แว่วสำเนียงภูต

ตอนที่ 14 : "ผู้หยั่งรู้" ส่วนสุดท้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 38
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    30 ธ.ค. 57

 

ย้อนกลับไปในเดือนธันวาคม

เด็กสาวผู้มีผิวเหลืองนวล นัยน์ตาคม สวมเสื้อแขนกระบอกสีเขียวอ่อนและนุ่งผ้าซิ่นสีเขียวเข้ม กำลังเดินชมนกชมไม้อย่างเริงร่า ถึงแม้วันนี้จะน่าเบื่อไปบางเพราะไม่มีอะไรตื่นเต้นให้เธอทำสักเท่าไรก็ตามที

คิดถึงเรื่องตื่นเต้นไม่นาน เรื่องแบบนั้นก็มาจนได้ เมื่อนางตานีสาวมองไปที่ทางเดินแล้วเห็นเด็กสาวในชุดนักเรียนคนหนึ่งกำลังเดินก้มหน้าก้มตาเหมือนกำลังอยู่ในห้วงความเศร้าโศก จนไม่ได้สังเกตว่ากำลังมีวัวฝูงใหญ่เดินสวนทางเธอมาจนจะชนเธอล้มอยู่แล้ว

นางตานีสาวไม่อยากให้ใครต้องมาตายแถวกอกล้วยที่เธอสิงสถิตเท่าไร เธอตัดสินใจรวบรวมพลังทั้งหมด ทำให้ตัวเองอยู่ในสภาพที่ปรากฏตัวให้มนุษย์มองเห็นและจับต้องตัวได้ ก่อนจะตะโกนบอกกับเด็กสาวในชุดนักเรียน

“นี่เธอ! เธอที่ใส่ชุดนักเรียนนั่นน่ะ” นางตานีสาวใช้เสียงที่มนุษย์รับฟังได้ตะโกนเรียก แต่เด็กสาวในชุดนักเรียนกลับรีบเร่งฝีเท้าตัวเองให้เดินไวขึ้นไปอีกจนจะถูกวัวชนเข้าแล้ว!

“เราเรียกไม่ได้ยินหรือไง!” นางตานีสาวไม่รอช้า เธอพุ่งพรวดเข้าไปดึงข้อมือข้างหนึ่งของเด็กสาว และฉุดเธอให้เข้ามาข้างทางทันที

“เธอเป็นใคร ต้องการอะไรจากฉัน ทำไมถึงเสียมารยาทกับฉ...” เด็กสาวในชุดนักเรียนถาม แต่นางตานีไม่ได้ตอบคำถามใดๆ นอกจากชี้ไปยังฝูงวัวที่ใกล้จะชนเธอล้มเมื่อครู่ ก่อนจะตำหนิออกไปชุดใหญ่

“เราไม่รู้หรอกนะว่าเธอเป็นใคร แต่เวลาเดินก็หัดดูตาม้าตาเรือบ้างสิ! นี่ถ้าเราไม่ดึงเธอมา ป่านนี้เธอคงถูกวัวชนเข้าแล้วนะ” เด็กสาวในชุดนักเรียนนิ่งไปนานสองนาน ก่อนที่จะโค้งศีรษะให้กับผู้ช่วยเหลือตัวเองไว้

“เอาเป็นว่าฉันขอบคุณเธอที่ช่วยฉันก็แล้วกันนะ ถึงฉันจะยังไม่รู้ว่าเธอเป็นใครก็เถอะ”

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง เรียกเราว่านีก็ได้นะ เราพักอยู่แถวนี้แหละ” นางตานีสาวรีบแนะนำตัวให้เด็กสาวในชุดนักเรียนได้เรียกขาน ก่อนจะแอบใช้พลังในการอ่านความคิดของคู่สนทนา จนพอจะทราบความเป็นมาคร่าวๆ ว่าเธอเป็นใคร มาจากไหน และประสบปัญหาอะไรมา

