โนอาห์ นักดาบคนสุดท้ายแห่งเอ็นโดร่า

ตอนที่ 9 : การมาเยือนของจอมเวทที่อันตรายที่สุดในโลก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    23 มี.ค. 63

บทที่ 9 - การมาเยือนของจอมเวทที่อันตรายที่สุดในโลก

“โนอาห์ ไม่นะ~~~” วินดี้รีบลุกขึ้นแล้ววิ่งไปที่เกิดเหตุทันที ในขณะเดียวกันเร็นกับจิลก็พยายามพยุงตัวเองขึ้นมาแล้ววิ่งไปที่เกิดเหตุเช่นกัน

เร็นพยายามมองหาร่องรอยของโนอาห์แต่ก็ไม่พบ เขาก็เลยก้มลงไปแตะบ่าของวินดี้แล้วบอกเธอไปว่า

“ใจเย็น ๆ ก่อนวินดี้ โนอาห์ยังไม่ตายหรอก”

“มะ...ไม่จริง ฉันเห็นเขาโดนบีบต่อหน้าต่อตาเลยนะคะอาจารย์”

“จริงครับ โนอาห์ไม่ตายแน่นอน เพียงแต่เขากับชาวบ้านที่อยู่ในโรงเตี๊ยมถูกเวทมนตร์ประเภทเคลื่อนย้าย...แต่ว่า...มันมีบางอย่างที่แปลกไปอยู่นิดหน่อยนะ”

ระหว่างที่เร็นกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จิลก็จับกระแสพลังเวทด้านลบได้

“คุณเร็นครับ ผมจับกระแสพลังด้านลบได้ครับ”

“ว่าไงนะ...” เร็นได้ยินแบบนั้นเขาก็หลับตาลงแล้วใช้จิตสัมผัส ... แต่เขากลับสัมผัสไม่ได้ถึงพลังด้านลบอย่างที่จิลบอกและในตอนนั้นเองเร็นก็เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นทันที เขาก็เลยบอกวินดี้กับจิลไปว่า

“จิล วินดี้ ฟังให้ดีนะ...ตอนนี้เรากำลังเจอ [ความผกผันของพลังเวท] อยู่”

“ความผกผันของพลังเวทงั้นเหรอครับ” จิลถาม

“อื้ม...ถ้าให้ฉันเดานะคนที่ทำแบบนี้ได้ต้องเป็นจอมเวทระดับหัวหน้าหน่วยสองคนขึ้นไปและพวกเขาก็ใช้พลังเวทผสานกันจนเกิดความผกผันของพลังเวทเกิดขึ้นที่โรงเตี๊ยมเลยทำให้พวกเราไม่สามารถจับกระแสพลังเวทได้อย่างชัดเจน”

“แล้วแบบนี้...พวกเราจะตามหาโนอาห์ยังไงดีคะ” วินดี้ถาม

“เอาจริง ๆ เลยนะ...ฉันคิดว่าพวกเราตามหาไม่เจอหรอก แต่ว่า...” เร็นพูดจบก็หันไปที่สำนักงานเวทมนตร์ “…เวทมนตร์เฉพาะตัวของซันต้องช่วยพวกเราได้แน่นอน”

“โอเคค่ะ เดี๋ยวฉันจะไปหาท่านซันแล้วขอความช่วยเหลือจากเขาเองค่ะ” วินดี้อาสา

“อื้ม ฝากด้วยนะวินดี้”

หลังจากที่เร็นพูดออกไป วินดี้ก็รีบอัดพลังเวทที่เท้าแล้ววิ่งไปที่สำนักงานด้วยความเร็วสูงทันที ส่วนจิลก็ถามเร็นไปว่า

“ใช่จอมเวทที่ใช้แรงโน้มถ่วงไหมครับ”

เร็นส่ายหัว “ไม่ใช่หรอก จอมเวทแรงโน้มถ่วงแข็งแกร่งกว่าพวกที่มาลักพาตัวโนอาห์มากนัก”

พอจิลได้ยินแบบนั้น เขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ทันทีว่าทางการต้องการตัวโนอาห์อยู่ เขาก็เลยบอกเร็นไปว่า

“อาจจะเป็นจอมเวทรับจ้างที่ทางการส่งมาจับตัวโนอาห์ก็เป็นได้ครับ”

“อืม...ก็มีความเป็นไปได้นะ แต่เหนือสิ่งอื่นใดเราจะประมาทพวกเขาไม่ได้เด็ดขาด”

“ทำไมล่ะครับ ผมกลับคิดว่าถ้าเป็นแค่จอมเวทระดับนั้นคงทำอะไรโนอาห์ไม่ได้หรอก”

“เปล่า...ถึงโนอาจะแข็งแกร่งแค่ไหนแต่คนเราทุกคนย่อมมีจุดอ่อนอยู่ และจุดอ่อนของนักดาบนั่นก็คือ....”

