โนอาห์ นักดาบคนสุดท้ายแห่งเอ็นโดร่า

ตอนที่ 8 : ดาบแสงอาทิตย์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    22 มี.ค. 63

บทที่ 8 - ดาบแสงอาทิตย์

หลังจากที่โนอาห์พูดแบบนั้นออกไป ซันและลาเทลต่างสั่นกลัวโดยอัตโนมัติ เพราะเบื้องหน้าของเขามีปีศาจแห่งดาบกำลังยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มที่แสนจะธรรมดา แต่ความรู้สึกที่พวกซันได้รับนั้นกลับเป็นความรู้สึกที่น่ากลัวเกินจะบรรยายได้

วินดี้ได้แต่งงและสงสัยว่าทำไมจอมเวทระดับสูงทั้งสองคนต้องยืนค้างนิ่ง ๆ แบบนั้นด้วย แต่ไม่นานนักซันก็เรียกสติของตัวเองกลับมาแล้วปฏิเสธคำขอสุดท้ายของโนอาห์ไปด้วยเหตุผลที่ว่า

“ไม่ได้ ... การทำลายเวทจำลองดวงอาทิตย์จะทำให้มารกลับมาและชาวบ้านที่นี่จะต้องล้มตายกันอีกมาก เพราะฉะนั้นฉันจะไม่อนุญาตให้นายทำนี่เป็นคำสั่งของสิบสองจอมเวท ถึงเป็นนายก็ห้ามละเมิดเด็ดขาด”

ซันเอ่ยออกมาอย่างชัดเจนและเถรตรง โนอาห์ได้ยินแบบนั้นเขาก็ถอนหายใจแล้วหันไปหาวินดี้พร้อมกับพูดว่า

“เฮ้อ~ วินดี้ สงสัยเราจะหมดธุระกับเมืองนี้แล้วล่ะ”

“อะ...เอ๋ นายหมายความว่าอะไรเหรอ” วินดี้ถาม

“ฉันกำลังบอกว่าเราไปที่อื่นกันได้แล้วยังไงล่ะ”

พอลาเทลได้ยินแบบนั้น เธอก็เอ่ยออกมาทันทีว่า

“ท่านโนอาห์คะ ได้โปรดอยู่ช่วยเราก่อนเถอะค่ะ ลำพังฉันกับท่านซัน---”

“หยุดนะลาเทล” ซันพูดแทรกขึ้นมา “ปล่อยเขาไป...ไม่ต้องยื้อเขาไว้ ยังไงเขาก็ไม่คิดจะให้ความร่วมมือกับพวกเราตั้งแต่แรกอยู่แล้วล่ะ”

เมื่อซันพูดออกมาแบบนั้น ลาเทลก็ได้แต่เงียบและก้มหน้ายอมรับสิ่งที่ซันบอก ส่วนโนอาห์ก็มองไปที่ซันด้วยสายตาที่เฉยฉาพร้อมกับพูดว่า

“ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน พวกสิบสองจอมเทพก็ยังคงรักเกียรติตัวเองไม่เสื่อมคลายสินะ...นี่ซันฉันขอบอกอะไรอย่างในฐานะคนรู้จักหน่อยนะ” โนอาห์พูดจบก็ชี้ไปข้างนอกหน้าต่างเพื่อให้ซันกับลาเทลเห็นชาวบ้านที่ทนแดด ทนกระหายอยู่ด้านล่าง “ถ้าพวกนายเป็นผู้ปกครองเมืองที่ดี ก็จงอย่าทำให้ชาวบ้านพวกนั้นต้องทรมาณอีกต่อไปเลย แค่นั้นแหละ”

โนอาห์พูดจบเขาก็เดินไปออกไปจากห้องทำงานของลาเทล และวินดี้ก็โค้งคำนับทั้งสองคนพร้อมกับเดินตามหลังโนอาห์ไปด้วยความงง ๆ

....

