แว่วสำเนียงภูต

ตอนที่ 17 : "เพลงไพรพฤกษ์" (ตีพิมพ์ในหนังสือรวมเรื่องสั้น Colors of Love ค่าย Love Writing)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 52
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    9 ม.ค. 60

เพลงไพรพฤกษ์

                ชายหนุ่มก้าวเดินไปในป่าเพียงลำพัง เขารู้สึกหวาดหวั่นเหมือนมีใครจับตามองเขาอยู่...

                ต้นไม้จำนวนมากที่ขึ้นปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นท้องฟ้า ทำให้ผืนป่าในยามราตรีนี้ช่างมืดมิด ยังคงไม่มืดสนิทไปเสียทีเดียว เมื่อยังมีแสงจันทร์เดือนเสี้ยวจากท้องฟ้าที่ลอดลงมา และแสงจากกระบอกไฟฉายในมือของชายหนุ่มที่สาดส่องไปทั่ว ให้ตัวเองพอจะมองเห็นหนทางข้างหน้า

แต่ถึงจะมองเห็น เขาก็ไม่รู้อยู่ดีว่าควรจะไปทางไหน ในเมื่อตอนนี้ต้นไม้แต่ละต้นแทบไม่มีความแตกต่างกันเลยในสายตาของเขา

ถ้าจะพูดแบบง่ายๆ คือ ตอนนี้เขาหลงทางกลางป่าเสียแล้ว...

อากาศในคืนนี้หนาวเย็น ยิ่งอยู่กลางป่าเพียงลำพัง ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะออกไปได้แบบนี้ ยิ่งทำให้เขารู้สึกหนาวยิ่งกว่าไปแก้ผ้าเดินกลางพายุหิมะ ความหนาวจากบรรยากาศตอนนี้เหมือนจะแล่นเข้าไปจับขั้วหัวใจและลามไปไขสันหลัง

แต่ก็ยังไม่ทำให้เขารู้สึกหวั่นใจ เท่ากับความรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังถูกใครบางคนจับตาดูอยู่ในมุมมืด ราวกับทุกการกระทำตั้งแต่เข้ามาในป่า มีใครบางคนหรืออาจจะหลายคน กำลังจ้องมองอยู่อย่างเงียบๆ ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงไปบนผืนดิน มีใครบางคนกำลังตามติดมาไม่ห่าง เพียงแต่เขาไม่เห็นตัวเท่านั้น... ความรู้สึกแบบนี้ แม้จะมีเงินเต็มกระเป๋าเป้บนหลัง มีไฟฉายในมือ และเหน็บปืนพกเอาไว้ที่เอว มันก็ไม่ได้ทำให้เขาอุ่นใจขึ้นมาเลยสักนิด

แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่เสียใจที่ต้องมาอยู่ในสภาพนี้ สภาพที่โดนไล่ล่าจนต้องหลบหนีเข้าป่า หลังจากตัดสินใจฆ่าเศรษฐีหน้าเลือดในชุมชน เพื่อแก้แค้นให้แม่ที่ผูกคอตายหนีหนี้จากมัน และชาวบ้านทั้งหลายที่โดนมันโกงสัญญาเงินกู้ ทำให้ดอกเบี้ยมหาศาลกว่าในสัญญาที่ตกลงไว้แต่แรกจนไม่มีปัญญาใช้ เขาปล้นเงินจำนวนมหาศาลของมันมา แม้ว่าตอนนี้จะต้องหลบหนีจากการถูกตามล่าทั้งจากสมุนของลูกชายเศรษฐี และทางตำรวจก็ตามที

เป้าหมายของเขาตอนนี้คือหาทางกลับไปหาลูกพี่ใหญ่ซึ่งอาศัยอยู่ที่จังหวัดข้างเคียง ลูกพี่เป็นผู้ชักชวนเขาเข้าสู่เส้นทางที่ได้เงินดี แม้ว่าจะผิดกฎหมาย มันทำให้เขาเกือบจะปลดหนี้ให้แม่ได้ แต่แม่ก็ชิงตายไปเสียก่อนที่เขาจะชดใช้หนี้ให้หมด เพราะทนความกดดันจากพวกหน้าเลือดไม่ไหว

บังเอิญเจ้าเศรษฐีหน้าเลือดไปขัดผลประโยชน์ของลูกพี่ของเขาพอดี เขาจึงได้รับมอบหมายให้ไปจัดการมันแล้วปล้นเงินมาให้ลูกพี่ จากนั้นลูกพี่จะหาทางให้เขาได้อพยพไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้านจนกว่าเรื่องจะสงบ หรือบางทีเขาอาจจะใช้ชีวิตใหม่ที่นั่นอย่างสงบสุขตลอดไปเลยก็ได้

กร๊อบ!

เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นมาจากด้านหลังของชายหนุ่ม เขาหันขวับกลับไปมองพร้อมสาดแสงไฟฉายหา อีกมือแตะปืนที่เหน็บอยู่ที่เอวเตรียมชักออกมายิง แต่ก็พบเพียงพุ่มไม้ที่ไหวไปตามแรงลม

“กิ่งไม้คงหักเพราะลมพัดมั้ง” ชายหนุ่มคิดในใจ แม้จะรู้สึกว่ามีกลิ่นสาบผิดปกติลอยมากับลมนั้น แต่เขาก็ไม่อยากจะคิดอะไรให้ตัวเองกลัวไปมากกว่านี้ ก่อนเขาจะหันกลับไปส่องไฟยังทางที่น่าจะเป็นทิศเดิมที่เขาเดินไปเมื่อครู่

แต่ยังไม่ทันที่เท้าจะได้ก้าว เสียงหนึ่งก็แว่วมาแต่ไกล  มันเป็นเสียงที่ฟังคล้ายกับสาวน้อยกำลังขับลำนำเพลง เสียงหวานนั้นทำให้เขารู้สึกราวต้องมนต์ จนต้องตั้งใจฟังเสียงร้องนั้นให้ชัดเจน

“พิษฐานเอย

มือหนึ่งถือพาน พานดอกคัดเค้า

ขอให้สระของเรามีปลา

ขอให้นาของเรามีข้าว

ชายหนุ่มรีบก้าวเดินไปตามเสียงเพลงนั้น เพราะนอกจากมันจะเป็นเสียงที่ไพเราะเสียจนเขาอยากเห็นหน้าเจ้าของเสียงแล้ว การที่มีเสียงคนร้องเพลงอยู่ใกล้ๆ ย่อมหมายความว่าใกล้กับชุมชน หรือหากไม่ใช่ เจ้าของเสียงก็น่าจะพาเขากลับไปยังที่ชุมชนได้ หากไม่ใช่คืนนี้ก็คงเป็นเช้าวันรุ่งขึ้น

“...มีทั้งบ้านทั้งเรือน

มีทั้งเพื่อนร่วมเหย้า

เสียงขับร้องนั้นยังคงดังขึ้นมา ชายหนุ่มรีบก้าวไปทิศทางต้นเสียงอย่างไม่หยุดยั้ง แม้เขาจะยังรู้สึกว่าถูกจับตามองจากอะไรบางอย่างอยู่ก็ตาม แต่เขาก็พยายามสลัดความกังวลนั้นออกไปจากห้วงความคิด

“...พิษฐานวานไหว้

ขอให้ได้ดังใจข้าคิด”

เสียงขับร้องนั้นสิ้นสุดลงเมื่อชายหนุ่มหยุดฝีเท้าลง แม้ไม่ต้องฉายไฟไปทางนั้น เขาก็มองเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าอย่างชัดเจน เพราะแสงตะเกียงส่องออกมาจากกระท่อมใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร แสงนั้นทำให้เขาเห็นว่าเจ้าของเสียงร้องที่ยืนอยู่ตรงนอกชานของกระท่อม เป็นหญิงสาวที่น่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา

เธอสวมเสื้อแขนกระบอกสีเขียวและผ้าถุงสีเขียวแก่ไร้ลวดลาย เส้นผมยาวสยายสีดำขลับของเธอปลิวไปเบาๆ กับสายลมเย็นยะเยือก ใบหน้ากลมๆ ของเธอขาวนวลไร้สิวฝ้า ดวงตาคมของเธอมองมาที่ชายหนุ่ม ด้วยความรู้สึกที่เขาเองไม่อาจอ่านออก

“คุณ...”

