โนอาห์ นักดาบคนสุดท้ายแห่งเอ็นโดร่า

ตอนที่ 7 : เมืองซันชาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    21 มี.ค. 63

บทที่ 7 - เมืองซันชาย

หลังจากที่จิลและวินดี้ใช้เวลาฝึกฝนอยู่นาน กลุ่มของโนอาห์ก็ได้เวลาเดินทางออกจากเมืองร้างที่ซับซ้อนแห่งนี้เสียที ซึ่งระหว่างทางโนอาห์จะเป็นคนเดินนำตลอดเพราะเขาเคยผ่านที่นี่มาแล้วหลายครั้งจนเรียกได้ว่า แค่หลับตาก็สามารถเดินออกไปจากเมืองร้างแห่งนี้ได้อย่างสบาย ๆ

ใช้เวลาไม้ถึงครึ่งวันในที่สุดกลุ่มของโนอาห์ก็พบกับแสงสว่างอยู่ตรงหน้าแล้ว

“ในที่สุดก็ถึงทางออกสักที” โนอาห์พูดออกมาพร้อมกับหันกลับไปหาพรรคพวกของเขาแล้วพูดต่อไปว่า “ทุกคน เตรียมร่ายเวทห่อหุ้มร่างกายไว้ด้วยนะ”

สิ้นเสียงของโนอาห์ทุกคนก็ร่ายเวทห่อหุ้มร่างกายทันที มีเพียงโนอาห์เท่านั้นที่ไม่ร่ายเวทห่อหุ้ม ด้วยความสงสัยของวินดี้เธอจึงถามเร็นออกไปว่า

“ทำไมเขาถึงไม่ร่ายเวทล่ะคะอาจารย์”

“อ๋อ...นักดาบเป็นพวกเดียวที่มีพลังต้านทานเวทและกายภาพสูงตั้งแต่เกิดแล้ว เพราะฉะนั้นแสงแดดของเมืองซันชายที่สาดส่องลงมาทั้งวันทั้งคืนก็ทำอะไรโนอาห์ไม่ได้หรอก”

“อ๋อ ค่ะ”

จากนั้นวินดี้ก็คลายความสงสัยลง แต่เธอเองก็แปลกใจอยู่ดีเพราะเธอเคยได้ยินมาว่าเมืองซันชายเป็นเมืองที่ร้อนมาก ๆ ร่างกายของโนอาที่ไม่มีพลังเวทเลยจะทนได้จริง ๆ งั้นเหรอ

....

..

.

ณ ทางเข้าเมืองซันชาย

และก็ตามที่วินดี้คาด...พอเดินออกมาจากเมืองร้างโนอาห์ก็หมดแรงทันที

“โอ๊ย~~ ร้อน ร้อนๆ ๆ ๆ ” โนอาห์บ่นออกมาจนทำให้พวกเร็นเอือมระอา วินดี้ก็เลยกระซิบถามเร็นไปอีกครั้งว่า

“ไหนอาจารย์บอกว่าเขาทนได้ยังไงล่ะ”

“อะ...ฮะ ๆ นั่นสินะ”

จิลเห็นท่าทางทุรนทุรายของโนอาห์แบบนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมาแล้วร่ายเวทห่อหุ้มให้

ฟุบ~

โนอาห์ก็รู้สึกไม่ร้อนขึ้นมาทันที พอเขาหายร้อนแล้วเขาก็หันไปหาจิลแล้วบอกว่า

“โห~ ว่าแล้วจิลต้องมีประโยชน์แน่ ๆ เลย ขอบใจมาก ๆ นะ”

“เฮ้อ~ ไม่เป็นไรครับเรื่องเล็กน้อย”

“ฟู่~ ไม่ว่าจะมากี่ครั้งก็ยังร้อนใช้ได้เลยนะ” โนอาห์กล่าวออกมาพร้อมกับถอนหายใจยาว ๆ

จากนั้นเร็นก็เดินมายืนข้าง ๆ โนอาห์แล้วพูดว่า

“ฉันว่านายอยู่ที่นี่นาน ๆ ไม่ได้แน่...งั้นนายลองไปที่สำนักงานเวทมนตร์ของที่นี่นะ พวกจอมเวทที่นั่นต้องรู้ที่อยู่ของดาบแสงอาทิตย์แน่”