------------

...

..

.

ณ สถานที่แห่งหนึ่งนอกเมืองซันชาย

ฟุ่บ~

มีชาวบ้านและคนจำนวนหนึ่งถูกเคลื่อนย้ายออกมาจากโรงเตี๊ยมด้วยเวทมนตร์ประเภทเคลื่อนย้ายระยะไกล ซึ่งผู้ร่ายเวทมนตร์นั้นก็คือโดโรธีหนึ่งในจอมเวทรับจ้างของสกาเล็ตนั่นเอง

พอโดโรธีเคลื่อนย้ายแบบสุ่มสำเร็จแล้วเธอก็ถอนหายใจออกมาแล้วพูดว่า

“เวทเคลื่อนย้าย : ระบุผู้ไร้พลังเวท”

ทันใดนั้นเองก็มีแสงสีฟ้า ๆ พุ่งออกจากคทาของเธอไปหาชาวบ้านทุกคนที่นอนสลบระเนรนาดอยู่เบื้องหน้า จากนั้นชาวบ้านที่มีพลังเวทเพียงน้อยนิดก็จะถูกเคลื่อนย้ายกลับไปที่เมืองซันซายทันที กลับกันถ้าชาวบ้านคนไหนไม่มีพลังเวทก็จะถูกกักตัวไว้ก่อน

ซึ่งพอเวลาผ่านไปสักพักชาวบ้านก็ทั้งหมดก็ถูกเคลื่อนย้ายไปจนหมด ในตอนนั้นเองโดโรธีก็เห็นถึงความผิดปกติทันทีเพราะเวทเคลื่อนย้ายของเธอไม่สามารถดักจับโนอาห์ได้เลย ทั้ง ๆ ที่รุยช่วยระบุพิกัดให้อย่างแม่นยำแล้วแท้ ๆ

“...โนอาห์หายไปไหน”

นั่นคือสิ่งที่เธอคิดในใจ แต่ในตอนนั้นเองเสียงของโนอาห์ก็ดังขึ้นข้างหลังของเธอ

“เห~ แม่มดนี่นา~” โนอาห์ดมกลิ่นยาสระผมที่ลอยมาจากผมของเธอ ฟุด ฟุด~ “หืม...กลิ่นหอมดีนี่”

โดโรธีรีบหันกลับไปแล้วร่ายเวทโจมตีออกไปเป็นลำแสงเลเซอร์ขนาดใหญ่ แต่โนอาห์ก็เบี่ยงตัวอย่างง่ายดาย และพอโดโรธีเสียหลัก โนอาห์ก็วิ่งไปคล้องเอวเธอแล้วเอาหน้าไปใกล้ ๆ พร้อมกับพูดว่า

“นี่แม่มด เธอมาจากป่าแห่งสายหมอกใช่ไหม”

“ปะ..ปล่อยฉันนะ”

“หืม~ เธอไม่ชอบงั้นเหรอ ... เออจริงด้วยแม่มดทุกคนต้องรักษาพรหมจรรย์นี่นา~”

“ชะ...ใช่ ถ้านายรู้แล้วก็ปล่อยฉันสิ”

“ก็ได้ ๆ แต่ช่วยหยุดปล่อยเลเซอร์แบบเมื่อกี้ได้ไหม”

“ได้ ฉันจะไม่ปล่อยแล้ว”

หลังจากที่โดโรธียืนยันจะไม่ปล่อยเวท โนอาห์ก็เลิกกวนประสาทเธอแล้วปล่อยตัวเธอออกไป พอเธอได้เป็นอิสระเธอก็รีบดึงเสื้อมาปกปิดส่วนเว้าส่วนโค้งของเธอแล้วมองหน้าโนอาห์ด้วยความโมโห

โนอาห์ก็ยิ้มแล้วถามว่า

“เธอชื่ออะไรเหรอ”

“โด...โดโรธี”

“อ๋อ...โดโรธี เธอทำแบบนี้ทำไม”

“ฉันจะมาพาตัวนายกลับเมืองหลวง”

“อ๋อ งั้นเธอก็มาเสียเที่ยวแล้วล่ะ”

พอโดโดธีได้ยินแบบนั้น เธอก็เอามือขวาแตะพื้นและทันใดนั้นเองก็มีวงแหวนเวทปรากฏขึ้นมาตรงที่โนอาห์ยืนอยู่ โนอาห์ก็ก้มลงไปมองด้วยความแปลกใจ