ชายหนุ่มพยายามจะพูดกับหญิงสาว แต่เธอกลับชี้มือไปยังบางอย่างที่อยู่เบื้องหลัง เขารีบหันกลับไปมองพร้อมกับแสงไฟฉาย และเขาก็ต้องตกตะลึง เมื่อพบว่าเบื้องหลังของตนมีเสือลายพาดกลอนขนาดมหึมาอยู่ห่างออกไปไม่ไกล

เจ้าแมวใหญ่สะดุ้งโหยงเมื่อแสงไฟถูกตัวมัน มันจ้องไปที่หญิงสาวแวบหนึ่ง ก่อนที่จะเผ่นหนีไปในทันที ขณะที่ชายหนุ่มได้แต่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

 “คุณโชคดีนะ ที่ไม่โดนเสือคาบไปกินก่อนจะมาเจอฉัน” หญิงสาวเอ่ยขึ้นมา ก่อนที่จะกวักมือเชื้อเชิญชายหนุ่มให้ขึ้นมาบนบ้าน “ขึ้นมาบนนี้ก่อนเถอะ น่าจะปลอดภัยกว่าข้างล่างนั่นนะ”

ชายหนุ่มเดินขึ้นบันไดกระท่อมไปตามคำชวนของเธออย่างว่าง่าย เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มได้มองเธออย่างถนัดตาในระยะใกล้ แม้จะไม่เคยมีภรรยา แต่เขาก็เคยพบเจอผู้หญิงมามาก จีบสาวมาก็เยอะ มีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้หญิงมาก็ไม่น้อย ทว่าเขากลับไม่เคยเจอใครที่ทำให้เขารู้สึกแบบหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้ามาก่อน...

รูปร่างหน้าตาของหญิงสาวนั้นจัดว่าสวยน่ารัก แต่เขากลับรู้สึกว่าเธอมีบางอย่างที่แตกต่างออกไปจากทุกคนที่เคยเจอมา แม้เขายังไม่รู้ว่ามันคืออะไรก็ตาม

“อยู่ที่นี่คนเดียวเหรอครับ?”

“ฉันอยู่กับพ่อ แต่เขามีธุระที่อื่น คงยังไม่กลับคืนนี้หรอก กว่าจะกลับก็คงเช้ามั้ง” หญิงสาวบอก ก่อนที่จะเปิดประตูกระท่อม แล้วหันมาเชื้อเชิญชายหนุ่ม “ข้างนอกมันหนาวนะ ยุงเยอะด้วย คุณเข้ามาในบ้านของฉันก่อนไหม?”

ชายหนุ่มเดินเข้าไปในกระท่อม ด้านในนั้นมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก มีตู้กับข้าวใบใหญ่อยู่ฟากหนึ่งของห้อง อีกฟากเป็นหมอน เสื่อและผ้าห่ม นอกนั้นเขายังมองไม่เห็นอะไรที่จำเป็นต่อการดำรงชีพเท่าไร เขารู้สึกแปลกใจไม่น้อยว่าหญิงสาวใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

อันที่จริงเขารู้สึกแปลกใจมากที่หญิงสาวท่าทางอ่อนแอ กล้าเชื้อเชิญให้เขาเข้ามาในบ้าน ทั้งที่ตัวเองก็อยู่ที่นี่เพียงลำพังแบบนี้ เธอช่างไม่กลัวอันตรายเอาเสียเลย จะบอกว่าเธอใจดีเกินไป หรือเธอไม่สำเหนียกถึงอันตรายจากคนอย่างเขาก็ไม่ทราบ

ไม่ทันที่จะพูดอะไรต่อ หญิงสาวเดินไปที่มุมหนึ่งของห้องที่เหมือนกับตู้กับข้าว แล้วหยิบข้าวราดแกงในภาชนะใบตองมายื่นให้กับชายหนุ่ม พร้อมกับช้อนสังกะสีสั้นๆ คันหนึ่งมาให้

“กินไหม?”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมยังไม่หิว” เขาตอบพลางมองอาหารอย่างไม่น่าไว้วางใจ มันเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดไม่หน่อย ที่ข้าวราดแกงถูกจัดเตรียมเอาไว้ในสภาพพร้อมกินแบบนั้น ทั้งที่เธออยู่คนเดียว และบอกว่าพ่อจะกลับมาในวันพรุ่งนี้แท้ๆ แล้วอาหารแบบนั้นจะถูกจัดเตรียมไว้เพื่ออะไรกัน?

