โนอาห์ นักดาบคนสุดท้ายแห่งเอ็นโดร่า

ตอนที่ 5 : เดินหน้าต่อไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 29
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    21 มี.ค. 63

บทที่ 5 – เดินหน้าต่อไป

ค่ำคืนแห่งหมู่บ้านน้ำตกก็ดำเนินต่อไป ... โดยในห้องพักของโนอาห์ก็มีเฉลียงให้เอาไว้นั่งชมน้ำตกสีรุ้งอันแสนสวยงาม และในตอนนี้ก็เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว โนอาห์ก็ยังคงนอนไม่หลับ เขาก็เลยมานั่งที่เก้าอี้ที่วางไว้บนเฉลียงแล้วจ้องมองไปที่น้ำตกแบบนั้นอยู่คนเดียว

“เฮ้อ~ ถ้าสิ่งที่จิลเอามาให้ดูเป็นเรื่องจริง...สงครามโลกเวทมนตร์ครั้งที่สามต้องเกิดขึ้นอีกครั้งแน่นอน”

โนอาห์พูดออกมาด้วยท่าทางที่เป็นกังวล เพราะตัวเขาเองนั้นไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอีกครั้งแล้ว

ก๊อก ก๊อก ก๊อก ~

“หืม~ ใครเคาะประตูกันนะ” นั่นคือสิ่งที่โนอาห์คิดในใจ และในตอนนั้นเองเมื่อสิ้นเสียงเคาะเขาก็ได้ยินเสียงของวินดี้ตะโกนเข้ามาว่า

“นอนหรือยังโนอาห์”

“ยัง มีอะไรเหรอวินดี้”

“เข้าไปหน่อยได้ไหม”

“อื้ม เปิดเลยประตูไม่ได้ล็อก”

แอ็ด~

“เฮ้อ~ ขนาดประตูห้องนอนนายก็ไม่ยอมล็อกอีกนะ จะชะล่าใจเกินไปแล้ว”

“ฮ่า ๆ ๆ ไม่ต้องกังวลแทนฉันหรอกน่า ฉันไม่ตายง่าย ๆ หรอก”

“นั่นสินะ”

วินดี้พูดจบก็เดินมาที่เฉลียงแล้วนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัวพร้อมกับมองไปที่น้ำตกสีรุ้งในยามค่ำคืนแล้วพูดว่า

“ที่นี่สวยจังเลยนะ”

“อื้ม...ว่าแต่เธอไม่นอนต่องั้นเหรอ”

วินดี้ส่ายหัว “เผ่าปีศาจนอนแค่วันละสองชั่วโมงน่ะ”

“อ๋อ ลืมไปเลย ฮ่า ๆ ”

หลังจากนั้นทั้งสองคนก็ไม่ยอมพูดอะไรกันอีก ด้วยความที่โนอาห์ไม่ชอบความเงียบเท่าไหร่เขาก็ยิงคำถามไปหาวินดี้ว่า

“ทำไมเธอต้องใส่ผ้าปิดตาด้วยล่ะ”

“อ๋อ...แม่บอกให้ใส่ไว้น่ะ”

“งั้นเหรอ”

“อื้ม...ถามแค่นี้งั้นเหรอ”

“ใช่”

วินดี้เริ่มประสาทเสียกับการสนทนาเธอก็เลยยืนขึ้นแล้วถอนหายใจ

“เฮ้อ~ ฉันละไม่เข้าใจนายจริง ๆ เลย ไม่รู้จะเป็นคนที่มีมารยาท หรือ เป็นคนที่เข้าใจยากกันแน่นะ”

“นั่นสินะ...” โนอาห์มองไปที่น้ำตาด้วยสายตาที่อ่อนโยน จากนั้นวินดี้ก็ชักดาบสีดำออกมาแล้วร่ายรำกระบวนท่าที่หนึ่งให้โนอาห์ดู พอเธอร่ายรำจบแล้วเธอก็ถามโนอาห์ไปว่า

“เป็นไงบ้าง ดีขึ้นไหม”

“อื้ม...เกือบเป๊ะแล้วล่ะ”

“งั้นเหรอ” วินดี้เก็บดาบลงในฝักแล้วพูดต่อไปว่า “แล้วทำไมนายถึงไม่ยอมสอนกระบวนท่าอื่นให้ฉันสักทีล่ะ”

“ไม่จำเป็นหรอก...แค่กระบวนท่าเดียวก็ใช้หากินได้ทั้งชีวิตแล้วล่ะ”