ภายในเสี้ยววินาทีก็มีเชือกหลากสีโผล่ขึ้นมารัดและพันตัวของโนอาห์ไว้ทันที โนอาห์ก็พยายามจะดิ้นแต่ก็ดิ้นไม่หลุด

“ฮ่า ๆ ๆ นายไม่มีทางหนีพ้นจากกับดักอันนี้ไปได้หรอก”

โนอาห์ก็พยายามดิ้นไปดิ้นมา สุดท้ายเขาก็หอบเหนื่อยแล้วพูดขึ้นมาว่า

“นี่เธอ...เธอรู้จุดอ่อนของนักดาบด้วยเหรอ”

“ใช่แล้ว...กะอีแค่ [ทำให้นักดาบเคลื่อนไหวไม่ได้] ของแค่นั้นใคร ๆ ก็ทำได้จริงไหม”

“หน็อย~ แสบจริง ๆ เลยนะแม่มด”

จากนั้นโดโรธีก็เดินเข้าไปใกล้ ๆ โนอาห์แล้วเยาะเย้ยเขาไปว่า

“หึ๊ หึ๊ หึ๊~ ไม่คิดมาจากเลยว่านักดาบทะเลปีศาจจะมาเสียท่าแม่มดธรรมดา ๆ อย่างฉันซะได้”

“นั่นสินะ...เฮ้อ~ ถ้าเป็นแม่มดทีไรฉันมักจะเสียท่าอยู่ตลอดเลยล่ะ ฮ่า ๆ ๆ”

“นี่นายยังมีหน้ามาหัวเราะอีกนะ”

“ก็นะ ฮ่า ๆ ๆ”

โนอาห์ก็หัวเราะอยู่แบบนั้นจนโดโรธีเริ่มรำคาญเธอก็เลยกำลังจะร่ายเวทเคลื่อนย้ายเพื่อจะพาตัวของโนอาห์กลับเมืองหลวง แต่ในตอนนั้นเองโนอาห์ก็สัมผัสถึงความหนาวเย็นพัดผ่านมาจากเบื้องหน้าของเขา

โนอาห์ก็เลยตะโกนบอกโดโรธีด้วยความร้อนรนไปว่า

“รีบหนีไปโดโรธี!!”

โดโรธีตกใจทันทีที่เห็นโนอาห์ทำหน้าจริงจังและตะโกนออกมาแบบนั้น และทันใดนั้นเองโนอาห์ก็กลายเป็นน้ำแข็งทันที

ด้วยความตกใจของโดโรธี เธอก็รีบร่ายเวทเคลื่อนย้ายใส่ตัวเองแทนแล้ววาปหายไปจากตรงนั้นภายในพริบตา

....

หลังจากที่โดโรธีวาปไปแล้ว พื้นที่แถว ๆ นั้นก็มีน้ำแข็งแผ่กระจายไปรอบ ๆ จนกลายเป็นทุ่งน้ำแข็งในที่สุด และแถว ๆ จุดที่โนอาห์กลายเป็นน้ำแข็ง ฟรอเซ่นก็ปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับพูดว่า

“ขนาดตัวเองอยู่ในอันตรายก็ยังมีหน้าไปช่วยเหลือคนอื่นอยู่สินะ โนอาห์...ทำไมกัน ทำไม!! ทำไมไม่ทำแบบนั้นกับพี่สาวของฉัน ทำไมต้องฆ่าพี่สาวของฉันด้วย ย้า~~”

ฟรอเซ่นกำลังจะใช้กำปั้นชกโนอาห์ที่เป็นน้ำแข็งให้แตกอย่างละเอียด แต่ในตอนนั้นเองหมัดของเธอก็ถูกแรงโน้มถ่วงหยุดเอาไว้โดยชายผมสั้นสีขาวที่ชื่อว่า [รุย]

รุยนั่งอยู่บนต้นไม้ที่เป็นน้ำแข็งแล้วพูดกับฟรอเซ่นว่า

“ขอโทษทีนะฟรอเซ่น ฉันยังต้องการให้เขามีชีวิตต่อไปอีกหน่อยเพื่อท่านไดแมนชั่นอยู่”

“เดี๋ยวก่อนนะ...นายมาที่นี่ทำไม ท่านไดแมนชั่นไม่ได้สั่งให้นายมาที่นี่ไม่ใช่เหรอ”

“ฉันไม่ได้มาที่นี่ในฐานะสี่ปีศาจแห่งโกมุนโต้สักหน่อย”

“ว่าไงนะ!!”

