช่ไม้ถูพื้นหกใส่ตอนเจ้าหล่อนเดินลงบันไดไปชั้นล่าง และอีกสารพัดวิธีที่จะสรรหามาได้ แต่แม่นั่นกลับตีหน้าซื่อแล้วบอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุบ้าง เรื่องบังเอิญบ้าง แล้วก็ยิ้มร่าเริงได้เหมือนปกติ แถมยังทำให้พวกผู้ชายเห็นใจหล่อนกันมากขึ้นกว่าเดิมอีก

                เธอไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทั้งที่โดนกลั่นแกล้งขนาดนี้ แต่ทำไมแม่นั่นถึงยังดูไม่สะทกสะท้านอะไรเลย ทั้งที่พวกเธออยากจะกลั่นแกล้งให้หล่อนกรีดร้อง ให้หล่อนเสียใจจนร้องไห้ออกมา จนต้องมาวิงวอนขอความเมตตา มายอมสยบอยู่แทบเท้า ร้องขอให้ตัวเองทำอะไรก็ได้ให้พวกเธอหยุดกลั่นแกล้งเจ้าหล่อนแท้ๆ

                “ใจเย็นก่อนนุช อาจารย์สมภพยังอยู่”

                เสียงกระซิบจากเพื่อนสาวผิวเข้มที่นั่งข้างๆ ทำเอาเด็กสาวตาคมต้องหลุดออกมาจากห้วงความคิด แล้วก็พบว่าร่างกายตัวเองกำลังสั่นระริกด้วยความโกรธ เธอจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนที่จะหันไปบอกกับผู้ที่เรียกเธอว่า “นุช” ด้วยเสียงที่แผ่วเบาไม่แพ้กัน

                “ขอบใจที่ช่วยเตือนสตินะพิม”

                “ไม่เป็นไรหรอกนุช ฉันรู้ว่าแกหมั่นไส้นังนิ่มนั่นขนาดไหน แต่ว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เราจะทำอะไรไปนังนั่นก็ยังหน้าด้านหน้าทนอยู่ได้ตลอด แถมพวกผู้ชายก็หันไปสนใจใยดีมันมากกว่าเดิมอีก” เด็กสาวผู้มีผิวเข้มและเส้นผมสีน้ำตาลรวบเป็นหางม้าเอ่ยกับนุชเบาๆ ด้วยท่าทีไม่ค่อยพอใจไม่แพ้นุช “ถึงจะเกลียด จะหมั่นไส้ จะอยากให้มันฉิบหายวายวอดขนาดไหน แต่ฉันว่าพวกเราน่าจะหยุดแกล้งนังนี่ แล้วหาทางอื่นมาจัดการมันน่าจะดีกว่านะ”

                “แล้วมันจะมีวิธีไหนไหมเนี่ย ที่ทำให้พวกผู้ชายเลิกสนใจนังหน้าด้านชอบอ่อยเหยื่อนี่สักที ไม่งั้นก็ทำให้มันหายหัวไปจากโรงเรียนสักที”

                “ฉันพอจะมีวิธีอยู่นะ อ่านข้อความในมือถือเอาแล้วกัน เดี๋ยวมีคนได้ยิน” เสียงอันแผ่วเบาออกมาจากปากเด็กสาวผิวเข้มที่ถูกเรียกว่า “พิม” ก่อนที่รอยยิ้มชั่วร้ายจะปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า ก่อนที่เธอจะแอบพิมพ์ข้อความบางอย่างลงไปในโทรศัพท์มือถือ แล้วส่งมันเข้าโทรศัพท์ของนุช

                “นักเรียน เคารพ” เสียงของหัวหน้าห้องที่นั่งอยู่หน้าสุดดังขึ้น เป็นสัญญาณบอกให้นักเรียนทุกคนพากันยกมือไหว้ทำความเคารพคุณครูสุดโหด

                “ขอบคุณครับคุณครู”

                “ขอบคุณค่ะคุณครู”