“อื้ม...แล้วนายไม่ไปด้วยงั้นเหรอเร็น”

“ไปด้วยสิ แต่นายไปก่อนเลยฉันขอตามหาร่องรอยของจอมเวทแรงโน้มถ่วงก่อน”

“โอเค งั้นเจอกันที่สำนักงานจอมเวทนะ”

จากนั้นเร็นก็ขอแยกตัวชั่วคราวกับพวกโนอาห์ วินดี้กับจิลก็เดินมาหาโนอาห์แล้วถามว่า

“โนอาห์ ที่แสงอาทิตย์มันไม่ยอมหายไป มันเป็นเพราะดาบของนายหรือเปล่า” วินดี้ถาม

“อ๋อ...ก็มีส่วนล่ะนะ แต่จริง ๆ แล้วส่วนมากมันเป็นเพราะหนึ่งในสิบสองจอมเวท [ซัน] ได้ร่ายเวทสร้างดวงอาทิตย์ดวงที่สองไว้น่ะ”

“ดวงอาทิตย์...ดวงที่สองงั้นเหรอ” วินดี้สงสัย จิลก็เลยอธิบายให้วินดี้ฟังว่า

“นานมาแล้วเมืองแห่งนี้เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยมารร้าย จนกระทั่งซันจอมเวทผู้ใช้พลังแห่งดวงอาทิตย์ได้เดินทางมาถึง ด้วยความอะไรก็ไม่รู้ของเขา เขาก็ทำการสร้างดวงอาทิตย์จำลองดวงที่สองที่อยู่บนฟ้าขึ้นมา จากนั้นมารร้ายก็ตายกันหมดจนไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียวเลย”

“ใช่...ตามที่จิลพูดนั่นแหละ แต่ว่า...” โนอาห์พูดจบก็ชี้ไปที่น่านฟ้าของเมืองร้าง “...พวกเธอเห็นอะไรผิดปกติจากจุดนี้ไปจุดนั้นไหม”

วินดี้กับจิลก็เงยหน้ามองน่านฟ้าของเมืองซัน กับ เมืองร้างสลับกันไปมาสักพัก จิลก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ก่อนและตอบโนอาห์ไปว่า

“อ๋อ...ท้องฟ้าของเมืองร้างไม่มีดวงอาทิตย์เลยใช่ไหมครับ”

“จริงด้วย...ไม่มีจริง ๆ ด้วย” วินดี้พูดเสริมจิล

โนอาห์ก็พยักหน้า “ใช่แล้ว นั่นเป็นเพราะเวทมนตร์ของซันทำให้ดวงอาทิตย์ที่น่าจะสาดส่องไปทั่วทั้งทวีป กลับส่องไปไม่ถึงเมืองร้างแห่งนั้น และพอเมืองร้างแห่งนั้นไม่มีแสงแดดมันก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้น”

“แล้วท่านซันจะทำแบบนั้นไปทำไม...โนอาห์ นายรู้หรือเปล่า” วินดี้ถามอีกครั้ง

โนอาห์ก็ส่ายหัว “ไม่รู้หรอก...แต่ที่รู้แน่ ๆ ก็คือ...ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปเอ็นโดร่าต้องเสียสมดุลจนพังเป็นลูกโซ่แน่นอน

โนอาห์พูดออกมาด้วยความรู้สึกที่โมโหนิด ๆ จนจิลกับวินดี้สัมผัสได้ทันทีว่า โนอาห์เป็นคนที่รักเอ็นโดร่ามาก ๆ คนหนึ่งเลย

....