ฟรอเซ่นตกใจ จากนั้นรุยก็ลอยลงมาอย่างนิ่มนวลแล้วบอกฟรอเซ่นไปว่า

“ฉันมาในฐานะจอมเวทรับจ้างเพื่อพาตัวโนอาห์กลับเมืองหลวงก็แค่นั้น ขืนเธอฆ่าเขาล่ะก็แผนการที่ท่านไดแมนชั่นฝากไว้กับฉันก็พังหมดสิ”

“ชิ! ~ เห็นแก่หัวหน้าฉันจะยอมปล่อยหมอนี่ไปก่อนก็ได้”

“อื้ม เธอก็ควรทำแบบนั้นอยู่แล้ว”

หลังจากที่ฟรอเซ่นเลิกราที่จะฆ่าโนอาห์ไปแล้ว รุยกับบอกเธอไปอีกว่า

“พายุหิมะที่เธอใช้เวลาสร้างมากกว่าสามปีไปถึงไหนแล้วล่ะ”

“อีกสามชั่วโมงก็จะผ่านเมืองซันชายไปตามกำหนดการเดิม”

"หืม? มาเร็วกว่ากำหนดงั้นเหรอ" รุยถามด้วยความแปลกใจ

"ใช่...แต่ฉันไม่ได้เร่งมันเลยนะ มันเหมือนกับว่าพายุหิมะที่ฉันสร้างขึ้นมันกำลังรีบร้อนจะไปจากเมืองซันชายอย่างไรอย่างนั้นเลย"

พอฟรอเซ่นพูดออกมาแบบนั้น รุยก็คิดในใจว่า

"มหาเวทมนตร์ระดับตำนานกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่างที่อยู่แถว ๆ นี้งั้นเหรอ หรือว่ามันกำลังหนีอะไรบางอย่างอยู่หรือเปล่า ... ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วมันกำลังหนีอะไรล่ะ"

ฟรอเซ่นเห็นรุยทำท่าครุ่นคิดอยู่แบบนั้น เธอก็เลยบอกรุยไปว่า

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวไปทำงานต่อก่อนก็แล้วกัน”

จากนั้นฟรอเซ่นก็วาปหายตัวไปทันที ส่วนรุยก็มองรูปปั้นโนอาห์ที่เป็นน้ำแข็งแล้วพูดว่า

“แปลกมาก...นี่คุณทำอะไรลงไปหรือเปล่านะ คุณโนอาห์...”

รุยพูดจบก็หยิบปิ่นปักผมที่เขาขโมยมาจากอาริสาแล้ววางไว้ข้าง ๆ รูปปั้นน้ำแข็งพร้อมกับพูดประโยคสุดท้ายว่า

“ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม...ทุกอย่างกำลังเชื่อมต่อกัน...เอ็นโดร่าและโกมุนโต้จะต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวกันเท่านั้น ไม่อย่างนั้นล่ะก็...”

ฟุ่บ~

รุยพูดจบก็หายตัวไปแล้วปล่อยให้โนอาห์ที่กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งอยู่คนเดียวแบบนั้น

-----------

...

..

.

กลับมาที่กลุ่มของเร็น

ระหว่างที่วินดี้ได้แยกตัวไปแจ้งซันให้มาช่วยหาแล้ว ซันก็รีบมายังที่เกิดเหตุและพอดิบพอดีที่โดโรธีวาปกลับมาที่โรงเตี๊ยม

พวกเร็นที่อยู่แถวนั้นก็เห็นแม่มดสาวที่อยู่ในสภาพเหนื่อยล้าโผล่ขึ้นมาต่อหน้าต่อตา เร็นก็ไม่รอช้าที่จะถามเธอไปว่า

“แม่มดงั้นเหรอ...เธอมาที่นี่ได้ยังไง”

แฮ่ก~ แฮ่ก~ ยะ...แย่แล้ว โนอาห์กำลังอยู่ในอันตราย”

พอโดโรธีพูดจบเธอก็สลบไปเพราะอาการขาดมานาทันที ซันเห็นแบบนั้นเขาก็บอกให้ลูกน้องของเขาพาตัวโดโรธีกลับไปพักที่สำนักงานก่อน จากนั้นซันก็เดินมาหาเร็นแล้วโค้งคำนับไปหนึ่งครั้ง

“สวัสดีครับท่านเร็น”

“อ๊ะ...สวัสดีซัน เรื่องพูดคุยเดี๋ยวเอาไว้ก่อน ตอนนี้ช่วยใช้ทักษะของนายหาที่อยู่ของโนอาห์ให้ทีสิ”

“ครับ”

ซันทำการหลับตาลงแล้วพูดในใจว่า

“ตาข่ายแสงอาทิตย์”

