แว่วสำเนียงภูต

ตอนที่ 16 : "พันธนาการวิญญาณ"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 43
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    15 ก.ย. 58

พันธนาการวิญญาณ

 

                ผมจำไม่ได้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไรแล้ว นับจากเหตุการณ์ในวันนั้น แต่เรื่องราวระหว่างเราทั้งสองคนก่อนที่จะมีเรื่องที่ว่า มันยังคงแจ่มชัดในความทรงจำทุกครั้งที่ผมหลับตาลง...

ภาพของตัวผมที่กำลังเปิดประตูบ้านเชื้อเชิญเธอเข้ามายังคงแจ่มชัด

ภาพของเธอเก็บกวาดบ้านให้ผม พร้อมกับเสียงบ่นว่าทำไมไม่รู้จักดูแลความสะอาดบ้านเสียบ้างก็ยังคงชัดเจน 

ภาพเราสองคนกินข้าวเย็นด้วยกัน กับคำพูดอวดฝีมือการทำอาหารของเธอก็เช่นกัน

ภาพเราสองคนอาบน้ำในห้องเดียวกัน พร้อมทั้งหยอกล้อกันไปอย่างสนุกสนานก็ยังปรากฏอยู่ในห้วงความจำ

ภาพร่างเพรียวงามของผู้หญิงคนนั้นทอดกายบนเตียงที่ผมกำลังนอนอยู่ในตอนนี้ก็ด้วย

แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ภาพความทรงจำของผม เพราะในความเป็นจริงแล้ว เหตุการณ์ในวันนั้นได้พรากเราสองคนไปจากกันนานแล้ว... สิ่งที่หลงเหลือหลังจากวันดังกล่าว มีเพียงตัวผมกับจิตใจที่บอบช้ำ อยู่ในบ้านเล็กๆ หลังนี้อย่างเดียวดาย และหวังว่าความตายจะมาพรากผมไปจากความขมขื่นนี่สักวันหนึ่ง

ผมสลัดภาพเหตุการณ์ในวันนั้นออกไปจากห้วงความทรงจำทันที เพราะไม่อยากจะจำเรื่องเลวร้ายเอาไว้ ภาพที่ผมอยากจะเห็น มีแค่เพียงภาพวันเวลาที่สวยงามซึ่งมีเธออยู่เคียงข้าง เพียงเท่านี้ก็ทำให้ผมสุขใจอยู่ได้ และผมอยากจะตายไปพร้อมๆ กับความสุขพวกนี้

ถ้าหากว่าผมยังสามารถตายได้อยู่

ผมลุกขึ้นมามองกระปุกยาที่วางอยู่หัวเตียง มันปราศจากยาแม้แต่เม็ดเดียวมานานตั้งแต่วันนั้น เพราะผมกินยาสิบกว่าเม็ดในกระปุกจนหมดในครั้งเดียวตั้งแต่วันนั้น หวังว่าจะปลิดชีพตัวเองด้วยการใช้ยาเกินขนาด แล้วพาตัวเองให้หลุดพ้นความทรมานหลังจากที่ต้องสูญเสียเธอไปได้สักที

เมื่อกินพวกมันไปจนหมด สติของผมก็พลันบิดเบี้ยวไป ผมรู้สึกว่าร่างกายของตนเองเบาเหมือนขนนก ก่อนจะล่องลอยทะลุหลังคาบ้านขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์... มันเป็นสถานที่ซึ่งมีแสงสว่างเจิดจ้า เทวดานางฟ้าหยอกล้อเล่นกันอย่างสนุกสนานบนปุยเมฆสีขาว ผมพยายามเข้าไปทักทายพวกเขา ทว่าจู่ๆ ร่างของผมพลันร่วงดิ่งลงสู่พื้นโลก ทะลุลงไปใต้ชั้นดินลงไปถึงแกนโลก ก่อนที่จะได้ยินเสียงหัวเราะเย้ยหยัน พร้อมกับคำกล่าวที่น่าสะพรึงกลัว

“เจ้ายังไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น! เจ้าต้องอยู่ใช้กรรมในร่างตลอดไป!