“โอเค...นี่โนอาห์ นายคิดยังไงถึงสอนวิชาดาบให้ฉัน ทั้ง ๆ ที่ฉันจะเอาไว้ใช้ฆ่าคนเพื่อแก้แค้นนะ”

โนอาห์ได้ยินคำถามนั้นเขาก็ตอบไปตรง ๆ ทันทีว่า

“เธอไม่มีวันใช้เพื่อฆ่าคนหรอก...ดาบของเธอน่ะมีไว้ปกป้องคนอื่นก็เท่านั้น”

“นายรู้ได้ยังไง...เกิดวันดีคืนดีฉันกลายเป็นสปายมาฆ่านายขึ้นมา นายจะไม่เสียใจเหรอ”

โนอาห์ได้ยินแบบนั้นเขาก็หันไปมองหน้าวินดี้แล้วยิ้มให้อย่างอ่อนโยนพร้อมกับพูดว่า

“ไม่เสียใจหรอก...ถ้าได้ตายด้วยน้ำมือของเธอแล้วฉันก็คงจะดีใจอยู่นิดหนึ่งล่ะนะ ฮ่า ๆ ๆ ”

วินดี้ได้ยินแบบนั้นเธอก็แปลกใจและใจเต้นไปตาม ๆ กันทันที และในตอนนั้นเองเธอก็เดินไปที่ประตูห้องของโนอาห์พร้อมกับพูดว่า

“นายมันบ้าชัด ๆ ถึงว่าล่ะ ผู้หญิงถึงไม่ค่อยชอบนายสักเท่าไหร่”

แอ็ด~~ ปัง!

วินดี้ปิดประตูเสียงดังนิดหน่อยก่อนที่จะเดินกลับห้องของตัวเองไป ส่วนโนอาห์ก็ทำได้แค่มองไปที่ประตูแล้วยิ้มพร้อมกับพูดออกไปเบา ๆ ว่า

“ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอวินดี้...ฉันไม่ต้องการให้ผู้หญิงคนไหนมาสนใจหรอกนะ”

โนอาห์พูดจบก็ยืนขึ้นแล้วเดินไปนอนบนเตียง...และจากนั้นค่ำคืนแห่งความเงียบสงบก็ผ่านไป

----------

...

..

.

เช้าวันออกเดินทาง

โนอาห์ออกมารอข้างหน้าโรงเตี๊ยมก่อนเพื่อนแล้วก็สะพายกระเป๋าขนาดใหญ่ไว้รอแล้ว มาสเองก็มายืนรอพรรคพวกของโนอาห์อย่างใจจดใจจ่อ จนโนอาห์ทำหน้าเบื่อ ๆ ออกมาแล้วถามมาสไปว่า

“เธอเนี่ยเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่ฉันมีเพื่อนสินะ”

“ก็แหม~ เมื่อสิบปีก่อนเราทั้งสี่คนก็ออกเดินทางด้วยกันไม่ใช่เหรอ”

“มันก็จริงอยู่หรอก...แต่ตอนนี้เธอไปไม่ได้นะ”

“อ้าว ทำไมล่ะโนอาห์~~”

มาสทำท่าอ้อนวอนตาแป๋ว แต่โนอาห์ก็บอกไปตรง ๆ ว่า

“เธอมีหน้าที่ต้องดูแลหมู่บ้านไม่ใช่เหรอ”

“ช่างหมู่บ้านเถอะ ฉันอยากไปกับนายนี่นา~”

“หยุดเลยมาส...ฉันไม่ได้ไปเที่ยวนะแล้วมันก็ไม่มีความจำเป็นที่พวกเราจะต้องเดินทางด้วยกันอีกแล้ว...ขืนคนอื่นรู้ว่า [สองในสี่ดอกไม้สังหาร] ออกเดินทางด้วยกันมีหวังเอ็นโดร่าขวัญผวาแน่นอน”

มาสได้ยินแบบนั้นเธอก็ทำท่างอนตุ๊บป่อง ไม่นานนักจิลกับวินดี้ก็เดินลงมาพร้อมกับสะพายกระเป๋าคนละใบ

“เอาล่ะทุกคนก็พร้อมกันแล้ว มาส...ถ้าวันไหนฉันผ่านมาที่นี่อีกก็ขอฝากตัวด้วยนะ”

“หึ๊~ หวังว่าจะไม่ได้เจอนายตอนนอนหมอบกับพื้นก็พอนะ”