แต่ถึงแบบนั้นนางตานีสาวก็ไม่อยากจะบอกว่าเธอหยั่งรู้ทุกเรื่องทุกปัญหาของเด็กสาวคู่สนทนา มันคงจะเป็นการดีกว่าถ้าหากเธอบอกว่าทั้งหมดที่เธอรู้มาจากการสังเกตของเธอเอง เพราะเธอไม่อยากจะแสดงว่าตนเองมีอำนาจใดเหนือมนุษย์เพื่อให้พวกเขามาพึ่งพาเธอ เธออยากให้เด็กสาวเข้มแข็งขึ้นด้วยตนเองมากกว่า

มันเป็นครั้งแรกที่เธอได้แนะนำตัวและพูดคุยกับมนุษย์ได้นานขนาดนี้ บางทีเด็กสาวคนนี้อาจจะเป็นเพื่อนที่ดีกับเธอก็ได้...

นางตานีสาวเชื่อแบบนั้นจริงๆ จนกระทั่งวันต่อมา...

“สวัสดีจ้ะนุ่น วันนี้กลับเร็วจังเลยนะ เป็นยังไงบ้างเอ่ย?” นางตานีสาวกล่าวทักทายนักเรียนหญิง

                “ก็ดีนะ” นักเรียนหญิงตอบกลับไปห้วนๆ ทำเอานางตานีสาวต้องแปลกใจในท่าทีที่ไม่เหมือนกับวันก่อนๆ

                “ท่าจะจริงแฮะ วันนี้ไม่มีคราบน้ำตาแล้วด้วย” นางตานีสาวพูดพลางเอียงคอมองนุ่นด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่จะแอบใช้พลังที่หยั่งรู้จิตใจของคนอื่นเพื่ออ่านความทรงจำของเพื่อน แล้วรอยยิ้มก็พลันจางไปจากใบหน้า

“นี่เธอไม่ได้ใช้วิธีที่เราแนะนำหรอกเหรอ?”

                “ใช่ ฉันไม่รู้ว่าจะไปญาติดีกับคนเลวทำไม ถ้าฉันทำให้พวกมันเป็นเพื่อนฉันได้ สักวันหนึ่งพวกมันก็จะฉุดฉันให้ตกต่ำลงจนเป็นเหมือนพวกมันอยู่ดี สู้ฉันอยู่คนเดียว สบายใจกว่าเยอะ” คำตอบของเพื่อนทำเอานางตานีสาวต้องวิตก เพราะเธอไม่คิดว่าเพื่อนจะมองโลกแบบนี้ได้

                “แต่เมื่อวานที่คุยกันมันไม่ใช่แบบนี้นี่ เธอไปเจอใครแนะนำมาแบบนี้กันเหรอ?”

                “เมื่อวานพอกลับไปถึงบ้าน ฉันได้พบกับหมอผีที่มีพลังหยั่งรู้มาน่ะ เขารู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับฉัน... ไม่สิ... เขาบอกว่าเขารู้ทุกอย่าง ทุกความเป็นไปในโลกใบนี้เลย และเขาก็เตือนฉันด้วยว่าควรจะทำอะไรหรือระวังใครบ้าง แล้วก็บอกฉันด้วยว่าควรวางตัวกับพวกเลวๆ ที่โรงเรียนแบบไหน”

                นางตานีสาวถึงกับหนักใจเมื่อได้ยินคำตอบที่เธอรู้จากการอ่านความทรงจำเพื่อนอยู่แล้ว เธอไม่บอกว่าตัวเองมีอำนาจวิเศษ เพราะคาดหวังว่านักเรียนหญิงจะเข้มแข็งขึ้นด้วยตัวเอง แค่ให้คำแนะนำไปก็น่าจะเพียงพอ แต่นักเรียนหญิงกลับเจอมนุษย์ที่มีพลังอำนาจอย่างหนึ่งที่เธอมี มาช่วยเหลือนักเรียนหญิงโดยจะใช้ตัวเขาเองเป็นที่พึ่งให้เธอเสียได้ หนำซ้ำเจ้าหมอนั่นยังหลอกลวงว่ารู้แจ้งทุกสรรพสิ่ง ซึ่งในความเป็นจริงทำได้เพียงแค่อ่านความทรงจำคู่สนทนาก็เท่านั้น!