เมื่อชายหนุ่มปฏิเสธ เธอจึงนำอาหารเก็บในตู้เหมือนเดิม ก่อนจะเดินไปอีกฟากของกระท่อมแล้วหยิบเสื่อออกมาปูกับพื้น จัดเตรียมที่สำหรับนอนเอาไว้

“คุณนอนตรงนี้ก็แล้วกัน”

“แล้วคุณจะนอนตรงไหนเหรอครับ? กระท่อมก็เล็กเท่านี้เอง” ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัย อันที่จริงเขาก็สงสัยหลายเรื่องเกี่ยวกับเธอและกระท่อมนี้ แต่ยังลำดับเรื่องไม่ถูกว่าจะถามอะไรก่อนกันแน่

“คุณนอนไปเถอะ คืนนี้ฉันจะนั่งเล่นข้างนอก รอพ่อกลับ” หญิงสาวผู้สวมเสื้อแขนกระบอกตอบกลับมาทั้งที่ยังนั่งพับเพียบ ก่อนผายมือเชิญชายหนุ่มให้นอนบนที่นอนที่เตรียมไว้ แต่เขาทำเพียงแค่ปลดกระเป๋าเป้ออกมาวาง

มันทำให้เขารู้สึกไม่ชอบมาพากลเป็นอย่างยิ่ง ในเมื่อหญิงสาวเพิ่งชวนเขาเข้ามาด้วยเหตุผลว่าข้างนอกหนาวและมียุงมาก แล้วเธอจะออกไปข้างนอกทำไมกัน?

พอเขาคิดไตร่ตรองดูแล้ว ทั้งกระท่อมและหญิงสาวคนนี้มันดูผิดธรรมชาติเกินไป ไม่มีเครื่องมืออะไรสำหรับดำรงชีวิต นอกจากเพียงตู้ใส่อาหารกับที่นอนเท่านั้น ปฏิสัมพันธ์ของหญิงสาวกับเขาก็ประหลาดนัก เธอไม่ได้ถามชื่อหรือความเป็นมาของเขาเลยแม้แต่น้อย แต่กลับเชิญเขาเข้าบ้าน ชวนให้กินข้าวและชวนให้นอนอย่างง่ายดาย

เท่าที่เขาสังเกตตอนขึ้นมาบนกระท่อม ด้านนอกมันไม่มีแม้กระทั่งราวตากเสื้อผ้า แม้แต่โอ่งใส่น้ำที่น่าจะจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตกลางป่าก็ไม่มีเลยด้วยซ้ำ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่หญิงสาวจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่กับพ่อโดยไม่มีน้ำจะกินหรือเสื้อผ้าจะเปลี่ยน

ตอนนี้ความคิดของเขาเชื่อมโยงไปยังสิ่งที่เลวร้ายเท่าที่จะจินตนาการได้ ทั้งกระท่อมและหญิงสาวอาจถูกจัดฉากจากตำรวจหรือสมุนของลูกชายเศรษฐี เพื่อดักให้เขาเข้ามา แล้วหาโอกาสจับตัวไว้ก็ได้ ทางที่ดีที่สุดเขาไม่ควรปล่อยให้หญิงสาวออกไปจากกระท่อมนี้ อย่างน้อยเธอจะได้เป็นตัวประกันชั้นดีหากเกิดอะไรขึ้นมา ไม่เช่นนั้นเขาก็ควรหนีออกจากกระท่อมนี้ไปให้ไวที่สุด