“ฮ่า ๆ ๆ ถ้ามีวันนั้นก็ขอฝากเนื้อฝากตัวอีกครั้งด้วยนะ”

หลังจากนั้นโนอาห์กับพรรคพวก็โบกมือลามาสกับพวกแองจี้แล้วเดินออกจากหมู่บ้านเพื่อมุ่งหน้าไปยัง [เมืองร้าง] ต่อไป ... ทางด้านของมาสกับแองจี้ที่โบกมือลาอยู่นั้น จู่ ๆ แองจี้ก็ถามขึ้นมาว่า

“ท่านโนอาห์คือนักดาบทะเลสีเลือดงั้นเหรอคะ”

มาสพยักหน้า “อืม ใช่แล้วล่ะ”

“งั้นก็แปลกจังเลยนะคะท่านมาส ปกตินักดาบทะเลสีเลือดจะไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะและฆ่าศัตรูทุกคนที่ขวางหน้าไม่ใช่เหรอคะ”

“อื้ม นั่นก็ถูก แต่ตอนนี้เขาไม่ใช่นักดาบทะเลสีเลือดอีกต่อไปแล้วล่ะ ถ้ามองจากตรงนี้เขาเป็นเพียงแค่พ่อค้าเร่ผู้รักการผจญภัยก็แค่นั้นแหละ”

หลังจากนั้นมาสก็ยิ้มให้กลุ่มของโนอาห์อยู่แบบนั้น จนพวกเขาหายลับสายตาไปในที่สุด

-----------

....

..

.

ทางด้านของเมืองหลวง

ณ ที่ห่างไกลจากหมู่บ้านน้ำตก ใจกลางเอ็นโดร่าเมืองหลวงที่ยิ่งใหญ่ มีขุนนางและจอมเวทที่แข็งแกร่งเดินกันยั้วเยี้ย และในสถานที่แห่งหนึ่งที่ถูกเรียกว่า [ห้องประชุมจอมเวท] ก็มีเหล่าบรรดาจอมเวทระดับสูงมาประชุมกันมากกว่าสามพันคน

โดยหัวหน้าในการจัดประชุมครั้งนี้คือหญิงสาวรูปงาม ผมยาวสีแดงและใส่ผ้าคลุมไหล่สีแดงที่บ่งบอกว่าเธอคือ [สกาเล็ต หนึ่งในสิบสองจอมเวทในตำนานผู้สร้างเอ็นโดร่า] นั่นเอง

...

หลังจากที่เหล่าจอมเวทมากันพร้อมแล้ว สกาเล็ตก็ตบไปที่โต๊ะอย่างรุนแรง

ปัง!!

“ขอให้จอมเวททุกคนอยู่ในความสงบด้วยค่ะ วันนี้ฉันจะมาแจ้งเรื่องสำคัญให้กับจอมเวททางการและจอมเวทที่เป็นนักผจญภัยทุกคนได้รับรู้โดยทั่วกันก่อนค่ะ”

สกาเล็ตดีดนิ้วหนึ่งครั้ง จากนั้นก็มีใบปลิวร่อนลงมาจากท้องบนเพดานแล้วแจกจ่ายให้กับทุกคนโดยไม่มีพลาดแม้แต่คนเดียว

“ทุกคนคงได้เอกสารฉบับนี้แล้วใช่ไหมคะ ... ตอนนี้ทางเขตชายแดนของเรากำลังมีการก่อการร้ายจากอาณาจักรข้าง ๆ มายาวนานแล้ว และตอนนี้จอมเวทของกองทัพก็มีไม่เพียงพอ ดังนั้นนี่คือเควสพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจอยากจะได้รางวัลก้อนใหญ่ค่ะ”

พอทุกคนได้ยินแบบนั้นก็ซุบซิบกันสักพัก สกาเล็ตก็ตบโต๊ะอีกครั้ง

ปัง!!

“ช่วยฟังรายละเอียดกันก่อนได้ไหมคะ...” สกาเล็ตตะโกนออกไปพร้อมกับปล่อยออร่าเวทมนตร์ที่รุนแรงจนทำให้จอมเวทระดับสูงทุกคนหยุดชะงักทันที จากนั้นผู้ช่วยของสกาเล็ต [เอเวอร์] หนุ่มใส่แว่นเนิ๊ด ๆ ก็สะกิตสกาเล็ตแล้วพูดว่า

“เอ่อ...ท่านสกาเล็ตครับ ระวังอย่าให้ออร่าทำร้ายประชาชนนะครับ”