ณ หน้าสำนักงานเวทมนตร์แห่งเมืองซันชาย

ณ ตอนนี้จิล โนอาห์ และวินดี้ก็ได้ออกมาจากสำนักงานแล้ว วินดี้ก็ชิงถามโนอาห์ทันทีเลยว่า

“นายมาที่นี่เพื่อดาบแสงอาทิตย์ไม่ใช่เหรอ แล้วจะไปง่าย ๆ แบบนี้งั้นเหรอ”

โนอาห์ส่ายหัว “ไม่หรอก...ถ้าวันนี้พวกเขายังไม่ให้ พวกเราก็ไปเอาดาบเล่มอื่นก่อนก็ได้”

“แล้วพายุหิมะนั่นล่ะ...นายจะไม่ช่วยพวกเขาจริง ๆ งั้นเหรอ” วินดี้ถามด้วยความเป็นห่วง

โนอาห์ก็ทำหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นมาว่า

“ฉันเคยบอกเธอไปแล้วนี่มันถ้าใครดีมาฉันก็ดีตอบ”

“อื้ม...งั้นก็แล้วแต่นายเถอะ” วินดี้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยล้า~

พอจิลเห็นท่าทางโนอาห์แบบนั้น เขาก็ถอนหายใจออกมา

“เฮ้อ~ คุณโนอาห์ครับ ผมว่าพวกเราอยู่ช่วยเมืองนี้เถอะครับ”

“หืม? ฉันก็บอกไปแล้วไงว่า---”

“ผมรู้ครับ แต่คุณเป็นคนพูดเองนี่ว่าถ้าไม่รีบทำอะไรสักอย่างเอ็นโอร่าต้องพังทลายแน่ ๆ ”

เมื่อจิลพูดแทรกเขาออกไปแบบนั้น โนอาห์ก็เกิดความขัดแย้งขึ้นมาในใจ เขาหลับตาและกัดฟันด้วยความอคติที่มีอยู่ในตัวเอง แต่ในตอนนั้นเองวินดี้ก็กุมมือของโนอาห์แล้วยิ้มให้พร้อมกับพูดว่า

“โนอาห์คนเก่งไปไหนแล้วล่ะ นายไม่ใช่คนที่คิดเล็กคิดน้อยสักหน่อยนี่ จริงมั้ย~”

ด้วยรอยยิ้มที่แสนสดใสของวินดี้ ก็ทำให้ภายในจิตใจของโนอาห์หายเคลือบแคลง และมันก็ทำให้อคติของโนอาห์ที่มีอยู่ภายในค่อย ๆ หายไป จากเดิมที่เขาคิดแค่ว่า ชีวิตของเขาอยู่ตัวคนเดียวเสมอมา แต่ตอนนี้เขามีคนร่วมแชร์ความรู้สึกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจิลหรือวินดี้ก็ตาม

พอโนอาห์รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในหัวใจ เขาก็โล่งอกทันทีพร้อมกับหันไปบอกจิลกับวินดี้แล้วพูดว่า

“ทั้งสองคน ขอบใจมาก ๆ นะที่อยู่ข้าง ๆ ฉันเสมอมา...เอาล่ะ ฉันลืมไปได้ยังไงนะว่ามาที่นี่ทำไม”

พอโนอาห์เริ่มกลับมาเป็นเหมือนเดิม จิลกับวินดี้ก็ยิ้มออกมาแล้วพูดพร้อม ๆ กันว่า

“พวกเราคณะพ่อค้าหาบเร่ กำลังรอคำสั่งจากหัวหน้าพ่อค้าอยู่นะครับ / คะ”

“ดีมาก...” โนอาห์ยิ้มออกมาแล้ว สักพักเขาก็ทำหน้าจริงจังแล้วหันไปหาวินดี้ก่อนพร้อมกับพูดต่อไปว่า “วินดี้ เธอไปกับฉัน ส่วนจิล…นายถนัดเรื่องวางแผนสินะ งั้นนายก็ไปหาลาเทลแล้วบอกวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน เพราะคืนนี้ลมหนาวจะเข้ามาแน่นอน”

จิลพยักหน้า “ครับคุณโนอาห์” พอเขารับคำสั่งแล้วจิลก็รีบวิ่งเข้าไปในสำนักงานทันที จากนั้นวินดี้ก็ถามโนอาห์ว่า