จากนั้นพวกเขาทั้งสามคนก็เดินเข้าไปในหมู่บ้าน ระหว่างทางที่ผ่านไปจิลกับวินดี้ก็ขายของเก่า ข้าวสารอาหารแห้งให้กับร้านค้าแถว ๆ นั้นด้วย พอได้มาทำอะไรแบบนี้แล้วโนอาห์ก็ได้ข้อมูลใหม่ ๆ ว่า

“เมืองซันชายกำลังจะไม่มีน้ำใช้”

ซึ่งโนอาห์เคยได้ยินคำพูดนี้ตั้งแต่มาที่นี่ครั้งแรกแล้ว และดูท่าน้ำที่สำรองไว้ในเมืองมันก็ร่อยหรอลงจริง ๆ ด้วย แต่ว่า...กลับกัน ที่เมืองร้างกลับมีน้ำให้ใช้อย่างไม่จำกัด พอโนอาห์รับรู้ได้แบบนั้นเขาก็ยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่จนพูดออกมาให้ทั้งสองคนฟังว่า

“นี่วินดี้ จิล...ถ้าฉันได้ดาบแสงอาทิตย์มา ฉันจะทำลายดวงอาทิตย์ปลอม ๆ นั่นทิ้งซะ”

“วะ...ว่าไงนะครับ นั่นมันเป็นเวทมนตร์ประเภทควบคุมธรรมชาติที่แข็งแกร่งมาก ๆ เลยนะครับ”

“อืม...สุดยอดจริง ๆ นั่นแหละ แต่นายดูสิ” โนอาห์ชี้ไปที่ที่เก็บน้ำของหมู่บ้านที่ตั้งตระหง่านเป็นเหมือนแก้วขนาดใหญ่ใส ๆ ซึ่งภายในมีน้ำอยู่น้อยนิด จากนั้นเขาก็พูดต่อไปว่า “นั่นมันถึงขั้นวิกฤตแล้วนะ ขืนฉันไม่ทำอะไรสักอย่างเมืองนี้ต้องหายไปอีกเมืองแน่ ๆ”

วินดี้ได้ยินแบบนั้นเธอก็ยิ้มออกมาแล้วพูดกับโนอาห์ว่า

“นายนี่เป็นห่วงคนอื่นมากกว่าที่คิดนะเนี่ย”

“หา! ฉันไม่ได้ห่วงสักหน่อย...ฉันแค่ไม่ชอบการกระทำของพวกสิบสองจอมเวทก็เท่านั้นแหละ”

“จ๊ะ จ๊ะ โอเคจ๊ะ” วินดี้ยิ้มแล้วก็ตอบไป ส่วนจิลก็แอบยิ้มแล้วหัวเราะเบา ๆ

โนอาห์ก็ไม่ตอบโต้อะไรพวกเขากลับไป นอกจากเดินทางไปที่สำนักงานเวทมนตร์ต่อ

...

ณ สำนักงานเวทมนตร์ประจำเมืองซันชาย

ในที่สุด...พวกโนอาห์ก็เดินทางมาถึงสำนักงานเวทมนตร์ที่ใหญ่โตโอ่อ่าไม่สมกับสภาพของเมืองที่แห้งแล้งแห่งนี้เลย ความคิดแรกที่วินดี้เห็นก็คือ

“นี่มันบ้าอะไรกัน”

พอโนอาห์ได้ยินแบบนั้นเขาก็พูดออกไปว่า

“พวกนี้ก็คงคิดว่าตัวเองควรจะได้รับสิ่งดี ๆ มากกว่าคนอื่นนั่นแหละ ส่วนมากพวกจอมเวททางการก็มักเป็นแบบนี้ซะด้วย...แต่ช่างเถอะวันนี้ฉันแค่จะมาเอาดาบคืนก็แค่นั้น”

พอโนอาห์พูดจบเขาก็กดกริ่งหน้าทางเข้า

กริ้ง กริ้ง~~

พอกดไปสักพัก ก็มีเด็กน้อยผมสีดำยาวเปิดประตูออกมาแล้วยิ้มให้โนอาห์พร้อมกับถามว่า

“พวกพี่มาทำอะไรกันคะ”

“อ๋อ จะมาคุยกับหัวหน้าของที่นี่น่ะ ไม่ทราบว่าหัวหน้าของเธออยู่ไหม” โนอาห์ถามเด็กน้อยคนนั้นไป