ด้วยเวทมนตร์ตาข่ายแสงอาทิตย์ที่สามารถทำให้ดวงตาของซันมองเห็นทุกอย่างในมุมมองจากด้านบน ราวกับว่าซันกลายเป็นดวงอาทิตย์แล้วจ้องมองลงมายังเมืองซันชายอย่างไรอย่างนั้น แต่เวทมนตร์นี้ก็ใช่ว่าจะมองได้ทั่วเอ็นโดร่าเสมอไป เพราะถ้าหากซันใช้เวทนี้มองทั่วทั้งเอ็นโดร่ามันก็จะทำให้เขาตาบอดนั่นเอง

ทำให้ตอนนี้ซันบีบวงแคบให้มองเห็นแค่รอบ ๆ เมืองชายเท่านั้น

และพอซันใช้เวลามองหาสักพัก เขาก็เห็นรูปปั้นน้ำแข็งที่อยู่บริเวณนอกเมืองชายไปประมาณหนึ่งร้อยกิโลเมตรตั้งอยู่ และในตอนนั้นเองเขาก็ได้เห็นทุ่งน้ำแข็งกำลังลามใกล้เข้ามาที่เมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ

ซันลืมตาขึ้นมาแล้วบอกเร็นไปว่า

“โนอาห์ถูกใครสักคนแช่แข็งอยู่นอกเมืองชายประมาณหนึ่งร้อยกิโลเมตรครับ แล้วก็พายุหิมะน่าจะมาเร็วกว่ากำหนดด้วยครับ”

“พายุหิมะ...หรือว่า!!” เร็นตกใจและรีบวิ่งไปที่โซนตลาดทันที ...

จากนั้นทุกคนที่อยู่หน้าโรงเตี๊ยมก็วิ่งตามเร็นไปด้วยความงุนงงและสงสัย

...

ณ โซนตลาด

เร็นวิ่งมาถึงที่นี่ก่อนคนอื่นแล้วมองซ้าย มองขวา พร้อมกับย่อเข่าลงไปหนึ่งข้างแล้วเอามือขวาแตะพื้นพร้อมกับปล่อยพลังเวทลงไปใต้พื้นดิน

แว่บ~

แสงสีขาวที่ไหลไปตามพื้นดินก็กระจัดกระจายออกไปแปดทิศโดยมีจุดที่เร็นเหยียบอยู่เป็นศูนย์กลาง และในตอนนั้นเองเมืองซันชายทั้งเมืองก็มีบาเรียล่องหนปรากฏขึ้นมา

ซันและพรรคพวกเห็นความวิจิตรและอลังการของบาเรียขนาดใหญ่นั้น ก็พากันมองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยความตื่นตาตื่นใจ

หลังจากนั้นซันก็เดินมาถามเร็นว่า

“ท่านเร็นสร้างบาเรียทำไมครับ”

“ตอนนี้ศัตรูของเราอยู่ในเมืองซันชายหนึ่งคนแถมยังเป็นจอมเวทที่แข็งแกร่งมาก ๆ อีกด้วย”

“เดี๋ยวก่อนนะครับท่านเร็น...จอมเวทที่แข็งแกร่งพอ ๆ กับท่านเหรอครับ”

เร็นพยักหน้าแล้วบอกซันไปว่า

“อืม...บางทีคนคนนั้นอาจจะแข็งแกร่งกว่าฉันก็เป็นได้”

ซันได้ยินแบบนั้นเขาก็ตกใจและเขาก็ทำการใช้นิ้วชี้มาแตะที่ปลายคิ้วเพื่อจะใช้โทรจิตไปขอความช่วยเหลือจากจอมเวททั้งสิบสองที่อยู่เมืองหลวง แต่เร็นก็ดึงแขนของซันลงแล้วบอกว่า

“หยุดก่อน...ห้ามเรียกพวกนั้นมานะ”

“ทะ...ทำไมล่ะครับ”

“ไม่รู้สิ ฉันแค่สังหรณ์ใจว่านี่อาจจะเป็นกับดักของพวกนั้นก็เป็นได้”

“ครับ ผมก็ลืมคิดไปเลยว่าท่านสกาเล็ตอยู่ที่เมืองหลวงคนเดียว ถ้าเรียกเธอมาเมืองหลวงต้องไม่มีใครปกป้องแน่นอน”

“อืม...ตอนนี้สิ่งที่เราควรทำคือทยอยอพยพชาวเมืองอย่างเงียบ ๆ แล้วคอยสอดส่องดูด้วยว่าคนร้ายคือใคร”

“ครับ เดี๋ยวผมจะแจ้งทางสำนักงานจอมเวทให้เดี๋ยวนี้เลยครับ”

“โอเค แต่นายไม่ต้องทำความเคารพฉันเหมือนแต่ก่อนก็ได้นะ ฮ่า ๆ ๆ”

“เอ่อครับ...”