“แล้วพวกเราจะไปไหนเหรอ”

“ไปยังสถานที่เก็บดาบแสงอาทิตย์น่ะ”

“อะ...อื้ม”

วินดี้กำลังแปลกใจเพราะเธอไม่เคยเห็นโนอาห์ในโหมดจริงจังขนาดนี้มาก่อนเลย ทำให้เธอคิดในใจว่า

“พายุหิมะคงเป็นภัยพิบัติที่น่ากลัวสินะ โนอาห์ถึงเครียดขนาดนั้น...แต่เอาเถอะฉันก็ต้องพยายามเหมือนกัน”

---------

 

ระหว่างทางที่โนอาห์กับวินดี้เดินทางไปยังสถานที่ที่ดาบแสงอาทิตย์สถิตอยู่นั้น พวกเขาทั้งสองก็เขาเห็นเร็นกำลังยืนก้มหน้าอยู่ข้าง ๆ ทาง โนอาห์ก็ไม่รอช้าที่จะเดินเข้าไปหาแล้วพูดว่า

“เจอจอมเวทแรงโน้มถ่วงอะไรนั่นไหม”

เร็นส่ายหัว “ไม่เจอเลย...แปลกมากทั้ง ๆ ที่ฉันสัมผัสพลังของเขาได้ที่นี่แท้ ๆ ”

“งั้นเหรอ...ไม่เป็นไร เอาไว้ค่อยตามหาใหม่ก็ได้”

“อื้ม...ว่าแต่นายเดินมาทางนี้แสดงว่าจะไปเอาดาบแสงอาทิตย์แล้วใช่ไหม” เร็นถาม

“อื้ม นายจะไปด้วยไหมล่ะ”

“ไปสิ ไหน ๆ ก็หมดธุระที่เมืองนี้แล้ว”

จากนั้นเร็นก็เข้าร่วมทางกับพวกโนอาห์ทันที ... จากจุดที่เร็นยืนอยู่นั้นคือโซนตลาด และถัดจากโซนตลาดจะมีทุ่งหญ้าสีเขียวโล่งกว้างไม่มีอาคารบ้านเรือนอยู่ ซึ่งคนที่นี่เรียกสถานที่แห่งนั้นว่า [ลานบูชาดวงอาทิตย์] ว่ากันว่าสาเหตุที่ที่นั่นไม่มีอาคารบ้านเรือนตั้งอยู่ก็เพราะว่ามันร้อนผิดปกติเอามาก ๆ ร้อนยิ่งกว่าภายในเมืองเสียอีก

ชาวบ้านบางคนก็เล่าว่า แต่เดินผ่านก็แทบจะแห้งตายแล้ว ทำให้มีจอมเวทที่ต้องการลองของหลาย ๆ คนมายังที่แห่งนี้กันมากมาย สาเหตุก็เพราะที่แห่งนี้มีดาบแสงอาทิตย์สถิตอยู่นั่นเอง

...

ณ ลานบูชาดวงอาทิตย์

พวกโนอาห์ได้เดินทางมาถึงทางเข้าลานบูชาแสงอาทิตย์แล้ว วินดี้เห็นเพียงเชือกสีดำกั้นเอาไว้พร้อมกับป้ายเขียนไว้ว่า [ห้ามผ่าน] และพอเธอมองไปข้างหน้าแล้วเธอก็เห็นเพียงแค่ไอร้อนที่ลอยขึ้นมาจนมองเห็นเป็นเหมือนโอเอซิสอยู่ข้างหน้าตลอดเวลา แต่ที่น่าแปลกก็คือ [ทำไมหญ้ายังไม่ตายแถมยังมีสีเขียวสดใสอยู่]

“นี่อาจารย์คะ ทำไมที่นี่มันดู ๆ แล้วรู้สึกขัดแย้งยังไงก็ไม่รู้”