“อยู่ค่ะ แต่ว่าท่าน [ลาเทล] กำลังคุยธุระสำคัญกับท่านซันอยู่ค่ะ”

“หืม~ ซันก็อยู่ที่นี่งั้นเหรอ”

“อยู่ค่ะ...แล้วพวกพี่จะเข้ามาข้างในก่อนไหมคะ”

“อ๋อ...อื้ม รบกวนด้วยนะ”

หลังจากที่โนอาห์ตอบรับคำเชิญของเด็กน้อยคนนั้นไป พวกเขาทั้งสามคนก็เดินเข้าไปในห้องรับรองห้องหนึ่ง จากนั้นเด็กน้อยคนนั้นก็รีบเอาน้ำ ขนม นมเนยทุกอย่างที่กินได้มาเสิร์ฟไม่หยุดเลย

พอเธอเสิร์ฟเสร็จแล้ว เธอก็ยิ้มและพูดว่า

“อ๊ะ ฉันยังไม่ได้แนะนำตัวเลย ฉันชื่อ [แฟลร์] เป็นจอมเวททางการฝึกหัดค่ะ”

“สวัสดีแฟลร์ ฉันโนอาห์เป็นพ่อค้าเร่ ส่วนคนนี้คือปีศาจชื่อว่าวินดี้ อีกคนก็จิลนะ”

“วะ..หวา~ ปีศาจงั้นเหรอคะ” แฟลร์ตกใจเล็กน้อย จากนั้นวินดี้ก็พูดว่า

“ฉันไม่จับเธอกินหรอกน่าอย่ากลัวไปเลย”

“หวา~~ ค่ะ อย่ากินฉันเลยนะคะ เนื้อไม่ค่อยมีช่วยรอให้ฉันโตก่อนนะคะ”

พอแฟลร์พูดออกมาแบบนั้น ทั้งสามคนก็เอ๋อรับประทานทันที ... เวลาผ่านไปสักพักโนอาห์ก็ถามแฟลร์ไปว่า

“นี่แฟลร์ ลาเทลประชุมเสร็จหรือยัง พอดีฉันอยู่ที่นี่นานไม่ได้น่ะ”

“อีกเดี๋ยวก็เสร็จแล้วค่ะ ว่าแต่พวกพี่ ๆ มีธุระอะไรงั้นเหรอคะ”

“อ๋อ...ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่จะมาเอาดาบแสงอาทิตย์------” โนอาห์ยังพูดไม่ทันจบ จู่ ๆ แฟลร์ก็ร่ายเวทบอลเพลิงขนาดใหญ่ใส่พวกโนอาห์ทั้งสามคนทันที

ตู้ม! ~~~~

แรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากการระเบิดทำให้ทุกคนที่อยู่ในสำนักงานเวทมนตร์แห่งนี้รีบวิ่งลงไปที่ห้องรับรองทันที และแน่นอน ลาเทลกับซันก็รีบออกจากห้องประชุมแล้วไปยังที่เกิดเหตุเช่นกัน

...

ณ ที่เกิดเหตุหน้าห้องรับรอง

ลาเทล หญิงสาวผมสั้นประบ่าสีขาวหน้าตาคมเข้มก็รีบวิ่งมาจากชายหน้าเด็กที่สวมผ้าคลุมสีแดงที่บ่งบอกว่าเขาคือซันหนึ่งในสิบสองจอมเวทในตำนานผู้สร้างเอ็นโดร่า พวกเขาทั้งสองวิ่งลงมาด้วยความแตกตื่น และทันใดนั้นเองซันกับลาเทลก็เห็นกลุ่มจอมเวทมุงกันอยู่หน้าห้องรับรองพร้อมกับเพลิงไหม้และกลุ่มควันลอยเต็มไปหมด

ลาเทลเห็นแบบนั้นก็ตะโกนบอกทุกคนไปว่า

“ทุกคนถอยไปนี่คือคำสั่ง”

พอเธอพูดจบทุกคนก็รีบทยอยถอยออกไปทันที และในตอนนั้นเองซันกับลาเทลก็เห็นแฟลร์กับจิลกับร่ายเวทเพลิงต้านกันอยู่อย่างดุเดือด ทั้งสองต่างไม่ยอมกันโดยที่แฟลร์ก็ตะโกนใส่พวกจิลไปว่า