                นางตานีสาวพยายามพูดให้นักเรียนหญิงตั้งสติได้ แต่ดูเหมือนเธอจะยังลังเลอยู่ว่าจะเชื่อนางตานีที่เธอคิดว่าเป็นสาวชาวบ้านธรรมดา หรือหมอผีที่หลอกลวงว่าตัวเองเป็นผู้หยั่งรู้ทุกอย่างในโลกดี ซึ่งนางตานีไม่อยากให้เรื่องเป็นแบบหลัง ไม่เช่นนั้นนักเรียนหญิงที่ตอนนี้จิตใจอ่อนแอ จะเชื่อในตัวเจ้าหมอผีอย่างงมงายจนถอนตัวไม่ขึ้น ยอมทำทุกอย่างที่มันสั่งไม่ว่าจะดีจะร้ายแน่ๆ!

                หลังจากเตือนสติจนเด็กสาวจากเดินไปไม่นานนัก นางตานีก็ต้องตกใจ เมื่อจู่ๆ เธอพบกับอสุรกายตัวหนึ่งวิ่งผ่านมาทางกอกล้วย เธอรีบอ่านความทรงจำของมันอย่างฉับไว แล้วพบว่ามันเป็นสมุนของเจ้าหมอผีนั่นที่แปลงกายให้คล้ายคุณครูที่โรงเรียนของนักเรียนหญิง แล้วสร้างสถานการณ์ว่าจะทำร้ายเธอ เพื่อให้สมุนอีกคนของเจ้าหมอผีนั่นมาช่วย และให้เพื่อนของเธอประทับใจในตัวมัน!

                แต่ความตกตะลึงกับเรื่องที่ทราบมายังไม่ทันจางหาย นักเรียนหญิงก็เดินกลับมาพร้อมกับวิญญาณนักรบที่เป็นสมุนของเจ้าหมอผีเสียอย่างนั้น!

“ฉันกลับมาที่นี่เพื่อพิสูจน์ให้เธอเห็นว่าคุณลุงเป็นผู้หยั่งรู้จริงๆ” เพื่อนมนุษย์ของนางตานีพูดพลางจ้อมเขม็ง “เธอรู้ใช่ไหมว่าฉันมีอะไรที่พิเศษกว่าคนปกติ? ที่เธอพยายามเข้าหาฉันเพราะต้องการพลังจากฉันใช่ไหม?”

“เดี๋ยวก่อนสินุ่น เธอพูดเรื่องอะไร เราไม่เห็นจะเข้าใจเลยนะ” นางตานีหมายความอย่างที่เธอพูดจริงๆ ถึงเธอจะอ่านความทรงจำจากเพื่อนได้ว่าเธอมีพลังลี้ลับ แต่พลังแบบนั้นไม่จำเป็นสำหรับนางตานีอย่างเธอเลยสักนิด ทุกวันนี้เธอไม่อยากให้พวกมนุษย์รู้ว่ามีเธออยู่ด้วยซ้ำ ขนาดเข้าไปพูดคุยกับแม่นักเรียนหญิง เธอยังไม่อยากเปิดเผยตัวเลยว่าเป็นนางตานีเลย

“อย่ามาทำไก๋หน่อยเลยน่า มีเหรอที่เธอจะไม่รู้ว่าฉันมีอะไรพิเศษ ไม่งั้นฉันจะมาคุยกับเธอเป็นวรรคเป็นเวรอยู่ได้ยังไง ยัยผีตานี! เธอก็แค่เข้ามาหวังจะตีสนิท เพื่อจะหลอกเอาพลังของฉันไปสักวันหนึ่งสินะ! แต่ฝันไปเถอะ!