“อ๋อ...นั่นเป็นเพราะพลังของดาบแสงอาทิตย์น่ะครับ วินดี้ลองสังเกตดี ๆ สิว่าแสงอาทิตย์ของลานนี้กับแสงอาทิตย์ที่อยู่ในเมืองมันต่างกันนะครับ”

วินดี้ก็ลองจ้องมองไปที่ลานหญ้ากว้าง ๆ แล้วก็หันกลับไปที่เมือง เธอทำแบบนั้นอยู่สักพักแต่เธอก็ไม่สามารถรู้ได้ว่ามันต่างกันยังไง

“ไม่เห็นจะต่างเลยนี่คะ” วินดี้กล่าวออกมา

“ฮะ ๆ อาจจะเป็นเพราะว่าวินดี้ยังไม่ได้ใช้เวทที่ดวงตาใช่ไหมครับ”

“อ๊ะ จริงด้วย โนอาห์เคยสอนอยู่นี่” พอวินดี้นึกขึ้นได้เธอก็ควบคุมพลังเวทที่ดวงตาทั้งสองข้าง ทันใดนั้นเองเธอก็เห็นลานกว้างมืดลงผิดกลับในเมืองที่ยังสว่างอยู่ ด้วยความแปลกใจของวินดี้เธอก็เลยถามเร็นต่อไปว่า

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมแสงแดดที่ลานกว้างถึงดูสว่างน้อยกว่าในเมืองแบบนั้นได้”

“ฮะ ๆ นั่นน่ะผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันครับ แต่อย่าคิดเดินเข้าไปในลานกว้างนะครับ ถึงจะมีแสงแดดสว่างน้อยกว่าก็จริง แต่ความจริงแล้วมันลานกว่าในเมืองตั้งสามเท่าเลยนะครับ”

“ค่ะ”

ระหว่างที่วินดี้กับเร็นกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น โนอาห์ก็หายไปจากที่พวกเขายืนอยู่แล้วพอพวกเร็นหันไปที่ลานกว้างอีกที ก็เห็นโนอาห์กำลังยืนอยู่ในลานกว้างแล้ว ด้วยความตกใจของวินดี้เธอก็เลยพยายามจะวิ่งเข้าไป แต่เร็นก็จบแขนเธอไว้แล้วส่ายหัวพร้อมกับพูดว่า

“รอชมสิ่งมหัศจรรย์อยู่ตรงนี้ดีกว่าครับ”

วินดี้เห็นรอยยิ้มของเร็นแบบนั้น เธอก็เลยหยุดที่จะวิ่งเข้าไปแล้วยืนมองโนอาห์ผ่านเชือกกั้นสีดำนี้ต่อไป

....

โนอาห์ยืนอยู่กลางลานกว้างแล้วหลับตาลง ตอนนี้ร่างกายของเขาก็มีควันขึ้นแล้ว เพราะแสงแดดกำลังแผดเผาร่างกายของเขาไปเรื่อย ๆ แต่เขาก็ยังหลับตาแล้วทำสมาธิอยู่แบบนั้น

โนอาห์หลับตาอยู่นานกว่าสิบนาที วินดี้เห็นร่างกายของโนอาห์เริ่มรับไม่ไหวเธอก็เลยหันไปถามเร็นว่า

“อาจารย์ แบบนี้โนอาห์มีหวังตายแน่ ๆ ค่ะ”

“ใจเย็น ๆ ก่อนวินดี้ ... ตอนนี้โนอาห์กำลังเรียกดาบแสงอาทิตย์อยู่”

“เรียก...งั้นเหรอคะ”

สิ้นเสียงคำถามของวินดี้ โนอาห์ก็ชูมือขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วพูดว่า

“ออกมาสักทีสิวะ ไอ้ดาบกระจอก!!!”