                หลังจากสิ้นเสียงทำความเคารพของนักเรียนชายหญิงร่วมสี่สิบคนในห้อง ชายวัยกลางคนก็ส่งสายตาให้หัวหน้าห้องอุ้มสมุดที่เพื่อนๆ ส่งงานตามออกไป ปล่อยให้นักเรียนที่เหลืออยู่เก็บข้าวของลงกระเป๋า เตรียมพร้อมจะออกจากห้องเรียน หลังคาบเรียนของคุณครูสุดโหดที่เป็นคาบสุดท้ายของวันได้จบลงไปแล้ว

                “จะใช้วิธีนั้นจริงเหรอ? มันจะได้ผลแน่นะ?” นุชถามขึ้นมาด้วยความไม่แน่ใจ หลังจากที่เปิดดูข้อความในโทรศัพท์มือถือที่พิมส่งมาให้

                “วิธีนี้รับรองจะต้องได้ผลแน่ๆ ฉันว่าเราก็น่าจะทำมาตั้งนานแล้วล่ะ ไม่น่าไปเสียเวลากลั่นแกล้งอะไรแบบที่พวกห้องอื่นมันพูดมาเลย” เด็กสาวผิวเข้มพูดพลางหันไปมองเด็กสาวผู้ร่างตุ้ยนุ้ย ผมยาวหยักศก ผิวดำ ดวงตาโตเหมือนไข่ห่าน กับเด็กสาวร่างผอมสูง ที่มีผิวขาวและดวงตาเล็กอย่างคนเชื้อสายจีน และมีผมสั้นๆ มัดไว้ด้านหลัง ซึ่งกำลังนั่งดูข้อความในโทรศัพท์มือถืออยู่ด้านหลังตนเอง

                “ทั้งสองคนเห็นด้วยกับข้อความที่ส่งไปหรือเปล่าล่ะ?”

                “แบบนั้นก็ดีเหมือนกันนะ แต่แค่พวกเราจะดีเหรอ? เรียกห้องอื่นมาช่วยดีไหมล่ะ รับรองว่าต้องมีมาเยอะแน่ๆ เพราะนังนั่นมีคนหมั่นไส้เยอะพอตัวเลยล่ะ” เด็กสาวผู้มีเรือนร่างคล้ายผีเสื้อสมุทรบอกด้วยท่าทางตื่นเต้น แต่พิมกลับยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามปรามเสียก่อน

                “อย่าเอาห้องอื่นมาเกะกะดีกว่า แค่พวกเราก็พอแล้ว” พิมกล่าวพลางใช้สายตามุ่งร้ายมองไปยังนิ่มที่กำลังสาละวนกับการเก็บหนังสือลงกระเป๋าอยู่ที่อีกด้านหนึ่งของห้อง ก่อนที่จะแสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายออกมาอีกหน

                แต่สายตามุ่งร้ายและการแสยะยิ้มนั้นก็ปรากฏอยู่บนใบหน้าของเด็กสาวผิวเข้มได้ไม่นาน เมื่อผู้เป็นเป้าสายตามองกลับมาเหมือนจะรู้ตัวว่าถูกจ้องอย่างไม่ประสงค์ดี ทว่าแทนที่เด็กสาวผู้มีผิวขาวนวลและดวงตากลมโตเป็นประกายจะมองอย่างมุ่งร้ายกลับมาแบบที่พิมทำกับเธอ เจ้าหล่อนกลับส่งรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร และแววตาอันสดใสกลับมาเสียอย่างนั้น

                พิมเริ่มเข้าใจความรู้สึกของนุชที่ขัดขานิ่มให้ล้ม แต่กลับได้รับรอยยิ้มอันเป็นมิตรกลับคืนมาแทนที่จะเป็นความโกรธเคืองแล้ว ตอนนี้ความรู้สึกขุ่นข้องหมองใจปะทุขึ้นมาภายในใจของเด็กสาวผิวเข้ม แต่เธอก็สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วสะกดกลั้นมันเอาไว้ และเมื่อเด็กสาวผิวขาวหันไปปฏิเสธความช่วยเหลือจากพวกผู้ชายที่อาสาจะถือกระเป๋าและเดินเป็นเพื่อนเจ้าหล่อนไปที่ห้องสมุด จนกลุ่มผู้ชายออกจากห้องไปจำนวนหนึ่ง พิมก็ส่งสายตาบอกให้นุชทำอะไรบางอย่างต่อในทันที