“อ๊ะ...โทษที ขอบใจมากนะเอเวอร์”

จากนั้นสกาเล็ตก็ถอนหายใจและทำใจให้สงบ ออร่าของเธอก็หายไป และจากนั้นสกาเล็ตก็อธิบายรายละเอียดเควสพิเศษให้จอมเวททุกคนฟังทันทีว่า

“สำหรับเควสพิเศษทางสิบสองจอมเวทในตำนานได้ประชุมกันแล้วว่าจะแบ่งออกเป็นสองเควสย่อย ซึ่งเควสย่อยที่หนึ่งคือการขอความช่วยเหลือจากทุกคนไปร่วมรบที่เขตชายแดน โดยเราจะมีเบี้ยเลี้ยงให้เป็นรายวัน วันละสามพันเหรียญเงินและหากสถานการณ์สงบจะได้รับสวัสดิการบ้านพักและเงินรายเดือน”

พอสกาเล็ตพูดจบเหล่าจอมเวทก็ตาลุกวาวทันที จากนั้นสกาเล็ตก็อธิบายเรื่องเควสย่อยที่สองต่อไปว่า

“ต่อไปคือเควสย่อยที่สอง สำหรับเควสย่อยที่สองนี้เป็นเควสระดับ SSS โดยรายละเอียดคือ [ออกตามหานักดาบทะเลสีเลือดแล้วพาเขากลับมาแบบเป็น ๆ] สำหรับเควสนี้ฉันไม่แนะนำให้ทำ แต่ถ้าใครอยากจะทำก็มาสมัครกับฉันโดยตรง แล้วฉันจะคัดเลือกด้วยตัวเองอีกที”

พอสกาเล็ตพูดจบ เหล่าจอมเวทก็ฮือฮามากกว่าเดิม และก็มีหนึ่งในเหล่าจอมเวทยกมือขึ้นมาถามว่า

“นักดาบทะเลสีเลือดตายไปแล้วไม่ใช่เหรอครับท่านสกาเล็ต”

“ยัง! เขายังไม่ตาย”

พอสกาเล็ตยืนยันออกไปแบบนั้นทุกคนในห้องประชุมก็ตกใจไปพร้อม ๆ กัน จากนั้นสกาเล็ตก็ถามออกไปว่า

“มีจอมเวทคนไหนต้องการจะทำเควสย่อยอันที่สองหรือเปล่า ถ้ามีก็ยกมือขึ้นมาได้เลย”

สิ้นเสียงคำถาม...ในจำนวนจอมเวทระดับสูงหลายพันคนต่างก็ไม่ยอมยกมือขึ้นเลย จนกระทั่งเวลาผ่านไปไม่นานนัก ก็มีอยู่สามคนที่ยกมือขึ้นมา สกาเล็ตเห็นแบบนั้นก็บอกสามคนนั้นไปว่า

“หลังเลิกประชุมให้คนที่ยกมือมาพบฉันที่ห้องทำงานด้วย เอาล่ะ มีใครอยากจะถามอะไรไหม”

....

จากนั้นการประชุมก็ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดมันก็จบลงไป...

ณ ห้องทำงานของสกาเล็ต

ตอนนี้ในห้องทำงานของสกาเล็ตมีชายสองคนและหญิงหนึ่งคนที่ยกมือจะทำเควสย่อยอันที่สอง โดยคนแรกเป็นชายหนุ่มผมยาวถึงกลางหลังวัยสิบเก้าปีหน้าตาหล่อเหล่า แต่เย็นชา เขามีชื่อว่า [รุย]

คนที่สองเป็นชายหนุ่มเช่นกัน แต่ผมสั้นสีดำวัยยี่สิบห้า มีนิสัยห่าม ๆ กวน ๆ และเขาก็มีชื่อว่า [เรด]

และคนสุดท้าย เธอเป็นหญิงสาวตัวเล็กแต่อายุสามสิบปีแล้ว ไว้ผมทวิลเทลสีทองและสวมหมวกแม่มด เธอมีชื่อว่า [โดโรธี]

...