พอเขาพูดจบจู่ ๆ ท้องฟ้าก็มืดลง...ทางด้านของพวกซันที่อยู่ในสำนักงานก็มองผ่านหน้าต่างไปที่ลานบูชาดวงอาทิตย์ จากนั้นซันก็พูดขึ้นมาว่า

“จนได้สินะ...หนึ่งในเจ็ดดาบจากสวรรค์กำลังลงมาจุติบนเอ็นโดร่าอีกครั้งแล้ว”

กลับมาทางด้านของโนอาห์

หลังจากที่ท้องฟ้าที่ส่องสว่างตลอดวัน ในตอนนี้กลับมืดครึ้มขึ้นมาทันที จากนั้นที่มือของโนอาห์ก็มีแสงสีเหลืองทองส่องสว่างขึ้นมาในความมืดนั้น และจากนั้นโนอาห์ก็กำแสงสีทองนั้นแล้วฟาดลงไปที่พื้นดิน

ตู้ม~~~~

เกิดการระเบิดของแสงสีทองแผ่กระจายไปทั่วลานบูชาดวงอาทิตย์ มันจ้ามากจนเร็นกับวินดี้จำเป็นต้องปิดตาเอาไว้เพื่อไม่ทำให้ตัวเองตาบอดนั่นเอง

ไม่นานนัก

สิ้นแสงสว่างสีเหลืองทองไปแล้ว ภาพที่วินดี้เห็นนั้นก็คือดาบรูปทรงคาตานะเหมือนของเธอ แต่ยาวกว่าเล็กน้อยแถมยังไม่มีอะไรพิเศษเลย มันดูธรรมดามาก ๆ จนคิดว่านี่คือดาบแสงอาทิตย์จริง ๆ งั้นเหรอ

แต่เร็นกลับยิ้มออกมาด้วยความดีใจและพูดว่า

“นานแล้ว...นานแล้วสินะที่ไม่ได้เห็นดาบนั่น”

“นั่นคือ...ดาบแสงอาทิตย์จริง ๆ เหรอคะ” วินดี้ถามเร็น

“อะ...อื้ม...ไม่ผิดแน่ ดาบนั่นทั้งน่ากลัวและน่าหลงใหล ดาบที่ตำนานว่าไว้ว่าสามารถฟันดวงอาทิตย์ขาดเป็นสองส่วนได้”

พอเร็นพูดจบ โนอาห์ก็เก็บดาบไว้ในฝักดาบแล้วเดินกลับมาที่จุดที่พวกเร็นยืนอยู่ พร้อมกับพูดว่า

“เอาล่ะ ได้มาแล้วหนึ่งเล่ม...คราวนี้ก็---”

ในระหว่างที่โนอาห์พูดอยู่นั้น จู่ ๆ ทั้งสามคนก็สัมผัสถึงแรงกดดันของพลังเวทอันมหาศาลได้ที่ลานกว้าง เพราะแรงกดดันเวทนั้นจึงทำให้ทั้งสามคนหันกลับไปที่ลานบูชาทันที

และในตอนนั้นเองพวกซันก็วิ่งมาที่ทางเข้าลานบูชาแล้วเช่นเดียวกัน และในตอนนั้นทุกคนที่อยู่ตรงนั้นก็เห็นหญิงสาวสวมอาภรณ์ของนางฟ้า เป็นชุดที่โปร่งสบายใบหน้าของเธอยิ้มแย้ม และมีแสงสีทองส่องออกมาตลอดเวลา

ซันเห็นแบบนั้นก็ตกใจและพูดออกไปว่า

“ทะ...เทพแห่งดวงอาทิตย์ เธอมาที่นี่ทำไม”

พอทุกคนได้ยินซันพูดแบบนั้นก็ตกใจไปตาม ๆ กันทันที แต่โนอาห์กลับไม่ตกใจแล้วเดินไปหาเทพแห่งดวงอาทิตย์คนนั้นพร้อมกับถามว่า

“ไหนเธอบอกว่าจะไม่มาเหยียบพื้นโลกแล้วไง”

“โนอาห์...นายก็รู้ใช่ไหมว่าการที่ดาบแสงอาทิตย์ลงมาจุติที่โลกนี้อีกครั้งมันจะทำให้เกิดสงครามขึ้นอีกครั้ง”

“รู้...แต่ฉันก็เคยบอกเธอไปแล้วว่าจะดูแลมันให้ดีเอง และสงครามครั้งก่อนก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะดาบเล่มนี้ด้วย”