สิ้นเสียงนั้น ผมก็รู้สึกว่าร่างกายตัวเองถูกฉุดกระชากด้วยพลังมหาศาล มารู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองกลับมานอนอยู่บนพื้นห้องไปแล้ว… ผมไม่รู้ว่าเวลามันผ่านไปนานเท่าไร และไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงไม่ตาย

ผมไม่ทิ้งความพยายามจะฆ่าตัวตายให้ได้ เพราะเมื่อไม่มีเธอ ชีวิตผมก็ไม่มีใครเหลืออยู่อีกแล้ว ผมพยายามผูกคอตายแบบที่แม่ของผมทำ แต่เชือกมันกลับขาดจนผมร่วงลงมา... น่าประหลาดที่ผมไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลยสักนิด ราวกับตัวเองเป็นซอมบี้ผีดิบที่ไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ แม้ผมจะรู้สึกว่าขาอาจได้รับบาดเจ็บจนขยับไปอย่างที่ใจนึกไม่ได้ก็ตามที

“เจ้ามันตายไปแล้ว! แต่วิญญาณเจ้าจะอยู่ในร่างกายของเจ้าตลอดไป! นั่นคือการชดใช้กรรม!” เสียงที่น่าสะพรึงกลัวดังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ผมพยายามหันซ้ายหันขวาหาต้นเสียง แต่ก็ไม่พบใครเลยสักคน

ตอนนั้นผมคิดว่ามันอาจจะเป็นกรรมของผมเอง ที่ทำให้ผมไม่อาจตายได้สมใจอยาก... เพราะตั้งแต่พ่อตายไปด้วยพิษสุราเรื้อรัง ครอบครัวยากจนของผมก็ยากจนกว่าเดิม ผมต้องออกจากโรงเรียน มาขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างแทนที่พ่อ ผมทะเลาะกับแม่หลายต่อหลายครั้ง หลังจากที่ผมต้องออกจากโรงเรียน แล้วเราก็แทบไม่ได้พูดกันอีก

นั่นทำให้ผมติดเพื่อนฝูงที่พูดคุยด้วย มากกว่าแม่ที่แทบไม่คุยกัน กว่าผมจะรู้ตัว เราก็พากันไปทำอะไรแหกกฎหมาย ไม่ว่าจะขับรถซิ่ง จนไปถึงส่งยาเสพติดไปแล้ว แน่นอนว่าแม่ห้ามผมไม่ได้หรอก

วันหนึ่งเมื่อกลับมาจากแข่งรถกับเพื่อนยามดึก ผมก็เห็นว่าแม่ผูกคอตายกับขื่อบ้าน ไม่มีแม้แต่จดหมายลาตายสักฉบับ บางทีแม่อาจจะโกรธจนไม่อยากพูดอะไรกับผมอีกแล้วก็ได้

ผมใช้ชีวิตอย่างสุดเหวี่ยงกว่าเดิมหลังจากการตายของแม่ กลางวันขับมอเตอร์ไซคับจ้าง กลางคืนแข่งรถซิ่ง  จนกระทั่งได้พบกับเธอคนนั้น... เธอมอบความอบอุ่นแบบที่ผมไม่เคยได้พบมาแสนนาน เติมเต็มชีวิตที่เหมือนจะว่างเปล่าของผมให้สดใส โลกของผมที่มืดหม่นมีสีสันขึ้นมาอย่างประหลาด... จนกระทั่งวันที่มอเตอร์ไซค์คู่ชีพของผมที่จอดอยู่เฉยๆ หน้าร้านสะดวกซื้อ ถูกรถสิบล้อแหกโค้งมาบดขยี้ จากนั้นไม่นานเธอก็จากผมไป ทุกอย่างที่ผมมีก็พลันสูญสลาย...

ผมสูญเสียคนที่รัก สูญเสียมอเตอร์ไซค์ที่เป็นทั้งอุปกรณ์หากินละศักดิ์ศรีในกลุ่มเพื่อน ผมไม่เหลืออะไรอีกแล้ว...