“ออกไปซะ พวกคนร้าย จะมาขโมยสิ่งสำคัญของเมืองซันชายที่ฉันรักไม่ได้นะ”

“คุณแฟลร์ครับ ได้โปรดยั้งมือก่อนพวกผมไม่ได้มาขโมยนะครับ” จิลพยายามเกลี้ยกล่อม

“ไม่เชื่อ ฉันไม่เชื่อ ฉันไม่เชื่อใครทั้งนั้น ย้า~~” แฟลร์เริ่มเพิ่มระดับของพลังเวทจนทำให้สภาพตึกแถว ๆ นั้นเริ่มหลอมละลาย พอซันเห็นท่าไม่ดีแล้วเขาก็ดีดนิ้วไปหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นเองเวทเพลิงทั้งหมดก็ไหลไปรวมกันที่ปลายนิ้วชี้ของซันด้วยความน่าอัศจรรย์และสุดท้ายพลังของจิลกับแฟลร์ก็หายไป

“ฉันขอสั่งให้ทั้งสองคนไปสงบสติอารมณ์ในห้องพักทันที”

จิลกับแฟลร์ได้ยินคำสั่งของซันแบบนั้น เขาก็ตะเบ๊ะแล้วพูดพร้อม ๆ กันว่า

“รับทราบครับ / รับทราบค่ะ”

พอทุกอย่างจบลงแล้ว ลาเทลก็หันไปบอกซันว่า

“ขออภัยในความวุ่นวายด้วยนะคะ แล้วเรื่องที่คุยกันท่านซันจะเอายังไงดีคะ”

“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน...ตอนนี้เรามีแขกคนสำคัญกำลังโดนไฟคลอกอยู่ตรงนั้นน่ะ”

ลาเทลหันกลับไปมองที่พื้นตรงที่จิลกับแฟลร์ต่อสู้กันก็เห็นวินดี้กำลังพัดไล่เพลิงที่ลุกไหม้บนเสื้อของโนอาห์อย่างทุลักทุเล

“อ๊าก~~ แย่แล้ว ๆ ไฟไหม้เสื้อฉันแล้ววินดี้”

“ใจเย็น ๆ ก่อนสิโนอาห์ ฉันกำลังจะใช้เวทลมให้ รอสักครู่นะ”

ในตอนนั้นเองที่วินดี้จะใช้เวทลม ลาเทลก็ตะโกนไปว่า

“ห้ามใช้ลมนะเดี๋ยวไฟจะแรงขึ้น”

พอลาเทลพูดจบเธอก็แบมือมาทางโนอาห์แล้วพูดว่า

“เวทแห่งเพลิง : มอดดับ”

ฟุบ~ ไฟที่ไหม้อยู่บนเสื้อของโนอาห์ก็ดับลงทันที ... จากนั้นโนอาห์ก็ยืนขึ้นแล้วโค้งขอบคุณลาเทลพร้อมกับพูดว่า

“ว้า~~ ขอบคุณนะครับ มีประโยชน์มากกว่าวินดี้เยอะเลย ฮ่า ๆ ”

“หน็อย~ เจ้าบ้าโนอาห์ นายว่าฉันงั้นเหรอห๊ะ”

จากนั้นซันก็หัวเราะออกมา

“ฮ่า ๆ ๆ ทำไมนักดาบทะเลสีเลือดถึงติ๊งต๊องได้ขนาดนี้ล่ะ”

โนอาห์ได้ยินแบบนั้น เขาก็หันไปหาซันแล้วพูดว่า

“คนเรามันเปลี่ยนไปทุก ๆ วินาทีอยู่แล้ว นายเองก็โตขึ้นเยอะนะเจ้าเด็กน้อย”

“ว่าไงนะ..” ซันเริ่มโมโหขึ้นมา จากนั้นโนอาห์ก็หันไปหาลาเทลแล้วถามว่า

“ดาบแสงอาทิตย์อยู่ที่ไหนเหรอครับคุณลาเทล”