                “นี่นิ่ม” เสียงหวานของนุชเอ่ยขึ้น ขณะที่เจ้าของเสียงก็เดินนวยนาดเข้าไปใกล้กับเด็กสาวที่เธอชิงชัง

                “เอ๋... คุณนุชมีอะไรกับเราเหรอคะ?” นิ่มถามพลางเอียงคอมองนุชด้วยความสงสัย เพราะตั้งแต่เข้ามาเรียนที่นี่ เด็กสาวตาคมไม่เคยแม้แต่จะพูดกับเธอเลยสักประโยคเดียวแท้ๆ

                “คือ เมื่อกี้นี้ฉันขอโทษนะ ที่นั่งไม่ระวัง จนเธอสะดุดขาฉันล้มเข้าน่ะ”

                “อ๋อ... ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เราเองก็ล้มบ่อยๆ จนเริ่มชินแล้วล่ะค่ะ” เด็กสาวจอมเปิ่นบอกกับนุช พร้อมกับยิ้มแห้งๆ “แล้วเราก็คงไม่โกรธคนที่ทำผิดแล้วยอมรับผิดหรอกค่ะ”

                “ก็ดีแล้วล่ะที่นิ่มไม่ได้โกรธอะไรเรา” สาวงามนัยน์ตาคมพูด โดยพยายามสะกดความหมั่นไส้นิ่มเอาไว้ในใจ “ว่าแต่นิ่มรีบไปไหนต่อหรือเปล่า? เรามีอะไรอยากจะคุยกับนิ่มหน่อยน่ะ”

                “ก็กะว่าจะไปหาหนังสืออ่าน แล้วก็ทำการบ้านที่ห้องสมุดน่ะค่ะ ไม่ได้รีบร้อนเท่าไร ว่าแต่คุณนุชมีอะไรกับเราเหรอคะ?” เด็กสาวผมเปียถามด้วยท่าทางใสซื่อ

                “เอ่อ... ก็... อยากทำความรู้จักนิ่มหน่อยล่ะมั้ง เรียนห้องเดียวกันมาเดือนกว่าแล้ว ยังไม่มีโอกาสได้คุยกันไรเลย”

                “ก็ดีเหมือนกันนะคะ ตั้งแต่มาเรียนที่นี่ เราเองก็ไม่ค่อยมีเพื่อนผู้หญิงเท่าไรเลย มีแต่พวกเพื่อนๆ ผู้ชายทั้งนั้น เราเองก็อยากจะเพื่อนที่เป็นผู้หญิงเหมือนกันแท้ๆ” นิ่มพูดด้วยท่าทางดีใจเสียเต็มประดา เหมือนกับเธอไม่สังเกตเลยว่าเพื่อนนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่ยังอยู่ในห้องกำลังมองมาที่พวกเธอด้วยสายตาแปลกๆ ก่อนจะค่อยๆ แยกย้ายกลับออกไปทั้งที่สีหน้าท่าทางยังเต็มไปด้วยความกังวล

                “ว่าแต่บ้านนิ่มอยู่แถวไหนกันเหรอ?” นุชถามคำถามเรื่อยเปื่อย ขณะที่สายตาก็ชำเลืองมองสภาพในห้อง ที่ตอนนี้เพื่อนนักเรียนออกจากห้องกันไปเกือบหมด และพิมกำลังคุยอะไรบางอย่างกับพวกนักเรียนที่ยังอยู่ในห้อง

                “อ๋อ... บ้านเราก็อยู่...” นิ่มตอบด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว แต่ยังไม่ทันจะได้พูดจบประโยค เพื่อนคนสุดท้ายนอกจากกลุ่มพวกนุชก็ออกจากห้องไป แล้วพิมกับเด็กสาวที่รูปร่างอย่างผีเสื้อสมุทรก็เดินไปปิดประตูห้องดังปัง จนนิ่มต้องสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ

                “ปิดห้องกันทำไมคะเนี่ย?” เด็กสาวผู้ถักผมเปียถามออกมา เมื่อเห็นว่าพวกเพื่อนของนุชปิดประตูใส่กลอน เหมือนกันไม่ให้ใครเข้าออกห้องได้