ใช้เวลานานพอสมควรกว่าขาของผมจะเริ่มขยับได้ดังใจคิด จนผมเดินได้เกือบเหมือนปกติ ทว่าตั้งแต่ตอนนั้น ผมรู้สึกว่าร่างกายตัวเองเริ่มเหม็นเน่าอย่างประหลาด... และเมื่อผมเดินไปส่องกระจกดูก็พบว่าใบหน้าที่เคยหล่อเหลาของผมกลับซูบตอบและซีดเซียวจนน่ากลัว สภาพร่างกายแทบไม่ต่างจากคนตาย... ผมคงเป็นเพียงแค่ศพที่เดินได้เท่านั้น!

ตั้งแต่วันนั้นจนถึงตอนนี้ ผมก็ได้แต่เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่กล้าออกเผชิญหน้าผู้คน ไม่กินข้าวปลาอาหาร เพราะไม่รู้สึกหิว และเหมือนลิ้นไปรับรสชาติอะไร ได้แต่กอดตัวเองอยู่กับความทรงจำดีๆ ที่ผ่านมาบนเตียง และเฝ้าร้องขอต่ออะไรก็ตามที่ทำให้ตัวเองอยู่ในสภาพนี้ ให้ปลดปล่อยผมจากพันธนาการนี่ ส่งผมไปสู่ความตายที่ควรจะเป็นสักที...

แล้วเสียงเคาะประตูบ้านก็ดังขึ้นมา

.

                ฉันจำไม่ได้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไรแล้ว นับจากเหตุการณ์ในวันนั้น แต่เรื่องราวระหว่างเราทั้งสองคนก่อนที่จะมีเรื่องที่ว่า มันยังคงแจ่มชัดในความทรงจำทุกครั้งที่ฉันหลับตาลง...

                ฉันเติบโตมาในตระกูลใหญ่ที่อิทธิพลด้านเงินตรา ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีมากตามกำลังทรัพย์ของครอบครัว มีที่อยู่หรูหรา คนรับใช้จำนวนมาก ได้เรียนในสถาบันการศึกษาหญิงล้วนที่เลิศหรู  ได้สิ่งของทุกอย่างที่ปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า โทรศัพท์ รถยนต์ เป็นที่อิจฉาของเพื่อนๆ ตั้งแต่เด็กจนโต

ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ฉันไม่เคยได้รับมันเลย ไม่ว่าจะปรารถนาเพียงใด... มันคือความอบอุ่นจากคนที่รัก

                พ่อแม่ของฉันใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการงานและสังคมของพวกเขา สัปดาห์หนึ่งเราเจอกันเพียงวันละครั้งเห็นจะได้ แต่พูดคุยกันก็เพียงแค่ไม่กี่ประโยค... มันทำให้ทุกครั้งที่ฉันเห็นครอบครัวเพื่อนๆ อยู่กันพร้อมหน้า ฉันก็รู้สึกอิจฉาพวกนั้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก... ฉันถามตัวเองเสมอว่าถ้าอยากได้ความอบอุ่นแบบนั้นบ้าง ฉันควรจะทำยังไงดี

                ฉันเริ่มขลุกอยู่กับหนังสือและอินเทอร์เน็ตอยู่ในห้อง หวังว่ามันจะให้คำตอบฉันได้... แล้ววันหนึ่งฉันก็พบคำตอบ  เมื่อได้อ่านนิยายรักโรแมนติกเรื่องหนึ่งเข้า เรื่องของนางเอกที่ปลอมตัวเพื่อหารักแท้ แล้วได้พบรักกับพระเอก นั่นมันทำให้ฉันใฝ่ฝันว่าอยากจะทำแบบนั้นบ้างในช่วงปิดเทอม