“ใจเย็นๆ ก่อนนะนุ่น” นางตานีสาวพยายามพูดจาให้เพื่อนตั้งสติ ก่อนจะชี้แจงเรื่องทั้งหมดให้เพื่อนคิดได้ว่าเข้าใจผิดมาตลอด “เรายอมรับว่าเราเป็นนางตานี ไม่ใช่มนุษย์อย่างที่เธอเข้าใจตั้งแต่แรก แต่เราไม่ได้คิดร้ายกับเธอแบบนั้นเลยนะ ถ้าเราคิดไม่ดีกับเธอจริงๆ เราจะช่วยเธอไม่ให้โดนวัวชน หรือจะให้คำปรึกษาเรื่องเพื่อนๆ ที่โรงเรียนไปทำไมล่ะ”

“อ๋อ! นี่จะมาทวงบุญคุณกันงั้นเหรอ? ที่แท้เธอก็จะสร้างบุญคุณกับฉันมากๆ แล้วหลอกชิงพลังฉันไปสักวันหนึ่งสินะ!” เพื่อนนักเรียนหญิงขึ้นเสียงใส่ ตอนนี้นางตานีสาวรู้แล้วว่าคำพูดของเธอไม่ได้ผลเลยสักนิดเดียว ซ้ำยังไปสุมไฟโกรธให้เพื่อนอีกต่างหาก!

“ชักจะไปกันใหญ่แล้วนะนุ่น! เชื่อที่เราพูดบ้างสิ เราจะไปอยากได้พลังจากเธอทำไมกัน เราก็แค่เห็นเธอเหงาๆ เลยอยากเป็นเพื่อนให้ก็เท่านั้นเอง ถ้าเธอจะระแวงล่ะก็ เธอไประแวงตาลุงผู้หยั่งรู้อะไรของเธอนั่นเถอะ!” นางตานีสาวเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มโวยวายไม่ฟังตัวเองก็เริ่มขึ้นเสียงบ้าง ทว่าเด็กสาวในชุดนักเรียนกลับไม่ได้หวาดกลัว ฝ่ามือของเธอหวดเข้าใส่ใบหน้าของนางตานีสาวอย่ารุนแรง จนร่างที่นุ่งผ้าซิ่นล้มลงกระแทกพื้นดิน

“นี่เธอลบหลู่คนที่ฉันนับถือเหรอ? เธอรู้ไหมว่าเขาช่วยแม่ฉันจากการโดนคุณไสยนะ! เธอกล้าดียังไงมาพูดแบบนี้! หรือว่าเธอต้องการจะใส่ร้ายป้ายสีเขาให้ดูเลวร้าย แล้วฉันจะได้หันมาเชื่อฟังเธอรึไง?!

 “เราไม่ได้ต้องการพลังอะไรแบบนี้เลยจริงๆ เราขอพูดอีกครั้งนะว่า เธอไประแวงตาผู้หยั่งรู้อะไรนั่นดีกว่า!” เด็กสาวผู้นุ่งผ้าซิ่นพยุงกายลุกขึ้นยืน ก่อนจะมองหน้าเพื่อนอย่างจริงจัง ตอนนี้เธอเริ่มเป็นห่วงแล้วว่าเพื่อนผู้จิตใจอ่อนแอของเธอจะงมงายในตัวเจ้าหมอผีนั่นจนกู่ไม่กลับเสียแล้ว

“ชั้นบอกว่าอย่ามาลบหลู่เขาไง!” นักเรียนหญิงฟาดฝ่ามือใส่นางตานีอีกครั้งหนึ่ง แต่เธอกลับจับมือของเพื่อนเอาไว้ได้ก่อนจะถึงตัว แล้วง้างฝ่ามือขึ้นมาเหมือนจะตบเด็กสาวกลับ

“แม้การฆ่าเธอคนนี้หรือจัดการเจ้าผีนักรบนั้นอาจจะง่ายเหมือนเดินเล่นสำหรับคันธัพพเทวดา[1]อย่างเรา แต่ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะทำร้ายผู้อื่น... ขอโทษด้วยนะนุ่น หวังว่าสักวันเธอจะคิดถึงคำพูดของเราได้นะ”  นางตานีสาวคิดได้แบบนี้ก็ลดมือลง ก่อนจะปล่อยมือจากเพื่อนแล้ว แล้วหันหลังให้พร้อมกับเอ่ยขึ้นมา “เรายอมแล้ว เราไม่อยากทำร้ายนุ่น ถ้าไม่ไว้ใจเราก็ไปเถอะ ต่อไปนี้เราจะไม่ยุ่งกับนุ่นแล้วก็ได้”