                “คนออกไปหมดแล้วสินะ จะได้เลิกเล่นละครไร้สาระสักที” สาวงามนัยน์ตาคมที่ยืนอยู่เบื้องหน้านิ่มเอ่ยขึ้น ก่อนจะจ้องหน้าเด็กสาวผมเปียเขม็ง “รู้ตัวว่าพวกเราเกลียดเธอขนาดไหน”

                “อ้าว ทำไมกันเหรอคะ? เราไปทำอะไรให้พวกคุณไม่พอใจกันเหรอ? เราก็อยู่ของเราดีๆ นี่นา ไม่ได้ทำอะไรให้พวกคุณเดือดร้อนสักหน่อย ทำไมพวกคุณถึง...” นิ่มถามกลับไปด้วยความสงสัย แต่ไม่ทันจะได้พูดจบประโยค นุชก็ชิงพูดขัดขึ้นมาก่อน

                “มึงยังไม่รู้ตัวอีกใช่ไหม!” นุชเริ่มเปลี่ยนสรรพนามมาใช้คำหยาบคาย ก่อนจะมองเด็กสาวเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ “ตั้งแต่มึงเข้ามาเรียนที่นี่ ผู้ชายก็พากันไปสนใจแต่มึง ทั้งพวกที่เคยเอาใจกู เคยรุมล้อมกู แม้กระทั่งคนที่กูแอบชอบ ทุกคนก็เอาแต่ไปสนใจมึงหมด! กูต่างหากที่ควรจะถามมึงว่ามึงทำอะไร ไปให้ท่าผู้ชายไว้แบบไหน ทุกคนถึงได้ไปสนใจมึงนัก!

                “ใจเย็นก่อนนะคะคุณนุช คือเราไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆ ที่พวกผู้ชายทุกคนมาดีกับเรา คงเป็นเพราะสงสารที่เราซุ่มซ่าม ทำอะไรพลาดบ่อยๆ แล้วก็ชอบเจออุบัติเหตุนั่นนี่มากกว่ามั้งคะ”

                “นั่นไง มันพูดออกมาแล้วว่าคนมาสนใจมันเพราะมันทำตัวซุ่มซ่าม” เด็กสาวผู้มีรูปร่างเหมือนนางยักษ์พูดพลางตบมือดังๆ ทีหนึ่ง พลางมองหน้านิ่ม “ทำตัวเปิ่นๆ เรียกร้องความสนใจจากผู้ชาย เห็นหน้าซื่อๆ แบบนี้ แต่มารยาเก่งมากเลยนะเนี่ย”

                “เราไม่ได้ตั้งใจจะเป็นแบบนั้นสักหน่อยนะคะ มันเป็นของมันเอง เราก็อยากจะ...”

                “ก็บอกแล้วว่ายิ่งแกล้งมันมากเท่าไร คะแนนสงสารของมันก็ยิ่งมาก” พิมขัดขึ้นมาก่อนที่นิ่มจะพูดจบประโยค ก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนโต๊ะด้านหลัง

                “แกล้ง? หมายความว่าที่เราโชคร้าย เจออุบัติเหตุในโรงเรียนบ่อยๆ หรือชอบมีหนูหรือแมลงสาบมาตายใต้โต๊ะเราเพราะว่า...”

                “เออ! พวกเรากับห้องอื่นๆ ที่ไม่ชอบแกรวมหัวกันแกล้งแกเอง ไม่ว่าจะผู้หญิงห้องไหนก็มีแต่คนเกลียดแกทั้งนั้นแหละ เพราะแกทำให้พวกผู้ชายที่เขาชอบหันมาสนใจแกกันหมดไง!” เด็กสาวร่างตุ้ยนุ้ยบอก ทำเอานิ่มถึงกับต้องนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนที่น้ำใสๆ จะไหลรินจากดวงตาลงมาอาบแก้มขาวนวล

                “ร... เราไปทำอะไรให้พวกคุณกันคะ เราไม่ได้ตั้งใจเรียกร้องความสนใจจากผู้ชาย หรือแย่งใครมาจากพวกคุณ... พวกเขาก็แค่เป็นคนดี เห็นเราทำอะไรพลาดบ่อยๆ ก็เลยอยากจะช่วยเท่านั้นเอง... จะให้เราสาบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในโรงเรียนนี้เลยก็ได้ ว่าเราไม่ได้อยากให้เป็นแบบที่พวกคุณว่าสักหน่อย”