                เมื่อไรไม่รู้ที่ฉันเริ่มหนีไปเที่ยวสถานบันเทิงกลางคืนคนเดียว หลงระเริงไปกับแสงสียามราตรีและอบายมุขสารพัด กับโลกที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครอิจฉาฉัน... กว่าจะรู้ตัวอีกทีฉันก็เกือบจะถูกฉุดไปทำมิดีมิร้ายระหว่างกลับบ้าน และเขาคนนั้นก็ได้ช่วยชีวิตฉันเอาไว้ และอาสาพาฉันไปส่งที่ใกล้ๆ บ้าน

หลังจากครั้งแรกที่พบกัน เขาก็มาพบกับฉันทุกคืนที่ออกจากสถานบันเทิง จนความสัมพันธ์ของเรามันก็เริ่มพัฒนาความสัมพันธ์ขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งสายสัมพันธ์แห่งความรักเริ่มถักทอระหว่างเราทั้งสอง ในที่สุดฉันก็เลิกเที่ยวสถานบันเทิงตอนกลางคืนคนเดียว และไปใช้ชีวิตยามราตรีกับผู้ชายคนนั้นแทน... ไม่ว่าจะกับกลุ่มเพื่อนที่ขับรถซิ่ง หรือกับเขาสองต่อสองที่บ้าน

ความสัมพันธ์แบบนี้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ กระทั่งกินเวลาไปหลายเดือน แล้วเหตุการณ์ในวันนั้นก็เกิดขึ้นมา รถสิบล้อแหกโค้งพังรถมอเตอร์ไซค์ที่จอดเอาไว้ของเขาจนยับเยิน ฉันเห็นเขาวิ่งออกมาแล้วร้องไห้ ฉันพยายามจะปลอบใจเขา แต่เหมือนเขาไม่สนใจและไม่ได้ยินฉัน เขาคงรักมอเตอร์ไซค์คันนั้นมาก... มันทำให้ฉันอดน้อยใจไม่ได้ที่เขาสนใจมันมากกว่าฉัน จึงแอบหนีเขากลับบ้านเงียบๆ ระหว่างที่เขากำลังคร่ำครวญ และทำให้เราไม่ได้พบหน้ากันอีกจนวันนี้... วันที่ฉันกำลังเคาะประตูหน้าบ้านหลังของเขาอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับเงินสดที่เอามาจากบ้าน ให้เขาซื้อรถคันใหม่ ไม่ก็เอาไปลงทุนทำอะไรสักอย่าง

ไม่มีการตอบสนองใดจากการเคาะประตูบ้านไม้เก่าๆ มีเพียงกลิ่นเหม็นน่าสะอิดสะเอียนที่ฟุ้งกระจายออกมาเท่านั้น และนั่นทำให้ฉันเป็นห่วงเหลือเกินว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือเปล่า ถึงปล่อยให้บ้านตัวเองเหม็นเน่าอยู่แบบนี้ ถึงแม้จะไม่รักความสะอาดเท่าไร แต่เขาก็ไม่เคยปล่อยให้มันส่งกลิ่นเหม็นแบบนี้มาก่อนนี่นา

“นี่ฉันเองนะ มีใครอยู่ไหม?” ฉันร้องเรียกเขาพร้อมทั้งเคาะประตูอีกครั้งหนึ่ง คาดหวังว่าถ้าเขายังอยู่ในบ้าน เขาจะจำเสียงของฉันได้แล้วตอบกลับมาเหมือนทุกครั้ง

ไม่นานนักฉันก็ได้ยินเสียงคนเดินจากในตัวบ้าน แล้วบานประตูก็พลันเปิดอ้าออกมา เผยให้เห็นสิ่งที่ทำเอาฉันแทบอาเจียน... ภาพของชายคนหนึ่งที่รูปร่างผอมจนเหลือแค่หนังหุ้มกระดูก ดวงตาลึกโหล ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ร่างกายส่งกลิ่นเหม็นเน่า แทบไม่เหลือเค้าของชายที่ฉันเคยมอบความรักให้เลยสักนิด... ร่างที่อยู่เบื้องหน้าฉันมันเหมือนกับซากศพมากกว่ามนุษย์ด้วยซ้ำ!