“มันก็จริง...แต่ว่าท่านเทพสูงสุดไม่ต้องการให้มนุษย์ใช้อุปกรณ์ของทวยเทพอีกต่อไปแล้ว”

พอเทพแห่งดวงอาทิตย์พูดจบอยู่ดี ๆ ดาบที่โนอาห์ถืออยู่ก็ไปอยู่บนมือของเธออย่างรวดเร็วจนทุกคนต่างมองไม่ทันว่ามันไปได้ยังไง โนอาห์เห็นแบบนั้นเขาก็ยื่นมือออกไปข้างหน้าแล้วพูดว่า

“เอาของของฉันคืนมาซะ”

“นี่ไม่ใช่ของของนายหรอกนะโนอาห์”

“ทำไมจะไม่ใช่...ฉันใช้เวลาทั้งชีวิตในการสร้างดาบทั้งสามเล่มมากับมือ แล้วอยู่ดี ๆ พวกเทพก็ขโมยไป ฉันก็แค่จะเอาของของฉันคืนก็แค่นั้น”

เทพแห่งดวงอาทิตย์ก็มองหน้าโนอาห์แล้วถอนหายใจออกมา

“เฮ้อ~ ถ้านายยังดื้อด้านแบบนี้อีกต่อไป ฉันก็จะเป็นต้องทำให้นายเชื่อฟังล่ะนะ”

เมื่อเธอพูดจบ เธอก็ชักดาบแห่งแสงอาทิตย์ออกมา ทันใดนั้นเองรูปร่างมันก็เปลี่ยนไปเป็นดาบใหญ่สีทองอร่ามและมีสัญลักษณ์ดวงอาทิตย์ประดับอยู่ที่ตัวดาบอีกด้วย

“โนอาห์...ฉันไม่อยากพรากชีวิตของมนุษย์หรอกนะ โดยเฉพาะนายที่มีบุญคุณกับพวกเรา ได้โปรดอย่าดื้อด้านอีกต่อไปเลย”

โนอาห์ได้ยินแบบนั้น เขาก็หัวเราะออกมาด้วยความบ้าคลั่ง~

“หึ...หึ...ฮะ..ฮะ...ฮ่า ๆ ๆ ๆ ”

ด้วยความสงสัยของเทพแห่งดวงอาทิตย์ เธอก็เลยถามโนอาห์ไปว่า

“นาย...นายกำลังหัวเราะอะไร”

“เปล่า ๆ ฉันก็แค่ขำตัวเองก็แค่นั้น”

“ขำตัวเอง...งั้นเหรอ”

“ใช่...ฉันคิดผิดไปตลอดเลยว่าดาบแสงอาทิตย์มันเป็นของฉันน่ะ โทษทีนะ [เอริส]

หลังจากที่โนอาห์พูดชื่อของเทพแห่งดวงอาทิตย์ออกไป ทันใดนั้นเองดาบที่เธอถืออยู่มันก็หนักขึ้นจนเธอไม่สามารถยกมันขึ้นมาได้

“นะ...นี่มันเกิดอะไรขึ้น”

“ก็อย่างที่ฉันบอกนั่นแหละดาบเล่มนี้มันไม่ใช่ดาบแห่งแสงอาทิตย์หรอกนะ นี่เอริส...เธอยังเชื่อใจพวกเทพอยู่อีกเหรอ”

“นี่นาย...กำลังพูดอะไรอยู่”

“เปล่าหรอก คิดซะว่าไม่ได้ยินก็ได้นะ เอาล่ะ เธอเอากลับคืนไปเถอะ”

พอโนอาห์พูดแล้วยิ้มให้เอริสไปแบบนั้น เธอก็ทำหน้าสงสัยในพฤติกรรมแปลก ๆ ของโนอา แต่แล้วเธอก็เสกดาบเล่มนี้ที่ถืออยู่ให้ลดขนาดลงแล้วเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อของเธอ

จากนั้นเอริสก็บอกโนอาห์ว่า

“ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม นายไม่มีวันได้ดาบเล่มนี้ไปครอบครองแน่นอน”

“ครับ ครับ~ เข้าใจแล้วครับ”

“หึ๊~ ถือว่าฉันมาตักเตือนนายในฐานะ [เพื่อนเก่าแก่ที่สุดของนาย] ก็แล้วกัน ไปล่ะ...”