จากนั้นซันก็รีบวิ่งไปที่สำนักงานจอมเวททันที วินดี้กับจิลก็เดินเข้ามาหาเร็นแล้วถามว่า

“แล้วโนอาห์ล่ะคะ จะปล่อยให้อยู่แบบนั้นโดยไม่ส่งคนไปช่วยเลยเหรอคะ” วินดี้ถาม

“ต้องไปช่วยแน่นอน แต่ตอนนี้เราต้องจัดการปัญหาภายในเมืองให้เรียบร้อยซะก่อน”

“แต่ว่า...โนอาห์เขา...”

วินดี้กำลังจะพยายามพูดอะไรบางอย่าง แต่จิลก็แตะบ่าวินดี้แล้วบอกเธอไปว่า

“ใจเย็นก่อนครับคุณวินดี้ ช่วงนี้จิตใจของคุณไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเลยนะ...”

“....” วินดี้ไม่ตอบกลับนอกจากก้มหน้ายอมรับผิด จากนั้นจิลก็พูดต่อไปว่า

“ไม่ต้องห่วงคุณโนอาห์หรอก เดี๋ยวพวกเราทั้งสามคนจะไปช่วยเขาแน่นอน แต่ตอนนี้ปัญหาตรงหน้าสำคัญที่สุดนะ ถ้าชาวบ้านโดนลูกหลงที่เกิดจากการต่อสู้ขึ้นมาแล้วคุณโนอาห์รู้เขาต้องผิดหวังในตัวพวกเรามาก ๆ เลยล่ะครับ”

วินดี้ได้ยินแบบนั้นเธอก็พยักหน้าแล้วก็กำดาบสีดำแน่นพร้อมกับพูดว่า

“ค่ะ ... พวกเราไปช่วยชาวบ้านอพยพกันเถอะค่ะ”

เร็นกับจิลก็พยักหน้าพร้อม ๆ กันทันที จากนั้นพวกเขาทั้งสามคนก็เริ่มปฏิบัติการทยอยพาชาวบ้านออกจากเมืองซันชายไปยังเมืองร้างอย่างเงียบ ๆ

....

..

.

การอพยพแบบเงียบ ๆ กำลังไปได้สวย ณ ตอนนี้เวลาก็ผ่านไปมากกว่าสองชั่วโมงแล้ว ที่เมืองซันชายก็เริ่มมีอากาศหนาวแทรกเข้ามาทั้ง ๆ ที่ท้องฟ้ายังมีดวงอาทิตย์สาดแสงลงมาอยู่

จิลกับวินดี้และพรรคพวกสำนักงานเวทมนตร์บางส่วนก็กำลังคุ้มกันชาวเมืองที่ตอนนี้พวกเขากำลังยืนอยู่ที่ประตูเมืองซันชายและทยอยพาชาวเมืองเดินทางออกไปยังเมืองร้างโดยใช้เส้นทางลับ

ทางด้านเร็นกับซันและพรรคพวกสำนักงานจอมเวท ก็เดินตรวจตราทุกซอกทุกมุมของเมืองซันชายอย่างละเอียดยิบ ... แต่หลายชั่วโมงผ่านไปพวกเขาก็ไม่พบร่องรอยของคนร้ายเลย

“หรือว่า...ฉันจะคิดไปเองนะ” เร็นพูดขึ้นมา

ในตอนนั้นเองกลุ่มของลาเทลที่อยู่ทางทิศเหนือจากพวกเร็นและซันก็กรีดร้องขึ้นมา

“อ๊า~~~~ อ้าย~~~ อ๊าก~~~”

เสียงกรีดร้องของพวกจอมเวทดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ซันก็ไม่รอช้าที่จะวิ่งไปตามทิศทางของเสียงนั้นทันที และเมื่อซันไปถึงเขาก็เจอกับภาพที่น่าสยดสยองทันที

“มะ...ไม่จริง...พะ...พะ...พวกเขา” ซันตกใจกับภาพที่เห็น

และพอเร็นวิ่งมาตาม ๆ กันก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นภาพเดียวกันที่ฉายอยู่ตรงหน้า มันเป็นภาพของซากศพที่ระบุไม่ได้ว่าเป็นใคร มันบิดเบี้ยว เลือดสาดกระจาย แต่สิ่งที่ซันและเร็นนึกขึ้นได้พร้อม ๆ กันเลยก็คือ

“จอมเวทคนนี้โหดเหี้ยมอำมหิตมาก ๆ ”