                คำพูด ท่าที และน้ำตาของเด็กสาวผมเปียทำเอาเด็กสาวทั้งสี่ต้องนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ความสงสารและสมเพชเวทนาเด็กสาวจอมเปิ่นเริ่มจะแทรกเข้าไปแทนที่ความหมั่นไส้และความชิงชังในหัวใจ ทว่ายังไม่ทันที่มันจะเข้าไปแทนที่ได้นานนัก เสียงโทรศัพท์มือถือของนิ่มก็ดังขึ้นมาเสียก่อน

                “เอ่อ... ขอตัวคุยโทรศัพท์ก่อนนะคะ” นิ่มพูดพลางหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋า แล้วดูชื่อคนที่โทรเข้ามาบนหน้าจอ ก่อนที่ความประหลาดใจปรากฏขึ้นมาบนสีหน้าของเด็กสาว

                “ใครโทรมา?” นุชถามขึ้นเมื่อเห็นท่าทีแปลกไปของนิ่ม

                “คุณปลื้มน่ะค่ะ”

                คำตอบของนิ่มทำเอานุชแทบจะปรอทแตก ความเกลียดชังเพิ่มพูนมากขึ้นจนถีบเอาความเห็นใจเมื่อครู่นี้ออกจากหัวใจของเธอไปจนหมดสิ้น เด็กสาวตาคมฟาดฝ่ามือเข้าไปกระทบใบหน้าของนิ่ม จนใบหน้าของเด็กสาวผมเปียต้องหันไปตามแรงตบ

                “นังคนโกหกตอแหล! เจ้ามารยานักนะ” นุชหลุดคำหยาบคายออกมาจากปากอีกหนด้วยความโกรธเคือง ที่เห็นผู้ชายที่ตัวเองแอบชอบโทรศัพท์เข้าเครื่องของนิ่ม ทั้งที่ไม่เคยได้โทรเข้าเครื่องของตัวเองเลยสักครั้ง “ปากบอกว่าไม่ได้อยากให้ผู้ชายหน้าไหนมาสนใจ ไม่อยากแย่งใครไปจากพวกกู แต่ดูที่มึงทำสิ! ทำไมมึงได้ได้มีเบอร์ของปลื้ม ทำไมปลื้มถึงได้โทรเข้าเครื่องมึงแบบนี้!

                “คุณนุชเข้าใจผิดแล้วนะคะ... คือว่า” นิ่มพยายามอธิบาย แต่ไม่ทันได้พูดจบ ฝ่ามือของนุชก็ฟาดใส่ใบหน้าอีกข้างของเธออย่างรุนแรงกว่าเก่า คราวนี้เด็กสาวผมเปียถึงกับปลิวตกจากเก้าอี้ ไปนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่กับพื้นห้อง

                “มึงไม่ต้องพูดอะไร! กูไม่ฟังมึงแก้ตัวแล้ว!” เด็กสาวตาคมที่ปรอทแตกไปแล้วพูดพลางย่างสามขุมเข้าหานิ่ม พร้อมกับย่อตัวลงแล้วง้างมือจะตบอีกครั้งหนึ่ง

                “งั้นก็ตบมาเลยค่ะ! เราจะไม่ตอบโต้คุณนุช เรายอมให้คุณนุชตบจนกว่าจะหายโกรธ หรือจะทำอะไรก็ได้ ถ้าทำแล้วคุณนุชจะยอมเชื่อคำพูดเรา ว่าเราไม่ได้มีเจตนาแย่งใครแบบที่คุณนุชเข้าใจ” เด็กสาวผมเปียใช้ดวงตากลมโตมองกลับมาที่นุชด้วยความจริงจัง “เราอยากจะเป็นเพื่อนกับพวกคุณจริงๆ นะคะ เชื่อเราเถอะ!

                “ปากดีนักเหรอมึง กูจะตบให้มึงฟันร่วงเลย!