แว่บ~ เอริสก็หายไปทันที จากนั้นเมืองซันชายที่มืดครื้มก็กลับมาส่องสว่างอีกครั้ง และพอเรื่องราวทั้งหมดจบลงแล้ว โนอาห์ก็เดินกลับมาด้วยความสบายใจ

ซันเห็นท่าทางของโนอาห์แบบนั้นเขาก็ถามไปว่า

“นี่นายกับเทพคุยกันอย่างกับเป็นเพื่อนกันเลยงั้นเหรอ”

“อื้ม ... ทำไมเหรอ”

“เป็นไปได้ยังไง ... นายเป็นใครกันแน่โนอาห์”

พอซันถามออกมาแบบนั้น โนอาห์ก็ยิ้มอย่างร่าเริงแล้วตอบไปว่า

“เป็นเพียงพ่อค้าเร่ที่เดินทางไปทั่วเอ็นโดร่าแล้วยังไงล่ะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ”

โนอาห์หัวเราะเสร็จเขาก็เดินออกไปจากลานกว้าง แล้วจากนั้นพวกเร็น จิล และวินดี้ก็วิ่งตามหลังเขาไปทันที

ลาเทลเห็นท่าทางของโนอาห์ที่สบายใจแบบนั้นเธอก็พูดขึ้นมาว่า

“คนคนนั้นปริศนาเยอะจังเลยนะคะท่านซัน”

“อืม...เมื่อสิบปีก่อนก็เหมือนกัน อยู่ดี ๆ เขาก็โผล่มาช่วยพวกฉันในสนามรบแล้วก็หายไป เขาทำตัวเหมือนสายลม แสงแดด และความมืด ทุก ๆ อย่างที่เกี่ยวกับตัวเขาไม่มีใครรู้ดีเท่าตัวเขาเลย”

ซันกับลาเทลก็มองไปที่แผ่นหลังของโนอาห์คนนั้นแล้วก็รู้สึกระแวงและดีใจไปพร้อม ๆ กันที่โนอาห์ไม่ได้อยู่ฝั่งศัตรูกับพวกเขานั่นเอง

-----------

...

..

.

ณ หน้าโรงเตี๊ยมของเมืองซันชาย

“นี่โนอาห์ แบบนี้นายก็ไม่ได้ดาบแล้วสิ” วินดี้ถามขึ้นมา

“อ๋อ...ได้มาแล้วน่ะ”

“หา!!”

ทุกคนพร้อมใจกันอุทานออกมาทันที จากนั้นโนอาห์ก็พูดต่อไปอีกว่า

“ไม่ต้องกังวลหรอก เดี๋ยวพอถึงเวลาพวกนายก็จะเห็นเองแหละ เอาเป็นว่าตอนนี้รีบนอนเถอะไม่รู้ว่ากี่โมงกี่ยามแล้ว แต่ฉันเหนื่อยชะมัด หาว~~~”

โนอาห์พูดจบก็เดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมทันที ทุก ๆ อย่างเหมือนจะจบลงแล้วแต่ทันใดนั้นเองจู่ ๆ โรงเตี๊ยมขนาดตึกสามชั้นที่ใหญ่ที่สุดในเมืองซันชายก็โดนแรงกดอันมหาศาลบีบอัดลงไปทันที

ตู้ม~~~~~

พวกเร็นทั้งสามคนก็กระเด็นออกไปคนละทิศคนละทาง พอวินดี้รู้สึกตัวได้เธอก็มองเห็นโรงเตี๊ยมแบนและพังทลายไปหมด

“มะ...ไม่นะ....ไม่นะ!!! โนอาห์~~~~~~!!!!”

-----------------------

บทที่ 8 จบ

หากมีคำผิดหรือตกหล่นตรงไหนกระผมก็กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น