และในตอนนั้นเอง ชายผมขาวก็โผล่ขึ้นมาแล้วปัดมือเหมือนกับปัดฝุ่น พร้อมกับมองมาทางซันกับเร็นแล้วพูดว่า

“ฉันกะจะไม่ฆ่าใครแล้วนะ แต่พวกเขาดันรนหาที่ตายเอง”

เมื่อซันกับเร็นสัมผัสถึงพลังมานาที่เอ่อล้นมาจากชายคนนั้นได้ เร็นก็ระเบิดพลังเวทขั้นสุดยอดออกมาทันที จากนั้นเร็นก็หันไปบอกซันว่า

“ซัน ... ชายคนนี้แข็งแกร่งกว่าฉันมาก นายหนีไปเถอะ”

พอเร็นพูดออกมาแบบนั้น ซันก็ระเบิดพลังเวทขั้นสุดยอดออกมาทันทีเช่นกัน จากนั้นซันก็ตอบเร็นไปว่า

“ท่านเร็นครับ ถึงแม้ผมจะเป็นสิบสองจอมเวทอันดับสิบสอง แต่ผมก็ไม่ทิ้งเพื่อนร่วมรบของผมไว้ข้างหลังหรอกนะครับ”

เร็นยิ้มออกมา “ให้ตายสิ...ไม่ว่าจะกี่ปีพวกนายก็ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ”

พอทั้งสองคนเตรียมพร้อมที่จะสู้แล้ว รุยก็มองมาที่ทั้งสองคนแล้วก็ถอนหายใจออกมา

“เฮ้อ~ พวกนายก็จะเอาด้วยงั้นเหรอ...พอได้แล้ว ฉันไม่อยากฆ่าใครอีกแล้ว”

ทันทีที่รุยพูดจบ เร็นกับซันก็หายไปจากสัมผัสทั้งห้าของรุย รุยเองก็ตกใจจนต้องมองหาไปรอบ ๆ ตัว แต่แล้วความเงียบสงัดจนเกินไปก็ทำให้รุยต้องกางแขนไปทั้งสองข้างแล้วปลดปล่อยพลังเวทของเขาออกไปว่า

“แรงโน้มถ่วงสี่พันตัน”

ตู้ม!!

ภายในพริบตาพื้นที่รัศมีกว่าสามร้อยเมตรรอบ ๆ ตัวของรุยก็กลายเป็นพื้นที่ที่มีแรงโน้มถ่วงมากกว่าสี่พันตันทันที และเพราะเหตุนั้นก็ทำให้เร็นกับซันต้องโดนแรงโน้มถ่วงกดเอาไว้จนขยับไปไหนไม่ได้ทันที

“อ๊าก~~~~”

เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของพวกซันและเร็นก็ดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง รุยก็เดินไปหาพวกเขาทั้งสองพร้อมกับมองลงมาที่พวกเขาอย่างกับมดปลวกแล้วพูดว่า

“ผมรู้สึกเสียใจจริง ๆ ที่บุคคลในตำนานทั้งสองคนต้องมาตายด้วยน้ำมือปีศาจโนเนมแบบนี้ เฮ้อ~” รุยถอนหายใจแล้วก็แบมือไปทางเร็นกับซันที่นอนหมอบตัวแนบกับพื้นอยู่แบบนั้นด้วยความทรมาน “...ลาก่อนท่านผู้กล้าทั้งหลาย”

....

ในจังหวะที่รุยกำลังจะบดร่างของพวกเขาทั้งสองคนนั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงของผู้หญิงดังขึ้นมาจากซอยมืด ๆ ด้านซ้ายมือของรุยว่า

“วิชาดาบไร้เงา : กระบวนท่าร่ายรำที่หนึ่ง : ระบำหลบสายฝน”

รุยได้ยินแบบนั้นเขาก็สัมผัสเห็นแสงสำดำพาดผ่านลำตัวเขาไปด้วยความรวดเร็ว และจากนั้นจุดที่ลำแสงสีดำพาดผ่านกลางลำตัวเขามีรอยฟันของดาบเกิดขึ้นมาทำให้เสื้อที่เข้าใส่ขาดวิ่น แต่ไม่มีรอยบาดแผลใด ๆ

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ๆ แต่หางตาของรุยก็มองเห็นหญิงสาวปีศาจที่ใส่ผ้าปิดตากำลังวิ่งและหลบแบบเป็นจังหวะคล้ายกำลังเต้นระบำอยู่บนพื้นที่ที่เต็มไปด้วยแรงโน้มถ่วงขนาดสี่พันตัน