สกาเล็ตก็เริ่มทำการใช้เวทของตัวเองสแกนทีละคน ซึ่งนั่นทำให้สกาเล็ตรู้ว่าแต่ละคนเป็นจอมเวทที่แข็งแกร่งมาก ๆ อาจจะแข็งแกร่งพอ ๆ กับระดับหัวหน้าหน่วยของจอมเวทศักดิ์สิทธิ์เลย

“เอาล่ะ พวกเธอผ่าน...แต่ว่า” สกาเล็ตพูดจบก็หันไปหาเอเวอร์แล้วส่งซิกไป เอเวอร์ก็รีบเอากระดาษสามแผ่นออกมาแล้วยื่นให้ทั้งสามคน “...นี่คือรูปปัจจุบันของพวกเขาทั้งสามคน คนแรกเด็กหญิงเผ่าปีศาจที่พกดาบสีดำเธอชื่อวินดี้ คนที่สองจอมเวทของทางการจิล และคนสุดท้ายเป้าหมายของเราโนอาห์”

สกาเล็ตปล่อยให้ทั้งสามคนมองดูรูปภาพสักพัก จากนั้นเธอก็พูดต่อไปว่า

“ภารกิจของพวกนายคือพาโนอาห์กลับมาที่เมืองหลวงให้ได้ ฉันอนุญาตให้ใช้กำลังกับเขาได้แต่ห้ามทำให้เขาตายเด็ดขาดเข้าใจไหม”

เรดได้ยินแบบนั้นเขาก็หัวเราะออกมา

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ งั้นก็แสดงว่าจะใช้เวทมนตร์ต้องห้ามก็ได้ใช่ไหม”

“อื้ม...แล้วแต่พวกนายเลย”

“วะ ฮ่า ๆ ๆ งั้นโนอาห์ก็จบสิ้นแล้วล่ะ” เรดก็หัวเราะต่อไป โดยที่รุยกับโดโรธีกลับไม่มีอารมณ์ร่วมกับเรดเลยสักนิด

แต่ในตอนนั้นเองสกาเล็ตก็บอกเรดไปว่า

“โนอาห์ไม่ใช่คนที่นายจะเอาชนะได้ง่าย ๆ หรอกนะ ขนาดพวกสิบสองจอมเวทเองยังต้องรุมเขาถึงจะจัดการได้เลย”

พอเรดได้ยินแบบนั้นก็ตกใจจนหยุดหัวเราะ ... แต่เอเวอร์ก็ปรับเปลี่ยนบรรยากาศโดยการบอกทุกคนว่า

“แต่ไม่ต้องคิดมากหรอกนะครับ แค่ไปคุยกับคุณโนอาห์ดี ๆ เขาก็น่าจะเข้าใจแล้วล่ะ ทางทีดีหลีกเลี่ยงการต่อสู้จะดีกว่านะครับ”

“ก็ตามที่เอเวอร์พูดนั่นแหละ...ถ้าไม่มีอะไรแล้วพวกนายก็ออกไปทำภารกิจได้” สกาเล็ตสั่งทั้งสามคนและจากนั้นพวกเขาก็เดินออกไปทำภารกิจทันที

จากนั้นสกาเล็ตก็ถอนหายใจออกมาแล้วพูดว่า

“เฮ้อ~ ทำไมเจ้าบ้านั่นยังเล่นเป็นพ่อค้าอยู่นะ”

“ก็ช่วยไม่ได้นะครับ พวกเราเป็นต้นเหตุที่ทำให้ภรรยาของเขาต้องเสียชีวิตนี่ครับ”

“มันก็จริงอยู่...แต่เรื่องมันก็ผ่านมานานแล้ว พวกเราสิบสองจอมเวทในตำนานก็ขอโทษเขาอย่างเป็นทางการแล้วด้วย ทำไมยังอยากจะปกปิดตัวตนอยู่อีกนะ”

“บางทีท่านโนอาห์อาจจะอยากมีชีวิตใหม่ที่เรียบง่ายก็ได้มั้งครับ”

หลังจากที่เอเวอร์พูดออกมาแบบนั้น สกาเล็ตก็ส่ายหัว

“ไม่มีทางหรอก...เจ้าหมอนั่นไม่มีทางปล่อยให้เอ็นโดร่าที่ราเชลรักต้องถูกทำลายหรอก ฉันเชื่อแบบนั้นล่ะนะ”

---------------

...

..

.