“ถ้ายังไม่ง่วงจะออกมานั่งเล่นด้วยกันก็ได้นะ ป่าเขาและธรรมชาติยามดึกนี่มันชวนผ่อนคลายดีเหมือนกัน เผื่อคุณจะลืมเรื่องที่กังวลไปได้บ้าง” หญิงสาวเอ่ยขึ้น ทำเอาความคิดหวาดระแวงของเขาเมื่อครู่พลันคลายลงไป เธอเดินไปเปิดประตู ชายหนุ่มเห็นแบบนั้นจึงตั้งท่าจะเดินตามออกไปในทันที อย่างน้อยเขาก็คิดว่าหากพลาดพลั้งมีใครดักจับตัวเอง ก็คงจับแม่สาวเสื้อเขียวเป็นตัวประกันไว้ได้

ทว่าเขากลับคิดอะไรขึ้นมาได้ บางทีสาวเสื้อเขียวอาจจะหาทางล่อเขาออกไปข้างนอกแล้วมีคนซุ่มยิงอยู่ที่ไหนสักแห่ง ดังนั้นเขาคิดว่าไม่ควรจะออกไปข้างนอกเด็ดขาด เขาจึงบอกกับหญิงสาวก่อนที่เธอจะเดินออกไป

“ถ้าตอนนี้คุณไม่มีอะไรทำ นั่งคุยกันหน่อยได้ไหมครับ? อย่างน้อยก็อาจจะทำให้คุณหายเหงาได้มากกว่านั่งเล่นข้างนอกก็ได้นะ” ชายหนุ่มเชื้อเชิญ ทำเอาหญิงสาวอมยิ้มและหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะตอบเขากลับมาด้วยเสียงหวาน

“ก็ได้ คุณนั่งลงสิ มานั่งคุยกันจนกว่าคุณจะง่วงก็ได้” หญิงสาวเอ่ยพลางนั่งพับเพียบลงกับพื้นกระท่อม ชายหนุ่มเห็นแบบนั้นก็นั่งลงบนเสื่อที่เธอปูไว้ให้เมื่อครู่

“ใจคอคุณจะไม่ถามอะไรเกี่ยวกับผมเลยงั้นเหรอครับ?” ชายหนุ่มถามสาวชุดเขียวที่อยู่เบื้องหน้า แสงไฟจากตะเกียงในกระท่อมทำให้เขาเห็นใบหน้าเธอได้บ้าง และเขาก็รู้สึกว่าหญิงสาวเบื้องหน้าดูดีเย้ายวนใจเหลือเกิน “ชวนผมเข้ามาถึงในกระท่อมโดยที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าแบบนี้ ผมอาจจะเป็นโจรปล้นฆ่าที่พร้อมจะข่มขืนคุณก็ได้นะ แล้วไม่ผิดธรรมเนียมแย่หรือครับ ให้ผู้ชายมานอนบ้านตัวเองแบบนี้”

“คุณเป็นคนตรงดี ฉันชอบคุณขึ้นมาแล้วสิ” หญิงสาวเอ่ยพร้อมกับส่งยิ้มให้ “คุณอาจจะหลบหนีคดีฆ่าคนมา แต่คุณคงไม่ฆ่าหรือล่วงเกินคนที่ให้ที่พักพิงกับคุณหรอก คุณเป็นพวกกตัญญูรู้คุณคน ฉันรู้สึกแบบนั้น”

คำตอบนั้นทำเอาชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ เขาประหลาดใจกับคำพูดและท่าทางของเธอ แล้วก็ต้องประหลาดใจกว่าเดิมเมื่อได้ฟังประโยคถัดมา

“ถ้าคุณปลอดภัยจนถึงเช้า บางทีคุณอาจตอบแทนฉันด้วยเงินสักปึกในกระเป๋าเป้ แต่อย่าทำแบบนั้นเลย ฉันไม่ได้ต้องการเงินของคุณหรอก”

“คุณรู้ได้ยังไงว่าในกระเป๋าผมมีเงินอยู่?” ชายหนุ่มพูดพลางชักปืนออกมาจ่อหญิงสาว เธอไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน แต่เขาก็ยังคงพยายามจะข่มขู่เธอให้ได้ด้วยน้ำเสียงขึงขัง “ใครส่งคุณมา?!