“ก็ดีเหมือนกัน!” เด็กสาวในชุดนักเรียนพูดกระแทกเสียง ก่อนจะกลับหลังหันแล้วเดินจากกอกล้วยนั้นไป ทิ้งให้คันธัพพเทวดาสาวยืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง กับความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าคำพูดของเธอจะเข้าถึงจิตใจของเพื่อนบ้าง...

แล้วความหวังของเธอก็พังทลาย เมื่อวันรุ่งขึ้นแม่นักเรียนหญิงเดินผ่านกอกล้วยของเธอ แล้วถูกวิญญาณที่เป็นสมุนหมอผีอีกตนหนึ่งเข้ามาจากด้านหลัง ก่อนจะร่ายมนตร์ให้เธอหลับฝันบางอย่าง แต่ไม่ทันที่เธอจะได้ช่วยเหลือ วิญญาณนักรบที่มากับเพื่อนของเธอเมื่อวานก็ปรากฏตัวขึ้น แล้วจับมือของเด็กสาว แล้วไม่นานนักแม่นักเรียนหญิงก็พลันตื่นขึ้นมา

                “แม่หญิงถูกนางผีตานีเล่นงานเข้า มันทำให้แม่หญิงหลับแล้วปลอมเป็นเพื่อนที่โรงเรียน จะฆ่าแม่หญิงในฝันเพื่อให้แม่หญิงอาฆาตเพื่อนแทน ยังดีที่แม่หญิงนึกถึงท่านผู้หยั่งรู้ ท่านก็เลยก็ส่งข้ามาที่นี่ได้ทันเวลา” เจ้าวิญญาณนักรบใส่ร้ายเธออย่างหน้าด้านๆ แล้วมองไปยังขวดใบหนึ่งที่วางห่างออกไปไม่ไกลนัก “ท่านผู้หยั่งรู้บอกว่าในขวดนั้นมีน้ำมันก๊าด ข้างๆ นั้นมีไม้ขีดที่ลุงขี้เมาคนหนึ่งลืมไว้ ทางที่ดีท่านจัดการราดมันลงไปที่กอกล้วยแล้วจุดไฟเผากอกล้วยนี่ให้สิ้นซากดีกว่า”

                “อย่าทำแบบนั้นนะ!” นางตานีร้องห้าม ก่อนจะปรากฏตัวออกไปให้เพื่อนเห็น ทว่านักเรียนหญิงที่พยุงกายให้ลุกขึ้นยืนได้แล้วกลับไม่ได้สนใจคำห้ามปราม เธอเดินตรงไปที่ขวดที่ใส่น้ำมันก๊าด ก่อนที่จะหยิบมันขึ้นมาแล้วยิ้มร่า

                “ทำไมฉันจะทำไม่ได้ เธอยังตั้งใจจะฆ่าฉัน ถ้าฉันไม่ฆ่าผีเลวๆ อย่างเธอ สักวันเธอก็ต้องฆ่าฉันหรือฆ่าคนอื่นอีกแน่ๆ!

                “เดี่ยวก่อนนุ่น มันไม่ได้เป็นอย่างที่เธอเข้า...” นางตานีจะชี้แจง แต่พูดยังไม่ทันจบประโยค เพื่อนของเธอก็เปิดขวดแล้วสาดน้ำมันก๊าดเข้าใส่กอกล้วย ก่อนจะวางขวดลงแล้วหยิบกล่องไม้ขีดบนพื้นขึ้นมาแล้วจุดไฟ

                “หายไปซะ นังผีต้นกล้วย!” นั่นเป็นเสียงสุดท้ายที่นางตานีสาวได้ยินจากเพื่อน ก่อนที่เปลวเพลงจะลุกไหม้กอกล้วยที่เธอสิงสถิต และลุกไหม้ตัวเธอไปด้วย!