“เฮ้อ~ ก็คิดอยู่ว่าสักวันคุณต้องมาเอาดาบคืนแน่นอน แต่ว่าตอนนี้ยังไม่เหมาะหรอกค่ะ”

“ไม่เหมาะงั้นเหรอครับ” โนอาห์ถาม

“ใช่ค่ะ พวกเราพึ่งได้ข่าวมาจะมีพายุหิมะที่พัดมาจากเมืองน้ำแข็งกรีนไอซ์พัดผ่านมาถึงเมืองนี้ค่ะ”

“หา!! เมืองน้ำแข็งนิรันด์งั้นเหรอ” โนอาห์อุทานด้วยความตกใจ จากนั้นซันก็เดินมาแล้วบอกโนอาห์ไปว่า

“ใช่...ที่ฉันมาที่นี่ก็เพราะลาเทลแจ้งมานี่แหละ นายคิดว่ามันแปลกไหมล่ะโนอาห์”

โนอาห์มองซันด้วยสีหน้าแปลก ๆ จากนั้นเขาก็ยิ้มออกมาแล้วพูดว่า

“แหม แหม~ เดี๋ยวนี้นายกล้าเป็นผู้ใหญ่แล้วงั้นเหรอเจ้าเด็กน้อย”

“วะ..ว่าไงนะ...นี่แก...โนอาห์ หลายครั้งแล้วนะเว้ย!!”

ซันพูดจบเขาก็โมโหแล้วเผลอปล่อยออร่าหลอมละลายออกมา จนทำให้ลาเทลและพวกจอมเวทที่สำนักงานเริ่มจะเป็นลมแดดกันหมด แต่โนอาห์กับวินดี้กลับไม่เป็นอะไร จากนั้นโนอาห์ก็พูดว่า

“เวลานายโกรธก็ยังทำร้ายคนอื่นอยู่เหมือนเดิมเลยนะ เอาล่ะ” โนอาเดินไปแตะบ่าของซัน ทันใดนั้นเองพลังเวทอันมหาศาลของซันก็หายไปเป็นปลิดทิ้งทันที “พอได้แล้ว ฉันไม่แกล้งแล้วล่ะ”

“ชิ~” ซันก็งอนเล็กน้อย จากนั้นลาเทลก็ค่อย ๆ พยุงตัวเองขึ้นมาแล้วพูดว่า

“ขอความกรุณาอย่าทำแบบนี้อีกเลยนะคะ”

ซันได้ยินแบบนั้นก็โค้งขอโทษลาเทล

“ขอโทษทีนะ เอาล่ะพวกเราไปคุยกันต่อดีกว่า”

จากนั้นโนอาห์ วินดี้ ลาเทลและซันก็เดินขึ้นไปชั้นสามเพื่อไปคุยกันที่ห้องทำงานของลาเทลนั่นเอง

--------

 

ณ ห้องทำงานของลาเทล

ในห้องทำงานของลาเทลก็มีภาพของแผนที่เอ็นโดร่าขนาดใหญ่ พร้อมกับจุดที่เป็นปัญหาจากเมืองกรีนไอช์ลากยาวมาถึงเมืองซันชายเป็นระยะทางกว่าสองพันกิโลเมตร ซึ่งลาเทลก็ได้ฉายภาพที่หน่อยของเธอได้ไปสอดแนมมา

ภาพเหล่านั้นคือภาพของเส้นทางที่พายุน้ำแข็งพาดผ่าน ... มันมีแต่น้ำแข็งเต็มไปหมด สิ่งมีชีวิตโดนแช่แข็งอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีที่ไหนมีสีเขียวของพืชเลย มีเพียงสีขาวโพลนของน้ำแข็งและมีหิมะตกตลอดทางเพียงเท่านั้น

พอโนอาห์เห็นแบบนั้นเขาก็พูดขึ้นมาว่า

มหาเวทมนตร์โบราณ : พายุหิมะ (Blizzard) สินะ”