“เก็บปืนนั่นไว้ใช้ยามจำเป็นเถอะ ฉันไม่ใช่ศัตรูของคุณ ถ้ายิงฉันขึ้นมา นอกจากจะเสียกระสุนโดยเปล่าประโยชน์แล้ว อาจจะทำให้ศัตรูของคุณรู้ตำแหน่งที่อยู่ก็ได้” หญิงสาวเอ่ยขึ้นพลางหัวเราะเบาๆ ราวกับขบขันเสียเต็มประดา “ข้างหลังคุณยังมีศัตรูอยู่อีกมากที่คอยตามล่า หนทางข้างหน้าก็ยังไม่รู้ว่าจะปลอดภัยอย่างที่คุณคิดไหม”

“ทำไมคุณถึงได้รู้เรื่องของผม? ใครเอาเรื่องนี้มาบอกกับคุณกัน?!

“ไม่สำคัญหรอกว่าฉันรู้เรื่องนี้ได้ยังไง แต่ฉันอยากถามคุณสักหน่อยนะ” หญิงสาวเอ่ยพลางจับมือของชายหนุ่มซึ่งกุมปืนอยู่ ก่อนจะกดให้เขาลดปืนลง แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงอันอ่อนหวาน “แม่คุณก็ตายไปแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องหาเงินจำนวนมากมาปลดหนี้ เศรษฐีคนนั้นก็ตายไปแล้ว คุณก็แก้แค้นได้สำเร็จ แล้วเป้าหมายของชีวิตคุณต่อจากนี้คืออะไรกันแน่ล่ะ?”

ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ เข้าไม่เข้าใจว่าหญิงสาวเป็นใคร และรู้เรื่องของเขาได้ด้วยวิธีใด แต่ที่เธอพูดมาก็ถูก เขาไม่ควรเสียกระสุนเพื่อสังหารผู้หญิงท่าทางบอบบางคนนี้ ดังนั้นเขาควรจะเจรจากับเธออย่างใจเย็น เล่นไปตามเกมเท่าที่ทำได้ก่อน แต่หากมีอะไรไม่ชอบมาพาล แค่กำลังของเขาก็พอจะจัดการเธอได้ไม่ยาก

“ถ้าหนีพ้น ผมอยากใช้ชีวิตสงบสุข ไม่ต้องมีคนคอยตามล่า อาจจะสร้างครอบครัวเล็กๆ มีลูกมีเมีย อยู่กันอย่างสงบล่ะมั้ง” เขาตอบพลางมองหญิงสาวชุดเขียวที่อยู่ห่างจากเขาไปไม่ถึงศอก

“ถึงฉันจะรู้สึกชอบคุณ แต่ต้องเสียใจด้วยที่คุณจะหนีมันไปไม่พ้น คุณทำผิดกฎหมายและศีลธรรม ถึงแม้เนื้อแท้คุณจะเป็นคนจิตใจดี แต่คุณก็ต้องรับกรรมที่ก่อก่อน เมื่อหมดกรรมแล้วจึงเสวยสุขได้ นั่นคือกฎของธรรมชาติ” หญิงสาวในชุดเขียวเอ่ยด้วยเสียงที่ฟังแล้วทำเอาชายหนุ่มรู้สึกหนาวจับขั้วหัวใจ ตอนนี้เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงรู้สึกกลัวหญิงสาวเบื้องหน้ายิ่งกว่าตำรวจเสียอีก

“ผมไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร รู้เรื่องผมได้ยังไง แต่คุณไม่ต้องสั่งสอนผมหรอกน่า! พรุ่งนี้เช้าผมจะไปจากที่นี่ ผมจะหนีให้ได้!” ชายหนุ่มตวาดกลบเกลื่อนความรู้สึกหนาวถึงขั้วหัวใจของตนเอง