                “ใจเย็นก่อนนุช” พิมร้องบอก แล้วคว้าข้อมือของเพื่อนสาวเอาไว้ทันก่อนมันจะได้กระทบหน้าเด็กสาวผู้เคราะห์ร้ายอีกหน

                “มึงไม่ต้องมาห้ามกูเลยพิม!” นุชโพล่งออกมาอย่างหัวเสีย แต่พิมกลับส่งยิ้มอย่างมีเลศนัยให้กับเพื่อนสาว

                “เมื่อกี้นี้ฉันเพิ่งคิดอะไรขึ้นมาได้นิดหน่อยน่ะ” เด็กสาวผิวเข้มกล่าวพลางมองนิ่มด้วยสายตาที่ยากแก่การเดาความรู้สึก ก่อนจะปล่อยข้อมือนุชออกจากมือตัวเองแล้วกล่าวขึ้น

                “ในเมื่อนิ่มเขาก็ดูเหมือนอยากจะเป็นเพื่อนเรา จนบอกว่ายอมทำทุกอย่างเพื่อให้เราเชื่อใจและยอมเป็นเพื่อนด้วยไม่ใช่เหรอ? เราก็ไม่เห็นจะต้องใจร้ายใจดำจนไปใช้กำลังกับเขาแบบนี้เลยนี่นา”

                “แต่ตอนแรกแกส่งข้อความบอกพวกเราว่า...” เด็กหญิงร่างผอมสูง ผู้มีดวงตาเรียวเล็กแบบคนเชื้อสายจีนกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พิมก็ทำสัญญาณให้หยุดพูดไปเสียก่อน

                “เอาอย่างนี้นะนิ่ม พวกเราจะยอมรับเธอเป็นเพื่อน จะเชื่อว่าเธอไม่ได้หว่านเสน่ห์ให้หนุ่มๆ แล้วก็จะบอกคนอื่นๆ ที่ไม่ชอบหน้าเธอว่าพวกเขาเข้าใจผิดให้ก็ได้ แต่ว่ามีเงื่อนไขอะไรนิดหน่อยนะ” พิมพูดพลางย่อตัวลงมองนิ่มแล้วปั้นหน้ายิ้มให้

                “เงื่อนไขอะไรกันเหรอคะ?” นิ่มถามอย่างสงสัย พลางเอามือลูบแก้มของตนที่แดงเพราะถูกตบ

                “นั่นสิ แกคิดจะให้มันทำอะไรกันวะพิม จะให้คนอย่างนังนี่มาเป็นเพื่อนกลุ่มพวกเราจริงๆ รึไง?” นุชหันไปถามพิมด้วยท่าทางไม่พอใจเท่าไรนัก

                “ตอนหอนาฬิกาของโรงเรียนบอกเวลาสามทุ่ม ให้เธอไปรอพวกเราที่ต้นไทรหลังโรงเรียน แล้วพวกเราจะบอกเธอเองว่าจะให้ทำอะไรต่อไป พวกเราถึงจะยอมรับ” เด็กสาวผิวเข้มพูดพลางหยิบโทรศัพท์จากมือนิ่มมากดเบอร์ของตัวเองลงไป “นี่เบอร์ของฉัน ถ้าไปถึงที่นั่นแล้วยังไม่เจอก็โทรเข้ามาที่เบอร์นี้ได้เลย”

                “ถ้าเราไปที่นั่น แล้วทำตามที่พวกคุณบอก พวกคุณจะยอมเชื่อที่เราพูด จะยอมรับเราเป็นเพื่อนจริงๆ ใช่ไหมคะ?” นิ่มถามอย่างกระตือรือร้น ก่อนที่จะรับมือถือที่พิมส่งมาคืนให้

                “ก็ใช่สิ หวังว่าเธอคงจะมาตามนัดนะ” พิมพูดพลางลุกขึ้นยืนแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ให้กับเพื่อนๆ ก่อนจะส่งสัญญาณให้ทุกคนเก็บข้าวของใส่กระเป๋าแล้วเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้นิ่มนั่งอยู่ในห้องเพียงลำพัง

                “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอจะโหดร้ายขนาดนี้ นี่มันร้ายแรงกว่ารุมตบมันอีกนะ” เด็กสาวผู้มีรูปร่างอย่างนางยักษ์ในวรรณคดีไทยเอ่ยขึ้นมา ขณะที่กลุ่มของพวกเธอก็พากันเดินลงบันได