“ใช่...จำได้ไหมที่ฉันถามนายว่ามันแปลกน่ะ” ซันถามโนอาห์อีกครั้ง

“อื้ม...แปลกจริง ๆ ด้วย แต่ว่านายได้ตรวจสอบหรือยังว่าสิบสองจอมเวทไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย”

“อ๋อ...นายหมายถึงเฟย่าหนึ่งในสิบสองจอมเวทผู้ใช้น้ำแข็งใช่ไหม...ฉันถามเธอแล้วเธอไม่เกี่ยวหรอก”

“งั้นเหรอ...ถ้างั้นก็มีเพียงคนเดียวแล้วล่ะ” โนอาห์พูดจบ วินดี้ก็พูดแทรกขึ้นมาทันทีว่า

“ฟรอเซ่นใช่ไหมคะ”

ซันและลาเทลต่างสงสัยกับชื่อนั้น โนอาห์ก็เลยอธิบายไปว่า

“ฟรอเซ่นคือหนึ่งในสีปีศาจแห่งโกมุนโต้ โดยอยู่ภายใต้อาณัติของไดแมนชั่นหนึ่งในดอกไม้สังหารน่ะ”

“ว่าไงนะ...ทำไมไดแมนชั่นพวกเดียวกับนายถึงเป็นคนทำแบบนี้ด้วยล่ะ” ซันถามด้วยความตกใจ

โนอาห์ก็ส่ายหัว “บอกตามตรงฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ... แต่เท่าที่สัมผัสได้จากความแค้นของฟรอเซ่น ฉันคิดว่าพวกปีศาจแห่งโกมุนโต้ต้องการจะทำลายเอ็นโดร่าแน่นอน”

พอโนอาห์พูดออกไปแบบนั้นทุกคนในห้องทำงานก็ตกใจไปพร้อม ๆ กันทันที จากนั้นลาเทลก็ยืนกอดอกแล้วพูดว่า

“ลำพังสถานการณ์ที่ชายแดนก็รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว นี่ยังมีเรื่องสี่ปีศาจแห่งโกมุนโต้อีกงั้นเหรอ”

“อย่าพึ่งรีบสรุปไปเลย นั่นเป็นเพียงการคาดเดาสุ่ม ๆ ของฉันเท่านั้น” โนอาห์ตอบไปด้วยความสบายใจ

จากนั้นซันก็ยืนขึ้นแล้วพูดว่า

“ไม่ว่ามันจะเกิดจากอะไรก็ตาม ตอนนี้พวกเราต้องรีบหยุดพายุหิมะมรณะนั่นเสียก่อน ลาเทล…” ซันหันไปหาลาเทล “...จากการคาดการณ์ของเธอพายุหิมะจะมาถึงเมืองซันชายตอนไหน”

ลาเทลหันกลับไปที่แผนที่แล้วพูดว่า

“อีกสามวันค่ะ”

“โอเค...” ซันพยักหน้าแล้วหันมาหาโนอาห์ “...ฉันจะคืนดาบแสงอาทิตย์ให้นายชั่วคราวก่อนก็ได้ ถ้านายช่วยพวกฉันไล่พายุหิมะไปได้ ฉันก็จะพิจารณาอีกทีว่าควรคืนดาบแสงอาทิตย์ให้ปีศาจกระหายเลือดอย่างนายหรือเปล่า”

“โห~ เดี๋ยวนี้เจ้าเด็กน้อยซันกล้าพูดจาใหญ่โตเชียวนะ...แต่ก็ได้...ถ้าฉันไล่พายุหิมะไปได้นายต้องคืนดาบให้ฉันนะแล้วก็...” โนอาห์พูดจบก็มองไปที่ซันด้วยสายตาที่ดุเดือดพร้อมกับพูดว่า "...ฉันจะขอฟันดวงอาทิตย์ดวงที่สองของนายทิ้งด้วย"

พอซันได้ยินแบบนั้นเขาก็ตกใจและมองมาที่โนอาห์ด้วยความสั่นกลัวเล็กน้อย...

-----------------------------

บทที่ 7 จบ

หากมีคำผิดหรือตกหล่นตรงไหนกระผมก็ขอกราบอภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น