“คุณเองเหรอ?” เขามองมาที่ฉันด้วยดวงตาเบิกโพลง ฉันรู้สึกได้ว่าในความคิดของเขาระคนไปด้วยความประหลาดใจ ความดีใจ ความสงสัยและความกลัว จนวางตัวไม่ถูก กับสถานการณ์ตรงหน้า...

ฉันเองก็เช่นกัน ฉันไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดอะไรกับเขา หลังจากที่ไม่ได้พบกันมานานตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้น ความเงียบจึงเข้ามาปกคลุมบริเวณนั้นไปชั่วขณะ จนกระทั่งฉันไล่มันออกไปด้วยคำพูดของตัวเอง

“เกิดอะไรขึ้นกับคุณกันแน่? ทำไมคุณถึงเป็นแบบนี้ได้? พอฉันไม่อยู่ด้วยแล้วคุณปล่อยตัวแบบนี้เลยเหรอ?”

“ท... ที่รัก... ฟังผมนะ...” เขาพูดขึ้นมาอย่างติดขัดด้วยเสียงแหบพร่า ราวกับไม่ได้ดื่มน้ำมานาน “ผมคิดถึงคุณเหลือเกิน... ผมไม่คิดว่าเราจะเจอกันอีกด้วยซ้ำ...”

“ฉันก็คิดถึงคุณนะ ฉันดีใจมากเลยที่พบกับคุณอีก ว่าแต่มันเกิดอะไรขึ้นกับคุณกับบ้านนี้เหรอ?” ฉันบอกกับเขา พลางมองเข้าไปที่สภาพบ้านหลังประตู มันเต็มไปด้วยหยากไย่และคราบฝุ่น จนดูคล้ายกับบ้านผีสิงก็ว่าได้

“ผมน่ะอยากให้เรากลับมาคบกัน... รักกันเหมือนเดิมนะ... แต่ผมน่ะตายไปแล้ว... ร่างกายผมกำลังเน่าเปื่อยผุพังไปเรื่อยๆ... แค่วิญญาณของผมโดนสาปไว้ไม่ให้ออกจากร่างไปได้... ไม่งั้นผมคงจะไปพบคุณแล้ว... ไม่ต้องให้คุณลำบากมาหาผมแบบนี้หรอก” ชายผู้มีสภาพคล้ายซากศพเบื้องหน้าพูดออกมาอย่างเศร้าสร้อย และนั่นมันทำให้ฉันรู้สึกสงสารเขาเหลือเกิน ฉันเองก็รู้สึกผิดกับเขามาก หากหลังจากรถมอเตอร์ไซค์ของเขาถูกสิบล้อชนแล้วฉันไม่ได้ทอดทิ้งเขาเอาไว้ตามลำพังแบบนั้น เขาคงไม่ต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้

“คุณกลับมาหาผมแบบนี้... แสดงว่าเราจะกลับมารักกัน มาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิมใช่ไหม?” เขาถามอีกครั้งด้วยเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและความสิ้นหวัง น้ำตาของเขาเริ่มเอ่อที่ดวงตา เขาคงเตรียมใจไว้แล้วไม่ว่าจะพบกับคำตอบแบบไหนก็ตาม และฉันไม่ควรปล่อยให้เขาทุกข์ทรมานกับการรอคำตอบนานนัก

“ฉันขอถามคุณก่อนนะ... คุณใช้ยานรกนั่นใช่ไหม? ที่เพื่อนคุณให้มาวันนั้นน่ะ”

“ใช่... ผมกินมันไปจนหมดทีรวดเดียวเลย... ก็ผมอยากจะตายนี่”

“งั้นฉันว่าคุณอาจจะไม่ได้โดนสาปอะไรหรอก” ฉันพยายามอธิบายให้เขาเข้าใจ

“ฉันเคยอ่านเจอในอินเทอร์เน็ต ว่าบางทีถ้าใช้ยานั่นมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า “โรคศพเดินได้” คิดว่าตัวเองตายไปแล้วแต่วิญญาณออกจากร่างไม่ได้แบบนี้ ความจริงคุณยังไม่ตาย ร่างกายคุณไม่ได้หยุดทำงาน ฉันเห็นน้ำตาของคุณนะ! ศพที่กำลังเน่าเปื่อยน่ะไม่มีน้ำตาแบบนี้หรอกค่ะ!