นางตานีกรีดร้องด้วยความทุกข์ทรมาน เธอดิ้นทุรนทุรายก่อนจะกลิ้งไปกลิ้งมากับพื้นดิน สมาธิของเธอกระเจิงเกินกว่าจะใช้พลังช่วยเหลือตัวเอง ในขณะที่การจุติไปยังภพภูมิใหม่กำลังจะเข้ามาเยือนเธอนั้น เพื่อนของเธอไม่ได้ทำอะไรนอกจากยืนดูด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะจากไปอย่างไม่ใยดี... ทิ้งให้ต้นกล้วยและวิญญาณของคันธัพพเทวดาสาวต้องสูญสลายไปอย่างเดียวดาย... แล้วสติของเธอของขาดหายไปตลอดกาล...

แต่มันไม่ใช่จุดสิ้นสุดของทุกสิ่ง

นีรู้สึกตัวอีกทีแล้วพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงนอนในปราสาทหลังน้อย มีบริวารจำนวนหนึ่งรายล้อม เมื่อเธอมองไปภายนอกปราสาทของตนเองก็พบว่าเป็นท้องฟ้าที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาและก้อนเมฆนานาที่มีรูปร่างหลากหลาย ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เธอคุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย

เธอพยายามตั้งสติ และคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แล้วข้อมูลก็พลันแวบเข้ามาในหัวสมองว่าเธอได้จุติจากการเป็นคันธัพพเทวดา มาเป็นอากาศเทวดาหรือเทวดาที่มีวิมานอยู่ในอากาศ ซึ่งมีความเป็นอยู่ดีจากเดิม เนื่องจากบุญกุศลที่เธอได้ทำเอาไว้ด้วยการปรากฏตัวมาพูดจาให้กำลังใจมนุษย์ที่เดินผ่านไปมา

แต่ถึงจะมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายขึ้น แต่นีก็ไม่วายห่วงเรื่องของนุ่น เธอใช้พลังอำนาจที่เพิ่งได้มาใหม่สอดส่องความเป็นไปของโลกเบื้องล่างว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเธอก็พบว่าหลังจากที่ตัวเองถูกเผาไปไม่นาน นุ่นก็ถูกหมอผีทำคุณไสยใส่และโยนความผิดให้เพื่อน ทำให้เธอไปหาเรื่องเพื่อนชื่อดอกไม้และแย่งเอาจี้รูปเกียร์ที่วิศวกรหนุ่มจบใหม่ซึ่งเป็นแฟนของดอกไม้ได้มอบให้ เอาไปขว้างทิ้งใส่พงหญ้า จนทำให้เพื่อนถูกงูกัด

หลังจากนั้นไม่ถึงชั่วโมง เปลวเพลิงจากการเผากอกล้วยที่เธอเคยสิงสถิตไหม้ลุกลามไปทั่ว เปลวไฟลามเลียไปยังใบไม้แห้งใกล้ๆ เผาไหม้ไปยังหมู่ไม้ข้างทาง ลามไปยังบ้านเรือนของผู้คนที่ห่างออกไป... รวมถึงบ้านป้าของนุ่นเองด้วย... แม่ของนุ่นที่กำลังนอนหลับอยู่ถูกไฟคลอกตายคาบ้าน ชาวบ้านจำนวนมากตายในกองไฟ สิ่งที่นุ่นทำนั้นเป็นกรรมที่ใหญ่หลวงมากจนนีอยากให้เรื่องที่เธอรับรู้เป็นเพียงแค่ความฝันด้วยซ้ำ!