หลายวันผ่านไป กลุ่มของโนอาห์ก็เดินทางมาถึงเมืองร้างแล้ว

แค่ทางเข้าก็เต็มไปด้วยความอึมครึม และแสงสว่างก็ไม่เคยผ่านมาถึงเมืองแห่งนี้เลย เพราะไม่มีแสงสว่างต้นไม้ พืชพรรณเลยไม่เติบโตดีเท่าที่ควร นอกจากจะไม่มีต้นไม้พืชพรรณที่สวยงามแล้ว ยังไม่มีคนอยู่อีกด้วย

“เอาแล้วไง ไม่ว่าจะผ่านมาที่นี่กี่ครั้งมันก็ยังร้างเหมือนเดิมสินะ”

โนอาห์พูดออกมา วินดี้กับวิลก็มองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดระแวง โนอาห็เห็นแบบนั้นก็บอกทั้งสองคนไปว่า

“ไม่ต้องกลัวหรอก มันก็แค่เมืองร้างเท่านั้นแหละ”

“นะ...นะ...โนอาห์ ทำไมที่เอ็นโดร่าถึงมีสถานที่แบบนี้ด้วยล่ะ” วินดี้ถามด้วยความสั่นกลัว

“ก็ไม่แปลกหรอก...ยังมีอะไรหลายอย่างที่เธอต้องแปลกใจนะ เพราะฉะนั้นแบ่งความแปลกใจในตอนนี้ไปใช้ในอนาคตบ้างก็ดี”

หลังจากที่โนอาห์พูดออกไปแบบนั้น วินดี้ก็เดินมาเกาะแขนของโนอาห์และพูดว่า

“ขอเกาะแขนหน่อยได้ไหม”

“อื้ม...ตามสบาย”

จิลเห็นแบบนั้นเขาก็มองวินดี้ด้วยความแปลกใจและคิดในใจว่า

“คุณวินดี้ช่างเหมือนกับคุณราเชลเลยแฮะ”

....

หลังจากเดินทะลุเมืองร้างมาสักพักแล้ว วินดี้ก็ถามโนอาห์ว่า

“เมื่อไหร่จะออกจากเมืองนี้ได้ล่ะเนี่ย!!”

“โอ้ย~ วินดี้เธอใจเย็น ๆ ก่อนสิ...อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะออกไปได้แล้ว”

“อะ...อื้ม ฉันไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลย”

“เอาน่า~” โนอาห์ก็ตอบผ่าน ๆ ไป และในตอนนั้นเองจู่ ๆ ทั้งสามคนก็ได้ยินเสียงกระดิ่ง

กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง ~

โนอาห์หันไปหาจิล จิลก็ทำการใช้เวทสแกนทันที ... จิลสแกนไปสักพักเขาก็หยุดสแกนแล้วส่ายหัวพร้อมกับบอกว่า

“ไม่พบปฏิกิริยาของเวทมนตร์เลยครับ”

“งั้นเหรอ...ถ้างั้น วินดี้ จิล เตรียมตัวต่อสู้ได้!!”

หลังจากที่โนอาห์ออกคำสั่งแบบนั้นออกไป ท่ามกลางหมอกหนาทึบ บนถนนตัดผ่านเมืองร้างแห่งนี้ ตรงข้างหน้าของพวกเขาทั้งสามคนก็ปรากฏชายหนุ่มผมสีดำใส่ชุดเหมือนคนญี่ปุ่นสมัยยุคเอโดะพร้อมกับถือร่มที่มีหางพู่ใส่กระดิ่ง

เวลาที่ชายคนนั้นเดินมันก็ดังกริ้ง ๆ สนั่นไปทั่วเมืองร้างที่เงียบสงบทันที พอชายคนนั้นเดินมาเห็นพวกโนอาห์เขาก็หยุดเดินและมองมาที่โนอาห์พร้อมกับพูดว่า

“อ้าว~ บังเอิญจังเลยนะโนอาห์”

ภายในพริบตา...ร่างกายของโนอาห์ก็หายไปพร้อมกับดาบสีดำที่เหน็บอยู่ตรงเอวของวินดี้ ทั้งจิลกับวินดี้ต่างมองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น และทันใดนั้นเองก็มีเสียงของเหล็กปะทะกันดังขึ้นมา

แกร้ง~

ฟูม~~~~

คลื่นกระแทกระเบิดออกมาจากการปะทะกันของดาบทั้งสองเล่ม จนทำให้ซาก

โนอาห์กับชายถือร่มก็ปะทะกันด้วยดาบทั้งคู่ ... วินดี้เห็นแบบนั้นก็พูดขึ้นมาว่า

“มะ...มันเกิดอะไรขึ้น...ชายคนนั้นก็เป็นนักดาบงั้นเหรอ นะ...ไหนบอกว่าที่เอ็นโดร่ามีแค่โนอาห์คนเดียวยังไงล่ะ...”

------------------------------

บทที่ 5 จบ

หากมีคำผิดหรือตกหล่นตรงไหนกระผมก็กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น