พอฉันพูดจบ ร่างกายที่ทรุดโทรมคล้ายศพก็ร้องคร่ำครวญออกมาแทบไม่เป็นภาษา และมันทำให้ฉันรู้สึกความดีใจระคนกับได้ถึงเศร้าที่แผ่จากตัวเขาเข้ามาเกาะในใจตัวเอง จนแทบจะร้องไห้ตามออกมา

“แปลว่าผมตายได้ใช่ไหม... ผมไม่อยากอยู่บนโลกนี้ต่อไปแล้ว... โลกนี้มันไม่น่าอยู่แล้ว... ตั้งแต่วันที่ผมเห็นคุณโดนรถชนเละไปพร้อมกับรถของผม... ผมอยากไปอยู่กับคุณมากนะรู้ไหม...” ร่างที่ทรุดโทรมกล่าวเสร็จก็ยิ้มด้วยความดีใจ เขาหลับตาพริ้ม แล้วร่างนั้นก็ล้มลงไปนอนแน่นิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหวใดอีก จากนั้นฉันก็เห็นกลุ่มพลังงานบางอย่างลอยออกมาจากร่างของเขา มันจับตัวเป็นก้อนกลมๆ แล้วดิ่งทะลุพื้นดินหายไปต่อหน้าต่อตาฉัน

ฉันนิ่งอึ้งไปกับคำพูดของเขา เขาพูดอะไรออกมากัน... ฉันยังไม่ตาย... ฉันแค่น้อยใจเขาจนหนีกลับบ้านไปเท่านั้นเอง... ฉันยังไม่ตาย... ฉันแค่กลับไปที่บ้านเพื่อเอาเงินมาให้เขาซื้อรถคันใหม่... ฉันยังไม่ตาย... ฉันยัง...

บางสิ่งบางอย่างผุดขึ้นมาในความทรงจำของฉัน สัมผัสที่รถสิบล้อแหกโค้งมายังหน้าร้านสะดวกซื้อริมถนน บดขยี้รถมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่ของเขาจนแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พร้อมกับร่างของฉัน... มันเจ็บปวดมากจนฉันลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยประสบเหตุการณ์แบบนั้น

จิตใจของฉันมันเลยพยายามลบเลือนเรื่องนั้นออกไป วิญญาณของฉันปฏิเสธว่าตัวเองตาย ฉันนั่งรถเมล์กลับบ้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และใช้ชีวิตที่บ้านต่อไปโดยไม่รู้สึกตัว... คงเพราะถ้าไม่ออกไปเข้าสังคมที่ไหนกับพ่อแม่ ฉันก็ขลุกอยู่แต่ในห้อง พ่อแม่หรือใครๆ ก็ไม่ได้สนใจว่าฉันจะอยู่ที่นั่นหรือไม่อยู่ตั้งแต่แรกแล้ว... ฉันจึงไม่รู้สึกถึงความต่างว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้วสำหรับคนที่บ้าน!

ฉันกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง ร่างกายที่เคยสวยงามของฉันพลันบิดเบี้ยว เลือดไหลทะลักออกมาเหมือนกับสภาพศพของตัวเอง ร่างกายของฉันเริ่มโปร่งแสงและบิดเบี้ยวขึ้นเรื่อยๆ เหมือนมันเริ่มจะคงรูปร่างอย่างเดิมไว้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว...

แล้วฉันก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังกลายเป็นก้อนกลมๆ และหล่นร่วงลงไปสู่นรกภูมิ!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

56 ความคิดเห็น

  1. #56 Luklen78 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 / 08:47
    รู้สึกน่ากลัวมากครับ ตายแต่จิตยังอยู่ในร่าง
    #56
    0