“แม้ว่าคุณจะหนีจากศัตรูของคุณได้ แต่คุณจะหนีจากความรู้สึกผิดได้นานสักเท่าไรกัน? คุณไม่มีวันพบชีวิตที่สงบสุขอย่างที่ปรารถนาหรอกนะ ธรรมชาติได้มอบความรักและความยุติธรรมให้กับสิ่งมีชีวิตเสมอ สิ่งใดที่คุณก่อ ย่อมส่งผลแก่ตัวคุณเอง” เธอเอ่ยราวกับผู้ใหญ่สั่งสอนเด็ก “พรุ่งนี้เช้าจะมีตำรวจตามมาเจอคุณ คุณมอบตัวกับพวกเขาเถอะ ฉันรับปากว่าคุณจะปลอดภัย และใช้ชีวิตอย่างสงบสุขหลังพ้นโทษแล้ว”

หลังจากที่เขาต้องทนฟังหญิงสาวแปลกหน้าที่พูดเหมือนรู้เรื่องทุกอย่าง มาพร่ำสอนนั่นนี่ที่น่ารำคาญสำหรับเขา ซ้ำยังพูดเหมือนที่เขาพยายามจะหลบหนีไปหาลูกพี่เป็นเรื่องเปล่าประโยชน์มานาน ความอดทนของชายหนุ่มก็ถึงขีดจำกัด

“ผมเริ่มเบื่อเสียงบ่นของคุณแล้วสิ ช่วยอยู่เงียบๆ ไม่ต้องเทศน์อะไรใช้ผมฟังจะได้ไหม ความอดทนของผมก็มีจำกัดนะ!”” ชายหนุ่มพูดพลางวางปืนไว้ข้างกาย แล้วผลักหญิงสาวล้มลงกับพื้นกระท่อม ก่อนจะเอามือปิดปาก แล้วคร่อมร่างของเธอไว

“คุณบอกว่าชอบผม งั้นเราลองมาพัฒนาความสัมพันธ์กันหน่อยดีไหม? เผื่อคุณจะหยุดบ่นผมบ้าง” ชายหนุ่มเอ่ยพลางเอื้อมมือไปปลดกระดุมสองเม็ดบนของเสื้อแขนกระบอกสีเขียวของเธอ เผยให้เห็นเนินอกนวลเนียนน่าถนอม

เขาคิดว่าการกระทำแบบนี้คงจะพอขู่เธอให้ขวัญเสียได้ แต่เขาก็พบว่าตัวเองคิดผิด เมื่อหญิงสาวมองกลับมาด้วยสายตาเหมือนไม่สะทกสะท้านอะไร ไม่มีทีท่าหวาดกลัวอยู่ในแววตาเลยแม้แต่น้อย ซ้ำร้ายกลับดูดุดันและแฝงด้วยอำนาจอย่างประหลาด แล้วความรู้สึกเย็นวาบก็แผ่ซ่านไปทั่ว ทำเอาชายหนุ่มต้องละมือและถอยออกจากร่างของเธอในทันควัน

“ฉันเองก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน” หญิงสาวเอ่ยขึ้น ก่อนที่ภาพรอบบริเวณจะแปรเปลี่ยนไป จากกระท่อมน้อย กลับกลายเป็นที่โล่งกลางป่า ด้านหน้าคือศาลเจ้าหลังเล็กๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ยืนตระหง่าน สายลมหนาวพัดมาอย่างรุนแรงจนทำเอาชายหนุ่มต้องสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ

“ฉันคือเทพีในศาลเจ้านี้ พวกเขาเรียกฉันว่าเจ้าป่าเจ้าเขา ฉันปกป้องดูแลผืนป่าสีเขียวแห่งนี้โอบอุ้มทุกชีวิตด้วยความรัก ความเมตตากรุณามาเสมอ เหมือนกับแม่ดูแลลูก” หญิงสาวเอ่ยด้วยเสียงอันทรงอำนาจกว่าใครที่ชายหนุ่มเคยได้ยิน

“ฉันช่วยไม่ให้คุณถูกเสือกิน และพยายามจะบอกอะไรกับคุณ เพราะคาดหวังว่าคุณจะกลับตัวกลับใจเป็นคนดี มอบตัวกับทางตำรวจที่มาขอพรจากฉันให้จับตัวคุณได้ ฉันคาดหวังว่าเมื่อพ้นโทษ คุณจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุข และกลับตัวกลับใจ”

“แต่คุณทำให้ฉันผิดหวังเสียได้ ด้วยการกระทำที่ล่วงเกินฉัน ฉันไม่สามารถสนทนากับคุณได้อีกต่อไป! คุณจะถูกจับในวันรุ่งขึ้นจากกรรมที่ฆ่าและปล้นชิง และคุณจะสูญเสียความเป็นตัวเอง จากผลที่ล่วงเกินฉัน!