และจากนั้นเด็กสาวปีศาจคนนั้นก็เก็บดาบของตัวเองแล้วรีบลากซันกับเร็นหนีออกไปด้วยความเร็วระดับที่แรงโน้มถ่วงของรุยต้านไม่ได้

ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงสองวินาทีเศษ ๆ เท่านั้น

พอทุกอย่างจบลงแล้วรุยก็ปลดพลังออกแล้วก้มลงดูรอยบาดที่กลางหน้าท้องพร้อมกับเอามือไปลูบ ๆ ดูก็พบว่าไม่มีรอยฟันใด ๆ รุยก็เลยพูดในใจว่า

“วิชาแบบนั้นมัน...วิชาของเทพแห่งดาบไม่ใช่เหรอ...เป็นไปไม่ได้ ทำไมวิชาของเทพแห่งดาบถึงยังมีคนใช้ได้อยู่”

รุยครุ่นคิดอยู่คนเดียวสักพัก จากนั้นเขาก็เลิกคิดแล้วไปโฟกัสที่ภารกิจหลักต่อทันที

“ช่างเรื่องนักดาบคนนั้นไปก่อน ตอนนี้เราต้องรีบออกจากหมู่บ้านก่อนที่พายุหิมะจะมา”

รุยพูดจบก็รีบหาทางออกจากเมืองซันชายต่อไป...

-----------

...

..

.

ทางด้านของโนอาห์ที่กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งอยู่นั้น

ณ ตอนนี้พายุหิมะได้เข้าใกล้เมืองซันชายขึ้นมาเรื่อย ๆ แล้ว นับถอยหลังอีกหนึ่งชั่วโมงก่อนที่เมืองซันชายจะกลายเป็นน้ำแข็ง

ใกล้ ๆ รูปปั้นน้ำแข็งนั้นก็มีหญิงสาวไว้ผมหน้าม้าใส่ชุดมิโกะ เดินมามองโนอาห์แล้วพูดว่า

“ทำไมนายต้องอยู่ในสภาพแบบนี้ทุกครั้งที่เราเจอกันด้วยนะ~”

เธอพูดจบก็ยื่นมือขวาไปเคาะน้ำแข็งสามครั้ง ทันใดนั้นเองน้ำแข็งก็แตกออกมาแล้วโนอาห์ก็หลุดพ้นจากพันธนาการทันที

“แค่ก แค่ก ~~ หนาว ~~ แย่แล้วหิมะตกแล้วเหรอเนี่ย”

โนอาห์ตกใจที่พายุหิมะเริ่มมาใกล้เรื่อย ๆ แล้ว แต่ในตอนนั้นเองเขาก็เงยหน้าขึ้นไปก็เห็นหญิงสาวใส่ชุดมิโกะยืนมองเขาอยู่ด้วยหน้าตาที่เรียบเฉย โนอาห์ก็เลยค่อย ๆ พยุงตัวเองขึ้นแล้วถามมิโกะคนนั้นไปว่า

“เธอมาที่นี่ได้ยังไง”

“ก็เดินตามพายุหิมะมาเรื่อย ๆ ” มิโกะตอบ

“เปล่า ๆ ฉันหมายถึงเธอออกมาจากคุกพันปีได้ยังไง [มิกะ]

“เห~~ นั่นสินา~~” มิกะพูดเสียงยาน ๆ ยาว ๆ พร้อมกับทำหน้าแบบไม่มีความรู้สึกใด ๆ

“หยุดเลยนะมิกะ มานี่ฉันจะพาเธอกลับไปที่คุกพันปี”

โนอาห์จับข้อมือของมิกะแล้วจะพาไปหาจอมเวททางการ แต่มิกะก็สะบัดมือออกไปแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเฉยชาแบบเดิมว่า

“ไม่...ฉันถูกปล่อยตัวแล้ว”

“ว่าไงนะ...เป็นไปไม่ได้”

“เป็นไปได้สิ”

“ไม่ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!!”

โนอาห์เถียงมิกะจนมิกะถกแขนเสื้อด้านขวาขึ้นแล้วโชว์สัญลักษณ์รูปบวกซึ่งเป็นตัวบ่งบอกว่าเธอถูกปล่อยตัวออกจากคุกพันปีแล้วจริง ๆ

โนอาห์เห็นแบบนั้นก็คิดในใจทันทีว่า

“แย่แล้ว...ทางนั้นก็พายุหิมะ ทางนี้ก็ยายตัวอันตรายระดับโลก โอ๊ย~ นี่มันเกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย!!”

------------------------------------

บทที่ 9 จบ

หากมีคำผิดหรือตกหล่นตรงไหนกระผมก็ขอกราบอภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น