หลังจากนุ่นทราบข่าวว่าไฟไหม้บ้านตัวเอง นุ่นก็หมดสติไป เปิดโอกาสให้วิญญาณบริวารของเจ้าหมอผีนั่นเข้าสิงร่างของเธอ มันสวมรอยเป็นเธอ แกล้งทำเป็นเสียสติและบอกว่าเธอนั่นแหละที่เผากอกล้วยเพราะถูกนีรังควาญ และเธอนั่นเองที่ทำให้งูกัดเพื่อน จากนั้นก็ทำเป็นบ้าอาละวาดทำร้ายผู้คน จนในที่สุดเธอก็ถูกคุมตัวไปอยู่ในโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยทางจิต โดยเจ้าตัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง

ส่วนเจ้าหมอผีผู้อ้างว่าหยั่งรู้นั่น เหมือนกับว่ามันวางแผนจะทำแบบนี้ตั้งแต่ต้น มันเลยหนีไปที่หมู่บ้านอื่นตั้งแต่วันก่อนจะเกิดไฟไหม้ และหลังจากนุ่นหมดสติ มันก็ให้บริวารของมันเข้าไปสิงในตัวนุ่นอยู่หลายวัน ก่อนจะทำให้นุ่นเห็นภาพหลอนแบบถาวร แล้วดูดพลังของนุ่นมาเป็นของตัวเองอย่างสมบูรณ์ และด้วยพลังนั่นอาจจะทำให้มันแข็งแกร่งขึ้นจนสร้างความเดือดร้อนกับมนุษย์อีกหลายคน... ทว่าอากาศเทวดาอย่างนีในปัจจุบันไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับโลกมนุษย์อีกแล้ว สิ่งที่เธอทำได้ก็เพียงคาดหวังว่าเจ้าหมอผีเลวนั่นจะถูกจัดการโดยเทวดาบนโลกมนุษย์ในอนาคตเพียงเท่านั้น

แต่ถึงแบบนั้นนีก็ยังรู้สึกสงสารเพื่อนเก่าจับใจ เธอเห็นภาพนุ่นในชุดคนไข้สวมใส่เสื้อที่พันธนาการแขนสองข้างของโรงพยาบาลบ้า แล้วถูกเจ้าหน้าที่หลายคนล็อกตัวเพื่อฉีดยา เธอก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ที่ไม่สามารถทำให้นุ่นเชื่อคำพูดตัวเองได้ในวันนั้น... แต่เธอก็ไม่สามารถลงไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องใดๆ บนโลกมนุษย์ได้อีก ถ้าหากว่าไม่ได้ขออนุญาตจากเทวดาที่ระดับสูงกว่าตน ซึ่งกว่าอากาศเทวดาที่เพิ่งกำเนิดใหม่อย่างเธอจะมีสิทธิ์ทำแบบนั้นได้ ก็ไม่รู้ว่าจะอีกกี่ปีในโลกมนุษย์...

สิ่งที่นีพอจะทำได้ในตอนนี้ ก็ได้แต่อธิษฐานให้สักวันหนึ่ง นุ่นระลึกถึงคำพูดที่เธอเคยบอกกล่าวได้... ให้สักวันหนึ่งนุ่นกลับมามองเห็นโลกได้อย่างปกติ... ให้นุ่นรู้ว่าสิ่งที่ตนเองทำลงไปนั้นเป็นบาปมหันต์ และควรจะสำนึกผิด ก่อนจะไปทำสิ่งที่ดีงามจริงๆ เพื่อชดใช้กับสิ่งที่ได้ทำลงไป...

และอย่าให้นุ่นไปเชื่อใครหมอผี หมอดู หรือร่างทรงคนไหนที่อ้างว่าเป็นผู้หยั่งรู้ทุกสรรพสิ่งอีกเลย...


 

[1] เทวดาที่เกิดในต้นไม้ต้นหนึ่งและสิงสถิตในต้นไม้นั้นไปตลอด ไม่สามารถย้ายต้นไม้ที่สิงสถิตได้แบบรุกขเทวดา

 

..............................

จบ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

56 ความคิดเห็น

  1. #51 เพราะดีฉันจึงมา (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 มกราคม 2558 / 21:23
    ไม่รู้อะไรมาบังตา ทำให้นุ่นมีความเชื่อแบบผิดๆ

    แต่คิดอีกทีคงไม่มีอะไรมาบังตาหรอก นอกจากจิตที่ไม่มั่นคงพอ 

    #51
    0