สิ้นเสียงเทพีแห่งป่า พื้นรอบตัวของชายหนุ่มก็พลันปริแตกออกมา รากไม้ขนาดมหึมาพันรัดขาของเขาไว้แน่น เขาพยายามจะสลัดให้หลุด แต่ก็ไม่อาจทำแบบนั้นได้ เมื่อบางสิ่งบางอย่างผุดขึ้นมาจากพื้นดินหลายจุด มันดูคล้ายกับซากศพของคนและสัตว์ป่าทั้งหลายที่ตายมานาน บางศพก็เน่าเฟะไปด้วยน้ำเลือดน้ำหนอง บางศพก็บวมขึ้นอืด บางศพก็เว้าแหว่งเหมือนถูกสัตว์กัดกิน อวัยวะภายในไหลทะลัก สภาพศพเหล่านั้นชวนสยดสยอง แต่ความสยองจากรูปลักษณ์นั้นไม่เท่ากับการที่ศพพวกนั้นก็พากันเดิน ไม่ก็คืบคลานเข้ามาหาชายหนุ่มที่ถูกรากไม้รัดขาจนขยับไม่ได้!

“ว้าก!

ชายหนุ่มแผดเสียงลั่น ก่อนจะระเบิดกระสุนปืนในมือออกไปใส่ศพเหล่านั้นนับครั้งไม่ถ้วน แต่มันก็ไม่อาจหยุดความเคลื่อนไหวของพวกมันได้ ไม่ช้าเหล่าศพพวกนั้นก็เข้าประชิดตัวชายหนุ่ม ก่อนจะจับเขากดลงกับพื้นดิน โดยไม่สนใจความพยายามดิ้นรนของชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย...

เทพีแห่งป่าจ้องมองชายหนุ่มกรีดร้องอย่างสมเพช เสียงปืนที่เขายิงออกมาคงจะเรียกคนที่ตามล่าเขาให้มาที่นี่ได้อย่างไม่ยาก และเขาก็คงไม่มีปัญญาจะขัดขืน เพราะกว่าจะถึงเวลานั้น สติของเขาคงจะกระเจิงจากการหลอกหลอนของบรรดาผีป่าทั้งหลาย อาจจะกลายเป็นคนวิกลจริตไปเลยก็เป็นได้...

เธอเองก็ไม่อยากทำแบบนี้นัก โดยปกติแล้ว นิสัยของเทพีผู้ดูแลธรรมชาติของผืนป่าเขียวขจีแห่งนี้มักเมตตาต่อทุกชีวิต และเป็นที่พึ่งพิงให้ทั้งสัตว์และคนด้วยความรัก เพราะธรรมชาติย่อมโอบอุ้มค้ำจุนสรรพชีวิตเอาไว้ ไม่ว่าชีวิตนั้นจะเป็นใครมาจากไหนก็ตามที

ทว่าหากธรรมชาติถูกรุกรานมากเกินไปจากมนุษย์ บางครั้งมนุษย์ที่รุกรานธรรมชาติก็ต้องถูกลงโทษกลับไปบ้าง นั่นคือกฎแห่งกรรม กฎแห่งธรรมชาติ...

หญิงสาวมองชายหนุ่มดิ้นรนอย่างเวทนา และขับร้องลำนำเพลงของเธอต่อไป...

คนเราทุกคนว่ายวนผลกรรมนำเนื่อง

ตกต่ำรุ่งเรืองเกี่ยวเนื่องแต่กรรมของตน

ความดีค้ำจุนจากบุญกุศล

ความชั่วจากบาปทุกข์ทน

เพราะตนนั้นก่อเวรไว้...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

56 ความคิดเห็น

  1. #53 มายท์มิ้ม (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 / 19:39
    บรรยายได้เห็นภาพมากเลย >< รู้สึกว่าเทพีน่ารักมากๆแน่ๆ
    #53
    0