                “ก็ไม่รู้ว่าจะไปรุมตบมันทำไมให้เปลืองแรง แถมยังเจ็บมืออีกต่างหาก วิธีนี้จัดการกับมันได้ดีกว่าเยอะ” พิมยิ้มอย่างชั่วร้ายอีกครั้ง จนเพื่อนๆ ทุกคนอดหนาวสันหลังไม่ได้ “นิดหน่อยเองก็รู้ใช่ไหมล่ะ เรื่องตำนานอาถรรพ์ของโรงเรียนเราน่ะ”

                “ก็พอรู้อยู่หรอก” เด็กสาวผู้ตัวใหญ่ ไม่สมกับที่ถูกเรียกว่าชื่อ “นิดหน่อย” ตอบ “เรื่องที่ว่าหลังจากเวลาสามทุ่มที่หอนาฬิกาไปจนกว่าจะรุ่งสาง โรงเรียนของเราจะไม่ใช่ที่ของคนเป็นๆ อีกต่อไปใช่ไหมล่ะ”

                “จะว่าไปก็เคยได้ยินมาเหมือนกันนะ” เด็กสาวหน้าตาเหมือนคนเชื้อสายจีน ผู้ตัวสูงที่สุดในสี่คนเอ่ยขึ้นมาบ้าง  “ถึงพวกเรื่องอื่นๆ จะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากเท่าไรก็เถอะ แต่เรื่องเจ้าแม่ไทรทองที่ต้นไทรหลังโรงเรียนนี่ ถ้าใครกล้าลองดี เข้าไปแถวนั้นหลังสามทุ่มก็บ้าไปแล้ว”

                “ก็หวังว่าเจ้าแม่ไทรทองจะช่วยพวกเราจัดการนังนั่นได้จริงๆ เถอะ เอาให้มันสติแตกหรือตายไปเลยก็ยิ่งดี” นุชบ่นกระปอดกระแปด เพราะยังผูกใจเจ็บกับนิ่มไม่หาย เพราะผู้ชายที่ตัวเองแอบชอบ กลับไปให้ความสนใจนิ่มจนถึงขั้นโทรหากันอย่างนั้น โดยที่ไม่สนใจเลยสักนิดว่าความจริงนิ่มจะคิดยังไงกับพวกตนกันแน่...

                “พวกนั้นจะยอมรับเราเป็นเพื่อนแล้วสินะ พวกนั้นจะเลิกเกลียด เลิกคิดไปเองว่าเราไม่ทำอะไรไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้แล้วสินะ...” เด็กสาวผมเปียที่กำลังเก็บหนังสือลงกระเป๋าอยู่ในห้อง พูดกับตัวเองเบาๆ แล้วยิ้มจางๆ โดยที่ไม่รู้เลยสักนิดว่าอะไรรอคอยเธออยู่ในค่ำคืนนี้...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

56 ความคิดเห็น

  1. #36 เพราะดีฉันจึงมา (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 มกราคม 2558 / 20:24
    ข้าน้อยไม่ค่อยเข้าใจความคิดของเด็กสาวๆ แต่ช่างมันเถอะข้าน้อนสนใจตอนต่อไปมากกว่าว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับนิ่ม

    จะว่าไปข้าน้อยเชื่อว่าคนดีผีคุ้ม
    #36
    0
  2. #14 dinn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 / 20:40
    สูตรสำเร็จของเรื่องแนวนี้เลยนะครับนี่ เด็กสาวที่ถูกรุมแกล้งจากเพื่อนสาวร่วมห้องเพราะถูกแย่งผู้ชาย ^ ^!!
    ว่าแต่ ปิดห้องกะทันหันแบบนี้ไม่มีใครเอ๊ะใจช่วยเลยเหรอ ตรงนี้ออกจะนิยายเกินไปหน่อย 
    (คห.สต.นะครับ) ผมว่าตรงนี้ไม่ค่อยสมจริง แต่ก็ดูเป็นนิยายหรือเรื่องสั้นดีครับ
    นอกนั้นแล้ว ด้านสำนวนนี่สุดยอดมากเลย เล่นเอาอิจฉาเลยละ ^ ^b ไรท์เตอร์เขียนเก่งมาก 
    ทั้งบรรยายแล้วก็บทสนทนาลงตัวมากเลยครับ ^ ^
    #14
    0